The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chutikanwongwai, 2023-09-15 21:54:12

ช่างสิบหมู่

ช่างสิบหมู่

นนนาาางงงสสสาาาววว ชุชุชุชุติ ชุติ ชุติ ติ กติ กติ กาาาญญญจจจน์น์น์ น์น์น์ว่ว่ว่ ว่ อ ว่ อ ว่ องงงไไไววว มมม. .๖๖๖//๒๒๒ เเเลลลขขขที่ที่ที่ ที่๑ที่๑ที่๑จัจัจั จั ด จั ด จั ดทำทำทำทำทำทำโโโดดดยยย


คำ นำ รายงานเล่มนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา วิทยาการคำ นวณและวิชาศิลปะ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมาและ ความสำ คัญของช่างสิบหมู่ ผู้เขียนค้นคว้าหวังว่ารายงานเล่มนี้จะเป็น ประโยขน์ต่อผู้ที่มีความสนใจและต้องการ หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับช่างสิบหมู่ นางสาว ชุติกาญจน์ ว่องไว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ห้อง ๒ เลขที่ ๑ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๖


สารบัญ ช่างสิบหมู่คืออะไร ๑ ความเป็นมาแต่โบราณของช่างสิบหมู่ ๔ ภาระหน้าที่ ๑๐ ช่างเขียน ๑๒ ช่างแกะ ๑๗ ช่างสลัก ๒๒ ช่างกลึง ๒๔ ช่างหล่อ ๓๕ ช่างปั้น ๓๙ ช่างหุ่น ๔๓ ช่างรัก ๕๐ ช่างบุ ๕๓ ช่างปูน ๕๗ บรรณานุกรม ๖๐


“ช่างสิบหมู่” หรือ “ช่างหลวง” ในศัพท์ ภาษาอังกฤษคือ Ten Essential Traditional Craftsmanship ทำ หน้าที่ราชการจำ เพาะด้านการช่างที่ เกี่ยวข้องกับงาน ศิลปกรรม ต่าง ๆ ทั้งในด้าน วิจิตรศิลป์และประณีตศิลป์ภายในพระบรม ราชูปถัมภ์มาแต่โบราณ แต่เดิมกรมช่างสิบหมู่ และข้าราชการซึ่งเป็นช่างต่าง ๆ ในกรมมีหน้าที่ รับสนองพระราชประสงค์ในองค์พระมหา กษัตริย์ รวมถึงทำ หน้าที่รวบรวมช่างมีฝีมือเพื่อเป็น กำ ลังในกิจการงานศิลปกรรมในรุ่นต่อ ๆ ไป ด้วย ช่างสิบหมู่ คืออะไร? ๑


อิสริยา เลาหตีรานนท์ โดยสำ นักงานราช บัณฑิตยสภา ได้อธิบายถึง “กรมช่างสิบหมู่” ไว้ว่า “ช่างสิบหมู่ คือหน่วยงานที่รวมช่างประณีต ศิลป์ไว้เพื่อปฏิบัติงานถวายพระมหากษัตริย์ หรืองานราชการ เดิมงานเหล่านี้ กระจัดกระจายสังกัดในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง ฝ่ายทหารและพลเรือน ปัจจุบันเป็นหน่วยงาน ระดับสำ นักในกรมศิลปการกระทรวง วัฒนธรรม” ๒


ช่างสิบหมู่ในสมัยโบราณนั้นอยู่ในกำ กับ ดูแลของราชสำ นัก ทำ งานก่อสร้างและตกแต่ง เหล่าปราสาทราชมณเฑียร ตำ หนัก เรือน หลวง วัดวาอาราม และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เพื่อสร้างความงดงามทางศิลปกรรมตามพระ ราชประสงค์ ทั้งนี้ การทำ งานของช่างสิบหมู่ จะประสานงานกับช่างมหาดเล็กและช่างทหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย สำ หรับสำ นักช่างสิบหมู่ในสมัยใหม่ ประกอบด้วยหมู่ช่างผู้เชี่ยวชาญงานช่างแขนง ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๓


การมีอยู่ของช่างสิบหมู่ปรากฏเป็นหลักฐาน มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว โดยมีอยู่ในทำ เนียบ ศักดินาพลเรือนและทหารในกฎหมายเก่า (กฎหมายตราสามดวง) ในสมัย สมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๓๑) สันนิษฐานว่าตระกูลช่างในสมัยอยุธยาน่าจะมี มากกว่า ๑๐ หมู่ ความเป็นมาแต่โบราณ ของ “ช่างสิบหมู่” ๔


