The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

SOP All

SOP All

- 1
-
-
-
- หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกยี รติ

แนวทางปฏบิ ตั กิ ารเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในการชบ้ี ง่ ทารกในภาวะอันตราย
ดว้ ยระบบสญั ญาณเตอื น

1. คำจำกดั ควำม
1. Monitor หมายถงึ เคร่ืองตดิ ตามและเฝ้าระวัง
2. สญั ญาณเตือน หมายถงึ สัญญาณแสงหรือเสียงเตือนของเครือ่ ง Monitor เมื่อตรวจพบขอ้ มูลผิดปกติ
ทงั้ จากค่าชีวสรีรวทิ ยา(Bio-physiology)ของทารกทสี่ ูงหรอื ต่ากวา่ คา่ ทตี่ งั้ ไวห้ รอื เม่ือมีการเปลีย่ นแปลงท่ีเป็นอนั ตราย
-ทารกท่ีอยู่ในภาวะอันตราย หมายถงึ ทารกที่มีอาการแสดง ดังน้ี
-อาการเขยี ว (Cyanosis)
-การหยุดหายใจ(Apnea)หรอื Respiratory distress ซ่ึงหมายถงึ ภาวะหายใจเร็วมากว่า 60 ครงั้ /นาที ปีก
จมูกบาน(Nasal flaring) การดงึ ร้ัง(Retraction) และ Grunting โดยไม่ต้องมีครบทุกอาการ
-หวั ใจเต้นชา้ 100 ครง้ั /นาที ( Bradycardia ) หรือหัวใจเต้นเร็วกว่า 180 ครั้ง/นาที(Tachycardia)
-การก่าซาบเลือดไม่ดีมีอาการแสดง ดงั นี้ ผิวหนังลายเป็นร่างแห ซีด ปลายมอื ปลายเทา้ เย็น capillary refill
มากวา่ 3 วนิ าที
-ความดันตา่ /สูง

2. วัตถปุ ระสงค์
เพอื่ เพ่ิมประสทิ ธิภาพของบุคลากรในการช้ีบง่ ทารกท่ีอยู่ในภาวะอนั ตรายดว้ ยการใชร้ ะบบสญั ญาณเตือน

(Alarm system) ของอปุ กรณก์ ารแพทย์ 5 ประเภท คือ Pulse oximeter, Cardiorespiratory monitor, Non-
invasive blood pressure monitor, Infusion pumpและเครอ่ื งช่วยหายใจ โดยสามารถ

1.1 จดั ท่าระบบการบ่ารงุ รกั ษาและตรวจสอบความเที่ยงของอปุ กรณ(์ Calibration)
1.2 ติดตงั้ และใชร้ ะบบสัญญาณเตือนของอุปกรณ์แต่ละชนดิ ได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ

1.3 ประเมนิ ความสัมพนั ธ์ระหว่างอาการแสดงของทารกกบั การท่างานของระบบสัญญาณเตือน แปล
ความหมายของสญั ญาณเตือนและตอบสนองไดถ้ ูกตอ้ งทันทว่ งที

1.4 เขา้ ใจสาเหตุของสญั ญาณเตือนและให้การแกไ้ ขทารกใหป้ ลอดภัยจากภาวะอันตรายไดอ้ ย่าง
เหมาะสม
3. หนำ้ ท่คี วำมรับผดิ ชอบ

ดแู ลผู้ป่วยทารกแรกเกิดอายุ 0-28 วนั ท่มี ีอาการอยู่ในระยะวิกฤตป่วยหนัก ซับซ้อนท้ังที่เกดิ ในโรงพยาบาล
และสง่ ต่อมาจากโรงพยาบาลอื่น แบ่งตามกลุม่ อาการดังน้ี
1. ทารกแรกเกดิ กอ่ นกา่ หนด
2. ทารกแรกเกดิ ท่มี ีภาวะหายใจล่าบาก ทง้ั ท่ีใส่และไมใ่ ส่เคร่ืองชว่ ยหายใจ
3. ทารกแรกเกดิ ทีมีภาวะติดเช้ืออย่างรนุ แรงในรา่ งกาย (Severe sepsis) หรือมีการเปลีย่ นแปลงรวดเร็ว
ตลอดเวลาและมภี าวะแทรกซ้อนตอ่ ร่างกายทุกระบบ
4. ทารกแรกเกดิ ทีต่ อ้ งได้รับการผา่ ตดั
5. ทารกแรกเกิดทม่ี ภี าวะขาดออกซิเจนรนุ แรงระหว่างคลอด (Birth asphyxia)

2

หอผูป้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกยี รติ

4. ขนั้ ตอนกำรปฏบิ ตั ิ

กำรบำรงุ รักษำรกั ษำเชิงปอ้ งกันและกำรสอบเทียบ
กำรทำควำมสะอำดและกำรให้ไรเ้ ชื้อหลังใช้งำน

หลักกำรทวั่ ไป
1. การทา่ ความสะอาดอุปกรณท์ กุ ชนดิ หลงั ใช้งาน ต้องปดิ เครอื่ งและถอดปลก๊ั ไฟก่อนท่าความสะอาดเสมอ
2. บรษิ ัทผลิตอปุ กรณก์ ารแพทย์ จะกา่ หนดวธิ ที า่ ความสะอาดไว้ในคมู่ ือใช้งาน ชิน้ สว่ นแตล่ ะชน้ิ ส่วนของต่างบริษทั หรอื

ชน้ิ ส่วนบริษทั เดยี วกนั แต่ต่างรุน่ มวี ิธีทา่ ความสะอาดและท่าใหไ้ ร้เช้อื ตา่ งกัน ผ้ใู ช้ต้องปฏิบตั ติ ามอย่างเคร่งครดั เพือ่ ถนอม
อปุ กรณ์

3. หลกี เลี่ยงสารเคมีทีท่ ่าให้พลาสติกและหนา้ ปดั เสยี หาย ไดแ้ ก่ นา่้ ยาทีป่ ระกอบด้วย ฟีนอลแอมโมเนียคลอไรด์ สารประกอบคลอไรดแ์ ละ
Glutaraldehydeมากกวา่ 2%
4.อยา่ ใชว้ สั ดุหยาบเชด็ อปุ กรณ์ เพราะทา่ ใหผ้ วิ อุปกรณ์เกดิ รอยขดี ข่วนและถลอก และหา้ มจมุ่ เครื่องมือ
ลงในของเหลว/น่า้ หรือให้ของเหลว/นา้่ เข้าไปในเคร่ือง การทา่ ความสะอาดภายนอกตวั เครอ่ื ง สายไฟที่ไปสทู่ ารกให้ใชผ้ ้าที่น่มุ ดูดซบั นา้่ ดีและ
ไม่ท่าให้มีเศษผ้าตดิ ที่เครื่อง หากมคี วรใช้ผ้าท่ใี ช้ครง้ั เดยี วแลว้ ทิ้ง การเชด็ คร้งั แรกใหเ้ ชด็ ดว้ ยผา้ ชุบน่้าหมาด(อยา่ ใช้ผา้ ทีม่ เี ปียกน่า้ หรือนา่้ ยามาก)
หากใช้นา่้ สบู/่ ผงซักฟอก ต้องเชด็ ตามด้วยผา้ ชุบน้า่ หมาดแล้วเช็ดดว้ ยผ้าแหง้ จนพ้นื ผิวแหง้ สนทิ ทอ่ ออกซเิ จนและอากาศทต่ี ดิ กบั ระบบทอ่ แก็ส
และสายไฟเชด็ ด้วยผา้ หมาดแล้วตามดว้ ยผ้าแห้ง
กำรทำควำมสะอำด BP Cuff

ลา้ งด้วยน่้าสบแู่ ละน่า้ สะอาด แลว้ เช็ดให้แห้ง ตามด้วย 70% alcohol อย่าให้น่้าเข้าไปในชอ่ งของสายที่ตอ่ กับเคร่อื งวัดความดัน
บรรจไุ วใ้ นถงุ พลาสติกใส เพ่อื เตรยี มไวใ้ ช้ต่อไป

กำรบำรงุ รักษำและตรวจสอบควำมเทย่ี งตรงของอปุ กรณ์
1. อปุ กรณท์ ุกชนดิ ตอ้ งไดร้ บั การบา่ รงุ รกั ษาเชงิ ปอ้ งกนั (PM) ปลี ะ 1-3 ครงั้ (ตามความสา่ คญั ของเครอ่ื งมอื )
2. อุปกรณท์ ุกชนดิ ตอ้ งได้รบั การตรวจสอบความเทยี่ ง ปีละ 1 ครั้ง(เฉพาะเคร่ืองที่มีความจา่ เป็น)
3. จดั ทา่ สญั ลักษณ์หรอื ปา้ ย เพ่อื แสดงสถานะภาพของอปุ กรณ์ เช่น พร้อมใช้ สง่ บ่ารุงรกั ษา และส่งซ่อม

กำรตรวจควำมพรอ้ มของอปุ กณเ์ มอื่ เริ่มใชง้ ำน
1. เม่อื ใช้งานใหม้ ้วนและรดั สายไฟไวเ้ ปน็ วงกลมใหส้ ายไฟอยเู่ หนอื พ้นื ห้อง

5. จดั วางอปุ กรณใ์ นตา่ แหนง่ ที่เหมาะสมต่อการใชง้ าน เครอ่ื งเฝ้าติดตามอยใู่ นระดบั สายตา และอยู่

ในต่าแหน่งท่ีบุคลากรสามารถมองเห็นหนา้ ปดั และสญั ญาณไฟ

6. เปิดเครอื่ งตรวจสอบการท่างานของระบบเสยี งสัญญาณเตอื นวา่ มเี สยี งสัญญาณเตือนท่างานและ

ดังพอเหมาะ และหลอดไฟแสดงตัวเลขบนหนา้ ปัดตดิ ทุกช่อง โดยเห็นเลข 8 บนหนา้ ปดั อุปกรณ์ เม่อื เปดิ เครอ่ื ง
ใหเ้ ร่มิ ทา่ งาน

7. ตัง้ สญั ญาณเตือนสูง/ต่า(high /low alarm limit)
8. ปรับความสวา่ งของหน้าปดั ใหม้ องเหน็ ขอ้ มลู ไดช้ ดั เจน
9. ดแู ลชดุ ใหส้ ารน่้า(IV Set) วงจรทอ่ ของเครอื่ งชว่ ยหายใจ สายไฟของอุปกรณ์ที่ไปสู่ทารก(Patient
Cable) ไม่ให้หกั พบั หรือถูกกดหรือถูกหนีบ โดยประตู/หน้าตา่ งของตู้อบเดก็

3

หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

กำรดูแลขณะใช้งำน
Pulse oximeter
1. ยา้ ยต่าแหน่งทีต่ ิด Probe /Sensor ทกุ 2-4 ชวั่ โมง เพราะการตดิ ไว้นานท่าใหก้ ารก่าซาบของผวิ หนัง

ต่าแหนง่ น้ันลดลง สง่ ผลให้เกิดสญั ญาณเตอื น low SpO2 หรอื ผวิ หนังไหม้ หากผิวหนงั ใตต้ ่าแหนง่ ท่ตี ิด
Sensor เขียวคลา่้ (Cyanosis) แมย้ ังไม่ถงึ เวลาย้าย ก็ต้องเปลยี่ นต่าแหน่ง เพราะเขยี วคล่้า แสดงถงึ การไหลเวียน
เลือดลดลง จากการยดึ Sensor แนน่ เกิน

2. คอยฟังและสงั เกตสญั ญาณเตือนว่ามีความดังชดั เจน และสัมพันธ์กบั อาการทางคลินกิ หรือไม่
3. ถ้ามีการส่องไฟรักษาภาวะตวั เหลอื งให้บงั Sensor ดว้ ยวสั ดุทึบแสง เพราะแสงจะรบกวนการ
รบกวนสัญญาณ และท่าให้สญั ญาณเตือนดัง เพราะ Sensor จับสัญญาณไม่ได้
Cardiorespiratory monitor
1. ดูแล Electrodes ของ Cardiorespiratory monitor ใหต้ ดิ แนบสนิทผิวหนงั และไม่เปียกแฉะ เพ่อื ให้
น่าสอื่ สัญญาณทดี่ ี
2. ไมต่ ิด BP cuff ขา้ งเดยี วกับที่ให้สารน่า้ ทางหลอดเลือด หรือ ติด Pulse oximeter sensor
3. คอยฟังและสงั เกตสัญญาณเตือนวา่ มีความดังชัดเจนและสัมพนั ธก์ บั อาการทางคลินิกหรือไม่
เครอ่ื งช่วยหำยใจ
1. อย่าให้มีลมพดั ผา่ นวงจรฯเพราะทา่ ใหว้ งจรท่อฯแกวง่ มีผลใหเ้ กิด High breath rate จาก auto
cycling และไอน่้ากลั่นตัวเปน็ น้า่ ขงั อยู่ในวงจรท่อ
2. กรณมี ีน้า่ อยใู่ นวงจรท่อ ใหไ้ ล่น่้าลงไปในทด่ี ักเก็บน้า่ (water trap) มิฉะนนั้ อาจท่าให้เสยี งสญั ญาณเตือนดังจาก

high pressure ,high breath rate จาก auto cycling ทารกเขยี วจากน้า่ ท่อี ยู่ในวงจรท่อขวางflow ทจ่ี ะเขา้ สู่
ปอด ใหเ้ ปิดที่ดกั เกบ็ นา่้ เพ่ือเทน่า้ ท้ิง เม่ือระดับนา่้ ถึงขีดท่บี อกระดับสูงสดุ เพ่ือลดการปนเปื้อนแบคทีเรีย จาก
การเปดิ ทด่ี ักเก็บน่้าบอ่ ย
3. คอยฟังและสังเกตสัญญาณเตือนว่ามคี วามดังชดั เจนและสัมพนั ธก์ บั อาการทางคลินิกหรือไม่

กำรตงั้ ปรบั ระดบั high /low alarm limit ของมอนิเตอร์
Pulse Oximeter

ตั้งคา่ Low pulse rate ไว้ท่ี 99 ครง้ั /นาที
ตงั้ คา่ high pulse rate ไวท้ ี่ 181 คร้ัง/นาที

ตงั้ ค่า Low SpO2 ไว้ที่ 87%
ต้ังค่า high SpO2 ไวท้ ี่ 94%( กรณีทารกไดร้ บั ออกชเิ จน)

Cardiorespiratory moniter
ตั้งค่า low heart rate ไว้ที่ 99 คร้ัง/นาที

ตัง้ ค่า high heart rate ไวท้ ี่ 181 คร้งั /นาที
ตง้ั ค่า low respiratory rate ไวท้ ี่ 39 คร้งั /นาที

ตง้ั ค่า high respiratory rate ไว้ที่ 61 คร้ัง/นาที
Noninvasive blood pressure monitor
ตั้งคา่ high /low systolic BP ไวท้ ี่ + 10 mmHg จากคา่ เฉล่ียความดันปกตขิ องทารก

4

หอผ้ปู ่วยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลมิ พระเกียรติ

ตงั้ ค่า high/ low diastolic BP ไว้ที่ + 10 mmHg จากค่าเฉลี่ยความดนั ปกติของทารก

ตง้ั คา่ high/low mean BP ไว้ท่ี + 10 mmHg จากคา่ เฉล่ยี ความดนั ปกตขิ องทารก

ตัง้ คา่ low pulse rate ไวท้ ี่ 99 ครัง้ /นาที

ต้งั ค่า high pulse rate ไวท้ ่ี 181 ครั้ง/นาที

Ventilator

ตัง้ คา่ Low PIP ไวท้ ่ี -2 ถึง -3 cmH2Oจากค่าท่ี PIP ตงั้ ไว้
ตงั้ คา่ high PIP ไวท้ ่ี +2 ถึง +3 cmH2O จากค่า PIP ที่ต้งั ไว้
ตง้ั ค่า Low PEEP ไว้ที่ -2 cmH2O จากค่าทตี่ งั้ ไว้ แตค่ า่ ท่ตี ง้ั ไดต้ ้องไมต่ ่ากว่า 1 cmH2O
ตัง้ คา่ high BPM ไวท้ ่ี +10 ครงั้ /นาที จากค่าทีต่ ั้งไว้

ต้ังค่า volume limit ไว้ที่ 8-10 มล./กก.(คา่ tidal volume ปกต)ิ

หมำยเหตุ
1. การตัง้ ปรับค่า high /low limit ของมอนเิ ตอร์ อาจเปลยี่ นแปลงตามพยาธิสภาพของโรคในทารกแต่ละราย
2. SpO2 respirator rate, heart rate ใหต้ ง้ั ค่า high alarm limit ไวท้ ค่ี า่ ปกติสงู สดุ ทีย่ อมรบั ได้ +1 ตั้งค่า
low alarm limit ไวท้ ค่ี า่ ปกติตา่ สดุ ท่ียอมรับได้ -1

กำรใช้ Pulse oximeter

ขอ้ จำกดั ของกำรใช้
ภาวะทท่ี ่าให้วัดคา่ ไม่ไดห้ รือค่าที่วดั เชื่อถือไม่ได้คอื

a. ภาวะความดนั ตา่
b. ภาวะบวม(edema)มาก
c. ภาวะอุณหภมู ิกายต่า(<36.5 0ซ)
d. การเคลอ่ื นไหวของทารก(Monitor artifact)
แก้ปัญหาโดยเลอื กใช้ pulse oximeter ที่ถกู ออกแบบให้สามารถอ่านค่าเมื่อทารกเคล่ือนไหว

ขอ้ ควรทรำบ
1. เลอื กใชเ้ ฉพาะเคร่ืองท่ีถูกผลติ เพอื่ ใช้กับทารกแรกเกดิ เท่านั้น เพราะเคร่ืองทผ่ี ลติ เพ่ือใช้กับผูใ้ หญ่
จะไม่แม่นยา่ เมื่อใช้กบั ทารก
2. หลีกเล่ยี งการใชเ้ คร่ืองและ probe/sensor ของตา่ งบริษัท

กำรตดิ Sensor
1. เลอื กตา่ แหน่งทต่ี ดิ Sensor
- ทารกน้า่ หนักตัว < 500 กรัม -3 กก. ติดทฝ่ี า่ มือและสว่ นหน้าของเท้า
- ทารกนา่้ หนกั > 3 กกติดที่ฝา่ มอื น้วิ หวั แมม่ ือ/หวั แม่เทา้ หรือน้ิวชี้

2. ไมต่ ดิ Sensor ข้างที่วดั ความดัน
3. ตดิ Sensor ใหแ้ หลง่ ก่าเนิดแสง (light source) อยู่ตรงข้ามกบั ตัวรบั แสง(photodetector)

5

หอผู้ปว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรติ

4. กรณีที่ sensor ไมม่ ที ่ียึดติดสา่ เร็จรูป อาจใช้ wrapbril พนั แล้วติดแถบกาวบนกอ๊ ซหรือใช้ก๊อซทเ่ี ก่ียวกันเอง
(Coban) เพอื่ ป้องกนั ผวิ หนงั ถกู ทา่ ลาย และอาจมกี ารติดแผ่น Tegaderm ก่อนวาง sensor ลงบนผวิ หนังทารก
การยดึ Sensor อย่าใหห้ ลวม(Sensorรบั สัญญาณไม่ได้) หรือแน่นเกนิ (ท่าให้การกา่ ซาบลดลง) เพราะอาจอา่ นค่าผดิ
หรืออา่ นไม่ได้

5. ก่อนแปลค่าท่วี ดั ได้ ตอ้ งประเมนิ คุณภาพของสญั ญาณ สญั ญาณทดี่ ีคอื waveform ของชพี จรชัดเจน และชพี จรเทา่
หรือเกือบเท่ากับอัตราหวั ใจท่ีตดิ ตามด้วย cardiorespiratory monitor หากตา่ งกนั มากใหค้ ดิ ถงึ สง่ิ ต่อไปนี้
- ทารกทม่ี ีภาวะความดนั ต่า หรือผวิ หนังทีต่ ิด sensor บวมมาก
- ตดิ sensor หลวมหรือแน่นเกิน
- Sensor เสีย

6. ย้ายตา่ แหน่งทต่ี ิด sensor ทุก 2-4 ชม. หรือเมอ่ื พบบรเิ วณทีต่ ิด Sensor เขียวคล้่าหรอื เครื่องไม่อ่านค่าโดยที่
sensor ไม่ไดถ้ ูกเคลือ่ นไหว

7. บงั Sensor ดว้ ยผา้ หรือสารทบึ แสง หากทารกไดร้ บั การสอ่ งไฟรักษาภาวะตวั เหลือง
8. การตดิ ปา้ ยบอกพศิ ยั ของ SpO2 ทต่ี อ้ งการให้คงไว้ เพ่ือให้บุคลากรช่วยลดความเข็มขน้ ออกซิเจนเม่ือสูง/ตา่ กวา่ เกณฑ์

ทกี่ ่าหนด จะเพ่ิมความปลอดภัยของการใหอ้ อกซเิ จนและออกจากเคร่ืองชว่ ยหายใจ/หยุดใหอ้ อกซิเจนไดเ้ รว็ ข้ึน
กำรวินิจฉัยโรคจำกสญั ญำณเตอื น
1. ถ้า SpO2 ขึ้นๆลงๆ โดยทีช่ ีพจรไมล่ ดลงเกดิ จาก

น่า้ คดั หลงั่ ในหลอดคอหรือ ETT
นา้่ ขังอย่ใู นท่อวงจรเคร่ืองช่วยหายใจจา่ นวนมาก
2. ถ้า SpO2 ลดลงร่วมกบั ชีพจรต่ากว่า 100 ครง้ั /นาที ใหค้ ิด apnea
3. ถา้ SpO2 ลดลงรว่ มกับชีพจรต่ากวา่ 100 คร้ัง/นาที ชพี จรเบา/ความดันตา่ วนิ จิ ฉัยแยกโรค
ภาวะโพรงเย่อื หมุ้ ปอดมีอากาศชนดิ มีความดนั (tension pneumothorax)
เครอ่ื งช่วยหายใจท่างานผิดปกต/ิ วงจร หลุดจาก ETT
4. ถา้ SpO2 ทเี่ คยปกตแิ ลว้ ลดลง โดยไม่ได้ลด Setting และชพี จรไม่ลดลง คดิ ถงึ ยดึ sensor แน่นไป การลดลงของ
การกา่ ซาบเลือดทต่ี ่าแหน่งยึด sensor

กำรติด electrode ของ cardio respirator monitor
1. คุณสมบัตขิ อง electrode ท่ีควรเลือกมดี ังน้ี

