The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดเรียนรู้ ศาสนประวัติ สค33088 ระดับ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by razu_liver, 2020-08-10 04:40:39

ชุดเรียนรู้ ศาสนประวัติ ระดับ ม.ปลาย

ชุดเรียนรู้ ศาสนประวัติ สค33088 ระดับ ม.ปลาย

กล่มุ สานักงาน กศน. จงั หวัดชายแดนใต้
สานักงาน กศน.

กระทรวงศกึ ษาธิการ

คำนำ

ชุดการเรียนรู้โปรแกรมวิชาเลือกอิสลามศึกษา ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มี 3 หมวดวิชา ประกอบด้วย 1) หมวดวิชาศาสนา ได้แก่รายวิชาอัลกุรอาน
อลั ฮะดษิ อัลอะกีดะฮฺ 2) หมวดวิชาสังคม ได้แก่ อัตตารีด อัลอัคลาก 3) หมวดวิชาภาษา ได้แก่ ภาษามลายู
ภาษาอาหรับ รายวิชาดังกล่าวจัดทาข้ึนเพ่ือให้ผู้สอนและผู้นาไปใช้เป็นแนวทางในการ จัดกระบวนการเรียนรู้
สาหรับผ้เู รียนทล่ี งทะเบียนเรียนรายวิชาดังกล่าว ในลักษณะการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยการศึกษาในความรู้
ด้วยตนเอง สอบถามผู้รทู้ างดา้ นศาสนา และเรยี นรจู้ ากโตะ๊ ครูในเนอื้ หายาก

ชุดการเรียนรู้ดังกล่าวพัฒนามาจากโครงสร้างหลักสูตรโปรแกรมวิชาเลือกอิสลามศึกษา โดยคณะ
ผู้จัดทาได้พยายามศึกษา รวบรวมสาระจากผู้ทรงคุณวุฒิ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ โดยคานึงถึงความสอดคล้อง
ของผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้เป็นหลัก ได้แก่จังหวัดปัตตานี
ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อาเภอของจังหวัดสงขลา (อาเภอจะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย) เป็นสาคัญ
อยา่ งไรก็ตามชดุ การเรยี นรดู้ ังกล่าวอาจจะยังไม่สมบูรณ์ จาเป็นต้องได้รับการปรับแก้หลังจากการนาไปทดลอง
ใช้เป็นระยะ ๆ กลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับคาแนะนาในการปรับปรุง
แก้ไขใหส้ ามารถนาไปใช้ในการจดั การเรียนรู้อย่างมคี วามสุขตอ่ ไป

ขอขอบคุณสานักงาน กศน. สานักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สานักงาน กศน.จังหวัดปัตตานี ยะลา
นราธิวาส สตูล สงขลา กศน.อาเภอ ในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ นายกสมาคมสถาบันศึกษา
ปอเนาะ สานักงานศึกษาธิการภาค 8 ผู้ทรงคุณวุฒิ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนประจาสถาบัน
ศึกษาปอเนาะ และผู้มีสว่ นเกี่ยวข้องทกุ คนท่ีมีส่วนชว่ ยผลกั ดนั ใหโ้ ปรแกรมวิชาเลอื กอิสลามศึกษารายวิชาต่างๆ
สาเร็จลุล่วงด้วยดี

กลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้
ธันวาคม 2560

สำรบัญ หนา้

บทท่ี 1 ประวตั ิศาสตร์ราชวงศอ์ ุมยั ยะฮฺ 1
บทที่ 2 ประวัติคอลีฟะฮ์ แห่งราชวงค์อมุ ัยยะฮ์ 12
บทท่ี 3 ราชวงศ์อมุ ยั ยะห์แหง่ อันดาลูเซีย สเปน 30
บทท่ี 4 อาณาจักรอบั บาสียะฮ์ 46
บทที่ 5 อาณาจักรอุษมานยี ะฮ์หรือออตโตมานเติรก์ 62
บทที่ 6 ความเปน็ มาของอิสลามตามภูมภิ าคตา่ งๆของโลก 77

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 1

บทที่ 1

ประวัติศาสตร์ราชวงศอ์ มุ ยั ยะฮฺ
(ปกครองตง้ั แต่ปี ฮ . ศ . 41-132 หรอื ค . ศ . 661-750)

หลงั จากท่านอาลี เคาะลีฟะฮ์อัรรอชิดูน คนท่ี 4 เสียชีวิต ท่านหะสัน บุตรของท่านอาลีได้รับเลือกตั้ง
เป็นเคาะลีฟะฮ์คนต่อไป แต่ดารงตาแหน่งเคาะลีฟะฮ์ได้ไม่ก่ีเดือนก็ยอมสละตาแหน่งเคาะลีฟะฮ์ให้แก่ท่าน
มุอาวียะฮ์ อิบนุ อบี สุฟยาน ทั้งน้ีเพ่ือให้เกิดความเป็นเอกภาพในรัฐอิสลาม พร้อมกับหลีกเล่ียงความแตกแยก
และการสญู เสยี เลือดระหวา่ งชาวมุสลมิ ด้วยกนั มากกว่านี้

ท่านมุอาวิยะฮ์เป็นเคาะลีฟะฮ์องค์แรกในราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ท่านสืบเชื้อสายจากตระกูล อุมัยยะห์
บุตรของอับดุซซัม ซ่ึงเป็นที่มาของคาว่า “ ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ” ในสมัยการปกครองของราชวงค์อุมัยยะฮ์
ท่านมอุ าวียะฮ์ ไดเ้ ปล่ยี นรูปแบบการปกครองจากสาธารณรัฐเป็นราชอาณาจักร ท่านทาให้ตาแหน่งเคาะลีฟะฮ์
กลายเป็นตาแหน่งกษัตริย์โดยการสืนสันติวงค์ ท่านได้ทรงแต่งต้ังยะซิด โอรสของท่านให้เป็นกษัตริย์ ต่อมา
การแต่งต้ังแบบนี้ได้กลายเป็นตัวอย่างการแต่งตั้งเคาะลีฟะฮ์มาตลอดราชวงค์อุมัยยะฮ์ ทั้งราชวงศ์อับบาสียะฮ์
และอื่นๆ อีกด้วย ดังน้ันอาจกล่าวได้ว่าท่านเปน็ ผูส้ ร้าง ตาแหนง่ กษัตรยิ โ์ ดยการสนื สันติวงคข์ ึน้ ในประวัติศาสตร์
ของอิสลาม การปกครองแบบประชาธิปไตยระหว่างเผ่าของเคาะลีฟะฮ์ท่านก่อนๆก็หมดสิ้นไป กลายเป็นการ
ปกครองแบบกษัตรยิ ์สมบูรณาญาสิทธริ าช

สภาพด้านสังคม

ในระหว่างสมัยของผู้ปกครองราชวงศ์อุมัยยะห์ท้ัง ๆ ท่ีมีระบบที่ไม่ดีงามอยู่มากมายแต่สภาพสังคม
ทั่ว ๆ ไปก็อยู่ในความสงบและยุติธรรม ถึงแม้ว่ามุสลิมชาวอาหรับจะมีอานาจมากอยู่ในราชอาณาจักร
และมสุ ลิมทีม่ ใิ ช่ชาวอาหรบั จะไม่ได้รบั ความนบั ถือนกั กต็ าม แต่ผู้ทมี่ ใิ ช่มสุ ลมิ ก็ไม่เคยได้รับความเดือดร้อนอันใด
ต่างอยู่ด้วยความสงบสุขและฉันท์มิตร ได้รับสิทธิพิเศษในรัฐตามสมควร เคาะลีฟะห์อุมัรท่ี 2 ทรงมีสายตาไกล
ในเร่ืองนี้ จึงทรงจัดสวัสดิการให้แก่คนเหล่าน้ี เคาะลีฟะห์ต่าง ๆ ต่างก็ช่วยปกปูองคุ้มครองโบสถ์วิหาร
และสถานท่ีศักด์ิสิทธิ์ของผู้ที่มิใช่มุสลิมทุกศาสนา บางคร้ังก็ยังบูรณะซ่อมแซมสถานที่เช่นนั้นด้วนเงินกองคลัง
ของมุสลิมด้วย นอกจากมีเสรีภาพในศาสนาแล้ว ผู้ท่ีมิใช่มุสลิมยังมีเสรีภาพในการศาลและกฎหมายอีกด้วย
พวกเขาได้รับอนุญาตให้ใช้กฎหมายของพวกเขาเองโดยไม่ต้องอยู่ใต้กฎหมายมุสลิม ผู้บริหารกฎหมายก็คือ
หัวหน้าทางศาสนาของแต่ละกลุ่มเอง นอกจากน้ันพวกเขายังได้รับความปลอดภัยในเรื่องเกียรติยศชีวิต
และทรพั ยส์ ินอกี ดว้ ย

ดามัสกัสได้กลายเป็นเมืองที่สวยงามแห่งหนึ่งท่ีสุดในโลกเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม เคาะลีฟะห์
ต่าง ๆ ได้ตกแต่งนครน้ีด้วยอาคารท่ีใหญ่โตหรูหรา น้าพุ และสถานบันเทิงต่าง ๆ ระบบการจ่ายน้า ในสมัยน้ี
มีชื่อเสียงมากไม่มีที่ใดทัดเทียมได้ บรรดาผู้ปกครองเมืองหลวงนอกจากอุมัรท่ี 2 ต่างก็มีชีวิตอยู่อย่างหรูหรา
ฟุมเฟือย และรักษาความมาตรฐานแบบอย่างของชีวิตในวังตามแบบของกษัตริย์โรมัน มุอาวียะห์ทรงชอบฟ๎ง

2 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

เร่อื งราวทางประวัตศิ าสตรแ์ ละเกร็ดพงศาวดารเคาะลีฟะห์ต้องทรงเป็นประธานในการนมาชวันศุกร์และนมาซ
ประจาวนั หนา้ ที่นมี้ ีแต่มุอาวิยะห์ อับดลุ มาลกิ และอมุ รั ที่ 2 เทา่ นนั้ ทปี่ ฏบิ ัตอิ ยา่ งเคร่งครดั

แต่เคาะลีฟะห์ท่านอื่น ๆ นั้น ต่างก็เพิกเฉยไม่สนใจ นอกจากหน้าท่ีทางด้านศาสนาแล้วเคาะลีฟะห์
ยังต้องยังต้องทาหน้าที่เปน็ ศาลสูงสาหรับอุทธรณ์อีกด้วย จากเร่ืองราวร้องทุกข์ของประชาชนท้ังในท่ีสาธารณะ
และเป็นการส่วนตัวในขณะว่าราชการ เคาะลีฟะห์จะประทับบนบัลลังก์ในห้องโถง แวดล้อมด้วยพวกราชวงศ์
นง่ั อยทู่ างดา้ นขวาและขุนนางขา้ ราชบริพาร นง่ั อยู่ทางดา้ นซา้ ย

ชีวิตส่วนตัวของเคาะลีฟะห์ในราชวงศ์อุมัยยะห์มิใช่ไร้เสียซ่ึงมลทิน เคาะลีฟะห์ส่วนมากจะเก็บ
นางบาเรอไว้ในฮาเร็ม การดื่มเหล้าเร่ิมมีข้ึนในสมัยของยะซิดท่ี 1 เคาะลีฟะห์บางท่านดิ่มสุราทุกวัน บางท่านก็
ดมื่ เพยี งบางวัน การดม่ื สุราจะมีการเตน้ ราทาเพลงรว่ มไปด้วย การเลน่ ลูกเต๋าและไพ่ก็มีขึ้นในอาณาจักร ในสมัย
อุมยั ยะห์การแขง่ ขนั ม้าเป็นทน่ี ิยมมาก มกี ารอุปถมั ภก์ ารดนตรี และจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้แก่นักดนตรีท่ีมีชื่อเสียง
ธรรมเนยี มท่นี า่ รงั เกลยี ดคอื การใชข้ นั ทใี นฮาเร็มได้ถูกยืมมาจากราชสานักของไบแซนไตน์ และระบบการต้ังวง
ดืม่ สุราในสงั คมก็เอามาจากกษตั รยิ เ์ ปอร์เซีย

ธรรมเนียมการแยกสตรีเพศออกไปต่างห่าง ๆ ได้เข้ามาในสังคมอาหรับในสมัยเคาะลีฟะห์วะลีดที่ 2
สมัยนั้นสตรีมีสถานะภาพที่สาคัญในสังคม ได้รับสิทธิเสรีภาพมากมาย มีส่วนร่วมในกิจการด้านการศึกษา
ทุกอย่าง สตรีบางคนมีช่ือเสียงเด่นในฐานะเป็นนักวิชาการและนักกวีช่ือดัง เช่น ซากีนะห์ ธิดาของ
ทา่ นหุสยั น์ อุมมุลบะนีน มะเหสี ของวะลดี ที่ 1 และเราะหบ์ อี ะห์ ( Rabbiah ) เป็นต้น

เคร่ืองแต่งกายแตกต่างไปตามฐานะของผู้แต่ง การใช้ผ้าเช็ดปากและช้อนเข้ามาในสมัยอุมัยยะห์น้ี
การเสรฟิ อาหารเปน็ ไปอยา่ งหรูหราตามแบบตะวันตก เคาะลีฟะห์ในสมยั นท้ี รงใช้โต๊ะและเก้าอ้ี

ประชาชนถูกแบ่งออกไปเป็น 4 ช้ันใหญ่ ๆ ชนช้ันสูงสุดคือ ชนช้ันปกครอง ซึ่งมีเคาะลีหะเป็น
หัวหน้า และพวกขุนนางผู้ดีท้ังหลายและมุสลิมชาวอาหรับผู้พิชิต ถัดลงมาคือพวกมะลาวีหรือพวกมุสลิมใหม่
ซึ่งถึงแม้ทางทฤษฎีจะได้รับการยอมรับ แต่ในทางปฏิบัติไม่มีสิทธิของการเป็นประชาชนอย่างเต็มท่ี ชนช้ันท่ี
สามประกอบด้วยพวกที่เรียกว่า อะห์ลุซ – ซิมมะห์ ( Ahul al – Dhimmah ) เช่น พวกคริสเตียน ยิว และ
อื่น ๆ ซงึ่ มุสลมิ ไดท้ าสนธสิ ญั ญาด้วย ชนชนั้ ต่าสุดของสังคมกค็ ือ พวกทาส คาส่ังสอนของท่านศาสดาและการ
ทาตนเป็นตวั อย่างของทา่ นไม่สนบั สนนุ การมีทาส ผลคือในสมัยเคาะลีฟะห์อุมัรท่ี 1 ได้มีการเลิกทาสไห้หมดใน
สังคมชาวอาหรับ แต่ระบบการมีทาสได้มีการฟ้ืนฟูใหม่ในสมัยอุมัยยะห์ เนื่องด้วยความร่ารวยของประชาชน
จึงใด้มกี ารส่ังทาสมาจากประเทศไกลๆ ผู้ปกครองอาณาจกั รได้สั่งเก็บภาษบี ตุ รจากชาวเบอร์เบอร์และชาวอ่ืน ๆ
ที่มีลกู ดกจนเอามาขายเป็นทาส อุมัรท่ี 2 ได้เลิกส่ังภาษีชนิดนี้เสีย ทาสในสมันต้นของอิสลามนั้นได้มาจากพวก
เชลยศึกท้ังผหู้ ญิงและเดก็ ด้วย มฉิ ะน้ันก็ได้จากการยึดตัวไว้เรียกค่าไถ่ หรือการซ้ือหามา ในปลายสมัยอุมัยยะห์
ระบบศกั ดินาไดถ้ ูกสร้างขน้ึ ใหม่อย่างมั่นคงในราชอาณาจักรอสิ ลาม

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารคี 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3

ตา่ แหน่งอุปราช

ราชอาณาจักรแบ่งออกเป็น 5 แคว้นด้วยกันคือ หิยาช ยะมัน และอารเบียกลางอยู่ภายใต้การ
ปกครองของอุปราชคนหน่ึง อียิปต์เหนือและใต้เป็นอีกแคว้นหนึ่ง อิรัก – อชัม ( คือบาบิโลเนียและคอลเดีย )
อิรกั – อซัม ( คือเปอรเ์ ซีย ) รวมทั้งยะมัน บาฮ์เรน

( bahrayan ) คิรมาน ( Kirman )ซิสถาน ( Sistan ) กาบูล ( Kabul )คูราซาน ( Khurasan )ทรานโซเซียนา
( Teansoxiana ) สินธ์ ( Sind ) และส่วนหน่ึงของป๎ฐจาปเป็นแคว้นใหญ่อีกแคว้นหน่ึงอยู่ภายใต้การปกครอง
ของอุปราชแห่งอิรัก เมโสโปเตเมีย อาร์เมเนีย และอเซอร์ไบญาณ ( Azerbaiyan ) รวมกันอีกเป็นแคว้นหน่ึง
แอฟริกาเหนือ สเปนและภาคใต้ของฝร่ังเศสรวมกับซิชิลี ซาร์ดิเนีย ( Sardinia ) และหมู่เกาะบาเลริค
( Balaeric ) รวมกันเป็นแคว้นที่สาคัญท่ีสุด ในด้านการบริหารนั้น แต่ละแคว้นแต่ก็มีอานาจการปกครองของ
ตวั เองเปน็ เอกเทศเป็นอย่างมาก ส่วนคา่ ใชจ้ า่ ยของแตล่ ะแควน้ ก็ได้มาจากรายไดข้ องแควน้ นัน้ ๆ เอง

ผู้เป็นอุปราชมีอานาจเต็มที่ในด้านการทหารและการปกครองของแคว้นของตน หน้าท่ีทางราชการ
ของอุปราชมีอยู่กว้างขวางมาก ส่วนงานด้านศาสนาน้ัน เคาะลีฟะห์เป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาที่มีหน้าท่ีนานมาซ
สาธารณะดว้ ย

เม่ือแคว้นต่าง ๆ ขยายออกและพัฒนาข้ึนก็จาเป็นจะต้องแต่งต้ังเจ้าพนักงานฝุายปกครองต่าง ๆ ใน
จงั หวัดแตล่ ะจังหวัดเพ่ือทาหน้าทฝี่ าุ ยบรหิ ารของรฐั บาล การแตง่ ต้งั เจา้ พนักงานเหล่าน้ี อุปราชเป็นผู้แต่งตั้งเอง
โดยไม่ต้องผ่านเคาะลีฟะห์ เพียงแต่ต้องส่งรายช่ือไปยังเคาะลีฟะห์เท่าน้ันการบริหารงานศาลสถิตย์ยุติธรรมใน
หมู่ประชาชนท่ไี มใ่ ชม่ สุ ลิมน้ันมอบให้แก่หัวหน้าด้านศาสนาของคนกลุ่มนั้น ๆ โดยวัตถุประสงค์ท่ีจะกันอิทธิพล
ของต่างชาติออกจากกิจการของรัฐ มาตากรท่ีสาคัญที่สุดของอับดุลมาลิกก็คือ ถอดถอนชาวเปอร์เซียและคริส
เตยี นออกเสียจากตาแหนง่ ของงานรัฐและแต่งตงั้ ชาวอาหรบั เข้าแทนที่ ท่านยังนาเอาภาษาอาหรับมาเป็นภาษา
ราชการแทนภาษากรีกและภาษาเปอร์เซยี ด้วย เจ้าหนา้ ท่ีชาวอาหรับจานวนมาก ไดร้ ับการฝึกฝนและการศึกษา
เพ่ือความมุ่งหมายน้ีมาตรการที่สาคัญพอ ๆ กันอีกอย่างหน่ึงก็คือการใช้เงินอาหรับและการถอดเงินตรา
ตา่ งประเทศออกจากการหนุนเวยี น

รปู แบบการปกครองอาณาเขตการปกครองครอบคลุมท้ัง 3 ทวีป คอื
1. ทวปี เอเชยี ไปถึงเมอื งจีน และเมืองกาบูล ซ่งึ พิชิตโดยมฮู าหมัด บิน กอซิม
2. ทวีปยโุ รป ไปถงึ เมอื งอนั ดาลุส ประเทศสเปนในปจ๎ จุบัน ซง่ึ พชิ ติ โดย ตอริก บนิ ซียาด
3. ทวีปแอฟริกา ไปถงึ ประเทศที่ติดอยกู่ ับทะเลแอตแลนตกิ

โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ท่ีชามหรือประเทศซีเรียในป๎จจุบัน เม่ือได้ขึ้นมาเป็นเคาะลีฟะฮ์แล้ว
ท่านมุอาวิยะฮ์ก็ได้อุทิศตนให้แก่การทาให้อาณาจักรอิสลามผนึกเข้าเป็นปึกแผ่นเรียกร้องความสามัคคีในชาติ
ซง่ึ แตกสลายและไร้ความสงบสขุ มาตัง้ แตท่ า่ นเคาะลีฟะฮ์อุษมานถกู ฆาตกรรม เมื่อตั้งตัวได้สาเร็จแล้วท่านมุอาวิ
ยะฮ์เริ่มหาทางพิชิตดินแดนอ่ืนๆ สานต่อจากเคาะลีฟะฮ์ในอดีต ท่านมุอาวิยะฮ์เป็นผู้บริหารท่ีดี ทรงเป็นท่าน
แรกท่ีจัดตั้งกรมสารบรรณ (Diwan al-Khatam) และกรมไปรษณีย์ข้ึน จัดตั้งกองกาลังตารวจและกองทหาร

4 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

องครักษ์ ทรงแต่งต้ังเจา้ เมอื งให้ทาการบริหารส่วนท้องถิ่นและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่พิเศษให้เป็นผู้บริหารเงินรายได้
ของแผน่ ดนิ

ระบบการทหาร
ได้มกี ารเปลีย่ นแปลงอย่างสาคัญทางดา้ นการทหารในสมยั อมุ ัยยะห์ ในการทาสงครามกับชาวไบแซน

ไตน์น้ันชาวอาหรับได้เรียนรู้ความก้าวหน้าของวิธีการทางด้านทหารโรมันมา จึงนามาใช้เป็นตัวอย่าง แม่ทัพ
มสุ ลมิ ต้องฝึกการตั้งค่ายแบบโรมัน มีการต้ังกระโจมที่มีประตูสองหรือส่ียาน และคุ้มกันด้านเชิงเทินและคู การ
ตง้ั ค่ายระบบนใ้ี ชอ้ ยู่ตลอดสมยั อุมยั ยะห์

เมืองอัลคูฟะห์ อัล บัศเราะห์ และต่อมาภายหลังเมืองต่าง ๆ ด้านตะวันตกได้ถูกใช้เป็นเกณฑ์ทหาร
สาหรับกองทัพของแคว้นทางทิศตะวันออกในสมัยเคาะลีฟะห์แรกของราชวงศ์อุมัยยะห์ทหารม้าจานวน
60,000 คน และค่าใช้จ่ายประจาปีในด้านการทหารตกปีละ 60 ล้านดินาร์ ทหารคนหนึ่ง ๆ ได้รับเงินปีเป็น
จานวน 1,000 ดริ ฮมั รวมทง้ั เงนิ ช่วยเหลือครอบครวั ด้วย แตต่ ่อมา ไดม้ กี ารตดั เงนิ เดือนทหารน้อยลงเพราะเกิด
ความป๎่นปุวนด้านเศรษฐกิจข้ึน แต่กระน้ันก็ดีในสมัยมัรวานที่ 2 ก็ยังมีทหารเป็นจานวนหน่ึง 1,200,000 นาย
มุสลมิ ทกุ คนสามารถเปน็ ทหารได้ จึงมผี ้ทู ี่เปลยี่ นศาสนาใหม่ ๆ มาเป็นทหารกันมากขึ้น

ทหารบางคนก็อาสาสมคั รทาการรบเพ่อื อิสลามโดยไม่ต้องการเงนิ บางคร้ังพวกผู้หญิงและพวกเด็ก ๆ
กไ็ ปกบั พวกทหารดว้ ย

ในสมัยอุมัยยะห์พวกทหารราบใช้แหลน คันธนูและลูกธนูใส่กระบอก หลาว หอก ดาบสองคม และ
เขนท่ีมีปมเหล็กหนัก ๆ กับโล่ยาว ๆ ทหารสวมหมวกเหล็ก และเสื้อหนังซ่ึงพับซ้อน ๆ หลายช้ัน เพื่อปกปูอง
รา่ งกาย

กองทัพเรือ
เม่ือส้ินสมัยเคาะลีฟะห์ทั้งสี่แล้วกษัตริย์ราชวงศ์อุมัยยะห์ก็ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ท่ีดามัสกัสและให้

ความสนใจต่อกิจการทพั เรือเป็นอย่างมาก ทงั้ นี้เน่ืองจากวา่ ชาวโรมันได้ยกทัพมารุกรานชายฝ่๎งทะเลซีเรีย เมื่อปี
ฮศ.49 หรอื คศ. 669 มุอาวยิ ะห์จงึ ตอ้ งหาทางปอู งกัน

ในตอนน้นั ชาวอาหรบั มีอูต่ ่อเรืออยู่แห่งเดยี วที่อียปิ ตจ์ งึ จาเป็นต้องสร้างอู่เช่นน้ันไว้ที่ซีเรียอีกแห่งหนึ่ง
โดยได้ระดมผูเ้ ชย่ี วชาญมาสรา้ งเรอื รบข้นึ ทีช่ ายฝง่๎ ทะเลซีเรียโดยมีเมืองอัคคา ( Akka ) เป็นศูนย์กลาง หลังจาก
นี้มุอาวิยะห์ก็พยายามที่จะกีดกันไม่ให้ชาวโรมันล้วงล้าเข้ามาและพยายามเข้าครอบครองเกาะต่าง ๆ ในทะเล
เมดเิ ตอเรเนยี นไวแ้ ละสง่ ทหารไปประจาตามเกาะเหล่านั้น และท่านก็เข้าโจมตีเกาะซิซิลีและส่งกองทัพไปเกาะ
โรดส์จากชาวไบแซนไตน์ได้ และสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ชาวกรีกผู้หวาดกลัว กองทัพเรืออยู่เสมอ ท่านได้
สรา้ งชมุ ชนอาหรับขน้ึ ท่ีนัน่ ในปี ฮศ. 54 หรือ คศ.673 ก็ปราบเกาะอิรวาด ( lrwad ) ซ่ึงอยู่ใกล้เมืองคอนสแตน
ติโนเปิลได้ แล้วกเ็ ขา้ โจมตเี กาะครที ( Crete )

ในตอนปลายสมัยของมอุ าวยิ ะห์ชาวอาหรับมกี าลังกาลังเรือถึง 1,700 ลา นอกจากได้สร้างอู่
ตอ่ เรอื ที่ชาวฝ่ง๎ ทะเลซเี รียแล้ว กย็ ังสร้างอู่ข้นึ อกี หลายแหง่ ตามชายฝง๎่ ทะเลอิยิปต์ด้วย อับดุลมาลิกได้สร้างอู่ต่อ

วิชาศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 5

เรอื ขนาดใหญข่ นึ้ ทเี่ มอื งตนู สิ ( Tunis ) แต่เวลาส่วนใหญ่ของท่านใช้ไปในการปราบสงครามกลางเมือง จึงไม่
สามารถสนพระทัยกองทพั เรอื ได้อย่างเตม็ ทแี่ ต่ในสมัยวะลิด โอรสของท่านกองทัพเรือได้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่าง
มาก ในสมัยนั้นฮัจญาจญ์บินยูซุฟ เป็นผู้ปกครองแคว้นต่าง ๆ ทางทิศตะวันออก เรือพาณิชย์ของชาวมุสลิมได้
ไปเยือนเกาะซีลอน ( ป๎จจุบันน้ีเป็นเมืองศรีลังกา ) เรือบางลาของมุสลิมถูกโจรสลัดอินเดียปล้น ฮัจญาจญ์บิน
ยูซุฟจึงแก้แค้นโดยส่งกองทัพไปโจมตีแคว้นสินธุของอินเดีย และพิชิตได้ในทันทีในปี ฮศ. 93 หรือ คศ.711
เกาะตา่ ง ๆ สว่ นมากในทะเลเมดิเตอรเ์ รเนยี นกบั สเปนและสินธถุ ูกพชิ ติ โดยความช่วยเหลือของกองทัพมุสลิมซ่ึง
ทรงพลังอานาจ ในสมัยเคาะลีฟะห์วะลีดนั้น กองทัพเรือแบ่งออกเป็นห้ากองทัพด้วยกันคือ กองทัพเรือของ
ซเี รียมีส่านกั งานใหญ่อยู่ท่เี มืองเลาดิเซยี ( Lsudisia ) กองทัพของแอฟริกา( เช่น ตูนิส )กองทัพของอียิปต์
( ซ่ึงมีเมืองอเล็กซานเดรียเป็นจุดเริ่มต้น ) กองทัพเรือท่ีแม่น้่าไนล์ ( มีส่านักงานใหญ่ท่ีบาบิโลน ) และ
กองทัพเรือพิเศษส่าหรับป้องกันปากแม่น้่าไนล์จากการรุกรานตามฝ่๎งทะเลโดยพวกไบแซนไตน์ พลังทัพเรือ
มุสลิมทากิจกรรมอยู่ที่สองจุดใหญ่ ๆ คือ ท่ีมะเลเมดิเตอ์เรเนียนและที่มหาสมุทรอินเดีย เรือท่ีแถบทะเลเมดิ
เตอรเ์ รเนยี นมีขนาดใหญ่กวา่ ทท่ี ะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย

