แผนการจัดการเรยี นรู้ ม.6
วิชา ฟสิ กิ ส์ 6 (ว30206)
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โดย
นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ
ครูผู้สอน
โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลยั สุราฎร์ธานี
สานกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามธั ยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 1
รายวชิ า ฟสิ ิกส์ 6 รหสั วิชา ว30206 ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า เวลา 20 ชัว่ โมง
เรอื่ ง การเกิดคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า เวลา 3 ชัว่ โมง
ผูส้ อน นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวทิ ยาลยั สุราษฎร์ธานี
แนวคิดสาคญั (สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด)
คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดจากการเหน่ียวนาอย่างต่อเนื่องของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า
จึงประกอบด้วยท้ังสองสนาม และสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาทาให้เกิดสนามแม่เหล็ก
ในขณะเดียวกนั สนามแมเ่ หลก็ ท่ีเปลยี่ นแปลงตามเวลาก็ทาให้เกิดสนามไฟฟา้ โดยทงั้ สองสนามต้ังฉาก
กันและตั้งฉากกับทิศของความเร็วในการเคลื่อนที่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงเป็น
คลืน่ ตามขวาง
มาตรฐานการเรยี นรู้/ผลการเรยี นรู้
ผลการเรียนรู้
1. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า แสงไมโ่ พลาไรส์ แสงโพลาไรสเ์ ชงิ
เสน้ และแผ่นโพลารอยด์
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1) นักเรียนสามารถบอกลกั ษณะสาคัญของคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้าได้
2) นกั เรียนสามารถอธบิ ายการเกดิ คล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ ได้
3) ใฝเ่ รยี นรแู้ ละมุ่งมนั่ ในการทางาน
สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้
คานวณหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับคลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้า
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ
อธบิ ายการเกดิ คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้
ดา้ นคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 6. มงุ่ มัน่ ในการทางาน
2. ซ่ือสตั ย์สจุ รติ 7. รกั ความเป็นไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
3. มีวินัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
เบญจวถิ ีกาญจนา
1. เทดิ ทูนสถาบัน
2. กตัญญู
3. บคุ ลกิ ดี
4. มีวนิ ยั
5. ใหเ้ กยี รติ
สมรรถนะที่สาคัญของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
จดุ เนน้ สู่การพัฒนาผู้เรยี น
ความสามารถและทักษะท่ีจาเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (3Rs x 8Cs x 2Ls)
R1– Reading (อา่ นออก) R2– (W)Riting (เขยี นได)้ R3 – (A)Rithmetics (คดิ
เลขเป็น)
C1 - Critical Thinking and Problem Solving ( ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ปญั หา)
C2 - Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวตั กรรม)
C3 - Cross-cultural Understanding (ทักษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรมตา่ ง
กระบวนทศั น์)
C4 - Collaboration, Teamwork and Leadership (ทกั ษะด้านความรว่ มมอื การ
ทางานเปน็ ทีมและภาวะผูน้ า)
C5 – Communications, Information and Media Literacy (ทักษะดา้ นการสอ่ื สาร
สารสนเทศและรูเ้ ท่าทนั ส่อื )
C6 - Computing and ICT Literacy (ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร)
C7 - Career and Learning Skills (ทักษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นร)ู้
C8 – Compassion (ความมีเมตตากรุณา วินัย คณุ ธรรม จริยธรรม)
L1 – Learning (ทกั ษะการเรยี นรู)้ L2 – Leadership (ทกั ษะความเป็นผ้นู า)
การวดั และประเมินผล วธิ กี ารวัด เครอ่ื งมอื เกณฑท์ ใ่ี ช้
ดา้ นความรู้
ใบงาน เรอ่ื ง ผา่ นเกณฑ์คะแนนไม่น้อย
ภาระงาน/ชิน้ งาน ธรรมชาตขิ องคลืน่ กว่ารอ้ ยละ 50
แม่เหล็กไฟฟ้า
ใบงาน เร่อื ง ตรวจใบงาน เร่อื ง
ธรรมชาตขิ องคลื่น ธรรมชาติของคลนื่
แม่เหล็กไฟฟา้ แมเ่ หล็กไฟฟ้า
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ เคร่อื งมอื เกณฑ์ท่ีใช้
ภาระงาน/ชิ้นงาน วิธกี ารวัด
ใบงาน เรอ่ื ง ผ่านเกณฑ์คะแนนไมน่ ้อย
ใบงาน เรอื่ ง ตรวจใบงาน เรือ่ ง ธรรมชาตขิ องคลืน่ กว่าร้อยละ 50
แมเ่ หล็กไฟฟ้า
ธรรมชาตขิ องคล่นื ธรรมชาตขิ องคลนื่
แมเ่ หล็กไฟฟ้า แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า
ด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
ภาระงาน/ วิธีการวดั เครื่องมือ เกณฑท์ ใี่ ช้
ชนิ้ งาน ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ ดี
พฤติกรรม สงั เกตการทางานตามตวั ชว้ี ัด แบบประเมิน
ระหว่าง ตอ่ ไปนี้ รายบุคคล
เรยี น - ความซื่อสัตย์
- การตรงต่อเวลา
- การรว่ มแสดงความคิดเห็น
- ยอมรับฟังความคิดเห็นของ
ผอู้ น่ื
- การทางานตามหน้าทท่ี ่ีไดน้ บั
มอบหมาย
กจิ กรรมการเรียนรู้
ใช้กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนรแู้ บบทกั ษะกระบวนการเรยี นรู้ 5E
ข้นั ที่ 1 ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 นักเรียนและครรู ่วมกันสนทนา เกย่ี วกบั เรือ่ ง ธรรมชาติของคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้
คืออะไรเพ่ือนาไปสู่คาถามที่ว่า “คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดข้ึนได้อย่างไรและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะมี
คุณสมบตั ิต่าง ๆ เหมือนกับคล่นื นา้ คล่นื เสยี ง ที่นักเรยี นเรยี นผ่านมาหรือไมอ่ ยา่ งไร”
1.2 นักเรียนตอบข้อซักถามของครูว่า “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไรและ
คลืน่
แม่เหล็กไฟฟ้าจะมีคุณสมบัติต่าง ๆ เหมือนกับคลื่นน้า คล่ืนเสียง ท่ีนักเรียนเรียนผ่านมาหรือไม่
อยา่ งไร”
1.3 นักเรียนและครรู ว่ มกันอภปิ รายเก่ียวกับ “คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ เกดิ ขน้ึ ได้อย่างไร
และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าจะมีคุณสมบัติต่าง ๆ เหมือนกับคลื่นน้า คล่ืนเสียง ท่ีนักเรียนเรียนผ่านมา
หรือไม่อย่างไร” (คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดจากการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic
disturbance) โดยการทาให้สนามไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กมีการเปล่ียนแปลง เมื่อสนามไฟฟ้ามกี าร
เปล่ยี นแปลงจะเหนย่ี วนาใหเ้ กดิ สนามแมเ่ หล็ก หรอื ถา้ สนามแม่เหลก็ มีการเปล่ียนแปลงก็จะเหนี่ยวนา
ให้เกิดสนามไฟฟ้า ซ่ึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ มีคุณสมบัติเช่นเดียวกันกบั คลื่นน้าและคล่ืนเสียง คือ มีการ
สะทอ้ น การหกั เห การเล้ียวเบน และแทรกสอด)
1.4 แจ้งให้นกั เรยี นทราบวา่ ในหนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 จะได้ศกึ ษาเกีย่ วกบั ธรรมชาติ
ของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า โพลาไรเซชันของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การ
ประยกุ ต์ใชค้ ล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า และการส่อื สารโดยอาศยั คลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้
ขน้ั ที่ 2 ข้นั สารวจและคน้ หา (Exploration)
ใหน้ ักเรียนศกึ ษาขอ้ มลู เกยี่ วกบั การเกิดคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ จากหนังสือเรียน
รายวิชาเพิ่มเตมิ ฟสิ กิ ส์ เล่ม 6 ของ สสวท. หน้า 1-10 แล้วสรปุ สาระสาคัญ รวมทง้ั ใหน้ กั เรยี นแสวงหา
ความรดู้ ้วยตนเองจากสื่ออ่ืน และแหลง่ เรยี นรทู้ ่นี กั เรยี นสนใจอยา่ งหลากหลาย
ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายและลงข้อสรุปเนอ้ื หาเร่ือง การเกิดคลน่ื
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า โดยใชส้ ่ือ Power point เรอ่ื ง ธรรมชาตขิ องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ขน้ั ที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครอู ธบิ ายเพิม่ เติมเกย่ี วกบั การเกิดคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ จากหนังสอื เรียน
รายวชิ าเพ่มิ เตมิ ฟสิ ิกส์ เลม่ 6 ของ สสวท. เร่ือง การเกดิ คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า
4.2 นกั เรยี นฝกึ คานวณหาความยาวคลื่นและปรมิ าณท่เี ก่ยี วขอ้ งจากโจทย์ตวั อย่างที่
ครกู าหนดให้
4.3 เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นซักถามข้อสงสยั
ขน้ั ท่ี 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation)
5.1 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปประเด็นสาคัญที่เรียนมา เพ่ือให้ครูและนักเรียน
เข้าใจตรงกนั หากนักเรยี นมขี ้อสงสยั จะไดซ้ กั ถาม
5.2 นักเรยี นทาแบบฝกึ หดั ในใบงาน เร่ือง ธรรมชาติของคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า
5.3 มอบหมายให้นกั เรียนไปศึกษาความรู้ เรอื่ ง สเปกตรมั คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ หนา้
11-20 จากหนังสือเรยี นรายวิชาเพิ่มเติมฟิสิกส์ เล่ม 6 ของ สสวท. สาหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
คร้ังต่อไป
สอื่ /แหล่งเรยี นรู้
สื่อการเรียนรู้
1) หนังสือเรยี นรายวชิ าเพ่มิ เติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฟสิ กิ ส์) ช้นั มัธยมศึกษาปีที่
6 เล่ม 6 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2560)
2) ใบงาน เร่ือง ธรรมชาติของคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้
แหล่งเรียนรู้
1) เว็บไซต์ https://www.scimath.org/ebook-physics
สรุปผลการจัดการเรยี นรู้ ชว่ งคะแนน จานวน (คน) คิดเปน็ ร้อยละ
ด้านความรู้
กลุ่มผเู้ รยี น
ดี
ปานกลาง
ปรับปรุง
ด้านทักษะ/กระบวนการ จานวน (คน) คิดเปน็ รอ้ ยละ
กลุ่มผู้เรียน ชว่ งคะแนน
ดี
ปานกลาง
ปรบั ปรุง
ด้านคุณลกั ษะอนั พึงประสงค์
กล่มุ ผเู้ รยี น ช่วงระดบั คณุ ภาพ จานวน (คน) คดิ เปน็ ร้อยละ
ดี 3
ปานกลาง 2
ปรบั ปรงุ 0-1
บันทกึ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………….....…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาท่พี บระหวา่ งหรือหลังจัดกิจกรรม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
ข้อเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ..........................................................ผูส้ อน
(นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ)
การตรวจสอบและความคิดเหน็ ของหวั หน้ากล่มุ สาระการเรียนรู้
สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชวี้ ดั ของหลกั สูตรฯ
กจิ กรรมการเรียนร้เู น้นผ้เู รียนเป็นสาคญั
มีการวดั และประเมนิ ผลตามสภาพจริง มีความหลากหลายเหมาะสมกับผูเ้ รียน
ใช้ส่อื หรือแหลง่ เรยี นรทู้ ท่ี นั สมัยและสง่ เสริมการเรียนรูไ้ ด้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
สอดคล้องตามจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธกิ าร สพฐ. และจดุ เน้นของโรงเรียน
สง่ เสริมทกั ษะ 3Rs x 8Cs x 2Ls สง่ เสรมิ เบญจวถิ กี าญจนา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ..............................................................
