The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

CuriculumManual_T2 Physic คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ โดย สสวท.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์

CuriculumManual_T2 Physic คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ โดย สสวท.

142 ผลการเรียนรู้ 9. ทดลองและอธบิ ายการสะทอ้ นของแสงทผี่ วิ วตั ถตุ ามกฎการสะทอ้ น เขียนรังสีของแสงและคำ�นวณต�ำ แหนง่ และขนาดภาพของวัตถุเมื่อแสง
ตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทง้ั อธบิ ายการนำ�ความรเู้ รื่องการสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม
ไปใชป้ ระโยชน์ในชวี ิตประจ�ำ วัน

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการทบทวนความรู้เกี่ยวกับการเขียนรังสีของแสง ด้านความรู้

เมอื่ แสงตกกระทบผวิ วตั ถทุ เ่ี รยี บ จะเกดิ การ จากแหล่งกำ�เนิดแสงตกกระทบผิววัตถุ จากนั้นต้ังคำ�ถามว่า เม่ือรังสีแสง 1. การสะทอ้ นแสง การสะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบ
สะท้อนเป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง
วัตถุท่ีอยู่หน้ากระจกเงาราบและกระจกเงา เมอ่ืตกกระทบวัตถุที่มีผิวเรียบ ผิวโค้ง และผิวขรุขระ รังสีสะท้อนจะเป็น n แ1ล,ะ2ก,ร3ะ,จ..ก. เงาทรงกลม จากการอภิปรายร่วมกัน
ทรงกลม จะเกดิ ภาพจากการสะทอ้ นของแสง
อย่างไร ให้นกั เรียนอภิปรายร่วมกันและนำ�เสนdอผsลin   n  2. ความรู้ในการเขียนรังสีของแสงสะท้อน เพ่ือหา
ดา้ นทกั ษะ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อ2. ใหน้ กั เรยี นทดลองการสะทอ้ นของแสงทผี่ วิ วตั ถุ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ต�ำ แหนง่ ภาพและขนาดภาพทเ่ี กดิ จากกระจกเงาราบ
1. การวัด (ระยะวัตถุและระยะภาพ)
2. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณต่าง ๆ ทเี่ กีย่ วข้องกับ ไดว้ า่ การสะท้อนของแสงเปน็ ไปตามกฎการสะทdอ้ xน  n n  แ1ล,2ะก,3ร,ะ.จ..กเงาทรงกลม จากแบบฝึกหัดและแบบ
3. ให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนรังสีของแสง โดยใชD้กฎการสะท้อนของแสง
การสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบและ ทดสอบ
กระจกเงาทรงกลม)
3. การทดลอง เม่ือแสงจากวัตถุท่ีมีขนาดตกกระทบกระจกเงาราบ จากน้ันให้นักเรียน
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
(การสรุปผลการทดลอง) เขียนรังสีของแสงเพ่ือหาตำ�แหน่งและขนาดภาพของวัตถุ ซึ่งมีความ ด้านทักษะ
ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ สมั พนั ธต์ ามสมการ 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
(การอภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ s'  s ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงาน
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. ความซ่อื สตั ย์ 4. ให้ความรู้เก่ียวกับการเขียนรังสีของแสงที่ตกกระทบกระจกเงาทรงกลม การทดลอง
2. ความมงุ่ ม่ันอดทน
และการสะท้อนแสง จากน้ันให้นักเรียนเขียนรังสีของแสง โดยใช้กฎการ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ

สะทอ้ นของแสง เม่ือแสงจากวตั ถทุ ม่ี ขี นาดตกกระทบกระจกเงาทรงกลม อภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
3. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั
1  1  1ให้นักเรียนเขียนรังสีการสะท้อนของแสงเพื่อระบุตำ�แหน่งของภาพและ การสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบและ
f s s'ขนาดภาพจากน้นั อภิปรายร่วมกัน จนสรปุ ไดค้ วามสัมพนั ธ์ ตามสมการ

M  y' กระจกเงาทรงกลม จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
y
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. ความซือ่ สัตย์ จากรายงานผลการทดลอง

2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย

1 2 รว่ มกนั

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟิสิกส์ 143

5. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการนำ�ความรู้เรื่องการสะท้อนของแสงจาก ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
กระจกเงาราบ และจากกระจกเงาทรงกลมไปใชใ้ นชวี ติ ประจ�ำ วนั จากนน้ั
แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
อภปิ รายร่วมกันและนำ�เสนอผล
6. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการสะท้อนของแสง
จากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม จากน้ันให้นักเรียนสรุป

เพ่ือตรวจสอบความร้คู วามเขา้ ใจ

144 ผลการเรียนรู้ 10. ทดลองและอธบิ ายความสมั พันธ์ระหวา่ งดรรชนหี กั เห มุมตกกระทบ และมมุ หักเห รวมทง้ั อธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความลกึ จริงและ

ความลกึ ปรากฏ มมุ วิกฤตและการสะทd้อsนinกลับหมnดของเแมสือ่ งnและ1,ค2ำ�,3น,.ว..ณปรมิ าณต่าง ๆ ทเี่ ก่ียวขอ้ ง

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ dแxนวทnางการจัดกาเมรอ่ืเรnียนร1ู้ ,2,3,... แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ D ดา้ นความรู้

1. เมอื่ แสงผา่ นรอยตอ่ ระหวา่ งตวั กลางทตี่ า่ งกนั 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการสาธิตกิจกรรม เช่น นำ�วัตถุใสวางบนหนังสือ 1. การหักเหของแสง ความลึกจริง ความลึกปรากฏ
อตั ราเรว็ ของแสงจะเปลย่ี นไป อตั ราสว่ นของ มมุ วกิ ฤต และการสะทอ้ นกลบั หมด จากการอภปิ ราย
ให้นักเรียนสังเกตตำ�แหน่งของตัวหนังสือ อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับ
อัตราเร็วแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วแสง ร่วมกนั
ในตวั กลางใด มคี า่ คงตวั เรยี กวา่ ดรรชนหี กั เห ต�ำ แหนsง่ จ' รงิ กบั sต�ำ แหนง่ ทเ่ี หน็ เปน็ ต�ำ แหนง่ เดยี วกนั หรอื ไม่ และน�ำ เสนอผล 2. ความสัมพันธ์ระหว่างดรรชนีหักเห มุมตกกระทบ
ของตวั กลางนน้ั และการหกั เหของแสงจะเปน็ 2. ให้นักเรียนทดลอง เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมุมตกกระทบ กับ มุมหักเห ความสัมพันธ์ระหว่างความลึกจริง
ไปตามกฎการหักเหของคลื่น ความลกึ ปรากฏ และกฎของสเนลล์ จากแบบฝกึ หดั
2. ตำ�แหน่งภาพของวัตถุท่ีเกิดจากการหักเห มมุ หักเห นำ�เสนอผลและอภปิ รายร่วมกัน จนสรปุ ไดว้ า่
และแบบทดสอบ
ของแสง ซ่ึงเรียกว่า ความลึกปรากฏ จะอยู่ 1 11
คนละต�ำ แหนง่ กบั ต�ำ แหนง่ ของวัตถุ เรียกว่า f s s' ดา้ นทักษะ
ค ว า ม ลึ ก จ ริ ง ซึ่ ง มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั บ 1. การสงั เกต การวดั การทดลอง การตคี วามหมายขอ้ มลู
มุมตกกระทบ มมุ หกั เห และดรรชนีหักเห และลงขอ้ สรปุ ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และ
3. เมื่อแสงมีมุมตกกระทบที่ทำ�ให้มุมหักเห
มคี า่ เทา่ กบั 90 องศา เรยี กมมุ ตกกระทบนว้ี า่ จากนM้ันให้ควyาม' รู้ เม่ือแสงตกกระทบในตัวกลางที่หนึ่งแล้วหักเหไปยังอีก ภาวะผนู้ �ำ จากการอภปิ รายรว่ มกนั และรายงานการ
มมุ วกิ ฤตและเมอ่ื มมุ ตกกระทบโตกวา่ มมุ วกิ ฤต ตัวกลางหน่ึงyซ่ึงเป็นตัวกลางคู่ใดๆ จะมีอัตราส่วนดังกล่าวเป็นค่าคงตัว ทดลอง
จะเกิดการสะทอ้ นกลับหมด 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
เรียกวา่ กฎของสเนลล์ อภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
ดา้ นทักษะ 3. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3. ให้ควา1มรู้เรื่อง2ดรรชนีหักเหของแสงผ่านตัวกลางใดๆ เป็นอัตราส่วน การหกั เหของแสง จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
1. การสังเกต (ต�ำ แหนง่ ตวั อกั ษร)
2. การวัด (มมุ ตกกระทบและมมุ หักเห) ของอัตราเร็วแสงในสุญญากาศต่ออัตราเร็วแสงในตัวกลางใดๆ จากน้ัน ด้านจติ วิทยาศาสตร์
3. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ งกับ 1. ความซ่อื สตั ย ์ จากรายงานผลการทดลอง
เชอ่ื มโยงกบั ความร้ใู นขอ้ 2 จนสรุปไดค้ วามสัมพันธ์ ตามสมการ 2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย
การหักเหของแสง)
sinθ1 = ค่าคงตวั ร่วมกัน

4. สาธิตโดยการใหล้ ำ�แสงตกsกiรnะθท2บจากตัวกลางทมี่ ีดรรชนหี กั เหมากไปยัง

ตัวกลางที่มีดรรรชนีหักเหน้อย โดยปรับมุมตกกระทบให้โตขึ้นเรื่อยๆ

ให้นักเรียนสังเกต จากน้ันnอ1ภsiิปnรθา1 ย=ร่วnม2sกinันθจ2 นสรุปได้ว่า มีมุมตกกระทบ
มุมหนึ่งท่ีทำ�ให้มีมุมหักเหเท่ากับ 90 องศา เรียกมุมตกกระทบน้ีว่า

มมุ วกิ ฤต ซ่งึ มคี วามสมั พันธ์ตามสมการ

sinc  n2
n1

s'   n2
s n1

1 2 ฟสิ ิกส์

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนsวiทnาθงก1 า=รจัดคกา่ าครงเรตยี วั นรู้ ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 145

4. การทดลอง sinθ2 แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
5. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
และเม่ือมุมตกกระทบมากกว่ามุมวิกฤต แสงจะสะท้อนกลับหมด สาธิต
(การสรุปผลการทดลอง) โดยนำ�แก้วน้ำ�ไปวางบนกระดาษที่มีตัวอักษร ให้นักเรียนสังเกตตำ�แหน่ง
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตัวอักษรในแนวด่ิง ในขnณ1sะinทθี่ไม1 ่ม=ีน้ำ�nก2ับsiเnม่ือθค2 ่อยๆเติมนำ้�ลงไป อภิปราย
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ รว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ ต�ำ แหนง่ ของตวั อกั ษรทเ่ี หน็ แตกตา่ งกนั ระหวา่ งไมม่ นี �ำ้

(การอภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล) กบั มนี �้ำ ระดบั สงู ตา่ ง ๆ เปน็ ผลมาจากการหกั เหของแสง โดยต�ำ แหนง่ ภาพ
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ ของวตั ถทุ เี่ กดิ จากการหกั เหของแสง เรยี กวา่ ความลกึ ปรากฏ จะอยคู่ นละ

ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ ตกบัำ�แดหรรนช่งนกีหับกัตเำ�หแตหานม่งสขมอกงาวรsัตiถnุ เรcียกว่าnn12ความลึกจริง ซ่ึงมีความสัมพันธ์
1. ความซ่อื สัตย์ s'   n2
2. ความมุ่งมน่ั อดทน s n1

5. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการหักเหของแสง
จากน้ันใหน้ ักเรยี นสรปุ เพอ่ื ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ

1 11
f s s'

และ M  y'
y

EF
A

146 ผลการเรียนรู้ 11. ทดลองและเขียนรงั สขี องแสงเพอ่ื แสดงภาพทีเ่ กดิ จากเลนสบ์ าง หาตำ�แหน่ง ขนาด ชนดิ ของภาพ และความสัมพนั ธร์ ะหว่างระยะวตั ถุ ระยะภาพ
และความยาวโฟกสั รวมท้ังคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ทเี่ ก่ยี วข้อง และอธิบายการนำ�ความรเู้ รอ่ื งการหกั เหของแสงผ่านเลนสบ์ างไปใชป้ ระโยชน์
ในชีวติ ประจ�ำ วนั

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการทบทวนความรู้เกี่ยวกับการหักเหแสงเมื่อผ่าน ดา้ นความรู้
ตวั กลางสองชนดิ ตงั้ ค�ำ ถามเกย่ี วกบั ลกั ษณะของแสงทห่ี กั เหผา่ นเลนสบ์ าง
วัตถุอยู่หน้าเลนส์บางจะเกิดภาพของวัตถุ ทง้ั เลนสน์ นู และเลนสเ์ วา้ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั และน�ำ เสนอผล 1. การเขยี นรงั สขี องแสงเพอ่ื หาต�ำ แหนง่ ขนาดของภาพ
โดยตำ�แหน่ง ขนาดและชนิดของภาพ หาได้ ชนดิ ของภาพทเ่ี กดิ จากเลนสบ์ าง และการน�ำ ความรู้
จากการเขียนแผนภาพของรงั สแี สง 2. ให้นักเรียนทดลองการหักเหแสงผ่านเลนส์นูน เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ เรอ่ื งการหกั เหแสงไปใชใ้ นประโยชนใ์ นชวี ติ ประจ�ำ วนั
ระหวา่ งระยะวัตถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกสั รวมทั้งขนาดของภาพ จากการอภปิ รายรว่ มกนั
ดา้ นทกั ษะ จากน้นั อภปิ รายร่วมกนั จนสรุปได้ความสมั พันธ์ ตามสมการ 2. การเขียนแผนภาพ การหักเหแสงผ่านเลนส์บาง
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
1. การวดั (ตำ�แหนง่ วัตถุ และต�ำ แหนง่ ภาพ) จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
2. การทดลอง และ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างระยะวัตถุ ระยะภาพ และ
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
3. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณระยะวตั ถุ ระยะภาพ ความยาวโฟกสั ชนดิ ของภาพ ความยาวโฟกสั จากการวเิ คราะหก์ ราฟผลการทดลอง
(การสรุปผลการทดลอง) และขนาดของภาพ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นสรปุ เพอ่ื ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ
4. การจัดกระท�ำ และสื่อความหมายข้อมลู 4. ตง้ั ค�ำ ถามเกย่ี วกบั การน�ำ ความรเู้ รอ่ื งการหกั เหของแสงผา่ นเลนสบ์ างไปใช้ ด้านทักษะ
5. การใชจ้ �ำ นวน (ต�ำ แหนง่ ขนาด และชนดิ ของ ประโยชนใ์ นชีวติ ประจำ�วัน ให้นกั เรียนอภิปรายรว่ มกนั และนำ�เสนอผล 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ

ภาพท่เี กิดจากเลนส์บาง) ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงาน
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ การทดลอง
2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
(การอภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล) อภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ 3. การใช้จำ�นวน ในการหาระยะวัตถุ ระยะภาพ
ความยาวโฟกัสชนิดของภาพและขนาดของภาพ
ด้านจิตวิทยาศาสตร์ จากแบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ
1. ความซอ่ื สตั ย์
2. ความพยายามมงุ่ มั่น ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. ความซ่อื สตั ย ์ จากรายงานผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลองและการอภปิ ราย

รว่ มกนั

ฟสิ ิกส์

ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5

ผลการเรยี นร ู้ 12. อธบิ ายปรากฏการณธ์ รรมชาตทิ เ่ี กย่ี วกบั แสง เชน่ รงุ้ การทรงกลด มริ าจ และการเหน็ ทอ้ งฟา้ เปน็ สตี า่ ง ๆ ในชว่ งเวลาตา่ งกนั 147

การวิเคราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการทบทวนความรเู้ กยี่ วกบั การหกั เหและการสะทอ้ น ด้านความรู้
ของแสง จากน้ันให้นักเรียนศึกษาจากวีดิทัศน์เกี่ยวกับการกระจายของ
1. เมื่อแสงขาวผ่านปริซึม จะเกิดการกระจาย แสงขาวผ่านปริซมึ 1. การกระจายแสงเมื่อผ่านปริซึม จากการอภิปราย
ของแสงออกมาเปน็ สเปกตรมั ของแสง อธบิ าย ร่วมกัน
โดยใชก้ ฎการหักเหของแสง 2. ทบทวนกฎของสเนลล์และให้ความรู้เกี่ยวกับดรรชนีหักเหของแสง
2. ปรากฏการณธ์ รรมชาติ เชน่ รงุ้ การทรงกลด ในตวั กลางใด ๆ มคี า่ ขนึ้ กบั ความยาวคลนื่ ท�ำ ใหแ้ สงขาวทต่ี กกระทบปรซิ มึ 2. ความรู้เรื่องการหักเหแสงผ่านตัวกลางโดยใช้
ด้วยมุมตกกระทบค่าหนึ่ง แสงที่หักเหในปริซึมจะกระจายออกมาเป็น กฎของสเนลล์ จากการอภปิ รายรว่ มกนั และการเขยี น
และมริ าจ อธบิ ายไดด้ ว้ ยกฎการสะทอ้ นและ
การหักเหของแสง แถบสตี า่ งๆ เรยี กวา่ สเปกตรมั ของแสง จากนนั้ สงั เกตการเกดิ รงุ้ อภปิ ราย แผนภาพรังสีแสง
รว่ มกัน จนสรปุ ได้วา่ ร้งุ ท่เี กดิ ขน้ึ มสี องชนดิ คอื รุง้ ปฐมภมู ิและร้งุ ทุตยิ ภูมิ 3. การเกิดรุ้ง รุ้งปฐมภูมิ รุ้งทุติยภูมิ จากการอภิปราย
ดา้ นทักษะ ซงึ่ มกี ารเรยี งแถบสตี า่ งกนั เกดิ จากมมุ ทแ่ี สงตกกระทบละอองน�ำ้ ในอากาศ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ต่างกนั รว่ มกนั และการเขยี นแผนภาพรังสแี สง
- 4. การทรงกลด และมิราจ จากการเขยี นรายงาน
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 3. ใหน้ กั เรยี นสบื คน้ ปรากฏการณธ์ รรมชาตทิ เ่ี กย่ี วกบั แสง เชน่ การทรงกลด
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ และมริ าจแตล่ ะชนดิ น�ำ เสนอและอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ ปรากฏการณ์ ด้านทกั ษะ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ ข้างต้น อธิบายได้ด้วยหลักการสะท้อน การหักเห และการสะท้อนกลับ 1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
หมดของแสง อภปิ รายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล
ท่ี ห ล า ก ห ล า ย ไ ด้ อ ย่ า ง ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
การอภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ จากการกอภิปรายร่วมกนั

ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์ ด้านจิตวิทยาศาสตร์
1. ความอยากรูอ้ ยากเห็น ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
2. ความรอบคอบ
เขียนรายงาน

148 ผลการเรยี นรู้ 13 สงั เกตและอธบิ ายการมองเหน็ แสงสี สขี องวตั ถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสี รวมทง้ั อธบิ ายสาเหตขุ องการบอดสี

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการนำ�กล่องหลอดไฟที่บอกท้ังหน่วยวัตต์และ ดา้ นความรู้
ลูเมน ให้นักเรียนสังเกตและต้ังคำ�ถามว่า หน่วยที่ปรากฏข้างกล่องเป็น
1. อตั ราการใหพ้ ลงั งานแสง หรอื ฟลกั ซส์ อ่ งสวา่ ง หน่วยของอะไร จากน้ันให้ความรู้เกี่ยวกับกำ�ลังไฟฟ้าท่ีมีหน่วยเป็นวัตต์ ความสว่าง การมองเห็นแสงสี สีของวัตถุ การผสม
ท่ีตกกระทบต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ตั้งฉาก มีความสัมพนั ธ์กับความสว่างของแสงทไี่ ดจ้ ากหลอดไฟในหนว่ ยลเู มน สารสี การผสมแสงสี และความผิดปกตขิ องนัยนต์ า
จากการอภิปรายร่วมกัน
ใช้บอกความสว่าง ความสว่างมีผลต่อการ 2. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั อตั ราการใหพ้ ลงั งานแสงหรอื ฟลกั ซส์ อ่ งสวา่ งของแหลง่
มองเห็น ก�ำ เนดิ แสงจากนน้ั อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ ความสวา่ งคอื อตั ราสว่ น ด้านทักษะ
2. การดูดกลืนและการสะท้อนแสงสีของวัตถุ ของฟลกั ซส์ ่องสวา่ งตอ่ หนึ่งหน่วยพ้ืนที่ตง้ั ฉาก ตามสมการ 1. การสังเกต จากการทำ�กิจกรรมและการอภิปราย
ทำ�ให้มองเห็นสีของวัตถุน้ัน และความผิด
ปกติของนัยน์ตา เช่น การบอดสี จะทำ�ให้ 3. ให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับความสว่างท่ีเหมาะสมที่ใช้ในชีวิตประจำ�วัน ร่วมกัน
มองเห็นสีของวัตถุเปล่ียนไป การผสมแสงสี จากน้ันนำ�เสนอผลและอภปิ รายร่วมกัน 2. การสอ่ื สารสารสนเทศนแ์ ละการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื จากการ
และการผสมสารสีจะทำ�ให้ได้แสงสีและ
สารสตี า่ ง ๆ 4. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั การมองเหน็ สขี องวตั ถุ แสงสี การท�ำ งานของแผน่ กรองแสงสี อภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
3. ตาปกติสามารถมองเห็นวัตถุชัดเจนเมื่อแสง การผสมสารสี การผสมแสงสี และความผดิ ปกตขิ องนยั นต์ า ไดแ้ ก่ การบอดสี 3. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั
จากวตั ถผุ า่ นเลนสต์ าแลว้ เกดิ ภาพทจี่ อตา ใน 5. ใหน้ กั เรยี นท�ำ กจิ กรรมการผสมแสงสบี นฉากขาว น�ำ เสนอผลและอภปิ ราย ความสว่าง การแก้ไขสายตาส้ันและสายตายาว
กรณสี ายตาสนั้ และสายตายาว เกดิ จากภาพ
ไม่เกิดท่ีจอตา อาจแก้ไขได้โดยใช้เลนส์ชนิด รว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ การผสมแสงสจี ะท�ำ ใหไ้ ดแ้ สงสใี หมท่ ต่ี า่ งไปจากเดมิ จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
ตา่ ง ๆ 6. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั สายตาสน้ั สายตายาว อภปิ รายรว่ มกนั และสรปุ เกย่ี วกบั 4. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�

ด้านทกั ษะ วธิ กี ารแกไ้ ขความผดิ ปกตขิ องสายตาโดยใชเ้ ลนสเ์ วา้ และเลนสน์ นู จากนนั้ จากการอภิปรายร่วมกัน
ให้นกั เรียนสืบค้นวธิ กี ารแก้ไขความผิดปกติของสายตา ดว้ ยวธิ ีอนื่  ๆ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 7. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับความสว่าง การแก้ไข ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
1. การสงั เกต (แสงสที เ่ี ปลี่ยนไปบนฉากขาว) สายตาส้ันและสายตายาว จากนั้นให้นักเรียนสรุป เพื่อตรวจสอบความรู้ ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
2. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ความเขา้ ใจ
เขยี นรายงาน
ความสว่าง)

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟิสกิ ส์ 149

ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
ท่ีหลากหลายได้อย่างสมเหตุสมผล การ
อภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอ)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
1. ความอยากรู้อยากเห็น
2. ความรอบคอบ

150 3. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศกั ย์ไฟฟ้า ความจไุ ฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้า
และก�ำ ลังไฟฟ้า การเปลยี่ นพลงั งานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหลก็ แรงแม่เหลก็ ทก่ี ระทำ�กบั ประจุไฟฟา้ และกระแสไฟฟ้า
การเหนย่ี วนำ�แมเ่ หล็กไฟฟา้ และกฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ และการสอ่ื สาร รวมทง้ั นำ�ความรู้ไปใช้ประโยชน์

ผลการเรยี นรู้ 1. ทดลองและอธบิ ายการทำ�วตั ถุที่เป็นกลางทางไฟฟา้ ใหม้ ีประจุไฟฟ้าโดยการขดั สีกันและการเหนย่ี วนำ�ไฟฟา้ สถิต

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เข้าสู่บทเรียน โดยทบทวนการทำ�ใหว้ ัตถุท่เี ปน็ กลาง มปี ระจุไฟฟ้าโดย ดา้ นความรู้
เตรียมวัสดุต่างๆ เช่น แผ่นเปอร์สเปก แผ่นพีวีซี และผ้าสักหลาดมาให้
การนำ�วัตถุท่ีเป็นกลางมาขัดสีและการ นักเรียนได้ขัดสีและสังเกตผลที่เกิดข้ึน จากน้ันอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับ การท�ำ ใหว้ ตั ถมุ ปี ระจโุ ดยการขดั สแี ละการเหนย่ี วน�ำ
เหนี่ยวนำ�ไฟฟ้าสถิตของตัวนำ� ทำ�ให้วัตถุ ประจไุ ฟฟา้ ทป่ี รากฏบนวสั ดเุ ปน็ ประจชุ นดิ เดยี วกนั หรอื ไม่ โดยใชค้ วามรู้ ไฟฟา้ สถติ จากการอภปิ รายรว่ มกนั และการน�ำ เสนอผล
มีประจุไฟฟ้า
ประจุชนิดเดียวกนั จะผลกั กนั ประจตุ า่ งชนิดกันจะดูดกนั ด้านทักษะ
ดา้ นทักษะ 2. ใหน้ กั เรยี นท�ำ กจิ กรรมเกยี่ วกบั ชนดิ ของแรงระหวา่ งประจไุ ฟฟา้ และชนดิ 1. การสังเกต การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. การสังเกต (แรงดึงดูดและแรงผลักกัน ของ ของประจไุ ฟฟา้ จากการขัดสี จากนั้นอภปิ รายรว่ มกนั และนำ�เสนอผล ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
3. ให้ความรู้ว่า เม่ือนำ�วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าเข้าใกล้ตัวนำ�ไฟฟ้าท่ีเป็นกลาง ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงาน
วัตถุท่ีมปี ระจไุ ฟฟา้ ) การทดลอง
2. การทดลอง จะทำ�ให้เกิดประจุไฟฟ้าชนิดตรงข้ามบนตัวนำ�ทางด้านท่ีใกล้วัตถุที่มี 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ประจุไฟฟ้าเรยี กกระบวนการนีว้ า่ การเหน่ียวนำ�ไฟฟา้ สถติ อภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
4. ใหน้ กั เรยี นทดลอง เพอ่ื ศกึ ษาการเหนย่ี วน�ำ ไฟฟา้ สถติ โดยใชอ้ เิ ลก็ โทรสโคป
(การสรุปผลการทดลอง) จากนั้นนำ�เสนอผลและอภิปรายร่วมกัน จนสรุปกระบวนการเหนี่ยวนำ� ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ไฟฟ้าสถติ ได้ 1. ความซือ่ สัตย ์ จากรายงานผลการทดลอง
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ 2. ความมงุ่ มนั่ อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย

(การอภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล) รว่ มกัน
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
1. ความซอื่ สตั ย์
2. ความมุ่งมน่ั อดทน

ฟิสกิ ส์

ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5

ผลการเรยี นรู้ 2. อธบิ ายและค�ำ นวณแรงไฟฟา้ ตามกฎของคลู อมบ์ 151

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนศึกษาเก่ียวกับเครื่องมือทดลองและ ด้านความรู้
การทดลองของคูลอมบ์ นำ�เสนอผลและอภิปรายร่วมกันและให้ความรู้
แรงกระทำ�ระหว่างจุดประจุมีค่าแปรผัน เกี่ยวกับแรงระหวา่ งจดุ ประจุ จนได้ความสัมพันธ์ ตามสมการ แรงไฟฟา้ ตามกฎของคลู อมบ์ และผลของแรงไฟฟา้
กับผลคูณของขนาดของจุดประจุท้ังสอง ทีก่ ระทำ�ต่อจดุ ประจุ จากการอภิปรายรว่ มกนั
และแปรผกผันกับกำ�ลังสองของระยะห่าง 2. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่างๆ ท่ีเก่ียวกับแรงไฟฟ้าตามกฎของ
ระหวา่ งจดุ ประจุ คูลอมบ์ จากนัน้ ใหน้ กั เรยี นสรุป เพ่ือตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ ดา้ นทกั ษะ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
ด้านทกั ษะ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
การใช้จำ�นวน (แรงไฟฟ้าระหวา่ งจุดประจุ) 2. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 แรงไฟฟ้าตามกฎของคูลอมบ์ จากแบบฝึกหัดและ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
แบบทดสอบ
(การอภิปรายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล) 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
จากการอภปิ รายรว่ มกนั
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
- ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
-

152 ผลการเรยี นรู้ 3. อธบิ ายและค�ำ นวณสนามไฟฟ้าและแรงไฟฟา้ ทก่ี ระทำ�กบั อนภุ าคที่มีประจุไฟฟา้ ท่ีอยู่ในสนามไฟฟา้
รวมทงั้ หาสนามไฟฟา้ ลัพธ์เนือ่ งจากระบบจดุ ประจโุ ดยรวมกนั แบบเวกเตอร์

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการทบทวนความรเู้ กย่ี วกบั แรงทก่ี ระท�ำ ตอ่ ประจไุ ฟฟา้ ด้านความรู้

1. บริเวณรอบจุดประจุ มีสนามไฟฟ้า เม่ือนำ� จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นศกึ ษา เกย่ี วกบั สนามไฟฟา้ และอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ 1. แรงไฟฟ้าที่กระทำ�กับอนุภาคท่ีมีประจุไฟฟ้าท่ีอยู่
จดุ ประจอุ น่ื ไปวางจะมแี รงกระท�ำ กบั จดุ ประจุ ในสนามไฟฟ้า สนามไฟฟ้าของจุดประจุและระบบ
ไดว้ า่ ต�ำ แหนง่ ใด ๆ ทมี่ สี นามไฟฟา้ เมอ่ื น�ำ ประจไุ ปวางจะมแี รงกระท�ำ ตอ่ จดุ ประจุ จากการอภิปรายรว่ มกนั
ท่ีนำ�ไปวางนั้น โดยทิศทางของสนามไฟฟ้า
แสดงได้ดว้ ยเส้นสนามไฟฟ้า ประจุนั้น 2. เส้นสนามไฟฟ้า จากการอภิปรายรว่ มกนั

2. อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า อยู่ในสนามไฟฟ้า 2. ให้ความรู้เกี่ยวกับเส้นสนามไฟฟ้า จากนั้นให้นักเรียนทำ�กิจกรรม ด้านทักษะ
จะมีแรงกระทำ� ซึ่งมีขนาดขึ้นอยู่กับขนาด 1. การสังเกต การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
ของจดุ ประจุและสนามไฟฟ้า การแผก่ ระจายของดา่ งทบั ทมิ ในบรเิ วณสนามไฟฟา้ เพอ่ื ศกึ ษาลกั ษณะของ
การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
ด้านทักษะ เส้นสนามไฟฟ้า อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าเส้นสนามไฟฟ้าใช้เขียน ทำ�กิจกรรมและการอภปิ รายรว่ มกัน
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั
1. การสงั เกต (จากการท�ำ กจิ กรรมการแผก่ ระจาย แสดงทศิ ทางของสนามไฟฟ้าในบรเิ วณรอบ ๆ จดุ ประจุ แรงไฟฟา้ ทกี่ ระท�ำ กบั อนภุ าคทมี่ ปี ระจไุ ฟฟา้ ทอี่ ยใู่ น
ของด่างทบั ทิม) สนามไฟฟ้า สนามไฟฟ้าของจุดประจุและระบบ
2. การใชจ้ �ำ นวน (ปริมาณต่าง ๆ ทเี่ กีย่ วข้องกบั 3. ใทในห่มี คบ้ ปี วรราเิ วะมณจรไุเู้นกฟน้ัย่ี ฟมวา้ กคี ตบัา่ า่ สบงมรช�ำ่เิ นวเสณิดมกทอนั ม่ี เFเี ชส1น่ น้2 สสนนาkามมqไไฟrฟ11q22ฟฟ2า้า้ สเนมอ่ื �ำ่ งเสจมากอแแผสน่ ดตงวัวนา่ �ำ สทนข่ี านมาไนฟกฟนั า้ จุดประจุ จากแบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
แรงไฟฟา้ ทก่ี ระท�ำ กบั อนภุ าคทมี่ ปี ระจไุ ฟฟา้ จากการอภิปรายรว่ มกัน
ทอ่ี ยใู่ นสนามไฟฟา้ สนามไฟฟา้ ของจดุ ประจุ
และระบบจดุ ประจ)ุ 4. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั การหาสนามไฟฟา้ ของจดุ ประจใุ ด ๆ โดยคา่ สนามไฟฟา้ ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ความอยากรอู้ ยากเห็น จากการอภปิ รายร่วมกนั
(จากการท�ำ กจิ กรรมและการอภปิ รายรว่ มกนั ) ของจดุ ประจุ มคี วามสมั พนั ธ์ ตามสมการ
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ หลงั จากนน้ั ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกEบั แรงkที่rกQร2 ะทำ�กับอนุภาคท่ีมีประจุไฟฟ้าและ
(การอภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล) อยใู่ นสนามไฟฟ้า มีความสมั พนั ธ์ ตามสมการ
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
5. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั สนามไฟฟา้ ลพั Fธ์เนqอ่ื Eงจากจดุ ประจมุ ากกวา่ หนง่ึ จดุ ประจุ

ว่าสนามไฟฟ้าลัพธ์ที่ตำ�แหน่งใด หาค่าได้จากการรวมสนามไฟฟ้า

แบบเวกเตอร์ของสนามไฟฟ้าจากจุดประจุแต่ละจุดประจุที่ตำ�แหน่งนั้น

ตามสมการ n

E   Ei
i 1

Ep  k Qq

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ ฟิสกิ ส์ 153

ด้านจติ วิทยาศาสตร์ 6. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวกับสนามไฟฟ้าของจุดประจุ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
ความอยากรอู้ ยากเห็น และแรงไฟฟา้ ทก่ี ระท�ำ ตอ่ จดุ ประจทุ อ่ี ยใู่ นสนามไฟฟา้ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี น
สรปุ เพื่อตรวจสอบความรูค้ วามเข้าใจ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

154 E kkrQr2Q2

E

ผลการเรยี นรู้ 4. อธบิ ายและค�ำ นวณพลงั งานศกั ยไ์ ฟฟา้ ศกั ยไ์ ฟฟา้ และ ความตา่ งศกั ยร์ ะหวา่ งสองต�ำ แหนง่ ใด ๆ