พวกมะลาวี ( Malawi )
ในประวตั ศิ าสตรอ์ สิ ลามเรยี กวา่ มุสลิมใหม่ หรือมุสลิมท่ีเปล่ียนศาสนาในอาณาจักรอาหรับว่า มะลา

วี ( เอกพจน์ – เมาลา ) เม่ือเปลี่ยนมารับนับถือศาสนาอิสลามแล้ว คนเหล่าน้ีก็ผูกพันอยู่กับเผ่าอาหรับเพ่ือ
ปกปูองตนเองพวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ กับชาวอาหรับและทาการต่อสู้ในสงครามของอิสลาม ในสมัยท่ี
ยังเต็มไปด้วยความยากลาบากในการขยายอาณาจกั รอิสลามนนั้ พวกมะลาวเี หลา่ น้ัน ไดท้ าคณุ ประโยชน์ให้ไว้ไม่
น้อยกว่ามุสลิมชาวอาหรับเลย แต่กษัตริย์ในราชวงศ์อุมัยยะห์กับไม่ให้สิทธิพิเศษอันใดกับพวกเขาคนเหล่าน้ี
ไม่ไดร้ ับเงนิ สว่ นแบ่งที่พวกเขามสี ทิ ธค์ วรได้ ฐานะในสงั คมของพวกเขาก็ไม่เท่าเทียมกับชาวอาหรับถึงแม้ว่าพวก
เขาจะเป็นประชาชนเหมือนกนั และได้เสียสละจากบ้านเรือนมาเพื่ออิสลามกต็ าม ผลก็คือคนเหล่าน้ีรู้สึกห่างเหิน
ไม่เปน็ มิตรตอ่ รัฐบาลของราชวงศ์อุมัยยะห์และหาโอกาสท่ีจะโค่นล้มราชวงศ์น้ีอยู่เสมอ เคาะลีฟะห์อุมัรท่ี 2 ได้
ตระหนักถึงความสาคัญพวกมะลาวีที่มีต่อกิจการของรัฐ ท่านจึงทรงยกเลิกภาษีให้พวกมุสลิมที่เปล่ียนศาสนา
ใหม่ทุกคนและออกคาสั่งว่า มะลาวีทุกคนที่เป็นทหารอยู่ในกองทัพมุสลิม จะต้องได้รับเงินเท่าเทียมกับมุสลิม
ชาวอาหรับแต่ในตอนหลังพวกมะลาวีเหล่านี้ก็หันไปเข้าข้างพวกอับบาซียะห์และทาให้ราชวงศ์อุมัยยะห์ต้อง
โคน่ ลงเร็วขนึ้

ด้านการศึกษา
ทา่ นศาสดาแหง่ อิสลามมิใช่เพียงสนับสนุนการศึกษาเท่านั้นแต่ยังไห้จัดมีการสอนขึ้นอย่างกว้างขวาง

ด้วย ท่านได้ฝึกผู้สอนศาสนาและส่งไปสอนตามส่วนต่าง ๆ ของดินแดนอารเบียในสมัยเคาะลีฟะห์รอชีด ได้มี
การจัดการแบบเดียวกันน้ีแต่เป็นไปอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นในระหว่างสมัยน้ี วิชาที่ยอมรับกันมีเพียงไม่ก่ีสาขา
เท่านั้นอย่างเช่นการศึกษาของกุรอ่าน ( al – Tafsir ) และพระวจนะของท่านศาสดา ( al – Hadith )
กฎหมาย ( al – Figh ) และการศกึ ษาถงึ กวีนิพนธส์ มยั กอ่ นอิสลามเป็นตน้

ในสมัยอุมัยยะห์ได้มีวิชาต่าง ๆ เกิดข้ึนอีกหลายสาขา เช่น ไวยากรณ์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์
วิทยาศาสตร์ ฯลฯ แต่ในระยะต้นของสมยั อุมยั ยะห์ไม่มีระบบการศึกษาแต่อยา่ งใด

6 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ในตอนน้ันเมืองบะดีเราะห์ ( Badirah ) ซึ่งอยู่ใกล้มักกะห์เป็นศูนย์กลางเดียวของวัฒนธรรมอาหรับ
มีนักศึกษาจากส่วนต่าง ๆ ของราชอาณาจักรมารวมกันเพ่ือเรียนการออกเสียงภาษาอาหรับ และการท่องบท
กวี ระบบศกึ ษาเร่ิมดีข้ึนเร่ือย ๆ และประชาชนคนสามัญก็เริ่มสนใจในการศึกษามากขึ้น ได้มีการให้การศึกษา
พระคัมภีร์อัลกุรอ่านในมัสยิด ส่วนระบบการหาครูไปสอนกุรอ่านไปสอนให้เด็ก ๆ ตามบ้านนั้น เพ่ิงมีในระยะ
หลัง โรงเรียนส่วนมากมักจะอยู่ติดกับมัสยิด และได้การจัดหาทรัพย์สิน โดยใช้มัสยิดนั้น ๆ เคาะลีฟะห์หลาย
ท่านทรงเปน็ ผูอ้ ปุ ถมั ภ์ศลิ ปและวรรณกรรม และได้ทรงสร้างโรงเรยี น ขึ้นตามสว่ นตา่ ง ๆ ของราชอาณาจักร

เมืองบัศเราะห์ ( Basrah ) และคูฟะห์ ( Kufah ) เป็นศูนย์กลางท่ีสาคัญของวัฒนธรรม กล่าวกันว่า
วัฒนธรรมดินแดนอารเบียเริ่มข้ึนนจากสองเมืองน้ี ในเมืองบัศเราะห์ เคาะลิล บิน อะห์หมัด ( Khalil bin
ahmad ) เป็นคนแรก ที่รวบรวมพจนานุกรมภาษาอาหรับข้ึน ในระยะน้ีเองได้มีการวบรวม คากล่าวของ
ทา่ นศาสดา และผู้รวบรวมหะดิษ ท่ีมีชื่อเสียงสองท่านก็คือ ฮะซัน อัล – บัศรีย์ ( Hasan al – Basri ) กับฮิ
ชาบ อัซซุฮะรี ( Shihab al – Suhari ) ชาวมสุ ลมิ ในสมยั นีย้ งั ต้องการ ทราบประวัติศาสตร์ของท่านศาสดา
อีกด้วย น่ีอาจจะเป็นสาเหตุที่นาไปสู่วิชาประวัติศาสตร์ ในสมัยนั้นนักประวัติศาสตร์และนักเล่าเรื่องราวที่มี
ช่ือเสียงในสมัยนั้นคือ อะบิด ( Abid ) และวะห์ฮาบ ( Wahab ) นอกจากน้ันคนในสมัยอุมัยยะห์ ยังมีความ
สนใจอย่างมากในวรรณกรรมอีกด้วย นักกวีที่มีชื่อเสียงในสมัยน้ันก็มี อุมัร บิน อบีบะห์ ( Umar bin Abi
Rabia ) ญะมลิ ( Jamil ) ฮัมัด ( Hammad ) ญะรีร ( Jarir ) ฟะร็อชดกั ( Farajdak ) และอัคฏัล ( Akhtal )

สมัยนี้ยังมีช่ือในเร่ืองดนตรีอีก ผู้ท่ีมีชื่อเสียงในด้านน้ีก็คือ กัยส์ บิน มะลาวี Qays bin Mulawe )
ผู้เป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ในนามของมัจญ์นูน ( Majnun ) ผู้มีความรักอันลึกซื้งกับสาวงามไลลา จน
กลายเป็นนิยายรักเลื่องช่ือมาจนทุกวันน้ี บทกวีของเขามีบรรยากาศแห่งความรักแท้ ซึ่งทาให้งานของเขามี
เอกลกั ษณแ์ ตกต่างไปจากงานของคนอน่ื ๆ

ทางด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์เล่า สมัยนี้ก็มิได้ด้อยเหมือนกัน วิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญถึงขีด
สูงสุดในอารเบียในสมัยอุมัยยะห์น้ีเอง คอลิด บิด ยะซิด ( Khalid bin Yazid ) เป็นผู้มีความรู้ในเร่ืองวิชาการ
แพทยอ์ ยา่ งกวา้ งขวางได้เขียนหนังสือในเรื่องเหล่านี้ไว้หลายเล่ม กล่าวกันว่าเขาเป็นคนแรกในหมู่ชาวมุสลิมท่ี
แปลวิทยาศาสตร์กรีกมาเป็นภาษาอาหรับ เคาะลีฟะห์อุมัรท่ี 2 ทรงอุปถัมภ์นักวิชาการและกล่าวกันว่าได้ทรง
ย้ายโรงเรียนทางการแพทย์จากเมืองอเล็กซานเดรียมาอยู่ท่ีแอนติอช ( Antioch ) ในสมัยของท่านได้มีการ
เปล่ียนแปลงงานของกรีกออกเป็นภาษาอาหรับมากมาย หลานปุูของท่านอะลีซ่ึงมีนามว่า อิมามญะห์ฟ๎ร
( Jafan ) เปน็ ผ้มู คี วามรูก้ วา้ งขวางในสมยั นน้ั และเป็นผสู้ รา้ งโรงเรียนปรัชญาทส่ี าคญั ของอิสลามขึ้น ฮะซันอัล –
บัศรีย์และวาซิล บิน อะฎอ ( Wasil bin Ata ผู้ตั้งสานักปรัชญามุห์ตะซิละห์ ( Mutazilite ) ที่มีช่ือเสียงก็
เปน็ ศิษย์ของอมิ ามญะห์ฟ๎รผู้น้ี

เคาะลีฟะฮ์ จะให้ความสาคัญในด้านการศึกษา ตามหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ มักกะฮ์ มะดีนะฮ์ บัสเราะฮ์
กฟู ะฮ์ ซเี รีย อสิ กนั ดรั (ประเทศสเปน) ฟุรตอต และอีกหลายๆเมอื งในสมัยนัน้ สาขาวชิ าต่างๆท่ีเกิดขึ้นในสมัย
อุมัยยะฮ์ได้แก่ วิชานาฮู (วิชาวสกยสัมพันธ์) แต่งขึ้นโดย อาบูอัลอัซวัด อัฎฎออาลี ที่เมืองบัสเราะฮ์ ได้มี
การเรียบเรียงหาดิษจากบรรดาเหล่าศอฮาบะฮ์ และวิชาตัฟเซร โดยมีบรรดาอุลามาอฺหลายคนให้ความสาคัญ

วิชาศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 7

กบั วชิ าตฟั เซร เช่น อับดลุ ลอฮ์ บิบ อับบาสและในสมัยนี้ได้มีการขยายความรู้ด้านวิชาสามัญ (วิชาการทางโลก)
เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาเคมี การแพทย์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา เป็นต้น ผู้ที่มีความเชี่ยวชานในสาขาวิชา
การแพทยค์ ือ อัล ฮาริษ อบิ นุ กะลาดะฮ์ ผู้ท่มี ชี ่อื เสยี งสาขาวชิ าเคมี คือ คอลดิ อิบนุ ยะสดี และมีกาเนิดการทา
ฮาลาเกาะฮ์ ในมสั ยิดเริ่มทาท่ี มกั กะฮ์ โดย อบั ดลุ ลอฮ์ บิน อบั บาส

สถานศกึ ษาในสมัยอุมัยยะฮ์ ได้ แก่
1. ราชวัง เคาะลฟี ะฮจ์ ะสร้างทีเ่ ฉพาะใหแ้ ก่ครู เพอ่ื เปน็ สถานทีเ่ ล่าเรยี นสาหรับเดก็ ๆในราชวัง
2. มัสยิด เปน็ สถาบันท่ีเก่าแก่ทีส่ ดุ และมีทบบาทมากในสมัยอุมัยยะฮ์ส่วนใหญ่จะสอนวิชาศาสนา เช่น

วิชาตัฟซีร หะดิษ และฟิกฮ์ เป็นต้น
3. บ้านผรู้ ู้ บา้ นผรู้ เู้ ปน็ สถาบันการศึกษาถอื เป็นสถาบันการศกึ ษาแห่งท่ีสาคญั ในสมยั อุมัยยะฮ์
4.ทะเลทราย เปน็ สถานท่ี ที่ผคู้ นในสมัยอมุ ยั ยะฮส์ ง่ ลูกไปเรยี นภาษาอาหรับ อันเป็นที่อย่ขู องผูร้ ู้

ด้านวิทยาการ
งานสถาปัตยกรรมด้านต่างๆในสมัยอุมัยยะฮ์ บรรดาเคาะลีฟะฮฺจะให้ความส่าคัญกันงาน

ดา้ นสถาปัตยกรรมและ สถาปตั ยกรรมทเี่ กดิ ขน้ึ ในสมัยน้ีไดแก่
- โดมออฟเดอะร็อค (Dome of the Rock) สร้างขึ้นในสมัย เคาะลีฟะฮฺอับดุลมาลิด ซึ่งเป็นมัสยิดท่ี

สวยงามและมชี อื่ เสยี งมากในกรงุ เยรซู าเลม็ สร้างในปี ค.ศ. 691 พระองค์ทรงเป็นนักสร้างที่ยิ่งใหญ่ ทรงบูรณะ
และขยายมสั ยิดแห่งมะดนี ะฮ์และมัสยิดอัลอักซอในเยรูซาเลม็

- เคาะลีฟะฮสฺ ุลัยมานทรงสร้างมสั ยิดแหง่ รอ็ มละฮฺ อนั งดงามขึน้
- กุสัยร์ อัมเราะฮ์ หรือปราสาทน้อยแห่งอัมเราะฮฺนับว่าเป็นงานสถาป๎ตยกรรมชั้นยอดท่ีราชวงค์อุมัย
ยะฮไฺ ดท้ ้งิ ไวเ้ ปน็ อนสุ รณ์
- มีการเปล่ียนแปลงระบบการปกครองจากสาธารณรัฐเป็นราชอาณาจักร โดยเปลี่ยนจากตาแหน่ง
เคาะลีฟะฮ์กลายเป็นตาแหน่งกษตั รยิ โ์ ดยการสืนสันตวิ งค์
- เป็นสมัยท่ีมีการขยายดินแดนได้อย่างกว้างขวางครอบคลุมถึง 3 ทวีป ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป
ทวปี แอฟรกิ า
- มกี ารจดั ตง้ั กรมสารบรรณ กรมไปรษณยี ์ กองกาลงั ตารวจและกองทหารองครักษ์ ขึ้น
- มีระบบการบริหารการปกครองส่วนกลางและส่วนท้องถ่ินโดยแต่งตั้งเจ้าเมืองปกครองตามหัวเมือง
ตา่ งๆ
-. มีการออกเหรียญ เงิน อาหรับใชเ้ อง
- มีการปรับปรุงการเขยี นภาษาอาหรบั โดยการนาเอาสระและเครื่องหมายจุดมาใชใ้ นภาอาหรบั
- ได้มีการสร้างเรอื ขนาดใหญ่ขึน้ ในสมัยราชวงคอ์ ุมยั ยะฮ์
- ได้มกี ารจกั ทากระดาษได้ขนึ้ เปน็ คร้งั แรก
- ได้มีการจัดต้ังด่านคนเข้าเมืองและมีการประทับตราการเข้าออกเหมือการทาหนังสือเดินทางใน
ป๎จจบุ ัน
- ได้มกี ารสรา้ งมสั ยดิ ท่ีสวยงาม และมชี อื่ สยี งจนถึงปจ๎ จุบัน เช่น โดมออฟเดอะรอ็ ก

8 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

- ไดม้ กี ารสร้างสถานทเ่ี ปน็ ศูนยร์ วมของนักอาซานทางทศิ เหนือของแอฟริกา
- ได้มกี ารสร้างสถานศึกษา อมั อบิ นลุ อสั ท่ีฟตุ ตอต (แอฟริกา)
- ได้มีการบูรณะ ขยายมัสยิดแห่งมะดีนะฮ์และมัสยิดอันอักซอ(ในเยรูซาเล็ม) ได้มีการสร้างมัสยิดขึ้น
ทกุ เมือง
- มี การสรา้ งโรงเรียนและโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลคนตาบอด

รายไดข้ องรฐั
ในสมัยเคาะลฟี ะห์ทงั้ ส่ที า่ นแรกนนั้ ทรพั ย์สมบัติของรัฐก็คือของประชาชน และประชาชนทุกคนในรัฐ

มีสิทธ์ิในสมบัตนิ นั้ แต่หลังจากสมยั อุอาวยิ ะห์ ทรัพยส์ มบตั หิ รือรายได้ของรัฐกลายเป็นสมบัติของเคาะลีฟะห์ไป
รายได้ของรัฐได้มาจากแหลง่ เดียวกบั รายไดใ้ นสมยั ของเคาะลีฟะห์ท้ังสี่ คอื

1. ภาษที ีด่ นิ
2. ภาษรี ชั ชูปการ เก็บจากประชาชานทิไ่ มใ่ ชม่ สุ ลมิ
3. ซะกาต
4. ภาษศี ลุ กากรและอากรสรรพสามติ
5. เครอ่ื งบรรณาการท่ีไดร้ บั ตามสนธิสัญญา
6. หนง่ึ ในห้าของทรัพย์สนิ จากสงคราม
7. ภาษีท่ีดนิ ท่ีพิชติ มาได้
8. ภาษสี ินค้าส่งเขา้ บางประเภท
9. ของกานลั ในโอกาสพิเศษอย่างเชน่ ในพธิ ฉี ลอง ฯลฯ
10. ภาษีเด็กเกิดใหม่จากพวกเบอรเ์ บอร์
ภาษีต่าง ๆ ที่เก็บได้แต่ในแคว้นก็จ่ายให้แก่กองคลังของแคว้นน้ัน ค่าใช้จ่ายในการปกรองแค้วนน้ัน
ทัง้ หมดไดม้ าจากกองคลงั ของแควน้ และส่วนท่ีเหลือ กถ็ กู สง่ ไปเข้ากองคลงั ของกษัตริย์ แต่ที่เมืองดามัสกัสมุอาวิ
ยะห์ได้แต่งตั้งคูฟะห์ให้ทาการบริหารด้านการปกครอง และการทหาร แต่มอบหมายหน้าที่เก็บภาษีโดยเฉพาะ
ภาษีที่ดนิ ใหแ้ กเ่ จา้ หน้าท่พี เิ ศษซงึ่ ทาหน้าทเ่ี ป็นอิสระไม่ข้ึนต่อผู้ครองแคว้ นแต่ขน้ึ ตรงต่อเคาะลีฟะห์

วิชาศาสนประวตั 3ิ (อัตตารคี 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 9

ใบงานที่ 1
เรอ่ื ง อาณาจกั รอิสลามสมยั ราชวงศ์อุมยั ยะห์

1. อธิบายจดุ เริม่ ตน้ การปกครองของราชวงศ์อุมยั ยะฮฺมาพอสังเขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. อธบิ ายรูปแบบการปกครอง สภาพดา้ นสังคม ของสมัยราชวงศอ์ ุมัยยะหม์ าพอสังเขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

10 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ใบงานที่ 2
เร่อื ง อาณาจักรอสิ ลามสมัยราชวงศ์อุมยั ยะห์

1.อธิบายตาแหน่งอุปราช ระบบการทหาร ของราชวงศ์อมุ ัยยะห์ มาพอสงั เขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2.อภปิ รายผลกระทบของพวกมะลาวีต่อราชวงศอ์ ุมัยยะห์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

วิชาศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 11

ใบงานที่ 3
เร่ือง อาณาจักรอสิ ลามสมยั ราชวงศ์อุมยั ยะห์

1.อธิบายความก้าวหนา้ การศึกษาและวทิ ยาการ มาพอเขา้ ใจ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2.อธิบายความสาคญั การบริหารจดั การ รายได้ของรฐั มาพอสงั เขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

12 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

บทท่ี 2
ประวตั ิคอลฟี ะฮ์ แห่งราชวงคอ์ มุ ยั ยะฮ์

สายซฟุ ยานยี ์
1. มุอาวียะฮ์ ที่ 1 บนิ อบีซุฟยาน จาก ปี ฮ.ศ. 41 – 60 ( ค.ศ. 661 – 680 )
2. ยะซีด ที่ 1 บิน มุอาวยี ะฮ์ ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 60 – 64 ( ค.ศ. 680 – 683 )
3. มอุ าวียะฮ์ ที่ 2 บนิ ยะซีด ท่ี 1 จาก ปี ฮ.ศ. 64 – 64 ( ค.ศ. 683 – 683 )

สายมัรวานยี ์
4. มัรวาน ที่ 1 บิน ฮะกมั จาก ปี ฮ.ศ. 64 – 65 ( ค.ศ. 683 – 684 )
5. อบั ดลุ มะลิก บนิ มรั วาน ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 65 – 86 ( ค.ศ. 684 – 705 )
6. วะลีด ที่ 1 บนิ อบั ดลุ มะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 86 – 96 ( ค.ศ. 705 – 715 )
7. สุไลมาน บนิ อบั ดลุ มะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 96 – 99 ( ค.ศ. 715 – 718 )
8. อุมัร บนิ อบั ดุลอะซีซ จาก ปี ฮ.ศ. 99 – 101 ( ค.ศ. 718 – 720 )
9. ยะซดี ท่ี 2 บิน อับดลุ มะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 101 – 105 ( ค.ศ. 720 – 724 )
10. ฮิชาม บนิ อบั ดลุ มะลกิ จาก ปี ฮ.ศ. 105 – 125 ( ค.ศ. 724 – 743 )
11. วะลดี ที่ 2 บิน ยะซีด ที่ 2 จาก ปี ฮ.ศ. 125 – 126 ( ค.ศ. 743 – 744 )
12. ยะซีด ที่ 3 บิน วะลีด ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 126 – 126 ( ค.ศ. 744 – 744 )
13. อิบรอฮีม บิน วะลดี ท่ี 1 จาก ปี ฮ.ศ. 126 – 127 ( ค.ศ. 744 – 744 )
14. มัรวาน ที่ 2 บิน มฮู มั มัด จาก ปี ฮ.ศ. 127 – 132 ( ค.ศ. 744 – 749 )

1. มูอาวียะฮ์ บิน อะบซี ุฟยาน ( ฮ.ศ. 41-60 ค.ศ. 661-680 )
ท่านมีช่ือเต็มว่า มูอาวียะฮ์ บิน อะบีซุฟยาน บิน ฮัรบฺ บิน อุมัยยะฮ์ บิน อับดิชชัมสฺ บิน อับดิลมานาฟ

บิน ก็อยซฺ มารดาชือ่ ฮินดฺ บนิ ติ อุกบะฮ์ บนิ รอบีอะฮ์ บิน อับดชิ ชมั สฺ บิน อลั ดิลมานาฟ

ท่านเกิดในนครมักกะฮ์ ก่อนท่ีท่านศาสดามูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จะถูกแต่งต้ังให้เป็น
ศาสดา 5 ปี และได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามพร้อมกับบิดา มารดา และพี่ชายของเขา ขณะนั้นเขามีอายุได้
25 ปี และท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นอาลักษณ์ทาการบันทึกอัลกุอาน ท่าน
คอลีฟะฮ์อุมัร ได้แต่งต้ังให้ท่านเป็นผู้ปกครองประเทศชามส่วนหนึ่ง ต่อมาท่านคอลีฟะฮ์อุษมานได้แต่งตั้งให้
ท่านเป็นผู้ปกครองดินแดนชามท้ังหมด หลังจากท่ีท่านคอลีฟะฮ์อุษมานได้เสียชีวิตลง มุอาวียะฮ์ได้แยก
อาณาจกั รชามเปน็ อิสระ และหลังจากทเ่ี ขาสามารถสถาปนาอาณาจักรอุมัยยะฮ์ได้แล้ว ก็ได้ย้ายเมืองหลวงของ
อาณาจกั รอสิ ลามจากนครมาดีนะฮ์ไปอยทู่ ่นี ครดามสั กัส ในประเทศชาม

ท่านมุอาวียะฮ์ เป็นผู้ที่มีสติป๎ญญาปราดเปร่ือง มีสายตาอันกว้างไกล มีความสุขุม มีความชานาญ
ทางด้านการเมือง และมีความสุภาพอ่อนโยน ท้ังน้ีเนื่องจากว่าความสุภาพอ่อนโยน เป็นคุณลักษณะของ
หัวหน้าเผ่าต่างๆ ของอาหรับ ท่านสามารถข่มความรู้สึกได้ เม่ือได้รับการพูดจาถากถาง หรือบริภาษจากผู้อ่ืน

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 13

พร้อมกบั ได้ให้อภยั ในส่วนทค่ี วรใหอ้ ภยั มุอาวยี ะฮ์ร้ดู วี ่าตวั ของทา่ นเองและบรรดาวงศ์วานของท่านไม่สมควรได้
คัดค้านการเป็นคอลีฟะฮ์ของท่าน โดยเหตุนี้จึงจาเป็นท่ีท่านจะต้องปฏิบัติกับประชาชนด้วยความสุภาพ
ออ่ นโยน มสี มั มาปฏิบัตแิ ละแสดงออกถงึ ความโอบข้อมอารีเพื่อว่าจะไดจ้ ับผทู้ ่เี ป็นศัตรูต่อท่านและเพ่ือที่ท่านจะ
ได้จา่ ย ทรัพยส์ ินเงินทองเพือ่ ปิดปากและยุตกิ ารทารา้ ยของพวกเขาเหลา่ น้นั ด้วยการดาเนินนโยบายอันแยบยล
ของมอุ าวียะฮเ์ ชน่ น้ี ประชาชนท้ังหลายจึงยุติการกล่าววิจารณ์ และยอมรับการเปน็ คอลฟี ะฮ์ของทา่ น

ถึงจะอย่างไรก็ตาม มุอาวียะฮ์ก็มิได้ละเลยกิจการของอิสลามและรัฐแต่ประการใด ท่านได้ทาการขยาย
ดินแดนของอาณาจักรอิสลามออกไปอีก พร้อมกับได้แต่งตั้งผู้ที่มีความเหมาะสม มีความสามารถ และมีความ
ชานาญใหท้ าการบริหารตาแหน่งต่างๆในอาณาจกั รอสิ ลาม ท่านได้คัดเลือกผู้ปกครองท่ีมีความเชี่ยวชาญ ทาให้
เขาเหล่าน้ันบริหารอาณาจักรอิสลามด้วยความเด็ดเดี่ยว บริสุทธ์ิใจ และมีสมถะ จึงให้ความผาสุก และความ
สงบแผ่ไปทัว่ อาณาจกั รอสิ ลาม

มอุ าวยี ะฮเ์ ปน็ ชาวอาหรับแท้ ซ่ึงแสดงออกให้ปรากฏทางด้านอุปนสิ ัยและความประพฤติของท่าน ท่าน
ชอบใช้ชวี ิตแบบงา่ ยๆ ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัยหรือเครื่องนุ่งห่ม มีผู้กล่าวว่า ท่านรับประทานอาหารมาก คาพูด
นเ้ี ปน็ ความจริงเพราะว่าท่านเป็นคนอว้ น แต่ทว่าการรับประทานอาหารมากของท่านกเ็ ปน็ เชน่ เดียวกับอาหารที่
ทา่ นได้เคยรบั ประทานมากอ่ น มไิ ดเ้ ปน็ อาหารท่ีดีเลศิ กวา่ น้แี ต่ประการใด ส่ิงที่ท่านชอบรับประทานคือ ขนมป๎ง
หยาบ เนือ้ ตม้ และเนือ้ ย่าง

