48 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
จัดต้ังเจ้าหน้าท่ีอีกช้ันหนึ่งที่เรียกว่าอาฎิลในกรณีที่เกี่ยวกับสิทธิของพลเมืองในบรรดาผู้ท่ีมิใช่มุสลิมน้ันป๎ญห า
ท้งั หมดจะตกเปน็ หนา้ ทขี่ องหวั หน้าทางศาสนาของพวกเขา
ด้านการปกครองแคว้นต่างๆ
เพื่อความสะดวกในการปกครองได้แบ่งอาณาจักรท้ังหมดออกเป็นหลายแคว้นด้วยกัน แต่ละแคว้นมี
เจ้าหน้าท่ีปกครองท่ีเรียกว่าอมีร (Ameer) ซ่ึงเคาะลีฟะฮฺเป็นผู้แต่งตั้งและข้ึนตรงต่อเคาะลีฟะฮฺ อมีรมี
อานาจสูงสดุ ในแควน้ ของเขาเอง แตต่ าแหน่งของเขาไมไ่ ด้สืบทอดตามสายเลือด เขาจะถูกย้ายหรือถูกถอดถอน
ไดท้ กุ ขณะทเ่ี คาะลีฟะฮฺต้องการ
ชูตะฮฺซ่ึงอยใู่ ตบ้ ังคับบัญชาของชะบีฮฺ อัชชูตะฮฺนั้นทาหน้าท่ีดูแลตารวจนครบาลส่วนตารวจภูธรนั้นอยู่
ภายใต้เจ้าหนา้ ท่พี ิเศษทเี่ รียกวา่ มุฮฺตะซบิ (Muhtasib)
ในแตล่ ะเมอื งมผี ู้พพิ ากษาประจาในเมืองใหญ่ๆ มีผู้พิพากษาหลายๆ คน ในระยะต้นๆ ของราชวงศ์อับ
บาซียะฮ์น้ันผู้พิพากษาประจาจังหวัดได้รับการแต่งต้ังโดยผู้ครองเมืองน้ันๆ แต่ต่อมาได้เปล่ียนเป็นหัวหน้าผู้
พพิ ากษาแห่งบัฆดาดเปน็ ผู้แตง่ ตง้ั แผนกทส่ี า่ คญั แผนกหนงึ่ ในรัฐบาลอับบาซียะฮ์ก็คือแผนกไปรษณีย์ ใน
แต่ละแควน้ นายไปรษณีย์ซ่ึงเรยี กวา่ ซอฮบิ ลุ บารดิ เป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการด้านไปรษณีย์ เขาไม่ใช่แต่เพียงดูแล
งานในแผนกไปรษณีย์เท่านั้น แต่ยังต้องคอยรายงานเคาะลีฟะฮฺถึงเรื่องราวสาคัญๆ ในแคว้นนั้นๆ ด้วยนับว่า
เป็นสายลบั ของรฐั บาลกลางและตอ้ งรายงานสภาพของแควน้ อย่างลบั ๆ เปน็ ระยะๆ ไป
กจิ การทหาร
ในระหว่างสมัยของเคาะลีฟะฮฺท่านแรกๆ สองสามท่านนั้นการจัดการด้านทหารของราชวงศ์อับบาสี
ยะฮฺ นับเป็นสิ่งท่ีน่าทึ่งอย่างยิ่ง แต่ในสมัยเคาะลีฟะฮฺท่านหลังๆ ได้ทอดทิ้งการทหารเสีย ในสมัยเคาะลีฟะฮฺ
ท่านแรกๆ น้ันมีจานวนทหารมากมายสาหรับใช้ในสนามรบ เคาะลีฟะฮฺฮารูน-อัล-รอชีด มีทหารอยู่ใต้บังคับ
บญั ชา 135,000 นาย ซึ่งเป็นทหารทไ่ี ดร้ บั เงินเดอื น นอกนั้นยงั มีทหารอาสาสมัครอีกจานวนมากมาย ในสมัย
ท่ีท่านยกทัพไปต่อสู้กับจักรพรรดินิซฟอรัส ในสงครามกลางเมืองระหว่างอัล-อมีนกับอัล-มะมูน กาลังทหาร
ของอัลมะมูนซ่ึงครองอิรักมีถึง 125,000 คนและฝุาย อัล-อมีน ซ่ึงเป็นเคาะลีฟะฮฺก็คงต้องมีจานวนมากมาย
เช่นเดียวกัน นอกจากน้ันทั้งสองฝุายก็คงต้องทิ้งทหารจานวนหนึ่งไว้คอยรักษาเมืองทางแคว้นตะวันออกและ
ตามเมืองแนวหน้าอีกด้วย เม่ือปี ค.ศ.917 ในรัชสมัย ของเคาะลีฟะฮฺอัลมุกตะติรได้มีการเดินขบวนของ
ทหารต่อหนา้ ทตู ของไบแซนไตน์ปรากฏว่ามี ทหารม้าจา่ นวน 160,000 นาย
ในสมัยอับบาสียะฮตฺ าแหนง่ สงู ๆ ทางดา้ นการทหาร เปิดให้แก่คนทุกชาติและจ่ายเงินเดือนให้แก่ทหาร
ชาติตา่ งๆ เทา่ เทียมกนั การปฏิบติต่อทหารเช่นน้ไี ด้ดึงดูดคนจานวนมากใหม้ ารบั อิสลามและมาเข้าเป็นทหารใน
กองทัพของเคาะลีฟะฮฺ มุสลิมท่ีเพิ่งรับศษสนาใหม่ๆ ในซีเรีย อียิปต์ แอฟริกา อิรัก เปอร์เซีย และทรานโซเซีย
นา มักเลอื กเขา้ เปน็ ทหารในสมยั อบั บาซยี ะฮ์
เคาะลีฟะฮฺอัล-มันซูร ได้ทรงจัดทหารเป็นหน่วย 3 หน่วยด้วยกันคือ หน่วยอารเบียเหนือพวกมุฎอรีย์
หนว่ ยอารเบยี ใต้ และหนว่ ยคูราซาน เคาะลฟี ะฮฺอลั มตุ ะซมิ ได้เพม่ิ อีกสองหนว่ ย
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารคี 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 49
หน่วยหนึ่งประกอบด้วยชาวเติร์ก และอีกหน่วยหนึ่งประกอบด้วยชาวแอฟริกา การแบ่งกาลังทหาร
ออกเปน็ หน่วยตามชาตินี้เปน็ การทาลายความรกั หมู่คณะของกองทัพมุสลิมและก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นปรป๎กษ์
กนั ขึ้นรวมทงั้ ความอิจฉาริษยาและแกง่ แย่งอานาจกัน ซึ่งในทส่ี ดุ ก็เป็นอนั ตรายรา้ ยแรงแกอ่ าณาจักรอิสลาม
กองทัพประกอบด้วยกองทหารราบ ทหารม้า ทหารธนู ทหารปืนและทหารช่าง ในการออกรบจริง มี
ทหารสองประเภทคือทหารประจาการกับทหารอาสาสมัคร ทหารอาสาสมัครได้รับเงินเฉพาะในตอนออกรบ
เท่านัน้
ส่วนทหารประจานั้นได้รับเงินเดือนประจา เงินเดือนทหารสมัยอับบาซียะฮ์น้อยกว่าในสมัยอุมัยยะฮ์
ในระหวา่ งทท่ี หารตอ้ งออกไปทางานไม่อยู่บ้าน ภรรยาและลกู ๆ ของเขาจะไดร้ ับเงินชว่ ยเหลอื จากรฐั บาล
ทหารราบใชแ้ หลน ธนู หอก ซัด ดาบและขวานเป็นอาวุธ ส่วนทหารม้าใช้แหลน ธนู และดาบยาว ซ่ึง
กวา้ งและตรง ในสมยั อับบาซียะฮ์การยิงธนูได้รับการปรับปรุงดีข้ึนมาก กองทัพมีคณะวิศวกรติดตามไปทุกแห่ง
และเจ้าหน้าที่เหล่าน้ีจะอยู่ประจาในปูอมปราการทุกแห่งและในเมืองทุกเมืองด้วย ชาวอาหรับมีแพทย์และ
ศัลยแพทย์ประจากองทัพมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ละกองทัพมีผู้พิพากษาคนหน่ึงซ่ึงมีหน้าที่คอยดูแลและแบ่ง
ทรัพย์สินท่ียึดได้จากสงครามตามกฎหมายอิสลาม ในสมัยอับบาซียะฮ์ ชาวอาหรับมีระบบสายลับที่มี
ประสิทธภิ าพมาก แตข่ วัญของทหารตา่ กวา่ ในสมยั แรกๆ
ในสมัยราชวงศ์อบั บาซียะฮ์ กรงุ บฆั ดาดเป็นเมืองทเ่ี จริญทส่ี ดุ และไม่ใช่เป็นแต่เมืองหลวงในสมัยอับบา
ซียะฮ์เท่านั้น แต่ยังใช้ในการทหารอีกด้วย เคาะลีฟะฮฺอัลมันซูรได้สร้างปูอมปราการการปกปูองกรุงบัฆดาด
อยา่ งแข็งแรง นอกจากนั้นยงั ทรงสร้างปูอมท่ีแข็งแรงแห่งหนึ่งไว้ท่ีใกล้เมืองอัร-รอฟีเกาะฮ์ทางฝ่๎งแม่น้ายูเฟรติส
และวางทหารชาวครู าซานไวป้ ระจาทน่ี ั่นดว้ ย ปอู มน้ีมีชื่อว่า อรั -รอฟเี กาะฮ์
เคาะลีฟะฮฺอัล-มันซูรและเคาะลีฟะฮฺท่ีสืบต่อจากท่านได้ทรงบูรณะตามเขตเมืองแนวหน้าเสียใหม่ ได้
สร้างปูอมปราการไว้ปกปูองเมืองเหล่านั้นและสร้างเขตชาวมุสลิมขึ้นในนั้น เคาะลีฟะฮฺฮารูน-อัรรอชิด ได้ทรง
สร้างแคว้นพิเศษให้ช่ือว่าอัล-อะวาซิม จากเมืองชนบทต่างๆ ตามชายแดนเอเชียไมเนอร์ อัล-มันซูรทรงสร้าง
กาลังทหารไว้ในเมืองท่ีสร้างข้ึนใหม่คือมารัช มะลัดยะฮฺ จากเมืองชนบทต่างๆ ตามชายแดนอีกหลายเมือง ได้
ทรงวางทหารจานวน 4,000 คนไว้ในเมืองมาลาเตียฮ์ โดยให้เงินและสิ่งอานวยความสะดวกเป็นพิเศษแก่พวก
เขาอรั -รอชีด ได้ทรงสร้างเชิงเทินล้อมเมืองมัสสิชาฮ์ ทรงวางทหารรักษาการณ์ไว้ในเมืองเตารุส และเปลี่ยนมัน
ให้เป็นค่ายใหญ่ ทรงสร้างปูอมปราการที่เมืองอดานา และวางทหารไว้ท่ีน่ัน ทรงต้ังเขตทหารไว้อีกแห่งหนึ่ง ที่
เมืองอนาซัรบะฮฺ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมัสสิชาฮฺ ทรงสร้างปูอมอัลฮารูนิยะฮฺ ไว้ที่เมืองมารัช
ส่วนจักรพรรดินีซุบัยดะฮ์ ก็ทรงบูรณะเมืองอิสกับดารุน หรืออเล็กซานเดรียข้ึนใหม่โดยเงินโดยเงินของท่าน
อัล-มุอตะซิม ทรงสร้างปูอมปราการที่เมืองมัสสิชาฮฺจนสาเร็จและเอาทหารไปอยู่ในเมืองเก่าท่ีช่ือเตียนา
ได้มีการสรา้ งปูอมปราการตามชายแดนขึ้นท่ีเมืองอนื่ อีกหลายแหง่
50 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
กองทัพเรอื
ในสมัยอับบาซยี ะฮ์ พอ่ คา้ พาณิชยช์ าวอาหรับไดเ้ ดนิ ทางไปอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ชาวอาหรับมี
อานาจสูงอยู่ตามแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แม่น้าไทกริส ยูเฟรติส และชาวเปอร์เซียอยู่ใกล้กับเมืองหลวงจึง
ทาให้สะดวกแกก่ ารค้าและการคมนาคมทางเรอื
ในแถบตะวันออก เม่ือเคาะลีฟะฮฺมันซูรทรงสร้างกรุงบัฆดาดไว้บนฝ่ังแม่น้่าไทกริสน้ัน สถานท่ีแต่
ละแหง่ ในเมอื งก็ถูกเปล่ยี นเป็นทางน้าไป สถานท่ีต้ังเมืองหลวงนี้ถูกเลือกโดยตั้งใจจะให้สะดวกต่อการคมนาคม
เพอ่ื การค้าขายเป็นส่วนใหญก่ ับส่วนอนื่ ๆ ของโลกโดยผ่านแมน่ า้ ไทกรสิ และยูเฟรติส
ในสมัยอบั บาซยี ะฮ์ ไดม้ กี ารทานบุ ารุงการค้าทางเรอื เมืองอะดาวน์ เป็นศูนย์กลางใหญ่ของการค้าขาย
ระหวา่ งอฟรกิ าและอารเบียและเปน็ จุดพบกันของการค้าระหว่างอินเดียกับจีนด้านหนึ่งกับอียิปต์อีกด้านหนึ่ง ซี
รอฟเป็นเมอื งท่าของโลกท่ีตัง้ อย่ทู ่อี า่ วเปอร์เซีย เปน็ ทซ่ี ง่ึ สินค้าเข้าสินค้าออกทั้งหมดของเปอร์เซียต้องผ่านเมือง
บัศเราะฮ์ ฮัรนซิ และดัยบลุ เป็นเมืองท่าท่ีสาคัญชาวอาหรับมุสลิมมีศูนย์การค้าอยู่ในเมืองสาคัญๆ ทุกแห่งของ
ตะวันออกไกล
ราชวงศ์อับบาซียะฮ์ครอบครองแคว้นสินธ์ ในอินเดีย โดยรับช่วงมาจากราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ในปี ฮ.ศ.
159 หรือ ค.ศ.775 ในรัชสมยั ของเคาะลฟี ะฮรฺ าชวงศ์อับบาซียะฮ์ท่ีช่ือมะฮดี ชาวอาหรับได้ยกทัพเรือไปตีแคว้น
กจุ ญ์ราตของอนิ เดีย อฟิ รกิ ยี ะฮ์ ซึ่งต้ังตัวเป็นอิสระ ในสมัยอัร-รอชีดดีได้เกาะโรดส์ เป็นครั้งท่ีสอง และนอกนั้น
ยังไปโจมตีอิตาลีทางใต้ นับเป็นกองทัพเรือที่เก่งกาจสามารถท่ีสุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในรัชสมัยเคาะ
ลีฟะฮฺวาษิก กองทัพเรือของมุสลิมได้ไปปรากฏตัวถึงก่าแพงเมืองโรม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ากองทัพเรือของ
มสุ ลมิ เจริญถึงระดบั สูงสดุ ในสมัยราชวงศอ์ ับบาซยี ะฮ์
ด้านเศรษฐกจิ
ในสมัยอับบาซียะฮ์ผู้คนมีอาชีพต่างๆ กัน พวกนักอุตสาหกรรม ช่างฝีมือ นักอักษรศาสตร์ และช่าง
เทคนิคนับเป็นชนช้ันกลางระดับสูง ส่วนชนช้ันกลางระดับต่าประกอบไปด้วยเกษตรกร และคนเลี้ยงสัตว์ คน
เหลา่ น้ีเปน็ อิสระจากความกงั วลในชีวติ เศรษฐกิจสมยั ใหม่
สมัยอับบาซียะฮ์เป็นสมัยท่ีรุ่งเรืองในด้านการค้าพาณิชย์ เมืองบัฆดาด บัศเราะฮ์ และอเล็กซานเดรีย
เปน็ ศนู ยก์ ลางธรุ กจิ ในสมยั นั้น จากเมืองเหล่านี้เองท่ีประเทศอ่ืนๆ ที่เจริญแล้วในโลกได้รู้จักกับโลกมุสลิม ผู้คน
นาเอาธรุ กจิ ของพวกเขาไปยงั โลกภายนอกและนาเอาความม่ังคงั่ กลบั มาสู่เมืองหลวง
การอุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้ามากในสมัยอับบาซียะฮ์ อุตสาหกรรมในบ้านก็เจริญรุ่งเรืองในส่วนต่างๆ ของ
ราชอาณาจกั รในเอเชียตะวนั ตกมกี ารทอพรม ไหม ผ้าฝูาย ผ้าขนสัตว์ ผ้าแพร ผ้ายกดอก ผ้าหุ้มเก้าอี้โซฟาและ
หมอนอิง รวมทั้งเคร่ืองเรียนและเครื่องใช้สอยในครัวอื่นๆ อีกมาก การเกษตรก็ได้รับการทานุบารุงเป็นอย่างดี
บรรดาคอลีฟะฮ์มีความสนใจในเกษตรกรรมเป็นพิเศษ เพราะทราบดีว่ามันเป็นแหล่งใหญ่ของรายได้ของรั ฐ
ทรงทานเุ นอ้ื ดนิ ให้ดขี ้นึ โดยสรา้ งระบบการทดน้า และเล่ือนฐานะของผูท้ าการเกษตรใหส้ งู ข้ึน
วิชาศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 51
ดา้ นการศกึ ษาและวชิ าการ
ในสมัยอับบาซียะฮ์การศึกษาข้ึนถึงความเจริญระดับสูงสุด เคาะลีฟะฮฺเป็นองค์อุปถัมภ์การศึกษาและ
นักปราชญ์ต่างๆ ในตอนปลายสมัยอุมัยยะฮ์นั้น ราษฎรท่ัวโลกมุสลิมได้รับการศึกษาได้อย่างทั่วถึง มุสลิมส่วน
ใหญ่ทง้ั ชายและหญงิ สามารถอ่านและเข้าใจพระมหาคัมภีร์กุรอานได้ โรงเรียนชั้นประถมมักจะอยู่ติดกับมัสยิด
ใช้คัมภีร์อัลกุรอานเปน็ หนงั สอื แบบเรยี น เด็กผู้หญิงอายนุ ้อยๆ ก็เขา้ เรยี นท่ีโรงเรียนเหล่านี้เหมือนกัน บางคร้ังก็
ต้ังโรงเรียนขน้ึ ในบ้านในรา้ นหรือในมัสยดิ ตามเมอื งตา่ งๆ มโี รงเรยี นมสั ยิดเปน็ จานวนมากมาย
ตาราทางด้านจิตวิทยา การเมืองและอภิปรัชญา นักคณิตศาสตร์ที่มีช่ือเสียงโด่งดังในสมัยน้ัน ดาราศาสตร์ใน
สมัยของอัลมะอ์มูนได้มีการสร้างหอดูดาวแห่งแรกข้ึนท่ีเมืองจันดีชาปูร ในเปอร์เซียตะวันออกเฉียงใต้ และ
ต่อมาได้มีการสรา้ งอกี แหง่ หนึ่งในเมืองแบกแดด
ตารา “ กิตาบ ซูรอตุลอัรฏ์ ” ซ่ึงอธิบายแผนโลกท่ีเป็นเล่มแรกในศตวรรษที่ 9 วิชาเคมี ญาบิร อิบนุ
ฮัยยาน แห่งเมืองกูฟะฮ์นับว่าเป็นบิดาแห่งวิชาเคมีสมัยใหม่ ได้สร้างห้องทดลองขึ้นในเมืองกูฟะฮ์ ได้ค้นพบ
สารประกอบทางเคมีมากมายและได้เขียนตาราเก่ียวกบั วชิ าเคมีไวห้ ลายเล่ม
ทางด้านประวัติศาสตร์ มีมุสลิมมากมายมีความรู้เรื่องนี้ และเจริญก้าวหน้าไม่น้อยกว่าสาขาอื่นๆ
วรรณกรรมภาษาอาหรับและเปอร์เซยี ท่มี ชี ื่อเสียงก็มี อิสฟาฮานีย์ อิบนุ ค็อลลิกาน สาขาอื่นๆ ที่รุ่งเรืองมากก็มี
ศัลยกรรม เภสชั กรรม วชิ าเกี่ยวกับสายตา
นิติศาสตรใ์ นสมัยอับบาสียะฮเ์ กดิ สา่ นักทางฟิกฮ์ หรอื ทีเ่ รยี กวา่ มซั ฮับขน้ึ สีส่ า่ นกั ซึ่งมี
1. อมิ ามอบู หะนีฟะฮ์
2. อมิ ามมาลิก
3. อมิ ามชาฟิอีย์
4. ทา่ นอมิ ามอะหม์ ดั อิบนุ ฮัมบลั
เป็นผู้นาของแต่ละสานัก จึงกล่าวได้ว่านักปราชญ์และผู้รู้ของมุสลิมในสมัยอับบาสียะฮ์มีอยู่ในทุก
สาขาวชิ าการและเปน็ ทองแหง่ ศลิ ปวิทยาการอิสลาม
นักประวัติศาสตร์คนหน่ึงกล่าวว่า ในกรุงบัฆดาด มีมัสยิดถึงสามหม่ืนมัสยิด นอกจากมัสยิดแล้วก็ยังมี
“มักตับ” ซึ่งใช้เป็นโรงเรียนประถมศึกษา การศึกษาในสมัยอับบาซียะฮ์ มิได้จากัดอยู่แค่ช้ันประถมศึกษา
เท่าน้นั อลั -มะมูน ได้ทรงสรา้ งบยั ตุล-ฮกิ มะฮฺ อนั เปน็ ทีป่ ระสิทธิประสาทความรู้ระดับสูงขึ้นไปด้วย โรงเรียน
นิซอมียะฮ์ ซึ่งสร้างข้ึนใน ค.ศ.1065-67 โดยนิซอมุลมุล ผู้เป็นวะซีรของสุลฎอนซิลํูกมาลิกชาฮฺน้ันเป็น
สถาบนั การศึกษาทางดา้ นศาสนาทใ่ี หญ่ท่ีสุดในสมัยอบั บาซียะฮ์
พัฒนาการทางการศึกษาของชาวอาหรับมีสองขั้น ขั้นแรกคือ ความเจริญที่เป็นไป เองโดยธรรมชาติ
เกดิ ขึ้นตั้งแต่เสี้ยวแรกของศตวรรษที่ 7 แหง่ คริสตศ์ ักราชไปถงึ ศตวรรษท่ี 9 และ 10 ส่วนขั้นที่สองน้ันเร่ิมต้ังแต่
ศตวรรษที่ 11 เม่ือโรงเรียนต่างๆ กลายเป็นสถาบันของรัฐและการศึกษาเป็นหน้าที่ภาคบังคับของรัฐบาล ขั้น
แรกอาจเรียกไดว้ ่าเป็นแบบอาหรับอยา่ งแท้จริง สว่ นขน้ั ทส่ี องเกิดขึ้นเพราะอทิ ธพิ ลจากมสุ ลิมทมี่ ิใช่อาหรับ
52 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
หลกั สูตรของโรงเรยี นประถมศกึ ษา ประกอบดว้ ยการอ่านเขียน ไวยากรณ์ สนุ นะฮ์ของท่านศาสดา
หลกั คณติ ศาสตร์เบื้องต้น และบทกวีทางศาสนา สว่ นนกั ศึกษาช้นั สงู เรยี นสนุ นะฮื นิติศาสตร์ ศษสนศาสตร์
คาศัพท์ ศลิ ปการพดู และวรรณกรรมนักศกึ ษาชัน้ สงู ศึกษาดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปรชั ญา เรขาคณิต ดนตรี
และการแพทย์
ด้านวทิ ยาการ
กจิ กรรมด้านวทิ ยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ในสมยั อบั บาสยี ะฮฺ
เม่ือราชวงศ์อับบาซียะฮ์มีอานาจขึ้นในโลกมุสลิม อาณาจักรมุสลิมก็ได้เปิดศักราชใหม่ในด้าน
วิทยาศาสตรแ์ ละอกั ษรศาสตร์ รุ่งอรุณของสมัยแห่งความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์ของมุสลิมได้เร่ิมข้ึนพร้อมๆ
กับการเร่ิมขึ้นของสมยั อบั บาซียะฮ์ ซ่ึงเปน็ พลเมืองท่ีมาจากอิทธิพลของวัฒนธรรมหลายๆ ด้าน อัล-มะมูน ทรง
เปิดแผนกแปลเพื่อรักษาผลงานด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของต่างชาติไว้ หนังสือและเอกสารต่างๆ ทีมี
อยู่นั้นมาจากต่างประเทศกล่าวกันว่า ฮารูนได้ทรงขอจักรพรรดิไบแซนไตน์ให้ส่งนักปราชญ์ลีโอมายังกรุงบัฆ
ดาดโดยแลกเปลยี่ นกับทองคาหนักหา้ ตัน
ในด้านการแพทย์ ปรัชญาการเล่นแร่แปรธาตุ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ เคมี ภูมิศาสตร์ กฎหมาย
ศาสนวิทยาและภาษาศาสตร์นั้น มุสลิมได้ประโยชน์ให้แก่โลกเป็นอย่างมาก ยุโรปเป็นหนี้มุสลิมในเร่ืองความรู้
ทางเคมีการแพทย์และคณิตศาสตรเ์ ปน็ อยา่ งมาก มสุ ลมิ ยงั ไดท้ าการคิดค้น และวิจัยในสาขาต่างๆ เหล่านี้ต่อไป
อีก พวกเขาได้แปลตารับตาราของต่างชาติจานวนมากมายออกเป็นภาษาอาหรับและงานแปลเหล่าน้ันก็ได้ตก
ทอดไปยงั ยุโรปโดยผา่ นซีเรีย สเปนและซซิ ลี ี งานแปลนี้ย่อมมีความสาคัญในประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมอย่าง
ไม่ต้องสงสัย ผลงานของอริสโตเติล กาเลน และปโตเลมีคงจะหายสาบสูญไปถ้าหากมุสลิมไม่ได้เก็บรักษามันไว้
ด้วยการแปลเป็นภาษาอาหรับ
เคาะลีฟะฮฺในราชวงศ์อับบาซียะฮ์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์วิทยาการอย่างใหญ่หลวง ทรงทานุบารุงเล้ียงดู
นักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ท่ีมีความสามารถซ่ึงได้สร้างประโยชน์อันมีค่าให้แก่วัฒนธรรมของโลก ผู้เขียน