- มขี นาดเหมาะส่าหรับทารกแรกเกดิ เพอื่ ไม่ขัดขวางการท่าหตั ถการหรือการถ่ายภาพรงั สเี อกซ์
- มแี ถบกาวท่ีสามารถแนบติดกับผวิ หนงั บรเิ วณทรวงอก หรือแขนขาได้ดี
- Gel ของ electrode ตอ้ งมคี ณุ สมบัติไม่สูญเสยี นา่้ เรว็ เกนิ ไป โดยสงั เกตจากระยะเวลาของการใช้
งานควรจับสัญญาณไดน้ านกว่า 24 ช่วั โมง
- ระคายเคืองผิวหนังน้อยไมท่ ่าลายหนังก่าพร้าเม่ือลอกออก
2. กำรติด electrode
- ใช้ electrode ทไ่ี มห่ มดอายุการใชง้ าน
- ทา่ ความสะอาดบริเวณทีจ่ ะตดิ electrode ด้วยส่าลชี ุบ NSS แลว้ ซับใหแ้ หง้
- ต่าแหน่งในการตดิ electrode คอื

6

หอผปู้ ว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรติ

- RA บรเิ วณใต้ตอ่ จุดกึ่งกลางของกระดูกไหปลาร้าข้างขวา
- LA ใต้ต่อจดุ กง่ึ กลางของกระดูกไหปลาร้าขา้ งซา้ ย
- LL บรเิ วณท้องสว่ นลา่ งดา้ นซา้ ย

3. กำรประเมินกำรทำงำนของเคร่อื งหลังตดิ electrode ต้องมี waveform ของ QRS แสดงค่า Heart rateจาก
เคร่ือง EKG เท่ากันหรือใกลเ้ คยี งกบั Heart rate ท่ีฟังไดจ้ ากทารก ถ้าไม่เท่ากันใหต้ รวจสอบการติดแนบของ
electrode และการเช่อื มต่อของสาย electrode

4. ควรเลือก lead 2 เน่ืองจากเหน็ QRS ชดั เจน

กำรวดั ควำมดันในทำรกแรกเกดิ
1. ขนาดของ BP cuff ต้องมีความยาวพอทีจ่ ะพนั รอบแขนหรือขาของทารก โดยใหค้ วามกว้างของ cuff เท่ากับร้อย
ละ45-70 ของเสน้ รอบวงแขนหรอื ขาของบรเิ วณทจ่ี ะวดั
2. พัน BP cuff รอบแขนหรือขาให้แนบสนทิ กับผิวหนัง แต่ไม่แน่นหรือหลวมเกนิ ไป
3. วาง BP cuff ให้ arterial mark ตรงกับหลอดเลือดแดงของแขนหรอื ขาที่จะวัด
4. ขณะวัดทารกต้องอยู่นิง่ ๆ และหลงั หยดุ รอ้ งอย่างน้อย 5-10 นาที
5. การวัดBP แบบติดตามต่อเน่ืองใหก้ ดป่มุ auto และตัง้ ความถขี่ องเวลาท่ตี ้องการวัดให้เหมาะสมกับสภาวะของ
ผปู้ ่วย แล้วกดป่มุ start
6. ถ้าค่าออกมาผิดปกติให้วัด BP ซ่า้ โดยสา่ รวจขั้นตอนว่าถกู ต้องหรอื ไม่ หากใช้ปุม่ Start ตอ้ งกดป่มุ Stop ทุก
ครัง้ หลงั การวัด เพราะการวัดทเี่ ดยี วซา่้ ๆ ทา่ ใหเ้ กิดการขาดเลอื ด(ischemia) จ้า่ เลอื ด(ecchymosis) และพยาธิ
ของเสน้ ประสาท (neuropathy ) ได้ถ้าวัดได้ความดันต่า ใหค้ ล่าความแรงของชีพจรทีข่ าหนีบเพื่อชว่ ยยนื ยัน
7. ถา้ ต้องการวัดแบบติดตามต่อเนอ่ื งต่อไป ให้กดปมุ่ Start ใหม่
8. การประเมินการท่างานเครื่องวัดความดัน
-ถา้ คา่ ความดนั สูงหรือตา่ กว่าท่คี วรจะเปน็ ให้คลา่ ชพี จรทขี่ าหนีบว่าแรงหรือไม่ ถา้ ชพี จรแรงและค่าความดัน
สูง หรือ ชีพจรเบาและความดันต่า แสดงวา่ เป็นค่าความดันของคนไขจ้ ริง
-ฟังอตั ราหัวใจเปรียบเทยี บกับอัตราหวั ใจท่ีได้จากเคร่ืองวดั ความดันวา่ ใกล้เคียงกนั หรือไม่

กำรใช้ Infusion pump
1. เลือกชดุ ใหส้ ารน้า่ (IV set)ทเ่ี ข้าได้กับ infusion ของแต่ละบรษิ ทั
2. นา่ สายชดุ ใหส้ ารน่า้ ที่ไล่อากาศแลว้ มาวางเขา้ ท่เี คร่ืองตามช่องท่ีกา่ หนด ให้สายอยู่ในแนวเสน้ ตรง และปิดประตู
เครอ่ื งใหส้ นิท
3. เปิดเครื่องและต้ังอัตราไหลเป็น มล./ชม.
4. ตั้งปริมาณสารนา่้ ทท่ี ารกควรได้รบั ใน 4 ชม. (Record I/O ทุก 4 ชว่ั โมง)
5. กดปมุ่ เรม่ิ การท่างาน

7

หอผปู้ ว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลมิ พระเกียรติ

สำเหตุของกำรเกิดสญั ญำณเตอื นและกำรแกไ้ ข กำรแกไ้ ข
สำเหตุ
- จัดสายชุดให้สารน้่าให้ไหลได้สะดวก
1. Occlusion - ปลดตัวหนบี
- สายชุดให้สารน้่าหกั พับ งอ หรอื ถกู ทับ
- สายชุดใหส้ ารน้่าหรือ T-connector ถกู - ไล่อากาศออกจากชุดใหส้ ารน่้า
หนบี ดว้ ยตัวหนบี (Clamp) - ตอ่ ขวดสารน้า่ ใหม่
- หมุนข้อต่อสามทางผิดทาง - ตดิ drop sensor ใหมใ่ หถ้ ูกตา่ แหนง่ (กรณี

2. Air-in-line มี sensor)
- มีอากาศในชดุ ใหส้ ารน้่า
- บีบสารนา่้ ให้เหลือครึง่ กระเปาะ
- สารนา่้ หมด - ตอ่ ขวดสารน่า้ ใหม่

3. No drop - กดปุ่ม clear volume และตั้ง volume
- ตดิ Drop sensor ไม่ถกู ต่าแหนง่ limit ใหม่
- มีสารน้า่ เตม็ กระเปาะ
- สารน่า้ หมด - ปดิ ประตูใหม่
- ตอ่ ไฟ AC อัดไฟแบตเตอรใ่ี หม่
4.Completion - เปลยี่ นเครื่องใหม่และสง่ ซอ่ ม
5. Door open, ปดิ ประตไู ม่สนทิ ,ลืมปดิ
6. Low Battery กำรแก้ไข
7. อุปกรณช์ ่ารุด - ต่อข้อต่อใหม่ด้วยเทคนคิ ไร้เช้อื (aseptic

สำเหตขุ องกำรไมไ่ ด้รับสำรนำ้ ตำมปรมิ ำณท่ีกำหนด technique)
สำเหตุ - ตง้ั อตั ราการไหลของสารน้่าให้ตรงกบั คา่ สัง่ การ

1. ขอ้ ต่อตา่ งๆ(T-connector, extension tube, ข้อ รักษาและรายงานแพทย์ให้รบั ทราบเพื่อประเมนิ
ตอ่ สามทาง ชุดให้สารนา่้ ) หลดุ จากกัน อาการทารกและให้การรกั ษา

2. ตงั้ อัตราการไหลของสารนา่้ ผิด

8

หอผปู้ ว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

กำรใชเ้ ครือ่ งช่วยหำยใจ
1. ใชเ้ คร่ืองช่วยหายใจพร้อมเครื่องทา่ ความชื้น(Humidifier) ท่ีผ่านการท่าความสะอาดอย่างถกู ต้องหลงั ใช้งานแลว้
เท่านั้น
2. ตอ่ วงจรเคร่อื งชว่ ยหายใจทารก(patient circuit) ด้วยวิธไี ร้เช้อื และไม่มีลมพัดผา่ นอปุ กรณ์ขณะประกอบ
3. ต่อท่ออากาศ/ออกซเิ จนเข้ากับแหลง่ แกส๊
4. เสยี บปล๊ักไฟของเครื่องชว่ ยหายใจและเครื่องทา่ ความชืน้ เข้ากบั กระแสไฟฟ้า
5. เปดิ สวติ ชไ์ ฟ ตัวเลขบนหน้าปัดตอ้ งปรากฏทุกชอ่ ง และมีเสยี งสัญญาณเตือน
6. เลอื กความดังของเสียงสญั ญาณเตอื น
7. ตง้ั ventilator setting ตามพยาธสิ ภาพของปอด พร้อมตั้ง alarm limit
8. ตงั้ อณุ หภูมิของแกส๊ ทเ่ี ครอ่ื งท่าความช้นื ที่ป่มุ ไวท้ ี่ 400 ซ และ -30 ซ(กรณเี ป็นแบบ Manual)

9

หอผู้ปว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

แนวทำงกำรปฏบิ ัตกิ ำรป้องกนั กำรระบตุ ัวผดิ พลำด

1. คำจำกดั ควำม

เจา้ หนา้ ที่ หมายถึง เจ้าหน้าท่ีของหนว่ ยงานการพยาบาลผูป้ ว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกิดและบุคลากรทเ่ี กี่ยวข้อง
ผู้ปว่ ย หมายถงึ ทารกแรกเกิดอายุ 0-28 วัน ทีมีอาการอยูใ่ นระยะวกิ ฤตป่วยหนัก ซบั ซ้อนทงั้ ทเี่ กิดในโรงพยาบาลและส่ง
ต่อมาจากโรงพยาบาลอ่นื
ปา้ ยระบตุ วั ทารก/ผปู้ ่วย หมายถึง สิ่งที่ใช้ระบตุ ัวทารก ทีต่ ิดอยทู่ ี่ตวั ทารก /ผปู้ ว่ ย สา่ หรับทารกแรกเกิดมักติดที่ข้อมือและข้อ
เทา้

2. วตั ถุประสงค์
เพื่อให้บุคลากรทางสุขภาพทราบและมแี นวปฏบิ ตั ใิ นการป้องกันและพฒั นาการระบตุ วั ทารกผดิ พลาดเมื่อแรกรับ
เพอ่ื ใหบ้ ุคลากรทางสขุ ภาพทราบและมแี นวปฏิบัติการระบตุ ัวทารกผดิ พลาดขณะอย่โู รงพยาบาล
เพ่อื เป็นแนวทางในการยา้ ยผู้ป่วยทารกออกจากหอผู้ปว่ ย/โรงพยาบาล/ หรือกลบั บา้ นไม่ผดิ คน
เพื่อเปน็ การวางแนวทางการปฏิบตั ิในการระบุตัวทารกท่เี ข้ารบั การรักษาในโรงพยาบาล

3. หนำ้ ทคี่ วำมรับผดิ ชอบ
ดแู ลผ้ปู ่วยทารกแรกเกดิ อายุ 0-28 วัน ที่มีอาการอยู่ในระยะวิกฤตปว่ ยหนัก ซับซอ้ นทงั้ ท่ีเกดิ ในโรงพยาบาลและส่งต่อมาจาก
โรงพยาบาลอนื่ แบง่ ตามกลมุ่ อาการดังนี้

6. ทารกแรกเกดิ กอ่ นก่าหนดท่ีมีนา่้ หนักไม่ต่ากวา่ 700 กรมั และมอี ายุครรภ์มากกว่า 27 สัปดาห์
7. ทารกแรกเกดิ ทีม่ ภี าวะหายใจลา่ บาก ทั้งที่ใสแ่ ละไมใ่ ส่เครื่องช่วยหายใจ

8. ทารกแรกเกิดทีมภี าวะตดิ เช้ืออยา่ งรุนแรงในรา่ งกาย (Severe sepsis) หรอื มกี ารเปลีย่ นแปลงรวดเรว็ ตลอดเวลา
และมีภาวะแทรกซ้อนต่อรา่ งกายทุกระบบ

9. ทารกแรกเกิดท่ตี อ้ งไดร้ บั การผา่ ตัด
10. ทารกแรกเกิดท่ีมภี าวะขาดออกซิเจนรุนแรงระหวา่ งคลอด (Birth asphyxia)

4. ขัน้ ตอนกำรปฏิบัติ
รำยละเอยี ดขัน้ ตอนกำรปฏบิ ัติ

กำรป้องกันกำรระบตุ ัวทำรกผดิ พลำดเม่ือรับใหม่/รบั ย้ำย
วางแนวทางปฏบิ ตั สิ า่ หรบั การติดปา้ ยระบตุ ัวทารกท่ีชัดเจนเป็นไปในแนวทางเดยี วกัน

10

หอผู้ปว่ ยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

หอผู้ป่วย
1. เมือ่ ทารกมาถึงหอผปู้ ่วยพยาบาลทา่ การตรวจเช็คป้ายข้อมือข้อเทา้ ท่ีติดมากับทารกทันที ชือ่ -นามสกุล มารดา , HN

และวนั เดอื นปีเกิดใหต้ รงกับเวชระเบยี น และตรงกนั กบั พยาบาลที่น่าทารกมาสง่
2. ให้ตรวจสอบช่ือผ้ปู ่วยในแฟ้มเวชระเบยี นและชอ่ื ในระบบ E-phis และใช้ปากกาหมกึ แห้งหรือ permanent marker

เขยี นชอ่ื -นามสกลุ และ HN ของผู้ป่วย แทนการใช้ sticker ผ้ปู ว่ ยใน (เทอร์มอล) โดยเขยี นแยกสตี ามเพศที่กา่ หนด
และทา่ ปา้ ยระบตุ วั สา่ รองติดไว้ข้างเตยี งเพ่ือนา่ มาสบั เปล่ยี นกรณหี มึกบนป้ายระบุตัวลบเลือนไป
กรณีทจี่ ะตัดป้ายระบตุ วั เดมิ ออก พยาบาลท่ีรับผดิ ชอบต้องตดิ ป้ายระบุตัวใหม่ใหแ้ ก่ทารก 2 ตา่ แหนง่ เสมอ

3. ตรวจสอบความถูกต้องซ่า้ อีกคร้งั ท้ังปา้ ยข้อมือข้อเท้าของทารก
4. กรณรี ับยา้ ยจากหอผู้ปว่ ยหรอื โรงพยาบาลอน่ื ให้พยาบาลและเจา้ หนา้ ทที่ ีน่ ่าส่งทารกร่วมกันตรวจสอบป้ายระบุตวั

ทารกและเวชระเบียนใหต้ รงกัน

ทำรกอยู่ในภำวะวิกฤติ
1. ใหก้ ารชว่ ยเหลอื ทารกให้พ้นระยะวกิ ฤตแิ ละอาการคงท่ี
2. ทันทที ่ีอาการคงที่ ไม่ละท้ิงทารกไปท่าอยา่ งอ่นื ใหเ้ ขียนและตดิ ปา้ ยระบตุ ัวทารกทนั ที

กำรเฝำ้ ระวังกำรระบตุ ัวทำรกผิดพลำดขณะอยู่โรงพยำบำล
กำรติดป้ำยระบุตัวทำรก

1. เนน้ ให้บุคลากรทุกคนปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้อย่างเคร่งครดั
2. มกี ารพิมพป์ ้ายระบตุ วั ผู้ป่วย โดยมรี ายละเอียดดงั น้ี ชอ่ื เตียง ช่อื -สกุล ชอ่ื มารดา HN. AN. วันทที่ ่รี ับใหม/่ รบั ยา้ ย

และน่า้ หนกั ผู้ป่วย และน่าไปติดบริเวณตอู้ บ/infant warmer/crib ท่ีมองเหน็ ชดั เจน

11

หอผูป้ ่วยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

3. มกี ารพมิ พ์ปา้ ยชอื่ ผู้ป่วยโดยระบชุ ่ือเตียง ชื่อผ้ปู ่วย และ HN. ตดิ ทแ่ี ฟ้มผูป้ ่วย

กำรติดตำมเฝ้ำระวงั ป้ำยระบุตวั หลดุ /ตดิ ผดิ คน
1. ส่ารวจปา้ ยระบตุ ัวให้ครบ 2 อันหลังทา่ หัตถการทุกครัง้
2. ปลูกจติ สา่ นกึ ให้บุคลากรปฏิบัติตามระบบการตรวจสอบดงั น้ี
-ตรวจสอบป้ายระบตุ วั ขณะรับส่งเวรทกุ ครง้ั ตรวจสอบปา้ ยระบตุ วั ทารกและป้ายช่อื หน้าตูอ้ บ/infant warmer/ crib

เวรละ 1 ครัง้ ทกุ วัน หากพบว่ามีการลบเลือนหรือมไี มค่ รบ ให้ปฏบิ ัติดังน้ี
- ถ้าหลุด 1 อนั ให้ตดิ ปา้ ยระบุตวั ใหม่ 1 อัน โดยมีผ้ตู รวจสอบ
- ถา้ หลดุ 2 อันให้ปฏบิ ัติตามเอกสาร
- จัดอปุ กรณส์ า่ หรบั ทา่ ปา้ ยระบตุ วั ในท่ีสะดวกตอ่ การหยิบใช้
- แจง้ ขอ้ ผดิ พลาดและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกดิ ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปอ้ งกนั และพฒั นา
ตอ่ เนอื่ ง

3. ทุกครงั้ ทมี่ ีการเปลี่ยนหรือยา้ ยต้อู บ/infant warmer/crib ให้ปฏิบัตดิ ังน้ี
- ตอ้ งแจง้ บุคลากรที่เกย่ี วข้องในการดแู ลทารกนนั้ ทนั ที
- ตรวจสอบทารกท่ีถูกเปลีย่ น/ยา้ ยตา่ แหน่ง ว่าชื่อผปู้ ่วยตรงกับปา้ ยทต่ี ิดอยหู่ น้าตู้อบ/
infant warmer/crib และแฟ้มเวชระเบยี นผปู้ ว่ ย

12

หอผปู้ ว่ ยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกียรติ

กำรระบตุ ัวทำรกในกำรเจำะเลือด/เกบ็ specimen
1. ตรวจสอบค่าสั่งการรักษา รายการส่งตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการ และ key ใบ request พรอ้ มพิมพใ์ บส่งตรวจในระบบ
E-phis รวมท้ังพมิ พ์ sticker ให้พอดีกับจ่านวน tube/container ของ specimen ที่จะส่ง เพือ่ ใช้ติดระบตุ วั ผู้ป่วย
และตรวจสอบความถูกต้องอีกครัง้
2. นา่ ใบ request พร้อมตดิ sticker บรเิ วณ tube/container และนา่ มาใส่ตะกร้า lab โดยหากมีการสง่ lab มากกวา่
1 เตยี ง ใหใ้ ชต้ ะกร้า 1 ใบ/ 1คน
3. ปฏบิ ตั แิ นวทางการปฏบิ ัตแิ ละขนั้ ตอนการเจาะเลือดตามคมู่ ือการใช้บริการทางห้องปฏิบตั ิการเทคนิคการแพทย์
4. ระบสุ ่งิ ส่งตรวจในใบส่งตรวจและภาชนะบรรจสุ งิ่ สง่ ตรวจใหช้ ดั เจน

5 . พนั Parafilm และใสซ่ องสีแดง กรณี Capillary tube Hematocrit / Microbilirubin ให้ใสซ่ องสชี า ปอ้ งกนั
แสง

6. ตรวจทานชอ่ื -สกลุ บรเิ วณ tube/container และในใบ request รวมทั้งตรวจสอบความถกู ต้องของรายการ
ทส่ี ่งตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการซ่้าอีกคร้ัง และตรวจทานซ่า้ ตามขน้ั ตอนขา้ งต้นอีกคร้งั ดว้ ยการ double check

กำรระบตุ ัวทำรกขณะทำหัตถกำรภำยในและภำยนอกหน่วยงำน
1. เน้นใหเ้ จา้ หนา้ ทย่ี ดึ แนวปฏบิ ัตเิ ป็นหลักดังน้ี แจง้ ให้เจ้าหน้าทท่ี กุ คนทราบเมือ่ มีการย้ายทารก เน้นให้ทุกคนตรวจสอบ
ปา้ ยระบตุ วั ทารกและป้ายหน้าตูอ้ บ/infant warmer/crib ให้ตรงกนั ก่อนท่าหัตถการทุกครง้ั
2. การท่าหตั ถการหรือการให้การพยาบาลควรทา่ ท่ีตูอ้ บ/infant warmer/crib ของทารก หากจ่าเป็นให้ทา่ ทีละราย
3. ผู้ท่าหรอื ผู้ชว่ ยทา่ หตั ถการต้องตรวจสอบป้ายระบุตัวทารก ชนิดของหตั ถการท่ีท่าโดยการทวนซ่า้ กับแผนการรักษา
4. พยาบาลตรวจสอบการระบุตัวทารกและหลกั ฐานส่าหรบั การส่งหตั ถการภายนอกหน่วยงาน ดงั น้ี
ตรวจสอบชื่อ-สกลุ ทารกที่ป้ายระบตุ ัว แฟม้ ประวตั ิ ใบสง่ ตวั /ใบปรกึ ษานอกหน่วยงาน

กำรเฝำ้ ระวงั กำรระบุตัวในทำรกกลมุ่ เสีย่ ง
1. หากทารกมีน่า้ หนกั ตวั น้อย ใหต้ รวจปา้ ยระบุตัวว่าหลวมหลดุ หรอื ไม่
2. เนน้ เจ้าหน้าทที่ กุ ระดับให้ใช้ความระมดั ระวังเปน็ พิเศษตรวจทานช่อื -สกุล ก่อนทา่ หัตถการและการพยาบาล

13

หอผ้ปู ว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกียรติ

กำรปอ้ งกนั กำรระบุตัวทำรกผิดพลำดเมอื่ ย้ำยออกจำกหอผู้ป่วย/โรงพยำบำล หรือจำหน่ำยกลบั บ้ำนกำรยำ้ ยออก/
จำหนำ่ ยจำกโรงพยำบำล
1. เนน้ ให้ตระหนกั ถึงความส่าคญั ของผลเสียทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ จากการไมป่ ฏบิ ตั ิตามมาตรฐานท่ีวางไว้
2. วางแนวทางปฏบิ ัติในการย้าย/จา่ หน่ายทารกทชี่ ดั เจน ดงั นี้

