เอกสารอา้ งองิ หมายเลข
บันทึกหลงั สอน
เอกสารอา้ งองิ หมายเลข
งานวจิ ัยในชั้นเรียน
ประจาภาคเรยี นท่ี ๒/๒๕๖๑
วิจัยในชัน้ เรยี น
การพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เร่ืองการวเิ คราะห์
หาค่าความกระด้างของนา้ ดว้ ยการใชเ้ ทคนิคแผนท่ีความคดิ
ของนกั ศกึ ษา ปวส. 1 แผนกวชิ าเคมีอตุ สาหกรรม
วิทยาลยั เทคนิคระยอง
จดั ท้าโดย
นางสาวกนกอร สายบรรดิษ
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกกษา 2561
วิทยาลยั เทคนคิ ระยอง
สังกดั สา้ นกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา
ก
สารบัญ
สารบญั หน้า
บทคัดย่อ
ก
ค
บทท่ี 1 บทนา 1
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา 1
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย 2
ขอบเขตของการวิจยั 2
สมมติฐานการวจิ ยั 3
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ 3
ประโยชนท์ ีไ่ ดร้ ับจากการวิจัย 3
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กยี่ วขอ้ ง 4
หลกั สูตรการศกึ ษาแกนกลางสะสมประกาศนยี บตั รวชิ าชีพชน้ั สงู พ.ศ. 2556 4
ประเภทวชิ าอุตสาหกรรม สาขาวชิ าช่างยนต์
เอกสารเกีย่ วข้องกับแผนท่ีความคดิ 7
ความพึงพอใจ 11
งานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้อง 14
บทท่ี 3 วธิ ดี าเนนิ การวิจัย 15
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง 15
เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการวิจัย 15
วธิ ีดาเนินการทดลอง 16
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 16
สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล 16
บรรณนกุ รม ข
ภาคผนวก
20
แผนการจดั การเรยี นรู้ 21
แบบทดสอบ 22
แบบสอบถามความพึงพอใจ 30
42
ค
บทคดั ยอ่
จากการท่ีสังเกตการเรียนการสอนของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ระดับช้ันประกาศนียบัตร
วิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาเคมีอุตสาหกรรม จานวน 19 คน พบว่านักเรียนนักศึกษามีปัญหาเกี่ยวการ
เรียนการสอน ทาให้นักเรียนไม่เข้าใจในบทเรียน เน่ืองจากนักเรียนไม่มีพื้นฐานความรู้เดิม ตัวอย่างเช่น ไม่
เข้าใจกลไกการเกิดปฏิกิริยาเคมีในแต่ละข้ัน และข้ันตอนการวิเคราะห์ต่างๆ ทาให้การเรียนการสอนเป็นไป
อย่างล่าช้า และทาให้นักเรียนไม่เข้าใจในเร่ืองที่เรียน โดยผู้วิจัยได้จัดทาเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีคือ ใบ
ความรู้และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน วิชางานวิเคราะห์คุณภาพน้า เรื่องการวิเคราะห์หาค่าความ
กระดา้ งของนา้
จากการวิจัย พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซ่ึงวัดจากคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
เม่ือการเปรียบเทียบค่าเฉล่ีย ( ̅) ของคะแนนแบบทดสอบ พบว่าคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ก่อนเรยี นเทา่ กับ 9.06 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนเท่ากับ 13.56 คะแนน
ผลการเปรยี บเทยี บ พบว่าคะแนนเฉล่ยี หลงั เรยี นสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยกอ่ นเรยี น
ผลการเปรียบเทียบผลคะแนนว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติของแบบทดสอบก่อน
เรียนและแบบทดสอบหลังเรยี น โดยค่าสถติ ิทีใ่ ชใ้ นการทดสอบสมมติฐานใชก้ ารแจกแจงแบบที (t-test) กรณีมี
ความแตกต่างของค่าเฉล่ียจากประชากรกลุ่มเดียว แต่ทาการสอบ 2 คร้ัง (Paired – Samples Test) พบว่า
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซ่ึงมีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05
แสดงว่านักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ช้ันปีท่ี 1 มีความรู้เร่ืองการวิเคราะห์หาค่าความ
กระด้างมากขึ้น สอดคล้องกับสมมติฐานว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนหลังการสอนโดยใช้เทคนิค
แผนท่ีความคดิ มีคะแนนสูงกว่าก่อนการเรียนโดยใช้เทคนิคแผนท่ีความคิด
ค
กติ ติกรรมประกาศ
งานวิจัยในช้ันเรียนนี้สาเร็จได้ด้วยความกรุณาของท่าน ว่าท่ีเรือตรี ชูชีพ อรุณเหลือง ผู้อานวยการ
วิทยาลยั เทคนคิ ระยอง และ หัวหน้าแผนกวิชาเคมีอุตสาหกรรม ท่ีให้คาปรึกษาในการทาวิจัยในช้ันเรียนครั้งน้ี
และแนะนาแนวทางในการจัดทาเอกสาร ตลอดจนตรวจทานแก้ไข รวมท้ังแนะนาวิธีการจัดทาเอกสารชุดน้ี
และไดใ้ หก้ ารดแู ลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ทาให้งาวิจยั ในช้ันเรยี นนี้สาเร็จขน้ึ มาได้
ผ้วู ิจยั ขอขอบคณุ วทิ ยาลัยเทคนิคระยอง ทไี่ ด้ใหค้ วามร่วมมือในการเก็บข้อมลู ในการวิจยั ในครั้งน้ี
จนกระทงั่ ทาใหก้ ารวจิ ยั ในครั้งนส้ี าเร็จลลุ ว่ งไปดว้ ยดี
ขอขอบคณุ นักเรียนแผนกเคมีอตุ สาหกรรม ระดบั ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพช้ันสูง ชั้นปีที่ 1 ท้ัง 19 คน
ทมี่ าเป็นกลุม่ ตวั อยา่ งในการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เรือ่ งการวิเคราะห์หาค่าความกระด้างของ
