48
Vendor Management Inventory หรือ VMI คือ
การประยุกต์ใช้หลักการบริหารสินค้าคงคลังที่ช่วยแบ่งเบาภาระการถือครองสินค้าคงคลังไว้เพียง
ฝ่ายเดียว โดยให้ความไว้วางใจกับคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ในการช่วยบริหารและติดตามระดับสินค้า
คงคลัง ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า VMI เป็นข้อตกลงของซัพพลายเออร์เกี่ยวกับ
ระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่ต้องติดตามและตรวจสอบกันวันต่อวันn สำหรับผู้ผลิตนั้นมีหน้าที่
รับผิดชอบในส่วนสินค้าคงคลังของลูกค้า
49
VMI เป็นกระบวนการเติมเต็มสินค้าแบบย้อนกลับซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านระบบคอมพิวเตอร์
ระหว่างคู้ค้าในซัพพลายเชน โดยจะทำการวางแผนการเติมเต็มซึ่งจะถูกคำนวณจากข้อมูลความ
ต้องการแบบทันท่วงที (Real-Time) ที่แลกเปลี่ยน (Sharing) ระหว่างกัน
ซึ่งหนึ่งในกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จที่สุด ก็คือ การประยุกต์ใช้ VMI ระหว่างบริษัท
Walmart และบริษัท P&G ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ โดยบริษัท P&G มีหน้าที่บริหารจัดการและ
เติมเต็ม สินค้าของตนเองบนชั้นขายสินค้าที่หน้าร้าน Walmart Stores โดยมีข้อมูลการขาย
แบบ Real Time จาก Walmart ที่แชร์ให้กันVMI ทำให้ Walmart สามารถบริหารต้นทุน
ถือครองสินค้าได้เป็นอย่างดีตลอด Supply Chain และรับมือกับความผันผวนของความ
ต้องการลูกค้าได้
บทที่ 7 การจัดการสิค้าแบบ
ระบุความถี่คลื่นวิทยุ
(Radio Frequency Identification)
RFID
51
RFID (Radio Frequency Identification) เป็นระบบที่นำเอาคลื่นวิทยุมาเป็นคลื่น
พาหะเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สองชนิดที่ Tag และ Reader ซึ่งเป็นการ
สื่อสารแบบไร้สาย โดยการนำข้อมูลที่ต้องการส่ง กับคลื่นวิทยุแล้วส่งออกผ่านทางสายอากาศที่
อยู่ในตัวรับข้อมูล ส่วนที่ถือว่าเป็น หัวใจของ RFID คือ "Inlay" การบรรจุอุปกรณ์และวงจร
อิเล็กทรอนิกส์กับโลหะที่ยืดหยุ่นได้สำหรับการติดตามหรือทำหน้าที่เป็นเสาอากาศ Inlay มี
ความหนาสูงสุดอยู่ที่ 0.375 มิลลิเมตร สามารถทำเป็นแผ่นบางอัดเป็นชั้นๆ ระหว่างกระดาษ,
แผ่นฟิล์ม หรือพลาสติกก็ได้ การที่ Inlay มีลักษณะรูปร่างที่บาง จึงทำให้ง่ายต่อการติดเป็น
ป้ายชื่อหรือฉลากของติดที่ตัววัตถุ
ส่วนประกอบของ RFID
1.(Reader, Interrogator) คือ เครื่องอ่าน RFID โดยจะเป็นตัวกำหนดความแรง
สัญญาณ โดยสามารถที่จะปรับระยะสัญญาณในการอ่านได้ แบ่งออกเป็น 2 ตัวหลัก
- Reader คือ ตัวหลักสำหรับรับส่งสัญญาณ โดยต้องอาศัยเสาอากาศในการรับส่ง
สัญญาณ
- Antenna คือ เสาอากาศสำหรับรับส่งสัญญาณ หรือเรียกว่าตัวขนาดสัญญาณ ทำให้
ระยะในการอ่านไกลมากขี้น
2. (Tag, Transponder [transceiver-responder]) คือตัวตอบสนองสัญญาณ
RFID เมื่อมีคลื่นสัญญาณจากตัวอ่าน จะทำการสะท้อนสัญญาณไปยังตัวอ่านแบ่งออกเป็น 2
ประเภท
- RFID ชนิด Passive ป้ายชนิดนี้ทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งจ่ายไฟจากภายนอก
ระยะการอ่าน 1-10 เมตร
- RFID ชนิด Active ป้ายชนิดนี้ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟจากภายนอก เพื่อจ่ายไฟให้วงจร
ทำงาน ระยะการอ่านข้อมูลได้มากกว่า 10 เมตร แต่มีข้อเสียคือ ขนาดของป้ายหรือเครื่องอ่านมี
