The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

CuriculumManual_T2 Physic คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ โดย สสวท.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์

CuriculumManual_T2 Physic คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ โดย สสวท.

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วิชาฟสิ กิ ส์

92

Musikul, K. (2010, June). Exploring primary students’ understanding about the world before they come to science classroom.
Paper presented at the annual meeting of the Australasian Science Education Association, Port Stephen, New South
Wales, Australia

Kozlow, M.J. and Nay, M.A. (1976). An approach to measuring scientific attitudes. Science Education 60:2147-2172
McComas, W.F. and Almazroa, H. (1998). The Nature of Science in Science Education: An Introduction. Science and Education,

7, 511-532.
National Research Council. (2000). Inquiry and the national science education standards: A guide for teaching and learning.

Washington, D.C.: National Academy Press.
National Research Council. (1996). National science education standards. Washington, D.C.: National Academy Press.
Padilla, M. J. (1990). Research Matters to the Science Teacher. NARST Publication, No. 9004.
Rowe, M.B. (1974). Wait-time and Rewards as Instructional Variables, Their Influence on Language, Logic, and Fate Control:

Part One-Wait-Time. Journal of Research in Science Teaching. 11, 81-94.
Tunstall, P. and Gipps, C. (1996). Teacher feedback to young children in formative assessment: A typology. British Educational

Research Journal, 22(4), 389-404.
Wilson, J., Murdoch, K. (2006). How to Succeed with Thinking: Little books of big ideas. Curriculum Corporation.

I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST I PST
I PST ส่วนท่ี ๒ I PST I PST I PST I PST I PST

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้

I P I P I PS I PS

94

ฟิสกิ ส์

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4

ฟิสิกส์

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4

ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 95

สาระฟิสิกส์

1. เขา้ ใจธรรมชาตทิ างฟสิ กิ ส์ ปรมิ าณ และกระบวนการวดั การเคลอ่ื นทแ่ี นวตรง แรงและกฎการเคลอ่ื นทข่ี องนวิ ตนั กฎความโนม้ ถว่ งสากล แรงเสยี ดทาน

สมดลุ กลของวตั ถุ งานและกฎการอนุรักษ์พลังงานกล โมเมนตมั และกฎการอนรุ กั ษ์โมเมนตัม การเคลอ่ื นทแี่ นวโคง้ รวมทั้งนำ�ความรู้ไปใช้ประโยชน์

ผลการเรียนรู้ 1. สืบค้นและอธบิ ายการคน้ หาความรู้ทางฟิสิกส์ ประวตั คิ วามเปน็ มา รวมทงั้ พฒั นาการของหลกั การและแนวคิดทางฟิสกิ สท์ มี่ ีผลตอ่ การแสวงหา

ความรูใ้ หม่และการพฒั นาเทคโนโลยี

การวิเคราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสบู่ ทเรียน โดยการตง้ั คำ�ถามหรอื ให้นักเรียนยกตัวอยา่ งเหตกุ ารณ์ ดา้ นความรู้
ตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การสบื เสาะคน้ พบทางฟสิ กิ ส์ และนกั วทิ ยาศาสตรท์ ร่ี จู้ กั
1. ฟิสิกส์เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหน่ึง ซึ่งเน้น 2. ยกตัวอย่างเกี่ยวกับการค้นพบทางฟิสิกส์ จากน้ันให้นักเรียนสืบค้น 1. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะ
การสบื เสาะหาหลกั การและองคค์ วามรตู้ า่ ง ๆ หาความรู้ทางฟิสิกส์ จากการสรุปและการเขียน
และอภิปรายร่วมกัน โดยเน้นท่ีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ ผังมโนทศั น์
เพอ่ื อธบิ ายปรากฏการณธ์ รรมชาตโิ ดยเฉพาะ บุคลิกลกั ษณะอันพึงประสงค์ของนกั วทิ ยาศาสตร์
ทีเ่ กย่ี วกับระบบและกลไกทางกายภาพ 3. จดั กจิ กรรม เชน่ เกม ละครทางวทิ ยาศาสตร์ เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจเกย่ี วกบั 2. ประวตั คิ วามเปน็ มาของพฒั นาการทางฟสิ กิ ส์ ฟสิ กิ ส์
2. ประวตั คิ วามเปน็ มาของพฒั นาการทางฟสิ กิ ส์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการสืบเสาะหาความรู้ทางฟิสิกส์ กับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการ
3. ฟสิ กิ สก์ บั การพฒั นาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี 4. จดั กจิ กรรมเกย่ี วกบั การคน้ พบทางฟสิ กิ ส์ เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นไดร้ บั ประสบการณ์ แสวงหาความรใู้ หม่ จากการสรปุ การท�ำ แบบฝกึ หดั
ตรงในการค้นหาหลักการหรือองค์ความรู้ทางฟิสิกส์โดยใช้กระบวนการ และแบบทดสอบ
และการแสวงหาความรใู้ หม่ สบื เสาะหาความรู้ และอภปิ รายร่วมกนั เกี่ยวกบั กจิ กรรม
5. ให้นักเรียนสืบค้นและอภิปรายร่วมกัน โดยเน้นการเช่ือมโยงการค้นพบ ดา้ นทกั ษะ
ด้านทกั ษะ ในอดีตกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำ�วันและ การลงความเห็นจากข้อมูล การสื่อสารสารสนเทศ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การนำ�เทคโนโลยีไปใช้ค้นหาความรู้ใหม่ในทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงอาจให้
การลงความเหน็ จากขอ้ มลู (ความนา่ เชอ่ื ถอื นักเรียนเสนอสถานการณ์ท่ีสามารถนำ�วิธีการทางวิทยาศาสตร์ มาเป็น และการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี
เครื่องมอื หาค�ำ ตอบ จากนั้นนำ�เสนอผล และภาวะผู้นำ� การคิดอย่างมีวิจารณญาณและ
และความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู ) 6. ให้นักเรียนสรุปเพอ่ื ตรวจสอบความรู้ความเขา้ ใจ การแกป้ ญั หา จากการทำ�กิจกรรม
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลท่ี
เขยี นรายงานและจากการนำ�เสนอผล

96 แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้

หลากหลายไดอ้ ยา่ งสมเหตสุ มผล การอภปิ ราย
ร่วมกนั และการน�ำ เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
3. การคดิ และการแกป้ ญั หา (กจิ กรรม เกมหรอื

ละครวิทยาศาสตร)์

ด้านจติ วิทยาศาสตร์
1. ความอยากรอู้ ยากเห็น
2. ความรอบคอบ

ฟิสิกส์

ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 4

ผลการเรียนรู้ 2. วดั และรายงานผลการวดั ปรมิ าณทางฟสิ กิ สไ์ ดถ้ กู ตอ้ งเหมาะสม โดยนำ�ความคลาดเคลอ่ื นในการวดั มาพิจารณาในการนำ�เสนอผล 97
รวมทง้ั แสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะห์และแปลความหมายจากกราฟเส้นตรง

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการต้ังคำ�ถามหรือให้นักเรียนยกตัวอย่างเหตุการณ์ ด้านความรู้
หรอื สถานการณต์ า่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การวดั จากนน้ั อภปิ รายรว่ มกนั เกย่ี วกบั
1. ในการวดั ปรมิ าณตา่ ง ๆ ตอ้ งเลอื กใชเ้ ครอ่ื งมอื 1. เหตุผลความจำ�เป็น ที่ต้องวัดได้อย่างเหมาะสม
และวธิ กี ารวดั ใหเ้ หมาะสมกบั สง่ิ ทต่ี อ้ งการวดั เหตุผลและความจำ�เป็นท่ีต้องวัดได้อย่างเท่ียงตรงและแม่นยำ� รวมทั้ง และถูกต้อง ความเป็นมาของการวัดหน่วย และ
2. การนำ�เสนอผลการวัดที่ถูกต้องเหมาะสม ความเปน็ มาของการวดั และหนว่ ย
สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ จากการอภิปรายร่วมกัน
โดยค�ำ นงึ ถงึ ความคลาดเคลอ่ื นในการวดั และ 2. จดั กจิ กรรม เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาเกย่ี วกบั เครอ่ื งมอื วดั ชนดิ ตา่ ง ๆ ทห่ี ลากหลาย และการสรปุ
หนว่ ยของการวดั รวมทั้งการใช้งานให้เหมาะสม 2. เครอื่ งมอื วดั การเลอื กใชเ้ ครื่องมอื วดั และวธิ ีการวดั
3. ใหน้ กั เรยี นท�ำ กจิ กรรมการใชเ้ ครอ่ื งมอื วดั เชน่ เครอ่ื งชง่ั สปรงิ เวอรเ์ นยี รแ์ คลเิ ปอร์
ด้านทกั ษะ ไมโครมิเตอร์ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะการใช้เครื่องมือวัด ใหเ้ หมาะสมกบั สงิ่ ทต่ี อ้ งการวดั จากการท�ำ กจิ กรรม
ทักษะกระบวนการทางวิทยศาสตร์ การทำ�แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
1. การวัด (ใช้เครื่องมือวัดได้อย่างเหมาะสม วิธีการวัด การอ่านค่าที่วัดได้ และนำ�เสนอผลการวัดที่ถูกต้องเหมาะสม 3. การน�ำ เสนอผลการวดั ทถ่ี กู ตอ้ งเหมาะสม โดยค�ำ นงึ ถงึ
โดยคำ�นึงถึงความคลาดเคลื่อน เลขนัยสำ�คัญ หน่วย และสัญกรณ์ ความคลาดเคลอ่ื นในการวดั เลขนยั ส�ำ คญั หนว่ ย และ
และถูกต้อง คำ�นึงถึงความคลาดเคล่ือน สัญกรณ์วิทยาศาสตร์ จากการทำ�แบบฝึกหัดและ
ในการวดั เลขนยั ส�ำ คญั และหนว่ ยของการวดั ) วิทยาศาสตร์ แบบทดสอบ
2. การใช้จำ�นวน (ความชันของกราฟ พื้นที่ 4. ตั้งคำ�ถามเก่ียวกับกิจกรรมในข้อ 3 จากนั้นให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน 4. การเขยี นกราฟ การวเิ คราะหแ์ ละการแปลความหมาย
ใตก้ ราฟ) จากกราฟเส้นตรง จากการทำ�แบบฝึกหัดและ
3. การจัดกระทำ�และสื่อความหมายข้อมูล เกี่ยวกับข้อจำ�กัดของเครื่องมือวัดแต่ละชนิด ความคลาดเคลื่อน แบบทดสอบ
(การเขยี นกราฟ) เลขนัยส�ำ คัญ หนว่ ย และสัญกรณ์วทิ ยาศาสตร์
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 5. ใหน้ กั เรยี นท�ำ กจิ กรรมโดยน�ำ ขอ้ มลู ความสมั พนั ธข์ องปรมิ าณสองปรมิ าณ ดา้ นทกั ษะ
(การวิเคราะห์และแปลความหมายกราฟ 1. การวดั การใชจ้ �ำ นวน การจดั กระท�ำ และสอ่ื ความหมาย
เส้นตรง) ทกี่ �ำ หนดให้ เชน่ มวลกบั ปรมิ าตรของวตั ถุ กระแสไฟฟา้ กบั ความตา่ งศกั ย์ เสนอขอ้ มลู การตคี วามหมายและลงขอ้ สรปุ จากการ
ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 แรงดึงกับระยะยืดของสปริง ปริมาตรกับอุณหภูมิของแก๊ส ความเร็วกับ ทำ�กิจกรรม การทำ�แบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ เวลาทม่ี คี วามเรง่ คงตวั มาเขยี นกราฟ รวมทง้ั วเิ คราะหแ์ ละแปลความหมาย 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
(การอภิปรายร่วมกันและ การนำ�เสนอผล จากกราฟเส้นตรง เช่น ความชนั จุดตัดแกน พน้ื ท่ใี ต้กราฟ และการสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
การวดั ) 6. ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั เกย่ี วกบั การใชค้ ณติ ศาสตรใ์ นการศกึ ษา คน้ ควา้
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ และการส่ือสารส�ำ หรบั ฟสิ กิ ส์ จากการอภิปรายร่วมกัน การทำ�กิจกรรม และการ
7. ให้นักเรียนสรุปเพ่อื ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ นำ�เสนอผลการวัด

98 แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้
ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ ความอยากรู้อยากเห็น ความซ่ือสัตย์ และความ
1. ความซอ่ื สตั ย์
2. ความรอบคอบ รอบคอบ จากการอภิปรายร่วมกัน การทำ�กิจกรรม
3. ความอยากร้อู ยากเห็น และการนำ�เสนอผลการวดั

ฟสิ กิ ส์

ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 4

ผลการเรยี นรู้ 3. ทดลองและอธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งตำ�แหนง่ การกระจัด ความเร็ว และความเร่งของการเคลอ่ื นที่ของวตั ถใุ นแนวตรงทมี่ ีความเร่งคงตัว 99
จากกราฟและสมการ รวมทง้ั ทดลองหาค่าความเร่งโน้มถ่วงของโลก และคำ�นวณปริมาณตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการต้ังคำ�ถามหรือให้นักเรียนยกตัวอย่างเหตุการณ์ ดา้ นความรู้

1 ต�ำ แหนง่ การกระจดั ความเรว็ และความเรง่ ต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการเคล่ือนที่ของวัตถุ จากน้ันให้นักเรียนอภิปราย 1. การเคลื่อนที่ในแนวตรงด้วยความเร่งคงตัว และ
ของการเคล่ือนที่ของวัตถุในแนวตรงที่มี ปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากการอภิปรายร่วมกัน
ความเรง่ คงตวั รวมทง้ั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกนั รว่ มกันเกยี่ วกบั ลักษณะการเคลอื่ นทข่ี องวตั ถุ และนำ�เสนอผล การสรุป การทำ�แบบฝึกหดั และแบบทดสอบ

ในรูปแบบกราฟและสมการ 2. อภิปรายร่วมกันเพื่อทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับปริมาณต่าง ๆ ของ 2. ความเร่งโน้มถ่วงของโลก และผลต่อการเคลื่อนที่
2. ความเร่งโน้มถ่วงของโลก และผลต่อการ ของวัตถุในแนวดิ่ง จากการวิเคราะห์ลักษณะ
การเคล่อื นท่ี เช่น ระยะทาง การกระจัด อตั ราเรว็ และความเรว็
เคลื่อนทข่ี องวัตถใุ นแนวดง่ิ การเคลื่อนท่ีของวัตถุจากกราฟ การทำ�แบบฝึกหัด
3. ยกสถานการณ์เพื่อให้ความรู้เก่ียวกับตำ�แหน่ง จากนั้น อภิปรายร่วมกัน และแบบทดสอบ
ด้านทักษะ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เกี่ยวกับ การนำ�ตำ�แหน่งไปใช้หาระยะทางและการกระจัด เพื่อนำ�ไปสู่ ด้านทกั ษะ
1. การวดั (การวดั ระยะหา่ งระหวา่ งจดุ บนแถบ 1. การวดั การทดลอง การจดั กระท�ำ และสอื่ ความหมาย
อตั ราเรว็ และความเรว็ โดยมกี ารเนน้ วา่ การกระจดั ความเรว็ และ ความเรง่ ข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
กระดาษ) การสอ่ื สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื ความรว่ มมอื
2. การใชจ้ �ำ นวน (ความเรว็ ความเรง่ จากความชนั เป็นปรมิ าณเวกเตอร์ สว่ นระยะทางและอัตราเร็วเป็นปรมิ าณสเกลาร์ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ� จากการทำ�
ของกราฟหรอื สมการ) การทดลอง และรายงานผลการทดลอง
3. การทดลอง 4. ยกสถานการณ์เพื่อให้ความรู้เก่ียวกับความเร่ง จากนั้นให้นักเรียนทำ� 2. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
4. การจัดกระทำ�และสื่อความหมายข้อมูล
กจิ กรรมเพอ่ื ศกึ ษาความเรว็ เฉล่ีย ความเร็วขณะหน่ึง ความเรง่ เฉลีย่ และ กับการเคลื่อนที่แนวตรงที่มีความเร่งคงตัว จาก
(เขยี นกราฟจากขอ้ มลู การเคลอื่ นทขี่ องวตั ถ)ุ แบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
5. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ความเรง่ ขณะหนงึ่ โดยใชม้ อื ดงึ แถบกระดาษผา่ นเครอื่ งเคาะสญั ญาณเวลา
ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
( วิ เ ค ร า ะ ห์ ก ร า ฟ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง วิเคราะห์ และนำ�เสนอผล จากนั้นอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่า ในการ 1. ความซื่อสัตย์ และความรอบคอบ จากรายงาน
ความเร็วและเวลา)
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 เคลอื่ นทขี่ องวัตถุใด ๆ ความเร็วและความเรง่ อาจไมค่ งตวั ผลการทดลอง
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ 2. ความมุ่งมั่นอดทน จากการทำ�การทดลองและ
(การอภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล) 5. ใหน้ กั เรยี นทดลองการเคลอื่ นทแ่ี นวราบทม่ี คี วามเรง่ คงตวั พรอ้ มทง้ั เขยี น
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ การอภิปรายร่วมกนั
กราฟความเร็วกับเวลา จากนv้ันอภuิปราaยtร่วมกัน จนสรุปได้ความสัมพันธ์

ตามสมการ xvuu2avt  t


xx=utu2 1v att 2
2

x = ut  1 at2
2

v2 = u2  2ax

v2 = u2  2ax

n   ma
Fi

i1

100 การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ 6. ใหน้ กั เรยี นทดลองหาคา่ ความเรง่ โนม้ ถว่ งของโลกจากการตกแบบเสรขี อง
1. ความซื่อสัตย์ วัตถุ นำ�เสนอผลและอภปิ รายร่วมกนั
2. ความมุง่ มัน่ อดทน
3. ความรอบคอบ 7. ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั เกย่ี วกบั การเคลอ่ื นทแ่ี นวตรง ทง้ั ความเรว็ คงตวั
และความเร่งคงตัว โดยวิเคราะห์ลักษณะการเคล่อื นท่ขี องวัตถุจากกราฟ
หรอื เขียนกราฟจากข้อมูลการเคลื่อนท่ขี องวตั ถุ
8. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การเคลอ่ื นทแ่ี นวตรง

ที่มีความเร่งคงตัว โดยให้นักเรียนร่วมเสนอแนวคิดและหลักการในการ
แกป้ ญั หา
9. ให้นักเรยี นสรุปเพอื่ ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ

ฟสิ กิ ส์

ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4

ผลการเรยี นรู้ 4. อธบิ ายแรงและผลของแรงลัพธท์ ม่ี ีตอ่ การเคล่อื นท่ีของวตั ถุ รวมทั้งทดลองหาแรงลพั ธข์ องแรงสองแรงที่ทำ�มมุ ต่อกัน 101

