The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการสินค้าคงคลัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by farylovejessica-noon_, 2021-10-19 03:21:42

การจัดการสินค้าคงคลัง

การจัดการสินค้าคงคลัง

การจัดการสินค้าคงคลัง
Inventory Management

คำนำ

หนังสืออีบุ๊คฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาวิชา การจัดการสินค้าคงคลัง โดยคณะผู้
จัดทำได้ศึกษาค้นคว้า และรวบรวมเนื้อหา เรื่องการจัดการสินค้าคงคลัง ก่อนอื่นคณะผู้จัด
ทำต้องขอขอบคุณ อาจารย์จิราวรรณ จันทร์สุวรรณ ที่ให้ความรู้แก่คณะผู้จัดทำมาโดย
ตลอด คณะผู้จัดทำจึงได้ทำหนังสืออีบุ๊คฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อสะดวกและง่ายต่อการศึกษา

คณะผู้จัดทำหวังว่า หนังสืออีบุ๊คฉบับนี้จะเป็นประโยชน์และสามารถอำนวยความ
สะดวกในการศึกษาต่อผู้ที่สนใจศึกษา หรือนำไปเป็นแนวทางในการศึกษาอื่น ๆ ได้ หาก
หนังสืออีบุ๊คฉบับนี้มีข้อผิดพลาดประการใด คณะผู้จัดทำก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

คณะผู้จัดทำ

สารบัญ หน้า
1
เรื่อง 4
1. การจัดการสินค้าคงคลัง 9
2.ต้นทุนฐานกิจกรรม (ABC) 25
3.ปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด (EOQ) 31
4. การสั่งทดแทนแบบร่วม 39
5.ระบบจุดสั่งซื้อใหม่ (ROP) 46
6.การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) 50
7.สินค้าคงคลังที่จัดการโดยผู้ขาย (VMI) 54
8.การจัดการสิค้าแบบระบุความถี่คลื่นวิทยุ (RFID) 57
9.ระบบคัมบัง Kanban

10. ภาคผนวก

การจัดการสินค้าคงคลัง
Inventory Management

2

สินค้าคงคลัง หมายถึง สินค้าและวัสดุที่เก็บไว้อยู่ในกระบวนการผลิต ทั้งก่อนผลิต ระหว่าง
ผลิต ปริมาณสินค้าที่ธุรกิจมีสำรองไว้เพื่อการใช้งาน เพื่อการบริหาร เพื่อการจัดจำหน่ายใน
อนาคต

ชนิดของสินค้าคงคลัง
วัตถุดิบ (Raw material)
งานระหว่างทำ หรืองานระหว่างดำเนินการ

(Work-in-Process; WIP) สินค้าที่ยังไม่พร้อมขายหรืออยู่ระหว่างการผลิต
สินค้าสำเร็จรูป หรือสินค้าที่ผลิตเสร็จ

(Finish Goods; F/G) สินค้าที่มีไว้เพื่อขาย
สินค้าคงคลังระหว่างการกระจายสินค้า

(Distribution- inventory) สินค้ายังไม่มีการเปลี่ยนมือ
วัสดุสิ้นเปลืองเพื่อการบำรุงรักษา ซ่อมแซม และ การปฏิบัติงาน

(Maintenance, Repair and Operating; MRO เช่น ไขควง น้ำมันหล่อลื่น น๊อต
อุปกรณ์ที่ช่วยให้งานเดินต่อไปได้

ความสำคัญของสินค้าคงคลัง
ทำให้โรงงานสามารถผลิตสินค้า หรือเดินเครื่องจักรได้ตลอดสม่ำเสมอ อย่างเต็มกำลัง
การผลิต และทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง
ช่วยทำให้การผลิตไม่หยุดชะงัก ถึงแม้เครื่องจักรจะชำรุดเสียหายเพราะยังมีสินค้าในคลัง
สินค้า เช่น เครื่องอัดปูนเม็ดในโรงงานปูนซีเมนต์ชำรุด โรงงานก็ยังมีปูนเม็ดในโกดังที่จะ
นำออกมาบดเข้าเครื่องบดเพื่อเป็นซีเมนต์ผงจำหน่ายได้
ช่วยให้โรงงานสามารถเก็บสินค้าไว้ได้ในช่วงราคาสินค้าตกต่ำ
ช่วยทำให้โรงงานมีสินค้าจำหน่ายในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ความไม่แน่นอน
ของการขนส่งสินค้า เกิดปัญหาทางธรรมชาติ
ช่วยทำให้การผลิตและการจ้างแรงงานเป็นไปโดยสม่ำเสมอ ไม่ทำให้เกิดการทำงานหรือ
เครื่องเดินเปล่าในการผลิตสินค้าบางอย่างจะต้องคาดคะเนถึงราคาวัตถุดิบในอนาคต
ด้วยและจำเป็นจะต้องจัดหามาเก็บไว้ล่วงหน้าด้วยก่อนราคาจะขึ้น

3

สรุป
การบริหารสินค้าคงคลัง หมายถึง การจัดการต่างๆเกี่ยวกับรายการสินค้าในคลังตั้งแต่รวบรวม
จดบันทึกสินค้าเข้า-ออก ควบคุมปริมาณสินค้าคงเหลือในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงการดูแล
รักษาจัดเก็บทรัพยากรไว้ในในปัจจุบันหรืออนาคตเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น

บทที่ 1 ต้นทุนฐานกิจกรรม
(Activity Based Costing)