อย่างไรก็ตาม งานประณีตศิลป์สาขาต่าง ๆ ที่เจริญก้าวหน้าในสมัยอยุธยาตอนปลายต้อง สลายตัวไปหลังการเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 เพราะ ช่างฝีมือบางส่วนถูกกวาดต้อนไป ส่วนที่ เหลือมีการรวบรวมขึ้นใหม่ในสมัยกรุงธนบุรี และจัดตั้งเป็นสำ นักช่างอย่างเป็นทางการใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกมหาราช โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ช่างเหล่านี้สร้างสรรค์ ปราสาทและพุทธสถานในกรุงเทพฯ ให้วิจิตร งดงามเหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา ๕


สำ นักช่างสิบหมู่ในสมัยต้นกรุง รัตนโกสินทร์ ยังแบ่งออกเป็นสำ นักช่างประจำ “วังหลวง” และ “วังหน้า” คือเป็นคนละ สังกัดกัน ต่อมาหมู่ช่างในสังกัดวังหน้าได้ถูก ยกเลิกในสมัยรัชกาลที่ ๕ พร้อมการประกาศ ยกเลิกตำ แหน่งกรมพระราชวังบวร หรือ ตำ แหน่งพระมหาอุปราช (วังหน้า) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยังเป็นช่วงเวลาที่มีการ แบ่งสำ นักช่างสิบหมู่เป็นกรมอย่างเช่นเจนว่ามี ประเภทใดบ้าง ซึ่ง สมเด็จกรมพระยานริศรานุ วัดิวงศ์ ทรงตรัสประทานแก่ พระยา อนุมานราชธน ไว้ว่า ๖


“ ช่างสิบหมู่เป็นแต่ชื่อกรมที่รวบรวมช่างไว้ มี สิบหมู่ด้วยกัน ไม่ใช่ช่างในบ้านเมืองมีแต่สิบ อย่างเท่านั้น พระวรวงศ์เธอพระเจ้าประดิษฐ์ วรการ ผู้ซึ่งได้ควบคุมช่างสิบหมู่เมื่อรัชกาลที่ 5 ได้แต่งโคลงบอกชื่อช่างที่ท่านได้ควบคุมไว้ มีดังนี้ ‘ เขียนกระดาษแกะหุ่นปั้น ปูนรัก บุฮา กลึงหล่อไม้สูงสลัก ช่างไม้ ’ จำ นวนหมู่ช่างในโคลงนี้ นับได้ ๑๓ หมู่ เกิน กว่าชื่อไปสามหมู่ คิดว่าจะเติมขึ้นทีหลัง ” ๗


จากโคลงดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า “ช่าง สิบหมู่” ในสมัยรัชกาลที่ ๑ แท้จริงมีถึง ๑๓ หมู่ ซึ่งยังไม่รวมหมู่ช่างที่เป็นช่างมหาดเล็ก และช่างทหารในฯ จากโคลงจะพบหมู่ช่าง ได้แก่ ๑. ช่างเขียน ๒. ช่างกระดาษ ๓. ช่างแกะ ๔. ช่างหุ่น ๕. ช่างปั้น ๖. ช่างปูน ๗. ช่างรัก ๘. ช่างบุ ๙. ช่างกลึง ๑๐. ช่างหล่อ ๑๑. ช่างไม้ สูง ๑๒. ช่างสลัก และ ๑๓. ช่างไม้ สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อศิลปวัฒนธรรมยุโรปหลั่ง ไหลเข้ามาในสยามอย่างและมีอิทธิพลต่อรูป แบบงานก่อสร้างและสถาปัตยกรรมราชสำ นัก อย่างสูง งานศิลปกรรมแบบไทยในวัดวา อารามจึงประสบภาวะซบเซา จนทำ ให้ความ สำ คัญของช่างสิบหมู่ค่อย ๆ ถูกลดทอนลง จนถูกโยกไปรวมกับ “กรมช่างมหรสพ” ๘


ภายหลังมีการก่อตั้ง “กรมศิลปากร” ช่าง สิบหมู่จึงถูกโยกมาอยู่ในสังกัดกรมศิลปากร กระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๑ มีการจัดตั้ง “กอง สถาปัตยกรรม” ขึ้นในสังกัดกรมศิลปากร ซึ่ง กองนี้ทำ หน้าที่ของงานช่างสิบหมู่ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๑๘ ช่างสิบหมู่ใน สังกัดกรมศิลปากรถูกโยกย้ายไป-มา ระหว่าง กระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงศึกษาธิการ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริม ศิลปวัฒนธรรมของชาติ กระทั่งมีการตราพระ ราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 กรมศิลปากร (พร้อมด้วยสำ นักช่าง สิบหมู่) จึงมาอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรมอย่าง ถาวรจวบจนปัจจุบัน ๙


