1
อาการะวตั ตาสูตร
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพทุ ธสั สะ
(๓ จบ)
พทุ ธงั สะระณัง คจั ฉามิ
ธมั มงั สะระณัง คจั จามิ
สังฆงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทตุ ิยมั ปิ พทุ ธงั สะระณัง คจั ฉามิ
ทุติยมั ปิ ธมั มงั สะระณัง คจั ฉามิ
ทุติยมั ปิ สงั ฆงั สะระณัง คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ พทุ ธงั สะระณัง คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ ธมั มงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ สังฆงั สะระณัง คจั ฉามิ.
2
เอวมั เม สุตงั เอกงั สะมะยงั ภะคะวา ราชะคะเห
วิหะระติ คิชฌะกเู ฎ ปัพพะเต เตนะ โข ปะนะ
สะมะเยนะ สัพพะสัตตานงั พุทธะคุโณ ธมั มะคุโณ สงั ฆะคุโณ
อายสั มา อานนั โท อะนุรุทโธ
สารีปตุ โต โมคคลั ลาโน มะหิทธิโก มหานุภาเวนะ สัตตานงั
เอตะทะโวจะ ฯ
เตือนใจตนคนต้องตาย
ในโลกนFีมีใครไมต่ ายบา้ ง ตายเร็วบา้ งชา้ บา้ งอยา่ งทเีL ห็น
บาปและบุญหนุนนาํ เป็นกรรมเวร มองใหเ้ ห็นความจริงสิLงไดม้ า
เมLือไมต่ ายท่านทFงั หลายอยา่ ประมาท อยา่ ไดพ้ ลาดในความดีทีL
ควรหา ทFงั ใหท้ านรักษาศีลภาวนา ตายไม่ว่าถา้ มีธรรมคFาํ จุนใจ
3
ในโลกนFีมีใครไมต่ ายบา้ ง ถึงรูปร่างจะสวยงามสกั เพียงไหน
ยศสูงศกั ดVิหรือมงLั มีกว่าใครใคร หนีไม่ไดก้ ต็ อ้ งตายวายชีวนั
คิดถึงตายมนั ช่วยคลายไม่ใหต้ ิด ชวนให้คดิ ถึงความจริงสLิงทีL
เห็น แมแ้ ตเ่ ราก็ตอ้ งตายใจเยน็ เยน็ ฝึกให้เป็นตายก่อนตายสบาย
เอย.
อนงฺคโณภิกฺขุ อทุ ยานธรรมดงยาง
ธรรมะอยทู่ Lีใจ ตายเมLือไหร่กไ็ มก่ ลวั ตายแซบๆ
คาํ อาราธนาศีล ๘
มะยงั ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อฏั ฐะ สีลานิ ยาจามะ
ทตุ ิยัมปิ มะยงั ภนั เต ติสะระเณนะ สะหะ อฏั ฐะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยงั ภนั เต ติสะระเณนะ สะหะ อฏั ฐะ สีลานิ ยาจามะ
4
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพทุ ธัสสะ (๓
จบ)
พทุ ธงั สะระณัง คจั ฉามิ
ธมั มงั สะระณงั คจั ฉามิ
สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทตุ ิยมั ปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทุติยมั ปิ ธมั มงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทุติยมั ปิ สังฆงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะตะยมั ปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ ธมั มงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ สังฆงั สะระณัง คจั ฉามิ
5
(พระท่านว่า) ติสะระณะคะมะนงั นฏิ ฐิตัง
(รับว่า) อามะ ภนั เต.
(ว่าตามพระดังนี)J
๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยามิ ฯ
๒. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยามิ ฯ
๓. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยามิ ฯ
๔ มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยามิ ฯ
๕.สุราเมระยะมชั ชะปะมาทฏั ฐานา เวระมะณี สิกขาปะทงั
สะมาทิยามิ ฯ
๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยามิ ฯ
๗. นจั จะ,คตี ะ,วาทติ ะ, วิสูกะ,ทสั สะนา มาลาคนั ธะ,วเิ ลปะนะ
,ธาระณะ,มณั ฑะนะ,วิภูสะ,นฏั ฐานา เวระมะณี สิกขาปะทงั
สะมาทิยามิ ฯ
6
(หยดุ เพยี งเท่าน)ีJ ตอนนFี พระสงฆจ์ ะว่า
อมิ านิ อฏั ฐะ สิกขาปะทานิ อโุ ปสะถะวะเสนะ มะนะสิกริตะวา
สาธุกงั อปั ปะมาเทนะ รักขิตพั พานิ ฯ
(รับพร้อมกนั ว่า) อามะ ภนั เต (พระสงฆว์ า่ ต่อ)
สีเลนะ สุคะตงิ ยนั ติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา
สีเลนะ นิพพตุ ิง ยันติ ตสั มา สีลงั วิโสธะเยฯ
(รับพร้อมกนั ว่า) อิมานิ อฏั ฐะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ
(๓ ครFัง)
เมืLอน้อยสู้ทนทุกข์ จะได้สุขในบJนั ปลาย
เมืLอน้อยสุขสบาย จะได้ร้ายเมืLอปลายมือ.