ABC

5

การจัดการสินค้าคงคลัง คือวิธีการหนึ่งของการจัดสรรต้นทุนทรัพยากรขององค์กร โดยอาศัย
กิจกรรมการผลิตสินค้าหรือบริการที่สร้างขึ้นสำหรับลูกค้า วิธีการ ABC เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้
สามารถเข้าใจถึงต้นทุนของสินค้าและลูกค้า และผลประโยชน์ที่ได้รับ ทำให้ ABC ถูกใช้เพื่อ
รองรับการตัดสินใจทางกลยุทธ์ดังเช่น การกำหนดราคา การจัดจ้างคนภายนอก และการระบุ
และการวัดกระบวนการดำเนินการ เป็นต้น

ระบบการควบคุมสินค้าคงคลังแบบ ABC (Activity Based Costing) หมายถึง การ
จัดแบ่งประเภทของสินค้าคงคลัง (Classification) โดยแบ่งออกตามมูลค่า (Value) ของ
สินค้าชนิดนั้นๆ โดย

A เป็นสินค้าคงคลังที่มีปริมาณน้อย (5-15% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด) แต่มีมูลค่ารวมค่อน
ข้างสูง (70-80% ของมูลค่าทั้งหมด)

B เป็นสินค้าคงคลังที่มีปริมาณปานกลาง (20%-30% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด) และมีมูลค่า
รวมปานกลาง (15-20% ของมูลค่าทั้งหมด)

C เป็นสินค้าคงคลังที่มีปริมาณมาก (50-60% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด) แต่มีมูลค่ารวมค่อน
ข้างต่ำ (5-10% ของมูลค่าทั้งหมด)

6

จำแนกระดับชั้น ABC (Activity Based Costing)
A ควบคุมอย่างเข้มงวดมาก การควบคุมจึงควรใช้ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องและต้อง
เก็บ ของไว้ในที่ปลอดภัย ในด้านการจัดซื้อก็ควรหาผู้ขายไว้หลายรายเพื่อลดความเสี่ยงจากการ
ขาดแคลนสินค้าและสามารถเจรจาต่อรองราคาได้

B ควบคุมอย่างเข้มงวดปานกลาง การตรวจนับจำนวนจริงก็ทำเช่นเดียวกับ A แต่ความถี่น้อย
กว่า (เช่น ทุกสิ้นเดือน) และการควบคุม B จึงควรใช้ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องเช่นเดียว
กับ A

C ไม่มีการจดบันทึกหรือมีก็เพียงเล็กน้อย สินค้าคงคลังประเภทนี้จะวางให้หยิบใช้ได้ตามสะดวก
เนื่องจากเป็นของราคาถูกและปริมาณมากจะเห็นได้ว่าการนำ ABC เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ
มากในการนำมาใช้บริหารจัดการคลังสินค้า เพราะช่วยทำให้มองเห็นถึงต้นทุนที่เสียเปล่าที่อาจ
จะเกิดขึ้น

7
ตัวอย่าง การควบคุมสินค้าคงคลังแบบ ABC

1. จัดทำข้อมูลสินค้าคงคลัง โดยมีรายละเอียดเป็นจำนวนที่สั่งซื้อต่อปี และราคาต่อหน่วยของ
สินค้าคงคลังแต่ละชนิด

2. คำนวณหามูลค่าในการซื้อสินค้าคงคลังแต่ละชนิดที่หมุนเวียนในรอบปีนั้น นำปริมาณการ
ขายต่อปีคูณราคาต่อหน่วย
3. จัดเรียงลำดับข้อมูลตามลำดับของมูลค่าในการซื้อสินค้าคงคลังจากมากไปหาน้อยตามราคา
ของต้นทุนรวม

8

4.หาค่าเปอร์เซ็นต์ของจำนวนหน่วยสะสมในแต่ละชนิดของสินค้าคงคลังจำนวนมูลค่าการซื้อสะสม

5. นำเอาค่าเปอร์เซ็นต์แบ่งชนิดของสินค้าคงคลังเป็นชนิด A และ B และ C ตามความเหมาะสม

สรุป
จากการแบ่งกลุ่ม a b c ข้อนี้ยึดหลักมูลค่าได้เพียงอย่างเดียวเนื่องจากปริมาณมีผลต่อกิจการ
น้อยกว่ามูลค่า
กลุ่มAจะมีนโยบายตรวจสอบปริมารสินค้าก่อนเปิดและหลังปิดร้านเพราะเป็นสินค้าที่มีราคาสูงและ
ปริมาณน้อย
กลุ่มBมีนโยบายตรวจสอบเช็คสต๊อกปริมาณสินค้าอยู่ตลอดเวลาและบันทึกบัญชีเมื่อมีการเบิกจ่าย
สินค้าเพราะเป็นสินค้าที่มีมูลค่า
กลุ่มCมีนโยบายบันทึกบัญชีเดือนละครั้งสินค้ามีปริมาณมากแต่ราคาค่อนข้างต่ำถ้าตรวจสอบบ่อย
มีค่าใช้จ่ายสูง

บทที่ 2 ปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด
(Economic Order Quantity)
EOQ

10

การหาปริมาณสั่งซื้อที่เหมาะสม (Economic Order Quantity: EOQ) เป็นแบบ
จำลองที่นำมาใช้เพื่อหาปริมาณสั่งซื้อที่เหมาะสม คือ ต้นทุนการสั่งซื้อ ต้นทุนการจัดเก็บ
รักษา ต้นทุนสินค้าขาดมือ ให้อยู่ในระดับต่ำ โดยมากจะคิดเป็นต่อหนึ่งปีการนำแบบจำลอง
EOQ ควรจะทราบข้อมูลเบื้องต้น ดังนี้

