กล่มุ สานักงาน กศน. จงั หวัดชายแดนใต้
สานักงาน กศน.
กระทรวงศกึ ษาธิการ
คำนำ
ชุดการเรียนรู้โปรแกรมวิชาเลือกอิสลามศึกษา ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มี 3 หมวดวิชา ประกอบด้วย 1) หมวดวิชาศาสนา ได้แก่รายวิชาอัลกุรอาน
อลั ฮะดษิ อัลอะกีดะฮฺ 2) หมวดวิชาสังคม ได้แก่ อัตตารีด อัลอัคลาก 3) หมวดวิชาภาษา ได้แก่ ภาษามลายู
ภาษาอาหรับ รายวิชาดังกล่าวจัดทาข้ึนเพ่ือให้ผู้สอนและผู้นาไปใช้เป็นแนวทางในการ จัดกระบวนการเรียนรู้
สาหรับผ้เู รียนทล่ี งทะเบียนเรียนรายวิชาดังกล่าว ในลักษณะการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยการศึกษาในความรู้
ด้วยตนเอง สอบถามผู้รทู้ างดา้ นศาสนา และเรยี นรจู้ ากโตะ๊ ครูในเนอื้ หายาก
ชุดการเรียนรู้ดังกล่าวพัฒนามาจากโครงสร้างหลักสูตรโปรแกรมวิชาเลือกอิสลามศึกษา โดยคณะ
ผู้จัดทาได้พยายามศึกษา รวบรวมสาระจากผู้ทรงคุณวุฒิ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ โดยคานึงถึงความสอดคล้อง
ของผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้เป็นหลัก ได้แก่จังหวัดปัตตานี
ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อาเภอของจังหวัดสงขลา (อาเภอจะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย) เป็นสาคัญ
อยา่ งไรก็ตามชดุ การเรยี นรดู้ ังกล่าวอาจจะยังไม่สมบูรณ์ จาเป็นต้องได้รับการปรับแก้หลังจากการนาไปทดลอง
ใช้เป็นระยะ ๆ กลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับคาแนะนาในการปรับปรุง
แก้ไขใหส้ ามารถนาไปใช้ในการจดั การเรียนรู้อย่างมคี วามสุขตอ่ ไป
ขอขอบคุณสานักงาน กศน. สานักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สานักงาน กศน.จังหวัดปัตตานี ยะลา
นราธิวาส สตูล สงขลา กศน.อาเภอ ในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ นายกสมาคมสถาบันศึกษา
ปอเนาะ สานักงานศึกษาธิการภาค 8 ผู้ทรงคุณวุฒิ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนประจาสถาบัน
ศึกษาปอเนาะ และผู้มีสว่ นเกี่ยวข้องทกุ คนท่ีมีส่วนชว่ ยผลกั ดนั ใหโ้ ปรแกรมวิชาเลอื กอิสลามศึกษารายวิชาต่างๆ
สาเร็จลุล่วงด้วยดี
กลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้
ธันวาคม 2560
สำรบัญ หนา้
บทท่ี 1 เรื่อง หลกั การเชญิ ชวนทาความดีและหา้ มปรามความชวั่ 1
บทที่ 2 เรอ่ื ง การร้จู ักใหอ้ ภัย 9
บทที่ 3 เรอ่ื ง ความสภุ าพอ่อนโยนและการนอบน้อมถ่อมตน 16
บทท่ี 4 เรือ่ ง ความพอเพยี ง 24
บทที่ 5 เรอ่ื ง มารยาทในการศกึ ษา 36
บทที่ 6 เรือ่ ง ความซ่ือสัตย์ 43
บทท่ี 7 เรอ่ื ง หนา้ ท่ีและความรบั ผดิ ชอบ 48
บทท่ี 8 เร่อื ง การห้ามมองผู้อน่ื ในแงร่ า้ ยและการนนิ ทา 53
บทที่ 9 เรื่อง มารยาทมุสลมิ ต่อมุสลมิ 59
บทที่ 10 เรอื่ ง มารยาทของมุสลิมต่อศาสนกิ อน่ื 65
บทท่ี 11 เรื่อง มารยาทต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 69
บทท่ี 12 เร่ือง การมจี ติ สานึก 79
บทท่ี 13 เรอ่ื ง ความเป็นพ่นี อ้ งรว่ มศาสนา (ภราดรภาพ) 84
บทที่ 14 เร่ือง มสุ ลิมเปรยี บประดจุ เรือนร่างเดียวกนั 91
วิชาจริยธรรม3 (อลั อัคลาก3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1
บทท่ี 1
เรื่องหลกั การเชญิ ชวนทาความดแี ละหา้ มปรามความชวั่
ท่านนบีได้เปรียบเปรยการอยู่ร่วมกันในสังคมประหน่ึงคนที่อยู่ในเรือลําเดียวกัน คนท่ีร่วมในชะตา
กรรมเดียวกันจะต้องช่วยกันรักษาเรือเพื่อให้ไปถึงท่ีหมายอย่างปลอดภัย แต่ความเป็นจริงในสังคมทุกวันน้ีอยู่
ในภาวะของการต่างคนต่างอยู่ และยังมีคนบางกลุ่มช่วยกันเจาะเรือโดยท่ีคนที่เหลือต่างเมินเฉยต่อพฤติกรรม
ดังกล่าว ไม่ตระหนักว่าหากการเจาะเรือดําเนินไปโดยไม่มีการขัดขวางจากคนท่ีอยู่ในเรือลําเดียวกันแล้ว
ทา้ ยทสี่ ุดเรือทัง้ ลํากต็ ้องจม และคนในเรือท้ังหมดตอ้ งประสบกบั ความวิบัติ
ชีคซัลมาน อัลเอาดะฮ์ให้ช่ือในความหมายว่า “รักษาเรือไว้มิให้อับปาง”ท่ีย่ิงใหญ่ในแง่เนื้อหาเพราะ
เป็นเสยี งกระตุ้นเตอื นใหค้ นในสงั คมไดต้ ระหนกั ถงึ เภทภัยที่รออยู่อันเนื่องจากความดีที่ค่อยๆสูญหายและความ
ชัว่ ท่นี บั วนั จะแพร่กระจายและกลายเป็นเรื่องปกตธิ รรมดาในชีวติ ประจาํ วนั ของผ้คู น
ชีวิตอันรีบเร่งเพราะการงานที่บีบรัด เพ่ือเปูาหมายท่ีจะครอบครองวัตถุ ทําให้มาตรฐานความดีความ
ชัว่ ในปจ๎ จบุ ันดูสับสนจนหลายคนไม่อาจแยกแยะ หลายส่ิงท่ีผู้คนเห็นว่าดีแต่กลับถูกทิ้งร้าง จนกลายเป็นความ
วา่ งเปลา่ ไร้ความหมาย ขณะเดียวกับท่ีหลายอย่างซึ่งเคยเห็นกันว่าช่ัวช้า วันนี้กลับกลายมาเป็นส่ิงท่ีคุ้นเคย จน
ดูเหมือนเป็นสว่ นหน่ึงท่ีสังคมจะขาดเสียมไิ ด้
ความดีตอ้ งมมี าตรฐานอนั แนน่ อนชัดเจน เชน่ เดียวกับความช่วั ที่ต้องมีเกณฑ์รองรบั ชีคซัลมาน อัลเอา
ดะฮ์ จึงนิยามความดีว่า เป็นคําที่รวมเอาทุกสิ่งทุกอย่างซ่ึงอัลลอฮฺ ทรงพอพระทัยไว้ในตัว ท้ังการภักดีต่อ
พระองค์ และการสานสมั พันธภาพอนั งดงามกับเพื่อนมนษุ ย์ สว่ นความชัว่ เป็นคาํ ที่รวมเอาทุกส่ิงทุกอย่างซ่ึงโดย
หลกั ศาสนาเหน็ วา่ เลวรา้ ย ไม่วา่ จะเป็นการทรยศต่ออัลลอฮฺ หรือ การอยตุ ธิ รรมตอ่ เพอ่ื นมนุษย์
สังคมมุสลิมจึงต้องดํารงมาตรฐานแห่งความดีและความช่ัวอย่างแน่วแน่ม่ันคง และการจะดํารง
มาตรฐานนไ้ี ว้ได้ จะตอ้ งชว่ ยกนั สง่ เสริมความดีและยบั ย้ังความช่ัว หากพบว่าผู้คนต่างหลีกหนีและต่อต้านความ
ช่ัว น่นั เป็นดัชนีช้ีว่าสังคมจะสงบในภาพรวม แต่หากพบว่าผู้คนต้อนรับและด่ืมดํ่าไปกับความชั่ว ต้องตระหนัก
ว่าน่ันคือสังคมที่กําลังล่มสลายท่ีเป็นเช่นนั้นเพราะเป็นการเดินตามอย่างวิถีชีวิตแบบตะวันตกและละทิ้ง
มาตรฐานแห่งความดีความชวั่ ท่อี ิสลามกาํ หนดไว้
อลั เอาดะฮแ์ บ่งสังคมจากฐานของการสง่ เสริมความดี ยบั ยั้งความช่ัวออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. สังคมท่ีผู้คนช่วยกันส่งเสริมความดี และช่วยกันยับย้ังความชั่ว ซ่ึงเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนศรัทธาท่ีมี
สภาพดงั ทีอ่ งคอ์ ลั ลอฮฺ ตรัสไว้ความวา่
“อันผู้ศรัทธาท้ังชายและหญิงนั้น ต่างก็เป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน ต่างส่งเสริมกันในเร่ืองความดี และ
ช่วยกนั ยบั ยงั้ ความช่วั ” (อัลกรุ อาน9:71)
2. สังคมท่ีผู้คนส่งเสริมกันเร่ืองความชั่ว และช่วยกันยับย้ังความดี ซึ่งเป็นสังคมกลับกลอกที่มีสภาพดังที่
อลั ลอฮฺ ทรงมถี อ้ ยดาํ รัสถึงไวใ้ จความวา่
“อันพวกกลับกลอกท้ังชายและหญิงนั้น ต่างเป็นผลสืบเนื่องของกันและกัน พวกเขาช่วยกันส่งเสริมเร่ืองความ
ชว่ั และช่วยกนั ยับยง้ั ความดี” (อลั กรุ อาน9 : 67)
2 วิชาจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
3. สังคมที่ผู้คนส่งเสริมทั้งความดีและความชั่ว และเม่ือยับยั้งก็ยับยั้งท้ังช่ัวและดี มักเป็นสังคมของคนท่ี
เห็นแตป่ ระโยชนส์ ่วนตนและหลงใหลความหรหู ราฟุูงเฟอู
น่าสังเกตเกี่ยวกับพระดํารัสแห่งอัลลอฮฺ คือ ยามที่ตรัสถึงผู้ศรัทธาพระองค์ได้ตรัสว่า “พวกเขาต่างก็
เป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน”แต่ในยามท่ีตรัสถึงผู้กลับกลอกได้ตรัสว่า“พวกเขาเป็นผลสืบเนื่องของกันและ
กัน”ท้ังน้ีเป็นเพราะสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ศรัทธาผูกม่ันอยู่กับศาสนาการมีเปูาหมายร่วมกันทําให้แต่ ละคนเป็น
กัลยาณมิตรของกันและกันขณะท่ีสายสัมพันธ์บนความกลับกลอกไม่มีเปูาหมายเชิงสัจธรรมหรืออุดมการณ์แต่
ข้ึนอยู่กับวัตถุอารมณ์กิเลสและตัณหาตราบเท่าที่ผลประโยชน์บนกองวัตถุและกิเลสยังลงตัวกันอยู่ แต่วันใดที่
ผลประโยชนข์ ัดแยง้ วันนัน้ ทกุ คนกพ็ ร้อมที่จะเขน่ ฆา่ กนั เอง
สังคมอิสลามในอดุ มคติต้องปลอดจากความช่วั อยา่ งสน้ิ เชงิ หรือ?
