The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เนื้อหาในเล่มนี้ประกอบด้วยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา พัฒนาการของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์ การเรียนรู้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ ความจำของมนุษย์ ความคิดเเละเชาวน์ปัญญา การรับรู้ จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ เเรงจูงใจ การเเนะเเนวการศึกษา การให้คำปรึกษา การศึกษารายกรณี เเละการ
สร้างเเรงบันดาลใจใฝ่เรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-04-13 02:38:44

จิตวิทยาสำหรับครู

เนื้อหาในเล่มนี้ประกอบด้วยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา พัฒนาการของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์ การเรียนรู้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ ความจำของมนุษย์ ความคิดเเละเชาวน์ปัญญา การรับรู้ จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ เเรงจูงใจ การเเนะเเนวการศึกษา การให้คำปรึกษา การศึกษารายกรณี เเละการ
สร้างเเรงบันดาลใจใฝ่เรียน

จิตวิทยาสำหรับครู

PSYCHOLOGY

เสนอ
อาจารย์ เขมินต์ธารากรณ์ บัวเพ็ชร

จัดทำโดย
นางสาว กรัณฑรัตน์ บุญคำ
รหัสนั กศึกษา : 6406910093
คณะศึ กษาศาสตร์เเละศิ ลปศาสตร์

สาขาสั งคมศึ กษา
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่

คำนำ

เอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่ งของรายวิชา จิตวิทยาสำหรับครู

โดยผู้เขียนได้รวบรวมเนื้ อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาสำหรับครู โดยเนื้ อหาในเล่มนี้ ประกอบ

ด้วยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา พัฒนาการของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์ การ

เรียนรู้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ ความจำของมนุษย์ ความคิดเเละเชาวน์ ปัญญา
การรับรู้ จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ เเรงจูงใจ การ

เเนะเเนวการศึกษา การให้คำปรึกษา การศึกษารายกรณี เเละการสร้างเเรงบันดาลใจใฝ่

เรียน นอกจากนั้ นแล้วผู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับจิตวิทยาสำหรับครูก็จะได้รับความรู้
ได้รับประโยชน์ ในเรื่องตรงนี้ อย่างทั่วถึงเเละครอบคลุม

ในการรวบรวมเอกสารประกอบการสอนในครั้งนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณผู้เขียน

เอกสาร ตำรา ที่ได้นำมาใช้ในการอ้างอิงและเรียบเรียง และขอขอบพระคุณบุคคลที่มี

ส่ วนเกี่ยวข้องที่ให้ความช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำเอกสารประกอบการสอนเล่ม

นี้ จนกระทั่งสำเร็จ และหากท่านที่นำเอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ ไปใช้แล้วมีข้อเสนอ

แนะแก่ผู้เขียน ผู้เขียนขอน้ อมรับและนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เอกสารประกอบการสอนมี

ความถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นต่อไป และท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารประกอบการ

สอนชุดนี้ จะมีประโยชน์ สำหรับนั กศึกษาครูและผู้ที่มีความสนใจ

นางสาวกรัณฑรัตน์ บุญคำ

สารบัญ หน้ า

เรื่อง
บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา

- ความหมายของจิตวิทยา
- ความสำคัญของจิตวิทยา
- ประวัติของจิตวิทยา
- จุดมุ่งหมายในการศึกษาจิตวิทยา
- ความสำคัญของจิตวิทยาต่ออาชีพครู
บทที่ 2 พัฒนาการของมนุษย์
- ความหมายของพัฒนาการ
- ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของบุคคล
- การเเบ่งวัยพัฒนาการ
- พัฒนาการในวัยต่างๆ
- ทฤษฎีพัฒนาการที่สำคัญ
บทที่ 3 พฤติกรรมของมนุษย์
- ความหมายของพฤติกรรมของมนุษย์
- ความหมายของสิ่ งเร้า
- พฤติกรรมแบ่งเป็น 2 ประเภท
- ความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์
บทที่ 4 การเรียนรู้
- ความหมายของการเรียนรู้
- ความสำคัญของการเรียนรู้

สารบัญ (ต่อ) หน้ า

เรื่อง
- เป้าหมายของการเรียนรู้
- ทฤษฎีการเรียนรู้

บทที่ 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้
- 7 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ

บทที่ 6 ความจำของมนุษย์
- ความหมายของความจำ
- จากมุมมองเกี่ยวกับกระบวนการประมวลข้อมูลมี
3 ระยะในการสร้างเเละค้นคืนความจำ คือ
- ประเภทความจำ

- ระบบความจำ
บทที่ 7 ความคิดเเละเชาวน์ ปัญญา

- ความหมายของเชาวน์ ปัญญา
- นิ ยามของเชาวน์ ปัญญา
- ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเชาวน์ ปัญญา
- ทฤษฎีเชาวน์ ปัญญา
บทที่ 8 การรับรู้
- ความหมายการรับรู้
- ลักษณะสำคัญของการรับรู้
- กระบวนการของการรับรู้
- องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้
- สรุป

สารบัญ (ต่อ) หน้ า

เรื่อง
บทที่ 9 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้

- ความหมายของจิตวิทยาการจัดการเรียนรู้
- กระบวนการเรียนรู้จะเกิดได้จากขั้นตอนหลัก

4 ขั้นตอน คือ
- ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม คือ
บทที่ 10 การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ
- ความหมายของการศึกษาพิเศษ
- รูปเเบบการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กพิการ
- เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
- เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
- เด็กที่มีความบกพร่องทางการสติปัญญา
- เด็กที่มีความบกพร่องทางการด้านร่างกาย

หรือการเคลื่อนไหว
- เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
- เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม
บทที่ 11 เเรงจูงใจ
- ความหมายของเเรงจูงใจเเละการจูงใจ
- ความสำคัญของการจูงใจ
- ลักษณะของเเรงจูงใจ
- เเรงจูงใจกับการเรียนการสอน

-

สารบัญ (ต่อ) หน้ า

เรื่อง
บทที่ 12 การเเนะเเนวการศึกษา

- ความหมายของการเเนะเเนวการศึกษา
- จุดมุ่งหมายของการจัดการบริหารเเนะเเนว
- วัตถุประสงค์การเเนะเเนว
- ประเภทของการเเนะเเนวเเบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- การบริการเเนะเเนว
- รูปเเบบการให้บริการเเนะเเนว
บทที่ 13 การให้คำปรึกษา
- ความหมายของการให้การปรึกษา
- บทหน้ าที่ของผู้ให้คำปรึกษา
- วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา
- ประเภทของการให้คำปรึกษา
- ลักษณะของการให้คำปรึกษา
- ทักษะการให้คำปรึกษา
- ขั้นตอนการให้คำปรึกษา
บทที่ 14 การศึกษารายกรณี
- ความหมายของการศึกษารายกรณี
- ความมุ่งหมายของการศึกษารายกรณี
- ประโยชน์ ของการศึกษารายกรณี
- การเลือกนั กเรียนเพื่อทำการศึกษารายกรณี

สารบัญ (ต่อ) หน้ า

เรื่อง
บทที่ 15 การสร้างเเรงบันดาลใจใฝ่เรียน

- ความหมายของเเรงบันดาลใจ
- 8 เทคนิ คสร้างเเรงบันดาลใจดีๆ ที่สามารถเปลี่ยน

ให้เราประสบความสำเร็จ

1

บทที่1 ความรู้เบื้องต้น
เกี่ยวกับจิตวิทยา

ความหมายของจิตวิทยา

จิตวิทยา PSYCHOLOGY

-PSYCHO มาจากคําภาษากรีกว่า PSYCHE แปลว่า จิตวิญญาณ
-LOGOS แปลว่า การศึกษา หรือ การค้นคว้า หรือการหาความรู้

ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์เเละสัตว์ ทั้งพฤติกรรม

สามารถสังเกตได้โดยตรง เเละพฤติกรรมที่ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรง

ความสำคัญของจิตวิทยา

1.ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ เช่น ความต้องการ
การแก้ปัญหา การปรับตัว อารมณ์และความรู่สึกในสถานการณ์ต่างๆ
2.ช่วยในการแก้ปัญหาทางจิต รู้จักวิธีรักษาสุขภาพจิตได้ดี สามารถเอาชนะปมด้อยต่างๆ
รู้วิธีแก้ปัญหาและปรับตัวอย่างเหมาะสม ขจัดความขัดแย้งในใจได้และความวิตกกังวลได้
3.สามารถเข้าใจ ตัดสินใจ และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลในสังคม
4.ช่วยในการวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม

PSYCHOLOGY

2

ประวัติของ

จิตวิทยา อริสโตเติล พลาโต

จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่มีคนสนใจมาตั้งเเต่สมัยกรีกโบราณ มีปรัชญาชื่อ พลาโต เเละ