7
บทสวดมนต์ระลกึ ถึงพระพทุ ธเจ้า
อิธะ ตะถาคะโต โลเก อปุ ปัชชะติ พระตถาคตเจา้ เกิดขFึนในโลก
นFี
อะระหัง เป็นผไู้ กลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ ตรัสรู้ชอบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง
วชิ ชาจะระณะสัมปันโน เป็นผถู้ ึงพร้อมดว้ ยวิชชาและจะระณะ
สุคะโต เป็นผไู้ ปแลว้ ดว้ ยดี
โลกะวทิ ู เป็นผรู้ ู้โลกอยา่ งแจม่ แจง้
อะนุตตะโร ปรุ ิสะทัมมะสาระถิ เป็นผสู้ ามารถฝึกคนทีLควรฝึก
อยา่ งไม่มีใครยLิงกว่า
สัตถา เทวะมะนุสสานงั เป็นครูของเทวดาและมนุษยท์ Fงั หลาย
พทุ โธ เป็นผรู้ ู้ ผตู้ นLื ผเู้ บิกบาน
ภะคะวา เป็นผมู้ ีความจาํ เริญ จาํ แนกคาํ สLงั สอนสัตว์
โส อมิ ัง โลกงั พระตถาตตนFนั ทาํ ให้แจง้ ซLึงโลกนFี
8
สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกงั สัสสะมะณะพราหมะณงิ
กบั ทFงั เทวดา มาร พรหม หมสู่ ตั ว์ พร้อมทFงั สมณพราหมณ์
ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง เทวดาพร้อมมนุษย์
สะยงั อภญิ ญา
สัจฉิกตั วา ปะเวเทติ ดว้ ยปัญญาอนั ยLงิ เองแลว้
สอนผอู้ ีLนให้รู้แจง้ ตาม
โส ธัมมงั เทเสติ ตถาคตนFนั แสดงธรรม
อาทกิ ลั ยาณงั
มัชเฌกัลยาณงั ไพเราะในเบFืองตน้
ไพเราะในท่ามกลาง
ปริโยสานะกัลยาณงั ไพเราะในทีLสุด
สาตถงั สะพยญั ชะนงั เกวะละปริปณุ ณัง ปริสุทธงั พรัหมจะริยัง
ปะกาเสสิ ทรงประกาศพรหมจรรยค์ ือแบบแห่งการปฏิบตั ิอนั
ประเสริฐ บริสุทธVิ บริบูรณ์สิFนเชิง พร้อมทFงั อรรถะพร้อมทFงั
พยญั ชนะ ดงั นFี
(บาลี อปุ ริ.ม. ๑๔/๑๗/๑๖)
9
บทพเิ ศษเสริม
พุทธงั ชีวติ งั ยาวะนิพพานงั สะระณัง คจั ฉามิ
นตั ถิ เม สะระณงั วะรัง เอเตนะ สัจจะวชั เชนะ โหตุ เม ชะยะมงั
คะลงั ฯ
บทสวดระลกึ ถงึ พระธรรม
สวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม
พระธรรม เป็นสLิงทีLพระผมู้ ีพระภาคเจา้ ไดต้ รัสไวด้ ีแลว้
สันทิฏฐิโก เป็นสLิงทLีผศู้ ึกษาและปฏิบตั ิพงึ เห็นไดด้ ว้ ยตนเอง
อะกาลโิ ก เป็นสLิงทLีปฏิบตั ิไดแ้ ละให้ผลไดไ้ ม่จาํ กดั กาล
เอหปิ ัสสิโก เป็นสิLงทีLควรกลา่ วกะผอู้ นLื ว่าทา่ นจงมาดูเถิด
โอปะนะยโิ ก เป็นสิLงทLีควรนอ้ มเขา้ มาใส่ตวั
10
ปัจจัตตงั เวทิตัพโพ วิญgูหีติ เป็นสิLงทีLผรู้ ู้ก็รู้ไดเ้ ฉพาะตน ดงั นFี
บทพเิ ศษ เพมิL เตมิ
ธมั มงั ชีวติ งั ยาวะนิพพานงั สะระณงั คจั ฉามิ
นตั ถิ เม สะระณงั อญั ญงั ธมั โม เม สะระณงั วะรัง เอเตนะ
สัจจะวชั เชนะ โหตุ เม ชะยะมงั คะลงั ฯ
บทสวดมนต์ระลกึ ถงึ พระสงฆ์
สุปะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ เป็นผปู้ ฏบิ ตั ดิ ีแลว้
อชุ ุปฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆส์ าวกของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ เป็นผปู้ ฏบิ ตั ิตรงแลว้
11
ญายะปฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆส์ าวกของพระผู้
มีพระภาคเจา้ เป็นผปู้ ฏิบตั เิ พLือรู้ธรรมเป็นเครืLองออกจากทกุ ข์
แลว้
สามีจปิ ฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ พระสงฆส์ าวกของ
พระผมู้ ีพระภาคเจา้
ยะทิทัง ไดแ้ ก่บคุ คลเหล่านFีคอื
จตั ตาริ ปรุ ิสะยคุ านิ อัฏฐะ ปรุ ิสะปุคคะลา
คแู่ ห่งบรุ ุษ ๔ คู่ นบั เรียงบุรุษ ไดแ้ ปดบรุ ุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
นนLั แหละสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเจา้
อาหุเนยโย เป็นสงฆค์ วรแก่สักการะทีLเขานาํ มาบูชา
ปาหุเนยโย เป็นสงฆค์ วรแก่สกั การะทีLเขาจดั ไวต้ อ้ นรับ
ทักขเิ ณยโย เป็นสงฆค์ วรรบั ทกั ษณิ าทาน
อัญชะลกี ะระณีโย เป็นสงฆท์ ทLีบคุ คลทวัL ไปจะพงึ ทาํ อญั ชะลี
อนุตตะรัง ปญุ ญกั เขตตัง โกกสั สาต.ิ เป็นสงฆท์ ีLเป็นนาบญุ ของ
โลก ไม่มีนาบุญอืLนยิงL กวา่ ดงั นFี
12
บทพเิ ศษ เพมLิ เตมิ
สงั ฆงั ชีวิตงั ยาวะนิพพานงั สะระณัง คจั ฉามิ
นตั ถิ เม สะระณงั อญั ญงั พทุ โธ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ
สจั จะวชั เชนะ โหตุ เม ชะยะมงั คะลงั
นตั ถิ เม สะระณงั อญั ญงั ธมั โม เม สะระณงั วะรัง เอเตนะ
สจั จะวชั เชนะ โหตุ เม ชะยะมงั คะลงั
นตั ถิ เม สะระณัง อญั ญงั สงั โฆ เม สะระณงั วะรัง เอเตนะ
สจั จะวชั เชนะ โหตุ เม ชะยะมงั คะลงั
13
พุทธงั สะระณัง คจั ฉามิ
ธมั มงั สะระณัง คจั ฉามิ
สังฆงั สะระณัง คจั ฉามิ
ทุติยมั ปิ พุทธงั สะระณัง คจั ฉามิ
ทตุ ิยมั ปิ ธมั มงั สะระณัง คจั ฉามิ
ทุติยมั ปิ สังฆงั สะระณัง คจั ฉามิ
ตะตะยมั ปิ พทุ ธงั สะระณังคจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ ธมั มงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ สงั ฆงั สะระณัง คจั ฉามิ
อชั ชะ อาทิง กตั วา อะหงั พุทธสั สะ อตั ตานงั
นิยยาเทมิ ฯ อชั ชะ อาทิง กตั วา อะหงั ธมั มสั สะ อตั ตานงั นิยยา
เทมิ ฯ อชั ชะ อาทิง กตั วา อะหงั สงั ฆสั สะ อตั ตานงั นิยยาเทมิฯ
