The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรสถานศึกษา รวมปก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sarinee Kru Samui Bamrungpak, 2022-09-11 17:06:38

หลักสูตรสถานศึกษา รวมปก

หลักสูตรสถานศึกษา รวมปก

๙๖

๓. กจิ กรรมสง เสริมนิสยั รักการทำงาน จัดกจิ กรรมวนั วิชาการโดยผูเรียนมโี อกาสปฏิบตั จิ ริง และฝก
ทกั ษะการจัดการ

๔. กิจกรรมเพื่ออนุรักษสิ่งแวดลอมและวัฒนธรรม โดยจัดกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมไทย เชน
ประเพณีไหวครู ประเพณีลอยกระทง

๕. กจิ กรรมสงเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย จดั ใหมกี ารเลอื กคณะกรรมการนักเรียน โดย
ใหนำกระบวนการประชาธปิ ไตยไปใชใ นการรว มวางแผนดำเนนิ งานพัฒนาโรงเรยี น

๖. กิจกรรมคนดีของสงั คม จัดใหมีการบรรยายใหความรู เพ่ือปองกันปญหาโรคติดตอรายแรง
ปญ หายาเสพติด ปญหาวยั รนุ ใหค วามรูเพอื่ ปลกู ฝงใหเ ปนสุภาพบรุ ษุ สภุ าพสตรี

๗. กิจกรรมสงเสริมการเรียนรู โดยจัดแหลงเรียนรู ไดแก หองสมุด หองปฏิบัติการทางภาษา
หอ งปฏิบตั กิ ารทางวทิ ยาศาสตร หอ งเทคโนโลยสี ารสนเทศ

๘. กิจกรรมสงเสริมสุขภาพและอนามัย ใหบริการหองพยาบาล มีบริการใหความรูแ กผูเรียน เพ่ือ
ปอ งกนั โรคระบาดอยางทันเหตุการณ

๓. กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน
วัตถุประสงค

๑. เพ่อื ใหผเู รียนบำเพ็ญตนใหเ ปน ประโยชนตอครอบครวั โรงเรยี น ชมุ ชน และประเทศชาติ
๒. เพื่อใหผูเรียนออกแบบกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารประโยชนอยางสรางสรรคตามความถนัด

และความสนใจในลกั ษณะอาสาสมัคร
๓. เพื่อใหผูเรียนพัฒนาศักยภาพในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชนไดอยางมี

ประสทิ ธิภาพ
๔. เพื่อใหผูเรยี นปฏิบตั ิกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชนจนเกิดคุณธรรม จริยธรรมตาม

คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
๕. เพอื่ ใหผ ูเรยี นมจี ติ สาธารณะและใชเ วลาวางใหเ กิดประโยชน

แนวการจดั กจิ กรรม
การจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน เปนกิจกรรมที่สงเสริมใหผูเรียนไดทำประโยชน

ตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจในลักษณะอาสาสมัคร เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ ความดีงาม
ความเสียสละตอสังคม มีจิตใจมุงทำประโยชนตอครอบครัว ชุมชนและสังคมกิจกรรมสำคัญ ไดแก กิจกรรม
บำเพญ็ ประโยชน กจิ กรรมสรา งสรรคสังคม กิจกรรมดำรงรักษา สบื สาน ศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม กิจกรรม
พัฒนานวตั กรรมและเทคโนโลยี

เวลาเรียนสำหรับกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชนในสวนกิจกรรมเพื่อสังคมและ
สาธารณประโยชน จัดสรรเวลาใหผเู รียนระดับประถมศึกษาปท่ี ๑-๖ รวม ๖ ป จำนวน ๖๐ ชว่ั โมง(เฉลี่ยปล ะ ๑๐
ชว่ั โมง)

การจดั กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน ในระดบั ประถมศึกษาปท ่ี ๑-๖ เปนการจัดกิจกรรม
ภายในเวลาเรียน โดยใหผูเรยี นรายงานแสดงการเขารวมกิจกรรมลงในสมุดบันทึก และมีผูรบั รองผลการเขารวม
กจิ กรรมทุกคร้ัง

๙๗

แนวทางการประเมินกจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น
โรงเรียนบานหนองเจ กำหนดแนวทางในการประเมินกจิ กรรมพฒั นาผเู รียนดังนี้
๑. การประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาผูเรยี นรายกจิ กรรม มีแนวทางปฏิบัตดิ ังน้ี
๑.๑ การตรวจสอบเวลาเขา รว มกจิ กรรมของผูเรียน ไมนอยกวารอยละ ๘๐ ของเวลาเรียนตลอด

ปการศกึ ษา
๑.๒ ประเมินกิจกรรมพัฒนาผูเรียนจากการปฏิบัติกิจกรรมและผลงาน/ชิน้ งานของผูเรียน ผูเรียน

ตอ งไดร บั การประเมนิ ทุกผลการเรยี นรู และผา นทุกผลการเรยี นรู โดยแตล ะผลการเรยี นรผู านไมน อยกวารอยละ
๕๐ หรอื มีคณุ ภาพในระดบั ๑ ขนึ้ ไป

๑.๓ ผูเ รียนมีเวลาเขารวมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรมและผลงาน/ชิ้นงานของผูเรียนตามเกณฑ
ขอ ๑.๑ และขอ ๑.๒ ถือวาผูเรียนมีผลการเรียน “ผ” ผานการประเมินกิจกรรมและนำผลการประเมินไป
บนั ทึกในระเบยี นแสดงผลการเรียน

๑.๔ ผูเรียนมีเวลาเขารวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียน การปฏิบัติกิจกรรมและผลงานไมเปนไปตาม
เกณฑ ขอ ๑.๑ และขอ ๑.๒ ถือวาผูเรียนมีผลการเรียน “มผ” โรงเรียนตองจัดซอมเสริมใหผูเรียนทำ
กจิ กรรมในสว นทีผ่ เู รียนไมไดเ ขารว มหรือไมไดท ำจนครบถว น แลว จงึ เปล่ียนผลการเรียนจาก “มผ” เปน “ผ”
และนำผลการประเมินไปบนั ทกึ ในระเบียนแสดงผลการเรียน

๒. การประเมนิ กจิ กรรมพัฒนาผูเ รยี นเพ่ือการตดั สิน มแี นวปฏบิ ัตดิ งั น้ี
๒.๑ กำหนดใหผูรบั ผิดชอบในการรวบรวมขอมูลเกีย่ วกบั การรว มกิจกรรมพัฒนาผูเ รียนของผูเรียน

ทุกคนตลอดระดบั การศึกษา
๒.๒ ผูรับผดิ ชอบสรุปและตัดสนิ การรวมกจิ กรรมพัฒนาผูเ รียนของผูเรยี นเปน รายบุคคลตามเกณฑ

ท่ีโรงเรยี นกำหนด ผเู รียนจะตองผา นกจิ กรรม ๓ กจิ กรรมสำคญั ดังน้ี
๒.๒.๑ กิจกรรมแนะแนว
๒.๒.๒ กิจกรรมนักเรียน ไดแก
๑. กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี
๒. กจิ กรรมชุมนมุ
๒.๒.๓ กจิ กรรมเพอื่ สงั คมและสาธารณประโยชน

๒.๓ การนำเสนอผลการประเมนิ ตอคณะกรรมการกลุมสาระการเรียนรแู ละกิจกรรมพฒั นาผเู รยี น
๒.๔ เสนอผูบริหารโรงเรยี นพิจารณาอนุมตั ผิ ลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผเู รียนผา นเกณฑการจบ
แตล ะระดบั การศึกษา

๙๘

คำอธบิ ายรายวิชา
กจิ กรรมพฒั นาผูเรยี น

คำอธบิ ายรายวชิ ากิจกรรมพัฒนาผูเรียน ๙๙

กิจกรรมพฒั นาผเู รยี น กิจกรรมแนะแนว
ชั้นประถมศกึ ษาปท ี ๑ - ๖ เวลา ๔๐ ชั่วโมง/ป

รูจ กั และเขา ใจตนเอง รกั และเหน็ คุณคา ในตนเองและผอู ืน่ มีวฒุ ภิ าวะทางอารมณ มีเจตคตทิ ด่ี ีตอการมี
ชีวิตที่ดีมีคุณภาพ มีทักษะในการดำเนินชีวิต สามารถปรับตัวใหดำรงชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีความสุข รูจัก
ตนเองในทุกดาน รูความถนัด ความสนใจ และบุคลิกภาพของตนเอง รูและเขาใจโลกของงานอาชีพอยาง
หลากหลาย มเี จตคติที่ดีตออาชีพสุจรติ รูขอมูลอาชีพ สามารถเลือกตนแนวทางในการประกอบอาชีพไดอยาง
เหมาะสม มีการเตรียมตัวสูอาชีพ สามารถวางแผนเพื่อประกอบอาชีพตามที่ตนเองมีความถนัดและสนใจ มี
คุณลักษณะพื้นฐานที่จำเปนในการประกอบอาชีพและพัฒนางานใหประสบความสำเร็จเพื่อสรางฐานะทาง
เศรษฐกจิ ใหก บั ตนเอง ครอบครวั ชุมชนและประเทศชาติ

พัฒนาตนเองในดานการเรียนอยางเต็มศักยภาพ รจู ักแสวงหาความรใู ฝร ใู ฝเรียนใหเปน คนดีมคี วามรูและ
ทักษะทางวิชาการ รูจักแสวงหาและใชขอมูลประกอบการวางแผนการเรียนหรือการศึกษาตอไดอยางมี
ประสิทธิภาพ มวี ธิ ีการเรยี นรู มที ักษะการคดิ แกปญหาอยา งสรา งสรรค คิดเปน ทำเปน มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
เอื้ออาทรและสมานฉันท เพอ่ื ดำรงชีวิตอยรู วมกันอยา งสงบสขุ ตามวถิ ีชีวติ เศรษฐกิจพอเพยี ง

เพอ่ื ใหผ ูเ รยี นเกิดการเรียนรู รจู กั เขา ใจ รักและเห็นคุณคา ในตนเองและผูอ น่ื เกดิ การเรียนรูสามารถวาง
แผนการเรียนรู อาชีพ รวมทั้งการดำเนินชีวิตและมีทักษะทางสังคม เกิดการเรียนรูสามารถปรับตัวไดอยาง
เหมาะสม อยูรวมกับผูอ ื่นไดอยางมคี วามสุข พึ่งตนเองไดมีทักษะในการเลือกแนวทางการศึกษา การงานและ
อาชีพ ชวี ติ และสงั คม มีสุขภาพจติ ทด่ี ีและจิตสำนึกในการทำประโยชนตอครอบครัว สังคมและประเทศชาตติ าม
หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ผลการเรยี นรู
๑. เพ่อื ใหผ เู รียนเกิดการเรียนรู รูจัก เขา ใจ รกั และเห็นคุณคา ในตนเองและผอู ่ืน
๒. เพื่อใหผ เู รยี นเกดิ การเรยี นรู สามารถวางแผนการเรียน การศกึ ษาตอ อาชพี รวมทงั้ การดำเนิน
ชวี ิต และมที กั ษะทางสงั คม
๓. เพือ่ ใหผ ูเรยี นเกิดการเรียนรู สามารถปรับตัวไดอยางเหมาะสม และอยรู วมกบั ผอู ืน่ ไดอ ยาง
เหมาะสม
๔. สามารถประยุกตใ ชหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งได