นา้ โดยการใช้เทคนิคแผนท่คี วามคิด ในครงั้ นี้
ผวู้ จิ ัยขอแสดงความขอบคุณอย่างสงู อกี ครัง้ สาหรบั ทกุ ทา่ นท่ีมีส่วนช่วยให้งานวิจัยในช้ันเรียนเร่ืองนี้
สาเร็จลลุ ่วงดว้ ยดี
ผู้จดั ทา
บทท่ี 1
บทนา
ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขปรับปรุง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 22
และมาตรา 24 ซึ่งระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่านักเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองได้ และถือว่านักเรียนมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถ
พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยมุ่งเน้นความสาคัญทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ
คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และความรับผิดชอบต่อสังคม เพ่ือพัฒนาคนให้มีความสมดุล ซึ่งนักเรียนแต่ละ
คนมคี วามแตกต่างกัน โดยให้ดาเนนิ การฝกึ ทกั ษะ กระบวนการคดิ การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการ
ประยุกต์ความรู้มาใช้เพ่ือป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึก
ปฏิบัติ ให้ทาได้ คิดเป็นทาเป็น (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2544:11) ครูจึงมีความจาเป็นท่ีจะต้อง
ปรับกระบวนการเรียนการสอนโดยเน้นนักเรียนเป็นสาคัญ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ทฤษฎีและหลักการ
พื้นฐานทั่วไป ฝกึ ปฏบิ ตั กิ ารเพือ่ ใหไ้ ด้มาซง่ึ ความรู้และทักษะกระบวนการและเจตคติ จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้
เรียนรจู้ ากประสบการณจ์ รงิ ฝึกปฏิบตั ิให้คดิ เป็นและทาได้
หลกั สตู รประกาศนยี บตั รวชิ าชพี พุทธศักราช 2557 ของสานักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ ของแผนกวิชาเคมีอุตสาหกรรม ในรายวิชางานวิเคราะห์คุณภาพน้า ระดับ ปวส.1 รหัส
วิชา 3123 2007 ศึกษาและปฏบิ ัติเกยี่ วกับเคมีวิเคราะห์คุณภาพของน้า การเก็บตัวอย่าง การเก็บรักษาสภาพ
การเตรียมเครื่องมือ การเตรียมสารเคมี และตัวอย่างน้าสาหรับวิเคราะห์คุณภาพ ท้ังทางกายภาพ ชีวภาพ
และทางเคมี วิเคราะห์น้าทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม การตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ของน้าทิ้งทางกายภาพ
ทางเคมี และทางชีวภาพ ตามข้อกาหนดมาตรฐานคุณภาพน้า ตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ทางกายภาพของน้า
เช่น อุณหภูมิ ความขุ่นสี กล่ิน การนาไฟฟ้า ความกระด้าง ปริมาณของแข็งในน้า ตรวจสอบค่าพารามิเตอร์
ทางเคมีของน้า เช่น ค่าพีเอช สภาพกรด สภาพด่าง ปริมาณสารปนเปื้อนในน้า ตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ทาง
ชีวภาพของนา้ เช่น ค่าดีโอ ค่าบีโอดี คา่ ซีโอดี
การศึกษาและปฏิบัติเก่ียวกับการทางานเป็นรากฐานสาคัญของการเรียนรู้ บุคคลที่มีการคิดแบบ
วิเคราะห์จะเหนือกว่าบุคคลที่มีการคิดแบบอื่น ทั้งในด้านระดับการพัฒนาการและระดับสติปัญญา ความคิด
วิเคราะห์เป็นความคิดเชิงลึก เป็นทักษะท่ีสาคัญและสามารถพัฒนาได้ เม่ือนักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์
นักเรียนสามารถจาแนกและจัดหมวดหมู่หรือประเภทสิ่งต่างๆ อย่างมีหลักเกณฑ์ สามารถตัดสินใจอย่าง
2
เหมาะสมและใช้ความรู้ประยุกต์แก้ไขปัญหาในสถานการณ์อ่ืนๆ ตลอดจนสามารถทานายผลท่ีตามมาได้
(Schiever, 1991: 12-13)
เทคนิคแผนที่ความคิด (Mind mapping technique) เป็นวิธีหนึ่งในการพัฒนาความคิดวิเคราะห์
ท่ี บูซาน (Buzan. 1997: 31) เป็นผู้พัฒนาข้ึนมาในปี ค.ศ. 1970 โดยพยายามจาลองการทางานของสมองลง
บนแผ่นกระดาษ ซึ่งเขาเช่ือว่าการคิดของมนุษย์มีการเช่ือมโยงกันเป็นร่างแหทุกทิศทุกทางไม่มีท่ีส้ินสุด เป็น
การคิดแบบรอบทิศทาง (radiant thinking) ในการใช้เทคนิคดังกล่าว อาศัยการกาหนดสัญลักษณ์ คาสาคัญ
หรือคาหลัก และเชื่อมโยงความคิดเหล่านี้ร่วมกัน รวมท้ังมีการขยายความคิดได้ทุกทิศทางในปริมาณไม่จากัด
ตามความต้องการ การใช้เทคนิคแผนท่ีความคิด สามารถใช้ประโยชน์ในกิจกรรมท่ีหลากหลาย เช่น การจด
บนั ทึก การวางแผน การตัดสนิ ใจ การแกป้ ญั หา เปน็ ตน้
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าการลาดับขั้นตอนและข้ันตอนการวิเคราะห์แก้ไขข้อขัดข้อง
น้ันมีความสาคญั ยง่ิ ผวู้ จิ ัยจงึ ได้นาเทคนิคแผนท่ีความคิดมาใช้ เพ่ือให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิดวิเคราะห์อย่างมี
ลาดับขน้ั ตอนอย่างถูกต้อง ซ่งึ จะส่งผลใหผ้ ู้เรยี นมีพัฒนาการด้านผลสัมฤทธทิ์ ีด่ ีขน้ึ อกี ดว้ ย
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลังจากที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิค
แผนที่ความคดิ
2. เพอื่ พัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นรู้ หนว่ ยการเรยี นรู้เรื่องการวิเคราะห์หาค่าความกระด้างของ
นา้ ของนกั เรยี นระดบั ปวส.1/4 แผนกวิชาเคมีอตุ สาหกรรม วิทยาลัยเทคนคิ ระยอง