ตาราแพทย์ท่ีมีชื่อเสียงที่สุดในสมัยน้ันก็คืออะลี อัต-ตะบารีอัล-รอซี อะลีอิบนุ-อับบาส อะลี อัต-ตะบารี ซ่ึงมี
ช่อื เสยี งอยูใ่ นตอนกลางศตวรรษที่ 9 เปน็ แพทยป์ ระจาตัวของเคาะลฟี ะฮฺอัลมตุ ะวักกิล
อลั -รอซีและอิบนซุ ีนาก็เป็นนายแพทย์ท่ียิ่งใหญ่ท่ีโลกเคยรู้จักมา ต่าราที่ช่ือ “กอนูน” ของอินุซีนา
ได้ใช้เป็นตา่ ราทางการแพทยม์ าหลายรอ้ ยปี
ชาวมสุ ลมิ ไดป้ ลูกฝง๎ ความรกั ดา้ นปรชั ญาอย่างกระตอื รือร้นเท่าๆ กัน ทางด้านวทิ ยาศาสตร์ อัล-ฆอซาลี
อลั -คินตี อัล-ฟารอบี และอิบนุซนิ าเป็นนักปรชั ญาทม่ี ชี ่อื เสียงของมุสลิม อลั -คินดีน้ันเป็นยิ่งกว่านักปรัชญาคือ
เป็น นกั เล่นแร่แปรธาตุ นักประดิษบ์กล้องและนักทฤษฎีด้านดนตรีอีกด้วย ท่านได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความรู้
ด้านต่างๆ ไว้กว่า 200 เล่ม ชาวอาหรับเรียกอัลฟารอบีว่าอริสโตเติลคนที่สอง ท่านได้เขียนตาราทางด้น
จิตวิทยาการเมืองและอภิปรัชญาไว้มากมาย งานเขียนช้ินอ่ืนๆ ของท่านแสดงให้เห็นว่าท่านมีความรู้ทาง
การแพทยแ์ ละคณิตศาสตร์พอใช้ทีเดียว ส่วนอิบนุซินานั้นเป็นทั้งนักปรัชญา นักฟิสิกส์ นักภาษาศาสตร์และกวี
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 53
ท่านได้จัดระบบให้แก่นักปรัชญาที่มีมาก่อนท่านท้ังชาวกรีกและมุสลิม เมื่อท่านส้ินชีวิตไปยุคสมัยอันยิ่งใหญ่
แหง่ ปรัชญาอาหรบั กส็ น้ิ สดุ ลงด้วย
เคาะลีฟะฮฺต้นๆ ของราชวงศ์อับบาสียะฮฺได้สร้างโรงพยาบาลขึ้นซึ่งเรียกว่า “บิมาริสตาน”
โรงพยาบาลแห่งแรกถูกสร้างข้ึนโดยฮารูน อัร-รอชีดในกรุงบัฆดาด ต่อมาก็ได้มีโรงพยาบาลเกิดข้ึนอีก 34
แห่ง ในส่วนต่างๆ ของโลกมุสลิม สาขาอ่ืนๆ อาทิเช่น ศัลยกรรม เภสัชกรรม วิชาเก่ียวกับสายตา ฯลฯ ก็
เจริญก้าวหน้ามากในสมัยอบั บาซียะฮ์
ชาวอาหรับได้ทาประโยชน์อันย่ิงใหญ่ในด้านดาราศาสตร์การศึกษาเรื่องดาราศาสตร์ได้เริ่มข้ึนภายใต้
อิทธิพลของงานช้ินหนึ่งซึ่งเขียนโดยชาวอินเดียอันมีช่ือว่าสิทธันตะ งานชิ้นน้ีมุฮัมมัด อิบรอฮีม อัล-ฟาซารี ได้
แปลเป็นภาษาอาหรบั โดยคาบัญชาของเคาะลฟี ะฮฺอลั -มะมูน ในระหว่างครงึ่ แรกของศตวรรษที่ 9 ได้มีการสร้าง
หอดดู าวแห่งแรกขึน้ ท่ีเมืองจันดซี าปรุ ในเปอรเ์ ซยี ตะวันตกเฉยี งใต้
อัล-มะมูนได้สร้างหอดูดาวขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ท่ีกรุงบัฆดาดภายใต้การอานายการของชาวยิวคนหน่ึงที่มา
เข้ารับอิสลาม ซินด์ อิบนุ อะลี อัล-อับบาส ฟ๎รฆอนี บุตรชายสามคนของมูซาอิบนุซัยร์ อัล-บัฏฏอนี อบูฮะซัน
และนักดาราศาสตร์เด่นๆ อีกหลายคนมีชีวิตอยู่ในสมัยน้ี พวกเขาได้ทาการศึกษาพิเศษในเร่ืองดาราศาสตร์
พวกเขายนื ยันเร่ืองขนาดของโลกการขอ้ มของสุริยะคราสและจันทรคราสความเปล่ียนแปลงของเส้นรุ้งของดวง
จนั ทร์ การเคลื่อนช้าๆ ไปทางทิศตะวนั ตกของจุดทีม่ ีกลางวนั กลางคนื เท่านัน้ ฯลฯ
ในบรรดานักคณิตศาสตร์ทางดาราศาสตร์ คนท่ีส่าคัญก็คืออัลเคาะวาริชมี ผู้เขียนหนังสือชื่อกิ
ตาบซูเราะหต์ ลุ อัรฎ อธิบายแผนท่ีเป็นเล่มแรกในศตวรรษท่ี 9 อิบรอฮีมอัล-ฟะซารีได้สร้างห้องทดลองดารา
ศาสตร์ข้ึน มุสลิมได้ทาประโยชน์ไว้มากมายในวิชาพีชคณิต การสร้างเลขคณิตแบบใช้ทศนิยม การค้นพบ
เรขาคณิตแบบราบและวงกลม ตัวเลขอาหรับและการใช้เลขศูนย์เหล่าน้ีเป็นการประดิษฐ์และค้นพบบางอย่าง
ของชาวมุสลิม ในบรรดานักคณิตศาสตร์ ผู้ที่มีชื่อก็คือ ฮัล-บัยรูนี และอุมัรอัล-ค็อยยาม อัล-บัยรูนีน้ันเป็น
นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของทุกสมัย นอกจากนั้นท่านยังเป็นนักประวัติศาสตร์คนสาคัญด้วย หนังสือช่ือกิตา
บุล-ฮินด์ ของทา่ นเปน็ หนงั สือที่ใชใ้ นการศึกษาอินเดียได้เป็นอย่างดีส่วนอัล-ค็อยยามซ่ึงรู้จักกันดีว่าเป็นกวีน้ันก็
เปน็ นักคณติ ศาสตร์และนักดาราศาสตร์ท่ีมชี ื่อเสยี งดว้ ย
นอกจากน้ันชาวอาหรับยังทาประโยชน์ทางความรู้วิทยาศาสตร์ด้านเคมีซึ่งพวกเขาเรียกว่าอัลคีมียะฮ์
อีกด้วย ญาบีรบินฮัยยาน แห่งเมืองคูฟะฮฺ นับว่าเป็นบิดาแห่งวิชาเคมีสมัยใหม่ ท่านได้สร้างห้องทดลองข้ึนที่
เมืองคูฟะฮฺ ไดค้ น้ พบสารประกอบทางเคมมี ากมายและไดเ้ ขียนหนังสือเก่ยี วกับวชิ าเคมไี วห้ ลายเล่ม
มุสลิมชาวอาหรับได้ประดิษฐ์เข็มทิศ สาหรับใช้ในการเดินเรือข้ึน และได้เดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของโลกเพื่อ
แสวงหาความรหู้ รอื เพอื่ การค้าพาณิชย์ พวกเขาได้สร้างอาณานิคมข้ึนในส่วนต่างๆ ของโลก และเชื่อกันว่าพวก
เขาได้เดินทางทะลุทะลวงไปไกลจนถึงการเดินทางไปแสวงบุญท่ีปลุกให้พวกเขาเกิดความสนใจในเรื่อง
ภูมิศาสตร์ํุยฮานี อัล-มัสอูดี อัล-อิสตัฆรี อิบนุเฮากอล ยากูต อัล-บักร์ อัล-มุก็อดะซี และอิดริซี ได้ช่ือว่าเป็น
นักภมู ศิ าสตรช์ าวอาหรับทมี่ ชี ่ือเสยี งที่สุด
54 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ทางด้านประวัติศาสตร์น้ันเล่ามุสลิมก็เจริญก้าวหน้าไม่น้อยเลย บะลาดูรี ฮามาดัน มัสอูดี ตะบารี
และอบิ นุอะษีร เปน็ นกั ประวัติศาสตร์ที่เด่นอยู่ในสมัยอับบาซียะฮ์ หนังสือช่ือ ฟุตูหุลบุลดาน ของบาลาดูรี ก็ได้
เขยี นขึน้ ด้วยลลี าทน่ี า่ ช่ืนชมและเปน็ ส่ิงชี้ใหเ้ ห็นถึง ด้านประวัติศาสตร์และเป็นนักเขียนท่ีมีช่ือเสียงท่ีสุดคนหนึ่ง
แห่งศตวรรษท่ี 14 ท่านได้เดินทางไปยังประเทศมุสลิมต่างๆ หนังสือของท่านชื่อ มุรูํุซซะฮับวะมะดารุลญะ
วาฮริ นน้ั เป็นบันทกึ ประสบการณ์และสังเกตการณ์ในการเดินทางของท่าน
นักวรรณกรรมภาษาอาหรับและเปอร์เซียที่มีชื่อเสียงก็มีอิสฟะฮานี อิบนุค็อลลิกอน อบูนุวาส อัล-บุฮ
ตารี มุตันนะบี ดากิกี ฟิรเดาซี อันซูรี ญะลาลุดดีน และอบุลฟะร็อจญ์ มุฮัมมัด บินอิสฮาก ในสมัยนี้เช่นกันท่ี
มุสลิมได้สรา้ งนติ ศิ าสตรข์ ึ้นโดยนติ ศิ าสตร์มสุ ลมิ นั้นได้นาเอาแบบอยา่ งจากโรมัน มาสร้างระบบอิสระของตนเอง
ขึ้น ในระบบนิติศาสตร์ทางมุสลิมน้ัน ฟิกฮหรือความรู้ต้องอาศัยกุรอานและหะดีษเป็นสิ่งแรก แต่เมื่อมันไม่
สามารถแก้ป๎ญหาท่ียุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นได้ ก็อนุญาตให้ใช้การตีความส่วนบุคคลเข้าช่วยได้ การอนุญาตให้มี
การตีความทาให้เกิดสานัก (มัซฮับ) ขึ้น 4 สานักซ่ึงมีอบูหะนีฟะฮฺ มาลิก ชาฟิอี และฮัมบัล เป็นผู้นาของแต่ละ
สานกั จงึ กลา่ วไดว้ า่ นักปราชญแ์ ละผรู้ ูข้ องมุสลิมในสมัยอบั บาสดิ มอี ยู่ในทุกสาขาวิชาการ
รายไดข้ องรัฐ
รายได้ของราชอาณาจักรอับบาสียะฮฺนั้นมาจากภาษีท่ีดินซ่ึงเป็นรายได้สาคัญท่ีได้มาจากผู้ท่ีมีผู้ท่ีมิใช่
มุสลิม นอกนั้นก็มีภาษีรายได้สิบชัหน่ึง ภาษีหนึ่งในห้าของผลผลิตจากเหมืองแร่และทุ่งหญ้าเล้ียงสัตว์ ภาษีที่
เรียกจากผูท้ ีม่ ิใชม่ ุสลมิ (แทนการต้องเป็นทหาร) ภาษีศุลกากร ภาษีเกลือและการประมง ภาษีท่ีเจ้าของร้านค้า
ต้องเสียในการใช้สถานท่ีสาธารณะ ภาษีโรงงาน ภาษีของฟุมเฟือยและภาษีสินค่าเช่า ภาษีชนิดหลังสุดน้ีได้ถูก
ยกเลกิ ไปโดยเคาะลฟี ะฮฺวาษกิ (Wathiq)
สาเหตแุ ละความตกต่า และการลม่ สลายของอาณาจักรอับบาซียะฮ
ตลอดระยะเวลาแห่งสงครามครูเสดน้ัน นายทัพและทหารมุสลิมได้แสดงความเมตตาเห็นอกเห็นใจ
ความอดทนและมานะพยายาม ความอ่อนโยนและการให้อภยั อย่างมากมาย และเหนือสิ่งอ่ืนใดก็คือจิตใจท่ีกล้า
หาญ ในระหวา่ งเวลานบี้ รรดาเคาะลีฟะฮแฺ หง่ นครบฆั ดาดกม็ ัวยงุ่ อยูก่ ับการต่อสู้ภายในราชอาณาจักร มิได้สนใจ
ใยดีต่อประเทศชาติ ถูกพวกครูเสดรุกราน ต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างสาราญ และเกียจคร้านจนกระทั่งบัฆดาดถูกฮู
ลากู ( Hulagu ) เขา้ ยึดได้ ฮูลากผู นู้ เี้ ป็นหลานปุขู องเจงกิสข่าน ได้ทาลายเมืองจนพินาศและปลงพระชนม์เคาะ
ลีฟะฮฺ อัลมสุ ตะซมิ (Al-Mustasim)เสยี จงึ นบั ว่าอัลมุสตะซิมเป็นเคาะลฟี ะฮฺทา่ นสุดท้ายแห่งราชวงศ์อับบาสี
ยะฮสฺ น้ิ ชีพในปี คศ. 1258 ดังนั้นราชวงศือับบาสียะฮฺ ซึ่งสืบสันติวงศ์มาป็นเวลาช้านานจึงถึงท่ีสิ้นสุดลง และ
สรปุ สาเหตุดงั นี้
ผนู้ า่ และสมาชิกราชวงศ์
การท่ีจะกล่าวถึงสาเหตุของการโค่นล้มของรชวงศ์อับบสียะฮฺนั้นเห็นจะต้องบรรยายถึงการกระทา
ตา่ งๆ ของเคาะลีฟะฮฺทา่ ยทา้ ยๆ ของราชวงศน์ ี้ ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุมเฟือย ไม่สนใจต่อกิจการของรัฐ
แทนท่ีจะอุทิศเวลาไปในการปรับปรุงสภาพของประชาชน พลเมือง และบริหารประเทศให้ดีขึ้น พวกเขากลับ
หมกมุ่นอยู่กับสรุ านารแี ละการร้องราทาเพลงยิ่งกว่านั้นพวกเขาได้สูญสิ้นความกระตือรือร้นที่จะทาตนเป็นผู้นา
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 55
ประเทศเสียแล้ว เพราะเลือดของพวกเขาเจือจางลงเน่ืองจากการผสมกับเลือดของผู้ถูกพิชิต (
อนุสรณ์เมาลดิ กลาง 1414 ,139-140)
สาเหตุสาคัญท่ีทาให้ราชอาณาจักรต้องโค่นล้มไม่มีอ่ืนใดนอกจากการเสียทางด้นคุณธรรม จริยธรรม
และการเสื่อมโทรมของบรรดาเคาะลีฟะฮฺราชวงศ์อับบาสียะฮฺยุคหลัง เช่น เคาะลีฟะฮฺอัลมุอฺตัส เคาะลีฟะฮิอัล
มุอฺตามดิ อาลลั ลอฮฺ และเคาะลีฟะฮทฺ ่านอืน่ ๆ ซงึ่ ทาให้พวกเขาเหลา่ นั้นทางก็อ่อนแอในการบริหารกิจการต่างๆ
ของราชอาณาจักร สาเหตุดังกล่าวทาให้อานาจเตอร์ก[1] เข้ามีบทบาทในราชอาณาจักรอับบาสียะฮฺ( หะซัน นิ
มาตลุ ลอฮฺ , 182)
ความขัดแยง้ ทางดา้ นเชือ้ ชาติ ลักธชิ าตินิยม และ เกดิ รฐั เล็กๆ ในยุคอับบาสยี ะฮฺ
การท่ีพวกเตอร์กีมีอานาจสูงสุดข้ึมาในระยะหลังๆ ก็ป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทาให้ราชวงศ์ต้องโค่นล้ม
หลังจากมุตะวักกิลสิ้นชีพแล้วอานาจของพวกเตอร์กีก็เพ่ิมข้ึน อย่างรวดเร็วและผู้สืบสันติวงศ์ต่อๆ มาจากมุตะ
วกั กลิ กไ็ มส่ ามารถตอ่ ตา้ นไดช้ าวอาหรบั และเปอรเ์ ซียต่างก็นกึ รงั เกียจนโยบายยกตตนข่มท่านของพวกเตอร์กจึง
ตตี ัวออกหา่ งน้ีก็คอื ได้เกดิ การแตกแยกออกเป็นรฐั อิสระมากมายซึ่งเป็นอันตรายต่อราชอาณาจักรเดป็นอย่างย่ิง
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐบาลกลางก็เป็นไปอย่างไม่ใคร่เป็นมิตรนัก มีอยู่หลายแคว้นที่ผู้ปกครองแคว้น
พยายามท้าทายอานาจของรัฐบาลกลางและประกาศเป็นอิสระ ก่อความเดือดร้อนในราชอาณาจักรอยู่เนืองๆ
ความเป็นปรป๎กษ์ระหว่างเชื้อชาติที่แตกต่างกันก็เป็นสาเหตูท่ีสาคัญอันหนึ่งท่ีทาให้ราชวงศ์อับบาสียะหฮฺต้อง
โค่นล้ม การต่อสู้ระหว่างชาวอาหรับกับผู้ที่ไม่ใช่อาหรับ ระหว่างชาวมุสลิมกับผู้ไม่ใช่มุสลิมดาเนินไปอย่าง
รุนแรง ในระยะนี้ชาวอิหร่านซึ่งราชวงศ์อับบาสียะฮฺชอบพอน้ันรังเกียจชาวอาหรับ และชาวอาหรับก็รังเกียจ
ชาวอิหร่านและอ่ืนๆ พวกที่ไม่ใช่อาหรับต่างก็มาห้อมล้อมพวกอิหร่านและกีดกันความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ
ด้าน ทางทีเ่ ป็นไปไดแ้ ละเคาะลฟี ะฮฺกไ็ ม่สามารถทจ่ี ะรวมชนชาติต่างๆ เหล่าน้ีเข้าเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันได้ ผล
ท่ีตามมาก็คือมุสลิมได้แตกแยกออกเป็นหลายนิกายและราชอาณาจักรก็ถูกแบ่งแยกออกไปอย่างช้าๆ แต่ทว่า
แน่นอนในบรรดาองค์ประกอบหลายๆอย่างที่นาไปสู่การโค่นล้มของราชวงศ์น้ันเหตุผลทางด้านเศรฐกิจก็เป็น
องค์ประกอบอันหน่ึงท่ีสาคัญย่ิง การเรียกเก็บภาษีจากราษฎรเพ่ือเป็นประโยชน์ของชนช้ันปกครองน้ันทาให้
เกษตกรและผู้ทางานอุตสาหกรรมท้อใจและการสู้รบอย่างนองเลือดอย่างไม่หยุดหย่อนก็ทาให้ที่ดินเพาะปลูก
หลายแห่งต้องถูกทอดทงิ้ ให้รกร้าง ( อนสุ รณ์เมาลดิ กลาง1414 ,139-140)
ความหลากหลายของเช้ือชาติและแตกต่างนิกายในสังคมอิสลานั้นไม่ใช่สาเหตุสาคัญที่ทาให้เกิด ความ
แตกแยกของประชาชาติอิสลาม นอกจากจะมีความญะฮีลียะฮฺ(ความไม่รู้ศาสนาและไม่มีความรู้ทางวิชาการ)
ในจติ ใจของพวกเขาเหล่านัน้ ( หะซัน นิมาตลุ ลอฮฺ , 183 )
เคาะลีฟะฮฺทอดท้ิงกจิ การทหาร
การทเี่ คาะลีฟะฮใฺ นสมนั หลงั ๆ ทอดท้ิงกจิ การทหารกน็ ับเปน็ สาเหตุอีกอย่างหน่ึงที่ทาให้ราชวงศ์โค่นล้ม
เพราะความมั่นคงของราชอาณาจักรข้ึนอยู่กาลังทางทหาร แต่เน่ืองจากในระยะหลังๆ นี้ไม่มีการขยายเขต
ดินแดนออกไปบรรดาเคาะลีฟะฮฺจึงได้ละเลยกิจการด้านน้ีเสีย ผลก็คือว่าบรรดาทหารต่งก็สูญสิ้นจิตใจท่ีกล้า
หาญไปและเม่ือชาวต่างชาติมาโจมตีประเทศ พวกเขาก็ไม่สามารถจะทาอะไรได้ ( อนุสรณ์เมาลิดกลาง 1414
,139-140)
56 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
การรุกรางของมองโกล
ในขณะท่ีโลกอสิ ลามกาลงั แตกแยกออกเป็นรัฐตา่ ง ๆ ( Caliphates ) ในศตวรรษที่ 12 น้ัน พวกมอง
โกลทางตะวันออกได้เริ่มแสดงบทบาทแผ่อานาจรุกราน พวกมองโกลเป็นพวกที่มีจิตใจอามหิตบึกบึน แบ่ง
ออกเปน็ หลายเผ่า ชาวจนี เรียกว่าคนปุาหรอื ฮน่ั ( Huns ) ชาวโรมันเรียกว่า ตาตาร์ ( Tatarus = Hell ) พวกนี้
ท้ังในยุโรปและอาเซียมีภาษาคล้ายคลึงกัน นับญาติกันโดยทางสายเลือดแบ่งออกเป็นตระกูล ( Clans ) หลาย
ๆตระกูล รวมกันเป็นเผ่าแต่ละเผ่าหากนับกันโดยทางสายเลือดแล้วเป็นญาติทั้งส้ิน เผ่าหน่ึง ๆ จะมีตระกูลใด
ตระกูลหน่ึงเป็นหัวหน้า ( Ruling Chief ) ทุกคนในเผ่าข่ีม้าได้ทาหน้าที่เล้ียงและไล่ต้อนสัตว์ ปล้นสะดม และ
ทาการ รบ อาวธุ ทถี่ นดั คือธนู หอกและแหลน พวกน้มี ีนิสัยพเนจร ชอบเปล่ียนทีอ่ ยู่ ถิ่นเดมิ นัน้ อยู่ในมองโกเลีย
ตอนเหนือ พวกมองโกลเป็นนักรบบนหลังม้าท่ีช่าชอง มีชีวิตส่วนใหญ่บนหลังม้า กินเนื้อม้าและนมม้า มีการ
ฝึกหดั ใชอ้ าวุธอยเู่ ป็นเน่ืองนจิ พวกน้จี ึงเป็นทหารม้าท่ีเก่งกล้า ย้ายท่ีอยู่ได้ง่ายเพราะสร้างเต้นท์เป็นอยู่ (Tuur -
gatan =Tent ) ไม่ชอบสร้างเมืองถาวร
ในปี ค.ศ. 1120 น้ัน พวกมองโกลมีหัวหน้าช่ือคาบุล ซ่ึงเป็นต้นตระกูลของคุบไลขาน คารบุลได้นา
ทหารม้าของเขาไปรับจ้างจีนในสมัยราชวงศ์ซ้อง ทาการรบกับพวกสตาร์ขื่น ( Chin, Kin = Golden ) เพราะ
พวกนี้กาลังเป็นอันตรายต่อจีนเม่ือเยซูไก Yessugei ซ่ึงเป็นหลานของคาบุลได้ข้ึนเป็นหัวหน้ามองโกลนั้น
ปรากฎวา่ มีคนอยู่ในบังคับบัญชาถึงสองแสนคน เวลาออกทาการรบ มีกองทัพม้าท่ียิ่งใหญ่ เป็นที่หวาดเกรงแก่
ชนชาตติ า่ ง ๆ ที่อยใู่ กล้เคียงเมอื งเยซไู กไดถ้ ูกพวกตาร์ดนูชิน (Nu - chin ) ฆ่าตัวตายด้วยการวางยาพิษบุตรคน
หัวปีของเขาคือ เตมูจิน ( Temujin) ซึ่งภายหลังเรียกว่า เจงกิส ( ค.ศ. 1162 -1227 ) ได้รับตาแหน่งหัวหน้า
แทนบิดาขณะเข้ารับตาแหน่งหัวหน้าแทนจนอายุได้ 17 ปี เจงกิสได้แสดงความสามารถในด้านการทหารและ
การปกครองได้ผูกมิตรกบั พวกมองโกลเผ่าตา่ ง ๆ ด้วยการสาบานเป็นน้องพี่ กัน ในที่สุดได้รวมพวกมองโกลเผ่า
ต่าง ๆ เข้าเป็นสหพันธ์ แล้วคัดเลือกหัวหน้าใหญ่ขึ้นคนหนึ่ง (Great Khan ) เป็นผู้มีอานาจสูงสุดในการ
ปกครองปรากฎว่าทปี่ ระชุมได้เลอื กเจงกสิ ขึน้ เป็นผู้รับตาแหน่ง เจงกสี ขา่ นได้ย้ายเมืองหลาวงไปต้ังท่ีคาราคอรัม
(Karakorum ) ทางใจกลางของทวีปอาเซีย เม่ือเห็นว่ามองโกลของเขาอยู่ในสภาพรักพร้อมทุก ๆ ด้านแล้ว
เจงกีสข่านกเ็ รมิ่ ตีประเทศใกลเ้ คียง ตไี ดจ้ นี ตอนเหนอื รวมทง้ั กรุงป๎กก่ิงในปี ค.ศ. 1215 เจงกีสข่านเป็นทั้งนักรบ
ท่เี ก่งกลา้ และเปน็ นกั การเมืองท่ีฉลาด เขารู้ดีว่ายังไม่ถึงเวลา ที่จะตีเอา ประเทศทั้งหมด เพราะมองโกลของเขา
ยงั ไมม่ คี วามช่าชองในการบริหารและการปกครอง และจาเป็นต้องระมัดระวังภัยจากความแตกแยกของชนเผ่า
เรร่ ่อนดว้ ยกนั ซงึ่ เป็นส่ิงป๎นทอนอานาจของมองดกลและชนเผ่าเร่รอนอ่ืน ๆ มาทุกยุกทุกสมัย เจงกีสข่านรู้ดีว่า
ฐานอานาจที่แท้จริงของเขาน้ันคือท้องทุ่งสเตปป์ (Steppes ) อันกว้างใหญ่ไพศาล กองทัพของเขาจะทรงพลัง
อยู่เสมอตราบใด ที่มีท้องทุ่ง น้ีไว้ในครอบครอง ทุ่งสเตปป์เป็นที่หลบภัยในยามคบขัน เป็นทีพักฟ้ืนเมือมองโก
ลอ่อนแอลง เปน็ ท่ีสะสมกาลงั เปน็ ท่ี ๆ ไม่มใี ครเข้าถึงได้ และทส่ี ุดท่งุ กวา้ งนีค่ ือชีวติ จิตใจของมองโกล ด้วยเหตุนี้