รวม ๔ ผลการเรยี นรู

กจิ กรรมพฒั นาผูเ รียน ๑๐๐
ชัน้ ประถมศึกษาปท ี ๑
คำอธิบายรายวชิ ากิจกรรมพัฒนาผเู รียน
กิจกรรมนกั เรียน (เตรียมลกู เสอื สำรองและลกู เสือสำรองดาวดวงท่ี ๑)

เวลา ๓๐ ชัว่ โมง/ป

เปดประชุมกอง ดำเนินการตามกระบวนการของลูกเสือและจัดกิจกรรมโดยใหศึกษา วิเคราะห
วางแผน ปฏิบัติกิจกรรมตามฐานการเรียนรู โดยเนนระบบหมูและปฏิบัติกิจกรรมตามคำปฏิญาณและกฎของ
ลูกเสือสำรอง เรยี นรูจากการคิดและปฏบิ ตั ิจริงใชส ญั ลักษณสมาชิกลกู เสือสำรองที่มีความเปนเอกลักษณร วมกัน
ศึกษาธรรมชาติในชุมชนดวยความสนใจ ใฝรูตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง สรปุ ผลการปฏิบัติกิจกรรม
ปด ประชมุ กอง ในเร่อื งตอ ไปน้ี

๑. เตรียมลูกเสือสำรอง นิยายเมาคลี ประวัติการเริ่มกิจการลูกเสือ การทำความเคารพหมู
(แกรนดฮาวล) การทำความเคารพเปนรายบุคคล การจับมือซาย ระเบียบแถว เบื้องตน คำ
ปฏญิ าณ กฎและคติพจนข องลกู เสอื สำรอง

๒. ลูกเสือสำรองดาวดวงที่ ๑ อนามัย ความสามารถเชิงทักษะ การสำรวจ การคนหาธรรมชาติ
ความปลอดภัย บรกิ าร ธงและประเทศตา ง ๆ การฝม ือ กจิ กรรมกลางแจง การบนั เทิง การผูก
เงือ่ น คำปฏญิ าณและกฎของลกู เสอื สำรอง

เพ่ือใหมีความรู ความเขาใจในกจิ กรรมลูกเสือสำรองดาวดวงที่ ๑ สามารถปฏิบัตติ ามคำปฏิญาณ กฎ
และคติพจนของลูกเสือสำรอง มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟงและพึ่งตนเอง มีความซื่อสัตย สุจริต มี
ระเบียบวินัย และเห็นอกเห็นใจผูอื่น รูจักบำเพ็ญตนเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน รูจักทำการฝมือและ
ฝกฝนทำกิจกรรมตาง ๆ ตามความเหมาะสม รักษาและสงเสรมิ จารีตประเพณี วัฒนธรรมและความมั่นคงของ
ชาติ และสามารถประยุกตใ ชห ลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

ผลการเรยี นรู
๑. มนี สิ ยั ในการสงั เกต จดจำ เชอื่ ฟงและพงึ่ พาตนเองได
๒. มีความซ่ือสตั ย สุจริต มีระเบียบวนิ ัยและเห็นอกเหน็ ใจผูอื่น
๓. บำเพญ็ ตนเพอ่ื สังคมและสาธารณะประโยชน
๔. ทำการฝมือและฝกฝนการทำกิจกรรมตา ง ๆ ตามความเหมาะสม
๕. รักษาและสง เสรมิ จารตี ประเพณี วฒั นธรรมประเพณี ภูมปิ ญ ญาทองถ่นิ และ ความมั่นคง
๖. อนุรักษท รัพยากรธรรมชาติ สงิ่ แวดลอ มและลดภาวะโลกรอ น
๗. สามารถประยุกตใชหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งได

รวม ๗ ผลการเรยี นรู

กิจกรรมพัฒนาผูเรียน ๑๐๑
ช้ันประถมศึกษาปท ี ๒
คำอธบิ ายรายวชิ ากิจกรรมพัฒนาผูเรียน
กิจกรรมนักเรยี น (ลกู เสอื สำรองดาวดวงท่ี ๒)
เวลา ๓๐ ช่วั โมง/ป

เปดประชุมกอง ดำเนนิ การตามกระบวนการของลกู เสือ และจัดกิจกรรมใหศึกษา วิเคราะห วางแผน
ปฏิบตั ิกิจกรรมตามฐานการเรียนรู โดยเนนระบบหมู และปฏิบัติตามคำปฏิญาณ คติพจนและกฎของลูกเสือ
สำรอง ศึกษาเรียนรูจากการคิดและปฏบิ ตั จิ ริงใชสัญลักษณสมาชิกลูกเสอื สำรองทีม่ ีความเปน เอกลักษณร วมกัน
ศึกษาธรรมชาติในชมุ ชนดว ยความสนใจใฝร ตู ามวิถีเศรษฐกจิ พอเพียง สรปุ ผลและปฏิบัติกจิ กรรม ปดประชมุ กอง
ในเรือ่ งตอไปนี้

ลูกเสือสำรองดาวดวงที่ ๒ นิยายเมาคลี ประวัติการเริ่มกิจการลูกเสือ การทำความเคารพหมู
(แกรนฮาวล) การทำความเคารพเปน รายบุคคล การจับมือซาย ระเบยี บแถว คำปฏญิ าณ กฎ และคติพจนของ
ลูกเสือสำรอง อนามยั ความสามารถเชิงทักษะ การสำรวจ การคน หาธรรมชาติการอนรุ ักษทรัพยากรในชุมชน
ทองถิ่น ความปลอดภัย บรกิ าร การผูกเงื่อน ธง และประเทศตาง ๆ การฝมือที่ใชวัสดุเหลือใชในทองถ่ิน
กิจกรรมกลางแจง การบันเทิงที่สงเสริมสุขภาพกายสุขภาพจิตและอนุรักษภูมิปญญาทองถิ่น อนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาติสง่ิ แวดลอมลดภาวะโลกรอ น

เพ่ือใหม ีความรู ความเขา ใจในกิจกรรมลูกเสือสำรองดาวดวงที่ ๒ สามารถปฏบิ ัตติ ามคำปฏิญาณ กฎ
และคติพจนของลูกเสือสำรอง มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟงและพึ่งตนเอง มีความซื่อสัตยสุจริต
มีระเบยี บวินัย และเหน็ อกเห็นใจ รูจักบำเพ็ญเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน รูจกั ทำการฝมือและฝกฝนทำ
กิจกรรมตาง ๆ ตามความเหมาะสม รักษาและสงเสรมิ จารีตประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปญญาทองถิ่น อนุรักษ
ทรพั ยากรธรรมชาติสิง่ แวดลอม ความมั่นคงของชาติ และสามารถประยุกตใ ชหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

ผลการเรียนรู
๑. มนี สิ ัยในการสงั เกต จดจำ เช่อื ฟงและพงึ่ ตนเองได
๒. มคี วามซื่อสตั ย สจุ ริต มีระเบยี บวินยั และเหน็ อกเห็นใจผูอ่นื
๓. บำเพ็ญตนเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน
๔. ทำการฝม ือและฝกฝนทำกจิ กรรมตา ง ๆ ตามความเหมาะสม
๕. รักษาและสง เสรมิ จารตี ประเพณี วฒั นธรรม ภูมปิ ญ ญาทองถ่ินและความม่ันคงของชาติ
๖. อนุรกั ษทรัพยากรธรรมชาติ และส่งิ แวดลอม ลดภาวะโลกรอน สามารถประยุกตใชหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียงได

รวม ๖ ผลการเรยี นรู

กิจกรรมพัฒนาผเู รยี น ๑๐๒
ช้นั ประถมศกึ ษาปท ี ๓
คำอธิบายรายวชิ ากจิ กรรมพัฒนาผูเรียน
กจิ กรรมนักเรยี น (ลูกเสอื สำรองดาวดวงที่ ๓)
เวลา ๓๐ ชว่ั โมง/ป

เปดประชุมกอง ดำเนินการตามกระบวนการของลูกเสือ และจดั กิจกรรมใหศึกษา วิเคราะห วางแผน
ปฏิบัติกิจกรรมตามฐานการเรียนรู โดยเนนระบบหมู และปฏิบัติตามคำปฏิญาณ คติพจนและกฎของลูกเสือ
สำรอง ศึกษาเรียนรูจากการคิดและปฏบิ ัตจิ ริงใชสัญลักษณสมาชิกลูกเสอื สำรองทีม่ ีความเปนเอกลักษณรวมกัน
ศึกษาธรรมชาติในชมุ ชนดวยความสนใจใฝรูตามวิถีเศรษฐกจิ พอเพียง สรปุ ผลและปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ปดประชมุ กอง
ในเรือ่ งตอ ไปน้ี

ลูกเสือสำรองดาวดวงที่ ๓ นิยายเมาคลี ประวัติการเริ่มกิจการลูกเสือ การทำความเคารพหมู
(แกรนฮาวล) การทำความเคารพเปน รายบุคคล การจบั มอื ซาย ระเบียบแถว คำปฏิญาณ กฎ และคติพจนของ
ลูกเสือสำรอง อนามัย ความสามารถเชิงทักษะ การสำรวจ การคนหาธรรมชาติการอนุรักษทรพั ยากรในชุมชน
ทองถิ่น ความปลอดภัย บรกิ าร การผูกเงื่อน ธง และประเทศตาง ๆ การฝมือที่ใชวัสดุเหลือใชในทองถ่ิน
กิจกรรมกลางแจง การบันเทิงที่สงเสริมสุขภาพกายสุขภาพจิตและอนุรักษภูมิปญญาทองถิ่น อนุรักษ
ทรพั ยากรธรรมชาตสิ ง่ิ แวดลอ มลดภาวะโลกรอ น

เพอ่ื ใหมคี วามรู ความเขา ใจในกิจกรรมลูกเสือสำรองดาวดวงท่ี ๓ สามารถปฏบิ ัตติ ามคำปฏญิ าณ กฎและ
คติพจนของลูกเสือสำรอง มีนสิ ัยในการสังเกต จดจำ เช่ือฟงและพึง่ ตนเอง มคี วามซื่อสัตยสุจริต มีระเบียบวินัย
และเห็นอกเห็นใจ รูจักบำเพ็ญเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน รูจักทำการฝมือและฝกฝนทำกจิ กรรมตาง ๆ
ตามความเหมาะสม รักษาและสงเสรมิ จารีตประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปญญาทองถิน่ อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
ส่งิ แวดลอ ม ความมน่ั คงของชาติ และสามารถประยกุ ตใ ชห ลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

ผลการเรียนรู
๑. มีนสิ ัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟง และพ่งึ ตนเองได
๒. มคี วามซ่อื สตั ย สุจริต มรี ะเบียบวินยั และเหน็ อกเห็นใจผอู น่ื
๓. บำเพ็ญตนเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน
๔. ทำการฝม อื และฝกฝนทำกจิ กรรมตาง ๆ ตามความเหมาะสม
๕. รักษาและสง เสรมิ จารตี ประเพณี วฒั นธรรม ภูมปิ ญ ญาทองถิ่นและความม่ันคงของชาติ
๖. อนรุ ักษท รัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอม ลดภาวะโลกรอ น สามารถประยกุ ตใชห ลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งได