อริสโตเติล ได้กล่าวถึงธรรมชาติเเละพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงปรัชญามากกว่าเเนวคิดทาง

วิทยาศาสตร์ เรียกจิตวิทยาในยุคนั้ นว่า จิตวิทยายุคเก่า เพราะนั กจิตวิทยานั่ งศึกษาอยู่กับโต๊ะ

ทำงาน โดยใช้ความคิดเห็นของตนเองเพียงอย่างเดียว ไม่มีการทดลอง ไม่มีการวิเคราะห์ใดๆ

ทั้งสิ้ น ต่อมาอริสโตเติลได้สนใจจิตวิทยา ได้ทำการศึกษาเเละได้เขียนตำราเล่มเเรกของโลก

เป็นตำราที่ว่าด้วยเรื่อง วิญญาณชื่อ DE ANIMA เเปลว่า ชีวิต เขากล่าวว่า วิญญาณเป็นต้นเหตุ

ให้คนต้องการเรียนจิตวิทยา คนในสมัยโบราณจึงศึกษาจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ โดย

มีความเชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในร่างกายของมนุษย์ขณะมีชีวิตอยู่ เมื่อคนสิ้ นชีวิตก็หมายถึง

ร่างกายปราศจากวิญญาณเเละวิญญาณออกจากร่างลล่องลอยไปชั่วระยะหนึ่ ง เเละอาจจะกลับ

เข้าสู่ร่างกายคืนอีกได้ เเละเมื่อคนๆนั้ นก็จะฟื้ นคืนชีพขึ้นมาอีก ชาวกรีกจึงมีการคิดค้นวิธีการ

ป้องกันศพไม่ให้เน่ าเปื่ อยที่เรียกว่ามัมมี่ เพื่อคอยการกลับมาของวิญญาณ

ในศตวรรษที่ 19 เป็นบุคเเห่งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มีผู้คิดทฤษฎีต่างๆ ทาง

จิตวิทยาขึ้นมากมายเเละที่สำคัญ คือ วิลเฮล์ม เเมกซ์ วู้นท์ (WILHELM MAX WUNDT)

ค.ศ.1832-1920 ได้สร้างห้องทดลองทางจิตวิทยาเเละเริ่มมีการทดลองขึ้นที่เมือง LEIPZIQ

ประเทศเยอรมัน เขาได้ทดลองเกี่ยวกับเรื่องความรู้สึก การจินตนาการ การคิดหาเหตุผล
จนได้รับสมญาว่า บิดาเเห่งจิตวิทยาทดลอง นั บเป็นการเริ่มต้นในการศึกษาจิตวิทยาตามวิธี

การทางวิทยาศาสตร์เป็นต้นมา อาจกล่าวได้ว่า วิชาจิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ ง ที่ได้

รับการยอมรับเเละวิธีการศึกษาก็ใช้เเนวทางวิทยาศาสตร์โดยใช้ทฤษฎีการทดลอง การ

เหตุผล ตลอดจนการวิเคราะห์พฤติกรรม

PSYCHOLOGY

3

จุดมุ่งหมายในการศึ กษา
จิตวิทยา

1.เพื่อให้ผู้สอนมีความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เป็นระบบ ทั้งด้านทฤษฎี หลักการเเละ
สาระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุษย์ทั้งเด็กเเละผู้ใหญ่
2.เพื่อให้ผู้สอนนำความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้เเละความเข้าใจในตัวผู้เรียนไปใช้ให้เกิด

ประโยชน์ ต่อการเรียนการสอน
3.เพื่อให้ผู้สอนสามารถนำเทคนิ คเเละวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในการเรียนการสอน การเเก้

ไขปัญหาในชั้นเรียน สามารถควบคุมพฤติกรรมเกี่ยวกับการเรียนการสอนเเละ

บุคลิกภาพของผู้เรียนได้ตามจุดมุ่งหมาย

ความสำคัญของจิตวิทยา
ต่ออาชีพครู

1.ผู้สอนจัดการกับอารมณ์ ของตนได้อย่างถูกต้อง
2.ผู้สอนรู้จักลักษณะนิ สัยของผู้เรียนที่ตนเองสอน
3.ผู้สอนมีความเข้าใจในความเเตกต่างระหว่างบุคคล
4.ผู้สอนรู้วิธีการจัดสภาพเเวดล้อมของห้องเรียนให้เหมาะสมเเก่วัยเเละขั้นพัฒนาการ

ของผู้เรียน
5.ผู้สอนทราบถึงตัวเเปรต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเรียน
6.ผู้สอนสามารถเเก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการสอน

PSYCHOLOGY

4

บทที่ 2 พัฒนาการ
ของมนุษย์

ความหมายของพัฒนาการ

หมายถึง การเปลี่ยนเเปลงในด้านต่างๆ ทั้งในด้านโครงสร้างเเละเเบบเเผน

ของร่างกายทุกส่วนอย่างมีขั้นตอนเเละเป็นระเบียบเเบบเเผน นั บตั้งเเต่ปฏิสนธิจนกระทั่ง

เสี ยชีวิต

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของบุคคล

1.การเจริญเติบโต หมายถึง การเปลี่ยนเเปลงโครงสร้างทางร่างกาย เช่น น้ำหนั ก ส่วนสูง

กล้ามเนื้ อ รูปร่าง
2.วุฒิภาวะ หมายถึง การเจริญเติบโตของโครงสร้างทางร่างกายอย่างเป็นลำดับขั้นตอน

ตามธรรมชาติจนถึงจุดสูงสูด
3.การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนเเปลงพฤติกรรมอันเนื่ องมาจากการฝึกฝน ฝึกหัด หรือ

ประสบการณ์ เดิมที่มีอยู่

การเเบ่งวัยพัฒนาการ

1.วัยทารก 4.วัยผู้ใหญ่
2.วัยเด็ก 5.วัยกลางคน
3.วัยรุ่น 6.วัยชรา

PSYCHOLOGY

5
พัฒนาการในวัยต่างๆ

1.วัยทารก
จะมีช่วงเวลาตั้งเเต่เเรกเกิด-2 ปี วัยทารกยังเป็นวัยที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยความ


ช่วยเหลือจากบุคคลอื่น วัยนี้ มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เเละเห็นพัฒนาการทางด้านร่างกาย

อย่างชัดเจน สิ่ งที่สำคัญ คือ การพัฒนากล้ามเนื้ อ

2.วัยเด็ก
เป็นวัยที่อยู่ในช่วงอายุ 2-11 ปี มีการพัฒนากล้ามเนื้ อที่ใช้ในการเล่น มักมีพฤติกรรมเลียน


เเบบผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัว พัฒนาการด้านสติปัญญาจะก้าวหน้ าอย่างรวดเร็วในตอนปลายของวัย
วัยเด็กจะมีการพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเอง เด็กจะรับเอาทัศนคติเเละพฤติกรรมของพ่อเเม่

พฤติกรรมทางสังคม เด็กจะมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นมากขึ้น เพื่อนในวัยเด็กจะมี

อิทธิพลต่อเด็ก การสร้างมิตรภาพ จะเลือกคบเพื่อนโดยกานเเบ่งเเยกโดยเพศ

PSYCHOLOGY

6

3.วัยรุ่น
การเข้าสู่วัยรุ่นของเด็กชายเเละเด็กหญิงเเตกต่างกัน พัฒนาการทางกายมีการเจริญ


เติบโตอย่างรวดเร็ว เด็กผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือน เด็กผู้ชายเริ่มฝันเปียก
มีลักษณะเป็นวัยหนุ่ มวัยสาว

การสร้างมิตรภาพ วัยรุ่นมักชอบเพื่อนที่มีบุคลิกภาพเเละความสนใจเดียวกัน
-วัยรุ่นชาย จะพัฒนาความสัมพันธ์โดยการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
-วัยรุ่นหญิง จะพัฒนาความสัมพันธ์โดยการติดต่อสื่อสารซึ่งกันเเละกัน
วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหา อาจจะพบปัญหาการฆ่าตัวตายอันเป็ฯมาจากการซึมเศร้า เเละ

ความรู้สึกที่ตนเองด้อยค่า เเละปัญหาเรื่องยาเสพติด เเละปัญหาสุขภาพจิต

PSYCHOLOGY

7

4.วัยผู้ใหญ่
วัยผู้ใหญ่เเบ่งออกเป็น 3 ช่วงอายุ คือ
1.วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 18-45 ปี
2.วัยกลางคน อายุ 45-65 ปี
3.วัยชรา หรือผู้ใหญ่ตอนปลาย อายุ 65 ปีขึ้นไป