เจงกีสขา่ นกห็ ยุดอยเู่ ชน่ น้นั ปลอ่ ยให้แผ่นดินจนี ทางใต้ของราชวงศซ์ ้องปกครองอยู่ต่อมาอกี เกือบ 100 ปี
เมื่อละจากจีน เจงกีสข่านก็มุ่งไปทางตะวันตก ได้ตียุโรปตะวันออกไปถึงลุ่มแม่น้าดอน (Don ) และ
แม่น้าดนีปเปอร์ Dnieper และได้หยุดอยู่เพียงแค่น้ัน เพราะพื้นที่นอกนั้นของยุโรปเป็นปุาและภูเขาซึ่งไม่
เหมาะกบั การรบของกองทัพม้าของมองโกล คราวน้ี เจงกสี ขา่ นมงุ่ ลงทางตอนใต้ ทูตการค้าคณะหน่ึงของเจงกีส
วิชาศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 57
ข่านได้ถูกปล้นเอาทรัพย์และได้ถูกฆ่าหมู่ในแคว้นคาวาริซม์ใกล้ ๆ เมืองอุตราร์ (Utrar ) กองทัพมองโกลมุ่งเข้า
ทาลายเมืองอุตราร์ และเจงกีสข่านได้ส่งคณะทูตของตนอีกคณะหนึ่งไปยังศุลต่านอาลายัต – ดิน มูฮัมหมัด (
Ala ad – Din Muhammad ) แห่งคาวาริซม์ ปรากฎว่าคณะทูตได้ถูกฆ่าตายหมู่อีกครั้งหน่ึง ในปี ค.ศ. 1221
กองทัพมองมองโกลโดยอาศัยชาวอิสลามนาทาง ได้เข้าทาลายเมืองแทบทกุ เมอื งในแคว้นคาวาริซม์ และทรานส
โอชาเนียดังได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น แต่ไม่กีปีต่อมาเจงกีสข่านก็ตายลง (ค.ศ. 1227 ) การรุกรานของมองโกลจ่ึง
ได้ชงกั ไประยะหนง่ึ โอกาได ( Ogadai) บตุ รคนหนึง่ ของเจงกสิ ข่านได้รบั เลือกเป็นข่านผู้ใหญ่ (Great Khan ) โอ
กาได ได้สร้างวังและอาคารมีกาแพงล้อมรอบท่ีคาราคอรัม การก่อสร้างนี้ใช้สถาปนิกและกรรมกรจีน โอกาได
เป็นนักรบเช่นเดียวกับเจงกิสข่าน รัสเซียเกือบท้ังหมด ตกอยู่ในอานาจของมองโกลในสมัยโอกาไดข่าน นคร
เคียบ ( Kiev) ของรัสเซีย ได้ถูกปล้นสดมภ์และทาลายในปี ค.ศ. 1240 ทางใต้ของยุโรปพวกมองโกลรุกเข้าสู่
ประเทศฮงั การี โอกาไดข่านตายในปี ค.ศ. 1242 กองทัพที่รุกรานประเทศต่าง ๆ ทางชายแดนยุโรปและอาเซีย
กลางได้รีบยกกลับคาราคอรัมเพื่อเลือกข่าน กูยุค (Guyuk ) ได้เป็นข่านผู้ใหญ่ (Great Khan ) ต่อจากโอกาได
สนั ตะปาปา อนั โนเซนต์ ที่ 4 (Innocent IV ) แห่งโรมซง่ึ กาลังทาสงครามครูเสดกับอิสลามวิตกว่าพวกมองโกล
จะเขา้ ตียุโรป จึงแต่งต้ังบาทหลวงจอห์นปลาโนคาปินี (John Plano Capini ) เป็นผู้แทนไปเจรจากับกูยุคข่าน
ท่ีคาราคอรัม ให้ระงับแผนการโจมตียุโรป และเข้าใจว่าคงได้ขอร้องหรือยุยงให้มองโกลเข้าตีอาหรับ แต่กูยุค
ขา่ นไมย่ อมใหค้ าม่ันใด ๆ หลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศษซึ่งได้ทรงนาทัพครูเสดมาสู่อียิปต์ เป็นสงครามครูเสดครั้งท่ี 7
น้ัน กท็ รงขอความชว่ ยเหลอื ไปยงั พวกมองโกลช่วยรบกับพวกเตอรก์ แต่แมงกูข่านไม่ยอมให้ความร่วมมือ ใด ๆ
ซงึ่ นับว่าเป็นโชคดีของโลกอิสลามในขณะนั้นเพราะกาลังอยู่ภาวะอ่อนแอ ระส่าระสายรวมไม่ติด กูยุคข่านตาย
ในปี ค.ศ. 1248 แมงกูข่านได้รับเลือก1251 แมงกูข่านได้ส่งน้องชายคือ ฮูเลกู (Hulegu ) เขาตีดินแดน
เปอร์เซียและอีรัคในปี ค.ศ. 1253 เดือนมกราคม ปี คศ. 1258 กองทัพฮูเลกูเข้าถึงก่าแพงเมืองแบกแดด
วันท่ี 10 กุมภาพนั ธ์ ค.ศ. 1258 กเ็ ขา้ เมืองไดห้ ลังจากล้อมเมืองอยู่ประมาณ 7 สัปดาห์ กาหลิบอัล มูตาซิม
( al - Mutasim) และข้าราชการชั้นผใู้ หญ่รวมทั้งญาตขิ องกาหลิบประมาณ 300 คน ได้เข้ามอบตัวต่อฮูเล
กู เพ่ือยอมแพ้ 10 วันต่อมา ท้ังกาหลิบและบริวารทั้ง 300 คน ได้ถูกมองโกลประหารชีวิตหมดกรุง
แบกแดดได้ถูกเผ่าและท่าลาย โดยเจตนาที่จะท่าลายอารยธรรมของอิสลามให้หมดสิ้นไป ประชาชนได้ถูก
ปล้นฆ่า กล่าวกันว่ากล่ินศพทาให้กองทัพมองโกลไม่สามารถต้ังอยู่ในกรุงแบกแดดได้ ต้อถอยออกจากเมืองไป
ชวั่ ระยะเวลาหลายวันแต่อย่างไรก็ตาม ฮูเลกูต้องการยึดแบกแดดไว้เป็นศูนย์การปกครองอิรัค เมืองน้ี จึงไม่ถูก
ทาลายเสียทัง้ หมด
ในปี ค.ศ. 1259 ฮูเลกูเข้าตีซีเรีย ตีได้เมืองฮามาห์ (Hamah ) และฮาริมส์ (Harims ) ซ่ึงมองโกลได้ฆ่า
คนในเมืองท้ังสองน้ีถึงประมาณ 50,000 คน ขณะที่เข้าล้อมเมืองดามัสคัสและกาลังเข้าตีเมืองอาเลปโป
(Aleppo ) ข่าวการตายของแมงกูข่าน ในสนามรบในจีนก็ไปถึงฮูเลกู ได้รีบกลับคาราคอรัมเมืองหลวงของมอง
โกล ท้ิงกองทัพไว้ในซีเรีย กองทัพโมงโกลท่ีท้ิงไว้ได้ถูกท่าลายลงโดยกองทัพอิสลามจากอียิปต์ ใกล้เมือง
นาซาเรธในจอรแ์ ดน โดยแม่ทัพเบบาร์ส (Baybars ) ซึง่ ภายหลังได้ต้งั ตนเป็นศลุ ต่านแหง่ อียิปต์ คือวงศ์ศุล
ต่านแมมลูค(mamluks)ดงั ไดก้ ลา่ วแลว้ ข้างต้น
58 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ใบงานที่ 9
เรือ่ ง สมัยอาณาจักรอับบาซียะห์
1.อธิบายวิเคราะห์ความเป็นมาของราชวงศ์อนาจักรอับบาซียะห์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.สภาพด้านสังคมอนาจักรอับบาซียะห์เปน็ อยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 59
ใบงานที่ 10
เรื่อง สมัยอาณาจักรอับบาซียะห์
1.สรปุ สาระสาคัญของการรูปแบบการบรหิ ารในยุคอับบาซียะห์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.วเิ คราะห์ ของการทหารในยุคอับบาซียะห์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
60 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ใบงานที่ 11
เรอื่ ง สมัยอาณาจักรอับบาซียะห์
1.วเิ คราะห์กองทัพเรือ/เศรษฐกิจ ในยคุ อับบาซยี ะห์ มาพอสังเขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. อธิบายความกา้ วหน้า ดา้ นการศกึ ษา ดา้ นวิชาการและด้าน วทิ ยาการ มาพอสงั เขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารคี 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 61
ใบงานที่ 12
เรือ่ ง ราชวงศย์ ุคอบั บาซียะห์
1.นักศกึ ษาอธิบายแหล่งท่มี าแห่งรายได้ของรฐั ในยุคอบั บาซียะห์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.นักศึกษาวิเคราะหส์ าเหตแุ หง่ ความตกต่าในยุคอบั บาซียะห์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
62 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
บทที่ 5
อาณาจักรอษุ มานยี ะฮ์หรือออตโตมานเตริ ์ก
ความเป็นมาการถือก่าเนิดของราชวงศ์อุษมานียะห์ (ออตโตมาน)
อาณาจักรออตโตมานหรืออุษมานียะห์เป็นประวัติศาสตร์อิสลามช่วงหน่ึงมีระยะเวลายาวนานถึง
600 ปี ที่มุสลิมไม่ควรลืมเพราะ เป็นช่วงของอิสลามได้ขยายเข้าสู่ยุโรป พิชิตเมืองคอนสแตนติโนเปิลได้สาเร็จ
กษัตริย์แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ท่ีน่ากล่าวถึง เช่น สุลต่านเมห์เมด อัลฟาเตะห์ ซ่ึงน่าจะเป็นอามิร์ท่ีดีที่สุด
ตามท่ีศาสดามุฮ่าหมัดได้กล่าวความว่า “แท้จริงกรุงคอนสแตนติโนเปิลจะถูกพิชิตโดยพวกเจ้า และ
แท้จรงิ อะมีรทีด่ ที ี่สดุ คืออามิร์ทส่ี ามารถพชิ ติ มันและแท้จรงิ กองทหารทด่ี ีท่ีสุดคือกองทหารของอามริ ์นนั้ ”
พวกออตโตมานเป็นชนกลมุ่ ใหญ่กล่มุ หน่ึงซง่ึ เปน็ ชนเผา่ นักรบที่ดุร้ายมีภูมิลาเนาเดิมอยู่ตะวันออก
ไกลและเอเชียกลาง ซ่ึงบรรพบุรุษของพวกน้ีได้อพยพมาสู่ตะวันตก พวกซีเรียน ฮั่น มงโกล และตาตาร์ ก็ล้วน
มีถนิ่ ดงั้ เดมิ มาจากบรเิ วณทุ่งหญ้าแห่งเอเชยี ตะวันออกและเอเชียกลางทงั้ สน้ิ เนอ่ื งจากพวกออตโตมานใช้ม้าและ
ธนจู ึงทาใหพ้ วกนีเ้ คลอ่ื นทไ่ี ด้อย่างรวดเร็วสามารถโจมตขี ้าศึกได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
การสถาปนาอาณาจักรออตโตมานได้เริ่มจากการท่ีชาวเติร์กมันเผ่าต่าง ๆ ได้อพยพเข้ามาต้ัง
รกรากในดินแดนอนาโตเลียเป็นจานวนมากขึ้นโดยเฉพาะหลังสงคราม มาลาเกร์ต (Malazkirt) ในปี คศ.1072
ซง่ึ เป็นสงครามระหวา่ งชาวเซลจกู กับอาณาจกั รใบแซนทนี
สุไลมาน ซาห์ ได้สถาปนารัฐเซลจูก แยกต่างหากจากอาณาจักรเซ็ลจูกที่ยิ่งใหญ่ (Great
Selijuks) ท่านได้รวบรวมดินแดนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สุไลมาน ซาห์มีบุตรชาย 4 คน บุตรคนที่ 3-4 คือ
แอร์ตุฆรุล และดนุ ดาร์ ไดน้ าพรรคพวกเข้าไปในอนาโตเลียและได้รับความอนุเคราะห์จากสุลต่านอลาอุดดีนไก
กบุ าดท่ี 1 (Ala-ud-Din-Keykubad) แห่งราชวงศ์เซลจูกอันย่ิงใหญ่ หลังจากที่สุลต่านแอร์ตุฆรุลสิ้นพระชนม์
เมือ่ ปี ค.ศ. 1288 บตุ รแอร์ตฆุ รุลคอื อษุ มาน คาน (Uthman Khan) ได้ขึน้ มาสบื ทอดต่อไป
การสบื ทอดทรัพยส์ ินของครอบครัวและตาแหน่งผู้บัญชาการทหารของสุรต่านเซลจูก ซ่ึงในเวลา
นั้นคือสุลตา่ นเฆียซุดดนี คอยคสุ โร ด้วยความกล้าหาญและความชาญฉลาดของอุษมาน สุลต่านเซลจูกได้ยก
ลูกสาวให้แต่งงานกับอุษมาน อุษมานได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นาพรรคพวกเป็นอย่างดีและในตาแหน่งแม่
ทัพหน้าของสุลต่านแห่งเซลจูกรูมีด้วยความกล้าหาญและซ่ือสัตย์ สุลต่านจึงพระราชทานนามว่า “อุษมาน
เบย์”
หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรเซลจูก เน่ืองจากถูกรุกรานโดยชาวมงโกล กลุ่มต่าง ๆ ได้ต้ัง
ตัวเป็นอิสระ รวมทั้งพรรคพวกของอุษมานก็ได้ตั้งรัฐอิสระและได้ประกาศตนเป็น “ปะดีซะห์” อุษมานที่ 1
(อษุ มานกษัตรยิ ผ์ ยู้ ิ่งใหญ)่ เป็นการสถาปนาอาณาจกั รออตโตมานข้นึ เมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 1288 ท่านได้แผ่
ขยายอาณาจักรอยา่ งกว้างขวาง สามารถปราบพวกโรมนั และตารต์ าร์ ซึ่งเคยเปน็ ศัตรูตัวฉกาจท่ีสุดของมุสลิมได้
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 63
สาเร็จ และท่านได้ทิ้งร่องรอยของความยิ่งใหญ่ของอุษมานียะฮในรูปของสถาป๎ตยกรรม คือมัสยิด บลูมอสค์
หรอื มัสยดิ สีฟูาท่ยี ิง่ ใหญ่ ณ กรงุ อสิ ตันบูล
อาณาจักรอุษมานียะฮได้แผ่ขยายไปยัง โคตาเมีย (kotahia) ในทางตอนใต้และชายฝ๎่งของทะเล
ดาในทางตอนเหนือและแม่น้ายูเฟรติสทางตะวันออกไปจนถึงช่องแคบยิบรัลตา ทางทิศตะวันตก หลังจากการ
พชิ ิตดินแดนกรีกออสเตรยี ฮงั การบี างสว่ นไว้ได้แล้ว สุลต่านก็รุกคืบหน้าต่อไปเรื่อยจนดูเหมือนว่าในไม่ช้ายุโรป
ทั้งหมดจะต้องตกอยู่ภายใต้อานาจของมุสลิม ในช่วงเวลาอันวิกฤตน้ันเองท่ีจักรพรรดิโรมันสามารถยุ
ยงตัยมูร์ ลิงก์ (Taimur Ling) ให้ต่อต้าน สุลต่านได้ประสบผลสาเร็จ ตัยมูร์ลิงก์ได้เข้ารุกรานอาณาจักรอุ
ษมานียะฮ สุลต่าน บายะซีด ต้องประสบความพ่ายแพ้ในการทาสงครามและถูกจับเป็นเชลยและเสียชีวิตใน
เวลาต่อมา (บรรจง บนิ กาซัน 2544 : 102)
ภายใตแ้ ผนการช่วั ร้ายของตะวันตก ความเฉื่อยชาของสุลต่าน และความขัดแย้งภายในอาณาจักร
เอง ออตโตมานถูกโจมตแี ละยดึ จังหวดั หรอื แคว้นตา่ งๆ จนออตโตมานไม่สามารถรักษาความย่ิงใหญ่ได้และต้อง
เส่อื มอานาจและลม่ สลายในปี ค.ศ. 1922
ผกู้ ่อตั้งอาณาจักรอุษมานียะห์ เดิมจากเผ่าฆัซซาจากเช้ือชาติตุรกี ซ่ึงได้อาศัยอยู่ในมองโกลทาง
ตอนเหนือของประเทศจีน พวกเขาได้ท้ิงประเทศด้ังเดิม และอพยพไปยังประเทศตุรกีสถาน และได้รวมกับ
เผ่าพันธุ์จากประเทศเปอร์เซียท่ีเดินทางมาจากเอเซีย พวกเขาได้รับอิสลามตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 และ 10 ได้
อาศยั อย่ใู นเอเชียกลาง ตัง้ แตศ่ ตวรรษที่ 11 - 13 หลงั จากนั้นไดอ้ พยพผ่านเปอรเ์ ซยี และอริ ัก
สดุ ทา้ ยได้ตั้งหลักทีแ่ ม่นา้ อลั ฟรู อต เพ่ือท่ีจะหลีกห่างจากการสู้รบของมองโกลซ่ึงเคยรบกับเอเชีย
กลางและเอเชียตะวันตกอยู่ภายใต้การนาของแม่ทัพที่รู้จักกัน คือ เจ่งกีสข่าน หลังจากนั้นพวกเขาได้อพยพ
ไปยังอาเซอร์ไบจานและอามีเนีย (Arminia) จนถึงเอเชียน้อย ภายใต้ผู้นาของแอร์ตุฆรูล บุตรสุไลมาน ชาห์
เป็นชนเผ่ากาเยอ (Kayi) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของเผ่าโอฆุส ซ่ึงมีจานวน 100 ครอบครัว ภายใต้
คมุ้ ครอง 440 คน ทหารมา้ (ฮาซนั นิอมาตลุ ลอฮ. 1418 : 1-2)
แอร์ตุฆรูล ได้นาพวกเขาถึงอนาโตเลียก็ได้ขออนุญาตจากสุลต่านอลาออุดดีนไบกุบาด สุลต่าน
แหง่ เซลจกู รมู ี (เซลจกู แหง่ อนาโตเลีย) ผูม้ ีอานาจในยุคนัน้ ใหพ้ วกตนไดท้ ามาหากินและเล้ียงสัตว์ในดินแดนของ
สลุ ต่าน สลุ ต่านก็ได้อนุญาต ขณะเดินทางเพ่ือสู่ดินแดนท่ีสุลต่านอนุญาตน้ัน แอร์ตุฆรูลต้องหยุดชะงักเม่ือได
พบการสู้รบระหว่าง 2 ฝุาย ฝุายหน่ึงมีทหารจานวนมาก อีกฝุายหน่ึงมีทหารจานวนน้อย แอร์ตุฆรูล ได้
ตัดสินใจเข้าสมทบกับฝุายท่ีมีทหารน้อยกว่า ทาให้พวกน้ันเกิดกาลังใจฮึดสู้ข้ึนมา พวกท่ีน้อยกว่านี้ที่แท้ก็
คือ ทหารฝุายสุลต่านอลาออุดดีน ซึ่งกาลังต่อสู้กับทหารมองโกล เพื่อปูองกันการรุกรานของมอง
โกล เหตุการณ์สู้รบพลิกผันทันที ทาให้ฝุายมองโกลไม่สามารถต่อต้านทหารสุลต่านอลาออุดดีนได้ ทหาร
สุลตา่ นกลายเป็นฝุายรุกจนทหารมองโกลตอ้ งถอยร่นหนอี อกไป (ฮาซนั นิอมาตุลลอฮ. 1418 ; 1-3)
หลังจากได้รับชัยชนะ สุลต่านอลาออุดดีนทราบข่าวพอพระทัยเป็นอย่างมากจึงเชิญแอร์ตุฆรูล
เข้าเฝูาในพระราชวัง สุลต่านทรงมอบเส้ือผ้าให้ มอบดินแดนให้กว้างขวางกว่าเดิม และทุกคร้ังท่ีมีสงครามก็
64 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
จะมีทหารแอร์ตุฆรูลเข้ามาสมทบกับทหารสุลต่าน ทุกครั้งที่เข้ารบก็ได้รับชัยชนะทุกครั้ง สุลต่านก็มอบ
ดินแดนเพิ่มเตมิ ทาให้พวกเขามีทรัพย์สินเพิ่มเติมมากข้ึน ทหารของแอร์ตุฆรูลได้รับสมญานามจากสุลต่านว่า
"มูก็อดดามะฮสุลต่าน (Mugadamah Sultan)" หมายถึงทัพหน้าของสุลต่าน เป็นกองหน้ากล้าตายให้กองทัพ
สลุ ตา่ น (ดลมนรรจน์ บากา และมูหะมมัดรอฟลีแวหะมะ, 2542: 3)
ในปี ฮ.ศ. 687 ตรงกับ ค.ศ. 1280 แอรต์ ุฆรูลได้เสียชวี ติ สุลตา่ นอลาออดุ ดนี เหน็ วา่ อุษมาน บุตร
แอร์ตฆุ รูล มคี วามกล้าหาญและเขม้ แข็งในการรบ นา่ จะเป็นผนู้ าตอ่ ไปได้ จึงให้อุษมานเป็นผูน้ าแทนบดิ าตอ่ ไป
อุษมานเป็นผู้ก่อต้ังรัฐอิสลามในสมัยหน่ึง ซ่ึงเป็นที่รู้จักกันในนาม "อาณาจักรอุษมานียะห์"
(ราชวงศ์อุษมานียะห์) และได้ก่อตั้งข้ึนในปี 687 ฮิจเราะห์ศักราช และได้ใช้บทบาทในการนาประชาชาติ
อิสลามและโลกอสิ ลามถงึ 6 ศตวรรษ พืน้ ท่กี ารปกครองจากบดู าฟีซรมิ ตล่ิงแม่น้าดาตู จนถึงอัศวานที่ริมตล่ิง
แม่น้าไนล์ที่อียิปต์ และจากแม่น้าอัลฟูรอต จนถึงภูเขายิบรอตาร์ (Gibratar) ทางตอนเหนือของประเทศโม
รอคโค
อุษมานรับตาแหน่งแม่ทัพหน้าของสุลต่านแห่งเซลจูกรูมีด้วยความยินดีและซื่อสัตย์ ทหารของ
อุษมานยังเป็นทัพหน้าเหมือนเดิมด้วยความเคารพเช่ือฟ๎ง ซ่ือสัตย์ต่อสุลต่าน และมีความสามารถในการ
รบ สุลต่านจึงพระราชทานนามว่า "เบย์" (Bey) ต่อท้ายเป็น "อุษมาน เบย์" สุลต่านยังได้มอบดินแดนเพ่ือ
ปกครองใหก้ วา้ งขวางออกไปอกี และอนญุ าตใหอ้ ุษมานใชเ้ งินตราของตนเองได้ อษุ มานยังสามารถเรียกช่ือตน
ในคฎุ เบาะฮวันศกุ ร์ จงึ จงึ นับวา่ อษุ มานเป็นกษัตรยิ ์องคห์ นึ่ง แต่เปน็ กษัตริย์ที่ไรพ้ ระราชวัง
หลังจากอาณาจักรเซลจูกรมีความพ่ายแพ้กองทัพมองโกลในสมรภูมิโกแสดาฆ (Kosedag) ในปี
ค.ศ. 1243 จึงตกเป็นรัฐใต้อาณัติของมองโกล และล่มสลายไปในท่ีสุดในปี ค.ศ. 1308 อุษมานจึงแยกตัวเป็น
อิสระและไดป้ ระกาศตนเป็น "ปะดีชะห์อุษมาน (Pardisyah al Osman)" มีความหมายว่า "อุษมานกษัตริย์ผู้
ยิ่งใหญ่" ปะดีชะห์อุษมานได้เลือกเมืองโซฆุต เป็นเมืองหลวง พระองค์ได้พัฒนาการทหาร พัฒนากองทัพให้
เข้มแข็ง พฒั นาดนิ แดนใหเ้ จรญิ ยิง่ ข้นึ ปกปูองดินแดนให้มั่นคงจากการรกุ รานจากอริราชศัตรู หลังจากนั้นปะ
ดีชะห์อุษมานได้ส่งสาส์นไปยังแคว้นต่างๆ ในแถบเอเชียน้อยประกาศว่า "ตนเป็นปะดีชะห์ที่ย่ิงใหญ่แห่งเอเชีย
น้อย" และเรียกรอ้ งให้กษตั ริย์ต่างๆ หรอื ผนู้ าแคว้นต่างๆ เข้ามาภักดตี อ่ ตน
ปะดีชะห์อุษมานน้ีเองเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์อุษมานียะห์หรืออาณาจักรอุษมานียะห์ แล้ว
สถาปนาตนเองข้ึนเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า "ปะดีชะห์อุษมานท่ี 1" นักประวัติศาสตร์มักเรียกว่า "สุลต่าน
อษุ มานท่ี 1” จงึ นบั ว่าพระองค์เปน็ สุลตา่ นองคแ์ รกแหง่ ราชวงศอ์ ษุ มานียะห์ พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.