หน้าที่หลักของสำ นักช่างสิบหมู่คือการ รักษาและสืบทอดศิลปวิทยาการ และเป็นศูนย์ ข้อมูลด้าน “ศิลปกรรม” แห่งชาติ ค้นคว้า พัฒนา ดำ เนินการบูรณะ ซ่อมแซม เพื่อการ อนุรักษ์งานศิลปกรรม โดยแบ่งฝ่ายงานรับผิด ชอบเป็น ๖ ฝ่ายด้วยกัน ได้แก่ ๑. ฝ่ายบริหาร ทั่วไป ๒. กลุ่มประณีตศิลป์ ๓. กลุ่ม ประติมากรรม ๕. กลุ่มจิตรกรรม ๕. กลุ่มศิลป ประยุกต์และเครื่องเคลือบดินเผา และ ๖. ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย ภาระหน้าที่ ๑๐


ชชนินินินินินิ ดดขขอองง ช่ช่ช่ช่ช่ช่ าางงสิสิสิสิสิสิ บบหหมู่มู่มู่มู่มู่มู่ ๑๑


ช่าง เขียน Drawing and Painting ๑๒


เขียนลายและภาพทั้ง 4 หมวด ได้แก่ “กนก นารี กระบี่ และคชะ” เรียงตามลำ ดับ คือ “ตัวกนก” แบบต่าง ๆ ภาพมนุษย์ ชาย-หญิง เทวดา-นางฟ้า ภาพวานร อมนุษย์ อสูร และภาพสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์หิมพานต์ และสัตว์ตามธรรมชาติ โดยยึดหลัก “ คดให้ได้วง ตรงให้ได้เส้น ” ๑๓


งานเขียน เป็นงานในทางวาดเขียนและ ระบายสี ให้เกิดเป็นลวดลายหรือรูปภาพต่างๆ อย่างงดงาม ได้รับความนับถือว่า เป็นหลัก ใหญ่ที่มีความสำ คัญกว่าวิชาการช่างศิลปะแบบ ไทยประเพณีทั้งหลาย ดังจะเห็นได้ว่า ในโอกาสที่ประกอบการพิธี ไหว้ครูช่างประจำ ปี และมีการรับผู้เข้ามา มอบตัวเป็นศิษย์ใหม่ในสำ นักช่างนั้นๆ บุคคล ผู้เป็นครูช่าง หัวหน้าสำ นักช่าง หรือเจ้าพิธีไหว้ ครูจะทำ การ "ครอบ" หรือ "ประสิทธิประสาธน์" ให้ผู้ที่เข้าเป็นศิษย์ใหม่ เพื่อเป็นผู้ได้รับวิชาและ การฝึกหัดเป็นช่างต่อไป วิชาช่างเขียนเป็นวิชาแรกในการครอบ โดยผู้ครอบจับมือศิษย์ใหม่ให้เขียนลายหรือ รูปภาพตามรอยเส้นลายมือของครูเป็นประเดิม ๑๔


ช่างเขียน คือบุคคลที่มีฝีมือ และความ สามารถกระทำ การช่าง ในทางวาดเขียนและ ระบายสี ให้เกิดเป็นลวดลาย หรือรูปภาพ ต่างๆ อย่างงดงาม เป็นที่พิศวงและน่าพึงตา พอใจแก่ผู้ได้พบเห็น ช่างเขียนแต่โบราณ หรือ แต่ละพื้นที่ในสยามประเทศ ได้มีคำ เรียกต่าง กันออกไป อาทิ ช่างแต้ม ช่างเขียนสีน้ำ กาว ช่างเขียนลายรดน้ำ เป็นต้น งานของช่างเขียน มีงานทั้งด้านการเขียน วาด เขียนระบายสี และเขียนน้ำ ยาชนิดต่างๆ อยู่หลายชนิด ดังต่อไปนี้ งานเขียนระบายสีน้ำ กาว, งานเขียนน้ำ ยาปิด ทองรดน้ำ และงานเขียนระบายสีกำ มะลอ ๑๕


บรรดาช่างประเภทต่างๆ ในหมวดช่างสิบ หมู่ด้วยกัน ช่างเขียน จัดว่าเป็นช่างที่มีความ สำ คัญยิ่งกว่าช่างหมู่ใด เนื่องจากการวาด เขียนและการระบายสี เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็น สื่อที่มีศักยภาพยิ่ง สำ หรับถ่ายทอดความคิด สร้างสรรค์ออกมาให้ ปรากฏเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน สามารถใช้ เป็นต้นแบบ นำ ไปสร้างสิ่งต่างๆ ได้ตามความ ประสงค์ หรือเป็นต้นแบบที่มีความสำ เร็จ และ มีคุณค่าเฉพาะในตัวชิ้นงานนั้นโดยตรง ดังมี หลักฐานปรากฏโดยสำ นวนภาษาในหมู่ช่าง ไทย แต่ก่อนพูดติดปากต่อๆกันมาว่า "ช่างกลึงพึ่งช่างชัก ช่างสลักแบบอย่างพึ่งช่าง เขียน ช่างติ และช่างเตียน ดันตะบึงไม่พึ่งใคร" ๑๖