พัฒนาการทางกาย

-วัยผู้ใหญ่ตอนต้น จัดว่าเป็นระยะที่ดีที่สุดของชีวิต ร่างกายมีการเจริญเติบโตมากที่สุดตอน
อายุ 20 ปี มีความเเข็งเเรงของกล้ามเนื้ อ
-วัยกลางคน ร่างกายจะเริ่มค่อยๆ เสื่อมลง จากวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
-วัยชรา การเสื่อมในร่างกายมักปรากฏอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะสูญเสียความสามารถที่ปกป้อง
ตนเองจากโรคต่างๆ

พัฒนาการทางสั งคมเเละบุคลิกภาพของผู้ใหญ่

เป็นวัยที่ประสบความสำเร็จในงานอาชีพ จะเพิ่มมากขึ้นในระหว่าง 20-40 ปี จะมี

ประสบการณ์ ในการจัดการกับสถานการณ์ ต่างๆในชีวิตประจำวัน

PSYCHOLOGY

8

บุคคลในวัยชรา
มีลักษณะดังนี้

1.โครงสร้างของร่างกายเปลี่ยนเเปลง
2.จุกจิกจู้จี้ ขี้บ่น
3.หลงลืมได้ง่าย
4.ขี้น้ อยใจ
5.เจ็บป่วยได้ง่าย

จุดจบของชีวิต
(การตาย)

1.การปฏิเสธ
2.ความโกรธ
3.อาการที่บุคคลคาดหวังว่าจะต่อรองได้
4.ความซึมเศร้า
5.การยอมรับ

PSYCHOLOGY

9

ทฤษฎีพัฒนาการที่สำคัญ

1.ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
2.ทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพของอีริคสัน (Erikson)
3.ทฤษฎีการพัฒนาการของโคห์ลเบิร์ก(Kohlberg)

1.ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
ฟรอยด์ เชื่อว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณติดตัวมาตั้งเเต่เกิด คือ สัญชาตญาณทางเพศ
โดยมี 2 ลักษณะ

1.สั ญชาตญาณเพื่อการดำรงชีพ
2.สั ญชาตญาณเพื่อความตาย
ฟรอยด์ได้ตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์เรามีพลังงานอยู่ในตัวตั้งเเต่เกิดเรียกพลังงานนี้ ว่า

"Libido" เป็นพลังงานที่ทำให้คนเราอยากมีชีวิตอยู่ อยากสร้างสรรค์เเละอยากมีความรัก มีเเรง

ขับทางเพศ เพื่อจุดเป้าหมายคือ ความสุขเเละความพึงพอใจ โดยฟรอยด์ได้เเบ่งขั้นพัฒนาการ

ทางเพศไว้ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1.ขั้นปาก ช่วงอายุเเรกเกิด-18 เดือน ให้ความสนใจเเละพึงพอใจจากการใช้ปากทำกิจกรรม

ต่างๆ เพื่อให้เกิดความสุข เช่น การดูด การกลืน เป็นต้น
2.ขั้นทวารหนั ก ช่วงอายุ 18 เดือน - 3 ปี มีความพึงพอใจจากการขับถ่าย
3.ขั้นอวัยวะเพศ ช่วงอายุ 3 - 5 ปี ให้ความสนใจอวัยวะเพศของตนเอง สนใจความเเตกต่าง

ระหว่างเพศหญิงกับเพศชาย
4.ขั้นเเฝง ช่วงอายุ 7 - 12 ปี มุ่งความสนใจไปที่พัฒนาการด้านสังคมเเละด้านสติปัญญา เป็น

วัยที่พร้อมจะเรียนรู้การมีเหตุผลรู้ผิดชอบชั่วดี สนใจสิ่ งเเวดล้อมรอบตัว
5.ขั้นสนใจเพศตรงข้าม ช่วงอายุ 12 ปีขึ้นไป เริ่มสนใจเพศตรงข้าม มีเเรงจูงใจที่จะรักผู้อื่นมี

ความต้องการทางเพส ความเห็นเเก่ตัวลดลง ต้องการเป็นอิสระจากพ่อเเม่

PSYCHOLOGY

10

บทที่ 3 พฤติกรรม
ของมนุษย์

ความหมายของพฤติกรรมของมนุษย์

หมายถึง กริยาอาการที่มนุษย์แสดงออกหรือปฏิกิริยาโต้ตอบ เมื่อเผชิญกับสิ่ งเร้า

หรือสถานการณ์ต่างๆ อาการแสดงออกต่างๆ เหล่านั้ นอาจเป็นการเคลื่อนไหวที่สังเกตได้

หรือวัดได้ เช่น การเดิน การพูด การเขียน การคิด การเต้นของหัวใจ เป็นต้น ส่วนสิ่ งเร้า

ที่มากระทบแล้วก่อให้เกิดพฤติกรรมก็อาจจะเป็นสิ่ งเร้าภายใน และสิ่ งเร้าภายนอก

ความหมายของสิ่ งเร้า

สิ่ งเร้าภายใน ได้แก่ สิ่ งเร้าที่เกิดจากความต้องการทางกายภาพ เช่น
ความหิว ความกระหาย สิ่ งเร้าภายในนี้ จะมีอิทธิพลสูงสุดในการกระตุ้นให้
แสดงพฤติกรรมในวัยเด็ก และจะลดความสำคัญลงเมื่อเติบโตขึ้น

สิ่ งเร้าภายนอก ได้แก่ สิ่ งกระตุ้นต่างๆ จากสิ่ งแวดล้อมทางสังคมที่
สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 คือ หู ตา คอ จมูก การสัมผัส เมื่ออยู่
ในสังคมสิ่ งเร้าภายนอกจะมีอิทธิพลมากกว่าในการกำหนดว่าบุคคลควร
จะแสดงพฤติกรรมอย่างใดต่อผู้อื่น

สิ่ งเร้า อวัยวะรับสั มผัส ตีความ รับรู้ พฤติกรรม

PSYCHOLOGY

11

พฤติกรรมแบ่งเป็น

2 ประเภท 1.1 Moral Behavior พฤติกรรมที่สามารถ
สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยไม่ต้องใช้
1. พฤติกรรมภายนอก เครื่องมือวัด เช่น การเคลื่อนไหว
(Overt Behavior) ของร่างกาย เดิน ยืน วิ่ง

เป็นพฤติกรรมที่สามารถสั งเกต 1.2 Molecular Behavior พฤติกรรมที่
ได้หรือวัดได้ มี 2 ลักษณะ ต้องอาศั ยเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์จึงจะ
สามารถเห็นได้ เช่น การไหลเวียนโลหิต การ
เต้นของหัวใจ

2. พฤติกรรมภายใน
(COVERTBEHAVIOR)

เป็นพฤติกรรมที่
ไม่สามารถสังเกตได้ หรือวัด
ได้โดยตรง เช่น ความรู้สึก
การรับรู้ การจำ การคิด การ
ตัดสินใจ การจินตนาการ

เป็นต้น

PSYCHOLOGY

12

ความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์

1. ความแตกต่างระหว่างมนุษย์ (Individual Differences)

หมายถึง ลักษณะพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน โดยมีพันธุกรรมและ
สิ่ งแวดล้อมเป็นตัวกำหนด

ความแตกต่าง ลักษณะพฤติกรรม

ทางกาย รูปร่างที่เห็นภายนอก หน้ าตา ท่าทาง โครงกระดูก
(PHYSICAL) ผิว ผม กล้ามเนื้ อ เป็นต้น
ทางอารมณ์ การแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ดีใจ เสียใจ
(EMOTION) โกรธ อิจฉา ก้าวร้าว ขบขัน เป็นต้น
ความคิด หรือความสามารถในการแก้ปัญหา
ทางสั งคม ไอคิวสูง ไอคิวต่ำ เป็นต้น
(SOCIAL) ความสามารถในการแสดงออกในหมู่คน หรือระหว่าง

ทางสติปัญญา คน การเข้าสังคม การพูดคุย อีคิว เป็นต้น
(INTELLIGENCE)

2. พันธุกรรมและสิ่ งแวดล้อม พันธุกรรม หมายถึง ลักษณะที่มนุษย์
(HEREDITY & ENVIRONMENT) ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ
โดยมียีน (GENE) เป็นตัวสืบทอดลักษณะ

สิ่ งแวดล้อม หมายถึง สิ่ งที่อยู่รอบตัว
มนุษย์ และมีอิทธิพลที่สามารถทำให้
มนุษย์มีความแตกต่างกัน

PSYCHOLOGY

3. ลักษณะรูปร่าง 13
(Body Types)
หมายถึง ลักษณะทาง
กายภาพของมนุษย์ที่ปรากฏให้
เห็นเด่น โดยมีพื้นฐานมาจาก

ยีนบรรพบุรุษ

4. ลำดับการเกิด 1. ลูกคนโต (First Born Child)
(Birth Orders) 2. ลูกคนกลาง (Wednesday Child)
3. ลูกคนสุดท้อง (Youngest Child)
4. ลูกคนเดียว (Only Child)