1326 (ดลมนรรจน์ บากา และมหู ัมมัดรอฟลี แวหะมะ 2542: 3-4)
และอาณาจักรอุษมานียะห์ล่มสลายในปี ฮ.ศ. 1340 การล่มสลายอาณาจักรอุษมานียะห์ก็
นบั วา่ เปน็ การส้ินสุดของรฐั อิสลาม (คลี าฟะฮ อิสลามียะฮ) การล่มสลายในคร้ังนั้นเปูนแผนหน่ึงของยิวนานา
ชาตโิ ดยผ่านองค์กรอลั อติ ตฮี าดวาตูรอคี ซ่งึ นาโดยมสุ ตอฟา กามาล อาตาเตกิ ฮ เปน็ ยิวเชื้อชาติตุรกีซึ่งเขาแปลง
สภาพเปน็ มสุ ลิม (ฮาซนั นิอมาตลุ ลอฮ, 1418 : 4)
วิชาศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 65
รัฐอิสลามของบานีย์อุษมาน (อาณาจักรอุษมานียะห์) ได้ครอบครองจนถึงสุดยอดของความเจริญใน
ศตวรรษที่ 10 ฮิจเราะห์ ซ่ึงได้ครอบคลุมอาณาเขตถึง 3 ทวีปได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีป
แอฟริกาจากการปกครองของอาณาจักรอุษมานียะห์ท่ีกว้างนั้นทาให้ประชาชาติมุสลิมมีหลายเชื้อชาติและ
ต่างกันในเรื่องบุคลิกลักษณะ เช่น ตุรกี อาหรับ กุรดี ตุรกมาน บาร์บาร์ (Berber) บัลคอรียา บอสเนีย
ฮงั การี ออสเตรเลีย และอ่นื ๆ
นอกจากมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลามแล้ว ก็ยังมีคริสเตียนท่ีมีนิกายออโธด๊อก (Orthodox) และใน
ส่วนหน่ึงพวกก็เป็นยิวที่มาจากยุโรป พวกเขาได้รับความเท่าเทียมกันในการอยู่อาศัยความยุติธรรมในปกครอง
ของอาณาจกั รอุษมานียะห์
ประชาชาติในสมัยนั้นมีจานวนประมาณ 50 ล้าน ซึ่งจานวนน้ีเป็นจานวนที่ยิ่งใหญ่ หากจะเปรียบกับ
ยโุ รป ส่วนใหญ่เป็นประชาชาติยุโรปซง่ึ มที ง้ั หมดหน่ึงล้าน และองั กฤษมีประชาชาตไิ ม่เกนิ 5 ลา้ นคน
ด้านการปกครอง
การปกครองอาณาจกั รอุษมานยี ะห์ ซึ่งควบคุมด้วยดังนี้
1. สุลต่าน
2. ครอบครัวของสลุ ต่าน
3. หัวหน้าทหาร (แมท่ พั )
4. หวั หนา้ รฐั บาล (นายกฯ)
5. ทหารทางการ จากทหารมา้
6. ทหารมัรยมั
7. ทหารเทคนคิ การสงคราม
8. ทหารบกและทหารม้า (เรอื )
นอกจากนี้ยังมีสานักอ่ืนๆ เช่น อาจารย์-ครู (ฆูรู) คณะกรรมการมัสยิด และองค์กรช่วยเหลือ และผู้
พิพากษาและอนื่ ๆ
ดา้ นการศึกษา
อาณาจักรอุษมานียะห์เน้นในเร่ืองของการศึกษาเป็นอย่างมาก เหมือนกับอาณาจักรอิสลามในอดีตที่
ผ่านมา ซึ่งสถาบันการศึกษาเกิดขึ้นมากมายในอาณาจักรอุษมานียะห์ในเอเชียและยุโรป รัฐบาลอุษมานียะห์
ไดแ้ บ่งการศึกษาใหเ้ สมอภาคโดยไม่แบง่ ช้นั สถานศึกษาทสี่ าคัญ คือ มัดราวะห์ มกั ตา้ บตานกั ในสถานพยาบาล
มัสยดิ ตลอดจนบรรดาอลู ามาอ ซึ่งจะมบี ทบาทอยา่ งมากในการพฒั นาการศึกษาของอาณาจักรอุษมานยี ะห์
สภาพด้านสงั คม
สังคมอุษมานียะห์ได้แบ่งชนชั้น เช่น ชนช้ันปกครอง และชนช้ันถูกปกครอง ชนช้ันปกครอง ได้แก่
สุลต่าน ข้าราชการในพระราชวัง ทหารต่างๆ กอฎี มุฟตี อูลามาอ รวมท้ังเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในสานักการคลัง
สว่ นชนชนั้ ภายใต้การปกครอง ไดแ้ ก่ ประชาชนผู้อยอู่ าศยั ในเมือง ในชนบท และอ่ืนๆ ประชาชน ผู้ถูกปกครอง
มที ั้งศาสนาอสิ ลาม คริสต์ ยิว และอืน่ ๆ
ประมขุ สูงสุดของอาณาจกั รอุษมานียะห์ เรียกว่า ปะดีชะห์ หรือ สุลต่าน ผู้มีอ่านาจรองลงมา
คือ ไซคุลอิสลาม ราชบัลลังก์ ส่วนใหญ่จะเป็นการสืบทายาทบุคคลที่จะเป็นรัชทายาทต้องเป็นบุคคลใน
ราชวงศ์อุษมานียะห์นั้น อาจจะเป็นโอรสหรือนุชาของสุลต่านก็ได้ มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
พระราชวังเป็นศูนย์กลางการปกครอง และในการบริหารราชการแผ่นดิน มีสภาสูงสุด (Divan-I-Humayan
หรอื Imperial
66 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
Council) ทาหนา้ ทดี่ ูแลกิจการของราชอาณาจักรโดยมีปะดีชะห์ หรอื สลุ ต่านเป็นประธาน
ในสมัยของสุลต่านสิบองค์แรกอาณาจักรอุษมานียะห์ซ่ึงเป็นยุคที่เรียว่า ยุคท่ีมีความเจริญรุ่งเรือง
ความก้าวหนา้ ในทกุ ๆ ดา้ นอย่างมาก บทบาทของแต่ละสุลต่านนั้นจะมีความแตกต่างกันซ่ึงไม่อาจกล่าวได้ ณ
ที่นี้
ลักษณะสังคมของอาณาจกั รออตโตมาน
ลกั ษณะสังคมของอาณาจักรออตโตมาน แบง่ ชนชนั้ ออกเป็น 2 กล่มุ ใหญ่ๆ คอื
1. ชนชน้ั ปกครอง (the ruling class)
2. ชนช้ันถูกปกครอง (the subject class-rayas)
ชนชัน้ ปกครอง (the ruling class)
ชนชนั้ ปกครองเปน็ ทรี่ ูจ้ ักในนามของครอบครัวอุษมาน (osmanlilar) เพราะผู้รับใช้สุลต่านราชวงศ์
ล้วนแล้วเปน็ บุคคลในครอบครวั อษุ มาน เช่น ทหาร (askar) มีหน้าที่สาคัญจะต้องปกปูองราบัลลังก์สุลต่าน
และดินแดนของราชอาณาจักร สมาชิกของชนช้ันปกครองต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปน้ีต้องยอมรับนับถือศาสนา
อิสลามและปฏิบัติตามหลักการอิสลามอย่างเคร่งครัดต้องจงรักภักดีต่อสุลต่านและราชวงศ์ [ต้องรู้และปฏิบัติ
ตามวัฒนธรรม ภาษาตามแบบของออตโตมาน
สมาชิกของชนชน้ั ปกครองแบง่ ออกเปน็ 4 กลุ่ม ตามหน้าท่ี คือ
1. สถาบนั ราชวงั
2. สถาบันทหาร
3. สถาบนั ทางวัฒนธรรมและศาสนา
4. สถาบนั อาลกั ษณ์ (kalamiye)
ชนช้นั ใต้การปกครอง (ประชาชนท่ัวไป)
ประชาชนทงั้ หมดท่ีอาศัยอยใู่ นราชอาณาจกั รออตโตมานที่มิไดเ้ ป็นชนชนั้ ปกครอง (ruling class) ได้
จัดเป็น “กลุ่มชนที่ได้รบั การปกปอู ง” สุลตา่ นผู้ปกครองอาณาจกั รจะเปน็ ผ้ใู ห้การดูแลด้านความเป็นอยู่ การทา
มาหากนิ ประชาชนจะต้งั องคก์ รขึ้นมาเองตามความประสงคแ์ ละเปูาหมายได้ ซง่ึ มีอยมู่ ากมายหลายองค์กร
ในสงั คมออตโตมานกฎหมายต่างๆ และสิทธิการปกปอู งตนเองของชนชน้ั ได้การปกครองไดร้ ับความร่วมมอื จาก
ชนชั้นปกครองตลอดจนสุลตา่ นอีกด้วย
ประชาชนในอาณาจักรออตโตมานสามารถแบง่ โดยอาศัยเกณฑต์ ่างๆ ดังต่อไปน้ี
1. แบง่ ประชาชนตามประเภททีอ่ ยู่อาศัย
2. แบง่ ประชาชนตามการนับถือศาสนา
3. แบง่ ประชาชนตามลักษณะอาชีพ
4. แบง่ ประชาชนตามที่อยอู่ าศัย
หากจะแบ่งประชาชนได้การปกครองตามประเภทท่อี ยู่อาศยั สามารถแบง่ ได้เป็น 2 ประเภท คอื
1. ประชาชนที่อาศยั อยใู่ นเมืองและชนบท
2. ประชาชนท่เี รร่ ่อน
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารคี 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 67
ผทู้ ่ีอาศยั อยู่ในเมืองและชนบท
ผู้ท่ีอาศัยอยู่ในเมืองมักได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ จากสุลต่าน เช่น ได้รับยกเว้นการจ่ายภาษีหลาย
ประเภท ยกเว้นจากการใช้แรงงาน ซ่ึงคนในชนบทถูกบังคับให้ใช้แรงงาน การที่ชาวเมืองมีสิทธิพิเศษน้ีทาให้
ชาวชนบทปรารถนาทจี่ ะยา้ ยเขา้ มาอยูใ่ นเมืองกันมาก โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ การอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองจึงถูก
ชนช้ันปกครองขัดขวาง และชั้นปกครองก็ได้จากัดสิทธิพิเศษมากข้ึน เพื่อปูองกันการอพยพของชาวชนบท
เกษตรกรในชนบทพยายามท่ีจะเขา้ ไปตงั้ หลักแหล่งในเมืองกถ็ กู บงั คบั ใหเ้ ดนิ ทางกลับไปอยู่ในชนบทดังเดิม แต่
ถา้ ใครอยู่ในเมืองถึง 10 ปี และมีอาชีพประจาก็สามารถเป็นชาวเมืองได้ ที่อยู่อาศัยของชาวเมืองแต่ละคนจะ
ถกู บันทกึ ไวใ้ นทะเบยี น CADASTRAL ของพระคลัง ทั้งน้ีเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบการเรียกเก็บภาษี
และจะได้ร้ถู ึงสถานภาพของประชาชนแต่ละคนในราชอาณาจักรอีกดว้ ย
ประชาชนทีเ่ รร่ อ่ น
นอกจากสังคมชนชนั้ สงู ในวัง สังคมเมืองและชนบทแล้วยังมีประชาชนที่เร่ร่อนอีกจานวนมาก พวกนี้
จะอาศัยอยู่ตามภูเขา ทุ่งหญ้ากว้าง และในทะเลทราย บุคคลเหล่าน้ีจะปลอดพ้นจากกฎเกณฑ์และระเบียบ
ต่างๆ ของรัฐบาลกลาง ส่วนมากมักอยู่ในโดบรูคา (DOBRUCA) บางส่วนของอัลบาเนีย (ALBANIA)
บริเวณภูเขาในบอลข่าน ยุโรปตะวันออกและอนาโตเลียตะวันออก รวมทั้งทางตอนใต้ของคอเคซัส พวกเขา
เหลา่ นีจ้ ะมีการรวมตวั เปน็ กลมุ่ เรียกวา่ “ชนเผา่ เรร่ ่อน (ULUS)” หวั หนา้ ของกลุ่มแต่ละกลุ่มหรือเผ่าแต่ละเผ่า
จะสืบทอดทายาทกันโดยคนในตระกูลเดียวกัน เรียกว่า “เบย์ (BEY)” ในหมู่ชาวเติร์กจะเรียกว่า “SEYH”
ในกลุ่มชาวอาหรับจะมีผู้ช่วยหัวหน้าเผ่าเรียกว่า “KETHUDAS” ทาหน้าท่ีดูแล แก้ไขป๎ญหาท่ีเกิดขึ้นในหมู่
พวกเผา่ ชนของตน และเปน็ ผปู้ ระสานงานกบั ฝาุ ยเจ้าหน้าทข่ี องรัฐ รายได้ถูกๆรวบรวมเป็น “TIMARI” หรือ
“HASS” และครอบครัวสุลต่านหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสุลต่านจะเป็นผู้จัดการเร่ืองรายได้ เจ้าหน้าท่ีของ
รฐั ท่ปี ระสานงานกบั กลุม่ ชนหรอื เผ่าตา่ งๆ นีเ้ รียกว่า “TURKMEN AGAS” ซึ่งเป็นผู้รับรองหัวหน้าเผ่าคนใหม่
หากมกี ารเปลย่ี นแปลงหวั หน้า รวบรวมภาษีตา่ งๆ และนากฎข้อบังคับของรัฐมาประกาศใช้ในยามท่ีจาเป็นซึ่ง
ต้องใช้กอฎีทหาร มีการแต่งตั้งเป็นการเฉพาะให้มาดุแลพวกเผ่าชนเหล่านั้น พวกกลุ่มชนเหล่าน้ีส่วนใหญ่จะ
ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์ และทาฟาร์มเลี้ยงสัตว์ พวกเขาจะเป็นผู้อานวยความสะดวกแก่ชาวเมือง
เป็นอยา่ งมาก เช่น พวกเขาสามารถหาเน้ือสัตว์ต่างๆ และนามันไปหาชาวเมือง พวกนี้จะรับใช้ชาติโดยการ
เปน็ ทหาร พวกเขาคอยควบคมุ ดูแลเสน้ ทางตามสามแยกหรือส่ีแยกต่างๆ และทางผ่านภูเขา พวกเขาจะเป็น
ผู้ตัดถนนหนทาง สร้างสะพาน สร้างกาแพงเมือง และดูแลขบวนคาราวาน พวกเหล่าน้ียังถูกเกณฑ์ให้ขุดคู
ระบายน้าแก่ผู้ทอ่ี ยอู่ าศัยใกล้แมน่ ้า และยังเปน็ ผ้ตู อ่ เรือแกก่ องทัพเรอื อกี ด้วย
แบง่ ประชาชนตามการนับถือศาสนา
ประชาชนส่วนใหญ่ของราชอาณาจักรออตโตมานนับถือศาสนาอิสลามจึงใช้กฎหมายอิสลาม แต่ชน
ช้ันใต้การปกครองมิใช่มีแต่มุสลิมเท่าน้ัน สุลต่านไม่สามารถท่ีจะใช้กฎหมายอิสลามเพียงประการเดียวได้
เพราะจะตอ้ งใชก้ ฎหมายกับศาสนิกชนอ่ืนๆ ด้วย จึงท่าให้เกิดระบบมิลเล็ต (MILLET) ขึ้นคือ ระบบสังคมที่
มีลักษณะชุมชนหลายชุมชน โดยมีกรอบของ “ศาสนา” เป็นหลัก แต่ละคนแต่ละกลุ่มจะอาศัยอยู่ในมิลเล็ต
ใดก็ได้ตามศาสนาท่ีตนนับถือ ประชาชนมีสถานภาพและตาแหน่งทางสังคมตามมิลเล็ตที่ตนสังกัดอยู่เท่านั้น
โดยท่ัวไปแล้วชนชั้นปกครองจะได้เป็นผู้นามิลเล็ต เพ่ือทาหน้าท่ีประสานงานติดต่อกับสุลต่านหรือเจ้าหน้าที่
ของรัฐ
ชาวออตโตมานจัดระบบสังคมเป็นมิลเล็ต ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 15 มิลเล็ตที่ใหญ่ท่ีสุดคือ
มิลเล็ตของคริสเตียนนิกายออร์ธิด็อกซ์ ซ่ึงมีพวกสลาฟรวมทั้งประชาชนท่ีอาศัยอยู่ในกรีกและโรมันในอดีต
นกิ ารออรธ์ อด็อกซ์ในอาณาจกั รออตโตมานสามารถแบ่งออกเปน็ 3 กลุ่มใหญ่ คอื
68 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
1) กลมุ่ ทผ่ี ูน้ าศาสนาครสิ ต์ที่มีอิสระกอ่ นท่อี อตโตมานจะพิชิตคอนสแตนตโิ นเปิล
2) กลมุ่ ที่ผู้นาศาสนาครสิ ตท์ ่ีบลั แกเรยี ก่อตง้ั เมือง OHRID และ TIRNOVO
3) กลุ่มชาวเซร์บที่อาศยั อยู่ในIPEK โดยยดึ ตามนิกายกรกี ออรธ์ อดอ็ กซใ์ นกรุงคอนสแตนติโนเปิล
ผ้นู าศาสนาคริสตไ์ ดร้ ับการยอมรับจากสลุ ตา่ นอีกทง้ั มกี ารแตง่ ต้ังอย่างเป็นทางการพิธกี ารต่างๆ ทาง
ศาสนาครสิ ต์ก็สามารถให้มีได้ โดยสลุ ต่านจะไมก่ า้ วก่าย
ในสมัยสุลต่านเมห์เมดท่ี 2 ชาวยิวก็ได้สิทธิ์ให้มีมิลเล็ตเช่นเดียวกัน มีรับไบ (RABBI) แห่งกรุงอิส
ตันบลู เป็นผ้นู าได้รบั สิทธ์ติ ่างๆ ในการจดั การกลมุ่ ของตนเชน่ เดยี วกบั ผูน้ าศาสนาคริสต์
กลุ่มชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอีกกลุ่มหนึ่งรวมตัวในราชอาณาจักรในเวลาน้ันคือ กลุ่มมารอไนท์
แห่งเลบานอน นอกจากน้ันก็มีกลุ่มคาทอลิกละตินในฮังการีโครเอเชีย อัลบาเนีย ซึ่งต่อมาเพิ่มจานวนมากข้ึน
ในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 16
สาหรับมิลเล็ตของมุสลิมเป็นมุสลิมนิกายซุนนี แต่ก็ยังมีมิลเล็ตซูฟี ( Sufi) ซึ่งมีแนวคิดเก่ียวกับส่ิงเร้น
ลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคดิ เกยี่ วกับพระเจา้ แนวคดิ ซูฟเี ขา้ สู่อนาโตเลียพร้อมๆกบั การเขา้ มาของชาวเติรก์
นอกจากน้ันก็มีลัทธิอน่ื ๆ ของหลายลทั ธิท่ีเผยแพร่แนวคิดของตนเอง ลัทธิที่สาคัญคือ กลุ่ม Mevlevis
คาสอนมักใช้เสียงร้องเพลงและการเต้นราเป็นสื่อในการเข้าใกล้พระเจ้า ผู้ริเริ่มของลัทธินี้คือ Mevlana
Celaluddin Rumiในคริสต์ ศตวรรษที่ 13 คาสอนของเขาดงึ ดดู ชนชั้นปกครองจานวนมาก
แบ่งประชาชนตามลกั ษณะอาชพี
การแบ่งประชาชนตามลักษณะอาชีพในสังคมออตโตมานสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม
เกษตรกร กล่มุ ช่างฝมี อื และกลมุ่ พอ่ ค้าวานชิ
กลุม่ เกษตรกร
ตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการสถาปนาอาณาจักรออตโตมานจึงถึงคริสต์ศตวรรษท่ี 17 ผู้ครอบครองที่ดิน
เกษตรกรรมก็คือ พระเจ้าแผ่นดินหรือสุลต่านนั่นเอง ซึ่งถือเป็นลักษณะของเจ้าผู้ครองท่ีดินและผู้จัดการ
เก่ยี วกับที่ดินทั้งหมดตามกฎหมายของสุลต่าน(Kanun)สิทธิในการทามาหากินในที่ดินท่ีจะให้เช่าแก่เกษตรกร
เป็นหน่วย ( Unit เรียกว่า ‘Cieflik’ )เกษตรกรจะได้รับการแบ่งตามลักษณะตามขอบเขตของท่ีดิน โดยปกติ
แล้วหนว่ ยทีด่ นิ Ciflik จะมขี นาดต้ังแต่ 60 -150 donum ( 1 donumเท่ากับ1000ตารางเมตร) ผู้ที่สามารถ
ถือครองที่ดินทากินคือ เกษตรกรท้ังมุสลิมและมิใช่มุสลิมจะได้ส่วนแบ่งที่เหมือนกันและจะมีการจดบันทึก
สาหรับผู้ถือครองให้เป็นเหมือนถือครองทรัพย์สินของตนเองจริงๆ ถึงแม้ว่าความจริงแล้ว ที่ดินท้ังหมดจะเป็น
ทรัพย์สินของสุลต่าน ทุกๆปีเกษตรกรจะต้องจ่ายเงิน 22 akceไม่ว่าเกษตรกรจะสามารถเก็บเก่ียวผลผลิตได้
เท่าไร ซ่ึงน่าเป็นภาษีที่ดินมากกว่าภาษีรายได้ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อสุลต่านและชนช้ันปกครอง
ต้องการเงินส่วนน้ีมากขึ้นทาให้ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 33akceและ 50 akceในเวลาต่อมาท้ังในอนาโต
เลียและซีเรีย ส่วนในยุโรปยังคงเป็น 22 akce ผลท่ีตามมาก็คือ ค่าของเงิน akce ลดลง ทาให้รัฐจะต้องเก็บ
ภาษพี เิ ศษขนึ้ ซึ่งต่อมากลายเปน็ ภาษีที่ต้องจา่ ยตามปกติ หลีกเล่ยี งมไิ ดโ้ ดยเก็บจากผลผลติ ของเกษตรกร
เกษตรกรทุกคนไดร้ บั อนุญาตให้แบง่ ท่ีดินที่ถือครองอยยู่ ่อยลงไปอีกแตต่ ้องอยูใ่ นข้อจากัดตามท่ี
ทางการกาหนด และไมส่ ามารถโอนทดี่ นิ ให้ผู้อน่ื ได้หากท่ีดินดังกล่าวถกู ปล่อยไว้ ไม่ทาประโยชนต์ ิดตอ่ กนั เปน็
เวลานาน3 ปีก็อาจจะโอนแก่เกษตรกรคนอน่ื ได้
กล่มุ ช่างฝีมือ
กลุ่มช่างฝีมือได้จัดตั้งเป็นสมาคมขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือรักษาและพัฒนาคุณภาพของช่างฝีมือ
และจากัดการรับสมาชกิ ใหม่เพ่ือรักษาราคาสินคา้ และผลกาไร ปูองกันการผูกขาด การเป็นสมาชิกของสมาคมมี
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 69
อยู่หลายประเภท ทางสมาคมเป็นมุสลิมท้ังหมด บางสมาคมเป็นคริสต์เตียน บางสมาคมเป็นยิว สมาคมอื่นๆ
นอกจากสมาคมทั้งท้ังสามที่กล่าวมาแล้วก็รวมตัวกัน จากบุคคลที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน และชนช้ันที่
ต่างกัน สมาคมแต่ละสมาคมประกอบด้วยช่างฝีมือชั้นเย่ียมจานวนหนึ่งเรียกว่า ‘VATA’หรือ‘USTA’องค์กร
บริหารโดยผู้นาสมาคมเรียกว่า ‘SEYH’ เป็นผู้นาทั้งด้านศีลธรรมและผู้นาด้านจิตใจ นอกจากน้ันยังมี
เจ้าหน้าที่บริหารในแต่ละวันและมีเจ้าหน้าท่ีที่มีความรับรับผิดชอบใน การใช้กฎเกณฑ์ของสมาคม ซ่ึงเรียกว่า
‘YIYIT BASI’ ส่วน ISCI BASI ก็ทาหน้าท่ีตรวจสอบคุณภาพของงาน ผู้ท่ีมีประสบการณ์ทาหน้าท่ีในการ
คัดเลอื กและฝึกฝนสมาชิกใหม่ทจ่ี ะเข้ามาในสมาคม
กลุ่มพ่อคา้ วาณิช
ในขณะที่เกษตรกรและช่างฝีมือต้องจ่ายภาษีจากกาไรให้แก่รัฐ แต่กลุ่มพ่อค้าวาณิชได้รับการยกเว้น
พวกน้ีไม่ต้องจ่ายค่าเช่าในการดาเนินกิจการ ทาให้สมาคมรวมเงินทุนและยิ่งเพ่ิมกาไรให้พวกเขา กฎหมาย
อิสลามได้กาหนดกฎเกณฑ์เท่าที่จะกาหนดได้เพื่อกิจการรวมหุ้นกันหรือความร่วมมือทางธุรกิจอ่ืนๆ ดังน้ัน
เงินทุนและกิจการต่างๆจะนามารวมกันเพื่อหาผลกาไร การดอกเบี้ยถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังมีการ
เรียกเก็บในรูปแบบต่างๆ อยู่ตามประเพณีนิยมของชาวตุรกี จะชื่นชมบรรดาพ่อค้าในสังคม พ่อค้ามีเงินมาก
จะเปน็ ผใู้ หย้ ืมเงนิ
พ่อคา้ วาณิชชาวออตโตมานโดยแทจ้ ะทาการค้าขายระดับนานาชาตอิ ีกดว้ ย ในครสิ ตศ์ ตวรรษที1่ 5
และ 16 เมืองบุรซา อิสตนั บูล ไคโร แอดิรแน (เอด็ เดรยี โนเปิล) และซาโลนกิ า เปน็ เมืองศนู ย์กลางทางการค้า
บรุ ซาเป็นเมอื งท่าท่ีสาคัญและเป็นท่ีแลกเปล่ยี นสนิ คา้ กบั เอเชยี กลาง พ่อคา้ ในแอดริ แนทาการค้าขายกับยโุ รป
ส่งสนิ ค้าประเภทเครอื่ งทอจากกรงุ อิสตันบลู อนาโตเลยี ไคโร และอเลก็ ซานเดรีย เปน็ ศนู ย์กลางการค้าทาส
ทองและยา
นอกจากนนั้ นกั ธรุ กิจออตโตมานยังตดิ ต่อกับปารสี ฟลอเรนซ์ และลอนดอน เพ่ือแลกเปลยี่ น
สนิ คา้ กบั เสือ้ ผา้ ยุโรป ซ่งึ เป็นทีน่ ิยมในราชอาณาจกั รออตโตมาน พอ่ คา้ ฝาู ย นาฝาู ยจากอนาโตเลียตะวนั ตก
อยี ปิ ต์ เยเมนไปขายในยโุ รปตะวนั ออก กรงุ อสิ ตนั บลู จึงเป็นทง้ั เมืองหลวงและศูนย์กลางทางธรุ กิจของออตโต
มาน
รายนามสุลตา่ นแหง่ อาณาจักรอษุ มานยี ะห์ ปกี ่าเนิด(ค.ศ.) ปคี รองราชย์ (ค.ศ.)
