The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดเรียนรู้ จริยธรรม ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by razu_liver, 2020-08-08 12:45:55

ชุดเรียนรู้ จริยธรรม ม.ปลาย

ชุดเรียนรู้ จริยธรรม ม.ปลาย

Keywords: อิสลาม,ชุดการเรัยนจริยธรรม

68 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ใบงานท่ี 11
เรือ่ ง มารยาทของมุสลมิ ต่อศาสนิกอนื่

1. เพราะเหตุใดมสุ ลมิ จงึ ต้องแสดงมารยาทท่ดี ีงานต่อชนตา่ งศาสนกิ อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................

2. หากมีเพ่ือนเราท่เี ปน็ คนตา่ งศาสนกิ เสยี ชีวิต เราจะละหมาดญะนาซะห์ และขอดุอาอฺให้เขาไดห้ รอื ไม่ เพราะ
เหตุใด และอะไรบา้ งบ้าง ทอ่ี ิสลามส่งเสรมิ ใหป้ ฏบิ ตั เิ ม่อื มเี พอ่ื นเราทเี่ ป็นคนต่างศาสนิกเสียชวี ิตลง

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................

ช่อื ...................................................นามสกลุ .....................................................

วิชาจริยธรรม3 (อลั อคั ลาก3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 69

บทที่ 11

เรอ่ื ง มารยาทต่อสังคมและสง่ิ แวดล้อม
มารยาทต่อสังคม

ป๎จจุบันเป็นยุคของโลกาภิวัฒน์และโลกของการแข่งขันและการทํางานให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของ
สงั คมที่แย่งเวลาในการท่ีจะปลูกฝ๎งส่ิงดีงามเหล่าน้ีไป จนเกิดการหลงลืมคําว่า “มารยาทต่อสังคม” และได้เกิด
การทาํ ส่งิ ต่าง ๆ ท่ยี ดึ ตนเองเป็นหลัก โดยไม่ได้คํานึงถึงคนในสังคมรอบข้างว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรกับส่ิงท่ีตนเอง
กระทํา กลา่ วงา่ ยๆ ว่า “ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะไมใ่ ช่เรือ่ งของเรา เร่ืองของเรา คือ เราต้องสบาย ต้องได้
ไม่ต้องเสีย หรือต้องสําเร็จ” จึงทําให้สังคมเกิดความสับสนว่า “สิ่งใดควรทําและส่ิงใดไม่ควรทํา” “สิ่งใด
เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม” “สิ่งใดถูกกาลเทศะหรือไม่ถูกกาลเทศะ” บุคคลท่ีมีกริยามารยาทดีจะมีโอกาส
ไดร้ ับความนิยมชมชอบและชนื่ ชมจากบคุ คลรอบขา้ ง

การที่จะทําให้ครอบครัว หน่วยงาน และสังคมน่าอยู่นั้น สิ่งที่ต้องปลูกฝ๎งและฝึกฝนมาตั้งแต่เล็กจนโต
น่ันก็คือ มารยาททางสังคม เพราะมารยาททางสังคม เป็นการแสดงออกมาซึ่งกิริยาท่าทางและการพูดจา
อาศยั การบอกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฝึกเองจนเกิดข้ึนเป็นอัตโนมัติ คนดี มารยาทดีเท่ากัน แต่อาจไม่เหมือนกัน
เพราะคนมีบคุ ลิกภาพตา่ งกัน การแสดงออกย่อมต่างกันต้องแสดงออกมาแล้วเป็นผลดีแก่ตัว เพราะทําให้ผู้อ่ืน
พอใจด้วยรู้สึกว่าได้รับเกียรติ เมอื่ ให้เกยี รติแก่ผู้อื่น ตนเองก็จะเป็นผู้มีเกียรติด้วย มารยาทท่ีพบเห็นกันบ่อย
ๆ และควรรักษาไวใ้ นสงั คมและปลกู ฝ๎งให้ลกู หลานคนไทยต่อไป

1- อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ไดท้ รงกลา่ วว่า :
" โอ้ บรรดาผศู้ รทั ธาเอย๋ เมือ่ มีคนบอกสูเจา้ ว่า “จงขยับขยายในทชี่ มุ นมุ ” สเู จา้ กจ็ งขยับขยาย เพราะอัลลอฮฺจะ
ทรงขยบั ขยายทอี่ ันกว้างขวางแก่สูเจ้า (ในวันกิยามะฮฺ) และเมื่อมีคนบอกสูเจ้าว่า “จงแยกย้าย” สูเจ้าก็จงแยก
ย้าย เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงเล่ือนช้ันแก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่สูเจ้าและบรรดานักวิชาการหลายระดับชั้น
และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)น้นั คือผทู้ รงรอบรู้ยิง่ ในสิ่งทส่ี เู จา้ กระทาํ "(อลั มญุ าดะละฮฺ : 11)

2- มีรายงานจากอบิ นอุ มุ รั (ร.ฎ.) วา่ ท่านนบี(ซ.ล.) ได้กล่าวว่า :“ชายคนหนึ่งจงอย่าทําให้ชายอีกคน
หนึ่งลุกออกจากทข่ี องเขา แลว้ เขากลับนั่งแทนที่เขาคนนั้นแต่ (เขาจงกล่าวว่า) “พวกท่านจงขยับขยายให้กว้าง
ดว้ ยเถดิ ”[มตุ ตะฟ๎ก อะลัยฮฺ บันทกึ โดยอัลบคุ อรยี ์ หมายเลข 6270 และมุสลิมตามสํานวนน้ี หมายเลข 2177]

3- มีรายงานจากอบีฮรุ ็อยเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อันฮุ วา่ ท่านนบี(ซ.ล.) ได้กลา่ ววา่ :
« ‫ أخرجهمسلم‬.»‫َم ْن َقا َم ِم ْن َم ْج ِل ِس ِه ُث َّم َر َج َعإِلَ ٌْ ِه َف ُه َوأَ َح ُّق ِب َِه‬

“ ผู้ใดทลี่ กุ ออกจากทีน่ ่ังของเขา หลังจากนนั้ เขาได้หวนกลบั มาใหม่ เขากย็ ่อมมีสทิ ธิในที่น่ังนัน้ มากกวา่ คนอน่ื ”
[บันทกึ โดยมุสลมิ หมายเลข 2179]

4- จากญาบิร บนิ สะมุเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อนั ฮุ เล่าวา่ :
“พวกเรานน้ั เมอ่ื มาหาทา่ นนบี (ซ.ล.) ต่างคนกจ็ ะนัง่ ลง ณ ท่ซี ึ่งเขาหยดุ (นนั่ คอื ทีๆ่ คนสุดท้ายน่ัง)”
[เศาะฮหี ฺ บันทกึ โดยอบูดาวูด หมายเลข 4825 เศาะฮีหฺสุนันอบีดาวูด หมายเลข 4040 และบันทึกโดยอัลติร
มซิ ยี ์ หมายเลข 2725 เศาะฮีหฺสนุ ันอลั ติรมิซีย์ หมายเลข 2193]

70 วชิ าจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

5-มีรายงานจากอัมรฺ บินชุอัยบฺ จากพ่อของเขา จากลุงของเขา เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่าท่านรอซูล

(ซ.ล.) ได้กล่าววา่ : -‫صلىاللهعلٌهوسلم‬- ‫ َع ْنؤَ ِبٌ ِه َعَ ْن َج ِّد ِهؤَ َّن َر ُسو ََلل َّل َِه‬- َ‫ َقا ََل ْب ُن َع ْب َد َة‬- َ‫َع ْن َع ْم ِرو ْب ِن ُش َع ٌْ ٍب‬
‫ أخرجهؤبوداود‬.»‫َقا َلَ«َلَ ٌُ ْج َل ُس َب ٌْ َن َر ُج َل ٌْ ِنإَِلَّ ِبإِ ْذ ِن ِه َما‬

“คน ๆ หนง่ึ จะตอ้ งไม่ถูกใหน้ ่ังระหว่างชายสองคน ยกเวน้ ด้วยการอนุญาตของคนทัง้ สอง ”

[หะสนั บนั ทกึ โดยอบดู าวดู หมายเลข 4844 เศาะฮีหสฺ ุนันอบดี าวูด หมายเลข 4054 ]

6- จากอชั ชะรีด บินสุวยั ดฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า :

“ท่านรอซูล(ซ.ล.) ได้เดินผ่านตัวฉันในขณะที่ฉันกําลังน่ังอย่างนี้อยู่ โดยฉันได้วางมือซ้ายท่ีด้านหลังและตะแคง

บนฝาุ มอื

ทา่ นจึงกลา่ วว่า “ท่านนัง่ ในทา่ ทางของผ้ทู ถี่ ูกกรว้ิ โกรษ (หมายถึงชาวยิว) หรือ ?”

[เศาะฮหี ฺ บันทึกโดยอัหมัด หมายเลข 19683 และบันทึกโดยอบูดาวูด หมายเลข 4848 เศาะฮีหฺสุนันอบีดา

วูด หมายเลข 4058 ]

7- มีรายงานจากอบิ นมุ สั อูด เราะฎิยลั ลอฮฺ อันฮุ วา่ ทา่ นรอซลู (ซ.ล.) ไดก้ ลา่ วว่า :

“เมือ่ พวกท่านอยดู่ ้วยกันสามคน ก็จงอยา่ กระซิบกันระหว่างสองคนโดยไมม่ เี พ่อื นอีกคนเขา้ รว่ มด้วย

เพราะการกระทาํ ดงั กลา่ วจะทําให้เขาเสยี ใจ ”

[มตุ ตะฟ๎ก อะลัยฮฺ บันทกึ โดยอลั บคุ อรีย์ หมายเลข 6290 และมุสลมิ ตามสํานวนน้ี หมายเลข 2184]

ป๎จจุบันมีการทําลายทรัพยากรธรรมชาติจากนํ้ามือของมนุษย์ และการทําลายน้ันมีความรวดเร็วและ
รุนแรงเกินกว่าธรรมชาติจะฟ้ืนฟูด้วยตัวเอง ดังน้ันเป็นสิ่งจําเป็นเร่งด่วนท่ีต้องมีการรณรงค์ให้ทุกคนในสังคม
ช่วยกันอนุรักษ์ และมีจิตสํานึกอย่างจริงจังก่อนที่จะส่งผลกระทบเลวร้ายไปกว่านี้นอกจากมารยาทต่อสังคม
ดงั ทก่ี ลา่ วมาแลว้ นนั้ มุสลิมยงั ตอ้ งมีมารยาทท่ีพึงปฏิบตั ติ อ่ สง่ิ แวดล้อมอีกดว้ ย

ในทัศนะอิสลาม มนุษย์มีหน้าที่บริหารจัดการโลกน้ีให้เป็นไปตามความประสงค์ของพระองค์ มนุษย์
เปน็ ผู้ได้รับมอบหมายให้จรรโลงสงั คมสู่การพฒั นาและความเจริญ ถึงแมม้ นุษยจ์ ะมสี ติป๎ญญาและมีสามัญสํานึก
ในการทําความดี แต่บางคร้ังมักถูกชักจูงด้วยอารมณ์ใฝุตํ่า และความต้องการท่ีไม่มีวันส้ินสุด เป็นเหตุให้มนุษย์
ทาํ ลายสงั คมและสิ่งแวดลอ้ มรอบขา้ ง หรือแมก้ ระทงั่ ตนเอง อลั ลอฮฺ(ซ.บ.) ไดต้ รสั ในอลั กุรอานความว่า :
“และหากว่าความจริงได้คล้อยตามอารมณ์ใฝุตํ่าของพวกเขาแล้ว ช้ันฟูาท้ังหลายและแผ่นดินรวมทั้งบรรดา
สรรพสิง่ ที่อย่ใู นนั้นตอ้ งเสยี หายอยา่ งแนน่ อน”(อัลกรุ อาน 23:71)

จึงมีความจําเป็นท่ีต้องมีกฎกติกาเพ่ือสามารถโน้มน้าว ให้รู้จักการจัดการทรัพยากรและส่ิงแวดล้อม
เพื่อให้เกดิ ประโยชน์สูงสดุ ตลอดจนสามารถใชช้ วี ติ ร่วมกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมท่ีสอดคล้องกับวัฒนธรรม
และวิถีชีวิตอย่างกลมกลืนและย่ังยืนอิสลามจึงเป็นกฎสากลท่ีวางกรอบให้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทรัพยากรและ
สิ่งแวดล้อม ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. อิสลามใหม้ นษุ ย์ได้รับรูต้ ้นกาํ เนิดของตนเอง และรับรู้ภารกิจหลักในการกําเนิดมาบนโลกนี้ เขาไม่มี
สิทธิที่จะแสดงอํานาจตามอําเภอใจและสร้างความเดือดร้อนแก่สิ่งรอบข้างแม้กระท่ังตนเอง ภารกิจประการ

วิชาจรยิ ธรรม3 (อลั อคั ลาก3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 71

เดียวของมนุษย์บนโลกนี้คือการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า ทุกกิจการงานไม่ว่าทั้งเปิดเผยและที่ลับ ส่วนตัว
หรือส่วนรวม ล้วนแล้วต้องมีความโยงใยและสอดคล้องกับคําสอนของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพราะการกระทําจะเป็น
ตัวช้ีวัด ที่บ่งบอกถึงความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่แท้จริง ในขณะเดียวกัน การศรัทธาจะเป็นกุญแจดอกแรก
สาํ หรบั ไขประตสู ู่การยอมจํานนเปน็ บา่ วผเู้ คารพภกั ดี

2. ความรู้ท่ีถูกต้องคือสะพานเช่ือมท่ีทําให้มนุษย์รู้จักใช้ชีวิตในฐานะบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ความรู้ท่ี
ถูกต้องจะไม่ขัดแย้งกับสติป๎ญญาอันบริสุทธิ์ ในขณะท่ีสติป๎ญญาและความรู้ จําเป็นต้องได้รับการชี้นําจากคํา
ววิ รณข์ องอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่ได้รับการขยายความและประมวลสรุปโดยจริยวตั รของนบมี ฮุ ัมมัด (ซ.ล.)

ดังน้ันการแสวงหาความรู้จึงเป็นหน้าทีห่ ลกั ของมุสลมิ โดยไมจ่ าํ กดั เช้ือชาติ เผ่าพันธ์ุ เพศ ช่วงอายุ เวลา
สถานท่ีและสถานการณ์ ความรู้ท่ีถูกต้องและสติป๎ญญาได้เป็นเครื่องมือท่ีทําให้มนุษย์รู้จักใช้ชีวิตร่วมกับ
ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย อ่อนน้อมถ่อมตน และความพอเพียงที่อยู่บนพื้นฐานของ
หลกั การสนั ตภิ าพอนั แทจ้ ริง

พึงทราบว่า การภักดีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) โดยปราศจากความรู้ (ไม่ว่าในระดับใดก็ตาม) ย่อมเกิดโทษ
มหันต์ ย่ิงกว่าก่อประโยชน์อันอนันต์ โดยเฉพาะหากการภักดีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้นมีส่วนเก่ียวข้องและสร้าง
ผลกระทบกบั ผคู้ นส่วนรวม

3. มนษุ ย์มอี งคป์ ระกอบทสี่ าํ คญั 3 ประการ คอื สรรี ะร่างกาย สตปิ ญ๎ ญา และจติ วญิ ญาณ เพื่อปูองกันมิ
ให้เกิดการแยกส่วน อิสลามได้คํานึงถึงองค์ประกอบด้วยมุมมองที่สมดุลและยุติธรรม ทุกองค์ประกอบจะต้อง
ไดร้ ับการดแู ลพฒั นาอย่างเทา่ เทยี ม แมแ้ ต่แนวคิดเลก็ ๆ ทจี่ ดุ ประกายโดยซอฮาบะห์กลุ่มหนึ่งมีแนวคิดท่ีจะปลีก
ตัวออกจากสังคม กลุ่มหนึ่งไม่ยอมแตง่ งาน กลุ่มสองจะถอื ศีลอดตลอดทั้งปี และกลุ่มสามจะดํารงการละหมาด
ตลอดเวลาโดยไม่พักผ่อน เพื่อจะได้มีเวลาในการบําเพ็ญตนต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) โดยไม่มีส่ิงอื่นรบกวนทําลาย
สมาธิ แตเ่ มอื่ นบมี ฮุ ัมมัด (ซ.ล.) ทราบข่าวจึงเรียกซอฮาบะห์ทั้งสามกลุ่มน้ันมาเพื่อตักเตือนและส่ังสอนพวกเขา
ว่า“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) แท้จริงฉันเป็นผู้ยําเกรงอัลลอฮฺ (ซ.บ.) มากที่สุดในหมู่สูเจ้า ฉัน
ถอื ศีลอดแต่บางวันฉนั กท็ านอาหาร ฉันละหมาดและฉันผักผ่อน และฉันแต่งงาน ใครก็ตามท่ีไม่ประสงค์ดําเนิน
รอยตามจริยวัตรของฉนั เขาเหล่าน้นั มใิ ช่เปน็ ส่วนหน่ึงของฉัน”(รายงานโดย มุสลมิ )