รวม ๖ ผลการเรียนรู

กจิ กรรมพฒั นาผูเรยี น ๑๐๓
ชั้นประถมศึกษาปท ี ๔
คำอธิบายรายวชิ ากจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น
กจิ กรรมนกั เรยี น (ลูกเสือสามัญ (ลกู เสอื ตรี) )
เวลา ๓๐ ชัว่ โมง/ป

เปด ประชมุ กอง ดำเนนิ การตามกระบวนการของลูกเสือ และจดั กิจกรรมโดยใหศึกษา วเิ คราะห วางแผน
ปฏิบัตกิ ิจกรรมตามฐานการเรียนรู โดยเนนระบบหมู และปฏิบตั กิ ิจกรรมตามคำปฏิญาณ คติพจน และกฎของ
ลกู เสอื สามญั เรยี นรจู ากการคดิ และปฏบิ ัติจริง ใชสัญลกั ษณส มาชิกลกู เสือสามญั ท่ีมีความเปนเอกลกั ษณรวมกัน
ศึกษาธรรมชาติในชุมชนดวยความสนใจ ใฝรูและมีจิตสำนึกในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม
ประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น ลดภาวะโลกรอนและประยุกตใชปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความรูเกี่ยวกับ
กระบวนการลูกเสือ ประวัติของ Load Baden Powell พระราชประวัติสังเขปของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกลา เจาอยูหวั วิวฒั นาการของกระบวนการ ลกู เสอื ไทยและลกู เสอื โลก การทำความเคารพ การแสดงรหสั การ
จบั มอื ซา ย กจิ กรรมกลางแจง ระเบียบแถวทา มอื เปลา ทามือไมพ ลวง การใชส ญั ญามือและนกหวดี การต้ังแถว
และการเรียนแถว

เพ่ือใหม ีความรู ความเขาใจในกิจกรรมลูกเสือสามัญ สามารถปฏบิ ัติตามคำปฏญิ าณ กฎ และคติพจน
ของลูกเสือสามญั มีนสิ ยั ในการสังเกต จดจำ เชอ่ื ฟง และพึ่งตนเอง มีความซอื่ สตั ย สุจรติ มรี ะเบยี บวนิ ัย และ
เห็นอกเห็นใจผูอืน่ บำเพ็ญตนเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน ทำการฝมอื และฝกฝนการทำกิจกรรมตา ง ๆ ตาม
ความเหมาะสม ความถนัด และความสนใจ รักษาและสงเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรมและความมั่นคง
ประโยชนแ ละสามารถประยุกตใชห ลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

ผลการเรียนรู
๑. มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เช่อื ฟงและพ่ึงตนเองได
๒. มคี วามซอื่ สตั ยส ุจริต มรี ะเบียบ วินยั และเห็นอกเหน็ ใจผูอ่นื
๓. บำเพญ็ ตนเพ่อื สงเสรมิ และสาธารณะประโยชน
๔. ทำการฝม ือและฝกฝนทำกิจกรรมตา ง ๆ ตามความถนดั และความสนใจ
๕. รกั ษาและสงเสรมิ จารตี ประเพณี วฒั นธรรม ภูมปิ ญญาทองถน่ิ และความม่ันคงของชาติ
๖. อนุรกั ษท รัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม ลดภาวะโลกรอ น
๗. สามารถประยกุ ตใชห ลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

รวม ๗ ผลการเรยี นรู

กจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น ๑๐๔
ชัน้ ประถมศึกษาปท ี ๕
คำอธิบายรายวชิ ากิจกรรมพัฒนาผเู รียน
กิจกรรมนกั เรยี น ( กิจกรรมลกู เสือสามัญ (ลูกเสือโท) )
เวลา ๓๐ ช่ัวโมง/ป

เปดประชุมกองดำเนินการตามกระบวนการของลูกเสือ และจัดกิจกรรมโดยใหศึกษา วิเคราะห
วางแผน ปฏิบตั ิกจิ กรรมตามฐานการเรยี นรู โดยเนน ระบบหมู และปฏิบตั ิกิจกรรมตามคำปฏญิ าณ คติพจนและ
กฎของลูกเสือสามัญ เรียนรูจากคิดและปฏิบัติจริง ใชสัญลักษณสมาชิกลูกเสอื สามัญที่มีความเปนเอกลักษณ
รวมกนั ศึกษาธรรมชาตใิ นชมุ ชนดว ยความสนใจ ใฝร ู มจี ิตสำนึกในการอนรุ ักษ ทรัพยากรธรรมชาติ วฒั นธรรม
ภูมปิ ญญาทองถิน่ ลดภาวะโลกรอนและการประยุกตใชปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใชทักษะในทางวิชา
ลกู เสอื การรูจกั ดแู ลตนเอง การชว ยเหลือผอู นื่ การเดนิ ทางไปยังสถานทต่ี า ง ๆ ทำงานอดเิ รก และเรอ่ื งทสี่ นใจ

เพื่อใหม ีความรู ความเขาใจในกิจกรรมลูกเสือสามญั สามารถปฏบิ ัติตามคำปฏิญาณ กฎ และคติพจน
ของลูกเสือสามัญ มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟง และพึ่งตนเอง มีความซื่อสัตย สุจริต มีระเบียบวินัย
และเหน็ อกเห็นใจผูอ ื่น บำเพญ็ ตนเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน ทำการฝม อื และฝกฝนการทำกิจกรรมตา ง ๆ
ตามความเหมาะสม ความถนัด และความสนใจ รักษาและสงเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรมและความมั่นคง
ประโยชนแ ละสามารถประยกุ ตใ ชห ลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ผลการเรยี นรู
๑. มนี สิ ยั ในการสังเกต จดจำ เชอ่ื ฟงและพ่ึงตนเองได
๒. มคี วามซอ่ื สตั ยส ุจรติ มีระเบียบ วินยั และเหน็ อกเหน็ ใจผอู ่ืน
๓. บำเพญ็ ตนเพือ่ สงเสริมและสาธารณะประโยชน
๔. ทำการฝมอื และฝกฝนทำกิจกรรมตาง ๆ ตามความถนดั และความสนใจ
๕. รกั ษาและสงเสรมิ จารตี ประเพณี วัฒนธรรม ภมู ิปญญาทองถ่ิน และความมนั่ คงของชาติ
๖. อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ลดภาวะโลกรอน
๗. สามารถประยกุ ตใชหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

รวม ๗ ผลการเรยี นรู

กิจกรรมพัฒนาผเู รยี น ๑๐๕
ช้ันประถมศึกษาปท ี ๖
คำอธบิ ายรายวชิ ากจิ กรรมพัฒนาผเู รียน
กิจกรรมนักเรยี น ( กิจกรรมลกู เสอื สามญั (ลูกเสือเอก) )
เวลา ๓๐ ชัว่ โมง/ป

เปดประชุมกองดำเนินการตามกระบวนการของลูกเสือ และจัดกิจกรรมโดยใหศึกษา วิเคราะห วางแผน
ปฏิบัติกิจกรรมตามฐานการเรียนรู โดยเนนระบบหมู และปฏิบัติตามคำปฏิญาณ คติพจน และกฎของลูกเสือ
สามัญ วชิ าการของลูกเสอื ระเบยี บแถว การพ่ึงตนเอง การผจญภยั การใชส ญั ลกั ษณ สมาชกิ ลกู เสือสามัญ ท่ี
มีความเปนเอกลกั ษณรว มกนั เรียนรูจากการคดิ และปฏิบัติจริง ศึกษาธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี ภูมิปญญา
ทองถิ่นดวยความสนใจ ใฝรู และประยุกตใชหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการ
อนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาติและลดภาวะโลกรอ น

เพ่ือใหม ีความรู ความเขาใจในกิจกรรมลูกเสือสามัญ สามารถปฏิบัติตามคำปฏิญาณ กฎ และคติพจนของ
ลูกเสือสามัญ มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เช่ือฟง และพึ่งตนเอง มคี วามซือ่ สัตย สจุ ริต มีระเบียบวินัย และ
เห็นอกเห็นใจผูอื่น บำเพ็ญตนเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน ทำการฝมือและฝกฝนการทำกิจกรรม
ตาง ๆ ตามความเหมาะสม ความถนัด และความสนใจ รักษาและสงเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรมและความ
มน่ั คง ประโยชนและสามารถประยุกตใชหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ผลการเรยี นรู
๑. มนี สิ ยั ในการสงั เกต จดจำ เชอ่ื ฟง และพึ่งตนเองได
๒. มคี วามซอ่ื สตั ยสจุ ริต มรี ะเบียบ วินยั และเห็นอกเหน็ ใจผอู ่ืน
๓. บำเพญ็ ตนเพอื่ สงเสริมและสาธารณะประโยชน
๔. ทำการฝม อื และฝกฝนทำกจิ กรรมตาง ๆ ตามความถนัดและความสนใจ
๕. รักษาและสงเสรมิ จารตี ประเพณี วฒั นธรรม ภมู ปิ ญ ญาทองถนิ่ และความม่นั คงของชาติ
๖. อนรุ ักษทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ ม ลดภาวะโลกรอ น
๗. สามารถประยุกตใชป รัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

รวม ๗ ผลการเรียนรู

กจิ กรรมพัฒนาผูเ รียน ๑๐๖
ชัน้ ประถมศกึ ษาปท ี ๑ - ๖
คำอธบิ ายรายวชิ ากิจกรรมพัฒนาผูเรียน
กจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน
เวลา ๑๐ ชว่ั โมง/ป

ฝกปฏบิ ัติกิจกรรมดวยความสมัครใจผานกิจกรรมที่หลากหลาย ฝกการทำงานที่สอดคลอ งกับชีวิตจรงิ
ตลอดจนสะทอนความรู ทักษะ และประสบการณ สำรวจและใชขอมูลประกอบการวางแผนอยางเปนระบบ
เนนทักษะการคิดวิเคราะห และใชความคิดสรางสรรค การบริการดานตาง ๆ ท่ีเปนประโยชนตอตนเองและ
สวนรวม เสริมสรางความมีน้ำใจ เอื้ออาทร ความเปนพลเมอื งดีและความรบั ผิดชอบตอ ตนเอง ครอบครัวและ
สังคม คิดออกแบบกิจกรรมบำเพ็ญประโยชนในลักษณะอาสาสมัคร จิตอาสา เพื่อแสดงความรับผิดชอบตอ
สงั คมตามแนวทางวิถชี วี ติ เศรษฐกิจพอเพยี ง

เพื่อใหผูเรียนบำเพ็ญตนใหเปนประโยชนตอครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ
สามารถออกแบบการจัดกิจกรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชนอยา งสรา งสรรคต ามความถนัดและความสนใจ
ในลักษณะอาสาสมัคร พัฒนาศักยภาพตนเองในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชนไดอยางมี
ประสิทธิภาพเพื่อสังคมและสาธารณประโยชนจนเกิดคุณธรรม จริยธรรม ตามคุณลักษณะอันพึงประสงค
มีจิตสาธารณะและใชเวลาวางใหเกิดประโยชน และสามารถประยุกตใชห ลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงได

ผลการเรียนรู
๑. บำเพ็ญตนใหเปนประโยชนตอครอบครวั โรงเรยี น ชมุ ชน สงั คมและประเทศชาติ
๒. ออกแบบการจดั กจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชนอ ยา งสรางสรรค ตามความถนัดและ
ความสนใจในลกั ษณะอาสาสมัคร
๓. สามารถพฒั นาศกั ยภาพในการจดั กิจกรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชนไดอ ยา งมี
ประสทิ ธภิ าพ
๔. ปฏบิ ตั ิกิจการเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชนจ นเกดิ คุณธรรม จริยธรรมตามคณุ ลักษณะอนั พึง
ประสงค
๕. สามารถประยุกตใชหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได

รวม ๕ ผลการเรยี นรู

กจิ กรรมพัฒนาผเู รียน ๑๐๗
ชัน้ ประถมศกึ ษาปท ี ๑ - ๖
คำอธบิ ายรายวชิ ากิจกรรมพัฒนาผูเรยี น
กจิ กรรมนักเรียน (กิจกรรมชุมนุม)
เวลา ๔๐ ชัว่ โมง/ป

ปฏิบตั กิ จิ กรรมตามความสนใจ ความถนัด และความตอ งการ เพื่อพฒั นาความรู ความสามารถดา นการ
คิดวิเคราะห สังเคราะหใหเกิดประสบการณทั้งดานวิชาการ และพื้นฐานอาชีพ ทักษะชีวิตและสังคมตาม
ศกั ยภาพอยา งรอบดา น เพ่อื ความเปน มนุษยท่ีสมบูรณ มีความสามารถในการส่ือสาร มีทักษะการคิด แกปญหา
ความสามารถในการใชเทคโนโลยี พฒั นาทักษะในการทำงานและการอยูรวมกับผูอื่นในสังคมไดอยางมีความสุข
รกั ชาติ ศาสน กษัตรยิ  ซื่อสัตยส จุ ริต มวี นิ ยั ใฝเรียนรู อยอู ยางพอเพยี ง มุงมน่ั ในการทำงานรกั ความเปนไทย
มจี ิตสาธารณะ

เพ่ือใหผ ูเรียนไดปฏิบตั ิกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด และความตองการของตน ไดพัฒนาความรู
ความสามารถดานการคิดวเิ คราะห สังเคราะห ใหเกิดประสบการณทั้งทกั ษะทางวิชาการ ทักษะอาชีพ ทักษะ
ชีวิตและสงั คมตามศักยภาพ ใชเวลาวางใหเกิดประโยชนตอ ตนเองและสวนรวม คดิ เปน ทำได ทำงานรวมกับ
ผอู ่ืนไดต ามวิถีประชาธปิ ไตย และประยกุ ตห ลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งไดอยางเหมาะสม

ผลการเรียนรู
๑. ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามความสนใจ ความถนัดและความตองการของตน
๒. มีความรู ความสามารถดานการคดิ วิเคราะห สงั เคราะหใ หเกิดประสบการณ ทงั้ ทางวิชาการ
และวิชาชีพตามศักยภาพ
๓. ใชเ วลาวางใหเ กดประโยชนตอตนเองและสวนรวม
๔. มุงมน่ั ในการทำงานและทำงานรว มกับผูอ่นื ไดต ามวิถปี ระชาธปิ ไตย
๕. ประยุกตใ ชห ลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไดอยา งเหมาะสม

รวม ๕ ผลการเรียนรู

๑๐๘

เกณฑก ารจบการศกึ ษา
หลักสูตรโรงเรียนบานนาตำเสา พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ กำหนดเกณฑส ำหรับการจบการศกึ ษา ดงั นี้

เกณฑก ารจบระดับประถมศึกษา
(๑) ผูเรยี นเรียนรายวิชาพื้นฐาน จำนวน ๕,๐๔๐ ชั่วโมงและรายวิชาเพิ่มเติม/กิจกรรมเพิ่มเติมจำนวน

๔๘๐ ช่วั โมง
(๒) ผูเรยี นตอ งมผี ลการประเมนิ รายวชิ าพ้ืนฐานระดับ ๑ ข้นึ ไปทกุ รายวิชา
(๓) ผเู รยี นมผี ลการประเมินการอาน คดิ วิเคราะห และเขยี นผา นเกณฑก ารประเมนิ ในระดบั “ผาน” ขนึ้ ไป
(๔) ผเู รยี นมผี ลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคในระดบั ผา นเกณฑการประเมินในระดบั “ผาน” ข้นึ ไป
(๕) ผเู รยี นเขา รว มกิจกรรมพัฒนาผเู รยี นและมีผลการประเมนิ “ผา น” ทุกกิจกรรม

การจดั การเรียนรู
การจัดการเรียนรูเปนกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสูการปฏิบัติ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษา

ข้นั พ้ืนฐาน เปน หลักสูตรท่มี มี าตรฐานการเรียนรู สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียน เปน
เปาหมายสำหรบั พัฒนาเดก็ และเยาวชน

ในการพัฒนาผูเรียนใหมีคณุ สมบัติตามเปาหมายหลักสูตร ผูสอนพยายามคัดสรร กระบวนการเรียนรู
จัดการเรียนรูโดยชวยใหผูเรียนเรียนรูผานสาระที่กำหนดไวในหลกั สูตร ๘ กลุมสาระการเรียนรู รวมทั้งปลูกฝง
เสริมสรางคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค พัฒนาทกั ษะตา งๆ อันเปน สมรรถนะสำคัญใหผเู รียนบรรลตุ ามเปา หมาย

๑. หลกั การจัดการเรยี นรู
การจัดการเรียนรูเพื่อใหผูเรยี นมีความรูความสามารถตามมาตรฐานการเรยี นรู สมรรถนะสำคัญ และ
คุณลักษณะอันพึงประสงคตามที่กำหนดไวในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักวา ผูเรียนมี
ความสำคัญที่สุด เชื่อวาทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได ยึดประโยชนที่เกิดกับผูเรียน
กระบวนการจดั การเรียนรูต องสงเสรมิ ใหผ เู รียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศกั ยภาพ คำนงึ ถึงความ
แตกตางระหวา งบคุ คลและพฒั นาการทางสมองเนนใหความสำคญั ทง้ั ความรู และคณุ ธรรม
๒. กระบวนการเรยี นรู
การจัดการเรียนรูที่เนนผูเ รียนเปนสำคัญ ผูเรียนจะตองอาศัยกระบวนการเรียนรูที่หลากหลาย เปน
เครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสูเปาหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรูที่จำเปนสำหรับผูเรียน อาทิ
กระบวนการเรยี นรแู บบบูรณาการ กระบวนการสรางความรู กระบวนการคดิ กระบวนการทางสงั คม กระบวนการ
เผชิญสถานการณและแกปญหา กระบวนการเรียนรูจากประสบการณจริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง
กระบวนการจดั การ กระบวนการวิจยั กระบวนการเรียนรกู ารเรียนรขู องตนเอง กระบวนการพัฒนาลกั ษณะนสิ ัย
กระบวนการเหลา นเี้ ปน แนวทางในการจัดการเรยี นรทู ่ีผเู รยี นควรไดร บั การฝก ฝน พฒั นา เพราะจะสามารถชวยให
ผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดี บรรลุเปาหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผูสอน จึงจำเปนตองศึกษาทำความเขาใจใน
กระบวนการเรยี นรูตาง ๆ เพ่ือใหส ามารถเลือกใชใ นการจดั กระบวนการเรยี นรูไดอยางมีประสทิ ธภิ าพ
๓. การออกแบบการจดั การเรยี นรู
ผูสอนตองศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาใหเขาใจถึงมาตรฐานการเรียนรู ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของ
ผูเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค และสาระการเรียนรูที่เหมาะสมกับผูเรียน แลวจึงพิจารณาออกแบบการ
จัดการเรียนรูโดยเลือกใชวิธีสอนและเทคนคิ การสอน สื่อ/แหลงเรียนรู การวัดและประเมินผล เพื่อใหผูเรยี นได
พฒั นาเต็มตามศกั ยภาพและบรรลตุ ามเปาหมายที่กำหนด

๑๐๙

๔. บทบาทของผสู อนและผเู รยี น
การจัดการเรียนรูเพ่ือใหผเู รียนมีคณุ ภาพตามเปาหมายของหลักสตู ร ทั้งผูสอนและผูเรียนควรมีบทบาท
ดังน้ี
๔.๑ บทบาทของผูสอน

๑) ศึกษาวเิ คราะหผเู รยี นเปน รายบุคคล แลวนำขอมลู มาใชในการวางแผนการจดั การเรยี นรู ทีท่ าท
ความสามารถของผเู รยี น

๒) กำหนดเปาหมายที่ตองการใหเกิดขึ้นกับผูเรียน ดานความรูและทักษะกระบวนการ ที่เปน
ความคิดรวบยอด หลักการ และความสมั พันธ รวมท้ังคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค

๓) ออกแบบการเรียนรูและจัดการเรียนรูท่ีตอบสนองความแตกตา งระหวางบุคคลและพฒั นาการ
ทางสมอง เพ่อื นำผูเรียนไปสเู ปา หมาย

๔) จดั บรรยากาศทเ่ี อือ้ ตอ การเรยี นรู และดแู ลชวยเหลือผเู รียนใหเ กดิ การเรยี นรู
๕) จดั เตรียมและเลือกใชสอ่ื ใหเ หมาะสมกับกจิ กรรม นำภูมปิ ญญาทอ งถนิ่ เทคโนโลยที ่เี หมาะสมมา
ประยกุ ตใ ชใ นการจดั การเรียนการสอน
๖) ประเมินความกา วหนาของผูเ รียนดว ยวิธีการทหี่ ลากหลาย เหมาะสมกบั ธรรมชาติของวิชา
และระดบั พฒั นาการของผูเรยี น
๗) วเิ คราะหผลการประเมนิ มาใชในการซอมเสริมและพัฒนาผูเรยี น รวมท้ังปรับปรงุ การจดั การเรียน
การสอนของตนเอง
๔.๒ บทบาทของผเู รียน

๑) กำหนดเปาหมาย วางแผน และรบั ผิดชอบการเรยี นรขู องตนเอง
๒) เสาะแสวงหาความรู เขาถึงแหลงการเรียนรู วิเคราะห สังเคราะหขอความรู ตั้งคำถาม คิดหา
คำตอบหรือหาแนวทางแกป ญ หาดวยวธิ กี ารตา งๆ
๓) ลงมือปฏิบัตจิ รงิ สรปุ สิ่งท่ีไดเ รียนรดู ว ยตนเอง และนำความรไู ปประยุกตใ ชใ นสถานการณต างๆ
๔) มปี ฏิสมั พนั ธ ทำงาน ทำกิจกรรมรวมกบั กลมุ และครู
๕) ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรียนรขู องตนเองอยา งตอเนือ่ ง

สือ่ การเรียนรู
สื่อการเรียนรูเปนเครื่องมือสงเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู ใหผูเรียนเขาถึงความรู

