1
2 สารบัญ หน้า หน่วยที่ 1 หมื่นกว่าปีกว่าจะมาเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 4 กิจกรรมหน่วยที่ 1 8 หน่วยที่ 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยว 9 กิจกรรมหน่วยที่ 2 14 หน่วยที่ 3 แรงจูงใจในการท่องเที่ยว 15 กิจกรรมหน่วยที่ 3 20 หน่วยที่ 4 วงจรของการท่องเที่ยว 21 กิจกรรมหน่วยที่ 4 25 หน่วยที่ 5 สถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว 26 กิจกรรมหน่วยที่ 5 31 หน่วยที่ 6 การเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยว 32 กิจกรรมหน่วยที่ 6 36 หน่วยที่ 7 โรงแรม 37 กิจกรรมหน่วยที่ 7 41 หน่วยที่ 8 ประเภทของโรงแรม 42 กิจกรรมหน่วยที่ 8 47 หน่วยที่ 9 ลักษณะพิเศษของงานโรงแรม 48 กิจกรรมหน่วยที่ 9 52 หน่วยที่ 10 โครงสร้างการบริหารงานโรงแรม 53 กิจกรรมหน่วยที่ 10 59 หน่วยที่ 11 ผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยว 60 กิจกรรมหน่วยที่ 11 64 หน่วยที่ 12 แนวโน้มของธุรกิจโรงแรม 65 กิจกรรมหน่วยที่ 12 74 หน่วยที่ 13 ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว 75 กิจกรรมหน่วยที่ 13 79 หน่วยที่ 14 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรม 80 กิจกรรมหน่วยที่ 14 89 หน่วยที่ 15 โรงแรมแนวใหม่ที่เปิดให้ในปัจจุบัน 90 กิจกรรมหน่วยที่ 15 98
3
4 หน่วยที่ 1 หมื่นกว่าปีกว่าจะมาเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายวิวัฒนาการของการท่องเที่ยวได้ 2. สามารถอธิบายวิวัฒนาการการท่องเที่ยวของไทยได้ วิวัฒนาการของการท่องเที่ยว ในอดีตมนุษย์ไม่มีที่อยู่อาศัยถาวร จึงมักเดินทางเร่รอนไปตามที่ต่างๆ เพื่อความอยู่รอดการแสวงหาแหล่งอุดม สมบูรณ์และความปลอดภัย มนุษย์จะอพยพไปเรื่อยๆ มนุษย์มีลักษณะการดำรงขีวิตแบบนี้เป็นเวลานาน ซึ่งใน ปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ เช่น พวกอะบอริจินส์ในทวีปออสเตรเลีย หรือชนเผ่าของทวีปแอฟริกา จุดประสงค์และเหตุจูงใจในการเดินทางของคนในสมัยปัจจุบันย่อมแตกต่างไปจากจุดประสงค์และเหตุจูงใจ ของคนในสมัยโบราณ คนในสมัยปัจจุบันเดินทางท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ เพราะความอยากรู้อยากเห็น ต้องการ เปลี่ยนบรรยากาศ พักผ่อน รับสิ่งแปลกใหม่ อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวในสมัยปัจจุบันก็เริ่มจากการเดินทางเป็น ปัจจัยสำคัญ การท่องเที่ยวแบ่งออกได้เป็น 3 สมัย ได้แก่ สมัยโบราณ สมัยกลาง และสมัยใหม่ 1. การท่องเที่ยวในสมัยโบราณ ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานของการดำรงชีวิตแบบเร่ร่อน ในที่สุดมนุษย์ก็ ได้พบสถานที่อุดมสมบูรณ์ ปลอดภัยจากศัตรูและภัยอัตรายต่าง ๆ สามารถที่จะตั้งถิ่นฐานอยู่ได้นาน มนุษย์จึงเริ่ม อยู่เป็นหลักแหล่ง สร้างบ้านเรือนอย่างถาวรเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้น สันนิษฐานว่าการดำรงชีวิตแบบถาวรนั้น ได้เกิดขึ้น เมื่อประมาณ 10,000 ปี มาแล้ว มนุษย์เริ่มมีชีวิตสุขสบาย เมื่อมีเวลาก็จะดัดแปลงและประดิษฐ์เครื่องมือใช้ในการ ดำรงชีวิต เริ่มมีการค้าขายโดยการแลกเปลี่ยนสินค้าในระยะต้น ๆ มนุษย์ยังมีภาระอยู่กับการสร้างแบบแผนและ ปรับปรุงรูปแบบของการดำรงชีวิตใหม่ เริ่มมีการเดินทางเพื่อไปทำสงครามเพื่อแย่งชิงอาณาเขตและทรัพย์สมบัติ บางครั้งเป็นการเดินทางเพื่อผจญภัย เช่น ชาวอียิปต์โบราณได้สร้างเรือเพือออกสำรวจทางทะเลเป็นชาติแรก และ มีกวีชาวกรีก ชื่อ โฮเมอร์ ได้เขียนบทกวีเล่าถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่ได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ เช่น นางเงือก มนุษย์กิน คน ยักษ์ตาเดียว ดินแดนแปลกประหลาด นับว่าเป็นหนังสือเล่มแรกที่แสดงถึงความต้องการของคนที่จะเดินทาง ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ และถือเป็นหนังสือบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เรียกว่า “Travelogue” แม้กระทั่งเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์บางตอนก็ยังเป็นแรงจูงใจให้เกิดการท่องเที่ยวขึ้น เช่น ความจำเป็นที่จะต้อง มีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน จากตัวอย่างที่มีทูตจากอาณาจักรโรมันเดินทางไปประเทศจีนหรือด้วยเหตุผล ทางการค้า พ่อค้าจะเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อแสวงหาสินค้าแปลก ๆ ที่ประเทศตนไม่มีมาขาย นอกจากนี้ ยังมีการเดินทางไปชมสถานที่สำคัญต่าง ๆ การจัดการแข่งขันกีฬา ความบันเทิงในรูปแบบหลากหลาย กิจกรรม เหล่านี้ทำให้เกิดความต้องการพักแรมและบริการสำหรับนักท่องเที่ยว จึงแบ่งลักษณะการเดินทางในสมัยโบราณ ออกได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1.1 การเดินทางเพื่อประโยชน์ทางด้านการเมือง
5 1.2 การเดินทางเพื่อประโยชน์ทางด้านการค้า 1.3 การเดินทางเพื่อประโยชน์ทางด้านศาสนา 1.4 การเดินทางเพื่อประโยชน์ทางด้านความสนุกสนาน 1.5 การเดินทางเพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพและอนามัย หลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 4 และ 5 ทำให้การท่องเที่ยวและการเดินทางต้อง หยุดชะงักได้ด้วย เพราะเมื่อสภาพบ้านเมืองตกต่ำ โจรผู้ร้ายมากมาย เป็นผลให้ไม่มีใครสนใจที่จะเดินทางพักผ่อน ยกเว้นนักผจญภัยและนักแสวงบุญ ในปี ค.ศ. 1271 พ่อค้าชาวเวนิสชื่อ มาร์โคโปโล ได้เดินทางจากเวนิสไปยังประเทศจีนโดยล่องเรือไปขึ้นบกที่ซีเรีย ไปยังเปอร์เซีย ทิเบต ผ่านทะเลทรายโกบีไปจนถึงเมืองเฉินตู ประเทศจีน (เมืองหลวงสมัยกุบไล่ข่าน) ใช้เวลา เดินทาง 24 ปี มาร์โคโปโลได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของเขาเป็นภาษาอิตาเลียน มีผู้แปลบันทึกนี้เป็น ภาษาอังกฤษว่า “The Travels of Marco Polo” ถือเป็นบันทึกการเดินทางฉบับแรกของโลก ยุคแรกของสมัยกลาง (Middle Ages ค.ศ. 500-1500) ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกว่า ยุคมืด (Dark Ages) เกิด กรณีพิพาทและสงครามแย่งชิงอำนาจกัน เริ่มเข้าสู่ความนิยมคริสต์ศาสนา ประชาชนถูกกดขี่ ข่มเหง ศีลธรรม เสื่อม เป็นสาเหตุที่มำหใคนต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น แต่ในตอนปลายของสมัยกลางเป็นระยะการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ประกอบกับ กาลิเลโอค้นพบว่าโลกกลม ทำให้นักผจญภัยแล่นเรือไปติตต่อค้าขายกับเมืองอื่น ๆ เกิดการเดินทาง ค้าขายหรือเพื่อจาริกแสวงบุญ ศาสนาคริสต์และอิสลามส่งเสริมการจาริกแสวงบุญอย่างมาก จึงมีหน่วยรักษาความ ปลอดภัยและให้ใช้โบสถ์แลวัดเป็นที่พัก เรียกว่า “Hostel” หรือ “Hospice” (เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 เป็นต้น กำเนิดของโรงแรม) ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีการเดินทางอีกลักษณะหนึ่งที่นิยมเป็นอย่างมากเรียกว่า “แกรนด์ทัวร์” (Grand Tour) เป็นการเดินทางของนักศึกษาและนักวิชาการไปยังมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หรือเดินทางไปศึกษาต่อ ต่างประเทศ การเดินทางลักษณะนี้มีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน เห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ธุรกิจท่องเที่ยวได้มีนโยบายจัด แผนการศึกษาต่อระยะสั้น ๆ ควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก แหล่งท่องเที่ยวในระยะแรกนั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศาสนาและประวัติศาสตร์ เช่น พีระมิด สฟิงซ์ และ สวนลอยแห่งบาบิโลน เป็นต้น ต่อมาหันมาสนใจธรรมชาติที่สวยงาม ตลอดจนแหล่งน้ำแร่ ชาวโรมันนิยมกันมากใน แง่ของการบำบัดและรักษาโรค ความนิยมนี้ได้แพร่หลายในคริสต์ศตวรรษที่ 18 จัดเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผสมผสานกับความสนุกสนานเพลิดเพลินจากลักษณะดังกล่าวนี้จะเห็นว่า แหล่งท่องเที่ยวจะต้องประกอบด้วยสิ่ง ต่าง ๆ ผสมกัน จึงจะทำให้แหล่งท่องเที่ยวดึงดูดนักท่องเที่ยว 1. การท่องเที่ยวสมัยใหม่ การท่องเที่ยวสมัยใหม่แบ่งออกได้ 2 ระยะ คือ การท่องเที่ยวในสมัยหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการ
6 ท่องเที่ยวสมัยปัจจุบัน ซึ่งเริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรูปแบบ ดังนี้ 3.1 การท่องเที่ยวในสมัยหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคนี้โลกเปลี่ยนไปมาก หลังยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นยุคที่มีความเจริญด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ซึ่งเป็น ที่ดึงดูดใจเหล่านักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ช่วงนี้อยู่ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวขยายตัวขึ้นเป็นลำดับจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 3.1.1 การพัฒนาด้านการคมนาคมขนส่ง มีการพัฒนาทั้งทางรถยนต์ ทางเรือ ทางรถไฟ และเครื่องบิน เพื่อให้ไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้โดยตรง โดยเฉพาะการเดินทางข้ามทวีปโดยเครื่องบินโดยสารนั้นเริ่มเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1939 ต่อมาก็เป็นที่แพร่หลาย การพัฒนาทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ใช้เวลา ในการเดินทางน้อยและสามารถเดินทางไกลได้สะดวกยิ่งขึ้น 3.1.2 การพักผ่อนหย่อนใจของสังคมอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นผลให้ประเทศทางตะวันตก เปลี่ยนเป็นสังคมอุตสาหกรรม ประชาชนมีรายได้สูง อยู่กันหนาแน่นตามเมืองใหญ่ๆ ประกอบอาชีพตามโรงงาน อุตสาหกรรม ที่มีกำหนดเวลาการทำงานและเวลาพักผ่อนที่แน่นอน ทำให้การท่องเที่ยวขยายตัวกว้างขวางขึ้น เพราะประชาชนมีทั้งเงินและเวลาในการท่องเที่ยวและต้องการพักผ่อนจากการทำงานหนัก วิวัฒนาการการท่องเที่ยวของไทย สมัยสุโขทัย ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ในช่วงเวลาเดียวกับยุคสมัยอาณาจักรล้านนารุ่งเรื่อง ทางตอนเหนือชาว ไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้ามาอยู่ในเดินแดนของขอม ได้รวมตัวกันและสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นเป็นอิสระจากขอม ภายใต้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีพระร่วงเจ้าหรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นกษัตริย์องค์แรก มี ศูนย์กลางปกครองอยู่ที่กรุงสุโขทัย หรือจังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน พระมาหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยทรงปกครอง ประเทศด้วยพระองคืเอง โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ช่วยเหลือ การปกครองหัวเมือง หรือเมืองที่อยู่นอกอาณาเขตเมืองอยู่นอกอาณาเขตเมืองลูกหลวง แย่งเป็นหัวเมืองชั้นนอกและหัวเมืองประเทศราช อาณาจักรสุโขทัยมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อมาอีกหลายพระองค์ และขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นครั้งแรก เป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร พระองค์ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ เข้าไว้ในปกครองมากมาย จนยากที่จะปกครองได้อย่างทั่วถึง ต่อมาจึงประสบ ปัญหาทั้งจากภายนอกและภายใน และอาณาจักรสุโขทัยค่อย ๆ ตกต่ำลงจนถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร อยุธยาในที่สุด มีการเดินทางไปมาอย่างอิสรเสรี ส่วนมากเป็นไปเพื่อการค้าขาย และทางศาสนาซึ่งส่วนมากจะเป็น การเดินทางภายในประเทศเท่านั้น ▪ สมัยสุโขทัย เป็นความพยายามของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ที่จะ ฟื้นฟูความเป็นอยุธยาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ▪ โครงสร้างของบ้านเมือง วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ จะคล้ายกับในสมัยอยุธยา
7 สมัยอยุธยา เนื่องจากอยุธยาเป็นอาณาจักรใหญ่ และระบบสังคมเป็นแบบศักดินา ผู้คนไม่ค่อยมีอิสระในการ เดินทางมากนัก นอกจากไปเพื่อการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนด้านการเดินทางเพื่อการพักผ่อนไม่ค่อยปรากฎ เพราะ ประชาชนส่วนมากมีเวลาว่างไม่มากนัก มักจะอยู่กับบ้านมากกว่า มีการปรับปรุงเส้นทางทางน้ำเพื่อการคมนาคม ตลอดจนเส้นทางทางบกเพื่อความสะดวกสบายในด้านการค้าเป็นหลักและเพื่อการเดินทาง กลุ่มคนที่มีการเดินทาง ในสมัยอยุธยา มักจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในชั้นปกครอง ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาขุน นางทั้งหลายในบางครั้งอาจจะมีไพร่ทาสติดตามไปเพื่อรับใช้เช่นกัน ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง - สมัยรัชกาลที่ 2 ทรงทำนุบำรุงทางด้านศิลปวัฒนธรรม และพัฒนาด้านการค้าระหว่างประเทศ - สมัยรัชกาลที่ 3 บ้านเมืองเปิดการค้าขายกับต่างชาติ มากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คล้าย ๆ กับสมัยของสมเด็จพระ นารายณ์ -สมัยรัชกาลที่4 ทรงพยายามทำให้บ้านเมืองมีความทันสมัยตามแบบตะวันตก มีชาวตะวันตกเข้ามาพำนักอาศัย ในกรุงสยามเป็นจำนวนมาก มีการสร้างที่พัก ร้านอาหารตามแบบตะวันตกเกิดขึ้นหลายแห่ง - สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปรับปรุงบ้านเมืองในทุกๆ ด้าน มีการเสด็จประพาสหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งต่างประเทศหลาย ครั้ง ในยุคนี้มีการสร้างทางรถไฟ เรือกลไฟ นับว่าเป็นพื้นฐานสำคัญทางการท่องเที่ยว มีการเลิกทาส เลิกไพร่ ทำให้ คนมีเสรีภาพในด้านต่างๆ มากขึ้น มีการออกไปศึกษาต่อต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน - สมัยรัชกาลที่ 6 มีการปรับปรุงสายการเดินรถไฟ มีการสร้างถนนหนทางเพื่อประโยชน์ในทางการสงคราม ตลอดจนการสร้างโรงแรมอีกด้วย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 - สมัยรัชกาลที่ 7 เนื่องจากสภาวะบ้านเมืองไม่อยู่ในความสงบและพระองค์ก็มีพระพลานามัยที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก จึงมีการเสด็จประทับตากอากาศบ่อยครั้ง โดยเฉพาะที่หัวหิน ทำให้มีการสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพ-หัวหิน เพื่อ ส่งเสริมการพักตากอากาศอีกด้วย สมัยรัชกาลที่8- ปัจจุบัน เนื่องจากเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย เปลี่ยนอำนาจการ บริหารประเทศมาอยู่ที่นายกรัฐมนตรี รัฐบาลจอมพล ป. ให้มีการสร้างโรงแรมขึ้นอีก 3 แห่งเพื่อต้อนรับการเข้ามา ของนักท่องเที่ยวช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย พัฒนาการการท่องเที่ยวของไทยตั้งแต่ก่อตั้ง อสท. จนถึงปัจจุบัน มหกรรมเอเชียนเกมส์ 2509 ช่วงวิกฤตการณ์การท่องเที่ยวของไทย พ.ศ. 2518-2524 ช่วงสมโภชกรุง รัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ. 2525-2527 ช่วงปี ท่องเที่ยวไทย พ.ศ. 2530-2533 ช่วงชะลอตัว พ.ศ. 2534-2537 ยุค ปัจจุบัน