(นางสาวทิพวัลย์ ช่อสวุ รรณ)
หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
การตรวจสอบและความคิดเหน็ ของหัวหน้ากล่มุ บรหิ ารวชิ าการ
ถูกตอ้ งตามรูปแบบของโรงเรียน
ผา่ นการนเิ ทศตรวจสอบจากหวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้/กรรมการนิเทศ
ก่อนใชส้ อน หลังใชส้ อน
มบี นั ทึกหลงั จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื ..............................................................
(นายธนพันธ์ เพ็งสวัสดิ์)
หัวหนา้ กลุ่มบริหารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ของรองผ้อู านวยการฝา่ ยวิชาการ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
ลงช่อื ....................................................................
(นางกญั จนช์ ญาณทั วงศจ์ ริ ะศกั ดิ์)
รองผอู้ านวยการโรงเรียน กลุ่มบรหิ ารงานวชิ าการ
ใบงาน เรอ่ื ง ธรรมชาตขิ องคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้
รายวชิ าฟสิ กิ ส์ 6 (ว30206) ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อ - สกุล................................................................................ชั้น......................เลขท่.ี ............
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปนใ้ี ห้ถกู ตอ้ ง
1. คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ มีลักษณะที่สาคัญอย่างไร
เป็นคล่ืนที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการถ่ายโอนพลังงาน จึงเคลื่อนท่ีได้โดยไม่ต้องอาศัย
ตัวกลางในการเคล่อื นท่ี
2. คลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ เปน็ คล่นื ตามขวางหรือคลนื่ ตามยาว
คล่ืนตามขวาง
3. เพราะเหตุใดเราจงึ จดั แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ ชนดิ หนง่ึ
แสงสามารถเคล่อื นท่ีไดโ้ ดยไมต่ ้องอาศัยตวั กลางในการเคล่อื นท่มี คี วามเรว็ เท่ากับ 3 x 108
เมตรตอ่ วินาที
4. นักเรียนทราบไดอ้ ย่างไรวา่ คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ สามารถเดินทางผ่านสุญญากาศได้
สังเกตไดจ้ ากการทแ่ี สงจากดวงอาทิตย์ทส่ี ามารถผ่านอวกาศมายังโลกของเราได้
5. เหตุใดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงต้องมีสเปกตรมั ของคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้
เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนดิ มีความเร็วเท่ากันแต่มีความถ่ีและความยาวคล่ืนต่างกัน
จึงทาให้เกิดสเปกตรมั ของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้
6. คลน่ื วทิ ยุ FM ความถ่ี 88 เมกะเฮริ ตซ์ มคี วามยาวคลืน่ เท่าใด กาหนดให้ความเร็วของคลนื่ วทิ ยุ
เทา่ กบั 3 x 108 เมตรตอ่ วนิ าที
วิธีทา จาก c f
3 x108
88 x106
0.034 x102
3.4 m
ตอบ คลน่ื วิทยุ FM ความถี่ 88 เมกะเฮริ ตซ์ มคี วามยาวคลื่นเท่ากบั 3.4 เมตร
7. เตาไมโครเวฟทาใหอ้ าหารสกุ ได้อยา่ งไร
ทาไดโ้ ดยส่งสนามไฟฟา้ เข้าไปในอะตอมของนา้ ทีอ่ ยู่ในอาหาร ทาใหอ้ ะตอมของนา้ ซ่ึงมีประจุ
ไฟฟ้าค่ชู นิดตรงข้ามหรือไดโพล เกิดการหมุนอยา่ งรวดเรว็ ทาให้เกิดพลงั งานความร้อนจนทาให้อาหาร
สุก
8. การตรวจหาตาแหนง่ ของวัตถุดว้ ยเรดาร์ใช้คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าชนิดใด
ไมโครเวฟ
9. นักวทิ ยาศาสตรร์ วู้ ่าดาวฤกษ์ดวงหนง่ึ มีอณุ หภมู ิสูงกวา่ อกี ดวงหนง่ึ จากคุณสมบตั ิใด
คลนื่ แสงที่ดาวฤกษป์ ล่อยออกมา หรอื สเปกตรัมของแสง
10. จงอธบิ ายถงึ ประโยชนข์ องรงั สีแกมมา
ในทางการแพทย์ใช้รงั สีแกมมาทาลายเซลล์มะเร็ง ใช้วินิจฉัยโรคในรา่ งกาย หรือติดตามการ
ทางานของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ใช้สารไอโซโทปของธาตุไอโอดินศึกษาการทางานของต่อม
ไทรอยด์
ในทางอุตสาหกรรมเกษตรใช้รงั สีแกมมาอาบผลผลิตทางการเกษตร เช่น ผลไม้ให้ปราศจาก
แมลง และเกบ็ ไว้ไดน้ าน กอ่ นบรรจุส่งออกจาหนา่ ย
ด้วยเหตทุ ี่รงั สีแกมมามีพลงั งานสงู สามารถทะลทุ ะลวงวัสดุหนา ๆ ไดจ้ ึงใช้รงั สชี นิดนวี้ เิ คราะห์
โครงสร้างภายในเชน่ เดียวกนั กับรงั สีเอกซ์ แต่สะดวกกวา่ รงั สีเอกซต์ รงทเี่ คร่อื งกาเนิดมีขนาดเล็กกว่า
เคลือ่ นย้ายไดส้ ะดวก
แบบสงั เกตพฤติกรรมนักเรียนรายบคุ คล
ชอ่ื ช้ัน เลขท่ี
คาชีแ้ จง : ให้ผู้สอนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขีด ลงใน
ช่องท่ตี รงกับระดับคะแนนทก่ี าหนด
ลาดบั ท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน
321
1 การแสดงความคิดเห็น
2 การยอมรับฟังความคิดเหน็ ของผู้อื่น
3 การทางานตามหนา้ ท่ที ่ีไดร้ บั มอบหมาย
4 ความซ่อื สัตย์
5 การตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมิน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยคร้ัง ให้ 1 คะแนน
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมบางคร้งั
เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
12 - 15 ดีมาก
8 - 11 ดี
ตา่ กวา่ 8 พอใช้
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 2
รายวิชา ฟิสิกส์ 6 รหัสวชิ า ว30206 ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้า เวลา 20 ช่วั โมง
เรือ่ ง สเปกตรัมคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้า เวลา 6 ชว่ั โมง
ผสู้ อน นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลยั สรุ าษฎรธ์ านี
แนวคิดสาคัญ (สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด)
สเปกตรัมคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า คือ คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้ามีความถ่ตี อ่ เนือ่ งกนั เป็นชว่ งกวา้ ง
เคล่อื นทไี่ ปดว้ ยความเร็วเทา่ กบั แสงและมพี ลังงานส่งผา่ นไปพรอ้ มกับคล่นื สเปกตรัมคล่ืน
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าประกอบดว้ ย คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ รงั สีอินฟราเรด แสง รงั สีอัลตราไวโอเลต รงั สีเอกซ์
และรังสแี กมมา ในปจั จุบนั คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ แต่ละชนดิ ถูกนาไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ
มาตรฐานการเรยี นรู้/ผลการเรียนรู้
ผลการเรยี นรู้
2. อธิบายการนาคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าในชว่ งความถี่ต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้และหลักการ
ทางานของอปุ กรณท์ เ่ี ก่ียวข้อง
จุดประสงค์การเรียนรู้
1) นักเรียนสามารถอภิปรายแนวคิด เร่ือง สเปกตรมั คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าได้
2) ใฝเ่ รียนร้แู ละมงุ่ มนั่ ในการทางาน
สาระการเรยี นรู้
ด้านความรู้
อภปิ รายแนวคิด เรือ่ ง สเปกตรัมคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ
บอกประโยชน์และสมบัติของคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ในชว่ งความถ่ีตา่ ง ๆ
ดา้ นคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 6. มงุ่ มัน่ ในการทางาน
2. ซ่ือสตั ย์สจุ รติ 7. รกั ความเป็นไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
3. มีวินัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
เบญจวถิ ีกาญจนา
1. เทดิ ทูนสถาบัน
2. กตัญญู
3. บคุ ลกิ ดี
4. มีวนิ ยั
5. ใหเ้ กยี รติ
สมรรถนะที่สาคัญของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
จดุ เนน้ สู่การพัฒนาผู้เรยี น
ความสามารถและทักษะท่ีจาเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (3Rs x 8Cs x 2Ls)
R1– Reading (อา่ นออก) R2– (W)Riting (เขยี นได)้ R3 – (A)Rithmetics (คดิ
เลขเป็น)
C1 - Critical Thinking and Problem Solving ( ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ปญั หา)
C2 - Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวตั กรรม)
C3 - Cross-cultural Understanding (ทักษะดา้ นความเข้าใจต่างวัฒนธรรมตา่ ง
กระบวนทศั น์)
C4 - Collaboration, Teamwork and Leadership (ทกั ษะด้านความรว่ มมอื การ
ทางานเปน็ ทีมและภาวะผูน้ า)
C5 – Communications, Information and Media Literacy (ทักษะดา้ นการสอ่ื สาร