5. การแสดงออก 2. ชอบแสดงออก
(Expression) 1. คล่องตัวสูง มีชีวิตชีวา รวดเร็ว คาดการล่วงหน้ าดี
2. เปิดเผย คบง่าย
พฤติกรรมการแสดงออก 3. รับความรู้สึกได้ดี แต่ไม่ลึก คิดสร้างสรรค์ไม่มาก
แบ่ง 3 แบบ

1. เก็บกดไม่ชอบแสดงออก 3. แสดงออกกลางๆ
1. ขรึม แสดงออกช้า เยือกเย็น 1. บุคลิกภาพแบบกลาง ๆ
2. คิดช้า คิดไกล คิดลึก คิดสร้างสรรค์ 2. แสดงออกไม่มากไม่น้ อย ทั้งภาษากาย
และคำพูด

PSYCHOLOGY

14

6.แนวพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าทรงแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ตามหลักจริต
จริต คือพฤติกรรมของมนุษย์ที่หนั กไปด้านใดด้านหนึ่ งแบ่ง 6 แบบ

1.ราคะจริต คือ ผู้มีปกตินิ สัยหนั กไปทางราคะ รักสวย
รักงาม ละมุนละไม ชอบสิ่ งที่สวยๆ

2.โทสจริต คือผู้มีปกตินิ สัยหนั กไปทางโทสะ ใจร้อน
วู่วาม หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรง โผงผาง เจ้าอารมณ์

3.โมหจริต คือผู้มีปกตินิ สัยหนั กไปทางโมหะ เขลา
เซื่องซึม เชื่อคนง่าย

4. วิตกจริต คือผู้มีปกตินิ สัยหนั กไปทางฟุ้งซ่าน คิด
เรื่องนี้ ทีเรื่องนั้ นที

5.สัทธาจริต คือผู้มีปกตินิ สัยหนั กไปทางศรัทธา
น้ อมใจเชื่อ เลื่อมใสได้ง่าย

6. พุทธิจริต คือผู้มีปกตินิ สัยหนั กไปทางชอบคิด
พิจารณาด้วยเหตุผลอย่างลึกซึ้ง ชอบใช้ปัญญา

PSYCHOLOGY

15

บทที่ 4 การเรียนรู้

ความหมายของการเรียนรู้

การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเนื่ องมาจากประสบการณ์เดิม

ทำให้คนเผชิญกับสถานการณ์เดิมต่างไปจากเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งภายนอก

และภายใน พฤติกรรมใดที่ไม่เปลี่ยนแปลงจึงไม่เรียกว่าเกิดการเรียนรู้ ผลของการเรียนรู้จะก่อ

ให้เกิดความรู้ ทักษะ และเจตคติ

ความสำคัญของการเรียนรู้

การเรียนรู้มีความสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติ ทุกศาสนาและทุก

วงการอาชีพ ความสำเร็จในการพัฒนาตน สังคมและมวลมนุษยโลก ทั้งในการดำรงชีวิต

การทำงาน และการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นและสันติสุขนั้ น ย่อมเกิดจากการที่มนุษยมีการ

สะสมการเรียนรู้ที่สืบทอดกันต่อๆ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

PSYCHOLOGY

16

เป้าหมายของการเรียนรู้

เป้าหมายของการเรียนรู้ในการเรียนรู้ หมายถึง การกำหนดจุดหมายปลายทางของ
ผู้เรียนว่าจะต้องบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง มีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ

1. ความรู้ (Knowledge) ได้แก่
1.1 ความรู้เชิงกระบวนการ เช่น อธิบายกระบวนการที่เกี่ยวข้องได้
1.2 ความรู้เชิงประจัก เช่น วิเคราะห์ถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องได้
1.3 ความรู้เชิงเนื้ อหา เช่น อธิบายสาระสำคัญของเนื้ อหาที่เกี่ยวข้องได้

2. ทักษะ (Skill) ได้แก่
2.1 ทักษะพื้นฐาน เช่น มีทักษะด้านวัฒนธรรมไทย
2.2 ทักษะการคิด เช่น มีทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ได้
2.3 ทักษะการสื่อสาร เช่น พูด ฟัง อ่าน และเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ
2.4 ทักษะส่วนบุคคล เช่น มีสุขภาพและบุคลิกภาพดี
2.5 ทักษะการจัดการ เช่น มีทักษะการจัดการในงานอาชีพสุจริตได้
2.6 ทักษะในงานอาชีพ เช่น มีทักษะในงานคอมพิวเตอร์

3. เจตคติ (Attitude) ได้แก่
3.1 คุณธรรม เช่น ยึดมั่นความจริง ความดีและความงาม
3.2 จริยธรรม เช่น มีความรับผิดชอบในหน้ าที่และปฏิบัติตามสัญญา
3.3 ค่านิ ยม เช่น มีค่านิ ยมทางวิชาการและทางการเมือง

PSYCHOLOGY

17

ทฤษฎีการเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้ หมายถึง คำอธิบายแนวความคิดที่ได้จากการค้นพบว่า คนเรา

เกิดเรียนรู้ได้อย่างไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้

เกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด ทฤษฎีการเรียนรู้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1.พฤติกรรมนิ ยม ทฤษฎีการวางเงื่อนไข ไม่จงใจกระทำ พัฟลัฟ
(Behaviorism/ จงใจกระทำ วัตสั น
S-R Theories) สกินเนอร์

ทฤษฎีลองผิดลองถูก ธอร์นได

ทฤษฎีรวมหน่ วย โคห์เลอร์

2.พุทธินิ ยม ทฤษฎีสนาม เลวิน
(Cognitivism) ทอลแมน
ทฤษฎีการใช้
เครื่องหมาย

ทฤษฎีพัฒนาการ เพียร์เจย์
ทางสติปัญญา

3. มนุษยนิ ยม ทฤษฎีความต้องการ/ มาสโลว์/โรเจอร์
(Humanism) Client-Center

PSYCHOLOGY

18

บทที่ 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้

7 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ

1.บรรยากาศเปิด

1.สภาพในโรงเรียน/ห้องเรียน เอื้อต่อการเรียนการสอน
2.เรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน
3.มีการนำเข้าสู่บทเรียน เช่น ร้องเพลง เล่านิ ทาน
4.มีสื่ ออุปกรณ์ หลากหลาย
5.สนั บสนุนให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็น
6.ห้องเรียนสะอาด สวยงาม
7.ครูและนั กเรียนทำตัวเป็นกันเอง

2.ครูเปิด

1.เปิดกว้างให้นั กเรียนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น
2.รับรู้ใหม่ ๆ ทันเหตุการณ์
3.มีการพัฒนาตนเองโดยศึ กษาจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ
4.ให้โอกาสนั กเรียนซักถามปัญหาที่สงสัย
5.เปิดโอกาสให้นั กเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง
6.ครูพร้อมที่จะทำการสอน
7.ใช้คำถามจูงใจเด็ก
8.ให้นั กเรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

PSYCHOLOGY

19

3.สื่ อเปิด

1. มีสื่อที่หลากหลายตามความสนใจเด็ก
2. นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้
3. สื่อพร้อมที่จะใช้งานและให้บริการ
4. น่ าสนใจเหมาะสมกับเนื้ อหา
5. ใช้สื่อจากภูมิปัญญาในท้องถิ่น
6. สื่อต้องมีประสิทธิภาพแปลกใหม่
7. นั กเรียนมีส่วนในการผลิตและใช้สื่อ

4.นั กเรียนใฝ่เรียนรู้

1. ตั้งใจเรียนมีความพร้อมที่จะเรียน
2. มีความกระหายใฝ่รู้ในการเรียน
3. รับผิดชอบเวลาในการจัดกิจกรรม
4. แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
5. ให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรม
6. มีทักษะในการทำงาน
7. มีพื้นฐานในเรื่องที่จะเรียน
8. ต้องการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา/คิดริเริ่มสร้างสรรค์

PSYCHOLOGY

20

5.ครู ใส่ ใจ

1. จัดกิจกรรมที่หลากหลาย/กระตุ้นให้เด็กอยากเรียน
2. ดูแลให้คำปรึกษาเมื่อเกิดปัญหา
3. มีการเตรียมการสอนล่วงหน้ า
4. สนใจเนื้ อหาวิชาที่ถ่ายทอด
5. อำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียน
6. ยอมรับความคิดเห็นและความสามารถของนั กเรียน
7. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ
8. สรุปผลการเรียน/สอดแทรกคุณธรรม
9. จัดกิจกรรมโดยการปฏิบัติจริง
10. เสียสละ