8 ใบงานที่ 1 (Work Sheet W:1) ตอนที่ 1 คำสั่ง ตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ 1. ให้นักศึกษาสรุปวิวัฒนาการการท่องเที่ยวมาในรูปแบบของ Mind Mapping …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ให้นักศึกษาสรุปวิวัฒนาการการท่องเที่ยวของไทยมาในรูปแบบของ Mind Mapping …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……...........……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……...........……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
9 หน่วยที่ 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายประวัติการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ 2. สามารถอธิบายความหมายของการท่องเที่ยวได้ 3. สามารถจำแนกประเภทของการท่องเที่ยวได้ ประวัติการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ในสมัยก่อนการคมนาคมในประเทศไทยยังไม่ดีพอเท่าที่ควร ถนนหนทางหรือยานพาหนะประจำทางก็มีอยู่ อย่างจำกัด ยกตัว อย่างเช่น จะนั่งเรือข้ามไปเกาะสมุย ต้องลงเรือที่ท่าเรือตอนสี่ทุ่ม เรียกว่าเรือนอน เพราะต้อง นอนค้างคืนในเรือจะถึงเกาะสมุย ก็ ตอนเช้าอีกวันหนึ่ง ซึ่งต่างจากเรือเฟอร์รี่สมัยนี้ที่ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น และประการต่อมาที่พักแรมตามแหล่งท่องเที่ยว ก็ยังไม่มีการพัฒนา และโมษณาเชิญชวนให้ไปสถานที่ ดังกล่าว ดังนั้นนักท่องเที่ยวในสมัยนั้น จึงมักจะเดินทางโดยชักชวน เพื่อนฝูง ไปเป็นกลุ่ม ส่วนมากจะเหมารถและ กำหนดการท่องเที่ยวกันเองและเดินทางในเวลากลางคืน การท่องเที่ยวในประเทศไทยได้เริ่มจัดทำเป็นธุรกิจอย่างจิงจังเมือประมาณปี พ.ศ.2512 - 2517 ซึ่งทหาร อเมริกันได้ทำสงคราม กับเวียดนามแล้วตั้งฐานทัพอยู่ที่ประเทศไทยเมื่อเสร็จภาระกิจแล้วก็จะได้หยุดพักผ่อน ทหารเหล่านั้นมักจะเดินทางมาเที่ยวกรุงเทพๆ แถวๆเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งเฟื่องฟูมากอีกส่วนหนึ่งจะเดินทางไปเล่น น้ำทะเลที่ชายหาดพัทยาช่วงนี้เองได้มีการตั้ง บริษัทไดมอนโค้ช ซึ่ง ทางบริษัทได้นำรถปรับอากาศมาบริการขนส่ง ทหาร จากฐานทัพไปสู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆจากจุดเริ่มต้น ตรงนี้เองบริษัททัวร์รอยัลจึงมีความคิดในการจัดทัวร์ แบบครบวงจรขึ้นมาโดยบริการนักท่องเที่ยวด้วยรถบัสปรับอากาศจัดหาที่พัก อาหารอย่างดี มีมัคคุเทศก์ให้ บริการ ตลอดเวลาของการเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุด ของการเดินทาง และการท่องเที่ยวแบบ นี้ได้รับความนิยม และแพร่หลายจนปัจจุบันวึ่งถือว่าการท่องเที่ยวไทยได้เริ่มกันอย่างจริง ๆจังๆมีระยะเวลาในการพัฒนาการเพียงแค่ 20 กว่าปี และถือว่าได้พัฒนา รูปแบบการท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วและ กว้างขวางจนน่าเป็นห่วง การท่องเที่ยวกับสถาบันการท่องเที่ยว ในปี พ.ศ. 2502 คณะปฏิวัติโดยการนำของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เห็น ความสำคัญของการท่องเที่ยวจึงได้จัด องค์การอิสระขึ้นเรียกว่า "องค์การส่งเสิริมการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย" (อ.ส.ท) และนับแต่นั้นมา อ.ส.ทก็ดำเนินการส่งเสริมการ ท่องเที่ยว อย่างกว้างขวาง ก้าวหน้าได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2522 อ.ส.ท ได้ยกฐานะขึ้นเป็น "การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย" (ท.ท.ท.) และได้ขยายเขตคุ้มครองของการปฏิบัติงานเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวขึ้นอย่างกว้างขวาง
10 ความหมายของการท่องเที่ยว ในประเทศไทยเราใช้คำว่า"ไปเที่ยว"มาช้านานมีความหมายว่าไปไหนต่อไหนทั้งใกล้และไกล เพื่อความ สนุ สนานเพลิดเพลินต่อมาประมาณ พ.ศ. 2480 รัฐมนตรีได้พิจารณาว่าคำว่า "ท่องเที่ยว" หรือ "เที่ยว" มีนัยไปใน ทางเที่ยวเตร่เหลวไหลจึงได้ให้นักปราชญ์ในสมัยนั้นคิดคำขึ้นใหม่ และได้คำว่า "ทัศนาจร" สำหรับการท่องเที่ยว และ "นักทัศนาจร" สำหรับนักท่องเที่ยว แต่ประเทศไทยก็ได้ใช้คำนี้กันอยู่พักหนึ่งแต่ไม่ค่อยนิยมแพร่หลายมากนัก และ คำว่า "ท่องเที่ยว" ก็ ติดอยู่ใน ภาษาไทย จนถึงปัจจุบันและคำว่า "ท่องเที่ยว" ก็มิได้มีความหมายเช่นเดียวกับ คำ "ไปเที่ยว" หรือเที่ยวแต่หากมีความหมายอย่างเป็นงานเป็นการอย่างหนึ่งโดยเฉพาะเป็นการปฏิบัติงานที่มีระบบ จนเรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมชนิดหนึ่งและเรื่องการท่องเที่ยวได้พัฒนาขึ้นเป็นวิชาการแขนง หนึ่งซึ่งต้องศึกษา กัน อย่างจริงกัน ประเภทการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแบ่งตามความสำคัญ และ สภาพแวดล้อม ได้ 12 ประเภทดังนี้ 1. แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ: (Eco-tourism) หมายถึง แหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะทางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น โดยอาจมีเรื่องราวทางวัฒธรรมที่ เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องโดย การจัดการการท่องเที่ยวในแหล่งนั้น จะต้องมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ของผู้ที่เกี่ยวข้องมีกิจกรรมที่ส่งเสริม ให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศนั้น มีการจัดการ สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกต่อการรักษาระบบนิเวศอย่าง ยั่งยืน 2. แหล่งท่องเที่ยวทางศิลปะวิทยาการ (Arts and Sciences Educational Attraction Standard) : หมายถึง แหล่งท่องเที่ยวหรือกิจกรรมที่สามารถตอบสนองความสนใจพิเศษของนักท่องเที่ยว ซึ่งมีรูปแบบของการ ท่องเที่ยวที่ชัดเจนเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่เกิดขึ้น แหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้สามารถเพิ่มเติมได้อีก มากมายตามความนิยมของคนในแต่ละยุคสมัย เมื่อมีการระบุชัดว่ากิจกรรมนั้นๆ สามารถให้ความรู้และดึงดูด นักท่องเที่ยวได้ ปัจจุบันมีปรากฏอยู่หลายๆ แห่ง ตัวอย่าง เช่น พิพิธภัณฑ์เฉพาะทาง แหล่งท่องเที่ยวเพื่อ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี และ MICE (Meeting & Incentives & Conventions & Exhibitions) เป็นต้น 3. แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ : แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ (Historical Attraction) หมายถึง แหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญและคุณค่า ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศาสนา รวมถึงสถานที่หรืออาคารสิ่งก่อสร้างที่มีอายุเก่าแก่หรือเคยมีเหตุการณ์