อสิ ลามจงึ ให้ความสําคญั ในการรักษาความสมดุลในร่างกายมนุษย์ องค์ประกอบทุกส่วนต้องได้รับสิทธิ์
อย่างเท่าเทยี มกัน มหี นา้ ทีท่ สี่ อดคล้องกบั สัญชาติญาณโดยไม่มีการรกุ ลํ้าหรอื สร้างความเดือดร้อนซงึ่ กนั และกนั

4. มนุษย์คือส่วนหน่ึงของสังคมที่ไม่สามารถปลีกตัวออกจากกันได้ หน้าที่สําคัญนอกเหนือจากความ
รบั ผิดชอบต่อตนเองแล้ว เขาต้องรับผิดชอบต่อสงั คมดว้ ย ทง้ั นี้เพราะปรากฏการณ์ในสังคมท่ีเกิดจากนํ้ามือของ
มนุษย์ไม่ว่าด้านบวกหรือด้านลบ ย่อมมีผลกระทบต่อสมาชิกในสังคม ดังหะดีษบทหน่ึงที่นบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
กล่าวไว้ความว่า“ได้อุปมาผู้คนในสังคมที่มีหน้าที่ปกปูองบทบัญญัติของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เสมือนผู้ท่ีอยู่ในเรือลํา
เดียวกัน ผู้ที่อยู่ชั้นล่างมักขอความช่วยเหลือจากผู้ท่ีอยู่ช้ันบนในการให้นํ้าเพ่ือบริโภค จนกระทั่งผู้ท่ีอยู่ช้ันล่าง
เกรงใจ เลยฉกุ คิดวา่ หากเราทุบเรอื เป็นรโู หวเ่ พยี งเลก็ น้อยเพ่ือสะดวกในการรับน้ําก็จะเป็นการดี เพราะเพื่อนๆ
ท่อี ยู่ช้นั บนจะไม่เดือดร้อน ซ่ึงหากผู้คนชั้นบนไม่หักห้ามหรือทักท้วงการกระทําดังกล่าว พวกเขาก็จะจมเรือท้ัง
ลาํ แต่ถ้ามีผ้คู นหักหา้ มไว้ พวกเขาก็ปลอดภัยทัง้ ลาํ เชน่ เดยี วกัน”(รายงานโดยบุคอรี)

72 วชิ าจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

อิสลามจึงห้ามมิให้มีการรุกรานหรือสร้างความเดือด ทรัพยากรมนุษย์จําเป็นต้องได้รับการรักษาและ
อนุรกั ษ์ไวโ้ ดยไมค่ าํ นงึ ถงึ ศาสนา ชนชาติ และเผ่าพนั ธุ์ อิสลามถอื วา่ การมลายหายไปของโลกน้ียังมีสถานะท่ีเบา
กว่าบาปของการหล่ังเลือดชีวิตหน่ึงท่ีบริสุทธิ์ อิสลามจึงประณามการกระทําท่ีนําไปสู่การทําลายในทุกรูปแบบ
ดงั อลั ลอฮฺ (ซ.บ.) ไดก้ ล่าวไว้ ความว่า
“และเมื่อพวกเขาหันหลังไปแล้ว เขาก็เพียรพยายามในแผ่นดินเพ่ือก่อความเสียหายและทําลายพืชผลและ
เผา่ พนั ธุ์ และอัลลอฮฺ (ซ.บ.) นนั้ ไมท่ รงชอบการกอ่ ความเสียหาย”(อัลกรุ อาน 2 : 205 )

5. การอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมด้านสังคมและสุขภาพ อิสลามส่งเสริมให้มนุษย์กระทําคุณงามความดีและ
สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม ดังปรากฏในหะดีษ ความว่า“อีมานมี 70 กว่า หรือ 60 กว่าสาขา สุดยอดของอี
มาน คือคาํ กลา่ วท่วี ่า ไมม่ ีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอลั ลอฮฺ(ซ.บ.)
และอีมานที่มีระดับต่ําสุดคือ การเก็บกวาดสิ่งท่ีสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้บนถนนหนทาง”( รายงานโดย
มสุ ลิม )

การเก็บกวาดขยะส่งิ ปฏิกูลและส่ิงท่ีสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้บนถนนหนทาง ถึงแม้จะเป็นขั้นอีมาน
ท่ีตํ่าสุด แต่หากผู้ใดกระทําอย่างบริสุทธ์ิใจและหวังผลตอบแทนจากความโปรดปรานของอัลลอฮฺ แล้ว เขาจะ
ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ และเป็นสาเหตุท่ีทําให้เขาเข้าสวรรค์ ดังหะดีษบทหนึ่งความว่า อบูฮุร็อย
เราะฮ์เล่าว่า ฉันได้ยินท่านนบมี ุฮัมมัด กล่าวว่า“แทจ้ ริงฉนั เหน็ ชายคนหนง่ึ กําลังพลิกตัวในสวรรค์ เน่ืองจากเขา
เคยตัดทง้ิ ต้นไมท้ ่ลี ม้ ทับบนถนน เพ่ือมิให้สร้างความเดือดรอ้ นแก่ผคู้ นท่สี ญั จรไปมา”(รายงานโดยมุสลิม)

อิสลามห้ามมิให้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงนํ้า ทั้งนํ้านิ่งหรือนํ้าไหล การถ่ายอุจจาระหรือป๎สสาวะในแหล่งน้ํา ถือ
เปน็ การกระทําทถี่ กู สาปแช่ง ดงั หะดีษท่ีเลา่ โดยมุอาซบินญะบลั เล่าว่า นบมี ุฮัมมดั กล่าววา่
“จงยําเกรงสถานที่ท่ีเป็นสาเหตุของการสาปแช่ง ทั้ง 3 แห่ง คือ การถ่ายอุจจาระหรือป๎สสาวะใน(1)แหล่งนํ้า
(2)บนถนนทผ่ี ู้คนสัญจรไปมา และ(3)ใตร้ ม่ เงา” ( รายงานโดยเฏาะบะรอนยี ์ )

ทงั้ หลายทงั้ ปวงนั้น ทุกกิจการของมนษุ ย์จะตอ้ งอยภู่ ายใตก้ ฏกติกาท่ีนบีมฮุ ัมมัด ได้กาํ หนดว่า
“ไม่มกี ารสรา้ งความเดอื ดร้อนและไม่มกี ารตอบโตค้ วามเดอื ดร้อนด้วยการสรา้ งความเดือดร้อนทดแทน”
( รายงานโดยอมี ามมาลิก)

6. อิสลามกําชับให้มุสลิมทุกคนมีจิตใจท่ีอ่อนโยน ให้เกียรติทุกชีวิตที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์
อสิ ลามจึงห้ามการทรมานสัตว์ และการฆา่ สัตวโ์ ดยเปล่าประโยชน์ อิสลามสอนว่า
“หญิงนางหน่ึงต้องเข้านรกเพราะทรมานแมวตัวหนึ่งด้วยการจับขังและไม่ให้อาหารมัน จนกระท่ังแมวตัวนั้น
ตายเพราะความหวิ ”( รายงานโดยบุคอรแี ละมสุ ลมิ )
ในขณะเดียวกัน“ชายคนหน่ึงเข้าสวรรค์เนื่องจากรินน้ําแก่สุนัขจรจัดท่ีกําลังกระหายนํ้า อิสลามถือว่า การให้
อาหารแก่ทุกกระเพาะที่เปียกชื้น ( ทุกส่ิงท่ีมีชีวิต ) เป็นการให้ทานประการหน่ึง”( รายงานโดยบุคอรี และ
มสุ ลมิ )

มุสลิมไม่กล้าแม้กระท่ังฆ่านกตัวเดียวโดยเปล่าประโยชน์ เพราะตามหะดีษท่ีรายงานโดยอันนะสาอีย์
และอิบนุหิบบาน กล่าวไว้ความว่า“ใครก็ตามท่ีฆ่านกตัวหนึ่งโดยเปล่าประโยชน์ นกตัวนั้นจะร้องตะโกน
ประท้วงในวันกิยามะฮ์ พร้อมกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺ ชายคนน้ันได้ฆ่าฉันโดยไม่มีวัตถุประสงค์อ่ืนใด เขาฆ่าฉันโดย
มิได้หวงั ประโยชนอ์ นั ใดจากฉันเลย”

วชิ าจริยธรรม3 (อลั อคั ลาก3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 73

เคาะลฟี ะฮ์อบบู ักรเคยสั่งเสยี แก่จอมทัพอุซามะฮ์ ก่อนที่จะนําเหล่าทหารสู่เมืองชามว่า “ท่านทั้งหลาย
อยา่ ได้ตดั ทาํ ลายตน้ ไมท้ ่อี อกดอก ออกผล อยา่ เข่นฆา่ แพะ ววั หรอื อฐู เว้นแตเ่ พ่ือการบริโภคเทา่ นน้ั ”

มนุษย์ผู้ซึมซับคําสอนเหล่าน้ี จะไม่เป็นต้นเหตุของการทําลายปุาไม้ การตายของปลานับล้านตัวใน
แม่น้ําหรือทะเล หรือสรา้ งความเดอื ดร้อนแก่สรรพสตั วท์ ่ใี ช้ชีวิตในปุา เพราะถ้าเขาสามารถใช้อิทธิพลหลบหลีก
การถูกฟูองร้องดําเนินคดีบนโลกนี้ แต่เขาไม่มีทางหลบพ้นการถูกสอบสวนจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ผู้ทรงเกรียงไกร
ในวนั อาคเิ ราะฮ์อยา่ งแนน่ อน

อสิ ลามยงั กําชับใหม้ ุสลมิ ตระหนักและให้ความสาํ คญั กับการปลกู ต้นไม้ การเพาะปลูก ณ ที่ดินร้าง การ
พฒั นาทด่ี นิ เพ่ือเป็นแหลง่ ประกอบอาชีพ โดยยึดหลกั ความยตุ ธิ รรม ความสมดลุ และความพอเพยี ง

7. อิสลามประณามการใช้ชีวิตท่ีสุรุ่ยสุร่าย ฟูุงเฟูอ โดยถือว่าการสุรุ่ยสุร่ายเป็นญาติพ่ีน้องของชัยฏอน
( เหลา่ มารร้าย ) นบมี ฮุ มั มัด (ซ.บ.) ได้ทักท้วง สะอัดท่กี าํ ลงั อาบนํา้ ละหมาดโดยใช้น้ํามากเกินวา่
“ทําไมถึงต้องใช้นา้ํ มากถึงขนาดน้โี อ้สะอัด ?
สะอัดจึงถามกลบั วา่ การใช้นา้ํ มาก ๆ เพอื่ อาบนาํ้ ละหมาด ถอื เปน็ การฟุมเฟือยกระนนั้ หรือ ?
นบมี ุฮาํ หมัด (ซ.บ.) จึงตอบว่า ใช่ ถงึ แมท้ า่ นจะอาบนาํ้ ละหมาดในลาํ คลองที่กาํ ลังไหลเช่ียวก็ตาม”
( รายงานโดยฮากมิ )

หากการใช้นํ้ามากเกินเพ่ืออาบนํ้าละหมาดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทําอิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี )
ยังถอื วา่ ฟุมเฟอื ย ดงั นั้นมสุ ลิมทกุ คนพงึ ระวงั การใชน้ า้ํ เพื่อวตั ถุประสงค์อนื่ ๆ ในชวี ิตประจําวนั

คําสอนของอิสลามได้กล่าวถึงการจัดระเบียบ ให้มนุษย์รู้จักการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับตนเอง สังคม
ส่ิงแวดล้อม โดยถือว่าเป็นภาระหน้าท่ีท่ีต้องรับผิดชอบ และร่วมมือกันปกปูองอนุรักษ์ เพ่ือพัฒนาชีวิตท่ี
ครอบคลุมและสมบรูณ์ มีความผูกพันอย่างแนบแน่นกับผู้ทรงสร้างสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารจัดการและผู้จัด
ระเบยี บสากลจักรวาลอันเกรียงไกร อิสลามเชื่อว่าผู้ท่ีสามารถทําลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมก็คือ “มนุษย์”
นน่ั เอง ดงั อลั กรุ อานกล่าวไวค้ วามว่า
“การบ่อนทาํ ลาย ได้เกดิ ข้นึ ทงั้ ทางบกและทางน้ํา เน่อื งจากการกระทาํ ดว้ ยนา้ํ มือของมนษุ ย์”
( อลั กุรอาน 30 : 41 )

ภารกิจหลักของมุสลิม คือการเอื้ออํานวยให้เกิดระบบและกระบวนการสันติสุขบนโลกน้ีท่ีสามารถ
สมั ผัสได้ในชวี ิตจริง ซ่งึ ถือเปน็ เจตนารมณอ์ นั สูงสง่ ของอสิ ลาม ดังอัลกุรอานไดก้ ล่าวไว้ ความวา่
“และเรามิไดส้ ง่ เจ้ามาเพือ่ อื่นใด นอกจากเพอื่ เปน็ ความเมตตาแกส่ ากลจักรวาล”(อัลกรุ อาน21: 107)

ในบรรดาความโปรดปราน(เนียะอ์มะห์)ที่องค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตาอาลาทรงประทานมาให้แก่มนุษย์
ทีร่ วมเรยี กวา่ ทรัพยากรและส่ิงแวดลอ้ มนนั้ คงไม่มีสิง่ ใดทจ่ี ะยงิ่ ใหญ่ และสําคัญไปกว่าการประ ทานน้ําฝนลงมา
เพื่อให้สิ่งมีชีวิตท้ังหลายได้อาศัยนํ้าในการดําเนินชีวิต ตักตวงเอาผลประโยชน์จากมันให้ได้มากท่ีสุด หรือจะมี
ใครปฏิเสธว่า ในกิจวัตรประจําวันของมุสลิมอย่างเราท่านนั้น ไม่ต้องพ่ึงพาอาศัยน้ําก็ได้ ย่ิงในภาคการปฏิบัติ
ศาสนกจิ แลว้ น้ําถอื เปน็ ป๎จจยั หลักทีม่ ุสลิมต้องใช้เปน็ สว่ นใหญ่

74 วชิ าจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

เมื่อน้ําเป็นสิ่งสําคัญที่สุดในชีวิต เปรียบ เสมือนเส้นเลือดใหญ่ ท่ีหล่อเล้ียงร่างกายของเรา น้ําจะมี
ความสําคัญ เทียบเท่าอากาศเลยก็ว่าได้ แต่การให้ความสําคัญกับคุณค่าของน้ําจะแตกต่างกันไปตามภูมิ
ประเทศ ในพนื้ ทแี่ หง้ แลง้ กนั ดาร น้ําจะมคี า่ มาก มรี าคาแพง แตใ่ นพน้ื ทอ่ี ดุ มสมบูรณ์ นํ้าอาจไม่มีค่า ไม่มีราคา
ดังนั้นการเก็บกักนํ้าและการชลประทานนํ้าในแต่ละพ้ืน เพ่ือใช้ในยามขาด แคลน จึงเป็นส่ิงสําคัญ เพราะใน
บางครงั้ นํ้าฝนอาจตกลงมาอย่างมากมาย เกินกําลังความ สามารถทม่ี นุษย์จะควบคมุ และกกั เก็บเอาไว้ได้ น้ําที่
มีคุณอนันต์ก็กลับกลายเป็นน้ําที่มีโทษมหันต์ เป็นสายธารแห่งการทําลายล้าง สร้างความเสีย หายย่อยยับกับ
ทกุ สิ่งท่ขี วางหนา้ ท้งั ชีวติ และทรพั ยส์ ิน

ภยั พิบัติทางธรรมชาติ ทเ่ี กิดขนึ้ บ่อยครั้งในท่ัวทุกมุมโลก โดยเฉพาะอุทกภัยหรือภัยจากนํ้าท่วม ถือเป็น
ภัยพิบัติยอดฮิตที่สุดในขณะนี้ รวมทั้งประเทศไทย ท่ีหลายจังหวัดต้องประสบกับภัยน้ําท่วมอย่างหนัก ที่สร้าง
ความเสียหายทัง้ ชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้ และที่ย่ําแย่ไปกว่านั้นก็คือ น้ําจะท่วมขังเป็นเวลานาน
นับเดือน กว่าจะไหลลงสู่ทะเล ซึ่งสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้แก่นักสิ่งแวดล้อมและประชาชนทั่วไป ที่สงสัยว่า
ทําไมน้ําจึงไมไ่ หลลงสู่ทะเลอยา่ งรวดเรว็ เหมือนท่ผี า่ นมา ? และทําไมนาํ้ ทะเลจงึ มีระดับสูงขน้ึ ทุกปี