รายนามสลุ ตา่ นแหง่ อาณาจักรอษุ มานยี ะห์ 1258 1299 - 1326
1281 1326 - 1360
1. สุลต่านอุษมานที่ 1 1326 1360 - 1389
2. สุลต่านอรฮันท่ี 1 1360 1389 - 1403
3. สุลตา่ นมุรอ็ ดท่ี 1 1389 1403 - 1421
4. สลุ ตา่ นบายาซดิ ท่ี 1 1403 ช่วงท่ี 1 1421 - 1444
5. สลุ ต่านมูฮัมหมัดท่ี 1 ช่วงท่ี 2 1446 - 1451
6. สลุ ตา่ นมูร็อดที่ 2 1432 ช่วงท่ี 1 1444 - 1446
ช่วงที่ 2 1451 - 1481
7. สลุ ต่านมูฮัมหมัดท่ี 2 (มูฮัมหมดั ผู้พชิ ิต) 1448 1481 - 1512
1467/1470 1512 – 1520
8. สุลต่านบายาซิดท่ี 2
9. สลุ ตา่ นซาลมิ ท่ี 1
70 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายนามสลุ ต่านแห่งอาณาจักรอษุ มานยี ะห์ ปีก่าเนดิ (ค.ศ.) ปคี รองราชย์ (ค.ศ.)
10.สุลตา่ นสไุ ลมานที่ 1 (อลั กอนนู ีย์) 1495 1520 - 1566
11.สุลตา่ นซาลิมท่ี 2 1524 1566 - 1574
12.สลุ ตา่ นมูรดิ ที่ 3 1546 1574 - 1595
13.สลุ ต่านเมหเ์ มดที่ 3 1566 1595 - 1603
14.สุลต่านอะห์เมดที่ 1 1550 1603 - 1617
15.สุลตา่ นมสุ ตอฟาท่ี 1 ช่วงที่ 1 1617 - 1618
ชว่ งที่ 2 1622 - 1623
16.สุลต่านอุษมานท่ี 2 1604 1618 - 1622
17.สลุ ตา่ นมูร็อดท่ี 4 1612 1623 - 1640
18.สุลต่านอบิ รอฮีม 1615 1640 - 1648
19.สลุ ตา่ นมฮู มั หมดั ท่ี 4 1642 1648 - 1687
20.สลุ ต่านสไุ ลมานท่ี 2 1642 1648 - 1687
21.สลุ ตา่ นอะห์เมดท่ี 2 1643 1691 - 1695
22.สุลตา่ นมสุ ตอฟาท่ี 2 1664 1695 - 1703
23.สุลต่านอะห์เมดที่ 3 1673 1703 - 1730
24.สุลตา่ นมะห์มูดท่ี 1 1696 1730 - 1754
25.สลุ ต่านอษุ มานท่ี 3 1699 1754 - 1757
26.สลุ ต่านมุสตอฟาท่ี 3 1717 1757 - 1774
27.สุลต่านอับดุลอามดิ ที่ 1 1725 1774 - 1789
28.สลุ ตา่ นซาลมิ ท่ี 3 1761 1789 - 1807
29.สลุ ตา่ นมุสตอฟาท่ี 4 1779 1807 - 1808
30.สุลต่านมะห์มูดที่ 2 1785 1808 - 1839
31.สุลตา่ นอลั ดลุ มะญดี ที่ 1 1823 1839 - 1961
32.สุลตา่ นอับดุลอาซีซ 1830 1861 - 1876
33.สลุ ต่านมูรอ็ ดที่ 5 1840 1876 - 1909
34.สลุ ตา่ นอบั ดุลฮามิดท่ี 2 1842 1876 - 1909
35.สุลตา่ นมูฮัมหมัดที่ 5 (มฮู มั หมัดเรซาด) 1844 1909 - 1918
36.สลุ ตา่ นมูฮัมหมดั ท่ี 6 (มูฮัฟมัดวะฮีดุดดีน) 1861 1918 – 1922
วิชาศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 71
สลุ ต่านท่ี 1 อุษมาน ที่ 1
ได้ประกาศตนเปน็ ปาดีชะหป์ กครองอาณาจักรออตโตมานทแ่ี คว้นโซมุตทางทิศตะวันตกของอนาโตเลีย
ประมุขสุงสุดของอาณาจักรออตโตมาน เรียกว่า ปาดีชะห์ หรือ สุลต่าน มีสุลต่านปกครองทั้งหมด 36 คน
ต้ังแต่ปี ค.ศ. 1299-1922 การปกครองในสมัยของสุลต่านสิบคนแรกนับว่าเป็นสุลต่านที่มีความสามารถ
เข้มแขง็ ในการรบ เพราะตอ้ งรักษาดินแดนของตนพร้อมกบั การขยายดินแดนออกไปให้กวา้ งขวางยง่ิ ขึน้
สุลต่านท่ี 2 คอื อรฮนั ที่ 1
ได้จัดตั้งกองทหารราบแจนิสซารีขึ้น เพ่ือเป็นกองทหารกล้าตายพิทักษ์สุลต่าน เป็นผู้มีความซื่อสัตย์
และจงรกั ภัคดีต่อสุลตา่ นเป็นอย่างย่ิง แต่ในภายหลังกองทหารแจนสิ ซารีเปน็ ผู้ก่อการจลาจลเสียเอง เพราะกลัว
จะเสียผลประโยชน์ บางรัชสมัยกองทหารแจนิสซารีมีอิทธิพลถึงข้ันถอดถอนแต่งตั้งสุลต่านได้ จนในท่ีสุดรัช
สมัยสุลตา่ นมะห์มูดที่ 2 พระองค์ได้ปราบปรามกองทหารแจนิสซารีอย่างเด็ดขาดและได้เลิกระบบกองทหารแจ
นิสซารี
ในสมัยของสุลต่านต้นๆ สิบคนแรกต้องทาศึกสงครามกับอาณาจักรไบแซนทีน กลุ่มประเทศในแหลม
บอลขา่ น เชน่ เซอร์เบีย บัลกาเรีย วอเลคเชีย โรมาเนีย เฮงการี เป็นต้น ผลจากการสงครามในสมัยน้ีส่วนใหญ่
ออตโตมานเป็นผ้ชู นะ
สลุ ต่านคนท่ี 7 เมรเ์ มดท่ี 2 ได้รับสมญานามว่า ผ้พู ิชติ
เพราะเป็นผู้พิชิตอาณาจกั รไบแซนทนี ได้สาเรจ็ สามารถตีกรงุ คอนสแตนติโนเปลิ ไดใ้ นปี ค.ศ. 1453
และไดเ้ ปลยี่ นเป็นเมอื งหลวงของอาณาจักรออตโตมานตงั้ แต่น้ันเปน็ ตน้ มา โดยเปลย่ี นชอ่ื เปน็ อสิ ตันบลู ในสมยั
สลุ ตา่ นสุไลมานท่ี 1 นบั วา่ อาณาจกั รออตโตมานเจรญิ สูงสุดแตใ่ นขณะเดยี วกนั ในชว่ งปลายสมัยของสุลตา่ น
สไุ ลมานที่ 1 นี้กเ็ ปน็ การเรมิ่ ของความเส่ือมของอาณาจักรออตโตมานสาเหตุของการเสือ่ มเพราะ
1.ความอ่อนแอของสลุ ต่านเอง คือ ไม่มคี วามสามารถในการรบ หมกมุน่ อยู่กบั สุรานารี
2.ปล่อยใหแ้ กรนดว์ ิเซียร์เป็นผ้บู ริหารแทน เปน็ เหตใุ ห้เกดิ การการคอรัปชน่ั
3.ขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยส่วนในยโุ รปน้ันมกี ารอาวุธทีท่ ันสมยั และมีศักยภาพมากกว่า
4.กษัตริยใ์ นยุโรปได้รว่ มมือกันเพ่ือลม้ ล้างอาณาจักรออตโตมาน
หลังจากสิ้นยุคการปกครองของสุลต่านสุไลมานเป็นต้นมา อาณาจักรออตโตมานเข้าสู่ยุคแห่งความ
เสอ่ื ม ภายในราชสานักมีแต่ความฟงุู เฟูอ หรูหรา ฟมุ เฟือย สุลตา่ นเอาแต่สนกุ สนานอยู่ในฮาเร็ม มีการลอบปลง
ประชนแย่งชิงราชบัลลังก์ บรรดาข้าราชการแสวงหาความร่ารวย ฉ้อราษฎร์บังหลวง สาเหตุดังกล่าวทาให้
สุลต่านแห่งออตโตมานต้องปราชัยเป็นส่วนใหญ่และจากการรุกรานของชาติต่างๆในยุโรปทาให้ ไม่ สามารถ
ขยายดินแดนได้อกี ต่อมาในสมยั
มะห์มดู ที่ 2
ก็ได้จัดกองทัพแบบยุโรป โดยมีฝร่ังเศสให้ความช่วยเหลือ หลังจากน้ันก็ได้ร่วมสงครามกับเยอรมัน
ออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิออตโตมานตุรกีก็พ่ายแพ้ ฝุายสัมพันธมิตรอันได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย
เบลเยย่ี ม ญป่ี ุน และสหรัฐอเมรกิ า
72 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
อับดุลฮามดิ ท่ี 1
ได้เกิดกลุ่มยังเติร์กหรือเติร์กหนุ่มเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสุลต่านเป็น
ระบบสาธารณรัฐและให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายในการปกครองประเทศ ในที่สุดเคมาล ปาชา ผู้นากลุ่มยัง
เติรก์ สามารถชนะกรีก และต่อมาประกาศเลิกระบบสุลต่าน เลิกระบบเคาะลีฟะฮ์ เป็นการส้ินตระกูลออตโต
มาน (อุษมานียะฮ)์ เปลย่ี นเปน็ สาธารณรฐั ประเทศตรกุ ีในปี ค . ศ. 1922 จนถึงปัจจบุ นั
สาเหตแุ หง่ การล่มสลายของอาณาจักรอุสมานียะห์
อาณาจกั รอุสมานยี ะหไ์ ดส้ รา้ งความเจริญกา้ วหนา้ ให้กับมุสลิมอย่างมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้
ความสนใจทางด้านการปลูกสร้างอาคารสถานต่างๆ เช่น การสร้างมัสยิด สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล
และที่ทาการของรัฐท่ีมีอยู่ตามเมืองใหญ่ๆของอาณาจักร ขณะเดียวกัน อาณาจักรอุสมานียะห็ก็ได้ให้ความ
สนใจในทงการศึกษาโดยได้สร้างหอสมุดหลายแห่งดูแลความเป็นอยู่ ของนักวิชาการ และนักศึกษาโดยสร้าง
บ้านพักให้กับพวกเขาใกล้กับสถานศึกษานอกจากนี้แล้ว อาณาจักรอุสมานียะห์ยังได้ให้ความสนใจในศิลปะ
สถาป๎ตยกรรมและระบบทหารอีกด้วย
อายุอาณาจักรอุสมานียะห์ ประมาณ 400ปี โดยนับต้ังแต่การสถาปนาอาณาจักรนี้ ต้ังแต่ปี ฮ.ศ.
900 ถึงปี ฮ.ศ.1300 (ค.ศ.1500-1900) แต่พอถึงศตวรรษท่ี12แห่งฮิจเราะห์ หรือคริสศตวรรษท่ี
18 อาณาจกั รอสุ มานียะห์กเ็ ริ่มออ่ นแอลง ซึ่งชาวยุโรปเรียกอาณาจักรอสุ มานียะห์ขณะน้ันว่า คนป่วย พวกเขา
ต่างจอ้ งมองดูอาณาจักรนี้ โดยมีเปูาหมาย เพือ่ ท่จี ะฉกฉวยผลประโยชนจ์ ากอาณาจกั รนี้
ตอ่ ไปนเี้ ราจะพูดถงึ สามเหตกุ ารณข์ องอาณาจกั รอุสมานยี ะห์ กลา่ วคอื
1. ความกวา้ งใหญข่ องอาณาจกั รอสุ มานยี ะห์การที่อาณาจักรอุสมานียะห์มีขอบเขตกว้างขวางทาให้มี
ประชากรหลากหลายเช้ือชาติ หลากหลายความเชื่อถือ ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา ฯลฯ จึงเป็นความ
ยงุ่ ยากในการปกครองและการบริหารจดั การ
2.การคลายความยึดมั่นในบัญญัติอิสลาม ในสมัยอาณาจักรอุสมานียะห์ ปรากฎว่ามุสลิมเร่ิมหันห่าง
จากแก่นแท้ของศาสนาอิสลาม จึงเป็นเหตุให้ส่ิงที่เป็นอุตริกรรม (บิดอะห์) และความหลงผิดเพ่ิมมาก
ข้ึน บรรดานักวิชาการศาสนา ต่างทาตัวเป็นผู้รับใช้ผู้ปกครองโดยไม่คานึงถึงความถูกต้อง ตามหลักบัญญัติ
ศาสนา มุ่งหวังในลาภยศ และผลประโยชน์ และไม่ให้ความสนใจในการอบรมสั่งสอนในเร่ืองหลักการศานา
อิสลาม และกระทาการใดๆตามที่เขาปรารถนา แม้ว่าจะขัดต่อหลักการอิสลามก็ตาม จนขาดความเข้มแข็ง
อดทน และละทิง้ การญฮิ าดในหนทางของอัลลอฮ์
3. ความอ่อนแอของบรรดาซลุ ฏอน เนอื่ งจากความอุดมสมบูรณ์ และความมั่งคั่งที่เกิดข้ึนในอาณาจักร
อุสมานียะห์จงึ ทาใหซ้ ลุ ฏอนรุ่นหลัง ไดใ้ ช้ชวี ิตท่ามกลางความสุขสบาย และหลงระเริงอยู่กับความสนุกสนานไม่
เคยประสบกบั ความยากลาบาก ซ่ึงทาให้พวกเขามคี วามออ่ นแอในการบรหิ ารอาณาจักร ทาให้มีการติดสินบน
การฉอ้ ราษฎร์บงั หลวง ความช่ัวช้าการแก่งแยง่ อานาจ และความย่งุ เหยงิ ป่๎นปุวนแพรส่ ะพัดไปท่วั
4.ขาดการบริหารท่ีดี บรรดาข้าราชการในอาณาจักร ดารงตาแหน่งด้วยการซื้อหา มิใช่ด้วย
ความสามารถจึงทาให้พวกเขาใช้ตาแหน่งเป็นหนทางไปสู่การสะสมเงินทองและรวบรวมทรัพย์สินเพ่ือให้เป็น
ของกานัลแกผ่ ทู้ อี่ ยู่ในตาแหน่งท่ีสูงกว่า เพื่อทจ่ี ะใหเ้ ขาอยู่ในตาแหน่งเดิม หรือเล่ือนตาแหน่งให้สูงขึ้น ทุกคนให้
ความสนใจในการรักษาผลประโยชน์ของตน จงึ ทาให้ละเลยการทานุบารุงการศึกษา การดูแลบ้านเมือง ความ
โง่เขลา การเจ็บปุวยความยากจนแพรก่ ระจายไปทัว่ ผู้อย่ใู ตก้ ารปกครองไมไ่ ว้ใจผูป้ กครอง สิ่งเลวร้ายท่ีเกิดขึ้น
ในอาณาจกั รก็คอื การแยกตัวเปน็ อสิ ระของผู้ปกครองตามหัวเมืองต่างๆ
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 73
5.ความอ่อนแอนของกองทัพ แม้ว่าอาณาจักรอุสมานียะห์จะเต็มไปด้วยการพิชิตและการแผ่ขยาย
ดนิ แดนกต็ าม แตท่ วา่ เหล่าทหารในยคุ หลังมาจากเยาวชนที่มาจากความกล้าหาญ ความอดทน พวกเขาใช้ชีวิต
แบบสุขสบาย รื่นเริงสนุกสนาน ส่ิงท่ีติดตามมาก็คือ การขาดมารยาท มีความเกียจคร้าน และชอบใช้ชีวิต
ท่ามกลางโอชารส
6. การแทรกแซงของต่างชาติเข้ามาในอาณาจักรอุสมานียะห์ เมื่ออาณาจักรอุสมานียะห์ ยุติการ
พิชิตดนิ แดนในศตวรรษท่ี12แห่งฮจิ เราะห์บทบาททางทหารของอาณาจักรอสุ มานยี ะห์ ได้เปล่ียนสภาพจากการ
บกุ ไปข้างหนา้ มาเป็นการปอู งกัน จงึ ทาใหก้ ลมุ่ ประเทศยุโรป พยายามเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในอาณาจักร
อสุ มานยี ะห์ โดยอ้างเหตผุ ลวา่ เพื่อจะคุ้มครองชาวครสิ เตียน และเพือ่ ดแู ลผลประโยชนข์ องพวกเขา
ส่ิงที่ชาวยุโรปปฏิบัติคือ ความพยายามท่ีจะเข้ามามีอานาจในทางเศรษฐกิจ และทางการเมืองภายใน
อาณาจักรอุสมานียะห์ เช่น การจัดตั้งธนาคาร การตัดทางรถไฟ สร้างท่าเรือ ติดต้ังสายโทรศัพท์ ไฟฟูา
จัดระบบไปรษณีย์ สร้างโรงเรียน เพอื่ สอนภาษาและศาสนา สร้างโรงพยาบาล ตลอดจนการดาเนินการต่างๆท่ี
จะทาให้กลุ่มประเทศยุโรปทาหน้าที่ในการควบคุมดูแลผลประโยชน์ของพวกเขา โดยอาศัยสถานเอกอัครราช
ฑูตและสถานกงสลุ เปน็ หลัก
74 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ใบงานที่ 13
เร่อื ง สมัยอาณาจักรอุษมานียะห์
1.อธิบายเปน็ มาของการปกครองอณาจักอุษมานียะห์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 75
ใบงานที่ 14
เรือ่ ง อาณาจักรอุษมานียะห์
1. ให้นักศกึ ษาวเิ คราะห์ การปกครองและการศึกษา สมยั อาณาจกั รอษุ มานยี ะห์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. อธิบายลักษะสงั คม สมยั อาณาจักรอุษมานียะห์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
76 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ใบงานที่ 15
เร่อื ง อาณาจักรอุษมานียะห์
อธบิ ายผลงานของสุลตา่ นมูหัมหมดั อลั ฟาตมิ าพอสังเขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 77
บทท่ี 6
ความเปน็ มาของอิสลามตามภมู ภิ าคต่างๆของโลก
อิสลามในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้
อิสลามเข้ามาในภูมิภาคตะวันออกไกลนั้นมีความเป็นมาอย่างไร ย้อนกลับไปเมื่อพุทธศตวรรษท่ี 12-
19 หมู่เกาะทางตอนใต้ของเอเชียท่ีเรียกรวมกันว่า “มาลัยทวีป” หรือท่ีฝรั่งรู้จักกันในนามของ ชายทะเลใต้
ได้แก่ เกาะสมุ าตรา เกาะชวา เกาะบาหลี เกาะบอร์เนียว เกาะสุราเวสี เกาะเซลีเบส มะละกา และ เกาะนิวกินี
แต่เดิมได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมฮินดู พราหมณ์ และศาสนาพุทธนิกายมหายานจากอินเดีย แต่ในช่วง
ศตวรรษที่ 14 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางศาสนา กล่าวคือศาสนาอิสลามได้เร่ิมเข้ามามีบทบาทในแถบ
บริเวณน้ี จนทาให้ประชากรในประเทศอินโดนีเซียกลายเป็นประชากรมุสลิมท่ีมากท่ีสุดในโลก หลายครั้งเม่ือ
เกดิ คาถามเกย่ี วกบั จานวนประชากรมุสลมิ ในโลก คนมักเข้าใจว่าประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศท่ีมีจานวน
มุสลิมมากท่ีสุด เน่ืองจากเป็นแหล่งกาเนิดของศาสนาอิสลาม แต่ความจริงแล้วประเทศท่ีมีจานวนมุสลิมมาก
ท่ีสุดในโลกคือ ประเทศอินโดนีเซีย ป๎จจุบันสถานที่ท่องเท่ียวในอินโดนีเซียก็ยังเต็มไปด้วยอารยธรรมแบบ
ดั้งเดิม เช่น บรมพุทโธ (โบโรบุดูร์) อันเป็นสถาป๎ตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ หรือในเกาะบาหลีท่ีเต็มไป
ดว้ ยอารยธรรมฮินดู พร้อมๆ กบั ความเจรญิ รุ่งเรอื งของศาสนาอสิ ลาม
เม่ือพุทธศตวรรษที่ 14 พ่อค้าชาวอาหรับได้นาเรือสินค้าเข้ามาติดต่อค้าขายและเผยแพร่ศาสนา
อิสลาม เปน็ ครั้งแรกที่เกาะสุมาตราเหนือ เม่ือประมาณ พ.ศ.1389 โดยได้จอดเรือแวะขึ้นบกท่ีเมืองท่าอาเจะห์
หรือป๎จจุบันเรียกว่า บันดาอาเจะห์ โดยพ่อค้าชาวอาหรับได้ต้ังศูนย์กลางทางการค้าและศูนย์เผยแพร่ศาสนา
อิสลาม ขึ้นเป็นครั้งแรกท่ีเกาะสุมาตราเหนือ โดย Sir Richard Win State ได้กล่าวไว้ว่า ตอนที่มาโคโปโล
พ่อค้าชาวเมืองเวนิช เดินทางจากอิตาลีไปค้าขายถึงเมืองจีน ในขณะเดินทางกลับได้แล่นเรือผ่านแหลมมลายู
และแวะท่ีเกาะสมุ าตรา เม่ือประมาณปี พ.ศ. 1835 เขาบันทึกว่าได้พบกับพ่อค้าชาวอาหรับผู้ซ่ึงได้สอนศาสนา
อิสลามที่เมืองเปอร์ ลัก ซ่ึงเป็นเมืองท่าเล็กๆ อยู่ทางริมเกาะสุมาตราตอนเหนือ ใกล้เมือง สมุทระ (Samudra)
และเมืองปาไซ (Pasai) ซึ่งในขณะนั้นเจ้าเมืองนับถือศาสนาอิสลามและมีครูสอนศาสนาช่ือ มาลิก อัล ซอแหละ
ทาการสอนศาสนาอิสลามให้เจ้าเมืองและครอบครัว จนกระท่ังธิดาองค์หน่ึงของเจ้าเมืองเกิดแรงศรัทธาอย่าง
แรงกล้าจนได้ทาการสมรสกับครูสอนศาสนาผู้นี้ และเมื่อปี พ.ศ.1840 สุลต่านมุสลิมองค์แรกของเมืองเปอร์ลัก
ได้วายชีพลงจึงได้มีการประกอบพิธีฝ๎งศพในรูปแบบของอิสลามเป็นครั้งแรก โดยมีหลักศิลาจารึกเป็นภาษา
อาหรับป๎กไว้บนหลุมศพของท่านสุลต่านด้วย หลักศิลาจารึกในทานองเดียวกันนี้ได้มีการขุดพบคร้ังแรกท่ีเมือง
ตรังกานู ในแหลมมลายู หลังการตายของสุลต่านแห่งเปอร์ลักเพียง 20 ปี ซ่ึงสามารถคาดคะเนได้ว่าศาสนา
อิสลามได้แพร่ขยายเข้ามาสู่แหลมมลายูตั้งแต่ ตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 19 นับเป็นการเผยแพร่ที่รวดเร็วมาก
หลังจากมีการเริ่มต้นเผยแพร่ศาสนาอิสลามของพ่อค้าอาหรับท่ีเกาะสุมาตราได้ ไม่นานก็สามารถขยายมายัง
แหลมมาลายู ส่ิงท่ีเป็นหลักฐานว่ามีศาสนาอิสลามในดินแดนแถบนี้ สามารถพิสูจน์ได้จากนักเดินทางผู้ท่ีมี
ช่ือเสยี งมากในประวัตศิ าสตรข์ องโลก มุสลิมคือท่าน อิบนู บัตตูเตาะห์ (Ibn Battutah) ซ่ึงท่านได้เขียนหนังสือ
จากการเดินทางจากโมร็อคโคไปยังทวีปต่างๆ เม่ือคร้ังหนึ่งที่ท่านเดินทางข้ามน้าข้ามทะเลจากแหลมอาระเบีย
78 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารคี 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
ผ่านมา ทางมหาสมุทรอินเดีย มายังทะเลอันดามันตอนใต้จนถึงปลายแหลมสุดทางทิศตะวันตกของเกาะสุ
มาตรา เม่ือปี พ.ศ.1847 ท่านได้ต้ังศูนย์กลางเผยแพร่ศาสนาอิสลามนิกายซุนหน่ีขึ้นที่สุมาตราทางภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ โดยมีเปูาหมายให้ “ราชา”ผู้ปกครองที่มีอิทธิพลในแคว้นน้ัน ให้เข้ารับอิสลาม อาจกล่าว