ขอบเขตของการวจิ ยั
1. ขอบเขตดา้ นเน้อื หาการทาวิจยั เร่อื งการวิเคราะห์หาค่าความกระด้างของน้า โดยเทคนิคแผนที่
ความคดิ (Mind Mapping) ประกอบด้วยเนอื้ หา ดังนี้
1.1 เนื้อหาเรือ่ งการวิเคราะห์หาคา่ ความกระด้างของน้า
2. ประชากรของการทาวิจัย นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 แผนกวิชาเคมี
อตุ สาหกรรม วทิ ยาลัยเทคนิคระยอง จานวน 2 หอ้ ง ดังน้ี
2.1 นกั ศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รวิชาชีพช้ันสงู ปีท่ี 1/2 จานวน 21 คน
2.2 นกั ศกึ ษาระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี ช้นั สูงปที ่ี 1/4 จานวน 19 คน
3
3. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีท่ี 1/4 จานวน 1 ห้อง มี
นักเรียนจานวน 18 คน แผนกวิชาเคมีอุตสาหกรรม วิทยาลัยเทคนิคระยอง ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2560
สุ่มโดยวิธแี บบงา่ ย โดยเลือกจากกลุ่มนักเรยี นที่มีผลการเรียนคอ่ นข้างต่า
4. ตัวแปรทศ่ี ึกษา
ตัวแปรต้น การใชเ้ ทคนิคแผนที่ความคิด
ตวั แปรตาม ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเรือ่ งการวเิ คราะหห์ าค่าความกระดา้ งของน้า
สมมตฐิ านการวจิ ยั
1. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียน หลังการสอนโดยใช้เทคนิคแผนที่ความคิดสูงกว่าก่อนการ
เรยี นโดยใช้เทคนิคแผนท่ีความคิด อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติ ระดับ .05
2. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวเิ คราะห์หาคา่ ความกระดา้ งมีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนสูง
กวา่ ก่อนเรยี น
นิยามศัพท์เฉพาะ
เทคนิคแผนที่ความคิด หมายถึง เคร่ืองมือท่ีช่วยในการสรุปความสัมพันธ์ของเนื้อหาหลัก เน้ือหา
รอง และเนอื้ หาย่อยใหเ้ ปน็ รปู ธรรมด้วยแผนภาพซ่ึงเกิดจากการวิเคราะห์เนื้อหาหรือโจทย์ปัญหา ว่ามีประเด็น
ใดท่เี ก่ียวข้องเชื่อมโยง เพอ่ื จะได้ศกึ ษาและทาความเขา้ ใจได้งา่ ยขนึ้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสาเร็จท่ีได้รับจากการเรียนการสอน เพื่อ
เกิดประสบการณ์ดา้ น พทุ ธิพิสัย จิตพิสยั และทกั ษะพสิ ยั ในวิชาน้นั ๆ
ความพึงพอใจ หมายถึง ความชอบของแต่ละบุคคลที่มีต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่ง ที่สามารถตอบสนองให้
บุคคลนั้นมคี วามสุข หรือลดความตงึ เครยี ดลงได้
ประโยชนท์ ไี่ ด้รับจากการวิจัย
1. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้เร่ืองการวิเคราะห์หาค่าความกระด้างของน้ามีคะแนน
สูงขนึ้ หลังการสอนโดยใช้เทคนคิ แผนทีค่ วามคดิ
2. นกั ศึกษามีทักษะและแนวทางในการจัดเรยี งขนั้ ตอนการวิเคราะห์ได้ดียิ่งข้ึน หลังการสอนโดยใช้
เทคนิคแผนทค่ี วามคดิ
4
3. ครูทราบถึงแนวทางที่จะเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ืองการวิเคราะห์หาค่าความกระด้างของ
น้า
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง
1. หลักสูตรการศึกษาแกนกลางสะสมประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พ.ศ. 2557 ประเภทวิชาอุตสาหกรรม
สาขาวิชาเคมอี ตุ สาหกรรม
1.1 จดุ ประสงคส์ าขาวิชา
1.2 มาตรฐานการศกึ ษาวิชาชพี
1.2.1 ด้านคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์
1.2.2 ด้านสมรรถนะหลกั และสมรรถนะทวั่ ไป
1.2.3 ด้านสมรรถนะวชิ าชีพ
1.3 คา้ อธิบายรายวิชางานวิเคราะหค์ ุณภาพน้า รหัสวชิ า 3123 2007
2. เอกสารเก่ยี วข้องกบั แผนทค่ี วามคิด
2.1 ความหมายของแผนท่ีความคดิ
2.2 คุณลักษณะส้าคญั และกฎเกณฑ์ของแผนทค่ี วามคดิ
2.3 กฎเกณฑ์ของแผนท่คี วามคดิ
2.4 ขนั้ ตอนในการสรา้ งแผนท่คี วามคิด
2.5 ประโยชนข์ องแผนทค่ี วามคดิ กับการเรยี นการสอน
3. ความพึงพอใจ
3.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
3.2 การวดั ความพึงพอใจ
4. งานวิจยั ที่เกีย่ วข้อง
1. หลักสูตรการศกึ ษาแกนกลางสะสมประกาศนยี บตั รวชิ าชีพช้ันสูง พ.ศ. 2557 ประเภทวิชาอตุ สาหกรรม
สาขาวิชาเคมีอุตสาหกรรม
1.1 จดุ ประสงค์สาขาวชิ า
1. เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะด้านการส่ือสาร ทักษะการคิดและการ
แกป้ ัญหา และทกั ษะทางสงั คมและการดา้ รงชวี ติ ในการพฒั นาตนเองและวิชาชีพ
5
2. เพ่ือให้มีความเข้าใจหลักการบริหารและจัดการวิชาชีพ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ
หลักการของงานอาชพี ท่สี ัมพันธ์เก่ียวข้องกับการพฒั นาวชิ าชีพดา้ นอุตสาหกรรมเคมีให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
และความกา้ วหนา้ ของเศรษฐกิจ สงั คมและเทคโนโลยี
3. เพ่ือให้มีความเข้าใจในหลักการและกระบวนการท้างานในกลุ่มงานพ้ืนฐานด้าน
อุตสาหกรรมเคมผี ่านกระบวนการวางแผน ปฏิบตั ิ ตรวจสอบ และนา้ เทคโนโลยีมาใช้ในการพฒั นางาน
4. เพื่อให้สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างสรรคใ์ นงานอาชีพ
5. เพ่ือให้สามารถปฏิบัติงานวิเคราะห์ ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์