สาเหตดุ ังกลา่ วมาจากภาวะโลกร้อนทาํ ให้เกดิ การเปล่ยี นแปลง ของสภาพภมู อิ ากาศ เน่ืองจากภูมิอากาศ
ของโลก เกิดจากการไหล เวียนของพลังงานจากดวงอาทิตย์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของแสงแดด พลังงาน
ประมาณร้อยละ 70 ได้ถูกดูดซับโดยผา่ นชน้ั บรรยากาศ ลงมาให้ความอบอ่นุ กบั พื้นผิวโลก แต่อีกร้อยละ 30 จะ
สะท้อนกลับสหู่ ว้ งบรรยากาศในรูปแสงอินฟาเรด หรือรงั สคี วามรอ้ น ทาํ ให้โลกไมร่ อ้ นจนเกินไป

สงู จากโลกเราข้นึ ไปในช้นั บรรยากาศ มีกา๊ ซเรือนกระจก ซงึ่ เปรียบเสมอื นผ้าห่มธรรมชาติห่อหุ้มอยู่ก๊าซ
เรือนกระจกที่สําคัญได้แก่ไอนํ้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์โอโซนมีเทนไรตรัสออกไซค์ซึ่งเกิดข้ึนตา มธรรมชาติ
ก๊าซเหล่านี้มีปริมาณรวมกันทั้งส้ินไม่ถึงร้อยละ 1 ของบรรยากาศ แต่ก็มากเพียงพอท่ีจะทําให้โลกของเรามี
อุณหภมู อิ นุ่ ขน้ึ จากเดมิ ประมาณ 30 องศาเซลเซียส ซง่ึ เปน็ ระดับทจ่ี ําเปน็ ต่อการดาํ รงชพี ของมนษุ ย์

สาเหตุสําคัญของป๎ญหาโลกร้อนกว่าร้อยละ 80 เป็นผลมาจากการเพิ่มข้ึนของก๊าซคาร์บอน ได
ออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ของเช้ือเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน น้ํามันและก๊าซธรรมชาติ
รวมทั้งการตัดไม้ทําลายปุา ซึ่งการเปล่ียนแปลงน้ีเกิดข้ึนอย่างรวดเร็วมากในยุคป๎จจุบัน (ข้อมูลจาก
www.wwfthai.org)

ผลจากโลกมีอุณหภูมิสูงข้ึน ทําให้ภูเขานํ้าแข็งแถบข้ัวโลกและจากภูเขาสูง จะละลายอย่างรวดเร็ว ทํา
ให้ระดับน้ําทะเลเพิ่มสูงข้ึน เป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทําให้นํ้าฝนท่ีตกลงบนพ้ืนดินไหลลงสู่ทะเลช้าลงกว่าปรกติ
ยิ่งกว่าน้ันภาวะโลกร้อนยังทําให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทั้งบนบกและในนํ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะเม่ือโลกร้อนข้นึ จะมีอุณหภมู ทิ ่เี หมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเช้ือโรคต่างๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และ
เปน็ ภยั ร้ายต่อชวี ิตมนุษย์บนโลกในอนาคต

วิชาจริยธรรม3 (อลั อัคลาก3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 75

มีการคาดการณ์ว่า ในอีก 100 ปีข้างหน้า พ้ืนดินท่ีติดทะเลจะถูกนํ้าท่วมเป็นส่วนใหญ่ รวม ท้ัง
กรุงเทพฯของเราด้วย ซึ่งหลายประเทศได้ตระหนักถึงเรื่องน้ี และกําลังหาทางปูองกัน โดยการสร้างเขื่อน
ปูองกันนํา้ ทว่ มกันบา้ งแลว้

มนษุ ย์คือตวั การหรือต้นเหตุของภยั พิบัตทิ ง้ั มวล มนุษย์คิดไม่ถึงหรอกว่า เทคโนโลยี่อันทันสมัยที่คิดค้น
ขึ้นมา เพ่อื อาํ นวยความสะดวก สบายแกพ่ วกเขา จะย้อนกลับมาทําลายพวกเขาเอง โดยเฉพาะอย่างย่ิงประเทศ
มหาอาํ นาจทางอตุ สาหกรรมทง้ั หลาย ไมว่ า่ จะเปน็ อเมริกา สห-ภาพยโุ รป รสั เซีย จนี ญี่ปนุ เป็นตน้ จะเป็นกลุ่ม
ประเทศทไ่ี ดร้ ับภยั พบิ ตั ิมากท่สี ุด

เราทุกคน มีส่วนร่วมในการทําลายช้ันบรรยากาศ เพราะก๊าซพิษท่ีมีช่ือย่อว่าสารซีเอฟซี ที่เกิดจา ก
เคร่ืองทําความเย็นประเภทต่างๆ โดย เฉพาะตู้เย็นและแอร์ทั้งในบ้านและรถยนต์ ต่างเป็นตัวการให้เกิดภาวะ
โลกรอ้ นท้ังส้นิ และทส่ี าํ คญั กค็ อื เราทุกคนจําเป็นต้องใช้พวกมันเพ่อื การดําเนินชวี ติ

ดังน้ัน เราทุกคนต้องช่วยกันดูแล และรักษาส่ิงแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา หาทางอนุรักษ์ทรัพยากรทาง
ธรรมชาติ ให้อยู่กับเราไปให้นานท่ีสุด ท่านนบี (ซ.ล.)ได้ส่งเสริมให้มุสลิมทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้ เพราะ
ต้นไม้จะคายก๊าซออกซิ เจนออกมา และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปแทน และการปลูกต้นไม้ยังจะ
ได้รับผลบุญเทียบเท่ากับการทําซอดาเกาะห์อีกด้วย นอกจาก น้ี ผลและใบของมัน ยังให้ประโยชน์แก่มนุษย์
และสตั ว์

อีกประการหน่ึงก็คือ การอนุรักษ์ส่ิงแวด ล้อม ถือเป็นการเพ่ิมพูนการศรัทธาของเรา เพราะท่านนบี
(ซ.ล.)ได้บอกแก่เราไว้ว่าระดับของการอีหม่านนั้นมีเจ็ดสิบกว่าขั้นด้วยกันข้ันสูงสุดคือการกล่าวกะลีมะห์ซะฮา
ดะห์ (การปฏญิ าณตน) และขั้นตาํ่ สดุ คือการขจดั สิ่งที่เป็นอนั ตรายออกจากถนนหนทาง

หากเรายังทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่รักษาความสะอาด ไม่ช่วยกันอนุรักษ์สภาพแวด ล้อม เราก็ยัง
เป็นมสุ ลิมที่ไมส่ มบูรณ์ แม้เราจะเปน็ คนดี ละหมาดไม่ขาดก็ตาม เพราะข้ันตํ่าสุดของการอีหม่าน เรายังทําไม่ได้
เลย แล้วเราจะก้าวสขู่ ั้นสงู สดุ ไดอ้ ย่างไร ?

ดังนน้ั การร่วมด้วยช่วยกันในการรักษาส่ิงแวดล้อม จึงถือเป็นส่วนหน่ึงของการศรัทธา และหากเรายัง
เปน็ ผ้หู น่งึ ที่ชอบทําลายธรรมชาติ ด้วยการใช้เทคโนโลยี และทรัพยากรกันอย่างฟุมเฟือย, ชอบตัดต้นไม้โดยไม่
จาํ เป็น, ชอบเผาขยะมูลฝอยต่างๆ รวมไปถึงการท้ิงขยะไม่เป็นท่ีเป็นทาง โดยเฉพาะท้ิงลงในแหล่งนํ้าต่างๆ จน
แม่นาํ้ และลาํ คลองสว่ นใหญ่เนา่ เสีย นาํ มาใช้เพือ่ การอปุ โภคและบริโภคไม่ได้ สิ่งตา่ งๆ เหล่าน้ีล้วนเป็นสาเหตุให้
เกิดภาวะโลกรอ้ น จนเป็นเหตใุ ห้เกิดการเปลย่ี นแปลงทางสภาพภูมิอากาศซึ่งส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ต่างๆตามมาสดุ ทา้ ยผทู้ เ่ี ดอื ดร้อนกค็ ือมนุษย์นั่นเอง

สิ่งหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องตระหนัก ก็คือ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสรรพส่ิงที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.)ตาอาลา
สรา้ งมานนั้ จะตอ้ งเปน็ ความสมั พันธ์อยา่ งสมดุล มีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ และเอื้ออํานวยประโยชน์ซ่ึงกันและกัน

76 วิชาจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

มเี พยี งมนษุ ย์เทา่ น้นั ทีเ่ ปน็ ผทู้ าํ ลาย ทั้งทมี่ นษุ ย์เปน็ ผ้รู บั เอาอะมานะห์ (ความรับผิดชอบ) ในการดูแลรักษาโลกนี้
มาจากพระผูเ้ ปน็ เจา้ ขณะทสี่ รรพส่งิ อนื่ ๆ ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบอนั น้ี

ดังนั้น เราต้องช่วยกันอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม รอบๆ ตัวเราให้ดีที่สุด เร่ิมจากตัวเราเอง ต่อจาก นั้นก็
ครอบครัว เพอื่ นบ้าน และทีส่ าํ คญั อย่างยิ่งคือสอนลูกสอนหลานและเยาวชนของเรา ให้รักษ์ส่ิงแวดล้อม ทั้งนี้ก็
เพื่ออนาคตของพวกเขาเอง ท่ีจะได้ธรรมชาติที่สะอาดและสมบูรณ์กลับคืนมาอีกคร้ังหนึ่ง และเป็นธรรมชาติที่
ย่ังยนื ตลอดไป

วชิ าจรยิ ธรรม3 (อลั อคั ลาก3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 77

ใบงานท่ี 12
เรอ่ื ง มารยาทต่อสงั คมและส่งิ แวดลอ้ ม

1. ให้ผเู้ รียนอธิบายความหมายของมารยาทตามหลักภาษา และตามหลักวิชาการ มาพอสังเขป

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

2. เพราะเหตุใดการอาศัยอยใู่ นสังคมจงึ จาํ เป็นต้องมมี ารยาทและเคารพกฎกติกา

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

3. เพราะเหตุใดมนุษยจ์ ึงไมส่ ามารถอาศยั อยู่อยา่ งโดดเด่ยี วโดยที่ไม่เข้าสังคมได้

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

ช่ือ...................................................นามสกุล.....................................................

78 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ใบงานท่ี 13
เรื่อง มารยาทต่อสังคมและสง่ิ แวดลอ้ ม

1. ให้ผู้เรยี นยกตัวอยา่ งมารยาททางสงั คมท่ีมสุ ลิมพงึ ปฏิบัตเิ ม่ืออยู่ในสังคมมา 5 ขอ้

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

2. เพราะเหตใุ ดมสุ ลมิ จึงตอ้ งอนุรกั ษ์ธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

3. ยกตัวอยา่ งฮะดษี ของท่านนบี (ซ.ล.) ที่บ่งช้ถี งึ การอนุรกั ษส์ ่ิงแวดล้อม พร้อมอธิบายมาพอสังเขป

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

ชื่อ...................................................นามสกุล.....................................................

วชิ าจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 79

บทที่ 12

เร่ือง การมีจิตสานกึ

จิตสาํ นกึ คอื การระลกึ รู้ไดเ้ กยี่ วกับตําแหน่งแห่งท่ีของตัวเองในโครงสร้างสังคมดังท่ีเราจะได้ยินบ่อย ๆ
ว่า จิตสํานึกแห่งความเป็นครู จิตสํานึกของพลเมืองจิตสํานึกสาธารณะ จิตสํานึกของการเป็นคนดี จิตสํานึก
รักสิ่งแวดล้อมจิตสํานึกเกิดจากระบบสังคม สังคมเป็นอย่างไร จิตสํานึกก็เป็นเช่นนั้นระบบสังคม ก่อให้เกิด
โครงสร้างตําแหนง่ ทางสงั คมทซ่ี อ้ นทบั กนั อยู่

กลไกของการเกิดจติ สานึก
โครงสร้างสงั คมหรอื สถาบันทางสงั คมท่มี อี ํานาจและศกั ยภาพ เป็นผู้กอ่ รูปการจติ สํานกึ

ครอบครัวอยู่ใกล้ชิดบุคคล มีส่วนกําหนดจิตสํานึก โรงเรียนมีส่วนกําหนดจิตสํานึกกลุ่มเพ่ือนมีส่วนกําหนด
จิตสํานึก และสถาบันสื่อสารมวลชนเป็นผู้กําหนดจิตสํานึกดังน้ันเมื่อเราอยู่ในโครงสร้างส่วนใด ก็จะได้เรียนรู้
จิตสํานึกนั้น เป็นชุดของจิตสํานึกกลายเป็นระบบความคิดความเช่ือผสมผสานกันไป จิตสํานึกก่อให้เกิดการ
รวมหมู่เช่น คนที่มีความคิดความเชื่อ คล้าย ๆ กัน ก็จะมีจิตสํานึกที่ใกล้เคียงกันจิตสํานึกจะบอกว่าเราเป็น
ใคร? มีตําแหน่งแห่งที่อยู่ท่ีไหน ? มีเปูาหมายอย่างไร?ไปทางไหน ? เน่ืองจากจิตสํานึก เป็นส่ิงท่ีถูกผลิตสร้าง
มีความเปลยี่ นแปลงและผสมผสาน และกระจายรปู แบบไปอยา่ งซับซ้อน จิตสํานึกนั้นจะให้คุณค่ากับอะไรมาก
ว่าอะไร ก็จะมคี ําตอบอยใู่ นชดุ ของความคิดความเชื่อในจติ สาํ นึกนั้น

จติ สาํ นกึ เปน็ ผลผลิตที่สร้างขึ้นมาและผลิตซ้ําสืบทอดกันได้โดยมีกิจกรรม ท่ีตอกย้ําซํ้าเตือนกันบ่อย ๆ
กิจกรรมในพิธีกรรมถ้าจะตามหาจิตสํานึกที่เป็นโครงสร้างส่วนบน ก็ต้องมองหากิจกรรมที่ทําซํ้า ๆ กัน
กิจกรรมในพธิ ีกรรม จะเหน็ มติ ิทางด้านอารมณ์ซึง่ สมองจะสามารถรับรู้ได้ดีกว่า ในพิธีกรรมจะเห็นได้ชัดว่า ให้
คณุ ค่ากบั อะไรสร้างและสืบทอดกัน เป็นการศึกษาตามอธั ยาศัย ทีทรงประสทิ ธภิ าพ

จิตสํานึกมีอยู่สองแบบ คือแบบท่ีหนึ่ง จิตสํานึกเพ่ือตอกย้ําถึงตําแหน่งแห่งท่ีในระบบเป็นระบบวิถี
ชีวิตประจําวันตามปกติ และแบบที่สอง จิตสํานึกในสถานการณ์ไม่ปกติ เช่นมีการเขย่าโครงสร้างสังคมใน
เวลาวกิ ฤติ เชน่ การชมุ นมุ ประท้วงต้ังแต่ระดับเบา ๆ ไปถึง ระดับรุนแรง ที่เป็นการเขย่าโครงสร้างสังคม การ
ที่คนปกติได้รับการผลิตซ้ําให้มีจิตสํานึกตามหน้าท่ี ได้ถูกสร้างจิตสํานึกใหม่ ให้เป็นจิตสํานึกแห่งผลประโยชน์
ทางชนชั้น ดังท่ีจะได้เห็นจากการให้ข้อมูลใหม่ ๆ ตอกย้ํา ซ้ําๆ กัน บางอย่างมีการทําพิธีกรรม เพื่อส่ือให้เห็น
ถึงเปูาหมาย และคุณค่าใหม่ ที่จะดําเนินต่อไปการเคล่ือนย้ายตัวตนจิตสํานึกจากเดิม ไปสู่ใหม่มีเง่ือนไขมาจาก
สถานการณ์ไม่ปกติผู้นําการเคล่ือนไหว ได้กลายเป็นสถาบันแทนสถาบันหลัก ๆ ดังกล่าว อารมณ์และ
ความรู้สึกมีความจําเป็นในการตอกยํ้าจิตสํานึก กิจกรรมการแบกโลง เผาหุ่น ล้วนแต่เป็นการกระทําเชิง
โครงสร้างสญั ญาท้งั สน้ิ

จิตสํานึก ปลูกได้ ผลิตได้ สร้างได้ และสร้างได้ในการศึกษาตามอัธยาศัยเท่าน้ันยกตัวอย่าง จิตสํานึก
ประชาธิปไตย ในห้องเรียน เป็นเพียงรูปแบบประชาธิปไตยท่ีต้องได้รับอนุญาตจากโครงสร้างที่ใหญ่กว่าคือครู
ตามวฒั นธรรมอํานาจที่ครเู ป็นใหญ่กว่านกั เรยี น ทําใหค้ ณุ คา่ และเปาู หมายของจิตสํานึกประชาธิปไตยไม่ได้เป็น
อย่างสากลแต่เปน็ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ อยา่ งที่เราได้เห็นในสถานการณ์บ้านเมือง ในห้องเรียนส่ิงที่ปลูกฝ๎ง