การปกครองของอาณาจักรมอุ าวียะฮ์น้ัน ท่านไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา ถึงแม้ว่าท่านได้ทา
การปกครองประเทศเป็นระยะเวลานานก็ตาม แต่ทว่าระเบียบการปกครองท่านเป็นไปอย่างง่ายๆ ท่านจะเปิด
ประตรู บั ประชาชนทุกคนท่ีปรารถนาจะเข้าไปพบ เพื่อส่งเร่ืองราวร้องทุกข์ตามที่เขาปรารถนา น้อยคนนักท่ีมา
เยือนท่าน และกลับออกไปโดยมิได้รับของขวัญติดมือ ถึงแม้ว่าเขาผู้น้ันจะเป็นศัตรูกับท่านก็ตาม ท่านได้ปูน
บาเหน็จให้กับสาวกของท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม บรรดาลูกๆของเขาเหล่าน้ัน บรรดาผู้นาของ
เผ่าต่างๆ และบรรดานักปราชญ์อยา่ งมากมาย

คณุ ลักษณะและอุปนิสยั ของท่าน
ท่านเปน็ คนท่ีรูปรา่ งสูง ผิวขาว ใบหน้ากลม ดูสง่าน่าเกรงขาม ท่านเป็นผู้ท่ีมีสติป๎ญญาฉลาดหลักแหลม

เปน็ ผมู้ ีความรู้ กล้าหาญ เขม้ แข็ง มีความความอดทนอย่างสูง มีจุดยืนท่ีมั่นคง คล่องแคล่ว อ่อนโยนในสิ่งที่ควร
อ่อนโยน และแข็งข้อในส่ิงที่ควรแข็ง แต่ความอ่อนโยนของท่านนั้นสามารถเอาชนะความแข็งกระด้างได้ ท่าน
เป็นผมู้ คี วามใหอ้ ภยั ผู้อนื่ ชอบบรจิ าคทรัพย์สิน

จุดเด่นของคอลีฟะฮ์มอุ าวยี ะฮ์
1. มอุ าวยี ะฮ์ คือคอลีฟะฮ์ท่ีถูกบอกข่าวโดยท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลลั ลอฮุ อะลยั ฮิวะสลั ลัม
จากอับดุลมาลกิ บนิ อบั ดุลมาลกิ ไดก้ ลา่ ววา่ : มอุ าวียะฮ์ได้กล่าวว่า : ฉันเคยอยากเป็นคอลีฟะฮ์ตั้งแต่

ท่านท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า : “ โอ้ มุอาวียะฮ์ เม่ือไรเจ้าได้เป็นผู้ปกครอง
เป็นสง่ิ ทด่ี ยี ่ิง ”

14 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

2. มุอาวยี ะฮค์ ือคอลฟี ะฮ์ทเ่ี ช่ียวชาญ
จากอิบนิ มุลัยกะฮ์ : ได้กล่าวว่า ได้มีคนกล่าวแก่อิบนิ อับบาส ว่า : ท่านเคยรู้เรื่องของมุอาวียะฮ์บ้าง
ไหม เขาไมเ่ คยทาการละหมาดวิตรฺ นอกจากหน่งึ รอกะอตั เทา่ น้ัน. ทา่ นไดก้ ล่าววา่ : “ เขาคอื เชี่ยวชาญ ”
3. มุอาวียะฮค์ ือศอฮาบะฮ์ทถี่ ูกดอุ าอฺโดยท่านท่านรซลู ุลลอฮฺ ศอ็ ลลัลลอฮุ อะลยั ฮวิ ะสลั ลัม
จากอบั ดรุ เราะห์มาน บิน อมีเราะฮ์ จากท่านนบี ไดก้ ลา่ วแกม่ อุ าวยี ะฮว์ า่ :
“ ‫ ” اللهم اجعله هادٌا مهدٌا‬หมายความวา่ : “โอ้ พระเจา้ ของฉนั จงทาให้เขาเปน็ ผ้ชู นี้ าและได้รับทางชน้ี า ”
4. มอู าวยี ะฮ์เปน็ ผู้เขยี นวะฮฺยู
อบซู ุฟยานได้ขอจากท่านท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ให้แต่งตั้งมูอาวียะฮ์ เป็นผู้เขียน
ต่อหน้าเขา ดงั น้ันท่านรซลู ุลลอฮฺ ศอ็ ลลัลลอฮุ อะลยั ฮิวะสลั ลมั ก็ไดต้ อบรบั คาขอน้ัน

การขยายดนิ แดนในสมยั ของมุอาวยี ะฮ์
มอุ าวียะฮ์มีทัศนะวา่ หนทางทจ่ี ะทาใหบ้ รรดามสุ ลิมละท้ิงความสนใจต่อกิจการภายในอาณาจักรอิสลาม

และป๎ญหาพิพาทกันเก่ียวกับผู้มีสิทธิในการดารงตาแหน่งคอลีฟะฮ์ คือ การส่งให้เขาเหล่านั้นออกไปพิชิตและ
แผ่ขยายอาณาจักรอิสลาม ทาให้อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง จนเป็นท่ีเกรงขามของ
ขา้ ศึก และทาให้ตาแหน่งของทา่ นมคี วามม่ันคงข้นึ ทา่ มกลางผู้ท่นี ยิ มในตวั ท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ด้วยสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีการจัดต้ังกองทัพเรือขึ้นในอาณาจักรอิสลามพร้อมกับมีการเพิ่ม
จานวนเรือ ทหารเรือและจัดการปรับปรุงกาลังทหารของอิสลามให้มีความเข้มแข็งยิ่งข้ึน พร้อมกันนี้ก็ได้มีการ
จัดระเบียบการรับราชการทหารข้ึน โดยมีชื่อว่า “ ภาคร้อน ภาคหนาว ” ตามนัยน้ี หมายถึงการจัดต้ังกาลัง
ทหารข้ึน โดยทาหน้าที่รักษาเขตแดนของอาณาจักรอิสลามให้พ้นจากการโจมตีและรุกรานของข้าศึก ซึ่งมีอยู่
เสมอ ทั้งในฤดูร้อน และฤดูหนาว ทาให้กาลังทหารของมุสลิมมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพ่ือการทาการ
สงคราม ณ ที่น้ี เราจะกลา่ วถึงการพชิ ติ ของเขาเหล่าทหารมสุ ลิมในสมยั มุอาวยี ะฮพ์ อเปน็ สังเขป

ก.- การพิชิตดินแดนทางภาคตะวนั ออก
ในสมัยของคอลีฟะฮ์อุมัร บิน ลคอฏฏ๊อบ บรรดามุสลิมได้แผ่ขยายดินแดนออกไปจนเกือบจะถึง

พรมแดนของประเทศปากีสถานในป๎จจุบัน บรรดาประชาชนในสมัยนั้นยังคงเคารพบูชาไฟ และรูปเจว็ด และ
เขาเหล่านน้ั ได้แสดงความกระดา้ งกระเดอ่ื งไม่ยอมออ่ นน้อมต่อมสุ ลิม ขณะที่ได้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างมุ
อาวียะฮ์และคอลีฟะฮ์อะลี โดยเหตุน้ีจึงได้มีคาส่ังให้ทาการปราบปราม เพื่อให้เขาเหล่านั้นอยู่ภายใต้การ
ปกครองของมุสลิมอีกคร้ังหน่ึง ทั้งน้ีโดยการจัดส่ง อับดุลลอฮฺ บิน เซาวาร ยกกองทัพไปทางทิศตะวันออก 2
คร้ัง สามารถพิชิตรัฐสินธ์ คือ ปากีสถานในป๎จจุบันได้สาเร็จ หลังจากน้ันก็ได้จัดส่ง อัลมุลฮับ บิน อะบีซ๊อฟ
เราะฮ์ อลั -อซั ดีย์ ใหค้ มุ กาลังทหารมุสลิมจานวนมากไปยังภาคตะวันออก ซ่ึงสามารถพิชิตแคว้นสินธ์ได้ทั้งหมด
และได้เขา้ ไปยังเมอื งลาโฮร์ พร้อมกบั ปรับปรุงเมอื งนใ้ี หเ้ ป็นเมอื งมุสลิม

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 15

หลงั จากนน้ั มอุ าวะยะฮ์ไดส้ ง่ ก็อยสฺ บนิ อัล ฮยั ซมั ไปพชิ ติ ทางภาคตะวนั ออกของเมืองคูรอซาน โดยบุกเข้าไปใน
เมอื ง บัลคฺ (‫ )بلخ‬ซ่งึ อยูใ่ นอัฟกานิสถานในป๎จจบุ นั และไดท้ าการสร้างมัสยิดขึ้น ต่อจากน้ันก็ได้พชิ ติ เมืองเฮราต (
‫ ) هراة‬โดยอับดลุ ลอฮฺ บนิ ฮาชมิ ตลอดจนเมืองอน่ื อีก เช่น บคุ อรอ ( ‫ ) بخارى‬และสมารกอนดฺ (‫) سمرقند‬

การปรับปรงุ กองทัพเรือของมสุ ลิม
มุอาวียะฮ์ได้ให้ความสนใจอย่างกว้างขวางต่อกองทัพเรือและการทาสงครามทางเรือนับต้ังแต่ท่านเป็น

ผู้ปกครองเมืองชามสมยั คอลฟี ะฮ์อมุ รั บนิ คอฏฏอ๊ บ ท่านได้จัดตั้งกองทัพเรือขนาดใหญ่ และได้พิชิตเกาะต่างๆ
เชน่ เกาะโรดส์ และเกาะไซปรัส

นอกจากน้ี มุอาวียะฮ์ยังได้จัดตั้งอู่ต่อเรือตามท่าเรือต่างๆ เช่นท่ีเมืองซูร ซอยดา อัสกอลาน และกาซา
และบรรดาท่าเรือที่อียิปต์ เช่น ดิมยาฎ และอเล็กซานเดรีย ท่านได้ให้ความสนใจต่อเรือรบ และฝึกซ้อมเหล่า
ทหารมุสลิมให้มีความชานาญในการสงครามทางทะเล เมื่อท่านได้ดารงตาแหน่งคอลีฟะฮ์ ก็ได้ให้ความสนใจ
ทางดา้ นกองทัพเรือของมุสลิมในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนมากยิ่งข้ึน และได้ทาให้จานวนเรือรบของมุสลิมมีถึง
100 ลา

ข. - ความพยายามในการพิชติ กรงุ คอนสแตนตโิ นเปิล
ในปี ฮ.ศ.48 (ค.ศ.668) มุอาวียะฮ์ได้จัดเตรียมกองทัพท้ังทางบกและทางทะเล เพื่อทาการพิชิตกรุง

คอนสแตนติโนเปิล โดยให้ซุฟยาน บิน เอาฟฺ เป็นแม่ทัพ กาลังทหารของมุสลิมได้เดินทางไปจนถึงกาแพงเมือง
ของกรุงคอนสแตนติโนเปลิ และได้ทาการสู้รบกับพวกโรมันไบเซ็นตีนอย่างรุนแรง แต่ไม่สามารถพิชิตเมืองน้ีได้
เพราะว่ากาแพงเมืองมึความแข็งแรงมาก ประกอบด้วยขณะนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว มีหิมะตกมาก นอกจากน้ัน
พวกโรมันไบเซ็นติน ยังได้ใช้อาวุธชนิดหน่ึงเรียกว่า “ ปีนไฟของกรีก ” ระดมยิงมายังเรือของมุสลิม ทาให้เรือ
เกิดไฟไหม้และเสียหายอยา่ งใหญห่ ลวง บรรดามสุ ลมิ จงึ ประสบความปราชัยอยา่ งยอ่ ยยับและต้องถอยทพั กลบั

ค- การพิชิตอฟั ริกา
ในปี ฮ.ศ.50 (ค.ศ. 670) มุอาวียะฮ์ได้จัดส่งกาลังทหารจานวน 10,000 คน ไปให้กับอุกบะฮ์ บิน

นาเฟยี ะอฺ ผู้ปกครองบรั เกาะฮ์ ตัง้ แตส่ มยั ของอมั รฺ บนิ อาศ เปน็ ผู้ปกครองอยี ิปต์ เพื่อให้ทาการพิชิตอัฟริการตะ
วนั ตก อุกบะฮจ์ ึงพากาลังทหารของมุสลิมบุกเข้าไปยังอัฟริกา และสามารถพิชิตดินแดนส่วนน้ันได้จนถึงตูนีเซีย
ในป๎จจุบัน ขณะท่ีทาการพิชิตดินแดนส่วนน้ีนั้น พวกเบอร์เบอร์ จานวนมากได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม แต่
อย่างไรก็ตามบรรดามสุ ลิมตอ้ งประสบกบั อุปสรรคอย่างมากมายหลังจากท่ีได้ทาการพิชิตอัฟริกา ทั้งนี้เน่ืองจาก
ดินแดนนี้อยู่ใกล้กับเกาะซิชิลี จึงทาให้พวกโรมันสามารถจัดส่งเสบียงสัมภาระมาให้กาลังทหารของตนได้อย่าง
สะดวก นอกจากนี้แล้วพื้นเพทางภูมิศาสตร์ของอัฟริการเป็นภูเขาจึงทาให้พวกเบอร์เบอร์หลบซ่อนตัวอยู่แถบ
หุบเขาเพือ่ ซ่มุ ดกั โจมตีกาลังทหารของมุสลิม โดยเหตุนก้ี ารพิชติ อฟั ริกาโดยสมบูรณจ์ งึ ใชเ้ วลามากกวา่ 60 ปี

เม่ืออุกบะฮ์สามารถเอาชนะเบอร์เบอร์ได้แล้ว จึงได้ยกทัพลงไปทางตอนใต้ของตูนีเซียและได้
จัดสร้างเมืองก็อยรอวาน ขึ้นไปในปี ฮ.ศ.55 โดยเป็นเมืองแรกที่มุสลิมได้จัดสร้างในอัฟริกา เป็นเมืองท่ีสี่ที่
มุสลิมได้จัดสร้างขึ้นหลังจากกุฟะฮ์ บัสเราะฮ์ และฟุสฏ๊อฏ การสร้างเมืองก็อยรอวาน ดาเนินไปเป็นเวลา 5 ปี

16 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

จึงเสร็จเรียบร้อย และได้มีการจัดสร้างมัสยิดญามิอฺข้ึนด้วย ซ่ึงถือได้ว่ามัสยิดหลังน้ีเป็นมัสยิดที่สวยท่ีสุดแห่ง
หน่ึงของโลกอสิ ลาม

ดว้ ยการสร้างมัสยิด ทาให้ก็อยรอวานกลายเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามภาคตะวันตก
ของทวีปอัฟริกา และเป็นทป่ี ูองกันภัยของมสุ ลมิ จากการโจมตขี องเบอรเ์ บอร์

การมอบอา่ นาจการเป็นคอลฟี ะฮข์ องมุอาวียะฮ์ให้แก่ยาซีดผู้เปน็ บตุ ร
มุอาวียะฮ์มีความเห็นว่า ควรแต่งต้ังให้ยาซีดผู้เป็นบุตรดารงตาแหน่งคอลีฟะฮ์สืบต่อไป และจากัด

อานาจการปกครองอาณาจกั รอสิ ลามแกบ่ คุ คลภายในตระกูลของตน โดยเหตุน้เี ขาจงึ เร่ิมทาการโฆษณาชวนเชื่อ
ในหมู่ประชาชนโดยท่ัวไปถึงข้อดีเก่ียวกับการกระทาเช่นนี้ ทั้งน้ีโดยอาศัยบรรดาผู้ซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์อุมัยยะฮ์
เปน็ ส่ือกลาง ดว้ ยการใช้วิธีเช่นนี้จึงทาให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบต่อการคัดเลือกให้ยาซีดดารงตาแหน่งคอ
ลีฟะฮส์ บื ตอ่ ไป และเนือ่ งจากความหว่นั เกรงต่อความยุ่งเหยิงอันอาจจะเกิดขึ้นอีก หลังจากมุอาวียะฮ์สิ้นชีวิตไป
โดยมไิ ดแ้ ต่งตั้งใหผ้ ู้ใดดารงตาแหนง่ คอลีฟะฮ์แทน บรรดาหัวเมืองต่างๆจึงได้จัดส่งคณะผู้แทนมาขอร้องให้มุอาวี
ยะฮ์จัดการใหส้ ัตยาบนั แกย่ าซีดเพ่อื ใหด้ ารงตาแหน่งแทน ซ่ึงมอุ าวียะฮ์กเ็ ห็นชอบดว้ ย โดยท่ีท่านก็มีเจตนารมณ์
ท่ีจะกระทาเช่นนั้นอยู่แล้ว โดยเหตุน้ีการให้สัตยาบันทั่วไปแก่ยาซีดจึงเกิดข้ึน โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านเลยนอกจาก
ชาวฮิญาซ ( ‫ ) حجاز‬ดังน้ันมุอาวียะฮ์จึงเดินทางไปยังแคว้นฮิญาซเพ่ือบีบบังคับให้อับดุลลอฮฺ บิน อุมัร ,
อับดุลลอฮฺ บนิ ซเุ บร, อับดลุ ลอฮฺ บนิ อบั บาส และอลั -หุเซน บนิ อะลี ให้การสัตยาบันต่อการเป็นคอลีฟะฮ์ของ
ยาซีด ดังนนั้ จึงเป็นคอลฟี ะฮข์ องอาราจักรอิสลามสืบต่อจากผเู้ ปน็ บดิ า ขณะที่บดิ าของเขายงั มชี วี ิตอยู่

การเสยี ชวี ิต
มูอาวียะฮ์ได้เสียชีวิตในเดือนรอญับ ปีที่60 แห่งฮิจญ์เราะฮ์ศักราช ด้วยอายุ 78 ปี ท่ีเมืองซีเรีย เน่ือง

ดว้ ยถูกโรครา้ ย หลงั จากทปี่ กครองอาณาจกั รอสิ ลามนานถึง 20 ปี

สมัยของยะซิดและมุอาวยิ ะฮ์ที่ 2 (ฮศ.61-64 หรอื คศ.680-683)
การขน้ึ ครองราชย์ของยะซิด เม่ือยะซิด บิน มุอาวิยะฮ์ข้ึนครองราชย์ หลักการของอิสลามก็พังทะลาย

ลง การแต่งตั้งยะซิดเป็นกษัตริย์นั้นแน่นอนย่อมต้องมีผู้คัดค้าน เม่ือมุอาวิยะฮ์สิ้นชีวิตแล้ว บุตรชายของท่าน
เคาะลีฟะฮ์อบูบักรฺและท่านอุมัรยอมทาตามคาส่ังของยะซิด แต่อับดุลลอฮ์บินซุบัยร์ ซึ่งเรียกร้องว่า ตนควรจะ
ได้เปน็ เคาะลฟี ะฮ์ และหุสยั น์ซงึ่ มสี ทิ ธิต์ ามกฏหมายที่จะได้เป็นเคาะลีฟะฮ์ ตามที่บ่งบอกไว้ในสนธิสัญาระหว่าง
มุอาวิยะฮ์กับท่านฮะซัน ย่อมไม่ยอมให้สัตย์ปฏิญาณรับยะซิดเป็นกษัตริย์ ทั้งสองคนจึงหนีไปอยู่ท่ีมักกะฮ์ หุ
ซยั น์น้นั เปน็ คนทเ่ี ท่ยี งธรรม ซื่อตรง จริงใจ และกลา้ หาญใจบญุ มคี ณุ ธรรมสูงส่ง จึงไม่ยอมก้มศรีษะให้แก่ยะซิด
ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอย่างต่าช้าและมักมากในกาม เจ้าครองแคว้นของยะซิดได้ทาการทารุณข่มเหงราษฏรท่ีคูฟะฮ์
ประชาชนท่ีน่ันจึงลุกขึ้นต่อต้านเขาและเชิญให้หุสัยน์มาช่วย เพ่ือนๆของหุสัยน์รู้จักนิสัยของพวกอิรักดี จึง
เตือนหุสัยน์ว่าอย่าไว้ใจชาวคูฟะฮ์ แต่ลูกพ่ีลูกน้องของหุสัยน์ได้ส่งสาส์นมาเชิญหุสัยน์ไปที่นั่นเพราะพวกชาว
คูฟะฮ์ได้สัญญาว่าจะเป็นฝุายท่าน ในระหว่างนั้น อุบัยดุลลอฮ์ บิน ซิยาด ซึ่งเป็นผู้ครองแคว้นอิรักในขณะน้ัน
ได้ฆ่าชาวมุสลิมตายเป็นจานวนมาก หุสัยน์ได้พาครอบครัวและผู้ติดตามจานวนหนึ่งเดินทางมายังคูฟะฮ์ ใน
ระหว่างทางทา่ นไดข้ า่ วท่นี ่าเศรา้ นน้ั แต่ตัดสินใจไมต่ กวา่ จะทาอย่างไร จึงตัดสินใจเดินทางต่อไป แต่ยังไม่ทันได้

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 17

ไปไกลก็ประจันหน้ากับกองทัพของชาวคูฟะฮ์ซ่ึงมีชาวอาหรับเผ่าตะมีมเป็นแม่ทัพ และไม่ยอมให้หุสัยน์ผ่านไป
คณะของหุสัยน์จึงต้องข้อมไปทางขวาโดยเดินทางไปตามฝ๎่งแม่น้ายูเฟรติส และต้ังค่ายพักอยู่ในทุ่งกัรบาลาบน
ฝ่๎งแม่น้านั้น ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองคูฟะฮ์เพียง 25 ไมล์ อุบัยดุลลอฮ์ได้ยกทัพม้าจานวน 4,000 มาขู่เข็ญให้หุสัยน์
ยอมแพ้โดยไม่มีเง่ือนไข เขาได้สั่งให้กั้นทางน้าไหลเพื่อทาให้คณะของหุสัยน์ไม่มีน้ากิน แต่หุสัยน์ก็ยังยืนหยัด
อย่างมั่นคง คร้ังแรกท่านขอประณีประนอม แต่เม่ือเห็นไม่มีทางจะประนีประนอมได้ ท่านก็ตัดสินใจท่ีจะต่อสู้
จนถงึ ทส่ี ุดเหตุการณ์ท่ีกัรบาลา (Karbala) ในวันที่ 10 ตุลาคม คศ.680 ท้ังสองฝุายเผชิญหน้ากันที่ทุ่งกัรบา
ลา อุมรั บินซารเปน็ แมท่ ัพของฝาุ ยศัตรู หุสัยน์ได้ขอร้องให้ฝุายตรงขา้ มมีความเมตตาตอ่ สตรีและเด็กๆท่ีไม่มีทาง
สู้ และขอเข้าพบยะซีดเพื่อเจรจากับท่าน แต่อุมัรไม่ยอมฟ๎งเขาส่ังทหารให้จับหุสัยน์ให้ได้ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย
หุสัยน์ต้องการส่งครอบครัวและญาติๆกลับไป แต่ไม่มีใครยอมจากเขาไป หุสัยน์จึงจาต้องต่อสู้กับกองทัพใหญ่
ท่ามกลางเสียงร้องระงมของผู้หญิงและเด็ก อะลี ลูกน้อยของหุสัยน์กาลังจับไข้ก็ไม่มีน้าดื่มแม้แต่หยดเดียว กอ
ซิมหลานชายของหุสยั นถ์ กู ฆา่ ตายภายในข้อมแขนของท่านเป็นคนแรก ต่อไปลูกหลานญาติพี่น้องของท่านก็ถูก
ฝุายศัตรูฆ่าตายไปทีละคนๆ หุสัยน์ซมซานอุ้มอะลีไปหาน้าด่ืมที่ฝ่๎งแม่น้าเพราะกระหายน้า แต่ฝุายศัตรูก็ใช้ลูก
ธนูยิงกราดไล่เขา หุสัยน์วิ่งกลับมาที่ค่ายพักและทรุดตัวลงนั่ง ผู้หญิงคนหนึ่งส่งน้าให้ท่านดื่ม ในขณะที่ท่านอ้า
ปากขึ้นจะดื่มน้า ท่านก็ถูกหอกซัดเข้าทะลุปาก หุสัยน์ล้มลงกับพ้ืน ฝุายศัตรูทะยานเข้าตัดศรีษะของท่านและ
ฟ๎นร่างของท่านยับเยิน สมาชิกท่ีเป็นผู้ชายในคณะของท่านก็ถูกฆ่าตายหมดทุกคน คงเหลือแต่เด็กน้อยอะลีซ่ึง
กาลงั ปวุ ยอยู่ ซงึ่ ต่อมาได้รบั การแต่งตงั้ เปน็ ไซนุล้ อาบีดีน พวกผูห้ ญิงพรอ้ มทงั้ เด็กนอ้ ยอะลถี ูกส่งตัวไปที่ดามัสกัส
เม่ือยะซีดเห็นภาพที่น่าเศร้าเช่นนั้น ก็ได้จัดการส่งคนเหล่านั้นกลับไปบ้านของพวกเขาโดยเร็ว เหตุการณ์ที่กัร
บาลาน้ีไม่เพียงแต่ทาลายเคาะลีฟะฮ์ท่ีถูกต้องเสียเท่าน้ัน แต่ยังได้ทาลายความหวังที่จะมีความสามัคคีในหมู่
มุสลิมลงด้วย คือได้เกิดมุสลิมฝุายชีอะฮ์ขึ้น แยกจากมุสลิมกลุ่มเดิมคือซุนนี และถือว่ามุสลิมซุนนีเป็นศัตรูของ
พวกเขาด้วย ความรู้สึกเป็นปรป๎กษ์น้ีคงดาเนินต่อมาอีกช้านานจนถึงป๎จจุบันน้ี ความแตกแยกกันนี้เป็นการ
ทาลายความก้าวหน้าและความรุ่งเรืองของมุสลิมลงไป ประชาชนท่ีมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ได้ข่าวน้ีด้วยความ
ตระหนกตกใจอย่างใหญ่หลวง ประชาชนเมืองคูฟะฮซ์ งึ่ เคยเปน็ ฝุายยะซดิ กย็ ืนหยัดขึ้นต่อต้านท่าน พวกคอรีญีย์
โดยเฉพาะทเ่ี มืองบัศเราะฮ์ได้โอกาสที่จะลุกขึ้นอีกคร้ังเพื่อต่อต้านยะซิด แต่ทว่าผู้ท่ีเข้าโจมตีเคาะลีฟะฮ์ผู้น้ีเป็น
คนแรกกค็ ืออบั ดลุ ลอฮ์ บิน ซุบัยร์ อับดุลลออืไดป้ ลุกป่๎นใหช้ าวมกั กะฮใ์ ห้ต่อสู้กับยะซิด ตัวเขาเองก็ถือโอกาสตั้ง
ตวั เปน็ เคาะลฟี ะฮ์เมอ่ื ขา่ วนีร้ ู้ไปถงึ หยู ะซิด ท่านกไ็ ดส้ ่งผ้แู ทนมาเชญิ อบั ดลุ ลอฮ์จากมกั กะฮ์ไปยังดามัสกัส แต่เขา
ก็ไมย่ อมไปและซ้ายงั จบั ผู้เปน็ ตัวแทนยะซดิ ขังเสียดว้ ย ในระหวา่ งนนั้ ในมะดนี ะฮ์ก็เกิดจลาจลวุ่นวายข้ึน ชาวมะ
ดีนะฮเ์ รยี กรอ้ งใหย้ ะซดิ ออกจากตาแหนง่ เคาะลฟี ะฮเ์ สีย และได้ขับไล่ผู้ครองมะดีนะฮ์ออกจากเมือง ยะซิดโกรธ
จึงส่งกองทัพใหญ่ซึ่งประกอบด้วยทหารรับจ้างชาวซีเรียไปปราบ กองทัพทั้งสองฝุายพบกันท่ีสถานที่แห่งหน่ึง
เรียกว่า ฮัรเราะฮ์ ฝุายมะดีนะฮ์เป็นฝุายพ่ายแพ้ เมืองมะดีนะฮ์ถูกทหารฝุายข้าศึกทาลายยับเยิน หลังจาก
ปราบมะดีนะฮ์ได้แล้ว กองทัพของยะซิดได้ตรงไปยังมักกะฮ์ และเข้าล้อมเมืองไว้สองเดือน แต่ในระยะน้ันข่าว
การส้ินชีพของยะซดิ กม็ าถึง ทหารจึงรีบยกทพั กลับดามสั กัส มักกะฮ์จงึ พน้ จากความเสียหายไปได้ ยะซิดเป็นคน
มีนัสัยโหดร้าย ข้ีเมาและมักมากในกาม ชอบละเมิดหลักการของศาสนา ท่านอยู่ในราชสมบัติได้สามปีกับหก
เดือน แต่ไมไ่ ดส้ รา้ งความกา้ วหน้าอะไรแกม่ ุสลิมเลย