อัลเอาดะฮ์นําเสนอเรื่องราวของมาอิซ มาลิก และหญิงจากเผ่าฆอมิดียะฮ์ ท่ีได้ล่วงไปในบาปด้วยการ
ทําผิดประเวณีในสมัยของนบีมุฮัมมัด เพ่ือยืนยันว่าสังคมของมุสลิม มิได้เป็นสังคมท่ีปราศจากความช่ัวอย่าง
สิ้นเชิง อาจมีความช่ัวร้ายเกิดข้ึน แต่ก็เป็นความช่ัวของบุคคล ท่ีกระทํากันอย่างปกปิดซ่อนเร้น ยิ่งกว่าน้ัน
สํานึกของผู้กระทําผิดเองยังเฝูาเตือนและตอกยํ้าให้ต้องรีบขอพระราชทานอภัยโทษจากอัลลอฮฺ อย่างจริงใจ
ดังน้ันการมีความช่ัวร้ายเกิดขึ้นในสังคมมุสลิมมิใช่ส่ิงที่จะทําให้สังคมอุดมคติพังทลาย เปรียบด่ังการประกาศ
ของกระทรวงสาธารณสุขว่าสังคมหนึ่งเป็นสังคมสุขภาพดี ซ่ึงมิได้หมายความว่าคนทุกคนในสังคมน้ันไม่มีใคร
เจ็บปวุ ยเลย น่ันเปน็ ส่ิงท่ีเป็นไปไมไ่ ด้ แตป่ ระกาศเชน่ นนั้ หมายความว่า สังคมปลอดจากเชื้อร้ายและโรคระบาด
อนั ตราย
เชื้อร้ายและโรคระบาดอันตรายไม่ต่างอะไรกับคนช่ัวที่ทําชั่วได้อย่างเปิดเผยและไร้ความอับอาย การ
ดํารงอยู่ของคนประเภทนี้สะท้อนถึงสุขภาพอันอ่อนแอของสังคม ความอ่อนแอของคนดีและชัยชนะของความ
ชัว่ และคนชวั่
หลายครั้งความช่ัวจะถูกส่งเสริมโดยเจตนาและความดีจะถูกห้ามปรามยับยั้ง ด้วยแรงส่งของส่ิงที่
เรียกวา่ “เสรีภาพสว่ นบุคคล”ขณะที่คนเหลา่ นัน้ เหน็ การนุ่งน้อยห่มน้อยหรือแม้แต่การเปลือยกายของสตรีเป็น
สิทธิส่วนบุคคลแต่เม่ือหญิงสาวมุสลิมในฝร่ังเศสสามคนสวมฮิญาบไปโรงเรียนกลับถูกกีดกันมิให้เข้าไปจน
กลายเป็นข่าวใหญ่ เม่ือหนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสเขียนเตือนให้ระวังปรากฏการณ์ฮิญาบ และความน่ากลัวของ
อิสลามต่อฝรั่งเศส ประเด็นถูกขยายออกไปจนใหญ่โต ผู้คนต่างหวาดกลัวการคลุมฮิญาบของผู้หญิงจนลืม
ประเด็นเรอ่ื งสิทธมิ นษุ ยชน ซ่ึงเคยอ้างกนั
ในสังคมท่ีมาตรฐานความดีความชั่วเบี่ยงเบนไป ผู้คนมักไม่ค่อยรู้ว่ากําลังถูกลงทัณฑ์จากอัลลอฮฺ
ยิ่งกวา่ นัน้ หลายคนยังหลงในมายาภาพที่เกิดข้ึน ช่วงเวลาที่องค์อัลลอฮฺ ทรงผ่อนปรนยืดหยุ่นให้ พวกเขากลับ
ไมต่ ระหนักวา่ ปรากฏการณใ์ นสงั คมคือการลงทณั ฑ์ เช่น
1. การแผล่ ามของสิง่ ชว่ั ร้ายในสงั คม
ความชั่วร้ายท่ีเกิดขึ้นในสังคมหากไม่ยับยั้งขัดขวาง ย่อมทําให้ความช่ัวนั้นขยายออกไปได้เร่ือย ๆ
อํานาจและอิทธิพลของมันจะครอบงํา จนในที่สุดความชั่วกลายเป็นสิ่งปกติธรรมดาในสังคม เด็กๆเติบโตข้ึน
อย่างคุ้นเคยกับความเลวร้าย ส่วนความดีกลายเป็นสิ่งแปลกประหลาด เม่ือความดีเป็นส่ิงที่อยู่ชายขอบและ
วิชาจริยธรรม3 (อลั อัคลาก3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 3
ความช่ัวเป็นแกนกลาง สังคมคงถึงกาลแห่งความล่มสลายแม้จะมีคนดีอยู่บ้างก็ตาม ท่านหญิงซัยนับ(รอฏิฯ)
เคยถามนบมี ฮุ ัมมดั ว่า อลั ลอฮฺ จะทาํ ลายสงั คมดว้ ยหรือขณะท่ีคนดียงั มีอยู่ ? ทา่ นตอบว่า
“ใช่ หากความชั่วชา้ แผ่ลามมากมาย”
อย่าได้คิดว่าการลงฑัณฑ์ของอัลลอฮฺ จะเกิดเฉพาะในโลกหลังความตาย เพราะในประมวลวจนะ
ฉบบั อบู ดาวดู บนั ทกึ ถ้อยคําแห่งศาสดาที่รายงานมาจากญารรี ฺ ใจความว่า
“สําหรบั คน ๆ หน่งึ ท่ีอาศยั อยกู่ ับกลมุ่ ชนใดก็ตาม เขาประพฤติปฏิบัติสิ่งที่เป็นอบายมุขได้ง่ายดาย โดยไม่มีใคร
ในกลมุ่ ชนนนั้ มาช่วยเปล่ยี นแปลงแก้ไขพฤตกิ รรมของเขา ทั้ง ๆ ท่ีคนเหล่าน้ันสามารถทําได้ อัลลอฮฺ จะให้พวก
เขาได้ลิม้ รสโทษทณั ฑข์ องพระองค์ก่อนพวกเขาจะตาย”
การดํารงอยู่ของกลุ่มบุคคลผู้กล้าลงมือแก้ไขเปลี่ยนแปลงและยับย้ังความชั่วร้ายในสังคมจึงเป็นแก่น
แกนแห่งเสถยี รภาพและความมนั่ คงของสังคม
หซุ ยั ฟะฮ์ (รอฎิฯ) รายงานวจนะแห่งนบีมุฮัมมัด ไว้ใจความว่า“ขอสาบานต่อพระผู้ซ่ึงชีวิตของข้าอยู่ในอุ้งหัตถ์
แห่งพระองค์ พวกท่านจะต้องช่วยกันส่งเสริมความดี และต้องช่วยกันยับย้ังความช่ัว หาไม่แล้วอัลลอฮฺจะทรง
สง่ เพทภยั มาเกิดแก่พวกทา่ น เมื่อน้นั แม้พวกท่านจะวิงวอนขอร้อง กจ็ ะไม่มีการตอบรบั เลย“ (ตริ มซิ ีย์2169)
2. วกิ ฤตทางเศรษฐกิจ
อัลเอาดะฮ์เห็นว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างวิกฤตทางเศรษฐกิจกับความช่ัวร้ายท่ีเกิดในสังคม โดยชี้ว่า
ในขณะทนี่ ักสงั คมศาสตรม์ ักอธบิ ายปรากฏการณ์สงครามและความรนุ แรงผ่านแงม่ มุ วัตถนุ ิยม นักเศรษฐศาสตร์
มักอธิบายวิกฤตการณท์ างเศรษฐกิจด้วยมุมมองวัตถุล้วนๆ เช่นกัน แต่สําหรับผู้ศรัทธาต่อองค์อัลลอฮฺเบื้องหลัง
ความเป็นไปของวตั ถคุ ือวถิ ีแหง่ องค์พระผเู้ ป็นเจา้ ผ้ซู งึ่ ทรงกําหนดให้สงั คมท่ีปลอ่ ยความชั่วร้ายกลาดเกล่ือนโดย
ไม่มีใครลุกข้ึนขัดขวางต้องล้ิมรสของความหวาดกลัว อดอยาก ยากจน และอาชญากรรมหลากหลายรูปแบบ
และทั้งหมดเปน็ โทษทัณฑ์ท่กี ่อโดยนํ้ามอื ของคนในสังคมนัน้ เอง
การแพร่ขยายของการใช้กันให้กระทําความดี และการห้ามปรามกันให้ละเว้นการทําความช่ัวในสังคม
เทา่ กบั การเสรมิ สรา้ งความดีให้เกิดข้ึนในสังคมดังเช่นกับการละหมาดที่ทําให้มนุษย์ออกห่างจากการทําช่ัวและ
เปล่ียนแปลงตนเองสู่การทําความดี และการใช้กันให้กระทําความดี และการห้ามปรามกันให้ละเว้นการทํา
ความชั่วจะขจดั ป๎ญหาความโสมม ความช่วั ต่างของสังคมให้หมดไป และเตรียมพร้อมสังคมเพื่อมนุษย์จะได้ไปสู่
ความการพัฒนาและสังคมน้ันก็จะเต็มไปด้วยจิตรแห่งศรัทธาท่ีเต็มเปล่ียม และด้วยเหตุนี้เองในอัลกุรอานจึง
กล่าวถึงความสาํ คญั ของการใชก้ นั ให้กระทาํ ความดี และการห้ามปรามกนั ให้ละเว้นการทําความชั่วโดยถูกกล่าว
หลังจากคําสงั่ ในการนมาซ และเรอื่ งนผ้ี ู้รใู้ นศาสนาก็ให้ความสาํ คญั เช่นกัน
ดังมีปรากฏในกรอุ านในเรอื่ งของลกุ มานได้สอนลูกวา่
ٌَب ثَُُ ًَّ أَلِ ِى ان َّص ََلحَ َٔ ْأ ُي ْش ثِب ْن ًَ ْؼ ُشٔ ِف َٔا ََّْ َػ ٍِ ا ْن ًُُ َك ِش
โอ้ลูกเอ๋ย เจ้าจงดํารงไว้ซึ่งการละหมาด และจงใช้กันให้กระทําความดี และจงห้ามปรามกันให้ละเว้นการทํา
ความช่ัว (ลกุ มาน17)
การใชก้ ันให้กระทาํ ความดี และการห้ามปรามกันให้ละเว้นการทําความชั่วเป็นคุณลักษณะท่ีโดดเด่นท่ีสุดของผู้
ทม่ี ีความประเสริฐ
4 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
หนึ่งในบุคลิกลักษณะของคนดีคือเขาจะมีจิตรอาสา ต่อสังคม เพราะตระหนักในหน้าที่รับผิดชอบของตนต่อ
สังคม มีความรักท่ีจะรักษาสังคมให้ปลอดภัย และสรรค์สร้างสังคมให้มีการพัฒนาแม้จะต้องเผชิญกับความ
ยากลําบากก็ตาม และด้วยเหตุนี้เองมุสลิมจึงถูกขนามนามว่าอุมมะฮ์ท่ีประเสริฐที่สุดในการรับใช้สังคมดังกุ
รอานไดก้ ลา่ วว่า
ُكُزُ ْى َخ ٍْ َش أُ َّي ٍخ أُ ْخ ِش َج ْذ نِهَُّب ِس رَأْ ُي ُشٔ ٌَ ثِب ْن ًَ ْؼ ُشٔ ِف َٔرَ َُْٓ ْٕ ٌَ َػ ٍِ ا ْن ًُُ َك ِش
พวกเจ้าน้ันเป็นประชาชาติท่ีดีย่ิงซ่ึงถูกให้อุบัติข้ึนสําหรับมนุษย์ชาติ โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งท่ีชอบ และ
ห้ามมิให้ปฏบิ ตั ิสงิ่ ทม่ี ิชอบ (อาลอิ มิ รอน110)
คนดีเขาจะออกห่างจากความชั่วและเตือนให้บุคคลอื่นรู้ถึงความช่ัวร้ายนั้นและเขาต้องการให้พบกับ
ความดีจึงได้เชิญชวนบุคคลอื่นสู่การกระทําดีแต่กลับกัน คนชั่วตัวเองอยู่ในความชั่วแล้ว กลับทําทุกวิถีทางให้
ผู้อ่ืนหลงทางไปพร้อมกับตน โดยสร้างสภาพในสังคมให้เดินสู่ความช่ัวร้ายดังเช่นในเร่ืองราวของกรุอาน
กลา่ วถงึ บนีอิสรออลี ว่า
ٌَ َُٕكبَُٕا ََل ٌَزََُبَْ ْٕ ٌَ َػٍ ُّيُ َك ٍش فَ َؼهُُِٕ نَجِ ْئ َش َيب َكبَُٕا ٌَ ْف َؼه
ปรากฏว่าพวกเขาต่างไม่ห้ามปรามกันในส่ิงไม่ชอบที่พวกเขาได้กระทํามันขึ้น ช่างเลวร้ายจริง ๆ สิ่งท่ีพวกเขา
กระทํา (มาอดิ ะฮ์79)
การแกไ้ ขสงั คมดว้ ยการส่งเสริมความดแี ละห้ามปรามความช่วั การใช้กันให้กระทําความดี และการห้าม
ปรามกันให้ละเว้นการทําความชั่วคือแผนงานที่สามารถแก้ไขป๎ญหาโดยรวมของพี่น้องมุสลิม และมันคือการ
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดข้ึนในสังคมมนุษย์เพื่อท่ีว่าพวกเขาจะได้เดินทางสู่หนทางท่ีถูกต้อง และออกหาง
จากหนทางท่ีนําไปสู่ความพินาศ กรอุ านได้กลา่ ววา่
ا ْن ًُُ َك ِش ثِب ْن ًَ ْؼ ُشٔ ِف َٔأَ َي ُشٔا أَلَب ُيٕا ا ْْلَ ْس ِض
ٍِ َػ َََٔ َٓ ْٕا َان َّز َكبح َٔآرَ ُٕا َان َّص ََلح ًِانَّ ِزٌ ٍَ ئٌِ َّي َّكَُّبُْ ْى ف
َِّٔلَِّلِ َػبلِجَخُ ا ْْلُ ُيٕ ِس
บรรดาผู้ที่เราให้พวกเขามีอํานาจในแผ่นดินคือบรรดาผู้ที่ดํารงการละหมาด และบริจาคซะกาตและใช้กันให้
กระทําความดี และห้ามปรามกันให้ละเว้นความช่ัว และบั้นปลายอของกิจการท้ังหลายย่อมกลับไปหาอัลลอฮ์
(ฮัจญ์41)
ในโองการน้ีกล่าวถึงการส่งเสริมความดีและห้ามปรามความช่ัวนอกจากเป็นหน้าที่รับผิดชอบของมุสลิมทุกคน
แลว้ ยังเป็นหน้าทข่ี องรฐั บาล
ในสังคมอิสลามมีความจําเป็นที่จะต้องจัดต้ังกลุ่มหรือองค์กรขึ้นเพื่อแก้ไขป๎ญหาแล ะต่อสู่กับสภาพสังคมท่ีช่ัว
ร้ายและนําสภาพสังคมอิสลามสู่ความดีงามดังนั้นมีความจําเป็นที่มุสลิมต้องจัดต้ังกลุ่มเพื่อเตรียมพร้อมในการ
เคลือ่ นไหว ดังกรุอานไดก้ ล่าวว่า
َٔ ْنزَ ُكٍ ِّيُ ُك ْى أُ َّيخٌ ٌَ ْذ ُػٕ ٌَ ئِنَى ا ْن َخ ٍْ ِش ٌََٔأْ ُي ُشٔ ٌَ ثِب ْن ًَ ْؼ ُشٔ ِف َٔ ٌَ َُْٓ ْٕ ٌَ َػ ٍِ ا ْن ًُُ َك ِش َٔأُٔ َٰنَئِ َك ُْ ُى
ٌَ ٕا ْن ًُ ْفهِ ُذ
และจงใหม้ ขี ้นึ จากพวกเจา้ ซง่ึ คณะหนงึ่ ทีจ่ ะเชญิ ชวนไปส่คู วามดีและใช้ใหก้ ระทําสิ่งท่ีชอบ และห้ามมิให้กระทํา
สง่ิ ท่ีมิชอบและชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือผู้ไดร้ บั ความสําเรจ็ (อาลอิ ิมรอน104)
โองการข้างบนได้แสดงให้เห็นว่าสังคมที่มีการชักชวนให้ทําความดีจะทําให้สังคมน้ันมีความสุขอันนําสู่การ
พฒั นาและความสาํ เร็จ และกอ่ ใหเ้ กิดความสัมพันธใ์ นสังคม
วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 5