1.คิดจากสินค้า 1 รายการ
2. มีข้อมูลการใช้ต่อปี
3. อัตราการใช้คงที่ตลอดปี
4.ช่วงเวลาก่อนสินค้ามาถึง (Lead time) คงที่ทุกครั้งที่สั่ง
5. ไม่คิดหรือไม่รับส่วนลดปริมาณสินค้า

การคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด, EOQ
ประกอบไปด้วยกรณีต่าง ๆ ดังนี้3

1.กรณีสั่งซื้อ : ไม่ยอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน
2.กรณีสั่งซื้อ : ไม่ยอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลนแบบทะยอยส่ง
3.กรณีสั่งซื้อ : ยอมให้พัสดุคงคลังขลาดแคลน3
4.กรณีสั่งซื้อ : มีส่วนลดในการสั่งซื้อ-แบบลดทุกหน่วย
5.กรณีสั่งซื้อ : มีส่วนลดในการสั่งซื้อ-แบบลดเฉพาะส่วนที่ซื้อเพิ่ม

ตัวแปรที่ใช้คำนวณ
D = ความต้องการต่อปีของพัสดุหนึ่งรายการ (หน่วย/ปี)
Q = ปริมาณการสั่งพัสดุเมื่อถึงจุดสั่งในแต่ละครั้ง (หน่วย/ครั้ง)
P = ต้นทุนในการสั่งซื้อสินค้า (บาท/ครั้ง)
C = ราคาต่อหน่วยของพัสดุ (บาท)
h = ต้นทุนรวมในการถือครองพัสดุ (เปอร์เซนต์/ปี)
H = ต้นทุนรวมในการถือครองพัสดุ (บาท/หน่วย/ปี) = h x C
W = ค่าใช้จ่ายในการถือครองเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษา (บาท/หน่วย/ปี)
I = ค่าใช้จ่ายในการถือครองเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยจม (บาท/หน่วย/ปี)
TC = ต้นทุนรวมการควบคุมพัสดุคงคลังต่อปีไม่รวมค่าวัสดุ (บาท/ปี)
TIC = ต้นทุนรวมการควบคุมพัสดุคงคลังต่อปีรวมค่าวัสดุ (บาท/ปี)

11
EOQ : กรณีสั่งซื้อ : ไม่ยอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน

สูตรการคำนวณ
ปริมาณการสั่งผลิตที่ประหยัด (Economic Order Quantity, EOQ)

ต้นทุนรวมการควบคุมพัสดุคงคลังต่อปี

ต้นทุนการควบคุมพัสดุคงคลังต่ำที่สุด

รอบเวลาในการสั่งที่ประหยัดต่อปี

12

ตัวอย่าง : กรณีไม่ยอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน

บริษัท PLEUMJIT ต้องการลดค่าใช้จ่ายสินค้าคงคลังของบริษัทให้น้อยลง โดยใช้ตัวแบบปริมาณสั่ง
ซื้อที่ประหยัด ความต้องการสินค้าต่อปี 1,000 หน่วย ต้นทุนการสั่งซื้อ 10 บาทต่อครั้ง ต้นทุนการเก็บ
รักษาต่อหน่วยต่อปี 0.50 บาท จงคำนวณหา

1. ปริมาณสั่งซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสมที่สุด
2. สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละปีได้เท่าไร
3. รอบเวลาการสั่งซื้อที่ประหยัด

โจทย์กำหนด
D = 1,000 หน่วย
P = 10 บาท
H = 0.50 บาท
1.คำนวณ EOQ
สูตร

2.คำนวณหาต้นทุนรวม
สูตร

ดังนั้นประหยัดได้ 200 - 100 = 100 บาท

13

3.รอบเวลาการสั่งซื้อที่ประหยัด
สูตร

รอบการทำงานสัปดาห์ = 0.2 x 50 = 10 สัปดาห์
รอบการทำงานวัน = 0.2 x 365 = 73 วัน

14

EOQ : กรณีสั่งซื้อ : ยอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน

สูตรการคำนวณ
ต้นทุนในการสั่งซื้อ
ต้นทุนในการถือครองพัสดุคงคลัง
ต้นทุนพัสดุคงคลังขาดเเคลน
ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด
ระดับพัสดุคงคลังสูงสุด
รอบเวลาการสั่งที่ประหยัด
ต้นทุนการควบคุมพัสดุคงคลังรวม

15

ตัวอย่าง : กรณียอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน

บริษัท PLEUMJIT ต้องการจะพิจารณาขนาดรุ่นของการสั่งพัสดุคงคลังรายการหนึ่งซึ่งหากพัสดุ
คงคลังรายการดังกล่าวขาดแคนในช่วงที่สั่งลูกค้ายังคงพร้อมที่จะรอ แต่บริษัทอาจจำเป็นต้องมีค่าใช้
จ่ายในการชดเชยบางส่วน บริษัทจึงต้องการพิจารณาว่าหากยอมให้มีการขาดแคลนบ้างระดับหนึ่งจะ
ทำให้ประหยัดต้นทุนการควบคุมพัสดุคงคลังหรือไม่อย่างไรโดยบริษัทได้มอบหมายให้ผู้จัดการฝ่ายวัสดุ
เป็นผู้วิเคราะห์นโยบายดังกล่าวซึ่งได้ทำการรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการวิเคราะห์ดังนี้ความต้องการ
ต่อปีเป็น 250 หน่วย ต้นทุนในการสั่งซื้อต่อครั้งคือ 10 บาท ต้นทุนในการถือครองพัสดุคงคลังคือ
0.50 บาท ต่อหน่วยต่อปีและต้นทุนพัสดุคงคลังขาดแคนคือ 1 บาท ต่อหน่วยต่อปี