ขนาดใหญ่ อายุแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานประมาณ 3-7 ปี
52
การทำงานเบื้องต้นของ RFID
1.Reader จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาตลอดเวลา และคอยตรวจจับว่ามี Tagใน
บริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการคอยตรวจจับว่ามีการมอดูเลต
สัญญาณเกิดขึ้นหรือไม่
2.เมื่อมี Tag ข้ามาอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้า Tag จะได้รับพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจาก
การเหนี่ยวนำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้ Tag เริ่มทำงาน และจะส่งข้อมูลในหน่วย
ความจำที่ผ่านการมอดูเลตกับคลื่นพาหะแล้วออกมาทางสายอากาศที่อยู่ภายในแท็ก
3.คลื่นพาหะที่ถูกส่งออกมาจากแท็กส์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแอมปลิจูด, ความถี่ หรือเฟส
ขึ้นอยู่กับวิธีการมอดูเลต
4.Reader จะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของคลื่นพาหะแปลงออกมาเป็นข้อมูลแล้วทำการ
ถอดรหัสเพื่อนำข้อมูลไปใช้งานต่อไป
ข้อดีของการใช้ RFID
1. ความปลอดภัยในการใช้งาน
เนื่องจากระบบ RFID ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า และไม่สามารถคัดลอกระหัสได้
โดยง่าย สามารถเข้าระหัสก่อน จะทำการเข้าถึงข้อมูล
2. ข้อมูลจำนวนมาก ในระยะเวลาอันสั้น
เนื่องจากระบบ RFID เป็นสัญญาณคลื่นวิทยุ จึงสามารถอ่านได้ในระยะไกล ไม่จำเป็น
ต้องเข้าไปใกล้วัตถุ เราจึงสามารถอ่านข้อมูลได้ในระยะสัญญาณทีละหลายๆ ตัวได้พร้อมกัน
3. เมื่อต้องการอ่านสินค้าในกล่องหรือบรรจุภัณฑ์ โดยไม่ต้องแกะกล่องหรือบรรจุภัณฑ์
ความสามารถของระบบ RFID คือ สามารถอ่านทะลุวัตถุ ที่ไม่ได้เป็นฉนวนกันสัญญาณ
ทำให้เราสามารถอ่านข้อมูล RFID โดยไม่จำเป็นต้องแกะกล่องสินค้า
4. เมื่อต้องการอ่านข้อมูลในระยะไกล
เนื่องจากระบบ RFID เป็นคลื่นสัญญาณวิทยุ ทำสามารถขยายสัญญาณได้ระยะไกล ขึ้น
อยู่กับตัวส่ง และตัวรับสัญญาณ โดยเฉพาะคลื่นสัญญาณแบบ UHF สามารถอ่านได้ไกลถึง
10 เมตร และสามารถปรับลดสัญญาณได้ ตามความต้องการ
5. เมื่อต้องการความสะดวกรวดเร็วในการตรวจนับสินค้า
เนื่องจากระบบ RFID เป็นคลื่นสัญญาณวิทยุเพราะฉนั้นระยะสัญญาณที่อยู่ในระยะจะ
ทำการอ่านข้อมูลได้ทั้งหมด จึงสามารถตรวจนับสินค้าครั้งละมากๆ ได้ในทีเดียว
53
ความแตกต่างระหว่าง Barcode และ RFID
บาร์โค้ด (Barcode) บาร์โค้ดหรือแถบรหัส คือตัวเลขหรือรหัสที่อยู่ในรูปที่เหมาะสมต่อการ
อ่านโดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เฉพาะในการอ่าน เพื่อลดเวลาในกระบวนการทำงาน จะมีการ
บรรจุข้อมูลของสินค้าต่าง ๆ ไว้ในบาร์โค้ดอย่างมากมาย บาร์โค้ดได้ถูกนำมาใช้ในการจัดการคลัง
สินค้าทั้งระบบ มีการเชื่อมโยงระบบตั้งแต่การรับสินค้าเข้า จนสิ้นสุดกระบวนการที่การนำส่ง เมื่อ
สินค้าถูกจัดเก็บบาร์โค้ดจะถูกใช้ในการเชื่อมโยงสถานที่ในการจัดเก็บ และจะมีการตัดออกจาก
สินค้าคงคลังหรือการจัดเก็บเมื่อมีการนำจ่ายสินค้าออกจากคลัง
การระบุด้วยความถี่วิทยุ (RFID) ช่วยให้การติดฉลากวัตถุด้วยอุปกรณ์ที่มีชิพความจำอยู่ เก็บ
รวบรวมข้อมูลที่มากขึ้น สามารถอ่านข้อมูลได้พร้อมกันตามที่ต้องการ เช่น การอ่านทีละพาเลท
ปัจจุบันชิพมีคุณภาพสูงสามารถอ่านที่ละตู้คอนเทนเนอร์ เป็นต้น ข้อมูลที่เป็นชิพจะถูกติดอยู่กับ
วัตถุที่ใช้ในการขนถ่ายตามความต้องการในการติดตั้ง ชิพจะถูกบรรจุอยู่ใน Tags ที่มีลักษณะ