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการสาธิตออกแรงสองแรงที่ทำ�มุมต่อกันกระทำ�ต่อ ดา้ นความรู้
วตั ถหุ นง่ึ ใหน้ กั เรยี นสงั เกตทศิ ทางการเคลอ่ื นทขี่ องวตั ถุ จากนน้ั อภปิ ราย
1. แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ เมื่อมีแรงกระทำ� รว่ มกนั และนำ�เสนอผล 1. การหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ เม่ือมีแรง
ต่อวัตถุหลายแรง หาแรงลัพธ์ที่กระทำ�ต่อ สองแรงทที่ �ำ มมุ ตอ่ กนั กระท�ำ ตอ่ วตั ถมุ ผี ลท�ำ ใหว้ ตั ถุ
วตั ถโุ ดยการรวมเวกเตอร์ 2. อภิปรายร่วมกันเพื่อทบทวนความรู้เกี่ยวกับแรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ เคลอื่ นทใ่ี นทศิ เดยี วกบั แรงลพั ธ์ จากรายงานผลการ
รวมทงั้ การเขยี นลูกศรแทนแรง ทดลอง การสรปุ การท�ำ แบบฝกึ หดั และ แบบทดสอบ
2. เมอื่ แรงลพั ธท์ ก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถมุ คี า่ ไมเ่ ปน็ ศนู ย์
วตั ถุจะมกี ารเปลย่ี นสภาพการเคลอ่ื นที่ 3. ให้นักเรียนทดลองหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ เมื่อมีแรงกระทำ� 2. การเปลยี่ นสภาพการเคลอื่ นทขี่ องวตั ถเุ มอ่ื แรงลพั ธ์
ต่อวัตถุสองแรง เพื่อหาแรงลัพธ์โดยวิธีสร้างรูปสามเหลี่ยมและวิธีสร้าง ทก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถไุ มเ่ ปน็ ศนู ย์ จากการอภปิ รายรว่ มกนั
ด้านทกั ษะ รปู สี่เหลี่ยมด้านขนาน
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และการสรปุ
1. การวดั (ขนาดของแรง จากเครือ่ งชง่ั สปริง) 4. ตั้งคำ�ถาม และให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับการหาแรงลัพธ์
2. การใชจ้ �ำ นวน (การหาขนาดของแรงลพั ธ)์ เม่อื มีแรงกระทำ�ตอ่ วัตถุมากกวา่ สองแรง ในระนาบเดียวกัน ดา้ นทักษะ
3. การทดลอง 1. การวดั การทดลอง การจดั กระท�ำ และสอื่ ความหมาย
4. การจัดกระทำ�และส่ือความหมายข้อมูล 5. ให้ความรู้เรื่องการแยกแรงออกเป็นแรงย่อยสองแรงที่ตั้งฉากกันและ ข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
การค�ำ นวณแรงลพั ธโ์ ดยใช้แรงย่อย ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
(การเขียนเวกเตอร์แทนแรงและการรวม 6. สาธิตกิจกรรมเกี่ยวกับแรงลัพธ์ท่ีกระทำ�ต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ ให้นักเรียน
เวกเตอร)์ จากการอภิปรายร่วมกัน การทำ�การทดลอง และ
5. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป สงั เกตและอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ วตั ถจุ ะเปลยี่ นสภาพการเคลอื่ นที่ รายงานผลการทดลอง
(การสรุปผลการทดลอง) เม่ือแรงลพั ธ์ท่กี ระทำ�ตอ่ วตั ถมุ ีคา่ ไม่เป็นศนู ย์ 2. การสอื่ สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สอื่ จากการ
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 7. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณแรงลพั ธ์ เมอื่ มแี รงมากกวา่ หนง่ึ แรงกระท�ำ ตอ่ วตั ถุ อภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากนั้น ให้นกั เรยี นรว่ มเสนอแนวคดิ และหลักการในการแกป้ ญั หา 3. การใช้จำ�นวน ในการหาแรงลัพธ์เม่ือมีแรงมากกว่า
(การเขียนเวกเตอร์แทนขนาดและทิศทาง 8. ใหน้ ักเรียนสรปุ เพือ่ ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ หนง่ึ แรง จากรายงานผลการทดลอง แบบฝกึ หดั และ
การอภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล) แบบทดสอบ
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์ 1. ความซื่อสัตย์ และความรอบคอบ จากรายงาน
1. ความซอ่ื สตั ย์
2. ความมงุ่ มนั่ อดทน ผลการทดลอง
3. ความรอบคอบ 2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลองและการอภปิ ราย

รว่ มกัน

102 ผลการเรียนรู้ 5. เขยี นแผนภาพของแรงท่ีกระทำ�ตอ่ วัตถุอิสระ อธิบายกฎการเคลอื่ นทขี่ องนิวตนั และการใชก้ ฎการเคล่อื นที่ของนิวตันกบั สภาพการเคลอื่ นที่
ของวตั ถุ รวมทัง้ ทดลองและอธบิ ายความสมั พนั ธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่งตามกฎการเคลื่อนท่ีข้อท่ีสองของนิวตัน

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการยกตัวอย่างสถานการณ์เก่ียวกับการเคล่ือนที่ ดา้ นความรู้

1. ความเฉื่อยเป็นสมบัติของวัตถุที่ต้านการ ของวัตถุ เช่น การปล่อยวัตถุให้ตกในแนวดิ่งจนกระทบพ้ืน ให้นักเรียน 1. ความเฉื่อย กฎการเคล่ือนที่ของนิวตันและสภาพ
เปลยี่ นสภาพการเคล่อื นท ่ี การเคลื่อนท่ีของวัตถุ จากการอภิปรายร่วมกัน
2. สภาพการเคล่ือนที่ของวัตถุอธิบายได้ด้วย อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับแรงทv่ีกระuทำ�ต่aอวt ัตถุ ขณะที่วัตถุอยู่ในมือ ขณะ การสรปุ การทำ�แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
2. ใทหี่ว้ัตนถักกุ เำ�รลียงั นเคอลภ่อื ิปนรทาี่ ขยณร่วะมทกว่ี xััตนถเุกกรี่ยะวuทก2บับพvผื้นลแขt ลอะงขแณระงทลัีว่พตั ธถ์ทหุ ี่มยีตุด่อนสง่ิ ภาพ
กฎการเคล่อื นท่ขี องนวิ ตัน 2. การเขียนแผนภาพของแรงท่ีกระทำ�กับวัตถุอิสระ
3. เมื่อมีแรงกระทำ�ต่อวัตถุท่ีจุดเดียวกันหรือ การเคลอื่ นทขี่ องวตั ถุ กรณวี ตัxถ=อุ ยuนู่ tงิ่ และ1วตัaถtเุ2คลอ่ื นทดี่ ว้ ยความเรว็ คงตวั จากการสรปุ การทำ�แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
จากนน้ั ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั ความเฉอ่ื ยและก2ฎการเคลอ่ื นทข่ี อ้ ทห่ี นง่ึ ของนวิ ตนั
แนวเดียวกัน โดยแรงลัพธ์ที่กระทำ�ต่อวัตถุ ด้านทักษะ
เปน็ ศนู ยว์ ตั ถจุ ะไมเ่ ปลยี่ นสภาพการเคลอ่ื นที่ 3. ตั้งคำ�ถามเก่ียวกับแรงลัพธ์ที่กระทำ�ต่อวัตถุมีค่าไม่เป็นศูนย์ สภาพการ 1. การวดั การทดลอง การจดั กระท�ำ และสอ่ื ความหมาย
ซึ่งเป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ข้อท่ีหนึ่งของ ข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
นิวตนั เคลอ่ื นทข่ี องวตั ถจุ ะเปน็ อยา่ งไร ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั และน�ำ เสนอผล ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
4. เมอื่ แรงลพั ธท์ ก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถไุ มเ่ ปน็ ศนู ยว์ ตั ถุ จากการอภิปรายร่วมกัน การทำ�การทดลอง และ
จะเปล่ียนสภาพการเคลื่อนท่ี ซ่ึงเป็นไปตาม 4. ให้นักเรียนทดลองเพื่อศึกvษ2าค=วาuม2สัมพ2ันaธ์ระxหว่างแรงลัพธ์ที่กระทำ�ต่อ รายงานผลการทดลอง
กฎการเคลอ่ื นท่ีขอ้ ท่สี องของนิวตัน 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
5. เม่ือมีแรงกิริยากระทำ�ต่อวัตถุ วัตถุจะมีแรง วัตถุกับความเร่งเม่ือมวลของวัตถุมีค่าคงตัว อภิปรายร่วมกันจนสรุปได้
ปฏกิ ริ ยิ ากระทำ�โตต้ อบดว้ ยแรงขนาดเทา่ กนั อภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
แต่ทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งเป็นไปตามกฎการ ความสัมพันธ์ตามกฎการเคล่อื นท่ขี ้อที่สองของนิวตนั ตามสมการ 3. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง
เคล่อื นทข่ี อ้ ทส่ี ามของนวิ ตนั
6. การแสดงแรงท่ีกระทำ�ต่อวัตถุทำ�ได้โดยการ n   ma กับการเคล่อื นที่ของวัตถโุ ดยใชก้ ฎการเคลื่อนทีข่ อง
เขยี นแผนภาพของแรงทกี่ ระท�ำ ตอ่ วตั ถอุ สิ ระ Fi นวิ ตนั จากรายงานผลการทดลอง การท�ำ แบบฝกึ หดั
และใชห้ าแรงลพั ธท์ ีก่ ระท�ำ ตอ่ วตั ถไุ ด้ และแบบทดสอบ
7. คำ�นวณหาปริมาณต่าง ๆ ของการเคล่ือนท่ี i1
เมอ่ื แรงลพั ธท์ ก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถไุ มเ่ ปน็ ศนู ยต์ าม ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
กฎการเคลือ่ นทีข่ องนวิ ตนั 5. สาธติ เกย่ี วกบั แรงกริ ยิ าและแรงปฏกิ ริ ยิ า เชน่ การออกแรงดงึ เครอ่ื งชง่ั สปรงิ 1. ความซ่ือสัตย์ และความรอบคอบ จากรายงาน

สเคอลงือ่ อนันททีข่ ่ีเ้อกท่ีย่สี วาเขม้ขาดอ้งวนยิวกตันนั FอGภ=ิปรGายmร่Rว1mม2ก2ันจนได้ข้อสรุปตามกฎการ ผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทำ�การทดลอง
6. ให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนแผนภาพของแรงที่กระทำ�ต่อวัตถุอิสระใน

สถานการณ์ต่างๆ เพื่อแสดงแรงที่กระทำ�ต่อวัตถุและใช้หาแรงลัพธ์ที่

กระทำ�ตอ่ วตั ถุ จากนน้ั ใหน้ กั เรgยี น=ฝกึ กFาGรเขยี นแผนภาพของแรงทก่ี ระทำ�
ต่อวัตถอุ ิสระ m

W  mg

fs  sN

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟสิ ิกส์ 103

ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4

แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านทกั ษะ 7. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การเคลอื่ นทขี่ องวตั ถุ
โดยใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน โดยให้นักเรียนร่วมเสนอแนวคิดและ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หลกั การในการแก้ปัญหา
1. การวัด (ความถูกต้องของการวัดและหนว่ ย)
2. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั 8. ใหน้ ักเรยี นสรุป เพอื่ ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ

การเคลอื่ นทข่ี องวตั ถโุ ดยใชก้ ฎการเคลอ่ื นท่ี
ของนวิ ตัน)
3. การทดลอง
4. การจัดกระทำ�และสื่อความหมายข้อมูล
( เ ขี ย น ก ร า ฟ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง แ ร ง
กับความเร่ง)
5. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
(การวเิ คราะห์และสรปุ ผลการทดลอง)
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
(การอภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ด้านจติ วิทยาศาสตร์
1. ความซ่อื สตั ย์
2. ความม่งุ ม่ันอดทน
3. ความรอบคอบ

104 ผลการเรียนรู้ 6. อธิบายกฎความโนม้ ถว่ งสากลและผลของสนามโน้มถว่ งท่ที ำ�ให้วัตถมุ นี ำ�้ หนัก รวมทง้ั ค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทีเ่ กยี่ วข้อง

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยทบทวนเกยี่ วกบั การตกของวตั ถสุ พู่ นื้ ทเ่ี ปน็ ผลมาจาก ด้านความรู้
แรงโนม้ ถ่วงของโลกดงึ ดดู วตั ถุ
1. กฎความโน้มถ่วงสากลกล่าวถึงแรงดึงดูด 1. กฎความโน้มถ่วงสากล จากการอภิปรายร่วมกัน
ระหว่างวัตถุสองช้ินมีค่าข้ึนอยู่กับมวลและ 2. อภปิ รายรว่ มกนั เพอื่ ทบทวนความรเู้ รอื่ งกฎการเคลอื่ นทข่ี องนวิ ตนั จากนนั้ การสรุป การทำ�แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
ระยะห่างระหว่างวตั ถทุ ั้งสอง ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั กฎความโนม้ ถว่ งสากลและยกตวั อยา่ งประกอบ เพอ่ื ให้
ทราบวา่ แรงดงึ ดดู ระหวา่ งมวลเปน็ แรงคกู่ ริ ยิ า-ปฏกิ ริ ยิ า ซงึ่ มคี วามสมั พนั ธ์ 2. สนามโน้มถ่วง แรงโน้มถ่วงและนำ้�หนักของวัตถุ
2. รอบ ๆ วตั ถจุ ะมสี นามโนม้ ถว่ ง ซง่ึ ท�ำ ใหว้ ตั ถอุ น่ื ตามสมการ กรณที วี่ ตั ถุอยู่ทีผ่ วิ โลกและทต่ี ำ�แหน่งใด ๆ หา่ งจาก
ทีอ่ ย่ใู นสนามโน้มถว่ งนั้นมีน�้ำ หนัก
3. ให้ความรแู้ ละความหมายของสนามโน้มถ่วง ( ) โดย จากนั้น ผิวโลก ตลอดจนน้ำ�หนักของวัตถุบนดาวอื่น ๆ
ด้านทกั ษะ ตงั้ คำ�ถามเกี่ยวกับค่าสนามโน้มถ่วงในกรณีเมื่อวัตถุอยู่ที่ตำ�แหน่งใด ๆ จากการสรุป การทำ�แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณต่าง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกับ หา่ งจากผวิ โลก ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ คา่ สนามโนม้ ถว่ ง ดา้ นทักษะ
ของโลกท่ีตำ�แหน่งใดจะแปรผกผันกับระยะทางท่ีตำ�แหน่งน้ันห่างจาก 1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
กฎความโน้มถ่วงสากล สนามโน้มถ่วง และ ศนู ยก์ ลางของโลกยกกำ�ลงั สอง ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
นำ้�หนกั ) จากการอภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 4. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมวลและน�้ำ หนกั ของวตั ถุ อภปิ ราย 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ ร่ ว ม กั น จ น ส รุ ป ไ ด้ ว่ า นำ้ � ห นั ก เ ป็ น แ ร ง ดึ ง ดู ด ข อ ง โ ล ก ท่ี ก ร ะ ทำ � ต่ อ วั ต ถุ กฎความโน้มถ่วงสากล ค่าสนามโน้มถ่วงและ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ เปน็ ไปตามความสมั พันธ์
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล น�ำ้ หนกั ของวตั ถบุ นดาวอนื่  ๆ จากการท�ำ แบบฝกึ หดั
ท่ี ห ล า ก ห ล า ย ไ ด้ อ ย่ า ง ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล 5. ตง้ั ค�ำ ถามเกยี่ วกบั น�้ำ หนกั ของวตั ถุ เมอื่ วตั ถอุ ยทู่ ผี่ วิ โลกและหา่ งจากผวิ โลก และแบบทดสอบ
การอภิปรายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล) ออกไป จากนั้นใหน้ กั เรียนอภิปรายร่วมกนั จนสรปุ ได้ว่านำ้�หนักของวัตถุ
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ จะเปลย่ี นไปตามตำ�แหนง่ ทห่ี า่ งจากศนู ย์กลางโลก ด้านจติ วิทยาศาสตร์
การใชว้ จิ ารณญาณ จากการอภิปรายรว่ มกนั
ด้านจิตวิทยาศาสตร์ 6. ตงั้ ค�ำ ถามเพอ่ื น�ำ ไปสกู่ ารสบื คน้ เกย่ี วกบั สนามโนม้ ถว่ งของดาวอน่ื ๆ และ
การใชว้ จิ ารณญาณ น้ำ�หนักของวัตถุบนดาวนั้น ๆ จากน้ันให้นักเรียนสืบค้น อภิปรายร่วมกัน
และนำ�เสนอผล

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟิสิกส์ 105

7. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั กฎความโนม้ ถว่ งสากล ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
โดยใหน้ ักเรยี นร่วมกนั เสนอแนวคิดและหลกั การในการแกป้ ญั หา
8. ให้นกั เรียนสรุป เพอ่ื ตรวจสอบความรูค้ วามเข้าใจ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

2
x = ut  1 at2

2

106 ผลการเรยี นรู้ 7. วิเคราะห์และอธิบายแรงเสียดทานระหวา่ งvผ2วิ ส=ัมผuัส2ของ2วaตั ถxุคหู่ นึ่ง ๆ ในกรณที ว่ี ตั ถหุ ยดุ น่งิ และวัตถเุ คลอ่ื นท่ี รวมทง้ั ทดลองหาสมั ประสทิ ธ์ิ

ความเสยี ดทานระหว่างผิวสัมผสั ของวตั ถคุ ู่หนงึ่  ๆ และนำ�ความรู้เร่อื งแรงเสียดทานไปใชใ้ นชวี ิตประจำ�วัน

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการยกสiถn1านFกiารณmก์ aารออกแรงกระท�ำ ตอ่ วตั ถทุ อ่ี ยนู่ ง่ิ ด้านความรู้

1. เมื่อวัตถุมีแนวโน้มที่จะเคล่ือนท่ีหรือกำ�ลัง แล้ววัตถุยังคงอยู่นิ่ง ให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับแรงทั้งหมด 1. แรงเสยี ดทาน และปรมิ าณตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง จากการ
เคล่ือนท่ีบนพ้ืนผิวใด ๆ จะมีแรงเสียดทาน อภิปรายร่วมกัน การสรุป การทำ�แบบฝึกหัดและ
ระหว่างผิวสมั ผัสตา้ นการเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถุ 2. สทา่กี ธริตะทกาำ�ตรผ่อลวตัักถวุัตแถลุ ะในหำ�้นเสักนFเรอGียผน=ลสังGเกmตRแ1mร2ง2ที่ผลักวัตถุ ในขณะท่ีวัตถุยัง
แบบทดสอบ
2. แรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ ไม่เคล่ือนท่ี ขณะที่วัตถุกำ�ลังจะเคลื่อนที่และขณะท่ีวัตถุกำ�ลังเคลื่อนที่ 2. ประโยชน์ของการเพ่ิมและลดแรงเสียดทาน
คู่หนึ่ง ๆ ขณะวัตถุจะเคล่ือนที่หรือกำ�ลัง จากน้ันอภิปรายร่วมกันเพ่ือทบทวนความรู้เก่ียวกับแรงเสียดทานสถิต
เคล่ือนที่ ข้ึนกับสัมประสิทธิ์ความเสียดทาน และแรงเสียดทานจลน์ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำ�วัน จากการ
และแรงปฏกิ ริ ิยาต้ังฉากระหวา่ งพนื้ ผวิ ค่นู ั้น อภปิ รายรว่ มกนั การท�ำ แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
3. ใหน้ กั เรยี นทดลองเพอ่ื ศกึ ษาสมัgป=ระสFทิ Gธคิ์ วามเสยี ดทานระหวา่ งผวิ สมั ผสั
3. การเพมิ่ และลดแรงเสยี ดทาน สามารถน�ำ มา คหู่ นง่ึ ๆ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ สmมั ประสทิ ธคิ์ วามเสยี ดทานสถติ มคี า่ ด้านทกั ษะ
ใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจ�ำ วนั 1. การสังเกต การวัด การทดลอง การจัดกระทำ�และ
มากกวา่ สัมประสิทธค์ิ วามเสียดทานจลน์
ดา้ นทกั ษะ 4. ตั้งคำ�ถามเกี่ยวกับความสัมพัWนธ์ระหmว่าgงแรงเสียดทานและแรงปฏิกิริยา ส่ือความหมายข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ตงั้ ฉากกบั พนื้ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดค้ วามสมั พนั ธ์ ลงขอ้ สรปุ การสอ่ื สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื
1. การสังเกต (แรงดึงสูงสุดก่อนท่ีวัตถุเร่ิม ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
ตามสมการ จากการอภิปรายร่วมกัน การทำ�การทดลองและ
เคลื่อนที่ และแรงดึงเม่อื วตั ถเุ คล่อื นท่ี) รายงานผลการทดลอง
2. การวดั (การอา่ นคา่ แรงจากเครอ่ื งชัง่ สปรงิ ) fs  sN 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
3. การใช้จ�ำ นวน (ปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ งกับ fk  k N แรงเสยี ดทาน จากการท�ำ แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ

แรงเสยี ดทาน) 5. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั แรงเสยี ดทาน โดยให้ ด้านจติ วิทยาศาสตร์
4. การทดลอง นักเรียนร่วมกนั เสนอแนวคิดและหลักการในการแก้ปัญหา 1. ความอยากรู้อยากเหน็ จากการอภปิ รายรว่ มกัน
5. การจัดกระทำ�และสื่อความหมายข้อมูล 2. ความซ่ือสัตย์ และความรอบคอบ จากรายงาน
6. ให้นักเรียนยกตัวอย่างประโยชน์ของการเพ่ิมและลดแรงเสียดทาน
(เขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างแรงดึงกับ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชวี ิตประจำ�วัน ผลการทดลอง
น�ำ้ หนกั ) 3. ความมุ่งม่ันอดทน จากการทำ�การทดลองและ
7. ให้นักเรยี นสรุป เพอ่ื ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ
การอภปิ รายร่วมกัน

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ ฟิสิกส์ 107

6. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
(สมั ประสทิ ธค์ิ วามเสยี ดทานสถติ มคี า่ มากกวา่
แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
สัมประสทิ ธคิ์ วามเสียดทานจลน)์
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ

(การอภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. ความอยากร้อู ยากเหน็
2. ความซือ่ สัตย์
3. ความม่งุ มน่ั อดทน
4. ความรอบคอบ

108 ผลการเรียนรู้ 8. อธบิ ายสมดลุ กลของวัตถุ โมเมนต์และผลรวมของโมเมนต์ที่มีต่อการหมนุ แรงคู่ควบและผลของแรงคู่ควบทีม่ ีต่อสมดลุ ของวตั ถุ
เขียนแผนภาพของแรงทกี่ ระทำ�ต่อวตั ถุอสิ ระเมอื่ วตั ถุอยูใ่ นสมดลุ กล และคำ�นวณปริมาณตา่ ง ๆ ทเ่ี กี่ยวข้องรวมทง้ั ทดลองและ
อธบิ ายสมดลุ ของแรงสามแรง