อชั ชะ อาทิง กตั วา อะหงั พุทธสั สะ อนั เตวาสิโก โหมิ ฯอชั ชะ
14
อาทิง กตั วา อะหงั ธมั มสั สะ อนั เตวาสิโก โหมิ ฯ อชั ชะ อาทิง
กตั วา อะหงั สงั ฆสั สะ อนั เตวาสิโก โหมิ
อติ ิ มงั ธาเรถาติ ทตุ ิยมั ปิ อติ ิ มงั ธาเรถาติ
ตะติยมั ปิ อติ ิ มงั ธาเรถาติ โส ภะคะวา
อนั ว่ารูปร่างตนตวั ขา้ พเจา้ อติ ปิ ิ คอื วา่ อมิ ินา
การะเณนะ ดว้ ยเหตุนFีจึงไดช้ Lือว่าอะระหงั ปิ ยงั สะมะนุปัสสิตงุ
เอตงั มะมะ เอโสหะมัสมิ เอโส เม อตั ตาติ โนเหตัง ภนั เต สาธุ
บทแก้ความหวาดกลวั
อรัญเญ รุกขมเู ล วา สุญญาคาเรวะ ภกิ ขะโว
ภิกษุทFงั หลาย เมืLอเธอทFงั หลายอยใู่ นป่ าหรือโคนไม้ หรือยใู่ น
เรือนวา่ งกต็ าม
15
อะนุสสะเรถะ สัมพทุ ธงั ภะยัง ตมุ หากัง โน สิยา
พึงระลึกกถึงพระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ เถิด ความกลวั กจ็ ะไมพ่ ึงมีแก่
พวกเธอทFงั หลาย
โน เจ พทุ ธงั สะเรยยาถะ โลกะเชฏฐัง นะราสะภัง
แตถ่ า้ เธอทFงั หลาย ระลึกถึงพระพทุ ธเจา้ ซLึงเป็นผเู้ จริญแห่งโลก
เป็นผปู้ ระเสริฐแห่งนรชน มิไดไ้ ซร้
อะถะ ธมั มงั สะเรยยาถะ นยิ ยานกิ ัง สุเทสิตัง ก็พึงระลึกถึงพระ
ธรรม อนั เป็นเครืLองนาํ ออกจากทกุ ข์
ทLีเราแสดงไวด้ ีแลว้ เถิด
โน เจ ธมั มงั สะเรยยาถะ นิยยานกิ ัง สุเทสิตงั
แตถ่ า้ เธอทFงั หลาย ระลึกถึงพระธรรมอนั เป็นเครืLองนาํ ออกจาก
ทกุ ขท์ ีเL ราแสดงดีแลว้ มิไดไ้ ซร้
16
อะถะ สังฆัง สะเรยยาถะ ปญุ ญักเขตตัง อะนุตตะรัง
กพ็ ึงระลึกถึงพระสงฆ์ ผเู้ ป็นเนFือนาบุญของโลก ไมม่ ีนาบญุ อLืน
ยงิL กว่าเถิด
เอวัง พุทธงั สะรันตานัง ธมั มัง สังฆัญจะ ภกิ ขะโว
ภิกษุทFงั หลาย เมืLอเธอทFงั หลายระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และ
พระสงฆอ์ ยอู่ ยา่ งนFี
ภะยัง วา ฉัมพติ ัตตัง วา โลมะหังโส นะ เหสสะติ
ความกลวั ก็ดี ความหวาดสะดุง้ ก็ดี ความขนพองสยองเกลา้ ก็ดี
จกั ไม่มีเลย ดงั นFี
บาลี สคาถ. ส.ํ ๑๕/๓๒๓/๘๖๖
17
บทสวด ปฏิจจสมุปปาท
อิธะ ภกิ ขะเว อะริยะสาวะโก ปะฏิจจะสมุปปาทัญเญวะ สาธกุ ัง
โยนโิ สมะนะสิกะโรติ
ภิกษุทFงั หลาย อริยสาวกในพระธรรมวินยั นFี ยอ่ มกระทาํ ไวใ้ นใจ
โดยแยบคายเป็นอยา่ งดี ซLึงปฏิจจะสมปุ บาทนนLั เทียว ดงั นFีว่า
อมิ ัสมงิ สะติ อทิ ัง โหติ เมLือสLิงนีมJ ี สิLงนียJ ่อมมี
อิมัสมุปปาทา อทิ งั อุปปัชชะติ เพราะความเกิดขFนึ แห่งสิLงนFี สิLง
นFีจึงเกิดขFนึ
อมิ สั มงิ อะสะติ อทิ ัง นะ โหติ เมืLอสLิงนFีไมม่ ี สLิงนFียอ่ มไม่มี
อมิ ัสสะ นโิ รธา อทิ ัง นริ ุชฌะติ เพราะความดบั ไปแห่งสิLงนFี สLิงนFี
จึงดบั ไป
ยะทิทัง ไดแ้ ก่สิLงเหลา่ นFี คอื
อวิชชาปัจจะยา สังขารา เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจยั จึงมีสังขาร
สังขาราปัจจะยา วญิ ญาณัง เพราะมีสังขารเป็นปัจจยั จึงมี
วิญญาณ
18
วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจยั จึงมี
นามรูป
นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนงั เพราะมีนามรูปเป็นปัจจยั จงึ
มีสฬายะตะนะ
สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส เพราะมีสะฬายะตะนะเป็นปัจจยั
จึงมีผสั สะ
ผสั สะปัจจะยา เวทะนา เพราะมีผสั สะเป็นปัจจยั จึงมเี วทะนา
เวทะนาปัจจะยา ตัณหา เพราะมีเวทะนาเป็นปัจจยั จึงมีตณั หา
ตัณหาปัจจะยา อปุ าทานัง เพราะมีตณั หาเป็นปัจจยั จึงมี
อุปาทาน
อปุ าทานะปัจจะยา ภะโว เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจยั จึงมีภพ
ภะวะปัจจะยา ชาติ เพราะมีภพเป็นปัจจยั จงึ มีชาติ
ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปา
ยาสา สัมภะวันติ เพราะมีชาติเป็นปัจจยั ชะรามรณะ โสกะ
ปริเทวะทกุ ขะโทมะนสั สุปายาสะทFงั หลายจึงเกดิ ขFนึ ครบถว้ น
19
เอวะเมตสั สะ เกวะลสั สะ ทุกขกั ขนั ธสั สะ สะมทุ ะโย โหติ ความ
เกิดขFึนพร้อมแห่งกองทุกขท์ Fงั สิFนนFี ยอ่ มมีดว้ ยอาการอยา่ งนFี
อะวชิ ชายะเตววะ อะเสสะวิราคะนโิ รธา สังขาระนโิ รโธ เพราะ
ความจางคลายดบั ไปโดยไม่เหลือแห่งอวชิ ชานFนั นนัL เทียว จึงมี
ความดบั แห่งสงั ขาร
สังขาระนโิ รธา วญิ ญาณะนโิ รโธ เพราะมีความดบั แห่งสังขาร จึง
มีความดบั แห่งวญิ ญาณ
วญิ ญาณะนิโรธา นามะรูปะนโิ รโธ เพราะมีความดบั แห่ง
วิญญาณ จึงมีความดบั แห่งนามรูป
นามะรูปะนโิ รธา สะฬายะตะนะนิโรโธ
เพราะมีความดบั แห่งนามรูป จึงมคี วามดบั แห่งสะฬายะตะนะ
สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนโิ รโธ เพราะมีความดบั แห่งสะฬา
ยะตะนะ จึงมีความดบั แห่งผสั สะ
ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ เพราะมีความดบั แห่งผสั สะ จึงมี
ความดบั แห่งเวทะนา
20
เวทะนานโิ รธา ตัณหานโิ รโธ เพราะมีความดบั แห่งเวทนา จึงมี
ความดบั แห่งตณั หา
เอวะเมตสั สะ เกวะลสั สะ ทุกขกั ขนั ธสั สะ นิโรโธ โหตีติ.