เป็นแผ่นมีขนาดเล็ก สามารถอ่านข้อมูลได้ด้วยเครื่องอ่านสัญญาณที่ติดตั้งไว้เฉพาะตามความถี่
ของคลื่นสัญญาณวิทยุที่กำหนดไว้
บทที่ 8 ระบบคัมบัง
Kanban
55
Kanban คือ ระบบควบคุมการผลิตด้วยการใช้บัตร Kanban เพื่อสื่อสารและควบคุมให้
เกิดการผลิตสินค้าก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อเกิดขึ้นเท่านั้น ด้วยการใช้ระบบ Kanban สื่อสารไปหาก
ระบวนการผลิตขั้นก่อนหน้าเพื่อบอกว่าต้องการชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจำนวนเท่าไร
โดยวิธีการทำงานของระบบ Kanban ส่งสัญญาณพร้อมรายละเอียดของสินค้า ชิ้นส่วน
หรือวัตถุดิบที่ต้องการเพื่อส่งสัญญาณไปหาขั้นตอนของการผลิตก่อนหน้า ตัวอย่างเช่น แผนก
ประกอบสินค้าใช้บัตรคำบังส่งสัญญาณไปขอชิ้นส่วนที่ต้องใช้ประกอบจากแผนกผลิตชิ้นส่วน
ระบบลีน (LEAN) คือ การปรับการทำงานในโรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการลดสิ่งที่ไม่
เกิดมูลค่าหรือ Waste โดยแนวคิดของการลีนได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตในโรงงาน
อุตสาหกรรมเพื่อลดเช่นกัน แต่เป็นการลด “ความสูญเปล่า” หมายถึง เดิมทีมีความสูญเปล่า
เกิดขึ้นเท่าไร หลังใช้ระบบลีนแล้วจะมีความสูญเปล่าเกิดขึ้นน้อยลงจากเดิม โดยระบบลีนเป็น
ระบบที่เกี่ยวกับการจัดการกับความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เปลี่ยนความสูญเปล่า
ให้กลายเป็นมูลค่า ช่วยเพิ่มโอกาสการผลิตให้มากขึ้น ส่งผลต่อการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วย
ประโยชน์ของการผลิตแบบลีน LEAN
1.การประหยัดค่าใช้จ่าย แบบตรงไปตรงมา
2. สร้างมาตรฐานและลดความเสี่ยง
3. ทำระบบที่สามารถจ้างพนักงานได้ง่ายขึ้น
4. หมดปัญหาสินค้าคงคลัง
5.ผลิตได้เร็ว ขายได้เร็ว ส่งของได้เร็ว
6. สร้างจุดขายที่คู่แข่งลอกได้ยาก
7. เงินสนับสนุนจากรัฐบาล
8. ความพึงพอใจของพนักงาน
56
ระบบลีน (LEAN) ระบบลีนนั้นเกี่ยวกับการลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตในโรงงาน
ซึ่งส่งผลต่อการลดต้นทุน ทำให้ผลกำไรเพิ่มขึ้น โดยความสูญเปล่า ณ ที่นี้ มีด้วยกันทั้งหมด 7
อย่างด้วยกัน หรือที่เรียกว่า 7 waste ได้แก่
7.ความสูญเสียเนื่องจากกระบวนการผลิต 1. ความสูญเสียเนื่องจากการผลิตมากเกินไป
(Processing) (Overproduction)
2.ความสูญเสียเนื่องจากการเก็บวัสดุคงคลัง
(Inventory)
6.ความสูญเสียเนื่องจากการผลิตของเสีย
(Defect)
3.ความสูญเสีย
เนื่องจากการรอคอย
(Delay)
5.ความสูญเสียเนื่องจากการขนส่ง 4.ความสูญเสียเนื่องจากการเคลื่อนไหว
(Transporation) (Motion)
ภาคผนวก
58
อาจารย์ผู้สอน
อาจารย์จิราวรรณ จันทร์สุวรรณ
[email protected]
59
คณะผู้จัดทำ
นางสาวกัญจนา จงไกรจักร
163205080001
[email protected]
นางสาวกัญญารัตน์ เทพรัตน์
163205080002
[email protected]
60
นางสาวณัฏฐพพัชร์ ปัญญาปิยวิทย์
163205080006
[email protected]
นางสาวทรรศนีย์ เรืองยังมี
163205080007
[email protected]
61
นายกันตินันท์ นุ่นนุ่น
163205080026
[email protected]
นายวุฒินันร์ ชูช่วย
163205080046
[email protected]
62
นายสุรวีร์ ทองมุณี
163205080047
[email protected]
นางสาวเกตุวดี เอี่ยมชลคำ
163205080048
[email protected]
63
นางสาวเสาวลักษณ์ หมัดอาดัม
163205080050
[email protected]
นายเอกดนัย สัมพันธชิต
163205080051
[email protected]