11 สำคัญ เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เช่นโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ ชุมชนโบราณ กำแพงเมือง คูเมือง พิพิธภัณฑ์ วัด ศาสนสถาน และสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางศิลปะและสถาปัตยกรรม 4. แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ : แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (Natural Attraction) หมายถึง สถานที่ที่เปิดใช้เพื่อการท่องเที่ยว โดยมีทรัพยากร ธรรม ชาติเป็นสิ่งดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาเยือน ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้อาจจะเป็นความงดงามตามสภาพ ธรรมชาติ ความ แปลกตาของสภาพธรรมชาติ สัณฐานที่สำคัญทางธรณีวิทยาและภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์หรือ เป็นสัญลักษณ์ ของท้องถิ่น นั้นๆ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษ (Special Environmental Features) หรือสภาพแวดล้อมที่มีคุณค่าทาง วิชาการก็ได้ 5. แหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ : แหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ (Recreational Attraction) หมายถึง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อการ พักผ่อนและเสริมสร้างสุขภาพ ให้ความสนุกสนาน รื่นรม บันเทิง และการศึกษาหาความรู้ แม้ไม่มีความสำคัญในแง่ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศาสนาศิลปวัฒนธรรม แต่มีลักษณะเป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมสมัย ตัวอย่างเช่น ย่าน บันเทิงหรือสถานบันเทิง สวนสัตว์ สวนสนุกและสวนสาธารณะลักษณะพิเศษ สวนสาธารณะ และสนามกีฬา 6. แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม (Cultural Attraction) : หมายถึงหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าทาง ศิลปะและขนบธรรมเนียมประเพณีที่บรรพบุรุษได้สร้างสมและถ่ายทอดเป็น มรดกสืบทอดกันมา แหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้ประกอบด้วย งานประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน การแสดง ศิลปวัฒนธรรม สินค้าพื้นเมือง การแต่งกาย ภาษา ชนเผ่า เป็นต้น ตัวอย่างของแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ ประเทศไทยในประเภทนี้ได้แก่ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก งานแสดงของช้างจังหวัดสุรินทร์ งานร่มบ่อสร้าง ประเพณี ลอยกระทง ประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น 7. แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพน้ำพุร้อนธรรมชาติ : ในการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานสำหรับแหล่งท่อง เที่ยวน้ำพุร้อนธรรมชาติ มีจุดประสงค์เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการ จัดการแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำพุร้อน ธรรมชาติอย่างชัดเจน โดยเน้นในด้านการกำหนดมาตรฐานที่จำเป็น สำหรับการบริการต่างๆ เนื่องจากการท่องเที่ยวประเภทนี้จะต้องคำนึงถึงด้านความปลอดภัยของนักท่อง เที่ยวเป็น สำคัญ และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากน้ำพุร้อน จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ประเภทธรรมชาติประเภทหนึ่ง ซึ่งหากไม่มีการกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน การดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวใดๆ อาจส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติได้ นอกจากนี้ การจัดทำเกณฑ์มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ น้ำพุร้อนธรรมชาติ ยังมีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลแหล่งท่องเที่ยวได้นำไปใช้ เป็น เครื่องมือในการ ตรวจสอบมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวของตน และยังสามารถใช้เป็นข้อมูล ที่สำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจ ของ
12 นักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการเพิ่มมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ น้ำพุร้อนธรรมชาต ิของประเทศไทยให้เป็น ที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น 8. แหล่งท่องเที่ยวประเภทชายหาด (Beach Attraction) : หมายถึง สถานที่ที่เปิดใช้เพื่อการท่องเที่ยว โดยมีชายหาดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมา เยือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลินและนันทนาการในรูปแบบที่ใกล้ชิดกับ ธรรมชาติและอาจเสริม กิจกรรมเพื่อการศึกษาหาความรู้เข้าไปด้วย ซึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นบริเวณชายหาด ได้แก่ การเล่นน้ำ การอาบแดด กีฬาทางน้ำ การนั่งพักผ่อน รับประทานอาหาร เป็นต้น 9. แหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก : สถานที่ที่เปิดใช้เพื่อการท่องเที่ยว โดยมีน้าตกเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาเยือน โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลินและนันทนาการในรูปแบบที่ใกล้ชิดกับ ธรรมชาติและอาจเสริมกิจกรรมเพื่อ การศึกษาหาความรู้เข้าไปด้วย ซึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในแหล่งน้ำตก ได้แก่ การว่ายน้า การนั่งพักผ่อน รับประทานอาหาร การเดินสํารวจน้าตก การล่องแก่งการดูนก และการตกปลา เป็นต้น 10. แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติประเภทถ้ำ : แหล่งท่องเที่ยวประเภทถ้ำ หมายถึง สถานที่ที่เปิดใช้เพื่อการท่องเที่ยว โดยมีถ้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลินและนันทนาการในรูปแบบที่ใกล้ชิดกับ ธรรมชาติ และอาจเสริมกิจกรรมเพื่อการศึกษาหาความรู้เข้าไปด้วย ซึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยว ประเภทถ้ำ ได้แก่ การเข้าชมบรรยากาศและหินงอกหินย้อยภายในถ้ำ การศึกษาด้านโบราณคดีของมนุษย์ยุคต่างๆ ที่เคยอาศัยในถ้ำ การนมัสการพระพุทธรูป การให้อาหารสัตว์ การปิกนิกและรับประทานอาหาร เป็นต้น 11. แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติประเภท เกาะ : การประเมินมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวประเภท เกาะสามารถแบ่งได้เป็น 3 องค์ประกอบ ซึ่งมีจำนวนตัวชี้วัดทั้งหมด 47 ตัวชี้วัด โดยแต่ละตัวชี้วัดมีค่าคะแนนสูงสุดเท่ากับ 5 คะแนน จึงมีค่าคะแนนรวมทั้งสิ้น 235 คะแนน โดยการ ให้คะแนนจะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบคุณค่าด้านการท่องเที่ยวและความ เสี่ยงต่อการถูกทำลายมากที่สุด เนื่องจากเป็นแรงดึงดูดใจสำคัญสำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมแหล่ง ท่องเที่ยว ส่วนองค์ประกอบด้านการ บริหารจัดการมีความสำคัญของคะแนนรองลงมา และองค์ประกอบด้านศักยภาพในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวมี ความสำคัญของ คะแนน น้อยที่สุด 12. แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติประเภท แก่ง : แหล่งท่องเที่ยวประเภทแก่ง หมายถึง สถานที่ที่เปิดใช้เพื่อการท่องเที่ยว โดยมีแก่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงดูด
13 ใจให้นักท่อง เที่ยวมาเยือน และมีวัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลินและนันทนาการในรูปแบบที่ใกล้ชิดกับ ธรรมชาติ โดยมีกิจกรรมการท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ การล่องแก่ง การพายเรือ การพักแรม และการเดินป่า ซึ่งอาจ เสริมกิจกรรมเพื่อการศึกษาธรรมชาติเข้าไปด้วย ได้แก่การดูนก การสำรวจธรรมชาติ การศึกษาพันธุ์พืชต่างๆ เป็น ต้น
14 ใบงานที่ 2 (Work Sheet W:2) ตอนที่ 1 คำสั่ง ตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ 1. จงสรุปการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยมาพอสังเขป 2. จงอธิบายความหมายของการท่องเที่ยวมาพอสังเขป 3. ประเภทของการท่องเที่ยวมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย?