18 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

มุอาวยิ ะฮท์ ่ี 2 (ฮ.ศ. 64/ 683 ดารงตาแหนง่ 40 วัน )
หลังจากยะซิดส้นิ พระชนม์ มอุ าวิยะฮ์ที่ 2 โอรสของยะซดิ ได้ครองตาแหนง่ เคาะลีฟะฮ์ต่อมา แต่

เมอื่ อย่ใู นตาแหนง่ ได้สองสามเดอื น กส็ ละตาแหนง่ และสิน้ ชวี ติ ไปในเวลาไม่นาน

มัรวาน ท่ี 1 บนิ ฮะกมั จาก ปี ฮ.ศ. 64 – 65 ( ค.ศ. 683 – 684 )
เมือ่ มอุ าวยิ ะฮ์ที่ 2 ส้นิ ชพี ลง ท่านมอุ าวิยะฮ์ที่ 2 ไม่มีโอรสและไม่ได้แต่งตั้งใครเป็นรัชทายาท ฝุายราช

สานักจึงแต่งต้ังท่านมัรวาน อิบนุ อิลหากัม เป็นเคาะลีฟะฮ์ท่านท่ี 4 แห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ท่านมัรวาน
ครองราชยอ์ ยู่ได้ไมถ่ ึงปกี ส็ ้ินพระชนมแ์ ละได้แตง่ ตง้ั โอรสช่ืออับดุลมาลกิ เปน็ เคาะลีฟะฮ์ตอ่ ไป

อบั ดุลมะลิก บนิ มัรวาน ท่ี 1 จาก ปี ฮ.ศ. 65 – 86 ( ค.ศ. 684 – 705 )
เมื่ออับดุลมาลิก ( ค.ศ. 685-705) สามารถปราบปรามกลุ่มท่ีเป็นปรป๎กษ์ต่อตนเองได้เสร็จส้ินแล้ว

ท่านได้เริ่มงานบูรณะความเป็นระเบียบภายในราชอาณาจักรอิสลาม ได้ทาการปฏิรูปและนาเอามาตรการการ
บริหารแผ่นดินใหม่ๆ มาใช้ ปฏิรปู เหรียญอาหรับใหม่ ทงั้ เหรยี ญเงินและเหรียญทองแดง ซ่ึงมีช่ือว่าดินาร์ ดิรฮัม
และฟอล นอกจากนใ้ี นรัชสมยั ของท่านไดม้ กี ารปฏิรูปภาษาอาหรบั โดยการน่าเอาสระและเคร่ืองหมายจุดใส่
ลงในตัวอักษรอย่างท่ีเห็นอยู่ ในปัจจุบันนี้ เคาะลีฟะฮ์อับดุลมาลิกสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 705 หลังจาก
ครองราชย์ได้ 21 ปี

วะลดี ที่ 1 บนิ อบั ดุลมะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 86 – 96 ( ค.ศ. 705 – 715 )
เมือ่ อับดลุ มาลิกสน้ิ พระชนม์ วะลีดที่ 1 ซงึ่ เปน็ โอรสกข็ ้ึนครองราชยใ์ นดามสั กัส ท่านวะลีดที่ 1 นับเป็น

เคาะลฟี ะฮท์ ี่ยง่ิ ใหญ่ท่ีสุดทา่ นหน่ึงของโลกมุสลมิ ในรัชสมัยของท่าน ( ค.ศ. 705-7– 15) อาณาจักรอิสลามมีความ
เจรญิ รุง่ เรืองทัง้ ในและนอกประเทศ ท่านได้ปราบปรามการแข็งข้อของพวกชีอะฮ์และคอวาริจญ์จนราบคาบลง
ราชอาณาจักรเต็มไปด้วยความสงบสันติ ได้ขยายอาณาจักรอิสลามออกไปอย่างกว้างขวาง เมืองบุคอรอ สมร
คันฑ์ เมืองสินธ์ เอเชียกลางท้ังหมด แอฟริกาและสเปนต่างตกอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรอิสลาม
อาณาจักรของท่านขยายจากชายแดนจีนไปจนถึงอ่าวบิสเคย์ (Biscay) และจากทะเลโอรอล (Oral Sea)
ไปจนถึงเขตแดนกุจญ์ราตและบอมเบยใ์ นอินเดีย

ท่านได้สร้างโรงเรียนและโรงพยาบาล จัดหาเงินช่วยเหลือคนชราและคนพิการ จัดให้มีโรงพยาบาลคน
ตาบอดโดยเฉพาะ ในรชั สมัยนั้นศลิ ปะและวฒั นธรรมเรม่ิ เจริญรุ่งเรือง ท่านเป็นนักสร้างที่ยิ่งใหญ่ ได้บูรณะและ
ขยายมสั ยิดแหง่ มะดนี ะฮ์และมัสยดิ อัลอักซอในเยรซู าเล็ม พัฒนาการคา้ ใหเ้ จรญิ รุ่งเรืองและปลอดภยั

นับได้ว่ารัชสมัยของเคาะลีฟะฮ์วะลีดที่ 1 ราชอาณาจักรอิสลามมีควา มสงบรุ่งเรืองและ
เจรญิ กา้ วหน้ามากกว่าสมยั ใดๆ ทผ่ี ่านมา

สไุ ลมาน บนิ อบั ดุลมะลกิ จาก ปี ฮ.ศ. 96 – 99 ( ค.ศ. 715 – 718 )
เมือ่ เคาะลีฟะฮ์วะลีดพ่ีชายส้ินชีพลง ท่านสุไลมานได้ข้ึนครองราชย์ เป็นเคาะลีฟะฮ์ที่มีเมตตาต่อสหาย

แต่โหดร้ายต่อศัตรูมีชื่อเสียงในเรื่องฮาเร็มและการมีชีวิตอย่างหรูหรา ในรัชสมัยของพระองค์ ไม่มีอะไรที่โดด
เด่นต่อราชอาณาจักรอิสลามมากนัก คุณประโยชน์อย่างเดียวท่ีท่านทาให้แก่รัฐอิสลามคือการแต่งต้ังให้

วิชาศาสนประวตั 3ิ (อัตตารคี 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 19

ลูกพ่ีลูกน้องของท่านที่ช่ือว่าอุมัร อิบนุ อัลอะซีซ เป็นเคาะลีฟะฮ์ ซ่ึงเป็นเคาะลีฟะฮ์ท่ียิ่งใหญ่ท่านหน่ึงของ
อาณาจักรอิสลาม ทา่ นสุไลมาน สนิ้ ชีพหลงั จากที่เป็นเคาะลฟี ะฮไ์ ด้ 2 ปีกับอีก 5 เดอื น

อุมัร บนิ อับดลุ อะซซี จาก ปี ฮ.ศ. 99 – 101 ( ค.ศ. 718 – 720 )
อมุ รั ฺ อบิ นุ อบั ดุล อะซซี คอลีฟะฮคนท่ี 8 แหง่ ราชวงศอ์ ุมยั ยะหแ์ ห่งซเี รยี บรุ ุษผูเ้ หวี่ยงอิสลามเข้าสู่

สายลม

รูจ้ กั ภมู หิ ลังของของอมุ รั อบิ นุ อับดลุ อะซซี
อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ เกิดในปีค.ศ. 681 (ฮ.ศ 61) ที่ไคโร อิยิปต์ ขณะนั้นบิดาของท่านเป็น

ผปู้ กครองอิยปิ ต์ มารดาของทา่ นชื่อว่า อุมมุ อาศิม ลัยลา บุตรสาวของ อาศิม ซึ่งอาศิมท่านนี้เป็นบุตรชาย
คนหนึ่งของเคาะลีฟะฮฺอมุ ัร อิบนิ อลั -คอฏฏ็อบ ดังนั้น มารดาของท่านถือว่าเป็นหลานสาวแท้ ๆ ของเคาะ
ลฟี ะฮฺ อุมัร อิบนฺ อัล-คอ็ ฏฏอบ ดว้ ยเหตุน้ีบางคร้ังท่านอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ จึงถูกอ้างถึงท่านอุมัร อิบนฺ
อลั -ค็อฏฏอบ มากกวา่ จะเป็นคนในราชวงศ์อุมาวยี ะฮเฺ สยี อีก และคนมกั จะเรยี กวา่ ทา่ นว่า อมุ ัรที่ 2

บิดาของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ เป็นบุตรชายคนหนึ่งของเคาะลีฟะฮฺ มัรวาน อิบนฺ หะกัม แห่ง
ราชวงศ์อุมาวียะฮฺ บิดาของท่านเคยอยู่ในฐานะรัชทายาทของเคาะลีฟะฮฺอับดุล มาลิก อิบนฺ มัรวาน(ปกครอง
ในช่วง ค.ศ. 685-705 / ฮ.ศ. 65-86) ซึ่งเป็นพ่ีชายของบิดาท่าน แต่บิดาของท่านได้เสียชีวิตเสียก่อนจะรับ
ตาแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ดังนั้น อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ จึงเติบโตในฐานะ “เจ้าชาย” ท่ีสาคัญคนหน่ึงของราชวงศ์
น้ี

อมุ ัร อิบนฺ อับดลุ อะซซี เตบิ โตขนึ้ มาในช่วงเวลาที่ยังมีเศาะหาบะฮฺบางคนยังมีชีวิตอยู่ และเป็นสมัยท่ี
ศิษย์ของเศาะฮาบะฮฺมีจานวนมาก(เรียกว่า ตาบิอีน) ท่านได้รับการศึกษาด้านอิสลามอย่างดีเยี่ยม ท่องจาอัลกุ
รอานท้ังเลม่ ต้งั แต่ยงั เยาว์ เป็นท่ปี ล้มื ปิติแกบ่ ดิ าและมารดาของท่านมาก จนกระทั่งได้ส่งท่านไปศึกษาต่อที่นคร
มะดีนะฮฺ

อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้มุ่งม่ันการศึกษาหาความรู้ จนกระทั่งท่านมีความรู้ด้านหะดีษ ฟิกฮฺ
(นิตศิ าสตร์อสิ ลาม)อยา่ งลึกซ้ึง จนเปน็ ทรี่ จู้ ักกนั ดีว่า ท่านคือปราชญแ์ ถวหนา้ คนหนึ่งในสาขาวิชาดงั กล่าว ดังนั้น
จากความรู้น้ีเองทาให้ง่ายสาหรบั ท่านท่จี ะรู้และเข้าถงึ ฐานรากของสงั คมในสมยั ที่ท่านนบีมฮุ ัมมัดยังมชี วี ิตอยู่

ชีวิตส่วนตัวของอุมัร อิบนฺ อับดุล อะซีซ เป็นคนที่มีความยาเกรงต่อพระเจ้า รักความยุติธรรม ใช้ชีวิต
อย่างพอเพียง มีความสมถะ ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอย่างดีเย่ียม ท่านเป็นคนช่างคิดช่างไตร่ตรองตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ
ครั้งหนึ่งท่านน่ังเงียบ ๆ มารดาท่านถามว่า กาลังคิดอะไรอยู่หรือ? ท่านบอกว่า “ลูกกาลังคิดถึงความตาย”
คาตอบทา่ นทาใหม้ ารดาท่านถงึ กับน้าตาไหล

เนื่องจากท่านอุมัร เป็น “เจ้าชาย” คนหนึ่งในราชวงศ์อุมะวียะฮฺ ทาให้ท่านมีประสบการณ์ในการ
ทางานเป็นข้าหลวงคนสาคัญมาก่อน ก็คือการเป็นผู้ปกครองเมืองมะดีนะฮฺในสมัยเคาะลีฟะวะลีด อิบนฺ อับ
ดุล มาลกิ

20 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ในการเป็นเจ้าเมืองนั้น ท่านอุมัรปกครองอย่างยุติธรรม ท่านจะไม่ตัดสินคดีใดเว้นแต่ปรึกษากับทีม
นักปราชญ์ โดยเฉพาะอย่างย่ิงท่านสะอีด บิน มุสัยยิบ ผู้เป็นตาบีอีนที่มีชื่อเสียงท่ีสุดคนหน่ึง ท่านเป็นทั้ง
นกั ปราชญ์และนักปกครอง ทา่ นได้นาละหมาดผคู้ นในทกุ เวลา ท่านอิหม่ามมาลิกมีชีวิตท่านในสมัยน้ันได้เล่าว่า
“ฉันไม่เคยรู้สึกว่าละหมาดตามหลังใคร จะเหมือนดั่งการละหมาดตามหลังเราะซูล มากไปกว่าการได้ละหมาด
ตามหลงั อมุ ัร อบิ นุ อบั ดลุ อะซีซ”

ความเปน็ ผู้ปกครองของท่านเริม่ สง่ ความเปน็ อจั ฉริยะเทา่ ๆ กับความเป็นนักปราชญ์ของท่าน ว่ากันว่า
หากท่านไม่เป็นผู้ปกครอง ท่านจะเป็นปราชญ์คนสาคัญที่สุดคนหน่ึงของอิสลาม นักวิชาการบางคนกล่าวว่า
ท่านมีความรู้ท่ีเหนือกว่าหะซัน อัล-บัศรียฺ ในสมัยนั้นเสียอีก อย่างไรก็ตาม ท่านก็มีโอกาสถ่ายทอดความรู้บ้าง
และมลี ูกศิษยอ์ ยู่จานวนหนึง่

อย่างไรก็ตาม ต่อมาฐานะเป็นผู้ปกครองมะดีนะฮฺของท่านก็ถูกท้าทายจากฮัจญาจ บิน ยูซุฟ เจ้าเมือง
อิรักซ่ึงขน้ึ ช่อื ในการเปน็ ผอู้ ธรรม เขาได้ฟูองเคาะลฟี ะฮฺวา่ อุมัรได้คุ้มครองพวกขบถในอิรักท่ีหนีมาพักพิงในมะดี
นะฮฺเสมอ จนนาไปสู่การปลดท่านออกจากตาแหน่งขา้ หลวงนครมะดีนะฮฺ

ดูเหมือนว่า การดารงอยู่ในอานาจของท่านจะยุติลงแล้ว แต่ก็มีสิ่งท่ีอยู่เหนือการคาดคิดของผู้คนก็
เกิดข้ึน หลังจากการจากไปของเคาะลีฟะฮฺ สุลัยมาน อิบนฺ อับดุล มาลิก(เคาะละฟะฮฺที่สืบต่อจากวะลีด อิบนฺ
อบั ดุล มาลกิ ) ได้มกี ารเปดิ พินยั กรรมคาสงั่ เสียของเคาะลีฟะฮฺ ปรากฏวา่ มกี ารแต่งตงั้ ตาแหน่งเคาะลีฟะฮฺให้กับ
อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ซึ่งท่านมีศักดิ์เป็นแค่ลูกพ่ีลูกน้องกับเคาะลีฟะฮฺเท่าน้ันเอง และน่ีการก้าวสู่ตาแหน่ง
สูงสุดของโลกอิสลาม

กา้ วข้นึ สู่ต่าแหน่งผนู้ า่ สูงสดุ ของโลกอิสลาม
อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ อยู่ในตาแหน่งเคาะลีฟะฮฺระหว่างปี ค.ศ. 717-720(ฮ.ศ. 99-101) ถือว่าเป็น

เคาะลีฟะฮทฺ ่ีได้มคี ุณสมบัตทิ ่ดี ที ีส่ ุดของราชวงศ์อุมะวียะฮฺ และยังคงเป็นเคาะลีฟะฮฺท่ีดีที่สุดหลังจากเคาะลีฟะฮฺ
ผทู้ รงธรรมทงั้ สี่คน ตลอดประวตั ิศาสตร์จนถงึ ทุกวนั นี้

อุมัร อิบนุ อบั ดุล อะซีซ ใช้ชีวิตในแบบของเคาะลีฟะฮฺ ผู้ได้รับทางนาในอดีต ท่านใช้เงินเพียงวันละ 2
ดิรฮมั และสวมเสื้อผ้าธรรมดา ๆ เหมือนคนยากจน กล่าวกันว่าในวังของท่านน้ัน ไม่มีใครทายถูกว่าคนไหนคือ
เคาะลีฟะฮฺ ท่านมีภรรยาเพียงคนเดียว ท่านยกเลิกฮาเร็ม ลักษณะและการเป็นอยู่ของท่านทาให้ดูเหมือนจะ
เป็นผู้สืบทอดตาแหนง่ เคาะลีฟะฮฺจากอุมัร อบิ นฺ อัล-คอ็ ฏฏอบ แทนที่จะเปน็ สลุ ยั มาน อิบนฺ อับดลุ มาลกิ

ภารกิจแรกเร่ิมของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ก็คือการปฏิรูปเพ่ือบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน
จากการกระทาของระบอบปกครองของราชวงศ์อุมะวียะฮฺ ท่านเริ่มตรวจสอบกิจการงานต่างๆของรัฐ มีการ
ปลดผู้ปกครองบางคนออกจากตาแหน่ง ในเมื่อสงสัยว่ามีพฤติกรรมท่ีทุจริต และได้มีการแต่งต้ังผู้ที่มีความ
ยุติธรรมใหด้ ารงตาแหนง่ แทน ซึง่ เปน็ หวั ใจสาคัญของการสร้างระบอบการปกครองทีย่ ตุ ิธรรม

นอกจากนี้อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้ฟื้นฟูกฎหมายอิสลามพร้อมกับการนาไปใช้อย่างยุติธรรม ท่าน
กาชับใหผ้ ปู้ กครองในการดแู ลของทา่ นเอาใจใสต่ อ่ การปกครองดว้ ยความยุติธรรม และไม่อนุญาตให้ลงฑัณฑ์ขั้น

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 21

อุกฉกรรจ์ เช่น การตัดมือ การประหารชีวิต จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากท่านเสียก่อน การเน้นความ
ยุติธรรมและความเสมอภาคในการใช้กฎหมาย ทาให้ความนิยมในกฎหมายอิสลามจึงได้กลับมามีชีวิตชีวาอีก
ครั้งหนงึ่ ในสมัยของทา่ นได้เนน้ โครงการสวัสดิการอย่างมากมาย การสร้างที่พักคนเดินทาง การขุดบ่อน้าและ
คลองในหลายพน้ื ที่ และมกี ารอุปถมั ภ์คนยากจนและเดก็ กาพร้า และอ่นื ๆ อกี มากมาย

อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ยังเป็นผู้กาหนดนโยบายใหม่ต่อกลุ่มต่อต้านต่าง ๆ โดยใช้คาสอนอิสลามเข้า
มาปรองดอง ดังเช่นการปฏบิ ัตกิ บั กลมุ่ ชอี ะฮฺ ท่านได้ปรับวธิ ีการปฏิบตั เิ สยี ใหม่ ดังเช่นเดิมน้ันคนในราชวงศ์อุมะ
วียะฮฺมักใช้เวทีปราศรัยสาปแช่งอะลียฺในการละหมาดวันศุกร์ ท่านเห็นว่าเป็นการกระทาที่ขัดกับหลั กการ
อสิ ลาม จึงออกคาสัง่ ให้หยุดการกระทาเช่นนั้นเสีย และให้อ่านโองการของอัลกุรอานท่ีมีความหมายน้ีแทน นั่น
คอื อายะฮทฺ ว่ี า่

“แทจ้ ริงพระองคอ์ ัลลออฮทฺ รงกาชับให้มีความยุติธรรม และมีคุณธรรมบริจาคแก่ญาติใกล้ชิด และทรง
หา้ มปรามความช่ัวช้าและการละเมดิ พระองคท์ รงเตอื นสูเจ้าท้งั หลาย มาตรวา่ สูเจา้ ทง้ั หลายจะราลึก”

(สเู ราะฮฺ อัล-นะหลฺ ฺ อายะฮฺที่ 90) ขณะเดยี วกนั อุมัร อบิ นฺ อับดุล อะซซี กต็ ักเตือนในการทก่ี ลมุ่ ชีอะฮฺ
มกั จะด่าทอเศาะหาบะฮฺอยู่เสมอท่านได้กลา่ วว่า “ขณะทอี่ ัลลอฮฺทาให้เลือดของพวกเขาสะอาด แต่พวกท่าน
กาลงั ทาให้ลนิ้ ของพวกท่านสกปรก”

ภารกิจสาคัญอย่างมากของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ก็คือ การปฏิรูปบัยตุล มาล(คลังสาธารณะ)
เน่อื งจากเคาะลีฟะฮฺคนกอ่ น ๆ ไดย้ ึดมาเปน็ ของตนเอง และนาไปใช้จ่ายตามอาเภอใจ อีกท้ังคนในราชวงศ์อุมะ
วยี ะฮแฺ ละผู้มอี ิทธพิ ลไดย้ ดึ เอาทรพั ยส์ ินสาธารณะมาเป็นของตนเองอย่างมากมาย ท่านจึงออกคาสั่งให้มีการนา
ทรัพย์สินเหล่าน้ันมาคืนแก่คลังสาธารณะ มาตรการน้ีถูกคัดค้านจากพวกคนชั้นสูงอย่างหนัก แต่ก็ไม่เป็นผล
ท่านสามารถผลักดันมาตรการดงั กลา่ วอยา่ งเปน็ ขัน้ ตอนจนสาเรจ็ ท่ามกลางความพึงพอใจของประชาชน

อุมรั อิบนุ อบั ดุล อะซีซ ตระหนักดีถงึ ความมั่งค่ังและทรัพยส์ ินได้เปลีย่ นแปลงนิสัยของเคาะลีฟะฮฺและ
ชนชั้นปกครองไปอย่างไร และได้สร้างความเสียหายเพียงไรให้อาณาจักร ท่านได้วางมาตรการที่เข้มงวดในการ
ตรวจสอบคลงั สาธารณะ แมแ้ ต่อัญมณีส่วนตัวของภรรยาของท่านก็ถูกนามาเก็บไว้ท่ีคลังสาธารณะ ตัวท่านเอง
ไม่เคยเบิกส่ิงใดจากคลังสาธารณะเลย หลังจากเสร็จราชการในยามค่าคืน ท่านจะดับตะเกียงท่ีเป็นของคลัง
สาธารณะกอ่ น หากจะทางานส่วนตวั

อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ยังได้หันมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องการจัดเก็บภาษี ท่านเห็นว่ามีทรัพย์สิน
จานวนมากท่ีได้ถูกเรียกเก็บจากบรรดามุสลิมอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้น ท่านจึงได้ส่ังให้บรรดาผู้ปกครองตาม
เมอื งตา่ ง ๆ ยตุ ิการเก็บทรพั ยส์ นิ ดงั กล่าว พร้อมกับได้ลดอัตราการจับเก็บภาษีด้วย บรรดาเคาะลีฟะฮฺก่อนหน้า
ท่านได้ยึดครองที่ดินของประชาชนโดยไม่ชอบธรรม ท่านจึงสั่งให้คืนท่ีดินให้แก่เจ้าของเดิมของเขา ถ้าหากว่า
เจา้ ของเดมิ ไม่มที ี่อยกู่ ใ็ หม้ อบท่ดี ินดงั กล่าวใหก้ ับกองคลังกลาง

อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ พยายามขัดขจัดความเดือดร้อนของประชาชนโดยการยกเลิกภาษีต่าง ๆ
ท้งั หมดทก่ี าหนดขึ้นโดยขดั กับกฎหมายอิสลาม คงเหลือแต่ภาษีท่ีสอดคล้องกับกฎหมายอิสลามเท่านั้น ท่านได้

22 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

กล่าวถ้อยคาท่ีมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์อิสลามว่า “มุฮัมมัดถูกส่งมาเป็นผู้เชิญชวน(สู่สัจธรรม) ไม่ได้ถูกส่งมา
เปน็ คนเก็บภาษ”ี

การปฏิรปู ทางเศรษฐกิจของเขากระจายความมั่งค่ังไปสู่ชนช้ันล่าง ทาให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาษี
ท่ีหนักเกินไป และสามารถยืนบนขาของตัวเองได้ ผลท่ีเกิดข้ึนก็คือพวกเขาสามารถยกระดับมาตรฐานชีวิตจาก
สภาพที่ยากจนได้สาเร็จ และเป็นครั้งแรกที่อาณาจักรอิสลามไม่มีคนยากจนมารับซะกาต ดังการรายงานของ
ยะหฺยะ อิบนฺ สะอีด ซึ่งเป็นคนที่อุมัร อิบนฺ อับดุล อะซีซ ส่งไปเก็บซะกาตในแอฟริกา เมื่อเขาเก็บซะกาตได้ก็
เรมิ่ หาคนรบั ซะกาต แต่เข้าได้แจ้งกลับมาว่า ไมพ่ บคนยากจนท่จี ะมารับซะกาตแม้แต่คนเดยี ว

การปฏิรูปทั้ง “ระบอบการบริหาร” และ “ระบอบการคลัง” ที่มีประสิทธิภาพตามหลักการอิสลาม ทาให้
ประชาชนในอาณาจกั รอสิ ลามไดส้ มั ผัสกับระบอบการปกครองที่ยุติธรรมอย่างแทจ้ รงิ

ภารกจิ ที่ยิง่ ใหญ่
ภารกิจอันย่ิงใหญ่ของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้เกิดข้ึนหลังจากการปฏิรูปสังคมให้ยุติธรรม ดังที่จะ

กล่าวต่อไปนี้

1. ปรากฏการณ์คลืน่ ผคู้ นไหลบา่ ส่อู ิสลาม
ผลของความยุติธรรมในนโนบายของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้สร้างความยุติธรรมไม่เพียงแค่มุสลิม

เท่านั้น คนไม่ใช่มุสลิมก็สัมผัสได้เช่นกัน ทาให้ในสมัยของท่านเป็นสมัยท่ีได้สร้างแรงดึงดูดใจในการเข้ารับ
อิสลามอยา่ งมากทีส่ ดุ จนยากจะหาสมัยใดในประวตั ิศาสตร์เปรยี บได้

ความจริงเคาะลีฟะฮฺคนก่อน ๆ ไม่ค่อยสนใจการเผยแผ่อิสลามเท่าท่ีควร อีกท้ังพฤติกรรมส่วนตัวยัง
เป็นอุปสรรคในการเขา้ รบั อิสลามของผ้คู นเสยี ด้วยซา้ ไป ดังนนั้ ผ้คู นส่วนใหญใ่ นดินแดนที่ถูกพิชิตจึงยังคงนับถือ
ศาสนาเดิม ๆ ของพวกเขาอยู่

แต่ในสมัยของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้สะท้อนคาสอนอิสลามจากทฤษฎีไปสู่ปฏิบัติอย่างเห็นได้
ชัดเจน ทาให้เกิดปรากฏการณ์สาคัญให้กับดินแดนต่าง ๆ ที่มุสลิมได้ขยายตัวเข้าไปครอบครอง น่ันคือการ
กอ่ ใหเ้ กดิ คล่นื ของผูค้ นที่หันมารบั อิสลามอย่างกว้างขวางทสี่ ุด

ความพยายามของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ในการเผยแผ่อิสลามไม่ได้จากัดอยู่เพียงแค่สร้างสังคมที่
ยตุ ธิ รรมเพ่ือดึงดูดใจคนมิใช่มุสลิมเท่านั้น ท่านยังได้ส่งสาส์นเผยแผ่อิสลามไปยังดินแดนต่าง ๆ นอกอาณาจักร
อิสลามอกี ด้วย ทา่ นอมุ รั ไดจ้ ัดสง่ สาส์นไปยงั ราชาต่าง ๆ ในอนิ เดยี 7 คน เพ่อื เชญิ ชวนพวกเขาเข้ารับอิสลาม ซึ่ง
บรรดาราชาจานวนมากได้ตอบสนองคาเชิญชวนน้ี และไดเ้ ปลยี่ นชื่อของมาเปน็ ภาษาอาหรบั

ทา่ นยงั ได้สง่ สาสน์ และนักเชญิ ชวนไปสเู่ ผา่ เบอร์เบอร์ต่าง ๆ ในแอฟริกาเหนือมาสู่อิสลาม ผู้คนจานวน
มากได้ตอบรบั คาเชญิ ชวนนแ้ี ละเป็นผลใหม้ สุ ลิมกลายเป็นชนกลุ่มใหญ่ในแอฟรกิ าเหนอื มาจนถึงวันน้ี ท่านยังส่ง
สาส์นและนักเชิญชวนไปยังดินแดนในเอเชียกลาง และส่งผลให้พวกเขาจานวนมหาศาลเข้ามาสู่อิสลาม
เนื่องจากการดาเนินนโยบายใหเ้ สรีภาพในการนับถือศาสนา การนาเสนออิสลามท้ังทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเป็น