ทกั ษะกระบวนการ และคณุ ลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพ ส่อื การเรียนรูมหี ลากหลาย
ประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สือ่ สิ่งพิมพ สอ่ื เทคโนโลยี และเครือขาย การเรียนรูตางๆ ที่มใี นทองถิ่น การเลือกใชสอ่ื
ควรเลอื กใหม ีความเหมาะสมกับระดบั พฒั นาการ และลีลาการเรียนรทู ีห่ ลากหลายของผูเ รยี น

การจัดหาสื่อการเรยี นรู ผูเรียนและผูสอนสามารถจัดทำและพัฒนาขึ้นเอง หรือปรับปรุงเลือกใชอยางมี
คุณภาพจากสื่อตางๆ ที่มีอยูรอบตัวเพื่อนำมาใชประกอบในการจัดการเรียนรูที่สามารถสงเสริมและสื่อสารให
ผูเรียนเกิดการเรยี นรู โดยสถานศึกษาควรจัดใหมอี ยางพอเพียง เพื่อพัฒนาใหผูเรียน เกิดการเรียนรูอยางแทจริง
สถานศึกษา เขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษา หนวยงานทเ่ี กยี่ วขอ งและผูมหี นาท่จี ดั การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน ควรดำเนินการดงั น้ี

๑. จัดใหมีแหลงการเรียนรู ศูนยสื่อการเรียนรู ระบบสารสนเทศการเรียนรู และเครือขาย
การเรยี นรูท่ีมีประสทิ ธิภาพท้งั ในสถานศกึ ษาและในชุมชน เพอ่ื การศกึ ษาคนควา และการแลกเปลี่ยนประสบการณ
การเรยี นรู ระหวา งสถานศกึ ษา ทองถ่ิน ชุมชน สังคมโลก

๑๑๐

๒. จดั ทำและจดั หาส่ือการเรียนรูสำหรับการศกึ ษาคน ควาของผูเ รียน เสริมความรใู หผูสอน รวมทัง้ จัดหา
ส่งิ ท่มี อี ยูในทองถนิ่ มาประยกุ ตใชเ ปนส่ือการเรยี นรู

๓. เลือกและใชสื่อการเรียนรูที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคลอ ง กับวิธีการ
เรียนรู ธรรมชาติของสาระการเรียนรู และความแตกตางระหวางบคุ คลของผูเรียน

๔. ประเมนิ คุณภาพของส่ือการเรียนรูท ่เี ลือกใชอ ยางเปน ระบบ
๕. ศกึ ษาคน ควา วจิ ยั เพือ่ พฒั นาสอ่ื การเรยี นรใู หส อดคลองกับกระบวนการเรียนรูของผเู รียน
๖. จัดใหมีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใชสื่อ
การเรยี นรูเ ปน ระยะๆ และสม่ำเสมอ
ในการจัดทำ การเลอื กใช และการประเมินคุณภาพส่ือการเรยี นรูท่ใี ชในสถานศกึ ษา ควรคำนึงถึงหลักการ
สำคัญของสื่อการเรียนรู เชน ความสอดคลองกับหลักสูตร วัตถุประสงคการเรียนรู การออกแบบกิจกรรมการ
เรยี นรู การจัดประสบการณใหผูเรียน เนอ้ื หามคี วามถกู ตองและทันสมยั ไมกระทบความม่นั คงของชาติ ไมขัดตอ
ศีลธรรม มกี ารใชภ าษาทถ่ี กู ตอ ง รูปแบบการนำเสนอที่เขา ใจงา ย และนาสนใจ

การวัดและประเมินผลการเรยี นรู
การวัดและประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนตองอยูบนหลักการพื้นฐานสองประการ คือ การประเมิน

เพ่ือพัฒนาผูเรียนและเพื่อตดั สินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรูของผูเ รียน ใหประสบผลสำเร็จน้ัน
ผูเรียนจะตองไดรับการพัฒนาและประเมินตามตัวช้ีวัดเพื่อใหบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู สะทอนสมรรถนะ
สำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียนซึ่งเปนเปาหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรูในทุก
ระดับไมวาจะเปนระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู เปนกระบวนการพัฒนาคุณภาพผูเรยี นโดยใชผลการประเมินเปนขอมลู และสารสนเทศที่
แสดงพัฒนาการ ความกาวหนา และความสำเรจ็ ทางการเรยี นของผูเรียน ตลอดจนขอมูลท่ีเปน ประโยชนตอการ
สง เสรมิ ใหผ เู รยี นเกิด การพัฒนาและเรียนรอู ยา งเต็มตามศักยภาพ

การวดั และประเมินผลการเรยี นรู แบงออกเปน ๔ ระดับ ไดแก ระดบั ชั้นเรยี น ระดบั สถานศึกษา ระดับ
เขตพ้นื ท่ีการศึกษา และระดบั ชาติ มรี ายละเอยี ด ดังนี้

๑. การประเมินระดับชั้นเรียน เปนการวัดและประเมินผลที่อยูในกระบวนการจดั การเรียนรู ผูสอน
ดำเนินการเปนปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใชเทคนิคการประเมินอยางหลากหลาย เชน การ
ซกั ถาม การสังเกต การตรวจการบาน การประเมนิ โครงงาน การประเมนิ ช้นิ งาน/ ภาระงาน แฟม สะสมงาน การ
ใชแบบทดสอบ ฯลฯ โดยผูสอนเปนผูประเมินเองหรือเปดโอกาสใหผูเรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน
ผปู กครองรว มประเมนิ ในกรณที ไ่ี มผา นตวั ช้ีวัดใหมีการสอนซอมเสรมิ

การประเมนิ ระดับชั้นเรียนเปน การตรวจสอบวา ผเู รยี นมพี ัฒนาการความกาวหนาในการเรียนรู อัน
เปนผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม และมากนอยเพียงใด มีสิ่งที่จะตองไดรับการพัฒนา
ปรบั ปรุงและสง เสริมในดา นใด นอกจากน้ียังเปน ขอมูลใหผ สู อนใชปรบั ปรุงการเรยี นการสอนของตนดว ย ท้ังนี้โดย
สอดคลอ งกบั มาตรฐานการเรียนรแู ละตวั ชวี้ ดั

๒. การประเมนิ ระดบั สถานศกึ ษา เปนการประเมินทีส่ ถานศึกษาดำเนินการเพ่ือตัดสนิ ผล การเรยี นของ
ผูเรียนเปนรายป/รายภาค ผลการประเมินการอาน คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะ อันพึงประสงค และ
กิจกรรมพัฒนาผูเรียน นอกจากนี้เพื่อใหไดขอมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ของสถานศึกษา วาสงผลตอการ
เรียนรูของผูเรียนตามเปาหมายหรือไม ผูเรียนมีจุดพัฒนาในดานใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรยี นของผูเรียนใน
สถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเปนขอมูลและสารสนเทศเพ่ือ

๑๑๑

การปรับปรุงนโยบาย หลักสตู ร โครงการ หรือวธิ ีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัด
การศึกษาตอคณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พื้นฐาน ผูป กครองและชมุ ชน

๓. การประเมินระดับเขตพืน้ ที่การศกึ ษา เปนการประเมินคุณภาพผูเรียนในระดับเขตพื้นท่ีการศึกษา
ตามมาตรฐานการเรียนรูตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใชเปนขอมูลพื้นฐานในการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดำเนินการโดยประเมินคุณภาพ
ผลสัมฤทธิ์ของผูเรียนดวยขอสอบมาตรฐานที่จดั ทำและดำเนินการโดยเขตพื้นท่ีการศึกษา หรือดวยความรวมมือ
กบั หนว ยงานตน สังกดั ในการดำเนินการจดั สอบ นอกจากน้ยี ังไดจากการตรวจสอบทบทวนขอมลู จากการประเมิน
ระดับสถานศึกษาในเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษา

๔. การประเมินระดับชาติ เปน การประเมินคณุ ภาพผูเรยี นในระดบั ชาติตามมาตรฐานการเรยี นรูต าม
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สถานศึกษาตอ งจัดใหผ ูเรยี นทกุ คนทเ่ี รียน ในชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี ๓ ชัน้
ประถมศึกษาปท่ี ๖ เขารบั การประเมิน ผลจากการประเมนิ ใชเ ปน ขอ มลู ในการเทียบเคยี งคณุ ภาพการศึกษาใน
ระดับตาง ๆ เพอื่ นำไปใชในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจดั การศึกษา ตลอดจนเปน ขอ มูลสนบั สนุนการ
ตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ

ขอ มลู การประเมินในระดบั ตางๆ ขางตน เปนประโยชนตอสถานศึกษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒนา
คุณภาพผูเรียน ถือเปนภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะตองจัดระบบดูแลชวยเหลือ ปรับปรุงแกไข
สงเสรมิ สนับสนนุ เพื่อใหผูเรียนไดพัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐานความแตกตางระหวางบุคคลที่จำแนกตาม
สภาพปญหาและความตองการ ไดแก กลุมผูเรียนทั่วไป กลุมผูเรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุมผูเรียนที่มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลุมผูเรียนที่มีปญหาดานวินัยและพฤติกรรม กลุมผูเรียนที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุม
ผเู รยี นทมี่ ปี ญ หาทางเศรษฐกิจและสงั คม กลมุ พิการทางรางกายและสติปญ ญา เปน ตน ขอมูลจากการประเมินจึง
เปนหัวใจของสถานศึกษาในการดำเนินการชวยเหลือผูเ รียนไดทนั ทวงที ปดโอกาสใหผ ูเ รียนไดรับการพฒั นาและ
ประสบความสำเร็จในการเรียน

สถานศึกษาในฐานะผูรบั ผิดชอบจัดการศึกษา จะตองจดั ทำระเบียบวาดวยการวัดและประเมินผลการ
เรียนของสถานศึกษาใหสอดคลองและเปนไปตามหลักเกณฑและแนวปฏิบัติที่เปนขอกำหนดของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน เพ่อื ใหบ คุ ลากรทเ่ี กยี่ วขอ งทกุ ฝา ยถือปฏิบตั ิรว มกัน

เกณฑก ารวัดและประเมินผลการเรียน
การตดั สินผลการเรียน

ในการตดั สนิ ผลการเรียนของกลุมสาระการเรยี นรู การอาน คดิ วิเคราะหแ ละเขยี น คณุ ลักษณะอัน
พึงประสงค และกิจกรรมพฒั นาผูเรียนนน้ั ผูส อนตองคำนึงถึงการพฒั นานกั เรยี นแตล ะคนเปนหลัก และตองเก็บ
ขอมูลของนักเรียนทุกดา นอยางสมำ่ เสมอและตอเนอ่ื งในแตล ะภาคเรียน มีเกณฑดงั น้ี

(๑) ผเู รยี นตองมเี วลาเรยี นไมนอยกวารอยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นทัง้ หมด
(๒) ผเู รยี นตองไดร บั การประเมนิ ทกุ ตัวช้ีวดั และผานเกณฑไมน อ ยกวารอ ยละ ๘๐
ของจำนวนตวั ชีว้ ดั
(๓) ผเู รยี นตองไดร ับการตดั สนิ ผลการเรยี นทุกรายวชิ า

๑๑๒

(๔) ผเู รยี นตอ งไดรบั การประเมินและมผี ลการประเมนิ ผานตามเกณฑทสี่ ถานศึกษากำหนดในการ
อา น คิดวเิ คราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค และกจิ กรรมพฒั นาผูเรียน