2.1 กรณยี า้ ยทารกออกจากหอผปู้ ่วย/ไปโรงพยาบาลอ่นื ก่อนยา้ ยต้องตรวจสอบ
- Check list การย้ายผู้ปว่ ยในสาขาการพยาบาลกุมารเวชกรรม
- แฟ้มประวตั ิทารก
- ปา้ ยระบุตัว

2.2 กรณีรับ-ยา้ ยทารกจากตา่ งโรงพยาบาลต้องมี
- ใบยินยอมรับการรกั ษามาพรอ้ มทารก
- แบบฟอรม์ การส่งมอบหลักฐานทเี่ กย่ี วกับการระบตุ วั ทารก

2.3 กรณีกลับบ้านใหต้ รวจสอบหลกั ฐานดังนี้
- บตั รประชาชนบิดา-มารดา
- ตรวจสอบข้อมลู ของบดิ า-มารดาใหต้ รงกบั เวชระเบยี น
- ใหบ้ ดิ า-มารดาตรวจสอบชอ่ื -สกลุ ทารกร่วมกับเจา้ หนา้ ที่ให้ตรงกันแล้วเซน็ ช่ือรบั ทารกกลบั ในแบบฟอร์ม

การจ่าหนา่ ย

กำรคน้ หำหลักฐำนเม่อื แรกรับ
กรณีไมม่ ีปำ้ ยระบตุ วั
1. ใหเ้ จ้าหนา้ ท่ผี ้นู ่าส่งเป็นผเู้ ขียนชอ่ื -สกลุ ของทารก ชื่อผ้นู ่าสง่ และต้นสงั กัดทีม่ า ด้วยตัวบรรจง
2. ตรวจสอบกบั บิดา/มารดาข้อความที่เขยี นถูกต้องตรงกับทารก
3. ใหเ้ จา้ หนา้ ท่ผี ู้น่าสง่ ติดปา้ ยระบุตวั ทารก 2 ต่าแหนง่ ต่อหน้าบดิ า-มารดา

กรณปี ำ้ ยระบตุ ัวไมต่ รงกับเวชระเบียน
1. สอบถามไปยังแหลง่ ที่ส่งทารกมา
2. ตรวจสอบความถูกต้องของการระบตุ วั ทารกและเวชระเบียน
3. ใหบ้ ิดา/มารดายนื ยนั การระบุตัวทารก

กำรค้นหำหลักฐำนขณะอยโู่ รงพยำบำล
กรณไี มพ่ บป้ำยระบตุ ัวที่ตัวทำรก

1. ตรวจสอบเปรียบเทยี บรายชื่อทารกในหอผปู้ ่วยกบั ช่อื ทปี่ ้ายระบุตวั เพ่ือพิจารณาว่าทารกท่ีไม่มีป้ายระบุตัว อาจเป็น
ทารกทป่ี ้ายระบตุ ัวหายไป

2. ความถูกตอ้ งของการระบุตัวทารก ดว้ ยหลกั ฐานประกอบจากสภาพแวดลอ้ ม ดังนี้
- ตรวจดวู า่ ทารกมตี ่าหนิหรอื ลักษณะทีต่ รงกับการตรวจพบในบนั ทึกการตรวจร่างกาย
- ตรวจสอบช่ือทารก ที่ติดบนอุปกรณ์ตา่ งๆ ที่กา่ ลังใช้อยู่

14

หอผู้ปว่ ยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

- ในการยนื ยนั การระบตุ ัวทารกตอ้ งมพี ยาบาล 1 คนและผู้ตรวจสอบอีก 1 คนรว่ มเปน็ พยานยืนยนั

กำรจำหนำ่ ยออกจำกหอผู้ป่วย/โรงพยำบำล
กรณีไมส่ ามารถหาหลักฐานทางเอกสารเพ่ือระบุตวั ทารก ใหต้ รวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม โดยรายงานผู้รบั ผดิ ชอบและ
แจ้งบดิ า-มารดา

กำรติดปำ้ ยระบุตัวเมอ่ื รับไว้ในหอผู้ป่วย
1. ใชก้ ารเขยี นช่อื -สกลุ HN แยกสตี ามเพศท่ีกา่ หนด โดยเขยี นดว้ ยปากกาหมึกแห้ง / permanent marker ลงบนปา้ ย
ระบุตวั แทนการใช้ sticker (เทอร์มอล) เนอื่ งจากเมอ่ื ตดิ sticker มกี ารพบการระคายเคืองผิวทารก
2. ตดิ สายป้ายขอ้ มอื ให้พอดกี บั ข้อมือทารก
3. ตดิ ป้ายระบุตวั ทารกให้พอดีไม่ควรแนน่ เกินไปเพราะจะเกิดการระคายเคืองผิวทารก

ขั้นตอนกำรรบั เลอื ด/สว่ นประกอบของเลอื ดจำกธนำคำรเลอื ด
1. ตรวจสอบข้อมลู การแจ้งขอเลือดในระบบ E-phis เมอ่ื ขึน้ สถานะรอจ่าย ให้รับเลือดได้
2. พยาบาลพิมพ์ใบขอรบั เลอื ด/สว่ นประกอบของเลอื ดและจ่านวนท่ีตอ้ งการใช้ พร้อมลงชอื่ พยาบาลประจ่าตึก และให้
เจา้ หน้าทไ่ี ปรบั โดยน่ากระติกรบั เลือดไปรับ (ใส่ ice pack เฉพาะ LPRC และ FFP ทย่ี งั ไมผ่ า่ นการ warm )

กรณรี บั เลอื ด/สว่ นประกอบของเลือดคร้ังแรก ใหเ้ จาะเลอื ดใส่ Capillary tube Hematocrit จา่ นวน 2 tube ใสถ่ งุ สชี า
พร้อมติด sticker ระบตุ ัวผปู้ ว่ ย และนา่ ส่ง Blood bank พรอ้ มใบรับเลือด/ส่วนประกอบของเลือด

ขน้ั ตอนกำรใหเ้ ลอื ด/ส่วนประกอบของเลือดจำกธนำคำรเลอื ด
1. เมือ่ รับมาจากธนาคารเลือด พยาบาลตรวจสอบความถูกต้องของเลือด/ส่วนประกอบของเลือด โดยการ Double
check และเซ็นช่ือก่ากบั โดยขอ้ มูลที่ต้องตรวจสอบมดี งั น้ี
- ชอ่ื -สกุล HN ของทารกกับข้อมูลในใบขอเลอื ด ใบก่ากบั เลือด
ใบรบั เลอื ด และถงุ เลือด
- ชนดิ ของเลือด/ส่วนประกอบของเลือดถูกต้องตามแผนการ
รักษาของแพทย์
- หมู่เลือดของผูบ้ ริจาคและทารก (โดย check หมู่เลอื ดของ
ทารกจากผลการเจาะ Blood group , ABO , Rh เพือ่ ยืนยัน
หมู่เลือด)
- Request No. ของถุงเลอื ด ใบขอเลือด ใบก่ากบั เลือด

และใบรับเลอื ด/ส่วนประกอบของเลือด
- วนั หมดอายุของเลือด/สว่ นประกอบของเลือด

2. เม่ือจะให้เลอื ด/ส่วนประกอบของเลือดแกผ่ ู้ป่วย
2.1 ผูเ้ ตรียมและผู้ให้เลอื ด/ส่วนประกอบของเลือดควรเป็นคนเดียวกนั โดยใช้หลกั Sterile technique

15

หอผปู้ ว่ ยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกียรติ

และมีการ Identify โดยใช้ Slip ติดที่ Syringe ให้เลือด/สว่ นประกอบของเลอื ด
2.2 นา่ เลือด/ส่วนประกอบของเลือดมาให้ผปู้ ว่ ยโดยใชห้ ลกั 6R

3. บันทึกการใหเ้ ลอื ด/สว่ นประกอบของเลอื ดในใบ TPR record , nurse note, flow chart, medication record ของ
ทารก

4. บันทกึ สัญญาณชีพและอาการแสดงทีผ่ ดิ ปกติ เช่น ผน่ื สีของปัสสาวะ เปน็ ต้น ทง้ั ก่อนให้ ขณะใหแ้ ละหลงั ให้เลือด/
สว่ นประกอบของเลอื ด ตามแนวปฏบิ ัตกิ ารให้เลือดและสว่ นประกอบของเลือด

5. เอกสำรอำ้ งอิง
ณชิ าภา เจียมจรรยา. (2560). แนวปฏบิ ัติกระบวนการเตรยี มโลหติ ให้ผ้ปู ่วยรายใหม่ทีไ่ มเ่ คยให้เลือดมาก่อน. งานธนาคาร

เลอื ด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรต.ิ

16

หอผู้ปว่ ยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลมิ พระเกียรติ

แนวทำงกำรปฏิบัติปอ้ งกันผิวหนงั ถูกทำลำย

1. คำจำกดั ควำม
เจ้ำหนำ้ ที่ หมายถงึ เจ้าหน้าท่ีของหนว่ ยงานการพยาบาลผปู้ ว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกิดและบุคลากรท่เี กย่ี วข้อง
ผปู้ ว่ ย หมายถึง ทารกแรกเกิดอายุ 0-28 วนั ท่ีมีอาการอยู่ในระยะวิกฤตปว่ ยหนกั ซับซอ้ น ทง้ั ท่ีเกดิ ใน

โรงพยาบาลและส่งต่อมาจากโรงพยาบาลอ่ืน
ผวิ หนังถูกทำลำย หมายถึง ผวิ หนังของทารกท่ีได้รับความเสยี หาย/หรอื มีการเปลยี่ นแปลงจาd

สภาพเดมิ
2. วตั ถปุ ระสงค์

- เพือ่ ให้เจ้าหน้าทีท่ ราบและมีแนวทางการปฏิบตั งิ านเพื่อป้องกันผิวหนังทารกถูกทา่ ลาย
- เพื่อให้ผ้ปู ่วยไดร้ ับการรกั ษาทถ่ี ูกต้องและปลอดภยั
3. หนำ้ ทค่ี วำมรบั ผิดชอบ

ดแู ลผูป้ ่วยทารกแรกเกิดอายุ 0-28 วนั ท่มี อี าการอยู่ในระยะวิกฤตป่วยหนกั ซับซอ้ นทงั้ ที่เกิดในโรงพยาบาล
และส่งต่อมาจากโรงพยาบาลอนื่ แบง่ ตามกลุม่ อาการดงั นี้

11. ทารกแรกเกิดกอ่ นกา่ หนดที่มีน้่าหนกั ไม่ต่ากว่า 700 กรมั และมอี ายุครรภ์มากกว่า 27 สัปดาห์
12. ทารกแรกเกิดท่ีมภี าวะหายใจลา่ บาก ทั้งที่ใส่และไม่ใส่เครื่องช่วยหายใจ
13. ทารกแรกเกดิ ทีมภี าวะตดิ เช้ืออย่างรุนแรงในร่างกาย (Severe sepsis) หรือมีการเปล่ียนแปลงรวดเร็ว

ตลอดเวลาและมภี าวะแทรกซ้อนต่อร่างกายทกุ ระบบ
14. ทารกแรกเกดิ ที่ตอ้ งได้รับการผ่าตัด

4. ขน้ั ตอนกำรปฏบิ ตั ิ
แนวทำงกำรปฏิบตั ิ
1. กำรประเมนิ ผิวหนังเมือ่ แรกรบั

ประเมินผวิ หนังทารกแรกรบั ด้วยแบบประเมนิ การความเสยี่ งผิวหนงั ถกู ทา่ ลายในทารกแรกเกดิ คือ neonatal skin
risk assessment scale : NSRAS (Quigley and Curley , 1996) และแบบประเมนิ Modified Braden Q Scale (
สา่ หรบั เดก็ )

17

หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

Neonatal skin risk assessment scale (NSRAS)

4 3 2 1 Score

อำยคุ รรภ์ GA < 28 Wks GA > 28 Wks but < GA > 33Wks but < 38 GA > 38 Wks to
ของทำรก
กำรรับรู้ 33Wks Wks postterm

กำร จ่ากัดทง้ั หมด ไม่ จ่ากดั เป็นสว่ นใหญ่ จ่ากัดเล็กน้อย ค่อนขา้ งซึม ไม่บกพรอ่ ง ทารก
เคล่อื นไหว
ตอบสนองตอ่ ความ ตอบสนองตอ่ การกระตนุ้ ดว้ ย สามารถขยับแขนขาไดบ้ ้าง ตน่ื ตวั ดี
กำรทำ
กจิ กรรม เจ็บปวด อาจเกดิ จาก ความเจบ็ ปวดเทา่ น้ัน แสดง

ภำวะ ระดับการรับรู้หรอื จากยา ท่ากระสับกระส่าย คราง
โภชนำกำร
ไมส่ ามารถเคลอื่ นไหวเอง เคลอ่ื นไหวไดเ้ ลก็ น้อย ทารก เคลอ่ื นไหวไดบ้ า้ ง ทารก ไมจ่ ่ากดั ทารกดิน้ ขยับ

ไดเ้ ลย อาจขยับแขน ขาเองได้นานๆ สามารถขยับแขน ขาได้ แขนขา สามารถพลิก

ครั้ง เองโดยอสิ ระ ศีรษะเองได้

ต้องอยูบ่ นเตียงแผร่ ังสี อยบู่ นเตยี งแผร่ ังสโี ดยไม่มี อยู่ในต้อู บ มีผนงั ตู้ 2ชน้ั อยู่ในเตยี งทารก(crib)

และมีพลาสติกใสคลุม , พลาสตกิ ใสคลมุ

อย่ใู นตอู้ บที่มีการให้

ความชนื้

งดน่า้ งดอาหาร ได้รบั ไดร้ บั ไมเ่ พยี งพอตอ่ ความ ไดร้ บั อาหารทางสายยาง ได้รบั นมแม่จากขวด

สารอาหารทางหลอด ตอ้ งการของรา่ งกาย ท้ังนมแม่ ซง่ึ เพยี งพอต่อการ หรอื กินนมแม่เองทุกมือ้

เลือด หรอื นมผสม จา่ เปน็ ต้องได้รบั เจริญเตบิ โต ซงึ่ เพยี งพอตอ่ การ

ทางหลอดเลอื ดเพม่ิ เติม เจริญเติบโต

กำรเปียกชมุ่ เปียกชุ่มตลอด จาก คอ่ นข้างเปียกชมุ่ บ่อยคร้งั แต่ เปียกชน้ื เปน็ บางคร้ัง อาจ ไมเ่ ปียกชนื้ ผิวแหง้ ปกติ
ท่าการเปลย่ี นผ้าปทู ี่
ของผิวหนงั ปสั สาวะ อจุ จาระ ตรวจ ไม่ตลอดเวลา อาจตอ้ งเปลี่ยน ต้องเปล่ยี นผา้ ปทู นี่ อน นอนได้ตามตารางปกติ

พบทกุ ครั้งท่มี กี ารเปลยี่ น ผ้าปูทน่ี อนเวรละครัง้ อยา่ งน้อย 1ครัง้ ใน 1 วัน

ท่าหรือเคลอื่ นย้ายผปู้ ่วย

เรมิ่ ใช้แนวปฏบิ ัติเพอื่ ปอ้ งกนั ผวิ หนังถูกทา่ ลายในทารกแรกเกดิ ถา้ < 13คะแนน

18

หอผ้ปู ่วยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

Modified Braden Q Scale ( สำหรับเดก็ )

1 2 3 4 คะแนน

การเคล่อื นไหว 1. ไมส่ ามารถเคลอื่ นไหว 2. จา่ กดั มาก : เปลย่ี น 3. จ่ากัดเล็กน้อย : 4. ไม่มีขอ้ จ่ากดั :

ความสามารถในการ โดยส้นิ เชงิ : ไมส่ ามารถ ท่าทางหรือขยับแขนขา เปล่ียนท่าทางหรอื สามารถเปลย่ี นทา่ ทาง

เปลี่ยนและการ เปล่ยี นท่าหรอื ขยบั แขน ไดเ้ ลก็ นอ้ ยเปน็ ครัง้ คราว ขยบั แขนขาได้ หรอื ขยับแขนขาได้เอง

ควบคมุ ท่าทางของ ขาแมเ้ พียงเล็กน้อยโดย แตไ่ มส่ ามารถ เลก็ นอ้ ย แตบ่ ่อยคร้ัง อย่างอสิ ระ โดยไม่

ร่างกาย โดยปราศจากความ เคลอื่ นไหวไดอ้ ยา่ งอิสระ อย่างเปน็ อสิ ระ ต้องการความ

ช่วยเหลือ ชว่ ยเหลือ

กิจกรรมระดบั ของ 1. ตดิ เตยี ง : จ่ากดั อยใู่ น 2. น่ังมนั่ คง : 3. เดินบา้ งบางครัง้ : 4. ไมบ่ กพร่อง :

การท่ากจิ กรรมของ เตยี ง ความสามารถในการเดิน เดนิ บางคร้ังในระหว่าง ตอบสนองตอ่ คา่ สง่ั

ร่างกาย จ่ากัดไมส่ ามารถทรง วนั แต่ระยะทางสั้นๆ ดว้ ยวาจาไมม่ ีความ

ตวั เองได้และ/หรอื ตอ้ ง โดยมีหรอื ไม่มผี ู้ จา่ กัดในการรบั

ช่วยเหลือไปยังเก้าอีห้ รอื ช่วยเหลอื แตใ่ ช้เวลา ความรสู้ กึ ความ

รถเขน็ นงั่ สว่ นใหญอ่ ยู่ในเตยี ง เจบ็ ปวดหรอื ไมส่ ุข

หรือนัง่ เกา้ อี้ สบาย

การรบั รูท้ าง 1. จา่ กดั โดยสิ้นเชงิ : ไม่ 2. จ่ากัดมาก : 3. จา่ กดั เลก็ น้อย : 4. ไม่บกพรอ่ ง :

ประสาทสมั ผสั ตอบสนองตอ่ สง่ิ เร้า(ไม่ ตอบสนองต่อความ ตอบสนองต่อคา่ สั่ง ตอบสนองต่อคา่ ส่ัง

ความสามารถในการ ครางหรอื สะดุง้ ) ต่อ เจ็บปวด ไมส่ ามารถ ดว้ ยวาจา แตไ่ ม่ ดว้ ยวาจาไมม่ คี วาม

ตอบสนองที่ ความเจ็บปวดเนื่องจาก สือ่ สารความรสู้ ึกไม่สขุ สามารถสอ่ื สาร จา่ กัดในการรบั

เหมาะสม ตาม ระดับความรสู้ กึ ตัวลดลง สบาย แตส่ ่งเสยี งคราง ความรสู้ ึกไมส่ บาย ความรสู้ กึ ความ

พัฒนาการเกย่ี วขอ้ ง หรือไดย้ าระงับ หรือกระสบั กระสา่ ย หรือความตอ้ งการ เจ็บปวดหรอื ไมส่ ุข

กับความรสู้ ึกไมส่ ขุ ความรสู้ ึกหรอื ถกู จ่ากัด หรอื การรับความรสู้ ึก พลิกตัวได้เสมอ หรอื สบาย

สบายท่กี ดดนั ความสามารถในการรับ บกพรอ่ งบางส่วนมคี วาม การรบั ความรสู้ ึก

ความรสู้ กึ เจ็บปวด จา่ กัดในการรบั บกพรอ่ งบางสว่ น มี

มากกวา่ พืน้ ผวิ ของ ความรสู้ ึกเจ็บปวด ความจา่ กดั ในการรบั

รา่ งกาย หรือไมส่ ุขสบาย ความรสู้ กึ เจ็บปวด

มากกว่าครงึ่ หนง่ึ ของ หรอื ไมส่ ขุ สบาย 1

ร่างกาย หรือ 2 ส่วนของ

รา่ งกาย

ความช้ืนระดับของ 1. เปียกชนื้ ตลอดเวลา : 2. เปียกช้อื มาก : 3. เปียกชนื้ บางครัง้ : 4. ไมค่ อ่ ยเปียกช้ืน :

ผวิ ทส่ี มั ผสั ของ ผิวหนงั สมั ผัสกับ ผวิ หนงั มักจะเปยี กชน้ื ผวิ หนงั เปียกชอ้ื บา้ ง ผิวหนังมกั จะแหง้

ความชนื้ ความชื้นเกอื บ แตไ่ มต่ ลอดเวลา เปลย่ี น บางครงั้ ต้องเปลีย่ น เปลี่ยนผ้าอ้อม

ตลอดเวลาจากเหงอื่ ผ้าขวาง/ผา้ ปอู ยา่ งนอ้ ย ผา้ ผา้ ขวาง/ผ้าปู ทุก ตามปกติ เปลีย่ นผา้

ปัสสาวะส่งิ คดั หลง่ั ฯลฯ ทุก 8 ช่ัวโมง 12 ช่วั โมง ขวาง/ผา้ ปู ทุก 24

มีการตรวจพบความ ชัว่ โมง

เปียกชื้นทุกครง้ั ทม่ี ีการ

เคลื่อนย้ายหรือพลกิ ตวั

ผู้ป่วย

แรงเสยี ดทาน 1.ปญั หาส่าคัญ : การ 2. เปน็ ปัญหา :ต้อง 3. ปญั หาทีอ่ าจเกิด : 4. ไม่ปรากฏปัญหา ;

แรงเลือ่ นไถลแรง เกรง็ , ข้อตดิ แขง็ , ชว่ ยเหลือปานกลางถงึ เคลอื่ นไหวได้บา้ ง ยกผูป้ ่วยในระหว่าง

เสียดทาน: เกดิ ขนึ้ อาการคนั หรอื มากท่ีสุดในการ หรือตอ้ งการความ เปล่ียนทา่ การเลอ่ื น