ช่าง แกะ Carving ๑๗


ทั้งงานแกะตรา แกะลาย และแกะภาพ หรือเรียกรวมกันว่า “แกะสลัก” เริ่มต้นจากการแกะขุดหรือการแรเส้นโดยใช้ สิ่งขนาดเล็ก ขุดเส้นเดินบนแผ่นไม้เรียบ หรือ งานแกะแรวัสดุที่เป็นโลหะ เงิน-ทอง ช่างผู้เชี่ยวชาญงานโลหะแต่ละประเภท จะทำ งานร่วมกับช่างแกะด้วย ๑๘


คำ ว่า “แกะ” ซึ่งเป็นวิธีการทำ งานของช่าง แกะ หมายถึง การสร้างทำ ให้เกิดเป็นลวดลาย หรือ รูปภาพขึ้น ด้วยวิธีใช้เครื่องมือ ที่เรียก ว่า “มีดแกะ” แกะ แคะ ควัก ไปตามวิธีการ ของช่างประเภทนี้ งานของช่างแกะ มักจะเป็นงานขนาดเล็ก เป็นของที่ต้องการความละเอียดประณีตมาก และ มีลักษณะ ศิลปภัณฑ์ที่ได้ใช้วัสดุต่างๆ เช่น ไม้ งาช้าง หิน มัน เผือก ฟักทอง เป็น สื่อสำ หรับถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ ความ งาม และ ความสามารถของฝีมือช่างแกะให้ ปรากฏ ๑๙


งานของช่างแกะ อาจแสดงออกรูปลักษณ์ ในลักษณะงานแกะลอยตัว งานแกะกึ่งพื้นราบ และ งานแกะพื้นราบ และ งานแกะเส้นเป็น ร่องในพื้น ประเภทของงานแกะ อาจแบ่งออกตาม วัสดุที่นำ มาใช้ทำ เป็นสื่อทางการแกะ เป็นสอง ประเภท คือ ๑. งานแกะเครื่องสด ๒. งานแกะเครื่องวัตถุถาวร ๒๐


คำ ว่า “เครื่องสด” หมายถึง วัสดุธรรมชาติ ที่เป็นของสด เช่น ผลไม้ หัวพืชบางชนิด หยวกกล้วย เป็นต้น งานแกะเครื่องสด หมายถึง งานที่ช่างแกะ ได้ใช้วัสดุชนิดที่เป็นเครื่องสด แกะทำ ขึ้นเป็น ดอกไม้ ใบไม้ ลวดลาย หรือรูปภาพต่างๆ แล้วระบายสีให้ดูสมจริง เพื่อการประดับ ตกแต่งสิ่งต่างๆ ให้สวยงาม งานแกะเครื่อง สด จึงจัดว่าเป็นการแสดงความสามารถ อย่างสำ คัญยิ่งของช่างแกะ เพราะต้องทำ การ แข่งกับเวลา เนื่องด้วยเป็นของสด ต้องคำ นึง ถึงอายุของเครื่องสดที่ได้แกะทำ สำ เร็จ จะ ต้องสดอยู่ได้พอแก่เวลาของงานนั้นจะสิ้นสุด ฉะนี้ช่างแกะเครื่องสด จึงเป็นช่างที่ต้องมี ความชำ นิชำ นาญ ความสามารถ และฝีมือดียิ่ง ๒๑ งานแกะเครื่องสด


ช่าง สลัก Engraving ๒๒


ช่างสลัก หรือ “ช่างฉลัก” มีหน้าที่ประดับ สถานที่สลักเสาให้สวยงาม แบ่งเป็น ช่างสลักกระดาษสำ หรับใช้ประดับสิ่ง ก่อสร้างชั่วคราว เช่น พลับเพลา พระเมรุ ฯลฯ และช่างสลักของอ่อนที่เรียกว่า “เครื่องสด” เช่น การสลักเผือก มัน ฟักทอง ฯลฯ ๒๓