สารสนเทศและรูเ้ ท่าทนั ส่อื )
C6 - Computing and ICT Literacy (ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร)
C7 - Career and Learning Skills (ทักษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นร)ู้
C8 – Compassion (ความมีเมตตากรุณา วินัย คณุ ธรรม จริยธรรม)
L1 – Learning (ทกั ษะการเรยี นรู)้ L2 – Leadership (ทกั ษะความเป็นผ้นู า)
การวัดและประเมินผล วิธกี ารวัด เครอื่ งมอื เกณฑ์ทีใ่ ช้
ด้านความรู้
แบบประเมินการ ผ่านเกณฑ์คะแนนไม่น้อย
ภาระงาน/ชิ้นงาน นาเสนองานกล่มุ กว่าร้อยละ 50
เรอ่ื ง สเปกตรมั คล่นื
การนาเสนองาน ประเมนิ การนาเสนอ แมเ่ หล็กไฟฟา้
กลมุ่ เรอ่ื ง งานกล่มุ เรื่อง
สเปกตรัมคลืน่
สเปกตรัมคล่ืน แม่เหลก็ ไฟฟ้า
แม่เหล็กไฟฟ้า
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ เครื่องมือ เกณฑท์ ี่ใช้
ภาระงาน/ชิ้นงาน วธิ ีการวัด
แบบประเมินการ ผ่านเกณฑ์คะแนนไม่น้อย
การนาเสนองาน ประเมนิ การนาเสนอ นาเสนองานกลมุ่ กวา่ ร้อยละ 50
กลมุ่ เร่อื ง งานกลมุ่ เร่อื ง เรือ่ ง สเปกตรมั คล่ืน
สเปกตรัมคลน่ื สเปกตรัมคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้
แมเ่ หล็กไฟฟา้ แมเ่ หล็กไฟฟ้า
ดา้ นคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
ภาระงาน/ วธิ กี ารวดั เครอ่ื งมอื เกณฑ์ท่ใี ช้
ช้นิ งาน
พฤติกรรม สังเกตการทางานตามแบบ แบบประเมินการ ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ ดี
ระหวา่ ง ประเมินการทางานกลมุ่ ทางานกลุ่ม ขน้ึ ไป
เรยี น
กจิ กรรมการเรยี นรู้
ใช้กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบทักษะกระบวนการเรยี นรู้ 5E
ข้ันที่ 1 ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 นกั เรยี นและครรู ว่ มกันสนทนา เก่ยี วกับ เรือ่ ง สเปกตรมั คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้า คือ
อะไร เพ่ือนาไปสู่คาถามที่ว่า “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีหลายชนิด จงยกตัวอย่างคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าที่
นักเรยี นพบเจอกันในชีวติ ประจาวนั ”
1.2 นักเรียนและครูรว่ มกันอภปิ รายเกยี่ วกบั “คลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้ามีหลายชนิด
และยกตวั อย่างคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ ทีน่ กั เรยี นพบเจอกนั ในชวี ิตประจาวัน” (คลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ มีหลาย
ชนิด เช่น คล่ืนวิทยุ คล่ืนโทรทัศน์ คล่ืนไมโครเวฟ รังสีอินฟาเรด แสง เลเซอร์ รังสีอันตราไวโอเลต
รงั สีเอกซ์ และรังสีแกมมา)
ขน้ั ที่ 2 ข้นั สารวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 จัดกลุ่มย่อย ๆ ประมาณ 4 - 5 คน ตามความสมัครใจของผู้เรียน ครูช้ีแจง
วัตถปุ ระสงคข์ องงานกลุม่ คอื ใหน้ ักเรียนสืบคน้ ขอ้ มูลเก่ียวกับสเปกตรัมคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้ากลมุ่ ละ 1
ชนิด (คล่นื วทิ ยคุ ล่นื โทรทัศน์ คลืน่ ไมโครเวฟ รังสอี ินฟราเรด แสง รังสีอลั ตราไวโอเลต รงั สเี อกซ์ รงั สี
แกมมา และเลเซอร์) โดยแตล่ ะกลุม่ สง่ ตัวแทนมาจบั สลากหัวขอ้ เพ่อื ทาการสบื ค้น
2.2 ใหน้ กั เรียนศึกษาขอ้ มูลเก่ยี วกบั สเปกตรัมคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ จากหนงั สอื
เรียนรายวิชาเพ่ิมเติมฟิสิกส์ เล่ม 6 ของ สสวท. หน้า 12-21 รวมทั้งให้นักเรียนแสวงหาความรู้ด้วย
ตนเองจากสื่ออื่น และแหล่งเรียนรู้ท่ีนักเรียนสนใจอย่างหลากหลาย แล้วเตรียมนาเสนอให้เพ่ือนฟัง
หน้าชั้นเรียน (รูปแบบการนาเสนอขึ้นอยกู่ ับผู้เรียนแตล่ ะกลุ่ม โดยสิ่งทที่ กุ กล่มุ ตอ้ งมเี หมอื นกัน คือ ขอ้
คาถามจานวน 5 ขอ้ เพ่อื ทดสอบความเขา้ ใจและสนใจของเพ่อื นผทู้ ี่เปน็ ผู้ฟงั ในช้ันเรียน)
ขน้ั ที่ 3 ขัน้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอข้อมูลที่ทาการศึกษาค้นคว้ามา โดยลาดับการนาเสนอ
ตามกลุ่มท่ีจับสลากกลุ่มคล่ืนวิทยุคลื่นโทรทัศน์ คลื่นไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด แสง รังสี
อลั ตราไวโอเลต รังสเี อกซ์ รังสีแกมมา และเลเซอร์ตามลาดบั
ข้ันท่ี 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูอธิบายเพิม่ เตมิ เก่ียวกับ เรอ่ื ง คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าชนิดตา่ ง ๆ ตามความถี่ จาก
หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่ิมเติมฟิสกิ ส์ เลม่ 6 ของ สสวท. เรื่อง สเปกตรัมคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า
4.2 เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นซักถามข้อสงสยั
ขั้นที่ 5 ข้นั ประเมินผล (Evaluation)
5.1 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปประเด็นสาคัญท่ีเรียนมา เพื่อให้ครูและนักเรียน
เขา้ ใจตรงกัน หากนักเรยี นมขี ้อสงสัยจะไดซ้ กั ถาม
5.2 ส่มุ ใหน้ กั เรยี นอธิบายสเปกตรมั คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า
5.3 มอบหมายใหน้ ักเรียนไปศกึ ษาความรู้ เรื่อง โพลาไรเซชนั ของคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้
หน้า 23-27 จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมฟิสิกส์ เล่ม 6 ของ สสวท. สาหรับการจัดกิจกรรมการ
เรียนรคู้ รั้งตอ่ ไป
ส่อื /แหลง่ เรียนรู้
สือ่ การเรยี นรู้
1) หนงั สือเรียนรายวิชาเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฟสิ ิกส)์ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่
6 เล่ม 6 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560)
แหล่งเรียนรู้
1) เวบ็ ไซต์ https://www.scimath.org/ebook-physics
สรปุ ผลการจดั การเรียนรู้ ช่วงคะแนน จานวน (คน) คดิ เปน็ รอ้ ยละ
ดา้ นความรู้
กลุ่มผู้เรยี น
ดี
ปานกลาง
ปรบั ปรงุ
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ จานวน (คน) คดิ เป็นร้อยละ
กล่มุ ผเู้ รยี น ชว่ งคะแนน
ดี
ปานกลาง
ปรบั ปรงุ
ด้านคุณลักษะอนั พงึ ประสงค์
กล่มุ ผเู้ รยี น ชว่ งระดับคุณภาพ จานวน (คน) คดิ เป็นร้อยละ
ดี 3
ปานกลาง 2
ปรบั ปรงุ 0-1
บันทกึ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………….....…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาท่พี บระหวา่ งหรือหลังจัดกิจกรรม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
ข้อเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ..........................................................ผูส้ อน
(นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ)
การตรวจสอบและความคิดเหน็ ของหวั หน้ากล่มุ สาระการเรียนรู้
สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชวี้ ดั ของหลกั สูตรฯ
กจิ กรรมการเรียนร้เู น้นผ้เู รียนเป็นสาคญั
มีการวดั และประเมนิ ผลตามสภาพจริง มีความหลากหลายเหมาะสมกับผูเ้ รียน
ใช้ส่อื หรือแหลง่ เรยี นรทู้ ท่ี นั สมัยและสง่ เสริมการเรียนรูไ้ ด้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
สอดคล้องตามจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธกิ าร สพฐ. และจดุ เน้นของโรงเรียน
สง่ เสริมทกั ษะ 3Rs x 8Cs x 2Ls สง่ เสรมิ เบญจวถิ กี าญจนา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ..............................................................
(นางสาวทิพวัลย์ ช่อสวุ รรณ)
หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
การตรวจสอบและความคิดเหน็ ของหัวหน้ากล่มุ บรหิ ารวชิ าการ
ถูกตอ้ งตามรูปแบบของโรงเรียน
ผา่ นการนเิ ทศตรวจสอบจากหวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้/กรรมการนิเทศ
ก่อนใชส้ อน หลังใชส้ อน
มบี นั ทึกหลงั จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื ..............................................................
(นายธนพันธ์ เพ็งสวัสดิ์)
หัวหนา้ กลุ่มบริหารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ของรองผ้อู านวยการฝา่ ยวิชาการ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
ลงช่อื ....................................................................