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เก่ียวข้องกับสมดุลต่อ ดา้ นความรู้
การเล่ือนท่ีของวัตถุ และเขียนแผนภาพของแรงท่ีกระทำ�ต่อวัตถุอิสระ
1. เมื่อแรงลัพธ์ท่ีกระทำ�ต่อวัตถุเป็นศูนย์วัตถุ ให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าแรงลัพธ์ที่กระทำ�ต่อวัตถุ 1. สมดลุ กล สมดลุ สถติ สมดลุ จลน์ สมดลุ ตอ่ การเลอ่ื นท่ี
จะอยใู่ นสมดลุ ตอ่ การเลอ่ื นทแ่ี ละเมอ่ื ผลรวม สมดุลต่อการหมุน และโมเมนต์ของแรง จากการ
โมเมนตท์ ก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถเุ ปน็ ศนู ย์ วตั ถจุ ะอยู่ เปน็ ศนู ยจ์ ากนน้ั ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั สมดลุ ตอ่ การเลอ่ื นท่ี ซง่ึ มที ง้ั สมดลุ สถติ และ
ในสมดลุ ต่อการหมนุ สมดลุ จลน์ เขียนผังมโนทัศน์ การอภิปรายร่วมกัน การทำ�
2. ให้นักเรียนทดลอง เพ่ือศึกษาสมดุลของแรงสามแรง จากน้ันให้นักเรียน แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
2. การแสดงแรงที่กระทำ�ต่อวัตถุทำ�ได้โดยการ 2. สมดุลกล การเขียนแผนภาพของแรงที่กระทำ�ต่อ
เขยี นแผนภาพของแรงทก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถอุ สิ ระ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ วตั ถทุ อ่ี ยใู่ นสภาพสมดลุ ตอ่ การเลอ่ื นท่ี แนวแรง
และใชห้ าแรงทก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถทุ อ่ี ยใู่ นสมดลุ กล ทงั้ สามตอ้ งพบกนั ทีจ่ ุดหนงึ่ และแรงลัพธท์ ่ีกระทำ�ต่อวัตถุมีค่าเป็นศนู ย์ วัตถุอิสระ เมื่อวัตถุอยู่ในสมดุลกล จากการทำ�
3. อภิปรายร่วมกันเพ่ือทบทวนความรู้เกี่ยวกับโมเมนต์ โดยให้นักเรียน แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
3. เม่ือมีแรงคู่ควบกระทำ�ต่อวัตถุ แรงลัพธ์ของ 3. แรงคู่ควบ จากการสรุป การทำ�แบบฝึกหัดและ
แรงคู่ควบน้ันจะเป็นศูนย์ ทำ�ให้วัตถุสมดุล ยกตัวอย่างสถานการณ์โมเมนต์ท่ีมีผลต่อการหมุน เช่น การใช้แรงผลัก
ตอ่ การเล่ือนท่ี แต่ไมส่ มดลุ ต่อการหมนุ ประตูท่ีตำ�แหน่งต่างๆ จากนั้นอภิปรายร่วมกันเก่ียวกับการหาโมเมนต์ แบบทดสอบ
ในสถานการณ์ตา่ งๆ ซึง่ เปน็ ไปตามสมการ 4. ผลของแรงคคู่ วบทมี่ ตี อ่ สมดลุ ของวตั ถุ จากการสรปุ
4. เมื่อมีแรงคู่ควบหลายคู่กระทำ�ต่อวัตถุแล้ว
ท�ำ ใหว้ ตั ถสุ มดลุ ตอ่ การหมนุ ผลรวมโมเมนต์ 4. ใหน้ กั เรยี นยกสถานการณเ์ กย่ี วกบั สมดลุ ตอ่ การหมนุ และอภปิ รายรว่ มกนั การทำ�แบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ
ของแรงค่คู วบเปน็ ศูนย์ จนสรปุ ไดว้ ่า วตั ถจุ ะสมดลุ ตอ่ การหมุนเมือ่ ผลรวมโมเมนตเ์ ป็นศนู ย์
ดา้ นทักษะ
ด้านทกั ษะ 5. ให้ความรู้เกี่ยวกับสมดุลกลว่า วัตถุอาจจะอยู่ในสมดุลต่อการเลื่อนท่ีหรือ 1. การสังเกต การวัด การทดลอง การจัดกระทำ�และ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สมดุลต่อการหมุน ในกรณีท่ีวัตถุอยู่ในสมดุลทั้งสองแบบจัดเป็นสมดุล สื่อความหมายข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและ
1. การสังเกต (แรงที่กระทำ�ต่อวัตถุเมื่อวัตถุ สมบูรณ์ ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ

อยูใ่ นสมดุลกล) 6. ยกสถานการณ์เก่ียวกับสมดุลกล และให้นักเรียนเขียนแผนภาพของแรง ภาวะผนู้ �ำ จากการอภปิ รายรว่ มกนั การท�ำ การทดลอง
2. การวดั (การอ่านคา่ แรงจากเครือ่ งชงั่ สปรงิ ) ท่ีกระทำ�ต่อวตั ถุอิสระ อภิปรายรว่ มกันและนำ�เสนอผล และรายงานผลการทดลอง
3. การใช้จำ�นวน (หาแรงและโมเมนต์ของแรง 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ

เม่อื วตั ถุอยู่ในสมดลุ กล) อภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
4. การทดลอง

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟสิ กิ ส์ 109

ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4

แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

5. การจัดกระทำ�และส่ือความหมายข้อมูล 7. ยกตวั อยา่ งสถานการณเ์ กยี่ วกบั แรงคคู่ วบ เชน่ การหมนุ พวงมาลยั รถยนต์ 3. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
(การเขียนเวกเตอร์แทนแรงและการรวม ขณะเลยี้ วโคง้ หรอื การบดิ ลกู บดิ ประตู จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั กับสมดุลกล จากรายงานผลการทดลอง การทำ�
เวกเตอร)์
เกี่ยวกับแรงในการหมุนพวงมาลัยรถยนต์ หรือแรงท่ีใช้บิดลูกบิด และ แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
6. การตีความหมายและลงข้อสรุป (เก่ียวกับ นำ�เสนอผล
สมดุลกลของวัตถุ การอภิปรายเกี่ยวกับ ด้านจิตวิทยาศาสตร์
8. อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ แรงคคู่ วบเกดิ จากแรงสองแรงทม่ี ขี นาดเทา่ กนั 1. ความซ่ือสัตย์และความรอบคอบ จากรายงาน
แรงคู่ควบ) กระทำ�ต่อวัตถใุ นทศิ ทางตรงข้ามและแนวแรงขนานกัน
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 9. ตงั้ ค�ำ ถามเกย่ี วกบั ผลของแรงคคู่ วบทม่ี ตี อ่ สมดลุ ของวตั ถุ จากนน้ั อภปิ ราย ผลการทดลอง
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ 2. ความมุ่งมั่นอดทน จากการทำ�การทดลองและ
รว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ แรงคคู่ วบท�ำ ใหว้ ตั ถสุ มดลุ ตอ่ การเลอ่ื นที่ แตไ่ มส่ มดลุ
(การอภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล) ต่อการหมนุ เน่ืองจากมีโมเมนต์ของแรงคูค่ วบ เป็นไปตามสมการ การอภปิ รายรว่ มกัน
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ด้านจติ วิทยาศาสตร์ โดยมีค่าไม่ขึน้ กับจุดหมนุ
1. ความซ่ือสัตย์ 10. ยกสถานการณเ์ กยี่ วกบั สมดลุ ของวตั ถทุ ม่ี แี รงคคู่ วบกระท�ำ และใหน้ กั เรยี น
2. ความมุ่งมนั่ อดทน
3. ความรอบคอบ เขียนแผนภาพของแรงท่ีกระทำ�ต่อวัตถุอิสระ เพ่ือนำ�มาอธิบายสมดุล
ของวัตถุ จากนั้น อภิปรายร่วมกันจนสรุปได้ว่า เม่ือมีแรงคู่ควบหลายคู่
กระทำ�ต่อวัตถุ แล้วทำ�ให้วัตถุสมดุลต่อการหมุน ผลรวมโมเมนต์ของ
แรงคู่ควบเป็นศนู ย์
11. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับสมดุลกล แรงคู่ควบ
โดยใหน้ กั เรียนรว่ มกันเสนอแนวคิดและหลกั การในการแก้ปัญหา
12. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการนำ�ความรู้เร่ืองสมดุลกลและแรงคู่ควบไปใช้
ประโยชน์ในชีวิตประจำ�วัน
13. ใหน้ กั เรียนสรปุ เพ่ือตรวจสอบความรู้ความเขา้ ใจ

110 ผลการเรยี นร ู้ 9. สงั เกตและอธบิ ายสภาพการเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถุ เมอ่ื แรงทก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถผุ า่ นศนู ยก์ ลางมวลของวตั ถุ และผลของศนู ยถ์ ว่ งทม่ี ตี อ่ เสถยี รภาพของวตั ถุ

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนออกแรงผลักวัตถุที่ตำ�แหน่งท่ีทำ�ให้วัตถุ ด้านความรู้
เลอ่ื นทโ่ี ดยไมห่ มนุ แลว้ ลากเสน้ แนวแรงบนวตั ถนุ น้ั จากนนั้ ท�ำ ซ�ำ้ โดยออก
1. ศนู ยก์ ลางมวลเปน็ จดุ ทเี่ สมอื นเปน็ ทร่ี วมมวล ศูนย์กลางมวล และศูนย์ถ่วงของวัตถุรูปทรงใด ๆ
ของวตั ถทุ ง้ั กอ้ น อาจอยภู่ ายในหรอื ภายนอก แรงหลาย ๆ แนวทท่ี �ำ ใหว้ ตั ถเุ ลอ่ื นทไ่ี ปโดยไมห่ มนุ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ จากการน�ำ เสนอชนิ้ งาน การสรปุ การท�ำ แบบฝกึ หดั
วตั ถกุ ไ็ ด้ เมอ่ื ออกแรงกระท�ำ ผา่ นศนู ยก์ ลางมวล ได้ว่าแนวแรงเหล่านั้นจะมาตัดกันท่ีตำ�แหน่งหนึ่ง โดยให้ความรู้เพ่ิมเติม และแบบทดสอบ

ของวัตถุ ทำ�ให้วัตถุมีการเล่ือนท่ีโดยไม่หมุน วา่ ตำ�แหนง่ น้นั เรยี กว่า ศูนย์กลางมวล ด้านทักษะ
แตถ่ า้ แนวแรงทก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถไุ มผ่ า่ นศนู ยก์ ลาง 2. ให้ความรู้เก่ียวกับวัตถุแข็งเกร็ง ตำ�แหน่งของศูนย์กลางมวลจะอยู่ที่ การสงั เกต การสอ่ื สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื
มวลของวตั ถุ วตั ถจุ ะเกิดการหมุน ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
2. ศนู ยถ์ ว่ งของวตั ถเุ ปน็ จดุ ทเ่ี สมอื นเปน็ ต�ำ แหนง่ ตำ�แหน่งเดิมตลอด ซึ่งอาจอยู่ภายในหรือภายนอกวัตถุก็ได้ เม่ือออกแรง
ทรี่ วมน�้ำ หนกั ของวตั ถุ ถา้ สนามโนม้ ถว่ งมคี า่ กระท�ำ ผา่ นศนู ยก์ ลางมวล วตั ถจุ ะมกี ารเลอื่ นทโี่ ดยไมห่ มนุ แตถ่ า้ แนวแรง และการตีความหมายขอ้ มูลและลงขอ้ สรุป จากการ
ที่กระทำ�ตอ่ วัตถไุ ม่ผา่ นศนู ยก์ ลางมวล วตั ถุจะเกิดการหมุน ท�ำ กจิ กรรมและการอภิปรายร่วมกัน
สมำ่�เสมอศูนย์กลางมวลกับศูนย์ถ่วงจะเป็น 3. ให้นักเรียนทำ�กิจกรรมเก่ียวกับการหาศูนย์ถ่วงของวัตถุ โดยการนำ�วัตถุ
ต�ำ แหนง่ เดียวกัน รปู ทรงใด ๆ มาแขวน จากนน้ั ลากเสน้ ตามแนวเสน้ เชอื ก ท�ำ ซ�้ำ โดยเปลยี่ น ด้านจติ วิทยาศาสตร์
3. ตำ�แหน่งของศูนย์ถ่วงมีผลต่อเสถียรภาพ ตำ�แหน่งท่ีแขวนวัตถุ สังเกต อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าเม่ือเปล่ียน ความอยากรอู้ ยากเหน็ จากการอภปิ รายรว่ มกนั และ
ของวตั ถุ จุดแขวนวัตถุ แนวแรงดึงดูดของโลกท่ีกระทำ�ต่อวัตถุจะตัดกันที่จุดหนึ่ง
ซ่ึงเสมือนว่าน้ำ�หนักรวมของวัตถุทั้งหมดจะอยู่ท่ีจุดตัดของแนวแรง และ การทำ�กจิ กรรม
ด้านทกั ษะ แรงดึงดูดของโลกต้องกระทำ�ผ่านจุดนี้ไม่ว่าจะแขวนวัตถุในตำ�แหน่งใด
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ก็ตาม เรยี กต�ำ แหน่งนวี้ า่ ศูนยถ์ ่วงของวตั ถุ
1. การสังเกต (ตำ�แหน่งของศูนย์กลางมวลและ 4. ให้ความรู้ว่า ในกรณีสนามโน้มถ่วงมีค่าสมำ่�เสมอท่ัวปริมาตรของวัตถุ
ศนู ยก์ ลางมวลกบั ศนู ยถ์ ว่ งจะอยทู่ ตี่ �ำ แหนง่ เดยี วกนั แตถ่ า้ วตั ถมุ ขี นาดใหญ่
ศูนย์ถ่วงของวัตถ)ุ จนทำ�ให้แต่ละส่วนของวัตถุนั้นอยู่ในสนามโน้มถ่วงที่มีค่าไม่สมำ่�เสมอ
2. การตคี วามหมายขอ้ มลู และลงขอ้ สรปุ (จากการ ศนู ยถ์ ่วงและศูนย์กลางมวลจะอยคู่ นละตำ�แหนง่ กนั
ท�ำ กิจกรรม) 5. ให้นักเรียนทำ�กิจกรรมเกี่ยวกับเสถียรภาพของวัตถุ โดยออกแรงกระทำ�
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ต่อวัตถุที่มีความสูงให้วัตถุขยับหมุนหรือเอียงไปจากเดิมเล็กน้อย สังเกต
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ ระดับของศูนย์ถ่วงที่เปล่ียนไปจากเดิม อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่า
หากศูนย์ถ่วงสูงขึ้นกว่าระดับเดิม วัตถุจะอยู่ในสมดุลเสถียร ถ้าศูนย์ถ่วง
(การอภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ ฟสิ กิ ส์ 111

ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ ตำ่�กว่าระดับเดิมวัตถุอยู่ในสมดุลไม่เสถียร และถ้าศูนย์ถ่วงอยู่ระดับเดิม ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4
ความอยากร้อู ยากเห็น วตั ถุจะอยู่ในสมดุลสะเทิน
6. ยกสถานการณ์ เช่น รถบรรทุกผลผลิตทางการเกษตร รถโดยสารสองชั้น แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์ถ่วงของวัตถุกับ
เสถียรภาพของวัตถุ จนสรุปได้ว่า วัตถุที่มีศูนย์ถ่วงตำ่�จะมีเสถียรภาพ
มากกว่าวตั ถุท่ีมศี ูนยถ์ ว่ งสูง
7. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการนำ�ความรู้เร่ืองศูนย์กลางมวลและศูนย์ถ่วง
ไปใชป้ ระโยชน์ในชวี ิตประจำ�วนั
8. ให้นักเรียนสรปุ เพื่อตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ

112 ผลการเรยี นร ู้ 10. วเิ คราะหแ์ ละค�ำ นวณงานของแรงคงตวั จากสมการและพน้ื ทใ่ี ตก้ ราฟความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งแรงกบั ต�ำ แหนง่ รวมทง้ั อธบิ ายและค�ำ นวณก�ำ ลงั เฉลย่ี

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการทบทวนความรู้เก่ียวกับงานในความหมายของ ดา้ นความรู้
วชิ าฟสิ กิ ส์ จากนน้ั ยกตวั อยา่ งเกยี่ วกบั งานในกรณที แี่ รงขนานกบั แนวการ
1. เม่ือมีแรงคงตัวกระทำ�ต่อวัตถุแล้วทำ�ให้วัตถุ เคลอื่ นทแ่ี ละแรงท�ำ มมุ กบั แนวการเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถุ แลว้ ตง้ั ค�ำ ถามวา่ งาน งานและกำ�ลัง จากการสรุป การทำ�แบบฝึกหัดและ
เคลื่อนที่จะเกิดงาน โดยหางานได้จากความ ในกรณที งั้ สองมคี า่ แตกตา่ งกนั หรอื ไMม่ อยา่ Fงไlร ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั แบบทดสอบ
สมั พนั ธร์ ะหวา่ งขนาดของแรงและขนาดของ และนำ�เสนอผล
การกระจัดในแนวเดียวกันหรือหาได้จาก ดา้ นทกั ษะ
พ้ืนทใี่ ต้กราฟระหวา่ งแรงและการกระจัด 2. ให้ความรู้และอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับการหางานเน่ืองจากแรงคงตัว 1. การสอ่ื สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื ความรว่ มมอื
ทก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถใุ หเ้ คลอ่ื นทใ่ี นแนวตรMง จนสFรlปุ ไดค้ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งงาน การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ� การตีความหมาย
2. งานท่ีทำ�ในหนึ่งหน่วยเวลาเป็นปริมาณท่ี
บ่งบอกกำ�ลัง กบั แรงและการกระจัดท่อี ยใู่ นแนวเดยี วกนั ตามสมการ ข้อมูลและลงข้อสรุป จากการอภิปรายร่วมกันและ
การนำ�เสนอผล
ด้านทักษะ W M= FFxlcos 2. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กับงานและกำ�ลัง จากการทำ�แบบฝึกหัดและ
1. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 3. ให้ความรู้และอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับการหางานจากพื้นท่ีใต้กราฟ แบบทดสอบ

(การหางานจากพ้นื ท่ใี ตก้ ราฟ) คในวแานมวสเัมดพียวันกธนั ์ร)ะหว่างแรงกับกาMรPกavระ=จFัดWl t(โดยแรงและการกระจัดอยู่ ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
2. การใช้จำ�นวน (หางานจากสมการหรือ ความอยากรูอ้ ยากเห็น จากการอภิปรายร่วมกัน
4. ยกสถานการณก์ ารท�ำ งานทมี่ ปี รมิ าณงานเทา่ กนั แตใ่ ชเ้ วลาตา่ งกนั จากนนั้
พื้นทีใ่ ตก้ ราฟ)
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ให้ความรู้เรื่อง กำ�ลัง อภิปราWยร=่วมFกันx จc1oนmsสvรุ2ปได้ความสัมพันธ์ระหว่าง
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ ก�ำ ลังเฉลยี่ กบั งานและเวลา ตามสEมkกา=ร 2

(การอภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล) PEɑavEvpsp==W1m2t gkhs 2
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
5. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั งานและก�ำ ลงั เนอ่ื งจาก
ด้านจติ วิทยาศาสตร์
ความอยากร้อู ยากเห็น

แรงคงตัว โ ดย ใ ห้ นั ก เ รี ยนร่ว มEEกk ั น=เ สE1นkm+อvแE2นp ว คิ ด แ ล ะห ลั ก ก าร ใ น ก า ร
แกป้ ัญหา 2

6. ให้นกั เรียนสรปุ เพื่อตรวจสอบควEาpมร=คู้ mวาgมhเขา้ ใจ

E W 1 1 sm2v 2
2 2k
p s

E  Ek + Ep

ฟสิ ิกส์ 113

ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4

ผลการเรยี นรู้ 11. อธิบายและค�ำ นวณพลังงานจลน์ พลงั งานศกั ย์ พลังงานกล ทดลองหาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งงานกับพลงั งานจลน์ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งงาน
กบั พลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วง ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งขนาดของแรงท่ใี ช้ดึงสปรงิ กับระยะทีส่ ปรงิ ยดื ออกและความสัมพนั ธ์ระหว่างงานกบั
พลังงานศักยย์ ืดหยุ่น รวมทง้ั อธิบายความสมั พนั ธ์ระหวา่ งงานของแรงลัพธแ์ ละพลังงานจลน์ และคำ�นวณงานที่เกดิ ข้ึนจากแรงลพั ธ์