80 วิชาจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ได้ไม่ใช่ส่ิงท่พี ดู แต่เป็นวัฒนธรรมของโครงสร้างอํานาจและการบริโภคแบบทุนนิยมที่ได้รับแบบอย่างจากการ
เห็น ซ่งึ เปน็ การศึกษาตามอธั ยาศยั ระบบสงั คมเป็นอยา่ งไร จิตสํานึกเป็นอย่างน้ัน

การสาํ นึกถงึ ความจําเป็นของจริยธรรมถือเปน็ รากฐานทสี่ าํ คญั ท่ีสุดของระบอบจริยธรรมอิสลาม ความ
จําเป็นของจริยธรรมในท่ีน้ี หมายถึง การที่บุคคลสํานึกถึงหน้าท่ีที่ตนพึงปฏิบัติต่อผู้อื่น โดยถือเป็นสิ่งจําเป็นที่
ละท้งิ ไมไ่ ด้ การสาํ นึกวา่ ตนตอ้ งรับผดิ ชอบต่อการกระทําของตน สํานึกว่าตนมีหน้าท่ี มีหลักการ และมีอิสระใน
การเลือกปฏิบัติ ส่ิงต่างๆเหล่าน้ีจะเป็นสิ่งที่ตัดสินและตอบแทนในทุกการกระทํา ความรู้สึกถึงความจําเป็น
ดังกล่าวจึงเป็นความรับผิดชอบสงู สดุ และเป็นเสาหลกั ของจรยิ ธรรมอสิ ลาม ดงั กล่าวเป็นเพราะ

1. หากขาดจิตสํานกึ วา่ จริยธรรมเป็นสิ่งจําเป็นแล้ว แน่นอนว่า ความรับผิดชอบย่อมหายไป เม่ือความ
รับผิดชอบหายไปจากสังคม ความหวังท่ีจะกําหนดให้ทุกอย่างตั้งอยู่บนความเท่ียงธรรมก็ย่อมสูญสิ้นไปด้วย
เช่นกัน

2. ความโดดเด่นของจริยธรรมท่ีดีงาม ข้ึนอยู่กับการมีสํานึกของบุคคลในสังคม หากทุกคนขาด
จิตสํานึกดังกล่าวแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยท่ีบุคคลจะมองว่าส่ิงที่เป็นการฝุาฝืนหรือช่ัวช้าต่างๆนั้นเป็นเรื่องท่ีน่า
รังเกยี จอย่างแท้จรงิ

อิสลามจึงถือหลัก “ เอียะฮ์ซาน” หรือ การทําดี เป็นส่ิงท่ีสําคัญที่สุดในการประพฤติตน ซ่ึงความดีท่ี
อิสลามหมายถึง ก็คือ การเคารพ ภักดี ต่ออัลลอฮ(ซ.บ.) เสมือนกับว่า เราเห็นพระองค์ แม้นว่าความเป็นจริง
เราไมอ่ าจเหน็ พระองค์ในโลกน้ีได้ แตเ่ ราตอ้ งสํานึกอยู่เสมอว่า พระองคท์ รงเห็น ทรงได้ยนิ เราอยตู่ ลอดเวลา

ทา่ นศาสดา มุฮัมมัด(ซ.ล.) ถกู ถามวา่ ความดีคืออะไร? ท่านตอบว่า
“คือการท่ีท่านเคารพภักดีต่ออัลลอฮ (ซ.บ.) ประหนึ่งว่าท่านเห็นพระองค์ แม้นว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่
แท้จรงิ แล้วพระองคท์ รงเห็นท่าน” (บันทกึ โดย อิหม่ามมสุ ลิม)
พระคัมภีร์ได้ระบุยืนยนั ถึงการตรวจสอบ สอดส่องดแู ลของพระองค์ ว่า
"และพระองคท์ รงอยู่ร่วมกับพวกท่านท้ังหลาย ไม่ว่าท่านท้ังหลายจะอยู่ ณ ท่ีใด และอัลลอฮ(ซ.บ.) ทรงเห็นส่ิง
ท่ีพวกเจา้ กระทาํ " ( อัลฮะดดี๊ 57 / 4 )
"แทจ้ ริง อัลลอฮน้นั ไมส่ ง่ิ ใดในพน้ื ดนิ และฟากฟาู ทีจ่ ะปดิ บังพระองคไ์ ด้ " ( อาละอิมรอน 3 / 5 )

มลู ฐานของจิตสานกึ จริยธรรม
พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ประมวลไว้ด้วยเร่ืองของ แนวทางการปลูกฝ๎งจิตใต้สํานึกด้านจริยธรรม

และ คุณธรรม อย่างมากมายหลายท่ีด้วยกัน ซ่ึงครอบคลุมทุกเร่ืองไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เพ่ือมุ่งให้ป๎จเจกบุคคล
พิจารณาตนเอง เอาใจใสต่ อ่ สังคม และม่งุ ใหส้ ังคม เอาใจใส่ต่อปจ๎ เจกบุคคลเฉกเชน่ เดยี วกัน
การสํานึกถึงความจําเปน็ ของการมจี รยิ ธรรมมาจากพ้ืนฐานต่างๆดังต่อไปนี้
1. บทบญั ญัติของศาสนา
เพราะศาสนาเปน็ แนวทางที่นํามนุษย์สู่ความดี และจริยธรรมทป่ี ระเสริฐ
" พระองค์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งรอซูลขึ้นคนหน่ึง ในหมู่ผู้ไม่รู้หนังสือจากพวกเขาเอง เพื่อสาธยายโองการต่างๆของ
พระองค์แกพ่ วกเขา และทรงทาํ ให้พวกเขาบริสุทธ์ิผุดผ่อง และทรงสอนคัมภีร์และความสุขุมคัมภีร์ภาพแก่พวก
เขา และแม้วา่ แต่กอ่ นนี้ พวกเขาอยใู่ นการหลงผดิ อย่างชัดแจ้งกต็ าม " ( อลั ํมุ อุ ะฮฺ 62 / 2 )

วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 81

บัญญัติต่างๆ ที่มีในพระคัมภีร์ที่ผู้เป็นรอซูล ( ศาสนทูต ) แห่งพระองค์นํามานั้นได้ ถือเป็นสิ่งซักฟอก
ขัดเกลาจิตใจผู้ศรัทธา จากการปฏิเสธศรัทธาและความผิดต่างๆ โดยที่สภาพของพวกเขาก่อนท่ีรอซูลจะถูกส่ง
มานน้ั อย่ใู นการหลงผิดอย่างชดั แจ้ง
2. สติปญ๎ ญา

เพราะเป็นส่ิงช้ีแนะมนุษย์สู่ความประพฤติท่ีดีงาม และ ออกห่างจากส่ิงไม่ดีทั้งหลาย ส่ิงที่อิสลามนํามา
เสนอน้ันล้วนแต่มีเหตุผล มีคุณ และรักษาคุ้มครองความเป็นมนุษย์เอาไว้ หากมนุษย์ใช้สติป๎ญญาพิจารณา ดัง
ตวั อยา่ งจากดาํ รัสของพระองคท์ ี่วา่
"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริง สุรา และการพนัน และแท่นหินสําหรับเชือดบูชายัญ และการเสี่ยงติ้วน้ัน เป็น ส่ิง
โสมม อันเกิดจาการกระทําของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสีย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับ
ความสาํ เรจ็ ทีจ่ ริงชัยฏอนนัน้ เพียงต้องการท่จี ะให้เกิดการเป็นศตั รกู นั และการเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าใน
สุราและการพนัน เท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรําลึกถึงอัลลอฮ(ซ.บ.) และการละหมาด แล้ว
พวกเจ้าจะยังไมย่ ตุ ิอกี ละหรือ ?" ( อัลมาอดิ ะฮฺ 5 / 91 )
3. สํานึกจริยธรรม อันไดจ้ าก การสง่ เสรมิ และการขสู่ มั ทบั

กล่าวคือ แนวทางการอบรมของอสิ ลามในด้านการยบั ย้งั สง่ิ ไมด่ ีน้นั มอี ยหู่ ลายทางดว้ ยกัน อาทิ
- การขู่สัมทับให้ทราบถึงการลงโทษของอัลลอฮ(ซ.บ.) ในโลกน้ี ท่ีมีต่อผู้ฝุาฝืนและผู้อธรรม ดังดํารัสของ
พระองคท์ ีว่ ่า
"หากพวกเจ้ากตัญํู ข้าก็จะเพ่ิมพูนให้แก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้าเนรคุณ แท้จริงการลงโทษของข้าน้ันสาหัส
ยิง่ นกั " ( อิบรอฮมี 14 / 7 )
- การแจ้งถงึ ผลตอบแทน ณ ท่พี ระองค์ ดงั ที่พระองคต์ รสั วา่
"ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้ถึงส่ิงที่ถูกซ่อนไว้สําหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในส่ิงท่ี
พวกเขาได้กระทําไว"้ ( อซั ซัจํฺดะฮฺ 32 / 17 )

หมายถึงไม่มีใครจะสามารถล่วงรู้ถึงปริมาณความโปรดปรานที่พระองค์ทรงตระเตรียมไว้แก่บ่าวของ
พระองค์ อันเป็นสง่ิ ที่ ตาไม่เคยเห็น หไู ม่เคยได้ยิน และหัวใจไมเ่ คยนึกฝน๎ มากอ่ น
4. สํานกึ จรยิ ธรรม อนั ได้จากการปรามของผูม้ ีอาํ นาจ

กล่าวคือ การปรามจากสติป๎ญญาก็ดีหรือจากวิธีการเชิญชวนสู่ความดี หรือบอกกล่าวถึงบทลงโทษก็ดี
อาจไม่สามารถยับยงั้ ความช่ัวจากบางกลุ่มบางพวกได้ ด้วยเหตุน้ีอิสลามจึงได้มอบอํานาจให้กับผู้ปกครอง หรือ
ผพู้ พิ ากษา เพ่อื ดาํ เนินการตดั สนิ ตามเกณฑ์ตัดสินของพระองค์
" และขโมยชายและขโมยหญิงนั้น จงตัดมือของเขาทั้งสองคน ท้ังน้ี เพ่ือเป็นการตอบแทนในสิ่งท่ีทั้งสองน้ันได้
แสวงหาไว้
(และ) เพื่อเป็นเย่ียงอย่างการลงโทษ จากอัลลอฮ และอัลลอฮน้ันทรงเดชานุภาพ ทรงปรีชาญาณ "
( อัลมาอิดะฮฺ 5 / 38 )
"หญิงมชี ู้และชายมชี ู้ พวกเจา้ จงโบยแต่ละคนในสองคนน้ัน คนละหนึ่งร้อยที และอย่าให้ความสงสารยับย้ังการ
กระทําของพวกเจ้าต่อคนทั้งสองน้ัน ในบัญญัติของอัลลอฮ(ซ.บ.) เป็นอันขาด หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ
(ซ.บ.) และวนั ปรโลก" ( อนั นู๊ร 24 / 2 )

82 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ท้ังหมดนี้คือกฎเกณฑ์การยับยั้งความช่ัวท่ีอิสลามได้กําหนดและวางระบบจริยธรรมไว้มาช้านานแล้ว
ทง้ั นเ้ี พ่อื ไม่ให้ความชว่ั ชา้ แพรส่ ะพดั บนหนา้ แผน่ ดิน และการฝง๎ จิตใตส้ ํานกึ ให้มีความเกรงกลัวต่อความผิด เกรง
กลวั ตอ่ พระผเู้ ป็นเจ้า ถือเป็นจิตใต้สาํ นึกสงู สุดท่จี ะบังคับใหบ้ ุคคลหนั หลงั จากความผดิ ความชัว่ ช้าทั้งมวล

วิชาจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 83

ใบงานที่ 14
เรอ่ื ง การมีจิตสํานกึ

1. ให้ผเู้ รียนอธบิ ายความหมายของคาํ วา่ จิตสํานึกตามความเข้าใจของผเู้ รียนมาโดยสงั เขป

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

2. ให้ผ้เู รียนอธิบายความหมายของคําวา่ เอย๊ี ะซาน และยกตัวอยา่ งเหตุการณ์ท่เี ก่ียวขอ้ ง
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

ชอื่ ...................................................นามสกลุ .....................................................

84 วชิ าจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

บทที่ 13

เรื่อง ความเป็นพน่ี อ้ งร่วมศาสนา(ภราดรภาพ)

การดาํ รงอยูร่ ว่ มกนั เป็น “สังคม” เปน็ สภาพความจริงของมนุษย์ทุกกลุ่ม ทุกยุคสมัย เพราะมนุษย์เป็น
สัตว์สังคมจําเป็นต้องพ่ึงพากัน เรามีระยะแห่งการเป็นทารกนาน อย่างน้อยในระยะเร่ิมต้นของชีวิต 10-15 ปี
จึงไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เป็นหมู่เหล่า เพ่ือพึ่งพาอาศัยกัน เร่ิมต้นกลุ่มเล็กที่สุดคือ
ครอบครัว ขยายสูก่ ารเครอื ญาติ วงศ์วาน เพ่ือนบ้าน มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน พูดภาษาเดียวกัน มีวิถีชีวิตท่ี
คล้ายคลงึ มีการสรา้ งแบบแผนความสัมพนั ธใ์ นระดับตา่ ง ๆ
การท่ีมนุษย์มาอยู่ร่วมกัน จําเป็นต้องยอมรับ แบบแผน กฎเกณฑ์ของกลุ่ม ต้องคํานึงถึงส่วนรวม คิดถึงแต่
ตัวเองไม่ได้ ต้องคํานึงถึงการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เพื่อให้การดําเนินชีวิตร่วมกันในสังคมเป็นไปอย่างปกติสุข
ดงั น้นั ในการอยูร่ ว่ มกันเปน็ สงั คม เพื่อให้เกดิ ความสงบสขุ และความเจรญิ
สังคมมนุษย์ใด ๆ ก็ตามจึงต้องตั้งอยู่บนหลักปรัชญาพ้ืนฐาน 3 เรื่อง น่ันคือ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดร
ภาพ ซึ่งเรียกรวมๆวา่ หลักปรชั ญาสงั คม

ภราดรภาพ หมายถึง ความเป็นพ่ีเป็นน้องกัน คนในสังคมควรปฏิบัติต่อกันดุจพ่ีน้อง ช่วยเหลือเอ้ือ
อาทรตอ่ กัน ไม่ปฏิบัติต่อกันเฉกเช่นศัตรู เพราะความแตกต่างกัน ภราดรภาพจะช่วยให้สังคมเกิดความสงบสุข
การปกครองใดที่แยกมิตร แยกศัตรู เหมือนสมัยก่อนได้อาณานิคมมา แบ่งแยกเพื่อปกครอง เพ่ือให้คนต่อสู้กัน
เปน็ กลุม่ ๆ การแตกแยกกัน มองคนเป็นศัตรู สังคมจะไม่สงบสุข สังคมจะอยู่ร่วมได้อย่างสงบสุข ต้องมีภราดร
ภาพ มองกันอย่างเป็นพี่น้อง ไม่ใช่ขั้วตรงข้าม แม้จะมีสีผิวท่ีแตกต่าง นับถือศาสนาท่ีแตกต่าง ความคิดทาง
การเมืองทีแ่ ตกตา่ ง วฒั นธรรมทแ่ี ตกตา่ ง ฐานะทางสงั คมทแี่ ตกตา่ ง ฯลฯ

แท้จริงแล้ว มีการค้นพบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า มนุษย์ในโลกนี้เป็นญาติกันหมดท้ังโลก
โดยการศึกษาดูความสัมพันธ์ของโครโมโซม Y สามารถยืนยันว่า ผู้ชายในโลกนี้มีบรรพบุรุษร่วมกันเพียงหนึ่ง
เดียว รวมถึงการศึกษา mitochondrial X chromosome ก็ยืนยันว่า ผู้หญิงท้ังโลกมีบรรพบุรุษเดียวเช่นกัน
นั่นหมายความวา่ เราคือ ภราดรภาพ เป็นพ่ีเป็นน้องกันท่ัวโลกดังนั้น เม่ือมนุษย์อยู่กันเป็นสังคมอารยะ จึงควร
อยู่กันโดยมองกันเป็นพี่น้อง ไม่ได้มองกันเป็นศัตรู ไม่ได้มองกันเป็นคนที่ไม่เกี่ยวดอง ไม่มีเย่ือใย ไม่ได้สัมพันธ์
กันบนผลประโยชน์ แลกเปล่ียนบวกลบคูณหารเหมือนธุรกิจแลกประโยชน์ คนในสังคมเสียสละเพื่อช่วยเหลือ
กนั เป็นสังคมที่มีน้ําใจให้แก่กัน ไม่แลกเปลี่ยนกันบนผลประโยชน์ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์เชิงสัญญา ที่ต้องใช้
กฎหมาย กฎเกณฑ์ สัญญาในการแลกเปลีย่ นผลประโยชน์เปน็ หลัก การมภี ราดรภาพทาํ ให้สังคมนา่ อยู่

