การจดั ทำหน่วยการเรยี นรแู้ ละการออกแบบหน่วยการเรียนรอู้ ิงมาตรฐานการเรยี นรู้
หน่วยการเรยี นรู้ เรื่อง อา่ นเป็นเห็นคุณคา่ (อา่ นจากสือ่ อ่นื )
รหสั วิชา ท 22101 ชอ่ื วิชา ภาษาไทย 3 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 1/256๔ 15 คะแนน เวลา 15 ชั่วโมง
1. ผลการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้
ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอา่ นสร้างความรูแ้ ละความคิดเพอ่ื นำไปใช้ตดั สินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต
และมีนสิ ัยรกั การอ่าน
ท 2.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบ
ต่าง ๆ เขยี นรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
ตวั ชี้วัด
ท ๑.๑ ม.๒/๑ อา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองได้ถกู ต้อง
ท ๑.๑ ม.๒/๒ จับใจความสำคัญ สรุปความ และอธิบายรายละเอยี ดจากเรื่องที่อ่าน
ท ๑.๑ ม.๒/๘ มีมารยาทในการอา่ น
ท 2.๑ ม.๒/๑ คดั ลายมือตัวบรรจงครึง่ บรรทดั
ท ๒.๑ ม.๒/4 การเขียนย่อความ
2. สาระสำคัญ
การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วเป็นการอ่านออกเสียงจากงานเขียนที่เป็นความเรียงประเภทต่าง ๆ
โดยการเปล่งเสียงให้ถูกต้องตามอักขรวิธี น้ำเสียงและจังหวะเสียงให้เป็นไปตามปกติเหมือนการพูด
ให้เหมาะสมกับเรื่องที่อ่าน การฝึกอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วจากงานเขียนประเภทต่าง ๆ จะช่วยให้อ่านได้
ถูกต้อง น่าฟัง ทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปกับเรื่องราว หรือบทประพันธ์ที่อ่าน และทำให้อ่านได้
อย่างมีประสทิ ธิภาพยง่ิ ขนึ้
การอ่านจับใจความ ถือเป็นทักษะสำคัญที่ใช้อ่านเพื่อการสื่อสารมากที่สุด เพราะการอ่าน
เพ่ือจับใจความเป็นพื้นฐานที่จำเป็นในการศึกษาหาความรู้ จึงควรฝึกฝนให้เกิดความชำนาญจนสามารถ
จับใจความสำคัญในงานเขียนทุกประเภท การอ่านจับใจความสำคัญที่ดีจะต้องสามารถจับใจควา มและเก็บ
เฉพาะใจความสำคัญของเรื่องจากการอ่านเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่เพียงย่อ ๆ
แต่ไดใ้ จความสมบรู ณ์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
การคัดลายมือ เป็นการฝึกเขียนตัวอักษรไทยให้ถูกต้องตามหลักการเขียนคำไทย ซึ่งจะต้องคำนึงถึง
ความถูกต้องของตัวอักษรไทย มีช่องไฟ มีวรรคตอน เขียนตัวอักษรเสมอกัน วางพยัญชนะ สระ
และวรรณยุกต์ให้ถูกที่ ตัวสะกดการันต์ถูกต้อง เขียนให้อ่านง่ายและสวยงาม หากผู้เขียนมีลายมือที่สวยงาม
และอ่านง่าย จะช่วยให้ผู้อ่านรับสารได้ถูกต้อง แต่หากลายมืออ่านยาก ผู้อ่านจะไม่สามารถรับสารที่ผู้เขียน
ต้องการสื่อสารได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เกิดอุปสรรคในการสื่อสาร นอกจากนี้การเขียนที่ถูกต้องและสวยงาม
ยังแสดงให้เหน็ ถงึ ความรกั ความภาคภูมิใจในภาษาไทย อันเปน็ มรดกและภาษาประจำชาตขิ องไทย
การเขียนย่อความ หมายถึง การจับใจความสำคัญ จับประเด็นสำคัญของเรื่องที่ได้อ่าน ได้ฟัง
หรือได้ดูมาให้ได้ความว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เม่ือไร อย่างไร เมื่อใด เพราะเหตุใดหรือมีแนวคิดอย่างไร
แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ให้ได้ใจความครบถ้วน สั้น กระชับ ด้วยสำนวนภาษาของตนเอง นักเรียน
ต้องจับใจความสำคัญของเนื้อหาที่กำหนดแล้วจัดระบบความคิดเรียบเรียงเป็นการย่อความสั้น ๆ ได้ใจความ
ถือเปน็ การยอ่ ความทถ่ี กู ต้องตามหลกั การ
3. สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (K)
1. บอกหลกั การอ่านออกเสยี งรอ้ ยแกว้
2. บอกเครื่องหมายวรรคตอนของการอา่ นออกเสียงภาษาไทยได้อยา่ งถูกต้อง
3. อธบิ ายขนั้ ตอนการอา่ นจบั ใจความสำคัญได้
4. สามารถอธบิ ายหลกั การเขียนหนังสอื ไทยไดอ้ ย่างถูกต้อง
5. อธบิ ายความหมาย หลกั การและรูปแบบการเขยี นย่อความ
ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
1. การปฏิบัติการพฒั นาสามัตถิยะการอา่ นออกเสียงร้อยแกว้
2. สามารถหาประโยคใจความสำคัญหรือหาประเด็นสำคญั ของเร่ืองทอ่ี ่านและเรยี งลำดับเนื้อหา
ได้ถูกต้อง
3. สรุปใจความสำคัญจากบทความทอี่ า่ นไดถ้ ูกต้อง
4. สามารถคัดอักษรไทยตวั บรรจงครง่ึ บรรทัดได้ถูกต้องตามรปู แบบของกระทรวงศึกษาธิการ
5. เขียนย่อความจากสอื่ ตา่ ง ๆ
ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พ่ึงประสงค์ (A)
1. มมี ารยาทในการอ่าน
2. เหน็ คุณคา่ และความสำคัญของบทความที่อ่าน
3. เห็นคณุ คา่ และความสำคัญของการคัดลายมือ
4. ตระหนกั และเห็นความสำคญั ของการเขียนย่อความ
4. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
4.1 ความสามารถในการคิด
4.2 ความสามารถในการส่ือสาร
4.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา
4.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
4.5 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. ทักษะในศตวรรษที่ 21
3R
Reading อ่านออก Writing เขยี นได้ Arithmatic มที ักษะในการคำนวณ
8C
Critical Thinking and Problem Solving : มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมี
วิจารณญาณ และแกไ้ ขปญั หาได้
Creativity and Innovation : คิดอย่างสรา้ งสรรค์ คดิ เชิงนวัตกรรม
Collaboration Teamwork and Leadership : ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะ
ผู้นำ
Communication Information and Media Literacy : ทักษะในการสื่อสาร และการรู้เท่าทัน
สื่อ
Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม กระบวนการคิด
ขา้ มวฒั นธรรม
Computing and ICT Literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี ซ่ึง
เยาวชนในยุคปัจจุบนั มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอย่างมากหรือเป็น Native Digital ส่วน
คนรนุ่ เก่าหรอื ผสู้ ูงอายเุ ปรียบเสมือนเปน็ Immigrant Digital แตเ่ ราตอ้ งไม่อายที่จะเรยี นรแู้ ม้ว่าจะสูงอายุแล้ว
ก็ตาม
Career and Learning Skills : ทกั ษะทางอาชีพ และการเรยี นรู้
Compassion : มคี ุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวนิ ัย ซ่งึ เป็นคณุ ลักษณะพ้ืนฐานสำคัญของ
ทกั ษะขนั้ ต้นท้ังหมด และเปน็ คุณลักษณะทเ่ี ดก็ ไทยจำเปน็ ต้องมี
โรงเรยี นคณุ ธรรม
มีวนิ ยั มคี วามรบั ผดิ ชอบ มีจิตอาสา
6. ช้นิ งานหรอื ภาระงาน
6.1 ฝึกปฏบิ ัติการอ่านออกเสียงบทร้อยแกว้ ให้เหมาะกับเร่ืองที่อ่าน
6.2 แบบทดสอบหลังเรยี น เรอ่ื ง การอา่ นจับใจความสำคัญ
6.3 คดั ลายมือ บทเสภาสามัคคเี สวก ตอน วศิ วกรรมา
6.4 ยอ่ บทความ เรอื่ ง ประโยชนข์ ององุ่นหลากสี
7. การประเมนิ ระหวา่ งจัดกิจกรรม
เป้าหมาย ประเด็น วิธีการประเมิน เคร่อื งมือ เกณฑ์
การประเมนิ
การประเมนิ การประเมิน การประเมนิ
ความรู้
1. เข้าใจแนวทางการ 1. สงั เกตพฤติกรรมใน 1. แบบประเมิน 1. ผ่าน/ไมผ่ ่าน
จัดการเรยี นรู้ ขอ้ ปฏบิ ัติ ชนั้ เรียน คุณลกั ษณะอนั พงึ 2. ผลการทำใบ
ในการจดั การเรยี นการ 2. ตรวจใบกจิ กรรม ประสงค์ งานผา่ นเกณฑ์
สอน การวัดและ เรอื่ ง รอ้ ยแกว้ เพริศ 2. ใบกิจกรรม เร่อื ง ร้อย รอ้ ยละ 80
ประเมินผล แพรว้ สำเนียง แก้วเพรศิ แพรว้ สำเนยี ง 3. ผลการทำ
การมีส่วนร่วมในการจดั 3. ทดสอบหลงั เรียน 3. แบบทดสอบหลังเรยี น แบบทดสอบ
กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอา่ นออกเสยี ง เรื่อง การอ่านออกเสียง ผา่ นเกณฑ์
อยา่ งมีประสิทธภิ าพและมี รอ้ ยแกว้ ร้อยแก้ว ร้อยละ 60
เจตคติท่ีดตี ่อการเรยี น 4. ตรวจแบบทดสอบ 4. แบบทดสอบหลังเรียน
รายวิชา ท 22101 หลังเรยี น เรอ่ื ง เร่อื ง การอา่ น
ภาษาไทย 3 การอ่านจบั ใจความ จบั ใจความสำคญั
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 สำคัญ
เปา้ หมาย ประเดน็ วธิ กี ารประเมนิ เคร่ืองมอื เกณฑ์
การประเมนิ การประเมิน การประเมนิ
การประเมนิ
ทกั ษะ / 5. ใบกจิ กรรม เร่อื ง การ
กระบวนการ 2. หลักการอ่านออกเสียง 5. ตรวจใบกจิ กรรม คัดลายมือ “เสน้ สายลาย
อกั ษร”
บทร้อยแกว้ เรื่อง การคดั ลายมือ
3. สามารถระบุ “เสน้ สายลายอักษร”
เครื่องหมายวรรคตอนของ
การอา่ นออกเสียง
ภาษาไทยไดอ้ ย่างถูกต้อง
4. อธบิ ายขนั้ ตอนการอา่ น
จับใจความสำคญั ได้
5. สามารถหาประโยค
ใจความสำคญั หรือหา
ประเดน็ ของเร่ือง
ที่อา่ นและเรียงลำดบั
เนอ้ื หาได้ถกู ต้อง
6. สามารถอธิบาย
หลกั การเขยี นหนงั สือไทย
ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
7. อธบิ ายความหมาย
หลักการและรูปแบบการ
เขียนยอ่ ความ
1. สามารถอ่านออกเสียง 1. สงั เกตการฝกึ ฝนการ 1. แบบสงั เกต 1. เกณฑผ์ ่าน
บทรอ้ ยแก้วไดถ้ ูกต้อง อา่ นออกเสยี งบทรอ้ ย การฝึกฝน ร้อยละ 60
ตามอักขรวิธี และเหมาะ แก้วและ การฝึกปฏบิ ตั ิ การอ่านออกเสยี งบทร้อย
กับเร่อื งท่ีอ่าน การอา่ นออกเสยี งบท แกว้ และการฝึก
2. สรุปใจความสำคญั รอ้ ยแก้วในช้นั เรียน ปฏบิ ตั ิการอ่านออกเสียง
จากบทความ 2. ตรวจแบบทดสอบ บทรอ้ ยแกว้ ในชนั้ เรียน
ทอ่ี า่ นได้ถูกต้อง หลงั เรียน เรอื่ ง 2. แบบทดสอบหลงั เรยี น
3. สามารถอธิบายสรุป การอา่ นจับใจความ เรอ่ื ง การอ่าน
ใจความสำคญั จากเรอ่ื ง สำคัญ จับใจความสำคัญ
ทอ่ี ่านไดอ้ ย่างน่าสนใจ 3. คัดลายมือ บทเสภา 3. แบบประเมนิ การคดั
4. สามารถเขียนแผนภมู ิ สามัคคีเสวก ตอน ลายมอื ตวั บรรจงคร่งึ
แสดงความสัมพนั ธข์ อง วศิ วกรรมา บรรทดั
ข้อมลู ที่สรุปใจความสำคัญ 4. ย่อความ เร่ือง 4. ใบกิจกรรม
ไดอ้ ยา่ งน่าสนใจ ประโยชน์ขององ่นุ หลาก เรอ่ื ง
สี
เป้าหมาย ประเด็น วธิ กี ารประเมนิ เครื่องมือ เกณฑ์
การประเมิน การประเมนิ
การประเมนิ การประเมนิ ประโยชน์ขององนุ่ หลาก
สี ผ่าน/ไมผ่ ่าน
5. สามารถคัดอักษรไทย
แบบสงั เกตพฤติกรรมใน
ตัวบรรจงคร่งึ บรรทดั ได้ ช้ันเรียน
ถูกต้องตามรปู แบบของ
กระทรวงศกึ ษาธิการ
6. เขยี นยอ่ ความจากสื่อ
ตา่ ง ๆ
คุณลักษณะ 1. มวี นิ ัย สงั เกตพฤตกิ รรมในชัน้
อันพงึ ประสงค์ 2. ใฝเ่ รียนรู้ เรียน
3. ม่งุ มน่ั ในการทำงาน
4. มีมารยาทในการอ่าน
5. เหน็ คุณคา่ และ
ความสำคัญของบทความท่ี
อ่านได้
6. เห็นคณุ ค่าและ
ความสำคัญของ
การคัดลายมือ
7. ตระหนักและเห็น
ความสำคญั ของการเขยี น
ย่อความ
8. กจิ กรรมการเรียนรู้
ตัวช้ีวัด การปฐมนิเทศ (1 ช่วั โมง)
ขนั้ ที่ ๑ ขัน้ นำเข้าสบู่ ทเรียน
๑.๑ ครูกล่าวทักทายนักเรียน และแนะนำชื่อ-นามสกุล ของครู และแนะนำข้อมูลทั่วไป
ให้นกั เรียนพอเข้าใจและใหน้ กั เรยี นสอบถามข้อสงสยั
๑.๒ ครูสำรวจความพร้อมของนักเรียนและเชิญครูพี่เลี้ยงพบปะกับนักเรียน เพื่อชี้แจง
รายละเอยี ดตา่ ง ๆ
1.3 ครูทำความรู้จักกับนักเรียน โดยให้นักเรียนรายงานตัวเป็นรายบุคคลประกอบด้วย
ชื่อ - สกุล และชื่อเล่น และแนะนำตนเองในรูปแบบกิจกรรม “ชื่อนี้...เอาของดีมาฝาก” โดยนักเรียน
จะต้องแนะนำชื่อเล่นและสิ่งที่ตนเองชอบ ทั้งนี้ชื่อเล่นและสิ่งที่ตนเองชอบจะต้องคล้องจองกัน ตามประโยค
ตน้ แบบทวี่ ่า “ฉันชื่อ (ชื่อนกั เรียน) มี (สงิ่ ท่ชี อบ) มาฝากจา้ ” เชน่ “ฉนั ชอื่ นุ่น มวี ้นุ มาฝากจา้ ”
ขั้นที่ ๒ ขัน้ พัฒนาผเู้ รยี น
2.1 ครูชี้แจงโครงสร้างรายวิชา ท 22101 ภาษาไทย 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ซึ่งครอบคลุมในส่วนของหน่วยการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