ปฏิบัติการในงานวิจัยและพัฒนางานดา้ นอตุ สาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมปิโตรเลยี ม อุตสาหกรรมปโิ ตรเคมแี ละ
พอลิเมอร์ อุตสาหกรรมอาหาร และงานดา้ นสิ่งแวดล้อม
6. เพอ่ื ให้สามารถปฏบิ ตั ิงานอุตสาหกรรมเคมใี นสถานประกอบการ และประกอบอาชีพอิสระ
รวมทัง้ การใช้ความรแู้ ละทกั ษะเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับสูงขน้ึ ได้
7. เพ่อื ให้มเี จตคติทด่ี ตี ่องานอาชีพ มีความซ่ือสตั ยส์ ุจริต มีความคิดรเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์ มีระเบียบ
วินยั เปน็ ผ้มู ีความรับผิดชอบตอ่ สงั คม สง่ิ แวดล้อม ต่อตา้ นความรนุ แรงและสารเสพติด
1.2 มาตรฐานการศกึ ษาวิชาชีพ
คณุ ภาพของผู้ส้าเร็จการศึกษาระดับคุณวุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประเภท
วชิ าอุตสาหกรรม สาขาวิชาเคมีอุตสาหกรรม ประกอบด้วย
1. ด้านคณุ ลกั ษณะท่พี งึ ประสงค์ ได้แก่
1.1 ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพได้แก่ ความเสียสละ ซื่อสัตย์
สุจริต กตัญญูกตเวที อดกลั้น ละเว้นสิ่งเสพติด และการพนัน มีจิตส้านึกและเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพและสังคม
ฯลฯ
1.2 ด้านพฤติกรรมลักษณะนสิ ัย ได้แก่ ความมีวินัย ความรบั ผิดชอบ ความรกั สามคั คี
มีมนุษยสัมพันธ์ เช่ือมั่นในตนเอง ขยัน ประหยัด อดทน พ่ึงตนเอง ปฏิบัติงานโดยค้านึงถึงอาชีวอนามัยและ
ความปลอดภยั การอนรุ กั ษ์พลังงานและสิง่ แวดลอ้ ม ฯลฯ
1.3 ด้านทักษะทางปัญญา ได้แก่ ความรู้ในหลักทฤษฎี ความสนใจใฝุรู้ ความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์ ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ ฯลฯ
2. ด้านสมรรถนะหลกั และสมรรถนะทัว่ ไป ได้แก่
2.1 สื่อสารโดยใช้ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศในชีวิตประจ้าวันและเพื่อพัฒนา
งานอาชีพ
2.2 แก้ไขปัญหาและพัฒนางานอาชีพโดยใช้หลักการและกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
6
2.3 มีบุคลิกภาพและคุณลักษณะเหมาะสมกับการปฏิบัติงานอาชีพและการอยู่ร่วมกับ
ผู้อื่น
2.4 ประยุกต์ใช้ความรู้ทักษะประสบการณ์และเทคโนโลยีเพ่ือส่งเสริมและพัฒนางาน
อาชีพ
3. ดา้ นสมรรถนะวิชาชีพไดแ้ ก่
3.1 วางแผน ด้าเนินงานจัดการ และพัฒนางานอาชีพ ตามหลักการและกระบวนการ
โดยคา้ นงึ ถงึ การบริหารงานคณุ ภาพ การอนรุ กั ษ์พลงั งานและส่งิ แวดลอ้ ม และหลักความปลอดภยั
3.2 ประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เพ่ือพฒั นางานอาชีพ
3.3 ปฏบิ ัติงานตามข้ันตอนกระบวนการผลติ ในอตุ สาหกรรมเคมี
3.4 วิเคราะห์ ตรวจสอบ เชิงคุณภาพและปริมาณ ของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ด้าน
อตุ สาหกรรมเคมี ปโิ ตรเลยี ม ปโิ ตรเคมี พอลเิ มอร์ อาหาร และสง่ิ แวดล้อม
3.5 ปฏิบัติงานในงานวิจัยและพัฒนางานด้านอุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี
พอลิเมอร์ อาหาร และสง่ิ แวดล้อม
1.3 คาอธบิ ายรายวิชา งานวิเคราะห์คุณภาพนา้ รหัสวชิ า 3123 2007
ศกึ ษาและปฏิบัติเกี่ยวกับเคมีวิเคราะห์คุณภาพของน้า การเก็บตัวอย่าง การเก็บรักษาสภาพ
การเตรียมเคร่ืองมือ การเตรียมสารเคมี และตัวอย่างน้าส้าหรับวิเคราะห์คุณภาพ ทั้งทางกายภาพ ชีวภาพ
และทางเคมี วิเคราะห์น้าทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม การตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ของน้าทิ้งทางกายภาพ
ทางเคมี และทางชีวภาพ ตามข้อก้าหนดมาตรฐานคุณภาพน้า ตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ทางกายภาพของน้า
เช่น อุณหภูมิ ความขุ่นสี กลิ่น การน้าไฟฟูา ความกระด้าง ปริมาณของแข็งในน้า ตรวจสอบค่าพารามิเตอร์
ทางเคมีของน้า เช่น ค่าพีเอช สภาพกรด สภาพด่าง ปริมาณสารปนเปื้อนในน้า ตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ทาง
ชีวภาพของน้า เชน่ ค่าดีโอ คา่ บโี อดี ค่าซโี อดี
2. เอกสารเกี่ยวขอ้ งกบั แผนทคี่ วามคดิ
จากการศึกษาค้าว่า Mind mapping พบว่ามีค้าไทยหลายค้าที่ใช้แทน เช่น แผนภูมิความคิด
แผนผังทางปัญญา แผนผังความคิด แผนที่ความคิด เป็นต้น แต่ทุกค้ามีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกัน
โดยต้องเริ่มจากความคิดหลักหรือความคิดรวบยอด (Concept) ใหญ่ก่อน แล้วจึงแยกอกเป็นความคิดรอง
และแตกกระจายความคิดรอง ออกไปสู่รายละเอียดที่ขยายหรือสนับสนุนความคิดหลักหรือความคิดรองให้
ชัดเจนยง่ิ ข้ึนอยา่ งมีความสัมพนั ธก์ นั
ซึ่งในการวจิ ยั นี้ ผู้วิจัยใช้ค้าว่าแผนที่ความคิด (Mind Mapping) ซึ่งเปรียบเสมือนกระจกท่ีสะท้อน
การคิดรอบทิศทางของเราออกมาให้รับรู้ ท้าให้เข้าใจระบบความคิดของตนเองและท้าให้เกิดอิสระในการคิด
7
การเขยี นแผนทีค่ วามคดิ ได้รอบทิศทางไม่สิ้นสุด (Buzan. 1997: 31) ในการสร้างแผนที่ความคิดต้องสร้างจาก
การท้างานประสานกันของสมองท้ังสองซีก ซึ่งขวาท่ีเก่ียวข้องกับภาพ สัญลักษณ์ จินตนาการ และซีกซ้ายท่ี