งานของช่างสลัก เป็นไปในลักษณะศิลป ภัณฑ์ ที่ทำ ขึ้นด้วยการใช้วัสดุเหล่านี้ คือ ไม้ หิน หนัง กระดาษ เป็นสื่อสำ หรับถ่ายทอด ความคิด ความเชื่อ ความงาม และ ความ สามารถของฝีมือ ให้ปรากฏอาจแสดงออก เป็น รูปลักษณ์ด้วยลักษณะเป็นงานสลักรูป ลอยตัว งานสลักรูปกึ่งลอยตัว งานสลักรูป กึ่งพื้นราบ และ งานสลักรูปบนพื้น ราบ เป็น มาเช่นนี้โดยลำ ดับแต่โบราณกาล งานของช่างสลัก และ วิธีการของช่าง สลัก ที่เป็นมาตามแบบแผน ซึ่งเป็นขนบนิยม และอย่างโบราณวิธี การสลัก นั้นมีอยู่ด้วยกัน หลายประเภท และ ต่างวิธีในการปฏิบัติงาน ซึ่งแตกต่างออกไปบ้างเล็กน้อย เป็นความรู้ที่ จัดเป็นภูมิปัญญา ในด้านการสร้างสรรค์งาน ศิลปกรรม แบบไทยประเพณีอย่างสำ คัญสาขา หนึ่ง งานสลักต่างๆ มีดังต่อไปนี้ ๒๔


งานสักไม้ งานสลักไม้ คือ งานที่ใช้ไม้เนื้อดี มี คุณภาพคงทนถาวรเหมาะสมที่จะนำ มาสลัก ทำ ขึ้นเป็นรูปทรงสิ่งต่างๆ ลวดลาย หรือ รูปภาพให้คงรูปอยู่เช่นนั้นได้นานๆ งานสลักไม้ ในทางปฏิบัติโดยขนบนิยมอย่างโบราณวิธี สลักไม้ มีขั้นตอนที่เป็นความรู้พึงเข้าใจ ใน ลำ ดับต่อไปนี้ ๒๕


ไม้ เป็นวัตถุดิบพึงหามาได้จาก ธรรมชาติ ไม้แต่ละชนิดที่จะนำ มาใช้ทำ การ สลักขึ้นเป็นลวดลายก็ดี รูปภาพก็ดี ต้องได้รับ การคัดเลือกเอาแต่เนื้อไม้ที่คุณภาพดี ไม่ให้มี ตาไม้ ไม่ย้อนเสี้ยน หรือ มียางตกค้างอยู่มาก ในเนื้อไม้นั้น จากนี้จึงนำ ไม้มาผึ่งในที่ร่มให้ เนื้อไม้แห้งสนิท ถ้าได้เนื้อไม้ผึ่งค้างปี ก็จะเป็น เนื้อไม้ที่คุณภาพดี จึงนำ ไม้นั้น มาตัดแบ่งเป็น ท่อน หรือ เป็นแผ่นตามขนาด ที่ประสงค์จะนำ มาใช้งานสลักไม้ต่อไป ๒๖


เครื่องมืองานสลักไม้ ๒๗ การปฏิบัติงานสลักไม้ มีเครื่องมือสำ หรับ ถาก ฟัน เจาะ ควักคว้าน และ แต่งเกลาไม้ สลักจนสำ เร็จเป็นรูปไม้ สลักจนสำ เร็จเป็นรูป ไม้สลักดังประสงค์ ตามรายการต่อไปนี้ ๑. ขวานหมู ๒. ผึ่ง เครื่องมือถากไม้ รูปคล้ายจอบหน้าแคบ ๓. สิ่ว หน้าต่างๆ คือ สิ่วฉากหรือสิ่วหน้าตัด ตรง สิ่วหน้าเพล่ หรือสิ่วหน้าตัดเฉียง สิ่ว เล็บมือ หรือสิ่วหน้าโค้งรูป ๑/๔ วงกลม สิ่ว ร่อง หรือ สิ่วหน้ารูปตัววี ๔. สว่านโยน เครื่องมือสำ หรับเจาะไม้ ๕. ค้อนไม้ ๖. ไม้ตอกสิ่ว เครื่องมือสำ หรับใช้แทนค้อนไม้ ในบางที


ช่าง กลึง Turning ๒๘


งานกลึงเป็นงานสลักเสลาเกลาแต่งที่ต้อง ใช้ความประณีต โดยมากใช้กับงานไม้และ งาช้าง เครื่องมือกลึงจะต้องคมกลิบตลอดเวลา หากกลึงสิ่งของใหญ่ ๆ จะใช้ “กงหมุน” หาก เป็นสิ่งของขนาดย่อมและไม่ประณีตจะใช้ เครื่องกลึง “คานดีด” ๒๙