19

หอผปู้ ่วยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลมิ พระเกียรติ

เม่อื ผิวหนังเสียดสี กระสบั กระสา่ ยไมอ่ ยู่นิ่ง เคล่อื นย้าย ต้องช่วยยก ชว่ ยเหลือเล็กนอ้ ย ใน ไหวในเตยี งและเกา้ อี้
ต้านกับพืน้ ผวิ ที่ น่าไปส่กู ารนวดหรอื การ ตวั ทงั้ หมด อาจมกี าร ระหว่างเคลื่อนยา้ ย ได้ด้วยตัวเองอย่าง
รองรับ ถไู ถ เสยี ดสีกับผ้าปู มีการ ผวิ หนังอาจเสยี ดสกี ับ อสิ ระและมคี วาม
แรงเลอื่ นไถล: เลอ่ื นไถลลงในเตยี งหรอื ผา้ ปู ,เกา้ อี้ , หมอน แขง็ แรงของกล้ามเนื้อ
เกิดข้ึนเมื่อผิวหนงั 1. แย่มาก : NPO และ/ เก้าอีบ้ อ่ ยครัง้ ที่ต้องการ รอง หรืออปุ กรณอ์ น่ื ๆ เพียงพอท่จี ะยกตวั ข้นึ
และพ้นื ผวิ ทตี่ ดิ กบั หรือรับประทานอาหาร ความชว่ ยเหลอื อยา่ ง ทรงตัวไดด้ เี มอ่ื นั่งอยู่ ในระหว่างการ
กระดูกไถลจากด้าน เหลวใส หรอื ไดร้ ับ IVS มากในการเปลยี่ นท่า ในเก้าอ้ีหรอื เตยี งนอน เคลอื่ นย้าย ทรงตวั ได้
หนึ่งข้ามไปอีกด้าน นานกว่า 5 วนั หรือ แตม่ บี างครงั้ ทีเ่ ลอื่ น ดใี นเตียงหรอื เก้าอ้ี
หนึ่ง อัลบมู นิ < 2.5.ml/dl 2. ไมเ่ พยี งพอ : ได้รับ ไถลลง ตลอดเวลา
โภชนาการรปู แบบ หรือไมเ่ คยรบั ประทาน อาหารเหลวหรืออาหาร 3. เพยี งพอ : ได้รบั
ปกติของการ อาหารท่คี รบถ้วนไมค่ อ่ ย ทางสายยาง / TPN ท่ี อาหารเหลวหรือ 4. ดเี ลศิ : รบั ปราน
รับประทานอาหาร รับประทาน ไม่มากไป ใหพ้ ลังงานและเกลือแร่ อาหารทางสายาง/ อาหารได้ปกตไิ ด้รับ
กว่าครึ่งหนึง่ ของอาหาร ไม่เพียงพอตอ่ ความ TPN ท่ีใหพ้ ลังงานและ พลงั งานเพยี งพอ
การก่าซาบของ ที่จดั ให้ รับประทาน ตอ้ งการตามอายุหรือ เกลือแร่ เพยี งพอตอ่ ส่าหรบั อายุ
เนือ้ เยื่อและการ โปรตีนเพยี ง 2 สว่ นของ อัลบมู ิน < 3.0 mg/dl ความตอ้ งการตามอายุ ตวั อย่างเช่น
ได้รับออกซเิ จน เนื้อสัตวห์ รือผลติ ภณั ฑ์ หรือไมค่ อ่ ยรับประทาน หรือรบั ประทาน รับประทานอาหาร/
จากนมต่อวนั ไดร้ บั นา้่ อาหารครบถว้ น และ อาหารมากกว่า เคร่อื งด่มื ทากท่ีสดุ ของ
นอ้ ย ไม่รบั ประทาน โดยทวั่ ไปรับประทาน ครงึ่ หนึง่ ของอาหารท่ี ทุกม้อื อาหาร ไมเ่ คย
อาหารเสริมชนดิ นา้่ เพียงปริมาณคร่งึ หนึง่ จัดให้ ในแตล่ ะวนั ปฏิเสธอาหารมกั จะ
ของอาหารท่จี ดั ให้ รับประทานโปรตนี 4 รบั ประทานโปรตีนได้
1. อันตรายอย่างมาก : รับประทานโปรตีนเพียง ส่วนปฏเิ สธอาหารบา้ ง 4 ส่วนหรอื มากกว่า
ความดันโลหติ ต่า (MAP 3 สว่ นของเนือ้ สตั วห์ รอื บางมอื้ แต่ไดร้ บั ของเน้ือสตั วแ์ ละ
< 50 mmHg ) ; < 40 ผลิตภณั ฑ์จากนมต่อวนั อาหารทดแทน ผลิตภณั ฑจ์ ากเนือ้ สตั ว์
mmHg ในทารกแรก รบั ประทานอาหารเสรมิ และนม บางครงั้
เกิด ) หรอื ผปู้ ่วยไม่ บ้างบางครงั้ 3. เพียงพอ : รับประทานระหว่าง
สามารถทนตอ่ การ 2. อนั ตราย : Normotensive ; ค่า มอื้ อาหาร ไมต่ ้องการ
เปลี่ยนแปลงทาง Normotensive ; ค่า O2 sat < 95% ; หรือ อาหารเสรมิ
สรีรวิทยาเมอ่ื เปล่ยี นทา่ O2 sat < 95% ; หรือ hemoglobin อาจจะ
hemoglobin อาจจะ < < 10 mg/dl ; หรือ 4. ดเี ลศิ :
10 mg/dl ; หรอื การ การไหลคนื กลบั ของ Normotensive ; ค่า
ไหลคืนกลบั ของเลอื ด เลือดเขา้ หลอดเลอื ด O2 sat < 95% ;
เข้าหลอดเลอื ดฝอย ฝอยอาจจะ > 2 hemoglobin ปกติ ;
อาจจะ > 2 วินาที : วินาที : serum pH และการไหลคนื กลบั
serum pH < 7.4 ปกติ ของเลือดเข้าหลอด
เลือดฝอย < 2 วนิ าที

ควำมเสย่ี งเลก็ นอ้ ย ควำมเสี่ยงปำนกลำง ควำมเส่ียงสงู ควำมเส่ยี งสงู มำก
16-23 13-15 10-12 ตง้ั แต่ 9 ลงมา

20

หอผปู้ ว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกียรติ

1.1 ปจั จัยเสย่ี งต่อกำรเกดิ ผิวหนังถกู ทำลำยในทำรก
- อายุครรภน์ อ้ ยกวา่ หรือเทา่ กับ32 สปั ดาห์
- น่้าหนักตวั น้อยกว่า 1000 กรมั
- มกี ารบวมเฉพาะทีห่ รือการบวมทัว่ ร่างกาย
- ทารกไม่รู้สึกตวั มกี ารเคล่ือนไหวลดลงหรือไม่มกี ารเคลือ่ นไหว
- ผวิ หนังมกี ารเปลย่ี นแปลงท่ีผดิ ปกติตง้ั แต่กา่ เนดิ เชน่ ไม่มผี วิ หนัง หรือแห้ง ลอก พุพอง
มตี มุ่ น่า้ ใส ผน่ื แดง
- มีไขแ้ ละได้รบั การติด Probe ของเคร่ืองวัดอุณหภูมหิ รือวดั คา่ ความอ่ิมตวั ของออกซิเจนท่ี
ผิวหนัง
- การไหลเวยี นของโลหติ ไม่ดเี นื่องจากการกดทับ
- ใชอ้ ุปกรณเ์ ฝ้าติดตามทางคลนิ ิกเช่น Probe ของเคร่ืองวดั อุณหภูมิ เครื่องวัดค่าความอมิ่ ตวั
ของออกซิเจนที่ผวิ หนัง
- มกี ารใช้นา่้ ยาทีร่ ะคายเคืองผิวหนงั หรือการติดแถบกาว
- ทารกได้รบั การท่าหัตถการท่มี กี ารสอดใส่อุปกรณ์ทางการแพทยเ์ ขา้ ไปในร่างกายทางช่องเปิด
หรือแทงผา่ นผวิ หนงั
- ไดร้ ับการตัดสายสะดอื ทไ่ี ม่สะอาด
- ใช้เครื่องชว่ ยหายใจชนดิ ความถี่สงู
- ไดร้ ับยากลุม่ ที่มผี ลต่อหลอดเลอื ด
- ใสท่ ่อชว่ ยหายใจ ใสท่ อ่ จมูกโดยใช้แรงดันบวกอยา่ งต่อเนื่อง (NCPAP) , ใสท่ ่อใหอ้ าหารทาง
ปาก (Orogastric tube )
- มแี ผลผา่ ตัดได้รบั การท่าศัลยกรรมทม่ี รี เู ปิด (ostomies)

แนวปฎิบตั ิกำรดแู ลผวิ หนงั
1. กำรทำควำมสะอำดร่ำงกำย

1.1 กำรอำบนำ้ ครั้งแรก
- สวมถุงมือเพอื่ ป้องกันบคุ ลากรมโี อกาสตดิ เชอ้ื
- น้า่ ท่ีใช้ในการท่าความสะอาดรา่ งกายทารกให้ใช้น่า้ อุ่นทมี่ ีอุณหภูมิใกลเ้ คียงกบั อุณหภมู ิทารก (37-38 ºC)
- อาบน่า้ ทา่ ความสะอาดรา่ งกายทารก เม่ือทารกมีอณุ หภมู ิปกติและสัญญาณชีพปกติไมม่ ีปัญหาการหายใจ ไม่มี
แผลตามผวิ หนงั
- ทารกทีอ่ ายุครรภน์ ้อยกว่า 36 สัปดาห์ ใหอ้ าบนา่้ ครงั้ แรกหลงั 24ชัว่ โมง / มากกว่า 36 สัปดาห์ อาบน่้า หลัง
เกดิ อย่างนอ้ ย 2-4 ชวั่ โมง
- หากมีไขจ่านวนมาก อาจเชด็ ไขท่ีมีจา่ นวนมากออก แต่ไม่จ่าเปน็ ต้องเช็ดออกท้งั หมด เน่ืองจากไขมคี ณุ สมบัติ
ปอ้ งกนั แบคทเี รีย สง่ เสรมิ การหายของแผล ช่วยในการยดึ เกาะของผวิ หนัง ปอ้ งกนั การสูญเสียความร้อนและรกั ษา
ปฏกิ ริ ิยาไฟฟ้าของผวิ หนงั

21

หอผปู้ ว่ ยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

1.2 กำรอำบน้ำเป็นกิจวตั ร
- สปั ดาหแ์ รก ควรทา่ ความสะอาดผิวหนงั ดว้ ยความนมุ่ นวลโดยใช้ผ้าหรอื ส่าลกี อ้ นซึง่ มคี วามนมุ่ ชุบน่้าอุ่นเพียงอยา่ ง
เดยี ว เช็ดเบาๆหลกี เล่ยี งการขดั ถู อาจบีบน่้าราดตามล่าตัวได้ และให้อาบนา้่ โดยใช้ sterile water ทท่ี ่าให้อ่นุ
บริเวณผวิ หนังถูกทา่ ลาย
- สปั ดาหต์ อ่ มาสามารถใช้สบูห่ รอื สบ่เู หลวที่มฤี ทธเ์ิ ป็นกลาง ไม่ผสมวัตถกุ ันเสยี หรือน่้าหอม แต่ไม่ควรอาบน้่าโดยใช้
สบู่ทกุ วนั ในช่วงอายุ 1 เดือน โดยอาบสลบั กบั นา้่ วนั เว้นวัน
- การอาบน่า้ ในอา่ ง ควรประเมินจากความตอ้ งการและอาการของทารกแต่ละราย โดยอาการตอ้ งคงที่และไดน้ ่าสาย
สะดอื ออกแลว้
- หลงั อาบนา่้ ตอ้ งเชด็ ตัวให้แหง้ ทนั ที ด้วยผ้าทีอ่ นุ่ และอ่อนนุม่ และใส่ผ้าอ้อม สวมเส้อื ผา้
สวมหมวก หรือหอ่ ตัวดว้ ยผ้าอนุ่
1.3กำรทำควำมสะอำดโคนและสะดือ
- ท่าความสะอาดโคนและสะดือโดยใช้ chlorhexidine หรอื triple dye อย่างน้อยวนั ละ 1ครั้ง
- ใช้น้า่ ยาฆา่ เช้อื สมั ผัสผิวให้แคบที่สุดท่ีต้องการฆา่ เชอ้ื และระมดั ระวังไม่ให้ยาฆา่ เช้ือรวมเป็นแอง่ ใตผ้ ิวหนงั

2. กำรใช้ Adhesive
- ใช้พลาสเตอรห์ รอื เทปกาวใหน้ อ้ ยทสี่ ดุ
- ใช้adhesive coban ตดิ บรเิ วณทตี่ ิด probe และควรเปล่ยี นตา่ แหน่งทกุ 2-6 ชัว่ โมง
- ดาม IV site โดยใช้ coban
- ใช้oil หรือ adhesive remover ทไ่ี ม่ดูดซึมเข้าผวิ หนงั หรอื sterile water กอ่ นลอกเทปกาวทุกครง้ั
- ใช้ hydrocolloid product เชน่ coloplastหรือ tegaderm รองก่อนติดเทปกาวทุกครงั้ ในการ step ETT/
tube/Umbilical line/Central line/IV site /Oraogastrc tube /Urine catheter
- ในการยดึ สายต่อ electrode หรอื probe กับแขนขาทารก ควรใช้วธิ ีพันด้วยผ้าหรือ Gauze ที่มีความยืดหยนุ่
เช่น easy fixed
- ในการตรวจคลืน่ หัวใจให้ใช้ electrode ทม่ี ี hydrogel adhesive

3. กำรจัดส่ิงแวดล้อมท่ีสัมผัสกับผวิ ทำรก
- เลอื กเสื้อผ้า ผา้ อ้อม ผา้ ห่ม ที่สะอาดอ่อนนุ่ม
- เปลีย่ นผ้าออ้ มทุกคร้ังที่เปียกช้นื โดยเชด็ ก้นและอวัยวะสืบพันธด์ ้วยสา่ ลีชบุ น้า่ อนุ่ ทุกครัง้ หลงั การขับถ่าย
- กรณปี ผู า้ ยางรองเบาะให้ใชผ้ า้ อ้อมรองทุกครั้ง
- ปูผ้ารองทีน่ อนให้เรยี บตึง

4. กำรเปลย่ี นทำ่ นอนทำรก
- ทารกท่ีสามารถทนต่อการจับต้องได้นอ้ ย มีการเปล่ยี นแปลงทผี่ ิดปกติของสญั ญาณชีพ และความอิม่ ตัว ของ
ออกซิเจน ให้เปลี่ยนทา่ นอนหรอื พลกิ ตะแคงตัวทุก 3-4 ชั่วโมง
- ทารกทีส่ ามารถทนการจับต้องได้ดี ให้เปล่ยี นทา่ นอนหรือพลิกตะแคงตวั ทุก 2 ชว่ั โมง

5. กำรใช้ Emollient
- ทารกท่ีผิวหนังแหง้ แตก ให้ใชค้ รีมบ่ารงุ ผิวทที่ ่าใหผ้ วิ ช่มุ ช้นื เพ่ือลดการเสียน่้าและคงความสมบูรณข์ อง
สภาพผวิ หนงั เชน่ ขผ้ี ึง้ ปโิ ตรเลียม ทาผวิ ทุก 12 ช่วั โมงหรอื เมื่อจา่ เป็น

22

หอผู้ปว่ ยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รติ

- เลือก emollient ท่ีปราศจากเชอื้ ไมม่ ีส่วนผสมของน้่าหอม วตั ถุกันเสยี และผ่านการรับรองจากเภสชั กร
โรงพยาบาล และแยกใช้เฉพาะราย สามารถล้างออกได้งา่ ย
- Emollient สามารถใช้ขณะท่ใี หก้ ารรักษาโดยการส่องไฟ photo therapy หรอื ขณะใช้เครอื่ งให้ความ
อบอุน่ โดยการแผ่รังสี

กำรป้องกนั กำรสญู เสียนำ้ ทำงผิวหนงั

ทำรกครบกำหนด
1. การตง้ั อุณหภูมิตู้อบและเคร่ืองให้ความอบอนุ่ โดยการแผ่รังสี ตอ้ งปรับอุณหภูมใิ หเ้ หมาะสมกบั อายุและ

น่า้ หนักของทารก (neutral thermal environment temperature ) ให้ทารกมีการเผาผลาญและใช้ออกซเิ จนน้อยท่ีสดุ
2. กรณีทารกอยใู่ นตู้อบ
- รักษาความช้นื สัมพทั ธ์ให้มากกว่าร้อยละ 40 เพื่อความสุขสบายและป้องกนั ผวิ หนังแห้งจากการระเหย
มากเกิน
- รวบรวมกิจกรรมท่าครงั้ เดยี ว เพ่ือรกั ษาความชื้นสมั พทั ธ์ และความร้อนภายในตู้อบให้คงท่ี
3. กรณที ารกไดร้ ับการดแู ลใต้เครื่องให้ความอบอ่นุ ชนดิ แผร่ ังสี
- ใช้พลาสตกิ หอ่ อาหาร คลุมตัวทารกเพื่อลดการสูญเสียน้่าและความร้อนจากการระเหยพลาสตกิ
ทหี่ ่อคลุมไม่ควรถกู ผิงหนงั เป็นเวลานาน
- ไม่ให้ใช้ plastic shield ครอบ เนอื่ งจากอินฟาเรดซงึ่ เป็นคลนื่ แสงท่ใี ห้ความรอ้ นไมส่ ามารถทะลุทะลวง
พลาสติก มีผลให้อุณหภูมิรอบตัวทารกได้พลาสติกลดลง
4. เม่ือเคล่ือนยา้ ยทารกออกจากหอผปู้ ว่ ยใหป้ ฏิบตั ดิ ังนี้
- ใชต้ อู้ บเคลอ่ื นท่ี (Transport incubator ) ปรบั อณุ หภูมใิ หเ้ หมาะสมกบั อายุและน้า่ หนักทารก กรณใี ช้
เตียงเด็กอ่อน (crib ) ให้ห่อศีรษะและลา่ ตัวทารกด้วยผา้ ขนหนูทหี่ นาแห้งและอุน่ 2 ชน้ั และหอ่ ตัวด้วยผา้ ขนหนู
สวมหมวก

ทำรกเกดิ กอ่ นกำหนด
1. ทารกท่ีอายุครรภ์น้อยกวา่ 30 สปั ดาห์ จัดใหน้ อนตู้อบชนิดผนงั 2 ช้นั ถา้ มีตอู้ บผนังชนั้ เดยี วใหใ้ ช้ plastic
shield ครอบตวั ทารก
2. ทารกที่มีอายคุ รรภน์ ้อยกว่า 7 สัปดาห์ วนั แรกให้ใชค้ วามชน้ื สัมพทั ธ์ มากกว่าร้อยละ 70 หลังสัปดาห์แรกให้ใช้
ความชนื้ สมั พทั ธ์คงท่ีระหว่าง รอ้ ยละ 50-60 จนทารกอายุครบ 30-32 สัปดาห์ หลังปฏิสนธิ
3. การต้งั อุณหภมู ติ ู้อบ เคร่ืองความอบอนุ่ โดยการแผร่ งั สี หรอื ตู้อบส่าหรบั เคล่ือนยา้ ยทารกใหป้ ฏบิ ัติเหมือนทารก

ครบก่าหนด

23

หอผู้ปว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรติ

กำรประเมนิ ผิวหนงั ถูกทำลำยตำมสำเหตุ

สำเหตขุ องควำมผิดพลำด
1. พยาบาล/ผชู้ ว่ ยพยาบาล/แพทย์ ขาดประสบการณ์/ขาดความรู้
กำรปฏิบตั ิ
- นเิ ทศบุคลากรใหม่ หรือ ผขู้ าดประสบการณ์ ในการประเมนิ ลักษณะของผวิ หนงั ถูกท่าลายชนดิ ต่างๆ และวิธใี ช้

แบบประเมนิ ผิวหนงั ถูกทา่ ลาย

สำเหตขุ องควำมผดิ พลำด
2. บคุ ลากรไมเ่ พยี งพอ
กำรปฏบิ ตั ิ
- พยาบาลที่ปฏิบัตงิ านในหอผปู้ ่วยทารกแรกเกดิ ควรมีจ่านวนดงั นี้
- ในหอผู้ปว่ ยทารกแรกเกดิ ระยะวิกฤตมสี ดั ส่วนพยาบาลต่อทารก เท่ากับ 1 : 1-2 คน
- ในหอผปู้ ่วยทารกแรกเกดิ กงึ่ วกิ ฤตควรมีสดั ส่วนพยาบาลต่อทารก เท่ากบั 1 :2-3 คน

สำเหตุของควำมผิดพลำด
3. กระบวนการขาดระบบเทคนิคการประเมนิ ทถ่ี ูกตอ้ ง
กำรปฏิบตั ิ
- ประเมนิ ผวิ หนังแรกรับทุกครงั้ และเมื่อทา่ ความสะอาดรา่ งกายทุกเวร โดยใช้แบบประเมินผวิ หนังทารก
- ขณะประเมนิ ต้องมีแสงสีขาวและมคี วามสวา่ งเพยี งพอ
- ในกรณสี อ่ งไฟรักษาให้ปิดไฟท่ีใชส้ ่องรักษาก่อนประเมนิ

กำรเฝำ้ ระวงั ผวิ หนังถกู ทำลำยตำมสำเหตุ
กำรป้องกันผิวหนงั ถูกทำลำยในทำรกกล่มุ เส่ียง
สำเหตุของควำมผดิ พลำด
1. ทารกกลุ่มเสี่ยง คือ ทารกคลอดก่อนก่าหนด

กำรปฏบิ ัติ
ทารกคลอดก่อนก่าหนด

1. การท่าความสะอาดรา่ งกาย
1.1ทารกอายุครรภน์ ้อยกวา่ หรอื เท่ากับ 26 สัปดาห์ หรอื น่า้ หนักตวั นอ้ ยกว่า 1,000 กรัม
ใหใ้ ช้ส่าลชี บุ น่้าอุ่นไรเ้ ชื้อท่าความสะอาดร่างกายโดยซบั เบาๆไม่ขัดถูผิวหนัง
2.1 ทารกทมี่ ีน่้าหนักแรกเกิดมากกว่า 1,000 กรมั
- หากอุณหภูมิกายไม่คงท่ี เช็ดผวิ หนังเฉพาะสว่ นท่ีสกปรกดว้ ยสา่ ลชี บุ น้า่ อนุ่ (37-38oC)
- หากอณุ หภมู ิกายคงที่ให้ปฏิบตั ดิ ังนี้
1) สัปดาหแ์ รก เชด็ เฉพาะผวิ หนังส่วนทส่ี กปรกดว้ ยสา่ ลีชบุ นา่้ อนุ่
2) อายุ2-3 สัปดาห์ เชด็ ด้วยส่าลีชบุ น่้าอนุ่ 2-3 คร้งั