15 หน่วยที่ 3 แรงจูงใจในการท่องเที่ยว วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายสามารถอธิบายทฤษฎีแรงจูงใจได้ได้ 2. สามารถอธิบายมูลเหตุจูงใจที่ทำให้เกิดการท่องเที่ยวได้ ทฤษฎีแรงจูงใจ คือ การศึกษาความต้องการของมนุษย์ และทำความเข้าใจ เพื่อผลักดันให้มนุษย์บรรลุเป้าหมาย และ ผลลัพธ์ได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในสังคม โดยเฉพาะในด้านธุรกิจ และการจัดการ สำหรับโลเวลล์(Lovell, 1980:109) ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า “เป็นกระบวนการที่ชักนำโน้มน้าวให้ บุคคลเกิดความมานะพยายามเพื่อที่จะสนองตอบความต้องการบางประการให้บรรลุผลสำเร็จ” ไมเคิล คอมแจน (Domjan 1996:199) อธิบายว่า “การจูงใจเป็นภาวะในการเพิ่มพฤติกรรมการกระทำ กิจกรรมของบุคคลโดยบุคคลจงใจกระทำพฤติกรรมนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ” แฮนสัน (Hanson, Mark E., 1996: 195) ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า “สภาพภายในที่กระตุ้นให้มีการ กระทำ หรือการเคลื่อนที่ โดยมีช่องทางและพฤติกรรมที่นำไปสู่เป้าหมาย” แรงจูงใจแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว หมายถึง เครือข่ายทั้งหมดที่กำหนดพฤติกรรมการท่องเที่ยว เป็น แนวคิดทางด้านจิตวิทยาและสังคมวิทยา- พลังทางด้านจิตวิทยา คือ ความต้องการทำสิ่งต่างๆ เช่น อยากว่ายน้ำ อยากปีนเขา- พลังทางด้านสังคมวิทยา คือ ความอยากมีหน้ามีตาในสังคม อยากทันสมัย อยากดูมีระดับ แรงจูงใจมี2 ลักษณะดังนี้ แรงจูงใจภายใน (Intrinsic motives) แรงจูงใจภายในเป็นสิ่งผลักดันจากภายในตัว บุคคลซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิด ความสนใจ ความตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความพอใจ ความ ต้องการฯลฯสิ่งต่างๆดังกล่าวนี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมค่อนข้างถาวรเช่นคนงานที่เห็นองค์การคือสถานที่ให้ชีวิตแก่ เขาและครอบครัวเขาก็จะจงรักภักดีต่อองค์การ และองค์การบางแห่งขาดทุนในการดำเนินการก็ไม่ได้จ่าย ค่าตอบแทนที่ดีแต่ด้วยความผูกพันพนักงานก็ร่วมกันลดค่าใช้จ่ายและช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic motives) แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัว
16 บุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมอาจจะเป็นการได้รับรางวัล เกียรติยศชื่อเสียง คำชม หรือยกย่อง แรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวร บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองสิ่งจูงใจดังกล่าวเฉพาะกรณีที่ต้องการสิ่งตอบแทน เท่านั้น ลักษณะของแรงจูงใจ 1. แรงจูงใจเกิดเนื่องจากความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง 2. แรงจูงใจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกระทำหรือแสดงพฤติกรรม 3. แรงจูงใจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกมา 4. แรงจูงใจจะเป็นตัวลดความเครียดหรือความไม่สมดุล 5. แรงจูงใจจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลและในเวลาที่เปลี่ยนแปลง กระบวนการเกิดแรงจูงใจ ความต้องการของมนุษย์นั้นมีความแตกต่างกัน ดังนี้ What are Needs – สิ่งที่จำเป็นและต้องการโดยเฉพาะ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และความ ต้องการรองได้แก่ สังคม วัฒนธรรม เป็นต้น What are Wants – ความต้องการที่นอกเหนือจากความต้องการที่จำเป็น เช่น ประเภทของอาหาร เป็นต้น What are Goals – เป้าหมายในชีวิตที่ต้องการทำให้สำเร็จ ตามทฤษฎีแรงจูงใจของ MASLOW และ McGuire ดังนี้ ทฤษฏีแรงจูงใจของ MASLOW ดร. อับราฮัม มาสโลว์ นักจิตวิทยา ได้กำหนดทฤษฏีแรงจูงใจของมนุษย์ตามลำดับขั้นความต้องการในสังคม ไว้ 5 ระดับ ตั้งแต่ความต้องการตั้งแต่ระดับต่ำไปถึงสูง (Hierarchy& Needs) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับในสังคม
17 • Physiological Needs: ความต้องการที่ร่างกายต้องการ – อาหาร เครื่องนุ่งห่ม อากาศ และที่อยู่อาศัย เป็นความต้องการที่จำเป็น และเป็นความต้องการอันดับต้นๆ • Safety or Security Needs: ความต้องการด้านความปลอดภัย – การรักษาความปลอดภัย ความมั่นคง และความเป็นส่วนตัว จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการหลังจากอันดับแรกสำเร็จแล้ว • Social Needs: ความต้องการในสังคม – การมีความสัมพันธ์ และได้รับการยอมรับ ได้รับความรักในหมู คณะ • Esteem Needs: ความต้องการด้านการยกย่อง – ได้แก่ ความยกย่องส่วนตัว (Self-esteem) ความนับ ถือ (Recognition) และสถานะ (Status) และความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เช่น ความสำเร็จ ความรู้ ศักดิ์ศรี ความ สามาระ และสถานะที่ดีทางสังคม Self-Actualization: ความต้องการด้านการประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดในชีวิต – เป็นความต้องการสูงสุดของ แต่ละบุคคล ซึ่งหากบรรลุความต้องการนี้ได้จะได้รับการยอมรรับว่าเป็นบุคคลที่พิเศษ ทฤษฏีแรงจูงใจของ MCGuire ทฤษฎีแรงจูงใจของ MCGuire จะแตกต่างจากของ Maslow ตรงที่ได้พัฒนาวิธีการจำแนกให้มีลักษณะชีเฉพาะ มากกว่า ดังนี้ • Need for consistency: ความต้องการความสอดคล้องกัน ได้แก่ ทัศนคติ พฤติกรรม ความคิดเห็น ภาพลักษณ์ และความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน และไม่เกิด ความขัดแย้ง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ Marketing Mix ได้ เช่น ภาพลักษณ์หรูหรา จะต้องมีการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม มีมูลค่า มีราคาแพง มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสม เช่น ในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าแบ รนด์เนม เป็นต้น • Need to attribute causation: ความต้องการทราบเหตุผลที่เป็นที่มาของสิ่งต่าง หรือ Brand Story นั่นเอง เพราะที่มาเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ทราบผลที่จะเกิดขึ้นใในทางที่ดีหรือไม่ดี หรือหมายถึงการ ทำให้คล้อยตามด้วยที่มา และการให้คำแนะนำ หากเป็นที่มาจากเพื่อน คนสนิท คนในครอบครัวก็จะทำให้ น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น • Need to categorize: ความต้องการที่จะสามารถจำแนกสิ่งต่างๆ ได้ เป็นความต้องการที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์และสามารถเก็บไว้เป็นส่วนช่วยในการตัดสินใจ เช่น ราคา คุณภาพ เป็นต้น หลายๆบริษัทมักจะใช้กลยุทธ์ราคา เพื่อใช่ในการจำแนก เช่น 99 บาท 199 บาท และ 499 บาท เป็นต้น เหตุผลสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดเข้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ราคา 100 บาท 200 บาท และ 500 บาท • Need for cues: ความต้องการที่จะสามารถบอกความหมายโดยนัยได้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ใช้จากสังเกต ด้วยสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายต่างๆ เช่น ความประทับใจ (impressions) ความรู้สึกต่างๆ (feelings) และทัศนคติ (attitudes) ตัวอย่างเช่น สัญลักษณ์ฮาลาล สัญลักษณ์ออแกนิค หรือ Cruelty free เป็นต้น