ช่างกลึง เป็นช่างฝีมือประเภทหนึ่ง ใน จำ พวกช่างสิบหมู่ งานช่างของช่างประเภทนี้ คือ การสร้างทำ สิ่งของ บางสิ่งขึ้นจากวัสดุ ธรรมชาติ โดยวิธีการกลึง เป็นรูปทรงต่างๆ มี รูปลักษณ์ที่ประกอบด้วยศิลปลักษณะ เป็น งานสร้าง ทำ เครื่องอุปโภค และ เครื่อง สำ หรับประดับตกแต่งซึ่งโดยมากเป็น ลักษณะ ทรงกลม ทรงกระบอก หรือรูปทรงกรวย กลม จัดเป็นงานประณีตศิลปะอีกประเภทหนึ่ง งานกลึง และ วิธีการกลึงของช่างกลึง ที่ เป็นศิลปกรรมแบบไทยประเพณี มีขั้นตอน และวิธีการเป็นลำ ดับไป ดังนี้ ๓๐


วัสดุที่ช่างกลึงในอดีตได้นำ มาใช้ทำ การ กลึง ด้วยโบราณวิธีกลึงที่ยังคงอยู่ให้เห็นได้ ได้แก่ ๑. ไม้ ๒. งานช้าง เครื่องมือและอุปกรณ์สำ หรับงานกลึง มี ดังรายการต่อไปนี้ ๑. สิ่วกลึง, สิ่วหน้าต่างๆ ๒. ไม้กางเวียนแบบเขาควาย สำ หรับสอบ ขนาด ๓. เลื่อย ๔. บิหล่า เครื่องเจาะชนิดหนึ่ง ๕. เครื่องกลึง ๓๑


การปฏิบัติงานกลึงนี้ สิ่งสำ คัญที่เป็นพื้น ฐานของงานกลึง คือ “เครื่องกลึง” ซึ่งเป็น อุปกรณ์หลักอันสำ คัญใน การทำ งานกลึง เครื่องกลึงมีอยู่มากแบบ ดังนี้ เครื่องกลึงแบบแรก เป็นแบบที่ใช้กำ ลังแรง คน ทำ การฉุดชักโดยตรง ส่วนสำ คัญของ เครื่องกลึงแบบนี้อยู่ที่ตัวไม้ที่เรียกว่า “ภมร” คือ แกนสำ หรับชักให้หมุน งานกลึงซึ่งทำ ขึ้น จากเครื่องกลึงแบบแรกนี้ มักเป็นสิ่งของที่เป็น ลักษณะรูปทรงกลม เช่น ตลับ ตัวหมากรุก ตราประทับ เป็นต้น ๓๒


เครื่องกลึงแบบที่สอง หรือ เรียกว่า เครื่องกลึงแบบกงชัก เป็นเครื่องกลึงแบบที่ ประกอบด้วย อุปกรณ์ช่วยผ่อนแรงในการฉุด ชัก “ภมร” โดยไม่ต้องออกแรงชักเชือกฉุด “ภมร” ตรงๆ เครื่องกลึงแบบกงชักนี้ ในส่วน ตัว “ภมร” มีลักษณะคล้ายกับ “ภมร” ในแบบ แรก แต่จะมีที่ต่างกัน ตรงส่วนแคร่รองรับ ส่วนหัว และท้ายหัว “ภมร” ได้รับการสร้างให้ มั่นคงแข็งแรงมากขึ้น ส่วนประกอบสำ หรับ “ภมร” นี้เรียกว่า “เรือนภมร” ๓๓


เครื่องกลึงแบบที่สาม เรียกว่า เครื่องกลึง แบบกงดีด เครื่องกลึงแบบนี้ ลักษณะโดยรวม ของเรือนภมรคล้ายกัน กับเครื่องกลึงแบบที่ สอง แต่แทนที่จะใช้กำ ลังฉุดชักภมรด้วยมือ หากได้ใช้เท้าถีบชักเชือกฉุดภมร เครื่องกลึง แบบนี้ ดูออกจะใช้งานได้สะดวก และคล่อง ตัวกว่าเครื่องกลึงสองแบบแรก เพราะช่าง กลึงสามารถเหยียบคานกระเดื่องชัก ภมรให้ หมุนไปได้ในขณะเดียวที่ช่างทำ การกลึงไปได้ พร้อมกัน และ ที่สำ คัญคือช่างกลึงอาจ ควบคุมความเร็วในการ หมุนของภมรได้ตาม ประสงค์ของตัวเอง อนึ่ง เครื่องกลึงแบบนี้ อาจใช้กลึงทำ สิ่ง ในลักษณะทรงกระบอก หรือ ทรงกรวยกลม ได้มากอย่าง เช่น กลึงลูก กรง กลึงด้ามมีด ด้ามดาบ กลึงหัวเม็ดทรงมัณฑ์ กลึงโกศไม้ เป็นต้น ๓๔