ความดบั ลงแหงกองทุกขท์ Fงั สิFนนFี ยอ่ มมี ดว้ ยอาการอยา่ งนFี ดงั นFี
บาลี นิทาน ส.ํ ๑๖/๘๕/๑๕๙
บทสวด อริยมรรคมอี งค์แปด
กะตะมญั จะ ภกิ ขะเว ทุกขะนโิ รธะคามินี
ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง
ภิกษุทFงั หลาย ก็อริยะสัจ คอื หนทางเป็นเครืLองใหถ้ ึงความดบั ไม่
เหลือแห่งกองทุกขเ์ ป็นอยา่ งไรเลา่
อะยะเมวะ อะริโย อฏั ฐังคิโก มคั โค เสยยะถีทัง
คือ หนทางอนั ประกอบดว้ ยองคแ์ ปดอนั ประเสริฐนFีเอง องค์
แปด คือ
21
สัมมาทฏิ ฐิ สัมมาสังกปั โป
ความเห็นชอบ ความดาํ ริชอบ
สัมมาวาจา สัมมากัมมนั โต สัมมาอาชีโว
วาจาชอบ การงานชอบ อาชีวะชอบ
สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ
ความเพยี รชอบ ความระลึกชอบ ความตFงั ใจชอบ
กะตะมา จะ ภกิ ขะเว สัมมาทฏิ ฐิ ภิกษุทFงั หลาย ความหน็ ชอบ
เป็นอยา่ งไร
ยัง โข ภิกขะเว ทุกเข ญาณงั ภิกษุทFงั หลาย ความรู้ในทุกข์
ทุกขะสะมุทะเย ญาณัง ความรู้ในเหตใุ ห้เกิดทุกข์
ทุกขะนโิ รเธ ญาณงั ความรู้ในความดบั ไม่เหลือแห่งทกุ ข์
ทุกขะนโิ รธะคามนิ ยิ า ปะฏิปะทายะ ญาณัง
22
ความรู้ในหนทางเป็นเครLืองให้ถึงความดบั ไมเ่ หลือแห่งทุกข์
อะยัง วจุ จะติ ภกิ ขะเว สัมมาทฏิ ฐิ ภิกษทุ Fงั หลาย นFีเราเรียกวา่
ความเห็นชอบ
กะตะโม จะ ภกิ ขะเว สัมมาสังกปั โป
ภิกษทุ Fงั หลาย ความดาํ ริชอบ เป็นอยา่ งไร
เนกขัมมะสังกัปโป ความดาํ ริในการออกจากกาม
อัพยาปาทะสังกัปโป ความดาํ ริในการไม่ประมาท
อะวหิ ิงสาสังกปั โป ความดาํ ริในการไม่เบียดเบียน
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สมั มาสงั กปั โป
ภิกษทุ Fงั หลาย นFีเราเรียกว่า ความดาํ ริชอบ
กะตะมา จะ ภิกขะเว สัมมาวาจา
ภิกษุทFงั หลาย วาจาชอบ เป็นอยา่ งไร?
มสุ าวาทา เวระมะณี เจตนาเป็นเหตุเวน้ จากการพูดเทจ็
ปิ สุณายาะ วาจายะ เวระมะณี เจตาเป็นเหตงุ ดเวน้ จากการพูด
ให้แตกกนั
23
ผะรุสายะ วาจายะ เวระมะณี เจตนาเป็นเหตงุ ดเวน้ จากการพดู
หยาบ
สัมผัปปะลาปา เวระมะณี
เจตนาเป็นเหตงุ ดเวน้ จากการพดู เพอ้ เจา้
อะยงั วุจจะติ ภกิ ขะเว สัมมาวาจา
ภิกษทุ Fงั หลาย นFีเราเรียกวา่ วาจาชอบ
กะตะโม จะ ภกิ ขะเว สัมมากมั มนั โต
ภิกษทุ Fงั หลาย การงานชอบเป็นอยา่ งไร?
ปาณาตปิ าตา เวระมะณี
เจตนาเป็นเหตุงดเวน้ จาการฆ่าสตั ว์
อะทนิ นาทานา เวระมะณี
เจตนาเป็นเหตุงดเวน้ จากการถือเอาสิLงของทเีL จา้ ของไม่ไดใ้ ห้
กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี
เจตนาเป็นเหตงุ ดเวน้ จากการประพฤติผดิ ในกามทFงั หลาย
อะยงั วจุ จะติ ภกิ ขะเว สัมมากัมมันโต
ภิกษทุ Fงั หลาย นFีเราเรียกวา่ การงานชอบ
24
กะตะโม จะ ภกิ ขะเว สัมมาอาชีโว?
ภิกษทุ Fงั หลาย อาชีวะชอบเป็นอยา่ งไร?