َٔ ََل َر ُكَُٕٕا َكبنَّ ِزٌ ٍَ رَفَ َّشلُٕا َٔا ْخزَهَفُٕا ِيٍ ثَ ْؼ ِذ َيب َجب َءُْ ُى ا ْنجٍََُِّب ُد َٔأُٔ َٰنَ ِئ َك نَُٓ ْى َػ َزا ٌة َػ ِظٍ ٌى
และพวกเจ้าจงอย่าเป็นเช่นบรรดาผู้ท่ีแตกแยกกัน และขัดแย้งกันหลังจากท่ีบรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งได้มายัง
พวกเขาแลว้ และชนเหล่านแี้ หละสําหรับพวกเขา คือการลงโทษอันใหญห่ ลวง(อาลิอมิ รอน105)
ผ้ศู รัทธาและยําเกรงนัน้ เขาจะชักชวนและตักเตอื นในการทําดี
การพยายามเชิญชวนสู่สัจธรรมความถูกต้องและต่อสู่กับความโมฆะและความช่ัวคือรูปแบบที่ดีท่ีสุดในการ
รกั ษาความศรัทธาและเสริมสรา้ งความศรทั ธาใหม้ ่นั คงขนึ้ ด้วยกับการตอ่ สู้กบั ความชั่วตา่ งๆอันนําไปสู่ตักวา (ชัย
ชนะในที่สดุ )ดังกรุอานได้กล่าวว่า ٌَ َٕٔأُٔ َٰنَئِ َك ُْ ُى ا ْن ًُ ْفهِ ُذ
และชนเหลา่ นแี้ หละพวกเขาคอื ผไู้ ดร้ ับความสําเรจ็ (อาลอิ ิมรอน104)
แต่ถ้ามุสลิมได้ละท้ิงหน้าที่นี้สังคมก็จะมีแต่ความช่ัวเพิ่มมากข้ึน และนําบรรดามุอฺมินสู่ความตกตํ่าและ
กลายเปน็ กลมุ่ คนช่ัวในทสี่ ุด
สองประเดน็ ทสี่ าํ คัญ
1.การยอมรับเอานสิ ยั ของมนษุ ย์ด้วยกนั (การเรียนแบบพฤตกิ รรม)
มนุษย์จะหาความรู้จากผู้อ่ืน เช่นเดียวกับการท่ีมนุษย์จะเรียนรู้จากพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกันตัวอย่างเช่น
การงานทีด่ ีทป่ี ฏบิ ัติในสงั คม ก็จะเป็นตัวอย่างในการชี้นําประชาชนสู่การทําดี และการงานที่ช่ัวร้ายของบ้างคน
กลายเปน็ ตัวอย่างที่ไมด่ ตี อ่ ผ้คู นและเยาวชนในสงั คม ในการชกั นําเขาไปสูก่ ารกระทาํ บาป
ดงั กรุอานได้กล่าววา่
ٌَ َٔئِ َرا لٍِ َم نَُٓ ْى رَ َؼبنَ ْٕا ئِنَ َٰى َيب أََ َز َل َّلَّلاُ َٔئِنَى ان َّش ُصٕ ِل لَبنُٕا َد ْضجَُُب َيب َٔ َج ْذََب َػهَ ٍْ ِّ آثَب َءََب أَ َٔنَ ْٕ َكب
ٌَ ٔآثَب ُؤُْ ْى ََل ٌَ ْؼهَ ًُٕ ٌَ َش ٍْئًب َٔ ََل ٌَ ْٓزَ ُذ
และเม่ือได้ถูกกลา่ วแก่พวกเขาวา่ ทา่ นท้ังหลายจงมาสู่ส่งิ ท่ีอลั ลอฮ์ ไดท้ รงประทานลงมาเถิด และมาสู่ร่อซูลด้วย
พวกเขาก็กลา่ วว่า เปน็ การพอเพยี งแกเ่ ราแลว้ สิง่ ที่เราได้พบบรรพบรุ ุษของเราเคยกระทํามนั มา(มาอดิ ะฮ์104)
โองการข้างต้นคือสังคมที่มีการชักชวนให้ทําความดี เป็นสังคมที่สงบสุขอันนําสู่การพัฒนา และความสําเร็จอัน
มากมาย และความสมั พนั ธ์อนั กลมเกลยี วอยา่ งกบั พีน่ ้องในสังคม จะทําให้สงั คมเกิดความเข้มแข็ง
แต่ในสังคมท่ีไม่มีการชักชวนให้ทําความดี ที่ทําลายระบบสังคมให้พังพินาศ นําสู่การแตกแยก การแบ่งพรรค
แบง่ พวกในสงั คม นําไปสคู่ วามเสียหายต่อการทํางานอย่างมากมาย แท้จริงผลร้ายของการละทิ้งการชักชวนใน
การทําดีห้ามปรามความชั่วมีผลกระทบต่อทุกคน ทั้งในโลกนแ้ี ละโลกหน้า
ข้อบังคับวา่ ดว้ ยการส่งเสริมความดี ยับย้งั ความชั่ว
อัลเอาดะฮ์นําเสนอความเห็นของนักวิชาการอิสลามซ่ึงเห็นพ้องต้องกันว่า การส่งเสริมความดี ยับยั้ง
ความชั่วมีสภาพตามบัญญัติอิสลามเป็นข้อบังคับ(ฟ๎รฎู)อย่างหน่ึงเหนือมุสลิม บ้างเห็นว่าเป็นข้อบังคับรายตัว
(ฟ๎รฎูอัยน์) และบ้างก็เห็นว่าบังคับเฉพาะกลุ่ม(ฟ๎รฎูกิฟายะฮ์) แต่แม้ในกลุ่มหลังที่เห็นว่าเป็นข้อบังคับเฉพาะ
กลมุ่ ก็เห็นตรงกบั กล่มุ แรกวา่ มีบางกรณีทกี่ ารยับยั้งความชัว่ ถือเปน็ ข้อบังคับเหนือคนทุกคน กรณดี งั กล่าวคือ
1. หากบุคคลนั้นเป็นคนเดียวที่รู้เร่ืองความผิดหรือความช่ัวที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี ในสภาพเช่นน้ีเขาต้องช่วย
ยับยัง้ ความชั่วน้นั เตม็ ที่ เพราะมันจะไมถ่ ูกขจดั ออกไปหากเขาไม่รว่ มมอื
6 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
2. หากบคุ คลนัน้ เปน็ คนเดยี วทีผ่ ูป้ ระพฤติชว่ั ยินยอมเชอ่ื ฟง๎
3. หากบุคคลนั้น ดํารงตําแหน่งที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ตั้งแต่ระดับสูงสุดจนถึงตํ่าสุด ทั้งน้ีเพราะในอิสลาม
การจัดวางตําแหน่งทางสังคมล้วนมีเปูาหมายให้เกิดสิ่งดีและมีประโยชน์ พร้อมกับการขจัดสิ่งเลวและเป็นโทษ
ต่อสังคมออกไป ถัดจากคนท่ีมีตําแหน่งแล้ว ป๎จเจกชน ก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนตามบทบาทและ
สถานะดว้ ย
การที่คนเรามักโยนความรับผิดชอบในการยับย้ังความชั่วให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่ืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้
เจ้าหนา้ ทีร่ ัฐ หรอื อุละมาอ์ จนแม้แต่ความช่ัวในบ้านของตนเองก็ดูเหมือนจะรอให้คนอ่ืนมาช่วยแก้ไข ความคิด
เช่นนี้ อัลเอาดะฮ์เห็นว่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเมื่อต่างคนต่างผลักภาระหน้าท่ีท่ีต้องปฏิบัติให้เป็นของผู้อ่ืน
ความช่วั จะดาํ รงอยตู่ ่อไป ตราบจนวนั สนิ้ โลก
ในขณะท่ีหลายคนโยนความรับผิดชอบให้ผู้อ่ืน อีกหลายคนกลับลงมือทําเกินหน้าที่ของตัวเองโดยลง
มือยับย้ังความชั่วด้วยความรุนแรงจนสร้างความเดือดร้อนไปท่ัว ในความเห็นของอัลเอาดะฮ์ การที่ป๎จเจกชน
คนหนึ่ง จะลงมอื ยบั ยั้งความชั่วโดยใชก้ ําลงั หรือความรุนแรงได้ต้องมเี ง่อื นไขครบ 4 ประการคือ
1. ไมม่ ีองค์กรหรอื หน่วยงานที่ถกู มอบหมายใหท้ าํ หน้าทย่ี ับยง้ั ความชั่วโดยตรง
2. การยับย้ังความชั่วโดยใช้กําลังนั้น จะนํามาซึ่งผลประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่หากการยับยั้งส่งผลให้เกิด
ความเสียหายเลวร้ายย่ิงกว่าเดิม เช่น ความช่ัวขยายตัวมากข้ึนหรือทําให้คนดีท่ีทํางานอยู่ไม่สามารถทํางาน
ตอ่ ไปได้ การยบั ยงั้ ความชว่ั ด้วยวธิ ีการใชก้ าํ ลงั กต็ ้องยุติ
3. ความชัว่ ท่เี กดิ ข้นึ ไม่สามารถกําจัดไดด้ ้วยวธิ ีการอนื่ นอกจากการใช้กําลงั
4. ต้องมีการหารืออย่างรอบคอบกับผู้ทรงคุณวุฒิเสียก่อน เพราะการปรึกษาหารือจะก่อเกิดคุณประโยชน์
แตห่ ากลงมือทําด้วยความแคน้ คึกคะนองมักจะจบลงดว้ ยความลม้ เหลว
เสียงเตือนของอัลเอาดะฮ์น้ีแม้จะก้องมาจากซาอุดิอารเบียแต่หลักการที่อ้างถึง เป็นหลักสากลที่ทุก
สังคม ซึ่งกําลังประสบป๎ญหาการแพร่กระจายของความช่ัวและการหดตัวของความดี สามารถนําไปใช้ได้ทันที
แตภ่ ายใต้สภาพทเ่ี ห็นจะมีสักกแ่ี หง่ ที่คดิ นาํ หลกั การไปใชอ้ ยา่ งจรงิ จัง
สังคมทั่วไปซึ่งตกอยู่ภายใต้กระแสการพัฒนาแบบแยกส่วน ท่ีแยกศาสนาไปจากชีวิต เหลือแต่เพียง
เปลือกนอกท่ีห่อหุ้มความว่างเปล่าเอาไว้ แค่เพียงได้ยินว่าน่ีคือหลักธรรมของศาสนา ผู้พัฒนาทั้งหลายก็พากัน
ปฏิเสธ ด้วยว่าความคิดท่ีอยู่ในจิตใจของคนเหล่านั้น คือ การพัฒนาเป็นเร่ืองที่พวกเขาจะคิดอ่านวางแผน
กันเองไม่ใช่กิจของศาสนา ศาสนาเป็นเร่ืองของวิญญาณซ่ึงอยู่กันคนละมิติกับการพัฒนาทางโลก และการนํา
ศาสนามาเป็นเคร่ืองบ่งชี้ จะทําให้การพัฒนาหยุดชะงัก คงไม่แปลกซ่ึงคนท่ีเป็นเหย่ือการพัฒนาแบบตะวันตก
จะคิดเช่นน้ี แต่เป็นเรื่องแปลกหากผู้นําในสังคมมุสลิมจะคล้อยตามความคิดดังกล่าวไปด้วยที่ว่าแปลกเพราะ
มสุ ลมิ หมายถึง ความศรัทธาและนอ้ มรบั บทบญั ญัติแหง่ องค์พระผ้เู ป็นเจ้าโดยไม่แยกส่วน ในขณะท่ีมองเห็นอยู่
ถึงผลของการพัฒนาแบบวัตถุนิยม ซึ่งทําให้ความช่ัวร้ายทั้งหลายไม่มีการแอบแฝงซ่อนเร้นกันอีกได้
แพร่กระจายจนกลายเปน็ สิ่งปกตธิ รรมดาของสังคม
ในสังคมประชาธิปไตยท่ีเรามีสิทธิเลือกผู้นําทางการเมืองด้วยตัวเอง เราเลือกคนแบบใดเข้าสู่วงจร
การเมอื งนอกจากอํานาจตามกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ยังมีหนทางอีกมากมายท่ีทําได้เพ่ือช่วยกันส่งเสริมความดี
วชิ าจริยธรรม3 (อลั อคั ลาก3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 7
และยับย้ังความชั่ว แลว้ เราแตล่ ะคนลงมือทําอะไรกันบ้าง? ความหวาดกลัว และหว่ันระแวงท่ีแทรกอยู่ในหัวใจ
มุสลมิ ในขณะนี้คือคําตอบว่า เรายงั ไมไ่ ด้ทาํ อะไร อย่างท่ีควรทํากันเลย หรือจะรอให้เรืออับปางเสียก่อนจึงค่อย
คดิ ทาํ กนั
การส่ังใช้ให้ทําดีและห้ามปรามความชั่วคือหลักการพ้ืนฐานที่สําคัญของอิสลามและมุสลิมทุกคนต้อ ง
พยายามในการที่จะปฏิบัติมัน นอกเสียจากว่า มองดูแล้วส่ิงนั้นไม่ส่งผลใดๆ และไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขท่ีเหมาะสม
เท่านัน้ ในกรุอานได้ทําการเชญิ ชวนสกู่ ารทําดีและห้ามปรามการทําชั่ว อันถือว่าเป็นลักษณะที่สําคัญของประชา
ชาอิสลามที่ควรมี และการเชิญชวนสู่การทําดีและห้ามปรามการทําชั่วคือรูปแบบท่ีดีทีสุดในการปกปูองและ
แก้ไขสังคมมนุษย์จะเรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกันมนุษย์รับประพฤติกรรมจากผู้อ่ืน ดังน้ันนอกจากมนุษย์จะพาย
ยามแกไ้ ขส้ งั คมแลว้ เขาต้องปกปูองตนเองจากการแปดเป้ือนกบั ความชัว่ ทัง้ หลาย
8 วิชาจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ใบงานท่ี 1
เร่ืองหลักการเชิญชวนทําความดีและห้ามปรามความช่วั
1. เพราะเหตุใดอิสลามจงึ ให้ความสาํ คญั เก่ียวกบั เร่อื งการเชิญชวนทาํ ความดแี ละหา้ มปรามความชวั่ ให้ผูเ้ รียน
อธิบายเหตุผลมาพอสังเขป
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
2. เหตใุ ดทา่ นนบี (ซ.ล.) จงึ เปรียบการอาศยั อยู่ในสงั คมเดยี วกันประหนึ่งการลงเรือลําเดียวกัน ใหผ้ ้เู รียน
อธบิ ายพร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
3. ยกตวั อยา่ งโองการจากอลั กรุ อานมา1 โองการ ทบี่ ัญชาเก่ียวกบั การเชิญชวนทาํ ความดแี ละห้ามปรามความ
ช่ัว พร้อมความหมาย และอรรถาธบิ ายมาพอสังเขป
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ช่ือ...................................................นามสกุล.....................................................