(นางกญั จนช์ ญาณทั วงศจ์ ริ ะศกั ดิ์)
รองผอู้ านวยการโรงเรียน กลุ่มบรหิ ารงานวชิ าการ
แบบประเมนิ การนาเสนองานกลุ่ม
หน่วยการเรียนรเู้ ร่อื ง คลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้า
รายวิชา ฟสิ ิกส์ 6 รหสั วชิ า ว30206 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6
กลุม่ ที่..……เรื่อง…………………………………………. ช้นั 6/……
คาช้แี จง ให้ผสู้ อนสงั เกตการนาเสนองานของนกั เรียน แลว้ ทาเครอ่ื งหมาย ลงในช่องระดับ
คะแนนดังนี้
ระดบั 5 หมายถึง แสดงพฤติกรรมใหเ้ ห็นมากทส่ี ดุ
ระดับ 4 หมายถงึ แสดงพฤติกรรมใหเ้ หน็ มาก
ระดบั 3 หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ หน็ ปานกลาง
ระดบั 2 หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ นอ้ ย
ระดบั 1 หมายถงึ แสดงพฤติกรรมใหเ้ ห็นน้อยท่สี ุด
รายการประเมิน 5 ระดับ 1 หมายเหตุ
432
1. เน้อื หาครบถว้ นสมบูรณ์ มีความถูกตอ้ ง
และลาดบั ความสัมพันธไ์ ด้ตอ่ เนอ่ื ง
2. กระบวนการทางาน มีการวางแผนอยา่ ง
เป็นระบบ ปฏบิ ตั ิตามแผน และมีสว่ นรว่ ม
ชว่ ยกนั ภายในกลุ่ม
3. มีความพร้อม การใช้ภาษาถูกต้อง และ
รูปแบบการนาเสนอนา่ สนใจ
4. ตรงต่อเวลา มีความกระตอื รือร้น และแต่ง
กาย สุภาพเรยี บร้อย
รวม
ลงชื่อ ......................................... ผูป้ ระเมนิ
(..............................................)
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
16 - 20 ดีมาก
10 - 15 ดี
ตา่ กว่า 10 พอใช้
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 3
รายวิชา ฟสิ ิกส์ 6 รหัสวชิ า ว30206 ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า เวลา 20 ช่ัวโมง
เร่อื ง โพลาไรเซชันของคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า เวลา 4 ชวั่ โมง
ผ้สู อน นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ โรงเรียนกาญจนาภิเษกวทิ ยาลยั สรุ าษฎร์ธานี
แนวคดิ สาคัญ (สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด)
เมอื่ ส่งคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าออกไป ถ้าสนามไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงทิศทางกลบั ไปกลบั มาในระนาบ
เดียวกนั จะกลา่ วได้วา่ คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้านี้เป็น คลื่นโพลาไรส์ ( Polarized wave)
โพลาไรเซชันของแสง แหล่งกาเนิดคลื่นแสงโดยทั่วไป เช่น ดวงอาทิตย์ หลอดไฟ จะปล่อย
คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ (คล่นื แสง) โดยสนามไฟฟ้าของแสงที่ส่งออกมามีทิศทางตา่ ง ๆ กันมากมาย ดงั นั้น
แสงจากแหลง่ กาเนิดแสงจงึ เป็น แสงไม่โพลาไรส์ โดยใช้หลักการรวมเวกเตอร์สามารถรวมแสงไมโ่ พลา
ไรสใ์ หเ้ ป็นแสงโพลาไรในสองทศิ ทางในแนวแกนทต่ี ั้งฉากกันได้
เมื่อแสงผ่านแผ่นโพลารอยด์ แสงที่สนามไฟฟ้ามีทิศทางขนานกับทิศของโพลาไรส์สามารถ
ผ่านแผ่นโพลารอยดไ์ ด้ สว่ นแสงทีส่ นามไฟฟา้ ตง้ั ฉากกบั ทิศของโพลาไรส์จะถกู แผน่ โพลารอยด์ดดู กลนื
มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรยี นรู้
ผลการเรียนรู้
1. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรส์
เชิงเสน้ และแผน่ โพลารอยด์
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1) นักเรยี นสามารถอธบิ ายหลกั การเกิดโพลาไรเซชันของคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ ได้
2) ใฝ่เรียนรแู้ ละม่งุ มน่ั ในการทางาน
สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้
หลักการเกดิ โพลาไรเซชนั ของคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ
คานวณหาปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกย่ี วกับโพลาไรเซชัน
ดา้ นคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 6. มงุ่ มัน่ ในการทางาน
2. ซ่ือสตั ย์สจุ รติ 7. รกั ความเป็นไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
3. มีวินัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
เบญจวถิ ีกาญจนา
1. เทดิ ทูนสถาบัน
2. กตัญญู
3. บคุ ลกิ ดี
4. มีวนิ ยั
5. ใหเ้ กยี รติ
สมรรถนะที่สาคัญของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
จดุ เนน้ สู่การพัฒนาผู้เรยี น
ความสามารถและทักษะท่ีจาเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (3Rs x 8Cs x 2Ls)
R1– Reading (อา่ นออก) R2– (W)Riting (เขยี นได)้ R3 – (A)Rithmetics (คดิ
เลขเป็น)
C1 - Critical Thinking and Problem Solving ( ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ปญั หา)
C2 - Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวตั กรรม)
C3 - Cross-cultural Understanding (ทักษะดา้ นความเข้าใจต่างวัฒนธรรมตา่ ง
กระบวนทศั น์)
C4 - Collaboration, Teamwork and Leadership (ทกั ษะด้านความรว่ มมอื การ
ทางานเปน็ ทีมและภาวะผูน้ า)
C5 – Communications, Information and Media Literacy (ทักษะดา้ นการสอ่ื สาร
สารสนเทศและรูเ้ ท่าทนั ส่อื )
C6 - Computing and ICT Literacy (ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร)
C7 - Career and Learning Skills (ทักษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นร)ู้
C8 – Compassion (ความมีเมตตากรุณา วินัย คณุ ธรรม จริยธรรม)
L1 – Learning (ทกั ษะการเรยี นรู)้ L2 – Leadership (ทกั ษะความเป็นผ้นู า)
การวดั และประเมินผล วธิ ีการวดั เคร่อื งมอื เกณฑ์ทใี่ ช้
ดา้ นความรู้
ใบงาน เรื่อง ผ่านเกณฑค์ ะแนนไม่นอ้ ย
ภาระงาน/ชน้ิ งาน โพลาไรเซชนั ของ กว่ารอ้ ยละ 50
คลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้
ใบงาน เร่อื ง ตรวจใบงาน เร่อื ง
โพลาไรเซชันของ โพลาไรเซชันของ
คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ เครือ่ งมือ เกณฑท์ ่ใี ช้
ภาระงาน/ชนิ้ งาน วิธกี ารวดั
ใบงาน เรอื่ ง ผ่านเกณฑ์คะแนนไมน่ ้อย
ใบงาน เร่ือง ตรวจใบงาน เรื่อง โพลาไรเซชันของ กว่ารอ้ ยละ 50
คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้
โพลาไรเซชนั ของ โพลาไรเซชนั ของ
คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้
ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ภาระงาน/ วธิ ีการวัด เคร่อื งมอื เกณฑท์ ่ใี ช้
ชนิ้ งาน
พฤตกิ รรม ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึง แบบประเมิน ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ ดี
ระหวา่ ง ประสงคร์ ายบคุ คล คุณลักษณะอนั ข้ึนไป
เรียน พงึ ประสงค์
รายบุคคล
กิจกรรมการเรยี นรู้
ใชก้ ระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนร้แู บบทักษะกระบวนการเรียนรู้ 5E
ขัน้ ที่ 1 ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 นกั เรยี นและครูร่วมกันสนทนา เกย่ี วกับ เร่อื ง โพลาไรเซชันของคลนื่
แม่เหล็กไฟฟ้าคืออะไร เพื่อนาไปสู่คาถามที่ว่า “นักเรียนเคยสังเกตเห็นไหมว่าเหตุใดเสาสัญญาณ
โทรทัศน์ถึงวางตัวอยู่ในแนวราบแต่ในบางประเทศอยู่ในแนวด่ิง ท้ัง ๆ ที่โทรทัศน์กลับมีการทางาน
เหมือนกนั แตเ่ สาอากาศกลับวางตวั ไมเ่ หมือนกัน”
1.2 นักเรียนตอบขอ้ ซักถามของครูว่า “นักเรยี นเคยสังเกตเห็นไหมว่าเหตุใดเสา
สัญญาณโทรทัศน์ถึงวางตัวอยู่ในแนวราบแต่ในบางประเทศอยใู่ นแนวด่ิง ทั้ง ๆ ท่ีโทรทัศน์กลับมีการ
ทางานเหมอื นกนั แต่เสาอากาศกลับวางตวั ไมเ่ หมือนกนั ”
1.3 นักเรยี นและครูรว่ มกันอภปิ รายเกย่ี วกับ “เหตุใดเสาสัญญาณโทรทศั น์ถึงวางตัว
อยู่ในแนวราบแต่ในบางประเทศอยู่ในแนวด่ิง ทั้ง ๆ ท่ีโทรทัศน์กลับมีการทางานเหมือนกัน
แต่เสาอากาศกลับวางตวั ไม่เหมือนกัน” (เพราะขึ้นอยกู่ บั คล่ืนท่ีสง่ มาน้ันมีสนามฟา้ อยใู่ นแนวใด ถา้ เสา
อากาศวางอยู่ในแนวราบก็แสดงว่าการส่งสัญญาณคล่ืนโทรทัศน์ของประเทศน้ันออกแบบให้
สนามไฟฟ้าอยู่แนวราบหรือเรียกว่า โพลาไรส์ในแนวราบ ในทางตรงกันข้าม ถ้าประเทศใดที่มีเสา
อากาศวางตัวอยู่ในแนวด่ิง ก็แสดงว่าการส่งสัญญาณคล่ืนโทรทัศน์ของประเทศน้ันออกแบบให้
สนามไฟฟา้ อยูใ่ นแนวดงิ่ เรยี กวา่ โพลาไรส์ในแนวดิ่ง) ครกู ลา่ วชมเชย และกล่าวใหก้ าลงั ใจนกั เรียนที่