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 23

ระบบ ทาใหผ้ ู้คนที่มิใช่มุสลิมเข้ารับอิสลามเป็นกลุ่ม ๆ ได้อย่างง่ายดาย ในสมัยน้ีจึงเป็นยุคที่คนไม่ใช่อาหรับได้
กลายมาเป็นมสุ ลมิ อยา่ งมากมาย และเรมิ่ เข้ามามีอทิ ธิพลในการร่วมสร้างอารยธรรมอสิ ลามในสมยั ต่อมา

การเข้ารับอิสลามของผู้คนในดินแดนต่าง ๆ ทาให้คลังสาธารณะขาดภาษีญิซยะฮฺ ซ่ึงเป็นภาษีรายหัว
ของประชาชนที่มิใช่มุสลิม ทาให้ไม่เป็นท่ีพอใจแก่พวกชนช้ันปกครองที่เกรงว่าเงินคลังสาธารณะจะหมดไปใน
ที่สุด แต่อุมัร อิบนฺ อับดุล อาซีซได้ตอบกลับไปว่า “ฉันจะยินดีมากหากคนที่ไม่ใช่มุสลิมทั้งหมดเข้ารับอิสลาม
(จนคลงั สาธารณะไมม่ เี งนิ ) แลว้ ท่านกบั ฉันตอ้ งไปไถพรวนดนิ กนั เพอ่ื ยังชีพ”

2. กระบวนการพทิ ักษ์และส่งผา่ นสจั ธรรม
จุดเด่นของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ก็คือ ท่านเป็นผู้มีความเข้าใจลึกซึ้งในคาสอนอิสลาม มีความรู้ใน

ระดับปราชญ์คนหน่ึงที่ได้รับการศึกษาอิสลามมาอย่างดี กระท่ังมีผู้กล่าวว่า บรรดานักปราชญ์ท้ังหลายในสมัย
นั้นต่างเปน็ นักศึกษาร่วมรนุ่ กบั ทา่ นทง้ั น้ัน การเป็นผู้รู้อยา่ งลึกซึง้ ในอิสลามนเี่ อง อุมัรจึงได้เริ่มงานท่ีสาคัญท่ีสุด
ชน้ิ ต่อมา น่นั คอื การสนบั สนุนปราชญ์อิสลามให้เคล่ือนไหวทางความวิชาการ จัดเก็บรวบรวมและพิทักษ์รักษา
คาสอนอิสลามเอาไว้ ท่านจึงได้ติดต่ออย่างใกล้ชิดกับปราชญ์จานวนมาก เพื่อทาให้ภารกิจดังกล่าวประสบ
ผลสาเรจ็

การจัดรวบรวมและจัดระเบียบคาสอนอิสลาม ทาให้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เร่งด่วน 2 เรื่องสาคัญ นั่นคือ
การรวบรวมและการพิทักษ์รักษาหะดีษ กับการจัดวางคาสอนอิสลามให้คนท่ัวไปสามารถปฏิบัติได้อย่าง
ง่ายดายในรูปแบบของฟิกฮหฺ รอื นิติศาสตร์อิสลาม

ดังนั้น ศาสตร์สาคัญที่สุดท่ีได้รับการเรียกร้องให้มีการพิทักษ์ชาระให้บริสุทธ์ิก็คือ หะดีษ ซ่ึงเป็น
แหล่งกาเนดิ ของคาสอนอิสลามรองจากอลั -กุรอาน ดงั นั้น นับแต่สมัยของอุมัร อิบนฺ อับดุล อะซีซ เป็นต้นมา ก็
ไดเ้ กิดการบันทึกหะดีษ การตรวจสอบหะดีษอย่างแพร่หลาย และส่งผลตามมาต่อการจัดระบอบนิติศาสตร์โดย
นักวชิ าการจานวนมาก

การเรยี กร้องทเ่ี อาจรงิ เอาจังของอมุ รั อิบนุ อับดุล อะซซี ในเรอื่ งน้ีได้ก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนแปลงท่ีสาคัญ
ของประวัติศาสตรอ์ ิสลาม นกั วิชาการอสิ ลามสาขาตา่ ง ๆ ได้รับกาลังใจและเริม่ งานกันอย่างจริงจงั

ภารกิจที่ย่ิงใหญ่น้ีถูกจุดข้ึนในสมัยของอุมัร อิบนฺ อับดุล อะซีซ และดาเนินมาอย่างยาวนาวใน
ประวัติศาสตร์อิสลาม

กอ่ เกิดขบวนการสายลมแห่งศรทั ธา
อมุ ัร อบิ นุ อบั ดลุ อะซซี ปฏบิ ตั ิหนา้ ทใี่ นตาแหน่งเคาะลีฟะฮถฺ อดแบบมาจากเคาะลีฟะฮฺอุมัร อิบนฺ อัล-

ค็อฏฏอบอย่างแท้จริง ท่านสอดส่องประชาชนที่ทุกข์ยาก ช่วยเหลือพวกเขา วิถีปฏิบัติของเขาได้รับความชื่น
ชอบจากประชาคนทว่ั ทั้งอาณาจักร ทัง้ คนมสุ ลมิ และมิใช่มุสลิม จนเขาถกู ขนานนามว่าเป็น อัล-เคาะลีฟะฮ อัล-
รอชิดูน คนที่ 5

24 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ส่ิงที่นักปราชญ์ตลอดประวัติศาสตร์อิสลามพากันยกย่องท่านน้ันอยู่ในสิ่งท่ีมากกว่าความดีเลิศในการ
ดารงตาแหน่งท่ีสูงท่ีสุดในโลกอิสลามอย่างเคาะลีฟะฮฺ แต่มันอยู่ในส่ิงท่ีสิ่งท่ีเขาได้ปล่อยมันไปสู่ประวัติศาสตร์
ข้ามห้วงเวลาต่าง ๆ มานับหลายศตวรรษและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ท่านซัยยิด อบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดียฺ ได้
วิเคราะหว์ า่

“ภายใต้อิทธิพลของการตื่นตัวอิสลามและขบวนการทางป๎ญญา(ของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ)น้ีเองได้
ปรากฏงานทีท่ รงคณุ คา่ จานวนมาก ศาสตร์ต่างๆทว่ี ่าดว้ ยอัล-กุรอานและอลั -หะดษี ก็ไดถ้ ูกจัดทาข้นึ มา

มีการดาเนินการทางด้านอิจญติฮาด(คือการวินิจฉัยตามกระบวนการความรู้อิสลามเพื่อก่อให้เกิดองค์
ความรู้ใหม่ๆ)และงานเกบ็ รวบรวมวิชาการต่างๆ มีการใชร้ ากฐานของอสิ ลาม(คือแหล่งคาสอนอิสลาม ได้แก่อัล-
กุรอานและอลั -สนุ นะฮ)ฺ ในการใหร้ ายละเอียดต่างๆของกฎหมายอิสลาม รวมไปถึงกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่จาเป็นต่อ
การสร้างระบอบสงั คมทก่ี วา้ งขวางก็ถกู กาหนดออกมาจากระบอบอสิ ลามดังกลา่ วอยา่ งพรัง่ พร้อม

งานเหล่าน้ีเร่ิมต้นในฮิจญเราะฮฺศตวรรษท่ี 2 และดาเนินต่อไปอย่างกระตือรือร้นจนถึงฮิจญเราะฮฺ
ศตวรรษท่ี 4 (ประมาณช่วงปีฮ.ศ 100- ฮ.ศ 300” การเกิดมวลชนในการพิทักษ์และตรวจสอบหะดีษ การ
กาเนิดสานักนิติศาสตร์ที่มาตรฐานหลายสานัก ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ปรากฏอย่างชัดเจนจากการกระตุ้นของ
อุมรั อบิ นุ อับดลุ อะซีซ

กล่าวกันว่า หากการรวบรวมอัล-กุรอานเป็นเล่มของท่านอบู บักร ได้ก่อให้เกิดการแพร่หลายรูปเล่ม
คัมภีร์ไปสู่ป๎จเจกชนมุสลิมทุกคนแล้ว ขบวนการทางป๎ญญาที่ถูกเร่งเร้าโดยอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ก็ได้
ก่อให้เกิดการบูรณาการทางความรู้ไปสู่ศาสตร์แขนงต่าง ๆ ตามมาอย่างแพร่หลาย รูปแบบที่ถูกเรียกว่า “การ
เหวี่ยงอิสลามเข้าสู่สายลม” ของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซไม่เพียงจากัดอยู่เพียงในสนามความรู้ของนักวิชาการ
เท่าน้ัน แต่ท่านยังได้ทาให้สายลมนี้เคลื่อนไปสู่ “คนมิใช่มุสลิม” อย่างกว้างไกลท่ีสุด หลังจากการจากไปของ
ท่านนบีมุฮัมมัดไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ อานาจของรัฐอิสลามได้ครอบคลุมพื้นท่ีที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก มิอาจมี
อาณาจักรใดเทียบเคียงได้ ทาให้ชนชาติต่าง ๆ ที่มิใช่มุสลิมเข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรท่ียิ่งใหญ่นี้
และคนมิใช่มุสลิมเหล่านี้ส่วนใหญ่มิใช่ชาวอาหรับ อาทิเช่น ชาวเบอร์เบอร์ ซ่ึงเป็นชนชาติใหญ่ท่ีอาศัยในพ้ืนท่ี
กว้างขวางในแอฟรกิ าเหนอื และชนชาติในสาขาต่าง ๆ ของเผ่าเตอร์กในดินแดนใหญ่โตของเอเชียกลาง ตลอด
จนถงึ บางสว่ นของอินเดยี และอาณาจกั รเปอร์เซยี เดิม

คนไม่ใช่มุสลิมเหล่านี้ยังไม่ได้รับอิสลามในช่วงแรก ๆ เหตุหลักก็คือการท่ีคาสอนอิสลามท่ีแสดงถึง
ความเป็นสัจธรรมไม่ได้เข้าถึงพวกเขา แน่นอนว่าอิสลามปฏิเสธการใช้ดาบฝืนใจคนนอกความเชื่อให้มารับ
อิสลาม ทาให้พวกเขายังคงรักษาศาสนาเดิมไว้ ยิ่งกว่าน้ันระบอบการปกครองท่ีอยุติธรรมของผู้นามุสลิมบาง
สมยั ได้เป็นอุปสรรคอยา่ งยิ่งในการดึงดดู ใจผคู้ นมาสอู่ ิสลาม อย่าว่าแต่คนไม่ใช่มุสลิมเลย แม้แต่มุสลิมโดยท่ัวไป
ก็ลาบากใจในการดารงอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

การปกครองที่ยุติธรรมของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้สร้างปรากฏการณ์การเข้ารับอิสลามด้วยการ
ไหลบ่าสู่อิสลามของชนชาติต่าง ๆ เหล่าน้ี จนถึงทุกวันนี้ดินแดนเหล่านี้ท้ังหมดยังคงเป็นศูนย์กลางการรวมตัว

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 25

ของมุสลมิ ที่สาคัญที่สุดอยู่ รูปแบบการทาให้คนมหาศาลเข้าสู่อิสลามของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ น้ันไม่มีการ
บังคับฝืนใจ แต่ทาให้หัวใจของคนเหล่านั้นโน้มมาสู่อิสลามเอง รูปแบบที่อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ใช้เป็นส่ิงท่ี
เรียกในภาษาสมัยใหม่ว่า “Islamization” หรือการทาให้เป็นอิสลาม น่ันคือการทาให้อิสลามไม่ได้เป็นเพียง
ทฤษฎีและสามารถแปรมาสู่การปฏิบัติได้ ความยุติธรรมอิสลามเป็นส่ิงท่ีสัมผัสได้ ความเมตตาของอิสลามเป็น
ส่ิงท่ีสัมผัสได้ และยิ่งกว่านั้น “ความเป็นสัจธรรม” ของอิสลามก็เป็นส่ิงที่สัมผัสได้ จนทาให้ผู้คนท่ีมิใช่มุสลิม
มองเห็นอสิ ลามในฐานะสัจธรรมอยา่ งประจักษ์แจง้

เหตุการณ์ในสมัยอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ยังแสดงให้เห็นอีกว่า ยุคสมัยแห่งการขยายดินแดนอิสลาม
นนั้ ผคู้ นไมไ่ ด้เข้ารับอสิ ลาม เนื่องจากใชค้ มดาบ แตผ่ า่ นนโยบายและแผนงานท่ียุติธรรมของท่านต่างหาก ย่ิงใน
สมยั หลังจากน้ี อสิ ลามมกี ารขยายดนิ แดนนอ้ ยมาก การส่งผ่านอสิ ลามไปยังชนชาติอนื่ ๆ ท่ีห่างไกลออกไป เช่น
ผู้คนในหมู่เกาะมาเลย์ นั้นไมไ่ ดเ้ ก่ียวขอ้ งกบั กองทพั มสุ ลมิ เลย แตก่ ระทาผา่ นแบบอย่างท่ีดีงามและยุติธรรมของ
เหล่าพอ่ ค้ามุสลิมเป็นประการสาคญั

อุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้รับการมองจากนักประวัติศาสตร์ว่าเป็น เคาะลีฟะฮฺ นักดะอฺวะฮฺท่ีชาญ
ฉลาด ไม่เพยี งทาให้งานดะอวฺ ะฮฺประสบผลในสมัยของท่านเท่าน้ัน แต่ยังได้แสดงให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปประจักษ์ชัด
อกี ว่า การกา้ วไปของอสิ ลามสู่คนมิใช่มสุ ลิมนั้น มีป๎จจัยที่สาคัญที่สุดคือ การทาให้อิสลามมีชีวิต จนกระทั่งพวก
เขาประจักษถ์ งึ ความยุตธิ รรม ความเมตตาธรรม และความเป็นสจั จะได้ในทส่ี ดุ

การจากไปของอุมรั ท่ี 2
เคาะลีฟะฮฺอุมัร อิบนฺ อับดุล อะซีซ เสียชีวิตโดยเขาถูกวางยาพิษโดยพวกเจ้าของท่ีดินและเสนาบดีท่ี

ม่ังคั่งบางคนที่ไม่พอใจการปกครองของท่าน ก่อนจะเสียชีวิตท่านไม่ได้แสดงความต้องการที่จะแก้แค้นคนท่ี
คิดร้ายแต่ประการใด เขาไดใ้ ห้อภัยและปลอ่ ยให้คนทาผิดเป็นอิสระ(รายงานเรื่องนีม้ ขี ้อมลู ทแี่ ตกต่างกันออกไป)

ยุคการปกครองของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ น้ันสั้น เพียง 2 ปี 5 เดือน แต่กระนั้นช่วงเวลาท่ีสั้นหรือ
ยาวของการดารงอยู่ในตาแหน่งท่ียิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่ตัวกาหนดอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ และมิได้อยู่ที่การมีชีวิต
อยู่อย่างยาวนานบนโลกนี้ ว่าไปแล้วบุรุษผู้นี้อายุสั้นมาก ขณะที่เสียชีวิตมีอายุแค่ 39 ปี หากนับตามปีสุริยคติก็
ประมาณ 37 ปีเท่านัน้ เอง แตค่ วามตายไม่ใชส่ ิง่ ท่สี ามารถหยุดภารกิจของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ อิทธิพลของ
ท่านยงั ไมเ่ คยส้นิ สุด ตลอดหน้าประวตั ศิ าสตร์ทผ่ี ่านมา

ความสาเร็จท่ีส่งผลกระทบยาวนานของอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ น้ันประกอบข้ึนจากความเข้าใจท่ี
ลึกซ้ึงในคาสอนอิสลามของท่าน และการท่ีท่านได้รับการฝึกอบรมให้เป็นคนท่ีเป่ียมด้วยจิตใจท่ีงดงาม เอื้อ
อาทรต่อผู้คน มีมารยาทที่ยอดเย่ียม ประกอบทั้งความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารงาน และการ
เปน็ นกั ยุทธศาสตร์ทม่ี องเหน็ อนาคตของผลประโยชนอ์ ิสลาม ท่านซยั ยดิ อบลุ อะอลฺ า อัล-เมาดูดยี ฺ กล่าววา่

“แม้ว่าหลังจากการเสียชีวิตของท่านเคาะลีฟะฮฺ อุมัรท่ี 2 อานาจของรัฐบาลก็กลับไปอยู่ในมือของผู้ที่
ขาดความยาเกรงพระเจ้าอีกคร้ัง แต่ในแง่การเมืองแล้ว ภารกิจท่ีดีงามท้ังหลายท่ีริเร่ิมโดยท่านน้ันได้ถูกเหว่ียง
เขา้ ไปสู่กระแสลมไปแล้ว ดงั น้ัน จึงหามใี ครสามารถหยดุ การตนื่ ตวั อิสลามและขบวนการทางปญ๎ ญาได้ไม่

26 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

การเคล่อื นไหวทถี่ ูกกระตนุ้ จากตัวท่านจึงได้ก่อดอกออกผลขนึ้ มา ท้ังราชวงศ์อุมะวยี ะฮฺและราชวงศ์อบั บาสียะฮฺ
ได้ใชอ้ านาจและความมงั่ คงั่ เข้าไปมสี ่วน(แทรกแซง)เสน้ ทางของขบวนการนี้ แต่กไ็ ม่อาจสกัดก้ันความกา้ วหนา้
ของมันได้ ”

หากว่าทา่ นอบู บักร คือผู้เหว่ียงอิสลามลงสู่หน้าประวัติศาสตร์ ดังน้ัน ท่านอุมัร อิบนุ อับดุล อะซีซ ก็
คือผูต้ ามมาโปรยความเป็นสจั ธรรมและความงามของอสิ ลามเข้าสสู่ ายลม นี่คือสายโซ่แห่งการขับเคลื่อนอิสลาม
จากขอ้ ตอ่ หนงึ่ ไปยงั ข้อตอ่ หน่ึง

เมื่อภารกิจการเหว่ียงอิสลามเข้าสู่สายลมได้เริ่มข้ึนแล้ว เม่ือสายลมไปถึงท่ีไหน อิสลามก็ถูกโปรยลงสู่
ผ้คู นที่นน้ั

ยะซดี ที่ 2 บิน อับดลุ มะลกิ จาก ปี ฮ.ศ. 1๐1 – 1๐5 ( ค.ศ. 72๐ – 724 )
ในสมัยปกครองของยะชีดท่ี 2 เกิดกลุ่มกบฏต่างๆ ท่ีไม่พอใจในตัวกาหลิบเอง ประชาชนได้รับความ

เดือดร้อนและประเทศกาลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตในขณะเดียวกัน ยะซีดที่ 2 ก็ไม่ค่อยสนใจในการบริหาร
ประเทศมากนัก ระหว่างสมัยยะซีดนี้ พวกอับบาสียะฮ์เริ่มมีอานาจและแข็งข้อขึ้น ตอนแรกกระทากันอย่าง
ลับๆ แตต่ อ่ มากท็ าอย่างเปดิ เผยเพ่อื โค่นล้มตระกูลอุมยั ยะฮล์ ง

ฮชิ าม บิน อบั ดลุ มะลกิ จาก ปี ฮ.ศ. 105 – 125 ( ค.ศ. 724 – 743 )
น้องชายของยะซีดท่ี 2 ข้ึนครองอานาจต่อจากท่านยะซีดท่ี 2 ต้องเผชิญหน้ากับความยุ่งยากลาบาก

ท้งั ภายในและภายนอกประเทศ การตอ่ ส้รู ะหว่างพวกอุมัยยะฮ์กับพวกอับบาสียะฮ์ดาเนินไปอย่างรุนแรง มีการ
กอ่ การจลาจลว่นุ วายทัว่ อาณาจกั ฮชิ ามสิ้นชีพในปี ฮ . ศ . 743 เมื่อฮชิ ามสิ้นชพี

วะลดี ที่ 2 บนิ ยะซีด ที่ 2 จาก ปี ฮ.ศ. 125 – 126 ( ค.ศ. 743 – 744 )
ข้ึนครองอานาจ ในตอนแรกพยายามเอาชนะใจประชาชน โดยการเพ่ิมเงินช่วยเหลือแก่คนยากจน

คนชราและคนพกิ าร แต่ความโหดรา้ ยทวี่ ะลดี ท่ี 2 มีต่อครอบครัวท่านอะลีและบนีฮาชิมก็ทาให้ชื่อเสียงของเขา
ฉาวโฉไ่ ปทั่วประเทศ วะลีดปกครองไดไ้ มถ่ งึ ปีกถ็ กู ทา่ นยะซีดท่ี 3 ลูกชายของกาหลิบวะลีดท่ี 1 ก่อการกบฏและ
สงั หารวะลดี ที่ 2 เสียชีวติ เม่อื วะลีดท่ี 2 ส้ินอานาจ

ยะซีด ที่ 3 บนิ วะลดี ท่ี 1 จาก ปี ฮ.ศ. 126 – 126 ( ค.ศ. 744 – 744 )
ผู้ก่อการกบฏก็ขึ้นเป็นกาหลิบแทน ยะซีดเป็นคนใจบุญและเคร่งศาสนา เม่ือครองอานาจ ก็ได้สัญญา

ว่าจะปลดเปลื้องความเดอื ดร้อนของประชาชน จะลดภาษีและจะปราบปราบข้าราชการท่ีทุจริตคดโกง แต่ท่าน
อยใู่ นราชสมบตั ิไม่นานพอท่ีจะทาตามท่ีทรงสัญญาไว้ได้ ก็ต้องผจญกับความยากลาบากนานาประการมาต้ังแต่
ต้น มีการก่อกบฏทง้ั ในปาเลสไตนแ์ ละแอฟรกิ า ยะซีดครองอานาจได้แค่ 6 เดือนกส็ ้ินชีพ

อิบรอฮีม บิน วะลีด ท่ี 1 จาก ปี ฮ.ศ. 126 – 127 ( ค.ศ. 744 – 744 )
น้องชายของยะซิดท่ี 3 ข้ึนเป็นกาหลิบแทน แต่ได้รับการยอมรับจากคนเพียงบางส่วนเท่าน้ัน

จนกระทงั่ โดนรฐั ประหาร

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 27

มัรวาน ที่ 2 บิน มูฮัมมดั จาก ปี ฮ.ศ. 127 – 132 ( ค.ศ. 744 – 749 )
ก่อรัฐประหารยึดอานาจจากอิบรอฮีม มัรวาน ท่ี 2 หรือมัรวานอัลหิมาร์ ได้ย้ายเมืองหลวงจาก

ดามัสกัสไปอยู่ท่ีฮัรรอน ซ่ึงทาให้ชาวซีเรียไม่พอใจและรวบรวมกาลังข้ึนต่อต้าน มัรวานต้องผจญกับความ
ยากลาบากตา่ งๆ นานา มกี ารกบฏในปาเลสไตน์ พวกคอวาริจญ์ก็แข็งข้อขึ้น และพวกบานีฮาชิมก็แพร่ขยายตัว
ออกไปอย่างน่ากลัว เกิดความครุ่นแค้นคุกรุ่นข้ึนท่ัวอาณาจักรอุมัยยะฮ์ กองทัพซีเรียก็อ่อนแอลง ฉะน้ันสมัย
ของมัรวานที่ 2 จึงเต็มไปดว้ ยการตอ่ สู้ จนกระทงั่ ในปี ค . ศ . 750 อบมู สุ ลิม ซ่ึงเป็นตัวแทนการเคลื่อนไหวของ
กลมุ่ อับบาสยี ะห์พร้อมกบั พรรคพวกไดก้ อ่ กบฎและยึดเมืองคูราซาน (Khurasan) ได้สาเร็จ พร้อมกับขับไล่นัศร์
อิบนุ สัยยาร ซึ่งเป็นข้าหลวงของมัรวานที่ 2 ประจาแคว้นคูราซานออกจากพ้ืนที่ การก่อกบฏและยึดอานาจได้
ขยายไปเรื่อยๆ ยังแคว้นอื่นๆ จนกระทั่งมัรวานท่ี 2 ซ่ึงเป็นกาหลิบสุดท้ายของตระกูลอุมัยยะฮ์ถูกสังหาร
เสียชีวิต เมื่อกลุ่มอับบาสียะห์ประสบความสาเร็จในการยึดอานาจและโค่นล้มตระกูลอุมัยยะฮ์ได้ พวกอับบาสิ
ยะห์ได้พยายามกวาดล้างเผ่าพันธุ์ตระกูลอุมัยยะฮ์ให้ส้ิน มีไม่กี่คนท่ีสามารถหนีรอดจากเหตุการณ์ฆ่าล้าง
เผ่าพันธ์นไี้ ด้ ในบรรดาผู้ท่หี นีรอดเหล่านน้ั คือ อบั ดลุ เราะหมาน ซึ่งเปน็ หลานปูข่ องฮิซาม ไดห้ นีเอาชีวิตรอด
ไปที่แอฟรกิ าเหนือและตอ่ มาไดส้ รา้ งตระกูลอุมัยยะฮ์ข้นึ มาใหมท่ ่แี คว้นแอนดาลุส สเปน

28 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ใบงานท่ี 4
เรื่อง ประวตคิ อลีฟะห์อาณาจกั รอสิ ลามสมัยราชวงศอ์ มุ ัยยะห์

1.อภิปรายแนวทางการปกครอง มุอาวียะฮ์ ที่ 1 บนิ อบซี ุฟยาน จาก ปี ฮ.ศ. 41 – 60 ( ค.ศ. 661 – 680 )
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.อธิบายขอบเขตการขยายอาณาจกั รในชว่ งการปกครองของคอลฟี ะหม์ ุอาวยิ ะห์(รด.)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

วิชาศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 29

ใบงานที่ 5
เรือ่ ง ประวตคิ อลีฟะห์อณาอาณาจักรอสิ ลามสมัยราชวงศอ์ มุ ัยยะห์

1.ให้นักศึกษาอธิบายลักษณะการปกครอง - อุมัร บิน อับดุลอะซีซ จาก ปี ฮ.ศ. 99 - 101 (ค.ศ. 718 - 720)
พอสงั เขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2.อธบิ ายทม่ี าช่อื อุมนั ที่ 2มาพอสังเขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

30 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารคี 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

บทท่ี 3
ราชวงศ์อมุ ัยยะห์แห่งอันดาลเู ซีย สเปน

ความเป็นมา
หลังจากคอลีฟะห์แห่งดามัสกัสถูกโค่นล้มในปี ค.ศ. 750 และสถาปนาคอลีฟะห์วงศ์อับบาซิยะห์ขึ้น

แทนทแ่ี บกแดด อบั ดรุ รอฮมาน บิน มุอาวยิ ะห์ (‫ )عبد الرحمن الداخل‬หลานของอดีตคอลีฟะห์ฮิชาม ซึ่งรอด
พ้นจากการสงั หารหมู่ของพวกอบั บาซยิ ะห์มาได้อย่างหวุดวดิ ได้หลบหนีไปยังอัฟริกาเหนือ ที่น่ันเขาได้สั่งให้คน
รับใช้ที่ช่อื บดั รฺติดต่อกับพรรคพวกของวงศ์อุมัยยะห์ในสเปนอย่างลับๆ เมื่อแน่ใจว่าจะมีผู้สนับสนุนเพียงพอ จึง
ตดั สินใจขา้ มไปยงั สเปนในเดือนสงิ หาคม ค.ศ. 755 ปรากฏวา่ กองทัพของเขาเอาชนะทหารของยูซุฟ บิน อับดุร
รอฮมาน อลั ฟิหร์ ีย์ (‫ )ٌوسف بن عبد الرحمن الفهري‬ใกล้ๆกบั เมอื งคอรโ์ ดบาในเดอื นพฤษภาคม ค.ศ. 756
และสถาปนาตนเองเปน็ อะมรี แหง่ อันดาลเู ซยี