24

หอผู้ปว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกียรติ

3) อายุ 3 สปั ดาห์ขึน้ ไป เช็ดด้วยสา่ ลชี บุ น้า่ อนุ่ /สบู่ หรอื ใช้สบ่กู ้อนท่ีมีพเี อชเปน็ กลาง
หรอื ดา่ งอ่อนและไม่มีสว่ นผสมของวตั ถุกันเสยี และน่้าหอมรว่ มด้วย

4) อาบน้า่ ในอ่าง ทา่ เฉพาะเม่ือ โคนสายสะดือหลดุ แล้ว
2. การใช้ emollient

2.1 เลือก emollient ที่ปราศจากเช้ือ ไม่มีสว่ นผสมของน้่าหอม สารกนั เสียและแยกบรรจุใน
ภาชนะส่าหรบั ใชเ้ ฉพาะราย

2.2 ทา emollient บางๆ บนผวิ หนังของทารกเกดิ ก่อนก่าหนด
2.3 เฝ้าระวังและสังเกตการติดเชอ้ื โดยเฉพาะในรายที่มนี ้่าหนักนอ้ ยกว่า 750กรัม
3. การปอ้ งกันการสญู เสยี น้่า

สำเหตขุ องควำมผดิ พลำด
2. การตดั สายสะดือไมส่ ะอาด

กำรปฏบิ ัติ
ทารกเกิดนอกโรงพยาบาล
ทารกเกิดนอกโรงพยาบาลที่ไมม่ ีประวตั ิการตัดสายสะดือด้วยใบมีดโกนหรือกรรไกร ต้องตดั สายสะดอื ใหม่ดว้ ยวธิ ีการ

ไร้เชอื้ และทา่ ความสะอาดร่างกายเนน้ เรื่องการอาบน้่าและท่าความสะอาดสะดอื

สำเหตุของควำมผิดพลำด
3.การใสส่ ายหลอดเลอื ดสายสะดอื

กำรปฏบิ ตั ิ
ทารกที่ไดร้ ับการใสห่ ลอดสวนในหลอดเลือดสายสะดือ
1. ดแู ลบรเิ วณสะดอื ให้แห้งและสะอาดเสมอ
2. ยึดตรึงหลอดสวน UVC,UAC ดว้ ยการปิดด้วยแถบกาวชนดิ บางใส(Tegaderm)และทา่ สะพานยดึ หลอด
สวน
3. เปดิ บรเิ วณขัว้ สะดอื ใหโ้ ล่งแหง้ และสัมผสั อากาศเสมอ

สำเหตุของควำมผดิ พลำด
4.ทารกไมม่ ผี วิ หนงั แต่ก่าเนิด
กำรปฏิบัติ
ทารกไมม่ ผี วิ หนงั แต่กา่ เนดิ )aplasia cutis(
1. ท่าแผลด้วยวิธีปราศจากเชอื้ โดยใช้นา้่ ไรเ้ ชอ้ื ที่อุ่น 38-39 องศาเซลเซยี ส
2. ปดิ ด้วยกอ๊ ซชบุ ointment หรือวาสลนิ ก๊อซ
3. ใช้กอ๊ ซแหง้ ปดิ ทับอีกรอบ
4. ผ้าทุกชน้ิ ที่ใช้ผอ่ ห้มุ ทารกต้องไรเ้ ชื้อ

25

หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

สำเหตขุ องควำมผดิ พลำด
5. ทารกทม่ี ี ostomy
กำรปฏิบตั ิ
ทารกท่ีมี Ostomy
1. ถ้าส่ิงคดั หลัง่ จาก ostomy ระคายเคืองต่อผิวหนังน้อย ให้เชด็ ท่าความสะอาดดว้ ยน่้าสะอาด
อุน่ หรอื น้า่ เกลอื นอรม์ ลั แล้วปิดด้วยcolostomy bag หรอื ผ้าส่าลที อ่ี ่อนนมุ่ ไม่หนาเกิน
2. ถา้ ส่งิ คัดหล่ังจาก ostomy มลี กั ษณะเหลวและมปี ริมาณมาก หลังท่าความสะอาด ostomy
ให้ทา Zinc paste หรือ โรยผง stomahesive ท่ีบรเิ วณรอบผวิ หนัง เพ่อื ใหแ้ ผลแหง้ ลด
การระคายเคือง และชว่ ยสมานแผล
3. ทา่ ความสะอาด ostomy และเปลยี่ นผ้าอ้อมทันทที ุกคร้ังท่ถี า่ ยอุจจาระ หากท้งิ ไวจ้ ะท่าให้
ผวิ หนงั รอบ ostomy เป็นผ่ืนแดงและถลอก

สำเหตขุ องควำมผิดพลำด 26
6.ทารกบวม/ไม่มีผิวหนงั แต่ก่าเนดิ /มีการไหลเวยี นโลหติ ไม่ดหี รอื ไมร่ ูส้ ึกตัว
กำรปฏบิ ตั ิ
ทารกบวม/ไมม่ ีผวิ หนงั แต่กา่ เนดิ /มกี ารไหนเวยี นโลหิตไมด่ ี หรือไม่รสู้ ึกตวั
- จดั ให้นอนทน่ี อนน้่าหรือที่นอนเจล
- ทารกที่ผวิ หนงั ถกู ท่าลาย มีอาการบวก หรือมีการไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงผวิ หนังไม่ดี ให้
เปลยี่ นทา่ นอนหรือพลกิ ตะแคงตวั ทกุ 2 ชั่วโมง
- ทารกไมร่ ู้สึกตวั ให้เปล่ียนทา่ นอน โดยพิจารณาตามการตอบสนองของทารกต่อการถูกจับต้อง

กำรป้องกันผิวหนงั ถูกทำลำยในสถำนกำรณ์เส่ียงตำมสำเหตุ

สำเหตุของควำมผิดพลำด
1. เทคนิคการให้ความอบอนุ่ ไม่ถูกต้อง
กำรปฏบิ ตั ิ
1. การใช้อุปกรณใ์ หค้ วามอบอนุ่
2. ไม่ใหใ้ ชก้ ระเปา๋ น่า้ ร้อนหรือผา้ ห่มไฟฟ้ากับทารกแรกเกิด
3. หากทารกมภี าวะอุณหภูมิกายตา่
4. หากไมม่ ีอุปกรณก์ ารแพทย์เพื่อใหค้ วามอบอุ่นใหใ้ ชถ้ งุ ผ้าบรรจธุ ญั พืช

สำเหตุของควำมผิดพลำด
2. การดแู ลผิวหนงั บริเวณที่ท่าหัตถการไมถ่ ูกต้อง
- อุ่นเท้าก่อนเจาะเลอื ดไมถ่ ูกตอ้ ง
- การใหส้ ารละลายทางหลอดเลือดด่า
- การใส่ ETT

หอผู้ปว่ ยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรติ

กำรปฏิบัติ
1. การดูแลผิวหนังบริเวณท่ีท่าหตั ถการ
2. ใช้นา่้ ยาฆ่าเชอื้ ทา่ ความสะอาดผิวหนังทารก ในบรเิ วณท่ีท่าหตั ถการทิง้ ไว้อยา่ งน้อย 30วินาที
3. เชด็ น้่ายาฆ่าเชือ้ ออกจากผิวหนงั ทารกด้วยน้่าปราศจากเชือ้ หรอื NSS หลังเสรจ็ จากหตั ถการทนั ที
4. การประคบอนุ่ ก่อนเจาะเลือดจากสน้ เท้า ควรประคบส้นเท้าดว้ ยผ้าอุน่ ท่ีมีอุณหภูมปิ ระมาณ 38 º C หรอื
ทดสอบโดยใชห้ ลงั มอื สมั ผัสผ้าที่อุ่นในระดับทท่ี นได้นาน 3นาที
5. การตดิ แถบกาวเพื่อยดึ ตดิ IV catheter/ เขม็ กบั ผิวหนัง ให้ปฏบิ ตั ติ ามแนวทางการป้องกันการเกิด IV
Ieakage
6. การตดิ แถบกาวเพ่ือยดึ หลอดสอดคาท่อลม ( endotracheal tube) ให้ปฏิบัตติ ามแนวทางการป้องกนั
ETT เล่ือนหลุด

สำเหตขุ องควำมผดิ พลำด
3.แถบกาวเหนยี วลอกยากและมขี นาดใหญย่ าวเกินไป
- แถบกาวสัมผสั ผวิ หนงั ทารกโดยตรงท่าใหร้ ะคายเคืองและผิวหนังหลดุ ลอกได้
- ทาทงิ เจอรเ์ บนซอยน์ก่อนติดแถบกาว
- แถบกาวติดแน่นดึงออกไม่ได้ใช้
- ใชเ้ บนซินเช็ดลอกแถบกาว
กำรปฏบิ ตั ิ
3.1 การตดิ และลอกแถบกาว
1.3 การติดแถบกาว
- เลอื กแถบกาวทผ่ี ่านการตรวจสอบวา่ เหมาะสมและปลอดภยั ส่าหรับทารก แถบกาวชนิดบางใส
(Tegaderm , Opsite)เพคติน(pectin barrier )เช่น Duoderm, Coban, Micropore
- ตัดแถบกาวใหม้ ีขนาดพอเหมาะกับบริเวณเท่าทจี่ า่ เปน็ เพื่อใหแ้ ถบกาวสัมผสั ทารกน้อยท่สี ดุ
- ใชแ้ ถบกาวชนิดบางใส( Tegaderm) ติดกับผวิ ของทารกก่อน เพื่อปกป้องผวิ หนงั ของทารกจากการตดิ แถบ
กาวเหนยี ว เช่นติดท่รี ิมฝีปากท่ยี ึด ETT และหลอดให้อาหาร บริเวณทต่ี ิดอปุ กรณ์เฝา้ ตดิ ตาม เช่น probe ของ
เครอื่ งวดั อุณหภมู ิ หรือค่าความอิม่ ตัวของออกซิเจนท่ผี วิ หนัง บริเวณที่ใหส้ ารละลายทางหลอดเลือดด่า ยดึ หลอด
สวนในหลอดเลอื ดดา่ (UVC,UAC(รอบแผลชอ่ งเปดิ ) ostsmy) บริเวณติดurine bag หรอื nasal cannula อาจ
ใช้สา่ ลแี ตะกาวท่ีเหนียว เพื่อลดความเหนียวของแถบกาว
- หลงั เจาะเลือด ควรใช้ก๊อซพันหรือสา่ ลีรองก่อนจึงใช้แถบกาวปิดไม่ให้แถบกาวถกู ผิวหนังทารก
โดยตรงและหลกี เลยี่ งการตดิ แถบกาวบริเวณทีม่ ผี วิ หนังถกู ท่าลาย บรเิ วณทผ่ี ดิ ปรกติหรือมีผ่ืน
3.2 การลอกแถบกาว
- ลอกแถบกาวโดยใช้ส่าลชี ุบน่้า ระหวา่ งผวิ หนังกับแถบกาว
- ค่อยๆลอกแถบกาวออกในแนวนอนอย่างชา้ ๆ
- ขณะดึงเทปกาวออกให้มว้ นเก็บแถบกาวดว้ ย เพื่อป้องกนั ไมใ่ ห้ติดผวิ หนังส่วนอืน่
- ถ้าเหนยี วมาก ใชน้ า่ มนั มะกอกหรือวาสลนี เช็ด ยกเวน้ บริเวณท่จี ะตดิ แถบกาว
- ไม่ควรลอกแถบกาวใสทใี่ ช้ป้องกันผิวหนังออก แต่ปลอ่ ยใหห้ ลุดออกเองตามธรรมชาติ หาก

27

หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรติ

จา่ เปน็ ควรลอกออกหลงั จากตดิ เกนิ 24 ช่ัวโมง
- เชด็ ผิวหนงั ท่ีเป้อื นกาวเหนียวดว้ ยนา้่ มนั ท่ไี ด้จากธรรมชาติ เชน่ น่้ามนั มะกอก ไมใ่ ช้เบนซิน

กำรดแู ลเม่อื ผวิ หนังถกู ทำลำย
1. การประเมนิ และบนั ทึกสภาพผิวหนงั ที่ถูกทา่ ลาย

เพ่ือใช้เปน็ ข้อบ่งชีถ้ งึ สาเหตุและการเลอื กวธิ กี ารดแู ล ให้ท่าทกุ เวรอยา่ งตอ่ เน่ือง โดยมกี ารใช้แบบประเมนิ กบั ทารกทุก
ราย

- กรณสี งสยั มีการติดเช้ือแบคทีเรยี สง่ เพาะเชื้อและยอ้ มสีแกรมกรณีที่สงสยั เชื้อรา ควรส่งตรวจโดยใช้โปตัสเซียม
ไฮดรอกไซด์กรณที ่สี งสยั เช้ือรา
2. การดูแลผวิ หนังทารก

ทารกท่ีมผี วิ แห้ง
- ใช้ emollient
- หากทารกอยใู่ นตู้อบให้เพ่มิ ความชื้นสมั พัทธ์ ≥%70

2.1 ผิวแดงผนื่ แดง
- เปล่ียนผ้าอ้อมทุกครง้ั ท่มี ีการขบั ถ่าย
- ใช้น่า้ อุ่นท่าความสะอาดบริเวณกน้ และอวยั วะสืบพันธ์ุ
- ไมน่ ุง่ ผ้าอ้อม จบั นอนคว่า หรอื ตะแคง
- ปูผา้ อ้อมบนผ้ายางเบาะทกุ ครั้งเพื่อไมใ่ ห้ก้นทารกสมั ผัสกับผ้ายางโดยตรง
- ไม่ใชแ้ ป้งเด็ก เพราะเปน็ แหลง่ เพาะเชื้อรา และแบคทเี รีย
- ทาหรอื หลอ่ ลืน่ ดว้ ย ขผ้ี ึง้ ปิโตรเลยี มหรอื ครมี ทมี่ สี ่วนผสมของ zinc oxide
- ผืน่ ผา้ อ้อมท่ีไมม่ ีการติดเชื่อใช้ 1%hydrocortisone cream ทาวันละ 2 คร้งั
- ถ้าเกดิ การติดเช่ือ ให้วิเคราะห์ และรกั ษาตามสาเหตุ

3.2รอยแดงจากการกดทับ
- ไมใ่ ห้ทารกนอนทับบริเวณที่มรี อบแดงจากการกดทบั จนกว่าแผลหาย
- ใชอ้ ปุ กรณบ์ รรเทาการกดทับ เช่น ที่นอนน่้า ที่นอนลม ที่นอนเจล
- ดูแลผิวหนงั ให้สะอาดและมีความช่มุ ชื้น

4.2 แผลฉีกขาด/รอยไหม้/ถลอก
แผลแหง้ ขนาดเลก็

- ทายาปฏิชวี นะชนิด ointment เพอ่ื ป้องกนั การตดิ เชอ้ื
- ไมจ่ า่ เปน็ ต้องเช็ดทา่ ความสะอาดครัง้ ต่อไปเพ่ือป้องกันเน้ือเย่อื ท่งี อกใหม่ถูกทา่ ลาย

แผลบรเิ วณกวา้ ง
ท่าความสะอาดผวิ หนงั ท่ีแตกทา่ ลาย แต่ไม่มกี ารตดิ เชอื้ ควรปฏิบตั ิดังนี้

- ถา้ มีเนอื้ เยื่อท่ตี ายแล้วใชก้ ระบอกฉีดยาขนาด 20 ml บรรจนุ า่้ เกลือที่มอี ุณหภูมใิ กล้เคียง 37oC ฉีดล้าง
เบาๆใหน้ ่้าไหลผา่ นแผลเพ่ือช่าระสง่ิ สกปรก

28

หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

- ไม่ใชส้ ่าลเี ชด็ บรเิ วณท่ีเนือ้ เย่ือก่าลังงอกใหม่
- เช็ดผิวหนงั รอบขอบแผลให้แหง้ ดว้ ยส่าลีไรเ้ ชอ้ื
- ใชก้ ๊อซชบุ นา่้ เกลือนอร์มลั ปดิ แผล
- ปิดแผลด้วยก๊อซชบุ น้่าเกลือนอรม์ ลั ปิดทับด้วยกอ๊ ซแห้งและปิดทบั ดว้ ยแถบกาวเหนียว
- ท่าความสะอาดแผลและเปลย่ี นกอ๊ ซวันละ 2 ครั้ง หรือเมื่อมีสิง่ สกปรก
- ไมต่ ัดแต่งแผลของทารก

29

หอผูป้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลมิ พระเกียรติ

แนวปฏิบัตกิ ำรปอ้ งกนั ภำวะอุณหภูมิรำ่ งกำยผดิ ปกติ

1. คำจำกดั ควำม

เจ้าหนา้ ที่ หมายถงึ เจา้ หน้าท่ีของหน่วยงานการพยาบาลผ้ปู ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ
ผปู้ ว่ ย หมายถงึ ทารกแรกเกิดอายุ 0-28 วัน ทีมีอาการอยใู่ นระยะวกิ ฤตป่วยหนัก ซับซ้อนท้ังท่เี กิดใน
โรงพยาบาลและสง่ ต่อมาจากโรงพยาบาลอื่น
ภาวะอุณหภูมิกายต่า หมายถึง อุณหภมู ิที่วดั ทางทวารหนกั หรอื รักแร้ตา่ กวา่ 36.5 องศาเซลเซียส
ภาวะอุณหภมู ิกายสูง หมายถึง อณุ หภูมิทวี่ ัดทางทวารหนกั หรอื รกั แร้สงู เกนิ 37.5 องศาเซลเซยี ส
Neutral thermal environment หมายถงึ ส่งิ แวดลอ้ มท่ีมีอณุ หภูมิทท่ี ่าให้ทารกมกี ารใช้ออกซเิ จนและ
สารอาหารน้อยทีส่ ดุ โดยทีอ่ ุณหภูมิร่างกายไมเ่ ปล่ียนแปลง
2. วัตถุประสงค์
เพ่ือป้องกันการเกดิ ภาวะอุณหภูมิกายไม่คงท่ตี ่อทารก
เพ่อื เปน็ แนวทางในการปฏิบตั ิงานส่าหรับเจ้าหนา้ ท่ีให้เข้าใจและปฏิบตั งิ านไปในทิศทางเดียวกนั
3. หน้ำทคี่ วำมรับผิดชอบ
ดูแลผูป้ ่วยทารกแรกเกิดอายุ 0-28 วัน ท่มี ีอาการอยู่ในระยะวิกฤตปว่ ยหนักซบั ซ้อนทั้งท่ีเกดิ ในโรงพยาบาล
และสง่ ต่อมาจากโรงพยาบาลอนื่ แบง่ ตามกลมุ่ อาการดงั นี้
15. ทารกแรกเกิดกอ่ นก่าหนดที่มีนา่้ หนกั น้อยกวา่ 2500 กรัม และมีอายคุ รรภน์ ้อยกว่า 37 สัปดาห์
16. ทารกแรกเกิดทีม่ ีภาวะหายใจล่าบาก ท้งั ท่ีใสแ่ ละไม่ใสเ่ ครื่องช่วยหายใจ
17. ทารกแรกเกิดทมี ภี าวะตดิ เชื้ออย่างรุนแรงในร่างกาย(Severe sepsis)
หรอื มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตลอดเวลาและมภี าวะแทรกซ้อนต่อรา่ งกายทุกระบบ
4. ทารกแรกเกดิ ทตี่ อ้ งไดร้ ับการผา่ ตดั
5. ทารกแรกเกิดทม่ี ีภาวะขาดออกซเิ จนรุนแรงระหว่างคลอด (Birth asphyxia)
4. ข้ันตอนกำรปฏบิ ัติ
Incubator
ขณะใชง้ ำน
ทา่ ความสะอาดตู้อบเวรละ 1 คร้ัง โดยทา่ ความสะอาดทน่ี อนทารก ผนังตดู้ ้านนอก และด้านใน ดว้ ยน้่าสบู่ ผา้ ชุบน้่า
สะอาด แผ่นเชด็ ฆ่าเช้ือ แลว้ ใชผ้ ้าสะอาดเช็ดใหแ้ หง้
หลงั ใช้งำน
1. ถอดอปุ กรณ์ประกอบอน่ื ๆ ของต้อู บทสี่ ามารถถอดได้ เช่น ทน่ี อนทารก (mattress) ถาดรองท่นี อน (mattress
tray) แผน่ ปิดชอ่ งของ heater พัดลมระบายอากาศ เปน็ ต้น
2. ท่าความสะอาดแต่ละส่วนประกอบ ดังน้ี
- skin probe เช็ดด้วยน่า้ สะอาด จากนนั้ ใชผ้ ้าสะอาดเชด็ ใหแ้ ห้ง (ไม่ควรใช้น่้ายาทม่ี ีส่วนผสมของ
แอลกอฮอล์เช็ดเนื่องจาก จะท่าใหส้ าย probe แข็ง หักง่าย)
- ส่วนประกอบอื่นๆ เชน่ สว่ นของผนังตู้ ที่นอนทารก ใหเ้ ช็ดดว้ ยผา้ ชบุ นา้่ สบู่ แลว้ เชด็ ออกด้วยนา่้ จน

30

หอผ้ปู ว่ ยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

สะอาด และใช้ผ้าสะอาดเชด็ ให้แหง้
3. ประกอบส่วนประกอบทกุ สว่ นของต้อู บเข้าที่ใหเ้ รียบรอ้ ย
4. เปดิ สวติ ช์เปิด/ปิดของตู้อบ ตั้งอณุ หภูมิไว้ท่ี 39 องศาเซลเซียส แลว้ ปลอ่ ยใหร้ ะบบทา่ ความรอ้ นท่างานอยู่นาน 24
ชม. เพอื่ ทา่ ใหส้ ่วนประกอบทุกสว่ นและท่ัวทงั้ ตู้อบแห้งซงึ่ เป็นวธิ ีทา่ ให้ปลอดเชื้อ
5. กรณีมตี ูอ้ บเพยี งพอใหเ้ ปล่ียนตูอ้ บทุก 7 วนั
6. กรณีที่มีตู้อบไมเ่ พยี งพอ และจา่ เปน็ ตอ้ งใช้ทันทหี ลังจากเลกิ ใชง้ าน ใหย้ กเว้นการปฏิบัตติ ามข้อที่ 4 ให้ถอดเฉพาะ
ถาดรองและเบาะทนี่ อนมาล้างดว้ ยน่้าสบู่ ผ้าชุบนา้่ สะอาด แผ่นเช็ดฆ่าเชอื้ แล้วใช้ผ้าสะอาดเชด็ ให้แห้ง