ภราดรภาพแบบอารยะ ต้องเป็นภราดรภาพท่ีพึงกระทํา สังคมต้องมีวิถีปฏิบัติต่อกันแบบเป็นญาติ
แบบเป็นพเี่ ปน็ นอ้ ง ต่างผ่ายต่างให้อย่างเอ้ืออาทร โดยไม่หวังผลตอบแทน ต้องจัดประเทศแบบมี ภราดรภาพ
ไม่มีใครถูกทอดทิ้ง แม้คนที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้สังคมได้ เช่น คนพิการ ทุพพลภาพ ฯลฯ ประชาชนมี
โอกาสชว่ ยเหลอื กันและกัน เอาภาษีจากคนรวย ไปชว่ ยคนจน คนด้อยโอกาส ที่สําคัญ ความสัมพันธ์แบบเป็นพี่
เป็นน้องท่ีไม่เพียงจํากัดขอบเขตเพียง ครอบครัวของเรา เพ่ือนบ้านของเรา ชุมชนของเรา กลุ่มของเรา เชื้อ
ชาติของเรา ศาสนาของเรา ประเทศของเรา แต่ขยายความเป็นภราดรภาพไปสู่ประเทศเพ่ือนบ้าน ภูมิภาค
และตลอดไปจนถึงมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ถ้าโลกน้ีสัมพันธ์กันด้วยความรู้สึกแบบพี่น้อง แบบญาติ โลกจะมีแต่
สันตภิ าพ
อลั ลอฮฺ ตะอ[ٕาล:‫دة‬า‫مائ‬ต‫ال‬ร]สั ﴾ว‫ ِب‬า่ ‫﴿ َو َت َعا َو ُنو ْا َع َلىٱۡل ِب ِّر َوٱل َّت ۡق َوَٰإى َو ََل َت َعا َو ُنو ْا َع َلىٱۡل ِإۡث ِم َوٱۡل ُع ۡدَٰ َوَۚ ِن َوٱ َّتقُو ْاٱللَّ إ َهإِ َّنٱللَّ َه َش ِدٌ َُدٱۡل ِع َقا‬

วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 85

ความว่า “และพวกจงช่วยเหลือกันในส่ิงที่เป็นคุณธรรมและความยําเกรงและจงอย่าช่วยกันในสิ่งท่ีเป็นบาป

และเป็นศัตรูกัน และพึงกลัวเกรงอัลลอฮฺเถิดแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัล-มาอิดะฮฺ:

2)

และพระองคต์ รัสวา่ [ 71 :‫﴿ َوا ْل ُم ْإ ِم ُنو َن َوا ْل ُم ْإ ِمَٰن ُت َب ْع ُض ُه ْمؤَ ْو ِل ٌَا ُء َب ْع ٍض﴾ ]التوبة‬

ความว่า “และบรรดามุอ์มินชายและบรรดามุอ์มินหญิงน้ันบางส่วนของพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลืออีก

บางสว่ น” (อตั เตาบะฮฺ: 71)

และพระองค์ตรสั อกี วา่ [ٔٓ :‫﴿إِ َّن َماٱۡل ُمۡإ ِم ُنو َنإِ ۡخ َوة﴾ ]الحجرات‬
ความว่า “แท้จริงบรรดาผศู้ รทั ธานนั้ เปน็ พน่ี อ้ งกนั ” (อลั -หุํุรอต: 10)

ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าววา่
[2585 ‫ ومسلمبرقم‬2446 ‫« ال ُم ْإ ِم ُن ِل ْل ُم ْإ ِم َِن َكا ْل ُب ْن ٌَا ِن ٌَ ُش ُّد َب ْع ُض ُه َب ْع ًضا » ]رواهالبخارٌبرقم‬

ความว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างมุอ์มินผู้ศรัทธานั้น เปรียบได้ดังอาคารที่ต่างส่วนต่างเกื้อหนุนเสริมความแกร่ง
ให้แก่กัน” แล้วท่านก็สอดประสานน้ิวมือเข้าด้วยกัน (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หะดีษเลขท่ี 2446 และมุสลิม
หะดษี เลขท่ี 2585)

จากตัวบทหลักฐานเหล่าน้ีเราได้ทราบถึงส่ิงที่มุสลิมพึงปฏิบัติต่อมุสลิมด้วยกัน ทั้งนี้ความเป็นพ่ีน้อง
ร่วมศาสนานน้ั ถือเป็นสายสัมพนั ธ์ที่สําคญั และยิ่งใหญ่กว่าความเป็นพ่ีน้องร่วมสายเลือด เพราะความเป็นพ่ีน้อง
ร่วมศาสนาคอื ส่ิงยึดเหน่ยี วระหวา่ งมุสลมิ แมว้ ่าตัวจะอยู่ห่างไกลกันเพียงใดก็ตาม เป็นความสัมพันธ์ฉันพี่น้องที่
วางอยู่บนพ้ืนฐานของการตักเตือนและช่วยเหลือเก้ือกูลกัน พร้อมทั้งกําชับแนะนําให้ยืนหยัดในสิ่งที่เป็นสัจ
ธรรมความถูกต้อง และเป็นความสัมพันธ์ท่ีห้ามมิให้มุสลิมคดโกงหลอกลวงหรือทอดท้ิงพ่ีน้องมุสลิมด้วยกัน
ตลอดจนกระทําการใดๆ ท่สี ง่ ผลกระทบตอ่ ชีวิต ทรัพย์สนิ หรือเกยี รติศักด์ศิ รขี องพ่ีนอ้ งมสุ ลมิ

อลั ลอฮฺ ตะอาลา ตรัสวา่
[٘٥ : ‫﴿ َوٱلَّ ِذٌ َن ٌُۡإ ُذو َنٱۡل ُمۡإ ِم ِنٌ َن َوٱۡل ُمۡإ ِمَٰ َن ِت ِب َغٌۡ ِر َماٱ ۡك َت َس ُبو ْا َف َق ِدٱ ۡح َت َملُو ْا ُب ۡهَٰ َتانا َوإِۡث اما َُّم ِبٌانا﴾ ]الأحزاب‬

ความว่า “และบรรดาผู้กล่าวร้ายแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิงในส่ิงที่พวกเขามิได้กระทํา
แนน่ อนพวกเขาได้แบกการกลา่ วรา้ ยและบาปอันชดั แจ้งไว้” (อัล-อะหฺซาบ: 58)

อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ทรงวางแนวทางอันเป็นรากฐานสําคัญที่จะช่วยฟูมฟ๎กรักษาความเป็นพี่น้องใน
อสิ ลามและขจัดส่งิ ท่ีเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ฉันพ่ีน้อง ซ่ึงแนวทางท่ีอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงวางไว้นี้ปรากฏให้
เหน็ อยา่ งชัดเจนในสูเราะฮฺอัล-หุํุรอต โดยพระองค์ได้ทรงกําชับให้ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัด เม่ือได้รับฟ๎งส่ิงที่
ไม่ดีเกี่ยวกับบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นพ่ีน้องมุสลิม โดยไม่ป๎กใจเช่ือข่าวดังกล่าวจนกว่าจะม่ันใจใน
คว:‫ت‬าม‫را‬ถ‫ูحج‬ก‫ل‬ต‫้﴾]ا‬อٙงน‫ ََن‬า่ ٌเ‫م‬ชِ ‫د‬อืِ่ ‫َن‬ถَٰ‫ืۡم‬อ‫ ُت‬ข‫َعۡل‬อ‫ َف‬ง‫ا‬ข‫้ َم‬อ‫َلَٰى‬ม‫ َع‬ลู ‫و ْا‬พ‫ُح‬ระ‫ص ِب‬อۡ งค‫์َف ُت‬ต‫ة‬ร‫ั َل‬ส‫ َٰ َه‬ว‫َ่ج‬า‫﴿َٰ ٌَٰٓؤَ ٌُّ َهاٱلَّ ِذٌ َن َءا َم ُن ٰٓو ْاإِن َجآٰ َء ُك ۡم َفا ِس ُۢقُ ِب َن َبإ َف َت َب ٌَّ ُن ٰٓو ْاأَن ُت ِصٌ ُبو ْا َقۡو ُۢ َما ِب‬


ความว่า “โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย หากคนชั่วนําข่าวใดๆมาแจ้งแก่พวกเจ้าพวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด หาไม่
แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหน่ึงโดยไม่รู้ตัวแล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจในสิ่งท่ีพวกเจ้าได้
กระทาํ ไป” (อัล-หํุ ุรอต: 6)

86 วิชาจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

แล้วพระองค์ก็ทรงใช้ให้หลีกเลี่ยงความแตกแยกร้าวฉานระหว่างพี่น้องมุสลิมที่มีความไม่ลงรอยกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม่ือความขัดแย้งน้ันนําไปสู่การประหัตประหารกันด้วยอาวุธ ทั้งนี้ เพื่อปกปูองรักษาชีวิตผู้
บริสุทธิ์ไมใ่ หต้ ้องสูญเสียไปโดยปราศจากความผิด พระองค์ทรงช้ีแนะว่าความขัดแย้งเช่นนี้สามารถยุติส้ินสุดลง
ไดด้ ว้ ยหนึ่งในสองวิธคี ือ การไกลเ่ กลย่ี สงบศึกดว้ ยการขจัดสงิ่ ทีเ่ ป็นตน้ ตอและผลของความขัดแย้ง หรือด้วยการ
ลงโทษปูองปรามฝุายท่ีอธรรมซ่ึงไม่ยอมรับการไกล่เกลี่ยและไม่ยอมยืนอยู่ข้างฝุายที่ถูกอธรรม อัลลอฮฺ (ซ.บ.)
ตะอาลาตรสั ว่า
ََّ‫[وَل‬1‫ َل‬0‫مٱ‬-ۚ‫َۡر‬٩ِ‫م ُك‬:ٌ‫َعإِٱلََّنَّتى َقُٱمۡالوٱۡأْاُلٱۡلُمخۡلَّ َإَرهَٰ ِىَلم َفَُنَٰع َقلَّوِت َُلنكُ ۡإِموۡ ُْاتخٱۡ َلَّروِتةٌَحََفتۡؤُبَم ِغو ٌۡصََنلَِح َّتَُٰٓحى َتؤ ِْفا﴾َبۡ] ٰٓاٌلًَنحَؤءَإِج َلَٰخرٰٓىاَؤَوۡۡت‬٩‫َۚ ِه﴿ ََفوإِإِننَفآٰ َطَءۡآٰتِئ َفَفؤََتا ِنۡصِمِل َنٱُۡحل ُومْۡا َبإٌِۡمَن ِن ُهٌ َنَمٱ ۡاقِبَتٱَۡتللُ َع ۡودْا ِل َفَؤَوأَ ۡقۡص ِ ِلس ُحُط ٰٓوو إْاْا َبإٌَِّۡنَ َنٱل ُهلَّ َمَه إاٌُ َفإُِِۢحنُّبَبٱۡ َلغۡتُم ۡإِق ۡ ِحس َدَٰ ِىطٌُه ََمنَا‬
ความว่า “และหากมีสองฝุายจากบรรดาผู้ศรัทธาทะเลาะวิวาทกันพวกเจ้าก็จงไกล่เกล่ียระหว่างทั้งสองฝุาย
หากฝุายหน่ึงในสองฝุายน้ันละเมิดอีกฝุายหน่ึง พวกเจ้าก็จงปรามฝุายท่ีละเมิดจนกว่าฝุายนั้นจะกลับสู่พระ
บัญชาของอัลลอฮฺ (ซ.บ.)ฉะน้ันหากฝุายนั้นกลับ(สู่พระบัญชาของอัลลอฮฺ)แล้ว พวกเจ้าก็จงประนีประนอม
ระหว่างท้ังสองฝุายด้วยความยุติธรรมและพวกเจ้าจงให้ความเที่ยงธรรมเถิด แท้จริงอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงรักใคร่
บรรดาผู้ให้ความเท่ียงธรรม แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาน้ันเป็นพ่ีน้องกัน ดังน้ันพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอม
กนั ระหว่างพี่นอ้ งท้งั สองฝาุ ยของพวกเจ้าและจงยาํ เกรงอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เถิดหวังว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา”
(อลั -หํุ รุ อต: 9-10)

และอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงห้ามมิให้มุสลิมเยาะเย้ยถากถางและดูหม่ินเกียรติพ่ีน้องของเขา เน่ืองจาก
มุสลิมนั้นมีสถานะอันสูงส่ง ณ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทั้งนี้ การเยาะเย้ยดูถูกน้ันเป็นสาเหตุของความบาดหมางผิดใจ
ระหว่างพ่นี อ้ งมสุ ลิม ซึง่ คนทีค่ ุณดถู กู เหยยี ดหยามน้นั เขาอาจจะดกี วา่ คุณ ณ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น
กเ็ ท่า﴾ก‫َّن‬บั‫ ُه إ‬ว‫่ن‬าۡ‫ِّم‬ค‫ا‬ณุ‫ ار‬ไٌۡด‫ َخ‬ด้ ‫ َّن‬ถู‫ู ُك‬กٌَ ‫ن‬สَ‫َىؤ‬งิٰ่ٓ ََٰ‫س‬ทَ อ่ี‫ั َع‬ล‫ ٍء‬ลٰٓ‫ا‬อ‫ َس‬ฮ‫ِّم(نฺ ِّن‬ซ‫ء‬.บٰٓ‫سا‬.َ ) ‫ِن‬ท‫َل‬รَ ‫و‬งَ ใ‫م‬หۡ ‫ ُه‬ค้ ‫ن‬วۡ‫ ِّم‬า‫ا‬ม‫ ار‬สٌۡ‫خ‬าํَ ค‫ ْا‬ญั‫و ُنو‬อ‫ك‬ลัُ ٌลَ ‫ن‬อَ‫ىؤ‬ฮٰٓ َٰ‫ع( ฺَس‬ซَ ‫م‬.ٍ บ‫و‬.ۡ)‫ن َق‬ต‫ ِّم‬ะ‫م‬อ‫و‬าۡ‫َق‬ล‫ر‬าۡ ‫خ‬ตَ ร‫ัس‬สۡ ٌَว‫ل‬า่ ََ ‫﴿َٰ ٌَٰٓؤَ ٌُّ َهاٱلَّ ِذٌ َن َءا َم ُنو ْا‬

[ٔٔ ]:‫الحجرات‬
ความว่า “โอ้ศรัทธาชนท้ังหลาย ชนกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยชนอีกกลุ่มหน่ึงบางทีชนกลุ่มที่ถูกเยาะเย้ยน้ัน
อาจจะดีกว่าชนกลุ่มท่ีเยาะเย้ย และสตรีกลุ่มหน่ึงอย่าได้เยาะเย้ยสตรีอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีกลุ่มที่ถูกเยาะเย้ยนั้น
อาจจะดีกวา่ กล่มุ ที่เยาะเย้ยก็ได้” (อลั -หุํรุ อต: 11)

ซึ่งการเยาะเย้ยผู้อืน่ น้ัน มีเพียงผูท้ หี่ ัวใจของเขาอัดแนน่ ไปด้วยความช่วั รา้ ยเทา่ น้ันท่ีจะทําได้ ด้วยเหตุน้ี
ท่านนบี (ซ.ล.) จึงกลา่ ววา่

[2564 ‫« ِب َح ْس ِبا ْم ِر ٍئ ِم َنال َش ِّرأَ ْن ٌَ ْح ِق َرأَ َخا ُهال ُم ْس ِل ََم » ]رواهمسلمبرقم‬
ความวา่ “ถอื เปน็ ความช่ัวรา้ ยที่เพยี งพอแล้วสาํ หรบั คนคนหนึ่ง กับการทเ่ี ขาดถู ูกเยาะเย้ยพ่ีน้องมุสลิม” (บันทึก
โดยมสุ ลมิ หะดษี เลขท่ี 2564)