จำนวนเวลาเรยี น และการวัดผลและประเมินผล รวมท้ังภาระงานทน่ี กั เรยี นตอ้ งรับผิดชอบตลอดภาคเรยี นท่ี 1
ปกี ารศึกษา 2563
๒.2 นักเรียนและครูร่วมสร้างข้อตกลงและข้อปฏิบัติในการเรียนรายวิชาภาษาไทย โดยครู
ให้ใบความรู้เรื่อง ข้อปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย ท 22101 ภาษาไทย 3 ชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 2 และนักเรียนอ่านและทำความเขา้ ใจข้อปฏบิ ตั ดิ งั กล่าว
(1) การเขา้ เรียน
- การเข้าเรียนต้องมาตรงต่อเวลา หากมาสาย ๕ - 10 นาที ตัดคะแนน ๑ คะแนน
(กรณไี มม่ ีเหตุจำเปน็ ) และมาสายเกิน ๓ ครัง้ เท่ากบั ขาด ๑ ครัง้
- หากนักเรียนไม่สามารถมาเรียนได้ ในกรณีลากิจ ลาป่วย ต้องมีใบลาทุกคร้ัง
(หากไม่มีใบลาถือว่าขาดเรียน) หรือกรณีนักเรียนไปทำกิจกรรมใด ๆ และไม่สามารถเข้าเรียนได้จะต้องแจ้ง
ครผู สู้ อนพร้อมหาคาบเรยี นชดเชยด้วยทุกครั้ง
- หากครูกำลังสอน ให้นักเรียนตั้งใจฟัง ไม่ส่งเสียงดังขณะกำลังสอน
และหากมีการทำกจิ กรรมในชน้ั เรยี นนกั เรียนจะตอ้ งให้ความรว่ มมืออยา่ งเตม็ ท่ี
- ไม่ส่งเสียงดังระหว่างการเรียน ห้ามเล่นสื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดในกรณี
ที่ไมไ่ ด้รับอนญุ าตจากครูผูส้ อน
- นักเรียนต้องบันทึกความรู้ที่ได้ในแต่ละคาบลงในสมุด ให้อิสระในการเขียน
โดยเขียนสรุปคาบละ ๑ หน้ากระดาษสมุด ๒ หัวข้อ คือ ๑. บันทึกความรู้ ๒. สะท้อนคิด (ข้อคิดที่ได้ เรื่องเล่า
ความประทบั ใจในการเรียนแตล่ ะคร้งั )
- หา้ มนำอาหารเขา้ มารับประทานในห้องเรียน
- การรกั ษาความสะอาดภายในห้องเรยี น
(2) การสง่ งานและการเข้าปรกึ ษางาน
- นักเรียนจะต้องจับสลากคู่ในลักษณะบัดดี้บัดเดอร์ โดยนักเรียนแต่ละคู่
มหี น้าทด่ี งั น้ี
1. ดูแลเรอื่ งการสง่ งานซ่งึ กันและกัน
2. ดูแลเรือ่ งเรียนซึง่ กันและกัน
- ทั้งนี้หากคู่บัดดี้บัดเดอร์ส่งงานช้ากว่ากำหนด หรือนักเรียนคนใดคนหน่ึงไม่ส่งงาน
จะต้องรับผดิ ชอบรว่ มกนั
- ในการส่งงานให้ส่งงานภายในระยะเวลาที่กำหนด หากส่งเกินกำหนดจะถูกตัด
คะแนนวันละ 1 คะแนน ดังตัวอย่างเช่น คะแนนงานชิ้นที่ 1 เต็ม 10 คะแนน นักเรียนส่งเกินกำหนด 2 วัน
คะแนนเต็มของชิ้นงานนั้นจะลดลงเหลือเพียง 8 คะแนน (หากแม้ว่าผลงานของนักเรียนจะมีความโดดเด่น
มากกวา่ หรอื เทา่ กับชนิ้ งานท่สี ง่ ทนั ตามกำหนด)
๒.3 ครูให้ใบกิจกรรมเรื่อง รู้จักฉัน...รู้จักเธอ ให้นักเรียนกรอกข้อมูลส่งให้ครบถ้วน
ในคาบถัดไป
ขนั้ ท่ี 3 ข้ันสรปุ
3.๑. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกับสรปุ แนวทางการจัดการเรียนรรู้ ายวชิ า ท 22101 ภาษาไทย 3 ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
ตวั ช้ีวัด ท ๑.๑ ม.๒/๑ อา่ นออกเสียงบทรอ้ ยแก้ว และบทรอ้ ยกรองไดถ้ กู ต้อง
ท ๑.๑ ม.๒/๘ มมี ารยาทในการอ่าน (3 ชัว่ โมง)
ช่ัวโมงท่ี 1 - 2 (เน้นกระบวนการคิดข้ันสงู เชิงระบบ GPAS 5 STEP)
ขน้ั ที่ 1 ขนั้ รวบรวมขอ้ มลู
1.1 ครูแสดงภาพนักข่าว (ข่าวพระราชสำนัก) และภาพนักขับเสภา (คีตศิลปิน)
โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กบั ประเดน็ ตา่ ง ๆ ดังนี้
- นักเรยี นคิดว่าบคุ คลทัง้ 2 ภาพ กำลงั ปฏบิ ัติสง่ิ ใด
- ภาพนกั ข่าวนักเรียนคิดว่าเขาอ่านอะไร มีบคุ ลกิ ภาพอยา่ งไร น้ำเสียงอย่างไร
- ภาพนักขบั เสภา นักอา่ นทำนองเสนาะ คดิ วา่ เขากำลังอ่านอะไร บุคลกิ ภาพอยา่ งไร
น้ำเสียงจังหวะตา่ งกันอย่างไร
1.2 ครูตั้งคำถามชวนคิดเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการอ่านร้อยแก้ว - ร้อยกรอง
(ทำนองเสนาะ)
ข้ันท่ี 2 ขั้นคิดวเิ คราะห์และสรปุ ความรู้
2.1 นักเรียนดูวิดีโอตัวอย่างการประกวดอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว แล้วให้นักเรียนสังเกต
วิธีการอ่านบทร้อยแก้วที่ถูกต้องตามอักขรวิธี และการใช้น้ำเสียงและจังหวะเสียงในการอ่านให้เหมาะสม
กบั เรื่อง แล้วร่วมกันอภปิ รายเก่ียวกบั ลักษณะการอ่านบทรอ้ ยแก้วท่ีถูกต้อง
2.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายถึงความหมายของการอ่านออกเสียงร้อยแก้ว
และหลกั การอ่านออกเสียงรอ้ ยแก้ว จากใชใ้ บความรูท้ ่ี 1 การอ่านออกเสยี งบทรอ้ ยแก้วประกอบคำอธิบาย
2.3 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปหลักการอ่านออกเสียงร้อยแก้ว โดยครูเพิ่มเติม
หลกั การอ่นื ๆ นอกเหนอื จากในหนังสือ เช่น การวางกระดาษหรือแฟ้มอ่าน การใชน้ ำ้ เสียง การออกเสียง ร ล
ควบกล้ำ การวรรคตอน จังหวะการอ่าน อารมณ์การอา่ น ฯลฯ
2.4 นกั เรยี นศกึ ษาเร่ืองเคร่ืองหมายวรรคตอนโดยมีครูอธิบายเพิ่มเติม และครเู สนอแนะแนว
ทางการอา่ นออกเสียงรอ้ ยแก้วทีถ่ ูกต้อง ดงั น้ี
- การใชเ้ ครอ่ื งหมายวรรคตอน คอื อะไร
- เครือ่ งหมายวรรคตอนในการอา่ นร้อยแกว้ มีอะไรบา้ ง และใช้อย่างไร
ขน้ั ที่ 3 ข้นั ปฏิบตั ิและสรุปความรู้หลงั การปฏบิ ตั ิ
3.1 นักเรียนร่วมกันทำกิจกรรม โดยครูชี้แจงกิจกรรม “แบ่งจังหวะ...จัดวรรคตอน”
และดำเนนิ กจิ กรรมดงั นี้
- นักเรียนแบ่งกลุ่ม ๆ ละ 5 คน ให้นักเรียนร่วมกันแบ่งวรรคตอนของบทร้อยแก้ว
ทีค่ รกู ำหนดให้แต่ละกลุ่มมคี วามยากงา่ ยแตกต่างกนั
- นักเรียนระดมความคิดช่วยกันแบ่งเครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ โดยครู
เปน็ ผตู้ รวจสอบการทำงานของนักเรยี นแตล่ ะกลุม่ เป็นระยะ
- ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาอ่านข้อความที่ได้แบ่งวรรคตอน โดยครูสังเกต
การแบง่ วรรคตอนของนักเรียน
- ครูแจกใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่อง ร้อยแก้วเพรศิ แพร้วสำเนียงและใบกจิ กรรมที่ 1.2
เรื่อง เรียบเรียงเสียงร้อยแก้ว (รายบุคคล) และให้นักเรียนร่วมกันตอบคำถามท่ี กำหนดและแบ่งวรรคตอน
ของบทความทกี่ ำหนด (10 นาท)ี
3.2 นกั เรียนและครูรว่ มกนั เฉลยใบกจิ กรรมที่ 1.1 และ 1.2
3.3 นักเรียนและครูสรุปบทเรียนเรื่องความหมาย หลักการ และเครื่องหมายวรรคตอน
ในการอ่านออกเสยี งรอ้ ยแกว้
3.4 ครูชแ้ี จงกิจกรรม “เฮฮาประสาคนออกเสยี ง” โดยดำเนินกิจกรรมดงั นี้
- นกั เรียนรับบทอ่านเพ่ือวดั ทักษะพื้นฐานการอ่านออกเสียงภาษาไทย มีท้ังระดับคำ
และระดับข้อความ
- นักเรียนอา่ นพรอ้ มกนั ในระดับความเร็วปานกลาง และเร็วมาก เพ่ือ “นวดปาก”
- นักเรยี นและครรู ว่ มกันสรปุ หลักการฝึกฝนการอา่ นออกเสยี งร้อยแกว้
3.5 นักเรียนเปดิ ใบกจิ กรรมที่ 1.2 เรอื่ ง เรียบเรยี งเสยี งรอ้ ยแก้ว
3.6 ครูสาธิตการอา่ นบทพรรณนาความ
ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั สือ่ สารและนำเสนอ
4.1 นกั เรยี นรว่ มกนั อ่านบทพรรณนาความ
4.2 ครูสุ่มตัวแทนนักเรียนกลุ่มละ 1 คน มาอ่านบทพรรณนาความข้างต้น โดยครูสังเกต
และประเมินการอ่าน
ขัน้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ ผลและเพิ่มคุณค่าบรกิ าร
5.1 ครเู สนอแนะแนวทางการอา่ นทีถ่ กู ตอ้ ง
5.2 นักเรียนและครรู ่วมกนั สรุปบทเรียน
ชั่วโมงที่ 3 (การจัดการเรียนรู้เน้นการปฏบิ ตั ิ)
ขน้ั ท่ี ๑ ข้นั นำเขา้ สู่บทเรียน
1.1 นักเรียนและครูร่วมกันสนทนาเพื่อทบทวนความรู้ เรื่องการอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว
ในคาบเรยี นทีผ่ ่านมา พรอ้ มทงั้ ให้นกั เรยี นทบทวนใบกจิ กรรมท่ี 1.1 ร้อยแกว้ เพรศิ แพร้วสำเนยี ง และกิจกรรม
ท่ี 1.2 เรยี บเรยี งเสียงร้อยแกว้
ขน้ั ท่ี ๒ ขั้นสอน
2.1 นักเรียนฝึกอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วจากแบบฝึกการอ่านบทร้อยแก้ว โดยครูเป็นผู้
สังเกตการณก์ ารอา่ นออกเสยี งของนกั เรยี นและให้ข้อเสนอแนะในจดุ ทีม่ ีความบกพร่อง (ขน้ั ทำโดยไมม่ แี บบ)
2.2 นกั เรียนแบง่ กลมุ่ กลมุ่ ละ 4 – 6 คน แต่ละกลุ่มทดสอบอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วให้ครู
ฟัง แล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนะวิธีการอ่าน เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องให้ดีขึ้น ครูเป็นผู้ประเมิน
คุณลักษณะอันพึงประสงคแ์ ละสมรรถนะทสี่ ำคัญของผูเ้ รยี น (ข้นั ฝึกให้เกิดทกั ษะ)
ข้นั ท่ี 3 ขั้นสรุป
3.๑ นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี น เร่ืองการอา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยแกว้
3.2 นกั เรียนทดสอบการอ่านออกเสียงเรื่องมอม และกามนิต จากหนังสอื หลกั ภาษาและการ
ใช้ภาษา หน้า 10 – 11 โดยทดสอบนอกเวลาเรยี น
3.3 ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรปุ ความรูแ้ ละคุณคา่ ของการอ่านออกเสียงบทร้อยแกว้
ตวั ชวี้ ัด ท ๑.๑ ม.๒/๒ จับใจความสำคัญ สรปุ ความ และอธิบายรายละเอยี ดจากเรื่องที่อ่าน
ท ๑.๑ ม.๒/๘ มมี ารยาทในการอ่าน (6 ชวั่ โมง) (สอนออนไลน์)
ช่ัวโมงที่ 1
ขั้นท่ี 1 นำเข้าสู่บทเรียน
1.1 ครกู ลา่ วทักทาย ชแ้ี จงวัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
1.2 นักเรียนแบ่งกลุ่มตามแถวที่นัง่ ในชั้นเรียน โดยครูให้นักเรียนที่นั่งคนแรกของแต่ละแถว
ออกมาหน้าชั้น เล่นเกม “จำดีทำได้” จากนั้นครูให้นักเรียนทุกคนหันหลังให้ครูยกเว้นตัวแทนแต่ละกลุ่ม
จากนั้น ครูให้บัตรคำกริยาท่าทางแล้วให้นักเรียนแสดงท่าทางตามบัตรคำที่จับได้ แล้วให้นักเรียนคนแรกทำ
ท่าทางจากคำในบัตรคำไปถ่ายทอดให้เพื่อนคนต่อ ๆ ไปดูจนถึงคนสุดท้าย โดยการใบ้แต่ละครั้งจะใช้เวลา
5 วินาที และครูจะเป็นคนให้สัญญาณเพื่อเปลี่ยนคน จากนั้นให้นักเรียนคนสุดท้ายตอบว่า ท่าทางที่ครูแสดง
คอื อะไร
1.3 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปกิจกรรม “จำดีทำได้” กับการอ่านจับใจความว่า การท่ี
นักเรียนคนสุดท้ายตอบได้ถกู ต้องหรือไม่ถูกต้องนั้น เป็นการจับใจความจากการแสดงท่าทางของเพื่อนท่ีส่งตอ่
มาเป็นทอด ๆ โดยนักเรียนแต่ละคนจะจดจำท่าทางนั้น แล้วมาเรียบเรียงใจความสำคัญใหม่ตามความเข้าใจ
และสำนวนภาษาของตนเอง
ขั้นท่ี 2 ขั้นสอน
2.1 นกั เรียนศกึ ษาเร่ืองการอ่านในชีวติ ประจำวนั
2.2 นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเรื่องหลักการอ่านจับใจความจากในหนังสือเรียนภาษาไทย
หลกั การใช้ภาษาและการใช้ภาษา ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 หนา้ 22 – 33
2.3 ครูอธิบายเพิ่มเติมในหลักการจับใจความตามหลัก 5W1H โดยร่วมกันสรุปความรู้เร่อื ง
คา้ งคาว โดยใชห้ ลกั การ 5W1H
ขัน้ ท่ี ๓ ขัน้ สรุป
๓.๑ นกั เรยี นและครรู ่วมกันสรุปหลักการอ่านจับใจความ
๓.๒ ครสู รุปเพ่ิมเติมในเร่ืองการอ่านจับใจความ
ชว่ั โมงท่ี ๒
ขน้ั ท่ี 1 นำเขา้ ส่บู ทเรียน
1.1 ครูกล่าวทักทายผ้เู รียน
1.2 ครูช้ีแจงวตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
1.3 นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับการอ่านจับใจความ เช่น
ความหมายของการอ่านจับใจความ วิธีการจับใจความสำคัญ รวมถึงการพิจารณาตำแหน่งของใจความสำคัญ
โดยครูกระตุน้ ใหน้ ักเรยี นคดิ ดว้ ยการตั้งคำถาม
ข้ันที่ 2 ขนั้ สอน
2.1 ครูยกตวั อย่างข้อความสั้น ๆ จากน้นั ใหน้ ักเรียนรว่ มกันบอกใจความสำคญั และตำแหน่ง
ใจความสำคัญของข้อความ เช่น
ความสมบูรณ์ของชีวิตมาจากความเข้าใจชีวิตเป็นพื้นฐาน คือ เข้าใจธรรมชาติ
เข้าใจความเป็นมนุษย์ และความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับ
ธรรมชาติ มีความรกั ความเมตตาต่อเพื่อนมนษุ ย์และธรรมชาติอย่างจริงใจ (ใจความสำคญั อยู่ส่วนต้น
ของย่อหน้า)
ความเครียดทำให้เพิ่มฮอร์โมนอะดรีนาลีนในเลือด ทำให้หัวใจเต้นเร็ว เส้นเลือดบีบตัว
กล้ามเนื้อเขม็งตึง ระบบย่อยอาหารผิดปกติเกิดอาการปวดหัว ปวดท้อง ใจสั่น แข้งขาอ่อนแรง
ความเครยี ดจึงเปน็ ตัวการใหแ้ กเ่ ร็ว (ใจความสำคญั อยูต่ อนท้ายของย่อหน้า)
2.2 นกั เรยี นทำใบกิจกรรมที่ 2.1 ใจความสำคัญและตำแหน่ง เพ่ือฝกึ ทักษะการจับใจความ
สำคญั
2.3 นักเรียนร่วมกันเฉลยใบกิจกรรมที่ 2.1 โดยครูสุ่มรายชื่อนักเรียนจำนวน 6 คน
เพื่อเฉลยใบกจิ กรรมคนละ 1 ข้อ จากนนั้ สมาชิกในห้องรว่ มกันประเมินความถูกตอ้ ง
ข้ันที่ ๓ ขั้นสรุป
๓.๑ นักเรียนและครรู ว่ มกันสรปุ ความรเู้ รอ่ื งการอ่านจับใจความสำคัญ
ช่ัวโมงท่ี 3 (การจดั การเรยี นร้ดู ว้ ยเทคนคิ KWL Plus)
ขัน้ ที่ 1 ขั้นนำเข้าสบู่ ทเรยี น
๑.๑ นกั เรยี นจับกลุม่ กลมุ่ ละ 3-5 คน โดยคละเพศ ความสามารถ
๑.๒ ครชู ้แี จงวัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
๑.๓ ครูเปิดภาพปริศนาแล้วให้นักเรียนในกลุ่มทายร่วมกันแล้วตรวจดูว่าตอบถูกหรือไม่
โดยทย่ี ังไมเ่ ฉลย
๑.๔ ครใู ห้ปรศิ นาคำใบ้เพ่มิ เติมทลี ะข้อ กระตุน้ ให้ผเู้ รยี นชว่ ยกนั ระดมความคิดทายปริศนา
๑.๕ ครเู ฉลยปริศนาคำทาย โดยเปิดบัตรภาพคือ กลว้ ย
๑.๖ ครูแจกใบกิจกรรมที่ 2.2 เรื่อง แผนผัง KWL Plus อ่านจับใจความจากบทความ เรื่อง
“กล้วย ๆ”
ข้นั ท่ี ๒ ขั้นสอน
๒.๑ นักเรียนร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนโดยครูใช้คำถามนำว่า นักเรียนรู้ข้อมูลอะไรบ้าง
เก่ยี วกบั ภาพทปี่ รากฏในบัตรภาพแลว้ ใหบ้ นั ทึกข้อมลู ทเ่ี ป็นข้อสรปุ จากการอภปิ รายในกลุม่ ลงในตารางชอ่ ง K
๒.๒ ครูกระตุ้นนักเรียนโดยการถามนำว่ามีข้อสงสัยอะไรบ้างเกี่ยวกับภาพในบัตรภาพ
แล้วใหเ้ ขยี นประเดน็ คำถามหรือส่ิงท่ีอยากรลู้ งไปในช่อง W
๒.๓ ครแู จกใบกิจกรรมท่ี ๒ เรือ่ ง “กลว้ ย ๆ”
๒.๔ นักเรยี นอภปิ รายและบนั ทึกสง่ิ ที่เป็นความรูจ้ ากการอ่านลงในชอ่ ง L
ขัน้ ที่ ๓ ขั้นสรุปและประเมนิ ผลผู้เรียน
๓.๑ นกั เรยี นตรวจสอบความเรียบร้อยและความถูกต้องรวมถึงการเรียงลำดับข้อมูล
ชั่วโมงท่ี 4 (การจัดการเรียนรดู้ ว้ ยเทคนคิ KWL Plus)
ข้ันท่ี ๑ นำเขา้ สู่บทเรียน
๑.๑ ครกู ลา่ วทักทาย
๑.๒ ครูชี้แจงวัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
1.3 ครูสอบถามนักเรียนว่า นักเรียนมีวิธีการอ่านเนื้อเรื่องหรือเรื่องต่าง ๆ อย่างได้ เช่น
อา่ นข่าว อา่ นบทความ ฯลฯ เพ่ือใหไ้ ดค้ วามรู้ ข้อมูล หรอื สาระสำคัญของเร่อื งนนั้ ๆ
ขน้ั ที่ 2 ขั้นสอน
2.1 ทบทวนกจิ กรรม KWL Plus เรอ่ื ง กล้วยในคาบที่แล้ว
2.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดจากการอ่าน เรื่อง กล้วย
เพื่อตรวจสอบคำตอบ
ขั้นท่ี 3 ขั้นสรุปและประเมินผลผู้เรียน
3.1 นักเรียนนำข้อมูลจากใบกิจกรรม KWL Plus มาเรียบเรียงข้อมูล และสรุปข้อมูลเป็น
แผนภูมิแสดงความสมั พนั ธ์
๓.๒ นกั เรยี นและครรู ่วมกนั สรุปแนวทางการอา่ นจับใจความ
3.3 ครใู ห้ผเู้ รียนกลบั ไปอ่านขา่ ว ประเภทใดก็ไดแ้ ลว้ ในชวั่ โมงตอ่ ไปจึงมาเล่าใหเ้ พ่ือนฟัง
ชัว่ โมงที่ 5
ขั้นท่ี ๑ นำเข้าสบู่ ทเรียน
๑.๑ ครูกล่าวทกั ทายนกั เรียน
๑.๒ ครูกล่าวถึงสิ่งที่สัง่ นกั เรยี นไป โดยให้ไปอา่ นขา่ วแล้วมาเลา่ ให้เพื่อนฟงั
1.3 ครูสุ่มนักเรยี นให้ออกมาเลา่ ขา่ วท่ไี ดอ้ ่านมา หนา้ ห้องเรียน 3 – 4 คน
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั สอน
2.1 นกั เรยี นอา่ นจับใจความในหนังสอื เร่ือง พระอรหันตอ์ ย่ใู นบ้าน
2.2 นกั เรยี นสรุปความเร่อื งทอ่ี ่านลงในสมดุ
2.3 ครูให้นกั เรียนเก็บรวบรวมสมดุ สง่ ครู
ขัน้ ท่ี 3 ขนั้ สรุปและประเมนิ ผลผเู้ รยี น
3.1 นกั เรยี นและครูรว่ มกันทบทวนเร่ือง การอ่านจับใจความสำคัญ
๓.๒ ครูปลูกฝังให้ผู้เรียนรักการอ่าน โดยกล่าวถึงการประกอบอาชีพในปัจจุบัน ว่าการอ่าน
สำคญั กบั ทกุ ๆ อาชีพ ด้วยวิธีการกระตนุ้ นักเรยี นด้วยคำถามว่า “การอ่านสำคัญกับใครบา้ ง และสำคัญอยา่ งไร
ผู้ที่มีนสิ ัยรักการอา่ นจะเกดิ ผลดีกับตนอยา่ งไร”
ชั่วโมงที่ 6
ข้ันที่ ๑ นำเข้าสูบ่ ทเรียน
๑.๑ นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนความรู้ เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยวิธีการ
ตั้งคำถาม เช่น การจับใจความสำคัญหมายถึงอะไร หลักการจับใจความสำคัญมีอะไรบ้าง รวมถึงตำแหน่ง
ของการจบั ใจความสำคญั
ขน้ั ที่ 2 ขั้นสอน
2.1 นักเรียนทบทวนความรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากใบความรู้ จากนั้นนักเรียน
ทำแบบทดสอบจำนวน 12 ขอ้
2.2 นกั เรยี นรว่ มกนั เฉลยคำตอบเรอื่ งการอ่านจบั ใจความสำคญั จำนวน 12 ขอ้
ข้ันท่ี 3 ขัน้ สรุปและประเมินผลผ้เู รียน
3.1 ครูมอบหมายให้นักเรียนอ่านเรื่อง การคัดลายมือ จากหนังสือภาษาไทย หน้า 36 - 41 เพื่อ
เตรียมความพร้อมในการเรยี นคาบตอ่ ไป
ตัวชว้ี ดั ท 2.๑ ม.๒/๑ คดั ลายมือตวั บรรจงคร่ึงบรรทดั (2 ชว่ั โมง)
ชัว่ โมงท่ี ๑ (การจัดการเรยี นรูแ้ บบแฮร์บารต์ Herbart Method)
๑. ขัน้ เตรียม
๑.๑ ตวั แทนนกั เรยี นแตล่ ะแถวจำนวน 1 คนออกมาเขียน ก-ฮ โดยครใู ห้เวลาเพื่อน
นักเรียนในแต่ละแถวช่วยกันระดมความคิด ภายในระยะเวลา ๑ นาที
๑.๒ สนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักเรียนเกี่ยวกับลายมือของตัวแทนแต่ละแถว
ในประเดน็ ตา่ ง ๆ ดงั นี้
- นักเรยี นชอบลายมอื เพ่ือนคนใด แถวใดมากทส่ี ดุ เพราะเหตใุ ด
- ทำไมนักเรียนจงึ ไม่ชอบลายมืออ่นื ๆ
- เพื่อนนักเรียนมีข้อจำกดั เรอ่ื งลายมือสว่ นใดบา้ ง
๑.๓ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปประเด็นเรื่องลายมือตัวแทนนักเรียนที่เป็นตัวแทน
แต่ละคน
๒. ข้ันสอน
2.1 ครูแสดงภาพตัวอย่างลายมือที่สวยงาม อ่านง่าย ประกอบด้วยภาพลายมือ
นกั เรียนที่ได้รับรางวลั ชนะเลิศการประกวดคัดลายมือ ภาพลายมือของเจา้ หน้าทตี่ ำรวจที่อา่ นง่าย ลายมือสวย
และภาพลายมอื ของเจ้าหนา้ ที่ตำรวจท่ีอา่ นยาก พรอ้ มให้นักเรียนแลกเปลยี่ นเกย่ี วกับลายมือแตล่ ะลายมือ
๒.๒ นักเรยี นเปดิ หนงั สือเรยี นภาษาไทย หลักภาษาและการใชภ้ าษา ชน้ั มธั ยมศกึ ษา
ปีที่ ๒ หน้าที่ ๓๗ - ๓๘ โดยให้นักเรียนศึกษา จากนั้นครูตั้งคำถามให้นักเรียนช่วยกันตอบว่า การคัดลายมือ
มีความสำคัญกับนักเรียนอย่างไร, ประโยชน์การคัดลายมือมีอะไรบ้าง, หลักการคัดลายมือประกอบด้วย
หลกั การใดบ้าง โดยครเู ปน็ ผอู้ ธบิ ายเสรมิ ความรูใ้ นหนงั สอื
๒.๒. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายประโยชน์ของการคัดลายมือประกอบด้วย
๑) ทำใหเ้ กิดสมาธิ ๒) ทำใหม้ ีระเบยี บ อดทน สขุ มุ รอบคอบ และ 3) ทำใหม้ ีทักษะในการเขียน
๒.๓. ครูให้นักเรียนสังเกตวิธีการคัดตัวอักษรประเภทต่าง ๆ ในหนังสือเรียน
เป็นตวั อยา่ งประกอบ
๓. ขัน้ สมั พันธห์ รือข้ันทบทวนและเปรยี บเทยี บ
3.1 ครูชี้แจงกิจกรรม “ลายมือสื่อใจให้เพื่อนอ่าน” โดยดำเนินกิจกรรมตามลำดับ
ขน้ั ตอนดงั ต่อไปนี้
- นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน จำนวน 5 กลุ่ม คละตามเพศ
ระดับความสามารถ
- ครูแจกกระดาษกิจกรรม “ลายมือสื่อใจให้เพื่อนอ่าน” โดยให้นักเรียน
เขยี นชื่อ - นามสกลุ ชน้ั และเลขท่ไี ว้ในตำแหน่งท่กี ำหนด
- นักเรียนเวียนกระดาษให้เพื่อนในกลุ่มเขียนแสดงความรู้สึก
ความประทับใจ หรือ ข้อจำกัด ข้อที่ควรปรับปรุงตามลำดับ (ครั้ง/รอบละ 30 วินาที) จนเวียนมายังเจ้าของ
ผลงาน โดยให้เขยี นตามหลักการคัดลายมอื ที่ถกู ตอ้ ง
- ครูสุ่มนักเรยี นอ่านสิ่งท่ีเพ่ือนเขยี น
3.2 นกั เรยี นและครูรว่ มกนั สรปุ กิจกรรม “ลายมือสือ่ ใจให้เพือ่ นอ่าน”
๔. ข้นั ตั้งกฎหรอื ขอ้ สรุป
4.1 นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนหลักการ ความสำคัญ และประโยชน์
ของการคดั ลายมือ
๕. ข้นั การนำไปใช้
5.1 ครูมอบหมายงานให้นักเรียนทำใบกิจกรรมที่ 3.1 เรื่อง “การคัดลายมือ”
เส้นสายลายอกั ษร
ช่ัวโมงที่ ๒ (การจดั การเรยี นรู้โดยเนน้ กระบวนการปฏิบัติ)
1. ข้ันดึงดูดความสนใจ
1.1 นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนความรู้เรื่องหลักการคัดลายมือ ประโยชน์
และความสำคัญของการคดั ลายมอื
2. ขัน้ สอน
2.1 ครแู จกใบกิจกรรมท่ี 3.2 เรือ่ ง ฝึกทกั ษะการคัดลายมือตวั บรรจงครงึ่ บรรทดั
2.2 ครชู ้ีแจงกจิ กรรมการฝึกคัดลายมือ
3. ข้ันฝกึ ปฏิบตั ิ
3.1 นกั เรยี นคัดลายมือลงในใบกิจกรรมที่ 3.2 (ใช้เวลา 15 นาที)
3.2 นกั เรียนคัดลายมอื บทเสภาสามัคคีเสวก ตอน วิศวกรรมา ลงในสมุด (ส่งคาบ
หนา้ )
4. ข้ันนำไปใช้
4.1 นักเรยี นร่วมกนั ตรวจสอบความถูกต้องของอกั ขรวิธีในการคดั ลายมือ
4.2 นักเรยี นและครูร่วมกันสรปุ ประโยชนแ์ ละความสำคญั ของการคดั ลายมือ
ตัวช้วี ดั ท ๒.๑ ม.๒/4 การเขียนยอ่ ความ (3 ชั่วโมง)
ชวั่ โมงท่ี ๑ (การจดั การเรยี นร้โู ดยใช้กระบวนการสบื เสาะความรู้ Inquiry Process)
๑. ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
๑.๑ นักเรียนและครูร่วมกันสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นเกี่ยวกับภาพยนตร์หรือ
ละครท่นี กั เรียนเคยรบั ชม ในเรอื่ งตา่ ง ๆ เชน่
(๑) ละครเรื่องบพุ เพสันนวิ าส
(๒) ละครเรือ่ งกรงกรรม
๑.๒ นักเรียนเล่าเรื่องย่อของภาพยนตร์หรือละครที่ชื่นชอบ หรือเคยรับชมผ่านจอโทรทัศน์
และรว่ มแลกเปลยี่ นเรยี นรู้
๑.๓ ครูต้ังคำถามชวนคดิ กบั นักเรียนเพิ่มเติมในประเดน็ ต่าง ๆ ดังน้ี
(๑) เหตใุ ดนักเรยี นจงึ สามารถเล่าเร่อื งของภาพยนตรห์ รือละครที่ชื่นชอบได้
๑.๔ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปประเด็นว่า หากนักเรียนดูละครบางครั้งละครจบแล้ว
แต่ถ้านักเรียนตั้งใจรับชม เก็บรายละเอียดของเรื่องราว จับใจความสำคัญของละครได้ และนักเรียนสามารถ
เล่าเรือ่ งย่อของละครได้ นน่ั แสดงใหเ้ หน็ ว่านักเรียนสามารถยอ่ ความจากละครได้
๑.๕ ครูชี้แจงกิจกรรม “สะท้อนเรื่องเล่าความประทับใจของฉัน” โดยดำเนินกิจกรรม
ตามขัน้ ตอนดังน้ี
(๑) นักเรียนจับคู่ โดยให้คนหนึ่งเป็นผู้พูด และอีกหนึ่งคนเป็นผู้ฟังสลับบทบาทกัน
(กรณที ไ่ี ม่สามารถจับคไู่ ด้ ให้เพิ่มนกั เรยี นเปน็ ๓ คนในบางกลุ่ม)
(๒) นักเรียนที่รับบทเป็นผู้พูด เล่าเรื่องราวที่ประทับใจในชีวิต โดยอาจจะเป็น
กิจกรรมในชว่ งปิดเทอมที่ผ่านมา หรือในชีวิต หรอื ความภาคภมู ใิ จท่ีได้เข้ามาเรียน ณ โรงเรยี นสงขลาวิทยาคม
จังหวัดสงขลา โดยให้เพื่อนที่ฟังเก็บประเด็นสำคัญ ๆ ทั้งนี้ใช้ระยะเวลาในการเล่าทั้งสิ้น ๑ นาที จากนั้นสลับ
บทบาทกัน
(๓) สุ่มตัวอย่างนักเรียนอย่างน้อย ๒ คู่ ออกมาหน้าชั้นเรียนเพื่อสะท้อนประเด็นท่ี
เพอ่ื นได้เลา่ ไป โดยให้นักเรยี นเล่าเรอื่ งท่ีได้ฟังมาอีกครั้ง
๑.๖ นักเรยี นและครสู รปุ กิจกรรม “สะทอ้ นเรอ่ื งเลา่ ความประทบั ใจของฉนั ร่วมกนั ”
๒. ข้นั สำรวจและคน้ หา (Exploration)
๒.๑ นักเรียนศึกษาความหมายของการเขียนย่อความ หมายถึง การเก็บใจความสำคัญ
ของเรื่องต่าง ๆ แลว้ นำมาเรียบเรยี งใหม่ ยอ่ เพือ่ ใหผ้ อู้ า่ นเข้าใจ ครบถว้ น รวดเร็ว นำไปใช้ประโยชน์ตอ่ ไป
๒.๒ นกั เรยี นศกึ ษาหลกั การย่อความ จากหนงั สอื เรียนภาษาไทย หลกั ภาษาและการใช้ภาษา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ หน้า ๕๙ ประกอบด้วย ๑) อ่านเรื่องที่จะย่ออย่างน้อย ๒ รอบ ๒) พิจารณาเรื่องว่า