ช่าง หล่อ Casting ๓๕


เกี่ยวข้องกับการหล่อโลหะ เช่น การหล่อ กลองมโหระทึก หล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ การหล่อพระพุทธรูปโลหะทำ ได้โดยการใช้ขี้ผึ้ง ทำ เป็นหุ่นแล้วละลายขี้ผึ้งจนเกิดที่ว่างในแม่ พิมพ์ แล้วจึงเทโลหะหรือทองที่กำ ลัง หลอมละลายเข้าแทนที่ จะได้เป็นรูปหล่อโลหะ สำ ริด เรียกวิธีนี้ว่า “ไล่ขี้ผึ้ง” ๓๖


ช่างหล่อ เป็นช่างสร้างศิลปกรรมประเภท วิจิตรศิลปงานของช่างหล่อเป็นงานที่เกี่ยว เนื่องกันกับงานปั้น ช่างหล่อจำ นวนไม่น้อย มักเป็นผู้ที่มีความสามารถในการปั้นอยู่ด้วย หรือไม่ก็เป็นทั้งช่างปั้นและช่างหล่ออยู่ในคน เดียวกัน ทั้งนี้เนื่องด้วยงานปั้นที่เป็น ประติมากรรมแบบไทยประเพณี เป็นต้นว่า พระพุทธปฏิมากร เทวปฏิมากร รูปฉลองพระองค์ พระมหากษัตริย์ ฯลฯ เมื่อ จะทำ เป็นรูปอย่างโลหะหล่อ ก็จะต้องจัดการ ปั้นหุ่นรูปนั้นๆ ขึ้นเสียก่อน ด้วยขี้ผึ้ง แล้วจึง ทำ การเปลี่ยนสภาพรูปหุ่นนั้นแปรไปเป็นรูป โลหะหล่อ ซึ่งกระบวนการแต่ละขึ้นตอนของ งานประเภท นี้ ย่อมมีความสัมพันธ์แก่กันและ กันทุกขั้นตอน ดังนี้ ช่างหล่อจึงมักเป็นช่างปั้น อยู่ในตัวเป็นขนบนิยมเช่นนี้มาแต่โบราณ ๓๗


งานช่างหล่อ หรืองานหล่อโลหะด้วยวิธี และกระบวนการที่เป็นขนบนิยมอย่างโบราณ วิธี มีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า วิธีหล่อโหละ อย่างสูญขี้ผึ้ง เป็นวิธีหล่อโลหะวิธีหนึ่ง งานของช่างหล่อโหละ มักแบ่งงานเป็น ๒ ตอนด้วยกันคือ การขึ้นหุ่นตอนหนึ่ง กับการ หล่อโลหะอีกตอนหนึ่ง การขึ้นหุ่น จัดเป็นงานขั้นเตรียมงานขั้นต้นเพื่อส่งต่อ ไปให้การหล่อ การขึ้นหุ่นหรืองานขึ้นหุ่น ก็คือ การปั้นรูปสิ่งที่ประสงค์จะหล่อเป็นโลหะ ๓๘


ช่าง ปั้น Molding and Sculpting ๓๙


ทำ งานด้านการปั้นพระพุทธรูปเสียเป็นส่วน ใหญ่ อาจใช้ดินเหนียวอย่างเดียว ปั้นด้วยดิน แล้วติดกระดาษทับเพื่อรักษาเนื้อดิน หรือ แม้แต่ปั้นด้วยกระดาษโดยมีลวดตาข่าย เป็นโครงภายใน ๔๐


งานปั้น และ ช่างผู้ทำ งานปั้นนี้ เมื่อสมัย โบราณที่ล่วงๆ ไปนั้นเรียกว่า “งานปั้น” และ “ช่างปั้น” แต่ในปัจจุบัน “งานปั้น” เปลี่ยนไป เป็น “ประติมากรรม” ซึ่งมีนัยว่า มาแต่คำ ภาษา บาลีว่า ปฏิมากมฺม หรือในภาษาสันสกฤตว่า ปรฺติมากรฺม ส่วนคำ ว่า “ช่างปั้น” ก็ได้รับความ นิยม เรียกว่า “ประติมากร” ช่างปั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นช่างที่มี ความสำ คัญ จัดอยู่ในลำ ดับรองถัดลงมาแต่ ช่างเขียน ความสำ คัญของงานปั้น และ ช่าง ปั้น จึงเป็นรองงานเขียน และ ช่างเขียน กระนั้นก็ดี ช่างปั้น และ งานปั้นก็ยังมีความ สำ คัญ หรือ มีอิทธิพล เหนืองานช่างประเภท อื่นอยู่หลายประเภทด้วยกัน ทั้งนี้เนื่องด้วย งานช่างบางประเภท ต้องอาศัยวิธีการบาง อย่าง ของช่างปั้นนำ ไปเป็นแบบ ดำ เนินการ ทำ งานช่างประเภทนั้นๆ ให้สำ เร็จลุล่วงไปได้ ๔๑