พระองค์ยังทรงห้ามมิให้เสาะแสวงหาข้อบกพร่องของพ่ีน้องมุสลิมเพื่อปุาวประกาศให้ผู้อ่ืนรับรู้ และ
ทรงหา้ มมิให้เรียกขานพนี่ อ้ งมสุ ลมิ ดว้ ยช่ือหรือฉายาท่ีเขาไม่ชอบเพราะสิ่งเหล่าน้ีถือเป็นการสร้างความเสียหาย
ตอ่ พี่นอ้ งมุสลิมและนําไปส่คู วามขัดแย้งเป็นศัตรูต่อกัน ท้ังยังอาจเป็นสาเหตุของการตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน
หากเปน็ เชน่ น้ีนอกจากเราจะอธรรมตอ่ ผอู้ ืน่ แล้ว ยังอธรรมตอ่ ตวั เองอกี ด้วย อลั ลอฮฺตะอาลาตรัสว่า

[ٔٔ :‫﴿ َو ََل َتۡل ِم ُز ٰٓو ْاأَنفُ َس ُك ۡم َو ََل َت َنا َب ُزو ْا ِبٱ ۡلأَۡل َٰ َق إ ِب﴾]الحجرات‬
ความว่า “และพวกเจ้าอย่าได้ตําหนิตัวของพวกเจ้าเอง (หมายถึงพ่ีน้องมุสลิมด้วยกัน)และอย่าได้เรียกกันด้วย
ฉายาทไี่ ม่ชอบ" (อลั -หุํรุ อต: 11)

วชิ าจรยิ ธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 87

โดยทรงถือวา่ ผทู้ กี่ ระทําการดังกลา่ วแล้วไม่สํานึกผิดกลับตัวกลับใจ เป็นผู้ที่ชั่วร้ายและอธรรมต่อผู้อื่น พระองค์
ตรสั ว่า [ٔٔ :‫ٔ﴾]الحجرات‬1‫﴿ ِبۡئ َسٱَ ِل ۡس ُمٱۡلفُ ُسوقُ َب ۡع َدٱ ۡل ِإٌ َٰ َمَۚ ِن َو َمنلَّ ۡم ٌَ ُتۡب َفؤُ ْوَٰ َٰٓل ِئ َك ُه ُمٱل َٰ َّظلِ ُمو ََن‬
ความว่า "ช่างเลวทรามจริงๆที่บรรดาผู้ศรัทธาจะเรียกกันว่าเป็นผู้ฝุาฝืนภายหลังจากท่ีได้มีการศรัทธากันแล้ว
และผู้ใดไม่สาํ นกึ ผดิ ชนเหลา่ นั้นคอื บรรดาผูอ้ ธรรม” (อัล-หุํุรอต: 11)

และพระองค์ก็ทรงห้ามมิให้มองพี่น้องมุสลิมในแง่ร้ายตราบใดท่ีไม่มีสิ่งบ่งช้ีอย่างชัดเจน เพราะโดย
พ้ืนฐานแล้ว ให้ถือว่ามุสลิมเป็นผู้ท่ีมีความน่าเช่ือถือและเป็นคนดี ท้ังนี้การมองเขาในแง่ร้ายจะเป็นเหตุให้เรา
ออกห่างจากเขา และเกิดความรู้สึกชิงชังเป็นอริศัตรูกัน ซ่ึงส่ิงนี้ค้านกับความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาอย่างไม่ต้อง
สงสัย อัลลอฮฺตรัสวา่

[ٕٔ :‫﴿َٰ ٌَٰٓؤَ ٌُّ َهاٱلَّ ِذٌ َن َءا َم ُنو ْاٱ ۡج َت ِن ُبو ْا َك ِثٌ ارا ِّم َنٱل َّظ ِّنإِ ََّن َب ۡع َضٱل َّظ ِّنإِۡث إم﴾]الحجرات‬
ความว่า “โอ้ศรัทธาชนทงั้ หลาย พวกเจา้ จงปลกี ตัวให้พน้ จากส่วนใหญ่ของการสงสัย แท้จรงิ การสงสัยบางอย่าง
น้นั เป็นบาป" (อลั -หุํุรอต: 12)

และทรงห้ามมิให้สอดรู้สอดเห็นส่ิงที่เป็นความลับหรือขุดคุ้ยเปิดโปงข้อผิดพลาดของพี่น้องมุสลิม
ซ่ึงอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ทรงปกปิดไว้ เพราะการขุดคุ้ยความลับหรือข้อผิดพลาดของมุสลิมท้ังท่ีอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้
ทรงช่วยปกปิดไว้น้ัน ถือเป็นการเผยแพร่ส่ิงท่ีไม่ดี และสร้างความเส่ือมเสียแก่สังคมมุสลิม ทั้งยังส่งผลให้ความ
ไวเ้ นื้อเช่อื ใจระหว่างพีน่ อ้ งมสุ ลิมตอ้ งสน่ั คลอน พระองค์ตรัสว่า

[ٕٔ :‫﴿ َو ََل َت َج َّس ُسو ْا﴾]الحجرات‬
ความว่า "และพวกเจา้ อย่าสอดแนม" (อัล-หุํรุ อต: 12)

นอกจากน้ีพระองค์ยังทรงหา้ มการนนิ ทา ซง่ึ กค็ อื การทีค่ ุณกล่าวถึงพ่ีน้องของคุณลับหลังด้วยส่ิงท่ีเขาไม่
ชอบ ท้ังน้ี เน่ืองจากการนินทาน้ันเป็นการละเมิดต่อพ่ีน้องมุสลิม ทําให้เกียรติศักด์ิศรีของเขาต้องแปดเป้ือน
หม่นหมอง และเปน็ การทรยศต่อเขาลับหลัง พระองคไ์ ด้ทรงเปรยี บผทู้ ีน่ นิ ทาพ่ีนอ้ งมสุ ลิมเหมือนผู้ที่กัดกินเนื้อพี่
น้องของเขาในสภาพท่ีตายเป็นศพไปแล้ว ซึ่งเป็นพฤติกรรมท่ีทุกคนรังเกียจขยะแขยงและรับไม่ได้อย่างไม่ต้อง
[สٔงٕส:‫ัت‬ย‫را‬อ‫ัج‬ล‫ح‬ล‫ال‬อ]﴾ฮ‫ฺ َۚ ُه‬ต‫و‬ร‫ั ُم‬ส‫ه ُت‬วۡ า่‫﴿ َو ََل ٌَ ۡغ َتب َّب ۡع ُض ُكم َب ۡع ًض َۚاأَ ٌُ ِح ُّبؤَ َح ُد ُك ۡمؤَن ٌَ ۡؤ ُك َللَ ۡح َمؤَ ِخٌ ِه َمٌۡاتا َف َك ِر‬
ความว่า “และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซ่ึงกันและกัน คนหน่ึงในหมู่พวกเจ้าน้ันชอบที่จะกินเน้ือพ่ีน้อง
ของเขาทีต่ ายไปแลว้ กระน้ันหรอื พวกเจา้ ยอ่ มเกลยี ดมนั " (อัล-หํุ รุ อต: 12)

ดังนั้น เหตุใดเล่าคนคนหนึ่งจึงรังเกียจท่ีจะกินเนื้อพี่น้องของเขาในสภาพท่ีเป็นศพ แต่กลับกัดกินเน้ือ
ของเขาขณะทเ่ี ขายงั มีชีวิตอยไู่ ด้อย่างไม่แยแส?

บ่าวท่ีรักของอลั ลอฮ.ฺ .
ทกี่ ล่าวมานี้คอื ตวั อยา่ งของแนวทางทอี่ ลั ลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ทรงวางไว้ เพอ่ื สานสัมพันธ์ความเป็นพ่ีน้องร่วม
ศาสนาระหว่างมุสลิมด้วยกันให้แน่นแฟูน และเป็นแนวปฏิบัติสําหรับสังคมของเรา ทั้งนี้ ในอัลกุรอานและสุน
นะฮขฺ องท่านนบี (ซ.ล.)น้นั มีคําส่ังใชแ้ ละข้อห้ามมากมายท่หี ากมุสลมิ ในยคุ สมยั น้ใี หค้ วามสําคัญและปฏิบัติตาม
แล้ว แน่นอนว่าพวกเขาจะกลับมายิ่งใหญ่และเป็นผู้นําของโลกน้ี เฉกเช่นที่บรรพบุรุษยุคแรกของประชาชาตินี้
เคยนาํ ดังที่พระองค[ٔต์ ٔรٓัส:ว‫่ن‬า‫﴿ ُكن ُت ۡم َخٌۡ َرأُ َّم ٍةأُ ۡخ ِر َجۡت ِلل َّنا ِس َت ۡؤ ُم ُرو َن ِبٱۡل َم ۡع ُرو ِف َو َتۡن َهۡو َن َع ِنٱۡل ُمن َك ِر َو ُتۡإ ِم ُنو َن ِبٱل َّلۗ ِه﴾]آلعمرا‬

88 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ความว่า “พวกเจ้าน้ันเป็นประชาชาติที่ดียิ่งซ่ึงถูกให้อุบัติข้ึนสําหรับมนุษยชาติโดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่
ชอบห้ามมิใหป้ ฏบิ ตั สิ งิ่ ทมี่ ชิ อบและศรทั ธาตอ่ อัลลอฮ"ฺ (อาล อิมรอน: 110)

พนี่ ้องทั้งหลาย..
ศรัทธาของคนหน่ึงคนใดหาสมบูรณ์ได้ไม่ จนกว่าเขาจะปรารถนาให้พี่น้องของเขาได้รับในส่ิงที่ตัวเขา
ชอบด้วย ซ่ึงขั้นต่ําสุดของความเป็นพี่น้องร่วมศาสนานั้น คือการท่ีคุณปฏิบัติต่อพี่น้องของคุณในลักษณะ
เดียวกับท่ีคุณชอบให้เขาปฏิบัติต่อคุณ แน่นอนว่าคุณย่อมหวังท่ีจะให้พี่น้องของคุณปกปิดความลับของคุณไว้
และหวงั วา่ เขาจะไมป่ รปิ ากพูดถึงมุมที่ไมด่ ีของคณุ
อนง่ึ คุณหวังจะไดร้ บั การปฏบิ ตั ิจากพ่ีนอ้ งของคุณ ในสิง่ ที่ตวั คุณเองไม่เคยปฏิบัติเช่นน้ันต่อเขากระนั้น
หรือ?
คณุ ไมพ่ อใจหากพีน่ อ้ งของคุณทําไม่ดีตอ่ คุณแมเ้ พียงเล็กน้อย แต่คุณกลับพอใจท่ีจะทําไม่ดีต่อเขาอย่าง
นั้นหรอื ?
คณุ คาดหวังว่าพน่ี อ้ งของคุณจะมคี วามซ่ือสัตยต์ ่อคุณในการทําธุรกรรมใดๆ และหวังว่าเขาจะไม่หลอก
ไม่โกงคุณ แลว้ คณุ จะปฏิบตั ติ ่อเขาในทางตรงกันข้ามได้อย่างไรกนั ?
การท่คี ุณเรยี กร้องใหพ้ ี่น้องของคณุ มคี วามจริงใจและปฏิบัติตอ่ คุณดว้ ยความเป็นธรรม ในขณะท่ีตัวคุณ
เองกลบั ไม่ให้ความเปน็ ธรรมแก่เขานั้น ถอื ว่าเข้าข่ายสง่ิ ท่อี ัลลอฮฺ ตะอาลา ตรสั ไวว้ ่า

[ٖ-ٔ :‫﴿ َوٌۡللِّۡل ُم َط ِّف ِفٌ ََنٔٱلَّ ِذٌ َنإِ َذاٱ ۡك َتالُو ْا َع َلىٱل َّنا ِس ٌَ ۡس َتۡوفُو ََنٕ َوإِ َذا َكالُو ُه ۡمؤَو َّو َز ُنو ُه ۡم ٌُ ۡخ ِس ُرو ََنٖ﴾]المطففٌن‬

ความว่า "ความหายนะจงประสบแด่บรรดาผู้ทําให้พร่อง(ในการตวงและการช่ัง)คือบรรดาผู้ท่ีเมื่อพวกเขาตวง
เอาจากคนอน่ื ก็ตวงเอาเต็ม และเมอ่ื พวกเขาตวงหรอื ชง่ั ให้คนอ่นื ก็ทาํ ให้ขาด" (อัล-มุฏอ็ ฟฟิฟนี : 1-3)

ศาสนาอิสลามไดบ้ ัญญตั หิ า้ มการกระทําใดๆ ท่ีสร้างความเดือดร้อนหรือเป็นการละเมิดสิทธ์ิของพี่น้อง
มุสลิม ในเรอ่ื งการซอ้ื ขายอิสลามได้ห้ามการ “นะญัช” ซ่ึงหมายถึงการขอเพิ่มราคาสินค้าในการประมูลแข่งขัน
กับผู้อ่ืนเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า (เป็นหน้าม้าช่วยผู้ขายป๎่นราคา - ผู้แปล) ท้ังท่ีในความเป็นจริงไม่ได้
ตอ้ งการจะซอ้ื สนิ ค้าดังกลา่ ว

และศาสนาห้ามมิให้ขายตัดราคาผู้อื่น กล่าวคือหากพี่น้องมุสลิมตกลงขายสินค้าใดๆ ไปแล้ว ก็ไม่
อนุญาตให้ผู้อ่ืนยื่นข้อเสนอแก่ผู้ที่ซ้ือสินค้าน้ันไปว่า “อย่าไปซื้อสินค้านี้จากเขาเลย เดี๋ยวฉันจะขายสินค้าตัว
เดียวกันน้แี กท่ ่าน ในราคาทตี่ ่ํากว่า”

อิสลามยังห้ามมิให้สู่ขอสตรีแข่งกับผู้อื่น กล่าวคือเมื่อมีพ่ีน้องมุสลิมสู่ขอหมั้นหมายสตรีคนใดแล้ว ไม่
อนญุ าตใหผ้ ูอ้ ื่นสู่ขอสตรคี นดงั กลา่ วอีก จนกวา่ ชายคนแรกจะยกเลิกการสขู่ อหรือได้รบั การปฏิเสธไป

นอกจากน้ีศาสนายังห้ามยุแยงสตรีให้แข็งข้อต่อสามีของนาง รู้สึกรังเกียจเบ่ือหน่ายสามี และแสดง
พฤติกรรมหรอื มารยาททไี่ ม่เหมาะสม จนนาํ ไปสู่การหย่าร้าง

พวกทา่ นลองฟ๎งหะดษี ตอ่ ไปนใ้ี หด้ ี..
ท่านอบู ฮรุ ็อยเราะฮฺ เราะฎยิ ัลลอฮุอันฮฺ เลา่ ว่า ทา่ นนบ(ี ซ.ล.) กล่าววา่

«
َ‫ َو ُك ْو ُن ْوا ِع َبا َدالل ِهإِ ْخ َو‬،‫ َو ََل ٌَ ِب ْع َب ْع ُض ُك ْم َعل َى َب ٌْ ِع َب ْع ٍض‬،‫ َو ََل َت َدا َب ُر ْوا‬،‫ َو ََل َت َبا َغ ُض ْوا‬،‫ َ[ج ُش ْوا‬25‫ا‬6‫ َن‬4‫م َبور ََقمل َت‬،‫اََ ًنلاَت َ»ح ]ار َسوا ُدهْمواسل‬
ความว่า “พวกท่านจงอย่าอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน อย่าเพิ่มราคาสินค้าโดยท่ีท่านเองไม่ต้องการซื้อ (เพื่อเป็น
หน้ามา้ ใหผ้ ขู้ ายได้รบั ประโยชน์) อยา่ ไดโ้ กรธเคอื งซงึ่ กนั และกนั อยา่ ได้ขัดแย้งกันเอง อย่าได้ขายของตัดหน้ากัน

วชิ าจริยธรรม3 (อลั อคั ลาก3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 89

และพวกท่านจงเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ท่ีมีความรักใคร่กลมเกลียวกัน” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขท่ี
2564)

และมรี ายงานจากท่านอบู ฮุรอ็ ยเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮอุ ันฮฺ อกี เช่นกันระบวุ ่า ท่านนบี (ซ.ล.) กลา่ ววา่
[ 5560 ‫ وابنحبانبرقم‬2157 ‫« َل ٌْ َس ِم َّنا َم ْن َخ َّب َبا ْم َرأَ ًة َعلى َز ْو ِج َهاأَ ْو َع ْب ًدا َع َلى َس ٌِّ ِد ِهَ » ]رواهؤبوداودبرقم‬

ความวา่ “ผู้ท่ยี แุ ยงส่งเสรมิ ใหส้ ตรแี ขง็ ข้อกบั สามีของนาง หรือให้ทาสดื้อดึงต่อนายของเขา ถือว่าไม่ได้ประพฤติ
ตนอยใู่ นแนวทางของเรา” (บันทกึ โดยอบู ดาวดู หะดษี เลขท่ี 2157 และอิบนุ หิบบาน หะดษี เลขท่ี 5560)