ข้อความใดเป็นส่วนสำคัญ ข้อความใดเป็นส่วนประกอบ ๓) ตัดข้อความที่เป็นส่วนประกอบออก ๔) เลือกคำ
ใหม่แทนคำบางกลุ่ม เช่น มีด ถ้วย ช้อน เรียกรวมเป็น เครื่องครัว เป็นต้น ๕) คำพูดโต้ตอบให้ย่อรวมกัน
โดยไม่ใช้เคร่ืองหมายอัญประกาศ ๖) เรื่องที่ฟังมาจากผู้เล่า เมื่อมาเล่าต่อให้ใช้สรรพนามบุรุษที่ ๓ เช่น
เขา ทา่ น มัน เป็นต้น ๗) ถา้ ใชค้ ำราชาศัพท์ให้คงราชาศัพท์ไว้ ๘) เขยี นใจความทย่ี ่อแลว้ ต่อเน่ืองกันไม่ย่อหน้า
ยกเว้นเนื้อความที่แยกเป็นตอน ๆ โดยทำบัตรหัวข้อหลักการย่อความติดบนกระดาน ซักถามนักเรียนจาก
การศกึ ษาการเขยี นยอ่ ความ
๒.๓ ครูให้นักเรียนสืบค้นรูปแบบการเขียนย่อความ ๓ รูปแบบ ประกอบด้วย
๑) การย่อนิทาน นิยาย พงศาวดาร ๒) การย่อคำสอน คำกล่าวปาฐกถา ๓) การย่อบทความทางวิชาการ
อภปิ รายความแตกต่างของรปู แบบการเขียนย่อความทัง้ ๓ ประเภท
๓. ขัน้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
๓.๑ นักเรยี นสรปุ การเขียนยอ่ ความลงสมดุ ให้เวลาทำ ๑๐ นาทสี ง่ ในคาบ
๔. ขน้ั ขยายความรู้
๔.๑ นักเรยี นและครสู รปุ เรือ่ งเปน็ การทบทวนและอภิปรายเน้อื หาทีเ่ รยี นร่วมกัน
๕. ข้ันประเมนิ
๕.๑ นกั เรียนทำใบกจิ กรรม เรื่อง การเขยี นสว่ นนำของของย่อความ
๕.๒ นักเรียนและครูรว่ มกันทบทวนบทเรยี นและสรุปบทเรียนร่วมกนั
ชวั่ โมงที่ ๒ (การจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการจีแพส)
ขน้ั ท่ี ๑ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1.1 นักเรียนและครูร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นเกี่ยวกับการเขียนคำนำ
ในการย่อความจากสื่อต่าง ๆ โดยอาศัยการทดสอบความเข้าใจโดยครูยกตัวอย่างการเขียนคำนำ
แล้วให้นักเรียนตอบว่าเหมาะสมกับสารลกั ษณะใด
ขั้นท่ี ๒ การจดั กระทำขอ้ มลู (Processing)
2.1 นักเรียนศึกษาหลักการจับใจความสำคัญเพื่อนำมาย่อความ โดยสาธิตการขีดเส้นใต้
ประเด็นหรอื ใจความสำคญั เพอ่ื นำมาเรยี บเรยี งในการย่อความ
2.2 นักเรียนศึกษาหลักการเบื้องต้นในการจับใจความสำคัญอีกครั้ง ได้แก่ การใช้หลักการ
5W1H โดยฝึกให้นักเรียนจับใจความจากสื่อ และนำประเด็นที่จับได้ไปเขียนย่อความในใบกิจกรรม เรื่อง
การยอ่ ความจากสอื่ ตา่ ง ๆ
ขั้นท่ี ๓ ขั้นไปนำไปใช้ (Applying)
3.1 นักเรียนและครูสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นเกี่ยวกับประโยชน์ของ
การเขียนย่อความในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้ชีวิต การเรียน การเตรียมตัวสอบ ฯลฯ โดยนักเรียนบันทึก
ลงในสมุดสง่ ทา้ ยคาบ
3.2 ครูมอบหมายให้นักเรียนศึกษาการเขียนคำนำของการย่อความจากพระบรมราโชวาท
และลงมอื เขียนย่อความจากพระบรมราโชวาทในใบกิจกรรม เรือ่ ง การยอ่ ความจากสอื่ ตา่ ง ๆ ส่งทา้ ยคาบ
ขัน้ ท่ี ๔ การกำกบั ตนเอง (Self-regulating)
4.1 นักเรยี นและครรู ่วมกนั สรุปบทเรียนเกยี่ วกับการเขียนยอ่ ความ ในประเดน็ สำคัญดังน้ี
(1) ความหมายการย่อความ
(2) การเขยี นคำนำ
(3) หลกั การย่อความท่ถี กู ต้อง
(4) การจบั ประเดน็ หรือการหาใจความสำคัญโดยใชว้ ิธีใด
(5) ประโยชน์ของการจับใจความ
ชวั่ โมงที่ 3
ขั้นที่ ๑ นำเขา้ สู่บทเรยี น
1.1 นักเรียนและครูร่วมกันสนทนาสรุปบทเรียน เรื่อง การเขียนย่อความ เพื่อเป็นการ
ทบทวนอกี คร้ัง โดยครตู ั้งคำถามเพื่อกระตนุ้ ความคดิ ของผ้เู รียน ในประเดน็ สำคญั ดังนี้
(1) ความหมายของการยอ่ ความ
(2) วธิ ีการเขียนย่อความ
ขนั้ ที่ ๒ ขนั้ สอน
2.1 นักเรียนทำแบบทดสอบการเขียนย่อความ โดยให้นักเรียนเขียนย่อความให้ถูกต้อง
ตามรูปแบบและหลักการย่อความ ใชเ้ วลาในคาบเรยี น
ขน้ั ที่ ๓ ขน้ั สรปุ
3.1 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามเกี่ยวกับการเขียนย่อความ และย้ำถึงความสำคัญและ
ประโยชนข์ องการย่อความ
9. ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้
9.1 หนังสือเรยี นหลักภาษาและการใชภ้ าษา ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๒
9.2 ใบความรูเ้ ร่อื ง ข้อปฏิบัติในการจัดการเรยี นรู้
9.3 ใบกจิ กรรม เรอื่ ง รจู้ ักฉนั ...ร้จู ักเธอ
9.4 บตั รภาพคตี ศิลปินด้านการอ่านทำนองเสนาะและนักข่าว
9.5 วิดีโอตัวอย่างการอ่านออกเสียงบทร้อยแกว้
9.6 ใบความรู้ เร่อื ง การอ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้
9.7 บตั รข้อความให้นักเรยี นแบ่งวรรคตอน
9.8 ใบกจิ กรรม เรอ่ื ง ร้อยแก้วเพริศแพร้วสำเนียง
9.9 ใบกจิ กรรม เรื่อง เรยี บเรียงเสยี งรอ้ ยแก้ว
9.10 แบบทดสอบหลงั เรยี น เรอ่ื ง การอา่ นออกเสียงร้อยแก้ว จำนวน 10 ข้อ
9.11 หนังสือเรียนภาษาไทยวรรณคดีวิจักษ์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2
9.12 ใบความรู้ เรื่อง การอ่านจบั ใจความ
9.13 ตวั อยา่ งการอา่ นจับใจความเร่อื ง “คา้ งคาว” โดยใช้หลกั การ 5W1H
9.14 ใบกิจกรรม เร่ือง ใจความสำคัญและตำแหนง่
9.15 ใบกิจกรรม เรื่อง แผนผงั KWL Plus การอา่ นจับใจความจากบทความเร่ือง “กล้วย ๆ”
9.16 แบบทดสอบหลงั เรยี น เรื่อง การอา่ นจับใจความ จำนวน 12 ข้อ
9.17 บัตรขอ้ ความแสดงตวั อยา่ งการคดั ลายมือโดยใชต้ วั อักษรแตล่ ะแบบ
9.18 ใบกจิ กรรมพเิ ศษ เรื่อง “ลายมือสื่อใจให้เพอ่ื นอ่าน”
9.19 ใบกจิ กรรม เรื่อง การคัดลายมือ “เส้นสายลายอกั ษร”
9.20 ใบกจิ กรรม เรื่อง ฝกึ ทักษะการคัดลายมอื ตวั บรรจงครง่ึ บรรทดั
9.21 บัตรแสดงตัวอยา่ งการยอ่ ความ การเขยี นคำนำลักษณะตา่ ง ๆ
9.22 กระดาษ A4 สรปุ แผนผงั ความคดิ การย่อความ
9.23 ใบกิจกรรม เรื่อง การเขยี นสว่ นนำของของย่อความ
9.24 ใบกิจกรรม เร่ือง การย่อความจากส่อื ตา่ ง ๆ
9.25 ใบกิจกรรม เรอ่ื ง ประโยชน์ขององุ่นหลากสี
ลงช่ือ
(นางสาวกมลวรรณ ชแู กว้ )
ผู้สอน
//
บันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนหน่วยการเรียนรู้
1. ผลการเรียนรู้
1.1 ผเู้ รียนทีผ่ า่ นตวั ชวี้ ัดที่
มจี ำนวน คน คดิ เป็นรอ้ ยละ
1.2 ผู้เรยี นที่ไม่ผา่ นตวั ชีว้ ัดท่ี
มจี ำนวน คน คดิ เป็นรอ้ ยละ
1. สาเหตุ
2. สาเหตุ
แนวทางการแกป้ ญั หา
1.3 ผู้เรยี นมีความสามารถพเิ ศษ ไดแ้ ก่ 2.
1.
แนวทางการพัฒนา/สง่ เสริม
1.4 ผู้เรยี นไดร้ ับความรู้
1.5 ผู้เรียนเกดิ ปฏบิ ตั ิอะไรได้/ทักษะกระบวนการ
1.6 ผูเ้ รยี นมคี ณุ ลักษณะอันพึ่งประสงค/์ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม
2. ปัญหาและอุปสรรค
3. ขอ้ เสนอแนะ
ลงชื่อ
(นางสาวกมลวรรณ ชูแก้ว)
ผสู้ อน
//
เกณฑ์การประเมินชิ้นงาน ภาระงานรวบยอด
1. แบบประเมนิ การอ่านออกเสยี งร้อยแก้ว
รายการประเมนิ การอ่านออกเสยี ง
รอ้ ยแกว้
เลขที่ ชอื่ -สกุล ัอกขรวิ ีธ รวม
การแบ่งวรรคตอนในการ ่อาน
น้ำเ ีสยงในการ ่อานบทร้อยแก้ว
บุค ิลก ีลลาในการ ่อาน
คุณ ัลกษณะ ัอน ึพงประสงค์
๔ ๔ ๔ ๔ ๔ ๒๐
เกณฑ์การประเมนิ การอา่ นออกเสยี ง
รายการ คำอธิบายระดับคณุ ภาพ/ระดบั คะแนน
ประเมนิ
อกั ขรวิธี ดมี าก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)
อา่ นออกเสียงคำ
การแบง่ อ่านออกเสยี งคำ อา่ นออกเสียงคำ อา่ นออกเสยี งคำ อักษรย่อ
วรรคตอน อักษรย่อ และเครื่องหมาย
ในการอ่าน และเครื่องหมาย อักษรย่อ อักษรย่อ วรรคตอนผิดไม่เกนิ
นำ้ เสยี งใน วรรคตอนได้ถูกต้อง 6 ท่ี
การอ่านบท ตามอักขรวธิ ี และเครื่องหมาย และเครื่องหมาย แบ่งวรรคตอนการ
รอ้ ยแก้ว อา่ นผดิ ไมเ่ กิน 6 ที่
แบ่งวรรคตอนการ วรรคตอนผดิ ไม่เกิน วรรคตอนผดิ ไม่เกิน
บุคลกิ ลีลาใน อา่ นได้ถกู ต้องตาม อา่ นออกเสยี งไม่
การอา่ น หลกั การอ่าน 2 ท่ี 4 ท่ี ชดั เจน บางช่วงไม่
ถกู ต้อง ใชน้ ้ำเสียง
คุณลกั ษณะ ใชน้ ้ำเสียงแสดง แบ่งวรรคตอนการ แบง่ วรรคตอนการ เดยี วกันตลอดการ
พงึ ประสงค์ อารมณ์ตามบทอ่าน อา่ น
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม อ่านผดิ ไม่เกิน 2 ที่ อ่านผิดไม่เกิน 4 ท่ี
เปลี่ยนระดับเสยี ง ไมม่ ีการแสดงออก
เพื่อตรึงความสนใจ ใชน้ ้ำเสยี งแสดง ใช้นำ้ เสยี งแสดง หรือการเคลื่อนไหวที่
ของผู้ฟงั อารมณ์ตามบทอ่าน อารมณ์ตามบทอ่าน ดึงดูดความสนใจของ
บางช่วงไมล่ ่นื ไหล บางช่วงไม่ลื่นไหล ผ้ฟู งั ขาดความมั่นใจ
มกี ารแสดงออกอย่าง เปลี่ยนระดบั เสยี ง เปลี่ยนระดับเสยี ง ไมม่ ีสมาธิ ไม่ตัง้ ใจ
เหมาะสม ชวนมอง เพ่ือตรึงความสนใจ ตลอดการอ่าน อ่าน
ตรึงความสนใจของ ของผู้ฟัง ขาดความใส่ใจใฝ่
ผ้ฟู ัง มีความมน่ั ใจใน เรยี นรู้ และไม่มุง่ มัน่
ตนเอง มีสมาธิตง้ั ใจ มีการแสดงออกเพือ่ มกี ารแสดงออกหรือ ในการทำงาน
ในการอ่าน ชว่ ยสรา้ งความ การเคล่ือนไหวนอ้ ย
ชดั เจนของการอา่ น มคี วามม่ันใจใน
มวี ินยั ใฝ่เรยี นรู้ มคี วามมนั่ ใจใน ตนเอง มีสมาธิ ตั้งใจ
มงุ่ ม่ันในการทำงาน ตนเอง มีสมาธิต้งั ใจ ในการอ่านพอสมควร
รกั ความเป็นไทยและ ในการอ่าน
มมี ารยาทในการอ่าน
มวี นิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ มีวินยั ใฝ่เรียนรู้
ค่อนข้างมุ่งมั่นใน มุ่งมั่นในการทำงาน
การทำงาน รัก พอสมควร รกั ความ
ความเปน็ ไทยและมี เปน็ ไทยและมี
มารยาทในการอา่ น มารยาทในการอ่าน
เกณฑก์ ารประเมนิ คณุ ภาพ ระดบั คุณภาพ
ดีมาก
ช่วงคะแนน ดี
17 - 20 พอใช้
13 - 16 ปรับปรุง
10 - 12
ต่ำกว่า 10
2. แบบประเมินการอ่านจบั ใจความสำคัญ
ประเดน็ / ความเข้าใจ การจบั การรู้ รวมคะแนน
คะแนน ใจความ ความหมาย
สำคัญ
เลขท่ี
ชอื่ - สกุล ๘ คะแนน ๘ คะแนน ๔ คะแนน ๒๐ คะแนน
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
๑๑
๑๒
๑๓
๑๔
๑๕
๑๖
๑๗
๑๘
๑๙
๒๐
ลงชือ่ ผปู้ ระเมิน
( )
/ /
เกณฑก์ ารประเมนิ การอ่านจบั ใจความสำคัญ
ระดับ เกณฑ์การใหค้ ะแนน คะแนน
คะแนน น้ำหนัก/ รวม
๘
ประเด็น ๔ ๓ ๒ ๑ ความสำคัญ ๘
การประเมิน
ความเขา้ ใจ ตอบคำถาม ตอบคำถาม ตอบคำถาม ตอบคำถาม ๒ ๔
หลังจากท่ี หลงั จากที่ หลงั จากท่ี หลังจากที่ ๒
การจบั อา่ นได้ อา่ นไดเ้ กือบ อา่ นได้ อา่ นไดน้ ้อย
ใจความ ทัง้ หมด ทงั้ หมด เล็กนอ้ ย มาก ๑
สำคญั จับใจความ จบั ใจความ จับใจความ
สำคญั ของ จับใจความ สำคัญของ สำคญั ของ
การรู้ เนื้อหาได้ สำคญั ของ เนือ้ หาได้ เนื้อหาได้
ความหมาย ทง้ั หมด เนอื้ หาได้ เลก็ น้อย น้อยมาก
คำศัพท์ เกือบ
เม่อื อ่านพบ ท้ังหมด เมือ่ อา่ นพบ เมือ่ อ่านพบ
คำศัพทใ์ หม่ คำศัพทใ์ หม่ คำศัพท์ใหม่
สามารถเดา เมื่ออ่านพบ สามารถเดา สามารถเดา
ความหมาย คำศัพท์ใหม่ ความหมาย ความหมาย
คำศัพท์จาก สามารถเดา คำศัพท์จาก คำศัพทจ์ าก
บรบิ ทได้ ความหมาย บรบิ ทได้ บริบทไดน้ ้อย
ท้งั หมด คำศัพท์จาก เล็กนอ้ ย มาก
บริบทได้
เกอื บ
ท้ังหมด
รวม ๕ ๒๐
3. แบบประเมินการคัดลายมอื
คำช้แี จง : ให้ผ้ปู ระเมนิ พิจารณาการคัดลายมอื แลว้ ประเมินตามรายการประเมินทีก่ ำหนดให้ ดงั นี้
๔ หมายถึง ดมี าก
๓ หมายถงึ ดี
๒ หมายถงึ พอใช้
๑ หมายถึง ควรปรบั ปรุง
รายการประเมิน ๔ ๓ ๒๑
คะแนน
๑. เขียนตวั อกั ษรถูกต้องตามอักขรวธิ ี
๒. ตัวอกั ษรเปน็ ระเบียบสวยงาม
๓. เว้นช่องว่าง/วรรคตอนสมำ่ เสมอ
๔. สะอาด
๕. คดั ลอกเน้อื หาได้ถกู ต้อง
รวมคะแนน
สรปุ
ผลการประเมนิ
๑๘ - ๒๐ คะแนน ดีมาก
๑๕ - ๑๗ คะแนน ดี
๑๒ - ๑๔ คะแนน พอใช้
ต่ำกว่า ๑๒ คะแนน ปรงั ปรงุ
ลงช่ือ.................................................................... ผู้ประเมนิ
(..........................................................)
.............../................../..............