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี นโดยใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั ความหมายและทม่ี าของพลงั งานจลน์ ด้านความรู้
พลงั งานศกั ยโ์ นม้ ถว่ ง พลงั งานศกั ยย์ ดื หยนุ่ และพลงั งานกล จากนน้ั รว่ มกนั
1. พลังงานจลน์เป็นพลังงานของวัตถุที่กำ�ลัง อภปิ รายจนสรุปไดค้ วามสัมพันธ์ ตามสมการ พลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานศักย์
เคลอ่ื นท่ี พลงั งานศกั ยเ์ ปน็ พลงั งานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ยืดหยุ่น พลังงานกลและความสัมพันธ์ระหว่างงาน
S ของแรงลัพธ์กับพลังงานจลน์ จากการสรุป การทำ�
กบั ต�ำ แหนง่ หรอื รปู รา่ งของวตั ถุ ผลรวมของ แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
พลังงานจลน์และพลังงานศักย์เรียกว่า 2. ให้นักเรียนทดลองเพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างงานของแรงลัพธ์และ
พลงั งานจลน์ จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดค้ วามสมั พนั ธ์ ด้านทักษะ
พลงั งานกล ตามสมการ 1. การวดั การทดลอง การจดั กระท�ำ และสอื่ ความหมาย
2. งานและพลงั งานมคี วามสมั พนั ธก์ นั โดยงาน ข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
ทท่ี �ำ มผี ลท�ำ ใหว้ ตั ถมุ กี ารเปลย่ี นแปลงพลงั งาน ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
จลน์ พลงั งานศกั ยโ์ นม้ ถว่ ง หรอื พลงั งานศกั ย์ จากการอภิปรายร่วมกันการทำ�การทดลอง และ
รายงานผลการทดลอง
ยดื หยุน่ 2. การส่อื สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทันสื่อ จากการ
(ในกรณที ี่วตั ถเุ ริม่ เคลื่อนที่จากหยดุ นิ่ง และ เป็นงานของแรงลัพธ)์ อภปิ รายและนำ�เสนอผล
ดา้ นทักษะ 3. ใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3. อภิปรายร่วมกันเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างงานของแรงลัพธ์กับการ พลงั งานกล ไดแ้ ก่ พลงั งานจลน์ พลงั งานศกั ยโ์ นม้ ถว่ ง
1. การวดั (ระยะหา่ งระหวา่ งจดุ บนแถบกระดาษ และพลงั งานศกั ยย์ ดื หยนุ่ จากการท�ำ แบบฝกึ หดั และ
และคา่ ทีอ่ า่ นไดจ้ ากเครอื่ งช่ังสปริง) เปล่ียนแปลงพลังงานจลน์ จนสรปุ ไดv้ทฤษuฎีบทaงtาน-พลงั งานจลน์ ดงั นี้
2. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั แบบทดสอบ
พลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วงและ x  u  v  t
2  ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
พลงั งานศกั ย์ยืดหยุ่น) ความซ่ือสัตย์และความรอบคอบ จากรายงานผล
3. การทดลอง ( เป็นงานขxอง=แรuงtลัพธ1)์ at 2
4. การจัดกระทำ�และส่ือความหมายข้อมูล 2 การทดลอง

(การเขียนกราฟความสัมพันธ์ที่เก่ียวข้อง
กบั แรง งานและพลังงาน)

v2 = u2  2ax

114 การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

5. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 4. ให้นักเรียนทดลอง เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างงานและ 2. ความมงุ่ มนั่ อดทน จากการทดลองและการอภปิ ราย
(การสรปุ ผลการทดลอง) พลังงานศักย์โน้มถ่วง จากนั้นให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน จนสรุป รว่ มกนั
ไดค้ วามสัมพันธต์ ามสมการ
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ ( เปน็ งานของแรงทใ่ี ชด้ ึงมวลให้เปลี่ยนระดบั ดว้ ยอัตราเรว็ สม่ำ�เสมอ)
5. ให้นักเรียนทดลองเพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของแรงท่ีใช้
(การอภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ ดงึ สปรงิ และระยะทางทสี่ ปรงิ ยดื ออก จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั
เกย่ี วกบั งานและพลงั งานศกั ยย์ ดื หยนุ่ จนสรปุ ไดค้ วามสมั พนั ธ์ ตามสมการ
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. ความซ่อื สัตย์ และ
2. ความมุ่งมัน่ อดทน
3. ความรอบคอบ ( เป็นงานของแรงท่ีใช้ดึงสปริงออกเป็นระยะ ด้วยอัตราเร็ว
สม�ำ่ เสมอ)

6. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั ความหมายของแรงอนรุ กั ษ์ เชน่ แรงโนม้ ถว่ ง แรงสปรงิ
อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ แรงอนรุ กั ษเ์ ปน็ แรงทท่ี �ำ ใหเ้ กดิ งานทไ่ี มข่ น้ึ กบั

เสน้ ทางการเคล่อื นท่ี
7. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับงานและพลังงาน

โดยใหน้ ักเรียนรว่ มกันเสนอแนวคิดและหลกั การในการแกป้ ัญหา
8. ให้นักเรียนสรุป เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ

ฟิสิกส์

ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4

ผลการเรยี นร ู้ 12. อธบิ ายกฎการอนรุ กั ษพ์ ลงั งานกล รวมทง้ั วเิ คราะหแ์ ละค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถใุ นสถานการณต์ า่ ง ๆ 115
โดยใชก้ ฎการอนรุ กั ษพ์ ลงั งานกล

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เก่ียวกับกฎการอนุรักษ์ ด้านความรู้
พลังงานกล เช่น การปล่อยวัตถุที่ความสูงต่างกัน แล้วต้ังคำ�ถามว่า
1. เม่ือแรงท่ีกระทำ�ต่อวัตถุเป็นแรงอนุรักษ์ พลังงานจลน์และพลังงานศักย์ของวัตถุท่ีตำ�แหน่งต่าง ๆ เปล่ียนแปลง กฎการอนุรักษ์พลังงานกล จากการสรุป การเขียน
ผลรวมของพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ อย่างไรให้นักเรียนอภปิ รายร่วมกนั และนำ�เสนอผล ผังมโนทัศน์ การทำ�แบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
ของวัตถุที่ตำ�แหน่งใด ๆ มีค่าคงตัว เป็นไป
ตามกฎการอนรุ ักษ์พลงั งานกล 2. นำ�แถบกระดาษที่ดึงผ่านเครื่องเคาะสัญญาณเวลาจากการปล่อยวัตถุ ดา้ นทกั ษะ
ตกแบบเสรมี าวเิ คราะห์ เพอ่ื ค�ำ นวณพลงั งานศกั ยโ์ นม้ ถว่ งและพลงั งานจลน์ 1. การสอ่ื สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื ความรว่ มมอื
2. การใช้กฎการอนุรักษ์พลังงานกล อธิบาย ของวัตถุท่ีตำ�แหน่งต่าง ๆ และอภิปรายร่วมกันจนสรุปได้ว่า ผลรวมของ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ� การวัด และการ
ปริมาณที่เก่ียวข้องกับการเคล่ือนท่ีของวัตถุ ตคี วามหมายขอ้ มลู และลงขอ้ สรปุ จากการสรปุ การท�ำ
ในสถานการณ์ต่าง ๆ พลงั งานศกั ย์โนม้ ถ่วงและพลังงานจลนม์ คี ่าคงตัว กจิ กรรมและบันทึกผลการทำ�กจิ กรรม
3. ทบทวนความรเู้ กยี่ วกบั แรงอนรุ กั ษ์ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ เมอ่ื แรง 2. ใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
ดา้ นทักษะ ทก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถเุ ปน็ แรงอนรุ กั ษ์ ผลรวมของพลงั งานศกั ย์ และพลงั งานจลน์ การเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยใช้กฎการอนุรักษ์
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ของวตั ถทุ ต่ี �ำ แหนง่ ใด ๆ จะมคี า่ คงตวั เปน็ ไปตามกฎการอนรุ กั ษพ์ ลงั งานกล พลังงานกล จากบันทึกผลการทำ�กิจกรรม การทำ�
1. การวดั (ระยะหา่ งระหวา่ งจดุ บนแถบกระดาษ) 4. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การเคลอื่ นทข่ี องวตั ถุ
2. การใชจ้ �ำ นวน (ค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง แบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
กบั การเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถใุ นสถานการณต์ า่ ง ๆ ในสถานการณต์ า่ ง ๆ โดยใชก้ ฎการอนรุ กั ษพ์ ลงั งานกล โดยใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั
จากสมการ) เสนอแนวคดิ และหลักการในการแกป้ ัญหา ด้านจิตวิทยาศาสตร์
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 5. ใหน้ กั เรียนสรปุ เพ่ือตรวจสอบความรูค้ วามเขา้ ใจ ความอยากรอู้ ยากเห็น จากการอภปิ รายร่วมกัน

(วเิ คราะหจ์ ากแถบกระดาษ)
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ

(การอภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
ความอยากรอู้ ยากเหน็

116 ผลการเรยี นรู้ 13. อธบิ ายการท�ำ งาน ประสทิ ธภิ าพและการไดเ้ ปรยี บเชงิ กลของเครอ่ื งกลอยา่ งงา่ ยบางชนดิ โดยใชค้ วามรเู้ รอ่ื งงานและสมดลุ กล

รวมทง้ั ค�ำ นวณประสทิ ธภิ าพและการไดเ้ ปรยี บเชงิ กล

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการอภปิ รายรว่ มกนั เพอ่ื ทบทวนเกย่ี วกบั การทำ�งาน ดา้ นความรู้
ของเครอ่ื งกลอยา่ งงา่ ยบางชนดิ ทใ่ี ชค้ วามรเู้ กยี่ วกบั งานและโมเมนต์ และ
1. หลกั การท�ำ งานของเครอ่ื งกลอยา่ งงา่ ยบางชนดิ จากน้ันให้นักเรียนยกตัวอย่างเครื่องกลอย่างง่ายที่ใช้ความรู้เก่ียวกับงาน หลักการทำ�งานของเครื่องกลอย่างง่ายและ
อาศัยความรู้เกี่ยวกบั งานและสมดลุ กล และโมเมนตใ์ นการอธิบาย ประสิทธิภาพของเครื่องกลอย่างง่ายโดยใช้ความรู้
2. รอ้ ยละของอตั ราสว่ นระหวา่ งงานทไี่ ดต้ อ่ งาน
2. ให้ความรู้เก่ียวกับการใช้สมการอธิบายการทำ�งานของเคร่ืองกล โดยใช้ เรื่องงาน จากการสรุป การทำ�แบบฝึกหัดและ
ท่ีให้แก่เครื่องกล เรียกว่า ประสิทธิภาพของ หลักของงานและสมดุลกล กรณีท่ีไม่มีแรงเสียดทาน แต่ในความเป็นจริง แบบทดสอบ
เคร่ืองกลอย่างง่าย จะมีแรงเสียดทานหรือแรงต้านเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ทำ�ให้งานท่ีได้จาก
3. อตั ราสว่ นระหวา่ งแรงทไ่ี ดก้ บั แรงทใ่ี ห้ เรยี กวา่ เครอ่ื งกลนอ้ ยกว่างานท่ีให้แกเ่ คร่อื งกล ดา้ นทักษะ
การได้เปรียบเชิงกลของเคร่ืองกล ซึ่งเป็น 1. การใชจ้ �ำ นวน จากการท�ำ แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
ปริมาณท่ีบ่งบอกถึงการผ่อนแรงหรือการ 3. ให้ความรู้เก่ียวกับอัตราส่วนระหว่างงานท่ีได้รับจากเคร่ืองกลกับงานท่ีให้ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
อำ�นวยความสะดวกของเครื่องกลชนิดนน้ั กบั เครอื่ งกล ซง่ึ เรยี กวา่ ประสทิ ธภิ าพของเครอ่ื งกล จากนนั้ ยกสถานการณ์
การหาประสทิ ธภิ าพของเครอื่ งกลบางชนดิ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ อภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
ดา้ นทักษะ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การบอกคา่ ของประสทิ ธภิ าพของเครอ่ื งกลบอกเปน็ รอ้ ยละของอตั ราสว่ น ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
การใช้จำ�นวน (ประสิทธิภาพและการได้ ระหวา่ งงานทไ่ี ดต้ อ่ งานทใ่ี หแ้ กเ่ ครอ่ื งกล และมคี า่ นอ้ ยกวา่ 100 ตามสมการ ความอยากรอู้ ยากเหน็ ความรอบคอบ และความมงุ่ มน่ั
อดทน จากการอภิปรายร่วมกัน
เปรยี บเชงิ กล)
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 x
การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
4. ตั้งคำ�ถามเก่ียวกับประสิทธิภาพของเคร่ืองกลอย่างง่ายในชีวิตประจำ�วัน
(การอภิปรายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล) จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายร่วมกนั และนำ�เสนอผล

ด้านจติ วิทยาศาสตร์ 5. ยกตวั อยา่ งเกย่ี วกบั การค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ประสทิ ธภิ าพ
1. ความอยากรูอ้ ยากเห็น ของเครื่องกลอย่างง่าย โดยให้นักเรียนร่วมกันเสนอแนวคิดและหลักการ
2. ความมงุ่ ม่ันอดทน ในการแก้ปัญหา
3. ความรอบคอบ

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ ฟสิ ิกส์ 117

6. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั การไดเ้ ปรยี บเชงิ กลวา่ เปน็ ปรมิ าณทไ่ี ดจ้ ากการเปรยี บเทยี บ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4
ขนาดของแรงที่ได้จากเคร่ืองกลกับปริมาณของแรงที่กระทำ�ต่อเคร่ืองกล
แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ การไดเ้ ปรยี บเชงิ กล มคี วามสมั พนั ธ์
ตามสมการ

out
in


ในกรณีทเ่ี คร่อื งกลมปี ระสทิ ธภิ าพ 100%

out in

in out

จากนั้นให้นักเรียนยกตัวอย่างเคร่ืองกลอย่างง่ายท่ีสามารถผ่อนแรงหรือ
อ�ำ นวยความสะดวกในการท�ำ งาน โดยพจิ ารณาจากคา่ การไดเ้ ปรยี บเชงิ กล

7. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับเคร่ืองกลอย่างง่าย
และการไดเ้ ปรยี บเชงิ กล โดยใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนวคดิ และหลกั การ
ในการแก้ปัญหา

8. ให้นักเรยี นสรปุ เพอื่ ตรวจสอบความรูค้ วามเข้าใจ

118 ผลการเรยี นร ู้ 14. อธบิ ายและค�ำ นวณโมเมนตมั ของวตั ถุ และการดลจากสมการและพน้ื ทใ่ี ตก้ ราฟความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งแรงลพั ธก์ บั เวลา
รวมทง้ั อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งแรงดลกบั โมเมนตมั

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนปล่อยวัตถุมวลต่างกันให้ตกกระทบมือ ด้านความรู้

1. โมเมนตัมเป็นปริมาณท่ีอธิบายการเคลื่อนที่ จากระดับความสงู เดยี วกัน และปลอ่ ยวัตถชุ ้นิ เดียวกันจากระดับความสูง 1. แรงทใี่ ชใ้ นการหยดุ วตั ถทุ มี่ โี มเมนตมั ตา่ งกนั จากการ
ของวัตถุ สำ�หรับวัตถุหน่ึงโมเมนตัมมีค่า อภิปรายร่วมกนั
ขึ้นกับมวลและความเร็ว ต่างกันให้กระทบมือ เปรียบเทียบแรงท่ีใช้ในการหยุดวัตถุในแต่ละกรณี
2. ผลของแรงลพั ธ์ท่ีมีตอ่ การดลของวตั ถุ จากการสรุป
2. แรงลัพธ์ท่ีกระทำ�ต่อวัตถุจะทำ�ให้โมเมนตัม อภปิ รายรว่ มกนั และนำ�เสนอผล การทำ�แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
ของวัตถุเปล่ียนแปลง โดยแรงลัพธ์ท่ีกระทำ�
ตอ่ วตั ถใุ นเวลาสนั้  ๆ เรยี กวา่ แรงดล ซง่ึ หาได้ 2. ให้ความรู้เกี่ยวกับโมเมนตัมของวัตถุว่าเป็นปริมาณของการเคล่ือนท่ี ด้านทกั ษะ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ การตี
จากอตั ราการเปลี่ยนโมเมนตมั ของวัตถุ ของวตั ถุ มีความสัมพันธก์ ับมpวล=แลmะคvวามเร็วตามสมการ ความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จากการอภิปราย
3. การดลเปน็ ปรมิ าณทบ่ี ง่ บอกการเปลย่ี นแปลง
โมเมนตมั ของวตั ถุ มคี วามสมั พนั ธก์ บั แรงดล กขรให่วอร้นมะงวักกทตั เันำ�รถตเียุก่อตน่ียวาใวมัชตกส้กถับมฎุจกกะกาามารรรีคเเควคiาลลn1มื่่ืออinสFนนp1inัมiททp1F==พ่ีขี่ขiFp=ัน้อ=อmiทธ=ง=mpt์วvก่ีสัตัmอบpvtถงอptvขุจัตอนรงสานกริวุปาตรไันเดปว้วิเล่าค่ียรผนาละแขหปอ์แลงลงแะโมรองเภมลิปัพนรตธา์ทัมย่ี ร่วมกันและการนำ�เสนอผล
และเวลา และหาไดจ้ ากพน้ื ทใี่ ตก้ ราฟระหวา่ ง 3. 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั

แรงลพั ธ์กับเวลา  โมเมนตัมของวัตถุ แรงดล การดลทั้งการใช้สมการ
และพน้ื ทใ่ี ตก้ ราฟ จากแบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
ดา้ นทกั ษะ ใมโใหใสหนมหมีครค้กเ้นือกวมวรัหากานาณมรเามรตสกีทรียัมมัา่แีเู้ นรกขพรดใย่ีองันชลวลงธ้คกจพัว์กวบาััตธบักาiกถ์ทnมกพา1ุว่ีกiาสรนื้nิเFรร1iดคัมทnะเiลF1รพปทIใ่ีวาiตFiลันำ�nIา่ะI1้กย่ีiตธหเIรน่อ์Fปรt์แาแะวน็iฟลัตi=หปtคnระถ1ixวลtวiะnmอnใุ่างา1Fห1นiภโงมnmpvtiFมวช1แFิปสmา่2เui่วรviFมัรมงงงx2าแvพiนเลtยtวร2นัตmัพลงรtมัtธลธ่าวmvร์ตtสพั์กม1ะmาvัน้ับกธหม1 ์กvันอๆวสบั1ัาต่จมเงเรรนกวแยีาสลารกกรงราาวดุปร่าลไเกแดปบัร้วลง่าเี่ยวดนลลกาแาปรตดาลมลง
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4. ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป (โดย ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
 
อาศัยความรจู้ ากกฎการเคลื่อนท่ขี องนวิ ตนั ) อภิปรายร่วมกัน
2. การใช้จำ�นวน (ปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับ

โมเมนตมั ของวตั ถุ การดล และแรงดล) 5.
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21
การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ

(การอภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล)

 n  vyxt uyxmuxvat2uytxtm v
Fi 1


i 1

yvyy vyuuyxyuuuyyya2vu1yyvtxatyvtyyt t


การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟิสกิ ส์ 119

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ 6. ยกสถานการณเ์ กย่ี วกบั โมเมนตมั การดล และแรงดลทพ่ี บในชวี ติ ประจ�ำ วนั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
1. ความอยากรู้อยากเห็น จากนัน้ ให้นกั เรียนอภิปรายร่วมกันและนำ�เสนอผล
2. ความรอบคอบ 7. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วกบั โมเมนตมั ของวตั ถุ การดล แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
และแรงดล โดยใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนวคดิ และหลกั การในการแกป้ ญั หา
8. ใหน้ กั เรยี นสรุป เพอื่ ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ

120 ผลการเรยี นร ู้ 15. ทดลอง อธบิ ายและค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วกบั การชนของวตั ถใุ นหนง่ึ มติ ทิ ง้ั แบบยดื หยนุ่ ไมย่ ดื หยนุ่ และการดดี ตวั แยกจากกนั ในหนง่ึ มติ ิ
ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎการอนรุ กั ษโ์ มเมนตมั