เป็นการใช้เหตุผลและการคดิ ดา้ นเหตผุ ล
2.1 ความหมายของแผนทค่ี วามคิด
บูซาน (Buzan. 1991:57) ได้นิยามว่า แผนที่ความคิดเป็นเทคนิคที่ใช้ในการจัดระบบ
ความคิดที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงความคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน การจัดล้าดับความส้าคัญ การให้น้าหนัก
การผูก การติดต่อความคิดหรือข้อมูลต่างๆ ให้เข้ากันอย่างมีระเบียบก่อนที่จะสื่อออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจตาม
จุดมงุ่ หมายของผูเ้ ขียน โดยใช้คา้ ส้าคญั ในการนา้ เสนอความคิดต่างๆ เหล่านั้นเป็นความคิดหลัก (Main Ideas)
และจะให้ความส้าคัญในการแตกกระจายความคิดจากจุดกลางออกไปเร่ือยๆซ่ึงเปรียบเสมือนความคิดย่อย
โดยใช้สี สัญลักษณ์ การสร้างภาพ มิติ ช่วยในการก้าหนดความสัมพันธ์ของความคิดให้เป็นระบบระเบียบ มี
เส้นลากใหเ้ หน็ ความเช่ือมโยงสัมพันธ์และแจม่ แจ้งชดั เจน
ไสว ฟกั ขาว (2544: 2) ได้ใหค้ วามหมายเอาไวว้ า่ แผนที่ความคิด (Mind Map) เป็นเครื่องมือ
ในการเรยี นร้ทู ใี่ ชใ้ นการช่วยผเู้ รยี นในการเชือ่ มโยงสารสนเทศตา่ งๆ เก่ยี วกับเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง ระหว่างความคิด
หลัก ความคิดรองและความคดิ ย่อยท่ีเกี่ยวข้องใหเ้ หน็ เปน็ รูปธรรมในลักษณะแผนภาพ
จากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า แผนที่ความคิด เป็นเครื่องมือในการจัดระบบความรู้ ความคิด
และความเขา้ ใจ โดยใชค้ า้ สา้ คญั แทนความคิดหลัก เชือ่ มโยงสมั พนั ธ์ไปความคิดรอง
2.2 คุณลักษณะสาคัญและกฎเกณฑข์ องแผนทีค่ วามคดิ
บูซาน (สมาน ถาวรรัตนวณิช. 2541: 34; อ้างอิงจาก Buzan. 1997: 59) สรุปคุณลักษณะ
เฉพาะของแผนทค่ี วามคิดไว้ 4 ลักษณะ ดงั น้ี
1. ประเดน็ ท่ีสนใจได้รับการสรา้ งภายในตรงกลาง
2. หัวข้อหลักของประเด็นอยรู่ อบภาพตรงกลางทุกทศิ ทาง เสมือนกิง่ กา้ นตน้ ไม้
3. กิ่งก้านประกอบด้วยภาพหรือค้าส้าคัญ ที่เขียนบนเส้นท่ีโยงใยกัน ส่วนค้าอื่นๆ ที่มี
ความส้าคญั รองลงมาจะถูกเขียนในกิ่งก้านทแ่ี ตกออกในล้าดบั ต่อๆ ไป
4. ก่ิงก้านจะถูกเช่ือมโยงกันในลักษณะท่ีแตกต่างกันตามต้าแหน่งและความส้าคัญจาก
คณุ ลักษณะเฉพาะของแผนท่ีความคดิ ทั้ง 4 ขอ้ ขา้ งต้น แสดงได้ดงั ภาพประกอบท่ี 1
8
รปู ท่ี 1 ตวั อย่างลักษณะของ Mind Mapping
ทม่ี า: ไสว ฟักขาว. (2544, 22-23 สงิ หาคม). The Meaningful Learning Approach. เอกสารประกอบการฝกึ อบรมเชิง
ปฏบิ ตั ิการครวู ทิ ยาศาสตร์
2.3 กฎเกณฑข์ องแผนทีค่ วามคิด
การสร้างแผนที่ความคิด มีกฎเกณฑ์ก้าหนดลักษณะพื้นฐานหรือเรียกว่าเทคนิค (techniques)
โดยการเรียนรู้ทางแผนที่ความคิด จ้าเป็นต้องอาศัยเทคนิคในอันที่จะช่วยท้าให้แผนที่ความคิดน้ันมี
ประสิทธภิ าพในการคดิ เพิม่ ขน้ึ ซง่ึ ถอื ว่าเป็นลักษณะพ้ืนฐานท่ีต้องมีในแผนท่ีความคิดทุกแผนท่ี โดยแบ่งเป็น 4
ลกั ษณะ ดังนี้ (Buzan. 1997: 97-105)
1. ใชก้ ารเนน้ (use emphasis) ในการสร้างแผนที่ความคิดจะต้องมีการเน้นให้เห็นถึงความส้าคัญ
ของความคิดในแผนท่ี โดยอาศยั องค์ประกอบตา่ งๆ ไดแ้ ก่
1.1 การใช้รูปภาพตรงกลางและใช้สตี ้งั แต่ 3 สีข้ึนไป
1.2 การใช้ค้าและรปู ภาพท่มี มี ติ ิแตกตา่ งกัน
1.3 การใช้ค้าหรือรปู ภาพทส่ี ามารถรบั รู้และเขา้ ใจได้ง่าย
1.4 การใชค้ า้ เส้น และรปู ภาพท่มี ีขนาดแตกตา่ งกนั
1.5 การเวน้ ระยะท่ีเหมาะสมระหวา่ งองค์ประกอบต่างๆ ของแผนผงั
2. การเช่ือมโยงสัมพันธ์ (use association) ในการสร้างแผนท่ีความคิด ผู้สร้างสามารถถ่ายทอด
ความคิดท่ีมกี ารเช่ือมโยงออกมาไดด้ ้วยการใชเ้ ทคนิคต่างๆ ดงั น้ี
2.1 การใช้ลูกศรเม่ือต้องการเชื่อมโยงความคิดภายในความคิดหลักเดียวกันหรือระหว่าง
ความคิดหลกั แตล่ ะความคิด
2.2 การใช้สี
2.3 การใชร้ หสั หรือสัญลักษณ์ตา่ งๆ
9
3. มีความชดั เจน (be clear) แผนท่คี วามคิดจะต้องมีความชดั เจนในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
3.1 ในการแสดงความคดิ จะใช้เพียง 1 คา้ ต่อเส้น 1 เส้นเท่านนั้
3.2 การถ่ายทอดความคิดของผู้สร้างแผนที่สามารถเขียนลงแผนท่ีความคิดได้โดยใช้ค้าที่ส้ัน
กะทดั รัด และสามารถแสดงถงึ ความสา้ คญั ไดด้ ้วยการใช้ต้าแหน่งบนแผนผงั
3.3 ในการเขียนคา้ จะเขยี นเหนือเส้นแตล่ ะเส้น
3.4 ลากเส้นแต่ละเสน้ ใหม้ คี วามยาวเทา่ กับความยาวของค้าบนเสน้
3.5 ลากเส้นหลกั เพอื่ เชอ่ื มโยงรปู ภาพตรงกลางกับความคดิ หลัก
3.6 แสดงความเช่อื มโยงของเสน้ แตล่ ะเสน้ กบั เสน้ อน่ื ๆ
3.7 ลากเส้นหลกั ให้หนากว่าเส้นอ่นื ๆ
3.8 สรา้ งแผนที่ความคิดให้มลี ักษณะทีต่ ่อเน่ืองกัน
3.9 วาดรปู ภาพใหม้ คี วามชดั เจนท่ีสดุ เทา่ ทจี่ ะเป็นไปได้
3.10 พยายามวางกระดาษในการสร้างแผนที่ให้อย่ใู นแนวนอน
3.11 เขียนค้าไมใ่ ห้กลับหัว
4. สร้างหรือพัฒนารูปแบบส่วนตัว (personal style) ในการสร้างแผนที่ให้มีลักษณะตามความ
ต้องการของตนเองน้ันย่อมท้าได้แต่ยังต้องรักษากฎเกณฑ์ของการสร้างแผนท่ีความคิดด้วย ซ่ึงในการพัฒนา