ในรายงานอีกบทหน่ึงท่านเษาบาน เราะฎิยัลลอฮุอนั ฮฺ เล่าวา่ ท่านนบี (ซ.ล.) กลา่ วว่า
[806 »‫« أَ ٌُّ َماا ْم َرأَ ٍة َسؤ َل ْت َز ْو َج َها َطَل َق َها ِم ْن ِغ ٌْ ِر َما َبؤْ ٍس َف َح َرا ٌم َع َل ٌْ َها َرا ِئ َح ُةال َج َّن ِةَ ]رواهالبخارٌبرقم‬

ความว่า “สตรีคนใดร้องขอให้สามีของนางหย่านาง โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ กลิ่นหอมหวนของสรวงสวรรค์จะ
เปน็ ทตี่ อ้ งหา้ มสําหรับนาง” (บันทกึ โดยอลั -บคุ อรยี ์ หะดษี เลขท่ี 806)

และท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ (ร.ฎ.) กล่าวว่า “ท่านนบี(ซ.ล.) ห้ามมิให้ผู้ท่ีอยู่ในเมืองขายสินค้าแก่ผู้ที่เดิน
ทางเขา้ มาจากชนบท (โดยไม่รู้ราคาสินค้า – ผู้แปล) ห้ามการนะญัช ห้ามมิให้ขายของตัดราคาผู้อ่ืน ห้ามมิให้สู่
ขอสตรีแข่งกับผ้อู ืน่ และหา้ มมใิ ห้สตรคี นใดเรยี กรอ้ งให้สามีหยา่ ขาดจากภรรยาซึ่งเป็นพ่ีน้องผู้ศรัทธา เพื่อที่นาง
จะได้ครอบครองสทิ ธกิ ารเป็นภรรยาแต่เพียงผู้เดียว” (หะดีษ มตุ ตะฟะกนุ อะลัยฮฺ)

ดังนั้นจงยําเกรงอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เถิด โอ้ บ่าวของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และจงระวังรักษาความสัมพันธ์กับพ่ี
น้องของพวกทา่ น และสิทธิท่พี วกเขาพงึ ไดร้ บั ใหด้ ที สี่ ดุ อลั ลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสวา่
‫مِتِتُ٘حؤَِهِهٓۡوعۦٔۦ[َََلَدنَوٰٓاَعََالَّٗءل ََُفتكٓۡؤَُمملَّ َتَفٔوَۡبَُۡهتوٌََّتنََنَإُِدقُلََّلَُتول َُوكَوِبنَأَو ُكنُنُٖۡتمو َمفْٓاؤََُّمكٔٱَۡۡلَّسوۡصلِِلذَبَتٌُمَۡنُكحَوت ُنتَفَ ِّنَمم َّرِنب ِقنُُٕكۡ ۡعومْٓاَؤمَُ ِتؤَّمٱَِهوةۡٱَٰٓۦٌخۡإَِۡتدعلَۡ َتخفَُُٰعَوواوِْانََنصاِإمَُُِۢملَنو َىبوُۡٱكْۡالعن ِبَُِتدَۡخََۡمحمٌۡباَعِِرلََٰ َجىِلوآٰل ٌَلَََّشۡءؤ َِفه ُُماه َجُُمُرح ِۡٱمۡفلوٌَباََنرٌِّعَِٰب َةنَاٱََُۚۡتلِّموَ ََنمَوَ ۡٱأُلعلَْتَّنوََُٰفٰٓلَار ِئََّوَر‬-ٌۡ‫ُٱكَۡذحۡلمَّٕقُكُمُتَۡٓنءَفَقُاتَٰلَِٔا‬:ۡ‫ِفقَُ﴿َِٰكَٰٓرٌَلَووَفؤَََْۚاٌُُّهؤٌََۡۡننوَمهَقَٱهاََۡۡعذٱذوَلَّذَُكُنكاِذ ٌَبمعٌُرَِنِّعمَۡٱنوۡنلِْا َظءَِهنُمٌاِۡۗانعََمَمكَكََُٰمنَذََۚ٘تِ ِلروٱ َْالَٓكوٱلٌََُّّأُت َِْبٔهقُ ِّوٌََٰ﴾ٰٓعَل]ُنوآلَِئۡلٱْاٌلٱعَكلَّلمُكلَُّۡهرُهامََلهُمإِن‬

ความว่า “โอ้ผู้ศรัทธาท้ังหลาย จงยําเกรงอัลลอฮฺ (ซ.บ.) อย่างแท้จริงเถิดและพวกเจ้าจงอย่าตายเป็น
อันขาดนอกจากในฐานะท่ีพวกเจ้าเป็นผู้นอบน้อมเท่านั้น และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) โดย
พรอ้ มกันทั้งหมด และจงอย่าแตกแยกกัน และจํารําลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่มีต่อพวกเจ้าขณะท่ี
พวกเจ้าเปน็ ศัตรูกนั แล้วพระองค์ได้ทรงให้สนิทสนมกันระหว่างหัวใจของพวกเจ้าแล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพ่ีน้อง
กันด้วยความเมตตาของพระองค์และพวกเจ้าเคยปรากฏอยู่บนปากหลุมแห่งไฟนรก แล้วพระองค์ก็ทรงช่วย
พวกเจ้าให้พน้ จากปากหลุมแห่งนรกน้ันในทํานองนั้นแหละอัลลอฮฺ (ซ.บ.) จะทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าซึ่งบรรดา
โองการของพระองค์ เพ่ือว่าพวกเจ้าจะได้รับแนวทางอันถูกต้อง และจงให้มีข้ึนจากพวกเจ้าซึ่งคณะหนึ่งที่จะ
เชญิ ชวนไปสู่ความดแี ละใชใ้ หก้ ระทาํ ส่งิ ท่ชี อบและห้ามมิให้กระทําสิ่งท่ีมิชอบ และชนเหล่าน้ีแหละพวกเขาคือผู้
ได้รับความสําเร็จ และพวกเจ้าจงอย่าเป็นเช่นบรรดาผู้ท่ีแตกแยกกันและขัดแย้งกันหลังจากที่บรรดาหลักฐาน
อันชัดแจง้ ไดม้ ายังพวกเขาแลว้ และชนเหลา่ นีแ้ หละสําหรบั พวกเขาคือการลงโทษอันใหญ่หลวง" (อาล อิมรอน:
102-105)

90 วิชาจรยิ ธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ใบงานท่ี 15
เร่อื ง ความเป็นพี่น้องร่วมศาสนา(ภราดรภาพ)

1. ให้ผ้เู รียนอธิบายความหมายของคําว่า ภราดรภาพ ตามความเข้าใจของผเู้ รียนมาพอสงั เขป

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

2. เพราะเหตุใดความเปน็ ภราดรภาพในสงั คมมุสลมิ จึงมคี วามสาํ คัญ จงอธิบายพอสังเขป
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

3. ใหผ้ ู้เรยี นยกตัวอยา่ งโองการจากอัลกุรอานท่ีบง่ บอกถึงการไกลเ่ กล่ยี ระหวา่ มสุ ลิม พรอ้ มอรรถาธิบาย

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

ช่ือ...................................................นามสกุล.....................................................

วิชาจรยิ ธรรม3 (อลั อัคลาก3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 91

บทท่ี 14

เรื่อง มุสลิมเปรียบประดจุ เรอื นร่างเดียวกัน

หนึ่งในประเด็นท่ีสําคัญย่ิงสําหรับทุกสังคม คือสายสัมพันธ์และความผูกพันที่สมาชิกในสังคมน้ัน ๆ มี
ให้ต่อกัน หากสังคมใดก็ตามที่ต้องการประสบความสําเร็จและดําเนินไปในเส้นทางท่ีถูกต้องแล้ว แน่นอนย่ิงว่า
สายสมั พันธ์ระหวา่ งสมาชกิ ของสังคมดังกล่าวจะต้องเป็นไปด้วยดี พวกเขาจะต้องให้การเกื้อกูลกัน เอาใจใส่ต่อ
กันและชว่ ยเหลอื กันเพ่อื ใหบ้ รรลเุ ปาู หมายสูงสุดของตน
สังคมที่สมาชิกไม่ยินดียินร้ายกับชะตากรรมของผู้อื่น และไม่ใส่ใจต่อป๎ญหาทุกข์สุขของกันและกันนั้นย่อม
จะต้องประสบกับความล้มเหลวและพังพินาศ เน่ืองจากสังคมนั้นเปรียบได้ดั่งเรือซึ่งหากมีรอยรั่วเพียงจุดเดียว
เกิดข้ึนกับมัน น้ําก็จะไหลเข้าสู่เรือนั้นและจะทําให้มันอับปาง และไม่สามารถจะนําพาผู้โดยสารไปถึงฝ๎่งท่ีเป็น
จดุ หมายได้อกี ตอ่ ไป
ศาสนาอสิ ลามได้ตอกยา้ํ ในประเดน็ นไี้ วเ้ ชน่ กนั และกําชับมสุ ลิมอยเู่ สมอว่าจะต้องไม่น่ิงเฉยต่อชะตากรรมของพ่ี
นอ้ งมุสลิมของตน จะต้องสอดสอ่ งดแู ลสภาพความเป็นอยู่และทุกข์สขุ ซงึ่ กันและกัน

ทา่ นศาสนทตู แหง่ อลั ลอฮฺ(ซ.บ.) ไดก้ ลา่ วในเรือ่ งนอี้ ยเู่ สมอวา่ :
‫َي ٍْ أَ ْصجَ َخ ََل ٌَ ْٓزَ ُّى ثِأُ ُيٕ ِس ا ْن ًُ ْضهِ ًٍِ ٍَ فَهَ ٍْ َش ثِ ًُ ْضهِى‬

“ผู้ใดกต็ ามทต่ี ืน่ เช้าขนึ้ มาโดยท่เี ขาไมไ่ ดส้ นใจต่อกิจการของชาวมสุ ลมิ ดังนน้ั เขาไม่ใชม่ ุสลิม”
กล่าวคือ หากใครก็ตามที่ไม่ใส่ใจต่อสภาพความเป็นอยู่ของมุสลิม และไม่ยินดียินร้ายว่าพี่น้องมุสลิมจะประสบ
กับชะตาชีวติ อยา่ งไร แนน่ อนยงิ่ วา่ เขาไมใ่ ช่สว่ นหนง่ึ จากชาวมุสลมิ

หนึ่งในปรัชญาของข้อบัญญัติ “การกําชับความดี” (อัลอัมรุ บิลมะอ์รูฟ) และ “การห้ามปรามความ
ช่ัว” (อันนะฮ์ยุ อะนิลมุงกัร) ก็คือประเด็นน้ีน่ันเอง กล่าวคือ มุสลิมจะต้องเป็นผู้ปรารถนาดีต่อพี่น้องของตน
และหากเห็นพ่ีน้องของตนประพฤติปฏิบัติส่ิงท่ีไม่ถูกต้องเหมาะสม จะต้องตักเตือนและช้ีนําเขาสู่เส้นทางท่ี
ถูกตอ้ ง เพ่อื ทําใหส้ ังคมอิสลามดํารงอยูใ่ นความดีงาม ความปลอดภยั และความสงบสุขและในความเป็นจริงแล้ว
บรรดาศรัทธาชนน้ันมีความรักผูกพันต่อชะตากรรมของตนที่หลอมรวมเป็นเน้ือหน่วยเดียวกัน ด้วยเหตุน้ีพวก
เขาจะกําชับและชักชวนกนั สูก่ ารทาํ ดี และหกั หา้ มกันและกันจากการกระทาํ ต่าง ๆ ทน่ี า่ เกลยี ด
นอกจากน้ที ่านศาสดามฮุ มั มดั (ซ็อลฯ) ได้กา้ วไกลไปมากกวา่ นน้ั และได้เปรียบสังคมอิสลามว่าเป็นเหมือนเรือน
รา่ งเดียวกนั โดยกลา่ ววา่ :

َُّ‫ َٔرَ َؼبغُفِ ِٓ ْى َك ًَضَ ِم ا ْن َج َض ِذ ئِ َرا ا ْشزَ َكى ُػ ْع ًٕا رَ َذا َػى ن‬،‫ َٔرَ َشا ُد ًِ ِٓ ْى‬،‫َيضَ ُم ا ْن ًُ ْإ ِي ٍُِ ٍَ ِفً رَ َٕا ِّد ِْ ْى‬
‫َصبئِ ُش َج َض ِذ ِِ ثِبن َّضَٓ ِش َٔا ْن ُذ ًَّى‬

“อุปมาบรรดาผู้ศรัทธาในความรัก ความเมตตาและความเอื้ออาทรของพวกเขาท่ีมีต่อกันนั้น อุปมัยได้ดั่ง
ร่างกายที่เม่ืออวัยวะส่วนหน่ึงได้รับความเจ็บปวด อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายของเขาต่างก็จะได้รับ
ผลกระทบดว้ ยการอดหลับอดนอนและความปุวยไข้ไปด้วย”

เน้ือหาเดียวกันนี้ ยังได้ถูกรายงานมาจากท่านอิมามบากิร (อ.) และท่านอิมามซอดิก (อ.) ด้วยเช่นกัน
ตวั อย่างเชน่ อบูบะซีรได้เล่าวา่ : ฉนั ไดย้ ินท่านอมิ ามซอดกิ (อ.) กลา่ วว่า :

92 วิชาจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

َٔ ِِ ‫ا ْن ًُ ْإ ِي ٍُ أَ ُخٕ ا ْن ًُ ْإ ِي ٍِ َكب ْن َج َض ِذ ا ْن َٕا ِد ِذ ئِ ٌِ ا ْشزَ َكى َش ٍْئبً ِي ُُّْ َٔ َج َذ أَنَ َى َرنِ َك فًِ َصبئِ ِش َج َض ِذ‬
‫أَ ْس َٔا ُدُٓ ًَب ِي ٍْ ُسٔ ٍح َٔا ِد َذ ٍح َٔ ئِ ٌَّ ُسٔ َح ا ْن ًُ ْإ ِي ٍِ َْلَ َش ُّذ ارِّ َصب ًَل ِث ُشٔ ِح َّلَّل ِا ِي ٍِ ا ِّر َصب ِل ُش َؼب ِع‬

‫ان َّش ًْ ِش ثَِٓب‬
“ผู้ศรัทธาคอื พน่ี ้องของผูศ้ รัทธา เปรียบประดจุ เรือนร่างเดียวกัน หากอวัยวะหนึ่งใดจากมันได้รับความเจ็บปวด
อวัยวะส่วนอ่ืนก็จะได้รับความเจ็บปวดด้วย และวิญญาณ (รูห์) ของเขาทั้งสองมาจากวิญญาณเดียวกัน และ
แทจ้ ริงวญิ ญาณของผ้ศู รัทธานน้ั เชอื่ มโยงอย่างเข้มแข็งกับวิญญาณ (รูห์) ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ย่ิงกว่าการเช่ือมโยง
ของลาํ แสงของดวงอาทิตย์ท่ีมีต่อดวงอาทติ ย์”

มัรฮูมอัลลามะฮ์มัจญ์ลิซี ได้กล่าวในการอธิบายริวายะฮ์ (คํารายงาน) บทน้ีว่า : การท่ีท่านอิมาม (อ.)
ได้กล่าวว่า “บรรดาผู้ศรัทธาเปรียบประหน่ึงเรือนร่างเดียวกัน” นั้น เป็นประเด็นท่ีก้าวไกลไปกว่าความเป็นพ่ี
น้องกันในระหว่างบรรดาผู้ศรัทธา และยกระดับไปสู่ความเป็นเอกภาพและเน้ือหน่วยเดียวกันของปวงศรัทธา
ชน ทา่ นอมิ าม (อ.) ต้องการจะบอกว่า ความเป็นพี่น้องกันของบรรดาผู้ศรัทธานั้นไม่เหมือนกับความเป็นพี่น้อง
อนื่ ๆ ทว่าพวกเขาเป็นเสมอื นอวัยวะต่าง ๆ ของเรอื นร่างหนึ่ง ทว่ี ญิ ญาณหน่ึงเดียวได้สถิตอยู่ในมัน ดังน้ันเม่ือมี
ความเจ็บปวดเกิดขึ้นกับอวัยวะหน่ึง อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็จะเจ็บปวดไปด้วย ด้วยกับความทุกข์โศก
ของผศู้ รัทธาคนหน่ึง ผู้ศรัทธาคนอนื่ ๆ กจ็ ะทกุ ข์โศกไปด้วยดังน้ันจากฮะดีษ (วจนะ) เหล่านี้ สามารถสรุปได้ว่า
: สายสัมพันธ์ระหว่างบรรดาผู้ศรัทธา (มุอ์มิน) น้ันจะต้องก้าวไกลไปกว่าสายสัมพันธ์ในระดับปกติของสังคม
โดยทว่ั ไป พวกเขาจะต้องมีความรกั ผกู พันตอ่ กนั จากก้นบ่งึ ของหัวใจและจิตวิญญาณ จะต้องมีความปรารถนาดี
ต่อกัน จะต้องถอื ว่าพี่น้องผ้ศู รทั ธาของตนเปน็ ประหนึง่ ตวั ของตนเอง และจะต้องไม่เมินเฉยต่อสภาพการดําเนิน
ชีวติ และการกระทาํ ของกันและกนั หากพบเห็นบคุ คลใดในสงั คมมิได้ย่างก้าวไปในเส้นทางที่ถูกต้อง จําเป็นต้อง
ตักเตือนเขาและทําให้เขาหันกลับมาสู่เส้นทางท่ีถูกต้อง และจะต้องช่วยเหลือเขาในแนวทางที่ถูกต้อง น่ีคือ
บทเรยี นท่ีย่งิ ใหญ่ท่เี ราไดร้ บั จากบรรดาอมิ าม (ผนู้ ํา) แห่งศาสนา
อัลลอฮฺ ทรงตรัสวา่