6.ผู้อำนวยการสนั บสนุน

1. มีวิสัยทัศน์ เห็นความสำคัญของวิชาต่างๆ
2. ให้การสนั บสนุนและหางบประมาณ
3. จัดอบรมครู/หาสื่ออุปกรณ์ให้มีความพร้อม
4. ต่อยอดองค์ความรู้เพื่อทำผลงานของครู
5. ให้ขวัญและกำลังใจครูในการปฏิบัติงาน
6. มีการกำกับติดตามการปฏิบัติงาน

7.แหล่งเรียนรู้

1. มีแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ/ ในชุมชน
2. เทคโนโลยีทันสมัย พร้อมใช้งาน
3. มีความหลากหลายตามความต้องการ
4. ให้การสนั บสนุนในการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้
5. ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สอดแทรกกับเนื้ อหา/วัยของเด็ก

PSYCHOLOGY

21

บทที่ 6 ความจำของมนุษย์

ความหมายของความจำ

ความจำเป็นที่ที่บุคคลใช้เก็บรักษาข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่เขาได้รับจากการมีปฏิสัมพันธ์

กับโลกภายนอก ซึ่งส่งผลให้บุคคลสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต เข้าใจสิ่ งต่างๆ

ในปัจจุบัน และคาดการณ์ไปยังอนาคตได้

จากมุมมองเกี่ยวกับกระบวนการประมวลข้อมูล มีระยะ 3 ระยะ
ในการสร้างและค้นคืนความจำ คือ

1.การเข้ารหัส (encoding) เป็นการรับ การแปลผล และการรวบรวมข้อมูลที่ได้รับ
2.การเก็บ (storage) เป็นการบันทึกข้อมูลที่ได้เข้ารหัสแล้วอย่างถาวร
3.การค้นคืน (retrieval หรือ recollection) หรือ การระลึกถึง เป็นการระลึกถึงข้อมูลที่

ได้บันทึกไว้แล้วโดย เป็นกระบวนการตอบสนองต่อตัวช่วย (cue) เพื่อใช้ในพฤติกรรม

หรือกิจกรรมอะไรบางอย่าง การสูญเสียความจำเรียกว่าเป็นความหลงลืม หรือถ้าเป็นโรค

ทางการแพทย์ ก็จะเรียกว่า ภาวะเสียความจำ

PSYCHOLOGY

22

ประเภทความจำ

การจัดประเภทโดยประเภทข้อมูล

ความจำอาศัยภูมิประเทศ เป็นความสามารถในการกำหนด
ตำแหน่ งของตนในพื้นที่ในการรู้จำและดำเนิ นไปตามเส้นทาง หรือใน

การรู้จำสถานที่ที่คุ้นเคย

ความจำแบบหลอดแฟลช เป็นความจำอาศัยเหตุการณ์ที่ชัดเจน

เกี่ยวกับเหตุการณ์ ที่พิเศษและประกอบด้วยอารมณ์ ความรู้สึ กสูง

ความจำเชิงประกาศ ความจำเชิงประกาศนั้ นกำหนดด้วยการ

ต้องระลึกถึงภายใต้อำนาจจิตใจ (เหนื อสำนึ ก) คือมีกระบวนการ

ประกอบด้วยความสำนึ กที่ค้นคืนข้อมูลที่ต้องการที่จะค้นคืน เป็น

ระบบที่บางครั้งเรียกว่าความจำชัดแจ้ง

ความจำชัดแจ้ง ซึ่งเป็นความจำเกี่ยวกับความจริงต่าง ๆ ที่ไม่

เกี่ยวกับเหตุการณ์และสิ่ งแวดล้อม และความจำอาศัยเหตุการณ์ ซึ่ง
เป็นความจำเกี่ยวกับข้อมูลที่เชื่อมกับเหตุการณ์สิ่ งแวดล้อมเช่นเวลา

และสถานที่ ความจำอาศัยความหมายทำให้เกิดการเข้ารหัสความรู้เชิง

นามธรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับโลกได้

PSYCHOLOGY

23

ระบบความจำ

ระบบความจำ (Memory System) เป็นการนำข้อมูลจัดเก็บไว้ให้เกิดเป็นความ

ทรงจำ ผ่านการจำได้ (Remember) โดยสามารถแบ่งระดับของการจำได้ออกเป็น
3 ระดับ ได้แก่

1) การจำจากการรับรู้สัมผัส (sensory memory) เป็นความ
ทรงจำที่เกิดขึ้นเนื่ องจากการรับรู้ เช่น ภาพ เสียง ซึ่งจะมีการ
จดจำได้ในระยะสั้ น

2) ความทรงจำระยะสั้น (short term memory) เป็นความทรงจำที่ได้

รับการจัดเก็บไว้แล้ว และมีการนำกลับมาใช้หรือไม่ก็ได้ กลายเป็นความ

ทรงจำชั่วคราว ซึ่งระบบจะทำการลืมข้อมูลนี้ ไปในระยะ 30 วินาที แต่จะมี

การคงไว้ในสมอง

3) ความทรงจำระยะยาว (long term memory) เป็นความทรง

จำที่ได้รับการตีค่าว่ามีความหมาย ได้รับการเรียนรู้ซ้ำๆ เกิดการ

จดจำอย่างต่อเนื่ อง และสามารถดึงกลับมาใช้ได้ หากมีสิ่ งกระตุ้น

ความทรงจำที่เหมาะสม

PSYCHOLOGY

24

บทที่ 7 ความคิดเเละเชาวน์ ปัญญา

ความหมายของเชาวน์ ปัญญา

เชาวน์ ปัญญา (INTELLIGENCE) หมายถึง ความสามารถที่จะเข้าใจโลกตามความ

เป็นจริง คิดอย่างมีเหตุผลและใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อต้องเผชิญ

กับการท้าทาย

นิ ยามของเชาวน์ ปัญญา

เชาวน์ ปัญญาเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลเป็นผลรวมของชีวิตที่เกี่ยวกับ

จิตใจ ซึ่งสัมพันธ์กับความสามารถในด้านการรู้ (cognitive ability) พัฒนาการของ

เชาวน์ ปัญญาเกี่ยวข้องกับอิทธิพล ของพันธุกรรมและสิ่ งแวดล้อม

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเชาวน์ ปัญญา

1. พันธุกรรมกับเชาวน์ ปัญญา
พันธุกรรมเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกต่อเชาวน์ ปัญญาของบุคคล การที่เด็กจะมีระดับ

เชาวน์ ปัญญาเช่นไรขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่เป็นสำคัญ
2. สิ่ งแวดล้อมกับเชาวน์ ปัญญา
สิ่ งแวดล้อมที่แตกต่างกันจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับเชาวน์ ปัญญาของบุคคลได้

ไม่มากนั ก

PSYCHOLOGY

25
ทฤษฎีเชาวน์ ปัญญา

ทฤษฎีพหุปัญญาของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ การ์ดเนอร์ได้เสนอว่าเชาวน์ ปัญญามนุษย์

มี 8 ด้าน แต่ละด้านเหล่านี้ ไม่ได้ทำงานแยกจากกัน ทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย

1. ปัญญาด้านภาษา บุคคลผู้มีความสามารถด้านนี้ จะไวกับ

ความหมายของคำ เล่นคำ มีความสามารถ ใช้ภาษาได้อย่าง

ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์

2. ปัญญาด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์ ผู้มีปัญญา

ด้านนี้ สูงจะสามารถจัดเก็บตัวแปรหลาย ๆตัวแปรและสร้างสมมุติฐาน

ได้มากมาย ความสามารถจะรวม ทั้งคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

3. ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ ปัญญาด้านนี้ เป็นความ

สามารถที่จะเข้าใจโลกที่เรามองเห็นอยู่ได้อย่างถูกต้อง

4. ปัญญาทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้ อ ผู้มีปัญญา

ด้านนี้ มีความสามารถในการหยิบจับวัตถุต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว

PSYCHOLOGY

26

ทฤษฎีเชาวน์ ปัญญา (ต่อ)

5. ปัญญาทางด้านดนตรี ปัญญาด้านนี้ ครอบคลุมความ

สามารถทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับดนตรี

6. ปัญญาทางด้านการเข้ากับผู้อื่น ปัญญาด้านนี้ จะมีความ

สามารถไวต่ออารมณ์ และความรู้สึ กของผู้อื่น

7. ปัญญาทางด้านการเข้าใจตนเอง ปัญญาด้านนี้ คือการเข้าใจ

ความรู้สึกของตนเองทุกแง่ทุกมุม รู้จักระดับและขอบเขตอารมณ์

ของตนเอง

8. ปัญญาทางด้านความเข้าใจธรรมชาติ ปัญญาด้านนี้ เป็นการปรับ

ตัวเพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อม ผู้ที่มีปัญญาด้านนี้ สูงจะรู้จัก