18 • Need for independence: ความต้องการด้านอิสระภาพ สามารถใช้ตอบสนองแรงจูงใจด้วยการโฆษณาเพื่อให้เห็นถึงอิสระภาพที่ทุกคนต้องการเป็นต้น เช่น รองเท้า Nike free run+ Freedom for yourself • Need for novely: ความต้องการสิ่งแปลกใหม่ คนเรามักไม่ชอบความจำเจ ซ้ำซาก ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็น “พฤติกรรมเพื่อแสวงหาความหลากหลาย” (varietyseeking behavior) และมักจะเปลี่ยนแบรนด์ไปเรื่อยๆ (brand switching) หรือพฤติกรรมการซื้ออย่างที่เรียกกัน ว่า “การซื้ออันเกิดจากแรงดลใจฉับพลัน” (impulse purchasing) มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (travel industry) ที่ผู้คนมักจะต้องการแสวงหาสถานที่ใหม่ๆเสมอ • Need for self-expression: ความต้องการแสดงตนเองให้ประจักษ์ ผู้คนต้องการแสดงความเป็นตัวเอง และต้องการสะท้อนตัวตนของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า รถยนต์หรือของใช้ อื่นๆ ก็มักจะแสดงตัวตนของตัวเองออกมา เช่น Mercedes-Benz Dream Factory เป็นต้น • Need for ego-defense: ความต้องการเพื่อป้องกันตัวเอง การปกป้องตัวเองเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่ง ที่เมื่อไหร่ที่ผู้คนรู้สึกถูกคุกคาม หรือภาพลักษณ์ของตนเอง (self-image หรือ self-concept) กำลังเสียหาย ก็จะยืนหยัดเพื่อปกป้องทันที ดังนั้น แบรนด์จึงต้องรักษาภาพลักษณ์ให้ลูกค้า ยังรู้สึกถึงคุณค่าของแบรนด์อยู่เสมอ. • Need for reinforcement: ความต้องการได้รับการเสริมแรง แรงกระตุ้นที่จะช่วยให้รู้สึกพึงพอใจเป็นรางวัล (Reward) เช่น การสวมเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแม้แต่คอนแทค เลนส์ เป็นต้น • Need for affiliation: ความต้องการความรักความผูกพัน ความต้องการที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรู้สึกผูกพัน ดังนั้น การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจะเลือกจากแบรนด์ ที่มี Brand Loyalty มาก่อน หรือแม้แต่การโฆษณา การใช้คำจูงใจให้ผูกพันก็ควรนำมาเป็นแนวคิดหลักของแบ รนด์เหมือนกัน เช่น ผู้บริโภคจะผูกพันและคุ้นเคยกับ “Every Car Deserve to shine” เป็นต้น • Need for modeling: ความต้องการยึดถือบุคคลอื่นที่ชื่นชอบเป็นตัวแบบ ผู้คนจะชื่นชอบบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ หรือคนดังต่างๆ และต้องการจะเรียนแบบดังนั้น พรีเซนเตอร์ นางแบบ นายแบบจึงสำคัญกับแบรนด์เหมือนกัน เช่น กลุ่มนักกีฬา กลุ่มนักดนตรี และดาราภาพยนตร์ เป็นต้น มูลเหตุจูงใจที่ทำให้เกิดการท่องเที่ยว ซึ่งประกอบทั้ง แรงผลักดันและแรงดึงดูด ได้แก่ 1. ต้องการหลีกหนีชีวิตประจำวันอันสับสนวุ่นวายชั่วระยะเวลาหนึ่ง 2. การเอาอย่างกัน คนอื่นนำมาเล่าให้เกิดความต้องการอยากท่องเที่ยว 3. ต้องการแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ 4. แสวงหาความสุขทางเพศ
19 5. ฐานะทางเศรษฐกิจดี คนมีรายได้สูง ทำให้คนอยากท่องเที่ยวมากขึ้น 6. ต้องการความตื่นเต้น ผจญภัย 7. ต้องการพักผ่อนหาความสนุกสนานเพลิดเพลิน 8. เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ความแปลกประหลาดและความงามของ ธรรมชาติ 9. ความสะดวกเกี่ยวกับการจองตั๋วและการจัดบริการของบริษัทนำเที่ยว ซึ่งสามารถจัดได้ทั้งส่วนบุคคล เป็นหมู่ คณะ และการจัดทัวร์แบบเบ็ดเสร็จ ( Package ) 10. การคมนาคมสะดวกรวดเร็ว 11. ร่วมกิจกรรมกีฬา 12. ศึกษาค้นคว้าทางด้านวัฒนธรรมและโบราณคดี 13. การศึกษา 14. เยี่ยมญาติหรือเพื่อน 15. ธุรกิจ ประชุม สัมมนา
20 ใบงานที่ 3 (Work Sheet W:3) ตอนที่ 1 คำสั่ง ตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ 1. ทฤษฎีแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวหมายถึงอะไร 2. ทฤษฎีแรงจูงใจมีกี่ลักษณะ อะไรบ้าง จงอธิบาย 3. จากความหมายของ Lovell, Domjanและ Hanson นักศึกษาสามารถสรุปความหมายของทฤษฎีแรงจูงใจได้ว่า อย่างไรบ้าง 4. จงอธิบายทฤษฎีแรงจูงใจของ Maclow มาพอสังเขป 5. จงอธิบายทฤษฏีแรงจูงใจของ MCGuire 6. อะไรเป็นมูลเหตุที่ทำให้นักศึกษาเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อน 7. มูลเหตุจูงใจที่ทำให้เกิดการท่องเที่ยวมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
21 หน่วยที่ 4 วงจรของการท่องเที่ยว วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายสามารถอธิบายวงจรของการท่องเที่ยวได้ วงจรการท่องเที่ยว วงจรชีวิตของแหล่งท่องเที่ยว Butler (1980) กล่าวไว้ว่า แนวคิดวงจรชีวิตของแหล่งท่องเที่ยวเกิดจาก สมมติฐานของแหล่งท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นหรือเสื่อมความนิยมลงจะเป็นไปตามความรู้สึกนึกคิด ของกลุ่ม นักท่องเที่ยวมีลักษณะจิตวิทยาทางการท่องเที่ยวแตกต่างกัน แนวความคิดนี้มีความคล้ายคลึงกับแนวความคิด เกี่ยวกับวงจรชีวิตของสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ในทฤษฎีการตลาดทั่ว ๆ ไปนั่นเองกล่าวไว้ว่า “วงจรชีวิตของสินค้าหรือ ผลิตภัณฑ์เริ่มต้นจาก การนำเสนอ การเจริญเติบโต การเติบโตเต็มที่ การอิ่มตัว และการเสื่อมโทรมลง” วงจรชีวติ ของแหล่งท่องเที่ยวจะสัมพันธ์กับลักษณะจิตวิทยาของนักท่องเที่ยวจากแหล่งท่องเที่ยวใหม่ จะดึงดูดความสนใจ ของกลุ่มผู้มีความสนใจหลากหลายก่อนเป็นกลุ่มแรกเป็นนวัตกรรมของตลาดการท่องเที่ยว ซึ่งแสวงหาแหล่ว ท่องเที่ยวที่โดดเด่นและไม่พลุกพล่านด้วยนักท่องเที่ยวจะเป้นที่รู้จักกันแพร่หลายมากขึ้น หลังจากนั้นกลุ่มผู้ที่มี ความสนใจหลากหลาย ก็จะลดความสนใจลงและกลุ่มผู้เดินสายกลางจะเข้ามาแทนที่เป็นจำนวนมาก ระยะที่กลุ่มผู้ เดินทางสายกลางได้ให้ความสนใจแหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ แหล่งท่องเที่ยวจะอยู่ในขั้นของการเติบโตเต็มที่ในวงจร ชีวิตของสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ทางการตลาด อันเป็ฯระยะที่ยอดจำหน่ายสูงที่สุด กล่าวได้ว่า แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ ดึงดูดความสนใจของตลาดส่วนใหญ๋เอาไว้ได้ แต่ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปกลุ่มผู้เดินทางสายกลางก็จะกำหนดความ สนใจในแหล่งท่องเที่ยวนั้น วงจรของการท่องเที่ยวเริ่มตั้งแต่การตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยวการจองที่พักหรือบริการต่าง ๆ องค์ประกอบที่ 1 ด้านสิ่งดึงดูดใจ คุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวเป็นคุณลักษณะสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวแต่ละประเภท ซึ่งทำให้แหล่ง ท่องเที่ยว นั้นมีความโดดเด่นแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ โดยอาจพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งในด้าน กายภาพของ แหล่งท่องเที่ยวระบบนิเวศพืชสัตว์ธรณีสัณฐาน ประวัติศาสตร์โบราณคดีศิลปะ สถาปัตยกรรม วิถี ชีวิต วัฒนธรรม ระดับของเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นล้วนเป็น องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ แหล่งท่องเที่ยวมีความน่าสนใจ หรือมีชื่อเสียง และสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวไป เยี่ยมชมได้สิ่งดึงดูดใจของแหล่งท่องเที่ยว