วิชาจริยธรรม3 (อลั อคั ลาก3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 9
บทท่ี 2
เรื่อง การรู้จักให้อภัย
ศาสนาอิสลามน้ัน ถือว่าการให้อภัยเป็นคุณธรรมอันย่ิงใหญ่ เนื่องจากสังคมมนุษย์เป็นสังคมที่
หลากหลาย ยอ่ มตอ้ งมกี ารละเมดิ การเบียดเบียนและการกระทบกระท่งั กันอยา่ งหลกี เล่ียงไม่ได้ ดังนั้น การให้
อภยั กันจึงเป็นส่ิงเดียวที่จะทําให้สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่น่าอยู่ มีแต่ความสงบสุขและความสมานฉันท์ คนที่ให้
อภยั กม็ คี วามสุข และคนท่ีได้รับการให้อภัยก็มีความสุขเช่นเดียวกันการให้อภัย คือ การแสดงกําลังใจท่ียิ่งใหญ่
ท่ีสุดของมนุษย์ อภัยทานน้ันไม่ต้องไปขอใคร แต่การให้อภัย เราไม่ต้องหาจากไหน และไม่รู้สึกว่าเป็นการ
สญู เสียทําใหเ้ ราสามารถยตุ ปิ ๎ญหาตา่ ง ๆ ได้ ซงึ่ ในบทเรยี นนี้ ได้มีการนาํ เรือ่ งราวการใหอ้ ภัยของอิสลามไวด้ งั นี้
อลั ลอฮฺทรงเชิญชวนบา่ วของพระองคส์ ่กู ารให้อภยั พระองค์ตรัสว่า
“บรรดาผู้ยําเกรง คือ บรรดาผู้ข่มโทสะ และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์ และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทําดี
ท้ังหลาย”(อาลิอมิ รอน : 134)
ความเมตตาท่มี ีอย่ใู นหวั ใจของบ่าว จะทําให้บ่าวให้อภัยแกผ่ ้ทู ่ีทําความผิดต่อตนหรือละเมิดตน เขาจะไม่
ลงโทษท้ังที่มีความสามารถจะลงโทษได้ และเม่ือบ่าวได้กระทําเช่นน้ัน เขาย่อมมีสิทธ์ิได้รับการอภัยโทษ
จากอลั ลอฮฺ พระองค์ ตรสั ความวา่
“ผูม้ ีเกียรตแิ ละผมู้ ่งั คงั่ ในหม่พู วกเจ้าอย่าได้สาบานที่จะไม่ให้ (ความช่วยเหลือ) แก่ญาติมิตร และคนจน
และผู้อพยพในหนทางของอัลลอฮฺ และพวกเขาจงอภัยและยกโทษ (ให้แก่พวกเขาเถิด) พวกเจ้าไม่ชอบหรือ
ทอี่ ัลลอฮจฺ ะทรงอภัยโทษใหแ้ กพ่ วกเจ้า และอัลลอฮนฺ นั้ เปน็ ผู้ทรงอภัย ผทู้ รงเมตตาเสมอ”(อันนูร :22)
โองการนี้ประทานลงมาขณะท่ีท่านอบูบักรสาบานว่าจะไม่จ่ายค่าเล้ียงดูแก่มิสเตาะฮฺ ซึ่งเป็นญาติของ
เขา เพราะเขามีส่วนร่วมในการแพร่ข่าวลือกล่าวหาพระนางอาอิชะฮฺว่ากระทําผิดร้ายแรง การสาบานของเขา
เพ่ือเปน็ การลงโทษมิสเตาะฮฺ อลั ลอฮฺไดส้ ัง่ สอนให้อภัย โดยตรัสวา่
“พวกเขาจงอภัย และยกโทษ”
อัลลอฮฺได้ตรัสไวท้ ้ายอายะฮฺว่า ผใู้ ดให้อภัยแกค่ นที่ทาํ ผิดตอ่ เขา อัลลอฮฺกจ็ ะให้อภัยเขา
“พวกเจ้าไม่ชอบหรอื ท่ีอลั ลอฮจฺ ะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเจ้า”
มีรายงานจากท่านอบูบักร ได้กล่าวว่า พวกเราได้รับรายงานว่าอัลลอฮฺตะอาลาทรงใช้ผู้ประกาศในวันกิยามะฮฺ
ใหป้ ระกาศว่า
“ผู้ใดมีอะไรติดค้างอยู่ท่ีอัลลอฮฺบ้างให้เขาจงลุกข้ึนยืน อัลลอฮฺก็จะตอบแทนพวกเขา เท่ากับท่ีเขาได้ให้อภัยแก่
เพ่อื นมนุษย”์
การเชิญชวนสูจ่ ริยธรรม
อสิ ลามปรารถนาให้มสุ ลิมทุกคนเปน็ ผู้เชิญชวนสู่อสิ ลามดว้ ยคุณธรรมและจรยิ ธรรมอันสูงส่ง ด้วยเหตุผล
ดงั กล่าว อิสลามจงึ แนะนําพวกเขาให้ ใหอ้ ภัยแมก้ ับคนต่างศาสนกิ ทกี่ ระทาํ ความผิดต่อเขาในระดบั บุคคล
“จงกลา่ วเถิด (โอม้ ฮุ ัมมัด) แก่บรรดาผูศ้ รทั ธาให้พวกเขาให้อภัยแก่บรรดาผู้ท่ีไม่หวัง ในผลบุญของอัลลอ
ฮฺ และไม่กลัวการลงโทษของพระองค์ เพ่ือพระองค์จะทรงตอบแทน แก่หมู่ชนตามที่พวกเขาได้ทําความผิด
เอาไว้”(อลั ญาซยิ ะฮฺ :14)
10 วิชาจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
การที่มุสลิมปฏิบัติต่อผู้ท่ีไม่ใช่มุสลิมด้วยจริยธรรมอันสูงส่งเช่นนี้ เป็นเหตุทําให้มีผู้เข้ารับนับถือศาสนา
อิสลามเปน็ จํานวนมาก และเป็นการยึดถอื แบบอยา่ งของท่านศาสดามฮุ ัมมดั อีกดว้ ย
ทา่ นอบั ดุลลอฮฺ บตุ รมสั อูด กล่าวว่า : ฉนั มองดูทา่ นนบีมุฮัมหมด ขณะท่ีท่านกําลังเล่าถึง นบีท่านหนึ่ง
ถูกพวกพอ้ งของพวกเขาทาํ ร้ายจนเลอื ดออก เขาใชม้ ือลบู เลอื ดทเ่ี ปอื้ นใบหนา้ พลางกก็ ล่าววา่
“ข้าแต่องคอ์ ภบิ าลไดโ้ ปรดให้อภัยแกพ่ วกพอ้ งของฉันด้วยเถิด เพราะความจรงิ พวกเขาไม่รู้”
อสิ ลาม อบรมมุสลิมใหย้ ดึ ถอื ความหมายอันยงิ่ ใหญแ่ ละสูงส่ง จนถงึ กับทําใหท้ ่านอมุ รั อิบนุ คอตตอบ กล่าวว่า
“ประชาชาติของฉันทุกคนได้รบั การอภัยจากฉัน”
ในความหมายเดยี วกันน้ี เราจะรู้สึกได้ในคําพูดของอิบนุมัสอูด ขณะท่ีเขาน่ังอยู่ในตลาดเพ่ือซื้ออาหาร
เม่อื เขาตอ้ งการจะจา่ ยเงินค่าอาหาร เขาพบว่ามันได้ถูกขโมยไปเสียแล้ว ประชาชนเม่ือทราบเช่นน้ัน ก็ประกาศ
หาตวั คนทีข่ โมยเงินของเขาไป อับดุลลอฮฺ บุตรมัสอดู ไดย้ กมือวิงวอนว่า
“ข้าแด่อัลลอฮฺ ถ้าหากความจําเป็น เป็นแรงผลักดันให้เขาต้องเอาเงินไป ขอพระองค์ได้โปรดเพ่ิมพูน
มันแก่เขา แต่ถ้าหากเขาเอามันไปโดยไม่เกรงกลัวบาป ขอพระองค์ได้โปรดให้มันเป็นบาปสุดท้ายของเขาด้วย
เทอญ”
การใหอ้ ภยั น้นั ดีทสี่ ุด
ในเม่ืออิสลามได้ยืนยันสิทธิของผู้ถูกละเมิดด้วยการลงโทษผู้ที่ละเมิดอย่างสาสมกัน ตรงตามนัยของ
ความยุติธรรม ดังน้ัน การให้อภัยและการไม่ถือโทษท่ีไม่ใช่เป็นการยั่วยุให้เกิดการละเมิด จึงเป็นสิ่งท่ีมีเกียรติ
และเปน็ ความเมตตาอย่างยิ่ง อัลลอฮฺตะอาลา ตรัสวา่
“และบรรดาผู้ที่เมื่อมีความอธรรมเกิดข้ึนแก่พวกเขา พวกเขาก็แก้แค้นตอบแทน และการตอบแทน
ความชว่ั คอื ความชั่วทเี่ สมอกนั ดังนัน้ ผู้ใดใ้ หอ้ ภยั และไกล่เกล่ียให้คืนดีกัน รางวัลตอบแทนพวกเขาอยู่ท่ีอัลลอฮฺ
แท้จรงิ พระองค์ไมโ่ ปรดบรรดาผ้อู ธรรม
ชนเหล่าน้ันจะไม่มีทางตําหนิแก่พวกเขา ส่วนท่ีจะเกิดโทษน้ัน ได้แก่ บรรดาผู้ท่ีอธรรมต่อมนุษย์ และก่อความ
เสียหายให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน โดยปราศจากความเป็นธรรม ชนเหล่านี้ พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด
และแนน่ อน ผ้ทู ี่อดทนและให้อภยั แท้จริงนนั่ คอื สว่ นหนึ่งจากกิจการท่หี นกั แน่นมัน่ คง”(อัชชูรอ : 39-43)
คําดาํ รสั ของพระองค์ทว่ี า่
“และบรรดาผ้ทู เ่ี มือ่ มีความอธรรมเกิดข้ึนแก่พวกเขา พวกเขาก็แก้แค้นตอบแทน และการตอบแทนความช่ัวคือ
ความช่ัวทเี่ สมอกัน”
เป็นการเปิดเผยสิทธิของผู้มีศรัทธาในการแก้แค้นเมื่อถูกละเมิด และได้กําหนดกรอบของการแก้แค้นคือการ
ตอบแทนที่เท่าเทียมกัน ซ่ึงเปน็ กรอบทจี่ ะไม่ยนิ ยอมใหม้ กี ารละเมดิ
หลังจากนน้ั อัลลอฮไฺ ด้เสนอขั้นของความดี เพอ่ื เป็นการสง่ เสรมิ โดยพระองค์ตรัสว่า
“ดังนน้ั ผู้ใดใ้ หอ้ ภยั และไกลเ่ กลีย่ ใหค้ ืนดกี นั รางวลั ตอบแทนพวกเขาอยู่ท่ีอลั ลอฮฺ”
จากน้ัน ติดตามด้วยคาํ ประกาศวา่ พวกที่ละเมดิ จะไมไ่ ด้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ
“แท้จริงพระองค์ไมโ่ ปรดบรรดาผอู้ ธรรม”
จากนน้ั ประกาศสทิ ธใิ นการแกแ้ ค้นของผู้ทีล่ ะเมดิ และประกาศอย่างจริงจังว่า ผู้ละเมิดจะต้องได้รับการ
ลงโทษในโลกน้ี และไดร้ ับการทรมานอย่างแสนสาหสั ในโลกหนา้ (อาคิเราะฮ)ฺ พระองคอ์ ัลลอฮฺ ตรสั ความว่า
วชิ าจรยิ ธรรม3 (อลั อคั ลาก3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 11
“แตถ่ า้ ผู้ใดแกแ้ คน้ ตอบแทนหลังจากได้รับความอธรรม ชนเหล่านั้นจะไม่มีทางตําหนิแก่พวกเขา ส่วนท่ีจะ
เกดิ โทษนน้ั ไดแ้ ก่ บรรดาผู้ทอ่ี ธรรมตอ่ มนุษย์ และกอ่ ความเสียหายใหเ้ กิดขึน้ ในแผน่ ดินโดยปราศจากความเป็น
ธรรม ชนเหลา่ นี้พวกเขาจะได้รบั การลงโทษอันเจ็บปวด”
หลังจากนั้นก็ได้กล่าวถึงขั้นของความยุติธรรมซ่ึงเป็นจุดเด่น และยังมีการผลักดันอีกคร้ังหน่ึงให้ไปสู่
ระดับของการทําความดีด้วยการอดทน และการให้อภัยโดยการประกาศว่า การกระทําเช่นน้ันเป็นเรื่องที่หนัก
แนน่ มัน่ คง
“และแนน่ อนผทู้ ี่อดทนให้อภยั แทจ้ รงิ นั่นคือสว่ นหน่ึงจากกิจการท่หี นกั แน่นมั่นคง”
ลกั ษณะเหลา่ นี้มีมาในตัวบทที่ถูกนํามาเสนออย่างกลมกลืนกัน จะสังเกตได้ว่าเป็นไปตามลําดับข้ันตอน
ของความนึกคิดที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง และมีคําแนะนําต่างๆ ท่ีสูงส่ง พร้อมทั้งระมัดระวังความรู้สึกเจ็บปวด
ของผ้ทู ถ่ี กู กระทาํ และมองเห็นความรุนแรงของผู้ละเมิด มีคําประกาศว่าสิทธิของผู้ที่ถูกละเมิดต้องแก้แค้นตาม
ความเป็นจริง หลังจากนั้น ก็ผลักดันให้พวกเขาเกิดความอดทนและการให้อภัย ทั้งหมดนี้คือ สีสันของวงจร
ระหวา่ งความยุตธิ รรมกบั การสรา้ งความดี
ในวันท่ีเข้าพิชิตนครมักกะฮฺ ท่านศาสดา ได้กล่าวแก่ชาวกุเรช ซ่ึงเป็นศัตรูของท่านและขับไล่ท่าน
ออกไปจากนครมกั กะฮวฺ า่
“พวกท่านเหน็ วา่ ฉันควรจะปฏบิ ัติกบั พวกทา่ นอย่างไร?”