หลังใช้งำน
1. ถอดปล๊กั และรอให้ radiant warmer เย็นกอ่ นท่าความสะอาด
2. ท่าความสะอาดส่วนต่างๆ ของ radiant warmer ที่มที ี่นอนโดย
- skin probe เช็ดด้วยน้า่ สบู่ ตามด้วยน่า้ สะอาด จากนน้ั ใช้ ผ้าสะอาดเชด็ ให้แห้ง (ไมค่ วรใช้นา้่ ยาทีม่ สี ่วนผสมของ
แอลกอฮอลเ์ ชด็ เน่อื งจากจะท่าใหส้ าย probe แข็งหกั ง่าย)
- สว่ นประกอบอืน่ ๆ ไดแ้ ก่ ท่ีนอนแผน่ พลาสติกก้ันขา้ งเตยี ง หนา้ ปัด เชด็ ดว้ ยผา้ ชบุ นา่้ สบู่ เชด็ ออกดว้ ยนา้่

จนสะอาด เช็ดดว้ ยแผ่นเชด็ ฆา่ เชือ้ แลว้ ใช้ผา้ สะอาดเชด็ ใหแ้ หง้
- โคมและตะแกรงกน้ั แท่งใหค้ วามรอ้ น (heater) ใชผ้ ้านุ่มเช็ดเบาๆ หา้ มเช็ดดว้ ยน้่า
- แท่งให้ความร้อนและหลอดไฟควรถอดมาทา่ ความสะอาดทกุ 6 เดือน โดยช่างท่ีมีความช่านาญ

หมำยเหตุ ห้ามใชว้ สั ดุหยาบและตวั ท่าละลายสารอนิ ทรยี ์ต่างๆ หรือแอลกอฮอลท์ า่ ความสะอาดสว่ นต่างๆ
ของ Warmer และพื้นผิวท่ีเป็น acrylic และพลาสติก เพราะทา่ ให้พ้นื ผวิ วสั ดเุ กดิ รอยขีดและขุ่นมวั

Radiant warmer ทไ่ี ม่มที ่ีนอน
ท่าความสะอาดวนั ละ 1 คร้ังโดย
1. ถอดปล๊กั และรอให้ radiant warmer เยน็ ก่อนทา่ ความสะอาด
2.โคม และตะแกรงก้นั แท่งให้ความรอ้ น ใชผ้ า้ นุม่ เชด็ เบาๆ หา้ มเชด็ ด้วยน่้า
3. ขาตั้ง เช็ดดว้ ยผ้าชบุ น้า่ สะอาด แล้วเช็ดใหแ้ หง้

วธิ กี ำรตรวจสอบควำมเท่ียงตรงของอุณหภูมภิ ำยในตูอ้ บ
กำรตรวจสอบเปน็ คร้ังครำว
1. มกี ารบา่ รุงรกั ษาเชงิ ปอ้ งกันโดยหน่วยงานเคร่ืองมือแพทย์ 4 เดือน/ครั้ง
2. ตรวจการท่างานของระบบอเิ ลก็ โทรนิก และ calibration สเกลของอุณหภมู ิและ heater โดยหนว่ ยงานเครอื่ งมือแพทย์

ปีละ 1 ครั้ง

ระหวำ่ งใชง้ ำน
1. ประเมนิ ตวั เลขอุณหภูมิที่ปรากฏบนหนา้ ปดั ของตู้อบทกุ ๆ 1 ชัว่ โมง ในกรณีทอี่ ุณหภมู ิภายในตอู้ บไม่อยู่

31

หอผปู้ ่วยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลมิ พระเกียรติ

ในชว่ ง NTE temperature ทีเ่ หมาะสมกับน้า่ หนกั ตัวและอายุของทารกใหว้ างเทอรโ์ มมเิ ตอร์สา่ หรบั วัด
อณุ หภมู หิ อ้ งท่ีได้มาตรฐาน (ความแม่นยา่ ±0.1องศาเซลเซียส) ภายในตู้อบ แลว้ ปิดหนา้ ต่างของตู้อบ

2. ติดตามอุณหภมู ขิ องเทอรโ์ มมเิ ตอร์ จนกวา่ จะคงท่ี เมื่ออุณหภูมคิ งท่ีแล้ว ให้เปรยี บเทียบอณุ หภมู ทิ ่ีอา่ นได้
จากเทอรโ์ มมิเตอร์ กบั อุณหภมู ทิ ป่ี รากฏบนหน้าปดั ของตอู้ บ

3. อุณหภูมทิ ่ีปรากฏบนหนา้ ปดั ในช่อง air temperature ไมค่ วรแตกตา่ งกบั อุณหภูมิท่ีอ่านจากเทอร์โมมเิ ตอร์
เกนิ ±0.2องศาเซลเซยี ส ถ้าเกิน ให้เปลีย่ นตู้อบ

4. แจง้ บริษทั เพื่อซ่อมแซมหรือท่าความสะอาดอปุ กรณส์ ่วนรับรู้ (sensor) อณุ หภูมิอากาศในตูอ้ บ

3. กำรประเมนิ และติดตำมอุณหภมู ิของทำรกและกำรทำงำนของอุปกรณค์ วบคมุ อณุ หภูมิ
1. ก่าหนดระบบตดิ ตามการเปลยี่ นแปลงของอณุ หภูมิกายทารกและการท่างานของอปุ กรณ์ใหค้ วามอบอุ่น ดังน้ี
วดั อุณหภูมิแกนกลางของทารก ร่วมกับการบนั ทึกอุณหภมู ิผิวกายทารกอณุ หภมู ผิ ิวกายท่ีต้งั ไว้ และอณุ หภูมหิ ้อง ทกุ
1 – 4 ช่ัวโมง
วัดอุณหภมู ิแกนกลางของทารกทุก 4 ชัว่ โมงร่วมกบั การบันทึกอุณหภมู ิตูท้ ่ีต้ังไว้และอณุ หภูมิห้องทุก 1-4 ช่ัวโมง
สังเกตอุณหภูมิผิวกาย อุณหภูมิตอู้ บจากตัวเลขอุณหภมู แิ สดงบนหน้าปัดทุกครง้ั ท่ีเข้าไปใหก้ ารพยาบาลทารกวา่
อณุ หภมู ิทตี่ ้ัง และ อุณหภมู ทิ ่ีปรากฏบนหนา้ ปดั ตรงกนั หรือไม่และอุณหภูมติ ู้อบอยู่ในเกณฑ์NTE หรอื ไม่
กรณอี ุณหภูมแิ กนกลางผดิ ปกติ (เบ่ียงเบนจาก 37 องศาเซลเซียส > ±0.5องศาเซลเซยี ส) ให้ปรับอณุ หภมู ิตู้ แลว้
ตดิ ตามอุณหภูมิแกนกลางทกุ 30 นาที จนกว่าอุณหภมู แิ กนกลางทีว่ ัดตดิ ต่อกัน 2 ครั้ง คงท่ีอยู่ท่ี 37องศาเซลเซยี ส
> ±0.5 องศาเซลเซียส

4. กำรหำสำเหตขุ องภำวะ hypothermia/hyperthermia และกำรแกไ้ ข

กำรหำสำเหตุของภำวะอณุ หภมู ิกำยผดิ ปรกติ
1. การหาสาเหตุและแกไ้ ขภาวะอณุ หภมู ิกายต่ากวา่ 36.5 องศาเซลเซียสใหพ้ จิ ารณาสาเหตุและแก้ไขตามflow chart

อุณหภมู ติ ตู้ ่ากวา่ ท่ตี ง้ั
อุณหภมู ิห้องต่ากว่าทก่ี า่ หนด
หลัง off phototherapy
ทารกนอนแชป่ ัสสาวะ/หลังเชด็ ตัว
เปิดตู้อบเพื่อให้การพยาบาล หรือท่าหัตถการ
2. การหาสาเหตแุ ละแก้ไขภาวะอุณหภูมิกายสงู กว่า 37.5องศาเซลเซียส ให้พิจารณาสาเหตแุ ละแก้ไขตาม flow chart
ทารกถูกแดดส่องหรอื On phototherapy
Skin probe หลดุ /เปียก/ไม่แนบผวิ หนัง
อณุ หภูมหิ ้องสูงกวา่ ท่ีก่าหนด
เปิดตู้อบเพื่อให้การพยาบาลหรือหัตถการ และต้งั อุณหภูมิเคร่อื งให้ความอบอุ่นฯ ชนิดเคล่อื นย้ายเพ่ือใหค้ วามอบอุ่น
ทารกช่ัวคราวมากเกนิ
3. กรณที ี่พบวา่ ตวั เลขอณุ หภูมหิ น้าปัดเคร่ืองใหค้ วามอบอุ่น มีคา่ ต่าหรอื สงู กวา่ อุณหภูมิทตี่ ้งั

32

หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกยี รติ

คน้ หาสาเหตแุ ละแก้ไขตาม flow chart ของแต่อปุ กรณห์ ากไม่ใช่จากสาเหตดุ งั กล่าวให้ตรวจสอบการทา่ งานของอุปกรณ์ ให้
ความอบอนุ่ (เอกสารประกอบหมายเลข 2 และ 3) ถ้าผิดปกติ ใหห้ ยุดใช้งานและเปล่ยี นเครือ่ งใหม่

วธิ ีตรวจสอบกำรทำงำนของ Skin probe และกำรตรวจสอบควำมเทีย่ งตรง (calibration)
การตรวจสอบความเท่ยี งตรงของ Skin probe และการจัดมาตรฐานของการวดั ควรท่าทกุ 3 เดอื น และเม่ือสงสยั ว่า

อุปกรณ์ทา่ งานผดิ ปกติ การตรวจสอบทา่ ไดห้ ลายวิธี ข้ึนกับชนิดของอปุ กรณ์ให้ความอบอ่นุ แก่ทารก และการมเี ทอรโ์ มมิเตอร์
มาตรฐาน ดังน้ี
วธิ ที ี่ 1 สา่ หรับ skin probe ของตู้อบ
1. เสยี บปล๊กั ไฟของตู้อบ กดสวิตชใ์ ห้ตูอ้ บท่างาน
2. ตงั้ อุณหภมู ติ ู้อบใน air servo-control mode อย่ทู ่ี 35องศาเซลเซียส
3. เสยี บสาย skin probe ดา้ น pin เขา้ กบั socket ของตู้อบ และวาง skin probe ไว้กลางท่ีนอนของตู้อบ โดยหงายด้านท่ี
เป็นโลหะขึน้
4. ติดตามอุณหภมู ขิ อง skin probe จนกวา่ จะคงที่ จากค่าอุณหภมู ิที่แสดงบนช่องอณุ หภมู ิผวิ หนัง/ผู้ป่วย เมอื่ อุณหภูมิคงที่
แลว้ ให้เปรียบเทียบอุณหภมู ิทีแ่ สดงบนหนา้ ปัดกับอุณหภูมิที่ต้ังไว้
5. อณุ หภมู ิทแ่ี สดงในชอ่ งอณุ หภมู กิ บั อณุ หภูมิที่ต้ัง ซงึ่ ปรกติไมค่ วรตา่ งกันเกิน ±0.2องศาเซลเซียส ถา้ เกนิ ควรเปลี่ยน skin
probe หรอื ตู้อบ
6. ให้ช่างอปุ กรณ์ตรวจสอบ skin probe และ/หรือท่าความสะอาดชดุ ควบคมุ อุณหภูมิ

วธิ ีท่ี 2 สา่ หรับ skin probe ของเครอื่ งให้ความอบอุ่นโดยการแผ่รงั สี
1. เสยี บ skin probe เข้ากบั socket
2. กดปุม่ สวิตชข์ องตู้อบ/เคร่ืองใหค้ วามอบอุ่นโดยการแผ่รงั สี เพอื่ ให้อปุ กรณ์ท่างาน
3. วางเทอร์โมมิเตอร์ที่ได้มาตรฐานไว้กลางท่ีนอนและใต้เครอ่ื งให้ความอบอนุ่ ฯ
4. วาง skin probe ใหช้ ดิ กับเทอรโ์ มมิเตอร์โดยให้ด้านโลหะหงายข้นึ เพื่อรบั ความร้อนจากแท่งใหค้ วามร้อน

(Heater)
5. กดปุ่มสวติ ช์ของเครือ่ งใหค้ วามอบอุ่นโดยการแผ่รงั สีเพื่อใหอ้ ปุ กรณท์ ่างาน
6. ตง้ั เปอร์เซ็นตข์ องก่าลงั (power) เพื่อให้แทง่ ให้ความร้อนทา่ งาน
7. ตดิ ตามอุณหภูมทิ ี่รบั รโู้ ดย skin probe จากตวั เลขทีแ่ สดงบนหน้าปัดของเครื่องให้ความอบอุ่นฯและท่ี

เทอร์โมมิเตอร์
8. เมอ่ื อุณหภูมิคงที่แลว้ ใหเ้ ปรยี บเทียบอุณหภมู ิที่อ่านได้จากหน้าปัด กบั เทอร์โมมิเตอร์อุณหภูมทิ ่อี า่ นได้ ควรแตกตา่ งกันไม่
เกนิ ± 0.2 องศาเซลเซยี ส

วิธีที่ 3 สา่ หรบั skin probe ของตู้อบ/เครื่องให้ความอบอุ่นโดยการแผ่รังสหี รือตู้อบ
1. เสียบ skin probe เขา้ กับ socket
2. กดปุ่มสวิตช์ของตู้อบ/เคร่ืองใหค้ วามอบอนุ่ โดยการแผร่ ังสี เพอ่ื ให้อุปกรณท์ า่ งาน
3. ใช้นวิ้ จับ skin probe ระหว่างนวิ้ มือ แล้วตดิ ตามอณุ หภูมขิ อง skin probe ว่าเพ่มิ ขน้ึ หรอื ไม่ ถา้ เพิ่มแสดงว่า

skin probe ท่างานแต่ไม่ได้แสดงความแม่นย่า

33

หอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

4. หากมีเทอรโ์ มมิเตอรท์ ไี่ ด้มาตรฐาน (ความแมน่ ย่า ±0.1องศาเซลเซียส) จุ่มเทอรโ์ มมเิ ตอร์และปลาย skin probe ลงใน
ภาชนะท่บี รรจุน้่าอนุ่ ซึง่ มีอุณหภูมริ ะหวา่ ง 30องศาเซลเซียส – 38องศาเซลเซยี ส

5. คนน่า้ เพื่อให้กระจายความรอ้ นเทา่ ๆกัน และคอยจนอุณหภมู ิขนึ้ สูงสดุ
6.เม่ืออุณหภูมคิ งท่ี เปรียบเทียบอุณหภูมิที่แสดงบนหน้าปัดทีช่ อ่ งอณุ หภมู ิผิวหนงั /ผปู้ ว่ ย กับอณุ หภมู ิทอี่ า่ น

จาก เทอรโ์ มมิเตอร์ ต้องตา่ งกันไม่เกนิ 1องศาเซลเซียส หากตา่ งกัน 1องศาเซลเซียส ต้องเปล่ียน skin probe แลว้ ส่ง skin
probe ให้ช่างตรวจสอบ

กำรตง้ั อุณหภมู ิสิ่งแวดล้อมที่เหมำะสมกบั อำยแุ ละน้ำหนกั ของทำรก
(Neutral thermal environment temperatures :NTE)

อำยแุ ละน้ำหนัก(กรมั ) อุณหภูมิ °c อำยุและนำ้ หนกั (กรัม) อุณหภูมิ °c

0-6 ชั่วโมง 72-96 ช่ัวโมง

ต่ากวา่ 1,200 34.0-35.4 ตา่ กว่า1,200 34.0-35.0

1,200-1,500 33.9-34.4 1,200-1,500 33.0-34.0

1,500-2,500 32.8-33.8 1,500-2,500 33.1-33.2

เกิน2,500(และ>36สัปดาห์) 32.0-33.8 เกิน2,500(และ>36สัปดาห์) 29.8-32.8

6-12 ชว่ั โมง 4-12 วนั

ต่ากว่า1,200 34.0-35.4 ต่ากวา่ 1,500 33.0-34.0

1,200-1,500 33.5-34.4 1,501-2,500 31.0-33.2

1,500-2,500 32.2-33.8 เกนิ 2,500(และ>36สัปดาห)์

เกนิ 2,500(และ>36สัปดาห)์ 31.4-33.8 4-5 วนั 29.5-32.6

12-24 ชั่วโมง 5-6 วนั 29.4-32.3

ต่ากว่า1,200 34.0-35.4 6-8 วนั 29.0-32.2

1,200-1,500 33.4-34.3 8-10 วัน 29.0-31.8

1,500-2,500 31.8-33.8 10-12 วัน 29.0-31.4

เกนิ 2,500(และ>36สปั ดาห์) 31.0-33.7 12-14 วัน

24-36 ชั่วโมง ต่ากวา่ 1,500 32.6-34.0

ต่ากว่า1,200 34.0-35.0 1,501-2,500 31.0-33.2

1,200-1,500 33.1-34.2 เกนิ 2,500(และ>36สัปดาห์) 29.0-30.8

1,500-2,500 31.6-33.6 2-3 สัปดำห์

เกิน2,500(และ>36สปั ดาห์) 30.7-33.5 ต่ากวา่ 1,500 32.2-34.0

34

หอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรติ

กำรต้งั อุณหภูมสิ ่ิงแวดล้อมท่ีเหมำะสมกบั อำยแุ ละนำ้ หนกั ของทำรก
(Neutral thermal environment temperatures :NTE)

อำยแุ ละนำ้ หนกั (กรัม) อุณหภูมิ °c อำยแุ ละน้ำหนกั (กรัม) อุณหภูมิ °c
36-48 ชั่วโมง 30.5-33.0
1,501-2,500
ต่ากวา่ 1,200 31.6-33.6
1,200-1,500 34.0-35.0 3-4 สัปดำห์ 30.0-32.7
1,500-2,500
เกนิ 2,500(และ>36สัปดาห)์ 33.0-34.1 ตา่ กวา่ 1,500 31.2-33.0
48-72 ช่ัวโมง 29.5-32.2
ตา่ กว่า1,200 31.4-33.5 1,501-2,500
1,200-1,500 30.6-32.3
1,500-2,500 30.5-33.3 4-5 สัปดำห์ 29.0-31.8
เกิน2,500(และ>36สัปดาห์)
ต่ากว่า1,500

34.0-35.0 1,501-2,500

33.0-34.0 5-6 สัปดำห์

31.2-33.4 ต่ากวา่ 1,500

30.1-33.2 1,501-2,500

กำรต้ัง/ปรับอณุ หภูมใิ น air servo-control mode
เมอื่ เรมิ่ ตน้ ใชต้ ู้อบกบั ทำรก

1. เป้าหมายของอุณหภมู แิ กนกลางรา่ งกายคอื 37องศาเซลเซียส ให้ตง้ั อณุ หภูมิไว้ทีจ่ ุดกง่ึ กลางของพสิ ัยอุณหภมู ิตาม
อายแุ ละน้่าหนักของทารก หลงั จากนน้ั 30 นาที วดั อุณหภูมิแกนกลางของทารก

2. ติดตามอุณหภมู ิแกนกลางของทารกทุก 15 -30 นาที จนอุณหภมู ิกายคงทเ่ี มื่อวดั ติดต่อกัน 2 ครง้ั และใหป้ ฏิบัติตาม
อุณหภมู กิ ายทวี่ ัดได้ดังน้ี
2.1 ถ้าอุณหภมู ิแกนกลางวดั ได้ 37.0 องศาเซลเซียส แสดงว่าอุณหภูมติ ู้อบท่ีต้ังไวเ้ หมาะสมแล้วให้วดั อุณหภูมิ
แกนกลางทุก 2 - 4 ชั่วโมงหรอื ตามนโยบาย
2.2 ถา้ อุณหภมู ิแกนกลางทารกตา่ กว่า 36.8 องศาเซลเซียส ใหเ้ พิม่ อุณหภูมติ ู้อบครงั้ ละ 0.2 -0.3องศาเซลเซยี ส โดย
- เพม่ิ อณุ หภูมิตู้อบครงั้ ละ 0.2องศาเซลเซยี ส เม่ืออุณหภูมแิ กนกลางของทารกอยู่ระหวา่ ง 36.5 – 36.9 องศา
เซลเซยี ส
- เพิ่มอุณหภมู ติ ูอ้ บครง้ั ละ 0.3องศาเซลเซียส เม่อื อุณหภูมิแกนกลางของทารก <36.5 ติดตามอุณหภมู ิ
แกนกลางของทารกทกุ 15- 30 นาที จนกวา่ อุณหภูมิที่วดั ติดต่อกนั 2 ครั้งคงทอ่ี ยทู่ ่ี 37.0องศาเซลเซยี ส 2
คร้งั จงึ ติดตามอณุ หภูมิแกนกลางทารกทุก 2-4 ช่วั โมง หรือตามนโยบาย
2.3 ถา้ อุณหภมู แิ กนกลางของทารกสงู กวา่ 37.0องศาเซลเซียส ใหล้ ดอณุ หภูมิตู้อบครั้งละ 0.2-0.3องศาเซลเซียส
องศาเซลเซียส
- ลดอุณหภูมิตู้อบครง้ั ละ 0.2องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิแกนกลางของทารกอยรู่ ะหวา่ ง 37.3-37.9

35

หอผปู้ ว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

- ลดอณุ หภมู ติ ู้อบครั้งละ 0.3องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิแกนกลางของทารก >38 องศาเซลเซยี ส ตดิ ตาม
อุณหภมู แิ กนกลางของทารกทุก 15-30 นาทจี นกวา่ อณุ หภูมิคงท่ีอยู่ท่ี 37.0องศาเซลเซียส 2 ครงั้ ติดต่อกนั
จึงตดิ ตามทุก 24 ชั่วโมงหรอื ตามนโยบาย

กำรคงอุณหภมู ขิ องทำรกให้อยู่ในเกณฑป์ กติ
เป้าหมายของอุณหภูมทิ ่ีติดตามทุก 2-4 ชั่วโมง คือ คงระดับอณุ หภมู กิ ายไวท้ ่ี 37±0.2องศาเซลเซยี ส
หากอุณหภมู กิ ายไม่อยู่ในเกณฑท์ ่ตี ้องการ ให้ปรับตามรายละเอียดในข้อที่ 2

กำรต้ัง/ปรับอุณหภูมใิ น skin servo-control mode
1. เม่ือเริ่มต้นใช้อปุ กรณใ์ ห้ความอบอุน่ เป้าหมายของอุณหภูมิแกนกลางร่างกายคอื 37.0องศาเซลเซยี ส
2. วางทารกในตู้อบ/ใต้เคร่ืองให้ความอบอุน่ โดยการแผ่รงั สี แล้วตดิ skin probe ให้แนบสนทิ กบั ผวิ หนงั ทารก ใน