ชว่ ยกนั ตอบคาตอบ เพอ่ื เปน็ การเสริมแรงในการเรียนรู้
ข้นั ที่ 2 ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
ใหน้ กั เรียนศกึ ษาขอ้ มูลเกยี่ วกับโพลาไรเซชันของคลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้า จากหนงั สือ
เรียนรายวิชาเพิ่มเติมฟิสิกส์ เล่ม 6 ของ สสวท. หน้า 23-27 แล้วสรุปสาระสาคัญ รวมทั้งให้นกั เรียน
แสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากส่ืออ่นื และแหล่งเรยี นรู้ทน่ี ักเรียนสนใจอย่างหลากหลาย
ขนั้ ท่ี 3 ขัน้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
3.1 ครูอธิบายเพิ่มเติมเพ่ือให้นักเรียนเข้าใจเกี่ยวกับแสงไม่โพลาไรซ์และแสง
โพลาไรซ์ ดังน้ี
แสงจากแหล่งกาเนดิ แสงโดยทั่วไป เช่น ดวงอาทติ ย์ หลอดไฟ ตะเกยี ง เทยี นไข กอง
ไฟ จะมีระนาบของการโพลาไรซ์หรือทิศของการโพลาไรซ์ (ซึ่งตั้งฉากกับทิศการแผ่ของคลื่นแสง)
ต่างๆ กัน มากมาย (ซ่ึงไม่ขนานกัน) แสงจากแหล่งกาเนิดดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นแสงไม่โพลาไรซ์
(unpolarized light) จึงเขียนภาพแทนแสงไม่โพลาไรซ์ได้ดังภาพ (ก) แต่ตามหลักการรวมเวกเตอร์
สามารถรวมเวกเตอรส์ นามไฟฟา้ ใหเ้ หลือเพยี งสองแนวตงั้ ฉากกันได้ โดยทแี่ อมพลิจูดของสนามไฟฟ้า
ในแนวทงั้ สองมคี า่ เทา่ กัน แสงไมโ่ พลาไรซจ์ งึ แยกเป็นแสงโพลาไรซ์ (polarized light) ในสองทิศทาง
ตงั้ ฉากกนั ได้ ในกรณีนจ้ี ะเขียนภาพแทนแสงไมโ่ พลาไรซไ์ ดด้ ังภาพ (ข) และภาพ (ค) โดยในภาพท่ี (ก)
และ (ข) ทิศการแผข่ องแสงอยู่ในทศิ พ่งุ ออกต้ังฉากกับระนาบหนา้ กระดาษ สว่ นในภาพ (ค) ทศิ การแผ่
ของแสงจะพุ่งไปทางขวาในระนาบหน้ากระดาษ
(ก) (ข) (ค)
ภาพแทนแสงไม่โพลาไรซ์
สาหรบั แสงโพลาไรซม์ ลี กั ษณะเชน่ เดยี วกบั คลื่นโพลาไรซ์ คอื มีทศิ ของการโพลาไรซ์ (ของสนามไฟฟา้ )
อยใู่ นแนวเดียวกันหรอื ขนานกนั
3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและลงข้อสรุปเนื้อหาเร่ือง โพลาไรเซชันของ
คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ โดยใชส้ อ่ื Power point เรือ่ ง โพลาไรเซชนั ของคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า
ขัน้ ที่ 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ เก่ยี วกับ เรอ่ื ง การทาให้แสงทไ่ี มโ่ พลาไรซใ์ ห้เปน็ แสงท่ี
โพลาไรซไ์ ด้โดยใช้แผ่นโพลารอยด์ โพลาไรซโ์ ดยการสะท้อน โพลาไรซโ์ ดยการหกั เห และโพลาไรซโ์ ดย
การกระเจิง จากส่อื Power point เร่อื ง โพลาไรเซชนั ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ ดงั น้ี
เม่อื แสงไมโ่ พลาไรซต์ กกระทบผวิ วัตถุ ทามมุ ตกกระทบค่าหน่งึ ที่ทาให้รงั สีสะท้อนตั้ง
ฉากกับรงั สหี ักเห แสงสะท้อนจะเป็นแสงโพลาไรซ์ท่ีมีสนามไฟฟ้าตัง้ ฉากกับระนาบของการสะทอ้ น
เมื่อแสงไม่โพลาไรซต์ กกระทบและหกั เหผ่านเข้าไปในแคลไซต์ (หรอื ควอตซ)์ รังสหี กั
เหจะแยกออกเป็นสองรงั สี โดยรังสหี ักเหท้งั สองรังสเี ป็นแสงโพลาไรซ์
เมื่อแสงไมโ่ พลาไรซ์ผ่านแผน่ โพลารอยด์จะเปล่ยี นเป็นแสงโพลาไรซ์ เน่ืองจากแสงที่
สนามไฟฟ้ามีทิศการเปลี่ยนแปลงขนานกับแกนส่งผ่าน (หรือทิศของโพลาไรซ์) ของแผ่นโพลารอยด์
เทา่ น้นั ทผี่ ่านไปได้ สว่ นแสงทสี่ นามไฟฟา้ มีทศิ การเปลย่ี นแปลงต้ังฉากกับแกนส่งผ่านจะถูกแผน่ โพลา
รอยด์ดูดกลืนไว้
เมื่อแสงอาทิตย์ซ่ึงเป็นแสงไม่โพลาไรซ์ตกกระทบโมเลกุลอากาศ สนามไฟฟ้าของ
แสงจะทาให้ อเิ ลก็ ตรอนในโมเลกลุ ของอากาศส่นั ในแนวเดยี วกับแนวการเปล่ียนแปลงของสนามไฟฟ้า
ซึ่งมีสองแนว หลัก คือ แนวระดับกับแนวดิ่ง และปลดปล่อยแสงออกมา (เน่ืองจากการส่ันของ
อิเล็กตรอนเป็นการเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง) เม่ือมองข้ึนไปในแนวด่ิงจึงเห็นแสงโพลาไรซ์ในแนวระดับ
และเมือ่ มองไปท่ีขอบฟ้า (แนวระดบั ) จะเห็นแสงโพลาไรซ์ในแนวดิง่
4.2 เปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนซักถามข้อสงสัย
ขน้ั ท่ี 5 ข้ันประเมินผล (Evaluation)
5.1 สุ่มใหน้ ักเรียนอธิบายโพลาไรเซชันของคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้
5.2 ครูและนักเรยี นร่วมกันอภิปรายสรุปเร่อื ง โพลาไรเซชนั ของคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้
5.3 นกั เรยี นทาแบบฝกึ หดั ในใบงาน เรือ่ ง โพลาไรเซชนั ของคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า
5.4 มอบหมายให้นกั เรียนไปศกึ ษาความรู้ เรอื่ ง การประยกุ ต์ใชค้ ลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้
หน้า 28-38 จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมฟิสิกส์ เล่ม 6 ของ สสวท. สาหรับการจัดกิจกรรมการ
เรียนรคู้ ร้งั ตอ่ ไป
สอื่ /แหล่งเรยี นรู้
สื่อการเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี นรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฟสิ กิ ส)์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่
6 เล่ม 6 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2560)
2) ใบงาน เร่ือง โพลาไรเซชันของคล่นื แม่เหล็กไฟฟา้
แหลง่ เรยี นรู้
1) เวบ็ ไซต์ https://www.scimath.org/ebook-physics
สรุปผลการจัดการเรียนรู้ ชว่ งคะแนน จานวน (คน) คดิ เปน็ ร้อยละ
ดา้ นความรู้
กลมุ่ ผู้เรียน
ดี
ปานกลาง
ปรบั ปรงุ
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ จานวน (คน) คิดเปน็ ร้อยละ
กลุม่ ผ้เู รยี น ชว่ งคะแนน
ดี
ปานกลาง
ปรบั ปรงุ
ดา้ นคุณลักษะอันพึงประสงค์
กลมุ่ ผูเ้ รยี น ชว่ งระดบั คุณภาพ จานวน (คน) คดิ เป็นรอ้ ยละ
ดี 3
ปานกลาง 2
ปรบั ปรุง 0-1
บันทกึ หลังการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………….....…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาท่ีพบระหวา่ งหรอื หลังจดั กจิ กรรม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
ข้อเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ..........................................................ผูส้ อน
(นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ)
การตรวจสอบและความคิดเหน็ ของหวั หน้ากล่มุ สาระการเรียนรู้
สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชวี้ ดั ของหลกั สูตรฯ
กจิ กรรมการเรียนร้เู น้นผ้เู รียนเป็นสาคญั
มีการวดั และประเมนิ ผลตามสภาพจริง มีความหลากหลายเหมาะสมกับผูเ้ รียน
ใช้ส่อื หรือแหลง่ เรยี นรทู้ ท่ี นั สมัยและสง่ เสริมการเรียนรูไ้ ด้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
สอดคล้องตามจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธกิ าร สพฐ. และจดุ เน้นของโรงเรียน
สง่ เสริมทกั ษะ 3Rs x 8Cs x 2Ls สง่ เสรมิ เบญจวถิ กี าญจนา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ..............................................................
(นางสาวทิพวัลย์ ช่อสวุ รรณ)
หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
การตรวจสอบและความคิดเหน็ ของหัวหน้ากล่มุ บรหิ ารวชิ าการ
ถูกตอ้ งตามรูปแบบของโรงเรียน
ผา่ นการนเิ ทศตรวจสอบจากหวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้/กรรมการนิเทศ
ก่อนใชส้ อน หลังใชส้ อน
มบี นั ทึกหลงั จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื ..............................................................
(นายธนพันธ์ เพ็งสวัสดิ์)
หัวหนา้ กลุ่มบริหารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ของรองผ้อู านวยการฝา่ ยวิชาการ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
ลงช่อื ....................................................................
(นางกญั จนช์ ญาณทั วงศจ์ ริ ะศกั ดิ์)
รองผอู้ านวยการโรงเรียน กลุ่มบรหิ ารงานวชิ าการ
ใบงาน เร่อื ง โพลาไรเซชนั ของคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า
รายวิชาฟิสิกส์ 6 (ว30206) ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6
ชือ่ - สกุล................................................................................ชน้ั ......................เลขที.่ ............