พวกเขากล่าวว่า ท่านเป็นพี่น้องท่ีประเสริฐ และเป็นลูกของพ่ีน้องที่ประเสริฐ ท่านศาสดาได้กล่าวข้ึน
ว่า ฉันขอกล่าวแกพ่ วกทา่ นเหมอื นกับทน่ี บยี ูซุฟ ไดก้ ล่าวแก่พน่ี อ้ งของเขาวา่
“ไม่มีการประณามพวกท่านในวันนี้ พวกท่านจงไปกันเถิด พวกท่านถูกปลดปล่อยแล้ว” ในอายะฮฺอ่ืน อัลกุ
รอานไดบ้ รรยายเรอ่ื งผลบญุ ของผู้ใหอ้ ภัยว่า
“และพวกเจ้าจงรีบเร่งกันไปสู่การอภัยจากองค์อภิบาลของพวกเจ้า และไปสู่สวรรค์ ท่ีความกว้างของ
มันคือ บรรดาช้ันฟูาและแผ่นดิน โดยที่มันถูกเตรียมไว้สําหรับบรรดาผู้ยําเกรง ซ่ึงพวกเขาบริจาคในยามท่ีสุข
สบายและเดอื ดร้อน และบรรดาผู้ข่มโทสะและบรรดาผู้ให้อภัย แก่เพ่ือนมนุษย์ และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทํา
ดที ั้งหลาย”(อาลิอมิ รอน :133-134)
การใหอ้ ภัยเปน็ หลักฐานยืนยนั ว่ามจี ติ ใจท่ีงดงาม
คนทใ่ี หอ้ ภัยผอู้ ื่นย่อมเป็นผูท้ ่มี จี ติ ใจสูงสง่ และงดงาม มีความม่งุ ม่ันสูง มีขนั ตธิ รรม และมีความอดทน มุ
อาวยิ ะฮไฺ ด้กล่าวว่า :
“พวกทา่ นจงมคี วามขนั ติธรรมและอดทน จนกวา่ พวกท่านจะมีโอกาส และเม่ือพวกท่านมีโอกาสพวกท่านจงให้
อภัยและให้ความกรณุ า
ขณะเม่ืออับดุลมาลิก บุตรมัรวาน ได้นําเชลยศึกมา อับดุลมาลิก ได้ถามท่านรอญาอฺ ว่า ท่านมี
ความเห็นเปน็ อยา่ งไร? ทา่ นรอญาอกฺ ลา่ ววา่ :
"ความจรงิ อลั ลอฮฺได้มอบส่ิงที่อัลลอฮฺรกั ให้แกท่ ่านแล้ว นั่นคือ ชัยชนะ ดังน้ัน ท่านจงมอบสิ่งที่อัลลอฮฺรักให้แก่
พระองค์เถดิ นัน่ คือ การใหอ้ ภยั "
ดงั นนั้ เขาจงึ ใหอ้ ภยั แก่เชลยศึกนั้นทงั้ หมด
12 วชิ าจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
การให้อภัยเป็นจรรยาของผู้ท่ีมีความเข้มแข็ง ซึ่งเมื่อพวกเขามีความสามารถ และอัลลอฮฺให้
ความสามารถแกเ่ ขาทจี่ ะจดั การกบั ผทู้ ล่ี ะเมดิ พวกเขาได้ แตพ่ วกเขายอมใหอ้ ภัย
ท่านอิหม่ามบุคอรีได้กล่าวไว้ในบทที่ว่าด้วย การแก้แค้นผู้ละเมิดว่า คําดํารัสของอัลลอฮฺที่ว่า “และ
บรรดาผู้ที่เมือ่ มคี วามอยตุ ิธรรมเกดิ ขน้ึ แก่พวกเขา พวกเขาก็แก้แค้นตอบแทน”
อิบรอฮีม อันนะคออีย์ ได้กล่าวว่า : พวกเขารังเกียจท่ีจะเป็นผู้ท่ีตํ่าต้อย ดังนั้น เม่ือพว กเขามี
ความสามารถลา้ งแค้นพวกเขาจะให้อภยั
การใหอ้ ภัยจะทาํ ให้ผใู้ หอ้ ภยั มเี กียรติ
มนุษย์บางคนอาจคิดว่า การไม่ดําเนินการตามสิทธิ์แก่ผู้ท่ีละเมิดตนน้ันเป็นความตกต่ํา และไร้เกียรติ
ความจรงิ แล้วมีบทบัญญัตทิ ี่ชดั เจนบ่งชี้ว่าการให้อภัยจะทําให้ผู้ให้อภัยสูงส่งและจะทําให้เขามีเกียรติ ท่านอบูฮุ
รอยเราะฮฺไดร้ ายงานว่า ท่านรอซูลได้กล่าวว่า
“การทาํ ทานจะไม่ทําให้ทรัพย์ลดหย่อนลง บ่าวของอัลลอฮฺท่ีให้อภัยจะได้รับเกียรติสูงขึ้น ผู้ท่ีนอบน้อมถ่อมตน
อัลลอฮจฺ ะทรงยกยอ่ งเขาให้สูงขึน้ ”(รายงานโดยมสุ ลมิ )
ผู้ที่สมควรไดร้ ับการให้อภัยจากท่าน คือ ผู้ท่ีอยู่ร่วมกับท่าน ได้แก่ ภรรยา บุตร และคนรับใช้ ด้วยเหตุนี้
อลั ลอฮตฺ ะอาลา จงึ ได้บรรยายเร่อื งภรรยาและบุตรไว้เป็นพิเศษว่า
“โอบ้ รรดาผู้ศรทั ธาทงั้ หลาย แท้จรงิ ในหมคู่ ู่ครองของพวกเจ้าและลูกหลานของพวกเจ้านั้น มีบางคนเป็น
ศัตรูของพวกเจ้า ดังน้ัน จงระมัดระวังในการปฏิบัติกับพวกเขา และถ้าหากพวกเจ้าอภัยและยกโทษ (ให้พวก
เขา) แท้จรงิ อลั ลอฮเฺ ป็นผทู้ รงอภัย ผทู้ รงเมตตาเสมอ”(อัตตะฆอบุน :14)
โดยปกติแล้ว หัวหน้าครอบครัวย่อมเร่ิมทําความดีและปฏิบัติอย่างสุภาพอ่อนโยนแก่ภรรยาและบุตร
ของเขา และเม่ือพบวา่ คนในครอบครวั ของเขากระทําความผิดจนทําให้เขาโกรธอย่างรุนแรงและลําบากท่ีจะให้
อภัยและยกโทษให้ได้ เพราะเขาจะถือว่าการกระทําเช่นนั้นเป็นการไม่ให้ความเคารพ ไม่เช่ือฟ๎ง และเนรคุณ
ด้วยเหตุน้ีจึงต้องมีการอบรมสั่งสอนเป็นพิเศษในเรื่องน้ีให้เขายกโทษและให้อภัย เพ่ือทําให้เขาได้รับการอภัย
โทษจากอัลลอฮฺตะอาลา
สาํ หรบั คนรบั ใชน้ นั้ ไดม้ ผี ูเ้ รียนถามทา่ นนบี ว่า “พวกเราจะใหอ้ ภยั แก่คนรบั ใชส้ ักกี่คร้งั ?