22 แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความหลากหลายของระบบนิเวศ การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่นักท่องเที่ยว ฯลฯ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เช่น ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ความสวยงามด้านศิลปกรรม หรือสถาปัตยกรรม การถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาทาง ประวัติศาสตร์ให้แก่นักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เช่น วิถีชีวิต กิจกรรม ทางวัฒนธรรม ประเพณีความเป็นเอกลักษณ์ของ ท้องถิ่น เป็นต้น องค์ประกอบที่ 2 ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก การจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการที่ได้มาตรฐานให้แก่ นักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญ ในการพัฒนาคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความประทับใจและเป็นสิ่งดึงดูดใจ นักท่องเที่ยว สิ่งอำนวยควำมสะดวกได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่พัก บริเวณกางเต้นท์และสถานที่ นันทนาการ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ห้องสุขาและหรือห้องอาบน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและผู้ พิการ ยานพาหนะบริการภายในแหล่งท่องเที่ยว การสื่อสารโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต ฯลฯ องค์ประกอบที่ 3 ด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว คือ วิธีการเดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว ครอบคลุมถึงเรื่องเส้นทางคมนาคม ระยะทาง ระยะ เวลา ค่าใช้จ่าย และความสะดวกปลอดภัยในการเดินทาง ทั้งนี้คณะบริหารแหล่งท่องเที่ยว (DMO) ควร คำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ดังนี้ เชิงปริมาณ ได้แก่ความเพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวในด้านจำนวนที่นั่งและความถี่ของ ยานพาหนะ และการบริการเสริมในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เชิงคุณภาพ ได้แก่ความสะดวกสบายในการเดินทางการกำหนดราคาค่าบริการที่เป็นธรรม เหมาะสม และ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เป็นต้น องค์ประกอบของการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ความสะดวกในการเข้าถึง ความปลอดภัยในการเข้าถึง 1. ยานพาหนะสาธารณะทั้งทางบก ทางน้ำ ทาง อากาศ 2. เส้นทางคมนาคม 3. ป้าย/ไฟนำทางสู่แหล่งท่องเที่ยว 1. การรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทางการเดินทาง 2. จุดพักรถ 3. ฯลฯ องค์ประกอบที่ 4 ด้านการรักษาความปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยวควรมีมาตรการด้านความปลอดภัยหรือระบบเตือนภัย และคณะบริหารแหล่งท่องเที่ยว (DMO) สามารถนำมาตรการดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชีวิต จิตใจ สุขภาพอนามัย หรือทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการส่งเสริมรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของแหล่ง ท่องเที่ยวอีกด้วยองค์ประกอบของการรักษาความปลอดภัย
23 • บุคลากรที่รับผิดชอบด้านการรักษาความปลอดภัยและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว • เครื่องมือป้องกันอุบัติเหตุและบรรเทาสาธารณภัย • อุปกรณ์ปฐมพยาบาลและหรืออุปกรณ์กู้ชีพ • ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด • อุปกรณ์การสื่อสาร • ป้ายเตือนให้ระวังอันตราย • การซักซ้อมรองรับภาวะฉุกเฉินหรือภัยพิบัต • ยานพาหนะสำหรับเคลื่อนย้ายหรืออพยพนักท่องเที่ยวกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน องค์ประกอบที่ 5 ด้านการตลาด การตลาดการท่องเที่ยว หมายถึง ความพยายามของคณะบริหารแหล่งท่องเที่ยว (DMO) ที่จะทำให้ นักท่องเที่ยว กลุ่มเป้าหมายรู้จักและตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว โดยอาจใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น การเป็นผู้นำด้านราคา กลยุทธ์สร้างความแตกต่างหรือกลยุทธ์มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อส่งมอบ ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่บริโภคสินค้าหรือบริการด้านการท่องเที่ยว รวมถึง การใช้องค์ประกอบ เพื่อส่งเสริมให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด ตัวอย่าง ประเทศ จุดขายหลัก ความประทับใจ อินเดีย ความเหลือเชื่อทางจิตวิญญาณ จิตวิญญาณ ความลี้ลับ และการ ผจญภัย มาเลเซีย เสน่ห์ของเอเซีย เรียนรู้วัฒนธรรม เอเซียที่แท้จริง เรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่กว้างขึ้น นิวซีแลนด์ 100 % เพียวนิวซีแลนด์ กลับไปสู่ธรรมชาติในแบบที่ควรจะ เป็น • การวางตำแหน่งทางการตลาดหรือจุดขายของแหล่งท่องเที่ยว • การโฆษณา และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนและสื่อเฉพาะกิจ เช่น โทรทัศน์วิทยุ ป้ายโฆษณา นิตยสาร หนังสือพิมพ์เอกสารเผยแพร่ เป็นต้น • การจัดทำเว็บไซต์และส่งเสริมการตลาดผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์และอีคอมเมอร์ซ (e-commerce)
24 องค์ประกอบที่ 6 ด้านการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว หมายถึง บุคคลทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เดินทางจากท้องที่อันเป็นถิ่นที่อยู่โดยปกติ ของตนไปยังท้องที่อื่นเป็นการชั่วคราวด้วยความสมัครใจ และด้วยวัตถุประสงค์อันมิใช่เพื่อไปประกอบอาชีพ หรือ หารายได้การบริหารจัดการนักท่องเที่ยว อาจจดำเนินการได้โดยใช้มาตรการในการกำหนดจำนวน และ ควบคุม พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวให้มีความเหมาะสมกับประเภทกิจกรรม และขีดความสามารถในการรองรับของ แหล่งท่องเที่ยวโดยพิจารณาถึง • นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย • จำนวนนักท่องเที่ยวที่แหล่งท่องเที่ยวสามารถรองรับได้ • การบริหารจัดการนักท่องเที่ยวให้มีพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่พึงประสงค์ • การจัดเก็บสถิติในด้านจำนวน ความคิดเห็น และความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว คณะบริหารแหล่งท่องเที่ยว ควรคำนึงถึง การวิเคราะห์ขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว (Carring Capacity) เพื่อสร้างความประทับใจในการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
25 ใบงานที่ 5 (Work Sheet W:5) ตอนที่ 1 คำสั่ง ตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ 1. จงอธิบายวงจรของการท่องเที่ยวมาพอเข้าใจ 2. จงอธิบายองค์ประกอบที่ 1 มาพอเข้าใจ 3. จงอธิบายองค์ประกอบที่ 2 มาพอเข้าใจ 4. จงอธิบายองค์ประกอบที่ 3 มาพอเข้าใจ 5. จงอธิบายองค์ประกอบที่ 4 มาพอเข้าใจ 6. จงอธิบายองค์ประกอบที่ 5 มาพอเข้าใจ 7. จงอธิบายองค์ประกอบที่ 6 มาพอเข้าใจ 8. นักศึกษาลองอธิบายวงจรการท่องเที่ยวของนักศึกษามาพอเข้าใจ (กรณีที่เดินทางไปเที่ยวด้วยตนเอง)
26 หน่วยที่ 5 สถานที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายสิ่งดึงดูดใจหลักของการท่องเที่ยวได้ 2. สามารถอธิบายทรัพยากรการท่องเที่ยวของไทยได้ 3. สามารถอธิบายการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวได้ ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นสิ่งดึงดูดความต้องการพื้นฐานของ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ เช่น ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่หุบเขาที่มีอากาศหนาว ย่อมไม่มีโอกาสที่จะได้สัมผัสอากาศที่อบอุ่น หรือได้เห็นชายทะเล โดยเฉพาะชาวยุโรปพวกเขาจึงนิยมเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยว ที่เป็นเมืองตามชายหาด ทรัพยากรการท่องเที่ยว ประเภทธรรมชาติมีอิทธิพลอย่างมากต่อการดึงดูดความสนใจของนกัท่องเที่ยวไมว่าจะเป็นอากาศบรสิทุธิ์ ภูมิอากาศ และอุณหภูมิ ภูมิประเทศ สัณฐานทางธรณวีทิยา ชาติพืชพันธุ์ต่างๆ ของท้องถิ่น สัตว์ป่า หรือสัตว์ใน ท้องถิ่น ท้องหน้าหาดทราย ความงามของธรรมชาติ น้ำดืมบริสทุธิ์ น้ำพุร้อน ฯลฯ การผสมผสานกันของทรพัยากร ธรรมชาติ สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจ เช่น ภูมิอากาศที่แตกต่างกันภายในประเทศ มีผลทำให้ สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยวหรือแหล่งท่องเที่ยว หมายถึง สถานที่ท่องเที่ยว กิจกรรม และ วัฒนธรรมประเพณีที่สะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมท้องถิ่นที่มี ลักษณะเด่น และสามารถดึงดูดความสนใจ ของนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชม สิ่งดึงดูดใจหรือทรัพยากรท่องเที่ยวแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะทั่วไป คือ 2.1 ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้แก่สภาพภูมิอากาศ รวมทั้งอากาศ และ ทรัพยากรธรรมชาติเช่น น้ำตก ภูเขา ทะเล ป่า ไม้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ อุทยานฯ ฯลฯ ทรัพยากร การท่องเที่ยวที่ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มนุษย์ สร้างขึ้น คือ เป็นสิ่งที่ มนุษย์ไม่ต้องสูญเสียต้นทุนในการผลิต แต่ทรัพยากรทั้งสองลักษณะต่างก็ต้องมีต้นทุนในการดูแลรักษาเหมือนกัน คุณภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจะต้องได้รับการดูแลรักษาในรูปแบบของการ ท่องเที่ยวที่ยั่งยืนการวางแผนการท่องเที่ยว รวมทั้งการวางมาตรฐานการดูแลรักษาทรัพยากรดังกล่าวจึงเป็น สิ่งจำเป็น เนื่องจากกิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถส่งผลกระทบทางลบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่ง เป็นสิ่งเปราะบางได้