กรณีไม่ยอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน

กรณียอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน

16

ตัวอย่าง : กรณียอมให้พัสดุคงคลังขาดแคลน

ระดับพัสดุคงคลังสูงสุด

ดังนั้นพัสดุขาดแคลนต่อรอบ
จำนวนครั้งที่สั่งต่อปี
ดังนั้น

17

EOQ : กรณีสั่งซื้อ : มีส่วนลดแบบลดทุกหน่วย

โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
1.สามารถประมาณค่าความต้องการต่อปี ต้นทุนการถือครอง และต้นทุนในการสั่งซื้อต่อ
ครั้งได้
2.ค่าใช้จ่ายในการถือครองวัสดุคงคลัง อาจจะกำหนดให้อัตราคงที่ต่อหน่วยต่อปี หรือให้
แปรผันตามราคาตามวัสดุที่สั่งซื้อในรูปของร้อยละต่อปี
3. ต้นทุนรวมวัสดุต่อปีคือต้นทุนที่รวมราคาค่าวัสดุและต้นทุนในการควบคุมพัสดุคงคลัง
4. มีส่วนลดเมื่อซื้อในปริมาณมาก
5. การส่งมอบวัสดุในแต่ละครั้งจะส่งมอบครั้งเดียวหรือทยอยส่ง

ตัวอย่าง : กรณีมีส่วนลดแบบลดทุกหน่วย

ฝ่ายซ่อมบำรุงของโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมีการใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดจำนวน
816 หีบต่อปี ค่าใช้จ่ายในการสั่งต่อครั้ง 12 บาท ค่าใช้จ่ายในการถือครองพัสดุคงคลัง 4
บาท ต่อหีบต่อปีและจากการกำหนดราคาใหม่ได้แสดงให้เห็นว่าหากสั่งจำนวนน้อยกว่า 50
หีบจะคิดราคา 20 บาท ต่อหีบ ระหว่าง 50 ถึง 79 หีบ จะคิดราคา 18 บาท ต่อหีบ ระหว่าง
80-99 หีบ คิดราคาที่ 17 บาท ต่อหีบ และมากกว่า 99 หีบ จะคิดราคา 16 บาท ต่อหีบ จง
พิจารณาปริมาณการสั่งที่เหมาะสม

18

ตัวอย่าง : กรณีมีส่วนลดแบบลดทุกหน่วย

ดังนั้น การสั่ง 100 หีบต่อครั้งจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำสุด

19
ตัวอย่าง : กรณีมีส่วนลดแบบลดทุกหน่วย(ค่าถือครองเป็นเปอร์เซ็น)

ผู้ส่งมอลวาล์วแห่งหนึ่งได้สนอเงื่อนไขส่วนลดให้กับผู้ผลิตแห่งหนึ่ง หากสั่งซื้อมากกว่าปริมาณ
ที่ทำการสั่งอยู่ในปัจจุบัน ดังตาราง

โดยมีความต้องการต่อปีคือ 10000 หน่วยต่อปี, ค่าใช้จ่ายในการถือครอง 20% ของราคาต่อ
หน่วยต่อปี และค่าใช้จ่ายในการสั่งต่อครั้ง คือ 5.5 บาทต่อครั้ง

ดังนั้น การสั่ง 700 หน่วยต่อครั้งจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำสุด

20

EOQ : กรณีสั่งซื้อ : การทยอยส่งมอบ

p = อัตราการทยอยส่งเป็นรายวัน (หน่วยต่อวัน) d = อัตราการใช้ (หน่วยต่อวัน)

จากตัวอย่างเดิม ทราบข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ มีอัตราการใช้ 40 หน่วยต่อวัน และอัตราการส่งจะ
ทยอยส่งเป็นรายวันละ 120 หน่วย

ดังนั้น d = 40 หน่วย p = 120 หน่วย

ดังนั้น การสั่ง 700 หน่วยต่อครั้ง และจัดส่งแบบทยอยส่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำสุด

21
EOQ : กรณีสั่งซื้อ : มีส่วนลดตามที่เพิ่ม

ขั้นตอนที่ 1 หาค่าต่าง ๆ ในกราฟ

ขั้นตอนที่ 2 หา
จากสูตร
เริ่มจาก

เป็นไปไม่ได้ต้องใช้ Q = 199 แทน

22

ขั้นตอนที่ 2 หา

เงื่อนไข ที่คำนวณเป็นไปได้ในช่วงเวลา j แสดงว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสมที่ระดับช่วงราคา j
หากค่า อยู่ต่ำกว่าช่วง จะต้องให้ = ปริมาณการสั่งที่ต่ำที่สุดในช่วงราคา j
หากค่า อยู่สูงกว่าช่วงจะต้องให้ = ปริมาณการสั่งสูงที่สุดในช่วงราคา j
หากค่า