ตลอดสมัยการปกครองเขา(ค.ศ. 756-788) ได้สถาปนาอานาจของวงศ์อุมัยยะห์ให้เข้มแข็งด้วยการ
เชิญชวนผู้สนับสนุนอุมัยยะห์จากซีเรียให้อพยบมายังสเปน ปราบปรามชาวอาหรับและเบอร์เบอร์ท่ีกระด้าง
กระเดื่องต่อวงศ์อุมัยยะห์ หรือแม้แต่กับญาติสนิทที่คิดทรยศ ขณะเดียวกัน อัสตูเรียส รัฐคริสเตียนทางตอน
เหนือได้รุกเข้าไปยังดินแดนของอาหรับ ระหว่างที่เกิดป๎ญหาการเมืองภายใน ทาให้เขาต้องนากองทัพไปปราบ
ซึ่งในที่สุด กษัตริย์แห่งอัสตูเรียสก็ยอมลงนามสงบศึกเป็นระยะเวลา 20 ปี (ต้ังแต่ ค.ศ. 767 ถึง 786) ค.ศ.
778 ผวู้ ่าการเมืองบารเ์ ซโลนา ลูกเขยของยซู ุฟ บิน อับดรุ รอฮมาน อลั ฟหิ ร์ ยี ์ก่อกบฏและขอความช่วยเหลือจาก
พวกแฟรงก์ แต่เมอื่ กษตั รยิ ช์ าลส์ เลอมองของแฟรงก์ยกทัพมาถึงซาราโกซา (Saragossa อาหรับเรียก ซารากุส
เฏาะห์ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบาร์เซโลนา ชาวเมืองกลับปฏิเสธที่จะเปิดประตูเมือง จึงถูกพวกแฟรงก์
ล้อมไว้ แตไ่ มน่ านกต็ ้องยกทัพกลับเม่ือมีข่าวการก่อกบฏในฝร่ังเศส ทัพระวังหลังของพวกแฟรงก์ภายใต้การนา
ของเจ้าชายโรแลนดถ์ กู พวกบาสก์ซ่มุ โจมตีทรี่ องเคสวาลล์จนเจา้ ชายโรแลนดเ์ สียชีวิต ปรากฏอยู่ในบทประพันธ์
ที่มชี ่อื เสยี งของยโุ รปยคุ กลาง ชื่อ Chansen de Roland

ถึงแม้จะเป็นอิสระจากอานาจของคอลีฟะห์วงศ์อับบาซิยะห์แห่งอิรัค แต่เขาก็ยังรูปแบบการปกครอง
ท้องถ่นิ ตามแบบทีข่ ้าหลวงซึ่งได้รบั การแต่งต้ังจากดามัสกัสก่อนหน้าน้ีปฏิบัติ คอร์โดบายังคงเป็นศูนย์กลางการ
ปกครอง เรียกตนเองวา่ อะมีร แมแ้ ต่ในปแี รกๆที่เขามีอานาจก็ยอมให้มกี ารกล่าวนามของคอลีฟะห์วงศ์อับบา
ซิยะห์ในระหว่างคุฏบะห์วันศุกร์ ช่วงกลางสมัยของเขามีการจัดต้ังกองทหารรับจ้าง ประกอบด้วยทหารชาว
เบอร์เบอรแ์ ละพวกมัมลกู (ทาสผวิ ขาวทซ่ี ื้อมาจากยุโรปตอนเหนือ) ท่ไี ด้รับการฝกึ ฝนมาอย่างดกี ว่า 40,000 คน
ด้วยความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน เขาได้สร้างพระราชวังใกล้คอร์โดบา ชื่อ อัรรอศอฟฟะห์ เลียนแบบ
พระราชวงั ฤดรู อ้ นในซีเรีย ท่ีเม่ือสมัยยังเป็นเด็ก เขาเคยพานักอยู่กับปุู(คอลีฟะห์ฮิชาม) พระราชวังแห่งน้ีแสดง
ให้เห็นถึงสถาป๎ตยกรรมแบบอุมัยยะห์ มีท่อส่งน้าเข้าสู่อาคาร จัดให้มีสวนไม้ประดับ ซึ่งกลายเป็นอย่างการจัด
อาคารของยุโรปในภายหลัง ปลูกพันธุ์พืชที่นามาจากตะวันออกกลาง เช่นต้นทับทิม ลูกท้อ และต้นปาล์ม เขา
เสียชีวิตในปี ค.ศ. 788 ขณะอายเุ กือบจะ 60 ปี

วิชาศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 31

ฮิชามท่ี 1 (‫ )هشام بن عبد الرحمن الداخل‬บุตรชายคนท่ีสองของอับดุรรอฮมาน อ้างสิทธิการเป็น
ทายาท ทาให้พ่ีชายที่ช่ือสุลัยมานและน้องชายชื่ออับดุลลอฮฺต้องถูกเนรเทศไปยังอัฟริกาเหนือ ตลอดยุคสมัย
ของเขา(ค.ศ. 788-796) การเมืองภายในมีความมั่นคง เขาให้การยอมรับคาสอนตามสานักคิด(มัซฮับ)มาลิกีย์
และได้กลายเป็นสานักคิดที่เป็นทางการของมุสลิมสเปนนับตั้งแต่น้ัน ฮิชามเสียชีวิตขณะอายุเพียง 40 ปี แต่
กอ่ นท่จี ะเสียชีวิต ไดแ้ ตง่ ตายลกู ชายทชี่ ือ่ อัลฮะกมั (‫ )الحكم بن هشام‬เป็นทายาท(ค.ศ. 796-822)

ความย่งุ ยากเกิดขึ้นเมื่อสลุ ัยมานและอับดลุ ลอฮฺ ผู้เป็นลุงกลับมาอ้างสิทธิท่ีเคยถูกฮิชามแย่งไป ปรากฏ
ว่ากองทัพของสุลัยมานพา่ ยแพ้ไปขณะพยายามจะบุกเข้าคอร์โดบา สุลัยมานถูกสังหารในท่ีสุดท่ีเมริดา ส่วนอับ
ดุลลอฮฺซ่ึงพยายามขอความช่วยเหลือจากชาล์ส์เลอมอง ถูกจับได้และถูกจากัดบริเวณท่ีวาเลนเซียจนกระท่ัง
เสียชีวิต ในช่วงเวลาเดียวกันน้ัน เมืองซากาโกซา โทเลโดและเมริดาได้ก่อกบฏขึ้น แต่ท้ังหมดก็ถูกปราบปราม
ลง อัลฮะกัมได้สงั่ ใหส้ รา้ งปูอมปราการแห่งทเู ดลา ทางตอนเหนือของซาราโกซา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของ
ชายแดนตอนเหนือ ท่ีโทเลโด อัลฮะกัมได้วางแผนให้มีการสังหารหมู่อย่างโหดเห้ียมต่อชนช้ันขุนนางซึ่งเป็น
มสุ ลิมใหม(่ มุวัลลดั ) ท่ีมกั ก่อกบฏอยเู่ สมอเมอื่ ได้โอกาส

ในระหว่างท่ีอัลฮะกัมปราบปรามกบฏที่เมริดา ซ่ึงใช้เวลานานถึง 7 ปีน้ัน แผนการยึดอานาจโดยให้
ลกู พีล่ กู นอ้ งข้ึนเป็นอะมรี แทน ถูกเปดิ เผยขึน้ มา ทาใหเ้ ขาส่งั กาจัดผวู้ างแผนอย่างโหดร้าย สร้างความโกรธเคือง
ให้กับประชาชน ซึ่งไม่พอใจพฤติกรรมส่วนตัวของอัลฮะกัม ซึ่งห่างเหินศาสนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จนในที่สุด
นาไปสกู่ ารจราจลของเขตอัรระบัต ชานเมืองคอร์โดบา ภายใต้การนาของผู้นาศาสนาชาวเบอร์เบอร์ท่ีอัลฮะกัม
เกอื บจะต้องแลกมันกับบัลลังก์และชวี ติ แต่ในท่สี ุดชาวเมืองก็ถูกปราบลงได้ ผู้นากบฏถูกส่ังตัดหัว บ้านเรือนใน
เขตท่ีก่อกบฏถูกเผาทาลาย และประชาชนกว่า 20,000 คน ถูกเนรเทศให้ออกจากสเปน ส่วนหนึ่งอพยบไปยัง
เมืองเฟซในโมรอคโค อีกส่วนหน่ึงได้สถาปนาอาณาจักรของพวกตนข้ึนบนเกาะครีต (อาณาจักรนี้ยืนหยัดอยู่จ
ถงึ ปี ค.ศ. 961 เม่ือกรกี ยกทพั มาตเี กาะนคี้ ืน) นโยบายทส่ี รา้ งความไม่พอใจแก่ประชาชนโดยท่ัวไปน้ี ผลักดันให้
เขาต้องอาศัยทหารรับจ้างมาช่วยค้าจุนอานาจ ยุคนี้เองท่ีมุสลิมพ้ืนเมือง(มุวัลลัด) เบอร์เบอร์ และอดีตทาสท่ี
เคยเป็น ทหารรับจ้าง เข้ามามีบทบาทในการปกครอง เคียงข้างกับชาวอาหรับ การวางรากฐานที่มั่นคงของอัล
ฮะกมั ทาให้ยุคสมัยของอับดุรรอฮฺมานท่ี 2 (ً‫)عبد الرحمن الثان‬ผู้เป็นทายาท(ค.ศ. 822-852) เป็นยุคที่สงบ
และความเจริญทางด้านวิทยาการเฟอ่ื งฟขู ้นึ

การรบกบั รัฐคริสเตยี นตอนเหนือสามคร้ังประสบความสาเร็จ โจมตีอะลาบาและแคสตีล และรุกเข้าไป
ในดินแดนกาลเิ ซียที่ขณะน้ันปกครองโดยอัลฟองโซที่ 2 ในการรบบาเซโลนา( อาหรับเรียก บัรชิลูนะห์) และเจ
โรนา แม้เขาไม่สามารถยึดเมืองท้ังสองได้ แต่ในปี ค.ศ. 841 กองทัพของมุสลิมสเปนก็สามารถรุกไปถึงดินแดน
ของฝรั่งเศสอีกคร้ัง สามปีต่อมา โจรสลัดนอร์ทแมนด์จากคาบสมุทรสแกนดิเนเวียบุกปล้นสะดมเมืองต่างๆริม
มหาสมุทรแอตแลนติค เมืองลสิ บอน( อาหรบั เรยี ก อลั อชุ บูนะห)์ ถูกโจมตีอย่างหนัก หลังจากน้ันโจรสลัดยกมา
ยึดเมืองคาดิส เมืองเซวิลล์ (อาหรับเรียก อิชบิลิยะห์) ท่ีปราศจากการปูองกันถูกปล้นสะดม ชาวเมืองท่ีไม่
สามารถหลบหนีทัน ถูกฆ่าตายหรือไม่ก็ถูกจับไปเป็นทาส อับดุรรอฮมานที่ 2 ต้องระดมกาลังทหารเพื่อขับไล่
โจรสลัดเหล่านี้ออกไป และสร้างแนวปูองกันและทัพเรือ เมื่อโจรสลัดเหล่าน้ีกลับมาโจมตีอีกในปี ค.ศ. 859

32 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

และ 866 จึงถูกขับไล่ออกไปอย่างง่ายดาย ด้านความสัมพันธ์กับรัฐอื่นๆ มีความพยายามในการสานสัมพันธ์
กับไบแซนไทน์ เนื่องจากมีศัตรูร่วมกันคือคอลีฟะห์วงศ์อับบาซียะห์แห่งแบกแดดและอาณาจักรแฟรงก์แห่ง
ฝร่งั เศส มกี ารสง่ ทตู ติดตอ่ กัน แมไ้ มป่ ระสบความสาเรจ็ มากนกั

ถึงตอนน้ี สเปนภายใตก้ ารปกครองของอะมรี แห่งอันดาลูเซีย กลายเป็นดินแดนท่ีมีม่ังคั่งท่ีสุดในบรรดา
รัฐริมทะเลเมดิเตอเรเนียน การค้าและอุตสาหกรรมส่ิงทอท่ีเฟ่ืองฟู สร้างรายได้ให้กับอาณาจักร คอร์โดบาและ
เซวิลล์กลายเป็นศูนย์ทางการค้าที่มีชีวิตชีวา ความเป็นอยู่ของอะมีรที่โอ่อ่า หรูหรา ให้การส่งเสริมดนตรีและ
ศิลปะ ให้ความสนใจในการอุปถัมภ์การศึกษาวิชาการแขนงต่างๆ แสดงให้เห็นความพยายามเทียบช้ันกับคอ
ลีฟะหแ์ หง่ แบกแดด ยคุ น้เี องท่ีนกั ปราชญ์อย่างอิบนุ ฟิรนาสและซิรยาบมชี วี ติ อยู่ในสเปน

อารยธรรมความเป็นอยู่ของชาวอาหรับ ยั่วยวนคริสเตียนสเปนให้เลียนแบบ แม้จะไม่ยอมรับนับถือ
อิสลามก็ตาม ยอมท่ีจะถอดเสื้อตามแบบของตะวันตกยุคกลางมาใส่เส้ือผ้าที่เบาบางและมีสีสรรอันงดงามของ
อาหรับ โดยอ้างว่ามันจะสะดวกสบายกว่า รู้จักการใช้เคร่ืองเทศในการปรุงแต่งอาหาร และรู้จักดนตรีอัน
ไพเราะของอาหรับ ยอมรับท่ีจะเรียนรู้วิทยาการและศิลปะอันงดงามของอาหรับ กลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการ
อยู่ร่วมกันท่ีเรียกกันว่า โมซาแรบ(Mozarab มาจากค่าว่า มุสตะอฺริบ แปลว่าผู้ท่ียอมรับภาษาและวิถีของ
ชาวอาหรับอย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาโต้ตอบของผู้นาคริสเตียนรุนแรงข้ึน เมื่อพบว่าคริสเตียนสเปนจานวนมาก
หันมานับถืออิสลาม บาทหลวงเปอร์เฟคตุสได้กล่าวดูถูกเหยียดหยามท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ต่อหน้า
สาธารณชน บาทหลวงถูกลงโทษประหารชวี ิตในปี ค.ศ. 850 จนได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญ กระตุ้นให้หนุ่ม
สาวคริสเตียนอีกหลายคนให้กระทาการลักษณะดังกล่าว แม้จะรู้ถึงชะตากรรมของตนว่าสุดท้ายจะลงเอยแบบ
ใด แคเ่ วลาไม่ถงึ สองเดือน มคี ริสเตยี นท่ยี อมตายดว้ ยการกระทาดงั กล่าวถึง 11 คน

ช่วงปลายสมัยของอับดุลรอฮมานท่ี 2 มีความพยายามลอบสังหารเขา แต่ไม่ประสบผล อย่างไรก็ตาม
เขาเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา มุฮัมมัดที่ 1 ( ‫)محمد بن عبد الرحمن الأوسط‬บุตรชายได้เป็นอะมีรสืบแทน
(ค.ศ. 852-886) ปรากฏว่าเกิดการกบฏของหัวเมืองสาคัญๆ ท่ัวสเปน จนอานาจของอะมีรเหลืออยู่เพียงรอบๆ
คอร์โดบาเท่านั้น ท่ีนับว่าอันตรายที่สุดก็คือการก่อกบฏของอุมัร บิน ฮัฟซูน (‫ )عمر بن حفصون‬ฐานกาลัง
สาคัญอยู่ท่ีปูอมโบบาสโตร (Bobastro) มุฮัมมัดเสียชีวิตขณะนากาลังไปปราบกบฏอุมัร อัลมุนซิร (‫)المنذر‬ผู้
เปน็ ทายาท สบื อานาจตอ่ มาเพยี งระยะเวลาสั้นๆ (ค.ศ. 886-888)

อับดุลลอฮฺ (‫)عبد الله بن محمد‬น้องชายของอัลมุนซิร สือต่ออานาจต่อมา (ค.ศ.888-912) การ
แกง่ แยง่ ชิงอานาจในวงั เกิดข้ึนอยา่ งต่อเน่ือง การลกุ ฮอื ของหวั เมอื งตา่ งๆ และความขัดแย้งระหว่างเช้ือชาติ ทา
ใหส้ เปนยุคนเ้ี ต็มไปดว้ ยความวุ่นวาย มุสลิมพ้ืนเมอื ง(มวุ ัลลัด)ตั้งรัฐอิสระของตนข้ึนทางตะวันตกเฉียงใต้ และรบ
พุ่งกบั อาหรบั ทป่ี กครองเขตเอลไวรา เชน่ เดียวกบั ในเซวิลล์ ท่ีความขัดแย้งระหว่างอาหรับกับชนพ้ืนเมืองลงเอย
ด้วยการก่อตั้งรัฐอิสระที่มีอิบรอฮิม บิน ฮัจญาจเป็นผู้นา ต่อมากลายเป็นญาติกับอุมัร บิน ฮัฟซูน ผ่านการ
แต่งงาน โทเลโดแยกตัวโดยตระกูลซุนนนู ขณะท่ีตระกลู กูซยี ไ์ ด้ปกครองซาราโกซา

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 33

อับดุลรอฮฺมานท่ี 3 (‫ عبد الرحمن الثالث‬ค.ศ. 912-961) กลายเป็นบุคคลท่ีมากอบกู้สถานการณ์
ของอะมีรวงศ์อุมัยยะห์ ตอนท่ีเขารับตาแหน่ง มีอายุเพียง 23 ปีเท่าน้ัน แต่ด้วยความที่เป็นคนมุ่งม่ันและ
ปราดเปรือ่ ง ทาใหเ้ ขาสามารถกอบกูด้ ินแดนของมสุ ลิมสเปนให้กลบั มาเป็นปึกแผ่นอีกคร้ัง เอซิจา (อาหรับเรียก
อิสตะญะห)์ ยอมจานนในปแี รกท่เี ขาเป็นอะมีร ตามด้วยเมืองอาร์ชิโดนา (อาหรับเรียก อุรดูซูนะห์) และเซวิลล์
ในปีต่อมา ปูอมโบบาสโตรของอุมัร บิน ฮัฟซูนถูกเขายึดได้ในปี ค.ศ. 917 และโทเลโด ยอมจานนโดยไม่มี
เงื่อนไขหลังจากท่ีต่อต้านอยู่นาน 3 ปี?ในช่วงที่ติดพันกับสงครามภายในอยู่นั้น รัฐคริสเตียนตอนเหนือมักบุก
เข้ามาคุกคามชายแดนมุสลิมอยู่บ่อยคร้ัง ค.ศ. 914 รัฐลิยองยึดปูอมซาน เอสเตอบานไว้ได้ พร้อมตัดคอแม่ทัพ
มุสลิมเสียบประจานไวข้ ้างหัวสุกร อบั ดุรรอฮมานจึงยกทัพไปราบปราม ได้รับชัยชนะที่วัล เดอ จุนเควราส (Val
de junqueras) และการรบท่ีเมซและแพมโพลนา(เมอื งหลวงของนาวาเรยี อาหรับเรียก บัมบะลูนะห์) ทาให้รัฐ
ลิยองและนาวาเรียต้องยอมจานนในที่สุด แต่สงครามในปี ค.ศ. 939 ทัพอับดุรรอฮมานพ่ายแพ้ต่อทัพผสมของ
รามโิ อที่ 3 แห่งลียอง และราชินีโททาแหง่ นาวาเรยี ท่ีอลั ฮนั เดกา (มาจากภาษาอาหรบั อัลคอนดัก) ตอนใต้ของ
ซาลามังกา อย่างไรก็ตาม ต่อมา ราชินีโททาต้องเดินทางมาเข้าพบอับดุรรอฮมาท่ีคอร์โดบาเพ่ือขอความ
ช่วยเหลอื ทางทหารและรักษาโรคอ้วนของหลานท่ีช่ือซานโจ

ทางดา้ นชายแดนตอนใต้ เพือ่ ปอู งกนั การโจมตขี องคอลฟี ะห์วงศ์ฟาฏิมิยะห์ซึ่งมีฐานอานาจอยู่ที่ตูนิเซีย
อับดุรรอฮมานได้ส่งทัพเรือเข้ายึดเมืองท่าซับตะห์ (Ceuta) ฏอนญะห์ (Tangier) และเมลลิละห์ (Mellila)
ดินแดนหลายแหง่ ในโมรอคโคยอมตกลงท่ีจะอยภู่ ายใต้การคมุ้ ครองของอบั ดุรรอฮมาน

เมื่อถึงสิ้นปี ค.ศ. 928 อับดุรรอฮมานท่ี 3 ถึงจุดสูงสุดแห่งอานาจ เขาสถาปนาตัวเองเป็นคอลีฟะห์
เรียกตนเองว่า คอลีฟะห์อันนาซิร ลิดดี นิลลาฮฺ ทาให้โลกอิสลามขณะน้ันมีคอลีฟะห์ถึง 3 คนในคราว
เดียวกัน คือคอลีฟะห์วงศ์อับบาซิยะห์แห่งแบกแดด วงศ์ฟาฏิมิยะห์แห่งตูนิเซีย(ต่อมาย้ายไปอียิปต์) และ
วงศ์อุมยั ยะห์แหง่ อนั ดาลูเซีย ความรงุ่ เรอื งทางสถาปต๎ ยกรรมและศลิ ปะวทิ ยาการของอุมัยยะห์แห่งอันดาลูเซีย
ถึงจุดสูงสุดในยุคของอับดุรรอฮมาน ฐานะของคอลีฟะห์แห่งอันดาลูเซียรู้จักกันในยุโรปขณะน้ันว่าเป็นผู้ครอง
อาณาจกั รทม่ี คี วามร่ารวย ม่ังค่ังและมีความเป็นอยู่ท่ีโอ่อ่าหรูหรา ทุกปีจะมีทูตจากไบแซนไทน์ เยอรมัน อิตาลี
และฝรัง่ เศษมาเจรญิ สัมพนั ธไ์ มตรี อิบนุ อิซารยี ์ นกั ประวัตศิ าสตร์ร่วมสมัย บันทึกถึงนครคอร์โดบา เมืองหลวง
ของอันดาลูเซียว่ามีประชากรประมาณ 500,000 คน บ้านเรือน 113,000 หลัง และมัสยิด 3,000 แห่ง
นอกจากแบกแดดและคอนสแตนติโนเปิลแล้ว ไม่มีเมืองใดจะยิ่งใหญ่เท่าคอร์โดบา พระราชวังของคอลีฟะห์อยู่
บนภูเขาเซียราโมเรนา ริมฝ่๎งแม่น้ากัวดัลคีวีร์ (Guadalquivir มาจากภาษาอาหรับ Wadi al-Kabir) ห่างจาก
คอร์โดบาประมาณ 7 ก.ม. เรียกกันว่า มะดีนะฮฺ อัซซะฮฺรออฺ (‫ )المدٌنُه الزهراء‬ใช้คนงานก่อสร้างประมาณ
หมื่นคน ต้ังแต่ปี ค.ศ. 936-940 ใช้หินอ่อนที่นามาจากนูมิเดียและคาร์เทจ เสาหินจากไบแซนไทน์ รอบๆ
พระราชวังแบ่งเป็นพื้นท่ี 3 ชั้น ช้ันแรกเป็นสวนดอกไม้ ค่ายทหารและตลาด ช้ันที่สองเป็นที่พักของบรรดาขุน
นาง ส่วนพระราชวังอยู่ชั้นบนสุด มีห้องโถง 400 ห้อง มีสระน้าขนาดใหญ่และบริเวณชมทิวทัศน์อยู่ด้านหน้า
จากบันทึกของอิบนุ อิซารีย์ ระบุวา่ ที่พระราชวงั แห่งนี้ มีทหารรับจ้างตา่ งชาติอยถู่ ึง 3,750 คน

34 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

อลั ฮะกมั ที่ 2 (ً‫ )الحكم الثان‬เป็นทายาทสืบต่อจากอับดุรรอฮมาน (ค.ศ.961-976) นับเป็นผู้อุปถัมภ์
การศึกษาและศลิ ปะคนสาคญั ของวงศ์อุมัยยะห์ ในยุคน้ีการโจมตีของพวกโจรสลัดนอร์ดแมนสองคร้ังในปี 966
และ 971 ถกู ขับไล่ออกไปอย่างง่ายดาย ท้ังนาวาเรียและลิยองก็ยอมสวามิภักดิ์ต่ออุมัยยะห์ แต่เมื่อลิยอง แคช
ตีล นาวาเรียและบาร์เซโลนารวมตัวกันเป็นพันธมิตร อัลฮะกัมก็นาทัพไปโจมตีแคชตีลด้วยตนเองในปี ค.ศ.
963 จนรัฐคริสเตียนเหล่านั้นต้องยอมลงนามสงบศึก ส่วนทางใต้ ภัยจากฟาฏิมิยะห์แทบจะหมดไป เมื่อคอ
ลีฟะห์วงศ์ฟาฏิมยิ ะห์ยา้ ยไปอยี ิปต์

อย่างไรก็ตาม การตายของอัลฮะกัมในปี ค.ศ. 976 ทาให้วงศ์อุมัยยะห์ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ เน่ืองจากผู้
เป็นทายาท ฮิชามที่ 2 (ค.ศ. 976-1009) มีอายุเพียง 12 ปี อานาจการปกครองท่ีแท้จริงตกเป็นของเสนาบดีที่
ช่ือ มุฮัมมัด บิน อะบีอามีร หรืออัลมันซูร ( ‫ محمد بن عبد الله بن أبً عامر الحاجب المنصور‬,
Almanzor ตามช่ือเรียกขานของชาวยุโรป) เขาพยายามรวบอานาจในวังไปเป็นของตน กาจัดคู่แข่งการ
การเมอื งจานวนมาก ความเด็ดขาดต่ออาชญากรทาให้เขาไดร้ ับความนยิ มจากชาวคอรโ์ ดบา เขานาทัพเข้าโจมตี
รัฐคริสเตียนหลายคร้ัง ค.ศ. 981 ตีเมืองซาโมรา (อาหรับเรียกซัมมูเราะห์) ทางตะวันออกเฉียงเหนือ และใน
ระหว่างการทาสงครามกับพวกคริสเตียนคร้ังท่ี 13 เขาก็ยึดบาร์เซโลนามาได้อีก ปรากฏว่าในปี ค.ศ. 988 เขา
บกุ ไปถึงเมอื งลิยอง สาหรบั อฟั รกิ าเหนอื ซงึ่ ปลอดอทิ ธพิ ลของฟาฏมิ ิยะหแ์ ลว้ เขาพยายามซื้อความภักดีของผู้นา
ชาวเบอร์เบอร์ เผ่าซานะตะห์ ด้วยของกานัลจานวนมาก สามารถกาจัดพวกอิดรีซีย์ท่ีเหลืออยู่จนส้ินซาก เขา
เสยี ชวี ิตขณะกลับมาจากสงครามครั้งสดุ ทา้ ยของเขาในปี 1002

ถึงแม้ว่าอัลมันซูรจะทาให้อันดาลูเซียเป็นรัฐทหารท่ีมีความเข็มแข็ง แต่การเปล่ียนแปลงโครงสร้าง
กองทัพดว้ ยการทาลายระบบชนเผา่ (แตง่ ตง้ั ผู้บญั ชาการทหารโดยไม่คานึงถึงระบบเผ่าของชาวอาหรับ) รวมทั้ง
เกณฑ์ทหารรับจ้างชาวเบอร์เบอร์จานวนมาก ได้ทาลายสมดุลของอานาจทางสังคมท่ีประกอบไปด้วย
หลากหลายชาติพนั ธุ์ของสเปนไป

ต้องเข้าใจว่า ตั้งแต่อุมัยยะห์ขึ้นมามีอานาจ ผู้นาของวงศ์อุมัยยะห์พยายามรักษาความสมดุลระหว่าง
ชนชาติอาหรับ ที่แบ่งเป็นสองพวกใหญ่ๆ คืออาหรับเหนือและใต้ ชนชาติเบอร์เบอร์ และสุดท้ายคือมุสลิม
พื้นเมือง ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ทาให้ผู้นาวงศ์อุมัยยะห์มีอานาจทางการเงินเพียงพอที่จะรักษาสมดุล
ดังกล่าวนี้ อะมีรสามารถที่จะหลอมรวมชาวอาหรับกับมุสลิมพ้ืนเมืองได้ไม่ยากเย็นนัก แต่เมื่อโครงสร้างทาง
สังคมเปล่ียนแปลงไป ชนพ้ืนเมืองสเปนเข้ารับนับถืออิสลามมากข้ึน ทาให้มุสลิมกลายเป็นชนส่วนใหญ่ของ
สเปน(ดูเรื่องน้ีเพ่ิมเติมไดใ้ น การเมือง การปกครอง สภาพสังคมและเศรษฐกิจในยุคอุมัยยะห์ ) ตัวแทนของกลุ่ม
อานาจในสงั คมก็เพ่ิมข้นึ จนวิธกี ารเดิมๆท่ีผู้นาวงศอ์ ุมยั ยะหเ์ คยใช้ ไม่บงั เกดิ ผลอีกต่อไป