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ F  qE ด้านความรู้

1. บริเวณท่ีมีสนามไฟฟ้า เม่ือเคลื่อนจุดประจุ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยทบทFวนควqาEมรู้เกี่ยวกับพลังงานศักย์โน้มถ่วง 1. พลังงานศักย์ไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้าของจุดประจุและ
จากจดุ หนง่ึ ไปยงั อีกจุดหน่งึ จะท�ำ ใหเ้ กิดงาน ระบบจดุ ประจุ จากการอภปิ รายรว่ มกนั แบบฝกึ หดั
และการเปลี่ยนแปลงพลังงานศักย์ไฟฟ้า เป็นงานของแรงโน้มถ่วงซ่ึงเป็นแรงอนุรักษ์ นำ�มาเปรียบเทียบกับแรง และแบบทดสอบ
โ ด ย ง า น แ ล ะ พ ลั ง ง า น ศั ก ย์ ที่ เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง
มคี วามสัมพนั ธก์ นั ระหว่างประจุซึ่งเป็นแรงอนุรักษ์เช่นเด่ียวกัน จากน้ันให้ความรู้เก่ียวกับ 2. งานในการเคลื่อนประจุไฟฟ้า และความต่างศักย์
จากการอภปิ รายรว่ มกัน
2. งานตอ่ หนง่ึ หนว่ ยประจใุ นการเคลอ่ื นจดุ ประจุ พลังงานศักย์ไฟฟ้าเนื่องจากประจุไnฟฟ้า Q เมื่อวางประจุไฟฟ้า q ห่าง
จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ในบริเวณ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างสนามไฟฟ้ากับความต่างศักย์
E  E สเปมั ็นพรนั ะธยต์ ะามrสอมภกิปารรายร่วมEกันจนiสni1รุป1Eไดi ้วi่า พลังงานศักย์ไฟฟ้ามีความ ระหว่างสองตำ�แหน่งภายในสนามไฟฟ้าสมำ่�เสมอ
ท่ี มี ส น า ม ไ ฟ ฟ้ า มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั บ จากการอภปิ รายร่วมกัน
ความต่างศกั ย์ไฟฟ้าระหวา่ งสองจดุ น้นั และ 2. รใหว่ ม้คกวาันมจรนู้เกส่ียรวปุ กไับด้วศ่าักศยกั ์ไฟยEไ์ ฟEฟ้าpฟขp้าอมงีคจkวุดkาปQมรrQสqะมัrจqพุ Qนั ธท์ต่ีราะมยสะมกr าจรากน้ันอภิปราย
ผลต่างของศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุดสองจุด ดา้ นทกั ษะ
ในสนามไฟฟ้าสมำ่�เสมอมีความสัมพันธ์กับ จากนน้ั ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั ศVกั Vยไ์ ฟฟา้ kรวkQมrขQrองระบบทม่ี ปี ระจไุ ฟฟา้ มากกวา่ 1. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งจาก
สนามไฟฟา้ ==
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งงานในการเคลื่อนประจไุ ฟฟ้า
ดา้ นทกั ษะ กบั ความตา่ งศกั ยร์ ะหวา่ งสองต�ำ แหนง่ ความสมั พนั ธ์
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การใชจ้ �ำ นวน (พลงั งานศกั ยไ์ ฟฟา้ ศกั ยไ์ ฟฟา้ หน่งึ จดุ ประจุ จนสรปุ ไดค้ วามสมั พนั ธ์ ตามสมการ ระหว่างสนามไฟฟ้ากับความต่างศักย์ระหว่างสอง
ต�ำ แหนง่ ภายในสนามไฟฟา้ สม�ำ่ เสมอ จากแบบฝกึ หดั
งานในการเคลื่อนประจุ สนามไฟฟ้า และ n QriQi i และแบบทดสอบ
ความตา่ งศกั ย)์ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 k n อภปิ รายร่วมกนั
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
(การอภปิ รายรว่ มกัน)  ki1 จากการอภปิ รายร่วมกนั
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ V
ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
ด้านจิตวิทยาศาสตร์ V -
- ri1 i

3. ให้ความรู้และอภิปรายร่วมกันเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างงานใน

การเคลอื่ นประจไุ ฟฟา้ จากต�ำ แหนง่ A ไปยงั ต�ำ แหนง่ B กบั ความตา่ งศกั ย์

จนสรปุ ไดว้ า่ งานตอ่ ปรWะWจAไุqAฟqฟBา้ Bทต่ี อ้ VงVกBาBรเคVลAVอ่ื นAมคี วามสมั พนั ธต์ ามสมการ

E  VB  VA
d

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ V  k n Qi ฟสิ กิ ส์ 155

ri1 i ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5

แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

4. ให้ความรู้เกี่ยวกับศักย์ไฟฟ้าที่ตำ�แหน่ง A และ B ซึ่งห่างกันเป็นระยะ d

ตในง้ั คแ�ำนถวาขมนวาา่ นศกักยับไ์ สฟนฟาา้ มWสไอฟAงqตฟ�ำ้าBแหโดนยง่ VสนBนม้ี คีามา่ VเไทฟAา่ ฟก้านั มหีคร่อืาสไมม่ ่ำ�อเภสปิ มรอายจราว่ กมนกั้นัน

จนสรปุ ไดว้ า่ ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ ระหวา่ งต�ำ แหนง่ A และ B มคี วามสมั พนั ธ์
กับสนามไฟฟ้าตามสมการ

E  VB  VA
d

5. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับพลังงานศักย์ไฟฟ้า
ศักย์ไฟฟ้า งานในการเคล่ือนประจุในสนามไฟฟ้าและความต่างศักย์

จากนัน้ ให้นกั เรียนสรุป เพC่อื ตรวจQสอบความรคู้ วามเข้าใจ
V

156 ผลการเรยี นรู้ 5. อธบิ ายส่วนประกอบของตวั เก็บประจุ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างประจไุ ฟฟ้า ความต่างศกั ย์ และความจขุ องตวั เก็บประจุ และอธิบาย
พลังงานสะสมในตวั เกบ็ ประจุ และความจุสมมูล รวมทั้งคำ�นวณปริมาณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการทบทวนความรเู้ รอ่ื งศกั ยไ์ ฟฟา้ จากนน้ั ใหค้ วามรู้ ด้านความรู้
เกย่ี วกบั ความจไุ ฟฟา้ ของวตั ถุ และความหมายของความจไุ ฟฟา้ อภปิ ราย
1. ตวั เกบ็ ประจทุ �ำ หนา้ ทเ่ี กบ็ ประจหุ รอื จา่ ยประจุ ร่วมกัน จนสรุปได้ความสัมพันธ์ระหว่างความจุไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าและ ตวั เกบ็ ประจุ และปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง พลงั งาน
ออกมาใช้งาน ซ่ึงปริมาณประจุดังกล่าว ความต่างศักย์ ตามสมการ สะสมในตัวเก็บประจุและค่าความจุสมมูล จากการ
อภปิ รายร่วมกนั
ขึ้นอยกู่ ับความตา่ งศกั ย์และความจุ 2. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั การเปลยี่ นแปลงความตา่ งศกั ยข์ องตวั เกบ็ ประจุ จากนนั้
2. เมอ่ื ความตา่ งศกั ยข์ องตวั เกบ็ ประจเุ ปลย่ี นแปลง ตั้งคำ�ถาม เมื่อความต่างศักย์ของตัวเก็บประจุเพิ่มข้ึนจะมีผลต่อปริมาณ ดา้ นทักษะ
ทำ�ให้ปริมาณประจุและพลังงานสะสม ประจุไฟฟ้าของตัวเก็บประจุอย่างไร อภิปรายร่วมกันจนสรุปได้ว่าเม่ือ
ความต่างศักย์เพิ่มข้ึนปริมาณประจุจะเพ่ิมขึ้น จากนั้นวิเคราะห์กราฟ 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
เกดิ การเปลีย่ นแปลงด้วย ระหว่างความต่างศักย์กับประจุ จนสรุปได้ว่างานท่ีเกิดขึ้นในการเปล่ียน อภิปรายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
3. การนำ�ตัวเก็บประจุมาต่อแบบอนุกรมหรือ ความต่างศักย์มีความสัมพันธ์กับประจดุ ังสมการ
2. การใช้จำ�นวน ในการหาค่าความจุของตวั เกบ็ ประจุ
แบบขนานในวงจรมผี ลตอ่ ความจสุ มมลู ของ และปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง พลังงานสะสมในตัว
ตัวเกบ็ ประจุ งานทเ่ี กดิ ข้ึนน้เี ป็นพลังงานสะสมในตวั เกบ็ ประจุ ตามสมการ เก็บประจุและค่าความจุสมมูล จากแบบฝึกหัดและ
แบบทดสอบ
ด้านทกั ษะ 3. ตั้งคำ�ถามว่า ถ้านำ�ตัวเก็บประจุมาต่อกันแบบอนุกรมหรือต่อแบบขนาน
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แลว้ น�ำ ไปตอ่ กบั ความตา่ งศกั ย์ V จะมผี ลอยา่ งไร จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นสบื คน้ 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
การใช้จำ�นวน (ค่าความจุของตัวเก็บประจุ นำ�เสนอผล และอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าเมื่อต่อตัวเก็บประจุแบบ จากการอภิปรายร่วมกนั
อนุกรม ความจุสมมูลมีค่าลดลงและต่อแบบขนานความจุสมมูลเพ่ิมข้ึน
และปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง พลงั งานสะสม ตามสมการ ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
ในตวั เกบ็ ประจแุ ละคา่ ความจสุ มมลู ) แบบอนุกรม 1. ความรอบคอบ จากการเขยี นรายงาน
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 แบบขนาน 2. ความอยากรูอ้ ยากเห็น จากการอภิปรายรว่ มกนั
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
ท่ี ห ล า ก ห ล า ย ไ ด้ อ ย่ า ง ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล
การอภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟิสกิ ส์ 157

ด้านจิตวิทยาศาสตร์ 4. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับความจุของตัวเก็บประจุ ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
1. ความอยากรู้อยากเหน็ พลังงานสะสมและความจุสมมูลเมื่อต่อตัวเก็บประจุแบบอนุกรมและ
2. ความรอบคอบ แบบขนาน จากนัน้ ให้นักเรยี นสรปุ เพือ่ ตรวจสอบความรู้ความเขา้ ใจ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

158 ผลการเรยี นรู้ 6 . น�ำ ความรเู้ รอ่ื งไฟฟา้ สถติ ไปอธบิ ายหลกั การท�ำ งานของเครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ บางชนดิ และปรากฏการณใ์ นชวี ติ ประจ�ำ วนั

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนศึกษาเก่ียวกับการแตกตัวของแก๊ส ด้านความรู้
ในลกู บอลพลาสมา จากภาพหรอื วดี ทิ ศั น์ สงั เกตผลทเ่ี กดิ ขน้ึ ซง่ึ เปน็ การน�ำ หลักการทำ�งานของอุปกรณ์ที่นำ�ความรู้เรื่อง
ความรู้เรื่องไฟฟ้าสถิตนำ�ไปอธิบายหลักการ
ท�ำ งานของอปุ กรณบ์ างชนดิ เชน่ เครอ่ื งถา่ ย ความรู้เร่ืองไฟฟ้าสถิตไปประดิษฐ์อุปกรณ์ให้เกิดประโยชน์ และช้ีให้ ไฟฟ้าสถิตไปประยุกต์ใช้ จากการอภิปรายร่วมกัน
เอกสาร เคร่ืองฟอกอากาศ เครื่องกระตุก นักเรียนทราบว่าในชีวิตประจำ�วันมีการนำ�ความรู้เก่ียวกับไฟฟ้าสถิต และการเขยี นรายงาน
หัวใจไฟฟ้า และเครอื่ งถ่ายลายน้ิวมอื ไปใชใ้ นหลาย ๆ ดา้ น
ด้านทักษะ
ด้านทกั ษะ 2. ให้ความรู้เกี่ยวกับการนำ�ความรู้เรื่องไฟฟ้าสถิตมาใช้ประโยชน์ โดย 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ยกตวั อยา่ งอปุ กรณ์ เชน่ เครอ่ื งถา่ ยเอกสาร เครอ่ื งฟอกอากาศ เครอ่ื งกระตกุ
- หัวใจไฟฟ้า และเครอ่ื งถ่ายลายนวิ้ มือ อภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 3. ให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับอุปกรณ์ท่ีใช้หลักการของไฟฟ้าสถิตในการ 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทมี่ าและการเปรยี บเทยี บ ทำ�งาน นำ�เสนอผล และอภปิ รายรว่ มกัน จากการอภปิ รายรว่ มกนั
4. ใหน้ กั เรยี นสรปุ ความรเู้ กย่ี วกบั การน�ำ ความรเู้ รอ่ื งไฟฟา้ สถติ มาใชป้ ระโยชน์
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลท่ี เพือ่ ตรวจสอบความรู้ความเขา้ ใจ ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
หลากหลายไดอ้ ยา่ งสมเหตสุ มผลการอภปิ ราย 1. ความรอบคอบ จากการเขียนรายงาน
รว่ มกนั และการน�ำ เสนอผล) 2. ความอยากรอู้ ยากเห็น จากการอภิปรายร่วมกนั
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
1. ความอยากร้อู ยากเหน็
2. ความรอบคอบ

ฟิสกิ ส์ 159

ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5

ผลการเรยี นรู้ 7. อธิบายการเคลื่อนทข่ี องอิเลก็ ตรอนอสิ ระและกระแสไฟฟ้าในลวดตวั นำ� ความสมั พนั ธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าในลวดตวั นำ�กับความเร็วลอยเลื่อน
ของอิเลก็ ตรอนอสิ ระ ความหนาแน่นของอเิ ล็กตรอนในลวดตัวนำ�และพนื้ ทห่ี นา้ ตัดของลวดตัวน�ำ และคำ�นวณปริมาณตา่ ง ๆ ที่เกย่ี วขอ้ ง

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนศึกษาการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าผ่าน ด้านความรู้
ภาคตัดขวางของลวดตัวนำ� จากภาพหรือวีดิทัศน์ สังเกตและอภิปราย
1. ล ว ด ตั ว นำ � ท่ี ต่ อ กั บ แ ห ล่ ง กำ � เ นิ ด ไ ฟ ฟ้ า ร่วมกันจนสรุปได้ว่า กระแสไฟฟ้าเป็นปริมาณท่ีกำ�หนดจากปริมาณ 1. อเิ ลก็ ตรอนอสิ ระ ความเรว็ ลอยเลอ่ื นของ อเิ ลก็ ตรอนอสิ ระ
อิเล็กตรอนอิสระในลวดตัวนำ�จะเคลื่อนที่ ประจุไฟฟ้าทผี่ า่ นภาคตัดขวางในหนง่ึ หนว่ ยเวลา ตามสมการ และความหนาแนน่ ของอเิ ลก็ ตรอนอสิ ระ ในลวดตวั น�ำ
จากจดุ ทม่ี ศี กั ยไ์ ฟฟา้ ต�ำ่ ไปยงั จดุ ทม่ี ศี กั ยไ์ ฟฟา้ สงู จากการอภปิ รายรว่ มกนั แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
2. กระแสไฟฟ้า และทิศของกระแสไฟฟ้า จากการ
ทำ�ให้เกิดกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ� โดยมี และการกำ�หนดทิศทางของกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ� มีทิศทางตรงข้าม
ทิศทางตรงข้ามกับทิศทางการเคล่ือนท่ีของ อภิปรายรว่ มกนั
อิเล็กตรอนอิสระ กับการเคล่ือนท่ีของอิเล็กตรอนอิสระ กระแสไฟฟ้าจะมีทิศทางจากจุด
ท่มี ีศักย์ไฟฟ้าสูงไปยังจดุ ทม่ี ศี กั ย์ไฟฟา้ ตำ�่ ด้านทักษะ
2. ป ริ ม า ณ ก ร ะ แ ส ไ ฟ ฟ้ า ใ น ล ว ด ตั ว นำ � มี 2. ให้ความรู้เกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ�ท่ีมีพ้ืนที่หน้าตัดสมำ่�เสมอ 1. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
ความสัมพันธ์กับความเร็วลอยเล่ือนของ ซ่ึงเกิดจากอิเล็กตรอนอิสระเคลื่อนท่ีด้วยความเร็วลอยเล่ือน จากนั้น กระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ� จากแบบฝึกหัดและ
อิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่นของ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรุปไดว้ า่ กระแสไฟฟ้ามีความสัมพันธ์ ตามสมการ
แบบทดสอบ
อิเล็กตรอนอิสระและพื้นที่หน้าตัดของ 3. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ เกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ� 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
ลวดตวั น�ำ จากน้นั ใหน้ กั เรียนสรุป เพอ่ื ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ
จากการอภปิ รายร่วมกนั
ดา้ นทักษะ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ เกย่ี วกบั กระแส -
ไฟฟ้าในลวดตวั นำ�)
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21
ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
-

C1 UCC111 12QCC1V22  CC133 ...
C  ...