ท่านนงิ่ ไม่ตอบ มผี ู้ถามทา่ นอกี แต่ทา่ นกน็ ิง่ ไมต่ อบ จนถกู ถามเป็นคร้งั ท่ีสาม
ทา่ นจงึ ตอบว่า พวกท่านจงใหอ้ ภยั เขา วันละเจด็ สิบคร้งั ”
ประเด็นตา่ งๆ ทคี่ วรทาความเข้าใจเกีย่ วกับการให้อภัย
การใหอ้ ภยั ในความหมายขา้ งต้น ท่ีเป็นเก่ียวกับส่วนบุคคลเท่าน้ัน จึงควรค่าแก่การยกย่อง แต่ถ้าเป็น
เรอื่ งทเี่ กี่ยวข้องกับสว่ นรวม และเกี่ยวกบั สิทธติ ่างๆของพระผ้เู ป็นเจ้า (หรือฮักกุลลอฮ์) นั้น การให้อภัยและการ
ไมถ่ อื โทษเป็นส่งิ ท่ไี ม่ถกู ต้อง และสมควรต่อการถูกตําหนิ ในแบบอยา่ งหรือซุนนะฮ์ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) นั้น
ท่านจะไม่ให้อภัย และจะลงโทษบุคคลท้ังหลายท่ีล่วงละเมิดสิทธิต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า และในกรณีใดที่มี
บทลงโทษจากอัลลอฮ์ (ซ.บ) กําหนดไว้อย่างชัดเจน ท่านก็จะดําเนินการตามบทลงโทษนั้น ๆ โดยไม่มีข้อผ่อน
ปรน และใครกไ็ ม่อาจให้ความอนุเคราะห์ต่อผู้กระทําผิดได้ ยกตัวอย่างเช่น สตรีผู้หน่ึงจากครอบครัวท่ีมีเกียรติ
วชิ าจรยิ ธรรม3 (อลั อัคลาก3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 13
ของชาวกุเรช ซึ่งมีนามว่า "ฟาฏิมะฮ์" ได้ทําการลักขโมย ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลฯ) ได้ออกคําส่ังให้
ดาํ เนนิ การลงโทษนาง ประชาชนจากเผ่าบนีมัคซูมรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนเเรง จึงได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อยับยั้ง
การลงโทษน้ัน โดยขอร้องอุซามะฮ์ บินซัยด์ซึ่งมีความใกล้ชิดเป็นพิเศษต่อท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ) ให้เจรจากับ
ท่านในเร่ืองน้ี ท่านศาสนทูต (ศ็อลฯ) รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก และกล่าวข้ึนว่า : “เจ้าจะให้การอนุเคราะห์
(แก่ผู้อื่น) เกี่ยวกับบทลงโทษของอัลลอฮ์กระนั้นหรือ?” กรณีที่จะเรียกว่าเป็นการให้อภัยน้ัน คือในสภาวะที่
คนเรามคี วามสามารถแก้แค้นหรือตอบโต้การกระทําผิดของผู้อื่นได้ แต่เขามิได้กระทําการตอบโต้ หากแต่การ
นิ่งเงียบหรือการวางเฉย เนื่องจากการท่ีไม่สามารถตอบโต้ได้น้ันไม่อาจนับว่าเป็นการให้อภัย อีกทั้งยังเป็น
สาเหตุนําไปสู่ความเคียดแค้นและความเกลียดชัง ซ่ึงคุณลักษณะท้ังสองประการน้ี เป็นบ่อเกิดแห่งความช่ัวอีก
มากมาย เช่น การคาดคดิ ในทางไม่ดี การอิจฉาริษยา การนินทา เเละการใส่ร้ายปูายสี เป็นต้น และด้วยเหตุผล
น้ีเอง อิสลามจึงได้กําชับให้มุสลมิ ทุกคนใหก้ ารชว่ ยเหลือผ้ทู ถ่ี ูกอธรรม และปกปูองสิทธิต่าง ๆ ของพวกเขาจาก
บรรดาผู้กดขี่ เพื่อทวี่ า่ ความเคียดเเค้นของเขาจะได้ไมส่ ะสมจนกระท่งั ทาํ ให้หวั ใจที่ผ่องเเพ้วและใสบริสุทธ์ิต้อง
ถูกทําลายลงไปภาคผลของการให้อภัยและการระงับความโกรธ ในขณะท่ีมีความสามารถน้ัน มีคํารายงาน
มากมาย ดังตัวอยา่ ง
ท่านศาสดามซู า (อ.) ไดก้ ลา่ วว่า : “โอ้องคพ์ ระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ บ่าวคนใดของพระองค์เป็นท่ีรักย่ิงของ
พระองค?์ ” และอลั ลอฮ์ทรงตอบว่า : “ผ้ซู ง่ึ เมอ่ื เขามีความสามารถ เขากใ็ หอ้ ภัย”
ท่านอมรี ุลมุอ์มนิ นนี อมิ ามอะลี (อ.) ได้กล่าวในเรื่องนเ้ี ช่นกนั ว่า : “เม่ือท่านมีอํานาจเหนือศัตรูของท่าน ดังน้ัน
จงทําให้การใหอ้ ภยั ต่อเขา เพอื่ ขอบคุณ(ต่ออัลลอฮ์) ในอาํ นาจทีม่ เี หนือเขา”
บ่อยครั้งท่ีคนเรากระทําผิดและละเมิดสิทธิต่าง ๆ ของผู้อื่น และก็มีความคาดหวังท่ีจะให้ผู้อ่ืนอภัยให้
ตนเอง แต่ตัวเขาเองก็ไม่เคยทจ่ี ะให้อภัยให้แก่ผู้อื่นเลย ด้วยเหตุนี้ ผู้ท่ีคาดหวังจะให้ผู้อื่นอภัยความผิดของตน
ตัวเขาเองก็จะต้องให้อภยั ต่อความผิดของผู้อ่นื ด้วยเช่นกัน และผู้ที่ตอบโต้ความเลวร้ายของผู้อื่นด้วยวิธีการแก้
แค้นและเอาคืนนั้น จะเป็นเหตุทําให้ความเคียดแค้นชิงชัง และความเป็นศัตรูกันในระหว่างพวกเขาเพิ่มมาก
ยิ่งขึ้น แต่หากเราตอบโต้ความไม่ดีงามหรือความผิดของผู้อ่ืนด้วยกับการทําดีตอบ ด้วยวิธีการน้ีจะทําให้เขา
สามารถทําให้ฝุายตรงข้ามคุกเข่ายอมสยบต่อเขาได้ ความเคียดเเค้น ชิงชังและความเป็นศัตรูของเขา ก็จะ
เปล่ียนเป็นความรกั และกลายเปน็ มิตรสนทิ ดังทม่ี ีกล่าวไว้อลั กุรอาน ความวา่ :
“ความดแี ละความเลวน้นั ย่อมไมเ่ ทา่ เทยี มกันเจ้าจงตอบโต้ (การกระทาํ ท่ีเลวร้ายของผู้อืน่ ) ดว้ ยสิ่งทีด่ ีงามกวา่
เมือ่ นน้ั ผู้ซง่ึ ระหวา่ งเจ้าและระหวา่ งเขามคี วามเปน็ ศัตรกู นั กจ็ ะ(เปลี่ยนมา) ประหน่งึ เปน็ มิตรสนิท”
(ฟุตซลี ตั :34)
ทา่ นอมิ ามอะลี (อ.) ไดก้ ลา่ วในเรือ่ งนี้เช่นกันวา่ : “ท่านจงตาํ หนิพี่นอ้ งของท่าน (เมื่อเขากระทําผิด) ด้วยการทํา
ดตี อ่ เขา และจงตอบโต้ความชว่ั ร้ายของเขาดว้ ยการใหส้ ่ิงท่ีดีงามแก่เขา”
จากบทเรียนดังกล่าวนั้น จะเห็นได้ว่าอิสลามให้ความสําคัญกับการให้อภัยซึ่งกันและ เป็นทําบุญท่ี
ยิ่งใหญอ่ ีกอย่างหนึง่ นน่ั คอื การให้อภัยการให้อภยั และการไม่ถือโทษโกรธเคืองน้ัน คือผลพวงประการหนึ่งของ
ความศรัทธาและคุณธรรมอันสูงส่ง และใครก็ตามท่ีละวางต่อความผิดของผู้อื่น พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่ง ก็จะ
14 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ทรงละวางความผิดบาปตา่ ง ๆ ของเขาด้วยเชน่ กนั และพระองค์จะทรงทาํ ให้เขาเข้าอยู่ในความเมตตา และการ
อภัยโทษของพระองค์ ดงั ทพ่ี ระองคท์ รงตรสั วา่ :
َٔئِ َْ َز ْؼفُٕا َٔرَ ْص َف ُذٕا َٔ َر ْغفِ ُشٔافَاََِّبنهََّٓ َغفُٕ ٌس َس ِدٍ ٌى
"และหากพวกเจ้าให้อภัย ละวางและไม่ถือโทษ (อัลลอฮ์ก็จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเจ้า)เพราะแท้จริงอัลลอฮ์
น้นั ทรงอภยั โทษย่ิง อีกทง้ั ทรงเมตตายง่ิ ." (อัตตะฆอบุน :14)
วิชาจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 15
ใบงานท่ี 2
เรือ่ ง การใหอ้ ภัย
1. เพราะเหตุการณ์ให้อภัยซึง่ กันและกันนัน้ จึงทําให้สังคมน่าอยู่ และนาํ ไปสสู่ งั คมแหง่ สันติสุขได้ ใหผ้ ู้เรียน
อธบิ ายเหตผุ ลมาพอสังเขป
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
2. ยกตวั อย่างฮะดีษของท่านนบี (ซ.ล.) ท่ีกลา่ วเกย่ี วกับคณุ คา่ ของการให้อภยั พร้อมอธบิ ายความหมายพอ
สงั เขป และยกตัวอยา่ งประกอบ
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
3. ยกตัวอยา่ งเหตุการณ์เกย่ี วกบั การใหภ้ ัยทีผ่ เู้ รียนไดป้ ระสบในชวี ิตมา 1 เหตกุ ารณ์พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลว่า
เพราะเหตุใดในเหตุการณน์ น้ั ผู้เรยี นจงึ ให้อภยั
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ชอื่ ...................................................นามสกุล.....................................................
16 วิชาจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
บทที่ 3
เร่ือง ความสภุ าพออ่ นโยนและการนอบน้อมถอ่ มตน
ในการดําเนินชีวิตของมนุษย์นั้น ส่ิงหน่ึงที่ถือว่ามีความจําเป็นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นก็คือการคบหา
สมาคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ แต่ประเด็นที่สําคัญก็คือเราจะต้องรู้ว่า ควรจะแสดงออกและมี
ปฏิสัมพนั ธก์ ับผอู้ ืน่ อยา่ งไร จงึ จะทําใหก้ ารดาํ เนินชวี ติ ของตนเองเกิดความสุขและความราบรื่น จําเป็นท่ีจะต้อง
เรียนรทู้ กั ษะและศลิ ปะในการการมีปฏิสมั พนั ธ์และการแสดงออกตอ่ ผอู้ ืน่ คนท่ีจะประสบความสําเร็จในชีวิตน้ัน
จาํ เปน็ จะต้องมศี ิลปะและทกั ษะในการใช้ชีวิตอยรู่ ว่ มกับผอู้ ่นื
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในยคุ ป๎จจบุ ัน หากขาดความเข้าใจในสิ่งน้ี จะทําให้การดําเนินชีวิตของตนเองพบกับ
ความอับเฉา ไม่ราบร่ืน ความท้อแท้และหมดกําลังใจในการดําเนินชีวิต ซ่ึงในบทเรียนนี้ จะช้ีให้เห็นถึง
หลักเกณฑ์สําคัญประการหนึ่งในการแสดงออกและการปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ที่มนุษย์พึงมีต่อกันในการดําเนินชีวิต
ทางสงั คมดว้ ยความออ่ นน้อมถอ่ มตน
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คือจริยธรรมท่ีดีงามและทรงคุณค่ายิ่งประการหน่ึง ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะ
ทําให้มนุษย์สามารถพิชิตและครอบครองหัวใจท้ังของหมู่มิตรและศัตรูได้ ผู้ใดก็ตามที่แสดงต่อตัวเราด้วยความ
ก้าวรา้ ว ความรุนแรงและความเปน็ ปฏิป๎กษ์น้นั แต่ดว้ ยความออ่ นน้อมถอ่ มตนและความสภุ าพออ่ นโยนท่ีตนเอง
แสดงต่อผู้อน่ื น้นั จะสามารถทําให้ผู้อนื่ เปลย่ี นมาเป็นมิตรและมีความรักใครต่ ่อผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน
ผู้ใดที่ศรัทธาต่อพระองค์ เชื่อฟ๎งคําส่ังของพระองค์ และปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์ เขาคือผู้ที่นอบ
น้อมตอ่ พระองค์อัลลอฮฺ ผู้ใดที่หันหลังให้กับบัญญัติของพระองค์และขัดขวางการปฏิบัติตามคําสั่งของพระองค์
เขาคือผู้ที่ยโสโอหัง อัลลอฮฺ ทรงตรัสไวใ้ น ซูเราะห์ อันนซิ าอ์ อายะห์ท่ี 172 ว่า
ٌلَّن ٌَ ْس َتن ِك َفا ْل َم ِسٌ ُحؤَن ٌَ ُكو َن َع ْب ًدالِّلَّـ ِه َو ََلا ْل َم ََل ِئ َك ُةا ْل ُم َق َّر ُبوَۚ َن َو َمن ٌَ ْس َتن ِك ْف َع ْن ِع َبا َد ِت ِه َو ٌَ ْس ََت ْك ِب ْر َف َس ٌَ ْح ُش ُر ُه ْمإِ َل ٌْ ِه َج ِم
﴾ٔ٧ٕ﴿ًعا
“และผูใ้ ดท่ีหยิ่งตอ่ การทีจ่ ะทําอบิ าดะห์ตอ่ พระองคแ์ ละยโส และพระองค์กจ็ ะทรงชุมนุมพวกเขาไว้ยงั พระองค์
ท้งั หมด”
การนอบน้อมถอ่ มตน เป็นคณุ ลักษณะของบรรดานบี และบรรดารอซูล และเปน็ มารยาทของบรรดามุมิน
ผู้ยําเกรงอัลลอฮฺ ผู้ที่มีเกียรติก็จะมีเกียรติมากย่ิงขึ้น ผู้ที่มีความนอบน้อมก็จะได้รับการยกย่อง บุคคลท่ีจะมี
มารยาทที่ดีงามได้ ก็ด้วยความยึดม่ันในความจริง เคารพในสิทธิ์ของผู้อ่ืน มีผู้นอบน้อมถ่อมตนจํานวนมาก ท่ี
ได้รบั ความรักใคร่ และการให้ความสนิทสนม ไม่มีผใู้ ดทน่ี อบนอ้ มถ่อมตน นอกจากอัลลอฮจฺ ะทรงให้เกียรตเิ ขา
ทา่ นอบูฮูรอยเราะห์ กลา่ ววา่ ท่านร่อซลู ได้กล่าวว่า
َو َما َزا ََدالل ُه َع ْب ًدا ِب َع ْف ٍوإَِلَّ ِع ًّزا َو َما َت َوا َض َعؤَ َح ُد ِنالل ِهإَِلَّ َر َف َع ُهالله
“และอัลลอฮฺไม่ได้เพ่ิมให้แก่บ่าวด้วยการให้อภัยนอกจากเกียรติยศ และไม่มีคนใดที่นอบน้อมต่ออัลลอฮฺ
นอกจากพระองค์จะเชดิ ชเู ขา”
ทา่ นนบี คอื ตัวอย่างท่ีดี โดยทีท่ า่ นมีความถ่อมตนอยา่ งมาก ทัง้ ๆ ทท่ี า่ นมีตําแหน่งอันสูงส่ง ท่านหญิง
อาอีซะห์ กลา่ วไว้ดังนี้
วิชาจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 33
การท่ีบุคคลยึดม่ันในหลักคําสอนของศาสนาด้วยการประพฤติดีและละเว้นความชั่ว ย่อมเป็นบ่อเกิด
ของคุณธรรมในการดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ผูท้ ม่ี ีศาสนาประจําใจและเคร่งครัดในการปฏิบัติตามหลัก
คาํ สอนของศาสนาจะไมฟ่ มุ เฟอื ยและสรุ ุ่ยสุรา่ ยในการใชจ้ า่ ย แต่จะรู้จักความพอดีและความเหมาะสมในการใช้
จ่าย รู้จกั ทาํ มาหาเล้ยี งชพี ไม่เกียจคร้าน และรู้จักบาปคุณโทษ ไม่ประกอบอาชีพที่ผิดต่อหลักศาสนบัญญัติ ไม่
ฉ้อโกง หรือเอาเปรียบผู้อื่น แต่จะมีความสุจริตและซื่อสัตย์ รักในการเรียนรู้และส่ังสมประสบการณ์อยู่
ตลอดเวลา จึงสามารถกล่าวได้ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกําหนดวาง
เอาไวเ้ ปน็ หลกั 5 ประการนั้นมีความสอดคล้องกบั หลกั คําสอนของศาสนาอสิ ลามโดยรวม
34 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ใบงานที่ 4
เร่ือง ความพอเพียง
1 ใหผ้ เู้ รยี นยกตวั อยา่ งหลักเกณฑ์การใชจ้ ่ายอยา่ งเป็นทางสายสายกลางตามแนวทางอสิ ลามมาพอสงั เขป
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
2. ใหผ้ เู้ รียนยกตัวอย่างโองการจากอลั กุรอาน หรือฮะดษี ที่มีความสอดคล้องกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ
พอเพียงมา 1 อย่าง พรอ้ มอรรถาธิบายพอสงั เขป
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
3. ใหย้ กตัวอย่างการใช้ชีวติ ของผเู้ รียนว่ามเี รื่องใดบา้ งท่สี อดคล้องกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ชอื่ ...................................................นามสกุล.....................................................
วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 35
ใบงานท่ี 5
เรือ่ ง ความพอเพียง
1. ใหผ้ ู้เรยี นบอกความหมายของคาํ วา่ พอเพียงตามพระราชดาํ รสั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั รชั กาล
ท่ี รชั กาลที่ 9
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
2. ใหผ้ เู้ รยี นอธิบายหลกั การและเงอื่ นไขของความพอเพยี งตามแนวพระราชดําริของพระบาทสมเดจ็ พระ
เจา้ อยหู่ ัว
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
3. เพราะเหตุใดหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงสามารถแกป้ ญ๎ หาความยากจนของคนไทยได้
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ชอื่ ...................................................นามสกุล.....................................................
36 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
บทท่ี 5
เรื่อง มารยาทในการศกึ ษา
การศึกษาหาความรู้ในอิสลามนั้น ถือว่ามีความสําคัญมาก และผู้คนส่วนใหญ่ล้วนแต่ให้สําคัญกับการ
หาความรูต้ ้ังแตแ่ รกเกดิ จนถงึ หลุมฝง๎ ศพ ดังนัน้ ในการศึกษาจึงจาํ เป็นต้องมีจริยธรรมที่ดีงานเพ่ือให้เป็นตัวอย่าง
ใหผ้ ้คู นบนโลกนี้ มารยาททีด่ ใี นระหว่างการแสวงหาความรูม้ ดี งั น้ี
1. การนั่งของนกั เรยี นนกั ศึกษา
1- จากอมุ รั บนิ อลั คอ็ ฏฏ็อบเราะฎยิ ัลลอฮฺ อนั ฮุ เลา่ ว่า :
-صلىاللهعلٌهوسلم- ََب ٌْ َن َما َن ْح ُن ِع ْن َد َر ُسو َِلل َّل ِه
ََذا َت ٌَ ْو ٍمإِ ْذ َطلَ َع َعلَ ٌْ َنا َر ُجلٌ َش ِدٌ ُد َب ٌَا ِضال ِّث ٌَا ِب َش ِدٌ ُد َس َوا ِدال َّش َع ِرَلَ ٌُ َرى َع َل ٌْ ِهؤَ َث ُرال َّس َف ِر َوَلَ ٌَ ْع َِرفُ ُه ِم َّناأَ َح ٌد َح َّتى َجلَ َسإَِل
متفقعلٌه... َفؤَ ْس َن َد ُر ْك َب َت ٌْ ِهإِلَى ُر ْك َب َت ٌْ ِه َو َو َض َع َك َّف ٌْ ِهَ َع َلى َف ِخ َذ ٌْ َِه-صلىاللهعلٌهوسلم- َىال َّن ِب ِّى.
“ในขณะที่พวกเรากําลังอยู่พร้อมกับท่านรอซูล(ซ.ล.) ในวันหน่ึงน้ัน ก็ได้มีชายที่มีเส้ือผ้าขาวผ่อง ผม
ดําสนิทคนหนึ่งเข้ามาหาพวกเรา เขาไม่มีร่องรอยของการเดินทางไกล แต่ก็ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเราท่ีรู้จักเขา
จนกระท่ังเขาได้นั่งลงตรงหน้าท่านนบี (ซ.ล.) แล้วเขาก็ประกบหัวเข่าของเขากับหัวเข่าของท่าน และว่างสอง
ฝุามือลงบนโคนขาของเขา
[มตุ ตะฟ๎ก อะลยั ฮฺ บันทึกโดยอลั บุคอรยี ์ หมายเลข 50 และมสุ ลิมตามสาํ นวนนี้ หมายเลข 8]
2- มรี ายงานจากอนัส บินมาลิก เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่า :
. » َف َقا َم َع ْب ُداللَّ ِه ْب ُن ُح َذا َف َة َف َقالَ َم ْنؤَ ِبى َف َقا َلَ«أَ ُبو َك ُح َذا َف َُة، َخ َر َج- صلىاللهعلٌهوسلم- أَ َّن َر ُسو ََلل َّل َِه
- َ َو ِب ُم َح َّم ٍد، َو ِبالإِ ْسَلَ ِم ِدٌ ًنا، َف َب َر َك ُع َم ُر َعلَى ُر ْك َب َت ٌْ ِه َف َقا َل َر ِضٌ َنا ِباللَّ ِه َر ًّبا. »ُث َّمؤَ ْك َث َرأَ ْن ٌَقُو َلَ« َسلُو ِنى
أخرجهالبخاري. َف َس َك ََت، َن ِب ًٌّا- صلىاللهعلٌهوسلم
“ท่านนบี (ซ.ล.) ไดอ้ อกมา แลว้ อับดุลลอฮฺ บินคซุ าฟะฮกฺ ย็ ืนขึน้ แล้วถามวา่ “ใครคือพ่อของฉัน ?”
ท่านตอบวา่ “พ่อของทา่ นคือคุซาฟะฮฺ” หลงั จากนนั้ ท่านกพ็ ดู ซํา้ แลว้ ซํ้าเล่าว่า “จงถามฉนั ซิ ๆ ๆ ๆ”
อมุ รั เลยคุกเข่าลงพร้อมกับกล่าวว่า “เราะฎีตุบิลลาฮิ รับบา วะบิลอิสลามิดีนา วะบิมุหัมมะดิน ศ็อลลัลลอฮุอะ
ลัยฮิ วะสลั ลมั นบยี า”
(แปลว่า เราพอใจแล้วกับการมีอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า กับการมีอิสลามเป็นศาสนา และกับการมีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
เป็นศาสดา) ทา่ นเลยจึงเงยี บลง[บันทึกโดยอลั บุคอรยี ์ หมายเลข 93 ]
การใหค้ วามสาํ คญั ตอ่ การร่วมกลุ่มกับกลุ่มศึกษาวิชาและกลุ่มขัดสมาธิท่ีมีอยู่ตามมัสยิดต่าง ๆ และเขา
ควรจะน่ังลงตรงไหน หากมาถึงในขณะท่คี นอื่นต่างน่งั อยใู่ นกลมุ่ เรียบร้อยแลว้
มีรายงานจากอบวี าฟดิ อลั ลัยซีย์ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อนั ฮุ ว่า :
- صلىاللهعلٌهوسلم- َأَ َّن َر ُسو ََلل َّل ِه
- صلىاللهعلٌهوسلم- َفؤَ ْق َب ََل ْث َنا ِنإِلَى َر ُسو َِلل َّل َِه،إِ ْذأَ ْق َب َل َثَلَ َث ُة َن َف ٍر،َب ٌْ َن َما ُه َو َجا ِل ٌس ِفىا ْل َم ْس ِج ِد َوال َّنا ُس َم َع ُه
- صلىاللهعلٌهوسلم- َقا َل َف َو َق َفا َع َلى َر ُسو َِلل َّل َِه،َو َذ َه َب َوا ِح ٌد
َفلَ َّما َف َر َغ َر ُسو، َوأَ َّماال َّثالِ ُث َفؤَ ْد َب َر َذا ِه ًبا، َوأَ َّماالآ َخ ُر َف َجلَ َس َخ ْل َف ُه ْم،َفؤَ َّماأَ َح ُد ُه َما َف َرأَىفُ َْر َج ًة ِفىا ْل َح ْل َق ِة َف َج َل َس ِفٌ َها
- صلىاللهعلٌهوسلم- ََُلل َّل ِه
วิชาจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 37
َوأَ َّما، َفا ْس َت ْح ٌَااللَّ ُه ِم ْن ُه، ََوأَ َّماالآ َخ ُر َفا ْس َت ْح ٌَا،ُ َفآ َوا ُهال َّله،َقا َلَ«أََلَأُ ْخ ِب ُر ُك ْم َع ِنال َّن َف ِرال َّثَ َل َث ِةأَ َّماأَ َح ُد ُه ْم َفؤَ َوىإِ َلىال َّل ِه
متفقعلٌه. » َفؤَ ْع َر َضاللَّ ُه َع ْن َُه،الآ َخ ُر َفؤَ ْع َر َض
“ในขณะทีท่ ่านรอซูล(ซ.ล.) กําลังน่ังอยู่ในมัสยิดพร้อม ๆ กับคนอื่นนั้น ก็มีคนสามคนเดินตรงเข้ามา
แล้วสองคนก็เข้ามายังท่านรอซูล(ซ.ล.) ส่วนอีกหนึ่งคนได้หายไป แล้วสองคนน้ันได้หยุดตรงหน้าท่านรอซูล
(ซ.ล.) ซึง่ คนหนง่ึ ได้เหน็ มีท่วี า่ งอยู่ในวงล้อม เขาจงึ นง่ั ลง ส่วนอีกคนหนงึ่ ได้นั่งลงที่ท้ายวง ในขณะที่คนท่ีสามได้
หันหลังจากไป ครั้น เมื่อท่านรอซูล(ซ.ล.) เสร็จ (จากการสั่งสอนอบรม)ท่านก็ได้กล่าวว่า “เอาไหมล่ะ ฉันจะ
บอกพวกท่านเก่ียวกับคนสามคนนี้ ?คนหน่ึงได้เข้าหาอัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็เลยทรงให้ความคุ้มครองส่วนอีกคนน้ัน
เขาอาย อัลลอฮฺก็เลยทรงอายต่อเขาเหมือนกันและสําหรับอีกคนหน่ึงน้ัน เขาได้หันหลังจากไป อัลลอฮฺก็เลย
ทรงเพกิ เฉยตอ่ เขา”
[มุตตะฟก๎ อะลัยฮฺ บันทกึ โดยอัลบคุ อรียต์ ามสํานวนน้ี หมายเลข 66 และมุสลิม หมายเลข 2176]
2. การนง่ั เปน็ วงกลมในท่ึชุมนุมเพอ่ื รําลกึ ถงึ อลั ลอฮฺหรือศึกษาหาความรู้
มีรายงานจากอนัส บนิ มาลิก เราะฎิยลั ลอฮฺ อนั ฮุ ว่าท่านรอซูล(ซ.ล.) ได้กล่าวว่า :
« أخرجهؤحمدوالترمذي.»َ َقالُوا َو َما ِر ٌَا ُضا ْل َج َّن ِة َقا ََل« ِحلَقُال ِّذ ْك ِر.»إِ َذا َم َر ْر ُت ْم ِب ِر ٌَا ِضا ْل َج َّن ِة َفا َْر َت ُعوا
“เมอ่ื พวกท่านผา่ นหนา้ ลานสวรรค์ก็จงหยดุ แวะ” พวกเขาถามวา่ “ลานสวรรคค์ ืออะไรละ่ ?”