ได้ว่าท่านประสบความสาเร็จในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในคร้ังนี้ เพราะเจ้าผู้ปกครองได้เปล่ียนช่ือมาเป็น
มสุ ลิมโดยใช้ชือ่ วา่ สุลต่าน ซอแหละ ทาให้ศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนาเพ่ิมขึน้ บนเกาะสมุ าตรา
ผู้ท่ีเป็นมุสลิมอาจทราบดีว่าคัมภีร์อัลกุรอาน (Qur’an) อันเป็นบทบัญญัติที่ครอบคลุมท้ังทางโลกและ
ทางธรรมกล่าวคือ ครองคลุมทั้งหลักเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา การเมือง สังคม การ
ประกอบอาชีพ การค้าขาย การแต่งงาน การแพทย์ การเป็นหน้ีสิน การบริโภคอาหาร การหย่าร้าง การครอง
เรือน การแบ่งมรดก การศึกษา การทูต การสงคราม กิจวัตรประจาวัน ของทุกคนในทุกยุคทุกสมัย ได้ปรากฏ
ในพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอาน (Qur’an) คร้ันเม่ือท่านสุลต่านเกิดความเล่ือมใส พระองค์ทรงทาการเผยแพร่
อิสลามไปสู่พสกนิกรอย่างไม่ชักช้า พร้อมกันน้ันท่านได้จัดระบบการปกครองตามครรลองของอิสลามตามวิถี
แห่งบท บัญญัติท่ีมีอยู่ในอัลกุรอานอย่างครบถ้วน ทาให้อาณาจักรของพระองค์กลายเป็นรัฐสุลต่านท่ีเข็มแข็ง
โดยในตอนแรกท่านใช้ยศในฐานะของราชา (Raja) แต่เมื่อท่านเข้ารับอิสลามท่านจึงเปลี่ยนสถานะจากราชามา
เป็นสุลต่าน และมีนโยบายท่ีเข้มงวดต่อพสกนิกรท่ีมีความหลงใหลบูชาเทวรูป (อิสลามห้ามการบูชาเทวรูปหรื
อรูปป๎้นต่างๆ) ในขณะนั้นพบว่า ประชากรบางส่วนยังไม่หันมานับถือศาสนาอิสลาม ท่านจึงมีนโยบายท่ีแข็ง
กรา้ ว ซึ่งท่านเองเป็นผู้ท่ีเคร่งครัดทางศาสนา และเป็นแบบอย่างให้กับประชาชนเป็นอย่างดี ท่านยอมเสียสละ
เวลา และราชสมบัติเป็นจานวนมากเพื่อการทานุบารุงและเผยแพร่ศาสนา ท่านมิได้ทาการเผยแพร่ภายใน
อาณาจกั รของตนเท่าน้ัน แต่ท่านยังจัดคณะผู้เผยแพร่ไปยังหมู่เกาะต่างๆ ทางด้านตะวันออกของเกาะสุมาตรา
ทาให้ศาสนาอสิ ลามในนกิ ายซนุ หนี่ ได้เดินทางเข้าไปในมาลัยทวปี และทางภาคใต้ของสุวรรณภูมิคือทางตอนใต้
ของไทยจนถงึ มาเลเซยี ใหเ้ ป็นทีร่ จู้ กั กนั อย่างกวา้ งขวางย่ิงขน้ึ ภายในเวลาไมก่ ปี่ ี
การขยายตัวของศาสนาอิสลามตามนครรัฐต่างๆทางเกาะสุมาตรา และแหลมมลายูน้ัน จะเป็นไปใน
รูปแบบที่ว่า เมื่อนครรัฐใดได้กลายเป็นนครรัฐอิสลามแล้วนครรัฐเหล่านั้นจะพยายามเผยแพร่ ศาสนาอิสลาม
ไปสปู่ ระชาชนในรฐั ใกล้เคยี ง ในลกั ษณะของการชักจูง แนะนา รวมถงึ ใช้อิทธิพลทางการเมือง ทาให้รัฐใกล้เคียง
กลายเปน็ รฐั อิสลามตามไปดว้ ย สง่ ผลใหก้ ารขยายตวั ของอิสลามในระยะนไ้ี ดแ้ พร่ขยายขนึ้ มาจากทางตอนเหนือ
ของมลายูเขา้ มายงั ตอนใต้ของประเทศไทย ซ่ึงปรากฏหลักฐานว่าเจ้าผู้ปกครองเมืองนครทางภาคใต้ของไทยใน
ระยะนั้นจนถึง เมืองนครศรีธรรมราชหันมานับถือศาสนาอิสลามเป็นระยะเวลากว่า 700 ปี มาแล้ว และทาง
อาณาจกั รสโุ ขทัยเองกไ็ ดพ้ บหลักฐานวา่ มีการค้าขายกบั กลมุ่ ประเทศท่ใี ช้ ภาษาอาหรับและเปอร์เซีย โดยพบว่า
เครอื่ งชามสงั คโลกในสมัยนน้ั มกี ารแกะสลักเปน็ ภาษาเปอรเ์ ซีย
ศาสนาอิสลามที่เข้าสู่ดินแดน มาลัยทวีป ในลักษณะที่เรียกได้ว่า Indo-Persian กล่าวคือมีลักษณะ
เหมือนศาสนาอิสลามที่เข้ามาในอินเดีย ซ่ึงแตกต่างจากอิสลามในแหลมอาระเบีย เพราะอิสลามที่เข้ามาใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นได้ถูกผสมกลมกลืนเข้ากับ วัฒนธรรมด้ังเดิม ท้ังน้ีอิสลามในแต่ละพื้นที่ย่อมมีความ
แตกตา่ งกันออกไปตามบริบทและประวตั ิ ศาสตรข์ องสถานท่นี น้ั ๆ แต่มสี ่ิงหน่ึงทีท่ กุ คนยึดถือเหมือนกันคือ หลัก
ปฏิบตั ิ 5 ประการ
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 79
จากบันทึกของชาวจีนในปี พ.ศ.1949 กล่าวว่า ชาวชวา ชาวมาเลเซีย และชาวเกาะสุมาตราเป็น
อิสลาม ซึ่งมีหลักฐานว่าผู้เผยแพร่ศาสนาที่มาจาก ฮาดรา เมาท์ ( Hadramant, ป๎จจุบันเป็นส่วนหน่ึงของ
ประเทศเยเมน) มาสู่เกาะชวา ท่านผู้น้ีมีช่ือว่า เมาลานา มาลิก อิบรอฮีม และท่านเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 1962
ทางตอนเหนือของเมืองซูราบายาในชวา มีหลุมฝ๎่งศพของท่านกลายเป็อนุสรณ์มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นการแสดง
ให้เห็นว่าตอนน้นั อิสลามได้เข้ามายงั เกาะชวาแล้ว โดยในเร่ิมแรกชาวมุสลิมมีอิทธิพลอยู่ตามชายฝ่๎งทะเลเพราะ
ได้เดินทางมาทาง เรือ ด้วยเหตุที่มีความขยัน มีฐานะดี ซ่ือสัตย์ สุจริต ชาวมุสลิมจึงมักเป็นท่ีนับถือของชน
พื้นเมอื ง จนเร่มิ มคี วามสนิทสนม และความสมั พันธอ์ ันแนน่ เฟนู รวมถงึ ไดม้ กี ารแต่งงานระหว่างกัน
นอกจากนี้ยงั พบหลักฐานวา่ ผปู้ กครองเกาะบอร์เนยี วได้เข้ารบั อิสลามในปี พ.ศ. 2053 จากบันทึกทาง
ประวตั ิศาสตรก์ ลา่ วไวว้ า่ ชาวเกาะนีเ้ ปน็ มสุ ลมิ เหมอื นชาวเกาะชวา และเกาะสุมาตรา แสดงให้เห็นว่าขณะท่ีได้
บนั ทกึ นนั้ มีมุสลิมอยู่ในเกาะอ่ืนๆ แลว้ ดว้ ย
ความเปน็ มาอิสลามในประเทศไทย
ปกติเมื่อเรากล่าวถึงพ่ีน้องมุสลิม เราก็มักจะคิดกันว่า ชาวมุสลิมส่วนมากอาศัยอยู่ท่ีสามจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ คือ ยะลาป๎ตตานี นราธิวาส แต่จากการศึกษากระทรวงการต่างประเทศได้ช้ีให้เห็นว่ามุสลิม
ทั้งหมดในประเทศ ไทย เพียงร้อยละ 20 เท่าน้ันท่ีอาศัยอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนที่เหลือพ่ีน้อง
มุสลิมก็จะกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซ่ึงส่วนใหญ่อยู่ท่ีกรุงเทพฯ ภาคใต้ ภาคเหนือและภาคอีสานของ
ประเทศ
อย่างท่ีกล่าวมาแล้วว่า คนไทยติดต่อกับชาวมุสลิมมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงสมัย
พระนครศรีอยุธยา เพราะว่ามีพ่อค้าชาวมุสลิมจากคาบสมุทรเปอร์เซียเข้ามาค้าขายในแหลมมลายูใน แถบ
ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียในป๎จจุบัน และได้นาศาสนาอิสลามเข้ามาด้วย ต่อมาภายหลังคนพื้นเมืองก็
เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม บางท่านได้เป็นถึงขุนนางในราชสานักไม่เฉพาะแต่ในเมืองไทย และในช่วง
รตั นโกสนิ ทรก์ ม็ ชี าวมสุลิมมาจากมลายูมาเปลยี่ นสัญชาตแิ ละยงั มีชาว อนิ เดยี อีกดว้ ย
ประเทศไทยหรือสยามประเทศสมัยก่อน มีการค้าขายติดต่อประเทศโลกอิสลามมาเป็นเวลาช้านาน
แล้ว อาจจะกอ่ นสมัยสโุ ขทยั ดว้ ยซา้ แตใ่ นชว่ งนนั้ ยงั ไมม่ หี ลกั ฐานแน่ชัด แต่เม่ือสมัยสุโขทัย หลักฐานได้บันทึกว่า
มีชนชาติท่ีเก่งกาจทางด้านการเดินเรือเข้ามาบรรทุก สินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศตนและในขณะนั้นก็
ไมไ่ ดม้ รี ายงานวา่ เปน็ ชาว ยโุ รป เพราะฉะน้ันเราจึงได้คาดกันว่าเป็นชาวมุสลิมซึ่งเป็นพ่อค้าจากเปอร์เซียนี่ เอง
ท่ีเข้ามาติดต่อซื้อขายต่อมาในสมัยอยุธยาการติดต่อในลักษณะเช่นนี้ก็ยังคงมีอยู่ เมื่อเร็วๆน้ีกรมศิลปากรได้ขุด
พบเจดีย์ท่ีวัดราชบูรณะ ซ่ึงเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยพระเจ้าสามพระยา ราวพุทธศักราช 1961-1962? นับเป็น
สมัยแรกเริ่มของกรุงศรีอยุธยา ก็พบเหรียญทองคาที่ทาข้ึนในแคชเมียร์ ซึ่งเหรียญทองคานั้นตรงกับรัชสมัย
อสิ ลาม ชือ่ ว่า “พระเจ้าไซนลู อาบดี นี ” แสดงใหเ้ ห็นว่าเรามีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่นับ
ถือศาสนา อสิ ลามอย่างแนช่ ดั และในสมัยกรุงศรีอยุธยานี่เอง มีหลักฐานท่ีแน่นอนว่าชาวมุสลิมเข้ามาอยู่อาศัย
ในกรุงศรีอยุธยาและได้ต้ัง เมืองเป็นหลักแหล่งขึ้นมาตามจดหมายเหตุ เรียกคนมุสลิมนี้ว่า “แขกเทศ” ซึ่งต้ัง
บ้านเรอื นอยทู่ ี่ สะพานประตจู นี ดา้ นตะวนั ตกของกรุงศรีอยุธยาไปจนถึงหลังวัดนางมุกและลงไปท่ีท่ากาหยี่ ซ่ึง
80 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
เป็นชอ่ื ทา่ น้าหน่ึงในสมยั กรุงศรอี ยธุ ยา ทกี่ ลา่ วมานเี้ ป็นบรเิ วณท่มี ุสลมิ ตัง้ บา้ นอยู่ โดยเฉพาะในกาแพงเมืองและ
นอกกาแพงเมืองออกไปก็มี ปลายประตูจีนฟากตะวันตกจนถึงตาบลที่เรียกว่า ฌะไกรน้อยฝ๎่งตะวันตก ซ่ึงทาไร่
นาดว้ ยตัวเอง นับได้วา่ พนี่ ้องมสุ ลมิ ในสมัยกอ่ นอาศยั อยใู่ นบรเิ วณนี้ ชาวบา้ นเรยี กบรเิ วณนีม้ าจนกระทั่งป๎จจุบัน
นี้ว่า กระตีทอง หรือว่า กระตีเจ้าเซ็น ช่ือเจ้าเซ็น น้ีมาจากชาวแขก “ฮุสเซ็น” นับถือศานาอิสลามนิกายชีอะห์
โดยพบว่ามีซากสุเหร่าหรือมัสยิดและตอนนี้ก็ยังคงมีอยู่? คาดว่าบริเวณนี้เป็นที่ต้ังบ้านเมืองดั้งเดิมของผู้นับถือ
ศาสนาอิสลาม ซ่ึงมาค้าขายและมาตั้งรกรากอยู่ท่ีพระนครศรีอยุธยา แขกพวกนี้มาจากประเทศอาหรับบ้าง
สว่ นใหญ่คาดว่ามาจากเปอรเ์ ซียหรืออิหรา่ น และกลายมาเป็นคนไทย
ในสมัยกรุงสุโขทัย สยามก็ได้แผ่ขยายอิทธิพลไปจนถึงใต้แหลมมลายู มีรายงานว่าผู้คนในสมัยนั้นมีผู้
นับถือศาสนาอิสลามอยู่แล้ว? ทั้งผู้เป็นใหญ่และขุนนางในกรุงสุโขทัยก็ไม่ถือเป็นข้อแตกต่าง และได้อยู่รวมกัน
อย่างสันติสุขเป็นเวลาหลายร้อยปี ไม่เคยมีข้อบาดหมางระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาอิสลามเลย เป็นความ
ร่วมมือร่วมใจซึ่งกันและกันระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิมในการบริหาร บ้านเมือง ต่อต้านอริราชศัตรูมา
ด้วยกัน ก็นับเป็นความอัศจรรย์อย่างหนึ่งภายใต้พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยทุก พระองค์ ทุกราชวงศ์ที่
ได้ทรงอปุ ถมั ภ์ คา้ ชูแกศ่ าสนาอสิ ลามมาโดยตลอด
ส่วนทางตอนใต้ของประเทศไทยคาดกันว่า มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ส่วน
เมืองป๎ตตานีก็ตกอยู่ภายใต้อานาจของสยามประเทศ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมืองเอกทางตอนใต้ของสยามคือ
นครศรีธรรมราชโดยเขตปกครองของนครศรีธรรมราชก็กินพื้นท่ีไปจนสุดปลายแหลม มลายู สิงคโปร์ มะละกา
เป็นเมืองประเทศราชของไทยท้ังหมด วีธีการปกครองในสมัยน้ัน ส่วนมากก็ไม่ได้ส่งคนเข้าไปปกครองมีแต่ให้
เมืองประเทศราชเหล่าน้ีส่งดอกไม้ เงินดอกไม้ทอง 3 ปีต่อครั้งเป็นการสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยานั่นเองด้วย
เหตุน้ีจึงนับว่าเมืองป๎ตตานีขึ้นอยู่กับประเทศไทย อยู่ในความดูแลของนครศรีธรรมราช ในฐานะเมืองประเทศ
ราชต้องสง่ เครือ่ งราชบรรณาการเหมือนประเทศอ่ืนๆ เชน่ เขมร เปน็ ต้น
ดังนั้นในกรุงสุโขทัย จงึ มชี าวมาเลย์มาเป็นประชากรของสยามประเทศในขณะนั้นด้วย หลายท่านคงมี
ข้อสงสัยว่าทาไมในประเทศไทยจึงได้มีมุสลิมหลายกลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นมุสลิมกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มมลายู มี
เช้ือชายบรรพบุรษุ เป็นชาวมลายู? กลุม่ ท่ี 2 เป็นกลุ่มมุสลิมที่สืบเช้อื สายมาจากชาวเปอร์เซีย กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่ม
มสุ ลิมทมี่ าจากชวา กลุ่มท่ี 4 มาจากจามในเขมร กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มมุสลิมที่มาจากเอเชียใต้ ปากีสถาน อินเดีย
บงั กลาเทศ อัฟกานิสถานและกลุ่มที่ 6 กลุ่มสุดทา้ ยเป็นกลมุ่ มุสลมิ ทสี่ บื เชื้อสายมาจากจนี
วิชาศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารีค3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 81
ความเป็นมาอิสลามในทวีปแอฟริกา
เมอื่ พดู ถงึ มสุ ลมิ หลายคนมักนึก ถึงประเทศในแถบตะวันออกกลาง เพราะน้ันคือถ่ินกาเนิดของศาสนา
อิสลาม แต่มีน้อยคนนักที่จะนึงถึงชาวมุสลิมในแอฟริกา เพราะหลายคนมองว่าประชากรส่วนใหญ่ในทวีป
แอฟรกิ ายังมคี วามเชอ่ื และปฏิบัติตาม ความเช่อื ท่สี ืบต่อกันมาตง้ั แตค่ ร้ังบรรพบุรุษมาหลายช่ัวอายุคนเช่น เรื่อง
จิตวญิ ญาณ อานาจของดวงดาว ภเู ขา ตน้ ไม้ สิง่ มหัศจรรย์ แทบจะไมม่ ีใครกล่าวถึงชาวแอฟริกาในแง่ของความ
เปน็ มุสลิมมากนกั ทัง้ ๆทดี่ ินแดนแหง่ นีเ้ ต็มไปด้วยอารยธรรมแห่งอิสลาม
มุสลิมในแอฟริกาเกิดข้ึนเม่ือศตววรษที่ 7 ตามประวัติศาสตร์อิสลามได้ปรากฏบันทึกการอพยพท่ี
สาคัญในสมัยของท่านนบีมูฮัม มัด (ศานติสุขจงมีแด่ท่าน) กล่าวคือ ได้มีคาส่ังจากท่านให้บรรดาอัครสาวก
(ผู้ติดตาม) อพยพไปยัง อบิสสิเนียหรือหะบะซะห์ (ประเทศเอธิโอเปียในป๎จจุบัน) ซ่ึงเป็นอาณาจักรให ญ่
อาณาจกั รหน่งึ ทีต่ ้งั อย่ใู นทวปี แอฟรกิ าต้ังอย่รู มิ ฝง๎่ ทะเลแดงตรงกันขา้ มกับคาบสมุทรอาหรับ มีกษัตริย์ปกครอง
มชี อ่ื วา่ เนกุส พระองค์นับถือศาสนาครสิ ต์ หะบะซะฮใ์ นสมยั ท่านนบีฯ นั้น เป็นดินแดนอาณัติของอาณาจักรไป
แซนไตนข์ องพวกโรมัน ท้ังน้ีชาวมุสลิมได้อพยพไปเพ่ือหลบหนีจากการถูกโจมตีของชาวมักกะห์(ผู้ท่ี ปฏิเสธต่อ
คาสอนของทา่ น) ท้ังนีไ้ ด้รบั การปกปอู งจาก กษตั รย์เนกุสเป็นอย่างดี นี้คือจุดเร่ิมต้นท่ีทาให้ชาวแอฟริกาได้รู้จัก
กบั อิสลามเปน็ ครงั้ แรก
ป๎จจุบันมุสลิมในแอฟริกา คิดเป็นร้อยละ 20 ของมุสลิมท่ัวโลก (1.57 พันล้านคน คิดเป็นร้อยละ 23
ของจานวนประชากรทั้งโลก) ตามประวัติศาสตร์การขยายตัวของศาสนาอิสลามในแอฟริกาตะวันตก แบ่ง
ออกเป็น 3 ชว่ งด้วยกัน
ช่วงที่ 1 อิทธิพลของศาสนาอิสลามได้เข้ามาบนเส้นทางการค้าและเหล่านักปราชญ์ กล่าวคือ บรรดา
กษัตริย์ในแอฟริกามีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าที่เอ้ือประโยชน์ ท้ังในแง่ของกฎหมายและความสัมพันธ์ทาง
เครือข่ายในการทาการค้ากับพ่อค้าชาว มุสลิม และสาหรับนักปราชญ์มุสลิมน้ันได้รับความไว้วางใจจากบรรดา
กษตั ริยใ์ ห้เป็นที่ ปรึกษาในการบริหารประเทศ เหล่าน้ีจึงกลายมาเป็นอิทธิพลท่ีส่งผลให้กษัตริย์ในแอฟริกาเริ่ม
หันมาสนใจ และเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม นับเป็นช่วงแรกท่ีอิสลามได้ขยายตัวในดินแดนท่ีถูกว่า “กาฬ
ทวปี ”[1]
ช่วงที่ 2 เป็นช่วงที่ผู้นาประเทศได้ปกครองประชาชนบนความหลากหลายทางด้านวัฒธรรมด้วย
กับหลักการของอิสลามซึ่งผสมผสานเข้าด้วยกันกับประเพณีดั้งเดิมของชาว แอฟริกันที่สืบทอดมาจากบรรพ
บุรุษเอาไว้ ในเวลาต่อมาประชาชนเริ่มหันมาปฏิบัติตามหลักการของอิสลาม จนมุสลิมเริ่มมีบทบาทมากย่ิงข้ึน
ในที่สุดบางประเทศได้ประกาศให้อิสลามเป็นศาสนาประจาชาติ นับเป็นอีกช่วงหนึ่งของการขยายตัวท่ีเพ่ิม
จานวนใหก้ ับประชากรมุสลมิ
ช่วงที่ 3 นับเป็นช่วงที่มีการพัฒนาในการขยายตัวของศาสนาอิสลามได้ดีที่สุด กล่าวคือในศตวรรษที่
19 ได้เร่ิมมีขบวนการญิฮาด (Jihad) เข้ามาเผยแพร่จนทาให้มุสลิมได้กลายเป็นผู้ที่มีความรู้มากข้ึนและ
ตระหนักถึง หลักคาสอนของศาสนาอิสลามจึงเริ่มมีการเรียกร้องให้ปฏิวัติในช่วงเวลาดัง กล่าวโดยให้ละท้ิง
ความเชื่อแบบเก่าตามท่ีเคยปฏิบัติกันมาและให้หันมาใช้หลัก กฏหมายของอิสลาม (Shari’ah) แทน การ
82 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
เคลอื่ นไหวของขบวนการญิฮาดนี้นาไปสู่การรวมศูนย์อานาจไว้กับมุสลิม ทั้งในแง่ของการปฏิรูปการศึกษาและ
การเปล่ียนแปลงของกฎหมาย แต่ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 อาณานิคมแห่งยุโรปได้เข้ามาครอบคลุมพ้ืนท่ี
และพยายามเปล่ียนแปลงกฎหมายให้ เปน็ ไปตามวิถีของตะวันตก แต่การเข้ามาของตะวันตกในคร้ังน้ีแทนท่ีจะ
ทาใหก้ ารแพรก่ ระจายของอสิ ลามถดถอย ลงกลับกลายเป็นว่าย่ิงทาให้ชุมชนมุสลิมมีความเข้มแข็งขึ้น ท้ังนี้เพื่อ
เปน็ การตอ่ ตา้ นลทั ธิอาณานิคมจากตะวันตกท่ีจะเขา้ มาแทรกแซง
ความเป็นอสิ ลามในแอฟริกามไิ ด้หยุดนิ่งอยู่แค่การปฏิบตั ติ นตามหลกั การของ ศาสนาอิสลามแต่
ชาวมุสลิมท่ีน้ียงั ไดส้ ร้างความเจริญรุ่งเรอื งแหง่ คลงั ปญ๎ ญา และจติ วิญญาณของอิสลามไว้มากมายเพื่อกระจาย
ไปทว่ั แอฟริกา และกลายเป็นแหลง่ เรยี นรใู้ ห้กับผคู้ นจากทว่ั ทกุ มุมโลก โดยมีศูนยก์ ลางทางศาสนาทสี่ าคัญๆ
เกดิ ขึน้ ทัว่ ทุกภมู ิภาค
อัลอัซฮัร ( )الأزهرเป็นองค์กรศาสนาแห่งโลกอิสลาม นับเป็นศูนย์กลางทางศาสนาในแอฟริกาเหนือ