คาช้ีแจง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ใี ห้ถูกตอ้ ง
1. ถ้าเสาสัญญาณโทรทัศน์วางตวั อยใู่ นแนวราบแสดงว่าการสง่ สัญญาณคลนื่ โทรทศั น์เปน็ อย่างไร
ถ้าเสาอากาศวางอยู่ในแนวราบก็แสดงว่าการส่งสัญญาณคลื่นโทรทัศน์ของประเทศน้ัน
ออกแบบให้สนามไฟฟา้ อยแู่ นวราบ หรือเรยี กวา่ โพลาไรส์ในแนวราบ
2. ถา้ เสาสญั ญาณโทรทัศนว์ างตัวอยใู่ นแนวดง่ิ แสดงว่าการส่งสัญญาณคลืน่ โทรทัศนเ์ ป็นอยา่ งไร
เสาอากาศวางตัวอยู่ในแนวดิ่ง ก็แสดงว่าการส่งสัญญาณคลื่นโทรทัศน์ของประเทศน้ัน
ออกแบบใหส้ นามไฟฟา้ อยู่ในแนวด่งิ เรยี กว่า โพลาไรส์ในแนวด่งิ
3. แสงโพลาไรส์ คืออะไร
แสงท่ีมีสนามไฟฟ้าอยู่แนวเดียว ถ้าสนามไฟฟ้าอยู่ในแนวด่ิง เรียกว่า โพลาไรส์ ในแนวดิ่ง
ในทางตรงกนั ขา้ มถ้าสนามไฟฟา้ อย่ใู นแนวราบ เรยี กวา่ โพลาไรสใ์ นแนวราบ
4. แสงไมโ่ พลาไรส์ คืออะไร
แสงท่ีมีสนามไฟฟ้าทุกแนว ดังน้ันอาจใช้แทนด้วยสัญลักษณ์ลูกศรหลายทิศทาง สนามไฟฟ้า
เปน็ ปรมิ าณเวกเตอร์ ดังนน้ั จงึ แตกสนามไฟฟ้าไดท้ ุกแนวออกเปน็ 2 ส่วน คอื แนวดง่ิ และแนวราบ
5. โพลาไรเซชันโดยการใชแ้ ผน่ โพลารอยด์เป็นอย่างไร
แผน่ โพลารอยดจ์ ะดดู กลืนสนามไฟฟ้าเฉพาะในบางทศิ ทางเทา่ น้ัน แต่จะปลอ่ ยใหส้ นามไฟฟ้า
ในทิศทางทตี่ ัง้ ฉากกับทิศทางดังกลา่ วผ่านไป โดยจะเรียกสนามไฟฟา้ ที่ผ่านไปได้วา่ แนวโพลาไรสข์ อง
แผ่นโพลารอยด์
6. แสงเคลื่อนที่ในอากาศตกกระทบผิวนา้ ด้วยมุมตกกระทบท่ีมีค่าเท่าไร จึงทาให้แสงสะท้อนจากผิว
น้าเป็นแสงโพลาไรส์ ดรรชนีหักเหของน้า 1.33
วธิ ที า มุมตกกระทบท่ีทาให้แสงสะทอ้ นจากผวิ น้าเป็นแสงโพลาไรส์ คอื มุมบรูสเตอร์ B
จาก tanB n
B tan1 n
แทนคา่ n = 1.33
B tan1 1.33
B 53.1
ตอบ มุมตกกระทบท่ีทาให้แสงสะทอ้ นเปน็ แสงโพราไรส์ เทา่ กับ 53.1 องศา
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
หนว่ ยการเรียนร้เู ร่อื ง คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้
รายวชิ า ฟิสิกส์ 6 รหสั วิชา ว30206 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6
เรือ่ ง โพลาไรเซชนั ของคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ ชั้น 6/…….
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบอ่ ยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมค่อนขา้ งบ่อยครงั้
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครัง้
ซื่อ ัสตย์ ุสจ ิรต
ีม ิวนัย
ใฝ่เ ีรยน ู้ร
ุ่มง ัมนในการงาน
ีม ิจตสาธารณะ
รวม
เลขที่ ผลการประเมนิ
4 4 4 4 4 20 ผ่าน ไม่ผา่ น
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
ซื่อ ัสตย์ สุจ ิรต
ีม ิวนัย
ใฝ่เ ีรยน ู้ร
ุ่มง ัมนในการงาน
ีมจิตสาธารณะ
รวม
ผลการประเมนิ
เลขที่
4 4 4 4 4 20 ผ่าน ไม่ผ่าน
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
ลงชอ่ื ......................................... ผ้ปู ระเมนิ
(..............................................)
เกณฑ์การประเมิน ( ชว่ งคะแนน 16 – 20 )
ระดับคุณภาพ 4 = ดีมาก ( ช่วงคะแนน 11 – 15 )
ระดับคณุ ภาพ 3 = ดี ( ชว่ งคะแนน 6 – 10 )
ระดบั คุณภาพ 2 = ปานกลาง
ระดบั คุณภาพ 1 = ปรบั ปรงุ ( ชว่ งคะแนน 1 – 5 )
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 4
รายวชิ า ฟสิ กิ ส์ 6 รหสั วิชา ว30206 ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6
กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 คลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ เวลา 20 ชว่ั โมง
เรอื่ ง การประยกุ ต์ใช้คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ เวลา 4 ชั่วโมง
ผสู้ อน นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สรุ าษฎร์ธานี
แนวคดิ สาคัญ (สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด)
นอกจากใช้ประโยชน์จากพลังงานของคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าโดยตรงแล้ว มนษุ ยม์ วี ธิ ีใชป้ ระโยชน์
คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้าในลกั ษณะอ่นื อีกหลายแบบ ไดแ้ ก่ การสรา้ งอุปกรณต์ า่ ง ๆ ท่ีทางานโดยอาศยั คลื่น
แมเ่ หล็กไฟฟ้าเพือ่ นาไปใชง้ านในด้านต่าง ๆ เชน่ เครอื่ งฉายรังสเี อกซ์ เคร่ืองควบคุมระยะไกล เคร่อื ง
ถา่ ยภาพเอกซเรยค์ อมพิวเตอร์ เคร่ืองถ่ายภาพการสัน่ พ้องแม่เหลก็ และเครือ่ งสแกนรงั สีเอกซ์
มาตรฐานการเรยี นรู้/ผลการเรยี นรู้
ผลการเรยี นรู้
2. อธิบายการนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในชว่ งความถี่ตา่ ง ๆ ไปประยกุ ตใ์ ชแ้ ละหลกั การทางาน
ของอุปกรณ์ท่เี ก่ียวขอ้ ง
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1) นักเรียนสามารถอธิบายหลักการทางานของอุปกรณ์ท่ีทางานโดยอาศัยคลื่น
แม่เหลก็ ไฟฟา้ ได้
2) นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ท่ีทางานโดยอาศัยคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่าง
ถกู ตอ้ ง
3) ใฝ่เรียนรแู้ ละมุง่ มัน่ ในการทางาน
สาระการเรียนรู้
ดา้ นความรู้
หลกั การทางานของอุปกรณ์ทีท่ างานโดยอาศัยคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ
สืบค้นขอ้ มูลเกีย่ วกบั อุปกรณท์ ี่ทางานโดยอาศยั คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้
ดา้ นคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 6. มงุ่ มัน่ ในการทางาน
2. ซ่ือสตั ย์สจุ รติ 7. รกั ความเป็นไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
3. มีวินัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
เบญจวถิ ีกาญจนา
1. เทดิ ทูนสถาบัน
2. กตัญญู
3. บคุ ลกิ ดี
4. มีวนิ ยั
5. ใหเ้ กยี รติ
สมรรถนะที่สาคัญของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
จดุ เนน้ สู่การพัฒนาผู้เรยี น
ความสามารถและทักษะท่ีจาเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (3Rs x 8Cs x 2Ls)
R1– Reading (อา่ นออก) R2– (W)Riting (เขยี นได)้ R3 – (A)Rithmetics (คดิ
เลขเป็น)
C1 - Critical Thinking and Problem Solving ( ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ปญั หา)
C2 - Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวตั กรรม)
C3 - Cross-cultural Understanding (ทักษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรมตา่ ง
กระบวนทศั น์)
C4 - Collaboration, Teamwork and Leadership (ทกั ษะด้านความรว่ มมอื การ
ทางานเปน็ ทีมและภาวะผูน้ า)
C5 – Communications, Information and Media Literacy (ทักษะดา้ นการสอ่ื สาร
สารสนเทศและรูเ้ ท่าทนั ส่อื )
C6 - Computing and ICT Literacy (ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร)
C7 - Career and Learning Skills (ทักษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นร)ู้
C8 – Compassion (ความมีเมตตากรุณา วินัย คณุ ธรรม จริยธรรม)
L1 – Learning (ทกั ษะการเรยี นรู)้ L2 – Leadership (ทกั ษะความเป็นผ้นู า)
การวัดและประเมินผล วิธีการวดั เคร่อื งมอื เกณฑท์ ใ่ี ช้
ด้านความรู้
ผา่ นเกณฑ์คะแนนไมน่ ้อย
ภาระงาน/ชิน้ งาน กวา่ รอ้ ยละ 50
การนาเสนองาน ประเมินการนาเสนอ แบบประเมนิ การ
กลุ่ม เร่ืองที่กลุ่ม งานกลมุ่ นาเสนองานกล่มุ
นักเรียนจบั สลาก
ด้านทักษะ/กระบวนการ เครื่องมือ เกณฑท์ ่ใี ช้
ภาระงาน/ชิน้ งาน วธิ ีการวดั
ผา่ นเกณฑ์คะแนนไม่น้อย
การนาเสนองาน ประเมินการนาเสนอ แบบประเมนิ การ กว่าร้อยละ 50
กลุ่ม เร่ืองท่ีกลุ่ม งานกลมุ่ นาเสนองานกลมุ่
นักเรยี นจบั สลาก
ดา้ นคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ภาระงาน/ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑท์ ใ่ี ช้
ชนิ้ งาน
พฤติกรรม ประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พึง แบบประเมนิ ผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพ ดี
ระหวา่ ง ประสงค์รายบุคคล คุณลกั ษณะอัน ขนึ้ ไป
เรียน พงึ ประสงค์
รายบุคคล
กิจกรรมการเรียนรู้
ใชก้ ระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบทกั ษะกระบวนการเรยี นรู้ 5E
ข้นั ที่ 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรเู้ ดมิ เกีย่ วกบั สเปกตรมั คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ว่า หลงั การค้นพบ
คลืน่ วิทยุของเฮริ ตซ์ นกั วิทยาศาสตร์คน้ พบคล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ รูปอน่ื ๆ อีกหลายชนิด และพบว่าคล่ืน
แมเ่ หล็กไฟฟา้ มีความถต่ี ่อเนื่องกนั เปน็ ช่วงกว้าง (104 เฮิรตซ์ ถงึ 1023 เฮิรตซ)์ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าทุก
ย่านความถ่ี (หรือความยาวคล่ืน) รวมกนั เรยี กวา่ สเปกตรัมคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้
1.2 ครูสนทนากับนักเรียนเก่ียวกับอุปกรณ์ท่ีทางานโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
โดยครูนาตัวอย่างภาพอุปกรณ์ต่าง ๆ มาให้นักเรียนพิจารณาว่า ใช้ประโยชน์จากคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า