160 ผลการเรียนรู้ 8. อแธลิบะาคย�ำ กนฎวขณอปงรโอิมหาณ์ม ตค่าวงา มๆสทัมเ่ี กพยี่ นั วธข์รอ้ะCCงหCแวรนC1ว่าวงมCCทคCWทUา11ว1งั้งCา1กอม1าIICธตCCร1212บิ า้จ222QนQาCดั 1ยQQทVttกV2แCาาCCลนร3ะเก33รCค1ับยี .ำ�3.คน.น...วร...ว.าู้..ณมคยวาวามพตน้ื ้าทนหี่ทนานา้ ตสดัมมแูลลเะมสื่อภนาำ�พตตวั า้ ตนแ้านทนวาททนาาขนงอมกงาาตตรวั ่อวนัดกำ�แันโลและบหปบะรทอะอ่ีนเุณมุกินรหมผภแลูมลกิคะางแรตเบรวั บียนขนรู้ าน



การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นอภำ�เปิ ขร้าาสยู่บรทว่ มเรกียนั นเกโยี่ ดวยกใCบัห1ป้ครวมิาCมา1ณ1รIู้เตกา่่ียCงQ1ว ๆ2กับทตมี่ Cัว1ผี 3นล.ำ�ต.โ.อ่ ลคหวะามมีคตวา้ านมทตา้านนขทอางนตแวั ลนะ�ำ ด้านความรู้
โลหะ เชน่ ความยาว พน้ื ทห่ี นIา้ ตดัขอnงลetวดvตdวั Aน�ำ สภาพตา้ นทาน สภาพน�ำ ไฟฟา้
1. ความตา้ นทานของตวั น�ำ โลหะทอ่ี ณุ หภมู คิ งตวั และความนำ�ไฟฟ้า จCนสรปุCIไ1ดค้ Cวาn2มeสัมCvพ3d ันAธ..ต์ .ามสมการ 1. ปจั จยั ทมี่ ผี ลตอ่ ความตา้ นทานของตวั น�ำ เมอ่ื อณุ หภมู ิ
ขึ้นอยกู่ บั ชนิด พ้ืนท่หี น้าตัดและความยาว สสคคคภภววสควาาาาภวามมาพพามมพตตนนตตนIา้า้้าา้ํําา�ำนนนนไไไIฟททฟฟททnาฟาฟฟาานนาe้Qนนtา้า้ vRdRRA l คงท่ี และกฎของโอหม์ จากการอภิปรายรว่ มกนั
2. เมอ่ื อณุ หภมู ขิ องตวั น�ำ คงตวั อตั ราสว่ นระหวา่ ง   Al
ความต่างศักย์และกระแสไฟฟ้าท่ีผ่านตัวนำ�   2. ความต้านทานสมมูลในวงจรแบบอนุกรม และ
1A แบบขนานจากการอภิปรายร่วมกัน
จะมีคา่ คงตวั  l1
3. เมอื่ น�ำ ตวั ตา้ นทานมาตอ่ กนั แบบอนกุ รมและ  A 3. ประโยชน์ของการต่อตัวต้านทานแบบอนุกรม และ
แบบขนาน ในชวี ติ ประจ�ำ วนั จากการอภปิ รายรว่ มกนั
แบบขนาน ทำ�ให้มีความต้านทานสมมูลท่ีมี คคสววคภาาวามมาพมนนนนIาํํา�ำําไไไไฟฟฟฟnฟฟฟฟeา้ ้าา้้าv d AG1 1
คา่ แตกตา่ งกัน G R1 ด้านทักษะ

ด้านทกั ษะ 2. ตใหัว้คตว้าานมทราู้เนก่ียจวะกมับีคก่าคสฎแวภปขาาอรมพผงตนนโันา้อํ ําตนหไไฟรฟท์มงฟฟากนเ้าา้ ับมื่อคRGอวุณามหต1ภR1่าAlูมงRศิคักงตยัว์ไฟกรฟะ้าแรสะไหฟวฟ่า้างทป่ีผล่าานย 1. การใชเ้ ทคโนโลยสี ารนเทศ และการสอ่ื สารสารสนเทศ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ท้ังสอง อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ และการรู้เท่าทันสื่อ จากการอภิปรายร่วมกันและ
การใช้จำ�นวน (คำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ี กบั กระแสไฟฟา้ ตามคสวมากมานรIIําIไฟฟ้าR1RR11GVVV
1 การนำ�เสนอผล
เกี่ยวข้องกับกฎของโอห์ม ความต้านทาน R 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ งๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั
และความต้านสมมูลเมื่อนำ�ตัวต้านทานต่อ
แบบอนุกรมและแบบขนาน) กฎของโอห์ม ความต้านทาน และความต้านสมมูล
ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 เมื่อนำ�ตัวต้านทานต่อแบบอนุกรมและแบบขนาน
จากแบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ
3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�

1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ เรียกสมการนีว้ า่ กฎของโอห์ม จากการอภปิ รายร่วมกนั

(มีการอ้างอิงแหล่งท่ีมาและการเปรียบ 3. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั การตอ่ วงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย จะใชต้ วั ตา้ นทาน เพอ่ื ควบคมุ ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
เทียบความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่ง ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
ข้อมูลที่หลากหลายได้อย่างสมเหตุสมผล แกบระบแอสนไุกฟรฟม้าแลแะลแะบอRRบภRขิปนราRRาRนยI111ทรำ�่วใมRหRRกR12้ค22ันวเาVกRมี่ยRR3ตว้า33กนับทกาานรสนมำ�มตูลัวมตีค้า่านแทตากนตม่าางกตัน่อ
การอภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล) จนสรุปได้ว่าในการต่อตัวต้านทานแบบอนุกรมจะมีความต้านทานสมมูล เขียนรายงาน

2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ ตามสมการ

RR11RR1R1RRR111111 R2R1RR112R223R13RR1133 

1  1  1  1 

I   1 V ฟสิ ิกส์
 R 
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ 161
R  R1  R2  R3  แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
1. ความอยากรู้อยากเห็น และการต่อตวั ตา้ นทานแบบขนานจะมีความตา้ นทานสมมลู ตามสมการ
2. ความรอบคอบ
1  1  1  1 
R R1 R2 R3

4. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ งๆ เกยี่ วกบั กฎของโอหม์ ความตา้ นทาน
และความต้านทานสมมูล เม่ือนำ�ตัวต้านทานต่อแบบอนุกรมและ

แบบขนาน จากนัน้ ใหน้ ักเรยี นสรปุ เพือ่ ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ
5. ให้นักเรียนสืบค้นเก่ียวกับตัวต้านทานที่มีความต้านทานขึ้นกับอุณหภูมิ

ความเข้มแสง และผลของการต่อตัวต้านทานมาใช้ประโยชน์ใน
ชีวิตประจำ�วนั นำ�เสนอผลและอภิปรายร่วมกนั

162 ผลการเรยี นร ู้ 9. ทดลอง อธบิ ายและค�ำ นวณอเี อม็ เอฟของแหลง่ ก�ำ เนดิ ไฟฟา้ กระแสตรง รวมทง้ั อธบิ ายและค�ำ นวณพลงั งานไฟฟา้ และก�ำ ลงั ไฟฟา้

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ ของแหลง่ ก�ำ เนดิ ดา้ นความรู้
ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นพลังงานจากแหล่งกำ�เนิดไฟฟ้าท่ีให้แก่หนึ่งหน่วย
1. ในวงจรไฟฟา้ พลงั งานจากแหลง่ ก�ำ เนดิ ไฟฟา้ ประจุ เพื่อใช้ในการเคล่อื นท่คี รบวงจรไฟฟา้ แรงเคลื่อนไฟฟ้าของแหล่งกำ�เนิดไฟฟ้ากระแสตรง
ทใ่ี หแ้ กห่ นง่ึ หนว่ ยประจเุ พอ่ื ใชใ้ นการเคลอ่ื นท่ี พลังงานไฟฟ้า และกำ�ลังไฟฟ้า จากการอภิปราย
ครบวงจรไฟฟา้ เรียกแรงเคลอ่ื นไฟฟา้ 2. ให้นักเรียนทดลองเรื่องความต่างศักย์ระหว่างขั้วแบตเตอร่ีท่ีต่อเป็นวงจร ร่วมกัน
2. พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้ามี กบั ตวั ตา้ นทาน สงั เกตและอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ แรงเคลอื่ นไฟฟา้
ความสมั พนั ธก์ บั กระแสไฟฟา้ ความตา่ งศกั ย์ ดา้ นทกั ษะ
และเวลา ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ใน ความต้านทานภายใน และความต่างศักย์ระหว่างขั้วแบตเตอร่ี มีความ 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
หน่งึ หน่วยเวลาเป็นปริมาณที่บอกค่าของ สมั พันธต์ ามสมการ ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ

ก�ำ ลงั ไฟฟา้ ซง่ึ มคี วามสมั พนั ธก์ บั กระแสไฟฟา้ 3. ทบทวนความรู้เก่ียวกับพลังงานและกำ�ลัง จากน้ันตั้งคำ�ถามเกี่ยวกับ ภ า ว ะ ผู้ นำ � จ า ก ก า ร อ ภิ ป ร า ย ร่ ว ม กั น แ ล ะ ร า ย ง า น
และความตา่ งศักย์ พลังงานไฟฟ้าและกำ�ลังไฟฟ้า อภิปรายร่วมกันจนสรุปความสัมพันธ์ การทดลอง
ตามสมการ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
ดา้ นทักษะ อภปิ รายร่วมกนั
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เคร่ืองใช้ไฟฟ้าจะต้องใช้แหล่งจ่ายไฟให้ 3. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั
1. การวดั (คา่ ความตา่ งศกั ย)์ ตรงตามความต่างศักย์ท่ีกำ�หนด เพื่อให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำ�งานตรงตาม พลังงานไฟฟ้า กำ�ลังไฟฟ้า จากแบบฝึกหัดและ
2. การใชจ้ �ำ นวน (แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ พลงั งานไฟฟา้ ข้อกำ�หนดการใช้งาน ในกรณีที่ความต่างศักย์ไม่ตรงตามที่กำ�หนด แบบทดสอบ
กำ�ลังไฟฟา้ )
3. การทดลอง อาจท�ำ ใหเ้ ครื่องใช้ไฟฟ้าเสยี หายได้ ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 5. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ เก่ียวกับแรงเคลื่อนไฟฟ้า ความ 1. ความซ่ือสตั ย ์ จากรายงานผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มนั่ อดทน จากการทดลองและการอภปิ ราย
(การสรปุ ผลการทดลอง) ต่างศักย์ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้า และกำ�ลังไฟฟ้า จากนั้นให้นักเรียนสรุป
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 เพอ่ื ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ ร่วมกนั
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ

(การอภปิ รายรว่ มกัน)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟสิ กิ ส์ 163

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5
1. ความซอ่ื สัตย์
2. ความมุ่งมน่ั อดทน แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

164 ผลการเรียนรู้ 10. ทดลองและคำ�นวณอีเอ็มเอฟสมมูลจากการตอ่ แบตเตอรแี่ บบอนุกรมและแบบขนาน รวมทัง้ คำ�นวณปริมาณต่าง ๆ
ที่เกย่ี วขอ้ งในวงจรไฟฟา้ กระแสตรงซ่งึ ประกอบด้วยแบตเตอร่ีและตวั ตา้ นทาน

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยทบทวนความรู้จากการทดลองเร่ืองความต่างศักย์ ด้านความรู้
ระหวา่ งขว้ั แบตเตอร่ี จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นทดลองการตอ่ แบตเตอรแ่ี บบอนกุ รม
1. เม่ือนำ�แบตเตอร่ีมาต่อกันแบบอนุกรมและ แรงเคล่ือนไฟฟ้าสมมูลและกระแสไฟฟ้า เมื่อต่อ
แบบขนานจะมีแรงเคล่ือนไฟฟ้าสมมูลที่ และแบบขนาน อภิปรายร่วมกันจนสรุปได้ว่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าสมมูล แบตเตอร่ีแบบอนุกรมและแบบขนาน โดยสังเกต
แตกตา่ งกนั ในการตอ่ แบตเตอรแี่ บบอนุกรม มคี า่ ตามสมการ จากการอภิปรายรว่ มกัน

2. ในวงจรไฟฟ้ากระแสตรงที่ประกอบด้วย ดา้ นทกั ษะ
แบตเตอรี่และตัวต้านทาน กระแสไฟฟ้าใน สำ�หรับการต่อแบบขนานที่ใช้แรงเคลื่อนไฟฟ้าจากแบตเตอร่ีทุกก้อน 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
ลงขอ้ สรปุ ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะ
วงจรจะมคี า่ สมั พนั ธก์ บั แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ สมมลู เท่ากันจะมีแรงเคล่ือนไฟฟ้าสมมลู ตามสมการ ผนู้ �ำ จากการอภปิ รายรว่ กนั และรายงานการทดลอง
และความต้านทานสมมูล 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
2. ให้นักเรียนทดลองต่อแบตเตอร่ีท้ังแบบอนุกรมและแบบขนาน แล้วนำ�
ดา้ นทักษะ ไปต่อเป็นวงจรกับตัวต้านทานท่ีต่อกันท้ังแบบอนุกรมและแบบขนาน อภปิ รายรว่ มกัน
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่ากระแสไฟฟ้าในวงจรมีความสัมพันธ์กับ 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
1. การวัด (กระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ วงจรไฟฟ้ากระแสตรง แรงเคลื่อนไฟฟ้าสมมูล
แรงเคลื่อนไฟฟา้ สมมูลและความตา้ นทานสมมลู ตามสมการ ความตา้ นทานสมมลู ทง้ั จากการตอ่ แบบอนกุ รมและ
เม่ือต่อวงจรแบบอนกุ รมและแบบขนาน)
2. การใช้จ�ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ เก่ยี วกบั วงจร 3. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่างๆเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้ากระแสตรง แบบขนาน จากแบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
แรงเคลื่อนไฟฟ้าสมมูล กระแสไฟฟ้าและผลของการต่อแบตเตอร่ีมาใช้
ไฟฟ้ากระแสตรง) ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจ�ำ วนั จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นสรปุ เพอื่ ตรวจสอบความรู้ ด้านจติ วิทยาศาสตร์
3. การทดลอง 1. ความซอ่ื สตั ย ์ จากรายงานผลการทดลอง
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ความเขา้ ใจ 2. ความมงุ่ มนั่ อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย

(การสรปุ ผลการทดลอง) ร่วมกนั
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ

(การอภปิ รายร่วมกนั )
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟสิ กิ ส์ 165

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5
1. ความซอ่ื สัตย์
2. ความมุ่งมน่ั อดทน แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

166 ผลการเรยี นรู้ 11. อธิบายการเปลีย่ นพลังงานทดแทนเป็นพลงั งานไฟฟา้ รวมท้ังสืบค้นและอภิปรายเก่ยี วกับเทคโนโลยีอ่นื  ๆ

ท่นี �ำ มาแกป้ ัญหาหรือตอบสนองความต้องการทางด้านพลังงาน

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการยกตัวอย่างขั้นตอนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของ ดา้ นความรู้
โรงไฟฟา้ แตล่ ะประเภท เชน่ โรงไฟฟา้ พลงั น�ำ้ โรงไฟฟา้ พลงั งานความรอ้ น
1. พลังงานทดแทน เช่น พลังงานนิวเคลียร์ 1. การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด ผลกระทบต่อ
พลังงานแสงอาทิตย์นำ�มาใช้ในการผลิต จากน้ันนำ�เสนอผลและอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าพลังงานไฟฟ้า สิง่ แวดล้อม และพลังงานทดแทน จากการอภปิ ราย
พลังงานไฟฟ้าเพ่ือลดการใช้น้ำ�มันเชื้อเพลิง จากโรงไฟฟา้ ได้จากพลังงานกลมาหมุนแกนเครอ่ื งกำ�เนิดไฟฟ้า ร่วมกัน
และลดผลกระทบตอ่ สิง่ แวดลอ้ ม
2. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั การผลติ พลงั งานไฟฟา้ ของโรงไฟฟา้ พลงั งานความรอ้ น 2. การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด ผลของการใช้
2. พลงั งานไฟฟา้ ควรใชอ้ ยา่ งประหยดั และควร ต้องใช้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำ�มันเตา แก๊สธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่ง พลงั งานไฟฟา้ ทก่ี ระทบตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม และผลกระทบ
ตระหนกั ถงึ ผลกระทบตอ่ สง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี กดิ ขน้ึ
พลงั งานสนิ้ เปลอื ง อกี ทง้ั ยงั สง่ ผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งศกึ ษา ทเ่ี กดิ จากอปุ กรณเ์ ครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ ทเ่ี กดิ จากเทคโนโลยี
จากเคร่อื งใช้ไฟฟ้าตา่ ง ๆ วจิ ยั และทดลองน�ำ แหลง่ พลงั งานอน่ื  ๆ มาทดแทน เชน่ พลงั งานนวิ เคลยี ร์ ใหม่ๆ โดยการเขยี นผังมโนทัศน์ หรอื เขยี นรายงาน
พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ เพ่ือตอบสนองความต้องการใช้
ด้านทักษะ พลังงานที่เพิม่ ข้ึนและลดผลกระทบตอ่ ส่ิงแวดลอ้ ม ด้านทักษะ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 3. ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาแผนภาพหรอื วดี ทิ ศั นก์ ารท�ำ งานของโรงไฟฟา้ นวิ เคลยี ร์ 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
- จากนั้นอภิปรายร่วมกันเก่ียวกับการเปลี่ยนพลังงาน จนสรุปได้ว่าการ
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนพลังงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีการเปลี่ยนพลังงานจาก อภปิ รายรว่ มกนั และนำ�เสนอผล
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ พลังงานนวิ เคลยี รเ์ ปน็ พลงั งานความรอ้ น พลงั งานกล และพลงั งานไฟฟา้ 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทมี่ าและการเปรยี บเทยี บ ตามล�ำ ดบั
4. ให้นักเรียนสืบค้นการทำ�งานของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบ จากการอภปิ รายร่วมกัน
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล เซลลส์ รุ ยิ ะ จากนน้ั น�ำ เสนอผลและอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ โรงไฟฟา้
ท่ีหลากหลายได้อย่างสมเหตุสมผล การ พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยเซลล์สุริยะทำ�หน้าท่ีเปล่ียน ด้านจิตวิทยาศาสตร์
อภิปรายร่วมกันและการน�ำ เสนอผล) พลังงานแสงอาทติ ย์ให้เปน็ พลังงานไฟฟ้าโดยตรง 1. ความรอบคอบ จากการเขียนรายงาน
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ 5. ให้นักเรียนสืบค้นวิธีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด ผลของการใช้ 2. ความอยากรอู้ ยากเห็น จากการอภปิ รายรว่ มกนั
พลังงานไฟฟ้าท่ีกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่เกิดจากอุปกรณ์
ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์ ไฟฟา้ เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ทเ่ี กดิ จากเทคโนโลยใี หม ่ ๆ น�ำ เสนอผลและอภปิ ราย
1. ความอยากรอู้ ยากเหน็
2. ความรอบคอบ