ต่าแหนง่ ท่ีไมถ่ ูกกดทบั
3. ต้งั อณุ หภมู ิผวิ หนงั (set skin temperature) ไว้ท่ี 36.5องศาเซลเซยี ส
4. วัดอณุ หภมู แิ กนกลางของทารกทุก 15-30 นาที
5. หากอุณหภมู ิแกนกลางทารกเพม่ิ ขึ้นให้ตดิ ตามจนอุณหภมู ิกายคงทีเ่ มื่อวดั ติดต่อกัน 2 คร้ังและใหป้ ฏบิ ัตติ ามอุณหภมู ิ
กายที่วดั ได้ดังน้ี

5.1 อณุ หภมู ิอยู่ที่ 37.0องศาเซลเซยี ส แสดงว่าอุณหภมู ผิ ิวหนงั ที่ตัง้ ไวเ้ หมาะสม ให้ติดตามอณุ หภูมิแกนกลางทุก 2-4
ชว่ั โมงหรอื ตามนโยบาย

5.2 อุณหภูมิตา่ กวา่ 36.5 องศาเซลเซยี ส ให้ต้งั อุณหภูมิผิวกายเพ่ิมขนึ้ คร้ังละ 0.1องศาเซลเซียส แล้วติดตามอุณหภมู ิ
แกนกลางของทารกทกุ 15-30 นาที จนกวา่ อุณหภูมิแกนกลางท่ีวัดติดตอ่ กัน 2 ครั้ง คงที่อยทู่ ่ี 37องศาเซลเซียส จงึ ตดิ ตาม
อุณหภูมิกายทุก1ช่ัวโมงหรือตามนโยบาย

5.3 อณุ หภมู ิสงู กวา่ 37. 5 องศาเซลเซียส ให้ลดอุณหภมู ิผวิ หนงั ทตี่ งั้ ครงั้ ละ 0.1องศาเซลเซียส แล้วตดิ ตามอุณหภูมิ
แกนกลางของทารกทุก 15-30 นาที จนกว่าอุณหภมู ิแกนกลางท่ีวัดตดิ ต่อกนั 2 ครงั้ คงที่อยทู่ ี่ 37.0องศาเซลเซยี ส จงึ ติดตาม
อณุ หภมู กิ ายทุก 2-4 ช่ัวโมง

6. เป้าหมายของอุณหภมู ิท่ีติดตามทกุ 2-4 ช่วั โมงคือ คงระดบั อุณหภูมกิ ายไวท้ ่ี 37 ±0.2องศาเซลเซยี ส หากอุณหภมู ิ
กายไม่อยใู่ นเกณฑท์ ต่ี ้องการ ใหป้ รบั ตามรายละเอยี ดในขอ้ ที่ 5

กำรตดิ Skin probe
1. เมอื่ น่าทารกเข้าตอู้ บ ติด skin probe ใหแ้ นบสนทิ กบั ผวิ หนงั ทารก ในต่าแหนง่ ที่ไม่ถูกกดทบั

- ในกรณีที่ทารกน่้าหนักตวั ต่ากว่า 1,000 กรมั ใหต้ ิด Tegaderm ขนาดยาว 2 น้ิว กวา้ ง 1½ น้วิ ลงบน
ผิวหนังทารกเพือ่ ป้องกันหนงั กา่ พร้าถูกทา่ ลายเวลาดงึ แถบกาวเหนยี วออก

- วาง skin probe ด้านโลหะตดิ กับผิวหนงั ทารกบริเวณหน้าท้องในกรณีทที่ ารกนอนหงาย หรือ แผ่น
หลงั ในกรณที ่ีทารกนอนคว่า โดยหลีกเล่ียงการตดิ ในตา่ แหน่งท่เี ป็นป่มุ กระดูกหรอื มีการกดทบั

- ตดิ hypafix ขนาดยาว 2 น้ิว กว้าง 2นว้ิ บน Tegaderm (หากน่า้ หนัก <1,000 กรมั ) ตามยาว
จากส่วนหวั ของ skin probe ทอดไปตามสาย เพ่ือป้องกันสว่ นตอ่ ระหว่างหัว skin probe กับสาย

36

หอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

หลดุ จากกัน และไม่ท่าให้สายขาดงา่ ยเวลาลอก
- ติดแถบกาวเหนยี วขนาด กว้าง 2 ซม. ยาว 2.5 ซม. ทับบนไมโครพอร์
2. ตรวจต่าแหนง่ และแถบกาวท่ีตดิ skin probe ใหแ้ นบสนทิ กับ ผิวหนงั ทกุ 2 ชว่ั โมง และทกุ ครงั้ ทีใ่ ห้การพยาบาล
ทารก

กำรวัดอณุ หภมู แิ กนกลำง (core temperature)
1. กาวดั อณุ หภูมิทวารหนกั ความลกึ และระยะเวลาในการวัดอณุ หภมู ิทาทวารหนกั
ทารกก่อนก่าหนด สอดปรอท(Oral/Rectal Model) ลกึ 2.5 ซม. วัดจนกวา่ ปรอทจะดัง
ทารกครบก่าหนด สอดปรอท(Oral/Rectal Model) ลึก 3 ซม. วัดจนกว่าปรอทจะดัง
2. การวัดอุณหภูมิทางรักแร้
2.1 วางกระเปาะปรอท(Axillary model)ใหอ้ ยู่กลางรักแร้ และจบั เขนข้างที่วดั ใหแ้ นบล่าตัว
2.2 ระยะเวลาในการวดั
ทารกก่อนก่าหนด วัดจนกว่าปรอทจะดัง
ทารกครบกา่ หนด วดั จนกว่าปรอทจะดงั

หมำยเหตุ

การวดั ในตา่ แหนง่ ท่รี ะยะเวลาวดั ท่แี นะน่า จะท่าให้อุณหภูมิรักแร้ทวี่ ดั ได้มคี ่าเทา่ กบั อุณหภมู ิทวารหนกั

หากอุณหภูมแิ กนกลางต่ากวา่ 36.5องศาเซลเซียส ให้วดั ทางทวารหนักใหม่เพื่อยนื ยันคา่ กอ่ นท่าการปรับ
เพ่ิมอณุ หภูมขิ องอปุ กรณ์ให้ความอบอนุ่

กำรต้ัง/ปรบั อุณหภูมิของอุปกรณ์ให้ควำมอบอุน่
กรณภี ำวะอุณหภูมิกำยตำ่ กว่ำ 35.5องศำเซลเซียส
วธิ ีเพ่มิ อุณหภูมิแกนกลางของทารกอย่างช้า (slow rewarming)
1.ปรบั อุณหภมู ติ ู้อบให้อย่ทู ี่ 36 องศาเซลเซียส
2.หากใช้ตอู้ บผนงั ชัน้ เดียว ใช้ plastic shield ครอบทารก เพื่อลดการสญู เสยี ความร้อนโดยการแผ่รังสี
3.หลังจากทารกอย่ใู นอุณหภูมติ ู้ 36องศาเซลเซยี ส นาน 15 นาที วัดอณุ หภมู แิ กนกลางของทารก ถา้ คงที่หรือค่อยๆเพิม่ ใหค้ ง
อุณหภูมติ ู้ไว้ที่ 36องศาเซลเซียส ติดตามอุณหภมู ิกายทารกทกุ 15 นาที
4.ถา้ อณุ หภมู ิแกนกลางยงั ลดลงอีกให้เพ่มิ อุณหภูมติ ู้เปน็ 37 องศาเซลเซียส
5.ภายหลังทารกอยใู่ นอณุ หภูมิตู้อบ 37องศาเซลเซียส นาน 15 นาที ติดตามอณุ หภูมแิ กนกลางทารก ถา้ ไมเ่ พิ่มข้นึ หรือยัง
ลดลง ให้เพ่มิ อุณหภมู ติ ู้อบเป็น38องศาเซลเซยี ส
6.ค้นหาสาเหตวุ า่ ทารกมีการสูญเสียความร้อนทางใดและแกไ้ ขตามสาเหตเุ ชน่ ลมพัดผ่านตา่ แหนง่ ทวี่ างตู้อบ
7.ประเมนิ อุณหภูมแิ กนกลางทกุ 15 นาที
8.เม่อื อุณหภูมิแกนกลางเพิ่มข้ึนถงึ 36.5องศาเซลเซียส ให้ลดอุณหภมู ขิ องตู้อบโดยปรบั อยู่ท่คี า่ เฉล่ียของเกณฑ์ NTE ของ
ทารก

37

หอผูป้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

วิธีเพมิ่ อณุ หภูมแิ กนกลำงของทำรกอย่ำงเรว็ (rapid rewarming)
1.วางทารกไว้ใต้เคร่อื งใหค้ วามอบอุน่ โดยการแผร่ ังสชี นิด skin servo-control mode และ ติด skin probe ไวท้ ี่ผนังหน้า
ท้อง หากไม่มใี หใ้ ชต้ ู้อบที่มี skin servo-control mode แทน
2.ต้งั อุณหภูมิผิวหนงั ไว้ที่ 36.5องศาเซลเซยี ส
3.วดั อณุ หภูมแิ กนกลางของทารกทกุ 15-30 นาที จนกวา่ อุณหภูมิ แกนกลางถงึ 36.5องศาเซลเซียส จึงย้ายทารกเขา้ ไว้ใน
ตอู้ บ โดยปรบั อณุ หภมู ิตูอ้ บตาม NTE ของทารก

กำรตง้ั อณุ หภูมเิ ม่ือใช้เครือ่ งให้ควำมอบอนุ่ โดยกำรแผ่รงั สีชนิดปรบั ด้วยมือ
1. วางเครอื่ งใหค้ วามอบอนุ่ ฯใหห้ า่ งจากก่าแพง เพื่อปอ้ งกนั thermostat ไดร้ ับความร้อนจากก่าแพงเมื่อวางขนานและชิด
ก่าแพง
2. การตงั้ อุณหภูมติ อ้ งทราบว่าเคร่ืองให้ความอบอุ่นทใี่ ชง้ านเม่อื ตั้งอุณหภูมิแลว้ จะใหอ้ ุณหภูมริ อบรา่ งกายทารกเทา่ ใดหากไม่
ทราบ ก่อนใชเ้ ครอ่ื งฯให้วางเทอรโ์ มมิเตอร์ส่าหรบั วัดอุณหภมู หิ ้องไว้ใกล้ตวั ทารก เพื่อวัดอุณหภมู ิรอบกายทารก ตงั้ อุณหภูมทิ ี่
ปุม่ ปรับ ตาม NTE ทีเ่ หมาะสมส่าหรบั ทารกแต่ละราย
3. ป้องกันการสญู เสียความร้อนจากผิวกายทารก โดยการพัดพาและลดการสูญเสียความช่ืนทางผิวหนงั โดยใช้ plastic wrap
ขึงพาดขอบ crib เหนอื ทารก
4. หากเปน็ เครอ่ื งใหค้ วามอบอนุ่ ฯ- ศิรริ าชรนุ่ ที่2 ให้ปรับระดบั ความสงู ของโคมเครอ่ื งให้ความอบอุน่ ฯโดยใหข้ อบลา่ งของโคม
สงู จากพื้นที่นอนของทารก 90 ซม. เพื่อความสะดวกในการพยาบาลและรักษาทารกและป้องกนั ศรี ษะชนถูกโคม ที่ความสงู
ดังกล่าวความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งอณุ หภมู ิทีต่ ั้งและอุณหภูมริ อบกาทารกแสดงในตาราง

อุณหภูมทิ ตี่ ้ัง( ่c) อณุ หภมู ริ อบกายทารก( ่c)
40 32.0-33.0
45 32.5-34.0
50 33.5-35.5
55 36.0-37.0
60 38.0-39.5

38

หอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกยี รติ

กำรควบคุมอณุ หภูมิส่งิ แวดล้อมในหอผ้ปู ่วยใหค้ งท่ี
1. ปรบั หน้ากากเครื่องปรับอากาศใหล้ มท่ีพดั ออกจากเครอ่ื งไม่พดั ผา่ นทารก/ต้อู บ
2. มปี ุม่ เคร่ืองปรบั อากาศและปุ่มตงั้ อตั ราความเรว็ ของพดั ลม อยู่ในระดับทเี่ อ้ือมถึง

3. เปดิ เครื่องปรับอากาศตลอดเวลาหากทารกอยใู่ นตู้อบทุกคน ตั้งอุณหภูมิห้อง 25-26องศาเซลเซียส และ 27-28องศา
เซลเซยี ส หากทารกอยู่ใน crib

4. ถา้ อุณหภูมิในหอ้ งสูงกว่าหรือลดลงต่ากว่าเป้าหมาย ใหป้ รับอัตราความเร็วของพดั ลม (fan speed; low, medium, high
)หา้ มปรบั อุณหภูมิ ของเคร่ืองปรบั อากาศ

5. ปิดประตูหนา้ ตา่ งในหอผ้ปู ว่ ยทกุ บาน จัดให้ทารกนอนในตา่ แหน่งท่ีไมม่ ีกระแสลมจากธรรมชาติ พัดลม หรือ เครอ่ื งทา่
ความเย็นพดั ผ่าน

6. ปอ้ งกันอณุ หภูมิในหอผู้ปว่ ยเปล่ยี นแปลงจากแสงแดด
กำรตัง้ /ปรับอุณหภูมิ เคร่อื งให้ควำมอบอนุ่ แกท่ ำรกระหว่ำงทำหัตถกำรให้แก่ทำรก

1. กรณที ารกอยู่ในตอู้ บและใน skin servo-control mode ใหเ้ ปลีย่ นเปน็ air servo-control mode โดยตัง้ อณุ หภมู ิ
ตู้ไวท้ อี่ ุณหภูมติ ู้ก่อนทจี่ ะเปลี่ยน mode เพื่อควบคุมอณุ หภูมิภายในตอู้ บให้คงทแ่ี ละเพื่อปอ้ งกันอณุ หภูมภิ ายในตู้อบ
ใหค้ งท่ีและเพ่ือป้องกันอณุ หภูมิในต้อู บสูงข้นึ จากการทา่ งานเพิ่มขึ้นเน่ืองจากอุณหภมู ทิ ารกลดลงเวลาเปิดตู้

2. เมอื่ เปดิ ตู้อบ นา่ เคร่อื งใหค้ วามอบอุ่นโดยการแผ่รังสชี นิดเคลือ่ นย้ายใหอ้ บอุน่ ทดแทนโดยตงั้ ตาม NTE ของทารก
3. ภายหลังท่าหัตถการ และปิดประตูตอู้ บแล้ว ให้เปล่ยี นการทา่ งานของตู้อบกลบั ไปเป็น skin servo-control mode

ตามเดมิ ต้ังคา่ อุณหภมู ิผิวหนงั /ผปู้ ่วยไว้เทา่ เดมิ ก่อนเปิดตู้อบ
4. ภายหลงั เก็บอปุ กรณ์ทีใ่ ชท้ ่าหัตถการให้กลับมาดหู น้าปัดของตู้อบว่าอยู่ใน skin servo-control mode และระดับ

อณุ หภมู ผิ ิวหนงั เดิมท่ีตั้งไว้

กำรดแู ลอุณหภมู กิ ำยเม่ือส่องไฟรักษำภำวะตวั เหลือง
เม่อื ทำรกอยู่ในต้อู บและ Skin servo-control mode
1. ถอดเส้ือผ้าทารกออกใหห้ มด เพื่อเพมิ่ พืน้ ผวิ กายที่สัมผัสแสงให้นุ่งผา้ อ้อมระดับบิลริ บู นิ ในเลือดไม่ใกล้ระดับทีต่ ้องถ่าย
เปล่ียนเลอื ด
2. ใช้ aluminum foil ปดิ ทับ skin probe เพ่ือป้องกนั ความรอ้ นสอ่ งถกู skin probe โดยตรงซ่ึงจะมีผลให้ skin probe
ร้อนและมีผลต่อการท่างานของตู้อบ
3. ตรวจ aluminum foil ให้ตดิ อย่บู น skin probe ตลอดเวลาทกุ 2 ชวั่ โมง และทุกครั้งท่ใี ห้การพยาบาลทารก
4. จัดใหท้ ารกนอนกลางโคมไฟ และใหร้ ะยะห่างของโคมไฟกับทารกอยูท่ ี่ 30 ซม. หรอื น้อยกวา่
5. บนั ทกึ อุณหภูมติ อู้ บทกุ 1-2 ซม. อณุ หภมู ติ ตู้ ้องอยใู่ นเกณฑ์ NTE และอณุ หภมู ิ แกนกางของทารกอยู่ท่ี 37 ±0.5องศา
เซลเซียส ถ้าอณุ หภมู ิแกนกลางของทารกผดิ ปรกตใิ หป้ รบั อุณหภมู ิตู้อบตามเอกสารหมายเลข 5 และ 6
6. หากตอ้ งการเพิ่มประสทิ ธิภาพการส่องไฟเพื่อลดบิลิรบู ินในเลือดใหใ้ ชผ้ า้ สีขาวหรอื ฟ้ากั้นขอบโคมเคร่ืองส่องไฟ (ห้ามคลุม
คลมุ ผ้าด้านบนของโคมเพื่อระบายความรอ้ น) โดยใหม้ ีความยาวของผา้ วดั จากขอบโคมหลอดไฟลง 20 ซม.
7. ถา้ อณุ หภูมแิ กนกลางทารกสงู เกิน 37.5 ่c เนอื่ งจากอุณหภมู ิตู้อบอยนู่ อกพสิ ยั NTE และได้ปรับอณุ หภมู ิตามเอกสาร
ประกอบหมายเลข 6 แล้วแตอ่ ณุ หภูมิแกนกลางยังสูงเกิน ให้ปฏบิ ตั ิดังนี้

39

หอผู้ป่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลมิ พระเกียรติ

ถ้าระดบั บลิ ริ ูบินใกลเ้ กณฑ์ถา่ ยเปลยี่ นเลือด ใช้พัดลมพัดไปท่ีโคมเคร่ืองส่องไฟรกั ษาภาวะตวั เหลือง

ถา้ ไม่ใกล้เกณฑ์ เลื่อนโคมของเครอ่ื งส่องไฟฯ สงู จากตูอ้ บ 5-10 ซม. และพจิ ารณาน่าผา้ ก้ันแสงออกหากอุณหภมู ิ
ทารกยังสงู อยู่ รว่ มกับการใชพ้ ดั ลมพัดไปที่โคมเคร่ืองส่องไฟรกั ษาภาวะตัวเหลือง

เมือ่ ทำรกอยู่ใน crib
1. ระวงั ไม่ให้มีลมพัดผ่านทารก ถอดเส้ือผ้าทารกออกให้หมด เพอ่ื เพ่มิ พนื้ ผิวท่ีสัมผสั แสง ใหท้ ารกนุง่ ผ้าอ้อม ถา้ ระดบั บิลิรูบนิ
ในเลอื ดไมใ่ กล้ระดบั ถ่ายเปล่ยี นเลือด
2. จดั ให้ทารกนอนกลางโคมไฟ และให้ระยะห่างของโคมไฟกับทารก ≤30 ซม.
3. ใช้ผา้ สขี าวหรือฟ้าก้ันขอบโคมเครื่องสอ่ งไฟรกั ษาภาวะตัวเหลือง เพือ่ ลดการกระจายของแสง และเพ่ิมพลงั งานของแสง
โดยให้ความยาวของผา้ วัดจากขอบลา่ งของโคม 20 ซม.
4. บันทึกอุณหภูมิแกนกลางของทารกหลงั สอ่ งไฟทกุ 1-2 ช่ัวโมง

4.1 ถา้ ทารกมอี ุณหภูมิกาย >37.5องศาเซลเซียส ใหใ้ ชพ้ ลาสติกแข็งครอบทารก เพราะสามารถลดอุณหภมู ิรอบ
กาย ลดลง องศาเซลเซียส

4.2 ถ้าอณุ หภูมิแกนกลางของทารกต่ากวา่ 36.5องศาเซลเซียส ใหป้ ฏิบตั ดิ งั นี้ (ปฏบิ ัติทีละขอ้ )
4.2.1 นา่ ทคี่ รอบพลาสตกิ ออก
4.2.2 เปล่ียนผ้ากนั้ ขอบโคมเครอ่ื งส่องไฟฯ ให้มีความยาวชิดขอบ crib หรือทนี่ อนเพ่ือลดการ
ระบายอากาศ และให้ความร้อนสะสมอยใู่ ตโ้ คมเคร่ืองสอ่ งไฟรกั ษาภาวะตัวเหลือง
4.2.3 ลดระยะห่างทารกกับโคม โดย

ลดระดับของโคม ลงมาใหใ้ กล้ทารกมากขึ้น

ใหท้ ารกนอนบนถุงธัญพชื เอกสารประกอบหมายเลข 14

ให้ทารกนอนในตู้อบ

กำรควบคมุ อุณหภมู ิของทำรกขณะเคล่ือนยำ้ ย
1.ตง้ั อุณหภมู ติ ู้อบชนิดเคลื่อนย้ายทากใหเ้ หมาะสมกบั NTE ของทารก
2.หากไม่มตี ูอ้ บชนดิ เคลื่อนย้ายทารก สามารถปฏิบัติได้ 2 วธิ ี ดงั นี

2.1 การให้ความอบอ่นุ โดยซุกอกมารดา – บิดา
วธิ นี ี้ใชใ้ นกรณีทีท่ ารกไม่ต้องการสารน้่า ออกซเิ จนและการช่วยหายใจ ปฏบิ ัติโดย

- ห่อตัวทารกดว้ ยผ้าอ่นุ และสวมหมวก
- ขณะท่าการขนยา้ ยให้มารดา/บิดา กอดทารกไว้แนบอกหรือซกุ ไวใ้ นอกใตเ้ สื้อตลอดเวลา

2.2 การชะลอการสญู เสียความร้อนด้วยการหอ่ ตัว
อปุ กรณ์

1. ผา้ ขนหนูหนาๆ

2. ถงุ พลาสติกสะอาด

40

หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรติ

วิธีการ
1. อนุ่ ผา้ ขนหนูโดยอนุ่ ใหเ้ คร่อื งใหค้ วามอบอุน่ โดยการแผร่ งั สีหรือวางบนหม้อตม้ เครื่องมือ
2. ใชผ้ ้าขนหนทู แ่ี ห้งและอุน่ ห่อตัวทารกและคลุมศรี ษะหรือสวมหมวกที่มีความหนา 2 ชน้ั แทน

ใชถ้ งุ พลาสตกิ หนา สวมตัวทารก

BT < / BW < 1800 gm 1.ผู้ขนยา้ ยกอดทารกไว้หรือ BT > ให้ทารกนอนใน crib
36.5 o c ทุกราย 2.เอกสำรอ้ำงอิง 36.5 o c (2550). การควบคุม

เกรียงศักด์ิ จีระแพทย์.