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยยกตัวอย่างและอภิปรายเก่ียวกับการชนที่เกิดข้ึน ดา้ นความรู้
ในชวี ติ ประจำ�วนั
1. การชนกนั ของวตั ถแุ ละการดดี ตวั แยกจากกนั การชนของวตั ถใุ นแนวตรงในแนวตรงทง้ั แบบยดื หยนุ่
ของวัตถุในแนวตรง เมื่อไม่มีแรงภายนอก 2. อภิปรายร่วมกันเพื่อทบทวนความรู้เก่ียวกับโมเมนตัมและพลังงานจลน์ ไม่ยืดหยุ่น และการดีดตัวแยกจากกันของวัตถุ
จากน้ัน ให้นักเรียนทดลอง เพ่ือศึกษาการชนของวัตถุในหนึ่งมิติท้ังแบบ
กระทำ� โมเมนตัมรวมของระบบมีค่าคงตัว ยืดหยุ่น ไม่ยืดหยุ่น และการดีดตัวแยกจากกันของวัตถุ จากน้ันอภิปราย เม่ือไม่มีแรงภายนอกกระทำ� และกฎการอนุรักษ์
ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎการอนุรกั ษโ์ มเมนตมั ร่วมกัน จนสรุปไดว้ ่าเมอื่ ไม่มแี รงภายนอกกระทำ�ตอ่ วตั ถุ การชนทุกแบบ โมเมนตมั จากการอภปิ รายรว่ มกนั การสรปุ การท�ำ
2. การชนท่ีพลังงานจลน์รวมของระบบคงตัว และการดีดตัวแยกจากกันของวัตถุเป็นไปตามกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
เปน็ การชนแบบยดื หยนุ่ สว่ นการชนทพ่ี ลงั งาน สำ�หรับการชนแบบยืดหยุ่นผลรวมพลังงานจลน์ของระบบมีค่าคงตัว
จลน์รวมของระบบไม่คงตัวเป็นการชนแบบ แต่การชนแบบไม่ยดื หยนุ่ ผลรวมพลังงานจลนข์ องระบบมคี ่าไมค่ งตวั ด้านทักษะ
ไม่ยดื หยุ่น 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
3. ยกสถานการณ์เก่ียวกับกฎการอนุรักษ์โมเมนตัมในหนึ่งมิติที่พบ
ดา้ นทกั ษะ ในชีวติ ประจำ�วนั จากนน้ั ใหน้ ักเรียนอภปิ รายรว่ มกนั และนำ�เสนอผล ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ภาวะผนู้ �ำ จากการอภปิ รายรว่ มกนั การท�ำ การทดลอง
1. การวดั (ระยะหา่ งระหวา่ งจดุ บนแถบกระดาษ) 4. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการชนของวัตถุและ และรายงานผลการทดลอง
2. การใช้จำ�นวน (ผลรวมโมเมนตัมก่อนและ การดีดตัวแยกจากกันของวัตถุในหนึ่งมิติเมื่อไม่มีแรงภายนอกกระทำ� 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จาก
โดยให้นักเรียนรว่ มกันเสนอแนวคิดและหลกั การในการแก้ปัญหา การนำ�เสนอผล
หลังชนและผลรวมของพลังงานจลน์ก่อน 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
และหลงั ชน) 5. ใหน้ ักเรียนสรปุ เพือ่ ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ การชนของวัตถุและการดีดตัวแยกจากกันของวัตถุ
3. การทดลอง เม่ือไมม่ ีแรงภายนอกกระทำ� จากการทำ�แบบฝึกหัด
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป และแบบทดสอบ
(จากผลการทดลอง)
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ 1. ความซ่ือสัตย์ ความรอบคอบ จากรายงานผลการ
(การอภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ ทดลอง
2. ความมุ่งมั่นอดทนและความอยากรู้อยากเห็น

จากการทำ�การทดลองและการอภปิ รายร่วมกัน

การวิเคราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟสิ ิกส์ 121

ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
1. ความซอ่ื สัตย์
2. ความมุ่งมั่นอดทน แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
3. ความรอบคอบ
4. ความอยากรอู้ ยากเหน็

122 ผลการเรยี นรู้ p = mv
16. อธบิ าย วเิ คราะห์ และค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง pๆ ท=pเ่ี กmย่ี=vวขmอ้ vงกบั การเคลอ่ื นทแ่ี บบโพรเจกไทล์ และทดลองการเคลอ่ื นทแ่ี บบโพรเจกไทล์

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ 1. อคแใกใใจใโนพหหหนนภานวำ�้้น้นรรคแาเสปิวขเเมักวันกรรคจร้าเาุปเเะาวกลรรรสมยดไร่งไ่อืียียู่บดทรรโาับนนนนู้ว่้ววบทลขทอมา่่ทาม้ ์ทเอซเ่ีภกรถดกป่ีมกงงึ่ียนัิปi่วลาน็nมวีาคงนเร1รอัตรกแีคขวเาFงเคถยี่นiวiอายโคnniiลาวุiดทมเวง1nรแ1iลnIพ1มnก่ือโโ่วย1่ีเกF1นFื่อลคFรสบั่ืนอมสำF�iFวกiน็i้งวiiัมศกiทกลnาiInIiทnIiคท1nพ1แIา1ึกัtนธแี่ัง=1างรล่ีแเิษนัตFบFFเpงiFตpคกกะบnกธiาบiกii1ัรtวลtน่ียt=t====ค์ต=บmาาโะpื่อtวFixำ�พiiราวรinโจสnmnmnกเน1v1มพiโาจ1รส1ดั่mวยัpบpmมttทm2FสFเvvัดpรนpแtนFtจFนแviสมiี่แเกลuอvกใviจi2น2วัมกบาะนtผไ2x2กัตmวารพทคบtลแไtรกเถtวลmันทรโนmvาุtใาtพ์เียธm1ลmวvหรปมvน์รก1์เดป้เน็เ1คvvเราคร่ิงรจว1ลว1็รู้มละิถกข่ืเอ่ืีอคกคโีไอนคทนอวลงทง้าลบื่อทวพ่ีแมตั์นี่ดแลาอเถ้ทวบรระภทุ ย่ี่าใงบสิปนเ่ีโกคคาโบรแาพงเลลหารตนอร่ื ายเตัววเคนรจุซทดลท่วก่ึิ่งง่ีทื่อมแี่ แเไำ�ปนบกทลใ็ับทนนหละี่์ ้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 2. ด้านความรู้

1. การเคลอ่ื นทแ่ี บบโพรเจกไทลเ์ ปน็ การเคลอ่ื นท่ี  3. การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ ในกรณีที่วัตถุมี
ของวตั ถใุ นสองมติ ิ โดยแนวการเคลอื่ นทเี่ ปน็ ความเร็วต้นในแนวราบและทำ�มุมกับแนวราบ
4. โดยสังเกตจากการอภิปรายร่วมกัน และการ
วถิ โี คง้ พาราโบลา และการเคลอ่ื นทใ่ี นแนวราบ วเิ คราะห์
มคี วามเรว็ คงตวั สว่ นการเคลือ่ นท่ใี นแนวดง่ิ แนวระดบั vyxxxuuyxtuuxaxtxytt
ด้านทักษะ
เปน็ การเคล่อื นทดี่ ว้ ยความเร่งคงตวั แนวด่งิ 1. การวดั การทดลอง การจดั กระท�ำ และสอื่ ความหมาย
2. ในกรณีการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ใน
สนามโน้มถ่วงของโลก การเคล่ือนที่ในแนว ข้อมูล การตีความหมายขอ้ มลู และลงขอ้ สรุป ความ
ร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ� จากการ
ดิ่งเปน็ การเคล่อื นที่แบบเสร ี อภิปรายรว่ มกนั และรายงานผลการทดลอง
2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
ด้านทกั ษะ อภิปรายร่วมกนั และนำ�เสนอผล
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั
1. การวัด (ระยะในแนวดิ่งที่วตั ถุเคลือ่ นทไ่ี ด้)
2. การทดลอง

3. การจัดกระทำ�และสื่อความหมายข้อมูล yyvvyy2yyyyyyvyuyvvvvvvyyyuuy2yy2y2y2tuuyyuuy2yuuyyyuuuu2ututtutuuyy12yyyyyay2y2vy2y2222ay22y1212taa1a2v1v2ya2v2ayvtayyyyt2t2taay2ayyayytttayayyyt2t2yttyytt22yy yy การเคลื่อนท่ีแบบโพรเจกไทล์ จากแบบฝึกหัดและ
(เขยี นกราฟจากขอ้ มลู การเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถ)ุ แบบทดสอบ
5. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการเคลื่อนท่ีแบบ
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป โพรเจกไทล์ทั้งในกรณีท่ีวัตถุมีความเร็วต้นในแนวราบและทำ�มุมกับ ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
(การสรปุ ผลการทดลอง) แนวราบ โดยใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนวคดิ และหลกั การในการแกป้ ญั หา 1. ความซ่ือสัตย์และความรอบคอบ จากรายงานผล

5. การใช้จำ�นวน (ปริมาณที่เกี่ยวข้องกับการ การทดลอง
เคล่อื นทแ่ี บบโพรเจกไทล)์ 2. ความมุ่งมั่นอดทนและความอยากรู้อยากเห็น
จากการทดลอง และการอภิปรายร่วมกัน
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ

(การอภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

6. ให้นักเรียนสรุป เพ่อื ตรวจสอบความร้คู วามเข้าใจ

การวิเคราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟสิ ิกส์ 123

ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
1. ความซอ่ื สัตย์
2. ความมุ่งมั่นอดทน แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
3. ความรอบคอบ
4. ความอยากรอู้ ยากเหน็

124 ผลการเรียนรู้ 17. ทดลองและอธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งแรงสศู่ ูนย์กลาง รศั มีของการเคลอ่ื นท่ี อัตราเร็วเชิงเสน้ อัตราเรว็ เชงิ มมุ และมวลของวัตถุในการเคลือ่ นที่
แบบวงกลมในระนาบระดบั รวมท้งั ค�ำ นวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่ีเกยี่ วข้อง และประยุกต์ใช้ความรู้การเคล่ือนทีแ่ บบวงกลมในการอธิบาย
การโคจรของดาวเทยี ม

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการสาธิตการเคลื่อนท่ีเป็นวงกลมของวัตถุ นำ�วัตถุ ดา้ นความรู้
ผูกกับเชือกแล้วเหวี่ยงวัตถุให้เคล่ือนที่เป็นวงกลมในระนาบระดับ
1. วัตถุท่ีเคลื่อนท่ีแบบวงกลม จะมีแรงกระทำ� การเคล่ือนที่แบบวงกลมในระนาบระดับด้วย
ในทิศทางเข้าสู่ศูนย์กลาง ซ่ึงมคี วามสัมพันธ์ ให้นักเรียนสังเกตแนวการเคลื่อนท่ีของวัตถุและแรงดึงในเส้นเชือก อตั ราเรว็ คงตวั จากการอภปิ รายรว่ มกนั และการเขยี น
กับมวล อตั ราเรว็ และรศั มกี ารเคล่อื นที่ของ เมอื่ เหวยี่ งวตั ถดุ ว้ ยอตั ราเรว็ ทแี่ ตกตา่ งกนั จากนนั้ อภปิ รายรว่ มกนั เกยี่ วกบั
วัตถุ แรงที่กระทำ�ตอ่ วัตถแุ ละทศิ ทางของความเรว็ ของวตั ถุและนำ�เสนอผล ผังมโนทศั น์
2. ใหค้ วามรูเ้ กยี่ วกบั แรงสู่ศนู ยก์ ลาง ความเรง่ สศู่ นู ยก์ ลาง คาบ ความถี่และ
2. การโคจรของดาวเทยี มอธบิ ายไดโ้ ดยใชค้ วามรู้ อตั ราเรว็ ของวตั ถทุ เี่ คลอื่ นทแ่ี บบวงกลมในระนาบระดบั ดว้ ยอตั ราเรว็ คงตวั ดา้ นทกั ษะ
เกี่ยวกบั การเคล่อื นที่แบบวงกลม 1. การวดั การทดลอง การจดั กระท�ำ และสอ่ื ความหมาย
3. ใวหเิ ค้นรักาเะรหียผ์ นFลทcกด=าลรทอmงดrvล2เพองื่อแศลึกะษอาภกปิ ารราเยครลว่ ่ือมนกทนั ่ีแจบนบสวรงปุ กไลดมว้ ขา่ อแงรวงัตสถศู่ ุนู จยาก์ กลนา้ันง
ด้านทักษะ ข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ รัศมีของการเคลื่อนที่ อัตราเร็วและมวลของวัตถุ ในการเคลื่อนที่ ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
1. การวดั (คาบการแกวง่ ของวตั ถ)ุ แบบวงกลม มีความสมั พนั ธ์ ตามสมการ จากการอภปิ รายรว่ มกนั และรายงานผลการทดลอง
2. การทดลอง 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
3. การใช้จำ�นวน (ปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง Fc  m2r
อภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
กบั การเคล่อื นทีแ่ บบวงกลม) 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับอัตราเร็วเชิงมFุมc =ซึ่งmมrvีค2วามสัมพันธ์กับอัตราเร็วเชิงเส้น 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
4. การจัดกระทำ�และส่ือความหมายข้อมูล การเคลื่อนที่แบบวงกลม จากแบบฝึกหัดและ
ตามสมการ v   r จากน้ันอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ความสัมพันธ์
(เขียนกราฟท่ีเก่ียวข้องกับแรงสู่ศูนย์กลาง แบบทดสอบ
รัศมกี ารเคลอื่ นทแ่ี ละคาบ) ตามสมการ
5. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ด้านจติ วิทยาศาสตร์
(การสรุปผลการทดลอง) Fc  m2r 1. ความซ่ือสัตย์และความรอบคอบ จากรายงานผล
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ 5. ยกตวั อยา่ งการเคลอ่ื นทแ่ี บบวงกลมของวตั ถุ เชน่ การเคลอ่ื นทข่ี องรถยนต์ การทดลอง
(การอภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล) 2. ความมุ่งมั่นอดทนและความอยากรู้อยากเห็น
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ รถจกั รยานยนตท์ กี่ �ำ ลงั เลยี้ วโคง้ บนvถนนรrาบและถนนเอยี ง การโคจรของ จากการทดลองและการอภิปรายร่วมกัน

ดาวเทียมเป็นวงกลมรอบโลก และการเคล่ือนท่ีของดาวเทียมที่มีวงโคจร
ค้างฟา้ ใหน้ กั เรียนอภิปรายรว่ มกันและนำ�เสนอผล

การวิเคราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟสิ ิกส์ 125

ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ 6. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่แบบ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4
1. ความซื่อสตั ย์ วงกลมของวัตถุ โดยให้นักเรียนร่วมกันเสนอแนวคิดและหลักการในการ
2. ความมงุ่ มนั่ อดทน แกป้ ัญหา แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
3. ความรอบคอบ
4. ความอยากรู้อยากเห็น 7. ใหน้ กั เรยี นสรปุ เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ

126

ฟสิ ิกส์

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5

ฟิสกิ ส์

ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5

ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 127

สาระฟสิ กิ ส์

2. เขา้ ใจการเคลอื่ นทีแ่ บบฮารม์ อนกิ ส์อยา่ งง่าย ธรรมชาตขิ องคลื่น เสยี งและการไดย้ ิน ปรากฏการณท์ ี่เก่ียวข้องกบั เสยี ง แสงและการเห็น
ปรากฏการณท์ เ่ี ก่ยี วข้องกบั แสง รวมทง้ั นำ�ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรยี นรู้ 1. ทดลองและอธิบายการเคลอื่ นทแี่ บบฮารม์ อนกิ อย่างง่ายของวัตถุติดปลายสปรงิ และลกู ตุม้ อยา่ งง่าย รวมทั้งคำ�นวณปรมิ าณต่าง ๆ ทเี่ กีย่ วข้อง

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยอภปิ รายรว่ มกนั เพอ่ื ทบทวนเกยี่ วกบั แอมพลจิ ดู คาบ ดา้ นความรู้
และความถ่ี จากน้ันสาธิตการแกว่งของลูกตุ้มอย่างง่ายและการเคลื่อนที่
1. การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ยเปน็ การ ของวตั ถตุ ดิ ปลายสปรงิ ทเ่ี ปน็ การเคลื่อนที่กลับไปกลับมา โดยให้นักเรียน 1. การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ยและการวเิ คราะห์
เคล่ือนท่ีแบบสั่นที่มีแอมพลิจูดคงตัว โดยมี สังเกต อภิปรายรว่ มกันเกย่ี วกบั ลกั ษณะการเคลอ่ื นท่ี และนำ�เสนอผล ปริมาณต่างๆ ที่เก่ียวข้อง จากการอภิปรายร่วมกัน

ความเรง่ ไมค่ งตวั และมที ศิ ทางตรงขา้ มกบั ทศิ 2. ให้ความรู้ว่า การเคลื่อนท่ีกลับไปกลับมาเป็นการเคล่ือนที่แบบสั่น และ และการเขียนผังมโนทศั น์
ของการกระจดั ในกรณีแอมพลิจูดคงตัว เรียกว่า การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย 2. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการกระจดั กบั เวลา ความเรว็
2. เมอื่ ฉายแสงใหข้ นานกบั ระนาบการเคลอื่ นท่ี จากนั้นให้นักเรียนยกตัวอย่างการเคล่ือนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายท่ี
พบเห็นในชีวิตประจำ�วัน อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับการกระจัด ความเร็ว กับเวลาและความเร่งกับเวลาของวัตถุท่ีเคล่ือนที่
แบบวงกลมของวัตถุ เงาของวัตถุบนฉาก ความเรง่ ของวตั ถุ และแรงทก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถทุ เ่ี คลอ่ื นแบบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ย แบบฮาร์มอนิกอยา่ งง่าย จากการเขยี นกราฟ
จ ะ เ ค ล่ื อ น ที่ ก ลั บ ไ ป ก ลั บ ม า ใ น แ น ว ต ร ง 3. ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนท่ีแบบฮาร์มอนิก
ซงึ่ เปน็ การเคลอื่ นทแี่ บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ย 3. ให้นักเรียนทดลอง เพ่ือศึกษาการกระจัดและความเร็วของรถทดลอง อย่างง่ายและการเคล่ือนที่แบบวงกลม จากการ
3. การแกว่งของลูกตุ้มอย่างง่าย โดยเชือก ท่ีเคล่ือนท่ีแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายในช่วงเวลาคร่ึงคาบ จากนั้นอภิปราย วิเคราะห์และสรุปเป็นสมการแสดงความสัมพันธ์
ท�ำ มมุ เลก็ ๆ กบั แนวดง่ิ และการเคลอ่ื นทข่ี อง ร่วมกัน จนสรุปได้ว่า การกระจัดและเวลา รวมทั้งความเร็วและเวลา ของการกระจัด ความเร็ว ความเร่งของวัตถุที่มี
วัตถุติดปลายสปริงเป็นการเคล่ือนที่แบบ มคี วามสมั พนั ธก์ ันเป็นรูปฟังก์ชันแบบไซน์ การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ยและการเคลอ่ื นท่ี
ฮาร์มอนกิ อยา่ งงา่ ย แบบวงกลม
4. ยกสถานการณ์การหมุนแผ่นกลมที่มีดินนำ้�มันติดอยู่บนแผ่นบริเวณขอบ
ด้านทกั ษะ ดว้ ยอตั ราเรว็ คงตวั แลว้ ฉายแสงขนานล�ำ ใหญใ่ นแนวขนานกบั ระนาบของ ด้านทักษะ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
1. การวดั (ระยะหา่ งระหวา่ งจดุ บนแถบกระดาษ แผน่ กลมเพอ่ื ใหเ้ กดิ เงาบนฉาก ซง่ึ ตงั้ ฉากกบั ล�ำ แสง เงาของวตั ถบุ นฉากจะ
และคาบการแกวง่ ของลูกตุ้มอยา่ งง่าย) เคลื่อนที่กลับไปมาในแนวตรงแบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย อภิปรายร่วมกัน ลงข้อสรุป การจัดกระทำ�และส่ือความหมายข้อมูล
2. การทดลอง ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
จนไดค้ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการเคลอ่ื นทแ่ี บบวงกลมกบั การเคลอ่ื นทแ่ี บบสน่ั จากการอภิปรายรว่ มกนั และรายงานการทดลอง

xA sixn( At sin)( t   )

128 x A sxin(Atsin() t   )