168

ฟสิ ิกส์

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6

ฟสิ กิ ส์

ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6

ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 6 169

สาระฟสิ ิกส์

3. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟา้ ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟา้ กระแสไฟฟา้ และกฎของโอห์ม วงจรไฟฟา้ กระแสตรง พลังงาน
ไฟฟ้าและกำ�ลงั ไฟฟ้า การเปล่ยี นพลังงานทดแทนเป็นพลงั งานไฟฟา้ สนามแม่เหลก็ แรงแมเ่ หล็กท่ีกระทำ�กับประจไุ ฟฟา้ และกระแสไฟฟ้า
การเหนยี่ วนำ�แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลบั คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าและการสือ่ สาร รวมทัง้ นำ�ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ผลการเรียนรู้ 1. สังเกตและอธบิ ายเส้นสนามแม่เหลก็ อธิบายและคำ�นวณฟลักซแ์ มเ่ หลก็ ในบริเวณที่กำ�หนด รวมท้งั สงั เกตและอธบิ ายสนามแม่เหล็กที่เกดิ จาก

กระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ�เสน้ ตรงและโซเลนอยด์

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้ความรู้เกี่ยวกับเส้นสนามแม่เหล็ก จากนั้นให้ ด้านความรู้
นักเรียนศึกษาวีดีทัศน์หรือทำ�กิจกรรม เกี่ยวกับการนำ�เข็มทิศมาวาง
1. เส้นสนามแม่เหล็กแสดงถึงสนามแม่เหล็ก ใกล้แทง่ แมเ่ หลก็ สังเกต และอภิปรายรว่ มกัน จนสรปุ ได้วา่ เข็มทิศที่วาง สนามแมเ่ หลก็ และฟลกั ซแ์ มเ่ หลก็ จากการอภปิ ราย
ที่มีอยใู่ นบริเวณหนึง่ ร่วมกนั แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
ใกล้แทง่ แมเ่ หล็กจะชไ้ี ปในทศิ ทางตา่ งๆ ตามแนวเสน้ สนามแม่เหลก็
2. ฟลักซ์แม่เหล็กบอกถึงเส้นสนามแม่เหล็ก 2. สาธิตการแขวนแท่งแม่เหล็กขนาดเล็กให้แกว่งได้อย่างอิสระในแนวราบ ดา้ นทกั ษะ
ท่ี ผ่ า น พ้ื น ท่ี ใ ด  ๆ อั ต ร า ส่ ว น ร ะ ห ว่ า ง
ฟลักซ์แม่เหล็กต่อพ้ืนท่ีต้ังฉากกับสนาม แท่งแม่เหล็กจะวางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้เสมอ จากน้ันอภิปรายร่วมกัน 1. การสังเกต จากการทำ�กิจกรรม
จนสรุปได้ว่าโลกมีสนามแม่เหล็กโลก จึงมีแรงแม่เหล็กมากระทำ�ต่อ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
แมเ่ หลก็ เป็นขนาดของสนามแม่เหล็ก หรือ แทง่ แมเ่ หลก็ ท�ำ ใหแ้ ทง่ แมเ่ หลก็ วางตวั อยใู่ นแนวทศิ เหนอื -ใต้ โดยขว้ั โลกเหนอื
ความหนาแนน่ ฟลักซแ์ ม่เหล็ก เป็นแมเ่ หลก็ ขว้ั ใต้ อภิปรายร่วมกัน
3. เมอ่ื กระแสไฟฟา้ ผา่ นเสน้ ลวดตวั น�ำ ตรงและ 3. ให้ความรู้เก่ียวกับฟลักซ์แม่เหล็ก ความหนาแน่นฟลักซ์แม่เหล็ก จากนั้น 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ เกย่ี วกบั ฟลกั ซ์
ร่วมกันอภิปราย จนสรุปได้ว่าสนามแม่เหล็กมีความสัมพันธ์กับ แม่เหล็กและสนามแม่เหล็ก จากแบบฝึกหัดและ
ยาวหรือโซลีนอยด์ยาว จะมีสนามแม่เหล็ก ฟลักซ์แมเ่ หลก็ และพื้นทท่ี ต่ี ้งั ฉากกับสนามแม่เหล็ก ตามสมการ
เกดิ ข้นึ แบบทดสอบ
B   4. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
ดา้ นทักษะ A
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากการอภปิ รายรว่ มกัน
1. การสงั เกต (การวางตวั ของเขม็ ทศิ และผงเหลก็ ) F  qvBsin
2. การใช้จำ�นวน (ฟลักซ์แม่เหล็กและสนาม ด้านจติ วิทยาศาสตร์
-
แม่เหลก็ )

F  qvB

170 การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 4. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั สนามแมเ่ หลก็ เมอ่ื มกี ระแสไฟฟา้ ผา่ นเสน้ ลวดตวั น�ำ ตรง
และยาวหรือโซลนี อยดย์ าว โดยใหน้ ักเรียนสังเกตผงเหลก็ หรือการวางตวั
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ ของเข็มทิศรอบๆ เส้นลวดตัวนำ�แและขดลวดตัวนำ�ท่ีมีกระแสไฟฟ้าผ่าน
(การอภิปรายร่วมกนั ) อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่า เมื่อมีกระเสไฟฟ้าผ่านเส้นลวดตัวนำ�ตรง
และยาวหรอื โซลนี อยด์ยาว จะเกดิ สนามแม่เหล็กข้นึ โดยรอบ
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
5. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับฟลักซ์แม่เหล็กและ
ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์ สนามแมเ่ หลก็ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นสรปุ เพอ่ื ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ
-

ฟิสกิ ส์

ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6

ผลการเรียนรู้ 2. อธิบายและคำ�นวณแรงแม่เหล็กทก่ี ระทำ�ต่ออนภุ าคท่ีมปี ระจไุ ฟฟ้าเคล่ือนทีใ่ นสนามแม่เหล็ก แรงแมเ่ หล็กทีก่ ระทำ�ต่อเสน้ ลวดท่มี ี 171
กระแสไฟฟา้ ผ่านและวางในสนามแม่เหล็ก รศั มีความโคง้ ของการเคลอื่ นท่ีเมื่อประจเุ คลือ่ นทต่ี ัง้ ฉากกับสนามแมเ่ หล็ก
รวมทงั้ อธิบายแรงระหวา่ งเสน้ ลวดตัวนำ�คู่ขนานท่ีมกี ระแสไฟฟ้าผ่าน

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ B   ดา้ นความรู้
1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยศึกษาการเบนAของรังสีแคโทดในสนามแม่เหล็ก
1. อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคล่ือนที่เข้าไปใน 1. แรงแมเ่ หลก็ ทก่ี ระท�ำ กบั อนภุ าคทมี่ ปี ระจไุ ฟฟา้ และ
สนามแม่เหล็ก จะมีแรงแม่เหล็กกระทำ� ใอจนาิเลกส็กวนีดตาิทรมอัศแนนมเ์่เปอหภ็นลิป็กสร่วแานลยโะรค่วก้งมาขกรอเันBBงบBBเวBนกBงBี่ยขกBวอลกAงมAับรAัAงแแAสรAลี งะจทแนี่เกรสงิดรทขุป่ีกึ้นไดรกะ้วับท่าอำ�นกตาุภ่อราอเคคิเอลลิเ็กื่อลตน็กรตทอรี่ขนออนมงี เสน้ ลวดทม่ี กี ระแสไฟฟา้ ผา่ นในสนามแมเ่ หลก็ จากการ
ต่ออนุภาค ทำ�ให้เคล่ือนที่ในแนวโค้งของ
วงกลม ขนาดของแรงแมเ่ หลก็ มคี วามสมั พนั ธ์ ความสัมพนั ธ์ ตามสมการF  qvABAsin อภปิ รายรว่ มกัน แบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ
2. แนวการเคลอ่ื นทข่ี องอนภุ าคทม่ี ปี ระจไุ ฟฟา้ ทเี่ คลอื่ น
กับขนาดของประจุ ความเร็ว ขนาดของ FFFFFFFqBqvqqvBvqBvqsBqvBsivBsvnisBnisBinsniinn
สนามแม่เหล็ก และมุมระหว่างความเร็วกับ ภายใต้สนามแม่เหลก็ จากการอภปิ รายร่วมกนั
สนามแม่เหล็ก FFFFFqqvvqBqBvqsvBsivBniBAn 3. แรงระหว่างเส้นลวดตัวนำ�คู่ขนานที่มีกระแสไฟฟ้า

2. เส้นลวดท่ีมีกระแสไฟฟ้าผ่านและวางอยู่ใน 2. วใหาง้นใันกสเรนียานมศแมึกเ่ษหาลแก็ รจงาทกFี่วกFFดี รFFFFFFทิะFFFFFFศัทFFIFFนIFLำ�FIFILqmmqI์BตLLโmmqILBvvดrr่IอmsLvvBmvqBmqrrBBBLsยvviเ22mqrBBsvvvnirrสmqส22ssBvsvvnirBB2svii้vงันnr2iBsv2nniเ2Bninลก2nตวจดาทกี่มกีการรเะคแลสอื่ ไนฟทฟขี่ ้าอผงเ่าสนน้ แลลวดะ ผ่าน จากแบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
สนามแมเ่ หลก็ จะเกดิ แรงแมเ่ หลก็ กระท�ำ ตอ่
เสน้ ลวด ซงึ่ ขนาดของแรงมคี วามสมั พนั ธก์ บั สอนภปิามรแายมรเ่ หว่ มลก็กันจะจมนแี สรรงกปุ รFไดFะทว้่าำ�Fเ IสมILL้นีคBBลวsmาวsiมดnivnสท2ัมมี่ พกี รนั ะธแต์ สาไมฟสฟม้ากผาา่ รนและวางอย่ใู น ด้านทักษะ
กระแสไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก ความยาวของ 1. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ เกี่ยวกับ
เส้นลวดและทิศการวางตัวของเส้นลวด MMMMMMMMMFNNNNNNIINIIAAINIIAANLIBBAAIABBBIAccBABBrccsooBcooiBcssconcssocossosss แรงแม่เหล็กท่ีกระทำ�ต่ออนุภาคท่ีมีประจุไฟฟ้า
กับทศิ ของสนามแมเ่ หล็ก
3. ททใวหดี มี่เี่ ก้ทินกี ดิ ศัักรขะนเนึ้รแข์ ียสรออนไงฟบเศคฟลึกราว้ ษอ่ื ผดงาา่แชแนตงั่ รก่ลจงระะกะเมรสแMแีะ้นสรทงอำ�กภรรปิNะะรหทIาA�ำวยttซ่าBรttงึ่งtว่ctกลtมtoนัtวกsแดนัลตจะัวนกนสนั ำ�รเเปุนมไอื่ ื่อดงว้มจา่ ีากเกสรสนะ้ นแลาสวมดผแส่ามอนเ่ งหจเสลาน้กก็ แ ล ะ เ ค ล่ื อ น ที่ ใ น ส น า ม แ ม่ เ ห ล็ ก แ ร ง แ ม่ เ ห ล็ ก
3. เม่ือลวดตัวนำ�สองเส้นวางขนานกัน และ ที่กระทำ�ต่อเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้าผ่าน และวาง
มกี ระแสไฟฟา้ ผา่ น จะเกดิ แรงกระท�ำ ระหวา่ ง IIVIIrrImmIVrrrImmrssVrmmmVIrrssmmIVssrrsmmrVsrsmmrssmrsIIsmsIImm22VsImm22IVIm2mIVm2mt2Vm2Im22Vmm22mVmm ในสนามแม่เหล็กจากแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
2. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จากการ
ลวดตัวนำ�ท้ังสอง ซึ่งเป็นผลจากสนาม อภิปรายรว่ มกัน
แมเ่ หล็กของลวดแตล่ ะเส้น 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
จากการอภปิ รายรว่ มกนั

ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
ความอยากรอู้ ยากเหน็ จากการอภิปรายรว่ มกนั

172 การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ด้านทักษะ 4. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ เก่ียวกับแรงแม่เหล็กที่กระทำ�ต่อ
อนุภาคท่ีมีประจุไฟฟ้า และเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ กระท�ำ ตอ่ เสน้ ลวดทม่ี กี ระแสไฟฟา้ ผา่ นและวางในสนามแมเ่ หลก็ จากนนั้
1. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
(แรงแมเ่ หลก็ ทก่ี ระท�ำ กบั อนภุ าคทม่ี ปี ระจไุ ฟฟา้ ให้นักเรียนสรปุ เพือ่ ตรวจสอบความร้คู วามเข้าใจ
และเสน้ ลวดตวั น�ำ ท่ีมีกระแสไหลผา่ น)
2. การใช้จำ�นวน (แรงแม่เหล็ก และแนวการ

เคล่อื นทข่ี องอนุภาคภายใตส้ นามแมเ่ หล็ก)
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21
ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
ความอยากรอู้ ยากเห็น

ฟสิ ิกส์

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6

F  qvBsin 173

ผลการเรยี นร ู้ 3. อธบิ ายหลกั การท�ำ งานของแกลแวนอมเิ ตอรแ์ ละFมอเตqอvรBไ์ ฟฟา้ กระแสตรงและค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางกFารจัดmกvา2รเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
r
ด้านความรู้ ดา้ นความรู้
1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนศึกษาการทำ�งานของมอเตอร์ไฟฟ้า
ขดลวดทมี่ กี ระแสไฟฟา้ ผา่ นและอยใู่ นสนาม หลักการทำ�งานของแกลแวนอมิเตอร์และมอเตอร์
แม่เหล็ก จะมีโมเมนต์ของแรงคู่ควบเกิดข้ึน กระแสตรงจากวดี ทิ ศั น์ อภปิ รFายรว่ IมLกBนั sจiนnสรปุ ไดว้ า่ เมอ่ื มกี ระแสไฟฟา้ ผา่ น ไฟฟ้ากระแสตรง จากการอภิปรายรว่ มกนั
กบั ขดลวด ท�ำ ใหข้ ดลวดหมนุ ในสนามแมเ่ หลก็
ขดลวดตัวนำ�ท่ีวางในสนามแม่เหล็ก จะมีแรงคู่ควบกระทำ�และทำ�ให้เกิด ดา้ นทกั ษะ
เป็นหลักการทำ�งานของแกลแวนอมิเตอร์ โมเมนตข์ องแรงคูค่ วบ มีความสมั พันธ์ตามสมการ 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
และมอเตอรไ์ ฟฟา้ กระแสตรง
M  NIABcos อภิปรายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
ดา้ นทักษะ 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ เกย่ี วกบั โมเมนต์
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 2. ยกตัวอย่างการนำ�มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงไปใช้งาน เช่น มอเตอร์ของ ของแรงคู่ควบที่กระทำ�ต่อขดลวดท่ีมี กระแสไฟฟ้า
การใชจ้ �ำ นวน (โมเมนตข์ องแรงคูค่ วบ)
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 รถวิทยุบังคับ มอเตอร์สตาร์ทรถยนต์ อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับหลักการ ผ่านและอยู่ในสนามแม่เหล็ก จากแบบฝึกหัดและ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ แบบทดสอบ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ ทำ�งานของอปุ กรณแ์ ตล่ ะชนิดท่ีใชม้ อเตอรก์ ระแสตรง และนำ�เสนอผล 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
3. ให้นักเรียนสืบค้นการทำ�งานของแกลแtวนอมิเตอร์ จากน้ันนำ�เสนอผล จากการอภิปรายรว่ มกนั
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
ทห่ี ลากหลายไดอ้ ยา่ งสมเหตสุ มผล การอภปิ ราย และอภปิ รายร่วมกนั จนไดข้ ้อสรปุ ว่าแกลแวนอมิเตอร์ มีหลกั การทำ�งาน ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
รว่ มกันและการนำ�เสนอผล) 1. ความรอบคอบ จากการเขียนรายงาน
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ คล้ายกับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง โดยเม่ือให้กระแสไฟฟ้าผ่านขดลวด 2. ความอยากรู้อยากเห็น จากการอภปิ รายร่วมกัน

ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์ ตทวัม่ี นกี �ำรทะแอี่ สยไใู่ ฟนฟสนา้ ผามา่ นแมทเ่ �ำหใลหก็ ข้ จดะลIมวrโีmดมsหเมมนนุ Iตมm2ข์ ผี อลงใแหรเ้ งขคม็ คู่ ชวบ้ี บนทหก่ี นรา้ ะปทดั �ำ ทตต่ีอ่ ดิขอดยลกู่วบัด
1. ความอยากรอู้ ยากเหน็
2. ความรอบคอบ ขดลวดหมุนตามไปด้วย และการทำ�งานของแกลแวนอมิเตอร์น้ัน ยังคง

4. ทำ�งานรว่ มกับสปรงิ ก้นหอย Vrms  Vm
เก2ี่ยวกับโมเมนต์ของแรงคู่ควบ
ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ

กระทำ�ต่อขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าผ่านและอยู่ในสนามแม่เหล็ก จากน้ัน

ให้นกั เรยี นสรปุ เพอื่ ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ

E1  N1
E2 N2

m
V

Q  mc T

F  qvBsin

174 ผลการเรียนรู้ 4. สงั เกตและอธิบายการเกิดอีเอม็ เอฟเหนีย่ วน�ำ กFฎกาqรเvหBนีย่ วน�ำ ของฟาราเดย์ และคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ทเี่ ก่ียวข้อง รวมท้งั น�ำ ความรู้

เรอ่ื งอีเอม็ เอฟเหนยี่ วน�ำ ไปอธบิ ายการทำ�งานของเคร่ืองใช้ไฟฟ้า

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางFการจmัดกrvา2รเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยใหน้ กั เรFยี นศกึ ษILากBาsรสinวา่งของหลอดไฟฟา้ ฟลอู อเรสเซนต์ ดา้ นความรู้