เกณฑ์การประเมินการคดั ลายมือ
รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
๑. เขียนตัวอกั ษร
๔ ๓๒ ๑
ถกู ต้องตาม เขียนตวั อกั ษร เขียนตวั อักษร
อกั ขรวธิ ี ถกู ต้องตาม เขยี นตวั อกั ษร เขยี นตวั อกั ษร ไมถ่ ูกตอ้ งตาม
อกั ขรวิธี อักขรวิธีมากกวา่
๒. ตัวอักษรเปน็ ไมถ่ ูกต้องตาม ไม่ถูกตอ้ งตาม ๘ จดุ
ระเบยี บสวยงาม - ระดบั ตวั อกั ษร
เหมาะสมและ อักขรวิธี อักขรวิธีมากกวา่ - ตวั อกั ษรมีสดั สว่ น
๓. เว้นชอ่ งไฟ เสมอ ไม่ถูกต้อง ไม่
สมำ่ เสมอ กันทกุ ตวั เกิน ๕ จดุ ๕ จุดแต่ไมเ่ กนิ สวยงาม
๔. สะอาด - หัวตวั อักษร - ไม่มหี ัวอักษร
ไมบ่ อด ๘ จุด - ตัวอกั ษรโย้เย้
๕. คัดลอกเนอื้ หา - ตัวอกั ษรสวยงาม
ได้ถูกตอ้ ง ทุกตัว - มีสดั สว่ น - ตวั อกั ษรมี เว้นช่องไฟไม่
เวน้ ชอ่ งไฟถกู ต้อง ถูกต้องมากกวา่
สม่ำเสมอ ตวั อักษร สดั สว่ น ๕ จดุ
มีรอยลบ ขีดฆ่า
ไม่มีรอยลบ ขดี ฆ่า สวยงาม ถูกต้อง พอสวยงามแตไ่ ม่ มากกวา่ ๕ จุด
คดั ตามแบบได้ เกอื บทุกตัว ถูกต้อง คัดตามแบบและ
ถกู ต้องไม่ตกหล่น เขียนตกหล่น
- หัวอักษรไม่ - ไมม่ ีหวั อักษร มากกวา่ ๔ จดุ
บอด - ตวั เอนเอียง
- ตัวอกั ษร เป็นบางส่วน
สวยงาม
เว้นช่องไฟไม่ เวน้ ชอ่ งไฟไม่
ถกู ต้องเกนิ ๓ จดุ ถกู ต้องมากกวา่ ๓
จดุ แต่ไม่เกนิ ๕ จุด
มีรอยลบ ขดี ฆ่า มีรอยลบมากกวา่
ไมเ่ กนิ ๓ จุด ๓ จดุ แต่ไมเ่ กิน
๕ จุด
คดั ตามแบบได้ คดั ตามแบบได้และ
ถกู ต้องตกหลน่ เขียนตกหลน่
ไม่เกนิ ๒ จดุ ไม่เกิน ๔ จุด
ใบความรทู้ ี่ ๑
การอา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้
การอ่าน หมายถึง การรับรู้ความหมายของสารจากลายลักษณ์อักษร การอ่านเกิดจาก
ความสามารถแปลตัวหนังสือออกมาเปน็ เสยี งและความหมายได้ จุดมุ่งหมายของการอ่านอยู่ท่ีผูอ้ ่านเข้าใจ
และรับรู้ความหมายของเรอ่ื งราวทอี่ า่ น
การอ่านออกเสียง หมายถึง เป็นการอ่านให้เกิดเสียงดัง เปล่งเสียงตามตัวอักษรและสัญลักษณ์
ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจ ซึ่งมีจุดหมายต่างกัน เช่น อ่านเพื่อให้ความรู้ อ่านเพื่อถ่ายทอดข้อมูล
ข่าวสาร อ่านเพื่อความสนุกสนานบันเทิงใจ อ่านเพื่อเร้าให้เกิดอารมณ์รู้สึกสะเทือนใจตามที่ผู้ส่งสาร
ต้องการ หรืออ่านเพื่อจุดมุ่งหมายเฉพาะ
ร้อยแก้ว หมายถึง ถ้อยคำที่พูดและเขียน เพื่อสื่อสารกันอยู่เป็นปกติในชีวิตประจำวันมีความ
ถูกต้องตามแบบแผนหรือไวยากรณ์ ทำให้ผู้ฟังผู้อ่านเข้าใจได้ ข้อความในร้อยแก้วไม่จำกัดถ้อยคำและ
ประโยคจะเขียนสัน้ หรือยาวก็ได้ ไม่มีการบังคบั ฉนั ทลักษณ์ แต่ต้องเขียนใหม้ ีความหมายตรงตามตัวอกั ษร
โดยขึ้นอยกู่ บั จุดประสงคแ์ ละเนอ้ื หาของเร่ือง
การอ่านออกเสยี งรอ้ ยแก้ว หมายถงึ การอ่านออกเสยี งงานเขียนทเี่ ปน็ ความเรียงโดยการเปล่งเสียง
ให้ถูกตอ้ งตามอักขรวธิ ี นำเสียงและจงั หวะใหเ้ ป็นไปตามปกติเหมือนการพูดเหมาะสมกับเรื่องท่ีอ่าน
เพอ่ื ถ่ายทอดอารมณไ์ ปสู่ผูฟ้ งั ซึ่งจะทำให้ผูฟ้ ังเกิดอารมณ์คล้อยตามไปกับเรอ่ื งราวท่อี ่าน
วธิ กี ารปฏบิ ตั ใิ นการอา่ นออกเสยี งร้อยแกว้
๑. ในกรณยี ืนอา่ น ตอ้ งยืนตรงแต่ไม่เกรง็ เทา้ ทง้ั สองห่างกันพอสมควร น้ำหนักตัวตกอยู่ท่ี
ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง ในกรณีนง่ั อ่าน ตอ้ งน่ังใหเ้ รยี บรอ้ ย หลงั ตรงไม่แข็งทื่อ ขาวางแนบชดิ กนั ไมน่ ่งั
ไขว่ห้าง
๒. การจับหนงั สอื จบั หนังสอื ใหม้ ่นั ใช้ชว่ งสายตากับตวั หนงั สอื อยใู่ นระดบั ที่เหมาะสม
๓. ก่อนอ่านควรนำเนื้อหาทีอ่ ่านมาแบ่งวรรคตอนใหถ้ ูกต้องเหมาะสม
๔. อา่ นใหค้ ลอ่ ง อยา่ ตะกกุ ตะกกั
๕. อ่านให้ถูกตามอกั ขรวิธี โดยยดึ การอ่านออกเสียงตามหลกั พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน
๖. อา่ นออกเสียงใหช้ ดั เจน
๗. ใช้น้ำเสยี งใหส้ อดคล้องกบั เนอื้ เร่อื งทีอ่ ่าน
๘. ไมอ่ ่านตก ตู่ หรอื เตมิ คำเอง
๙. ไมอ่ ่านดว้ ยเสียงดังหรอื เสียงเบาเกินไป
๑๐. ไมอ่ า่ นเร็วหรอื ชา้ เกินไป
หลักการอ่านออกเสียงร้อยแกว้
การอ่านออกเสยี งร้อยแกว้ จะต้องคำนึงถงึ หลักเกณฑ์การอา่ นใหถ้ กู ต้องตามอกั ขรวิธี
หรอื ตามความนิยม ดังน้ี
๑. อา่ นตามอักขรวธิ ี
คือ อ่านออกเสยี งตามหลกั เกณฑ์ของภาษาไทย เช่น
๑.๑ อา่ นออกเสยี งคำควบกลำ้ (อกั ษรควบ)
คำควบกลำ้ คือ คำทมี่ ีพยญั ชนะต้นสองตวั เรยี งกนั ประสมสระเดยี วกนั และอ่านออกเสียง
พยัญชนะตน้ สองตวั พรอ้ มกัน ออกเสียงกล้ำเป็นพยางค์เดียวกนั เสยี งวรรณยกุ ตข์ องพยางค์นน้ั
จะผันเป็นไปตามเสยี งพยัญชนะตัวหน้า คำควบกล้ำอ่านได้ ๒ แบบ คอื อ่านอยา่ งอกั ษรควบแท้
และอา่ นอยา่ งอักษรควบไม่แท้
- อา่ นอยา่ งอักษรควบแท้ คอื อา่ นออกเสยี งพยัญชนะตวั ต้นและพยัญชนะตัวตามควบ
พร้อมกนั ตัวอย่างเช่น
ควบกบั ร เช่น ควบกบั ล เชน่
กร : กราบ กรุบกรอบ กริ้วโกรธ กล : กลืน กลิน่ กลมเกลียว กลบั กลาย
ขร : ขรวั ขรมึ ขรุขระ ขล : ขลาด เขลา ขลุ่ย ขลกุ ขลกั
คร : ครบ ครอบครวั ครืน้ เครง คล : โคลน คล้ำ คล่องแคลว่ คลกุ คลี
ตร : ตรวจ ไตร่ตรอง ตรึงตรา ปล : ปล่อย เปลือง เปลยี่ นแปลง ปลาบปลืม้
ปร : ปราชญ์ ปราบปราม แปรปรวน ผล : ผลาญ เผลอ ผลผี ลาม
พร : พรอ้ ม แพรวพราว พรัง่ พรู พล : เพลิง เพล่ียงพล้ำ เพลดิ เพลิน
ควบกบั ว เช่น...
กว : แกวง่ ไกว กวา้ ง เกวียน
ขว : ขวา แขวง ขวนขวาย ขวักไขว่
คว : ควัน ควาย เควง้ ควา้ ง
- อา่ นอยา่ งอักษรควบไมแ่ ท้ คอื อ่านออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตัวต้นเพียงตวั เดียว ไม่ออกเสียงตวั ควบ
หรือบางตัวก็ออกเสยี งเปลีย่ นไปเปน็ เสยี งพยัญชนะตัวอืน่
อา่ นออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตวั ตน้ อา่ นออกเสยี งเปลีย่ นไปเปน็ เสียงอืน่
ไม่ออกเสียงควบ เชน่
พยัญชนะควบ ทร ออกเสียงเป็น “ซ” เชน่
จริง อ่านวา่ จงิ
ทรวง อา่ นว่า ซวง
ศรี อา่ นวา่ สี ทรัพย์ อา่ นวา่ ซับ
เสรมิ อ่านวา่ เสมิ แทรก อา่ นว่า แซก
มี ทร บางคำ อ่านออกเสียงอยา่ งควบแท้ เช่น จนั ทรา อินทรา นทิ รา ฯลฯ
๑.๒ การอ่านอักษรนำ
อักษรนำ คือ พยญั ชนะตน้ สองตวั ร่วมสระเดยี วกัน การอ่านอกั ษรนำมีดังน้ี
(๑) อักษรสูง ( ข ฃ ฉ ถ ฐ ผ ฝ ศ ษ ส ห) (๒) อักษรกลาง ( ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ )
เป็นตัวตำ่ และอักษรต่ำเดี่ยว ( ง ญ น ย ณ ร เปน็ ตวั นำ และอักษรต่ำเด่ียวเป็นตัวตาม
เม่อื อ่านให้ออกเสียง อะ ก่งึ เสียงทต่ี ัวนำ
ว ม ฬ ล ) เปน็ ตวั ตาม เมอื่ อา่ นให้ออกเสียงท่ี สว่ นตัวตามให้ออกเสียงวรรณยกุ ต์ตามตัว
ตวั นำ ส่วนตัวตามใหอ้ อกเสยี งวรรณยกุ ต์ นาท่เี ป็นอักษรกลาง เชน่
จตั วา หรือเสียงสงู ตามตวั นำ เช่น
กนก อ่านว่า [กะ – หนก]
สงวน อ่านวา่ [สะ – หงวน] จมูก อ่านวา่ [จะ – หมกู ]
ถนอม อ่านวา่ [ถะ – หนอม] ตลอด อ่านว่า [ตะ – หลอด]
ขนนุ อ่านว่า [ขะ – หนนุ ]
(๓) อักษรสูงนำอกั ษรต่ำคู่ เมือ่ อ่านให้ (๔) อักษร ห นำอกั ษรต่ำเดี่ยว ไม่ต้อง
ออกเสยี ง อะ กึง่ เสียงทต่ี วั นำ ส่วนตวั ตาม ออกเสยี ง อะ กงึ่ เสียงทีต่ ัวนำ แต่ออก
ใหอ้ อกเสยี งวรรณยกุ ต์ตามปกติ ไม่ต้อง
เสียงวรรณยกุ ตต์ ามตวั ห เชน่
ออกเสียงสงู ตามตวั นำ เชน่ หมอ อ่านว่า [หมอ]
ไผท อ่านว่า [ผะ – ไท] หนัก อ่านว่า [หนัก]
สภา อา่ นวา่ [สะ – พา] ใหญ่ อ่านว่า [ไหย่]
เผชิญ อา่ นว่า [ผะ – เชิน]
๕.) อักษร อ นำ ย ไม่ต้องออกเสียง อะ ท่ีตัวนำ ให้ออกเสียงวรรณยกุ ตข์ องตัว ย เชน่
อย่า อา่ นวา่ [หยา่ ] อยู่ อ่านว่า [หยู่]
อย่าง อ่านว่า [หยา่ ง] อยาก อ่านว่า [หยาก]
๑.๓ การอา่ นคำสมาส การอ่านคำสมาสมีข้อแนะนำ ดังนี้
(๑) ถ้าเปน็ คาสมาสที่พยางค์ท้ายของคา (๒) ถา้ เปน็ คาสมาสที่พยางค์ท้ายของคาหน้า มี
หนา้ ไมม่ รี ูปสระปรากฏอยู่ ใหอ้ า่ นออก รูปสระปรากฏอยู่ ให้ออกเสยี งพยางคท์ ้าย
เสยี ง อะ ที่พยางค์ทา้ ยของคาหนา้ ตอ่ เนอ่ื ง ประสมกับรูปสระทปี่ รากฏอยู่ตอ่ เน่อื งกบั
กับพยางคห์ ลงั เช่น พยางคห์ ลงั เชน่
กิจกรรม อ่านว่า กิด – จะ – กา ประวัติศาสตร์ อา่ นวา่ ประ – หวดั – ติ – สาด
วรรณคดี อ่านว่า วัน – นะ – คะ – ดี อุบตั ิเหตุ อา่ นว่า อุ – บัด – ติ – เหด
อิสรภาพ อ่านวา่ อิด – สะ – หระ – พาบ วฒุ บิ ตั ร อ่านวา่ วดุ – ทิ – บดั
๑.๔ การอา่ นคายืมจากภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต มขี ้อแนะนำดงั น้ี
(๑) อา่ นแบบเรียงพยางค์ คำท่ไี ม่มรี ปู สระกำกบั ให้ออกเสียง อะ เชน่
กรณี อ่านว่า [กะ-ระ-น]ี
ปกติ อ่านวา่ [ปะ-กะ-ต]ิ
(๒) กรณีที่เปน็ พยัญชนะตวั สะกด ไมต่ ้องออกเสยี ง อะ ท่ีตัวสะกด เชน่
ปรัชญา อ่านวา่ [ปรัด-ยา]
อาสาฬหบูชา อ่านวา่ [อา-สาน-หะ-บู-ชา]
(๓) ถ้าพยัญชนะตัวสะกดของพยางค์หนา้ เป็นตัว ล ใหอ้ อกเสียงตวั ล มเี สยี งสระ อะ กงึ่ เสยี งตอ่ เนอ่ื ง
กับพยางค์หลงั ดว้ ย เช่น
ศิลปะ อ่านวา่ [สนิ -ละ-ปะ]
กลั ยา อ่านว่า [กัน-ละ-ยา]
(๔) ถา้ พยัญชนะตัวสะกดของพยางค์หน้าเปน็ ตวั ศ ษ ส ใหอ้ อกเสียง อะ ก่ึงเสยี ง ต่อเนื่องกับพยางค์
หลังดว้ ย เชน่
พัสดุ อา่ นวา่ [พัด-สะ-ด]ุ
พิสดาร อ่านว่า [พิด-สะ-ดาน]
๑.๕ การอา่ นออกเสยี ง ร ล
การอา่ นตวั ร ล ตอ้ งอา่ นตวั ร และ ตัว ล ใหถ้ กู ต้อง ไม่อ่าน ร เป็น ล หรอื ล เป็น ร เพราะถา้ อ่านผดิ
ก็จะทำให้ความหมายผิดไป
คำท่มี ี ล คำที่มี ร
ลลุ ว่ ง ลลี า ลอยลม ระร่ืน ร่อแร่ เร่งรีบ
ละเลย ล่อลวง เล่ืองลอื
ล้มละลาย ลอยละลอ่ ง รวดเร็ว รอบรว้ั เรียกรอ้ ง
โรงเรียน รวิ้ รอย รุง่ โรจน์
๒. อ่านตามความนยิ ม
คือ การอา่ นท่ีไมเ่ ปน็ ไปตามกฎเกณฑ์ เน้นความไพเราะและความนิยมทวั่ ไป เชน่ ...