การใหร ะดบั ผลการเรียน
๑ การตดั สินผลการเรยี นรายวชิ าของกลุมสาระการเรียนรู ใหใ ชระบบตัวเลข แสดงระดับการ

เรยี นในแตละกลุมสาระ ดงั น้ี

ระดบั ผลการเรยี น ความหมาย ชวงคะแนนรอยละ
๔ ผลการเรียนดเี ยี่ยม ๘๐ - ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรยี นดมี าก ๗๕ - ๗๙
๓ ๗๐ - ๗๔
๒.๕ ผลการเรียนดี ๖๕ - ๖๙
๒ ผลการเรียนคอ นขา งดี ๖๐ - ๖๔
๑.๕ ผลการเรยี นนาพอใจ ๕๕ - ๕๙
๑ ๕๐ - ๕๔
๐ ผลการเรยี นพอใช ๐ - ๔๙
ผลการเรยี นผานเกณฑข ้นั ตำ่
ผลการเรยี นตำ่ กวาเกณฑ

๒ การประเมินการอา น คิดวเิ คราะห และเขยี น เปน ผา นและไมผา น ถากรณีทีผ่ าน กำหนด
เกณฑก ารตัดสินเปน ดเี ยี่ยม ดี และผา น

ดเี ย่ยี ม หมายถึง มผี ลงานที่แสดงถงึ ความสามารถในการอาน คดิ วิเคราะห และเขยี นทมี่ คี ุณภาพ
ดีเลิศอยูเสมอ

ดี หมายถึง มีผลงานทแี่ สดงถงึ ความสามารถในการอา น คดิ วิเคราะห และเขียนทีม่ ีคุณภาพเปน ที่
ยอมรับ

ผา น หมายถงึ มีผลงานท่ีแสดงถงึ ความสามารถในการอา น คิดวเิ คราะห และเขยี น ทม่ี คี ุณภาพ
เปน ท่ียอมรบั แตย ังมขี อบกพรอ งบางประการ

ไมผ าน หมายถงึ ไมม ีผลงานทแี่ สดงถึงความสามารถในการอา น คดิ วเิ คราะห และเขยี น หรือถา
มผี ลงาน ผลงานน้ันยงั มขี อ บกพรองทตี่ องไดร ับการปรับปรุงแกไ ขหลายประการ

๓ การประเมินคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค รวมทกุ คณุ ลักษณะเพื่อการเลอ่ื นชั้น และจบ
การศึกษา เปน ผานและไมผา น ในการผา น กำหนดเกณฑการตัดสนิ เปน ดีเย่ียม ดี และผาน และความหมาย
ของแตละระดบั ดงั น้ี

ดเี ย่ยี ม หมายถงึ ผเู รยี นปฏิบัตติ นตามคุณลกั ษณะจนเปนนสิ ยั และนำไปใชใ นชีวติ ประจำวันเพ่ือ
ประโยชนส ุขของตนเองและสังคม โดยพิจารณาจากผลการประเมินระดับดเี ยีย่ ม จำนวน ๕-๘ คุณลกั ษณะ และ
ไมม ีคุณลักษณะใดไดผลการประเมนิ ต่ำกวาระดบั ดี

ดี หมายถงึ ผูเ รยี นมคี ณุ ลักษณะในการปฏบิ ัติตามกฎเกณฑ เพื่อใหเปนการยอมรบั ของสงั คมโดย
พจิ ารณาจาก

๑) ไดผลการประเมนิ ระดบั ดีเย่ยี มจำนวน ๑-๔ คณุ ลกั ษณะ และไมมีคุณลักษณะใดไดผ ลการ
ประเมนิ ตำ่ กวาระดบั ดี หรือ

๒) ไดผ ลการประเมนิ ระดับดี เย่ยี มจำนวน ๔ คุณลกั ษณะ และไมม ีคณุ ลกั ษณะใดไดผลการประเมนิ

๑๑๓

ตำ่ กวา ระดบั ผานหรอื
๓) ไดผลการประเมินระดบั ดี จำนวน ๕-๘ คุณลกั ษณะ และไมมีคุณลักษณะใดไดผ ลการประเมนิ ต่ำ

กวา ระดบั ผา น
ผา น หมายถงึ ผเู รยี นรับรูและปฏบิ ตั ิตามกฎเกณฑและเง่ือนไขทีส่ ถานศกึ ษากำหนด โดยพจิ ารณาจาก
๑) ไดผลการประเมินระดบั ผาน จำนวน ๕-๘ คณุ ลักษณะ และไมม ีคณุ ลักษณะใดไดผลการประเมิน

ต่ำกวา ระดับผาน หรือ
๒) ไดผ ลการประเมินระดบั ดี จำนวน ๔ คุณลกั ษณะ และไมมคี ุณลกั ษณะใดไดผลการประเมนิ ตำ่

กวา ระดบั ผา น
ไมผ าน หมายถงึ ผูเ รยี นรับรูและปฏบิ ัตไิ ดไมครบตามกฎเกณฑและเง่ือนไขท่สี ถานศึกษากำหนดโดย

พจิ ารณาจากผลการประเมนิ ระดับไมผานตัง้ แต ๑ คณุ ลักษณะ
๔ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผเู รยี น จะตองพิจารณาท้ังเวลาการเขา รวมกิจกรรมการปฏบิ ัติ

กจิ กรรมและผลงานของผเู รียนตามเกณฑท ่โี รงเรยี นกำหนดและใหผลการประเมินเปนผาน และไมผานใหใช
ตวั อกั ษรแสดงผลการประเมนิ ดังนี้

“ผ” หมายถึง ผเู รยี นมีเวลาเขา รว มกจิ กรรมพฒั นาผูเรยี น ไมน อ ยกวารอ ยละ ๘๐ ปฏิบตั ิกิจกรรม
และมผี ลงานเปน ท่ีประจกั ษ

“มผ” หมายถงึ ผเู รียนมีเวลาเขารวมกิจกรรมพฒั นาผเู รยี น ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมและมผี ลงาน
ไมเปน ไปตามเกณฑท สี่ ถานศึกษากำหนด

ในกรณีที่ผเู รียนได “มผ” ครผู ดู แู ลกิจกรรมตองจัดซอมเสริมใหผูเรียนทำกิจกรรมในสวนทผ่ี ูเรยี น
ไมไดเ ขา รวมหรือไมไดท ำจนครบถวน แลวจงึ เปล่ยี นผลการเรยี นจาก “มผ” เปน “ผ” ได ทัง้ น้ี ตองดำเนินการ
ใหเ สร็จส้นิ ภายในปก ารศกึ ษาน้นั ยกเวน มีเหตุสดุ วสิ ยั หอยูในดุลยพนิ จิ ของผบู ริหารสถานศึกษาหรือผูที่ไดรบั
มอบหมาย

การเลอ่ื นช้นั
เม่อื สนิ้ ปการศกึ ษา ผเู รยี นจะไดร ับการเล่ือนชัน้ เม่อื มีคุณสมบตั ติ ามเกณฑดังตอ ไปน้ี
(๑) ผเู รยี นตองมีเวลาเรียนไมนอยกวารอยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทงั้ หมด
(๒) ผเู รยี นตอ งไดร ับการประเมนิ ทุกตวั ช้วี ัด และผา นเกณฑไ มนอยกวารอ ยละ ๘๐ ของจำนวนตัวช้ีวัด
(๓) ผเู รยี นตอ งไดรับการตดั สินผลการเรียนทุกรายวชิ า ไมนอยกวา ระดับ “ ๑ ” จึงจะถือวา

ผา นเกณฑตามท่สี ถานศกึ ษากำหนด
(๔) นกั เรยี นตองไดรับการประเมิน และมีผลการประเมิน การอา น คดิ วเิ คราะหและเขียน ใน

ระดับ “ ผาน ” ขึ้นไป มผี ลการประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงคในระดบั “ ผาน” ขึ้นไป และมผี ลการประเมนิ
กจิ กรรมพฒั นานกั เรียน ในระดับ “ ผาน ”

ทง้ั นี้ ถา ผเู รียนมขี อบกพรอ งเพียงเลก็ นอย และพิจารณาเห็นวา สามารถพัฒนาและสอนซอมเสรมิ ได
ใหอยใู นดลุ ยพนิ จิ ของสถานศึกษาท่ีจะผอ นผันใหเ ลื่อนชั้นได

อนง่ึ ในกรณีท่ผี เู รียนมหี ลกั ฐานการเรยี นรทู แี่ สดงวามีความสามารถดเี ลิศ สถานศึกษาอาจใหโ อกาส
ผเู รียนเลื่อนชั้นกลางปก ารศกึ ษา โดยสถานศึกษาแตง ตั้งคณะกรรมการประกอบดว ยฝายวชิ าการของสถานศกึ ษา
และผแู ทนของเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาหรือตน สงั กดั ประเมินผเู รยี นและตรวจสอบคุณสมบตั ใิ หค รบถว นตามเง่ือนไขท้งั
๓ ประการตอไปน้ี

๑๑๔

๑. มผี ลการเรยี นในปก ารศึกษาทผี่ า นมาและมีผลการเรียนระหวางปท่กี ำลงั ศกึ ษาอยใู นเกณฑด ี
เยย่ี ม

๒. มวี ฒุ ิภาวะเหมาะสมที่จะเรยี นในช้นั ท่ีสงู ขนึ้
๓. ผานการประเมินผลความรคู วามสามารถทกุ รายวชิ าของช้นั ปทเ่ี รียนปจจบุ ัน และความรู
ความสามารถทุกรายวชิ าในภาคเรยี นแรกของช้ันปท่ีจะเล่ือนขึน้
การอนุมัตใิ หเลอ่ื นชน้ั กลางปการศกึ ษาไปเรียนชน้ั สูงขน้ึ ได ๑ ระดบั ชัน้ นี้ ตองไดร บั การยนิ ยอม
จากผเู รยี นและผปู กครองและตองดำเนนิ การใหเสรจ็ สนิ้ กอนเปด ภาคเรยี นที่ ๒ ของปการศกึ ษานั้น สำหรับใน
กรณที ี่พบวา มผี ูเรียนกลุมพเิ ศษประเภทตา งๆ มีปญ หาในการเรยี นรูใ หสถานศกึ ษาดำเนินงานรว มกบั สำนกั งาน
เขตพน้ื ที่การศกึ ษาเฉพาะความพิการหาแนวทางการแกไขและพัฒนา

การสอนซอ มเสริม
การสอนซอ มเสรมิ เปน การสอนเพื่อแกไ ขขอบกพรอง กรณีทีผ่ ูเ รยี นมคี วามรู ทักษะ กระบวนการ