จำแนกชนิ ด และสายพันธุ์ของพืชและสัตว์

PSYCHOLOGY

27

บทที่ 8 การรับรู้

ความหมายการรับรู้

การรับรู้ หมายถึง การที่มนุษย์น าข้อมูลที่ได้จากความรู้สึกสัมผัส ซึ่งเป็นข้อมูลดิบ
จากประสาทสัมผัสทั้ง5 อันประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัสมาจำแนก แยกแยะ
คัดเลือก วิเคราะห์ด้วยกระบวนการท างานของสมอง แล้วแปลสิ่ งที่ได้ออกเป็นสิ่ งหนึ่ งสิ่ ง

ใดที่มีความหมายเพื่อนำไปใช้ในการเรียนรู้ต่อไป

ลักษณะสำคัญของการรับรู้

ลักษณะที่สำคัญของการรับรู้มี 6ประการ คือ

1. ต้องมีพื้นฐานข้อมูลหรือความรู้ในเรื่องนั้ นมาก่อน
2. จะต้องประกอบด้วยข้อวินิ จฉัย ต้องอาศัยวิธีการวินิ จฉัย โดยการตั้งสมมติฐานหรือปะ

ติดปะต่อเรื่องต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้การรับรู้ในสิ่ งนั้ นเกิด ความสมบูรณ์มากที่สุด
3. จะต้องมีความสามารถในการแยกแยะ
4. ลักษณะของการรับรู้จะต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง ของข้อมูลต่าง ๆ หลายประเภท
5. กระบวนการของการรับรู้จะต้องอาศัยของการดัดแปลง
6. กระบวนการของการรับรู้มักจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการทำงานของสมองใน

การรับรู้ ข้อมูลต่างๆ

PSYCHOLOGY

28
กระบวนการของการรับรู้

กระบวนการของการรับรู้จะต้องประกอบไปด้วยสิ่ งเหล่านี้

1. มีสิ่ งเร้าที่จะรับเข้าสู่ร่างกายทางประสาทสัมผัสโดยผ่านอวัยวะรับสัมผัสทั้ง 5
2. ประสาทรับสัมผัส รับสิ่ งเร้าเข้ามา ซึ่งประสาทสัมผัสและความรู้สึกสัมผัส เช่น หู ตา จมูก
ลิ้น ผิวหนั ง จะต้องสมบูรณ์พอที่จะสัมผัสสิ่ งเร้านั้ น และส่งต่อไปยังสมองเพื่อแปลความหมาย
3. การแปลความหมายเกิดจากประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิมเกี่ยวกับสิ่ งเร้าที่ได้สัมผัสนั้ น
เกิดการตอบสนองต่อสิ่ งเร้า เป็นพฤติกรรมต่างๆ ขึ้น

องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้

การรับรู้ที่ดีขึ้นอยู่กับระบบประสาทสั มผัสและสภาวะจิตใจของแต่ละ

บุคคล ตลอดจนลักษณะของวัตถุที่เราจะรับรู้ดังนี้

1. องค์ประกอบทางด้านตัวบุคคล
2. องค์ประกอบของสิ่ งเร้า
3. การรับรู้ผิดพลาด
4. การรับรู้ความคงที่ของวัตถุ

PSYCHOLOGY

29

1. องค์ประกอบทางด้านตัวบุคคล ได้แก่
1.1 ความสมบูรณ์ของประสาทหรืออวัยวะรับสัมผัส
1.2 ประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิม
1.3 ความใส่ใจหรือความสนใจ
1.4 ความต้องการหรือแรงขับ
1.5 อารมณ์
1.6 ความพร้อมที่กระทำมีผลต่อการรับรู้
1.7 การคาดหวังหรือการถูกวางเงื่อนไขให้รับรู้สิ่ งใด
1.8 วัฒนธรรม อาชีพและบุคลิกภาพที่ต่างกัน
1.9 สุขภาพของร่างกาย

2. องค์ประกอบของสิ่ งเร้า
2.1 ความเข้มหรือขนาดของสิ่ งเร้า
2.2 การทำซ้ำๆ ของสิ่ งเร้า
2.3 ลักษณะตัดกันของสิ่ งเร้า
2.4 การคลาดเคลื่อนหรือเปลี่ยนระดับ
2.5 การจัดหมวดหมู่ของสิ่ งเร้า
2.5.1 Nearness or proximity
2.5.2 Similarity
2.5.3 ความต่อเนื่ อง (Continuity)
2.5.4 Closure
2.5.5 Figure and ground

การรับรู้ คือ การที่สมองรับรู้สิ่ งเร้าแล้วนำมาแปลความหมายเพื่อให้เกิด
ความเข้าใจสิ่ งเร้านั้ นในลักษณะส่วนรวม (Whole) ที่มีความหมาย

PSYCHOLOGY

30

สรุป

การที่จะเกิดการรับรู้ที่ดีได้นั้ น ต้องอาศัยประการ 3 สิ่ ง ดังนี้
1. ประสบการณ์เดิม ได้แก่ ความคิด ความรู้ และการกระทำที่ได้เคยกระทำมาแล้วในอดีต
ประสบการณ์เดิมเหล่านี้ จะต้องมีปริมาณมาก และเป็นความรู้ที่ถูกต้อง

2. ความต้องการและความสนใจในขณะนั้ น มีความส าคัญไม่น้ อยต่อการตีความหมาย

จากการรับสัมผัสจากสิ่ งเร้าต่างๆ ถ้าคนเรามีความต้องการและสนใจต่อสิ่ งใด ก็จะมี

ความตั้งใจแน่ วแน่ มีการสังเกต พิจารณาต่อสิ่ งนั้ นอย่างละเอียดถี่ถ้วน
3. สภาพแวดล้อมและลักษณะของสิ่ งเร้าที่มาเร้า ถ้าคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ย่อม

ทำให้จิตใจแจ่มใสและปลอดโปร่ง เกิดเป็นการเรียนรู้ที่ดี ส่งผลให้สติปัญญาดีขึ้น

นั้ นคือ การที่บุคคลจะสามารถรับรู้และแสดงการรับรู้ออกมาได้เป็นอย่างดีนั้ น จะต้อง

อาศัยสิ่ งเร้า การสัมผัส การตีความหมายจากการสัมผัส และประสบการณ์เดิม ถ้าหาก
อวัยวะรับสัมผัสต่างๆ บกพร่องหรือขาดสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ งไป เช่น หู ตา จมูก ลิ้น หรือกาย ก็จะ

ทำให้การรับรู้นั้ นขาดความสมบูรณ์ไปได้

PSYCHOLOGY

31

บทที่ 9 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้

ความหมายของจิตวิทยาการจัดการเรียนรู้

จิตวิทยาการเรียนรู้ หมายถึง จิตวิทยาที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ โดยการเรียนรู้จะเกิดขึ้น

ได้นั้ นต้องเกิดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรหรือเกิดจากการฝึกฝน

กระบวนการเรียนรู้จะเกิดได้จาก
ขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน คือ

1.ตั้งใจจะรู้
2.กำหนดวิธีปฏิบัติเพื่อให้รู้
3.ลงมือปฏิบัติ
4.ได้รับผลประจักษ์

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิ ยม
2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิ ยม
3. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิ ยม

PSYCHOLOGY

32

1.กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิ ยม
นั กจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ

1.1 อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849-1936) นั กสรีรวิทยาชาวรัสเซีย
ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning

Theory) หรือ แบบสิ่ งเร้า

1.2 จอห์น บี วัตสัน (John B Watson คศ.1878 -1958) ทฤษฎีการเรียนรู้
การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิ คที่เกิดขึ้นกับมนุษย์

1.3 เบอร์รัส สกินเนอร์ (Burrhus Skinner) ทฤษฎีการเรียนรู้การวาง

เงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning theory)

1.4 เพียเจท์ (Jean Piaget) การจัดการเรียนรู้ที่ครูเป็นผู้ให้ข้อมูลและ

นั กเรียนเป็นผู้รับข้อมูล ครูยิ่งให้ข้อมูลมากเท่าไร นั กเรียนก็ยิ่งรับข้อมูล

ได้มากเท่านั้ น

PSYCHOLOGY

33

1.5 กาเย่ (Gagne) ทฤษฎีการเรียนรู้ 8 ขั้น
- การจูงใจ ( Motivation Phase) การคาดหวังของผู้เรียนเป็นแรง


จูงใจในการเรียนรู้
- การรับรู้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (Apprehending Phase) ผู้เรียนจะรับรู้


สิ่ งที่สอดคล้องกับความตั้งใจ
- การปรุงแต่งสิ่ งที่รับรู้ไว้เป็นความจำ (Acquisition Phase) เพื่อให้