ทา่ นตอบวา่ “คือ วงรําลึกถึงอัลลอฮฺ”
[หะสัน บันทึกโดยอัหมัด หมายเลข 12551 ดู อัลสิลสิละฮฺ อัลเศาะฮีหฺะฮฺ หมายเลข 2562 และ บันทึก
โดยอัลติรมซิ ยี ์ หมายเลข 3510 เศาะฮีหฺสุนนั อัลติรมิซีย์ หมายเลข 2787 ]
3. การให้เกียรตติ ่ออุลามาอฺ (นักวิชาการ) และผอู้ าวุโส
1- อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ไดท้ รงกล่าวว่า :
" โอ้ บรรดาผศู้ รทั ธาเอ๋ย สเู จ้าจงอยา่ พูดดังกว่าเสียงของนบี และจงอย่าพูดกับเขาด้วยเสียงดังอย่างที่สู
เจา้ บางคนพูดเสียงดงั กับคนอนื่ เพราะเกรงว่าการงานตา่ ง ๆ ของสเู จ้าจะต้องสูญเสยี ไปโดยที่สเู จ้าไม่รสู้ กึ ตวั "
(อลั หุํรุ อ็ ต : 2)
2- จากอนัส บนิ มาลกิ เราะฎิยัลลอฮฺ อนั ฮุ เลา่ วา่ :
-صلىاللهعلٌهوسلم- َفؤَ ْب َطؤَا ْل َق ْو ُم َع ْن ُهؤَ ْن ٌُ َو ِّس ُعوا َل ُه َف َقا ََلل َّن ِب َُّى-صلىاللهعلٌهوسلم- ََجا َء َش ٌْ ٌخ ٌُ ِرٌ ُدال َّن ِب َّى
أخرجهالترمذٌوالبخارٌفٌالأدبالمفرد.»«لَ ٌْ َس ِم َّنا َم ْنلَ ْم ٌَ ْر َح ْم َص ِغٌ َر َنا َو ٌُ َو ِّق ْر َك ِبٌ َر َنا
มีชายชราคนหน่ึงได้มาหาท่านนบี (ซ.ล.) ปรากฏว่ากลุ่มคนที่ห้อมล้อมท่านได้ขยายวงเพื่อให้เขานั่งลงช้าไป
ท่านนบี (ซ.ล.) จึงกล่าวว่า “ผู้ใดท่ีไม่ปรานีต่อผู้เยาว์ของเราและไม่ให้เกียรติต่อผู้อาวุโสของเรา ผู้นั้นไม่ใช่คน
ของเรา”
[เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอลั ติรมิซยี ต์ ามสาํ นวนนี้ หมายเลข 1919 เศาะฮีหฺสุนันอัลติรมิซีย์ หมายเลข 1565 บันทึก
โดยอลั บคุ อรีย์ ในอลั อะดับ อัลมุฟร็อด หมายเลข 363 เศาะหีหฺอัลอะดับ อัลมุฟร็อด หมายเลข 272 ดู อัลสิล
สลิ ะฮฺ อัลเศาะฮหี ะฺ ฮฺ หมายเลข 2196]
38 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
3- มีรายงานจากอบุ าดะฮฺ บบิ อศั ศอมิต เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อันฮุ ว่าทา่ นรอซลู (ซ.ล.) ไดก้ ล่าววา่ :
« أخرجهالحاكم.»لَ ٌْ َس ِم َّنا َم ْنلَ ْم ٌَُ ِج َّل َك ِبٌ َر َنا َو ٌَ ْر َح ْم َص ِغٌ َر َناو ٌَ ْع ِر ْفلِ َعالِ ِمنا
“ผู้ใดท่ีไม่ยกย่องผู้อาวุโสของเรา ไม่ปรานีต่อผู้เยาว์ของเรา และไม่ให้เกียรติต่อผู้รู้ของเรา ผู้น้ันไม่ใช่คนของ
เรา”
[เศาะฮหี ฺ บันทึกโดยอลั หากมิ หมายเลข 421 ดู เศาะฮหี ฺ อัลตัรฆีบ วะอัลตัรฮีบ หมายเลข 95]
4. การเงยี บเพ่ือสดบั ฟ๎งคําพูดของอลุ ามาอฺ
มีรายงานจากญะรีร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่าท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าวกับเขาในตอนหัจญ อัลวะดาอฺ
(หจั ญ์สดุ ท้าย ครัง้ อาํ ลาของท่านนบี (ซ.ล.) ) วา่ :
« .ا ْس َت ْن ِص ِتال َّنا َسَ» َف َقا َلَ«َلَ َت ْر ِج ُعوا َب َْع ِدى ُك َّفا ًرا ٌَ ْض ِر ُب َب ْع ُض ُك ْم ِر َقا َب َب ْع ٍ َض» متفقعلٌه
“จงทําใหค้ นเงยี บเสียงซิ” แล้วทา่ นกพ็ ดู ข้ึนวา่
“หลังจากที่ฉันส้ินชีวิตแล้ว พวกท่านจงอย่าได้หวนกลับสู่นิสัยของพวกปฏิเสธศรัทธา โดยที่บางคนในหมู่พวก
ทา่ นตา่ งฟ๎นคอฆ่ากันเอง”
[มตุ ตะฟก๎ อะลยั ฮฺ บนั ทกึ โดยอลั บุคอรยี ต์ ามสํานวนน้ี หมายเลข 121 และมสุ ลิม หมายเลข 65]
เมื่อได้รับข้อมูลขา่ วสารที่ไมเ่ ขา้ ใจ กจ็ งไตถ่ ามผูร้ ูจ้ นเข้าใจ
มีรายงานจากอิบนุอบีมลุ ยั กะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่า :
- َوأَ َّنال َّن ِب ََّى، َكا َن ْتَ َل َت ْس َم ُع َش ٌْ ًئاَلَ َت َْع ِر ُف ُهإَِلَّ َرا َج َع ْت ِفٌ ِه َح َّتى َت ْع ِر َف ُه- صلىاللهعلٌهوسلم- َأَ َّن َعا ِئ َش َة َز ْو َجال َّن ِب ِّى
) َقالَ ْت َعا ِئ َش ُة َفقُ ْل ُتؤَ َو َل ٌْ َس ٌَ ُقو َُلللَّ ُه َت َعالَى. »َ َقا ََل« َم ْن ُحو ِس َب ُع ِّذ َب- صلىاللهعلٌهوسلم
متفقعلٌه. »َ َو َل ِك ْن َم ْن ُنَو ِق َشا ْل ِح َسا َب ٌَ ْه ِل ْك،َف َس ْو َف ٌُ َحا َس ُب ِح َسا ًبا ٌَ ِسٌ ًرا ( َقالَ ْت َف َقا ََل«إِ َّن َما َذلِ َكا ْل َع ْر ُض
“ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ภริยาของท่านนบี (ซ.ล.) น้ัน ทุกคร้ังท่ีนางได้ฟ๎งสิ่งที่นางไม่เข้าใจ นางก็จะไต่ถาม
จนกระทง่ั ไดเ้ ข้าใจ
โดยครั้งหนงึ่ ท่านนบี (ซ.ล.) ไดก้ ล่าววา่ “ผูใ้ ดที่ถกู สอบสวนเขาก็จะต้องถกู ลงโทษ”
อาอิชะฮเฺ ลา่ วา่ “ฉนั จงึ ถามว่า “แล้วอัลลอฮฺมิได้ทรงกล่าวว่า : ดอกหรือ ? (แปลว่า : แล้วในภายภาคหน้าเขาก็
จะถูกสอบสวนอยา่ งง่ายดาย) (อัลอินชิกอก : 8)
แล้วท่านก็ตอบว่า (อายัต) ดังกล่าวนั้นหมายถึงการนําเสนอ (ไม่ใช่การถูกสอบสวน) แต่หากผู้ใดถูกสอบสวน
แล้วเขากจ็ ะต้องมอี นั เป็นไป”
[มุตตะฟก๎ อะลยั ฮฺ บันทกึ โดยอัลบคุ อรยี ต์ ามสํานวนน้ี หมายเลข 103 และมุสลมิ หมายเลข 2876]
5. การทบทวนความจาํ ทีเ่ ป็นอายะฮ์อัลกุรอานหรือส่ิงอ่นื ๆ
1- มรี ายงานจากอบีมูซา อะลัยฮสิ สลาม วา่ ท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าววา่ :
« َت َعا َه ُدواا ْلقُ ْرآ َن َف َوالَّ ِذى َن ْف ِسى ِب ٌَ ِد ِهلَ ُهَ َوأَ َش ُّد َت َف ِّص ًٌا ِم َنال ِإ ِب ِل ِفى ُعقُلِ َها»متفقعلٌه
“พวกท่านจงหมั่นทบทวนอัลกุรอานอยู่เสมอ ซึ่งฉันขอสาบานด้วยพระผู้ซ่ึงชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์
ของพระองคว์ ่า มนั (การจาํ อลั กรุ อาน) น้นั ชา่ งเปรียวยิง่ กวา่ อูฐท่ีถูกลา่ มเชือกเสยี อีก ”
[มตุ ตะฟก๎ อะลยั ฮฺ บันทกึ โดยอลั บคุ อรยี ต์ ามสาํ นวนน้ี หมายเลข 5033 และมสุ ลมิ หมายเลข 791]
วชิ าจริยธรรม3 (อลั อคั ลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 39
2- จากอบฮี ุรัยเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อนั ฮุ เล่าว่า :
- صلىاللهعلٌهوسلم- ََح ِف ْظ ُت ِم ْن َر ُسو َِلل َّل ِه
أخرجهالبخاري. َوأَ َّماالآ َخ ُر َفلَ ْو َب َث ْث ُت ُهقُ ِط َع َهَ َذاا ْل ُب ْل ُعو َُم، َفؤَ َّماأَ َح ُد ُه َما َف َب َث ْث ُت ُه،ِو َعا َء ٌْ ِن
“ฉันจดจําคําพูดของท่านรอซูลสองประเภทด้วยกัน โดยประเภทหนึ่งฉันได้เปิดเผยแก่คนอื่น ส่วนอีก
ประเภทหนึ่งนน้ั หากฉันเปดิ เผยแลว้ หลอดอาหาร (ลาํ คอ) นี้ ก็คงต้องถูกฟน๎ ขาด”
(นักอธิบายได้กล่าวว่า คําพูดของท่านนบี (ซ.ล.) ท่ีอบูฮุรัยเราะฮฺไม่เปิดเผยต่อผู้อ่ืนเพราะเกรงจะเป็น
อันตรายตอ่ ตวั เองนั้น เปน็ คําพูดทเ่ี ก่ียวกบั สถานการณก์ ารเมืองที่จะเกิดขึ้นหลังจากท่านนบีเสียชีวิตไป อย่างไร
กต็ าม ในบน้ั ปลายชวี ติ ของเขา เขาก็ไดเ้ ปดิ เผยสิ่งเหล่าน้ีอย่างอ้อม ๆ โดยเล่ียงที่จะระบุชื่อบุคคล เช่น ผ่านคํา
ดุอาของเขาว่า ฉันขอหลีกไกลจากต้นปีท่ี 60 และจากการปกครองของเด็ก ๆ อันหมายถึงการปกครองของยะ
ซดี บินมอุ าวิยะฮฺ เมื่อปีที่ 60 ฮ.ศ. ซึ่งอัลลอฮฺได้ตอบรับดุอาด้วยการให้เขาเสียชีวิตในปี 59 หนึ่งปีก่อนท่ียะซีด
บินมุอาวิยะฮจฺ ะขน้ึ ปกครองรฐั อสิ ลาม ดู อัลฟต๎ หฺ อัลบารยี ์ เล่ม 1 หนา้ 261 – ผ้แู ปล)
[บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลข 120]
6. ตอ้ งต้งั สมาธแิ ละตัง้ ใจฟ๎ง
อลั ลอฮฺ ไดท้ รงกลา่ ววา่ :“แท้จรงิ แลว้ ในสง่ิ ดังกลา่ วนัน้ ย่อมเป็นบทเรียน แก่ผู้ทม่ี ีหัวใจหรือสดับฟ๎งอย่างต้ังใจ”
(กอ้ ฟ : 37)
การออกเดินทางและยอมระกําลําบากเพ่ือแสวงหาความรู้ ตลอดจนการพยายามตักตวงวิชาพร้อมกับ
แสดงกรยิ าน้อบน้อมถอ่ มตนในทุกโอกาส
อิบนุอบั บาส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮมุ า ไดเ้ ล่าว่า ฉนั ไดย้ ินท่านรอซูล(ซ.ล.) กลา่ ววา่ :
« ََ َجا َء ُه َر ُجلٌ َف َقا َل َه ْل َت ْعلَ ُمؤَ َح ًَداأَ ْعلَ َم ِم ْن َك َقالَ ُمو َسىَل،َب ٌْ َن َما ُمو َسى ِفى َمِ ٍل ِم ْن َب ِنىإِ ْس َرا ِئٌ َل
َو ِقٌ َل َل ُهَإِ َذا َف َق ْد َتا ْل ُحو َت َفا، َف َج َع ََلللَّ ُهلَ ُها ْل ُحو َتآ ٌَ ًة، َف َسؤَلَ ُمو َسىال َّس ِبٌ َِ ِللَ ٌْ ِه، َع ْب ُد َنا َخ ِض ٌر، َفؤَ ْو َحىاللَّ ُهإِ َلى ُمو َسى َب َلى.
َ َو، َف َقَا َللِ ُمو َسى َف َتا ُهؤَ َرأَ ٌْ َتإِ ْذأَ َو ٌْ َناإِلَىال َّص ْخ َر ِة َفإِ ِّنى َن ِسٌ ُتا ْل ُحو َت، َو َكا َن ٌَ َّت ِب ُعؤَ َث َرا ْل ُحو ِت ِفىا ْل َب ْح ِر،ُ َفإِ َّن َك َس َت ْل َقاه،ْر ِج ْع
. َف َو َج َدا َخ ِض ًرا، َفا ْر َت َّدا َعلَىآ َثا ِر ِه َما َق َص ًصا، َقالَ َذلِ َك َما ُك َّنا َن ْب ِغى. َُماأَ ْن َسا ِنٌ ِهإَِلَّال َّش ٌْ َطا ُنؤَ ْنؤَ ْذ ُك َرَه
ِفى ِك َتا ِب ِهَ»متفقعلٌه- َ َع َّز َو َج َّل- ََُف َكا َن ِم ْن َشؤْ ِن ِه َماالَّ ِذى َق َّصال َّله
“ในขณะทมี่ ูซากําลงั อยพู่ รอ้ มกบั คณะชาวอสิ รออลี น้นั กม็ ชี ายคนหนึ่งเข้ามาหา แล้วถามว่า “ท่านทราบไหมว่า
มคี นท่รี ดู้ กี วา่ ท่าน?มูซาตอบว่า “ไมท่ ราบ”แล้วอัลลอฮฺก็ดลใจให้คําตอบแก่มูซาว่า “ยังมี เขาคือบ่าวของเราช่ือ
“เคาะฎิร”แลว้ มซู ากถ็ ามถึงวธิ ที ีจ่ ะไปหาผนู้ ั้น อลั ลอฮจฺ ึงใช้ปลาใหญ่เป็นตวั ชส้ี ญั ญาณใหแ้ กเ่ ขา และเขาได้ถูกสั่ง
ว่า “เม่อื เจ้าไม่พบปลาใหญเ่ จา้ ก็จงย้อนกลบั แล้วเจา้ กจ็ ะได้พบกับเขา”
ซึ่งทา่ นก็ได้สะกดรอยตามปลาใหญ่ในทะเล .. แลว้ คนรับใชข้ องมูซาก็บอกแก่มูซาว่า “ท่านสังเกตุเห็นไหม
วา่ ในตอนที่เราได้แวะพักที่โขดหิดน้ัน ฉันได้ลืมจะสังเกตุดูปลาใหญ่ และท่ีฉันลืมบอกไปก็เพราะมารชัยฏอนทํา
ให้ฉันลืม”ท่านเลยกล่าวว่า “น้ันแหล่ะคือส่ิงที่เราค้นหา” แล้วทั้งสองจึงย้อนกลับตามทางเดิม แล้วก็ได้พบกับ
ท่านเคาะฎริ ซง่ึ เรอ่ื งราวของคนทั้งสองกเ็ ป็นไปตามที่อลั ลอฮฺได้ทรงเล่าในคัมภรี ์ของพระองค์ ”
[มตุ ตะฟก๎ อะลยั ฮฺ บนั ทกึ โดยอลั บคุ อรยี ์ตามสาํ นวนน้ี หมายเลข 74 และมสุ ลิม หมายเลข 2380]