หรือคณุ ลักษณะไมเปนไปตามเกณฑทีก่ ำหนด จะตอ งจดั สอนซอ มเสริมเพื่อพัฒนาการเรียนรูข องผเู รยี นเต็มตาม
ศกั ยภาพ การสอนซอมเสริมเปนการสอนเพือ่ แกไขขอบกพรองกรณีทีผ่ เู รยี นมีความรู ทักษะ กระบวนการ
หรือเจตคต/ิ คุณลกั ษณะไมเ ปนไปตามเกณฑท่ีสถานศกึ ษากำหนด สถานศกึ ษาตอ งจัดสอนซอ มเสริมเปน กรณี
พเิ ศษนอกเหนือไปจากการสอนตามปกตเิ พ่ือพฒั นาใหผูเรยี นสามารถบรรลตุ ามมาตรฐานการเรียนรู/ตัวช้ีวัดท่ี
กำหนดไวเ ปนการใหโอกาสแกผูเ รยี นไดเ รยี นรแู ละพัฒนา โดยจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู ห่ี ลากหลายและตอบสนอง
ความแตกตา งระหวางบุคคล

การเปลี่ยนผลการเรียน
การเปล่ียนผลการเรียน“๐”

สถานศกึ ษาจัดใหมีการสอนซอมเสริมในมาตรฐานการเรยี นรู/ ตวั ช้วี ดั ท่ผี เู รยี นสอบไมผ า นกอ นแลว จงึ
สอบแกต ัวไดไ มเกนิ ๒ ครั้ง ถา ผเู รียนไมดำเนนิ การสอบแกตวั ตามระยะเวลาทสี่ ถานศกึ ษากำหนดใหอยูในดลุ ย
พินิจของสถานศกึ ษาท่ีจะพจิ ารณาขยายเวลาออกไปอกี ๑ ภาคเรยี น สำหรบั ภาคเรียนที่ ๒ ตอ งดำเนนิ การให
เสร็จส้ินภายในปการศกึ ษาน้นั

ถาสอบแกต ัว ๒ ครง้ั แลว ยงั ไดร ะดบั ผลการเรียน “๐” อกี ใหสถานศึกษาแตง ตง้ั คณะกรรมการ
ดำเนนิ การเกี่ยวกบั การเปลีย่ นผลการเรยี นของผูเรยี นโดยปฏบิ ัติดงั น้ี

๑) ถา เปน รายวิชาพื้นฐานใหเรยี นซ้ำรายวิชาน้นั
๒) ถาเปนรายวชิ าเพิ่มเติมใหเรยี นซำ้ หรือเปลย่ี นรายวิชาเรยี นใหม ท้งั น้ใี หอยใู นดลุ ยพนิ ิจของ
สถานศึกษา ในกรณีทเ่ี ปลีย่ นรายวชิ าเรียนใหม ใหหมายเหตใุ นระเบียนแสดงผลการเรียนวา เรยี นแทนรายวิชาใด

การเปลี่ยนผลการเรียน “มส”
การเปลี่ยนผลการเรียน“มส” มี ๒ กรณี ดงั นี้
๑) กรณีผเู รียนไดผลการเรยี น “มส” เพราะมเี วลาเรียนไมถ งึ รอ ยละ ๘๐

แตมีเวลาเรียนไมน อ ยกวา รอ ยละ ๖๐ ของเวลาเรียนในรายวิชานัน้ ใหจ ดั ใหเ รยี นเพม่ิ เติมโดยใชช ัว่ โมงสอนซอม
เสริมหรอื ใชเวลาวาง หรือใชวันหยดุ หรอื มอบหมายงานใหทำจนมเี วลาเรียนครบตามที่กำหนดไวสำหรบั รายวิชา
น้นั แลว จงึ ใหวัดผลปลายภาคเปนกรณพี ิเศษ

ผลการแก “มส” ใหไ ดระดบั ผลการเรียนไมเกิน “๑”

๑๑๕

การแก“มส” กรณีนี้ใหกระทำใหเสร็จสิ้นภายในปการศึกษานั้น ถาผูเรียน ไมมาดำเนินการแก “มส” ตาม
ระยะเวลาที่กำหนดไวน ี้ใหเรียนซ้ำ ยกเวนมีเหตุสุดวิสัย ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะขยายเวลาการแก
“มส” ออกไปอีกไมเกิน ๑ ภาคเรียน แตเมื่อพน กำหนดนแี้ ลว ใหปฏิบตั ิดงั น้ี

(๑) ถา เปนรายวชิ าพื้นฐานใหเรยี นซำ้ รายวิชาน้ัน
(๒) ถา เปน รายวิชาเพิม่ เติมใหอ ยใู นดุลยพนิ จิ ของสถานศึกษา ใหเ รยี นซ้ำหรือเปล่ยี นรายวชิ าเรยี นใหม
๒) กรณีผูเรียนไดผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลาเรียนนอยกวารอยละ ๖๐ ของเวลาเรียนทัง้ หมดให
สถานศกึ ษาดำเนนิ การดังน้ี
(๑) ถาเปนรายวชิ าพื้นฐานใหเรยี นซำ้ รายวิชานนั้
(๒) ถาเปน รายวชิ าเพ่ิมเติมใหอยูในดุลยพินจิ ของสถานศกึ ษา ใหเรยี นซำ้ หรอื เปล่ียนรายวิชาเรยี น
ใหม ในกรณีท่เี ปลยี่ นรายวชิ าเรียนใหมใ หหมายเหตุในระเบยี นแสดงผลการเรยี นวาเรยี นแทนรายวชิ าใด
การเรียนซ้ำรายวชิ า ผูเรียนที่ไดรับการสอนซอมเสริมและสอบแกตัว ๒ ครั้งแลวไมผา นเกณฑการ
ประเมินใหเรียนซ้ำรายวชิ านั้น ทั้งนี้ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาในการจัดใหเรียนซ้ำในชวงใดชวงหน่ึงท่ี
สถานศกึ ษาเหน็ วาเหมาะสม เชน พักกลางวัน วนั หยุด ช่วั โมงวางหลงั เลกิ เรยี น ภาคฤดรู อนเปน ตน
ในกรณภี าคเรยี นท่ี ๒ หากผูเรียนยังมีผลการเรยี น “๐” “มส” ใหด ำเนินการใหเสร็จสิน้ กอ นเปด
เรียนปก ารศึกษาถดั ไป สถานศึกษาอาจเปดการเรยี นการสอนในภาคฤดรู อนเพื่อแกไขผลการเรียนของผูเ รยี นได

การเปลี่ยนผล“มผ”
กรณที ่ีผูเรียนไดผล “มผ” สถานศกึ ษาตองจัดซอ มเสรมิ ใหผ เู รยี นทำกจิ กรรมในสวนทีผ่ ูเรียนไมไดเขา

รว มหรือไมไดทำจนครบถวน แลวจึงเปลี่ยนผลจาก “มผ”เปน “ผ” ได ทั้งนี้ดำเนินการใหเสร็จสิ้นภายในภาค
เรียนนั้น ๆ ยกเวนมีเหตุสุดวิสัยใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะพิจารณาขยายเวลาออกไปอีกไมเกิน ๑
ภาคเรียน สำหรบั ภาคเรียนท่ี ๒ ตอ งดำเนนิ การใหเ สรจ็ สน้ิ ภายในปการศึกษาน้นั

การเรียนซำ้ ชน้ั
ผูเรียนที่ไมผานรายวิชาจำนวนมากและมีแนวโนมวาจะเปนปญหาตอการเรียนในระดับชั้นที่สูงข้ึน

สถานศึกษา ตองตั้งคณะกรรมการพิจารณาใหเรียนซ้ำชั้นได ทัง้ นี้ใหคำนึงถึงวุฒิภาวะและความรูความสามารถ
ของผเู รยี นเปน สำคัญ

ผูเรยี นที่ไมมีคุณสมบัติตามเกณฑการเลื่อนชั้น สถานศึกษาควรใหเรียนซ้ำชั้น ทั้งนี้ สถานศึกษา
อาจใชด ลุ ยพนิ จิ ใหเ ล่อื นชัน้ ได หากพจิ ารณาวา ผูเรยี นมีคณุ สมบัตขิ อ ใดขอ หนง่ึ ดังตอ ไปนี้

๑) มเี วลาเรียนไมถ ึงรอยละ ๘๐ อันเนือ่ งจากสาเหตจุ ำเปนหรือเหตุสุดวสิ ัย แตมีคุณสมบัติ
ตามเกณฑการเล่อื นชัน้ ในขอ อ่นื ๆ ครบถว น

๒) ผูเ รียนมีผลการประเมินผานมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดไมถึงเกณฑตามที่สถานศึกษา
กำหนดในแตละรายวิชา แตเห็นวาสามารถสอนซอมเสริมไดในปการศึกษานั้น และมีคุณสมบัติตามเกณฑการ
เล่ือนชน้ั ในขอ อื่น ๆ ครบถว น

๓) ผูเรียนมีผลการประเมนิ รายวิชาในกลุมสาระภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สงั คม
ศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมอยใู นระดบั ผา น

กอ นท่ีจะใหผ เู รยี นเรียนซำ้ ช้นั สถานศกึ ษาตองแจงใหผ ูปกครองและผเู รียนทราบเหตผุ ลของการ
เรียนซำ้ ช้ัน

๑๑๖

เอกสารหลักฐานการศึกษา
เอกสารหลักฐานการศกึ ษา เปนเอกสารสำคัญที่บนั ทึกผลการเรียน ขอ มูลและสารสนเทศที่เก่ียวของกบั

พัฒนาการของผเู รียนในดา นตาง ๆ แบงออกเปน ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑. เอกสารหลักฐานการศึกษาทก่ี ระทรวงศึกษาธกิ ารกำหนด

๑.๑ ระเบียนแสดงผลการเรียน เปนเอกสารแสดงผลการเรียนและรับรองผลการเรียนของผูเรียน
ตามรายวิชา ผลการประเมินการอาน คิดวิเคราะหและเขียน ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคของ
สถานศึกษา และผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผูเรียน สถานศึกษาจะตองบันทึกขอมลู และออกเอกสารนี้ให
ผเู รียนเปนรายบุคคล เมอ่ื ผูเ รยี นจบการศกึ ษาระดบั ประถมศึกษา

๑.๓ แบบรายงานผูส ำเร็จการศกึ ษา เปน เอกสารอนุมตั ิการจบหลักสตู รโดยบันทึกรายชื่อและขอมลู
ของผจู บการศกึ ษาระดับประถมศึกษา
๒. เอกสารหลกั ฐานการศึกษาท่ีสถานศึกษากำหนด

เปนเอกสารที่สถานศึกษาจัดทำข้ึนเพื่อบนั ทกึ พัฒนาการ ผลการเรียนรู และขอมูลสำคัญ เกี่ยวกับผูเรยี น
เชน แบบรายงานประจำตัวนักเรียน แบบบันทกึ ผลการเรยี นประจำรายวิชา ระเบยี นสะสม ใบรับรองผลการเรียน
และ เอกสารอื่นๆ ตามวตั ถปุ ระสงคของการนำเอกสารไปใช
การเทยี บโอนผลการเรียน

สถานศึกษาสามารถเทียบโอนผลการเรียนของผูเรียนในกรณีตางๆไดแก การยายสถานศึกษา การ
เปลี่ยนรูปแบบการศึกษา การยายหลักสูตร การออกกลางคันและขอกลับเขารับการศึกษาตอ การศึกษาจาก
ตางประเทศและขอเขาศึกษาตอในประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถเทียบโอนความรู ทักษะ ประสบการณจาก
แหลงการเรียนรูอื่นๆ เชน สถานประกอบการ สถาบันศาสนา สถาบันการฝกอบรมอาชพี การจัดการศึกษาโดย
ครอบครัว