หลังอลั มันซรู เสยี ชีวิต อับดุลมะลิค อัลมุซัฟฟัร ลูกชาย สืบทอดต่าแหน่งเสนาบดีแทน เขาเสียชีวิต
ในปี ค.ศ. 1008 โดยน้องชายที่ช่ืออับดุรรอฮมานสืบตาแหน่งต่อ (รู้จักกันในนามของซานเจโล เนื่องจากมี
หนา้ ตาคล้ายคลึงกับกษัตริย์ซานโจ การ์เซส ที่ 2 แห่งนาวาเรีย ผู้เป็นตา) สภาพอนาธิปไตยท่ีมุสลิมสเปนเรียก
กันว่า al-fitnah เริ่มก่อตัวขึ้น เขาบังคับให้ฮิชามท่ี 2 ซึ่งเป็นคอลีฟะห์เพียงแต่ในนามตั้งแต่สมัยของบิดา ยก
ตาแหน่งคอลฟี ะห์ให้ แต่ชาวเมอื งคอร์โดบากลับสนับสนุนมุฮัมมัดที่ 2 ผู้อ้างตัวมาจากตระกูลอุมัยยะห์ ปรากฏ

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 35

ว่าซานเจโลถูกสังหารในปี 1009 ส่วนมุฮัมมัดที่ 2 ก็ถูกสังหารจากกบฏเบอร์เบอร์ ลูกชายของอับดุรรอฮมานท่ี
3 ท่ชี อื่ สลุ ยั มานไดร้ บั การแตง่ ต้ังให้เป็นคอลีฟะห์แทน แต่ไม่นานก็ถูกปลดออก และฮิชามที่ 2 ได้รับการแต่งตั้ง
กลับมาใหม่ สุลัยมานร่วมมือกับเบอร์เบอร์โจมตีคอร์โดบาในปี ค.ศ. 1013 และสังหารฮิชามท่ี 2 เสีย ค.ศ.
1016 นายทหารชื่ออะลี บิน ฮัมมูด (‫)علً بن حمود‬ยึดอานาจการการปกครองในคอร์โดบาไว้ได้ สถาปนา
ตนเองเป็นคอลีฟะห์วงศ์ฮัมมูดิยะห์ แต่ไม่นานก็เกิดความขัดแย้งในวงศ์ฮัมมูดิยะห์ จนชาวเมืองคอร์โดบาต้อง
หนั ไปสนบั สนนุ อัลมรุ ตะฎอ คนของวงศ์อุมัยยะหข์ ้ึนเป็นคอลีฟะห์แทน ท้ายที่สุด หลังจากความล้มเหลวในการ
รอื้ ฟ้นื อานาจของคอลฟี ะห์ ชาวคอรโ์ ดบาก็ตดั สินใจยกเลิกระบบคอลีฟะห์ เปลี่ยนไปเป็นระบบสาธารณรัฐแทน
ตอนนั้น อานาจของคอรโ์ ดบาเหลือเพยี งดนิ แดนโดยรอบเท่าน้นั

ประวัติศาสตร์ของมุสลิมในสเปนนับต้ังแต่น้ีไป เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า มุลูค อัฏ เฏาะวาอีฟ ( ‫ملوك‬
‫ الطوائف‬ภาษาสเปญเรยี กวา่ reyes de taifas หรือ party kings ในภาษาอังกฤษ) สเปนได้แตกเป็นรัฐเล็กๆ
ปกครองโดยอะมรี หรอื สุลต่านจานวนมาก ที่สาคัญคือรัฐโทเลโด เซวิลล์ คอร์โดบา วาเลนเซีย(อาหรับเรียก บะ
ลนั ซยิ ยะห์) และเกรนาดา (อาหรบั เรยี ก ฆอรนาเฏาะห์)

http://www.azizstan.ac.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=113:2008-09-
13-05-10-53&catid=57:2010-03-19-14-46-25&Itemid=69

สภาพสังคม
คอร์โดบา เมืองหลวงของอุมัยยะห์ในสมัยของอับดุรรอฮมานท่ี 3 จนถึงสมัยของอัลมันซูร เป็นมหา

นครท่ีใหญ่โตและเจริญรุ่งเรื่องมากที่สุดแห่งหน่ึงของยุโรป เป็นศูนย์กลางทางอารยธรรมเคียงคู่คอนแสตนติโน
เปิลและแบกแดด ด้วยประชากรครึ่งล้านคน บ้านเรือน 113,000 หลัง เขตชานเมือง 21 แห่ง มัสยิด 3,000
แห่ง หอสมุดกว่า 70 แห่ง สถานท่ีอาบน้าสาธารณะ และพระราชวังหลายสิบแห่ง ตามบันทึกของนัก
ประวตั ิศาสตร์ร่วมสมยั ทาให้มหานครแห่งนี้เป็นท่ีประทับใจของผู้มาเยือน ปรากฏอยู่ในบันทึกของนักเดินทาง
ยคุ น้ัน ถนนหนทางท่ีได้รบั การปพู ื้นอย่างดีและสว่างไสวจากโคมไฟสาธารณะ เมื่อเทียบกับปารีสขณะน้ัน ผู้คน
ท่ีเดินตามท้องถนนในหน้าฝน อาจต้องย่าลงโคลนท่ีลึกถึงตาตุ่ม และอีก 700 ปีพ่ึงจะปรากฏโคมไฟสาธารณะ
ในลอนดอน และขณะท่ีนักศึกษาของออกซ์ฟอร์ดถือว่าการอาบน้าเป็นการปฏิบัติของพวกนอกรีต นักปราชญ์
แห่งคอรโ์ ดวากลับนิยมอาบน้าในทอี่ าบน้าสาธารณะทม่ี ีอยู่ทั่วไปในเมือง บันทึกของซะอิด(เสียชีวิต ค.ศ. 1070)
นักกฏหมายที่ถูกส่งไปพบกษัตริย์ออตโตของเยอรมัน ที่ระบุว่า "เพราะดินแดนของพวกเขา ดวงอาทิตย์ไม่ได้
พาดผ่านหัวโดยตรง อากาศจึงหนาวและเย็นยะเยือก มีผลต่อนิสัยของพวกเขา ทาให้เป็นคนนิ่งเฉยและหยาบ
คาย แม้ร่างกายจะใหญ่โต กายา แต่หาได้มีความปราชญ์เปรื่องไม่ ส่วนใหญ่เป็นคนโง่" สะท้อนให้เห็นถึง
ทัศนคตขิ องอาหรับสเปนทด่ี ถู ูกชาวยุโรปขณะนน้ั เป็นอย่างดี เม่ือใดที่กษัตริย์ของลียอง นาวาเรีย หรือบาร์เซโล
นา ต้องการแพทย์ สถาปนิก นักร้อง หรือแม้แต่ช่างตัดเสื้อ ก็จะนึกถึงคอร์โดบา เพ่ือแสวงหาสิ่งท่ีต้องการ
เหลา่ น้ัน ในบนั ทกึ ของแม่ชเี ยอรมัน ทอ่ี ย่ไู กลออกไปทางเหนอื กล่าวขานถึงคอร์โดบาว่าเป็น "เพชรเม็ดงามของ
โลก" แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความเล่อื งลอื ของคอรโ์ ดบาในสายตาของชาวยุโรปขณะนน้ั

36 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารคี 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

รูปแบบการบริหารและการปกครองของคอลีฟะห์แหง่ อุมัยยะห์
แม้จะไมไ่ ด้ถอดแบบจากทีใ่ ช้กนั อยใู่ นวงั ของคอลีฟะห์อุมัยยะห์แห่งดามัสกัสหรือคอลีฟะห์อับบาซิยะห์

แห่งแบกแดด แต่ก็ไม่ได้แตกต่างไปมากนัก คอลีฟะห์ดารงตาแหน่งโดยการสืบทอด แม้จะมีบางคร้ังท่ีได้มาโดย
การเลือกของนายทหารและขุนนาง ดังในสมัยปลายของวงศ์อุมัยยะห์ ระหว่างคอลีฟะห์กับองค์มนตรีหรือวิ
เซียร์ (วะซีร) จะมตี าแหนง่ มหาดเล็ก (ฮาญิบ) เปน็ ตวั กลาง วิเซียร์จะเป็นประธานของที่ประชุมของสภาขุนนาง
(ดวิ าน) ซ่ึงเลขานุการ(กุตตาบ)มบี ทบาทสาคัญ ตอนน้ันสเปนแบ่งออกเป็นหกจังหวัด นอกจากคอร์โดบาซึ่งเป็น
เมอื งหลวง มวี ะลีเป็นผู้ว่าการ อาจจะมาจากพลเรือนหรือทหาร คอลีฟะห์เป็นผู้แต่งต้ังกอฎี เป็นผู้พิพากษา ใน
คอร์โดบาจะมสี ภาของกอฎีอยู่ กรณีของคดีอาญชากรรม การตัดสินจะตกเป็นของ ศอฮิบ อัชชุรเฏาะห์ ในคอร์
โดบายังมีตาแหน่งต่างหาก เรียกว่า ศอฮิบ อัลมะซอลิม รับเร่ืองร้องทั่วไป บทลงโทษที่ใช้กันมีตั้งแต่ การ ปรับ
เฆี่ยนตี คุมขัน ตัดแขนขา และโทษสาหรับการดูหม่ินศาสนาคือประหารชีวิต ยังมีตาแหน่ง มุฮฺตะซิบ (ภาษา
สเปน almotacen) ตรวจสอบดแู ลการค้าขาย จบั กมุ การพนัน การละเมิดบทบาทศาสนาเก่ียวกับความสัมพันธ์
ทางเพศ และการแตง่ กายทีไ่ มเ่ หมาะสม

คอลีฟะห์อัลฮะกัม ถือได้ว่าเป็นทั้งนักปกครองและนักปราชญ์ที่ให้การอุปถัมภ์การศึกษา ได้จ่าย
ค่าตอบแทนเล้ียงดูแก่บรรดานักปราชญ์และสร้างโรงเรียนเพื่อให้การศึกษาฟรีถึง 27 แห่งในคอร์โดบา
มหาวทิ ยาลัยแห่งคอร์โดบาถูกจัดตั้งขึ้นในสมัยคอลีฟะห์อับดุรรอฮมาน ในบริเวณเดียวกับมัสยิดกลาง ถือได้ว่า
นาหนา้ มหาวทิ ยาลัยอัลอซั ฮรั แหง่ อยี ิปต์ และนซิ อมยิ ะหแ์ หง่ แบกแดดในขณะน้ัน ดึงดูดนักศึกษาจากท่ีต่างๆ ไม่
เฉพาะในสเปน หากแต่ยังมาจากยุโรป อัฟริกาและเอเซีย นักปราชญ์ที่มีช่ือเสียงของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เช่น
อิบนุล กูฏิยะห์ นักประวัติศาสตร์ และอะบู อะลี อัลกอลี ท่ีงานเขียนของเขาช่ือ อะมาลีย์ ยังคงถูกใช้สอนใน
โลกอาหรบั จนถงึ ป๎จจุบัน หอสมุดของคอลีฟะห์ ซ่ึงสร้างขึ้นในสมัยอัลฮะกัมรวบรวมหนังสือไว้ถึงส่ีแสนเล่ม คอ
ลีฟะห์ส่งตัวแทนเดินทางไปยังที่ต่างๆในโลกอิสลามเพื่อจัดหาหนังสือมาไว้ เขายอมจ่ายเงินถึงหนึ่งพันดินาร์
เพ่ือให้ได้ต้นฉบับของหนังสือ อะฆอนีย์ แต่งโดยอิสฟะฮานีย์จากอิรัค นักประวัติศาสตร์ยุโรป ( เช่น Dozy
ผเู้ ขยี นหนังสือ Histoire des Musulmans) บรรยายสภาพของสเปนขณะนนั้ ว่า "เกือบทุกคนสามารถอ่านและ
เขียนได้" สภาพเช่นนี้ ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับสิ่งท่ีเกิดขึ้นในยุโรปขณะนั้น ที่การศึกษาส่วนใหญ่ตกอยู่เฉพาะ
กบั บาทหลวง

รายได้และการพฒั นา
สว่ นใหญข่ องอาณาจักรมาจากภาษีการค้า สเปนยุคน้ันเป็นภูมิภาคที่มีประชากรอาศัยกันอยู่หนาแน่น

มากท่ีสุดแห่งหนึ่งของยุโรป อุตสาหกรรมส่ิงทอและเครื่องหนังเกิดขึ้นจานวนมาก โดยเฉพาะในคอร์โดบาเอง
จนเป็นท่ีมาของเครื่องหนังชั้นดีที่เรียกว่า Cordovan และคาว่า Cordwainer (ช่างทารองเท้าหนัง) ใน
ภาษาอังกฤษ ผ้าไหมและขนสัตว์เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของทั้งคอร์โดบา มาลากา และอัลเมอเรีย ชาวอาหรับ
นาเอาวิธีการผลิตผ้าไหมมาสู่สเปน ซ่ึงต่อมาแพร่หลายสู่ยุโรป วาเลนเซียขึ้นช่ือในเรื่องของ การผลิต
เครื่องป๎้นดินเผา เหมืองแร่ทองคาและเงินอยู่ท่ีจาเอนและอัลการ์บ มาลากาเป็นแหล่งผลิตพลอย เหมือง
ทองแดงและเหล็กทีค่ อร์โดบา โทเลโดขน้ึ ช่อื ในด้านการผลติ เคร่ืองเหลก็ โดยเฉพาะดาบ กรรมวิธีการฝ๎งเส้นเงิน
หรือเส้นทองเป็นลวดลายประดับบนผิวเหล็ก หรือการคร่าทอง ถูกนามาเผยแพร่โดยชาวอาหรับจากดามัสกัส

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 37

และเป็นท่ีมาของคาว่า Damascene (เหล็กคร่าทอง) ในภาษาอังกฤษ(damasquiner ในภาษาฝร่ังเศส และ
damaschino ในภาษาอิตาเล่ียน)

ชาวอาหรับยังเป็นผู้นาความรู้ในการทาเทคนิคการเกษตรและพันธ์ุพืชหลายชนิดสู่ยุโรป เช่น ข้าว (
rice มาจากคาว่า arroz ในภาษาสเปน ซึ่งเพ้ียนมาจาก al-aruzz ในภาษาอาหรับ รากศัพท์เดิมมาจากภาษา
สันสฤต) ต้นแอปปริคอต (apricot มาจากคาว่า albaricoque ในภาษาสเปน ซึ่งเพ้ียนมาจาก al-barquq ใน
ภาษาอาหรับ) ต้นพีช ทับทิม ส้ม (ส้มท่ีแพร่หลายในยุโรป ถูกนามาจากอินเดีย โดยชาวโปรตุเกสในภายหลัง)
ต้นข้อย ต้นฝูาย (cotton มาจากคาว่า coton ในภาษาสเปน ซ่ึงเพี้ยนมาจาก al-qutn ในภาษาอาหรับ) และ
หญา้ ฝรั่น การจดั สวนทเ่ี รียกวา่ Generalife ( มาจากคา่ ว่า Jannah al-arif ในภาษาอาหรับ) ท่ีเลื่องลือให้
เรื่องของความงาม ศิลปะการตกแต่งต้นไม้ ประเภทของพันธ์ุไม้พุ่ม ลาธารและน้าตกท่ีสอดคล้องกับอาคาร
โดยรอบ ก่อใหเ้ กิดความลงตัวระหวา่ งสายลมและสายนา้ ส่ิงนี้เปน็ มรดกที่ชาวอาหรับสเปนถ่ายทอดไว้ให้ชาว
ยุโรป

The Mezquita เมอื งคอรโ์ ดบา เดมิ คือมสั ยิดประจาเมือง เม่ือแคชตีลยึดเมืองนี้ไป ได้ดัดแปลงโดยต่อ
เติมโบสถ์ไวต้ รงกลาง

ชาวอาหรับจากอียิปต์นิยมเข้าไปต้ังถ่ินฐานแถบเมืองมุรเซีย การชลประทานจึงมีรูปแบบเดียวกับที่ใช้
ริมฝ๎ง่ แม่น้าไนล์ของอียปิ ต์ ขณะที่แถบเซวิลล์ วาเลนเซีย และเกรนาดาเปน็ ท่ีต้งั ถน่ิ ฐานของชาวอาหรับจากซีเรีย
เทคนิคการเกษตร เช่น การใช้กังหันทดน้า การปรับระดับระดับผิวดินเพ่ือการเกษตรและการจัดสวนในแบบ
ของซีเรียถูกนามาใช้อย่างแพร่หลาย ภูมิประเทศของเซวิลล์คล้ายๆกับซีเรียมาก บันทึกของนักเขียนและกวี
อาหรับต้ังฉายาเมืองนี้ว่าเป็น ฮิมส์แห่งอันดาลุส (ฮิมส์ เมืองแห่งหน่ึงในซีเรีย) ภูมิประเทศและภูมิอากาศท่ี
คล้ายคลึงกันนี่เอง ที่ทาให้ภาพยนต์เร่ือง Lawrence of Arabia ถ่ายทากันที่เมืองเซวิลล์ ในตอนท่ีมีฉากของ
ดามัสกัส

ตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ยุโรปบางคน เช่น Henri Pirenne มองว่าการยึดครองสเปนของ
อาหรับ ทาให้เส้นทางการค้าทางทะเลที่มีมาต้ังแต่สมัยโรมันตอนปลายขาดสะบ้ันลง มีผลทาให้ยุโรปตะวันตก
ถูกตัดขาดและอับเฉา เส้นทางการค้าค่อยๆ เปล่ียนจากดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนข้ึนไปทางเหนือ
นามาซ่ึงการเปลี่ยนแปลงของอานาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของยโุ รปในศตวรรษต่อมา

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ Phillip Grierson ใน Commerce in the Dark Ages : A critique of
the Edidence กลับเห็นในทางตรงกันข้าม เส้นทางการค้าท่ีขาดสะบั้นลงในความหมายของ Pirenne น้ัน
หมายถงึ เฉพาะในวงไพบลู ยข์ องโรมนั ซ่งึ ขณะน้ันไบแซนไทน์เป็นผู้สืบทอด ความจริงแล้วอาหรับต่างหากท่ีเป็น
ผเู้ ปิดเส้นทางการค้าของสเปนให้เชื่อมต่อกับเครือข่ายท่ีกว้างใหญ่กว่าในตะวันออกกลาง ซึ่งเชื่อมต่อกับอินเดีย
ทะเลดา เอเซียกลางและจีน? เส้นทางการค้าไม่เคยถูกปิดลงโดยส้ินเชิง แม้ก่อนหน้านั้น คอลีฟะห์อับดุลมะลิค
ของวงศ์อุมัยยะห์แห่งดามัสกัส (ค.ศ. 685-705 ?)จะดาเนินมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อไบแซนไทน์
ปรากฏว่าเฉพาะชายฝ่๎งแถบตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ และเกิดกับสินค้าบาง
รายการ เช่น กระดาษปาปิรุสและสินค้าอ่ืนอีกบางรายการ เครื่องเทศหรือสินค้าอื่นๆ ยังมีการค้าขายไปมา

38 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ตามปกติ ไบแซนไทน์ต่างหากที่กลับเป็นผู้ปิดกั้นเส้นทางการค้านี้เม่ือสามารถฟื้นตัวข้ึนมาต่อต้านอานาจของ
โลกอิสลามในช่วงปี ค.ศ. 752-827 การเผชิญหน้าระหว่างไบแซนไทน์กับอาหรับ ทาให้เศรษฐกิจของไบแซน
ไทน์ต้องพึ่งพาท้ังสินค้าและตลาดจากยุโรปตะวันตก สมดุลของระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีมาต้ังแต่ยุคโรมัน
ย้อนกลับไปในทิศทางตรงกันข้าม สเปนภายใต้การยึดครองของอาหรับได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนหน่ึงเป็น
เพราะนโยบายของวงศ์อุมัยยะหท์ ่เี ปน็ มิตรกบั ไบแซนไทน์นนั่ เอง

ในคริสตวรรษท่ี 10 ตอนท่ีอาหรับสามารถยึดครองจุดยุทธศาสตร์สาคัญๆในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้
เกือบหมด (เกาะครีต ซิซิลี และหมู่เกาะบาเลียริค) อาหรับไม่ได้ปิดกั้นเส้นทางการค้า ในทางตรงกันข้าม กลับ
เป็นตัวเช่ือมท่ีทาให้ทั้งภูมิภาคสามารถเข้าสู่ตลาดน้ีและเช่ือมต่อกับระบบเศรษฐกิจในส่วนอื่นของโลก(จีน
อินเดีย อัฟริกาตะวันออกและเอเซียวันออกเฉียงใต้) โดยมีทองคาที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์จากอัฟริกาตะวันตกเข้า
มาหลอ่ เลยี้ งไว้

ความจริง เศรษฐกิจของยุโรปตะวันตก ไบแซนไทน์ และโลกอิสลามพึงพาอาศัยกัน การไหลเวียนของ
ทองคาจากโลกอิสลามสู่ยุโรปตะวันตก (เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่เป็นวัตถุดิบ) และจากยุโรปตะวันตกสู่ไบ
แซนไทน์(เพ่ือแลกเปลี่ยนกับสินค้าฟุมเฟือยและเครื่องเทศ) สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์น้ี สัดส่วนของมูลค่า
ทองคาและเงินแตกต่างกันในระบบเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค ทองคามักเคล่ือนไหวจากท่ีท่ีมันมีมูลค่าน้อย
ไปสู่ท่ีท่ีมันมูลค่าสูงกว่า ตรงกันข้ามกับเงิน การไหลเวียนดังกล่าวน้ีกระตุ้นให้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างระบบ
เศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค ไม่ว่าระบบเศรษฐกิจน้ันจะมีมาตรฐานของเงินตราท่ีต่างกัน (เงินใช้กันในยุโรป
ตะวันตก ทองคาใชก้ ันในไบแซนไทน์ และในโลกอสิ ลาม ใชท้ ั้งทองคาและเงนิ )

ผลของสงครามครูเสดที่เกิดจากการรุกรานของชาวยุโรปในคริสตวรรษที่ 11 ต่างหาก ที่ทาให้ระบบ
เศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคหยุดชะงัก แต่กระน้ันก็ตาม สเปนก็ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะพวกมุรอบิฏูนท่ี
เข้ามายดึ ครองสเปน (ดูบทถดั ไป) เป็นผ้คู รอบครองเสน้ ทางของทองคาจากอัฟริกาตะวันตก

จากบันทึกและหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์อ่ืนๆ (เหรียญเงิน สินค้า) แสดงให้เห็นว่าการค้าของสเปนในยุคอุมัย
ยะห์มีการเช่ือมต่อกับอเลกซานเดรีย คอนสแตนติโนเปิล ยุโรปตะวันตก ดามัสกัส และแบกแดด มีสินค้าของ
สเปนปรากฏอย่ไู กลถงึ อนิ เดยี และเอเซยี กลาง ศัพท์ทางการค้าและการเดินเรือหลายสิบคามาจากภาษาอาหรับ
เช่น admiral ( มาจากภาษาอาหรับ amir al-bahri) arsenal average (จากภาษาอาหรับ awariyah) cable
corvette ( corbeta ในภาษาสเปน เพ้ียนมาจาก ghurab ในภาษาอาหรับ) และ tariff บันทึกของอัลอิดรีซีย์
นักภูมิศาสตร์ท่ีมีชื่อเสียงในยุคกลาง กล่าวถึงการเดินเรือของบุคคลกลุ่มหนึ่งในมหาสมุทรแอนแลนติค ซ่ึงชาว
อาหรับเรยี กว่า bahr al-zulumat (ทะเลแห่งความมดื มิด) โดยออกจากเมืองท่าลิสบอน(อาหรับ เรียก อัลอุชบู
นะห์) ไปประมาณ 35 วันทางตะวันตก ก็พบเกาะๆหน่ึงที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน (อาจจะเป็นเกาะในหมู่เกาะคา
นารยี ์หรอื เคปเวอรด์ )

วิชาศาสนประวตั 3ิ (อัตตารคี 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 39

เหรียญเงินสมัยอับดรุ รอฮมานที่ 3 ดา้ นหนึง่ ของเหรียญระบุว่า

‫لا اله الا الله وحده لا شرك له‬

และ ‫بسم الله ضرب هذا الدرهم بالاندلس سنة ثلثٌن و ثلث مئة‬อกี ดา้ นระบวุ า่ ‫محمد رسول الله‬
‫ارسله بالهدى و دٌن الحق لٌظهره على الدٌن كله ولو كره المشركون‬

และ ‫الامام الناصر لدٌن الله عبد الرحمن امٌر المؤمنٌن قاسم‬

เหรียญกษาปณ์ของมุสลิมสเปนเรียกกันว่า ดินาร์ สาหรับเหรียญทองคา และดิรฮัมสาหรับเหรียญเงิน
ไม่ได้แตกต่างไปจากหน่วยที่ใช้กันอยู่ในตะวันออกกลางขณะน้ัน เหรียญเหล่าน้ียังนิยมใช้ในรัฐคริสเตียนตอน
เหนอื อยูน่ านถงึ 400 ปี เคยี งคู่เงินตราของฝรั่งเศสตลอดสมัยการปกครองของวงศ์อุมัยยะห์ สะท้อนให้เห็นการ
รักษาสมดุลระหว่างกลุ่มอานาจทางสังคมที่ประกอบขึ้นจากหลายๆเช้ือชาติ คือชาวอาหรับ เบอร์เบอร์ มุสลิม
สเปนพื้นเมือง โมซาแรบ และพวกซอกอลิบะห์(ทาสผิวขาวท่ีถูกอบรมให้เป็นมุสลิมและทหารต้ังแต่ยังเป็นเด็ก
ทานองเดยี วกบั ทหารแจนนิสซารีในยคุ ออตโตมนั )

ชาวอาหรับซึ่งมีอยู่ไม่เกินแสนคน อพยพเข้ามาตั้งแต่ศตวรรษแรกของการยึดครอง เป็นชนชั้น
ผู้ปกครอง จะอาศยั อยู่แถบดนิ แดนท่ีอุดมสมบูรณ์ตลอดฝ่๎งแม่น้ากัวดัลคีวัร์ เอโบรและเจนีล บริเวณรอบๆโทเล
โด และพ้ืนที่ท่ีชลประทานเข้าถึงของภูมิภาคตะวันออกและภาคใต้ ชาวอาหรับจะรักษาขนบธรรมเนียมและ
ผูกพันกับระบบชนเผ่าของตนค่อนข้างมาก แม้จะหันมาแต่งงานกับชาวยุโรปและอัฟริกามากข้ึน แต่ก็ไม่ได้ทา
ให้ความร้สู ึกดงั กล่าวลดลง ความขัดแย้งระหว่างชนเผา่ จึงปรากฏใหเ้ หน็ เสมอๆ โดยเฉพาะระหว่างอาหรับเหนือ
(มฎุ อริบะห)์ และอาหรบั ใต้ (ยะมานยิ ะห์)

ชาวเบอร์เบอร์อพยพมาจากอัฟริกาเหนือจานวนหลายแสนคน เข้าไปอาศัยผสมผสานกับชาวอาหรับ
ไมป่ รากฏว่ามีชุมชนทพี่ ูดเฉพาะภาษาเบอร์เบอร์ชัดเจนในสเปน ส่วนใหญ่จะปรับตัวไปใช้ภาษาอาหรับหรือไม่ก็
ละตินทเี่ ป็นภาษาของชนพืน้ เมอื งพรอ้ มๆกับภาษาแม่ เกดิ การลกุ ฮือของชาวเบอร์เบอร์เกิดขึ้นในสมัยของอับดุร
รอฮมานที่ 1 ภายใต้การนาของชักยา บิน อับดุลวะฮีด ในสมัยของอัลฮะกัมที่ 1 ภายใต้การนาของอัซบัก บิน
วันซุซ และการก่อกบฏของชนเผ่าเทาริลต่ออะมีรอับดุรรอฮมานท่ี 2 อย่างไรก็ตามความวุ่นวายที่เกิดในสมัย
ของอะมีรอบั ดุลลอฮฺ สะท้อนให้เห็นรูปแบบของความขัดแย้งทางเช้ือชาติท่ีแตกต่างออกไป สงครามกลางเมือง
ครั้งน้ันเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 889 โดยแม่ทัพอาหรับชื่อ กุรอยบ์ บิน คอลดูน แห่งเซวิลล์ ทาสงครามต่อต้านมุสลิม
สเปนพื้นเมือง ปรากฏว่าเขาได้รับการสนับสนุนจากอาหรับใต้และชาวเบอร์เบอร์ภายใต้การนาของํุนัยด์ บิน
วะฮบฺ อลั กรั มูนีย์ (ชาวเมอื งคาร์โมนา) ขณะที่ฝุายตรงข้ามคืออาหรับเหนือ มุสลิมพื้นเมืองสเปนและเบอร์เบอร์
ทีเ่ ป็นปฏิปก๎ ษก์ บั กลุ่มของํนุ ัยด์