เดมิ ทเี ปน็ เพยี งมสั ยิด ก่อตง้ั ณ กรุงไคโรประเทศอียปิ ต์ ตามประวัติศาสตร์ได้จารึกว่า อัลอัซฮัร ก่อกาเนิดในต้น
รัชสมยั แห่งราชวงศฟ์ าตมิ ียะห์ ในยุคสมัยคอลีฟะห์ อลั มอุ ซิ ซล์ ี ดีนิลลลาห์ มัสยิดญามิอ์ อัลฮัซฮัร นับเป็นมัสยิด
สาคัญแห่งที่ 4 ในหัวเมืองสาคัญของอาณาจักรอิสลาม ในยุคแรกวัตถุประสงค์การก่อสร้างนั้น มิใช่เพ่ือจะให้
เป็นสถาบันทางการศึกษาเหมือนดังป๎จจุบัน แต่สร้างข้ึนเพ่ือเป็นมัสยิดหลวงอย่างเป็นทางการของพวกฟาตีมี
ยะห์ และเพ่ือเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการเผยแพร่แนวคาสอนของชีอะห์(Shi’ah) อิสมาอีลียะห์ท่ีพวกฟาตีมี
ยะห์ยึดถือ และได้หันมาใช้เป็นสถานศึกษาเมื่อปี ฮ.ศ. 378 (ศตวรรษที่ 10) ต้ังแต่บัดนั้นเป็นต้นมา มัสยิดญา
มิอ์ อัลอัซฮัร ก็กลายเป็นสถาบันทางการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่สาคัญในโลกอิสลาม ป๎จจุบันได้หันมาใช้คา
สอนตามแนวทางของซุนนี่ (ٍُ Sunni) โดยมีมุสลิมจากทั่วทุกมุมโลกนิยมไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งน้ี
แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะถูกก่อต้ังมาแล้วกว่า10 ศตวรรษ แต่มนต์เสน่ห์แห่งวิชาความรู้ ก็ไม่ได้หยุดผลิตเหล่า
นักปราชญ์แห่งโลกอิสลามเลย ซึง่ ปจ๎ จบุ นั มนี กั ศกึ ษาไทยมสุ ลมิ ศกึ ษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแหง่ นี้กวา่ 2000 คน
ทิมบักตู (Timbaktu) ต้ังอยู่บนขอบตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า ป๎จจุบันเป็นเมืองเล็กๆในประเทศ
มาลี สร้างข้ึนเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นดินแดนล้ีลับที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก มีเพียงไม่ก่ีคนนักท่ีรับรู้ว่า
ในอดีตเมอื งนีเ้ คยเป็นศนู ยก์ ลางทางภูมปิ ญ๎ ญาและจิตวิญญาณของศาสนาอิสลามท่ี แพร่กระจายไปท่ัวแอฟริกา
โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ใน ศตวรรษที่ 14 ความมงั่ ค่งั ทางป๎ญญาได้ถกู สะทอ้ นออกมาในรูปของการจัดต้ังสถานศึกษา
โดยได้มี การต่อต้ังมหาวิทยาลัยท่ีสาคัญถึง 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยซังกอเร่ (Sankore University)
มหาวิทยาลัยจิงกาไร เบร์ (Jingaray Ber University) และมหาวิทยาลัยซิดี ยะห์ยา (Sidi Yahya University)
และกย็ งั เปน็ ท่ตี ัง้ ของสานักสอนคัมภีร์อัลกุรอ่านอีก 180 สานัก ทาให้เมืองอันห่างไกลแห่งนี้กลายเป็นคลังแห่ง
วชิ าความรู้ท่ีมุสลิมจากทุกมุม โลกเดินทางไปยังดินแดนลี้ลับเพ่ือแลกกับความเป็นปราชญ์ในสมัยน้ัน แต่เป็นที่
น่าเสียดายว่าป๎จจุบันกาลเวลาได้ทาให้สภาพเมืองแห่งนี้กลายเป็น เพียงเมืองทางประวัติศาสตร์ที่เคย
เจรญิ รงุ่ เรอื ง ท่ีไม่สามารถคงความเจรญิ ไวไ้ ดจ้ นถงึ ทุกวันน้ี
เมืองไครวน (Kairouan) อยู่ในประเทศตูนีเซีย ถือกาเนิดมาตั้งแต่ศตวรรษท่ี 7 ในสมัยราชวงศ์มูอาวี
ยะห์ (Mu’awiyah) เมอื งนไ้ี ดก้ ลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ศาสนาและเป็นแหล่งศึกษาคัมภีร์กรุอาน(Qur’an)
วิชาศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 83
จนกระทั้งป๎จจุบันก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามในแอฟริกาตอนเหนือ นับเป็นสถานที่ที่ดึงดูดความ
สนใจจากมุสลิมทั่วโลกให้มาเยือน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ให้กับโลกมุสลิมและเม่ือปี 1988
องค์กรยูเนสโกได้ข้ึนทะเบียนให้เมืองไครวนเป็นมรดกโลกทางวัฒธรรมอีกเด้วย นอกจากน้ันเมืองนี้ยังได้รับ
สมญานามว่าเมืองแห่ง 50 สุเหร่า (City of 50 Mosques) จัดได้ว่าเป็นเมืองสาคัญทางศาสนาในแถบอัฟริกา
เหนือ
มาร์ราเกช (Marrakech )مراكشก่อต้ัง เม่ือประมาณ ค.ศ. 1062 โดย Youssef Ibn Tachfin
( )ٌوسف بن تاشفٌنซ่งึ เคยเป็นเมอื งหลวงของอาณาจักรในสมยั ราชวงศอ์ ลั โมราริด (Almoravids ) โดยได้รับ
การสนับสนุนจากราชวงศ์ ให้มีการก่อสร้างมัสยิดและสถานศึกษาอัลกรุอาน รวมทั้งเป็นศูนย์การค้าของชาว
โมร็อคโคและคนผิวดาในแอฟริกา ต่อมาเมืองนี้ได้เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นศูนย์กลาง
ทางวัฒ ธรรมและศาสนาอิสลามท่ีสาคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของทวีปแอฟริกา ป๎จจุบันผู้คนรู้จักเมืองนี้
ในนามของ เมืองสีแดง (Red City) เพราะบ้านเมืองต่างเป็นสีแดง ความเก่าแก่รุ่งเรืองของมาร์ราเกชยังคงเห็น
ได้ในทุกมุมเมือง ในเขตเมืองเก่า (Medina) ท่ีมีกาแพงเมืองยาวล้อมรอบ และในปีค.ศ. 1985องค์การยูเนสโก
(UNESCO) ได้ยกย่องให้เขตเมืองเกา่ ของมารร์ าเกชเปน็ มรดกโลก
ป๎จจบุ นั เมืองมารร์ าเกชมนี ักศึกษาไทยมุสลิมเรียนอยู่ท่ีมหาวิทยาลัย Cadi Ayyad โดยเป็นนักเรียนทุน
รฐั บาลโมรอ็ กโกเพอื่ มาศกึ ษาศาสนาอสิ ลาม (Islamic Studies) มาร์ราเกชเป็นหนึ่งในเมืองสาคัญของโมร็อกโก
ที่มีนักศึกษาไทยโดยทุนรัฐบาล โมร็อกโกไปเรียน อันได้แก่ เมืองเฟส (มหาวิทยาลัยไคเราวีน) เมืองเตตวน
(Tetouan) เมืองเคนติ รา (Kenitra) และกรงุ ราบตั
ความเปน็ มาอิสลามในประเทศจนี
สมัยราชวงศถ์ ัง (คศ.618-905)
อิสลามเข้าไปในประเทศจีนในขณะที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ ตามตานานของจีนระบุว่า ในสมัยต๋งสง
(T'ai Tsung,627-650) จักรพรรดทิ ี่ 2 แหง่ ราชวงศถ์ ังมีมุสลิมเข้าไปเผยแพร่อิสลามสี่คนด้วยกัน คือคนหน่ึงไป
ยังกวางตงุ้ อีกคนหนงึ่ ไปยงั หยางโจว ส่วนคนที่สามและทสี่ ไี่ ปยงั ฉวนโจว
คนท่ีไปยังกวางตุ้งชื่อสะอัด นักเขียนมุสลิมจีนในศตวรรษที่ 18 ชื่อ ลุย ตาชี ได้เขียนไว้ในหนังสือของ
เขาช่ือ "ชีวประวัติของท่านศาสดา (Chee Chea Sheehuzoo)" ซึ่งนายบัดรุดดีน จีนี ได้คัดลงในหนังสือของ
เขาชอ่ื "จีนมุสลิม (Chini Musalman)" ว่า "เมือ่ สะอัด บุตรของ อบู วักกอส กลับไปยังประเทศอาหรับหลังจาก
ได้อยู่ท่ีกวางตุ้งเป็นเวลานาน เคาะลีฟะฮฺ อุษมาน ได้เเต่งตั้งให้เขาเป็นทูตไปยังประเทศจีนอีกคร้ังหน่ึงและได้
ส้นิ ชวี ติ ท่นี นั่ " ท่ีกวางตุ้งมสี สุ านอยู่แห่งหนงึ่ ซ่งึ มชี าวจีนมสุ ลิมไมน่ ้อยทเี่ ชื่อวา่ เปน็ ุสสุ านของละอัด บุตรของ อบู
วกั กอส แต่เรอ่ื งน้ีไม่เปน็ ท่เี เน่ชัด เพราะสสุ านทานองนี้ยังมีอีกสองแห่งที่มีผู้คนอ้างว่าเป็นสุสานของท่านผู้นี้ คือ
ท่ีตรุ ฟานแห่งหน่ึงกับอีกแห่งหน่ึงทีม่ ะดนี ะฮฺ
84 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
อิบรอฮีม ที. วาย. มา ชาวจีนมุสลิมที่มีช่ือคนหนึ่งได้เขียนว่า สะอัด คนนั้นคือ สะอัด บุตรของ ละบีด
อัล-ฮับชี (อัล-ฮับชีแปลว่า "แห่งอบิสซีเนีย หรือ "แห่งเอธิโอเปีย เพราะท่านผู้นี้เคยไปล้ีภัยกับมุสลิมอ่ืนฯท่ี
เอธิโอเปยี แลว้ จงึ ไปยังประเทศจีน)
สะอัดฯ ได้เผยแพร่อิสลามในจีนเป็นเวลา 5ปี และเป็นผู้สร้างมัสยิดกวางตา (Kwang Tah Se) ที่
กวางตุ้ง และมัสยิดที่ฉวนโจว ที่เรียกว่า "มัสยิดกิเลน"(Chee Lin Se) ท้ังสองมัสยิดน้ี นับเป็นมัสยิดแห่งแรกท่ี
สรา้ งขนึ้ ในประเทศจีน และเปน็ แหง่ แรกท่สี รา้ งข้ึนในตา่ งประเทศ (นอกอาราเบีย) หออะซานของมัสยิดกวางตา
นอกจากจะใชส้ าหรบั อะซานเชญิ คนไปนมาซแลว้ ยังใช้เป็นกระโจมไฟให้สัญญานแกเ่ รือเดนิ ทะเลอีกดว้ ย
หลังจากสะอดั ฯ ไปยงั กวางต้งุ ไม่นานชาวมุสลิมอื่นฯ ก็ทะยอยเข้าไปยังประเทศจีนเป็นจานวนมาก ซ่ึง
แบ่งออกได้สองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มหนึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ในแคว้นเกียงสี ฮกเก้ียง และเชเกียง อีกกลุ่มหน่ึงอยู่ท่ี
นานกิงและเผยปพร่อิสลามไปยังจังหวัดฮูเป โฮนาน อันฮุย และยังมีมุสลิมอีกกลุ่มหน่ึงเข้าไปต้ังรกรากอยู่ใน
ยูนาน ตดิ กบั พรมแดนพมา่
ตามบันทึกของทางการจีนสมัยราชวงศ์ถัง ในราว คศ.652 จีนได้ต้อนรับทูตครั้งแรกจากเคาะลีฟะฮฺ
อษุ มาน บตุ รของอฟั ฟาน
ใน คศ.755 นายพลอัน ลู ฉ่ัน ซึ่งเคยเป็นข้าหลวงแห่งมณฑลพิงลู ได้ก่อกบฏขึ้นและสามารถยึดเมือง
เชี่ยงอัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจีนในสมัยราชวงศ์ถัง และต้ังตนเองเป็นจักรพรรดิเซียง วู จักพรรดิซวนจุง
(713-756) ต้องหนีออกจากเมือง ศู ทุง (756-763) บุตรของชวงจุง ได้ขอความช่วยเหลือจากอาหรับ เคาะ
ลีฟะฮฺ อบู ญะอฺฟ๎ร อัล-มันศูร แห่งราชวงศ์อับบาสิยะฮฺ ที่บัฆดาดได้ส่ังให้ทหารมุสลิมจากคูรอซาน (ใน
เปอรเ์ ซยี ) พรอ้ มดว้ ยอาวุธยุทโธปกรณจ์ านวน 10,000 คน ไปช่วยเหลือ จนสามารถปราบกบฏได้อย่างราบคาบ
หลงั จากปราบกบฏแลว้ มีทหารเป็นสว่ นน้อยท่ีกลับไปยงั บ้านเกิดเมืองนอนของตน นอกจากน้ันต้ังหลักแหล่งอยู่
ในประเทศจนี และแต่งานกบั หญงิ จีน และลูกหลานเกิดมากลายเป็นมุสลมิ อย่างอตั โนมัติ
ในสมัยจักพรรดิชุง(841-847) มีมุสลิมอพยพมาจากบริเวณพรมแดนทางทิศตะวันตก (เอเชีย
กลาง) เขา้ ไปอยใู่ นกานชู เชนซี และในภาคตะวันตกของแมนจูเรียเป็นจานวนหลายพันคน และได้แต่งงานกับ
ชาวจนี จนได้ลกู หลานสบื ทอดกนั มาจานวนมาก
ตอนปลายของราชวงศ์ถัง เกิดกบฏท่ีชานตงุ นาโดยฮวงเซา พวกกบฎได้ฆ่าชาวต่างประเทศท่อี ยู่ในจนี
เป็นจานวนมาก เฉพาะในกวางตงุ้ แห่งเดยี วถูกฆ่าประมาณหนง่ึ แสนคนสว่ นใหญ่เปน็ ชาวอาหรบั นอกจากนั้น
เป็นชาวเปอรเ์ ซีย ,ยิว ละครสิ เตียน
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 85
สมยั ราชวงศส์ ุ้ง หรือซุ่ง หรอื ซ้อง (960-1279)
ตามบันทึกในสมัยราชวงศส์ ้งุ ว่า ไดต้ อ้ นรบั ท6ตจากอาหรับหลายครัง้
ใน คศ.1068 เซาะฟ๎ร คอน (ซาฟาร์ขา่ น) ประมุขเเห่งเมืองบุคอรอ (ป๎จจุบันอยู่ในประเทศอุเบกิสถาน)
ได้ไปเยือนประเทศจีนและเข้าเฝูาจักรพรรดิท่ี 4 แห่งราชวงศ์สุ้ง จากการไปเยือนของผู้นามุสลิมคนน้ีทาให้
ความสัมพนั ธ์ระหว่างชาวมสุ ลมิ โดยเฉพาะชาวตาตา้ ร์ กับชาวจีนมคี วามใกลช้ ิดเปน็ เวลานาน
ซัม ชาห์ หลานของเซาะฟ๎ร ได้รับเกียรติ โดยเฉพาะจักพรรดิได้ทรงขนานนามว่า "ผู้ปกปูองชาว
ตาร์ต้าร์"
บุตรของ ซัม ชาร์ ท่ีช่ือกะมาลุดดีน ได้เป็นผู้บัญชาการทหารจีนในสมัยจักพรรดิท่ี 10 แห่งราชวงศ์สุ้ง
บุตรของกะมาลุดดีนที่ช่ือมะหฺมูด ได้เป็นข้าหลวงของมณฑลยูนาน ต่อมาเป็นข้าหลวงมณฑลชานซี และ
ลูกหลานของมะหมฺ ูดหลายคน ไดเ้ ป็นใหญใ่ นสมัยราชวงศส์ ุ้ง
สมยั ราชวงศ์หยวน หรอื หงวน (มงโกล) 1260-1368
ในขณะทีพ่ วกมงโกลนาโดยเจงกิสขา่ น(เตมจู นิ ) ไปตเี มืองแถบเอเชียตะวนั ตกในตอนต้นคริสตวรรษที่
13 นั้น เมื่อไปถึงบุคอรอ เจ้าเมืองท่ีเป็นมุสลิมทราบดีว่า ถ้ารบกับกองทัพมงโกลแล้วอะไรจะเกิดข้ึน จึงได้ยอม
สวามิภักด์ิเพื่อรักษาชีวิตของพลเมืองและปกปูองอิสลามจากการทาลายล้างของพวกเจงกิสข่าน การบุกตลุย
ของเจงกิสขา่ นทาให้ชนเผา่ ต่างฯยอมจานนและสมคั รเปน็ ทหารของเจงกิสข่าน รวมทัง้ ชาวมุสลมิ ด้วย
เจงกิสข่านได้รับบุตรของเจ้าเมืองบุคอรอท่ีช่ือ ซัยยิด อะญัล หรือซัยยิดอุมัร ชัมสุดดีน ไปเลี้ยงท่ี
ป๎กก่ิงและให้การศึกษาทั้งภาษาอาหรับและภาษาจีนอย่างดี กุบไลข่านได้ขนานนามท่านผู้น้ีว่า "ซัยยิด สินี"
หมายถงึ "ผูส้ ืบเชือ้ สายของทา่ นศาสดามุฮัมมัดแห่งจนี "
ในสมัยราชวงศ์หยวนน้ี ชาวมุสลิมมีบทบาทมาก ทั้งในด้านการปกครองและการทหาร ในสมัยไอโกได
หรือ อุกไดข่าน นายพลเกือบท้ังหมดเป็นมุสลิม ในสมัยุบไลข่านมีรัฐมนตรีหลายคนเป็นมุสลิม ซัยยิด อะญัล
ก็เป็นใหญ่โตในสมัยกุบไลข่านนี้เช่นกัน เขาได้สร้างความเจริญและการพัฒนาแก่ประเทศจึนเป็นอันมาก
โดยเฉพาะในยูนานและมณฑลต่างฯ ซ่งึ มที งั้ หมด 12 มณฑลที่ข้าหลวงเป็นมุสลิม
ซัยยิด อะญัล เป็นผู้มีช่ือเสียงมาก ขณะเป็นข้าหลวงแห่งมณฑลยูนานน้ันได้เร่ิมทาระบบชลประทาน
เป็นอย่างดีและสร้างมัสยิดข้ึนเป็นครั้งแรก 2 หลัง ทาให้ยูนานเป็นศูนย์กลางทางศาสนาอิสลามท่ีสาคัญแห่ง
หนึ่งของระเทศจีน นอกจากสร้างมัสยิดแล้ว ยังได้สร้างวัดทางพุทธศาสนาและวัดของลัทธิขงจื้ออีกด้วย เขา
สน้ิ ชีวติ ในปี คศ.1279 อายุ 67 ปี มพี ลเมืองหลายพันคนเข้ารับอิสลามในสมัยของเขา เน่ืองจากความดีของเขา
ทมี่ ตี ่อประชาชนโดยไมเ่ ลือกว่าจะนับถอื ศาสนาใดนเ้ี อง เมือ่ เขาสนิ้ ชีวิตแล้ว ชาวจีนที่ไม่ใช่มุสลิมได้ก่อสร้างศาล
เจ้าสาหรบั บูชาทา่ นผู้นี้
ในสมยั กุบไลขา่ น ได้สร้างมัสยิดทั่วทั้งประเทศจีน ทางมณฑลตะวันตกก็มีที่เมือง กานซู เสฉวน ยูนาน
และเชี่ยงอัน กบั ตามศูนย์การค้าสาคญั ฯเช่น ฉวนโจว และกวางตุง้ เป็นตน้
นกั วชิ าการ นกั การศึกษา และนกั ประดษิ ฐ์มุสลมิ จานวนมากท่ีเข้าไปอยใู่ นประเทศจีนในสมัยกุบไลข่าน
ในจานวนน้ันมนี ักประดิษฐ์ปืนใหญ่ 2 คน คอื อะลาอุดดีนแห่งมุฟารี และอิสมาอลี แหง่ ซีเรีย
86 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ปืนใหญ่ท่ีท่านท้ังสองนี้ประดิษฐ์ข้ึนมาเพื่อช่วยเหลือกุบไลข่านเข้าตีเมืองเซียงหยังน้ันหนัก 150 ช่ัง
เมื่อยิงออกไปเสียงก้องกัมปนาท ถูกเปูาหมายพังทลาย หลุมกระสุนลึกลงไปในดิน 7 ฟุต ชาวเมืองเซียงหยัง
ตกจมาก ต้องย้อมแพ้
บุตรชายของ ซัยยิด อะญัล ชื่อนาศิรุดดีน ได้เป็นข้าหลวงแห่งมณฑลยูนานสืบต่อจากบิดา จนส้ินชีวิต
ใน คศ.1291 และบตุ รชายของนาศริ ุดดีนชอ่ื บะยาน เป็นรัฐมนตรคี ลงั ในสมัยกุบไลขา่ น
หลานชายของกุบไลข่านคนหนึง่ ได้เขา้ รับอสิ ลามในสมยั เปน็ ผวู้ า่ ราชการมณฑลเชนสีและกานซู
ในปี คศ.1314 สมัยจักพรรดิ ซุย ชอง (Sui Chong) มีมุสลิมคนหนึ่งเป็นรัฐมนตรีฝุายขวา ซ่ึงสาคัญ
กวา่ รัฐมนตรฝี าุ ยซ้าย และในปีนีอ้ กี เช่นกันได้สรา้ งสถาบันการศึกษาเกยี่ วกับศาสนาสาหรับมุสลมิ
อนึ่ง..พวกมงโกลที่ไปตีเมืองทางตะวันตกนาโดยฮาลากู หลานชายของเจงกิ สข่านได้บุกยึดกรุง
แบกแดดและฆ่าชาวมุสลิมหลายแสนคน รวมท้ังเคาะลีฟะฮฺด้วย พวกนี้ทาลายทุกสิ่งทุกอย่างที่พบ เมื่อฆ่า
มนษุ ย์จนอ่มิ ใจเเลว้ ในท่สี ุดเข้ารบั นบั ถือศาสนาอิสลาม
ในหนังสือ "ประวัติศาสตร์ชาวมงโกล" ได้เขียนไว้ว่า "อา นัน ดา " เป็นชาวมงโกลคนหน่ึงท่ีถูกแต่งตั้ง
ให้เป็นผู้ครองเมืองอันซี ต่อมาได้เข้ารับนับถืออิสลามและเผยแพร่อิสลามไปยังมณฑลนิงเซีย และบริเวณ
ใกล้เคยี ง และทหารทอี่ ยภู่ ายใต้บังคับบญั ชาของเขาจานวน 1,500,000 คน เขา้ รบั อสิ ลามดว้ ย
ตอนปลายของราชวงศ์หยวน พวกมงโกลเข้ารบั อสิ ลามจานวนมาก ติมรู แ์ ลงค์ (Timur Lane) บุตร
ของฮาลากูก็เข้ารบั อสิ ลามด้วย พวกฮั่นก็มีเหมือนกนั ที่เข้ารับอสิ ลาม ชาวมสุ ลมิ ใหมซ่ ึ่งต่างเผา่ พนั ธ์ุเหล่าน้ีอยู่
ดว้ ยกนั ด้วยความสงบสุข โดยยดึ ถอื คาสอนของอิสลามที่วา่ "มุสลิมเป็นพีน่ อ้ งกัน"
สมยั ราชวงศห์ มงิ หรอื เหม็ง (คศ.1368-1644)
ในสมยั ราชวงศห์ มิง มสุ ลมิ มีบทบาทมาก ทั้งด้านการทหารและการบริหาร สหายคนสนิทหลายคนของ
จักพรรดิจู หยวนจาง(หรือฮุง วู) ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง เช่น จาง ยุย จง,ฮู ดา ไฮ,เทน ยู,ลัน ยุย,มู ยิง,ถัง โห,
ฯลฯ ลว้ นแต่เปน็ มสุ ลิม
จาง ยุย จง (หรือซาง ยุย เซิน) ถูกแต่งต้ังให้เป็นท่ีปรึกษาของจักพรรดิ และเป็นขุนนางแห่งมณฑล
โว (ฮูเป) จนสน้ิ ชีวติ ในปี คศ.1369
มู ยิง หรือมู ยิน ถูกแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงแห่งยูนานในปี คศ.1384 และเป็นรัฐมนตรีกลาโหมของจีน
ก่อนสนิ้ ชีวติ ในปี คศ.1392
รฐั มนตรกี ลาโหมอกี ทา่ นหน่ึงทีเ่ ปน็ มสุ ลิมคือ เตสวน
มีการสันนิษฐานว่าจักพรรดิ จู หยวน จาง เป็นมุสลิม เพราะมีข้อพิสูจน์หลายอย่าง อย่างเช่น
ลูกพี่ลูกน้องของจู ท่ีมีนามว่า โก เชียว ซี เป็นมุสลิม,มเหสีของจูก็อยู่ในตระกูล(แซ่) ท่ีรู้จักกันว่าเป็นต้นตระกูล
ของมุสลิม, สิ่งแรกท่ีจูสร้างหลังจากได้สถาปนาจักวรรดิของพระองค์ท่ีนานกิงก็คือ สร้างมัสยิดหลังหน่ึงท่ีถนน
ซานชานในนครนานกิง (ขณะนี้ได้ถูกเปล่ียนเป็นโรงงานแล้ว) และหลังจากนั้นไม่ได้สร้างสถานสักการะใน
ศาสนาอ่ืนอกี เลย
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารคี 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 87