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ v แAนวทvcาoงsก(าAรจtัดcกoารs)เ(รียนt รู้  ) แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
vx x AAvAsicnsoi(nsA((t ttcos)()) t   )
435ท12ด21 .......้ากั นษกกคกคกจ(คท((อคกกกจะาววยววาาีเ่าาาาากติราแาาารา่กรรรรรใมมีย่มมสงหวจอสเสตชงรวขเมซ่ือทิั่งดรภจรี้มค่าว่ขยีือ่่งุศสปุว็�ยำยมิปกก้อวมนสนาตผ)ามกรรงาาั่นกรัตววศลอาาืกะรมสรอนยรรยกาับทกกาาหดกร์รสา(คฟาำรา�กษรท่วรมตราสรแะคามททนทาบรจรเนลวกด�่ีำคยก์ดแัา2เนัะงลรทลมขลา1แสแอะื่นะ้ศอสอลื่ลงอจคมัเแน)ะมะดัปควพลกูกทลน็าวคะรันาี่แมทแาวากรธยมาบีมฟลนา์ทมาแหคบะรำ�่เีวเลรวกเรลมฮเสะู้าเว็ชี่ยงาาทภนมือวคขยรา่าสอขกว์้มวอขทมัผ้อา)ะ้อสอันพลมงผนกมร)เสนันู้ รุบัปิู่ืกอลธ�ำง่ ์ 56987..... avvaxaยกลอฮตตอใยอวใใvvaxนหหตักูภภกภดก�ิาำา้นก้แนรถรตปสตปิิปิป์าแมหักุัุ้มกถัAวลรรรแAAรกAเอนาอาาเาาลรแมรAวยยนยยนsง่ยAียะกsีีคย่งสรiรสริ่กากc2นi้ปnโc2วว่น่ควม่วnปงxoอาดสาญัxมoม(ม2่ากดทรA(ร2ยsยรมAคกsกกาลุงิหณsด(ปุ่าปสs2(นัaงันรvัaนi2tาจงลiจ์tมัเตรnคเเงnพเนถอtพะกะัวพกำ�(่tา(า้ส่ือaสขงมaี่ยvavอ่ืvน่ียaยันxวxรรศอวาตววธ2ตัเtปุุปaaaaa)2vvvvvกvvvvvaaaaaึณงกโxxxxtกร)พณต์ถดสไคับ)ษวับAา)ดข่ือเุปปยวจAรแมาแaว้อศva2าใTสรม่ิsรsรกTTสรา่ssหงมึTกxงิิAAAAAมiอง)AaiเAAAAvaางiม)ลi2nคค้nนทสvAษnบาทมรnv2กูก2cลาAAAAAัมัณี่sเกsssเาคคี่ีเ2ากxบตคxoอ่ืก2พiiiiเกว22ว12ร2cc222ccc222ต่ียAรุ้n2นมA1ล2nnnกี่ยsาันาาxxxxxoooooี่ยาวAfs่ืsอาอท(วม(ม((fร2222222ธงขAAAAAนรisssssiขนยจ่ีแรAส2x์ไๆnสn้อsssss(((((ร้ดอ่คู้าาvท22222ัมกvxt2vนั่iiiiiงvgtttt2(่วml(กง2้ตงk1วg2ทmี่lพวขAnnnnnกk12ขมงxกxตาxา่tttttงี่เsอับ2ัน่า(((((อมAักบ2มก�ำข22tiงยtกธงxxxxxแsเันี่สยกnอTวs2ขsแว์ตาTหSi)ม22222วาเัตtttttงi())))ตั้ารiลnาสนรขกnลnถใเ1vมถxะ)))))นแ(TคจsT้ง่อาssูกsุตTSTตุสค2มกรลtอix)งii)iติดดิม2วnTTTTTnnssssวมุ่ือก211nsssss2vแvTTTTT2ุ้tมปปาก่งiiii ัน)))))บiiiiiน fมอnnnnาลลnnnnnpvvvvvทจก2ว2SรTยs212ยาs2า12hTSนคี่แายiยา่)iา2iTvfs22222รvfsิบดสn Tn22222ว111112222สSvสงg mlเSki12ใ)iรแบเงปคปnดfffffnช1vุป่าล2สvรลvv2 รvือๆ21ย2gไgะmlงิ่ันml่ืkอิ12งk12ดก2หvvvvเvvvvvfข212มน้ทวจgggggทจmmmmmlllllkkkkk11111ล2222Sอวท่าfายีาี่แักลง2กี่แกSบvvขควขกgmlนบนk1ก2ัตวา2อvาv้ัั้บบบันนgนถmlรงk12ุ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
อภปิ รายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล

3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ย จากแบบฝกึ หดั
และแบบทดสอบ

ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
1. ความซ่อื สตั ย์ จากรายงานผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มนั่ อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย

รว่ มกัน

ฟิสิกส์

ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5

ผลการเรยี นรู้ 2. อธบิ ายความถธ่ี รรมชาตขิ องวตั ถุ และการเกดิ การสน่ั พอ้ ง 129

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยอภิปรายร่วมกันเพ่ือทบทวนเกี่ยวกับความถ่ีของ ด้านความรู้
การแกวง่ ของลกู ตมุ้ อยา่ งงา่ ย ซง่ึ เปน็ คา่ ทข่ี น้ึ กบั ความยาวเชอื ก จนสรปุ ไดว้ า่
1. เมอ่ื ใหว้ ตั ถสุ น่ั หรอื แกวง่ อยา่ งอสิ ระ วตั ถจุ ะสน่ั 1. ความถีธ่ รรมชาติ ของการแกว่งของลกู ตุม้ อย่างง่าย
หรอื แกวง่ ดว้ ยความถธี่ รรมชาติ ซงึ่ มคี า่ คงตวั ที่ความยาวเชือกค่าหนึ่งความถี่ของการแกว่งของลูกตุ้มอย่างง่าย จะมี การสั่นพ้อง จากการอภปิ รายรว่ มกัน
2. เม่ือมีแรงกระตุ้นต่อวัตถุแล้วทำ�ให้วัตถุสั่น ค่าคงตวั จากนนั้ ให้ความรเู้ กี่ยวกับความถ่ีธรรมชาติ
2. ให้นักเรียนทำ�กิจกรรมโดยดึงลูกตุ้มแล้วปล่อยให้แกว่งอย่างอิสระ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ธรรมชาติและ
หรอื แกวง่ โดยความถขี่ องการให้แรงกระต้นุ การสน่ั พอ้ งของวตั ถุ จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
เท่ากับความถี่ธรรมชาติของวัตถุ วัตถุจะสั่น แลว้ คอยผลกั ลกู ตมุ้ เบา ๆ เปน็ จงั หวะทไ่ี มต่ รงกบั ความถธี่ รรมชาติ สงั เกต
หรือแกว่งโดยมีแอมพลิจูดเพ่ิมขึ้น เรียกว่า แอมพลิจูดการแกว่งของลกู ตุม้ ดา้ นทักษะ
การส่ันพอ้ ง 3. จากนั้น ให้นักเรียนผลักลูกตุ้มเป็นจังหวะให้ตรงกับความถี่ธรรมชาติ 1. การสังเกต การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
ของการแกว่ง สังเกตแอมพลิจูดการแกว่งของลูกตุ้ม อภิปรายร่วมกัน
ดา้ นทกั ษะ จนได้ข้อสรุปว่า เม่ือลูกตุ้มถูกกระตุ้นให้แกว่งด้วยความถี่ตรงกับความถ่ี จากการอภปิ รายร่วมกัน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติน้ัน จะทำ�ให้ลูกตุ้มแกว่งด้วยแอมพลิจูดมากขึ้นเรียกว่าเกิดการ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
1. การสงั เกต (การแกวง่ ของลูกตุม้ ) สน่ั พอ้ ง
2. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 4. สาธิตเก่ียวกับการสั่นพ้องของลูกตุ้มที่แขวนบนลวดขึงตึงด้วยเชือกท่ีมี อภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
ความยาวต่าง ๆ โดยให้ลูกตุ้มคู่หน่ึงแขวนด้วยเชือกท่ีมีความยาวเท่ากัน
(เกยี่ วกับการเกิดการสัน่ พอ้ ง) จากนน้ั ท�ำ ใหล้ กู ตมุ้ ลกู หนง่ึ ของลกู ตมุ้ ทแี่ ขวนดว้ ยเชอื กทม่ี คี วามยาวเทา่ กนั ด้านจติ วิทยาศาสตร์
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 แกวง่ ให้นักเรยี นสังเกตและอภิปรายร่วมกัน จนสรุปไดว้ ่า ลูกตุ้มลกู อื่น ๆ ความอยากรูอ้ ยากเหน็ จากการอภปิ รายร่วมกนั
การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จะแกว่งด้วย แต่ลูกตุ้มที่แขวนด้วยเชือกที่มีความยาวเท่ากันจะแกว่งโดย
มีแอมพลจิ ดู กว้างที่สดุ เนือ่ งจากเกดิ การสน่ั พ้อง
(การอภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล) 5. ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาเกยี่ วกบั การสน่ั ของสะพานทาโคมา จากภาพหรอื วดี ทิ ศั น์
จากน้ันอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าการส่ันของสะพานทาโคมาเป็นผล
ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ มาจากการสัน่ พอ้ ง
ความอยากรู้อยากเหน็ 6. อาจให้นักเรียนสืบค้นเพ่ิมเติมเก่ียวกับผลกระทบท่ีเกิดจากการส่ันพ้อง
ในชวี ติ ประจำ�วนั และแนวทางการแกไ้ ข จากน้ัน ใหน้ กั เรียนนำ�เสนอผล
7. ให้นักเรยี นสรปุ เพอื่ ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ

vv AAccooss((tt))

130 vv AA22 xx22

ผลการเรยี นรู้ 3. อธบิ ายปรากฏการณค์ ลน่ื ชนดิ ของคลน่ื สว่ นประกอบของคลน่ื การแผข่ องหนา้ คลน่ื ดว้ ยหลกั การของฮอยเกนส์

และการรวมกนั ของคลน่ื ตามหลกั การซอ้ นทบั พรอ้ มทง้ั ค�ำ นวณอตั ราเรว็ ความถ่ี และความยาวคลน่ื

aa AA22 ssiinn((tt  ))

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ aa   1. นำ�เ2ข2x้าxสู่บทเรียน โดยทบทวนการเกิดคลื่น เช่น สาธิตการสะบัดเชือกท่ีมี ด้านความรู้

1. การเคลื่อนท่ีแบบคล่ืนเป็นการถ่ายโอน เมด็ โฟมตดิ อยใู่ หเ้ กดิ คลนื่ ในเสน้ เชอื ก ใหน้ กั เรยี นสงั เกตการเคลอื่ นทขี่ อง 1. การเคล่ือนที่แบบคล่ืน การจำ�แนกชนิดของคล่ืน
พลังงานจากการรบกวน จากที่หนึ่งไปอีก เมด็ โฟมและเสน้ เชอื ก จากนนั้ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ คลนื่ เปน็ การ ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วคลื่น ความยาวคล่ืน
ทห่ี นง่ึ การถา่ ยโอนพลงั งานนอ้ี าจอาศยั ตวั กลาง ถ่ายโอนพลังงานจากการรบกวนผ่านตัวกลาง โดยอนุภาคตัวกลางไม่ได้ ความถี่ หลกั ของฮอยเกนส์ จากการอภปิ รายรว่ มกนั
เคลื่อนทีไ่ ปพรอ้ มกับคลน่ื และการเขียนผงั มโนทัศน์
หรอื ไม่อาศยั ตวั กลาง
2. คลนื่ กลจ�ำ แนกตามลกั ษณะการเคลอื่ นทขี่ อง 2. ยร่วกมตกัวันอยเก่าี่ยงเวกกี่ยับวกกาับรคถล่าื่นยกTโTอลนแพละลค2ัง2ลงา่ืนนแมโด่เหgยlgลlใ็กชไ้ตฟัวฟกล้าาใงหแ้นลักะเไรมีย่ในชอ้ตภัวิปกรลาายง 2. หลักของฮอยเกนส์ และการรวมกันของคล่ืนตาม
จนสรุปได้ว่า คลืน่ กลใช้ตวั กลาง ส่วนคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้าไมจ่ ำ�เปน็ ตอ้ งใช้ หลักการซ้อนทับ ในสถานการณ์ต่าง ๆ จากการ
อนุภาคตัวกลางออกเป็นคล่ืนตามขวางและ ตวั กลางในการถ่ายโอนพลงั งาน วาดภาพ แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
คลน่ื ตามยาว 3. สาธิตการเกิดคลื่นตามยาวและคลื่นตามขวางโดยใช้ขดลวดสปริง
3. คล่ืนที่เกิดจากแหล่งกำ�เนิดคล่ืนที่ส่งคลื่น ดา้ นทักษะ
อย่างต่อเนื่องและมีรูปแบบที่ซำ้�กันบรรยาย ให้นักเรียนสังเกตการเคลื่อนที่ของตำ�แหน่งหน่ึงบนขดลวดสปริงและ 1. การสงั เกต การสอ่ื สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื
ไดด้ ว้ ย การกระจดั สนั คลน่ื ทอ้ งคลน่ื หนา้ คลน่ื การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จากการ
เฟส แอมพลจิ ูด ความยาวคล่ืน ความถี่ คาบ mmการเคลอ่ื นทขี่ องคลน่ื จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั เกย่ี วกบั ลกั ษณะ
และอัตราเร็วคลื่น TT 22 kkของคล่ืนตามยาวและคลืน่ ตามขวาง และนำ�เสนอผล อภิปรายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
4. อัตราเร็วของคลื่นชนิดเดียวกัน ในตัวกลาง 2. การใชจ้ �ำ นวนในการหาอตั ราเรว็ ความยาวคลนื่ และ
หน่ึง ๆ มีค่าคงตัว และมีความสัมพันธ์กับ 4. สาธติ การเกดิ คลน่ื ผวิ น�้ำ โดยใชถ้ าดคลน่ื หรอื กลอ่ งคลน่ื ใหน้ กั เรยี นสงั เกต
ความถแี่ ละความยาวคลืน่ การกระจัด สันคลื่น ท้องคลื่น ความยาวคลื่น และแอมพลิจูด จากนั้น ความถข่ี องคลืน่ จากแบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
5. การแผข่ องหนา้ คลนื่ อธบิ ายดว้ ยหลกั การของ ให้ความรู้เก่ียวกับหน้าคลื่นและเฟส จากน้ันอภิปรายร่วมกันเก่ียวกับ 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
อตั ราเร็ว ความถ่ี และความยาวคลื่น จนได้ความสัมพันธ์ ตามสมการ
จากการอภปิ รายรว่ มกนั
ฮอยเกนส์ vv ff
6. เมอ่ื คลนื่ ตง้ั แตส่ องขบวนมาพบกนั จะเกดิ การ ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
5. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั หลกั การของฮอยเกนส์ เพอ่ื อธบิ ายการแผข่ องหนา้ คลนื่ ความอยากรู้อยากเห็น จากการอภปิ รายร่วมกนั
รวมการกระจัดของคลื่น โดยอาจรวมแบบ อภิปรายร่วมกนั เกยี่ วกบั การเกิดหนา้ คลื่นใหมแ่ ละนำ�เสนอผล
เสรมิ กนั หรอื หกั ลา้ งกนั ตามหลกั การซอ้ นทบั
ssiinn  vv6. ให้ความรู้เก่ียวกับหลักการซ้อนท1ับ1ของคล1ื่น1 จากน้ันสาธิตการทำ�ให้เกิด
ssiinn vvคลน่ื ดลจากปลายขดลวดสปรงิ ทง้ั สองปลาย เมอ่ื สะบดั ปลายทง้ั สองพรอ้ มกนั

ไปในทิศทางเดียวกันและทิศทาง2ต2รงกันข2้า2มให้นักเรียนสังเกต จากน้ัน

อภิปรายร่วมกัน จนได้ข้อสรุปว่า ถ้ามีคลื่นต้ังแต่สองขบวนมาพบกันจะ

SS SS

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ ฟสิ ิกส์ 131

ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5

แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นทกั ษะ รวมการกระจดั แบบเสรมิ หรอื แบบหกั ลา้ ง ตามหลักการซอ้ นทับ โดยหลงั
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากทค่ี ลนื่ เคลอ่ื นทผี่ า่ นพน้ กนั แลว้ แตล่ ะคลนื่ ยงั คงมรี ปู รา่ งและเคลอื่ นท่ี
1. การสงั เกต (คลน่ื ในเสน้ เชอื ก คลน่ื ในขดลวด ในทศิ ทางเดมิ
7. ยกตัวอย่างการคำ�นวณอัตราเร็ว ความยาวคล่ืน และความถี่ โดยให้
สปริง คลื่นผิวน้ำ� และการซ้อนทับของคล่ืน นกั เรยี นรว่ มกันเสนอแนวคิดและหลกั การในการแกป้ ญั หา
ในขดลวดสปริง) 8. ใหน้ ักเรียนสรปุ เพอื่ ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ
2. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
(ปริมาณต่าง ๆ ทเี่ กีย่ วขอ้ งกับคล่ืน)
3. การใชจ้ �ำ นวน (อตั ราเรว็ ความยาวคลนื่ และ
ความถ่ีจากสมการ)
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
(การอภปิ รายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
ความอยากรอู้ ยากเหน็

v  A2  x2

132 a  A 2 s in ( t   )

ผลการเรยี นรู้ 4. สงั เกตและอธบิ ายการสะทอ้ น การหกั เห การแทรกสอด และการเลย้ี วเบนของคลน่ื ผวิ น�ำ้ รวมทง้ั ค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

a   2 x

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน ตั้งคำ�ถามเพื่ออภิปรายร่วมกันว่า เมื่อคลื่นเคลื่อนท่ี ด้านความรู้

1. การสะท้อนของคลื่นเกิดเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ ไคปลใ่ืนนจตะวั แกสลดางงแพลฤะตพกิ บรสรมง่ิ กอดี ยข่าTวงาไรงบตา้2วั งกลางใglหม่ ขอบวตั ถุ หรอื คลน่ื อกี ขบวน การสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการ
ไปตกกระทบสง่ิ กดี ขวาง แลว้ กลบั สตู่ วั กลางเดมิ เล้ยี วเบน จากการอภิปรายรว่ มกันและการเขียนผัง
ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎการสะทอ้ น หรอื เกดิ เมอ่ื คลน่ื 2. สาธิตการเคลื่อนที่ของคล่ืนในเส้นเชือกครั้งแรก ปลายข้างหน่ึงผูกไว้ มโนทัศน์
เคลอื่ นทไ่ี ปกระทบรอยตอ่ ระหวา่ งตวั กลางท่ี
กับหลกั คร้งั หลังปลายอีกขา้ งหน่ึงผกู ไว้กับหลักอย่างหลวม ๆ ให้นกั เรียน ดา้ นทกั ษะ
ต่างกนั 1. การสังเกต การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
2. การหักเหของคล่ืนเกิดเมื่อคลื่นเคลื่อนท่ี สงั เกตคลน่ื กอ่ นและหลงั กระทบหลกั ทง้ั สองครง้ั รว่ มกนั อภปิ รายเพอ่ื ใหไ้ ด้
ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
ผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางท่ีต่างกัน จะมี ขให้อ้นสักรุปเรเียกนย่ี วทกดับลอกงาเรพสื่อะศทึกอ้ ษนTาขกอางรคส2ละนื่ ทแ้อลนะmkขรปูองรคา่ งลขื่นอผงิวคนลำ้�่ืนโสดะยทใชอ้ ้ถนาดคล่ืน ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงาน
อัตราเร็วของคล่ืนเปล่ียนไป ซึ่งเป็นไปตาม 3. การทดลอง
กฎการหกั เห 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
3. คล่ืนอาพันธ์สองขบวนมาซ้อนทับกันจะเกิด จากน้ันอภิปรายและวิเคราะห์ร่วมกันเก่ียวกับการสะท้อนของคลื่นผิวน้ำ� อภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
การแทรกสอด ซึ่งมีทั้งแบบเสริมและ 3. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั
แบบหกั ลา้ ง การแทรกสอดของคลน่ื ท�ำ ใหเ้ กดิ จนสรปุ ไดต้ ามกฎการสะท้อน การหักเหและการแทรกสอด จากแบบฝึกหัดและ
คลื่นน่ิง แบบทดสอบ
4. เม่ือคล่ืนเคล่ือนที่ไปพบขอบของส่ิงกีดขวาง 4. ให้นักเรียนทดลองเพ่ือศึกษาการหักเหของคลื่นผิวนำ้�โดยใช้ถาดคล่ืน
จะมีคลื่นแผ่ไปด้านหลังของส่ิงกีดขวางน้ัน ด้านจติ วิทยาศาสตร์
เนอื่ งจากการเลีย้ วเบนของคล่ืน จากน้ันอภิปรายและวิเคราะหv์ร่วมกfันเกี่ยวกับการหักเหของคลื่นผิวน้ำ� 1. ความซอ่ื สตั ย ์ จากรายงานผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มนั่ อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย
ด้านทกั ษะ จนสรปุ ความหมายของการหกั เหของคลนื่ และกฎการหกั เหไดต้ ามสมการ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ รว่ มกนั
1. การสงั เกต (ลกั ษณะการเคลอ่ื นทข่ี องคลน่ื ผวิ น�ำ้ sin1  v1
เมอ่ื เกดิ การสะทอ้ น การหกั เห การแทรกสอด sin2 v2
และการเลยี้ วเบนของคลนื่ ผวิ น�ำ้ และการเกดิ
5. สาธิตการแทรกสอดของคล่นื ผิวน้ำ�จากแหลง่ ก�ำ เนิดอาพนั ธ์ และ
คลน่ื น่งิ ของคลืน่ บนเสน้ เชือก)
2. การทดลอง ให้นักเรียนสังเกต และอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่น

ผิวนำ้� จนสรุปได้ว่าการแทรกSส1อดของSค2ล่ืนผิวนำ้�มีท้ังการแทรกสอดแบบ

เสริมเรยี กว่า ปฏบิ ัพ และการแทรกสอดแบบหักล้างเรยี กวา่ บพั โดยเม่อื

และ ใหค้ ล่นื ทมี่ เี ฟสตรงกนั จะไดค้ วามสมั พนั ธข์ องตำ�แหน่งปฏบิ พั

และบัพ ตามSส1มPก-าSร2P  n n  0,1, 2, 3,...