ดังนั้นข้อนี้ต้องใช้ Q = 199

ขั้นตอนที่ 3 : หา

จากสูตร



J=1

23

ขั้นตอนที่ 4 หา
จากสูตร



J=2

เป็นไปไม่ได้ ต้องใช้ Q = 249 แทน

ขั้นตอนที่ 4 หา

24

ขั้นตอนที่ 5 หา
จากสูตร



J = 3 (สุดท้าย)

เป็นไปได้ ดังนั้นใช้
ขั้นตอนที่ 5 หา

= 15,148 บาทต่อปี ต่ำที่สุดจึงซื้อครั้งละ 551 ชิ้น

บทที่ 3 ระบบจุดสั่งซื้อใหม่
(RE-ORDER POINT SYSTEM)

ROP

26

จุดสั่งซื้อใหม่ ROP
ในการสั่งซื้อสินค้าคงคลัง เวลาเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งตัวหนึ่งโดยฉพาะอย่างยิ่งถ้าระบบ

การควบคุมสินค้าคงคลังของกิจการ เป็นแบบต่อเนื่องจะสามารถกำหนดเวลาที่จะสั่งซื้อใหม่ได้
เมื่อพบว่าสินค้าคงคลังลดเหลือระดับหนึ่งก็จะสั่งซื้อมาใหม่ในปริมาณคงที่

ระบบปริมาณการสั่งคงที่ ,FOQ
ลักษณะที่สำคัญที่สุดของระบบนี้คือ จะทำการออกใบสั่งด้วยปริมาณคงที่เท่ากันทุกครั้ง

ที่ทำการออกใบสั่งและจะทำการออกใบสั่งเมื่อพัสดุคงคลังลดลงมาถึงระดับวิกฤติที่ได้กำหนดไว้
ระดับเดียวกันทุกครั้ง

ระบบปริมาณการสั่งคงที่,FOQ

ในการควบคุมพัสดุคงคลังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาดังนี้

ปริมาณการสั่งในแต่ละครั้ง (หน่วย/ครั้ง)

อัตราการใช้หรือความต้องการโดยเฉลี่ย (หน่วย/หน่วยเวลา)

ช่วงเวลาการนำโดยเฉลี่ย (หน่วยเวลา)

ระดับสต๊อกปลอดภัย (หน่วย)

ในการหาจุดสั่งใหม่ ระดับสต๊อกปลอดภัย และระดับสต๊อกสูงสุด สามารถหาได้ 3 วิธี ดังนี้
1.วิธีหาค่าสูงสุดในอดีต
2.วิธีประสบการณ์ของผู้บริหาร
3.วิธีทางสถิติ

1. วิธีหาค่าสูงสุดในอดีต
เราจะใช้ข้อมูลของอัตราการใช้ในอดีตที่ผ่านมาทำการวิเคราะห์ โดยค่าสูงสุดของอัตรา

การใช้ต่อหน่วยเวลาและช่วงเวลาในอดีตเป็นเกณฑ์ในการกำหนดระดับจุดสั่งซื้อใหม่เพื่อให้มั่นใจ
ว่าไม่เกิดการขาดสต๊อกขึ้น การวิเคราะห์หาจุดควบคุมต่าง ๆ ได้ดังนี้

ระดับจุดสั่งซื้อใหม่
ระดับสต๊อกสูงสุด
ระดับสต๊อกปลอดภัย

27

ตัวอย่าง วิธีการหาค่าสูงสุดในอดีต

บริษัท PLEUMJIT กำหนดรายละเอียดในการควบคุมพัสดุคงคลังไว้ดังนี้

เวลาในการเตรียมเอกสาร 2 สัปดาห์
ช่วงเวลานำสำหรับการส่งมอบเฉลี่ย 4 สัปดาห์
ช่วงเวลาเวลานำส่งมอบช้าวุด 6 สัปดาห์
อัตราความต้องการโดยเฉลี่ย 200 หน่วย/สัปดาห์
อัตราเบิกสูงสุด 250 หน่วย/สัปดาห์
จำนวนสั่งซื้อในแต่ละครั้ง 3,000 หน่วย

จงหาจุดสั่งใหม่, ระดับสต๊อกปลอดภัย และระดับสต๊อกสูงสุด

วิธีทำ
จุดสั่งซื้อใหม่
ระดับสต็อกปลอดภัย

จุดสั่งซื้อใหม่

สต็อกสูงสุด

28

ระบบรอบเวลาการสั่งคงที่, FOP
ลักษณะสำคัญของระบบนี้คือ จะมีการตรวจสอบระดับพัสดุคงคลังของแต่ละรายการตาม

กำหนดเวลามากกว่า การจะต้องตรวจสอบระดับพัสดุพัสดุคงคลังอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกับ
FOQ ระบบนี้กำหนดตารางการส่งมอบทำได้ง่าย เนื่องมาจากได้กำหนดขึ้นเป็นงานประจำที่
แน่นอน โดยรอบเวลาหรือช่วงเวลาในการสั่งจะคงที่แต่ปริมาณในการสั่งแต่ละครั้งอาจจะไม่เท่ากัน
ขึ้นกับการใช้ในรอบการสั่งซื้อก่อนหน้า

ระบบรอบเวลาการสั่งคงที่, FOP (เวลา)
ในการควบคุมพัสดุคงคลังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาดังนี้ (หน่วย/หน่วยเวลา)
(หน่วย/เวลา)
รอบเวลาการสั่ง (หน่วย)
อัตราการใช้หรือความต้องการโดยเฉลี่ย (หน่วย)
ช่วงเวลาการนำโดยเฉลี่ย
ระดับสต๊อกปลอดภัย
ระดับพัสดุคงคลังในมือ
ระดับบริการ (เปอร์เซ็นต์) หรือค่า