อิธะ ภกิ ขะเว อะริยะสาวะโก มิจฉาอาชีวงั ปะหายะ ภิกษุ
ทFงั หลาย อะริยะสาวกในธรรมวินยั นFี ละการหาเลFียงชีพทีLผดิ เสีย
สัมมาอาชีเวนะ ชีวกิ ัง กปั เปติ
สาํ เร็จความเป็นอยดู่ ว้ ยการหาเลFียงชีพทLีชอบ
อะยัง วุจจะติ ภกิ ขะเว สัมมาอาชีโว
ภิกษทุ Fงั หลาย นFีเราเรียกว่า อาชีพชอบ
อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ขุ อะนุปปันนานงั ปาปะกานัง อะกุสะลานงั
ธมั มานัง อะนุปปาทายะ ฉันทงั ชะเนติ วายะมะติ วิริยงั
อาระภะติ จติ ตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ
ภิกษทุ Fงั หลาย ภิกษุในธรรมวนิ ยั นFี ยอ่ มปลูกความพอใจ ยอ่ ม
พยายาม ยอ่ มปรารภควาเพียร ยอ่ มประคองจติ ยอ่ มตFงั จิตไว้ เพืLอ
25
ความไมบ่ งั เกิดแห่งอกุศลธรรมอนั เป็นบาปทFงั หลาย ทLียงั ไม่ได้
บงั เกิด
อปุ ปันนานัง ปาปะกานงั อะกุสะลานงั ธมั มานงั ปะหายะ ฉันทงั
ชะเนติ วายะมะติ วริ ิยัง อาระภะติ จติ ตงั ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ
ยอ่ มปลกู ความพอใจ ยอ่ มพยายาม ยอ่ มปรารภความเพียร ยอ่ ม
ประคองจิต ยอ่ มตFงั จิตไว้ เพือL การละเสีย ซLึงอะกศุ ลธรรมอนั เป็น
บาปทFงั หลายทบLี งั เกิดขFนึ
อะนุปปันนานงั กุสะลานัง ธมั มานงั อปุ ปาทายะ ฉันทัน ชะเนติ
วายะมะติ วริ ิยงั อาระภะติ จิตตงั ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ
ยอ่ มปลกู ความพอใจ ยอ่ มพยายายาม ยอ่ มปรารภความเพยี ร
ยอ่ มประคองจติ ยอ่ มตFงั จติ ไว้ เพLอื การบงั เกิดขFนึ แห่งกศุ ลธรรม
ทFงั หลายทLียงั ไม่ไดบ้ งั เกิด
26
อะนุปปนั นานงั กุสะลานัง ธมั มานงั ฐิติยา อะสัมโมสายะ ภิยโย
ภาวายะ เวปลุ ลายะ ภาวะนายะ ปาริปรู ิยา ฉันทนั ชะเนติ วายะ
มะติ วิริยัง อาระภะติ จติ ตัง ปัคคณั หาติ ปะทะหะติ
ยอ่ มปลูปความพอใจ ยอ่ มพยายาม ยอ่ มปรารภความเพียร ยอ่ ม
ประคองจิต ยอ่ มตFงั จติ ไว้ เพLอื ความยงLั ยืน ความไม่เลอะเลือน
ความงอกงามยงิL ขFึน ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเตม็ รอบ
แห่งกุศลธรรมทFงั หลายทLบี งั เกิดขFนึ แลว้ ว
อะยงั วุจจะติ ภกิ ขะเว สัมมาวายาโม
ภิกษทุ Fงั หลาย นFีเราเรียกว่า ความเพยี รชอบ
กะตะมา จะ ภกิ ขะเว สัมมาสะต?ิ
ภิกษุทFงั หลาย ความระลึกชอบเป็นอยา่ งไร?
อธิ ะ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วหิ ะระติ
27
ภิกษุทFงั หลาย ภิกษุในธรรมวนิ ยั นFี เป็นผมู้ ีปกติพจิ ารณาเห็นกาย
ในกายอยู่
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วเิ นยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนสั สัง
มีความเพียรเครืLองเผากิเลส มีความรู้สึกตวั ทวัL พร้อม มีสติ นาํ
ความพอใจ และควาไมพ่ อใจในโลกออกเสียได้
เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วหิ ะระติ
เป็นผมู้ ีปกติพจิ ารณาเวทนาในเวทนาทFงั หลายอยู่
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วเิ นยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพยี รเครLืองเผากิเลส มีความรู้สึกตวั ทวัL พร้อม มีสติ นาํ
ความพอใจ และความไม่พอใจในโลกออกเสียได้
จติ เต จิตตานุปัสสี วหิ ะระติ
เป็นผมู้ ีปกติพจิ ารณาเห็นจิตในจิตอยู่
28
อาตาปี สัมปะชาโน สตมิ า วิเนยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนัสสัง
มีความเพยี รเครLืองเผากิเลส มีความรู้สึกตวั ทวัL พร้อ มีสติ นาํ
ความพอใจ และความไมพ่ อใจในโลกออกเสียได้
ธัมเมสุ ธมั มานปุ ัสสี วหิ ะระติ
เป็นผมู้ ีปกติพจิ ารณาเห็นธรรม ในธรรมทFงั หลายอยู่
อาตาปี สัมปะชาโน สตมิ า วเิ นยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนสั สัง
มีความเพียรเครืLองเผากิเลส มีความรู้สึกตวั ทวLั พร้อม มีสติ นาํ ค
วาพอใจและไม่พอใจในโลกออกเสียได้
อะยงั วจุ จะติ ภิกขะเว สัมมาสติ
ภิกษุทFงั หลาย นFีเราเรียกว่า ความระลึกชอบ
กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาสะมาธ?ิ
ภิกษทุ Fงั หลาย ความตFงั ใจมนLั เป็นอยา่ งไร?
29
อธิ ะ ภิกขะเว ภิกขุ ววิ จิ เจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธมั เมหิ
ภิกษทุ Fงั หลาย ภิกษใุ นธรรมวินยั นFี สงดั แลว้ จากกามทFงั หลาย
สงดั แลว้ จากอกศุ ลธรรมทFงั หลาย
สะวิตกั กงั สะวจิ ารัง วิเวกะชัง ปี ติสุขัง ปะฐะมงั ฌานงั อุ
ปะสัมปัชชะ วหิ ะระติ
เขา้ ถึงฌานทีLหนLึง อนั มีวิตกวิจาร มีปี ติและสุขอนั เกิดแตว่ เิ วก
แลว้ แลอยู่
วติ กั กะวจิ ารานงั วูปะสะมา อัชฌตั ตงั สัมปะสาทะนงั เจตะโส
เอโกทภิ าวัง อะวิตกั กงั อะวิจารัง สะมาธิชัง ปี ตสิ ุขัง ทตุ ยิ งั
ฌานงั อปะสัมปัชชะ วิหะระติ
เพราะวิตกวิจารราํ รับลง เธอเขา้ ถงึ ฌานทLีสอง อนั เป็นเครืLองผอ่ ง
ใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอนั เอกผดุ ขFึน ไม่มีวติ ก