S1Q-S2Q  n  1   n  1, 2, 3, ...
 2 

sinssiinn2ssiinn1212v2vv12 v1 ฟิสิกส์
v2
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ S1 S2 133
S Sแนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
(เกย่ี วกบั สมบัติของคล่นื ) 1 S1S1 2S2S2

4. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั S1Pต�ำ-แSห2นP่งปฏบิ nัพ n  0,1, 2, 3,...
การหักเหและการแทรกสอด)
S1P-SS21PPS-1SP2-PSn2P nnเมอ่ื nnn00,,10,,221,,,323,,.,3..,.....
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21


ต�ำ แหน่งบพั

12ด..า้ นกค(กจวาาิตารรมสวอร่ือิทภว่ สยมปิ ามารรศอืาสยาการสาร่วรตสมทรนก�ำ ์ เงันทาแนศลเแปะลกน็ ะาทกรมี านแรำ�ลรเะสู้เทภน่าาอวทผะันลผส)นู้ ื่อ�ำS1SQ1-Q SS-21 SQQS21- QQS2-QS2Qnnn12n12112  เมnอ่ื nn1,21,1,32,,,2.3..,,3..., ...
n  1, 2, 3, ...

1. ความซอ่ื สัตย์ นำ�รูปแบบการแทรกสอดของคลื่นผิวนำ้�ท่ีสังเกตได้มาอภิปรายร่วมกัน

2. ความม่งุ ม่นั อดทน จนสรุปได้ว่าการแทรกสอดของคล่ืนจากแหล่งกำ�เนิดอาพันธ์ ทำ�ให้เกิด

คลื่นนงิ่ ซึง่ มีปฏบิ ัพและบัพเปน็ ตำ�แหนง่ ท่ีอยูก่ บั ที่

6. สาธติ การเกดิ คลนื่ นง่ิ บนเสน้ เชอื ก ใหน้ กั เรยี นสงั เกต และอภปิ รายรว่ มกนั

เกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่นตกกระทบกบั คลื่นสะทอ้ นไดเ้ ปน็ คลื่นนิ่ง

7. สาธิตการเกิดการเลี้ยวเบนของคล่ืนผิวนำ้�เมื่อคลื่นผ่านขอบส่ิงกีดขวาง

ใหน้ กั เรยี นสงั เกต อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ คลนื่ เกดิ การเลยี้ วเบนเมอ่ื

คลน่ื เคลอ่ื นทพ่ี บสง่ิ กดี ขวางแลว้ มคี ลน่ื แผจ่ ากขอบสง่ิ กดี ขวางไปดา้ นหลงั

8. สาธติ การเลยี้ วเบนของคลน่ื ผวิ น�้ำ เมอ่ื คลนื่ ผา่ นชอ่ งเปดิ ทมี่ คี วามกวา้ งของ

ชอ่ งต่างกัน ให้นักเรยี นสังเกต อภปิ รายร่วมกันและนำ�เสนอผล

9. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การสะทอ้ น การหกั เห

และการแทรกสอด โดยใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนวคดิ และหลกั การในการ

แก้ปัญหา

10. ใหน้ ักเรยี นสรุป เพ่ือตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ

x A sin( t   )

v A cos( t   )

134 ผลการเรยี นรู้ 5. อธบิ ายการvเกดิเสยี ง การเคAลอ่ื 2นทข่ี อxง2เสยี ง ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคลน่ื การกระจดั ของอนภุ าคกบั คลน่ื ความดนั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งอตั ราเรว็

ของเสยี งในอากาศทข่ี น้ึ กบั อณุ หภมู ใิ นหนว่ ยองศาเซลเซยี ส สมบตั ขิ องคลน่ื เสยี ง ไดแ้ ก่ การสะทอ้ น การหกั เห การแทรกสอด การเลย้ี วเบน

รวมทง้ั ค�ำ นaวณปรมิ าAณตา่ ง2 ๆsทi เn่ี ก(ย่ี วขอt้ ง  )

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ a   2 x ด้านความรู้

1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยอภิปรายร่วมกันเพ่ือทบทวนเกี่ยวกับการเกิดเสียง 1. การเกดิ เสยี ง อตั ราเรว็ ของเสยี ง สมบตั ขิ องคลน่ื เสยี ง
และปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งจากการอภปิ รายรว่ มกนั
1. เสียงเป็นคลื่นกลเกิดจากการสั่นของ โดยใหน้ กั เรยี นเคาะสอ้ มเสยี งหรอื เปลง่ เสยี งในลกั ษณะตา่ งๆ เชน่ การพดู
แหลง่ ก�ำ เนดิ เสยี งและเสยี งทไ่ี ดย้ นิ เกดิ จากการ การร้องเพลง จากน้ันอภิปรายร่วมกัน จนได้ข้อสรุปว่า เสียงเป็นคลื่นกล 2. ความสัมพันธ์ระหว่างความดันและการกระจัดของ
ถ่ายโอนพลังงานจากการสั่นผ่านตัวกลาง เกิดจากการสนั่ ของแหล่งก�ำ เนิดเสียง ต�ำ แหนง่ ตา่ งๆ เมอื่ มคี ลน่ื เสยี งผา่ น จากการอภปิ ราย
จากต�ำ แหนง่ หนง่ึ ไปยงั อกี ต�ำ แหนง่ หนง่ึ ท�ำ ให้ 2. สาธิตการเคล่ือนที่ของเสียงผ่านตัวกลาง เช่น โทรศัพท์กระป๋อง การวาง รว่ มกันและการเขยี นกราฟ

โมเลกุลของตัวกลางเกิดการสั่นในแนวเดียว T  2 lแหล่งกำ�เนิดเสียงไว้ในภาชนะท่ีสามารถสูบอากาศออกได้ ให้นักเรียน 3. การแทรกสอดของคลน่ื เสยี ง จากการเขยี นแผนภาพ
กับการเคลื่อนท่ีของเสียง เสียงจึงเป็นคลื่น gอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ การเคลอื่ นทข่ี องคลน่ื เสยี งตอ้ งอาศยั ตวั กลาง ของแนวบพั ปฏบิ ัพ
ตามยาว
2. อัตราเร็วของเสียงในอากาศมีความสัมพันธ์ 3. ให้ความรู้ว่า เสียงเป็นคลื่นตามยาวเกิดจากการส่ันของโมเลกุลอากาศ ด้านทกั ษะ
กบั อณุ หภมู ขิ องอากาศ ในแนวการเคลื่อนที่ของเสียง ทำ�ให้เกิดการอัดและขยายของโมเลกุล 1. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จากการ
3. เสยี งมีการสะทอ้ น การหักเห การแทรกสอด อากาศ จากนั้นให้นักเรียนศึกษาแผนภาพการอัดและการขยายของ
และการเลยี้ วเบน โมเลกลุ อากาศ กราฟระหวา่ งความดนั กบั ต�ำ แหนง่ ทค่ี ลน่ื เสยี งเคลอ่ื นทผ่ี า่ น อภิปรายร่วมกนั
2. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
ด้านทกั ษะ T  2 m และกราฟระหว่างการกระจัดของอนุภาคในตัวกลางกับตำ�แหน่งที่ อัตราเร็วเสียงในอากาศ จากแบบฝึกหัดและแบบ
k คลน่ื เสยี งเคลอ่ื นทผ่ี า่ น อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความดนั
ทดสอบ
และการกระจัดที่ตำ�แหนง่ ตา่ ง ๆ เม่อื มีคลืน่ เสยี งผา่ น 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�

ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4. ให้ความรู้เก่ียวกับสมบัติความเป็นคล่ืนของเสียง และอัตราเร็วของเสียง จากการอภปิ รายร่วมกนั

1. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ทมี่ คี วามสมั พันธ์กบั ความถีแ่ ละความยาวคล่นื ตามสมการ ด้านจติ วิทยาศาสตร์
ความอยากรู้อยากเหน็ จากการอภิปรายร่วมกนั
(ความสัมพันธ์ระหว่างความดันและการ

กระจดั ของคลนื่ เสยี ง) vv  ff
2. การใช้จำ�นวน (อัตราเร็วเสียงในอากาศที่ขึ้น

กบั อุณหภูมิ) 5. ให้ความรู้เก่ียวกับอัตราเร็วของเสียงในอากาศที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิ

ในหนว่ ยองศาเซลเซียสตามสมการ 1
sin  v1
sin2 v2

vt  331 0.6t

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ ฟสิ ิกส์ 135

ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5

แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 เมอื่ อณุ หภมู อิ ยใู่ นชว่ ง -50 องศาเซลเซยี สถงึ +50 องศาเซลเซยี ส ในกรณี
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ ท่ีตัวกลางเป็นของแข็งหรือของเหลว อัตราเร็วของเสียงขึ้นอยู่กับความ
หนาแน่นของตัวกลางนั้น
(การอภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ 6. สาธิตการสะท้อนของเสียง โดยนำ�สิ่งกีดขวางผิวเรียบแข็งมาวางหน้า
แหล่งกำ�เนิดเสียง ให้ห่างจากแหล่งกำ�เนิดเสียงเล็กน้อย ให้นักเรียนยืน
ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์ หลงั แหลง่ ก�ำ เนดิ เสยี งและสงั เกตเสียงทไ่ี ด้ยนิ จากนั้น นำ�สิ่งกีดขวางออก
ความอยากร้อู ยากเหน็ โดยใหแ้ หลง่ ก�ำ เนดิ เสยี งยงั อยทู่ เ่ี ดมิ และใหน้ กั เรยี นสงั เกตเสยี งทไ่ี ดย้ นิ และ
เปรยี บเทยี บกบั เสยี งทไี่ ดย้ นิ ในกรณที ม่ี สี ง่ิ กดี ขวาง อภปิ รายรว่ มกนั เพอ่ื ลง
ข้อสรุปเก่ยี วกับการสะท้อนของคลืน่ เสียงเมอื่ ตกกระทบสิ่งกดี ขวาง

7. ยกสถานการณก์ ารเกดิ ฟา้ แลบฟา้ รอ้ งแลว้ ตง้ั ค�ำ ถามวา่ เพราะเหตใุ ดบางครง้ั
เกิดฟ้าแลบแต่ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง จากน้ันให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน

จนสรุปได้ว่าเสยี งมีการหักเห
8. สาธิตการแทรกสอดของเสียงโดยใช้ลำ�โพงสองตัวที่เป็นแหล่งกำ�เนิด

อาพันธ์และให้นักเรียนฟังเสียงที่ได้ยินท่ีตำ�แหน่งต่าง ๆ บริเวณด้านหน้า
ล�ำ โพง จากนน้ั อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ เสยี งมกี ารแทรกสอดแบบเสรมิ
และแบบหกั ล้าง ทำ�ให้ไดย้ ินเสียงดังและค่อยตามตำ�แหน่งต่าง ๆ
9. สาธิตการเลี้ยวเบนของเสียงโดยใช้ลำ�โพงเป็นแหล่งกำ�เนิดเสียงวางไว้
ดา้ นหลงั แผ่นกนั้ หรือหลังประตหู อ้ งเรียน ให้นักเรียนสงั เกตเสียงท่ไี ด้ยนิ
เม่ืออยู่หลังแผ่นก้ันหรือหลังประตู จากนั้นอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่า
เสียงเลีย้ วเบนอ้อมไปดา้ นหลงั สง่ิ กดี ขวางได้
10. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับอัตราเร็วของเสียง
ในอากาศ โดยใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนวคดิ และหลกั การในการแกป้ ญั หา
11. ใหน้ ักเรยี นสรปุ เพอ่ื ตรวจสอบความรู้ความเขา้ ใจ

136 ผลการเรยี นรู้ 6. อธบิ ายความเขม้ เสยี ง ระดบั เสยี ง องคป์ ระกอบของการไดย้ นิ คณุ ภาพเสยี ง และมลพษิ ทางเสยี ง รวมทง้ั ค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางกาvรจดั กfารเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
v f
ด้านความรู้ ด้านความรู้
1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการยกตวั อยา่ งกจิ กรรมทท่ี �ำ ใหเ้ กดิ เสยี งดงั และคอ่ ย
1. ปริมาณท่ีบอกถึงความดังของเสียงเรียกว่า เช่น พูดหรอื เปดิ เพลงจากลำ�โพงดว้ ยเสียงดงั และคอ่ ย ต้ังค�ำ ถามเก่ียวกับ 1. กำ�ลังเสียงของแหล่งกำ�เนิดเสียง ความเข้มเสียง
ความเข้มเสียงซ่ึงมีค่าข้ึนกับกำ�ลังของแหล่ง ปัจจัยท่ีทำ�ให้ได้ยินเสียงดังและค่อย จากนั้นให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน ระดับเสียง คุณภาพเสียง และองค์ประกอบของ
กำ�เนดิ เสยี ง และพนื้ ทท่ี ีร่ ับเสยี ง และนำ�เสนอผล การได้ยิน จากการอภิปรายร่วมกันและการเขียน
ผังมโนทัศน์
2. ระดับเสียง เป็นปริมาณที่บอกความดังของ 2. สก�ำาเธนิตดิ กเาสรยี ใงชแ้เลคะรก่ือ�ำ งลวงััดขรอะงดแับvvหtคtลวง่ากม3�ำ3เเ33นข้มดิ11เเสสยีีย00งง..โ6เ6ดพttยอ่ื ปแรสับดรงปะยจั ะจหยั ท่างท่ี จ�ำ าใกหแไ้ ดหย้ ลนิ ่ง
เสียงให้ใกล้เคียงกับความรู้สึกของผู้ฟัง 2. มลพิษทางเสียง ผลกระทบและการป้องกันแก้ไข
เสียงดังและคอ่ ย จากการอภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
โ ด ย เ ป็ น ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ค ว า ม เ ข้ ม เ สี ย ง 3. ให้ความรู้เกี่ยวกับกำ�ลังเสียงของแหล่งกำ�เนิดเสียง ความเข้มเสียงและ
ท่ีตกกระทบพ้ืนท่ีหนึ่ง ๆ กับความเข้มเสียง ด้านทกั ษะ
น้อยทสี่ ุดที่ทำ�ใหห้ ูคนปกตเิ ริ่มได้ยนิ ระดับเสียง อภิปรายร่วมกัน จนสรปุ ได้ความสมั พันธ์ ตามสมการ 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
3. องค์ประกอบท่ีทำ�ให้ได้ยินเสียง เช่น ความ
เข้มเสียง ระดับเสียง ความถี่เสียง และส่วน I  P รายงาน การอภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
ประกอบของหู I  PA 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
4. เสียงท่ีได้ยินมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกัน A ความเข้มเสียงและระดับเสียง จากแบบฝึกหัดและ
เนื่องจากมีคณุ ภาพเสยี งตา่ งกัน แบบทดสอบ
5. เสียงที่มีระดับความเข้มเสียงมาก อาจทำ�ให้   10 lloogg I  3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
เกิดอันตรายต่อหู ตลอดจนเสียงท่ีก่อให้เกิด   10 III00
ความรำ�คาญ ล้วนจัดเป็นมลพิษทางเสียง จากการอภิปรายร่วมกนั
4. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับความเข้มเสียงและ
ด้านทักษะ ด้านจติ วิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระดับเสยี ง ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
การใช้จ�ำ นวน (ปรมิ าณต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั
5. สาธติ เกย่ี วกบั ระดบั สงู ต�่ำ ของเสยี ง โดยใหฟ้ งั เสยี งจากสอ้ มเสยี งทม่ี คี วามถี่ เขยี นรายงาน
ความเขม้ เสยี งและระดับเสียง)
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ต่างกันหรือเสียงจากเครื่องดนตรีที่โน้ตต่างกัน ให้นักเรียนสังเกตและ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ 6. ขอใหอภน้ งิปเกั รสเารียยยีงรน่วสมบื กคันน้ เจกffนยี่nnไวดก้ขบั n้อnชสว่ 44รงvvLคุปLววา่ามรถะข่ี ดอับงnnเสสูงยี ตง1ำ่�1ทข,,ไ่ี 33อด,ย,ง้ 55เนิ ส,,ียแ....งล..ขะ้ึนชว่องยรู่กะับดคบั วคาวมามถี่

เเมมื่ออ่ืเข้มเสียงที่ได้ยินแล้วไม่เป็นอันตรายต่อหู ส่วนประกอบของหู จากนั้น n
น�ำ เสนอผลและอภิปddรsาsiยinnรว่ มกัน n n  0,1,2,...
n  0,1,2,...

dx  n เเมมอื่่อื n  0 , 1, 2, ..
dDx  n n  0 , 1, 2, ..
D

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟิสิกส์ 137

ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5

แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล 7. สาธิตการเล่นโน้ตดนตรีตัวเดียวกัน จากเครื่องดนตรีต่างชนิดกัน
ที่หลากหลายได้อย่างสมเหตุสมผลการ ใหน้ กั เรยี นสงั เกตเสยี งทไี่ ดย้ นิ และดรู ปู คลนื่ เสยี งจากจอแสดงผล อภปิ ราย
อภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล) ร่วมกัน จนสรุปได้ว่า เสียงทแี่ ตกตา่ งกนั เนอื่ งจากคณุ ภาพเสยี งตา่ งกัน
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
8. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั มลพษิ ทางเสยี ง จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นสบื คน้ ผลกระทบและ
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ แนวทางป้องกันแกไ้ ขมลพษิ ทางเสียง แล้วนำ�เสนอผล
1. ความอยากรอู้ ยากเหน็
2. ความรอบคอบ

vvtt 33331100..66tt

138 ผลการเรยี นรู้ 7. ทดลองและอธบิ ายการเกดิ การสน่ั พอ้ งของอากาศในทอ่ ปลายเปดิ หนง่ึ ดา้ น รวมทง้ั สงั เกตและอธบิ ายการเกดิ บตี คลน่ื นง่ิ

ปรากฏการณด์ อปเพลอร์ คลน่ื กระแทกของเสยี ง ค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง และน�ำ ความรเู้ รอ่ื งเสยี งไปใชใ้ นชวี ติ ประจ�ำ วนั

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางIกIารจPAดั PAการเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. ขอนอภำ�งเิปขวรตั้าาสถยูุ่บจรทา่วกมเรนกียน้ัันนตแง้ั ลโคดะ�ำ ยนถทำ�าเมบสวทนา่ วอเ1สน1ผ0ยี เ0ลกงlมี่ยloกี oวgากgรับสคน่ั IIวพI0Iา0อ้ มงถได่ีธห้ รรรอืมไชมา่ อตยิแา่ ลงะไรกใาหรน้สกั่ันเพรยี ้อนง ด้านความรู้

1. เมอ่ื ใหเ้ สยี งทม่ี คี วามถต่ี รงกบั ความถธ่ี รรมชาติ 1. การสั่นพ้องของอากาศในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน
ของอากาศในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน จะเกิด 2. ให้นักเรียนทดลอง เพื่อศึกษาการส่ันพ้องของเสียงในท่อปลายเปิด การเกิดบีต การเกิดคล่ืนนิ่งของเสียง ปรากฏการณ์