ชนดิ ใด
กญุ แจรีโมทรถยนต์ เครื่องซที ี (CT scanner)
เคร่อื งเอ็มอารไ์ อ (MRI scanner) เครื่องสแกนกระเป๋า
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration)
2.1 นกั เรียนแบง่ กลุ่มออกเปน็ 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน ตามความสมคั รใจ
จากน้ันใหน้ ักเรียนแตล่ ะกล่มุ ส่งตัวแทนออกมาจับสลากเร่อื งทศี่ กึ ษา โดยครเู ตรียมสลากหมายเลขไว้
หน้าช้ันเรียน ซึง่ หมายเลขจะระบุเร่อื งทีใ่ หน้ ักเรยี นศกึ ษา ดงั น้ี
• หมายเลข 1 ศึกษาเคร่ืองควบคุมระยะไกล
• หมายเลข 2 ศกึ ษาเคร่ืองถา่ ยภาพเอกซเรยค์ อมพวิ เตอร์
• หมายเลข 3 ศึกษาเคร่ืองถ่ายภาพการสน่ั พอ้ งแมเ่ หล็ก
• หมายเลข 4 ศกึ ษาเคร่ืองสแกนรังสีเอกซ์
• หมายเลข 5 ศึกษาเคร่อื งระบุตาแหนง่ บนพ้ืนโลก
2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาค้นคว้าข้อมูลเร่ืองที่กลุ่มตนเองจับสลากได้
จากหนงั สือเรียน หรอื แหลง่ การเรยี นรตู้ า่ ง ๆ เช่น อนิ เทอรเ์ น็ต ห้องสมุด จากนนั้ ร่วมกนั สรปุ ความรู้ท่ี
ไดจ้ ากการศึกษาค้นคว้าลงในกระดาษฟลิปชาร์ททคี่ รแู จกให้แตล่ ะกลมุ่
ขั้นที่ 3 ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
3.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลจากการศึกษาหน้าชั้นเรยี น ในระหว่างที่
นักเรียนนาเสนอ ครคู อยใหข้ อ้ เสนอแนะเพิ่มเตมิ เพ่อื ให้นกั เรยี นมคี วามเขา้ ใจถูกต้อง
3.2 ครแู ละนกั เรียนร่วมกันลงข้อสรปุ เนอื้ หาเรือ่ ง การประยุกตใ์ ช้คลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้า
โดยใชส้ ือ่ Power point เรอื่ ง การประยุกตใ์ ชค้ ลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้
ขน้ั ที่ 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูให้ความรกู้ ับนักเรียนเก่ยี วกับอุปกรณ์ท่ีทางานโดยอาศยั คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า ตาม
รายละเอียดในหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฟิสกิ ส)์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6
เลม่ 6
4.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายแสดงความเห็น ซ่ึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า คล่ืน
แม่เหล็กไฟฟ้านาไปใช้ประโยชน์ในการทางานของอุปกรณ์บางชนิด เช่น อุปกรณ์ควบคุมระยะไกล
(รังสีอินฟราเรดและคลื่นวทิ ยุ) เคร่ืองถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพวิ เตอร์ (รังสีเอกซ์) และเครื่องถ่ายภาพ
การสน่ั พอ้ งแมเ่ หล็ก (คลนื่ วทิ ยุ)
4.3 เปิดโอกาสให้นกั เรยี นซกั ถามข้อสงสัย
ขน้ั ที่ 5 ข้นั ประเมินผล (Evaluation)
5.1 สมุ่ ให้นกั เรียนอธบิ ายการประยกุ ตใ์ ช้คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้
5.2 ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรุปเรอื่ ง การประยกุ ต์ใช้คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า
5.3 มอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้ เรื่อง การส่ือสารโดยอาศัยคลื่น
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าหนา้ 39-46 จากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเตมิ ฟิสิกส์ เลม่ 6 ของ สสวท. สาหรับการจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้ครง้ั ตอ่ ไป
สือ่ /แหล่งเรียนรู้
สอ่ื การเรียนรู้
1) หนังสือเรยี นรายวชิ าเพิม่ เติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฟิสกิ ส)์ ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่
6 เลม่ 6 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2560)
แหล่งเรียนรู้
1) เว็บไซต์ https://www.scimath.org/ebook-physics
2) ห้องสมุด
3) อนิ เทอรเ์ น็ต
สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้ ช่วงคะแนน จานวน (คน) คดิ เป็นรอ้ ยละ
ด้านความรู้
กลมุ่ ผู้เรยี น
ดี
ปานกลาง
ปรบั ปรุง
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ จานวน (คน) คดิ เป็นร้อยละ
กลมุ่ ผเู้ รยี น ชว่ งคะแนน
ดี
ปานกลาง
ปรบั ปรงุ
ดา้ นคุณลกั ษะอันพงึ ประสงค์
กลมุ่ ผเู้ รยี น ชว่ งระดับคุณภาพ จานวน (คน) คิดเปน็ รอ้ ยละ
ดี 3
ปานกลาง 2
ปรบั ปรงุ 0-1
บันทึกหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………….....…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปญั หาท่พี บระหวา่ งหรือหลงั จัดกจิ กรรม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
ขอ้ เสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ..........................................................ผู้สอน
(นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ)
การตรวจสอบและความคดิ เหน็ ของหวั หน้ากลมุ่ สาระการเรยี นรู้
สอดคลอ้ งกับมาตรฐานและตัวชีว้ ดั ของหลักสูตรฯ
กิจกรรมการเรียนรู้เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคญั
มีการวัดและประเมินผลตามสภาพจรงิ มคี วามหลากหลายเหมาะสมกับผ้เู รียน
ใช้สอ่ื หรือแหลง่ เรียนรูท้ ่ีทนั สมยั และส่งเสริมการเรยี นรู้ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
สอดคล้องตามจดุ เนน้ ของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร สพฐ. และจดุ เน้นของโรงเรียน
สง่ เสรมิ ทกั ษะ 3Rs x 8Cs x 2Ls ส่งเสรมิ เบญจวถิ ีกาญจนา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ..............................................................
(นางสาวทิพวลั ย์ ช่อสุวรรณ)
หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การตรวจสอบและความคดิ เห็นของหวั หน้ากลุม่ บริหารวชิ าการ
ถกู ต้องตามรปู แบบของโรงเรียน
ผา่ นการนิเทศตรวจสอบจากหวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้/กรรมการนิเทศ
ก่อนใช้สอน หลงั ใช้สอน
มบี นั ทกึ หลังจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ..............................................................
(นายธนพันธ์ เพง็ สวัสด์ิ)
หวั หน้ากลุ่มบรหิ ารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ของรองผ้อู านวยการฝา่ ยวิชาการ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………........
ลงช่อื ....................................................................
(นางกญั จนช์ ญาณทั วงศจ์ ริ ะศกั ดิ์)
รองผอู้ านวยการโรงเรียน กลุ่มบรหิ ารงานวชิ าการ
แบบประเมนิ การนาเสนองานกลุ่ม
หนว่ ยการเรียนรเู้ ร่อื ง คลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้า
รายวิชา ฟิสกิ ส์ 6 รหสั วชิ า ว30206 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6
กลุม่ ที่..……เรื่อง…………………………………………. ช้นั 6/……
คาช้แี จง ให้ผสู้ อนสงั เกตการนาเสนองานของนกั เรียน แลว้ ทาเครอ่ื งหมาย ลงในช่องระดับ
คะแนนดังนี้
ระดบั 5 หมายถึง แสดงพฤติกรรมใหเ้ ห็นมากทส่ี ดุ
ระดับ 4 หมายถึง แสดงพฤติกรรมใหเ้ หน็ มาก
ระดบั 3 หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ หน็ ปานกลาง
ระดบั 2 หมายถึง แสดงพฤติกรรมให้เหน็ นอ้ ย
ระดบั 1 หมายถงึ แสดงพฤติกรรมใหเ้ ห็นน้อยท่สี ุด
รายการประเมิน 5 ระดับ 1 หมายเหตุ
432
1. เน้อื หาครบถว้ นสมบูรณ์ มีความถูกตอ้ ง
และลาดบั ความสัมพันธไ์ ด้ตอ่ เน่อื ง
2. กระบวนการทางาน มีการวางแผนอยา่ ง
เป็นระบบ ปฏบิ ตั ิตามแผน และมีสว่ นรว่ ม
ชว่ ยกนั ภายในกลุ่ม
3. มีความพร้อม การใช้ภาษาถูกต้อง และ
รูปแบบการนาเสนอนา่ สนใจ
4. ตรงต่อเวลา มีความกระตอื รอื ร้น และแต่ง
กาย สุภาพเรยี บร้อย
รวม
ลงชื่อ ......................................... ผูป้ ระเมนิ
(..............................................)
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
16 - 20 ดีมาก
10 - 15 ดี
ตา่ กว่า 10 พอใช้
แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์
หนว่ ยการเรียนรู้เร่ือง คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า
รายวิชา ฟสิ กิ ส์ 6 รหสั วิชา ว30206 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6
เรอื่ ง การประยกุ ต์ใชค้ ลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า ชนั้ 6/…….
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบอ่ ยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมคอ่ นข้างบอ่ ยคร้งั
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครงั้
ซื่อ ัสตย์ ุสจ ิรต
ีม ิวนัย
ใฝ่เ ีรยน ู้ร
ุ่มง ัมนในการงาน
ีม ิจตสาธารณะ
รวม
เลขที่ ผลการประเมนิ
4 4 4 4 4 20 ผา่ น ไม่ผ่าน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
ซื่อ ัสตย์ สุจ ิรต
ีม ิวนัย
ใฝ่เ ีรยน ู้ร
ุ่มง ัมนในการงาน
ีมจิตสาธารณะ
รวม
ผลการประเมนิ
เลขที่
4 4 4 4 4 20 ผ่าน ไม่ผ่าน
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
ลงชอ่ื ......................................... ผ้ปู ระเมนิ
(..............................................)