กรกฎาคม อ่านวา่ กะ – ระ – กะ – ดา – คม (ตามหลกั )
อา่ นว่า กะ – รกั – กะ – ดา – คม (ตามความนยิ ม)
กรยิ า อ่านว่า กริ – ยา (ตามหลัก)
อ่านวา่ กะ – ริ – ยา (ตามความนยิ ม)
๓. การอา่ นตัวเลข มวี ิธกี ารอ่านดังนี้
๓.๑ ถ้าเลขตวั ท้ายเป็นเลขหนึ่ง ใหอ้ อกเสยี งว่า “เอด็ ” เช่น
๑๑ อา่ นวา่ สิบ – เอ็ด
๒๑ อา่ นวา่ ยี่ – สิบ – เอ็ด
๓.๒ การอา่ นตวั เลขที่มจี ุดทศนิยม ตวั เลขหน้าจุดทศนิยม ใหอ้ ่านแบบจานวนเต็ม ตัวเลขหลังจดุ ทศนยิ ม
ใหอ้ ่านแบบเรียงตัว เช่น
๙.๘๗๖ อา่ นว่า เกา้ – จดุ – แปด – เจด็ – หก
๑๕.๑๖ อา่ นวา่ สบิ – ห้า – จดุ – หนึ่ง – หก
๓.๓ ตัวเลขทเ่ี ปน็ เงนิ ตรา หรือ หนว่ ยนับ ให้อา่ นตามหน่วยเงนิ ตรา หรอื หน่วยนับนนั้ ๆ เช่น
๑.๕๐ บาท อ่านวา่ หนึง่ – บาด – หา้ – สิบ – สะ – ตาง
๓.๑๕ ดอลลาร์ อา่ นว่า สาม – ดอน – ลา่ – สบิ – หา้ – เซน็
๒.๔๐ เมตร อา่ นวา่ สอง – เมด – สี่ – สิบ – เซน – ติ – เมด
๓.๒๐ กิโลกรัม อ่านวา่ สอง – กิ – โล – กรำ – ยี่ – สิบ – กรำ
๓.๔ การอ่านตวั เลขทแ่ี สดงมาตรสว่ น หรือ อัตราส่วน
๑ : ๑๐๐ อา่ นว่า หนึ่ง – ต่อ – ร้อย หรอื หนึ่ง – ตอ่ – หนึ่ง – รอ้ ย
๑ : ๒ : ๔ อ่านว่า หนงึ่ – ต่อ – สอง – ต่อ – สี
๓.๕ การอา่ นตวั เลขบอกเวลา
๑) การอา่ นชว่ั โมงที่ไมม่ ีจานวนนาที เช่น
0๔.00 น. อา่ นวา่ สี่ – นา – ลิ – กา
๒) การอ่านชว่ั โมงกับนาที เช่น
๑๐.๑๐ น. อ่านว่า สบิ – นา – ลิ – กา – สบิ – นา – ที
๓) การอา่ นช่ัวโมง นาที และวนิ าที เช่น
๕:๐๕:๐๕ อ่านวา่ หา้ – นา – ลิ – กา – ห้า – นา – ที – หา้ – วิ – นา – ที
๓.๖ การอา่ นเลขหนังสอื ราชการ นิยมอ่านเรียงตัว เช่น
หนังสอื ท่ี รถ ๐๐๐๑ / ๑๐๒ ลว. ๑๐ ตลุ าคม ๒๕๓๘
อ่านว่า หนงั – สือ – ที่ – รอ – ถอ – สูน – สนู –สูน – หนง่ึ –ทับ – หนง่ึ – สนู –
สอง – ลง – วัน – ท่ี – สิบ – ตุ – ลา – คม – พดุ – ทะ – สกั – กะ – หราด – สอง – พัน - ห้า
– รอ้ ย – สาม – สิบ – แปด
๓.๗ การอา่ นเลข ร.ศ. ที่มกี ารเทียบเป็น พ.ศ. กำกบั เชน่
ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖)
อา่ นว่า รัด – ตะ – นะ – โก – สิน – สก – ร้อย – สิบ – สอง – ตรง – กบั – พุด –
ทะ – สกั – กะ – หราด – สอง – พัน – ส่ี – รอ้ ย – สาม – สบิ – หก
๓.๘ การอา่ นบา้ นเลขท่ี
บา้ นเลขทท่ี ี่มีเคร่ืองหมาย / และบา้ นเลขท่ีที่ไม่มเี คร่ืองหมาย / มหี ลักการอา่ นเหมือนกัน คือ
บ้านเลขที่ซ่งึ มีตวั เลขสองหลัก ให้อ่านแบบจำนวนเตม็ ถา้ มีตัวเลขสามหลักขน้ึ ไป ให้อ่านแบบเรียงตวั หรอื แบบ
จำนวนเตม็ ก็ได้ ส่วนตัวเลขหลงั เครอื่ งหมาย / ใหอ้ ่านเรียงตวั เชน่
บา้ นเลขที่ 10 อ่านวา่ บา้ น – เลก – ที่ – สิบ
๓.๙ การอา่ นรหัสไปรษณยี ์
รหัสไปรษณีย์ ประกอบดว้ ยตัวเลข ๕ ตวั ตวั เลข ๒ ตวั แรก หมายถงึ จังหวดั ส่วนตวั เลข ๓ ตวั หลัง
หมายถงึ ที่ทำการไปรษณยี ข์ องจังหวัดนั้น ๆ เช่น รหสั ไปรษณีย์ ๓๒๑๙๐ ตวั เลข ๓๒ หมายถงึ จังหวดั สรุ ินทร์
ตวั เลข ๑๙๐ หมายถึงที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขจังหวดั สุรนิ ทร์ ซง่ึ รบั ผิดชอบการนำจ่ายสงิ่ ของส่งทางไปรษณีย์
ในพน้ื ท่ีอำเภอชมุ พลบรุ ี จงั หวดั สรุ ินทร์ การอ่านเลขรหสั ไปรษณยี ใ์ ห้อ่านตวั เลขแบบเรียงตัว เชน่
รหัสไปรษณยี ์ ๘๑๑๒๐ อ่านวา่ แปด – หน่งึ – หนึ่ง – สอง – สนู
๔. การอ่านคำทีม่ เี ครื่องหมายวรรคตอน
๔.๑ การอา่ นไปยาลนอ้ ย (ฯ)
ไปยาลนอ้ ยใชส้ ำหรบั ละคำยาว ๆ โดยจะเขยี นแต่คำหน้า และละสว่ นท้ายไว้ เวลาอ่านต้อง
อา่ นคำเต็ม เชน่
โปรดเกลา้ ฯ อา่ นวา่ โปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ ม
นอ้ มเกลา้ ฯ อ่านวา่ น้อมเกลา้ น้อมกระหม่อม
ฯพณฯ อา่ นว่า พะ – นะ – ท่าน
๔.๒ การอ่านไปยาลใหญ่ (ฯลฯ)
แบบที่ ๑ การอ่านเคร่ืองหมายไปยาลใหญ่ หรอื เปยยาลใหญ่ ทอ่ี ยขู่ า้ งทา้ ยขอ้ ความ
ให้อา่ นว่า “ละ” หรือ “และอ่ืน ๆ”
เช่น สงิ่ ของทีซ่ ้ือขายกันในตลาดมี เนอื้ สตั ว์ ผัก ผลไม้ นา้ ตาล นา้ ปลา ฯลฯ
อา่ นว่า ส่งิ ของท่ซี ้ือขายกนั ในตลาดมี เน้ือสัตว์ ผกั ผลไม้ น้าตาล น้าปลา และอน่ื ๆ
แบบท่ี ๒ การอา่ นเคร่ืองหมายไปยาลใหญ่ หรอื เปยยาลใหญ่ ท่ีอยู่ตรงกลางข้อความ
ให้อ่านว่า “ละถึง”
เช่น พยญั ชนะไทย ๔๔ ตัว มี ก ฯลฯ ฮ
อา่ นวา่ พยญั ชนะไทย ๔๔ ตวั มี ก ละถงึ ฮ
๔.๓ การอา่ นไม้ยมก (ๆ)
ไม้ยมกใช้เขยี นหลงั คำ วลี หรอื ประโยค เพือ่ แสดงการซ้ำคำ หรือซำ้ ประโยค โดยเวลาอ่านจะอา่ นซ้ำ
คำ หรอื ซำ้ ประโยคท่ีอยูข่ า้ งหน้า เชน่
เล็ก ๆ น้อย ๆ อา่ นวา่ เล็ก เล็ก นอ้ ย นอ้ ย
วนั หน่งึ ๆ เธอทำอะไรบ้าง อา่ นวา่ วนั หนึ่ง วนั หนง่ึ เธอทำอะไรบา้ ง
๕. การอา่ นอักษรย่อ
การอ่านอักษรย่อ ควรอา่ นคำเตม็ ของคำท่ถี ูกย่อไว้ เช่น
ทบ. อา่ นว่า กองทัพบก รร.ตท. อา่ นวา่ โรงเรยี นเตรียมทหาร
น.ส. อ่านวา่ นางสาว กห อา่ นว่า กระทรวงกลาโหม
๖. การอา่ นคำพอ้ ง
คำพอ้ ง คือ คำที่เขียนรปู หรือออกเสียงตรงกนั แตค่ วามหมายตา่ งกนั ซง่ึ คำพ้องแบง่ เปน็ 3 ชนิด และมกี าร
อ่านท่แี ตกต่างกัน ดังน้ี
๖.๑ คำพอ้ งรูป
คำพ้องรปู คือ คำท่ีเขียนเหมือนกัน แต่อา่ นออกเสียงตา่ งกันและมคี วามหมายต่างกนั
การอ่านคำพ้องรปู ใหถ้ ูกต้องควรดูขอ้ ความอน่ื ๆ ประกอบด้วยวา่ คำพ้องรูปนนั้ หมายถึง
อะไร แลว้ จึงอ่านให้ถูก เช่น
เพลา อ่านวา่ เพลา หมายถงึ แกน, ดมุ ลอ้ , เบาลง
เพ-ลา หมายถงึ เวลา
สระ อา่ นว่า สะ หมายถงึ แอ่งน้ำขนาดใหญ่ , ชำระล้าง
สะ-หระ หมายถึง อักษรแทนเสียงสระ
๖.๒ คำพอ้ งเสยี ง
คำพอ้ งเสยี ง คือ คำท่อี า่ นออกเสยี งเหมือนกนั แตเ่ ขยี นต่างกัน และมีความหมายต่างกัน เช่น
ซ่อมแซม ช้อนสอ้ ม อา่ นวา่ สอ้ ม
คณุ คา่ ถูกฆา่ ขา้ ทาส อา่ นว่า ค่า
๖.๓ คำพ้องท้ังรปู และเสียง
คำทมี่ ีรูปเหมอื นกนั อา่ นออกเสียงอยา่ งเดยี วกนั แตม่ คี วามหมายหลายอย่างแลว้ แต่จะ
นำไปใชเ้ ช่น คำวา่ “ขนั ” อ่านวา่ ขนั
หมายถงึ ๑. ภาชนะสำหรับตกั หรือใส่น้ำ
๒. ทำให้ตงึ หรือแนน่ ดว้ ยวิธีหมนุ เข้าไป
๓. อาการร้องเป็นเสยี งอยา่ งหนง่ึ ของไก่
๔. หวั เราะ รสู้ กึ ตลก
<เครอื่ งหมายวรรคตอนการอา่ นออกเสียงรอ้ ยแก้ว
/ หมายถึง การหยุดเวน้ วรรคชว่ งจงั หวะสั้น ๆ
// หมายถงึ การหยดุ เว้นวรรคช่วงจังหวะทย่ี าวกวา่ เครือ่ งหมาย /
__ หมายถึง การเนน้ หรือเพ่ิมน้ำหนกั ของเสียง
หมายถงึ แสดงวา่ อา่ นแบบทอดจังหวะ
ข้อควรคำนึงในการอ่านออกเสยี งบทร้อยแก้ว
ในการอ่านออกเสยี งร้อยแก้วผู้อ่านจำเป็นตอ้ งอาศยั การฝึกฝนการออกเสยี งภาษาไทย
ใหไ้ ดม้ าตรฐานโดยคำนึงถึงลักษณะสำคัญทส่ี ามารถปรงุ แตง่ เสยี งของการอา่ นรอ้ ยแก้วให้
ออกมาดีทีส่ ุด ท้งั น้ขี ้อควรคำนึงในการอ่านรอ้ ยแก้วอนั แสดงถึงหลกั การอ่าน
ออกเสียงร้อยแก้ว มีดงั นี้
๑. อ่านโดยใช้จังหวะและความเร็วที่พอเหมาะกบั ขอ้ ความท่อี า่ น ไมอ่ ่านชา้ เกนิ ไป
หรือเรียกวา่ อา่ นแบบ “ยานคาง” หรอื การเรว็ จนเกินไปจนผู้ฟังไม่สามารถจบั ประเด็นข้อความ
ได้
๒. ใชน้ ้ำเสียงทเี่ หมาะสมกับบทอา่ น ผอู้ ่านจะต้องทำความเขา้ ใจบทอ่านแลประเภท
ของการอา่ นเสียก่อน เพ่ือจะได้ใช้น้ำเสยี งในการอ่านถูกต้อง เช่น การอา่ นขา่ วในพระราชสำนัก
ต้องใช้น้ำเสียงทีจ่ ริงจงั การอ่านนิทานตอ้ งใช้นา้ เสยี งทเ่ี รา้ ความสนใจ ตืน่ เตน้ ตามท้องเร่ือง
๓. การถือแฟม้ ในการอ่านควรถอื แฟม้ ให้พอเหมาะ ไม่บังหนา้ ตนเอง เพราะจะทำให้
การเปล่งเสียงไมช่ ัดเจน
๔. ควรออกเสยี งให้ชัดถ้อยชัดคำ ทง้ั ร ล ควบกล้ำ เสียงพยัญชนะต่าง ๆ ควรออก
เสยี งให้ชดั เจน
แบบฝกึ ชดุ ท่ี ๑
สาระการเรยี นรู้ เร่อื ง การอา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้
ตัวชว้ี ัด อ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรอง ได้อย่างถกู ต้องเหมาะสมกับเรื่องที่อา่ น
ตอน ๑
คำชี้แจง : ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามตอ่ ไปน้ี
๑. การอ่านบทร้อยแก้วมีหลกั การอยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
๒. ให้นกั เรียนเตมิ เครอ่ื งหมาย √ หนา้ คำทีอ่ ่านออกเสยี งถูกต้อง และเติมเครื่องหมาย X หนา้ คำทอี่ า่ นออก
เสียงไม่ถูกต้อง
๑.........................กาลสมยั อ่านว่า กาน – สะ – ไหม
๒.........................ขัดสมาธิ อา่ นว่า ขัด – สะ – หมาด
๓.........................คณุ โทษ อ่านวา่ คุน – โทด
๔.........................จติ รกร อ่านวา่ จดิ – ตะ – กอน
๕.........................บราลี อา่ นว่า บะ – รา – ลี
๖.........................วติ ถาร อา่ นวา่ วิด – ถาน
๗.........................สถานภาพ อา่ นวา่ สะ – ถาน – พาบ
๘.........................สุจริต อ่านว่า สดุ – จะ – หริด
๙.........................ปรปักษ์ อ่านวา่ ปอ – ระ – ปัก
๑๐......................มณฑป อา่ นว่า มน – ทบ
๓. ให้นักเรยี นเขียนคำอ่านของคำทีก่ ำหนดให้ต่อไปน้ี
๑. เอกิ เกรกิ อ่านวา่ ……………………………………………………………………………………………………………….
๒. รอมรอ่ อ่านวา่ ……………………………………………………………………………………………………………….
๓. นิทรา อ่านว่า………………………………………………………………………………………………………………
๔. วติ ถาร อ่านวา่ ……………………………………………………………………………………………………….........
๕. ทรวดทรง อ่านวา่ ……………………………………………………………………………………………………….........
๖. ขมกุ ขมัว อา่ นว่า………………………………………………………………………………………………………………
๗. สมรรถนะ อ่านวา่ ………………………………………………………………………………………………………………
๘. รสนยิ ม อา่ นวา่ ………………………….หรอื ……………………………………………………………………………
๙. กรณี อา่ นว่า………………………….หรอื ……………………………………………………………………………
๑๐. มกราคม อา่ นวา่ ………………………….หรอื …………………………………………………………………………..
๑๑. อธษิ ฐาน อ่านว่า………………………….หรอื …………………………………………………………………………..
๑๒. โปรดเกลา้ ฯ อ่านวา่ …………………………………………………………………………………………………………….
๑๓. 15.11 น. อา่ นว่า…………………………………………………………………………………………………………….
๑๔. บา้ นเลขท่ี 41/4 อ่านว่า…………………………………………………………………………………………………….