การสนั่ พอ้ งของอากาศในทอ่ หนง่ึ ดา้ น จากนนั้ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ เมอื่ ใหเ้ สยี งทมี่ คี วามถต่ี รง ดอปเพลอร์ และคล่ืนกระแทก จากการอภิปราย
2. คล่ืนเสียงสองขบวนท่ีมีความถี่ต่างกันมา ร่วมกนั และการเขียนผงั มโนทศั น์
กบั ความถธ่ี รรมชาตขิ องล�ำ อากาศในทอ่ จะเกดิ การสนั่ พอ้ งของล�ำ อากาศ
แทรกสอดกัน จะเกิดบีตทำ�ให้เกิดเสียงดัง 2. การส่ันพ้องของคล่ืนเสียงในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน
และคอ่ ยสลับกันเป็นจังหวะ ในทอ่ โดยความถีท่ ่ที ำ�ใหเ้ กดิ การสัน่ พอ้ งมคี วามสมั พนั ธ์ตามสมการ จากการเขยี นแผนภาพการเกดิ คลน่ื นงิ่ ของคลน่ื เสยี ง
3. คลื่นเสียงสองขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มา ในทอ่ ปลายเปดิ หน่ึงดา้ น
แทรกสอดกัน จะทำ�ใหเ้ กดิ คลื่นนิ่ง ffnn nn44vLvL เม่ือ nn11,,33,,55,,....
4. เมอ่ื แหลง่ ก�ำ เนดิ เสยี งเคลอื่ นที่ ผฟู้ งั เคลอื่ นท่ี 3. การประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องเสียงในชีวิตประจำ�วัน
หรือเคลื่อนที่ทั้งแหล่งกำ�เนิดเสียงและผู้ฟัง 3. สาธิตการเกิดบีตโดยใช้แหล่งกำ�เนิดเสียงสองแหล่งท่ีมีความถี่ต่างกัน จากการอภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
ดว้ ยความเรว็ ตา่ งกนั จะไดย้ นิ เสยี งทม่ี คี วามถี่
เปลีย่ นไป ซ่ึงเป็นปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ เเมมอ่ื ่อืเลก็ น้อย ให้นักเรdยีdนsอsiinภnิปรายรว่ nมnกัน จนไดnข้ n้อสรุป00เ,ก1,1่ีย,,2ว2ก,.,บั ..ก.ารเกดิ บีต ดา้ นทกั ษะ
5. เมื่อแหล่งกำ�เนิดเสียงเคล่ือนที่ด้วยอัตราเร็ว 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
มากกวา่ อตั ราเรว็ เสยี ง ท�ำ ใหเ้ กดิ คลน่ื กระแทก 4. สาธิตการเกิดคลื่นนิ่งของเสียง โดยให้เสียงจากแหล่งกำ�เนิดเสียง
ของเสยี ง ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
6. ความรู้เรื่องเสียงนำ�ไปประยุกต์ใช้ในชีวิต เเมมื่อือ่ ทไป่ีตตำ�กแกหรนะ่งทตบ่างตๆ้ังdฉDรdDาxะxกหกวับ่าตงnnแัวหกล้ัน่งหกนำ�้าเnนตnิดรงเสใีย0ห0ง,้นแ,11ลัก,,ะเ2รต2ีย,ัว,.นก.ส.ั้นังเอกภติปเสรียายงทร่ว่ีไมด้ยกิันน ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงานผล
ประจ�ำ วันดา้ นตา่ ง ๆ การทดลอง
จนไดข้ อ้ สรุปเกยี่ วกบั การเกดิ คล่ืนนิ่งของเสยี ง 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
ด้านทกั ษะ อภปิ รายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 5. สาธิตการเกิดปรากฏการณ์ดอปเพลอร์โดยใช้คลื่นน้ำ� เมื่อแหล่งกำ�เนิด 3. การใช้จำ�นวนในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวกับ
1. การทดลอง การส่ันพ้องของคลื่นเสียงในท่อปลายเปิดหน่ึงด้าน
2. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป คลนื่ น�ำ้ เคลอ่ื นท่ี ใหน้ กั เรยี นสงั เกตความยาวคลนื่ ดา้ นหนา้ และความยาว จากแบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ

(การสรุปผลการทดลอง) เเมม่อื ื่อ แคคหลวาื่นลม่งดกย้าำ�านเวหนคลิดลังค่ืนขลขอ่ืdนอdงหแงsยsคหiุดiลnลnน่ืน่งก่ิงนำ�้ำ�จเ นาอกิดัตนคnรnั้นลาื่ในเหร้็นวเ12ท12ขักียอเรบงียคกนัลบอ่ืนคภนวิปาำ้�มรnแnายลยาะรวค1่วค1ว,มล,2าก2ื่นม,ัน3,ใถ3นเ,ี่ปก.,ข.ี่ย.รณ.วากกะัทบฏ ี่ ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
ความซ่ือสัตย์ จากรายงานผลการทดลอง
ในบรเิ วณด้านหน้าและดา้ นหลงั ของแหล่งกำ�เนิดคลื่น และน�ำ เสนอผล
ddxx nn1212เเมม่ืออ่ื nn11,,22,3,3,.,...
DD

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ ฟสิ ิกส์ 139

ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5

แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

3. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั 6. ยกสถานการณ์เก่ียวกับเสียงท่ีสังเกตได้เมื่อแหล่งกำ�เนิดเสียงเคลื่อนท่ี
การเกิดคลื่นน่ิงและการสั่นพ้องของเสียงใน ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายเทยี บกบั คลน่ื น�ำ้ จนสรปุ ไดว้ า่ ความถป่ี รากฏดา้ นหนา้
ท่อปลายเปดิ หนงึ่ ด้าน)
และด้านหลังของแหล่งกำ�เนิดเสียง มีค่าเปลี่ยนไปจากความถี่ของ
ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 แหลง่ ก�ำ เนดิ เสยี ง จากนนั้ ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั ปรากฏการณด์ อปเพลอรเ์ มอ่ื
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ แหล่งกำ�เนิดเสียงเคลื่อนที่ แล้วให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทมี่ าและการเปรยี บเทยี บ ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ ในกรณีที่ผู้ฟังมีการเคล่ือนที่เทียบกับแหล่ง
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
ท่ี ห ล า ก ห ล า ย ไ ด้ อ ย่ า ง ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล ก�ำ เนิดเสยี ง และน�ำ เสนอผล
7. สาธิตการเกิดคล่ืนกระแทกจากคลื่นนำ้� เมื่อแหล่งกำ�เนิดคลื่นเคล่ือนที่
การอภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ ด้วยอัตราเร็วมากกว่าอัตราเร็วของคล่ืน จากน้ันยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่
อตั ราเรว็ ของแหลง่ ก�ำ เนดิ เสยี งมากกวา่ อตั ราเรว็ เสยี ง อภปิ รายรว่ มกนั จน
ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์ สรุปได้ว่าคลื่นกระแทกเกิดเม่ือแหล่งกำ�เนิดเสียงเคล่ือนที่ทะลุหน้าคลื่น
ความซอื่ สตั ย์ ของเสียงออกมาได้
8. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การสน่ั พอ้ งของอากาศ
ในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน จากน้ันให้นักเรียนสรุป เพ่ือตรวจสอบความรู้
ความเขา้ ใจ
9. ตั้งคำ�ถามเกี่ยวกับประโยชน์และการประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องเสียงใน
ชวี ติ ประจ�ำ วนั และในดา้ นเทคโนโลยี ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั จากนนั้
ใหน้ กั เรยี นสบื คน้ เพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั การประยกุ ตใ์ ชป้ ระโยชนข์ องเสยี ง และ
นำ�เสนอผล

t

 เเเมมม่อืือ่่อื เเเมเมมเเมเอื่มมอมอื่ื่อเ่ือมอื่เ่ือื่อมเื่อมเเื่อมมื่อเเเมม่ือือ่มเอื่ ือ่อื่มเมเื่อม่อืเื่อมือ่ เมอื่140 v  331 0.6t  2 ดท11ด22345 ท1 .........า้า้ักกั นนษษกกกเแกเ(กแ(แกสคเเกกกกปมมคทะะทาลลาาวลาาาาาาร่ืื่น็ออรรราวกแรรรักะะิตรรรรตแมสวใทแแากแสเหรหคษอสตชกตทดังัรมสสะถด่ืสอกกั่งู่รภีะด้จเิคว่ิงรแอบบงลกงศรส(าปุลมปิ�ำกกรลวผดผแรอู้ผตสวาตา้ผนะมส าระา่ลาว่ารงงนวลทวยรลออาวื(เนมิเกนะสแา่แกรก�กยะำนดกคกสงนัถสาหใสรทหราราแารแหาลรบ(เลษตรว่ลรรรลมา่าปปรลเ้สิตเิมตมกททตงิกตทะะทราระน็นเขสดกดืเิกงิดหาคยี�ี่ิมดำยหดแ2อ)เอกนัาแงงล ู่นแ์ผี่ยาทักขี่ยถรงา1วาดลแอณลวรลแเลน้ศรบวอิทะลลง)ู้ทะเกถา้จตเ แมแย)้สมียะปเง�ำบาะา่ลถวดืรกูกากลนใ็รงเมมเิะบหศราบกัน เทแๆกดืกรรตสเ้าิดนเมี8กลนัแนยีปาสวตทผกแดิ.ะเลรนา่ำ� ต็นิงปเ่ีา่ลากงระเกลรจนรแสนร็ะาู้เแ่ยีจู้ง์ะทถเภนรแทรสถลวาขเเบวาถ่าอลดกบกสขี้ย้วอมทบมผติสริลอ้ดสวะสทสันืดเมลิลงวอเกผดวบรงก)้กัตสิา่นง้ยู่าีา่คุงปบันันื่คแอวร�ำง)�ำ ู่ล นะวอณธบิป 312 fffาdd...ddรddddddnddd nnDDDDDยมิ xแจนเแรทแใกเใแxxxxxสsาssหกsหหsss่วาถถถาบf�ำำ�มณdiidรiมiiiidนd้ม้คกnรเDบบบใDบnnบnnnขตnnหเือnxตหกกัnวxnfสสมsลsหdา้ddตัตdddnนา้เfเัDนาD่ลfiifววfดืีย้สรกddัdกddndกndิิdnมงdddnddxndงdxxnnddd4แ4DnDDdDD4อ่าา่snnDDDยssบีวู่Dิดคล nจnาtnรxvๆvxxxงงลxvxxxiiiดsเนssssทxvssnsLกรLnnล้าู้นLวบn4s11fะs1niiiไไiiinทitiทแvfงเd่dาา่ืนnnddฟnnnสดนnแiiInIdddLรnIDnDdddn0n0n1เv0nnDDDทรดnเn่ี4nแรยกี้ตคแnกxIxnxtxxแ0vvnnลเssnnสรุ1ป41sss2vnนส4n1ิ2ดLกวnnvสยn่มflี1lnnnlท3t4nnvอกii1i2vdัnงddviidndาไงolnoตnเLIDn4onnDงLวtn01vอ่ืโ1nเเonรงดปสnม3ทLtxPเnดxPกv่าAมขIAP1gIAs3กPg0Aกssg102ปเnng้วอnเL็nสนlv่ีงnอnnnn11ยตม4Iอ้iiiมื่อา3o0สf่า123nnก1็น2ดnnnnnnัมแtlnvแอnใI4lแnรnPง0Aอ่ืL1gื่อo2อห13o2นั11n2ขn1นพ2คเ112nvถnเแกลnlPnnIAPมvnAม3Igดnอ่ืLgเนII้0อ40nnIอoล1เ1ทบnIวจนั3ะIl0nมI1n2tI0vมื่อแอื่เเ3กยP0ัnเoื่A1ท.นง2I0าnnอรL3g00nมธI00lเ1มมn102มอ่ืn6112I,บเแ0ือ่แเเ่าPoกnกมเnAn3ภแ์ก0nาnIg1ืม1ดnIร0เ0มIเมื่อ,ือ่เntสงI1Pอื่เ1,02AบสIเ.n,สgแมงnมมื่อยันีม,0lิป,nn1nม10211เ36ไ0มnอื่,10112ื่อง1nn1อ่ืงnก.อoแl3เมตnnรn2น11เ่่อืเnตI่อืรอ่ืผ61tือ่,สo2,,nอ่ืผ3,In,ม0ห,102,ดPา,ลn,่Aล,nn,อ่ื11เใา1ngเ,nา1P01เA3่ารtIg0n2n3Iา5่เรม3nช3มn,ลข2กอ่ืะ12.In2ยIะเ,0,ม.n0,,1,เnนมิมเ0.0น002nจม0,เ60ส,้,30็ม,0อรดิก่ือ3ชม2,1อื่ร,1,2,ส,.1ม,11n2.สเ,n.อื่11251,ัด0n5ส่,วลเ026.่ือ่,วงn,,ขไ,.5tก,่.อื่อ,5110n3,6ม,อ่ื1,.,I,1ม,..nล2n1่อื0,1ฟ1แII.5มเ,,.,0ตลกม1ิ5,2n.t,นึ้,,1..ิn1,ด,I,ง2n,.010ก2nม,100,n.0.ิ.,tต,,,,32n่อื0..สเ1,2n202,0กคติากฟ,.,1.จ..,30n1ไ,.เ,,,3า.,ม2,.2.,.6,ื่อ0.ค,,,.,.ง.2ปรด,3,2,,ั2นู่,ันnค,,2ะ1.,.10,ร้n33า312.1.11เ3311,2.ผ.ือ่,.1t,1เู่.แ25ก..,อ้2,็.น.ท,แส.่,,ูว.nเ,,5,,,0,,ร,n,,,,11,1เ.,..,,า.่,,,..ก..จ10ล1132n.ร2,.1ย,22ิ3เ...ม,,�ำล.2n2.0แ2ียำ.21.�.,1..น2.5,..ค,,,.,ต.ึ,.ง่ีย...,ะ,..0.,,ห่า...,,ต,1,ะ,,.ถ,น22ือ่,..1,,2,2...,ส...ม13.n23.3ร1ต3วเ2ง.,5.,,..2ร.เั.ว.2,.บ,.,ก1ร,.,ล.,.าไ,0ี.ส,.กก,.,.งิ,2n30,ับ3,,.2เ..1..ร,12ู้.,ร,.ส2ะ1.ติ,3.มป.ับ.ร.,.,5,แ.,.23,ส,...3.ต..,.31ห.,ว,.,1คแ,ต2.บ,็.สนล...2nล2.,,.,ต,,.่า1.,..์ตลแู่.ต,,..่ิงะ1..ัต.2แ..ติ..3ง,.,.ิง,2.ละำ�.ท..,งิส..33ิกแห,คช2.,.2แนะ...ล่ีส,,สลา.,ู่.่อล,,เห...ำ�.ต.ิัง13รก3ะม..่งง.เเน.เแ.,,ร.สขกกกบ,ด.2่ทง.ต.นำอา�ตย.่ีตั.แตร,รเ.งอเวกิน3ถหแกงสิ ผาสิบด,ทส็นลอลร.อ่ อมอิตร.มภเง.ลากืดดคีคปิดพย้ีสแแู่แวแูรวัอนลลลาาสเมดยะะะธงบ์ นและ ด1ด13 2 ด2ก.....้้าาา้ านนนรแกกแรภกกเสอกแคกคกจทคแ่วาลบบาาัาภลววาบแารมริตทรวรรารากัะิตวนิปบบกสตแมทสมกใาลวระษครทฝวางชัทตื่อมมันดซกิทงผาู่เทรึกะด้จขกิสเงรงุ่ล่ือสรยู้นแยกหาสำม�กตอ้าอู้สอรทาำง�รแนอดัรนส่ัส่วงตัด กกศตลรสบแอวรมอยจาขาตกาาะลนปุดดกร์ารอสริงสจสะวแใทนักวคสงตนาดแัอลลแนัดแกแนวกบิรดกตะลกลแาสารเจ์กบาแเะาทมะรลางดารราลสทกรอยศผกะี่ยทหรลว่ะดางแภา่ปกเวดามราิลตกนสลิาปรปลนนมย้ีเาอระสจะดรอรผำ�วรอืทบกลาเางี่ยิมเเเลมดากสบติกยลวกากรลนินกาเี้รนยาณราดอจรผ่าวอรวขู้เรย่ทีงาตทรตมลผเอทกวบอ�ำ่คาแี่ากลกงดงแงลวทภนแันาาล บาๆะิันสปรขนแอมกบเงสรอเลงหรทาผปฝ่ือางยีะรม่ีเา่นยึ็กแกอนรานจหรทสี่ภยยารา่วสัดมงียขวปิกู้ มผลแอ้แขงกรกต่ิาามลล้อาาันนนคยลูะะรง ่ ู

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ ff 4 ddddnnDD. xxssจแสใหนiiถ�ำ nn้นหบสnnddddddddddddDDDDักรรสDDddddddddddddบัddxxDDปุDDnnเddxxddDDวDDdddd44xxssรDDssffDDssxxเา่xxไxxddvvxxีddยssกnniiiixxsssxxดDDssiiงLLssnnssnnนnnรiiiiiiว้xxiiiinnnnตssnnnทา่ffเเnnnnddiiตddnnnnมมดDDnnเnnnมิงnnnnnnnnxxลssnnื่อื่ออื่nnnnอiinnnnnnแ44nnงnnเvvสกมvvnnเเเLLเ441122งnnาnnเมแมมมttnnvvผ1122รื่อnn1122มnnLLnn1111nนเเnn1122nnาเ่่อื่ื่ออืือ่nnIIมมล0000อ่ืเเวนnnn00nมมี้ย33ทnnnสอื่่ือnnnเllllว่ออื่ืn,,ooooมเ33าล122เเเเ1111PPAAม122เggggงnnมติ1บ22nnเเ11มมือ่เเมเ1ก22,,,,เมมเเเเือ่เเนเมมเม่ือ0ดมมเม33า่ือือ่ม0เมม22มมือ่0nnเnขมื่อ่อืnn0ย่ีIIIInมร00อือ่อ่ือ่ือื่ือ่,IIInม,,00ื่อ0,ือ่,,nออื่อ่ื0000่อืจื่อ,วnn001nnื่อn,155่ือ..,,nn..100nnง่อืดั,nnn1166n1,,จn,n..เเn,แnnn1n,,1111,กเ,,nttะมม,,,n2เเส..2มn,,,,11211,22าเเม0มม..2033ง220อ่อื่ื11,มมร211,,,..,,กอ่ืี011,00ผ,,,,,.่่ืืออเ11,,0,,,,.33,1..0,,.า22,,55ร1่อ่ือื0่11า,,.10..22nn0,...1122nn.0,,22nร001..0ียน,,,...,,,,,,22nn,0,10,,,เ,,,,2...,,22nn,,น055,,21ลส,222,331..,1..1331331,,,1,2,....1ย้ีลร,,,33,1,,,,,2,,,,,,,1,,...,331..ู้ว.11.ิต2..,..,....2111,,.,2222......,,......เ,,.,11เ,,2....2,,,บ....,..ด11,2,,222,,.222,,.....น.,..ี่ย,,,...22...,,,.,,.,,.22...แ.ว33.333,,..ล,,33..,,,อ33..ะ...,,...ภ..ก,,.....ิปา..ร..รแาทยรร่วกมสกอันด ฟสิ กิ ส์ 141
เเเเมมเเมมมมอ่่ือื ่่ออืื อื่อื่ เเเมเเมเมมเมมเเเมื่อม่ือมเเมม่อือ่ืเเือ่อ่ื มม่อือมม่อือ่ือ่ื ือ่ื่อืื่อ่อ เเมม่ือือ่65 ddddddddDDDD.. xxxxssssยแใกแจเแวพหิเาiiiiถบกาทคnnือ่กnnร้นบตบรdรddเตนdDััวกมกDลหาdddรdัน้DnnอxdสะDdดืี้ยxเกัsDวsรยnnxนหddอddxวddddลiจsxDDDDsีiย่าเnsำ�์ตด้าnสiบixxxxงนเissnง�ำผnssอสกffนnเแสdddddddddiiii่ddddาddddnnnบกนDDDDาDDDDnผnn11ห22nnัnnนงxxxxnรnxxxxิดnnคอsssssssss่าnเนคสเผวiiiiiiiiiกนปnnnnnnn่งำ�nnnnลาnnลตแนน็nnมิตสแคถnnnn44วแรลnคลnnnnn1122vvบวณ้คูถnิตnLLู่ะาnมเวบคอปกมเเ11าืด22nnมู่มมภnnรรม11112222nnnnnเเnnnnดืิมกไิปตหอื่อ่ืเดแnnขราตรมnnnn้คตลณ้าาnnิงือเวใยะตมม11112222ต1122จนเเเาnnแแริงเเมมม่ืือ่อ่าเเเม่วลมมหบ11มมม00งแ่่่ือออือ่ืืสมะnnn,,บ่อืือ่ รn00ๆnื่ื่อื่ออล,,nnมัn22ก00สnืnnnnn11อ11เะnnnnพส,,นัnnnลทn,,,,nn,,คเเเเ,,ส1133ร1133nnมมมมิ22ันต่ีเnnวลิม00ก,,,,,,,,่ออ่ืืือ่ื่อเ1111ธ,,าิต0..55ดเ011ี่ย,,220..022,,,,์ก11000ก..ม0เ..02222nnnn000่ีย,,ว,,,..11ด0ัน0,,,ดิ,,,,,,..แ,,22,,,,0ข,1,,,,22ว1..,111..1่ีย,,33331111ต1เ00..,ต,....้อ122nn00ป,,,1,,,,ว,,,,,,..,..,า,1,พ..133....1111ก222ง,,222..,็น2,,....ม,22,,22..ก,,,,จ11,....ร33,11,ต,,,2,,22222แส,.....,า้2,ัอบ,2,,..,,่...,,.,,า.ถ,,,,.ม...ก,....,....ม113333.22..ง22,,.บ...กก..น..,,,,ท,,ข.......,,.าสา,,22้ัน........ั้อง....รร..ว..ใเ,,..งแ..่าหข33ลงทีย้น,,วร..แนัก..ดกล..เแสลระผียอรานนว่ดยภมสแกการลาพุปันะร
ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
1. ความซอ่ื สตั ย์
2. ความมงุ่ มน่ั อดทน แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ddxsin  n เเมมื่อ่ือnn  0 ,1, 2 ,...
n  0 , 1, 2, ..
dDx  n
เมือ่ n  0,1, 2, ..


Click to View FlipBook Version