รูปแบบของแผนที่ความคิดใหเ้ ปน็ รปู แบบตนเองนน้ั จะเปน็ ผลทา้ ให้จดจ้าข้อมลู ในแผนท่คี วามคดิ ได้ง่ายยิ่งข้นึ
จากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การเขียนแผนที่ความคิด เป็นการขยายความคิดจากค้าหลักที่
เขียนไว้ตรงกระดาษด้วยสัญลักษณ์ รูปภาพ หรือข้อความท่ีชัดเจน และได้ท้าการแตกความคิดจากค้าหลัก
ดว้ ยกฎเกณฑ์ต่างๆ ซ่ึงอาจจะใชก้ ารเน้นดว้ ยสหี รอื เส้น โดยมกี ารเชอ่ื มโยงในแต่ละความคดิ ทีแ่ ตกย่อยออกมา
2.4 ขั้นตอนในการสรา้ งแผนทค่ี วามคดิ
ฮีลแมน และคณะ (สุพิศ กลิ่นบุปผา. 2545: 16; อ้างอิงจาก Heilman; et al. 1990:142)
ได้เสนอแนะการทา้ แผนที่ความคิดไวเ้ ป็นขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. เลอื กคา้ ที่เป็นหวั เร่อื ง หรอื หวั ขอ้ เร่ือง
2. เขยี นคา้ ท่เี ปน็ หวั เรือ่ งไวบ้ นกระดานด้า หรือกระดาษชารท์
3. ระดมสมอง (Brainstorm) เกี่ยวกับค้าท่ีสัมพันธ์กับหัวข้อ (Topic) แล้วเขียนค้า
เหล่านลี้ งไป
4. จับกลุ่มค้าเป็นพวกๆ แล้วเขียนหัวข้อย่อยๆ เติมค้าท่ีจ้าเป็นเพิ่มเติมลงในแผนที่
ความคิด
10
2.5 ประโยชนข์ องแผนทีค่ วามคดิ กบั การเรียนการสอน
บรงิ คแ์ มนน์ (Brinkmann. 2003: 39-41) กลา่ วถึงประโยชน์ของการใชแ้ ผนท่ีความคิดในการ
เรยี นการสอน ดังนี้
1. สามารถมองเห็นความรใู้ นมมุ ท่กี ว้างขึ้น
2. สามารถจดจา้ และถงึ ความรู้เดิมมาใชใ้ นกระบวนการเรยี นรู้ทเี่ รว็ ขึน้ จา้ ไดไ้ ม่ลืม
3. สามารถเป็นเครอื่ งมอื ในการทบทวนความจา้ และสรุปใจความส้าคญั
4. สามารถช่วยสรุปความคดิ ตา่ งๆที่หลากหลายของนักเรียน
5. สามารถชว่ ยในเชอ่ื มโยงขอ้ มูลใหม่ๆเพื่อใหเ้ กดิ ความรู้
6. สามารถเปน็ เครื่องมือที่ชว่ ยนา้ เสนอความคดิ รวบยอดใหม่
7. สามารถแสดงให้ความรู้ความเข้าใจในการเรียนของนักเรียนและครูสามารถที่จะบอก
ไดว้ า่ เปน็ สง่ิ ท่ถี กู ต้องหรือยังมีขอ้ ผิดพลาด พรอ้ มชแี้ นะเพม่ิ ได้
8. สามารถเป็นโอกาสท่ีให้นักเรียนสร้างสรรค์ตามความนึกคิด เพราะจะท้าให้นักเรียน
เกิดความรู้สกึ ที่ดีตอ่ วชิ าที่เรยี น
9.สามารถแสดงใหเ้ หน็ การเชอื่ มโยงระหวา่ งวิชาทีเ่ รียนและส่ิงตา่ งๆรอบตวั
ไสว ฟกั ขาว (2544: 13) ได้กลา่ วถงึ ประโยชน์ของแผนทคี่ วามคิด (Mind mapping) ไวด้ ังนี้
1. ใช้ในการวเิ คราะหเ์ นื้อหาหรอื งานตา่ งๆ
2. ชว่ ยบนั ทกึ และสามารถมองเหน็ ข้อมูลจากการระดมสมอง
3. ใช้ในการสรปุ หรอื สร้างองค์ความรู้
4. ช่วยจัดระบบความคดิ ทา้ ใหจ้ า้ ได้ดี
5. ช่วยสง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ เช่น การเขียนเรียงความ การเขียนบทความ
6. ใชใ้ นการจดโน้ต หรือทา้ โน้ตส้าหรบั นา้ เสนอ
7. ช่วยสง่ เสริมการทา้ งานของสมองซีกซ้ายและซกี ขวา
จากการทดลองสามารถสรุปได้ว่า แผนท่ีความคิด (Mind Mapping) เป็นเคร่ืองมือที่มี
ประโยชน์ในการชว่ ยจดจา้ การวางแผนการท้างาน การทบทวนและการสรุปเรือ่ งราวตา่ งๆ ได้เปน็ อยา่ งดี
3. ความพงึ พอใจ
ความพึงพอใจ (Satisfaction) เป็นทศั นคติท่ีเป็นนามธรรมไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การท่ี
เราจะทราบว่าบุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน จึงเป็น
การยากท่จี ะวัดความพึงพอใจโดยตรง แต่สามารถวัดไดโ้ ดยทางออ้ มโดยการวดั ความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้น
11
และการแสดงความคดิ เห็นนน้ั จะตอ้ งตรงกับความรู้สึกที่แท้จริงจึงสามารถวัดความพึงพอใจน้ันได้ พจนานุกรม
ฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กล่าวไว้ว่า"พึง" เป็นค้าช่วยกริยาอ่ืน หมายความว่า "ควร" เช่น พึงใจ
หมายความว่า พอใจ ชอบใจ และค้าว่า "พอ" หมายความว่า เท่าท่ีต้องการ เต็มความต้องการ ถูกชอบ เมื่อน้า
ค้าสองค้ามาผสมกัน"พึงพอใจ" จะหมายถึง ชอบใจ ถูกใจ ตามท่ีต้องการ ซ่ึงสอดคล้องกับ Wolman (1973)
อา้ งโดย ภนิดา ชัยปัญญา (2541) กล่าวถึง ความพึงพอใจว่าเป็นความรู้สึกท่ีได้รับความส้าเร็จตามมุ่งหวังและ
ความตอ้ งการ
3.1 ความหมายของความพึงพอใจ
นักวชิ าการไดใ้ ห้ความหมายของความพงึ พอใจตา่ งๆ พอสรุปได้ดงั น้ี
ทวีพงษ์ หินค้า (2541, หน้า 8) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่าเป็น ความชอบของ
บุคคลที่มีต่อสิ่งหน่ึงสิ่งใด ซึ่งสามารถลดความตึงเครียดและตอบสนองตามความต้องการของบุคคลได้ ท้าให้
เกิดความพงึ พอใจต่อส่งิ นน้ั
ธนียา ปัญญาแก้ว (2541, หน้า 12) ได้ให้ความหมายว่า ส่ิงท่ีท้าให้เกิดความพึงพอใจจะเก่ียว
กนั กับลักษณะของงาน ปัจจัยเหลา่ นน้ี ้าไปสคู่ วามพอใจในงานที่ทา้ ได้แก่ ความส้าเร็จ การยกย่อง ลักษณะงาน
ความรับผดิ ชอบ และความกา้ วหน้า เม่ือปัจจัยเหล่านี้อยู่ต่้ากว่า จะท้าให้เกิดความไม่พอใจงานท่ีท้า ถ้าหากว่า
งานให้ความก้าวหน้า ความท้าท้าย ความรับผิดชอบ ความส้าเร็จและการยกย่องแก่ผู้ปฏิบัติงานแล้ว พวกเขา
จะพอใจและมแี รงจงู ใจในการทา้ งานเปน็ อยา่ งมาก
วิทย์ เท่ียงบูรณธรรม (2541, หน้า 754) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึงความ
พอใจ การท้าให้พอใจ ความสาแก่ใจ ความหน้าใจ ความจุใจ ความแน่ใจ การชดเชย การไถ่บาปการแก้แค้น
สิ่งทชี่ ดเชย
วริ ุฬ พรรณเทวี (2542, หนา้ 11) ให้ความหมายไว้ว่า ความพงึ พอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจ
ของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ซ่ึงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคาดหมายกับสิ่งหน่ึง ส่ิงใด อย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมี
ความต้ังใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดี จะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่
พงึ พอใจเป็นอยา่ งยิง่ เมือ่ ไมไ่ ด้รบั การตอบสนองตามทค่ี าดหวังไว้ ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับสิ่งที่ตนต้ังใจไว้ว่าจะมีมากหรือ
นอ้ ย
กาญจนา อรุณสุขรจุ ี (2546, หน้า 5) กล่าววา่ ความพึงพอใจของมนุษย์ เป็นการแสดงออกทาง
พฤติกรรมทเ่ี ปน็ นามธรรม ไมส่ ามารถมองเหน็ เป็นรูปร่างได้ การทเ่ี ราจะทราบว่า บุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่
สามารถสงั เกตโดยการแสดงออกท่ีค่อนข้างสลับซับซ้อน และต้องมีส่ิงเร้าท่ีตรงต่อความต้องการของบุคคล จึง
จะท้าให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นการสร้างส่ิงเร้าจึงเป็นแรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิดความพึงพอใจใน
งานน้นั
Phillip B. Applewhite (1965, p 6) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่าเป็นความสุข
ความสบายที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เป็นความสุขความสบายท่ีเกิดจากการเข้าร่วม ได้รู้ได้เห็น
ในกิจกรรมน้นั ๆ
12
Benjamin B. Wolman (1973, p 384) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่าหมายถึง
ท่าทีทัว่ ๆ ไปทเ่ี ปน็ ผลมาจากท่าทีทมี่ ีต่อสงิ่ ต่างๆ 3 ประการ คอื
1. ปจั จยั ท่ีเก่ยี วกับกจิ กรรม
2. ปจั จยั ทเ่ี ก่ียวกับบคุ คล
3. ลักษณะความสัมพนั ธ์ระหวา่ งกลมุ่
Risser (1975, p 45-51) กล่าวว่า ความพึงพอใจของแต่ละคนเกิดจากการได้รับประสบการณ์
หรือบรรลุในสง่ิ ทค่ี าดหวงั
Campbell (1976, p 117-124) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในท่ีแต่ละคน
เปรยี บเทียบระหวา่ งความคดิ เหน็ ต่อสภาพการณ์ทีอ่ ยากให้เป็น หรือคาดหวัง หรือรู้สึกว่าสมควรจะได้รับ ผลท่ี
ไดจ้ ะเปน็ ความพึงพอใจหรอื ไม่พงึ พอใจเป็นการตัดสินของแต่ละบุคคล
Donabedian (1980) กล่าวว่า ความพึงพอใจของผู้รับบริการ หมายถึง ผู้บริการประสบ
ความส้าเร็จในการท้าให้สมดุลระหว่างส่ิงท่ีผู้รับบริการให้ค่ากับความคาดหวังของผู้รับบริการ และ
ประสบการณน์ ัน้ เป็นไปตามความคาดหวัง
จากความหมายที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปความหมายของความพึงพอใจได้ว่า เป็นความรู้สึกของ
บุคคลในทางบวก ความชอบ ความสบายใจ ความสุขใจต่อสภาพแวดล้อมในด้านต่างๆ หรือเป็นความรู้สึกที่
พอใจตอ่ ส่งิ ทที่ ้าให้เกดิ ความชอบ ความสบายใจ และเปน็ ความรูส้ ึกท่ีบรรลถุ งึ ความตอ้ งการ
3.2 การวดั ความพงึ พอใจ
ในการวัดความพงึ พอใจน้นั บญุ เรอื ง ขจรศิลป์ (2529) ได้ใหท้ รรศนะเกย่ี วกับเรื่องนี้ว่า ทัศนคติ
หรือเจตคติเป็นนามธรรมเป็นการแสดงออกค่อนข้างซับซ้อน จึงเป็นการยากที่จะวัดทัศนคติได้โดยตรง แต่เรา
สามารถท่ีจะวดั ทศั นคติได้โดยอ้อม โดยวัดความคิดเห็นของบุคคลเหล่าน้ันแทน ฉะน้ัน การวัดความพึงพอใจก็
มีขอบเขตที่จ้ากัดด้วย อาจมีความคลาดเคลื่อนข้ึนถ้าบุคคลเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นไม่ตรงกับความรู้สึกที่
จรงิ ซงึ่ ความคลาดเคลอ่ื นเหล่านย้ี อ่ มเกิดข้ึนไดเ้ ป็นธรรมดาของการวัดโดยทัว่ ๆ ไป
ภณิดา ชัยปัญญา (2541) ได้กล่าวไว้ว่า การวัดความพึงพอใจนั้น สามารถท้าได้หลายวิธี
ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม เพ่อื ต้องการทราบความคดิ เห็น ซึ่งสามารถ
กระท้าได้ในลักษณะก้าหนดค้าตอบให้เลือก หรือตอบค้าถามอิสระ ค้าถาม ดังกล่าว อาจถามความพอใจใน
ดา้ นตา่ ง ๆ
2. การสมั ภาษณ์ เป็นวธิ กี ารวดั ความพงึ พอใจทางตรง ซึ่งตอ้ งอาศัยเทคนิคและวิธีการท่ีดีจะ
ไดข้ อ้ มลู ทีเ่ ปน็ จรงิ
3. การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเปูาหมาย ไม่ว่า
จะแสดงออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีน้ีต้องอาศัยการกระท้าอย่างจริงจัง และสังเกตอย่างมีระเบียบ
แบบแผน
13
4. งานวิจัยที่เกยี่ วขอ้ ง
ฉตั รกิ า คา้ สงิ ห์. การใชแ้ ผนผังความคิด Mind Mapping เพื่อบูรณาการทักษะการอ่านและเขียน
และพัฒนาความพึงพอใจต่อ วชิ าภาษาองั กฤษของนักศกึ ษา : วทิ ยาลัยเทคโนโลยี โปลเิ ทคนคิ ลานนาเชียงใหม่,
2557
สกล วงค์เดชเสรีกุล. การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาความแข็งแรงของวัสดุ
โดยเทคนิคแผนที่ความคิด (Mind Mapping) ระดับ ปวส.2 สาขาวิชาเครื่องกล สาขางานเทคนิคยายนต์ :
วิทยาลยั เทคนคิ ยานยนต์, 2555.