2. ระบบรอบเวลาการสั่งคงที่, FOP
โดยเราสามารถวิเคราะห์หาจุดควบคุมต่างๆได้ดังนี้

ระดับสต๊อกปลอดภัย
ระดับสต๊อกสูงสุด
ระดับพัสดุคงคลังเป้าปลาย
ปริมาณการสั่งในแต่ละรอบ

รอบเวลาการสั่งที่ประหยัด

29

ตัวอย่าง ระบบรอบเวลาการสั่งคงที่, FOP

บริษัท PLEUMJIT กำลังพิจารณานโยบายสั่งซื้อมอเตอร์ #A17 ที่ใช้ในการประกอบเครื่องปรับ

อากาศ โดยกำหนดระดับบริการไว้ที่ 95 % โดยนโยบายให้รอบเวลาการสั่งคงที่ จากรอบที่ประหยัด และ

รวบรวมข้อมูลจากอดีตได้ดังนี้

อัตราการใช้ต่อปี = 3,000 หน่วย

ค่าใช่จ่ายในการถือครอง = 35% ต่อปี

ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ = 1,000 บาท/ครั้ง

ต้นทุนต่อหน่วย = 1,000 บาท

อัตราการใช้ = 55 หน่วย/สัปดาห์

ช่วงเวลานำในการสั่งคงที่ = 1 สัปดาห์

กำหนดให้ 1 ปี 52 สัปดาห์ หรือ365 วัน
วิธีทำ

หารอบเวลาที่ประหยัด

ปี สัปดาห์ วัน

หาสต๊อกปลอดภัย

30

วิธีทำ
หาระดับต่ำแหน่งพัสดุคงคลังเป้าหมาย (P)

หาสต๊อกสูงสุด (M)

ประมาณการสั่ง

บทที่ 4 การสั่งทดแทนแบบร่วม
(Joint Replenishment)

32

การสั่งทดแทนแบบร่วม หมายถึง การสั่งซื้อหรือสั่งผลิตพัสดุคงคลังหลายๆรายการไป
พร้อม ๆ กัน มากกว่าที่จะสั่งซื้อทีละรายการ

การสั่งทดแทนแบบร่วม (Joint Replenishment )
การสั่งทดแทนแบบร่วมจำเป็นจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับ

มูลค่าโดยรวมของการสั่ง
ปริมาณการสั่งของพัสดุแต่ละรายการ
รอบเวลาการสั่งสำหรับพัสดุแต่ละรายการในกลุ่ม
เวลาในการออกใบสั่ง และการตัดสินใจดังกล่าวนี้ จะนำมาใช้ในการบริหารเกี่ยวกับ
รายการพัสดุที่ทำการซื้อ
ชิ้นส่วนที่จะทำการผลิตบน

ปริมาณการสั่งแบบสั่งซื้อร่วม (Joint Purchase Order Quantity)
1.อัตราความต้องการ (Demand Rate) ของพัสดุแต่ละรายการเป็น แบบคงที่ และรู้
อัตราที่แน่นอน ช่วงเวลานำค่อนข้างจะคงที่และ ทราบคาเช่นกัน
2.ช่วงการสั่งทดแทนหรือช่วงเวลานำของพัสดุทุก ๆ รายการจะเป็น ช่วงเวลานำร่วม กล่าว
คือพัสดุทุก ๆ รายการที่ทำการสั่งจะส่งมา ถึงในจุดของเวลาเดียวกันในแต่ละรอบการสั่ง
3.อัตราของต้นทุนการถือครองพัสดุคงคลัง (Holding Cost Rate) ทราบค่าและมีอัตรา
เดียว
4.ต้นทุนของพัสดุแต่ละรายการ ทราบค่าและมีอัตราเดียว ไม่มี ส่วนลด
5.ต้นทนในการเตรียมการสั่ง (Preparation Cost) คือต้นทุน การสั่ง (Purchasing
Cost) และต้นทุนการเตรียมการผลิต (Setup Cost) ทราบค่าและมีอัตราเดียว

ประวัติศาสตร์

ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่นักวิทยาศาสตร์
ค้นพบโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ ได้รับการตั้งชื่อ
ตามเทพอูรานอส เทพเจ้าแห่งท้องฟ้าของกรีก

33

ต้นทุนเตรียมการสั่งและต้นทุนในการถือครองพัสดุคงคลังสำหรับปริมาณการสั่งร่วม

ต้นทุนการเตรียมการสั่งหลัก (Major Sctup Cost)
ต้นทุนการสั่งเตรียมการผลิตรอง (Mior Sctup Cost)
จำนวนรายการวัสดุทั้งหมดที่จะร่วมในการสั่งซื้อแต่ละครั้ง

34

สำหรับการสั่งซื้อแต่ละครั้งในการสั่งต่อช่วงเวลานั่นคือ

จำนวนครั้งในการสั่งต่อปี
ความต้องการต่อปีของวัสดุ i ในหน่วยของตัวเงิน
ความต้องการโดยรวมต่อปีในหน่วยของตัวเงิน
ขนาดรุ่นการสั่งแต่ละครั้งของวัสดุ i ในหน่วยของตัวเงิน
ขนาดรุ่นการสั่งแต่ละครั้งโดยรวม (Aggregate Lot Size) ในหน่วยของตัวเงิน
จำนวนรายการพัสดุทั้งหมดที่ทำการสั่งในแต่ละครั้ง