แท้จรงิ บรรดาผ้ศู รทั ธานน้ั เป็นพน่ี อ้ งกัน

(ซูเราะห์ อัลหุํรุ อ๊ ต :10)

รายงานจาก อบีมูซา กล่าวว่า ทา่ นรอซูล(ซ.ล.) กล่าววา่ :

ผู้ศรัทธาต่อผู้ศรัทธานั้น (ตอ้ งช่วยเหลอื กนั ) เหมอื นกับอาคาร ซึ่งบางสว่ นของมนั ยึดเหน่ียวกบั อีกบางส่วน
แล้วท่านรอซูลประสานมอื เข้าดว้ ยกันบันทกึ โดยบุคอรีย์ และมสุ ลิม
(ดใู นบคุ อรีย์ เล่ม 5 หนา้ 72 และดูในมสุ ลมิ หะดีษเลขท่ี 2585)
คําอธิบาย

วชิ าจริยธรรม3 (อลั อัคลาก3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 93

การให้ความช่วยเหลือกันระหว่างผู้ศรัทธาน้ัน จะต้องดูให้ครบทุกๆด้าน ทุกๆเร่ือง ไม่ว่าจะเป็นเร่ือง
ในทางโลกอาคิเราะห์ หรือการดําเนินชีวิตในดุนยา เปรียบได้กับอาคาร ทุกชิ้นส่วนของมันจะต้องยึดเหน่ียวซึ่ง
กนั และกนั จึงจะทําให้อาคารน้นั แข็งแรงมัน่ คง
ส่งิ ทไี่ ด้รบั จากฮะดษี
1. ผศู้ รทั ธาต้องให้ความชว่ ยเหลอื กัน
2. ผ้ศู รทั ธาจะเอาตัวรอดเพยี งลําพังไม่ได้ ท้งั เรือ่ งดุนยาและอาคิเราะห์

รายงานจาก นวั อมฺ าน อบิ นบิ ะชีรกล่าววา่ ท่านรอซลู (ซ.ล.) ไดก้ ล่าววา่ :
เปรียบเทียบบรรดาผู้ศรัทธาในด้านความรัก ความเอ็นดูเมตตา และการให้ความช่วยเหลือเก้ือกูล

ของพวกเราท่มี ตี อ่ กนั น้นั เหมอื นกับร่างกาย กล่าวคือ เมื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บปวด อวัยวะส่วนอ่ืนๆของ
รา่ งกายกจ็ ะเจบ็ ปวดไปดว้ ยท่ัวรา่ งกายพาใหน้ อนไมห่ ลบั เกิดอาการไข้
บันทึกโดยบคุ อรยี ์และมุสลิม (ดูในบคุ อรีย์ เลม่ 10 หน้า 367 และดูในมุสลิม หะดษี เลขที่ 2586)
คําอธิบาย

ท่านรอซูล(ซ.ล.) เปรียบเทียบลักษณะของผู้ศรทั ธา เก่ยี วกับความรักท่ีมีต่อกัน การให้ความช่วยเหลือ
เก้ือกูลกันว่า เหมือนกับร่างกายของคนเรา ถ้าหากอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดได้รับความเจ็บปวด ก็จะทําให้ท่ัว
เรือนร่างตอ้ งพลอยเจบ็ ปวดไปด้วย

มุสลิมก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความทุกข์ ทุกคนก็จะคอยให้ความช่วยเหลือ จะทอดทิ้ง
กนั ไมไ่ ด้ อิสลามถือวา่ ทุกคนเปน็ พีน่ ้องกัน ทุกข์สุขรว่ มกนั เหมือนคนคนเดยี วกัน
สงิ่ ทีไ่ ดร้ บั จากฮะดษี นี้
1. สายสัมพนั ธแ์ หง่ ความศรัทธาทําให้มสุ ลิมทวั่ โลกเหมือนคนคนเดียวกนั
2. มสุ ลมิ ต้องรักกัน ทุกข์ สขุ ร่วมกัน ชว่ ยเหลอื กนั อยเู่ สมอ

รายงานจากอิบนอิ ุมรั วา่ แท้จริงทา่ นรอซลู (ซ.ล.) กลา่ ววา่ :
มุสลิมนั้นเป็นพ่ีน้องของมุสลิม เขาจะไม่อธรรมต่อพ่ีน้องของเขา และเขาจะไม่จับตัวพ่ีน้องของเขา

(มอบให้แก่ศัตรู) ผู้ใดช่วยเหลือธุระของพ่ีน้องของเขา อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็จะทรงช่วยเหลือในธุระของเขา ผู้ใด

94 วชิ าจรยิ ธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่มุสลิมคนหนึ่งคนใด อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงบรรเทาความเดือดร้อนหน่ึงจากบรรดา
ความเดือดร้อนในวันกิยามะห์ให้เขา ผู้ใดปกปิดส่ิงไม่ดีไม่งามให้แก่มุสลิมคนหน่ึงคนใด อัลลอฮฺ (ซ.บ.)จะทรง
ปกปดิ สง่ิ ไม่ดีไมง่ ามใหแ้ กเ่ ขาในวนั กิยามะห์
บนึ ทกึ โดยบุคอรยี ์ และ มสุ ลิม(ดูในบุคอรีย์ เล่ม 5 หนา้ 70 และดใู นมสุ ลมิ ฮะดีษเลขที่ 2580)
คําอธิบาย

ผู้ศรัทธานั้นต่างก็มีความผูกพันทางด้านจิตใจกันอยู่ ในฐานะเป็นพี่น้องร่วมหลักการศรัทธาเดียวกัน
จากจติ สํานึกนีท้ ําให้ทุกคนตอ้ งช่วยเหลือซง่ึ กันและกนั ชว่ ยบรรเทาความเดือดร้อน ช่วยกันปกปิดส่ิงไม่ดีไม่งาม
ของกันไว้ ผลตอบแทนในการกระทาํ เชน่ นี้ อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะทรงตอบแทนให้ในวนั กิยามะห์
สง่ิ ท่ีได้รับจากหะดีษน้ี
1. มสุ ลมิ เป็นพน่ี ้องกัน ต้องชว่ ยเหลือกนั ทกุ ๆดา้ น
2. มุสลิมจะทอดทง้ิ กันไม่ได้
3. อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะทรงช่วยเหลอื ผู้ที่เคยให้ความชว่ ยเหลือพี่น้องของเขา

รายงานจาก อบีฮุรอยเราะห์ กลา่ วว่า ทา่ นรอซูล กล่าวว่า :
ทา่ นท้ังหลายอยา่ อจิ ฉากัน อยา่ หลอกลวงกัน อยา่ เกลียดกัน อย่าหันหลังให้กัน อย่าขายของตัดหน้า

กนั จงเปน็ บ่าวของอลั ลอฮฺ(ซ.บ.) ในฐานะเปน็ พน่ี ้องกันเถดิ มุสลมิ นนั้ เป็นพ่ีน้องของมุสลิม เขาจะไม่อธรรมต่อพี่
นอ้ งของเขา เขาจะไม่เหยียดหยามพี่น้องของเขา และเขาจะไม่ทอดทิ้งพ่ีน้องของเขา การยําเกรงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
น้ันอยู่ท่ีน่ี และท่านรอซูล(ซ.ล.) ช้ีไปที่หน้าอกสามครั้ง นับได้ว่าเป็นความชั่วแล้วในการท่ีคนหนึ่งดูถูกเหยียด
หยามพีน่ อ้ งมุสลมิ ของเขา มุสลิมต่อมุสลิมน้นั เลอื ด ทรพั ย์สิน และเกยี รติยศเป็นที่ต้องห้าม
บันทกึ โดยมุสลิม (ดูในมสุ ลมิ ฮะดษี เลขท่ี 2564)
คาํ อธบิ าย

ส่วนหน่ึงสําหรับเปูาหมายที่ว่ามุสลิมเป็นพี่น้องกันก็คือ จะต้องไม่อิจฉาริษยา คนจนต้องไม่มีอคติ
ตอ่ คนรวย เพราะตา่ งกท็ ราบกันวา่ อลั ลอฮฺ(ซ.บ.) เป็นผู้ทรงใหร้ ิสกี คนท่ีอ่อนแอไม่ต้องอิจฉาคนท่ีเข้มแข็ง คนท่ี
เปน็ ลกู นอ้ งไม่ตอ้ งอจิ ฉาคนที่เปน็ หัวหนา้ และในมุมกลับกันคนรวยต้องเสียสละให้มาก คนเข้มแข็งต้องให้ความ

วชิ าจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 95

ชว่ ยเหลอื คนที่เป็นหวั หนา้ ตอ้ งเอ็นดเู มตตาลูกน้อง ทั้งน้เี พอื่ ไม่ให้เกิดแรงต่อต้านกดดันฝุายหนึ่งฝุายหน่ึงฝุายใด
ได้ มุสลิมน้ันจะต้องไม่ใช้เล่ห์เหล่ียมในการซ้ือขาย จะต้องเสริมสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ให้มีความรักใคร่
เอ็นดูเมตตา ไม่เห็นแก่ตัว และจะต้องขจัดความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจกันออกไป ถ้าหากหระทําเช่นท่ีกล่าว
มานแ้ี ล้ว ความเป็นพน่ี อ้ งกันก็บรรลุสเู่ ปูาหมายท่อี สิ ลามวางไว้
ส่ิงทไี่ ด้รบั จากฮะดีษนี้

1. มสุ ลิมจะตอ้ งมีความจริงใจตอ่ กนั ทุกด้าน
2. มสุ ลิมจะละเมดิ สิง่ หนึ่งสิ่งใดของกันและกันไมไ่ ด้
3. การดถู ูกเหยยี ดหยามมสุ ลิมดว้ ยกันถือวา่ เปน็ ความช่ัวแล้ว

รายงานจากทา่ น อะนสั จากทา่ นนบี(ซ.ล.) กลา่ วว่า :
คนหน่ึงคนใดในหมู่ของพวกท่านยังไม่มีศรัทธาท่ีสมบูรณ์ จนกว่าเขารักท่ีจะให้ได้แก่พ่ีน้องของเขา

ซึ่งส่งิ ท่เี ขารกั ท่ีจะให้ไดแ้ กต่ ัวเอง
บันทกึ โดยบุคอรยี ์และมุสลมิ (ดูในบคุ อรยี ์ เล่ม 1 หน้า 53 และดใู นมสุ ลิม หะดีษเลขที่ 45)
คําอธบิ าย

ผู้ท่ีศรัทธานั้น การศรัทธาของเขายังไม่สมบูรณ์ จนกว่าเขาจะรักใครเอ็นดูเมตตาพี่น้องมุสลิมทุกคน
เหมอื นกับรกั ตัวเอง เขาอยากจะได้สิ่งใดก็อยากจะให้พี่น้องมุสลิมได้รับด้วย เขาไม่ชอบสิ่งใด ก็ไม่ชอบให้สิ่งน้ัน
ประสบกับพี่น้องมุสลิมเช่นกัน สภาพเช่นนี้จะก่อให้เกิดความสงบสุขข้ึนในสังคม แต่ถ้าหากผู้ศรัทธาไม่มี
ลักษณะดังกล่าวแล้ว สังคมก็จะเดือดร้อน เนื่องจากผู้คนจะทุจริตต่อกัน มีการอิจฉาริษยา ขโมย คดโกง ซึ่ง
ดังกลา่ วนี้ ลว้ นแต่จะมาบน่ั ทอนความศรัทธาออกไปจากหัวใจ สงั คมกเ็ หมือนตกอย่ใู นความมืด ดังน้ันอิสลามจึง
ใช้ใหท้ กุ คนเม่อื รกั ตัวเองแล้ว ก็ตอ้ งรกั ผ้อู นื่ ดว้ ย
สิ่งทไี่ ด้รบั จากฮะดีษนี้
1. สว่ นหนึ่งจากการมีศรัทธาอย่างสมบรู ณ์ คือต้องรักพนี่ ้องมุสลิมเหมอื นรักตวั เอง
2. มสุ ลิมต้องนอบนอ้ มตอ่ พน่ี ้องมุสลมิ
3. มสุ ลมิ ต้องรกั ใครสนทิ สนมกัน ซ่งึ จะนําไปสกู่ ารให้ความช่วยเหลอื กนั

96 วชิ าจริยธรรม3 (อัลอคั ลาก3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

รายงานจาก อะนสั กลา่ วว่า ทา่ รอซูล(ซ.ล.) กล่าววา่ :
“ท่านจงชว่ ยเหลือพ่นี อ้ งของทา่ น ไมว่ า่ เขาจะเปน็ ผอู้ ธรรมหรอื ผ้ถู กู อธรรมก็ตาม”
ชายคนหนงึ่ ถามว่า : “ฉันจะชว่ ยเหลือเขากเ็ มอ่ื เขาถกู อธรรม จงบอกฉันหน่อยซิว่า ถ้าหากเขาเป็นผู้อธรรมแล้ว
ฉนั จะช่วยเหลอื เขาอยา่ งไร”
ท่านรอซูล(ซ.ล.) กล่าววา่ : “ท่านก็ยบั ยง้ั เขาจากการอธรรมน้นั ๆ แทจ้ รงิ นนั่ แหละคือการช่วยเหลอื เขาแล้ว”

บันทกึ โดยบคุ อรีย์ (ดใู นบคุ อรีย์ เลม่ 5 หนา้ 71)
คําอธบิ าย

ศาสนาอสิ ลามมงุ่ ทาํ ลายส่งิ เลวร้าย และความประพฤติที่ไม่ดีงามของญาฮิลียะห์ ทุกวิถีทาง สิ่งหนึ่ง
ทตี่ ดิ มาจากสังคมญาฮิลยี ะห์ก็คือ การให้ความช่วยเหลือคนในเผ่าเดียวกัน ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ไม่ว่าจะเป็นฝุาย
อธรรมหรือถูกอธรรม จนกระทั่งทําให้สังคมสมัยน้ันแตกแยก ต่างคนต่างอยู่ เม่ือท่านรอซูล(ซ.ล.) บอกให้
ช่วยเหลือกันอีก บรรดาซอฮาบะห์จึงแปลกใจ จึงถามท่านรอซูล(ซ.ล.)ว่าจะให้ช่วยเหลืผู้ที่อธรรมต่อคนอ่ืน
อย่างไร เพราะน่นั เท่ากับเปน็ การกระทาํ เหมือนในสมยั กอ่ นอสิ ลาม ทา่ นรอซูล(ซ.ล.)จึงอธิบายว่า การช่วยเหลือ
ผู้ท่ีอธรรมในท่ีน้ีก็คือ ให้ยับย้ังเขาจากการอธรรมนั้นเสีย เท่ากับเป็นการขจัดการอธรรมออกไป และช่วยให้
ความดีงามคงอยู่
ส่งิ ทไี่ ด้รับจากฮะดีษนี้
1. อสิ ลามไดข้ จัดสภาพของญาฮลิ ียะห์และนําหลกั การทดี่ ีกวา่ มาส่โู ลก
2. อิสลามถอื วา่ การให้ความช่วยเหลอื กนั เปน็ สงิ่ สําคัญ

วิชาจริยธรรม3 (อัลอัคลาก3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 97

ใบงานท่ี 16
เรื่อง มุสลิมเปรียบประดจุ เรือนร่างเดียวกัน

1. เพราะเหตุใดทา่ นนบี (ซ.ล.) จึงเปรียบเทียบว่า พน่ี ้องมสุ ลิมนนั้ ประดุจด่ังเรือนรา่ งเดียวกัน

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

2.ใหผ้ เู้ รยี นบอกคณุ ค่าของการท่มี สุ ลมิ น้ันรกั กันจนมีความรู้สึกว่าเปนู เรือยร่างเดียวกันมา 5 ข้อ
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

3. ให้บอกผลเสียของการทมี่ สุ ลมิ ไมม่ ีความรักและซาบซึ้งในความเป็นพี่น้องทีเ่ ปรียบเหมอื นร่างเดยี วกนั

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

ชอื่ ...................................................นามสกลุ .....................................................


Click to View FlipBook Version