ไมม่ ีวจิ าร มีแตป่ ี ติและสุขอนั เกิดแต่สมาธิ แลว้ แลอยู่
30
ปี ตยิ า จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ สะโต จะ สัมปะชาโน
สุขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ ยันตงั อะริยา อาจกิ ขันติ อุ
เปกขะโก สะติมา สุขวิหารีติ ตะตยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ
วหิ ะระติ
เพราะปี ตีจางหายไป เธอเป็นผเู้ พง่ เฉยอยไู่ ด้ มีสติ มีความรู้สึกตวั
ทวLั พร้อม และไดเ้ สวยสุข ดว้ ยนามกาย ยอ่ มเขา้ ถึงฌานทLีสาม
อนั เป็นฌานทีLพระอริยเจา้ ทFงั หลายกล่าวสรรเสริญผไู้ ดบ้ รรลุวา่
เป็นผเู้ ฉยอยไู่ ด้ มีสติ มีความเป็นอยเู่ ป็นปกติสุข แลว้ แลอยู่
สุขสั สะ จะ ปะหานา ทกุ ขสั สะ จะ ปะหานา ปพุ เพวะ โส
มะนัสสโทมะนสั สานงั อัตถงั คะมายะทกุ ขะมะสุขงั อุเปกขาสะ
ตปิ าริสุทธิง จะตตุ ถงั ฌานงั อปุ ะสัมปัชชะ วิหะระติ
เพราะละสุขและทุกขเ์ สียได้ ในกาลก่อน เธอยอ่ มเขา้ ถึงฌานทLีสีL
อนั ไม่ทกุ ขแ์ ละไมส่ ุข มีแต่สติอนั บริสุทธVิ เพราะอุเบกขา แลว้ แล
อยู่
31
อะยงั วจุ จะติ ภกิ ขะเว สัมมาสะมาธิ
ภิกษุทFงั หลาย นFีเราเรียกวา่ สัมมาสมาธิ
อิทงั วุจจะติ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี
ปะฏิปะทา อริยะสัจจัง
ภิกษทุ Fงั หลาย เหลา่ นFีแล เราเรียกว่า อริยสัจ คอื หนทางเป็น
เครLืองใหถ้ ึงความดบั ไมเ่ หลือแห่ทุกข์
บาลี มหา. ที. ๑๐/๓๔๓/๒๙๙
บทสวด อานาปานสติ
กะถงั ภาวติ า จะ ภิกขะเว อานาปานะสะติ
ภิกษุทFงั หลราย อานาปานสติ อนั บคุ คลเจริญแลว้ อยา่ งไร
กะถงั พะหุลีกะตา จัตตาโร สะตปิ ัฏฐาเน ปะริปูเรนติ
ทาํ ให้มากแลว้ อยา่ งไร จึงทาํ สติปัฏฐานทFงั สLีใหบ้ ริบรู ณ์ได้
32
(หมวดกายานุปัสสนา)
ยสั มงิ สะมะเย ภกิ ขะเว ภกิ ขุ ทฆี งั วา อัสสะสันโต ทฆี ัง อัสสะ
สาสมตี ิ ปะชานาติ
ภิกษุทFงั หลาย สมยั ใด ภิกษเุ มLือหายใจเขา้ ยาว ก็รู้ชดั วา่ เราหายใจ
เขา้ ยาว
ทฆี ัง วา ปัสสะสันโต ทีฆัง ปัสสะสามีติ
ปะชานาติ เมืLอหายใจออกยาว ก็รู้ชดั วา่ เราหายใจออกยาว
รัสสัง วา อสั สะสันโต รัสสัง อสั สะสามีติ
ปะชานาติเมืLอหายใจเขา้ สFนั กร็ ู้ชดั ว่าหายใจเขา้ สFนั
รัสสัง วา ปัสสะสันโต รัสสัง ปัสสะสามตี ิ
ปะชานาติ เมLือหายใจออกสFัน กร็ ูช้ ดั ว่าเราหายใจออกสFนั
สพั พะกายะปะฏิสังเวที อสั สะสิสสามีติ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะซLึงกายทFงั ปวง
หายใจเขา้
สัพพะกายะปะฏสิ ังเวที ปัสสิสสามีติ สิกขะติ
33
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะซLึงกายทFงั ปวง
หายใจออก
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามตี ิ
สิกขะติ ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผทู้ าํ กายสังขารให้
รํางบั หายใจเขา้
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ
สิกขะติ ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผทู้ าํ กายสังขารให้
รํางบั หายใจออก
กาเย กายานุปัสสี ภกิ ขะเว ตสั มงิ สะมะเย ภิกขุ
วหิ ะระติ
ภิกษทุ Fงั หลาย สมยั นFนั ภิกษุนFนั ชLือวา่ เป็นผเู้ ห็นกายในกายอยู่
เป็ นประจาํ
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพยี รเผากิเลส มีสัมปชญั ญะ มีสติ นาํ อภิชฌาและ
โทมนสั ในโลกออกเสียได้
34
กาเยสุ กายญั ญะตะราหัง ภิกขะเว เอตัง วะทามิ ยะทิทัง
อสั สาสะปัสสาสัง
ภิกษุทFงั หลาย เรายอ่ มกลา่ ว ลมหายใจเขา้ และลมหายใจออก วา่
เป็นกายอนั หนLึงๆในกายทFงั หลาย
ตสั มาติหะ ภิกขะเว กาเย กายานุปัสสี ตสั มิง สะมะเย ภิกขุ วหิ ะ
ระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะตมิ า
วเิ นยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
ภิกษทุ Fงั หลาย เพราะเหตนุ Fนั ในเรืLองนFี ภิกษนุ Fนั ยอ่ มชืLอวา่ เป็นผู้
เห็นกายในกายอยเู่ ป็นประจาํ มีความเพยี รเผากิเลส มี
สมั ปชญั ญะ มีสติ นาํ อภิชฌาและโทมะนสั ในโลกออกเสียได้
ในสมยั นFนั
(หมวดเวทนานุปัสสนา)
ยัสมงิ สะมะเย ภกิ ขะเว ภกิ ขุ ปี ตปิ ะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ
สิกขะติ
35
ภิกษุทFงั หลาย สมยั ใด ภิกษุยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผรู้ ู้
พร้อมเฉพาะซLึงปี ติ หายใจเขา้
ปี ติปะฏสิ ังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะซLึงปี ติ หายใจ
ออก
สุขะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ยอ่ มทาํ การฝึกหดั
ศึกษาว่า เราเป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะซLึงสุข หายใจเขา้
สุขะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ยอ่ มทาํ การฝึกหดั
ศึกษาวา่ เราเป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะซLึงสุข หายใจออก