งานปั้นอย่างไทย หรือ งานปั้นแบบไทย ประเพณี มักเป็นงานปั้นที่มีรูปลักษณ์ โน้มไป ในรูปแบบที่เป็นลักษณะ รูปประดิษฐ์ หรือ ที่ เรียกว่า “อดุมคตินิยม” ตามคติความเชื่อใน หมู่คนส่วนมากแต่อดีต เนื่องด้วยเป็นงาน ศิลปกรรม ที่ได้รับการจัดให้มีขึ้น สำ หรับหน้าที่ ประโยชน์ใช้สอย และ สร้างเสริมความสำ คัญ แก่ถาวรวัตถุ และถาวรสถานทั้งใน ฝ่าย ศาสนจักร และ ฝ่ายอาณาจักรซึ่งมีคตินิยมรูป แบบที่เป็นลักษณะ “บุคลาธิษฐาน” เป็นสำ คัญ ๔๒


ช่าง หุ่น Model Building ๔๓


“หุ่น” ในที่นี้คือ “ตัว” หรือ “รูปร่าง” คือ การประกอบสร้างรูปของคน สัตว์ หรือ สิ่งของที่ต้องทำ เป็นรูปร่าง ดังนั้น ช่างหล่อ ช่างปั้น และช่างหุ่นจึงมี งานสัมพันธ์กันและอาจสร้างงานด้วยคน ๆ เดียวกัน ๔๔


ช่างหุ่น เป็นช่างที่ทำ สร้างสิ่งต่างๆให้เป็นตัว หรือเป็นรูปร่างขึ้นมา งานของช่างหุ่นที่เป็นมา โดยขนบนิยมในศิลปกรรมแบบไทย อาจ จำ แนกออกตามลักษณะของงานช่างหุ่นได้เป็น ๓ ลักษณะงานด้วยกัน คือ ๔๕


ช่างหุ่นต่ออย่าง ทำ การช่างในลักษณะการ สร้างรูปลักษณ์ด้วยการนำ เอาวัตถุ เช่นไม้มา ต่อกัน ปรุงให้เป็นรูปขึ้น มีรูปลักษณะและ อัตราส่วนที่ย่อลงมาอย่างแน่นอน จากส่วน จริงที่จะสร้างทำ เป็นของใหญ่ๆ ต่อไป หรือทำ เป็นหุ่นที่มีส่วนสัดกะขึ้นไว้โดยประมาณที่จะนำ ไปไขส่วน ตัวอย่างเช่น ต่ออย่างพระมหาธาตุ เจดีย์ พระสถูปเจดีย์ ต่ออย่างพระอุโบสถ พระวิหาร พระมณฑป ต่ออย่างบุษบก เป็นต้น หุ่นที่ต่อเป็นอย่างสิ่งต่างๆ นี้ อาจทำ ด้วยดิน เหนียวปั้นทำ ขึ้นเป็นหุ่นแล้วเผาไฟให้สุก ทำ เป็นแบบสำ หรับทำ จริงก็มี หุ่นดินปั้นเผาไฟ เหล่านี้ บางชิ้นยังมีให้เห็นได้ใน พิพิธภัณฑสถานหลายแห่ง ๔๖


ช่างหุ่นต่ออย่าง ทำ การช่างในลักษณะการ สร้างรูปลักษณ์ด้วยการนำ เอาวัตถุ เช่นไม้มา ต่อกัน ปรุงให้เป็นรูปขึ้น มีรูปลักษณะและ อัตราส่วนที่ย่อลงมาอย่างแน่นอน จากส่วน จริงที่จะสร้างทำ เป็นของใหญ่ๆ ต่อไป หรือทำ เป็นหุ่นที่มีส่วนสัดกะขึ้นไว้โดยประมาณที่จะนำ ไปไขส่วน ตัวอย่างเช่น ต่ออย่างพระมหาธาตุ เจดีย์ พระสถูปเจดีย์ ต่ออย่างพระอุโบสถ พระวิหาร พระมณฑป ต่ออย่างบุษบก เป็นต้น หุ่นที่ต่อเป็นอย่างสิ่งต่างๆ นี้ อาจทำ ด้วยดิน เหนียวปั้นทำ ขึ้นเป็นหุ่นแล้วเผาไฟให้สุก ทำ เป็นแบบสำ หรับทำ จริงก็มี หุ่นดินปั้นเผาไฟ เหล่านี้ บางชิ้นยังมีให้เห็นได้ใน พิพิธภัณฑสถานหลายแห่ง ๔๗


Click to View FlipBook Version