เราสามารถจะหาต้นทุนเตรียมการสั่งโดยรวมต่อปีได้ดังนี้

ต้นทุนเตรียมการสั่งโดยรวมต่อปี

ขนาดรุ่นการสั่งร่วมที่ประหยัดในหน่วยของตัวเงิน

**
ดังนั้นเราสามารถหาขนาดรุ่นแต่ละรายการที่ประหยัดในรูปของตัวเงิน และตัวสินค้าได้ดังนี้

35
ตัวอย่าง

ในการจัดซื้อวัสดุจากผู้ส่งมอบรายเดียวมีข้อมูลดังนี้
สำหรับอัตราค่าใช้จ่ายในการถือครองพัสดุคงคลัง = 30% และมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสั่งหลัก
สำหรับวัสดุดังกล่าว $70 จงหาขนาดรุ่นการสั่งร่วมที่ประหยัด และขนาดรุ่นการสั่งวัสดุแต่ละรายการ
ในหน่วยของตัวเงินและหน่วยสินค้า

ขนาดรุ่นการสั่งร่วมที่ประหยัด

ต้นทุนการสั่งร่วมต่อครั้ง

36

ขนาดรุ่นการสั่งวัสดุแต่ละรายการ ในหน่วยของตัวเงินและหน่วยสินค้า
ขนาดรุ่นการสั่งวัสดุแต่ละรายการ ในหน่วยของตัวเงิน

ขนาดรุ่นการสั่งวัสดุแต่ละรายการ ในหน่วยสินค้า
หน่วย

37

จำนวนครั้งที่สั่งและรอบเวลาการสั่งที่เหมาะสม
(Optimum Number to Order and Optimal Order Interval)

≈***ถ้าต้องการแปลงเป็นวัน 365x0.09 = 32.85 32 วัน
≈***ถ้าต้องการแปลงเป็นสัปดาห์ 52x0.09 = 4.68 4 สัปดาห์

ประวัติศาสตร์

ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่นักวิทยาศาสตร์
ค้นพบโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ ได้รับการตั้งชื่อ
ตามเทพอูรานอส เทพเจ้าแห่งท้องฟ้าของกรีก

38

กรณีมีส่วนลด (Quantity Discount)

การตัดสินใจเลือกส่วนลดหรือไม่นั้น จะต้องทำการพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและลดลงดังนี้
1. ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากส่วนลด
2. ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากการเตรียมการสั่งที่ลดลง
3. ค่าถือครองที่เพิ่มขึ้น

โจทย์มอบส่วนลด 2% เมื่อซื้อมูลค่าตั่งแต่ 15,000

ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากส่วนลด

ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากการเตรียมการสั่งที่ลดลง

ค่าถือครองที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นค่าใช้จ่ายสุทธิ

ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้

หน่วย

บทที่ 5 การวางแผนความต้องการวัสดุ
(Material Requirements Planning)

MRP

40

การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning) หรือเรียก
ย่อ ๆ ว่า MRP คือ ระบบสารสนเทศที่อาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อวางแผนควบคุมในการ
ผลิต การทำงานของ MRP จะอยู่บนพื้นฐานการแยกแยะองค์ประกอบ ผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วน
ต่าง ๆ แล้ววางแผนจัดลำกับความต้องการของวัสดุหรือชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุที่ใช้
ในปริมาณการผลิตที่ต้องการ ณ เวลาที่ต้องการ MRP เหมาะสำหรับสภาพการผลิตที่มีการ
ประกอบวัสดุ ชิ้นส่วน ขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ MRP เหมาะกับกระบวนการผลิตดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยชิ้นส่วนและวัสดุนำมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์มีลำดับขั้นตอนอย่าง
แน่นอน ( เช่น แผ่นไม้ ตะปู แยกขั้นตอนได้ชัดเจน )

2.ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยชิ้นส่วนและวัสดุจำนวนที่แน่นอน ( โต๊ะ 1 ตัวมีขากี่ขา )
3.ความต้องการของวัสดุมีความแปรเปลี่ยน ( ไม่กระทบต่ออย่างอื่น )

ก.ต้องมีคอมเพื่อช่วยจัดเก็บข้อมูล
ข.ผลิตภัณฑ์ต้องมีโครงสร้างที่แน่นอน
ค.รายการ วัสดุ จะต้องทันสมัย
ง.แผนลำดับต้องมีแม่บท

ความต้องการวัสดุอาจจำแนกได้ 2 ประเภท
1.ความต้องการที่ขึ้นอยู่กับวัสดุอื่น เหมาะกับ MRP
2.ความต้องการที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับวัสดุอื่น เหมาะกับ EOQ

วัตถุประสงค์
1.ลดปริมาณสินค้าคงคลัง เพราะ จะส่งวัสดุหรือชิ้นส่วนนั้นในเวลาที่ต้องการ
2.ลดเวลาการผลิตและส่งผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้า เราต้องรู้ ผลิตวันไหน เมื่อไหร่
3. ส่งผลิตภัณฑ์ตามกำหนดผลิตสินค้าทันแน่นอน
4.สามารถกำหนดระดับสินค้า ลดค่าใช้จ่ายพนักงานที่จะทำงานด้านจัดซื้อ ลดสินค้าคงคลัง
งานด้านพยากรณ์