จติ ตะสังขาระปะฏสิ ังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะซLึงจติ สงั ขาร
หายใจเขา้
36
จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ
สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะซLึงจติ สงั ขาร
หายใจออก
ปัสสัมภะยงั จติ ตะสังขารัง อสั สะสิสสามีติ
สิกขะติ ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผทู้ าํ จิตตสังขารให้
ราํ งบั หายใจเขา้
ปัสสัมภะยัง จติ ตะสังขารัง ปัสสะสิสสามตี ิ
สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผทู้ าํ จิตตสังขารใหร้ ํางบั อยู่
หายใจออก
เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี ภกิ ขะเว ตัสมงิ สะมะเย ภกิ ขุ วิหะระติ
37
ภิกษุทFงั หลาย สมยั นFนั ภิกษุชLือว่า เป็นผเู้ ห็นเวทนาในเวทนา
ทFงั หลายอยเู่ ป็นประจาํ
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชญั ญะ มีสติ นาํ อภิชฌาและโท
มะนสั ในโลกออกเสียได้
เวทะนาสุ เวทะนาญญะตะราหงั ภิกขะเว เอตัง วะทามิ ยะทิทงั
อสั สาสะปัสสาสานงั สาธุกงั มะนะสิการัง
ภิกษุทFงั หลาย เรายอ่ มกล่าว การทาํ ในใจเป็นอยา่ งดีต่อลมหายใจ
เขา้ และลมหายใจออกวา่ เป็นเวทนาอนั หนLึงๆ ในเวทนา
ทFงั หลาย
38
ตัสมาติหะ ภกิ ขะเว เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี ตสั มิง สะมะเย
ภกิ ขุ วหิ ะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะตมิ า วิเนยยะ โลเก
อะภิชฌาโทมะนัสสัง
ภิกษุทFงั หลาย เพราะเหตนุ Fนั ในเรLืองนFี ภิกษุนFนั ยอ่ มชLือว่า เป็นผู้
เห็นเวทนาในเวทนาทFงั หลายอยเู่ ป็นประจาํ มีควาเพยี รเผากิเลส
มีสมั ปะชญั ญะ มีสติ นาํ อภิชฌาและโทมะนสั ในโลกออกเสียได้
ในสมยั นFนั
ยัสมงิ สะมะเย ภกิ ขะเว ภกิ ขุ จติ ตะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามตี ิ
สิกขะติ
ภิกษทุ Fงั หลาย สมยั ใด ภิกษุยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผรู้ ู้
พร้อมเฉพาะซLึงจิต หายใจเขา้
39
จิตตะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามตี ิ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะซLึงจติ หายใจ
ออก
อะภปิ ปะโมทะยัง จิตตงั อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผทู้ าํ จิตใหป้ ราโมทยย์ งิL หายใจ
เขา้
อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผทู้ าํ จิตใหป้ ราโมทยย์ งLิ หายใจ
ออก
สะมาทะหัง จิตตงั อสั สะสิสสามตี ิ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผทู้ าํ จิตใหต้ Fงั มนLั หายใจเขา้
40
สะมาทะหงั จติ ตงั ปัสสะสิสสามตี ิ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผทู้ าํ จิตใหต้ Fงั มนัL หายใจออก
วโิ มจะยงั จติ ตัง อัสสะสิสสะสิสสามตี ิ สิกขะติ
เรายอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผทู้ าํ จิตใหป้ ล่อยอยู่ หายใจ
เขา้
วโิ มจะยัง จติ ตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ยอ่ มทาํ การฝึกหดั
ศึกษาว่า เราเป็นเป็นผทู้ าํ จิตใหป้ ล่อยอยู่ หายใจออก
จิตเต จิตตานุปัสสี ภกิ ขะเว ตัสมงิ สะมะเย ภกิ ขุ วิหะระติ
ภิกษทุ Fงั หลาย สมยั นFนั ภิกษชุ ืLอวา่ เป็นผเู้ ห็นจิตในจิตอยเู่ ป็น
ประจาํ
41
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วเิ นยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเผากิเลส มีสมั ปชญั ญะ มีสติ นาํ อภิชฌาและโท
มะนสั ในโลกออกเสียได้
นาหัง ภิกขะเว มุฏฐะสะตสิ สะ อะสัมปะชานัสสะ อานาปานะ
สติ วะทามิ
ภิกษทุ Fงั หลาย เราไมก่ ลา่ วอานาปานสติว่า เป็นสิLงทีLมีได้ แก่
บคุ คลทLีมีสติอนั ลืมหลงแลว้ ไมม่ ีสัมปชญั ญะ
42
ตสั มมาตหิ ะ ภกิ ขะเว จิตเต จติ ตานุปัสสี ตสั มิง สะมะเย ภิกขุ วิ
หะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะตมิ า วิเนยยะ โลเก อะภชิ ฌาโท
มะนัสสัง
ภิกษทุ Fงั หลาย เพราะเหตนุ Fนั ในเรืLองนFี ภิกษนุ Fนั ยอ่ มชืLอกวา่ เป็น
ผเู้ ห็นจิตในจิตอยเู่ ป็นประจาํ มีความเพยี รเผากิเลส มีสัมปชญั ญะ
มีสติ นาํ อภิชฌาและโทมะนสั ในโลกออกเสียได้ ในสมยั นFนั
ยสั มงิ สะมะเย ภิกขะเว ภกิ ขุ อะนจิ จานุปัสสี อสั สะสิสสามตี ิ
สิกขะติ
ภิกษุทFงั หลาย สมยั ใด ภิกษยุ อ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผู้
เห็นซLึงความไม่เทLียงอยเู่ ป็นประจาํ หายใจเขา้
อะนิจจานุปัสสี ปัสสะสิสสามตี ิ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผเู้ ห็นซLึงความไม่เทีLยงอยเู่ ป็น
ประจาํ หายใจออก
43
วริ าคานุปัสสี อสั สะสิสสามีติ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผเู้ ห็นซLึงความจางคลายอยเู่ ป็น
ประจาํ หายใจเขา้