๑๕. แต่ละวัน ๆ ฉนั แทบไม่มเี วลาพักผอ่ น อา่ นว่า………………………………………………………………………
๔. ให้นักเรียนวงกลมตัวอกั ษร หนา้ ข้อความทีเ่ ป็นคำควบกล้ำแทท้ ง้ั หมด
ก คลอ่ งแคลว่ ปราดเปรียว นทิ รา เปล่ยี นแปลง บวงสรวง
ข ประกอบ ขวนขวาย ลน่ื ไถล คคู ลอง ตะไคร้
ค กรีดกราย ขวกั ไขว่ ขรขุ ระ ปรบั เปล่ยี น จนั ทรา
ง คลับคล้าย ปลาไหล เควง้ คว้าง ปราบปราม กล้องแกล้ง
จ ผันแปร กลบั กลอก ตีกลอง ขลุกขลกั ตรงึ ตรา
ฉ นายพราน แพรวพราว แปรปรวน เพล่ียงพล้ำ ปลาบปลืม้
ช คล่องแคล่ว ขวิด ครนื้ เครง ความจริง ปราชญ์
ซ พร่ังพรู แขง็ แกรง่ ศรี ปลาย เพลงิ ไหม้
ช่ือ - นามสกลุ ……………………………………………..ชนั้ ………….เลขท่…ี …………
ใบกจิ กรรมที่ ๑.๒
เรยี บเรยี งเสยี งรอ้ ยแกว้
คำชี้แจง : ให้นักเรยี นใช้เครื่องหมายวรรคตอนแบ่งวรรคตอนการอา่ นบทความต่อไปน้ี
ครั้งนเ้ี ปน็ ครง้ั แรกในชีวิตท่ีพลอยไดย้ นิ เจา้ คุณพอ่ เล่นดนตรี และเปน็ ครง้ั แรกทไี่ ด้
เคยเห็น เจ้าคุณพ่อเป็นตัวของท่านเองโดยสมบูรณ์ เจ้าคุณพ่อเริ่มตีเบา ๆ ตามทำนองช้า ๆ เข้ากับ
เสียงฉิ่งและตะโพนดังเป็นจังหวะ สายตาของเจ้าคุณพ่อทอดไปข้างหน้าแต่มองไม่เห็นอะไร เพราะ
ขณะนี้อารมณ์ของท่านเข้าคลุกเคล้าอยู่เฉพาะกับดนตรีโดยสิ้นเชิง เสียงเพลงที่เจ้าคุณพ่อบรรเลง
จากระนาดทำให้พลอยเศร้าใจในชั้นแรกเพราะดูเหมือนจะเป็นคำพรรณนาถึงความหลังที่ผ่ านไป
แล้วอยา่ งไมม่ ีวนั หวนคืนขึ้นมาอีกถอ้ ยคำท่ีเจ้าคุณพ่อพดู ด้วยดนตรนี ั้นเตม็ ไปดว้ ยความสงสัยเคลือบ
แคลงใจ บางตอนก็มีพ้อแล้วรำพนั ถึงความหลัง พลอยเริม่ รู้สึกตน้ื ตันในอก มกี อ้ นแข็ง ๆ มาจุกท่ีคอ
หอย น้ำอุ่น ๆ เริ่มจับที่ของตาทั้งสองข้าง แต่แล้วเจ้าคุณพ่อก็เปลี่ยนจังหวะเร็วขึ้น ความเคลือบ
แคลงสงสัยและความทุกข์โศกทรมานใจค่อยคลายลง ความรื่นเริงเข้ามาแทนที่ จังหวะระนาด
นั้นเร็วขึ้นอีกกลายเป็นเสียงคนวิ่งเล่น คนหัวเราะ เสียงนกร้อง แดดออกยามเช้าดอกไม้บาน
ไม้ระนาดที่เจ้าคุณพ่อเหวี่ยงไปมาโดยเร็วตามลูกระนาดกระ ทบแสงไฟเหมือนกับผีเสื้อสองตัว
บินไปเกาะที่ดอกไม้ดอกโน้นบ้างดอกนี้บ้างเร็วขึ้นอีก เสียงฉิ่งเสียงฉาบ เสียงกลองแขกดังเร้าใจ
เจ้าคุณพ่อเปิดเผยให้เห็นความสนุกในชีวิตความขบขันความรื่นเริงของคนที่ปราศจากทุกข์ น้ำตา
ของพลอยแห้งหายไปโดยไม่รู้ตัวนั่งยิ้มมองเจ้าคุณพ่ออย่างตาไม่กระพริบ หัวใจเต้นแรงเข้ากับ
จังหวะของเพลง
(สแ่ี ผ่นดนิ เลม่ ๑ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธ์ิ ฉบับพมิ พ์ พ.ศ. ๒๕๐๖ หนา้ ๑๕๗-๑๕๘)
ใบความรูท้ ี่ ๒
การอา่ นจบั ใจความสาคญั จากเรอื่ งทอี่ า่ น
ความหมายของการอา่ นจับใจความสำคัญ
การอา่ นจบั ใจความสำคัญ หมายถงึ การอา่ นเพอ่ื จบั ใจความหรือข้อคดิ ความคิดสำคญั หลกั ของ
ขอ้ ความ หรอื เรื่องที่อ่าน เป็นขอ้ ความทีค่ ลุมข้อความอนื่ ๆ ในย่อหน้าหนงึ่ ๆ ไวท้ ั้งหมด
ใจความสำคญั หมายถงึ ใจความที่สำคัญและเดน่ ท่ีสุดในย่อหน้า เปน็ แก่นของยอ่ หนา้ ท่ีสามารถ
ครอบคลุมเนอื้ ความในประโยคอน่ื ๆ ในย่อหน้านัน้ หรือประโยคทสี่ ามารถเป็นหัวเรื่องของยอ่ หน้าน้นั ได้
หากตดั เน้ือความของประโยคอ่นื ออกหมด หรือสามารถเป็นใจความหรือประโยคเดี่ยว ๆ ไดโ้ ดยไมต่ ้องมี
ประโยคอนื่ ประกอบ ซง่ึ ในแต่ละย่อหนา้ จะมปี ระโยคในความสำคญั เพยี งประโยคเดียว หรืออย่างมากไมเ่ กนิ
๒ ประโยค
พลความ (พน-ละ-ความ) หรือใจความรอง หมายถงึ ใจความ หรือข้อความทีท่ ำหน้าท่ขี ยายใจความ
สำคัญให้ชัดเจนขนึ้ เด่นขน้ึ ถ้าตัดพลความออกไป สารกย็ ังไมเ่ ปล่ียนแปลง ซึง่ พลความมักจะเป็นการอธบิ าย
ใหร้ ายละเอยี ด ใหค้ ำจำกดั ความ ยกตัวอย่าง เปรยี บเทยี บ หรือแสดงเหตุผลอย่างถี่ถว้ น เปน็ ตน้
วิธีการจบั ใจความสำคญั
วิธกี ารจับใจความมหี ลายวธิ ขี ึ้นอยู่กับวา่ จะชอบวิธีใด เช่น การขดี เส้นใต้ การใชส้ ตี ่าง ๆ กัน
เพอื่ แสดงความสำคัญมากนอ้ ยของข้อความ การบันทกึ ย่อเป็นสว่ นหน่ึงของการอา่ นจบั ใจความสำคัญท่ีดี
แตผ่ ทู้ ่ยี อ่ ควรย่อด้วยสำนวนภาษาและสำนวนของตนเอง ไม่ควรย่อดว้ ยการตดั เอาข้อความสำคญั มาเรียง
ต่อกันเพราะอาจทำใหผ้ ู้อา่ นพลาดสาระสำคญั บางตอนไปอันเปน็ เหตุใหก้ ารตีความผดิ พลาดคลาดเคลื่อนได้
วิธีการอ่านจบั ใจความสำคัญมีหลักดังน้ี
๑. ตั้งจดุ มงุ่ หมายในการอ่านใหช้ ัดเจน
๒. อา่ นเรือ่ งราวอยา่ งคร่าว ๆ พอเข้าใจ และเก็บใจความสำคัญของแตล่ ะย่อหน้า
๓. เม่ืออา่ นจบให้ต้ังคำถามตนเองวา่ เรอ่ื งทอ่ี ่าน มใี คร ทำอะไร ทไี่ หน เม่ือไหร่ อย่างไร
๔. นำส่งิ ท่สี รุปไดม้ าเรียบเรยี งใจความสำคัญใหม่ด้วยสำนวนของตนเองเพ่อื ให้เกดิ ความ
สละสลวย
การพจิ ารณาตำแหน่งใจความสำคัญ
ใจความสำคญั ของข้อความในแต่ละย่อหน้าจะปรากฏดังนี้
๑. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้นของยอ่ หนา้
๒. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนกลางของย่อหนา้
๓. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนทา้ ยของย่อหนา้
๔. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้นและตอนทา้ ยของย่อหนา้
๕. ผอู้ า่ นสรุปขนึ้ เอง จากการอ่านท้งั ย่อหน้า (ในกรณใี จความสำคัญหรือความคิดสำคัญ
อาจอยรู่ วมในความคิดยอ่ ย ๆ โดยไม่มคี วามคิดทเ่ี ป็นประโยคหลัก)
หากนักเรยี นจะเปรียบใจความสำคญั นกั เรยี นสามารถเปรียบใจความสำคัญเป็นไส้ของแซนวิชได้
ตัวอย่างใจความสำคัญ
๑. ใจความสำคญั อยตู่ อนตน้ ย่อหน้า
ความสมบูรณ์ของชีวติ มาจากความเข้าใจชีวิตเปน็ พน้ื ฐาน คือ เข้าใจธรรมชาติ
เข้าใจความเปน็ มนษุ ย์ และความสัมพันธ์ท่เี กื้อกูลกนั ระหว่างมนษุ ย์กบั มนษุ ย์ และมนุษย์กับ
ธรรมชาติ มคี วามรกั ความเมตตาตอ่ เพอ่ื นมนษุ ยแ์ ละธรรมชาติอยา่ งจรงิ ใจ
๒. ใจความสำคัญอย่ตู อนท้ายย่อหนา้
ความเครยี ดทำใหเ้ พิ่มฮอร์โมนอะดรนี าลีนในเลือด ทำใหห้ ัวใจเต้นเร็ว เสน้ เลือด
บบี ตัวกลา้ มเนอื้ เขม็งตึง ระบบยอ่ ยอาหารผิดปกตเิ กดิ อาการปวดหวั ปวดท้อง ใจสนั่ แข้ง
ขาอ่อนแรงความเครยี ดจึงเป็นตวั การให้แก่เรว็
๓. ใจความสำคัญอยตู่ อนกลางย่อหน้า
โดยทั่วไปผักทข่ี ายตามท้องตลาดส่วนใหญเ่ กษตรกรมกั ใช้สารกำจดั ศตั รพู ืช หากไมม่ ีความ
รอบคอบในการใช้ จะทำให้เกดิ สารตกค้าง ทำให้มีปญั หาตอ่ สขุ ภาพ ฉะนนั้ เม่ือซื้อผกั ไปรับประทานจึงควร
ล้างผักด้วยน้ำหลาย ๆ คร้งั เพราะจะช่วยกำจดั สารตกคา้ งไปได้บา้ ง บางคนอาจแช่ผักโดยใชน้ ำ้
ผสมโซเดยี มไบคาร์บอเนตกไ็ ด้ แตอ่ าจทำให้วติ ามนิ ลดลง
๔. ใจความสำคญั อยู่ตอนต้นและตอนทา้ ยย่อหน้า
การรักษาศลี เพ่ือบงั คบั ตนเองใหม้ รี ะเบียบวนิ ยั ในการกระทำทุกสิ่งทกุ อยา่ ง เชน่ เรา
มาอยู่วัด มานุง่ ขาวห่มขาว ไม่ใชถ่ อื แตศ่ ีลแปดขอ้ เทา่ นน้ั แตเ่ ราตอ้ งนึกว่าศลี นัน้ คือความมี
ระเบียบ มีวนิ ัย เราเดินอย่างมรี ะเบยี บ มีวินยั นงั่ อยา่ งมรี ะเบยี บ กินอย่างมรี ะเบียบทำอะไร
ก็ทำอยา่ งมรี ะเบยี บนั่นเป็นคนที่มศี ีล ถา้ เราไม่มรี ะเบียบก็ไม่มศี ีล
๕. ใจความสำคญั ไม่ปรากฏในส่วนใด ต้องสรุปเอง
การเดนิ การว่ายนำ้ การฝึกโยคะ การออกกำลังกายด้วยอปุ กรณต์ า่ ง ๆ ตลอดจน
การหายใจลึก ๆ ลว้ นมีสว่ นทำให้สขุ ภาพแขง็ แรง
ใจความสำคญั คอื การทำให้สขุ ภาพแขง็ แรงทำได้หลายวิธี
เรื่องน่ารู้เกยี่ วกบั การอา่ นจับใจความสำคัญ
การอ่านจับใจความให้เขา้ ใจงา่ ย และรวดเร็วผู้อ่านควรมีแนวทางและความรู้พืน้ ฐานดงั น้ี
๑. สำรวจสว่ นประกอบของหนงั สืออยา่ งคร่าวๆ เช่น ชอ่ื เรื่อง คำนำ สารบัญ คำช้ีแจงการใชห้ นงั สอื ภาคผนวก ฯลฯ
เพราะสว่ นประกอบของหนังสือจะทำให้เกดิ ความเขา้ ใจเกี่ยวกับเรอื่ งหรอื หนังสือที่อ่านได้กวา้ งขวางและรวดเรว็
๒. ต้งั จดุ มงุ่ หมายในการอา่ นไดช้ ัดเจน เช่น อ่านเพ่ือหาความรู้ เพื่อความเพลิดเพลนิ หรอื เพ่ือบอกเจตนาของผู้เขยี น
เพราะจะเปน็ แนวทางกำหนดการอ่านได้อย่างเหมาะสม และจับใจความหรือคำตอบได้รวดเร็วยิ่งขนึ้
๓. ทำความเข้าใจลกั ษณะของหนังสอื ว่าประเภทใด เชน่ สารคดี ตำรำ บทความ ฯลฯ ซงึ่ จะชว่ ยให้มแี นวทาง
อ่านจบั ใจความสำคญั ได้ง่ายขึ้น
๔. ใช้ความสามารถทางภาษาในดา้ นการแปลความหมายของคำ ประโยค และข้อความ ตา่ ง ๆ อยา่ งถกู ต้องรวดเร็ว
๕. ใชป้ ระสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกบั เร่อื งที่อา่ นมาประกอบจะทำความเข้าใจและจับใจความท่ีอ่านได้ง่ายและ
รวดเร็วขนึ้
การอา่ นเปน็ ทกั ษะท่ีจำเป็นอยา่ งยง่ิ ตอ่ การศึกษาหาความรู้ และพัฒนาชีวิต ซึง่ นอกจากจะทำใหเ้ กดิ
ความรแู้ ล้ว ยงั ก่อใหเ้ กิดความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ และสง่ เสริมใหม้ คี วามคิดริเริ่มสรา้ งสรรค์ไดแ้ นวคิดในการ
ดำเนนิ ชวี ติ การอ่านจงึ เป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับ และเปน็ เครื่องมือในการแสวงหาความรเู้ รือ่ งต่าง ๆ
ผู้อ่านจะต้องอ่านแล้วจับใจความได้ สรปุ สาระสำคัญของเรื่องทีอ่ า่ นได้ จึงจะถือวา่ เป็นการอ่านทีด่ ี และมี
ประสิทธภิ าพ
นิทานพ้ืนบา้ นภาคใต้ (จ.นครศรีธรรมราช)
เรอื่ ง นายดน้ั
นายดัน้ เป็นคนตาบอดใส อยากได้นางร้งิ ไรเปน็ ภรรยา จึงส่งคนไปสขู่ อและนดั วนั แตง่ โดย
ฝ่าย นางริ้งไรไม่รู้ว่าตาบอด เมื่อถึงวันแต่งงานนายดั้นพยายามกลบเกลื่อนความพิการของตน
โดยใช้สติปัญญาและไหวพริบต่าง ๆ แก้ปัญหา เมื่อขบวนขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาว เจ้าภาพขึ้น
บนบ้าน นายดั้นกลับนั่งตรงนอกชาน เมื่อคนทักนายดั้นจึงแก้ตัวว่า "ขอน้ำสักน้อย ล้างตีน
เรียบร้อย จึงคอ่ ยคลาไคล ทำดมทำเชด็ เสรจ็ แลว้ ด้วยไว แลว้ จงึ ขึ้นไป ยอไหว้ซ้ายขวา"
ขณะอยู่กินกบั นางริ้งไร วันหนึ่งนางริ้งไรจัดสำรับไว้ให้แล้วลงไปทอผ้าใต้ถุนบ้าน นายดั้น
เข้าครัวหาข้าวกินเองทำข้าวหกเรี่ยราดลงใต้ถุนครัว นางริ้งไรร้องทักว่าเทข้าวทำไม นายดั้นจึงแก้
ตัววา่ "เป็ดไกเ่ ลก็ น้อยบา้ งงอ่ ยบ้างเพลีย ตัวผตู้ ัวเมยี ผอมไปสน้ิ ที อกเหมือนคมพรา้ แตเ่ พียงเรามา
มขี นึ้ ดิบดี หวา่ นลงทกุ วนั ชงิ กันองึ่ ม่ี กลับว่าเราน้ี ขงึ้ โกรธโกรธา"
วันหนึ่งนางริ้งไรให้นายดั้นไปไถนา นายดั้นบังคับวัวไม่ได้ วัวหักแอกหักไถหนีเตลิดไป
นายดั้น จึงเที่ยวตามวัว ได้ยินเสียงลมพัดใบไม้แห้งชายป่า เข้าใจว่าเป็นวัว จึงวิดน้ำเข้าใส่
เพื่อให้วัวเชื่อง นางริ้งไรมาเห็นเข้าจึงถามว่าทำอะไร นายดั้นได้แก้ตัวว่า "พี่เดินไปตามวัว ปะรัง
แตนแล่นไม่ทัน จะเอาไฟหาไม่ไฟ วิดน้ำใส่ตายเหมือนกัน ครั้นแม่บินออกพลัน เอารังมันจมน้ำ
เสีย"
อยู่มาวันหนึ่งนายดั้นจะกนิ หมาก แตใ่ นเชีย่ นหมากไม่มีปนู จึงรอ้ งถามนางริ้งไร นางบอก
ที่วางปูนให้ แต่นายดั้นหาไม่พบ ได้ร้องถามอีกหลายครั้งแต่ก็ยังหาไม่พบ นายดั้นจึงร้องท้าให้นาง
ร้ิงไรข้นึ บ้านมาดู หากปูนมตี ามท่ีบอก จะยอมให้นางริ้งไรเอาปูนมาทาขยต้ี า นางร้ิงไรจึงเอาปูนมา
ทาขยี้ตานายดั้น นายดั้นถือโอกาสจึงร้องบอกว่าตาบอดเพราะปูนทา นางริ้งไรจึงต้องหายามา
รักษาจนตาหายบอดได้บวชเรียน
๑. Who ใคร :
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๒. What ทำอะไร :
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๓. Where ที่ไหน :
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๔. When เมือ่ ไหร่ :
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๕. Why ทำไม :
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๖. How อยา่ งไร :
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สรปุ ใจความสำคัญของเร่ือง :
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๑. Who ใคร : นายดั้น , นางร้งิ ไร
๒. What ทำอะไร : นายด้ันปกปิดความพกิ ารของตนเอง
๓. Where ท่ีไหน : บ้านนางร้ิงไร
๔. When เม่อื ไหร่ : หลงั จากนายด้ันกับนางรง้ิ ไรแตง่ งานกัน
๕. Why ทำไม : นายดั้นไม่อยากใหน้ างรง้ิ ไรรู้ความพิการของตน
๖. How อยา่ งไร : นายดน้ั ใช้ไหวพรบิ ในการแก้ไขปัญหา เชน่ นายดน้ั ทำกบั ข้าวหกแล้วแกต้ ัวว่าเทข้าว ใหไ้ ก่
และเป็ดกนิ บ้าง
สรุปใจความสำคญั ของเร่ือง : นายดน้ั อยากแต่งงานกบั นางร้ิงไร แต่ไมอ่ ยากใหน้ างรง้ิ ไรร้วู ่าตนเอง ตาบอด
เม่ือแต่งงานกันแลว้ นายดั้นพยายามปกปิดความพิการของตนเอง โดยใช้ไหวพริบแก้ปญั หาเพ่ือไม่ใหน้ างรงิ้ ไร
ร้คู วามจรงิ
ใบกจิ กรรมที่ ๒.๑
“ใจความสาคญั และตาแหน่ง”
กจิ กรรมท่ี ๒.๑ ให้นกั เรยี นอ่านข้อความต่อไปน้ีแล้วปฏบิ ัติดังนี้
๑. ขีดเสน้ ใต้ใจ้ ความสำคญั ในแตล่ ะย่อหน้า
๒. นำใจความสำคัญเขยี นลงในคำตอบ
๓. บอกว่าใจความสำคญั อยู่ท่ีใดของข้อความ
สว่ นต้นของย่อหน้า สว่ นกลางของย่อหน้า
สว่ นทา้ ยของยอ่ หน้า ส่วนตน้ และสว่ นทา้ ยของย่อหน้า
๑. หากจะสบื สาวประวัตขิ องแปรงสีฟันก็ไดว้ ่า จีนเปน็ ประเทศแรกท่ีประดษิ ฐ์แปรงสีฟนั ชนดิ ทม่ี ี
ขนและด้าม เม่อื ปี พ.ศ. ๒๐๓๓ หากเทียบกับยุคสมัยของไทยก็อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
หลงั รชั กาลพระบรมไตรโลกนาถไมน่ าน
ใจความสำคญั คอื …………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใจความสำคัญอย่สู ่วน………………………………………………………………………………………………………………………….