ในมัสยดิ ดงั กล่าวมจี ารกึ กลอน "ร้อยคา" ซึ่งมีข้อความพอสรปุ ได้ดังน้ี
"คัมภีรเ์ ล่มน้ีได้ระบุถึงความเปน็ มาของพิภพจกั รวาล
ศาสดาผู้สอนศาสนานั้นเกิดทางทศิ ตะวันตกอันไพศาล
ท่านได้รบั การดลใจ ซ่งึ ต่อมาได้บันทกึ เป็นหนังสอื ได้ 30 ภาค ใหค้ วามสว่างแก่มวลมนุษย์
ทา่ นคืออาจารย์แห่งจอมราชันย์และจอมจักพรรดหิ นึง่ พันองค์
และเป็นผ้นู าของศาสดาท้ังหลาย
ท่านเป็นผูป้ กปอู งประเทศชาติและประชาชน
ศาสนานน้ั พิทักษ์คนยากจนและปกปูองมนุษยชาตจิ ากความหายนะ "
ซึ่งแสดงว่า ผ้จู ารึกคากลอนดังกลา่ วนตี้ อ้ งเปน็ มสุ ลิม และลูกหลานของจู ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับ
อิสลามและมุสลิม (โปรดดูรายละเอียดเร่ืองนี้ในหนังสือของ Ibrahim T.V. Ma,Muslim In China,Kuala
Lumpur หนา้ 45-53)
เม่ือจูสน้ิ พระขนย์แล้ว โอรสองค์ท่ี 1 ได้สืบราชสมบัติแทน แต่อยู่ได้ไม่นานก็ส้ินพระชนย์อีก จึงแต่งตั้ง
โอรสของจักพรรดิองค์ที่ 2ของราขวงศ์หมิงสืบแทน ทาให้เชงสือ (หรือหยุงเล่อ หรือจูต้ี) โอรสองค์ท่ี 4 ของจัก
พรรดอิ งคแ์ รก(จ)ู ไม่พอใจมาก จึงปฏิวัติและได้รับความสาเร็จและสถาปนาพระองค์เป็นจักพรรดิองค์ที่ 4 ของ
ราชวงศห์ มงิ (ตศ.1402)
เชงสือ ได้แตง่ ต้งั มสุ ลิมชอื่ เชงโห (เจง้ิ เหอ) ให้เปน็ แมท่ ัพเรอื และออกไปปฏิบัติงานยังประเทศต่างฯ เชง
โหได้ออกปฏิบัติงาน 7 หรือ 8 คร้ังด้วยกัน คร้ังแรกใน คศ.1405 ได้แวะที่จัมปา ซ่ึงเป็นอาณาจักรมุสลิมเล็กฯ
อยแู่ ถบชายฝง่๎ เวยี ดนามในป๎จจบุ ัน แลว้ จงึ เลยไปมะละกาและหม่เู กาะต่างฯในอินโดนิเซีย เชงโห ไปถึงมะละกา
ขณะท่ีปรเมศวรยังมิได้เข้ารับนับถืออิสลาม หลังจากนั้นปรเมศวรได้เสด็จไปประเทศจีน จักพรรดิหยุงเล่อ ได้
ทรงมอบหมายให้มุสลิมผู้หนึ่ง ช่ือ ไฮ โจวเป็นผู้ต้อนรับปรเมศวรท่ีกวางตุ้ง หลังจากกลับจากประเทศจีน
ปรเมศวรจึงเข้ารับนับถือศาสนาอสิ ลาม
เชงโห ได้ตะเวนไปไกลฯเคยไปถึงมักกะฮฺและได้บาเพ็ญฮัจญ์ และบางคร้ังจนถึงเกาะมาดากัสการ์ ใน
อาฟรกิ า
ฉีหยวน (1565-1678) ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "นายทหาร นายธง พลข้าราชการ เจ้าพนักงานซื้อ
ของ และเสมียน รวมท้ังส้ิน 27,870 คน เรือทั้งสิ้น 63 ลา ลาใหญ่ที่สุด ยาว 444 ศอก กว้าง 180 ศอก (หนึ่ง
ศอกจีนเทยี บไดป้ ระมาณ 8 นิ้ว)"
อิบนุ บตั ตูตะฮฺ (1304-1378) ได้เขยี นเก่ียวกับเรอื จนี ว่า มีส่ีดาดฟาู มหี อ้ งนอนจาเพาะ และมีห้องนอน
โถงสาหรับพ่อคา้ ทงั้ ยงั มสี วนครัวปลูกขงิ และพืชผักอ่นื ฯได้ด้วย
ในสมัยจักพรรดิ โต โจ ได้ทรงแต่งตั้ง อิบนู อับดุลลอฮฺ เป็นผู้อานวยการสถาบันดาราศาสตร์ พระจัก
พรรดิได้ทรงก่อสร้างหอดูดาวท่ี จีนหยวน และแต่งต้ังให้มุสลิมช่ือ อะลี เป็นผู้อานวยการปี 1383 จักพรรดิ
โต โจ ได้แตง่ ต้ังมสุ ลิมสองคนให้แปลตาราภาษาอาหรบั หลายร้อยเล่มเปน็ ภาษาจนี
88 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
สมัยราชวงศ์แมนจู หรือ เมงจู (1644-1911)
อิสลามได้เจริญรุ่งเรืองตลอดนับแต่แรกจนส้ินสมัยราชวงศ์หมิง พอมาถึงสมัยราชวงศ์แมนจูชาวมุสลิม
กลับถูกกดดันและถูกกดข่ีอย่างทารุณ พระจักพรรดิห้ามมุสลิมไม่ให้ไปบาเพ็ญฮัจญ์ และห้ามสร้างมัสยิด
ตลอดจนหา้ มครสู อนศาสนาเข้ามาจากนอกประเทศดว้ ย ในท่ีสดุ มุสลมิ ตอ้ งจบั อาวุธตอ่ สกู้ ับฝาุ ยผู้ปกครองหลาย
สบิ ครั้ง ท่สี าคัญฯไดแ้ ก่
1. เกดิ ท่ีลานโจว (กานซ)ู นาโดย มฮุ มั มัด อะมีน ปี คศ.1782
2. เกดิ ทชี่ ิน ฟน๎ เปา นาโดย ชีซาน ปี คศ.1785
3. เกิดที่ซนิ เกยี ง นาโดย ญะฮงั กีร ปี คศ.1821-1830
4. เกดิ ท่ียูนาน นาโดย มุฮัมมดั สุลัยมาน ปคี ศ.1856-1880
5. เกิดทซ่ี ินเกียง นาโดย ยะอกฺ บู ข่าน ปคี ศ.1856-1880
สมัยสาธารณรฐั (หลังปคี ศ.1911)
ความกดดันท่ีมีต่อมุสลิมส้ินสุดลงเมื่อมาถึงสมัยสาธารณรัฐ นับแต่ปี คศ.1911 มุสลิมเริ่มมีบทบาทอีก
คร้งั หน่ึงโดยเฉพาะในด้านการทหาร ทหารจีนมุสลิมยอมทุ่มเทชีวิตเพื่อสร้างพื้นฐานสาธารณรัฐ และมีบทบาท
ไม่น้อยในการต่อสกู้ ับกองทัพญ่ีปุน มที หารจนี ท่นี บั ถอื อสิ ลามประมาณ 6% เทา่ นน้ั แต่มียศนายพลมากกว่า 30
นาย
จีนมุสลิมที่มียศสูงในกองทัพของเจียงไคเช็คก็มีหลายคน เช่น นายพลมา จาน ชาน (มุฮัมมัด ฮุสัยน์)
นายพล อมุ ัร ปาย จุง ชี นายพลมุฮัมมัด มา จี หยวน นายพลมา บู ฟาง อดีตข้าหลวงแห่งมณฑลเซ่ียงไฮ้ และ
ต่อมาเป็นเอกอัครราชทูตจนี ประจาประเทศซาอุดอิ าราเบยี และคนอืน่ ฯ
ในปี คศ.1912 รัฐบาลจีนได้แต่งต้ังมุสลิมจีนคนหน่ึงคือ มา ลิน ยี เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ
แห่งกานสู
เมื่อเจียงคเช็คอพยพมาต้ังรัฐบาลท่ีเกาะไต้หวัน มีมุสลิมจานวนไม่น้อยท่ีติดตามด้วย ในจานวนน้ัน มี
นายพล ปาย จงุ ซี (สิน้ ชีวิตเมอื่ วันท่ี 2 ธนั วาคม คศ.1966 อายุ 73 ป)ี
จานวนประชากรจนี มุสลิม เนื่องจากทางการจีนไม่แบ่งแยกประชาชนของตนว่านับถือศาสนาใด จึงไม่
มีใครทราบว่า บัดน้ี มีชาวจีนท่ีนับถือศาสนาอิสลามอยู่จานวนเท่าไหร่ นอกจากได้ความรู้จากสถิติเก่าฯ
เท่านนั้ อยา่ งไรก็ตามเป็นที่ทราบกันว่า ชาวจีนท่ีนับถืออิสลามอยู่จานวนมากในมณฑลซินเกียง เสฉวน กานซู
และเซ่ียงไฮ้ นอกจากน้ันอยู่ในยูนาน เชนสี โฮนาน และจ้ีลี (ข้าหลวงของมณฑลซินเกียงเป็นมุสลิม ชื่อ ซัยฟุด
ดนี (ไซ ฟู ติง) )
Marshall Broomhall หมอสอนศาสนาคริสต์ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาช่ือ Islam in China พิมพ์
คศ.1910 ท่ลี อนดอน หนา้ 216 วา่ มีจีนมุสลมิ ประมาณ 5-10,000,000 คน
M.de Thiersan กงสุลฝร่ังเศศในจีนบอกว่าในปี คศ.1878 มีจีนมุสลิมประมาณ 20,000,000 คน
(ตามหนังสือของบรมู ฮอลส์ หนา้ 194)
วิชาศาสนประวตั 3ิ (อัตตารคี 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 89
The Encyctopaedia of Misson วา่ มี 30 ลา้ นคน
นสพ.ประชาธิปไตย ฉบับพิเศษเนื่องในโอกาสเปิดสัมพันธภาพทางการทูตกับประเทศสาธารณรัฐ
ประชาชนจีน (ฉบับวันท่ี 26 กรกฎาคม 2518) ว่ามี 10,000,000 คน
The Book of World 1971 ว่ามีจนี มสุ ลมิ 36,000,000 คน
บัดรุดดีน จีนี ในหนังสือ "จีนมุสลิม" (China Musalman,Maarif Press Azamgarh,1935,p.236)
บอกว่ามี 39,918,000 คน
China Year Book 1948,The World Almanak and Book of Facts 1948 พิมพ์โดย The New
York World Telegram บอกว่ามี 48,000,000 คน
World Muslim Gazetteer,Karachi,1964 วา่ มี 75,504,000 คน
จากการบอกเล่าของ อุษมาน วู ผู้แทนทางการของสหภาพมุสลิมแห่งจีน (The Islamic Union of
China ) ขณะไปเยือนกรงุ ไคโร ว่ามี 50.000,000 คน
จู เอิน ไหล พูดท่ีบันดงเม่ือปี คศ.1954 บอกว่ามีมุสลิมประมาณ 12% (ถ้าประชาชนจีนมี 800
ลา้ นคน เป็นมุสลมิ 96 ล้านคน)
ส่วนมัสยดิ นน้ั ก่อนสงครามโลกคร้ังท่ี 2 มีประมาณ 16,600 แห่ง แต่หลังจากคอมมิวนิสต์ปกครองจีน
แผน่ ดนิ ใหญ่ มัสยิดบางแห่งถกู เปลยี่ นเปน็ โรงงาน เชน่ มสั ยิดท่ีถนน ซานชาน ทน่ี านกิง เป็นต้น
90 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ใบงานท่ี 16
เรอ่ื ง อิสลามในภมู ภิ าคต่างๆของโลก
อธิบายความความเปน็ มาของมุสลมิ ในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 91
ใบงานที่ 17
อิสลามในภูมิภาคตา่ งๆของโลก
1. นักเรียนร่วมอภปิ รายหวั ข้อ ความเปน็ มาของมุสลมิ ในประเทศไทย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
92 วชิ าศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ใบงานที่ 18
เรื่อง อิสลามในภมู ิภาคตา่ งๆของโลก
1.อธบิ ายความความเป็นมาของมสุ ลิมในทวปี แอฟริกา
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.อธบิ ายความความเปน็ มาของมุสลมิ ในประเทศจีน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 93
แบบทดสอบก่อนเรียน
1. สมัยราชวงศอ์ ุมยั ยะฮฺ คอลีฟะฮฺทา่ นใดดารงตาแหนง่ ยาวนานทส่ี ุด
1. ยะซดี บิน มอุ าวียะฮฺ
2. ฮิชาม บิน อบั ดุลมาลกิ
3. มอุ าวยี ะฮฺ บนิ อบซี ุฟยาน
4. อัลวาลดิ บนิ อบั ดลุ มาลกิ
2. ขอ้ ใดเป็นการพัฒนาทเ่ี ด่นท่สี ดุ ในสมยั ราชวงศ์อุมยั ยะฮฺ
1. การสนับสนุนดา้ นอาชพี
2. การจดั ตั้งกองทหารองครักษ์
3. การจดั ต้ังสถาบนั การศึกษาและโรงเรยี น
4. การจดั ตงั้ เมืองกูฟะฮเฺ ปน็ ศูนยก์ ลางการเผยแผ่แนวคิด
3. คอลฟี ะฮฺอุมรั บนิ อับดลุ อะซีซ มีความสามารถพเิ ศษตรงกับข้อใด
1. มีความสามารถในการรบ
2. เป็นผเู้ ช่ียวชาญดา้ นเศรษฐกจิ
3. มีความรอบรจู้ นเปน็ ท่ีกลา่ วขาน
4. สามารถท่องจาอัลกุรอ่านทงั้ เล่มตัง้ แต่เยาวว์ ยั
4. คอลฟี ะฮ์มัรวาน บิน ฮะกมั เคยเปน็ ผ้คู รองเมืองใดในสมัยคอลีฟะฮฺมุอาวยี ะฮฺ บิน อบีซฟุ ยาน
1. อริ ัค
2. ฏออฟิ
3. มักกะฮ.
4. มะดีนะฮฺ
5. คอลฟี ะฮฺยะซีด บิน มุอาวียะฮฺ เกิดทเ่ี มืองใด
1. ซเี รีย
2. อยี ิปต์
3. มกั กะฮฺ
4. มะดีนะฮฺ
6. คอลฟี ะฮร์ าชวงศ์อมุ ยั ยะฮฺสืบเชอ้ื สายมาจากบุคคลใด
1. อุมัยยะฮฺ บิน หัรมฺ
2. อุมยั ยะฮฺ บิน อับดุชชัม
3. อบั บาส บนิ อบั ดลุ มุฏฏอลิบ
4. ยะอฟฺ ร๎ บิน อบั ดลุ มฏุ ฏอลิบ
7. ผ้สู ถาปนาราชวงศอ์ มุ ัยยะฮฺขึ้นปกครองอาณาจักรอิสลามคือท่านใด
1. หุสยั น์ บิน อาลี 2. อาลี บิน อบฏี อลิบ
3. มอุ าวยี ะฮฺ บนิ อบสี ุฟยาน 4. อับดลุ ลอฮฺ บนิ อซั ซุเบร
94 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
8. ข้อใดเปน็ สาเหตสุ าคัญท่ีทาให้ราชวงศ์อุมัยยะฮลฺ ม่ สลาย
1. ความตกตา่ ทางดา้ นเศรษฐกจิ
2. การชิงดชี งิ เดน่ ของคนในสังคม
3. การขาดความสนใจด้านการศกึ ษา
4. การไม่เคารพผู้นาทาใหเ้ กิดความว่นุ วาย
9. คาวา่ “อับบาซียะฮฺ” มาจากชือ่ ของบุคคลใด
1. อบูญะอฟฺ ร๎ อลั มันศูร
2. อบอู ับบาส อัสสะฟาฮฺ
3. อบั บาส อบิ นุ อบฏี อลบิ
4. อับบดลุ ลอฮฺ อบิ นุ อบั บาส
10. ข้อใดคอื ตัวช้ีวดั ของความเจรญิ รงุ่ เรืองมากท่สี ุดสมัยราชวงศ์อบั บาซียะฮฺ
1. การพฒั นาดา้ นศิลปะวทิ ยาการสาขาตา่ ง ๆ
2. การจัดต้งั กรมสารบรรณ และกรมไปรษณีย์
3. การจดั ต้ังกองกาลังตารวจและกองทหารองครกั ษ์
4. แต่งตงั้ เจ้าหน้าที่พิเศษใหเ้ ป็นผบู้ รหิ ารเงนิ รายได้ของแผ่นดนิ
11. ระยะเวลาการปกครองของราชวงศอ์ ับบาซยี ะฮฺ ทั้งหมดกีป่ ี
1. 91 ปี 2. 152 ปี
3. 524 ปี 4. 623 ปี
12. ราชวงศ์อบั บาซยี ะฮฺได้สร้างเมืองหลวงใหมต่ ้ังอยู่ ณ ที่ใด
1. เมืองชาม
2. เมอื งอนั ดาลุส
3. เมืองแบกแดด
4. เมอื งมะดนี ะฮฺ
13. ผ้ดู ารงตาแหนง่ คอลฟี ะฮฺคนแรกของราชวงศ์อบั บาซียะฮฺ คือใคร
1. ฮารูน อัรรอชดี
2. มะฮดฺ ยี ์ บนิ มันศรู
3. อบูอับบาส อสั สะฟาฮฺ
4. อบูญะอฺฟ๎ร อัลมันศูร
14. คอลฟี ะฮฺท่านใดที่สรา้ งความเจริญรงุ่ เรืองมากท่สี ดุ ในสมัยราชวงศ์อบั บาซียะฮฺ
1. อสั ซฟั ฟาฮฺ
2. ฮารนู อรั รอชีด
3. อัล มสุ ตนั ชรี ์
4. อัล มสุ ตาชิม
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อัตตารีค3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 95
15. ขอ้ ใดเปน็ คณุ ลักษณะเด่นของคอลีฟะฮฺฮารนู รอชีด
1. ความอดทน
2. ความเทยี่ งตรง
3. ความกล้าหาญ
4. ความเฉลียวฉลาด
16. ข้อใดไมใ่ ชผ่ ลงานดา้ นการพฒั นาวชิ าการในสมยั คอลฟี ะฮฺมะมนู รอชดี
1. สรา้ งหอดูดาว
2. จัดตง้ั กรมสารบรรณ
3. จดั ตั้งสถาบนั บยั ตุลฮิกมะฮฺ
4. สนบั สนุนการเขยี นตาราพีชคณติ
17. โรงพยาบาลแหง่ แรกได้ถูกสรา้ งขึ้นในสมัยราชวงศ์อบั บาซียะฮฺในชว่ งการปกครองของคอลีฟะฮฺทา่ นใด
1. มะมนู รอชีด
2. ฮารนู อรั รอชีด
3. มุตะซมิ บิลละฮฺ
4. มะฮฺดี บนิ มนั ศรู
18. ข้อไมใ่ ชส่ าเหตุของการตกตา่ และล่มสลายของราชวงศ์อับบาซยี ะฮฺ
1. ความขดั แยง้ ทางดา้ นเช้ือชาติ ลทั ธิชาตนิ ยิ ม
2. การใหค้ วามสาคัญกบั เร่ืองหรูหราและสุรยุ่ สุร่าย
3. การถกเถียงเรอ่ื งไรส้ าระและการดหู ม่นิ ผ้รู ู้ศาสนา
4. ผ้นู าเอาใจใสเ่ รอ่ื งศาสนามากกวา่ การบรหิ ารบา้ นเมือง
19. สาเหตขุ องความตกต่าของอาณาจักรอับบาซยี ะฮฺสามารถนามาเป็นบทเรียนแกช่ นรุ่นหลังไดใ้ นเรอื่ งใด
1. ไมด่ ูหม่นิ ผ้อู ่นื
2. ไมท่ จุ ริต คอรปั ชนั่
3. ไม่ใช้ชวี ิตอย่างสุรยุ่ สรุ า่ ย
4. ใชช้ วี ติ ตามวถิ ีแหง่ อสิ ลามทสี่ มบรู ณ
20. มสั ยิดสามร้อยปีต้งั อยู่ในจงั หวดั ใด
1. สตลู 2. ยะลา
3. ปต๎ ตานี 4. นราธิวาส
21. การเรียกชื่อประชาคมมุสลิมจากเขมร (กัมพูชา) ท่ีอาศัยอยู่ในประเทศไทยยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์
คือขอ้ ใด
1. แขกเก่า
2. มสุ ลิมดง้ั เดมิ
3. มสุ ลิมชวา
4. มุสลมิ จาม
96 วิชาศาสนประวตั ิ3 (อตั ตารีค3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
22. ชยั คฺดาวุด อัลฟาฏอนยี ์ มชี อ่ื เสียงโดดเดน่ ในด้านใดมากทีส่ ุด
1. การเมอื ง
2. ผนู้ าท้องถิน่
3. ผเู้ ขยี นตาราศาสนาดว้ ยภาษายาวี
4. นกั ต่อสู้เพื่อมนุษยธรรม
23. ราชวงศใ์ ดทีส่ ามารถพิชิตเมืองคอนแตนตโิ นเบลิ
1. อามาวียะฮฺ
2. อับบาสียะฮฺ
3. อุษมานียะฮฺ
4. ฟาฏีมียะฮฺ
24. คาวา่ อุษมานยี ะหเ์ ป็นชื่อต้นตระกูลของผูใ้ ดแห่งอณาจักรออตโตมัน
1. สลุ ตา่ นองค์ท่สี ่ี
2. สุลต่านองค์แรก
3. สุลต่านองคท์ ี่สาม
4. สุลต่านองค์ที่สอง
25. สุลตา่ นมฮุ ัมมัดที่ 2 ได้รบั ช่ือเสียงมากท่สี ุดในทวปี ยุโรปในด้านใด
1. พัฒนาประเทศ
2. พัฒนาวิชาการ
3. ฟื้นฟูศิลปะวทิ ยาการ
4. ฟน้ื ฟศู ลิ ปวฒั นธรรม
26. ตาแหนง่ ใดมีอานาจสูงสดุ ในยคุ อุษมานียะฮรฺ องจากสุลต่าน
1. ชัยคุลอสิ ลาม
2. อลั เกอฎยี ์
3. อัลมฟุ ฏีย์
4. อลั อุลามาอฺ
27. สาเหตุการล่มสลายของอาณาจักรอษุ มานียะฮดฺ า้ นใดเปน็ สาเหตุสาคัญท่สี ดุ
1. ดา้ นเศรษฐกิจ 2. ดา้ นการศกึ ษา
3. ดา้ นการทหาร 4. ดา้ นจริยธรรม
28. ข้อใดทไ่ี มใ่ ช่สาเหตกุ ารล่มสลายของอาณาจักรอุษมานียะฮฺ
1. เศรษฐกจิ ตกตา่
2. การเรยี กเก็บเงินสนิ บน
3. ประชากรอาดการศึกษา
4. เกดิ ความวนุ่ วายภายในประเทศ
วชิ าศาสนประวตั 3ิ (อตั ตารคี 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 97
29. อาณาจักรอามาวยี ะฮ์ที่อันดาลสู (สเปน) ถูกสถาปนาข้ึนตั้งแตป่ ีค.ศ. ใดโดยบุคคลใด
1. ค.ศ.1650 โดยฏอรกิ เบนิ ซียาด
2. ค.ศ.1779 โดยฏอรกิ เบินซียาด
3. ค.ศ.1778 โดยฏอรกิ เบนิ ซียาด
4. ค.ศ. 756 โดยอับดรุ เราะมานอดั ดาคิล
30. ราชวงศ์อามาวียะฮ์มีอานาจปกครองอนั ดาลสู เปน็ ระยะเวลาประมาณกีป่ ี
1. 370 ปี 2. 224 ปี
3. 270 ปี 4. 275 ปี
31. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกบั คอลิฟะฮ์เฮารูนเอรั รอชีดแหง่ ราชวงศอ์ บั บาสยี ะฮ์
1. เป็นผูป้ กครองหลายเมอื งในเวลาเดียวกนั
2. เป็นยคุ การปกครองโดยยดึ อัลกุรอานทงั้ หมดเป็นรฐั ธรรมนญู
3. ชอื่ เต็มของคอลิฟะฮ์ฮารูนเอรั รอชดี เคือเเฮารูนเบินมะฮ์ดีอรั รอชีด
4. เปน็ ยุคของคอลิฟะฮ์ฮารนู อัรรอชีดเมืองแบกแดดเป็นเมืองที่เจรญิ กา้ วนา้ ในระดับช้นั นาของโลก
32 .คณะทูตคณะแรกท่ีไปเยือนจีนในสมยั ราชวงศ์ถงั ในราวปคี .ศ.652 อยู่ในยคุ คอลฟี ะห์ท่านใด
1. คอลีฟะหอ์ ุษมาน (รด.)
2. คอลฟี ะหอ์ ุมรั (รด.)
3. คอลีฟะมุอาวียะห์ (รด)
4. คอลีฟะหอ์ บูบักร (รด.)
33. ตาราทางวชิ าการศาสนาท่ีมีช่ือเสยี งคือมุวฏั เฏาะอและอัล-อมุ ม์ถูกเขียนขนึ้ ในสมัยราชวงศใ์ ด
1. ราชวงศอ์ ุมัยยะฮ์
2. ราชวงศอ์ บั บาสยี ะ
3. ราชวงศ์อษุ มานยี ะฮ์
4. ราชวงศ์ฟาตีมยี ะฮ
34. ตาราวิชาฮะดิษในข้อใดท่ีไม่ได้ถกู รวบรวมขน้ึ ในสมยั ราชวงศ์อับบาสียะฮ์
1. เศาะเฮี๊ยะมสุ ลมิ ซุนนั อัล– ตริ มษี ี
2. ซุนนั อะบดู าวดู เศาะเฮยี๊ ะอลั -บคุ อรี
3. มูศ็อลลี ฟารเี ดาะ
4. ซนุ ันเอิบนุเมาญะ ซนุ นั อลั – นะซาอี
35. ตาราทางการแพทยอ์ ลั เกอนนู (al Qanun) ทีม่ ชี ่ือเสียงเปน็ ผลงานของท่านใด
1. อิบนุซีนาเเราชวงศอ์ ับบาสียะฮ์
2. อบิ นุกะลาดะฮ์เเราชวงศอ์ ุมยั ยะฮเ์
3. อมุ รั อลั เคอยยาม ราชวงศอ์ มุ ัยยะฮ์
4. อลั - รอสีเ(al Razi)เราชวงศอ์ ุษมานียะฮ์