เกณฑ์การประเมิน ( ชว่ งคะแนน 16 – 20 )
ระดับคุณภาพ 4 = ดีมาก ( ช่วงคะแนน 11 – 15 )
ระดับคณุ ภาพ 3 = ดี ( ชว่ งคะแนน 6 – 10 )
ระดบั คุณภาพ 2 = ปานกลาง
ระดบั คุณภาพ 1 = ปรบั ปรงุ ( ชว่ งคะแนน 1 – 5 )
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 5
รายวชิ า ฟสิ กิ ส์ 6 รหัสวิชา ว30206 ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า เวลา 20 ช่ัวโมง
เร่ือง การส่ือสารโดยอาศัยคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ เวลา 3 ชัว่ โมง
ผู้สอน นางสาวปพาวดี ขาวชานาญ โรงเรยี นกาญจนาภเิ ษกวทิ ยาลัย สรุ าษฎร์ธานี
แนวคิดสาคัญ (สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด)
ในการส่ือสารเพื่อส่งผ่านสารสนเทศจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งผ่านสื่อกลางแบบใช้สาย (แสง
เลเซอร์) และสื่อกลางแบบไร้สาย (รังสอี ินฟราเรด คลน่ื ไมโครเวฟ และคลน่ื วทิ ยุ) สัญญาณขอ้ มูลท่ีใช้
ในการสื่อสาร มี 2 ชนิด คอื สญั ญาณแอนะล็อก และสัญญาณดจิ ิทัล
สัญญาณแอนะล็อก เป็นสัญญาณท่ีมีลักษณะเป็นคลื่นต่อเน่ือง โดยแต่ละคล่ืนอาจมีความถ่ี
และความเข้มของสัญญาณ (แอมพลิจูด) ต่างกัน โดยความถ่ีและความเข้มของสัญญาณจะ
เปล่ียนแปลงตามเวลาอยา่ งต่อเนื่องแบบค่อยเปน็ ค่อยไป เชน่ สญั ญาณเสียงในสายโทรศพั ท์
สัญญาณดิจิทัล เป็นสัญญาณที่มีลักษณะเป็นคล่ืนไม่ต่อเน่ือง คล้ายขั้นบันได ขนาดของ
สัญญาณดิจิทัลมีค่าคงท่ีเป็นช่วง ๆ และการเปล่ียนแปลงขนาดของสัญญาณเปน็ แบบทันทีทันใด เช่น
สัญญาณที่คอมพวิ เตอร์ใชใ้ นการทางานและติดต่อสื่อสารกนั
มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้
ผลการเรียนรู้
3. สบื คน้ และอธิบายการสือ่ สารโดยอาศัยคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าในการสง่ ผา่ นสารสนเทศ และ
เปรยี บเทียบการส่อื สารด้วยสัญญาณแอนะล็อกกบั สัญญาณดจิ ติ อล
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1) นักเรยี นบอกความหมายของสัญญาณแอนะลอ็ กและสญั ญาณดจิ ิทัลได้
2) นักเรียนสืบค้นข้อมูลและเปรียบเทียบการสื่อสารด้วยสัญญาณแอนะล็อกกับสัญญาณ
ดิจทิ ลั ได้อย่างถกู ต้อง
3) ใฝเ่ รยี นรู้และมงุ่ มั่นในการทางาน
สาระการเรียนรู้
ดา้ นความรู้
สญั ญาณแอนะลอ็ กและสัญญาณดิจิทัล
ด้านทักษะ/กระบวนการ
สบื คน้ ขอ้ มลู และเปรียบเทียบการสอื่ สารดว้ ยสญั ญาณแอนะลอ็ กกับสัญญาณดิจทิ ัล
ดา้ นคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 6. มงุ่ มัน่ ในการทางาน
2. ซ่ือสตั ย์สจุ รติ 7. รกั ความเป็นไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
3. มีวินัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
เบญจวถิ ีกาญจนา
1. เทดิ ทูนสถาบัน
2. กตัญญู
3. บคุ ลกิ ดี
4. มีวนิ ยั
5. ใหเ้ กยี รติ
สมรรถนะที่สาคัญของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
จดุ เนน้ สู่การพัฒนาผู้เรยี น
ความสามารถและทักษะท่ีจาเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (3Rs x 8Cs x 2Ls)
R1– Reading (อา่ นออก) R2– (W)Riting (เขยี นได)้ R3 – (A)Rithmetics (คดิ
เลขเป็น)
C1 - Critical Thinking and Problem Solving ( ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ปญั หา)
C2 - Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวตั กรรม)
C3 - Cross-cultural Understanding (ทักษะดา้ นความเข้าใจต่างวัฒนธรรมตา่ ง
กระบวนทศั น์)
C4 - Collaboration, Teamwork and Leadership (ทกั ษะด้านความรว่ มมอื การ
ทางานเปน็ ทีมและภาวะผูน้ า)
C5 – Communications, Information and Media Literacy (ทักษะดา้ นการสอ่ื สาร
สารสนเทศและรูเ้ ท่าทนั ส่อื )
C6 - Computing and ICT Literacy (ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร)
C7 - Career and Learning Skills (ทักษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นร)ู้
C8 – Compassion (ความมีเมตตากรุณา วินัย คณุ ธรรม จริยธรรม)
L1 – Learning (ทกั ษะการเรยี นรู)้ L2 – Leadership (ทกั ษะความเป็นผ้นู า)
การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวดั เคร่ืองมอื เกณฑ์ท่ใี ช้
ด้านความรู้
ภาระงาน/ชิ้นงาน
แผนผงั ความคดิ ตรวจแผนผังความคิด แผนผังความคดิ เรื่อง ผ่านเกณฑ์คะแนนไมน่ ้อย
เรอื่ ง คล่ืน
แมเ่ หล็กไฟฟา้ เรือ่ ง คลนื่ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า กวา่ รอ้ ยละ 50
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า
ดา้ นทักษะ/กระบวนการ เครอื่ งมือ เกณฑ์ทใ่ี ช้
ภาระงาน/ชิ้นงาน วิธีการวัด
ใบงาน เร่ือง การ ตรวจใบงาน เรื่อง ใบงาน เรอื่ ง การ ผา่ นเกณฑค์ ะแนนไมน่ อ้ ย
ส่อื สารโดยอาศัย การสอื่ สารโดยอาศัย สอ่ื สารโดยอาศัยคลนื่ กว่ารอ้ ยละ 50
คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ คล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ แม่เหลก็ ไฟฟา้
ด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ เครอ่ื งมือ เกณฑ์ที่ใช้
ภาระงาน/ชนิ้ งาน วิธกี ารวัด
ผา่ นเกณฑ์ระดบั คุณภาพ ดี
พฤติกรรม ประเมนิ คุณลักษณะ แบบประเมิน ขึน้ ไป
ระหว่างเรยี น
อันพงึ ประสงค์ คุณลักษณะอันพงึ
รายบุคคล ประสงค์รายบคุ คล
กจิ กรรมการเรียนรู้
ใชก้ ระบวนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้แบบทักษะกระบวนการเรยี นรู้ 5E
ข้นั ท่ี 1 ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับการใช้คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าในการสื่อสารข้อมูล
และถามคาคาถามนักเรียนว่า ความหมายของการสื่อสารข้อมูล มีความหมายว่าอย่างไร โดยให้
นักเรียนร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระโดยไม่มีการเฉลยว่าถูกหรือผิด (แนวตอบ :
การสื่อสารข้อมูล หมายถึง การแลกเปล่ียนข้อมูล/สารสนเทศผ่านทางสื่อกลางในการสื่อสาร ซ่ึงอาจ
เปน็ ส่อื กลางประเภทมีสายหรือไรส้ าย)
1.2 ครูสนทนากับนักเรียนเก่ียวกับการส่ือสารโดยอาศัยคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า โดยครู
นาตัวอย่างภาพอปุ กรณ์ต่าง ๆ มาให้นกั เรียนพจิ ารณาว่า ใชป้ ระโยชนจ์ ากคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ ชนดิ ใด
1.3 ครถู ามคาถามว่า สญั ญาณแอนะล็อกและสัญญาณดจิ ติ ลั ต่างกนั อย่างไร เพ่อื
เช่ือมโยงไปส่กู ารเรยี นการสอน(แนวตอบ : สัญญาณแอนะล็อกเปน็ สญั ญาณที่มคี า่ ความถี่และแอมพลิ
จูดเปล่ียนแปลงอย่างต่อเน่ืองตามเวลา ตัวอย่างของสัญญาณแอนะล็อก เช่น เสียงพูด เสียงดนตรี
ส่วนสัญญาณดิจิทัล เป็นชุดของสัญญาณท่ีไม่ต่อเนื่อง มีสถานะเพียงสองสถานะเท่านั้น คือ เปิด (1)
และ ปิด (0) ไม่มีค่าระหว่างสถานะสองสถานะน)
ขน้ั ที่ 2 ข้ันสารวจและค้นหา (Exploration)
ใหน้ กั เรียนศึกษาข้อมูลเกีย่ วกับการสื่อสารโดยอาศยั คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า จากหนงั สือ
เรียนรายวชิ าเพิ่มเติมฟิสิกส์ เล่ม 6 ของ สสวท. หน้า 39-46 แล้วสรุปสาระสาคัญ รวมท้ังให้นกั เรียน
แสวงหาความร้ดู ้วยตนเองจากสอื่ อ่ืน และแหล่งเรยี นรูท้ ี่นักเรียนสนใจอยา่ งหลากหลาย
ข้นั ท่ี 3 ข้ันอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
3.1 ครูให้ความรู้กับนกั เรียนเก่ียวกับการสือ่ สารโดยอาศัยคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ ตาม
รายละเอียดในหนงั สือเรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฟสิ ิกส)์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6
เล่ม 6
3.2 นักเรียนและครรู ว่ มกนั อภปิ รายแสดงความเห็น ซ่ึงไดข้ ้อสรปุ ดงั นี้
สัญญาณขอ้ มลู ทใี่ ชใ้ นการสื่อสาร มี 2 ชนดิ คือ สญั ญาณแอนะล็อก (analog signal) และสญั ญาณ
ดจิ ทิ ัล (digital signal)