1. เมื่อขดลวดตัวนำ�เคลื่อนที่ตัดสนามแม่เหล็ก แบบดั้งเดิมที่ต่ออยู่กับขดลวด อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่า ในขดลวด 1. แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำ� และทิศทางของแรง
หรอื ฟลกั ซแ์ มเ่ หลก็ เปลยี่ นแปลงผา่ นขดลวด เคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำ� จากการอภิปรายร่วมกัน
ทม่ี กี ารเปลย่ี นแปลงฟลกั ซแ์ มเ่ หลก็ จะท�ำ ใหเ้ กดิ แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ เหนย่ี วน�ำ แบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ
จะทำ�ให้เกิดแรงเคล่ือนไฟฟ้าเหนี่ยวนำ�
มีความสัมพันธ์กับอัตราการเปล่ียนแปลง ขน้ึ ในขดลวด หรอื มกี ระแสไฟฟา้ เหนย่ี วน�ำ ผา่ นหลอดไฟฟา้ ท�ำ ใหส้ วา่ งได้ 2. การท�ำ งานของเครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ จากการเขยี นรายงาน
ฟลกั ซแ์ ม่เหลก็
2. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั แรงเคMลอื่ นไฟNฟIา้ AเหBนcย่ี oวsน�ำ ทเี่ กดิ จากการเปลย่ี นแปลง ดา้ นทักษะ
2. หลักการทำ�งานของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น 1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
แบลลาสต์ เตาเหน่ียวนำ� มอเตอร์ไฟฟ้า ฟลักซ์แม่เหล็ก อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำ�
และแรงเคลื่อนไฟฟ้ากลับในมอเตอร์ไฟฟ้า อภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
อธบิ ายไดด้ ว้ ยแรงเคลื่อนไฟฟา้ เหน่ียวน�ำ ทีเ่ กดิ ขึน้ มีขนาดเป็นไปตามกฎการเหนยี่ วนำ�ของฟาราเดย์ ตามสมการ 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั

ดา้ นทกั ษะ     แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำ� จากแบบฝึกหัดและ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ t แบบทดสอบ
การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
และมีทศิ ทางเป็นไปตามกฎของเลนซ์
แรงเคล่ือนไฟฟา้ เหนย่ี วน�ำ ) จากการอภปิ รายร่วมกัน
ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 3. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับแรงเคลื่อนไฟฟ้า
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ ด้านจิตวิทยาศาสตร์
4. เใหหนน้ กัี่ยเวรนยี ำ�น สจบืากคนน้ ก้นั าใรหท้น�ำ กั งเารนียขนอIสงrmรเคุปsรอ่ืเพงใ่ือIชmต2ไ้ ฟรวฟจา้ สเอชบน่ คแวบาลมลรา้คู สวตา์ เมตเาขเ้าหในจย่ี วน�ำ 1. ความรอบคอบ จากการเขียนรายงาน
(การอภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล 2. ความอยากร้อู ยากเหน็ จากการอภปิ รายร่วมกนั
มีการอ้างอิงแหล่งที่มาและการเปรียบเทียบ มอเตอรไ์ ฟฟา้ และแรงเคลอื่ นไฟฟา้ กลบั ในมอเตอรไ์ ฟฟา้ น�ำ เสนอผลและ
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่
หลากหลายได้อย่างสมเหตสุ มผล) อภิปรายรว่ มกนั Vrms  Vm
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ 2

E1  N1
E2 N2

m
V

Q  mc T

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟสิ กิ ส์ 175

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6
1. ความอยากรู้อยากเหน็
2. ความรอบคอบ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

176 ผลการเรยี นร ู้ 5. อธบิ ายและค�ำ นวณความตา่ งศกั ยอ์ ารเ์ อม็ เอส และกระแสไฟฟา้ อารเ์ อม็ เอส

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการทบทวนเกี่ยวกับไฟฟ้ากระแสสลับเกิดจาก ดา้ นความรู้
แรงเคลอื่ นไฟฟา้ เหนยี่ วน�ำ ทไี่ ดจ้ ากการหมนุ ขดลวดในสนามแมเ่ หลก็ ดว้ ย
ความตา่ งศกั ยแ์ ละกระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้ อัตราเร็วเชิงมุมสมำ่�เสมอ จากน้ันให้ความรู้เกี่ยวกับแรงเคล่ือนไฟฟ้า ความตา่ งศกั ยอ์ ารเ์ อม็ เอส และกระแสไฟฟา้ อารเ์ อม็ เอส
กระแสสลบั เปลยี่ นแปลงตามเวลาในรปู ของ จากการอภปิ รายร่วมกัน
ฟังก์ชันไซน์จึงมีค่าเฉล่ียเป็นศูนย์ การหา เหนี่ยวนำ�ที่ได้มีการเปลี่ยนค่าตามเวลาขึ้นกับอัตราการเปลี่ยนแปลง
ฟลักซ์แม่เหลก็ ทต่ี ัดขดลวด มีลกั ษณะเปน็ กราฟรปู ไซน์ ด้านทักษะ
ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ไฟฟา้ กระแสสลบั 2. ให้ความรู้เก่ียวกับกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ไฟฟ้ากระแสสลับ 1. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ เกี่ยวกับ
จึงตอ้ งใช้คา่ อาร์เอม็ เอส เช่น ความตา่ งศักย์ ความต่างศักย์อาร์เอ็มเอสและกระแสไฟฟ้า
มีค่าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากค่าต่ำ�สุดถึงค่าสูงสุด จึงไม่สามารถใช้
อารเ์ อม็ เอสและกระแสไฟฟา้ อารเ์ อ็มเอส แกลแวนอมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ของวงจรไฟฟ้า อาร์เอ็มเอส จากแบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ
กระแสสลับได้ เนื่องจากเข็มของแกลแวนอมิเตอร์แกว่งตลอดเวลา 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
ดา้ นทกั ษะ อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าค่ากระแสไฟฟ้าและค่าความต่างศักย์
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทจ่ี ะน�ำ มาใชใ้ นวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั เรยี กวา่ คา่ อารเ์ อม็ เอสมคี วามสมั พนั ธ์ จากการอภิปรายร่วมกนั
การใชจ้ �ำ นวน (ความตา่ งศกั ยอ์ ารเ์ อม็ เอส และ ตามสมการ
กระแสไฟฟ้าอาร์เอม็ เอส) ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 -
ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
ด้านจติ วิทยาศาสตร์
-


จากนน้ั ใหค้ วามรวู้ า่ คา่ อารเ์ อม็ เอสนใ้ี หผ้ ลทางพลงั งานไฟฟา้ เทยี บเทา่ กบั

ไฟฟ้ากระแสตรง จึงเรียกค่าอาร์เอ็มเอสนี้ว่า ค่ายังผล และเมื่อใช้มิเตอร์
ชนดิ กระแสสลบั วดั คา่ ทวี่ ัดไดเ้ รียก ค่ามเิ ตอร์
3. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ เก่ียวกับความต่างศักย์อาร์เอ็มเอส
และกระแสไฟฟา้ อารเ์ อม็ เอส จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นสรปุ เพอ่ื ตรวจสอบความรู้
ความเขา้ ใจ

ฟสิ ิกส์

ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6

ผลการเรยี นร ู้ 6. อธบิ ายหลกั การท�ำ งานและประโยชนข์ องเครอ่ื งก�ำ เนดิ ไฟฟา้ กระแสสลบั 3 เฟส การแปลงอเี อม็ เอฟของหมอ้ แปลงและค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ 177
ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยทบทวนความรเู้ กย่ี วกบั หลกั การของแรงเคลอ่ื น ไฟฟา้ ด้านความรู้
เหนยี่ วน�ำ ของไฟฟา้ กระแสสลบั จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาวดี ทิ ศั นเ์ กยี่ วกบั
1. เคร่ืองกำ�เนิดไฟฟ้ากระแสสลับท่ีใช้ผลิต หลักการทำ�งานของเครื่องกำ�เนิดไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลง หลกั การท�ำ งานและประโยชนข์ องเครอ่ื งก�ำ เนดิ ไฟฟา้
พลงั งานไฟฟา้ ใชแ้ รงเคลอื่ นไฟฟา้ เหนยี่ วน�ำ พลงั งานกลเปน็ พลงั งานไฟฟา้ ทเี่ กดิ จากแมเ่ หลก็ หมนุ ตดั กบั ขดลวดตวั น�ำ กระแสสลับ 3 เฟส และการแปลงแรงเคลื่อนไฟฟ้า
ที่เกิดจากแม่เหล็กหมุนตัดกับขดลวดตัวนำ�
3 ชดุ แตล่ ะชดุ ท�ำ มมุ 120 องศาตอ่ กนั ท�ำ ให้ 3 ชุด อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าไฟฟ้ากระแสสลับที่เกิดขึ้นเป็น ของหมอ้ แปลง จากการอภปิ รายรว่ มกนั แบบฝกึ หดั
ไดก้ ระแสสลบั 3 เฟส ไฟฟา้ กระแสสลบั 3 เฟส และแบบทดสอบ
2. ให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับประโยชน์ของเครื่องกำ�เนิดไฟฟ้ากระแสสลับ
2. หม้อแปลงไฟฟ้าใช้สำ�หรับเปล่ียนแปลง ด้านทักษะ
แ ร ง เ ค ลื่ อ น ไ ฟ ฟ้ า ใ ห้ มี ค่ า สู ง ข้ึ น ห รื อ ต่ำ � ล ง 3 เฟส นำ�เสนอผลและอภิปรายรว่ มกัน 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
โดยอาศัยการเหนย่ี วนำ�แม่เหล็กไฟฟา้ 3. ให้นกั เรยี นศกึ ษาหลักการทำ�งานของหมอ้ แปลงท้ังแปลงขน้ึ และแปลงลง
จากวีดิทัศน์ อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่า เมื่อไฟฟ้ากระแสสลับผ่าน อภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
ด้านทักษะ 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ขดลวดปฐมภมู ิ จะท�ำ ใหเ้ กดิ สนามแมเ่ หลก็ ทเ่ี ปลย่ี นแปลง ซง่ึ จะท�ำ ใหเ้ กดิ
การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหน่ียวนำ�ในขดลวดทุตยิ ภมู ิ ตามสมการ หมอ้ แปลงไฟฟา้ จากแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
หม้อแปลงไฟฟา้ ) 4. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับหม้อแปลงไฟฟ้า
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จากนนั้ ใหน้ กั เรียนสรุป เพอื่ ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ จากการอภปิ รายรว่ มกัน
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
(การอภิปรายร่วมกันและการนำ �เสนอผล ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
มีการอ้างอิงแหล่งที่มาและการเปรียบเทียบ
ค ว า ม ถู ก ต้ อ ง ข อ ง ข้ อ มู ล จ า ก แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล เขยี นรายงาน
ท่หี ลากหลายได้อย่างสมเหตสุ มผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
1. ความอยากรูอ้ ยากเห็น
2. ความรอบคอบ

178 ผลการเรยี นรู้ 7. อธบิ ายการเกิดและลกั ษณะเฉพาะของคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรสเ์ ชิงเสน้ และแผน่ โพลารอยด์รวมท้งั อธบิ ายการน�ำ
คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ในชว่ งความถี่ตา่ ง ๆ ไปประยุกตใ์ ช้และหลกั การทำ�งานของอปุ กรณ์ที่เกี่ยวข้อง

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการเคล่ือนท่ีของอนุภาคท่ีมี ด้านความรู้
ประจไุ ฟฟา้ ดว้ ยความเรว็ ไมค่ งตวั จะท�ำ ใหแ้ ผค่ ลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ โดยเปน็
1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดจากการเหนี่ยวนำ� 1. การเกิดและลักษณะเฉพาะของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า
ตอ่ เนอ่ื งระหวา่ งสนามไฟฟา้ กบั สนามแมเ่ หลก็ การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า ซึ่งตั้งฉากกันและ รวมถึงการประยุกต์ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วง
โดยสนามทั้งสองมีทิศทางตั้งฉากกัน ตั้งฉากกับทิศทางการแผ่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นไปตามทฤษฎี ความถ่ีต่าง  ๆ จากการอภิปรายร่วมกัน แบบฝึกหัด
และตง้ั ฉากกบั ทศิ ทางการแผข่ องคลน่ื แมเ่ หลก็ และแบบทดสอบ
ไฟฟา้ คลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ ของแมกซ์เวลล์
2. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีความถี่ต่อเนื่องกันเป็น 2. ทบทวนความรเู้ กย่ี วกบั ลกั ษณะคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ซง่ึ มคี วามถต่ี อ่ เนอ่ื งกนั 2. การประยุกต์ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถ่ี
เปน็ ชว่ งกวา้ ง เรยี กวา่ สเปกตรมั คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ แตล่ ะชว่ งความถม่ี ชี อื่ ตา่ งๆ จากการเขยี นรายงาน
ช่วงกว้าง แต่ละช่วงความถี่เรียกชื่อต่างกัน เรียกต่างกัน จากนั้นให้นักเรียนสืบค้นการนำ�คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วง
และน�ำ ไปใชป้ ระโยชนต์ า่ งกัน 3. การประยุกต์ใช้แสงโพลาไรส์และแผ่นโพลารอยด์
3. คลน่ื แสงทแ่ี ผใ่ นทศิ ทางเดยี วกนั แตม่ รี ะนาบ ความถี่ต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ เช่น โทรศัพท์เคล่ือนท่ี เคร่ืองฉายรังสีเอกซ์ จากการอภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
การสั่นของสนามไฟฟ้าทุกทิศทาง เรียกว่า เครื่องควบคุมระยะไกล เครื่องระบุตำ�แหน่งบนพื้นโลก เคร่ืองถ่ายภาพ
แสงไม่โพลาไรส์ เมื่อให้แสงน้ีผ่านแผ่น เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายภาพการส่ันพ้องแม่เหล็ก และการรับ ดา้ นทกั ษะ
โพลารอยด์ จะทำ�ให้เหลือแนวการสั่นเพียง สญั ญาณดาวเทียม นำ�เสนอผลและอภปิ รายร่วมกนั 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
แนวเดยี ว เรยี กว่า แสงโพลาไรส์เชิงเส้น 3. ให้ความรู้เก่ียวกับแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยสนามไฟฟ้า
และสนามแม่เหล็ก คลื่นแสงที่แผ่ในทิศทางเดียวกันแต่มีระนาบการสั่น อภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
ดา้ นทักษะ ของสนามไฟฟา้ ทกุ ทศิ ทาง เรยี กวา่ แสงไมโ่ พลาไรส์ เมอื่ ใหแ้ สงนผ้ี า่ นแผน่ 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โพลารอยด์ จะท�ำ ใหเ้ หลอื แนวการสนั่ เพยี งแนวเดยี ว เรยี กวา่ แสงโพลาไรส์
- เชงิ เสน้ จากการอภิปรายรว่ มกัน
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 4. ให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับการนำ�แสงโพลาไรส์และแผ่นโพลารอยด์
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ ไปประยกุ ต์ใช้ และน�ำ เสนอผล ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. ความรอบคอบ จากการเขยี นรายงาน
(การอภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล 2. ความอยากรอู้ ยากเห็น จากการอภปิ รายรว่ มกนั
มีการอ้างอิงแหล่งที่มาและการเปรียบเทียบ
ค ว า ม ถู ก ต้ อ ง ข อ ง ข้ อ มู ล จ า ก แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล
ทห่ี ลากหลายได้อยา่ งสมเหตุสมผล)

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟิสกิ ส์ 179

2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6

ด้านจิตวิทยาศาสตร์ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
1. ความอยากรูอ้ ยากเห็น
2. ความรอบคอบ

180 ผลการเรยี นร ู้ 8. สบื คน้ และอธบิ ายการสอ่ื สารโดยอาศยั คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ในการสง่ ผา่ นสารสนเทศและเปรยี บเทยี บการสอ่ื สารดว้ ยสญั ญาณแอนะลอ็ กกบั สญั ญาณดจิ ทิ ลั

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี นโดยใหน้ กั เรยี นท�ำ กจิ กรรมเกย่ี วกบั การสง่ ขอ้ ความระยะไกล ดา้ นความรู้
จากน้ันให้ความรู้เกี่ยวกับ ความสำ�คัญ ความจำ�เป็น และพัฒนาการของ
1. ในการส่ือสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การส่ือสารโดยอาศัยคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นพาหะ
เปน็ พาหะ เพอ่ื สง่ ผา่ นสารสนเทศจากทห่ี นงึ่ การสอ่ื สารจากอดีตจนถึงปัจจบุ นั อภิปรายรว่ มกันและนำ�เสนอผล และ ความแตกต่างระหว่างสัญญาณดิจิทัลและ
ไปอกี ท่ีหนงึ่ สารสนเทศจะถกู แปลงใหอ้ ยู่ใน 2. ให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับ การสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สัญญาณแอนะล็อก จากการอภิปรายร่วมกัน
รูปสัญญาณสำ�หรับส่งไปยังปลายทางซ่ึงจะ เปน็ พาหะในการสง่ ผา่ นสารสนเทศ จากนนั้ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่
มีการแปลงสัญญาณกลับมาเป็นสารสนเทศ สญั ญาณทใ่ี ชใ้ นการสอ่ื สารมี 2 ชนดิ ไดแ้ ก่ สญั ญาณแอนะลอ็ ก เปน็ สญั ญาณ แบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ
ท่เี หมือนเดมิ ท่ีมีการเปลี่ยนขนาดแบบต่อเน่ือง และสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณท่ีมี
ดา้ นทกั ษะ
2. สัญญาณที่ใช้ในการส่ือสารมีสองชนิดคือ การเปลยี่ นแปลงขนาดเป็น 0 และ 1 หรือ สูง-ต�ำ่ หรือ เปิด-ปดิ 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
แอนะลอ็ กและดจิ ทิ ลั การสง่ ผา่ นสารสนเทศ 3. ใหน้ กั เรยี นเปรยี บเทยี บขอ้ ดแี ละขอ้ จ�ำ กดั ของสญั ญาณทง้ั 2 แบบ จากนน้ั
ด้วยสัญญาณดิจิทัลสามารถส่งผ่านได้ง่าย อภปิ รายรว่ มกันและนำ�เสนอผล
อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่า สัญญาณดิจิทัลสามารถส่งผ่านได้ง่ายและ 2. ความร่วมมือการทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
และมีความผิดพลาดน้อยกว่าสัญญาณ มีความผดิ พลาดนอ้ ยกว่าสัญญาณแอนะลอ็ ก จากการอภิปรายร่วมกัน
แอนะลอ็ ก
ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
ด้านทกั ษะ ความอยากรู้อยากเห็นและความรอบคอบ จากการ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
- เขียนรายงาน
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ

(การอภิปรายร่วมกันและการนำ �เสนอผล
มีการอ้างอิงแหล่งท่ีมาและการเปรียบเทียบ
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลท่ี
หลากหลายไดอ้ ย่างสมเหตุสมผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟสิ กิ ส์ 181

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6
1. ความอยากรู้อยากเหน็
2. ความรอบคอบ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

FILBsin

t

182 4. เข้าใจสมบัติทางกายภาพของสสาร พลงั งานความรอ้ นท่ีทำ�ให้สสารเปลย่ี นอณุ หภูมแิ ละ เปล่ยี นสถานะ สภาพยดื หยนุ่ ของวสั ดุ

ความดนั เกจ ความดันสมั บรู ณ์ และความดนั บรMรยากาศNแIรAงBพยcุงoจsากของไหล ความตงึ ผิวและแรงหนืดของของเหลว สมบตั ขิ องของ

ไหลอุดมคติ กฎของแกส๊ อุดมคติ แบบจำ�ลองอะตIอrมmขs องรIัทm2เทอรฟ์ อรด์ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอเิ ล็กทรกิ

กัมมันตภาพรังสี แรงนวิ เคลียร์ ปฏิกริ ิยานวิ เคลยี ร์ ฟิชชนั และฟิวชนั การคน้ คว้าวจิ ยั ด้านฟสิ กิ ส์อนภุ าค รวมท้งั นำ�ความรู้ไปใช้ประโยชน์

ผลการเรยี นรู้ 1. อกฎธิบกาายรอแนละุรกัคษ�ำ นพ์ วลณังงคาวนามรอ้ นท่ที ำ�ให้สสาVรเrปmลs ี่ยนอVุณm2tหภูมิ ความรอ้ นทีท่ ำ�ให้สสารเปลยี่ นสถานะ และ ความร้อนทีเ่ กดิ จากการถา่ ยโอนตาม


การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. ในขหอำ�น้ เงขนกั ้าเ�ำ้ รสแยี ู่บลนทะทตเร�ำ วียกงนจิปกรโรมิ ดรายมตกหราขารEEคอทวง12บานมท�้ำI หวrคmนนN�ำNsคานแว12วนาณมน่ Iครขm2วู้เอกางี่ยมนวห�ำ้ กน โับาดคแยนวชาน่ ง่ั มนขหอ�้ำ นหงนานแ�้ำกั นแต่นลามว้ จหสาามกมกนวาั้นลร ดา้ นความรู้

1. ความหนาแน่นเป็นสมบัติของสสาร มีความ VrmsVm Vm ความหนาแน่นของสสาร พลังงานความร้อน และ
สัมพันธ์กับมวลและปรมิ าตร 2 การถ่ายโอนพลังงานความร้อน จากการอภิปราย
รว่ มกนั
2. พลงั งานความรอ้ นท�ำ ใหส้ สารเปลย่ี นอณุ หภมู ิ จากนั้นให้นักเรียนหาความหนาแน่นของสสารอ่ืน ๆ อภิปรายร่วมกัน
มคี วามสมั พนั ธก์ บั มวล ความรอ้ นจ�ำ เพาะและ ดา้ นทกั ษะ
อุณหภมู ิทเี่ ปลี่ยนไปของสสาร จนสรปุ ได้ว่าความหนาแนน่ ของสสารเป็นสมบตั เิ ฉพาะของสสาร 1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
3. พลงั งานความรอ้ นท�ำ ใหส้ สารเปลย่ี นสถานะ
2. ให้นักเรียนศึกษาข้อมQูลในตmาcรางTแสดงความหนาแน่นของน้ำ�ท่ี อภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
มีความสัมพันธ์กับมวลและความร้อนแฝง 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ เกย่ี วกบั ความ
จ�ำ เพาะของสสาร อุณหภูมิต่าง ๆ จากน้ันอภEิป1รายร่วNม1กันจนสรุปได้ว่า ความหนาแน่น หนาแน่นของสสาร พลังงานความร้อน และการ
4. การถา่ ยโอนพลงั งานความรอ้ นของวตั ถเุ กดิ ขน้ึ ของน้�ำ เปลยี่ นแปลง เม่ืออณุ Eห2ภมู ิเปNล่ยี 2นแปลง
เมอ่ื วตั ถทุ ง้ั สองมอี ณุ หภมู แิ ตกตา่ งกนั พลงั งาน ถ่ายโอนพลังงานความร้อน จากแบบฝึกหัดและ
ความรอ้ นถา่ ยโอนจากวตั ถทุ อ่ี ณุ หภมู สิ งู ไปสู่ 3. ผใหล้คขวอางมกราู้เรกให่ียวพ้ กลับงั งคาวนาคมวรา้อมQนรจอ้ ำ�นเกพmบั าวะLตัขถอุ งmแสลสว้ าทร�ำ ใจหาว้ กตั นถั้นมุ ตอี ั้งณุ คหำ�ถภามู มเิ ปเกล่ียย่ี วนกไปับ แบบทดสอบ
วัตถุอุณหภูมิต่ำ� และพลังงานความร้อนที่ 3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จากการ
ถา่ ยโอนจะเปน็ ไปตามกฎการอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน อภปิ รายร่วมกนั
มีค่าขึ้นอยู่กับปริมาณใด อภิปรายร่วมVกัน โดยใช้ข้อมูลจากการทดลอง 4. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
จากการอภปิ รายรว่ มกัน
จนสรุปได้ว่าพลังงานความร้อนที่ทำ�ให้วัตถุมีอุณหภูมิเปลี่ยนไป เป็นไป
ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
ตามสมการ -

Q  mc T

Q  mL

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ ฟิสิกส์ 183

ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6

แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านทักษะ 4. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั ความรอ้ นแฝงจ�ำ เพาะของสสาร จากนน้ั ตง้ั ค�ำ ถามเกย่ี วกบั
ผลของการให้พลังงานความร้อนกับวัตถุ แล้วทำ�ให้วัตถุเปลี่ยนสถานะ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มคี า่ ขน้ึ อยกู่ บั ปรมิ าณใด อภปิ รายรว่ มกนั โดยใชข้ อ้ มลู จากการทดลองจน
1. การใช้จำ�นวน (ความหนาแน่นของสสาร
สรปุ ไดว้ า่ พลงั งานความรอ้ นทที่ �ำ ใหว้ ตั ถเุ ปลย่ี นสถานะ เปน็ ไปตามสมการ
พลงั งานความรอ้ น และการถา่ ยโอนพลงั งาน
ความรอ้ น) 5. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั การถา่ ยโอนพลงั งานความรอ้ นขนึ้ อยกู่ บั ความแตกตา่ ง
2. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ของอณุ หภมู ิ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ การถา่ ยโอนพลงั งานความรอ้ น
(การถ่ายโอนพลังงานความรอ้ น)
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 จะถ่ายโอนจากวัตถุที่อุณหภูมิสูงกว่าไปสู่วัตถุท่ีอุณหภูมิตำ่�กว่า ซ่ึงเป็น
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ ไปตามกฎการอนรุ กั ษ์พลังงาน ตามสมการ
(การอภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ 6. ยกตัวอย่างการคำ�นวณหาปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับความหนาแน่น
ของสสาร พลงั งานความรอ้ น และการถา่ ยโอนพลงั งานความรอ้ น จากนน้ั
ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
- ใหน้ กั เรียนสรุป เพ่อื ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ

184 ผลการเรยี นร ู้ 2. อธบิ ายสภาพยดื หยนุ่ และลกั ษณะการยดื และหดตวั ของวสั ดทุ เ่ี ปน็ แทง่ เมอ่ื ถกู กระท�ำ ดว้ ยแรงคา่ ตา่ ง ๆ รวมทง้ั ทดลอง อธบิ าย และค�ำ นวณ
ความเคน้ ตามยาว ความเครยี ดตามยาว และมอดลุ สั ของยงั และน�ำ ความรเู้ รอ่ื งสภาพยดื หยนุ่ ไปใชใ้ นชวี ติ ประจ�ำ วนั

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยใหน้ กั เรยี นสงั เกตการเปลย่ี นแปลงรปู รา่ งของเสน้ ยาง ด้านความรู้
หรอื ฟองน�ำ้ กบั ดนิ น�ำ้ มนั เมอ่ื ออกแรงกระท�ำ ตอ่ วสั ดแุ ตล่ ะชนดิ เปรยี บเทยี บ
1. แรงมีผลต่อการเปลี่ยนรูปร่างของวัสดุ กบั เมอ่ื หยดุ ออกแรงกระท�ำ ตอ่ วสั ดุ อภปิ รายรว่ มกนั และน�ำ เสนอผล จากนน้ั 1. สภาพยดื หยนุ่ และลกั ษณะการยดื และหดตวั ของวสั ดุ
ความพยายามในการคงรูปร่างของวัสดุ ให้ความรู้เกีย่ วกบั สภาพยดื หยุ่นของวัสดุ ท่ีเป็นแท่งเมื่อถูกกระทำ�ด้วยแรงค่าต่าง ๆ จากการ
ต่อแรงที่กระทำ� บ่งบอกถึงสภาพยืดหยุ่น 2. สาธติ การทดลองเสมอื นจรงิ เพอ่ื ศกึ ษาความเคน้ ตามยาวและความเครยี ด อภปิ รายร่วมกัน
ของวัสดุ
ตามยาว จากน้ันมอบหมายให้นักเรียนทำ�การทดลองโดยใช้โปรแกรม 2. สภาพยืดหยุ่นไปใช้ในชีวิตประจำ�วัน จากการเขียน
2. เมื่อมีแรงกระทำ�ต่อวัสดุที่เป็นแท่งให้ยืด การทดลองเสมอื นจรงิ นอกเวลาเรยี น เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจทฤษฎี การเตรยี ม รายงาน
หรือหดตัว จะเกิดความเค้นตามยาวและ อปุ กรณแ์ ละข้นั ตอนการทดลอง ก่อนท�ำ การทดลองจรงิ
ความเครยี ดตามยาว อตั ราสว่ นของความเคน้ ดา้ นทักษะ
ตามยาวต่อความเครียดตามยาว เรียกว่า 3. ใหน้ กั เรยี นทดลองเพอื่ ศกึ ษาคQวาลมด=เคQน้ เตพมิ่ ามยาว ความเครยี ดตามยาว และ 1. การวดั การทดลอง การจดั กระท�ำ และสอื่ ความหมาย

มอดลุ สั ของยงั มอดลุ สั ของยงั อภิปรายรว่ มกนั จนสรปุ ได้ความสมั พันธ์ตามสมการ ข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
ด้านทกั ษะ F ,   L , Y   หรอื Y  F / A จากการอภปิ รายรว่ มกนั และรายงานผลการทดลอง
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ A L0  2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
1. การวัด (ความยาวของเสน้ ลวดท่ีเปลีย่ นไป) L / L0
2. การทดลอง อภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
3. การจัดกระทำ�และส่ือความหมายข้อมูล 4. ให้นักเรียนสืบค้นเก่ียวกับการPนgำ�ความgรhู้เรื่องสภาพยืดหยุ่น เพื่อใช้เลือก 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
ความเคน้ ตามยาว ความเครยี ดตามยาวและมอดลุ สั
(จากการเขยี นกราฟ) วัสดุไปใช้ในกรณีต่างๆ เช่น โครงสร้างส่ิงก่อสร้าง สายกีตาร์ เส้นเอ็น
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จากน้นั นำ�เสนอผลและอภิปรายรว่ มกัน ของยัง จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
5. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาPณต่าPง0 ๆ Pทgี่เกี่ยวข้องกับความเค้นตามยาว
(การสรปุ ผลการทดลอง) ความเครียดตามยาว และมอดุลัสของยัง จากน้ันให้นักเรียนสรุป ด้านจิตวิทยาศาสตร์
5. การใชจ้ �ำ นวน(ความเคน้ ตามยาว ความเครยี ด เพอ่ื ตรวจสอบความรคู้ วามเขMา้ ใ.จA. = W 1. ความรอบคอบ จากการเขียนรายงาน
ตามยาว และมอดุลสั ของยัง) 2. ความซอ่ื สัตย์ จากรายงานผลการทดลอง
F 3. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย

ร่วมกัน

FB  Vg

F
l

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ ฟสิ ิกส์ 185

ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
(การอภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
มีการอ้างอิงแหล่งที่มาและการเปรียบเทียบ
ค ว า ม ถู ก ต้ อ ง ข อ ง ข้ อ มู ล จ า ก แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล
ทห่ี ลากหลายไดอ้ ยา่ งสมเหตสุ มผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ด้านจติ วิทยาศาสตร์
1. ความซ่ือสัตย์
2. ความมุ่งมนั่ อดทน
3. ความรอบคอบ

186 ผลการเรยี นร ู้ 3. อธบิ ายและค�ำ นวณความดนั เกจ ความดนั สมั บรู ณ์ และความดนั บรรยากาศ รวมทง้ั อธบิ ายหลกั การท�ำ งานของแมนอมเิ ตอร์ บารอมเิ ตอร์
และเครอ่ื งอดั ไฮดรอลกิ

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยสาธิตกิจกรรมการพุ่งของนำ้�ออกจากช่องเล็ก ๆ ดา้ นความรู้

1. น้ำ�หนักของของเหลวท่ีกระทำ�ต่อพื้นท่ี ขนาดเทา่ กนั สามชอ่ งขา้ งขวด ทรี่ ะดบั ความสงู ตา่ งกนั สงั เกตผลทเ่ี กดิ ขน้ึ 1. ความดันเกจ ความดันบรรยากาศ และความดัน
ในของเหลวท�ำ ใหเ้ กดิ ความดนั เกจ ซงึ่ มคี า่ ขนึ้ สัมบรู ณ์ จากการอภปิ รายร่วมกัน
กบั ความลกึ ผลรวมของความดนั บรรยากาศ และอภิปรายร่วมกันจนสรุปได้วQ่า ลนด=ำ้�ทQี่พุ่งเพอมิ่ อกมาตกลงบนพื้นท่ีตำ�แหน่ง
กับความดนั เกจ เรียกว่า ความดนั สมั บรู ณ์ 2. หลักการทำ�งานของแมนอมเิ ตอร์ บารอมเิ ตอรแ์ ละ
หา่ งจากขวดตา่ งกนั เปน็ ผลจากความดนั และต�ำ แหนง่ ของชอ่ งทแ่ี ตกตา่ งกนั เครื่องอัดไฮดรอลิก จากการอภิปรายร่วมกัน
2. เมื่อเพ่ิมความดันให้กับของเหลวท่ีอยู่น่ิง 2. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั ความดนั ในของเหลว เปน็ ความดนั เนอ่ื งจากน�้ำ หนกั ของ แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
และเต็มภาชนะปิด ความดันที่เพ่ิมข้ึนนี้
จะถูกถ่ายโอนไปยังทุกตำ�แหน่งในของเหลว ของเหลว เรียกว่า ความดันเกจ ซ่ึงสามารถวัดค่าได้ โดยใช้แมนอมิเตอร์ ดา้ นทกั ษะ
และผนังภาชนะเป็นไปตามกฎของพาสคัล 1. การจัดกระทำ�และสื่อความหมายข้อมูล จากการ
ซ่ึงใช้อธิบายหลักการทำ�งานของเคร่ืองอัด , , หรอื กโจดบาั ยกคในวชาั้นข้ มอใหหงเน้นFAหาักลแเวรนทียน่ แ่ีนแตทลกำ�ะตกกา่ ิจรงากกLฟรนั L0รคเมวขาหยีQมานสคลกมดั วร=YพาามฟนัQดคธันเร์วพะา่ิมใมนหสวขาม่ัองพงคเนั วหธาลรม์ Yวะดทหนั ่ีควเา่วกงาจคมกFวลLบั าึกคม//ตวดALา่านั มง0เกลกันกึจ
ไฮดรอลิก , , หรือ นำ�เสนอผลFAและอภิปรายรLว่ มL0กันPจgนYสรปุไgดh้ความดนั เกYจตามสFมLก/า/รAL0 ท�ำ กิจกรรมและการนำ�เสนอผล
2. การสอ่ื สาร การจัดกระทำ�และสอ่ื ความหมายขอ้ มูล
3. เคร่ืองอัดไฮดรอลิกสามารถยกนำ้�หนัก หรือ 3. ต้ังคำ�ถามเก่ียวกับความดันที่ความลึกต่าง ๆ ของของเหลวที่อยู่นิ่ง
แรงต้านท่ีมีค่ามาก โดยใช้แรงพยายามที่มี การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จากการ
ค่าน้อย อัตราส่วนระหว่างแรงต้านต่อแรง ใจนนภสารชุปนไะดเ้วป่าิดคเปว็นามควดาันมทดี่ตันำ�เแกหจPเนPพ่งgียตง่าPอง0ย ๆ่าgงนPhเดg้ันียวเปห็นรือผไลมร่ วอมภขิปอรงาคยวรา่วมมดกัันน ท�ำ กจิ กรรม การอภปิ รายรว่ มกนั และการน�ำ เสนอผล
พยายามบ่งบอกถึงการได้เปรียบเชิงกลของ 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
เคร่ืองอัดไฮดรอลกิ บรรยากาศกบั ความดนั เกจ เรยี กความดนั นว้ี า่ ความดนั สมั บรู ณ์ ตามสมการ ความดันเกจ ความดันสมั บูรณ์ การไดเ้ ปรียบเชิงกล
ของเคร่ืองอัดไฮดรอลิกอย่างง่าย จากแบบฝึกหัด
ด้านทักษะ MP.AP.0=WPFg และแบบทดสอบ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 4. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
1. การใชจ้ �ำ นวน (ความดนั เกจ ความดนั สมั บรู ณ์ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ความดันเกจ ความดันสัมบูรณ์ อธิบายหลักการ จากการอภิปรายรว่ มกนั
การได้เปรียบเชิงกลของเครื่องอัดไฮดรอลิก
ทจใหาำ�ก้นงาภักนาเรขพียอหนงรแศอื มึกวนดีษอทิ ามกศั ิเานตร์ อจเปราแ์กลลน่ียะน้ันบอแาภปMFรปิ ลอB.รงมAาคเิ ยต.วรอา=ว่ มรมV์ดWกFgันนั ขจอนงสขรอปุ งเไหดว้ลา่วใเมนอ่ืภมากีชานระเพปม่ิิด ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
อยา่ งงา่ ย) 5. ความอยากรูอ้ ยากเหน็ จากการอภปิ รายร่วมกัน