อณุ หภูมิกายของทารกแรก เกดิ . สืบคน้ เมอื่ 20 ต.ค.

2561 จาก

http://hpc9.anamai.moph.go.th/.

จรยิ าพร วรรณโชติ. (2554). การควบคุมอุณหภมู ิกายทารกแรกเกดิ . Journal of Phrapokklao Nursing College,

23(1): 81-93.

3. ผังกำรไหลของงำน Admit NICU

On Radiant warmer/Incubator

วดั อุณหภมู ิแรกรับ

ปรับอุณหภูมิ Skin mode ปรับอุณหภูมิ Manual Mode
set 36.5 o c ตาม NTE

ปรับอุณหภูมิ Skin mode ติดตามอุณหภูมิกาย ทุก ½ -1 ปรับอุณหภูมิ Manual mode
คร้ังละ+/- 0.1 o c ชว่ั โมง หรือจนกวา่ stable x คร้ังละ+/- 0.2-0.3 o c

2 คร้ัง

41

หอผู้ป่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

แนวปฏบิ ตั กิ ำรพยำบำลเพ่ือปอ้ งกนั ท่อหลอดลมคอหลุดในทำรก

1. คำจำกดั ควำม
1) Endotracheal tube หมายถึง ทอ่ หลอดลมคอท่สี อดใสท่ างปาก
2) การเลอื่ นหลดุ ของท่อหลอดลมคอ )accidental extubation,Unplanned extubation (หมายถงึ การทท่ี อ่

หลอด ลมคอเลื่อนหลดุ ออกมาจนมผี ลท่าให้ส่วนปลายสดุ ของท่อช่วยหายใจหลดุ ออกจากต่าแหนง่ ของกล่องเสยี ง โดยเกิดจาก
ผู้ป่วยดงึ ท่อชว่ ยหายใจออกเอง ท่อชว่ ยหายใจหลุดเอง หรือเกิดจากความประมาทของบุคลากรทมี สุขภาพ โดยไม่ไดม้ ีการ
วางแผนถอดท่อหลอดลมคอจากแพทย์และทีมดูแลรักษา (Kapadia et al., 2001 ; Lassence et al., 2002)
2. วตั ถปุ ระสงค์

1) เพ่อื ใหม้ ีแนวทางปฏบิ ัตทิ างการพยาบาลทีม่ ีพืน้ ฐานมาจากหลักฐานเชิงประจกั ษ์ มาใช้ในการดแู ลทารกคลอดก่อน
กา่ หนดทใ่ี ส่ท่อหลอดลมคอ

2) เพือ่ ลดอบุ ตั ิการณ์ของทอ่ ช่วยหายใจเลอ่ื นหลุด
3) เพ่อื ทจ่ี ะสามารถชว่ ยเหลือเบ้ืองต้นไดท้ นั ทว่ งทีเพ่ือลดความรนุ แรงจากภาวะแทรกซอ้ นของท่อช่วยหายใจเลอ่ื น

หลุด
4) เพ่ือป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขนึ้ จากท่อหลอดลมคอหลดุ
3. หน้ำทีค่ วำมรบั ผิดชอบ
ดแู ลผปู้ ว่ ยทารกแรกเกดิ อายุ 0-28 วัน ท่มี ีอาการอยู่ในระยะวิกฤตป่วยหนกั ซับซอ้ นท้ังที่เกดิ ในโรงพยาบาลและสง่
ตอ่ มาจากโรงพยาบาลอื่น แบ่งตามกลุ่มอาการดังน้ี

1. ทารกแรกเกดิ กอ่ นกา่ หนดที่มีน่า้ หนักไม่ตา่ กว่า 700 กรมั และมอี ายุครรภ์มากกวา่ 27 สัปดาห์
2. ทารกแรกเกิดที่มภี าวะหายใจล่าบาก ท้ังที่ใส่และไมใ่ ส่เคร่ืองช่วยหายใจ
3. ทารกแรกเกดิ ทมี ภี าวะตดิ เชื้ออย่างรุนแรงในรา่ งกาย (Severe sepsis)หรอื มกี ารเปล่ียนแปลงรวดเรว็

ตลอดเวลาและมภี าวะแทรกซ้อนตอ่ รา่ งกายทุกระบบ
4. ทารกแรกเกิดทตี่ อ้ งได้รบั การผ่าตดั
4. ขั้นตอนกำรปฏบิ ตั ิ
แนวปฏบิ ัติการพยาบาลเพ่อื ป้องกันทอ่ หลอดลมคอหลดุ ในทารกคลอดก่อนก่าหนด ซงึ่ มกี ิจกรรมการพยาบาล
3 ระยะ คือ 1) ระยะเตรียมการ 2) ระยะให้การดแู ล และ 3)ระยะ ซ่ึงมีรายละเอยี ดดังต่อไปนี้
1) ระยะเตรียมกำร
1.1 การเลอื กขนาดและความลึกของท่อหลอดลมคอ

1.1.1 โดยพจิ ารณาความเหมาะสมตามตารางความลกึ ของท่อหลอดลมคอโดยพิจารณาความเหมาะสมตาม
ตารางนี้

42

หอผู้ป่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลมิ พระเกยี รติ

ท่ีมา : Kempley ST, Moreiras JW, Petrone FL. Endotracheal tube length for neonatal
intubation Resuscitation 2008;77:369-73

1.1.2 ตดั ความยาวของท่อหลอดลมคอท่ีพน้ ริมฝปี ากขึ้นมาประมาณ 4 เซนตเิ มตร (มาลัย มั่งชมและคณะ,
2550; Kattwinkel J, 2006)

1.1.3 ยนื ยนั ตา่ แหนง่ ของท่อหลอดลมคอโดยฟังเสยี งหายใจและภาพรังสีปอด (มาลยั ม่งั ชมและคณะ, 2550;
Kattwinkel J, 2006)
1.2 วิธีการยดึ ติดท่อหลอดลมคอให้มัน่ คง โดยใชน้ วตั กรรม Modify Logan Bow (ปรีดาวรรณ บญุ มาก 2542,
Volsko TCR , 1997) มีข้นั ตอนดงั นี้

ขัน้ ที่ 1 เตรียมชุดกำรยึดติดทอ่ หลอดลมคอ
พลาสเตอร์รูปตวั Y (Brown, M.S. ,1988; Tammy Lee Brinsmead, 2010) ขนาด 2x 8 เซนติเมตร

จ่านวน 2 ชิ้น ดงั รปู

43

หอผปู้ ว่ ยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกียรติ

พลาสเตอร์รปู ตัว Y ขนาด 2 x 4 เซนติเมตร จา่ นวน 2 ชิ้น ดงั รปู
พลาสเตอรส์ เี หล่ียมผนื ผา้ ขนาด 2 x 4 เซนตเิ มตร จ่านวน 4 ชิ้น ดังรปู
พลาสเตอรส์ ีเหลยี่ มผนื ผ้าขนาด 1x ช้นิ ดงั รูป 1 เซนติเมตร จา่ นวน 8

Tegarderm จา่ นวน 2แผ่น ดงั รปู

44

หอผ้ปู ่วยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกยี รติ

นวัตกรรม Modify Logan Bow (ปรดี าวรรณ บญุ มาก 2542, Volsko TCR , 1997) ดงั รูป

บรรจุลงในถงุ ซิปลอ็ กให้พร้อมใชง้ าน ดงั รปู

ขั้นตอนท่ี 2 ยึดติดท่อหลอดลมคอดว้ ยพลาสเตอรร์ ูปตัวY (Brown, M.S. ,1988; Tammy Lee Brinsmead,
2010) ขนาด 2x เซนติเมตร ชนิ้ ที่ 81 และพนั ทบั ดว้ ยชิ้นท่ี 2 เพือ่ ปอ้ งกันปลาสเตอร์ชิ้นที่ 1หลดุ ดงั รปู

45

หอผปู้ ่วยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รติ

ขั้นตอนท่ี 3 แปะTegadrem ลงบนแก้มท้ังสองข้างของทารก แล้ววางนวัตกรรม Modify Logan Bow (ปรีดาวรรณ
บุญมาก 2542, Volsko TCR , 1997) ให้คร่อมปาก ต่าแหนง่ ส่วนปลายทัง้ สองข้างอยกู่ งึ่ กลางระหวา่ งหน้าหูกับริมฝีปาก
ใช้พลาสเตอรส์ ีเหล่ยี มผืนผ้าขนาด 2x4 เซนติเมตร จ่านวน 2 ชิ้นแปะทับส่วนปลายของ Modify Logan’s Bow ทั้งสอง
ขา้ ง ดังรปู

ขั้นตอนที่ 4 ใช้พลาสเตอร์รูปตัว Y ขนาด 2x เซนติเมตรจ่านวน 42 ช้ินแปะทับส่วนปลายของ Modify Logan Bow
(ปรีดาวรรณ บญุ มาก 2542, Volsko TCR , 1997) ทัง้ สองขา้ งโดยสอดเข้าด้านในแล้วปิดทับลงบนพลาสเตอร์สีเหลี่ยมผืนผ้า
เพอ่ื ไม่ใหเ้ กดิ การลอกหลุด ดงั รปู

ข้นั ตอนท่ี 5 ใชพ้ ลาสเตอร์ส่ีเหล่ยี มผืนผ้าขนาด 2x4 เซนตเิ มตร จ่านวน 2 ช้นิ แปะทับอกี ครั้ง ดังรูป

46

หอผ้ปู ว่ ยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรติ

ขั้นตอนท่ี 6 ใช้พลาสเตอร์สเี หล่ยี มผืนผา้ ขนาด ๑x ๘ เซนติเมตร จ่านวน ๑ชนิ้ ยดึ ติดทอ่ หลอดลมคอไว้กับ Modify
Logan Bow (ปรีดาวรรณ บุญมาก 2542, Volsko TCR , 1997) โดยใหท้ ่อหลอดลมคออยใู่ นระดับมุมปากทตี่ ้องการ
และอยู่ในแนวตรง ดงั รปู

1.3 การใช้อุปกรณร์ องรับท่อวงจรเคร่ืองชว่ ยหายใจ (มาลัย ม่ังชมและคณะ, 2550; ปิยนนั ท์ ไพไทย, 2551; จิตรา เสลา
หลักและคณะ, 2552)

Tubing holder ทา่ จากโลหะขอ้ ออ่ น/พลาสตกิ ที่มคี วามแขง็ พอเหมาะ ปรับระดับได้

1.4 การจัดท่าทารกให้อยู่ในท่ีนอนNest โดยจัดท่าให้อยู่ในแนวกลาง (neutral position) ให้ต่าแหน่งท่อหลอดลมคอ
ตรงไมพ่ บั งอหรือเกิดการดงึ รงั้ และเพ่ือจ่ากดั การเคลื่อนไหวและลดการดน้ิ ของทารก ดังรปู

47

หอผู้ป่วยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกียรติ

1.1 การใหข้ ้อมูลแก่ญาตเิ รื่องเหตุผลของการใสท่ อ่ หลอดลมคอ ประโยชน์ของการยึดตดิ ท่อหลอดลมคอ เพื่อลดความ
วติ กกังวล

ระยะให้การดูแล (2
1.2ประเมนิ และตดิ ตามทารกทใ่ี ส่ท่อหลอดลมคอ

- ติดตามประเมนิ สัญญาณชีพทกุ ชว่ั โมงและทุกครัง้ ทมี่ ีอาการเปลยี่ นแปลง 1
- มีการตรวจสอบขนาดท่อหลอดลมคอและระดบั ขดี ที่มมุ ปากและความยาวของท่อหลอดลมคอทพ่ี น้ รมิ ฝีปากทุกเวร
และทกุ คร้ังที่มกี ารปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาล
- ดูแลเปลีย่ นพลาสเตอรท์ ุกครงั้ เม่ือประเมนิ พบวา่ พลาสเตอรไ์ มย่ ึดแน่น (Brown, ยืนยนั ตา่ แหน่งโดยฟงั เสียง (1988
ลมเขา้ ปอดการเคลอื่ นไหวของทรวงอกขณะหายใจเขา้ หรือภาพถ่ายรงั สี
ดูแลลดปัจจัยเสย่ี งตอ่ การเกดิ ท่อหลอดลมคอหลุดไดแ้ ก่ 2.2
- ดูแลอณุ หภูมขิ องตู้อบให้อยู่ใน Neutral thermal environment temperature (NTE)
- ประเมนิ การปรบั ตั้งเคร่ืองชว่ ยหายใจตามแผนการรักษา (Brandon, (2002
- ตรวจสอบอุณหภมู ขิ องเครื่องทา่ ความชนื้ ในเคร่อื งชว่ ยหายใจ (Humidifier)
- เฝา้ ระวังและตดิ ตามคา่ ความอิม่ ตัวของออกซเิ จนโดยการมอนิเตอร์ Pulse oximeter
- สังเกตอาการทแี่ สดงว่าท่อหลอดลมคอหลุด (เกรยี งศักดิ์ จีระแพทย์, 2536; พิกุล ขา่ ศรีบศุ , 2547; มาลัย ม่ังชมและ
คณะ, (2550

- ความอ่มิ ตัวของออกซิเจนทีผ่ วิ หนังลดลงทนั ที หวั ใจเตน้ ชา้ ลง เม่อื เปรยี บเทียบกับค่าพืน้ ฐานเดิมของทารก อาการ
หายใจล่าบาก เช่น reteaction ,pardoxic chest movement (เกรียงศกั ด์ิ จรี ะแพทย์ และ วณี า จีระแพทย์, 2550;
Fabiana et al., (2010

- ทรวงอกทั้ง เกรยี งศักดิ์ จรี ะแพทย์ และ วณี า จรี ะแพทย์)ข้างไม่เคล่ือนไหวตามการท่างานของเครื่องชว่ ยหายใจ 2,
2550; Frankck & Lewis, 1997,Veldman et al., (2006

- ฟงั เสยี งลมไม่เขา้ ปอดทัง้ เกรยี งศักด์ิ จรี ะแพทย์ และ วีณา จรี ะแพทย์)ข้าง 2, 2550; Frankck & Lewis, 1997,
Veldman et al., (2006

- ทอ้ งอาจอืด (Frankck & Lewis, 1997; Fabiana et al., 2010)
- ใส่หลอดดดู นา่้ คัดหลั่งในETT ลงได้ถึงกระเพาะอาหาร -
- น้่าลายออกมากกวา่ ปกติ
- ได้ยินเสียงร้อง
- จดั การอาการรบกวนทารก (Lund et. al., 2003) ไมส่ ุขสบาย เปยี กแฉะ ควรเปลยี่ นผ้าทุกครง้ั กรณีไม่บนั ทึกน้า่ เข้า-
ออก อาจใสผ่ า้ ออ้ มส่าเร็จรูป เพอื่ ลดการรบกวนทารกจากการเปลี่ยนผา้ อ้อมบอ่ ย
- มีไข้ ใหเ้ ชด็ ตวั ลดไข้
- ท้องอดื จดั ให้นอนศรี ษะสงู ดดู ระบายลมจาก OG tube ใหท้ กุ 1-2 ช่วั โมง
- เจบ็ ป่วยจากการทา่ หัตถการ
- ทางเดินหายใจอุดกัน้
- ประสาทสัมผัสถูกกระตุ้นเกิน เช่น แสงจ้า เสียงดัง อุณหภูมิตู้อบร้อนไปจากการต้ังอุณหภูมิตู้ไม่ไม่ เหมาะสม ดูแล
จัดสิ่งแวดลอ้ มใหเ้ อ้ือต่อการพกั ผ่อนของทารก เช่น ปรับแสงให้เหมาะสม การจัดช่ัวโมงเงยี บ ใช้ผา้ คลมุ ตู้ ควบคุมความ
ดงั ของเสยี ง ไมว่ างอปุ กรณท์ ี่มเี สยี งไวบ้ น/ในตู้อบหรือใกล้ทารก และรบกวนทารกใหน้ ้อยท่ีสุด

48

หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกยี รติ

2.3 ประเมินความต้องการการดดู เสมหะ ตามความจ่าเปน็ โดยการประเมนิ เสียงปอดก่อนและดดู เสมหะที่ถูกวธิ ีและใช้ผู
ปฏิบัตกิ จิ กรรมการพยาบาล คนดว้ ยความนมุ่ นวล 2

กอ่ นดูดเสมหะ
- ใชห้ ฟู ังฟงั เสยี งหายใจและสังเกตลกั ษณะการหายใจ สีผวิ ระดบั ความรสู้ ึกตัว ดคู ่าความอิ่มตัวของออกซเิ จน ให้

อยู่ในเกณฑ์ปกติตามพยาธสิ ภาพของปอด (วณี า จีระแพทย์, 2545; Gomella , 2004)
- ลา้ งมือด้วยน้่ายาฟอกมือ (hygienic hand washing) (เกรยี งศักดิ์ จีระแพทย์ และ วณี า จรี ะแพทย์, 2550)
- ให้ออกซิเจนส่ารองแกท่ ารกก่อนและหลงั การดดู เสมหะเป็นช่วงๆ (เกรยี งศักดิ์ จีระแพทย์ และ วณี า จีระแพทย์,

2550)
- ผู้ดดู เสมหะสวมถุงมือไร้เชอื้ ใส่ขา้ งที่จะดูดเสมหะ หยิบสาย catheter suction ทม่ี ีขนาดเหมาะสมกบั ท่อชว่ ย

หายใจของทารก ดังแสดงตามตาราง (Hageman et. al, 2003; พิกุล ข่าพิกลุ ,2547)

ขนาดของท่อชว่ ยหายใจเสน้ ผา่ ศนู ย์กลางวงใน (มม.) ขนาดของ สายsuction catheter (French)

2.5 5
3.0
3.5 6
4.0 8
8
- เปดิ เครื่องดดู เสมหะและปรับแรงดดู ระหวา่ ง 100-80มม.ปรอท

ขณะดดู เสมหะ
- ใส่สาย suction catheter ทางท่อช่วยหายใจ อย่างนุ่มนวล ใช้วิธีการการดูดเสมหะอย่างตื้น (shallow suction)

(Bailey et. al., 1988 , เกรียงศกั ดิ์ จรี ะแพทย์ และ วีณา จีระแพทย์, สอดสาย (2550suction catheter ลงไปจนเลยปลาย
ท่อช่วยหายใจประมาณ ควรท่าเคร่ืองหมายของสาย .ซม 1suction catheter ของทารกแต่ละรายว่าใส่ลึกเท่าไรท่ีบริเวณ
หน้าตู้อบท่ีสงั เกตไดง้ ่าย และปอ้ งกนั การปนเปือ้ นจากการวัดสาย suction catheter

- ขณะดดู เสมหะ ให้หมนุ สาย suction catheter ไปรอบๆ และดงึ suction catheter ขึ้นช้าๆ
- ขณะดดู เสมหะให้ออกซเิ จนสา่ รอง และติดตามค่าความอ่มิ ตัวของออกซิเจนท่ีผวิ หนังขณะดูดเสมหะตามแผนการ
รักษาของแพทย์

หลังการดดู เสมหะ
- หลังการดดู เสมหะทางท่อช่วยหายใจแล้ว ใหผ้ ชู้ ่วยฟังเสยี งปอดท้ัง 2 ข้างวา่ มเี สียงครืดคราดของเสมหะหรือไม่ ถา้
ไม่ไดย้ นิ ให้ดูดเสมหะในปากไดเ้ ลย ตอ้ งไม่ดูดเสมหะในจมูก เพราะท่าใหท้ ารกคัดจมกู จากเยอ่ื บจุ มูกบวมและหายใจลา่ บาก
จนเกิดภาวะหายใจลม้ เหลวหลังน่าทอ่ ช่วยหายใจออก
- เม่อื เสร็จสน้ิ การดูดเสมหะ ใหเ้ ช็ดขอ้ ต่อของท่อช่วยหายใจ กอ่ นต่อเขา้ กบั เครื่องชว่ ยหายใจด้วยส่าลชี บุ แอลกอฮอล์
รวมทง้ั เชด็ ข้อต่อ finger tip และอุปกรณส์ ่าหรบั ปดิ ขอ้ ต่อเมอ่ื เลิกใช้
- ให้ออกซิเจนสา่ รองแกท่ ารกหลังการดดู เสมหะ จนทารกมีค่าความอิม่ ตวั ของออกซเิ จนใหอ้ ยใู่ นเกณฑ์ทีย่ อมรบั ได้ของ
ทารกรายนนั้ ๆ

49

หอผู้ปว่ ยวกิ ฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

- ประเมนิ ความลกึ ของทอ่ ชว่ ยหายใจเพ่ือป้องกนั การเลื่อนตา่ แหน่งของท่อหลอดลมคอจากการดดู เสมหะ โดยฟังความ
ดังของเสยี งหายใจทีเ่ ขา้ ปอด และการขยายตัวของทรวงอกวา่ เท่ากันทั้ง 2 ข้างหรือไม่

- จัดทา่ ทารกให้อย่ใู นทา่ Neutral position
2.4 การเตรยี มอปุ กรณ์สา่ หรับการใส่ท่อหลอดลมคอใหพ้ ร้อมใชใ้ นรถ Emergency (เกรียงศกั ดิ์ จรี ะแพทย์ และ วณี า จรี ะ
แพทย์, 2550)

2.4.1 จัดระบบบันทึกเปน็ flow check list เช็คอยา่ งน้อยวนั ละ 1 ครง้ั โดยตรวจสอบประเภท จ่านวน และ
คุณภาพของอปุ กรณใ์ ห้พรอ้ มใชง้ าน (ไมร่ ั่ว หรือฉีกขาด และ laryngoscope มีหลอดไฟทส่ี ว่าง) สง่ิ ทีต่ อ้ งตรวจสอบมีดงั นี้
Self-inflating bag พร้อม reservoir ต้องอยู่รวมกันเสมอ ห้ามเก็บแยกช้นิ ส่วน

Endotracheal tube ขนาดต้ังแตห่ มายเลข 2 - 4 อยา่ งน้อยขนาดละ 2 อันขึ้นไป

50

หอผปู้ ่วยวกิ ฤตทารกแรกเกดิ โรงพยาบาลธรรมศาสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รติ


Click to View FlipBook Version