ชาวเบอร์เบอร์ค่อยๆกลายเป็นคู่แข่งทางการเมืองของชาวอาหรับ งานเขียนจานวนมากจากสมัยนั้น
สะท้อนใหเ้ ห็นกระแสเกลียดชังและกีดกันชาวเบอร์เบอร์(Berberphobia)ในหมู่ป๎ญญาชนอาหรับ ในงานเขียน

40 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ของอิบนุ ฮัยยาน ถึงกับกล่าวโทษว่าการยอมรับและนิยมชมชอบวิถีแบบเบอร์เบอร์ของคอลีฟะห์วงศ์อุมัยยะห์
คือสาเหตทุ ่ที าใหเ้ กดิ กลียุค และนาไปสกู่ ารล่มสลายของระบบคอลฟี ะหใ์ นท่ีสุด

มุสลิมพ้ืนเมืองนับเป็นกลุ่มที่มีอยู่มากที่สุด ป๎ญหาหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์พยายามหาคาตอบจาก
ประวัติศาสตร์ของมุสลิมสเปนก็คือการเปล่ียนแปลงโครงสร้างทางประชากรของสเปญหลังการยึดครอง
แน่นอนว่ามีชาวอาหรับและเบอร์เบอร์จานวนมากอพยบเข้าไปในสเปน แต่สาหรับชนพ้ืนเมือง การเปลี่ยนมา
นับถืออิสลามมรี ปู แบบการเปล่ยี นแปลงอย่างไร เกิดขึน้ ทนั ทที นั ใดหรือไม่ นักประวัติศสาตร์พยายามหาคาตอบ
เกี่ยวกบั เรอ่ื งน้ี โดยพนื้ ฐานแล้ว มสุ ลมิ ให้การยอมรับครสิ เตยี นและยวิ ว่าเป็น "ชาวคัมภีร์" (อะห์ลุล กิตาบ) และ
"ชนที่ต้องได้รับการคุ้มครอง" (ซิมมีย์) โดยพวกเขามีสิทธิและหน้าที่ตามความเช่ือทางศาสนา มีกฏหมายและผู้
พิพากษาตามศาสนาของตนเอง ห้ามไม่ให้มุสลิมไปบังคับให้เปล่ียนศาสนา แต่พวกเขาต้องจ่ายภาษีท่ีเรียกว่า
"ญิซยะห์" แลกเปลี่ยนกับการได้รับการคุ้มครอง (ในส่วนของมุสลิม ก็ต้องเสียภาษีทางศาสนา ที่เรียกว่า
"ซะกาต" )

ด้วยสภาพแห่งการยอมรับดังกล่าว กล่าวได้ว่าการเปลี่ยนมานับถืออิสลามของสเปนพื้นเมืองเกิดข้ึน
จากปจ๎ จยั และแรงผลกั ดันทางสังคมมากกว่าการเผยแผ่ศาสนาของนักปราชญ์โดยตรง ชนชั้นปกครองเดิม ซ่ึงรู้
ดีว่าตนจะสามารถคงสถานภาพดั้งเดิมของตนได้ หากเปลี่ยนเป็นมุสลิม?หรือชาวเมืองที่เห็นโอกาสใน
ความกา้ วหนา้ ของอาชพี การงานหรอื การศึกษาจากชนชั้นผู้ปกครองและพอ่ คา้ ท่เี ป็นอาหรับ หรือแม้แต่ด้วยการ
แตง่ งาน ซึ่งอิสลามอนุญาตใหบ้ ุรษุ แต่งงานกบั สตรีคริสเตียนหรือยิว ฯลฯ จะเห็นว่า อับดุลอาซิซ บุตรของ มูซา
บิน นุซัยร์ ผู้บุกเบิกสเปนในระยะแรก ก็แต่งงานกับภรรยาม่ายของโรเดอริก กษัตริย์ของวิซิโกธ ส่วนคอลีฟะห์
อับดุรรอฮมานที่ 3 ก็เป็นลูกของทาสีคริสเตียน หรือแม้แต่อัลมันซูรก็พอใจที่จะแต่งงานกับสตรีชาวบาสก์
มากกว่าทีจ่ ะแต่งงานกบั สตรอี าหรบั ?บรรดาขุนนางมุสลมิ ทีป่ กครองหวั เมืองต่างๆ เป็นคนท่ีมาจากตระกูลท่ีเคย
มีอานาจมาตงั้ แตก่ อ่ นการยึดครองของอาหรับ ป๎จจัยทางสังคมท่ีกล่าวมา ค่อยๆเปลี่ยนให้ชนพ้ืนเมืองสเปนหัน
มานับถืออิสลาม กลายเป็นกลุ่มชนท่ีค่อยๆมีบทบาทสังคมแทนท่ีชาวอาหรับในระยะต่อมา ชาวอาหรับเรียก
มสุ ลิมใหมน่ ว้ี ่า มุวลั ละดูน

สมมุติฐานดังกล่าวนี้ อยู่บนพื้นฐานจากการศึกษาตาราลาดับศักด์ิของวงศ์ตระกูลที่เขียนข้ึนในยุค
ดังกล่าว ในโลกมุสลมิ ยคุ กลางนน้ั การเขียนปทานกุ รมเรียบเรยี งลาดับชนั้ ของวงศ์ตระกูลจะเป็นที่นิยมกันทั่วไป
ตัวอยา่ งหน่งึ ของหนังสอื ที่ Bulleit ใชว้ เิ คราะห์ ก็คือบันทึกชีวประวัติของผู้พิพากษา(กอฎี)แห่งคอร์โดบา เขียน
โดยอัลกุชานีย์ ที่มีชีวิตอยู่ในคอร์โดบากลางคริสตวรรษท่ี 10 สืบสาววงศ์ตระกูลของกอฎีแต่ละท่าน ชื่อที่
ปรากฏในบันทึกซ่ึงแสดงให้เห็นการเปล่ียนแปลงของบุคคลในวงศ์ตระกูลแต่ละช่วงอายุจากชื่อคริสเตียน เช่น
Tudmir, Rudruq, Lubb ฯลฯ ค่อยๆเพิ่มไปเป็นช่ือมุสลิม เช่น Ali, Muhammad และ Umar ฯลฯ แสดงให้
เห็นแนวโน้มการเปล่ยี นแปลงของแต่ละตระกลู ไดเ้ ปน็ อย่างดี

การติดต่อระหว่างมุสลิมกับชนพื้นเมืองค่อยๆเพ่ิมข้ึน ทาให้ชนพ้ืนเมือง โดยเฉพาะชาวนา และ
ประชาชนตามชนบทเข้ารับอิสลามมากข้ึน อัตราการเปล่ียนแปลงเร่ิมสูงข้ึนอย่างรวดเร็ว จนมุสลิมพื้นเมือง
เพ่ิมขึ้นเป็นร้อยละ 25 ในช่วงปี ค.ศ. 900 หรือในอีก 50 ปีต่อมา ชนพื้นเมืองสเปนมีบทบาทในทางการ

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 41

ปกครองมากขึ้น เหตุการณ์สาคัญที่สะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์นี้ก็คือการก่อกบฏของอุมัร บิน ฮัฟซูน
(ประมาณปี ค.ศ. 880-917) กล่าวไดว้ ่าคือกบฏของชนพื้นเมอื งที่ต่อต้านการปกครองชาวอาหรับน่ันเอง ในฟาก
ของคริสเตียน เราจะเห็นความไม่พอใจของผู้นาคริสเตียนต่อการเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึน เกิดความขัดแย้งทาง
ศาสนาในช่วงของอับดุรรอฮมานท่ี 2?เกิดกรณีของนักบุญเปอร์เฟคตุสและยูโลกิอุสที่ดูถูกเหยียดหยามท่าน
ศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ในท่ีสาธารณะ จนถูกโทษประหาร แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของฟากคริสเตียนต่อ
การเปล่ียนแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ ชนพ้นื เมอื งมุสลิมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นร้อยละ 50 ในปี ค.ศ. 950 ช่วงปลายสมัย
ของอับดุรรอฮมานที่ 3 และเป็นร้อยละ 75 ในช่วงปี ค.ศ. 1000 นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ทาให้อับดุรรอฮมานที่ 3
เห็นว่าตนเองสามารถทจี่ ะอา้ งสิทธกิ ารเป็นคอลฟี ะห์ของโลกอิสลามได้อย่างเต็มตัว

การสรา้ งและต่อเตมิ มสั ยดิ กลางของเมืองคอร์โดบาสอดคล้องกบั สมมุติฐานนี้ เดิมทีนั้น มัสยิดแห่งน้ีถูก
สรา้ งขน้ึ โดยอับดรุ รอฮมานท่ี 1 ในช่วงปลายรัชสมัย ประมาณปี ค.ศ. 784-786 และได้รับการต่อเติมในอีก 50
ปีต่อมา สมัยของอับดุรรอฮมานที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 833-848? ต่อเติมอีกคร้ังในปี ค.ศ.961-966 ในสมัย
ของอัลฮะกัมท่ี 2 และได้รับการต่อเติมคร้ังสุดท้ายโดยอัลมันซูร ระหว่างปี ค.ศ. 987-990 สะท้อนให้เห็นการ
เพม่ิ ขน้ึ ของสัปบุรุษ ทเ่ี กิดจากการทะยอยเขา้ รับอิสลามของพนื้ เมืองมากขน้ึ น่ันเอง

โดยสรุปแล้ว เราประมาณการคร่าวๆ ถึงจานวนประชากรของสเปนได้ว่ามีประชากรอยู่ประมาณ 7
ล้านคนในปีท่ีอาหรับเข้ายึดครอง จานวนไม่ได้เพิ่มข้ึนไปกว่าน้ีมากนักในคริสตวรรษที่ 11 เพราะมีคริสเตียน
จานวนมากท่ีอพยพไปอยู่ทางเหนือ ประมาณปี ค.ศ. 912 ทั้งมุสลิมพ้ืนเมือง อาหรับและเบอร์เบอร์มีอยู่
ประมาณ 2.8 ลา้ นคน และในปี ค.ศ. 1100 เพมิ่ เป็น 5.6 ลา้ นคน

ลักษณะการเพิ่มข้ึนในรูปแบบดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากท่ีเกิดข้ึนในส่วนอื่นๆของโลกอิสลาม กว่า
มุสลิมจะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของอิรัค ก็ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 3 ของอิสลาม ในอียิปต์ ใช้เวลา 4 ศตวรรษ
และในอฟั ริกาเหนือ ประชากรจานวนมากยังไม่ได้เป็นมุสลมิ จนกระทง่ั มสุ ลมิ ที่ถูกขบั ไล่ออกจากสเปนในช่วงคริ
สตวรรษท่ี 13-15 อพยพไปต้งั ถ่ินฐาน

ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า คริสเตียนและยิวจะได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายอิสลาม พวกเขา
ไดร้ บั อนุญาตให้ใชก้ ฎหมายของตนเอง มีศาลศาสนาและผู้พิพากษาของตนเองเพื่อปกครองประชาชนในชุมชน
ของตน ตราบใดท่ีผู้ร้องทุกข์และผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลของชุมชนน้ันๆ โดยทั่วไปแล้ว อานาจของศาสนาน้ีจะ
เกี่ยวข้องกับกฎหมายครอบครัว และความสัมพันพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ปรากฏมีอยู่ในบทบัญญัติทาง
ศาสนา ในสมัยแรกๆ อัรรอบิอฺ หัวหน้าของชุมชนคริสเตียนในคอร์โดบาเป็นตาแหน่งสาคัญตาแหน่งหนึ่งในวัง
ของวงศอ์ ุมัยยะห์ และในชุมชนยิว กฎหมายตัลมดู ตามแบบการตีความของสานักคิดบาบิโลเนียนถูกนามาใช้

โมซาแรบ เป็นค่าที่ใช้เรียกชาวคริสเตียนสเปนท่ียอมอยู่ใต้การปกครองของชาวอาหรับ
(Mozarab มาจากค่าว่า Musta'rib แปลว่าผู้ที่ยอมรับภาษาและวิถีของชาวอาหรับ) ในบันทึก Indiculus
luminosus ของ Paul Albar กล่าวถึงหนุ่มสาวคริสเตียนชาวคอร์โดบาในคริสตวรรษท่ี 9 ว่าสนใจที่จะพูดแต่
อาหรับ จนไม่สามารถพูดภาษาแม่ของตนได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่ามีงานเขียนภาษาอาหรับที่เขียนโดย
คริสเตียนสเปน (อาจจะมี แต่ไม่มีเหลือมาจนถึงป๎จจุบัน) คาว่า"โมซาแรบ" ปรากฏเป็นคร้ังแรกในบันทึกภาษา

42 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารคี 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ละติน และดูเหมือนว่ามุสลิมจะไม่ได้ใช้คาๆนี้เรียกคริสเตียนสเปนเสียด้วยซ้า จึงเป็นไปได้คาๆน้ีจะเกิดขึ้นจาก
การรณรงค์ของผู้นาคริสเตียนอย่างยูโลกิอุสให้ต่อต้านมุสลิม หลังพบว่ามีคริสเตียนจานวนมากเข้ารับนับถือ
อิสลาม จนกลายเปน็ ความขัดแย้งทางศาสนาท่เี กดิ ในช่วงของอับดุรรอฮมานท่ี 2 ดังทกี่ ล่าวถึงก่อนหน้านี้นั่นเอง
แม้คริสเตียนสเปญจะรับอิทธิพลของวัฒนธรรมอาหรับได้ช้ากว่าชาวยิว แต่ในปี ค.ศ. 1085 ตอนท่ีแคชตีลยึ ด
เมืองโทเลโดคนื ไปนั้น พบว่าครสิ เตียนทงั้ หมดทอี่ ยใู่ นเมืองพดู ได้เฉพาะภาษาอาหรับ

สาหรบั ยิว บุคคลทม่ี ชี ่อื เสยี งในสมัยอุมัยยะห์ก็คือ ฮัสดาย บิน ชัฟรุต เป็นทูตและนายแพทย์ ในสมัยมุ
ลกู อฏั เฏาะวาอีฟ ยวิ จากตระกลู แนกเรลลา คือ ซามุเอลและโจเซฟ ดารงตาแหน่งเป็นวิเซียร์ของสุลต่านวงศ์ซิ
รีย์แห่งเกรนนาดาซึ่งเป็นเบอร์เบอร์ ตอนน้ันเศรษฐกิจของชนช้ันกลางของเกรนนาดาตกอยู่กับชาวยิว สุลต่าน
จึงใช้ยิวคานอานาจของขุนนางอาหรับ วงศ์ซิรีย์แห่งเกรนาดารักษาอานาจของตนไว้ได้ด้วยการหลอมรวม
เศรษฐกจิ และการบรหิ ารจัดการของยิวกับกองทัพเบอร์เบอร์ที่เข็มแข็ง น่ันเป็นตาแหน่งที่สูงท่ีสุดที่ยิวเคยได้รับ
ในสมัยทอ่ี ิสลามครอบครองสเปน

ความสัมพันธ์ระหว่างชนต่างศาสนาเร่ิมมีป๎ญหาในช่วงปลายสมัยอุมัยยะห์ ซ่ึงตอนนั้นมุสลิมกาลัง
ประสบป๎ญหาการเมืองภายใน และรุนแรงขึ้นในสมัยการปกครองของพวกมุรอบิฏูน (ดูบทถัดไป) คริสเตียน
และยิวถูกกวาดล้างที่คอร์โดบาในปี ค.ศ. 1013 ท่ีซาราโกซาในปี ค.ศ.1039 และเกรนาดา ในปี ค.ศ. 1066
พวกมูรอบฏิ นู ได้เนรเทศพวกโมซาแรบในปี ค.ศ. 1120 เกดิ จราจลต่อต้านยิวที่คอร์โดบาในปี ค.ศ. 1135 และที่
วาเลนเซยี ในปี ค.ศ. 1144-1145

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 43

ใบงานท่ี 6
เรือ่ ง อาณาจักรอิสลามสมยั ราชวงศ์อุมยั ยะห์ ในสเปน

1.อธบิ ายความเป็นมาของอาณาจักร สภาพดา้ นสังคม การปกครองของราชวงศอ์ ุมัยยะในอันดาลเู ซียสเปน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2.อธบิ ายความเจริญของการศึกษาในอนั ดาลูเซยี
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

44 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ใบงานที่ 7
เรอ่ื ง อาณาจักรอสิ ลามสมยั ราชวงศอ์ ุมัยยะห์

1.อธิบายแหลง่ ที่มารายได้ของรฐั ของอาณาจักรอันดาลเู ซีย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2.อภปิ รายความกา้ วหน้าทางวทิ ยาการ มาพอเข้าใจ

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 45

ใบงานท่ี 8
เรอื่ ง อาณาจกั รอสิ ลามสมัยราชวงศ์อุมยั ยะห์

ให้นกั ศึกษาตอบคาถามประเดน็ สาเหตแุ ห่งความตกต่าอาณาจักรอันดาลูเซีย พอสังเขป
-ผปู้ กครอง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

-ศตั รูภายนอก
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

46 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

บทที่ 4
อาณาจกั รอับบาสียะฮ์
การปกครองรัฐและสภาพสังคมท่ัวไปในสมัยอบั บาสียะฮฺ

สภาพทางสังคมทวั่ ไป

เคาะลีฟะฮเฺ ป็นประมขุ ของสังคมไดร้ บั ความเคารพนับถือสูงสดุ จากประชาชน

ถัดจากเคาะลีฟะฮฺไปก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ สตรีได้รับสถานะภาพทางสังคมเช่นเดียวกับในสมัย
ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ แต่ในตอนปลายๆ ศตวรรษที่ 10 ได้มีระบบแยกผู้หญิงจากผู้ชายอย่างเข้มงวดเกิดขึ้น ใน
ระยะเวลานีม้ ีสตรีในราชวงศอ์ ับบาซียะฮห์ ลายคนทีเ่ ปน็ ผบู้ รหิ ารรัฐและมีส่วนในการเมืองอย่างสาคัญ เช่น ค็อย
ซุรอน อุลัยยะฮฺ ซุบัยดะฮ์ และบูรัน เป็นต้น และมีสตรีจานวนมากอีกด้วยที่มีความสนใจในงานวรรณกรรม
จักรพรรดินีวูบัยดะฮ์ นั้นเป็นสตรีท่ีมีความสามารถ และเป็นกวีด้วย ฟ๎ฎล์ ก็เป็นกวีหญิงท่ีมีช่ือเสียง อยู่ในรัช
สมัยของเคาะลีฟะฮฺมุตะวักกิล ชัยคอชุฮาดะฮ์ ก็เป็นสตรีที่มีความสามารถอีกผู้หน่ึง ซ่ึงสอนประวัติศาสตร์และ
วรรณกรรมอย่ใู นกรงุ บฆั ดาด ซัยนับ อุมมลุ เมาวัยยดิ เปน็ นักกฎหมายทีม่ ีช่ือเสียง ตาเกีย ก็เป็นกวีหญิงที่เด่นดัง
กลา่ วได้วา่ สตรีมุสลิมในสมยั อับบาซียะฮ์เป็นผ้มู คี วามร้คู วามสามารถและวัฒนธรรม

ในสังคมสมัยอับบาซียะฮ์นั้นมีการอุปถัมภ์การดนตรี อุลัยยะฮ์ เป็นนักดนตรีท่ีมีช่ือเสียงที่สุดในสมัย
ของเธอ พวกเจ้าหญงิ และสตรีผู้สูงศักด์ิมักไปชมการแสดงดนตรีอยู่บ่อยๆ และบางทีก็หานักดนตรีมาแสดงท่ีใน
บ้าน การเตน้ ราก็เป็นที่นยิ มในสงั คม การด่ืมสุรา เล่นโปโล หมากรุก ยิงธนู แข่งม้า ล่าสัตว์เหล่าน้ีเป็นส่ิงท่ีนิยม
กนั ในสมัยอบั บาซยี ะฮ์

ในบ้านของขุนนางผู้ดีและคนใหญ่คนโตมักจะจัดให้มีการอภิปรายเรื่องอักษรศาสตร์และวรรณกรรม
ซึ่งจะมีผู้คนมาชุมนุมกันฟ๎งวัตถุประสงค์ของการชุมนุมกันนี้ก็เพ่ือจะค้นหาสัจจะสาหรับผู้คน ในสภาพสังคม
เช่นนี้ได้มีการรวบรวมหนังสือเก่ียวกับประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ คนขายหนังสือ
นับว่ามีสถานะดีอยู่ในสังคมเช่นนี้ ร้านของพวกเขากลายเป็นศูนย์กลางที่ดึงดูดจิตใจของนักศึกษาและ
นกั วิชาการ

ระบบการมีทาสเป็นที่นิยมกันในสมัยอับบาซียะฮ์ คนที่ร่ารวยทุกคนจะมีทาสไว้ใช้สอยในบ้าน ทาสมา
จากพวกผู้คนท่ีมิใช่มุสลิมซึ่งถูกจับมาโดยกาลังหรือเป็นเชลยศึกหรือซื้อหามาในยามปกติ มีทั้งชาวนิโกรชาว
เติรก์ และคนผวิ ขาว สว่ นใหญ่เป็นคนกรกี หรือสลาฟ อาร์เมเนียหรือเบอร์เบอร์ ทาสที่อยู่ในฮาเร็มจะถูกตอนให้
เป็นขันที ทาสหญิงถูกใช้ให้เป็นนักร้อง นักเต้นราและนางบาเรอ บางคนก็มีอิทธิพลเหนือเคาะลีฟะฮฺนายของ
เธอเป็นอย่างมาก

เคร่ืองแต่งกายของชนช้ันผู้ดี มักจะเอาตามอย่างพวกเจ้านายผู้ครองรัฐ หมวกท่ีสวมอยู่เป็นปกติก็คือ
หมวกสีดาทรงสูงทเี่ รยี กวา่ กอลันสุวะฮฺ ทาด้วยผ้าขนสัตว์หรือผ้าสาลี ซึ่งอัล-มันซูร เป็นผู้นามาใช้เป็นครั้ง
แรก กางเกงตวั กว้างๆ แบบเปอร์เซีย เส้ือเชิ้ต เสื้อกั๊กและเสื้อนอก และเส้ือคลุมไม่มีแขนสวมข้างนอก พวกนัก

วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 47

ศาสนาสวมผ้าโพกศรี ษะสีดาและเส้อื คลุมตัวยาว ส่วนเคร่อื งแตง่ กายของสตรีนั้นแตกต่างกันไปนามยศศักด์ิและ
ตาแหน่งของเธอ หมวกที่นิยมสวมกันในหมู่สตรีสูงศักด์ิซ่ึงอุลัยยะฮ์ผู้เป็นน้องสาวร่วมบิดาของฮารูน-อัรรอชีด
เป็นผนู้ ามาได้แก่ หมวกลมรปู โดม ตกแตง่ ดว้ ยเพชรนิลจินดารอบๆ นอกจากน้ันเครื่องประดับยังมีกาไลมือและ
กาไลเท้าในหมู่สตรีชั้นกลางสวมเคร่ืองประดับแบนๆ ทาด้วยทองที่ศีรษะคล้ายๆ ริบบิ้นมักประดับด้วยไข่มุก
และมรกต

ดา้ นการบริหาร
รูปแบบการปกครองของรัฐบาลอับบาซียะฮ์ก็คือ สมบูรณาญาสิทธิราช อ่านาจของเคาะลีฟะฮฺ

กว้างขวางไม่มีท่ีจ่ากัด เคาะลีฟะฮฺทรงเป็นประมุขของรัฐและเป็นประมุขทางศาสนาด้วยเป็นผู้บัญชาการ
สูงสุดของกองทัพและเป็นผู้แต่งต้ังผู้ด่ารงต่าแหน่งต่างๆ ทรงมีอานาจแต่งต้ังผู้สืบต่อตาแหน่งเคาะลีฟะฮฺใน
อนาคตได้โดยไม่ต้องทาตามกฏใดๆ วัตถุประสงค์ของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ระยะต้นก็คือการสร้างอาณาจักร
อสิ ลาม ดว้ ยเหตนุ จี้ งึ ได้ละท้งิ การพิชิตดนิ แดนตา่ งประเทศเสีย

ผู้ท่ีมีตาแหน่งไป จากเคาะลีฟะฮฺก็คือวะซีร (นายกรัฐมนตรี) ตาแหน่งวะซีรนี้มีต้นตอมาจาก
เปอร์เซยี วะซรี มี 2 ประเภท คอื ผทู้ ี่มีอานาจจากดั และผ้ทู ม่ี อี านาจไม่จากัด วะซีรท่ีมีอานาจไม่จากัดเรียกว่า แก
รนด์วะซีร (นายกรัฐมนตรี) หรือวะซีรใหญ่เป็นผู้ใช้อานาจและสิทธิพิเศษของเคาะลีฟะฮฺ เพียงแต่ต้องให้เคาะ
ลีฟะฮฺทราบเท่าน้ันว่าตนได้ทาอะไรไปบ้าง เขาสามารถจะจัดการอะไรทุกอย่างที่เห็นว่าจาเป็นได้โดยไม่ต้องขอ
อนุมตั ิกอ่ น เว้นแต่ไม่สามารถจะจัดการอะไรทุกอย่างที่เห็นว่าจาเป็นได้โดยไม่ต้องขออนุมัติก่อน แต่ไม่สามารถ
ถอดถอนข้าราชการท่ีเคาะลีฟะฮฺเป็นผู้แต่งตั้งเท่าน้ัน แต่เขาก็มีอานาจที่จะแต่งตั้งข้าราชการในนามของเคาะ
ลีฟะฮฺ และมีอานาจเขา้ ไปนัง่ เป็นประธานในศาลอุทธรณ์ขั้นสูงสุดได้ อานาจของวะซีรเพิ่มขึ้นมากมายในขณะท่ี
เคาะลฟี ะฮสฺ มัยหลงั ๆ มวั หมกมุ่นอยแู่ ต่ในฮาเรม็ (ในพระราชวัง) แต่อานาจของวะซีรชนิดท่ีมีอานาจจากัดน้ันไม่
กว้างขวางนัก ไม่มีสิทธิท่ีจะทาอะไรตามใจชอบได้ แต่ทาตามคาส่ังของเคาะลีฟะฮฺเท่าน้ัน เป็นเพียงตัวกลาง
ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง วะซีรต้องมีความรู้อย่างแตกฉานเกี่ยวกับการบริหารและเข้าใจ สภาพ
ทอ้ งถิ่นของแคว้นนัน้ ๆ ด้วย

รัฐบาลของเคาะลีฟะฮฺเรียกว่า อัด-ดิวาน-อะซีซ (Ad-Diwan-Aziz) ซ่ึงมีวะซีรใหญ่เป็นประธาน
แผนกต่างๆ ที่สาคัญก็มีแผนกการเงิน สานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สานักงานบัญชี สานักงาน
สงคราม สานักงานพิทักษ์คนต่างชาติและทาส สานักงานจัดการรายจ่ายภายในประเทศ องค์การติดต่อหรือ
สานักงานอัครมหาเสนาบดี องค์การไต่สวนเรื่องร้องทุกข์ และสานักงานทหารและตารวจ นอกจากน้ันก็ยังมี
สานกั งานเล็กๆ อย่างอน่ื อีก

ได้มีการจัดตั้งส่านักงานต่ารวจขึ้นเพื่อรักษาความสงบภายในประเทศ หัวหน้าสานักงานนี้เรียกว่าชะ
บฮี ฺอัชชูตะฮฺ ในสมยั หลงั ชะบีฮฺอัชชตู ะฮดฺ ารงตาแหน่งวะซรี

ผู้พิพากษา (Qazi) และหัวหน้าผู้พิพากษาเป็นผู้บริหารความยุติธรรม หัวหน้าผู้พิพากษาซ่ึงเรียกว่า
กอฎี-กุฎอฎ (Qazi-Quzat) เป็นเจ้าหน้าท่ีสูงสุดด้านกฎหมายเพ่ือช่วยผู้พิพากษาบริหารความยุติธรรม ได้


Click to View FlipBook Version