วิราคานุปัสสี ปัสสะสิสสามตี ิ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาว่า เราเป็นผเู้ ห็นซLึงความจางคลายอยเู่ ป็น
ประจาํ หายใจออก
นโิ รธานุปัสสี อสั สะสิสสามีติ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผเู้ หน็ ซLึงความดบั ไมเ่ หลืออยู่
เป็นประจาํ หายใจเขา้
นิโรธานุปัสสี ปัสสะสิสสามตี ิ สิกขะตยิ อ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่
เราเป็นผเู้ ห็นซLึงความดบั ไมเ่ หลืออยเู่ ป็นประจาํ หายใจออก
44
ปะฏนิ สิ สัคคานุปัสสี อสั สะสิสสามตี ิ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผเู้ หน็ ซLึงความสลดั คนื อยเู่ ป็น
ประจาํ หายใจเขา้
ปะฏินสิ สัคคานปุ ัสสี ปัสสะสิสสามตี ิ สิกขะติ
ยอ่ มทาํ การฝึกหดั ศึกษาวา่ เราเป็นผเู้ ห็นซLึงความสลดั คนื อยเู่ ป็น
ประจาํ หายใจออก
ธัมเมสุ ธมั มานปุ ัสสี ภกิ ขะเว ตัสมงิ สะมะเย ภิกขุ วหิ ะระติ
ภิกษทุ Fงั หลาย สมยั นนFนั ภิกษชุ Lือวา่ เป็นผเู้ ห็นธรรมในธรรมส
ทFงั หลายอยเู่ ป็นประจาํ
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนสั สัง
มีความเพยี รเผากิเลส มีสัมปชญั ญะ มีสติ นาํ อภิชฌาและโท
มะนสั ในโลกออกเสียได้
45
โส ยนั ตัง อะภชิ ฌาโทมะนสั สานงั ปะหานงั ปัญญายะ ทสิ วา
สาธุกัง อัชฌุเปกขิตา โหติ
ภิกษุนFนั เป็นผเู้ ขา้ ไปเพง่ เฉพาะเป็นอยา่ งดีแลว้ เพราะเธอเห็น
การละอภิชฌาและโทมะนสั ทFงั หลายชองเธอนFนั ดว้ ยปัญญา
ตัสมาติหะ ภิกขะเว ธมั เมสุ ธัมมานุปัสสี ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ วิ
หะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะตมิ า วเิ นยยะ โลเก อะภชิ ฌาโท
มะนสั สัง
ภิกษทุ Fงั หลาย เพราะเหตนุ Fนั ในเรืLองนFี ภิกษนุ Fนั ยอ่ มชืLอว่า เป็นผู้
เห็นธรรมในธรรมทFงั หลายอยเู่ ป็นประจาํ มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชญั ญะ มีสติ นาํ อภิชฌาและโทมะนสั ในโลกออกเสียได้
46
เอวัง ภาวติ า โข ภิกขะเว อานาปานะสะติ
ภิกษทุ Fงั หลาย อานาปานสติ อนั บคุ คลเจริญแลว้ อยา่ งนFี
เอวัง พะหุลีกะตา จตั ตาโร สะติปัฏฐาเน ปะริปูเรนติ
ทาํ ใหม้ ากแลว้ อยา่ งนFีแล ชืLอวา่ ย่อทาํ สติปัฏฐานทFงั สีL ใหบ้ ริบรู ณ์
ได้
เอวงั ภาวติ ายะ โข ราหุละ อานาปานะสะติยา เอวงั พะหุลกี ะตา
ยะราหุล เมLือบคุ คลเจริญ กระทาํ ให้มากซLึงอานาปานสติอยา่ งนFี
แลว้
เยปิ เต จะริมะกา อสิ สาสปัสสาสา
ลมหายใจเขา้ และลมหายใจออก
อนั จะมีเป็นครFังสุดทา้ ยเมLือจะดบั จิตนFนั
เตปิ วิทิตาวะ นิรุชฌนั ติ โน อะวทิ ิตาติจะเป็นสิLงทีLเขารู้แจง้ แลว้
ดบั ไป หาใช่เป็นสิงทีLเขาไม่รู้แจง้ ไม่ ดงั นFี
บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๑๙๕/๒๘๙
บาลี ม.ม.๑๓/๑๔๒/๖๘๙
47
บทสวด เพืLอผ้เู จ็บป่ วยไข้
ยงั กิญจิ ภกิ ขะเว ทพุ พะลงั คลิ านะกงั ปัญจะ ธัมมา นะ วชิ ะหนั
ติ
ภิกษุทFงั หลาย ถา้ ธรรมหา้ ประการ ไม่เวน้ ห่างไปเสีย จากคนไข้
ทุพพลภาพคนใด
ตัสเสตัง ปาฏิกังขงั นะจิรัสเสวะ
ขอ้ นFีเป็นสLิงทีLเขาผนู้ Fนั พงึ หวงั ไดต้ อ่ การไมน่ านเทียว คอื
อาสะวานัง ขะยา อะนาสะวงั เจโตวมิ ตุ ติง ปัญญาวมิ ุตติง
เขาจกั กระทาํ ใหจ้ งั ไดซ้ Lึงเจโตวมิ ตุ ติ ปัญญาวมิ ตุ ติ อนั หาอาสวะ
มิได้
48
ทฏิ เฐวะ ธัมเม สะยงั อภญิ ญา สัจฉิกตั วา
อปุ ะสัมปัชชะ วิหะริสสะติ
เพราะความสิFนไปแห่งอาสวะทFงั หลาย ดว้ ยปัญญาอนั ยงLิ เอง
ในทิฏฐธรรมนFี เขา้ ถึงแลว้ แลอยตู่ ่อกาลไม่นานเทียว
กะตะเม ปัญจะ อิธะ ภกิ ขะเว ภิกขุ
ธรรมหา้ ประการนFนั เป็นอยา่ งไรเล่าภิกษุทFงั หลาย ภิกษใุ นธรรม
วินยั นFี
อะสุภานุปัสสี กาเย วิหะระติ
เป็นผมู้ ีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย
อาหาเร ปฏิกกลู ะสัญญี
เป็นผมู้ ีปกติสาํ คญั วา่ ปฏิกูลในอาหาร
สัพพะโลเก อะนะภิระตะสัญญี เป็นผมู้ ปี กติสาํ คญั ว่า ไม่น่ายนิ ดี
ในโลกทFงั ปวง
49
สัพพะสังเขาเรสุ อะนจิ จานุปัสสี
เป็นผมู้ ีปกติตามเห็นความไม่เทLียง ในสังขารทFงั หลาย
มะระณะสัญญา โข ปะนัสสะ อัชชัตตัง สุปัฏฐิตา โหติ
มีสติอนั ตนเขา้ ไปตFงั ไวด้ ีแลว้ ในกาย แลว้ เห็นการเกิดดบั ภายใน
ยงั กิญจิ ภิกขะเว ทพุ พะลงั คลานะกงั อเิ ม ปัญจะ ธัมมา นะ วชิ ะ
หันติ
ภิกษทุ Fงั หลาย ธรรมห้าประการไม่เวน้ ห่างเสียจากคนเจบ็ ไข้
ทุพพลภาพคนใด
ตัสเสตัง ปาฏกิ ังขงั นะรัสเสวะ
ขอ้ นFีเป็นสิLงทLีเขา้ ผนู้ Fนั พงึ หวงั ได้ ตอ่ กาลไมน่ านเทียว คอื
50
อาสะวานัง ขะยา อนาสะวงั เจโตวมิ ุตตงิ ปัญญาวมิ ุตติ เขาจกั
กระทาํ ให้แจงไดซ้ Lึงเจโตวมิ ุตติ ปัญญาวมิ ุตติได้
ทิฏเฐวะ ธัมเม สะยัง อะภญิ ญา สัจฉิกตั ะวา อปุ ะสัมปัชชะ วหิ ะ
ริสสตีติ
เพราะความนFินไปแห่งอาสวะทFงั หลาย ดว้ ยปัญญาอนั ยงLิ เอง
ในทฏิ ฐธรรมนFี เขา้ ถึงแลว้ แลอยู่ บาลี. ปญจก. ๒๒/๑๖๐/๑๒๑