๒. เรามักคดิ ว่า มนษุ ย์ยคุ หินไว้หนวดเครารุม่ รา่ ม แต่แท้จรงิ แล้วมนุษยโ์ ก์ นหนวดเครามากว่า
๒๐,๐๐๐ ปี แล้ว ภาพวาดในถ้ำแสดงให้เหน็ ว่ามนษุ ยถ์ ้ำมีทงั้ ทไ่ี ว้หนวดเคราและไมไ่ ว้หนวดเครา
โดยมนษุ ยย์ คุ แรก ๆ ใช้เปลอื กหอยทลี่ ับจนแหลมคมเป็นทโ่ี กนหนวด ต่อมาในยุคโลหะจงึ เรม่ิ มี
การประดษิ ฐ์ ? โกนหนวดจากโลหะต่าง ๆ
ใจความสำคญั คอื ..................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ใจความสำคัญอยสู่ ว่ น……………………………………………………………………………………………………………………………
๓. การคิดขนาดของตู้เย็นนั้น เขาคำนวณจากความจุของเนื้อทภ่ี ายในตู้เยน็ ซึ่งสามารถคิดพ้ืน
ทโ่ี ดยครา่ ว ๆ ไดโ้ ดยวัดความกว้าง ความสูง และความลึกภายในตเู้ ย็นเป็นฟุต แล้วนำมาคูณกัน
ขนาดของตู้เย็นท่ีเรียกว่า “คิว” ซึ่งมาจากคำเต็มว่า “ควิ บกิ ฟุต” เช่น ตู้เยน็ ตู้หนึ่งวัดได้ขนาด
กวา้ ง ๑ ฟตุ ๗ น้ิว สงู ๓ ฟตุ ๙ นิว้ ลึก ๑ ฟตุ ๗ นวิ้ เมอ่ื นำมาคูณกนั แล้วก็จะเปน็ ตู้เยน็ ขนาด ๙.๔ ควิ
นั้นเอง
ใจความสำคัญคอื ………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใจความสำคญั อยู่สว่ น………………………………………………………………………………………………………………………….
๔. เรามกั ได้ยินกนั อยู่เสมอ ๆ ในเวลาอธษิ ฐานว่า เกิดชาติหน้าฉนั ใด ขอให้มีอาการครบ ๓๒
หรอื ไม่ก็ขอให้เด็กในท้องมีอาการครบ ๓๒ สว่ นมากกจ็ ะนึกกันว่า หมายถึงอวยัวะต่าง ๆ
ภายนอกร่างกาย เช่น หู ตา จมูก แต่เม่ือนับไปนับมากไ็ มค่ รบสกั ทอี นั ทจ่ี ริงแล้วอาการ ๓๒
หมายถงึ สภาพความเปน็ อยู่ลักษณะที่เป็นมนษุ ย์ตามคติเดิมของไทย
ใจความสำคญั คอื …………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ใจความสำคัญอยู่ส่วน……………………………………………………………………………………………………………………………
๕. ดอกมะเขอื เป็นสัญลกั ษณ์ของความเคารพ ความออ่ นน้อมถ่อมตน โดยธรรมชาติของต้น
มะเขือเมื่อมดี อก ดอกทจ่ี ะทำใหผ้ ลมะเขือได้ต้องโค้งลง เสมือนผู้อยู่ใูน่ อาการแสดงความเคารพ
หรือคารวะบุคคลท่ตี นยกยอ่ งบชู า ถ้าดอกมะเขือดอกใดชี้ดอกข้ึนเหมอื นดอกไม้ชนิดอนื่ ดอกนั้น
จะไม่ให้ผลและจะเนา่ ร่วงหลน่ ไป เปรียบได้กับบคุ คลท่ีขาดความอ่อนน้อมถ่อมตนขาดความเคารพ
ก็จะหมดโอกาสท่จี ะได้รบั ถา่ ยทอดความรูจ้ ากครู
ใจความสำคญั คือ……………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใจความสำคัญอยสู่ ่วน………………………………………………………………………………………………………………………….
ช่อื ……………………………………………………………………………….ช้นั ………….เลขท…ี่ ……….
ใบกจิ กรรมที่ ๒.๒ “ เรอื่ ง กลว้ ย ๆ ”
คำชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านบทความเร่ืองกลว้ ย ๆ ตอ่ ไปนี้
ผลไมใ้ กลต้ วั ชนิดหนึง่ ทีเ่ ราไมค่ วรมองขา้ มคอื กลว้ ย “เปน็ ผลไมท้ ่ีมีตลอดปี ราคา ก็ไมแ่ พง
แถมยงั มปี ระโยชนม์ ากมาย”
คุณคา่ สารอาหารในกลว้ ยหน่งึ ผล
กลว้ ยเป็นผลไม้ทใี่ หพ้ ลังงานสงู ในกลว้ ย ๑ ผล มีโปรตนี มากกวา่ แอปเป้ลิ ๔ เท่า มีวิตามินและ
เกลอื แร่ เชน่ วติ ามินซี วติ ามินเอ โพรแทสเซียม แมกนเี ซยี ม และยงั มีเสน้ ใยอาหารช่วยเรอื่ งการขับถา่ ย
ไดเ้ ป็นอย่างดี แตเ่ ราจะเลือกกนิ กล้วยอะไรดหี ากกลว้ ยแต่ละชนดิ น้นั มีน้ำหนักเท่ากนั
- กล้วยหอมทองมโี ปรตนี สูง ช่วยให้รา่ งกายเติบโตและแขง็ แรง
- กล้วยหักมุกมีแคลเซียมสงู เสริมสร้างกระดกู และฟนั
- กลว้ ยน้ำวา้ มธี าตเุ หลก็ สูง ชว่ ยป้องกนั โรคโลหิตจาง
- กล้วยไขม่ เี บตา้ แคโรทนี สูง ชว่ ยตา้ นมะเร็ง
- กลว้ ยเลบ็ มอื นางมฟี อสฟอรัสสงู ช่วยใหก้ ระดูกและฟนั แขง็ แรง ส่วนใครทมี่ ปี ัญหาท้องผูก
ลองกนิ กลว้ ยสกุ ๒-๔ ผล จะชว่ ยให้ระบบขับถา่ ย ทำงานดขี น้ึ เพราะกลว้ ยสุกมสี ารเพกทินซงึ่ เป็นยาระบาย
ออ่ น ๆ แตถ่ า้ แกท้ อ้ งเสยี ควรกนิ กลว้ ยดิบฝานบาง ๆ เพราะมีสารแทนนนิ ชว่ ยยบั ยงั้ การเจริญเติมโตของเชอื้
ท่ีทำให้เกดิ ท้องเสียได้บางคนท่ชี อบกินกลว้ ยคำโต ๆ เคีย้ วไมล่ ะเอยี ด นอกจากจะทำให้ติดคอแล้วยังอาจทำให้
ทอ้ งอืดท้องเฟ้อ เพราะในเน้ือกลว้ ยมแี ป้งอยู่ร้อยละ ๒๐-๒๕ การเคีย้ ว ไม่ละเอยี ดจงึ ทำใหก้ ระเพาะอาหารและ
น้ำยอ่ ยต้องทำงานหนักโดยไม่จำเป็น
คนไทยโบราณนยิ มขดู เนอื้ กลว้ ยบดละเอียดป้อนใหเ้ ด็กทารกกิน เพราะกลว้ ยเปน็ ผลไม้ทยี่ อ่ ยงา่ ย
สว่ นคนหน่มุ สาว กล้วยก็เหมาะเป็นอาหารลดน้ำหนัก เพราะมคี ณุ คา่ ทางอาหารสงู พอ ๆ กบั มนั ฝรั่ง แตม่ ีไขมนั
และโคเลสเตอรอลต่ำ กล้วยจงึ เป็น ผลไม้มากคุณคา่ ท่นี ่าซ้อื หาตดิ บา้ นไว้กนิ รองทอ้ งเวลาหวิ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
(ทม่ี า : http://www.theactkk.net/home/homenew1/DetailsNews.asp)
ตอนที่ ๑
คำชี้แจง : ให้นักเรยี นเตมิ คำตอบจากการเรื่องต่อไปนีใ้ ห้สมบูรณ์
know Want to Learned
know
ตอนที่ ๒ สรรพคุณ
คำชี้แจง : ใหน้ ักเรียนเตมิ คำตอบจากการอา่ นต่อไปนใ้ี ห้สมบูรณ์
๑. นกั เรยี นบอกคณุ คา่ สารอาหารของกล้วยตามท่ีกำหนดลงในตาราง
ชนดิ สารอาหาร
กล้วยนำ้ วา้
กลว้ ยไข่
กลว้ ยหอมทอง
กล้วยหักมกุ
กล้วยเล็บมอื นาง
๒. ผู้ที่มีอาการทอ้ งผูกควรรับประทานกล้วยแบบใด เพราะอะไร
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
............................................................................................................. .................................................................
............................................................................................................................. .................................................
๓. สารเทนนนิ ในกล้วยดบิ มีสรรพคณุ อยา่ งไร
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
๔. สรปุ ใจความสำคญั ของเร่ือง
............................................................................................................................................... ...............................
................................................................................................... ...........................................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................... ...........................................
ตอน ๓
คำชีแ้ จง : ให้นักเรยี นแยกประโยคท่เี ปน็ ใจความสำคัญของเรือ่ งจากข้อความต่อไปน้ี
๑. สนุ ทรภไู่ ดส้ ญู ส้นิ ชีวติ ไปแลว้ การสน้ิ ไปของทา่ น กลับได้ดำรงเกยี รติอันควรแก่ปรชี าสามารถของทา่ น
คอื เมื่อท่านไดเ้ ปน็ พระศรสี นุ ทรโวหารเจา้ กรมอาลักษณ์ในสมเด็จพระปิน่ เกลา้ เจา้ อย่หู ัว แต่นาม
และวรรณคดีของทา่ นยงั อย่โู ดยความดีงามและคณุ ค่าในตัวเอง เราไดร้ ับทั้งความบันเทิงและความสะเทือนใจ
ในรสแหง่ คตธิ รรมอันแสดงออกโดยภาษาอันไพเราะ ซาบซึ้งใจจากวรรณคดีทท่ี า่ นฝากไว้
สรปุ ใจความสำคัญ…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๒. ในปจั จุบันเรามักจะพบโฆษณาหรือประชาสัมพนั ธ์ใหค้ นดืม่ เครอ่ื งด่มื ที่เป็นอาหารเสรมิ อยเู่ สมอ
ซงึ่ มหี ลายประเภท หลายผลติ ภัณฑ์ มีความจำเปน็ และไมจ่ ำเป็นตอ่ ร่างกาย เคร่ืองดื่มนมก็เปน็ เครอื่ งดื่ม
อาหารเสริมชนิดหนึง่ ที่มีความจำเป็นตอ่ รา่ งกาย เพราะมีสว่ นประกอบของแรธ่ าตุอาหารหลายอย่าง
ไดแ้ ก่ คารโ์ บไฮเดรต โปรตีน ไขมนั เกลือแร่ และวิตามิน แร่ธาตุอาหารดังกล่าวนี้จะชว่ ยเสรมิ สร้างและ
ซอ่ มแซมสว่ นท่ีสกึ หรอของรา่ งกาย มีส่วนทำให้ร่างกายเจริญเติบโต แข็งแรง และมีพลานามัยสมบรู ณ์ยิง่ ขึน้
สรปุ ใจความสำคญั …………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๓. ปจั จุบันน้ี ชวี ติ ของเยาวชนตกอยู่ท่ามกลางส่ิงแวดลอ้ มทเี่ ป็นอบายมุข ไดแ้ ก่ สรุ า ยาเสพติด
การพนนั และสถานเรงิ รมย์ต่าง ๆ ถ้าเยาวชนมเี วลาวา่ งมากเกินไป ก็อาจถูกชักจงู ไปสู่อบายมุขไดโ้ ดยงา่ ย
หากเยาวชนตกเป็นทาสของอบายมุขก็อาจจะกลายเปน็ อาชญากรในทสี่ ุด ดงั นั้น กฬี าจึงเปน็ กจิ กรรม
ยามว่างท่ีสำคญั ซ่ึงจะช่วยปอ้ งกนั ไม่ใหเ้ ยาวชนหันเหไปส่อู บายมุขได้
สรุปใจความสำคัญ……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
.………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ชื่อ – สกลุ …………………………………………….…………………………………
ชนั้ ………เลขท…่ี ……. วชิ าภาษาไทย ๓ ท๒๒๑๐๑
วิชาภาษาไทย ๓ ใบกจิ กรรมท่ี ๑ ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี ๒
รหสั วชิ า ท๒๒๑๐๑ เรื่อง เสน้ สายลายอักษร หนว่ ยท่ี ๑ อา่ นเป็นเหน็ คุณค่า
ใบกิจกรรมท่ี ๓.๑
“เสน้ สายลายอกั ษร”
คำชแ้ี จง : ให้นักเรียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้
๑. การคัดลายมอื มีประโยชน์ตอ่ นกั เรียนอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๒. หลกั การคัดลายมือมีหลกั การดงั นี้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๓. รปู แบบตวั อักษรมีทงั้ หมดกรี่ ูปแบบ ไดแ้ กร่ ูปแบบใดบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๔. ใหน้ กั เรียนคัดลายมอื ในรูปแบบตัวอกั ษรดังตอ่ ไปน้ี (โดยดหู นังสือหนา้ ท่ี ๓๙ - ๔๐ ประกอบ)
๔.๑ ตวั อักษรประเภทหัวเหล่ียม ได้แก่ ...“ก ง ฉ ฏ ล ส า โ”...
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
๔.๒ ตวั อกั ษรประเภทหัวกลม ไดแ้ ก่ ...“ก ง ฉ ฏ ล ส า โ”...
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
............................................................................................................................. ...
ชอื่ – สกลุ …………………………………………….…………………………………
ชน้ั ………เลขท…่ี ……. วชิ าภาษาไทย ๓ ท๒๒๑๐๑
วชิ าภาษาไทย ๓ ใบกิจกรรมท่ี ๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒
รหัสวชิ า ท๒๒๑๐๑ เร่อื ง เสน้ สายลายอกั ษร หน่วยที่ ๑ อา่ นเป็นเหน็ คุณคา่
ใบกิจกรรมที่ ๓.๒
ฝึ กทกั ษะการคดั ลายมือ
คำชีแ้ จง : ใหน้ กั เรียนคดั ลายมือจากบทวรรณคดี เร่ือง บทเสภาสามัคคเี สวก ตอน วิศวกรรมา
หนา้ 39 จำนวน 6 บท ด้วยตวั บรรจงครง่ึ บรรทดั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………