เกิดความจำระยะสั้ นและระยะยาว
- ความสามารถในการจำ (Retention Phase)
- ความสามารถในการระลึกถึงสิ่ งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว (Recall Phase)
- การนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่ งที่เรียนรู้ไปแล้ว (Generalization Phase)
- การแสดงออกพฤติกรรมที่เรียนรู้ (Performance Phase)
- การแสดงผลการเรียนรู้กลับไปยังผู้เรียน (Feedback Phase)

ผู้เรียนได้รับทราบผลเร็วจะทำให้มีผลดีและประสิ ทธิภาพสูง

1.6 ธอร์นไดค ทฤษฎีการเชื่อมโยง

PSYCHOLOGY

34

บทที่ 10 การจัดการเรียนรู้
สำหรับเด็กพิเศษ

ความหมายของการศึ กษาพิเศษ

การศึกษาพิเศษ (Special Education) หมายถึง การศึกษาที่ตัดให้แก่เด็กที่มีความต้องการ

พิเศษ ทางการศึกษาแตกต่างไปจากเด็กปกติเนื่ องจากมีความจากมีความผิดปกติทางร่างกาย

อารมณ์พฤติกรรม หรือสติปัญญา ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเหมาะสม

และได้รับประโยชน์ จากการศึกษาอย่างเต็มที่

รู ปแบบการจัดการศึ กษาพิเศษ
สำหรับเด็กพิการ

มีหลักการที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อม การจัดการเรียนการสอน และจัดสภาพแวดล้อม

ให้เหมาะสมกับเด็กพิการในแต่ละระดับและแต่ละประเภท โดยจัดแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. รูปแบบการเรียนในชั้นปกติตามเวลา เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษ

สำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง หรือผิดปกติน้ อยมากเด็กพิการสามารถเข้าเรียน

ในชั้นเรียนปกติเช่นเดียวกับเด็กปกติได้ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน

2. รูปแบบการเรียนร่วม เป็นรูปแบบการศึกษาพิเศษ อยู่ในระดับที่สามารถ

เรียนร่วมกับเด็กปกติได้ การจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบนี้ มุ่งให้เด็ก

พิการได้รับการศึ กษา

PSYCHOLOGY

35

3. รูปแบบเฉพาะความพิการ เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษ

สำหรับเด็กที่มีความพิการค่อนข้างมาก แบ่งเป็น 4 ระดับได้แก่

3.1 รูปแบบการเรียนการสอนในห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติ
3.2 รูปแบบการเรียนในโรงเรียนพิเศษเฉพาะทาง
3.3 รูปแบบการฟื้ นฟูในสมรรถภาพในสถาบันเฉพาะทาง
3..4 การบำบัดในโรงพยาบาลหรือบ้าน

1.เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น

จำแนกได้ 2 ประเภท คือ
1.เด็กตาบอด หมายถึง เด็กที่มองไม่เห็น หรืออาจจะมองเห็นบ้างไม่มากนั ก
2.เด็กสายตาเลือนลาง หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา สามารถ

มองเห็นแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ

การให้ความช่วยเหลือ

1.หากต้องการจะพูดเรื่องที่เกี่ยวกับเด็ก ต้องพูดกับเขาโดยตรง ไม่ควรพูดผ่านคน

อื่นเพราะคิดว่าเด็กจะไม่เข้าใจหรือรู้ได้ไม่หมด
2.ไม่ควรพูดแสดงความสงสารให้เด็กได้ยินหรือรู้สึ ก
3.หากครูเข้าไปในห้องที่มีเด็กอยู่ควรพูดหรือทำให้รู้ว่าครูเข้ามาแล้ว
4.การช่วยให้เด็กนั่ งเก้าอี้ ให้จับมือวางที่พนั กหรือที่เท้าแขนเด็กจะนั่ งเองได้

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นกับเด็กปกติ

ในการสอนวิชาสามัญทั่วไปเด็กปกติเรียนตามหลักสูตรในโรงเรียนนั้ น ส่วน

ใหญ่แล้วเด็กมีความบกพร่องทางการเห็น สามารถเรียนรู้ได้เท่าหรือเกือบเท่าเด็ก

ปกติ ถ้าครูใช้สื่อและวิธีการเหมาะสม

PSYCHOLOGY

36

2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

จำเเนกได้ 2 ประเภท คือ
1.เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่มีการได้ยินเหลืออยู่บ้าง สามารถได้ยินได้ไม่ว่าจะใส่เครื่อง

ช่วยฟัง หรือไม่ก็ตาม
2. เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน ไม่สามารถได้ยินเสียงพูดดัง
อาจรับรู้เสี ยงบางเสี ยงได้จากการสั่ นสะเทือน

การให้ความช่วยเหลือ

1. ภาษา เหมาะสำหรับเด็กที่ไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ด้วยการพูดจึงใช้ภาษามือแทน
2.การใช้ท่าทาง หมายถึง การใช้ท่าทางที่คิดขึ้นเองมักเป็นไปตามธรรมชาติ ใช้สายตาใน

การรับภาษา
3.การสะกดนิ้ วมือ คือการที่บุคคลใช้นิ้ วมือเป็นรูปต่างๆแทนตัวพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
4.การอ่านริมฝีปาก การอ่านริมฝีปากจึงเป็นสิ่ งแรกที่เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

จะต้องเรียนรู้เป็นสิ่ งที่เด็กต้องใช้ตลอดชีวิต
5.การสื่อสารรวม คือการสื่อสารตั้งแต่สองวิธีขึ้นไป เพื่อให้ผู้ฟังเดาความหมายในการ

แสดงออกของผู้พูดได้ดียิ่งขึ้น

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินกับเด็กปกติ

1.ควรให้เด็กนั่ งในตำแหน่ งที่สามารถมองเห็นและได้ยินผู้สอนได้ชัดเจน
2.ใช้ท่าทางประกอบคำพูดเพื่อให้เด็กเข้าใจคำพูดของครู
3.ครูควรเขียนกระดานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
4.จัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)

PSYCHOLOGY

37

3.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

แบ่งตามระดับความรุนแรงออกเป็น 4 ระดับคือ
1.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับน้ อย (เชาว์ปัญญา 50-70)
เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่เรียนหนั งสือได้
2.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง (เชาว์ปัญญา 35-49)
เป็นเด็กที่พอฝึกอบรมได้
3.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง (เชาว์ปัญญา20-34) เป็นเด็กที่ต้องได้รับ

การฟื้ นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์และได้รับการดูแลที่เหมาะสม
4.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงมาก (เชาว์ปัญญาต่ำกว่า 20) เป็นเด็กที่มี

ต้องได้รับการฟื้ นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

การให้ความช่วยเหลือ

1.การเตรียมความพร้อมให้กิจกรรมหลากหลายแตกต่างกันเริ่มจากง่ายๆไปหายาก
2.การจัดนั นทนาการเป็นการทำให้เด็กเกิดความสนุกสนานผ่อนคลาย
3.การปรับพฤติกรรม เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กที่ไม่พึงประสงค์เป็นพฤติกรรม

ที่พึงประสงค์ได้
4.การจักศิลปะบำบัด เป็นวิธีการบำบัดสิ่ งที่เป็นจริงที่เกี่ยวกับความคิด เด็กได้มีโอกาส

สร้างสรรค์หรือกระทำในสิ่ งที่เขาคิดให้เป็นจริง

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญากับเด็กปกติ

1.ระดับก่อนประถมศึกษา ครูควรแนะนำพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวให้ความรัก

เอาใจใส่ และเลี้ยงดูอย่างอบอุ่น เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป
2.ระดับประถมศึกษา แนะนำผู้ปกครองให้สอนเด็กที่บ้าน สอนเกี่ยวกับตัวเอง เช่น ชื่อ

สกุล อายุ พ่อแม่ ที่อยู่ การช่วยเหลือตัวเอง สอนมารยาทที่จำเป็นในสังคมในชุมชน
3.ระดับมัธยมศึกษา เมื่อได้รับการศึกษาและฝึกอาชีพอย่างเพียงพอสามารถประกอบ
อาชีพ และอยู่ในสังคมได้

PSYCHOLOGY

38

4.เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย
หรือการเคลื่อนไหว

1.ร่างกายเติบโตไม่ปกติ เช่น แขนหรือขาไม่เท่ากันทั้งสองข้าง
2.กล้ามเนื้ อผิดปกติ เช่น แขน-ขา ลำตัวลีบ ไม่มีแรงอย่างคนปกติ
3.ไม่สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ เช่น ไม่สามารถเคลื่อนลำตัว แขน-ขา มือหรือเท้า
4.ไม่สามารถนั่ ง ยืนได้ด้วยตนเอง
5.ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้

การให้ความช่วยเหลือ

กายภาพบำบัด
เป็นการฟื้ นฟูสมรรถภาพทางร่างกายตั้งแต่แรกเริ่มในด้านต่างๆ เช่น การทรงตัว การ


นั่ งหรือการยืนทรงตัวเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้เคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆในลักษณะที่ถูกต้อง

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายกับเด็กปกติ

แบ่งระดับของกิจกรรมการเรียนไว้ 3 ระดับคือ
1.ระดับก่อนวัยเรียน การเตรียมความพร้อมของเด็กเพื่อการเรียนร่วม เด็กที่ได้รับการ
เตรียมความพร้อมแล้วเท่านั้ นจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียนร่วมกับเด็กปกติ
2.ระดับประถมศึกษา เด็กอาจเริ่มเรียนรวมกับเด็กปกติในลักษณะของการเรียนร่วมเต็ม

เวลาได้โดยไม่ต้องการการบริการพิเศษเพิ่มเต็ม
3.ระดับมัธยมศึกษา การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเน้ นด้านวิชาการและพื้นฐานด้านการ
งานและอาชีพหากเด็กมีความพร้อมควรให้เด็กมีโอกาสเรียนร่วมเต็มเวลาให้มากที่สุดเท่า

ที่จะมากได้

PSYCHOLOGY

39

5. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ คือ เด็กที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับภาษาพูดและทั้งภาษา

เขียน เด็กมีปัญหาทางด้านการฟัง การคิด การพูด การอ่าน การสะกดคำ หรือการเรียนวิชา

คณิตศาสตร์ รวมไปถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางการรับรู้

การให้ความช่วยเหลือ

1.ให้การเสริมแรงทางบวกแก่เด็ก เมื่อประสบผลสำเร็จ
2.ค้นให้พบความสามรถของเด็กและส่งเสริมความสามารถนั้ น
3.ให้เด็กฝึกความรับผิดชอบทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน
4.อย่าเปรียบเทียบเด็กที่ปัญหาทางการเรียนรู้กับเด็กอื่น
5.บันทึกความสำเร็จของเด็ก เพื่อให้เห็นความก้าวหน้ า และแนวโน้ มของเด็ก
6.ให้โอกาสแก่เด็กได้แสดงความสามารถ
7.เมื่อเด็กทำผิดหรือประสบความล้มเหลว อย่าซ้ำเติม ควรนำความล้มเหลวมาปรับปรุง

ตนเอง เพื่อให้เด็กมีโอกาสประสบผลสำเร็จต่อไป
8.ส่ งเสริมใหเด็กได้ทำงานอดิเรกที่ชอบ

การเปรียบเทียบระหว่างเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้กับเด็กปกติ

1.ไม่สอนโดยการบรรยายเพียงอย่างเดียว
2.ใช้คำสั่งที่สั้น ชัดเจน เข้าใจง่าย
3.ใช้คำสั่งที่ซ้ำๆ กัน แต่ควรเปลี่ยนคำหรือสำนวนทุกครั้ง
4.ไม่ควรเน้ นการเขียน เมื่อครูให้การบ้าน
5.ให้การเสริมแรงมื่อทำถูกต้อง

PSYCHOLOGY

40

6.เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม

เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม หมายถึง เด็กที่แสดงพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไป

จากทั่วไป และพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนนี้ ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กเอง

และของผู้อื่นด้วย

การให้ความช่วยเหลือ

1.รู ปแบบทางจิตวิทยาการศึ กษา
องค์ประกอบทางชีววิทยา และการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองมีอิทธิพลต่อการ

พัฒนาการทางบุคลิกภาพของเด็กตลอดจนปัญหาทางอารมณ์
2.รูปแบบทางจิตวิทยา การปรับพฤติของเด็กจึงควรเน้ นและให้ความสนใจ

พฤติกรรมที่พึงประสงค์เท่านั้ น พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไม่ควรได้รับความสนใจ
3.รูปแบบทางนิ เวศวิทยา พฤติกรรมของเด็กควรได้รับการยอมรับจากสังคม ในการ

ช่วยเหลือเด็ก ครูควรทำความเข้าใจกับทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นระบบในสังคม
การปรับพฤติกรรมมีหลายวิธีดังนี้

3.1 เสริมแรงทางบวก
3.2 เสริมแรงทางลบ
3.3 การแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าที่ทำผิด
3.4 การเป็นแบบอย่างที่ดี

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมกับเด็กปกติ

1.ทัศนคติของเด็กต่อการเรียน
2.ทัศนคติของครู ผู้ปกครองต่อการเรียนร่วม
3.พฤติกรรมของเด็ก ตลอดจนความรุนแรงของพฤติกรรม
4.ความสามารถของเด็กในการควบคุมตนเอง
5.ความพร้อมของครู ที่จะรับเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมเข้าเรียนร่วมชั้นปกติ
6.ความร่วมมือจากผู้ปกครองในการปรับพฤติกรรมเด็ก

PSYCHOLOGY

41

บทที่ 11 แรงจูงใจ

ความหมายของแรงจูงใจ
เเละการจูงใจ

แรงจูงใจ คือ พลังผลักดันให้คนมีพฤติกรรม กำหนดทิศทางและเป้าหมาย
ของพฤติกรรมนั้ นด้วย คนที่มีแรงจูงใจสูง จะใช้ความพยายามในการกระทำไปสู่เป้าหมายโดย

ไม่ลดละ แต่คนที่มีแรงจูงใจต่ำ จะไม่แสดงพฤติกรรม หรือไม่ก็ล้มเลิก การกระทำ ก่อนบรรลุ

เป้าหมาย

การจูงใจ เป็นกระบวนการที่บุคคลถูก กระตุ้นจากสิ่ งเร้าโดยจงใจ ให้กระทำหรือ

ดิ้นรนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง ซึ่งจะเห็นได้ว่า พฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเป็น

พฤติกรรมที่มีทิศทางจริงจัง มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการไปสู่จุดใด และพฤติกรรมที่เกิดขึ้น

เป็นผลมาจาก แรงผลักดัน หรือ แรงกระตุ้น ที่เรียกว่า แรงจูงใจ ด้วย

PSYCHOLOGY

42

ความสำคัญของการจูงใจ

การจูงใจมีอิทธิผลต่อผลผลิต ผลิตผลของงานจะมีคุณภาพดี มีปริมาณมากน้ อย

เพียงใดขึ้นอยู่กับการจูงใจในการทำงาน สามารถสรุปความสำคัญของการจูงใจในการ

ทำงานได้ดังนี้

1.พลัง (Energy) เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการกระทำ หรือ พฤติกรรมของมนุษย์ใน

การทำงานใดๆถ้าบุคคลมีแรงจูงใจในการทำงานสูง ย่อมทำให้ขยันขันแข็ง กระตือรือร้น

กระทำให้สำเร็จ

2.ความพยายาม (Persistence) ทำให้บุคคลมีความมานะ อดทน บากบั่น คิดหาวิธี

การนำความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของตน มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่องานให้มาก

ที่สุด ไม่ท้อถอยหรือละความพยายามง่ายๆ

3.การเปลี่ยนแปลง (variability) บุคคลกำลังแสวงหาการเรียนรู้สิ่ งใหม่ๆให้ชีวิต

บุคคลที่มีแรงจูงใจในการทำงานสูง เมื่อดิ้นรนเพื่อจะบรรลุวัตถุประสงค์ใดๆ ซึ่งทำให้เกิด

การเปลี่ยนแปลงการทำงาน จนในที่สุดทำให้ค้นพบแนวทางที่เหมาะสมซึ่ อาจจะต่างไป

จากแนวเดิม

4.บุคคลที่มีแรงจูงใจในการทำงาน จะเป็นบุคคลที่มุ่งมั่นทำงานให้เกิดความเจริญ

ก้าวหน้ าและการมุ่งมั่นทำงานที่ตนรับผิดชอบให้เจริญก้าวหน้ า จัดว่าบุคคลผู้นั้ นมี
จรรยาบรรณในการทำงาน

PSYCHOLOGY

43
ลักษณะของแรงจูงใจ

แรงจูงใจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
แรงจูงใจภายใน (intrinsic motives)

แรงจูงใจภายในเป็นสิ่ งผลักดันจากภายในตัวบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิดเห็น

ความสนใจ ความตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความพอใจ ความต้องการ ฯลฯ สิ่ งต่างๆ ดังกล่าว

มาเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมค่อนข้างถาวร

แรงจูงใจภายนอก (extrinsic motives)
แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่ งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม อาจ


จะเป็นการได้รับรางวัล เกียรติยศ ชื่อเสียง คำชม การได้รับการยอมรับ ยกย่อง ฯลฯ แรงจูงใจ

นี้ ไม่คงทนถาวรต่อพฤติกรรม บุคคลจะแสดงพฤติกรรมเพื่ ตอบสนองสิ่ งจูงใจดังกล่าว

PSYCHOLOGY


Click to View FlipBook Version