ความดันให้กับของเหลวท่ีอยู่น่ิงและเต็มภาชนะปิด ความดันที่เพิ่มข้ึนน้ี

จกะฎถขูกอถงพ่ายาโสอคนัลไปยังทุกตำ�แหน่งFในBของเหFVlลวgและผนังภาชนะ เป็นไปตาม

Av คา่ คงFlตัว

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟสิ กิ ส์ 187

ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6

แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

2. การจัดกระทำ�และส่ือความหมายข้อมูล 6. ให้ความรู้ว่ากฎพาสคลั ใชอ้ ธบิ ายหลกั การทำ�งานของเครือ่ งอดั ไฮดรอลิก
(การเขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างความ ที่สามารถยกวัตถุหนักหรือแรงต้านท่ีมีค่ามาก โดยใช้แรงพยายามท่ีมี
ดันเกจกับความหนาแน่น และกราฟความ
สัมพันธร์ ะหว่างความดนั เกจกับความลึก) ค่านอ้ ย จึงมกี ารไดเ้ ปรยี บเชิงกล ตามสมการ

3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 7. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ความดนั เกจ ความดนั
(การสรุปกราฟความสัมพันธ์ระหว่างความ สัมบูรณ์ การได้เปรียบเชิงกลของเคร่ืองอดั ไฮดรอลกิ อย่างง่าย จากนน้ั ให้
ดันเกจกับความหนาแน่นและกราฟความ
สัมพนั ธ์ระหว่างความดันเกจกบั ความลกึ ) นักเรยี นสรุป เพ่อื ตรวจสอบความรูค้ วามเขา้ ใจ

ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ

(การอภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
ความอยากร้อู ยากเหน็

188 ผลการเรยี นร ู้ 4. ทดลอง อธบิ ายและค�ำ นวณแรงพยงุ ของของไหลQลด=Qเพิม่

การวิเคราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการทบทวนเก่ียวกับแรงพยุงของของเหลว จากน้ัน ด้านความรู้

แรงพยุงเป็นแรงท่ีของไหลกระทำ�ต่อวัตถุ , , หรอืแใหล้นว้ ปักลเร่อียFยAนอสภังปิเกรตากยรา่วรมกกดLันแL0จผน่นสโฟรปุ มไYหดรว้ ือา่ นล้ำ�ูกมบแี อรลงพพลยุงาสYติกให้จFมLล//งใALน0นำ้� การหาขนาดของแรงพยุง จากการอภิปรายร่วมกัน
ท่ีอยู่ในของไหลมีค่าขึ้นกับปริมาตรของ แบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
ของไหลทถี่ กู วตั ถแุ ทนท่ี และความหนาแนน่ 2. ให้นกั เรียนทดลองหาขนาดของแรงพยุง โดยใชเ้ คร่อื งชั่งสปริงหาน้�ำ หนกั
ของของไหลนนั้ ดา้ นทกั ษะ
ของดนิ น�ำ้ มนั ในอากาศและในน�ำ้ โดยจมุ่ ดนิ น�ำ้ มนั ใหจ้ มน�ำ้ ในปรมิ าตรตา่ ง ๆ 1. การวดั การทดลอง การจดั กระท�ำ และสอื่ ความหมาย
ดา้ นทกั ษะ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ห า ผ ล ต่ า ง ข อ ง น้ำ � ห นั ก ดิ นPนg้ำ � มั นเ gมhื่ อ ชั่ ง ใ น อ า ก า ศ แ ล ะ ใ น น้ำ � ข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
1. การวดั (การอา่ นคา่ น�ำ้ หนกั จากเครอ่ื งชง่ั สปรงิ ) ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
2. การทดลอง เปรียบเทียบกับน้ำ�หนักของน้ำ�ที่ถูกดินน้ำ�มันแทนที่ในแต่ละปริมาตร จากการอภปิ รายรว่ มกนั และรายงานผลการทดลอง
3. การจัดกระทำ�และสื่อความหมายข้อมูล 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
น�ำ เสนอผลการทดลองและอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ แรงพยงุ ขน้ึ อยกู่ บั
(การเขยี นกราฟ) อภปิ รายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล
4. การตคี วามหมายและลงขอ้ สรปุ (ความสมั พนั ธ์ ปริมาตรของของเหลวทถ่ี กู วัตถPแุ ทนPท0แ่ี ละPคgวามหนาแนน่ ของของเหลว 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ เกย่ี วกบั แรงพยงุ
ระหว่างแรงพยุงกับปริมาตรของของเหลวที่ ของของไหล จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
3. ทบทวนความรู้เก่ียวกับการเขียนแผนภาพของแรงท่ีกระทำ�ต่อวัตถุอิสระ
ถกู แทนท่ี) ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
5. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั และการหาแรงลัพธ์ที่กระทำ�ต่อวัตถุ จากน้ันให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน 1. ความซื่อสตั ย์ จากรายงานผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย
แรงพยุง) เกี่ยวกับการหาแรงพยุง ซึ่งหาMได.้จAาก. ผ=ลตW่างของความดันของของเหลว
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ท่ีกระทำ�ต่อวัตถุที่อยู่ในของเหลว จนสรFุปได้ว่าแรงพยุงของของเหลว รว่ มกัน
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
มีความสมั พนั ธต์ ามสมการ
(การอภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ FB  Vg

ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
1. ความซอื่ สตั ย์
2. ความมงุ่ ม่นั อดทน จากนั้นให้ความรู้ว่า สมการของแรงพยุงของของเหลว สามารถใช้ได้กับ
F
ของไหลอน่ื ๆ เชน่ อากาศ

4. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กlย่ี วขอ้ งกบั แรงพยงุ ของของไหล

และยกตัวอย่างการนำ�ความรู้เรื่องแรงพยุงของของไหลไปประยุกต์ใช้ใน

คา่ คงตัวชวี ิตประจำ�วนั จากนั้นให้นกั เรยี นสรุป เพอ่ื ตรวจสอบความร้คู วามเขา้ ใจ

Av 

P  1 v2  gh คา่ คงตวั
2

PV  nRT

F ,   L , Y   หรอื Y  F / A ฟสิ กิ ส์
A L0 
L / L0 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6

ผลการเรยี นร ู้ 5. ทดลอง อธบิ ายและค�ำ นวณความตงึ ผวิ ของของPเหg ลวรวgมhทง้ั สงั เกตและอธบิ ายแรงหนดื ของของเหลว 189

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทาPงการPจ0ัดกาPรgเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยยกสถานการณ์การลอยอยู่บนผิวน้ำ�ของแมลง ด้านความรู้

1. ความตึงผิวเป็นสมบัติของของเหลวในการ บอภางปิ ชรนายิดรหว่ มรือกกนั าจรนลสอรยปุ ขไอดงว้ ลา่ Mแวดม.เลAสงียห. บ=รกอื ลรWะวดดาเสษยี บใหก้นระักดเราียษนลสอังยเบกตนผจวิ านก�้ำ นไั้นด้ 1. แ ร ง เ นื่ อ ง จ า ก ค ว า ม ตึ ง ผิ ว แ ล ะ ค ว า ม ตึ ง ผิ ว
คงขนาดพ้ืนท่ีผิวเดิมไว้ เป็นผลเนื่องมาจาก เนอื่ งจากของเหลวมีแรงเน่อื งจากความFตึงผวิ จากการอภิปรายร่วมกัน

แรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งโมเลกลุ ทผ่ี ิวของเหลว 2. ให้นักเรียนทดลองเพื่อหาความตึงผิวของของเหลว นำ�เสนอผลและ 2. แรงหนืดของของเหลวและผลของแรงหนืดที่มีต่อ
ความตึงผิวหาค่าได้จากแรงต่อหนึ่งหน่วย การเคล่ือนท่ี จากการเขยี นรายงาน
ความยาวขอบท่ีสมั ผัสกบั ของเหลว อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้วF่าBความตVึงผgิวของของเหลวมีความสัมพันธ์
ดา้ นทกั ษะ
2. เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ในของเหลว จะมีแรงหนืด กบั แรงเนอื่ งจากความตงึ ผิว ตามสมการ 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
เปน็ แรงตา้ นการเคลอ่ื นทจ่ี ากของเหลวกระท�ำ
F ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
ตอ่ วตั ถุ มคี วามสมั พนั ธก์ บั อตั ราเรว็ ของวตั ถุ l ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงาน
การทดลอง
ด้านทักษะ 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ อภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล
1. การวดั (น้ำ�หนกั จากเครอ่ื งชั่งสปริง) จากน้ันให้ความรู้เก่ียวกับการลอยอยู่บนผิวนำ้�ของแมลงและลวดเสียบ 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วกบั แรง
2. การทดลอง เนอ่ื งจากความตงึ ผวิ และความตงึ ผวิ จากแบบฝกึ หดั
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ค่าคงตัวกระดาษมีผลจากแรงเน่ือAงvจากความตงึ ผิวของนำ้� และแบบทดสอบ

(การสรุปผลการทดลอง) 3. ต้ังคำ�ถามเกยี่ วกบั การกวนน้ำ�เช่อื มจากเรม่ิ ต้นและเคี่ยวจนขน้ ขึน้ เร่อื ย ๆ ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
4. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั 1. ความซ่อื สตั ย์ จากรายงานผลการทดลอง
จะมีสภาพของการต้านการเคลื่อนท่ีของแท่งกวนอย่างไร ให้นักเรียน 2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลองและการอภปิ ราย
แรงเน่ืองจากความตงึ ดงึ ผิวและความตึงผวิ )
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 คา่ คงตวัอภิปรายร่วมPกันจน1สรุปvไ2ด้ว่าเมgื่อนhำ้�เชื่อมข้นขึ้น แรงต้านการเคล่ือนท่ี รว่ มกัน
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
ของแท่งกวนจะเพมิ่ 2ข้นึ มผี ลมาจากแรงหนดื ของน้ำ�เช่ือม
(การอภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
มีการอ้างอิงแหล่งท่ีมาและการเปรียบเทียบ 4. ต้ังคำ�ถามเกี่ยวกับแรงหนืดว่า แรงหนืดของของเหลวจะมีค่ามากหรือ
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่
หลากหลายไดอ้ ย่างสมเหตุสมผล) น้อยข้ึนกับปริมาณใดบ้าง อภPิปVรายรn่วRมTกันจนสรุปได้ว่า ค่าของแรงหนืด
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
ของของเหลวขึน้ กับอัตราเร็วของวัตถุและชนดิ ของของเหลว

5. ยใไปหกใ้นตชักัว้ใอเนรยชีย่าีวนงิตกสปาืบรรคะค้จนำ�ำ�นเกววนั่ียณวPนปกำ�Vรับเิมสกานาณอร32ตนผ่าลำ�Nงแค ๆลวะาท12มอี่เภกรmู้เ่ียปิ รvวร่ือกา2งยับครแวว่ รามงมเกนตนั ่ือึงผงจิวาแกลคะวแารมงตหึงนผืดิว
6.

และความตงึ ผวิ จากนน้ั PใหVน้ กัเร23ยี นNสEรปุ k เพอ่ื ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ

PV  NkBT

190 การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านจิตวิทยาศาสตร์
1. ความซ่อื สัตย์
2. ความมงุ่ มน่ั อดทน

F ,   L Q, ลYด=Qเพิ่ม หรอื Y  F/A ฟิสกิ ส์
A L0 L / L0
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6

ผลการเรยี นร ู้ 6. , , หรอือคธวบาิ มาตยสอ่ มเนบอ่ื ตั งขิแอลงะขสอมงกไาหรลแอบดุรมน์ FคAลู ตลิไี สปมอกธาบิ ราคยวLหาL0มลกัตPกอ่ gาเนรYทอ่ื ง�ำ งgแาhลนะขสอมงกอาปุ รกแYรบณรน์ต์ ลาู่ งFลL ๆี ร//วALม0ทง้ั ค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งและน�ำ ความรเู้ กย่ี วกบั สมการ 191

P P0  Pg

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางกาPรgจัดการgเhรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยใหค้ วามรเู้Mกย่ี .Aวก.บั =สมWบตั ขิ องของไหลอดุ มคติ ของไหล ด้านความรู้
อดุ มคตมิ กี ารไหลสม่ำ�เสมอ ไมค่ P�ำ นงึ ถPงึ0ควFาPมg หนดื และไมส่ ามารถถกู อดั ได้
1. ของไหลอดุ มคตจิ ะมกี ารไหลสม�ำ่ เสมอ ไมห่ มนุ 1. ของไหลอดุ มคติ อตั ราการไหล สมการความตอ่ เนอ่ื ง
ไมค่ �ำ นงึ ถงึ ความหนดื และไมส่ ามารถถกู อดั ได้ จากนั้นให้ความรู้ว่า ในการศึกษาเบื้องต้นจะถือโดยประมาณว่าน้ำ�และ และสมการแบร์นูลลี จากการอภิปรายร่วมกัน
ในการเคล่ือนที่ของของไหลอุดมคติอธิบาย
2. อใหา้คกาวศามเปรน็ู้เกข่ียอวงกไหับลกอาุดรไมหคลตขิ องFขMBอ.งAไห.ล=VอWgุดมคติ จากนั้นอภิปรายร่วมกัน จากแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
โดยสมการความต่อเนื่อง ซึ่งสัมพันธ์กับ เกยี่ วกบั การไหลของน�ำ้ ในทอ่ ทมี่ พี ้นื ทหี่ น้าFตดั ต่างกนั จนสรุปได้ว่า อตั รา 2. การใช้สมการความต่อเน่ืองและสมการแบร์นูลลี
อัตราเร็วของของไหลกับพื้นที่หน้าตัดที่
ของไหลเคล่อื นท่ีผ่าน ทต่ี �ำ แหนง่ ใด ๆ การไหลของของไหลอุดมคติที่ตำ�แหนF่งใด ๆ ในท่อของการไหลอธิบาย ไปใช้อธิบายหลักการทำ�งานของอุปกรณ์ต่าง ๆ
2. สมการแบรน์ ลู ลเี ปน็ สมการทใ่ี ชใ้ นการอธบิ าย ได้ด้วยสมการความต่อเนอ่ื งตามFสBมการlVg จากการเขียนรายงาน
การไหลของของไหล ซง่ึ เกย่ี วขอ้ งกบั ความดนั
พลังงานจลน์ต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร และ Av  ค่าคงตFวั ด้านทักษะ
พลังงานศกั ยโ์ น้มถ่วงตอ่ หนึง่ หน่วยปริมาตร 1. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง
3. หลักการทำ�งานของอุปกรณ์บางชนิด เช่น 3. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั การใชก้ ฎการอนรุ กั ษพ์ lลงั งานอธบิ ายของไหลทเ่ี คลอ่ื นท่ี
หัวฉีดท่อน้ำ�ดับเพลิง อุปกรณ์พ่นสี และ กับสมการความต่อเนื่อง และสมการแบร์นูลลี
แรงยกปกี เครอ่ื งบนิ อธบิ ายโดย หลกั การของ พผา่ลนังทงาอ่ นจจาลกนต�ำ์ตแ่อหPหนนง่ึ่งหหน12นงึ่ ่วไยปvปAอ2รกี vิมตา�ำ ตแคgรหา่ hนพคง่ ลงหังตนงัวง่ึาคซน่าง่ึ ศคอักงยยตตู่ ์โวัา่นง้มรถะด่วงบั ตโ่อดหยนคึ่งวหามนด่วนัย จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
สมการความตอ่ เนอ่ื ง และสมการแบร์นลู ลี ปรมิ าตร มีความสมั พนั ธ์เป็นไปPตVามสมnRกาTรแบรน์ ลู ลี 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ

ดา้ นทักษะ P  1 v2  gh คา่ คงตัว อภปิ รายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
การใชจ้ �ำ นวน (การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณ 4. สอใหุปม้นกกักราเณรรแีย์พบน่นรสส์นืบี แูลคลล้นะีไเแปกร่ีอยงวธย2กิบกับPPาปกยVVีกาหเรคลนรัPกำ�ื่3223อVกคงNNาบวราEินทมnk12ำน�Rรงู้เำ�Tmราเ่ือสนvงน2ขสออมผงกลหาแัวรลฉคะีดวอาทภม่อิปตนร่อ้ำ�าเดยนัรบื่อ่วงเมพแกลลันะิง
ต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับสมการความต่อเนื่อง จากการอภปิ รายรว่ มกัน

และสมการแบรน์ ลู ล)ี ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
1. ความรอบคอบ จากการเขยี นรายงาน
2. ความอยากร้อู ยากเห็น จากการอภิปรายรว่ มกัน

5. ยคกวาตมัวตออ่ยเ่านงอ่ืกงารแคล�ำ ะนสวมณกาหราแปPบรVรมิ น์ าลู ณล32ตี จา่ Nางก ๆน12ทน้ั ่ีเใmกห่ยี vน้ ว2กั ขเ้อรยีงกนับสรสปุ มกเพารอ่ื ตรวจสอบ


ความรคู้ วามเขา้ ใจ PVPV23NNEkkBT

PV  2 NEk กับ PV  NkBT
3


Click to View FlipBook Version