การเทียบโอนผลการเรียนควรดำเนินการในชว งกอนเปด ภาคเรียนแรก หรือตนภาคเรียนแรกทสี่ ถานศึกษา
รบั ผูข อเทียบโอนเปน ผูเรียน ทัง้ นี้ ผเู รียนท่ีไดร บั การเทยี บโอนผลการเรยี นตองศกึ ษาตอเน่อื งในสถานศึกษาท่ีรับ
เทยี บโอนอยา งนอย ๑ ภาคเรียน โดยสถานศึกษาท่ีรบั ผูเรียนจากการเทยี บโอนควรกำหนดรายวชิ า/จำนวนหนว ย
กติ ทจ่ี ะรบั เทียบโอนตามความเหมาะสม

การพจิ ารณาการเทยี บโอน สามารถดำเนินการได ดงั น้ี
๑. พิจารณาจากหลกั ฐานการศกึ ษา และเอกสารอ่นื ๆ ท่ีใหขอมูลแสดงความรู ความสามารถของผเู รยี น
๒. พิจารณาจากความรู ความสามารถของผูเรียนโดยการทดสอบดวยวิธกี ารตางๆ ท้ังภาคความรแู ละ
ภาคปฏิบตั ิ
๓. พิจารณาจากความสามารถและการปฏบิ ัตใิ นสภาพจรงิ
การเทียบโอนผลการเรยี นใหเ ปน ไปตาม ประกาศ หรอื แนวปฏบิ ัติ ของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

การบริหารจัดการหลกั สตู ร
ในระบบการศึกษาทม่ี ีการกระจายอำนาจใหท องถิ่นและสถานศึกษามีบทบาทในการพฒั นาหลักสูตรนั้น

หนว ยงานตางๆ ทเ่ี ก่ยี วของในแตล ะระดับ ตัง้ แตร ะดบั ชาติ ระดับทอ งถิ่น จนถงึ ระดบั สถานศกึ ษา มบี ทบาทหนาท่ี
และความรับผิดชอบในการพัฒนา สนับสนุน สงเสริม การใชและพัฒนาหลักสูตรใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ
เพื่อใหการดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษามีประสิทธิภาพ
สงู สุด อนั จะสง ผลใหการพฒั นาคุณภาพผเู รยี นบรรลตุ ามมาตรฐานการเรียนรทู ่ีกำหนดไวใ นระดบั ชาติคุณภาพของ
ของผเู รียนท่ีสำคัญ และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค

๑๑๗

ระดับทองถนิ่ ไดแ ก สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษา หนว ยงานตนสงั กัดอ่นื ๆ เปน หนวยงานที่มีบทบาทใน
การขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษา เปนตัวกลางที่จะเชื่อมโยงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่
กำหนดในระดับชาติใหสอดคลองกับสภาพและความตองการของทองถิ่น เพื่อนำไปสูการจัดทำหลักสูตรของ
สถานศึกษา สงเสริมการใชและพัฒนาหลักสูตรในระดับสถานศึกษา ใหประสบความสำเร็จ โดยมีภารกิจสำคัญ
คือ กำหนดเปาหมายและจุดเนนการพัฒนาคุณภาพผูเรียน ในระดับทองถิน่ โดยพิจารณาใหสอดคลองกับสิ่งท่ี
เปนความตองการในระดับชาติ พัฒนาสาระ การเรียนรูทองถิ่น ประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับทองถิ่น
รวมทั้งเพิม่ พูนคุณภาพการใชหลักสูตรดวยการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร สนบั สนุน สงเสริม ติดตามผล
ประเมนิ ผล วิเคราะห และรายงานผลคณุ ภาพของผูเรียน

สถานศึกษามีหนาที่สำคัญในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนและดำเนินการใชหลักสูตร
การเพม่ิ พนู คณุ ภาพการใชหลักสตู รดว ยการวิจยั และพฒั นา การปรับปรงุ และพฒั นาหลักสตู รจดั ทำระเบยี บการวัด
และประเมินผล ในการพฒั นาหลักสูตรสถานศึกษาตองพิจารณาใหสอดคลอง กับหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ัน
พน้ื ฐาน และรายละเอยี ดท่เี ขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษา หรือหนว ยงาน สงั กดั อื่นๆ ในระดบั ทองถิ่นไดจดั ทำเพ่มิ เติม รวมท้ัง
สถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมในสวนที่เกี่ยวกับสภาพปญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปญญาทองถิ่น และความ
ตองการของผเู รยี น โดยทุกภาคสว นเขา มามสี วนรว มในการพฒั นาหลกั สูตรสถานศึกษา

๑๑๘

ภาคผนวก

๑๑๙

คำสง่ั โรงเรยี นบา นนาตำเสา

ท่ี 10 / 2565

เร่อื ง แตงต้งั คณะกรรมการจัดทำหลักสตู รสถานศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๖๓

(ฉบบั ปรบั ปรุง พุทธศกั ราช ๒๕๖๕) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

……………………………………………………

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการไดออกคำสั่งที่ สพฐ.1239/2560 เรื่องการใชมาตรฐานการเรียนรู และ

ตัวชี้วดั กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร วิทยาศาสตร และสาระภูมิศาสตรในกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา

ศาสนาและวัฒนธรรม(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช

2551 ลงวันท่ี 7 สงิ หาคม พ.ศ.2560 เพื่อใหการจัดการศึกษาขนั้ พื้นฐานสอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงทาง

เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สภาพแวดลอมและความกา วหนา ทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เปนการเสริมสรา ง

ศักยภาพคนของชาติ ยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับสากล สอดคลองกับประเทศไทย 4.0 โลกในศตวรรษที่

21 ผูเรียนมีศักยภาพในการแขงขันและดำรงชีวิตอยางสรางสรรคในประชาคมโลกตามปรัชญาของเศรษฐกิจ

พอเพียง กำหนดใหทุกโรงเรียนเริ่มใชหลักสูตรนี้ในระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 1,ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 และช้ัน

มัธยมศกึ ษาปที่ 1 ในปการศึกษา 2561 และใหครบทุกระดับชั้นในปก ารศึกษา 2563 น้ัน เพื่อใหโ รงเรียนบาน

นาตำเสา สามารถใชหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางดังกลาว จึงแตงตั้งคณะกรรมการ

ปรบั ปรงุ หลักสตู รสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 25๖๓ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๕) ตามหลักสูตรแกนกลาง

การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ของโรงเรยี นบานนาตำเสา ดงั ตอไปนี้

1. คณะกรรมการอำนวยการ หนาที่อำนวยการเสนอแนะและแกปญหาตางๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ประกอบดวย

1.1 นายโกวิทย เอยี ดเนตร ผอู ำนวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ

1.2 นายจรญู ระกำเหมก ประธานคณะกรรมการสถานศกึ ษา กรรมการ

1.3 นางฮาลีมะ กจิ จารักษ กรรมการผแู ทนผูปกครอง กรรมการ

1.4 นางสาวนงลักษณ ชนูดหอม ครชู ำนาญการพิเศษ กรรมการ

1.5 นางรักชนก เอ่ยี มศกั ด์ิ ครชู ำนาญการ กรรมการ

๑.6 นายนุสรณ ชอลำเจียก ครูชำนาญการ กรรมการ

๑.7 นางสาวสารณิ ี บำรงุ ภกั ด์ิ ครู กรรมการ

1.8 นางสาววธิ ดิ า รตั นคช พนกั งานราชการ กรรมการ

1.9 นายกัณฑอเนก พงษเ พชร ครู กรรมการและเลขานุการ

1.10 นางสาวศิรวิ รรษา ไชยภูมิ ครู กรรมการและผชู ว ยเลขานุการ

๑๒๐

/2. คณะกรรมการปรบั ปรุงหลกั สตู รกลมุ สาระการเรียนรู

2. คณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรู มีหนาที่ปรับปรุงหลักสูตรของแตละกลุม

สาระการเรียนร/ู กลุมกจิ กรรมพัฒนาผูเรียน ใหสอดคลองกับหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช

25๖๓ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.256๕) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

ประกอบดวย

2.1 นางสาวศริ วิ รรษา ไชยภูมิ ครู กลุม สาระการเรยี นรูภาษาไทย

๒.๒ นางสาวสาริณี บำรุงภกั ดิ์ ครู กลมุ สาระการเรียนรคู ณิตศาสตร

๒.๓ นายมนญู เดวาหมดั ครู กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร

๒.๔ นายกณั ฑอเนก พงษเพชร ครู กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา

ศาสนา และวัฒนธรรม

2.5 นายประสิทธ์ิ พิกลุ กาฬ ครูชำนาญการ กลมุ สาระการเรยี นรูภ าษาตา งประเทศ

๒.๖ นายนสุ รณ ชอ ลำเจยี ก ครชู ำนาญการ กลุมสาระการเรยี นรูส ุขศึกษาและพลศึกษา

๒.๗ นางสาววธิ ิดา รตั นคช พนักงานราชการ กลุมสาระการเรยี นรศู ลิ ปะ

๒.๘ นางสาวเสาวนยี  หนูเอยี ด ครู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชพี ฯ

2.9 นายนสุ รณ ชอลำเจยี ก ครูชำนาญการ กลุมกจิ กรรมพฒั นาผเู รียน

(แนะแนว,ลกู เสอื ,ชมุ นุม)

2.10 นางรักชนก เอี่ยมศกั ดิ์ ครชู ำนาญการ หลักสูตรปฐมวยั

2.11 นายมนูญ เดวาหมดั ครู การวดั และประเมนิ ผล

ขอใหผ ูท ่ีไดร บั การแตง ตั้งปฏบิ ัติหนา ทอ่ี ยา งเตม็ ความสามารถ กอ ประโยชนสูงสุดตอราชการสบื ไป
สง่ั ณ วนั ท่ี 3๑ มนี าคม พ.ศ. 2565

ลงชอื่
(นายโกวิทย เอยี ดเนตร)

ผอู ำนวยการโรงเรียนบานนาตำเสา

๑๒๑

ประกาศคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้นื ฐานโรงเรียนบานนาตำเสา
เร่ือง การใหค วามเหน็ ชอบใหใชห ลกั สูตรสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๖๓
(ฉบบั ปรบั ปรุง พุทธศกั ราช ๒๕๖๕) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑

………………………………………………..
ตามที่คณะกรรมการการจัดทำหลักสูตรไดจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๖๓ (ฉบับปรบั ปรุง พุทธศกั ราช ๒๕๖๕) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ เพ่ือ
ใชเ ปน แนวทางในการจดั ประสบการณใ หกบั นักเรยี นของโรงเรียนบา นนาตำเสาน้นั
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ไดรับทราบจากการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น
พื้นฐานครั้งที่ /๒๕๖๕ แลว และเห็นชอบใหใชหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๖๓ (ฉบับ
ปรับปรุง พุทธศกั ราช ๒๕๖๕) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ นใี้ นโรงเรียนได

ประกาศ ณ วนั ท่ี ๙ เดือน พฤษภาคม พทุ ธศักราช ๒๕๖๕

( นายจรูญ ระกำเหมก )
ประธานคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน

โรงเรียนบานนาตำเสา


Click to View FlipBook Version