41

ส่วนนำเข้าของระบบ input แบ่งได้ 3 ส่วน
1.ส่วนนำเข้า รายการ วัสดุ ซึ่งประกอบด้วยความต้องการแต่ละประเภท (แผนงานที่ชัดเจน)
2.ส่วนประมวลผลข้อมูล เพื่อประมวลผลและกำหนดปริมาณความต้องการ
3.ส่วนผลลัพธ์ ที่ต้องรายงานผลในการสั่งซื้อ (ทำใบสั่งซื้อ)

42

ตัวอย่าง การผลิตโต๊ะ 1 ตัว

รายการวัสดุ (Bill of materials)
รายการวัสดุเป็นรายการที่แสดงส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น วัสดุ วัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนต่างๆ ที่ต้องการ
เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป 1 ชิ้น

ถ้าต้องการผลิต
A = โต๊ะ 1 ตัว

**ต้องใช้ B = 4 ชิ้น
**ต้องใช้ C = 2 ชิ้น

ถ้าต้องการผลิต
ฺ B = ขาโต๊ะ 4 ขา

**ต้องใช้ D = 2 ชิ้น
E = 2 ชิ้น

ถ้าต้องการผลิต
C = แผ่นไม้ 2 ชิ้น

**ต้องใช้ D = 2 ชิ้น
E = 2 ชิ้น

ผังดังกล่าวจะผลิตโต๊ะได้ 1 ตัว

43

โจทย์ ข้อมูลการเขียนตาราง MRP

Lead time คือ
ระยะเวลาตั้งแต่
ลูกค้าสั่งสินค้าจน
ลูกค้าได้รับสินค้า

Lot for Lot อยากได้เท่าไรก็ได้เท่านั้น คือ สั่งกี่ชิ้นก็ได้ ไม่มีขั้นต่ำ 1 ชิ้น ก็ขายได้
ขั้นต่ำ 200 พฤติกรรมขั้นต่ำ คือ การซื้อสินค้าขั้นต่ำ 200 ชิ้น จะซื้อต่ำกว่า 200 ชิ้นไมไ่ด้
คงที่ 200 พฤติกรรมขายเป็นล๊อตๆ คือ แบ่งขายแยกชิ้นไม่ได้ จะต้องซื้อยกกล่อง กล่องละ
200 ทุกกล่อง

44

ตัวอย่าง การผลิตโต๊ะ 1 ตัว
ขั้นตอนที่ 1 เขียนตาราง MRP โต๊ะ A

ขั้นตอนที่ 2 เขียนตาราง MRP ขาโต๊ะ B

45

ขั้นตอนที่ 3 เขียนตาราง MRP แผ่นไม้ C

ตาราง MRP การผลิตโต๊ะ

บทที่ 6 สินค้าคงคลังที่จัดการโดยผู้ขาย
(Vendor Managed Inventory)
VMI

47

Vendor Managed Inventory (VMI)
VMI การบริหารสินค้าคงคลัง คือ ให้ผู้จัดจำหน่ายเป็นผู้บริหารสินค้าคงคลังแทนลูกค้า

โดยที่ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์จะเป็นผู้เข้ามาบริหารสต็อกในคลังสินค้า มีหน้าที่รับผิดชอบ
ในการเติมสินค้าให้กับลูกค้า การให้ผู้ผลิตเป็นผู้ดำเนินการในการจัดเก็บและวางแผนในการส่ง
สินค้าทำให้ทราบยอดผลิตภัณฑ์คงเหลือของลูกค้า และเป็นผู้ตัดสินใจในการเติมผลิตภัณฑ์ให้กับ
ลูกค้า จะช่วยลดปัญหาการเก็บสะสมของสต็อกสินค้าทั้งในส่วนของผู้ผลิตและศูนย์กระจาย
สินค้าของผู้ค้าปลีกด้วย

ประโยชน์หลักของระบบ VMI
ลูกค้าจะมีผลิตภัณฑ์ป้อนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเก็บสะสมของสต็อกใน
คลังสินค้าทั้งในส่วนของผู้ผลิต รวมไปถึงศูนย์กระจายสินค้าของลูกค้าด้วย และสามารถลด
จำนวนพนักงานลงได้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง นอกจากนี้ นำระบบ VMI ไปใช้ ยังช่วยละ
ความผิดพลาดเกี่ยวกับข้อมูลเนื่องจากว่าระบบ VMI ใช้การสื่อสารแบบคอมพิวเตอร์ไปยัง
คอมพิวเตอร์รวมทั้งความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงขึ้นซึ่งประโยชน์ที่ศูนย์กระจายสินค้าจะได้รับ
คือ อัตราการเติมสินค้าจากผู้ผลิตไปยังศูนย์กระจายสินค้าสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดในส่วนของการ
ขาดแคลนสินค้าคงคลัง ต้นทุนในการสั่งซื้อสินค้าลดลงเนื่องจากความรับผิดชอบในการจัดการ
ในการเติมสินค้าเป็นหน้าที่ของผู้ผลิต และระดับการให้บริการที่สูงขึ้นเกิดจากการที่ลูกค้าได้รับ
สินค้าในปริมาณที่ต้องการและในเวลาที่ต้องการ สำหรับประโยชน์ที่ผู้ผลิตจะได้รับคือ ข้อมูลที่ได้
รับจากลูกค้าทำให้ง่ายต่อการพยากรณ์ความต้องการ รวมทั้งสามารถทราบถึงความต้องการล่วง
หน้าของลูกค้า ทำให้การวางแผนการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ความคลาดเคลื่อนของ
ปริมาณสินค้าที่ส่งให้ลูกค้านั้นลดลง


Click to View FlipBook Version