อัจฉรา อินทร์น้อย. ผลการสอนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ แผนที่ความคิดที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี3 โรงเรียนสาธิต
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรว์ โิ รฒ ประสานมติ ร (ฝาุ ยประถม) : มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรว์ ิโรฒ, 2555
บทที่ 3
วธิ ีการดาเนนิ งาน
การวจิ ัยคร้งั นี้เป็นการวิจัยเชงิ ทดลอง ใช้รูปแบบการทดลองในช้นั เรยี น โดยทดลองเป็นรายกลุ่ม
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากร คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูงปีท่ี 1 แผนกวิชาเคมีอุตสาหกรรม
วิทยาลยั เทคนิคระยอง จานวน 2 หอ้ ง ดงั นี้
1. นักศึกษาระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ปที ่ี 1/2 จานวน 21 คน
2. นักศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี ปีที่ 1/4 จานวน 19 คน
กลุม่ ตวั อย่าง คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชนั้ สูงปที ่ี 1/4 จานวน 1 หอ้ ง มนี ักเรยี น
จานวน 19 คน แผนกวิชาเคมีอุตสาหกรรม วิทยาลยั เทคนิคระยอง ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 สุ่มโดยวธิ ี
แบบงา่ ย โดยเลือกจากกลุม่ นักเรียนทม่ี ผี ลการเรยี นคอ่ นขา้ งตา่
เคร่อื งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่องการวิเคราะห์หาค่าความ
กระด้างของน้า โดยใช้เทคนิคแผนท่ีความคิด (Mind Mapping) ระดับ ปวส. 1 แผนกวิชาเคมีอุตสาหกรรม
วทิ ยาลยั เทคนคิ ระยอง ไดแ้ ก่
1. แบบทดสอบเร่ืองการวเิ คราะหห์ าค่าความกระด้าง
2. แบบประเมนิ ผลการทาแบบทดสอบเรื่องการวเิ คราะห์หาคา่ ความกระด้างของนา้
วิธีดาเนินการทดลอง
1. จัดให้นักศึกษาทาแบบทดสอบ เรื่องการวิเคราะห์หาค่าความกระด้าง ก่อนให้ความรู้โดยใช้
เทคนิคแผนทค่ี วามคิด (Mind Mapping)
2. ประเมินผลการทาแบบทดสอบ จากแบบทดสอบเร่ืองการวิเคราะห์หาค่าความกระด้าง ได้ผล
การประเมนิ ก่อนการสอนโดยใชเ้ ทคนิคแผนทค่ี วามคิด (Mind Mapping)
3. สอนการวางแผนการจัดลาดับข้ันตอนการวิเคราะห์ โดยการใช้เทคนิคแผนที่ความคิด (Mind
Mapping)
15
4. จัดให้นักศึกษาทาแบบทดสอบ เรื่องการวิเคราะห์หาค่าความกระด้าง หลังการให้ความรู้โดยใช้
เทคนิคแผนทีค่ วามคดิ (Mind Mapping)
5. ประเมินผลการทาแบบทดสอบ จากแบบทดสอบเรื่องการวิเคราะห์หาค่าความกระด้าง บันทึก
ในแบบประเมินผล ไดผ้ ลการประเมินหลงั การสอนโดยใช้เทคนคิ แผนทีค่ วามคิด (Mind Mapping)
6. เปรียบเทยี บคะแนนการทาแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคแผนท่ีความคิด (Mind
Mapping)
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. นาผลคะแนนที่ได้จากการประเมินการปฏิบตั งิ านเปรยี บเทียบกับเกณฑ์ที่กาหนดไว้
2. บรรยายข้อมลู ดว้ ยการแจงแจกความถี่คา่ ร้อยละ (%)
3. ดกู ารพฒั นาโดยเปรยี บเทียบคะแนนครงั้ แรกและคร้ังหลัง
สถติ ทิ ี่ใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู
1. สถติ ทิ ี่ใชใ้ นการวอเคราะหข์ ้อมลู ได้แก่
1.1 ค่าเฉล่ยี (Mean) โดยใช้สตู ร (สมนึก ภัททิยธนี. 2551:237)
̅=∑
เมือ่ ̅ แทน คา่ เฉล่ยี
∑ แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมดในกลุม่
แทน จานวนคนทงั้ หมด
1.2 การหาส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร (สมนึก ภัททิยธนี.
2551:249)
= √∑( ̅)
เม่อื แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
แทน คะแนนของแต่ละคน
แทน จานวนคนทง้ั หมด
แทน ผลรวม
16
2. สถิตทิ ่ใี ช้ในการวเิ คราะห์คุณภาพเคร่ืองมือ
2.1 การทดสอบหาความเท่ียงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์โดยใช้สูตร ดัชนี
คา่ ความสอดคล้อง IOC (สมนกึ ภทั ทยิ ธนี. 2551:220)
=∑
เมอ่ื แทน ดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหวา่ งจุดประสงค์กับเนอื้ หา
หรือระหวา่ งข้อสอบกับจุดประสงค์
∑ แทน ผลรวมระหว่างคะแนนความคดิ เหน็ ของผูเ้ ช่ียวชาญทัง้ หมด
แทน จานวนผเู้ ชยี่ วชาญทง้ั หมด
2.2 การหาค่าระดับความยาก (Difficulty) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ โดยใช้สูตร (สมนึก
ภทั ทยิ ธนี. 2551:212) ดงั น้ี
=
เม่อื แทน ค่าความยากของข้อสอบ
แทน จานวนคนตอบถกู
แทน จานวนคนทั้งหมด
2.3 การหาค่าอานาจจาแนก (Discrimination) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ โดยใช้สูตร
(สมนึก ภทั ทยิ ธนี. 2551:214)
=
เมื่อ แทน ค่าอานาจจาแนก
แทน จานวนคนรอบรู้ หรอื สอบผา่ นเกณฑท์ ี่ตอบถูก
(โดยใชเ้ กณฑ์ 70%)
แทน จานวนคนไม่รอบรู้ หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์ทีต่ อบถูก
แทน จานวนคนรอบรู้ หรือสอบผา่ นเกณฑ์
แทน จานวนคนไมร่ อบรู้ หรือสอบไมผ่ า่ นเกณฑ์
17
2.4 หาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) ของแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สูตรของ
Lovett Method (สมนกึ ภัททยิ ธนี. 2551:230)
= ∑∑
( ) ∑( )
เมอื่ แทน ความเชื่อมน่ั ของแบบสอบถาม
แทน จานวนขอ้ สอบ
แทน คะแนนของแตล่ ะคน
แทน คะแนนเกณฑห์ รือจดุ ตัดของแบบทดสอบ
3. สถิติท่ีใช้วิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญ โดยใช้ค่าเฉล่ีย (Arithmetic Mean) (สมนึก
ภทั ทยิ ธนี. 2551:237) ดงั นี้
̅=∑
เม่ือ ̅ แทน คา่ เฉล่ีย
∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกล่มุ
แทน จานวนคนทง้ั หมด
4. การเปรียบเทียบความต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอนตามแผน
หน่วยการเรียน เร่ืองการวิเคราะห์หาค่าความกระด้าง การทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
กอ่ นและหลังเรียน โดยใช้ t-test (Dependent Sample) ใช้สูตร (พวงรตั น์ ทวีรัตน์. 2543:165) ดังนี้
=∑ (∑ )
√∑
เมือ่ แทน ค่าสถติ ทิ ี่ใชเ้ ปรียบเทียบกับคา่ วกิ ฤต
เพื่อทราบความมนี ยั สาคัญ
แทน คา่ ผลตา่ งระหวา่ งคะแนนก่อนเรยี นและหลังเรียน
แทน จานวนนกั เรียนกลมุ่ ตัวอย่าง