27 นักท่องเที่ยวมีโอกาสเลือกสถานที่ที่น่าสนใจ เช่น ไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นของป่า เขาทางภาคเหนือ หรือไปสัมผัส แสงแดดอันอบอุ่นบริเวณหาดทราย ชายทะเลทางภาคใต้ เป็นต้น ภูมิอากาศจึงมีอิทธิพล ต่อการตัดสินใจ และช่วย สร้างความต้องการ หรืออุปสงค์ (Demand) ทางการท่องเที่ยวได้ และหากพื้นที่ ท่องเที่ยวนั้นๆ มีบรรยากาศหรือ ภูมิอากาศที่จะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถททำกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่าง หลากหลาย เช่น เล่นกอล์ฟ ขี่ม้า ตกปลา ล่า สัตว์ แล่นเรือใบ หรือกิจกรรมทางน้ำอื่นๆ การศึกษา ธรรมชาติ ความชื่นชมในศิลปะการวาดภาพ หรือการ ถ่ายภาพ เหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวได้รับ บรรยากาศเพื่อการพักผ่อนได้มากยิ่งขึ้น แต่หากพื้นที่ใดมีความ สวยงามทางธรรมชาติเป็นทุนเดิมอยู่ แล้ว แล้วยังมีความหลากหลายในด้านอื่นเข้ามาเสริมอีก ก็จะยิ่งดึงดูดความ สนใจได้ทวีคูณมากขึ้น ดังนั้นการที่จะรักษาสถานภาพของอุปสงค์หรือความต้องการของนักท่องเที่ยวเอาไว้ให้นาน ที่สุด ก็ต้อง มีการวางแผนอย่างเหมาะสมและต้องมีการบำรุงรักษาคุณภาพและมาตรฐานของธรรมชาติที่มีอยู่อย่าง ต่อเนื่องและจริงจัง 2.2 ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ ทรัพยากรการท่องเที่ยวด้านประวัติ ศาสตร์วัฒนธรรมสังคม เทศกาลงานประเพณี และทรัพยากรการท่องเที่ยวด้านกิจกรรมความบันเทิง และเพลิดเพลิน 2.2.1 ทรัพยากรการท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ อันได้แก่ วัฒนธรรม วิถีชีวิต หรือ เหตุการณ์ที่สืบสานกัน มาตั้งแต่อดีต โดยส่วนใหญ่การนำเสนอประวัติศาสตร์ในรูปของทรัพยากรการ ท่องเที่ยวจะอยู่ในรูปของ โบราณสถานโบราณวัตถุ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีส่วน เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้คือ 1) สงคราม เช่น กำแพงเบอร์ลินที่กั้นระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตก ในเยอรมนีและ สะพานข้ามแม่น้ำแคว จ.กาญจนบุรีเป็นต้น 2) โบราณสถานศาสนา เช่น บุโรพุทธโท ในอินโดนีเซีย, พุทธคยา ในอินเดีย, นครวัด นครธม ในกัมพูชา เป็นต้น 3) บุคคลสำคัญหรือสถานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลส าคัญ เช่น บ้านวิลเลี่ยม เช็ค - สเปียร์ในอังกฤษ, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จ.นครราชสีมา เป็นต้น 4) ชนชั้นการปกครอง (รัฐบาลหรือพระมหากษัตริย์) เช่น อาคารรัฐสภาของ สหรัฐอเมริกาในกรุง วอชิงตัน ดี ซี, พระราชวังบัคกิ้งแฮม ในอังกฤษ, พระราชวังบางปะอิน ในจังหวัด พระนคร ศรีอยุธยา เป็นต้น 2.2.2 ทรัพยากรการท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรมและสังคม เทศกาลงานประเพณีแต่ ะประเทศต่างก็มี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตทางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งที่เป็นรูปธรรมที่แสดงออกทางด้านลักษณะความเป็นอยู่ ของผู้คน ภาษา เทศกาล ประเพณี พิธีกรรมทางศาสนา ศิลปะหัตถกรรม การแต่งกาย การละเล่นและการบันเทิง ต่างๆ สภาพบ้านเรือน ฯลฯ และที่เป็น นามธรรม ที่แสดงออกทางด้านความคิด ความเชื่อ ทัศนคติภูมิปัญญา ชาวบ้าน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ ทรัพยากรการท่องเที่ยวทั้งสิ้น เนื่องจากสามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นสิ่งที่ แปลกแตกต่าง ของนักท่องเที่ยวได้ ทรัพยากรการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมและสังคม เทศกาลงานประเพณี ยังหมายรวม ถึง “อัธยาศัยไมตรีและ การต้อนรับ” ของผู้คนในท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้หากนักท่องเที่ยวเกิดความรู้สึกว่า ไม่ได้รับการต้อนรับจากคนในท้องถิ่น แล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ หรือทิวทัศน์ใดๆ ก็ไม่สามารถ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่นั้นต่อไป การ แสดงออกซึ่งการต้อนรับนักท่องเที่ยวสามารถทำได้หลาย รูปแบบ ตัวอย่าง การกล่าวคำทักทายสวัสดี “Swatdee” ของคนไทยที่นำมาใช้จนประสบความสำเร็จ นอกจากนี้อัธยาศัยไมตรีการต้อนรับของผู้คนในท้องถิ่น ก็นับเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวหลักที่มี เอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น “ยิ้มสยาม ” หรือ “ความเอื้ออาทรในการ
28 ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ” ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่ เคยมาประเทศ ไทยแล้วกลับมาเยือนซ้ำอีก 2.2.3 ทรัพยากรการท่องเที่ยวด้านกิจกรรมความบันเทิงและความ เพลิดเพลิน ทรัพยากรการท่องเที่ยว ประเภทนี้ หมายถึง สถานที่หรือกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและความเพลิดเพลินให้แก่นักท่องเที่ยวทุกประเภท อาทิ สวนสาธารณะ สวนสนุก แหล่งบันเทิงยามค่ำคืน โรงละคร โรงภาพยนตร์ ตลาดน้ำ เป็นต้น สถานที่เหล่านี้ ส่วนใหญ่ต้องใช้เงินทุนในการสร้างสูง โดย ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของภาคเอกชน มีเพียงส่วนน้อย เช่น สวนสาธารณะ สวนสัตว์ที่เป็นการลงทุน ของภาครัฐ ตัวอย่างของทรัพยากรการท่องเที่ยวประเภทนี้ เช่น ดีสนีย์ เวิลด์สวนสยาม สยามโอเชี่ยน เวิลด์ซาฟารีเวิลด์สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์ดุสิต ภูเก็ตแฟนตาซีการแสดงโชว์ ทิฟฟานี ฯลฯ จากการสำรวจของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ .ศ.2540 ซึ่งเป็นการประเมิน ทรัพยากรการ ท่องเที่ยวเบื้องต้น สามารถสรุปจำนวนแหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดของประเทศไทยไว้ได้ 2,637 แห่ง เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวประเภทธรรมชาติจำนวน 1,200 แห่ง ประเภทประวัติศาสตร์โบราณวัตถุสถาน และศาสนา จำนวน 1,040 แห่ง และประเภทศิลปวัฒนธรรม จ านวน 397 แห่ง และต่อมาได้สำรวจแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติมขึ้นอีก 220 แห่ง รวมเป็น 2,857 แห่ง ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแล รับผิดชอบของภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวหรือทรัพยากรการท่องเที่ยว เป็นตัวกำหนดสำคัญที่จะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้า มาท่องเที่ยว ดังนั้น การบำรุงรักษาและพัฒนาให้อยู่ในสภาพและคุณภาพที่ดี อยู่เสมอ จะช่วยขยายระยะเวลาของ วงจรชีวิตของแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละแห่งให้สามารถใช้ประโยชน์ ในระยะยาวต่อไปได้ จากการสำรวจสภาพแหล่ง ท่องเที่ยวในประเทศของ ททท. เมื่อปี พ.ศ.2540 ได้ พบว่ามีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งในหลายจังหวัดกำลังตกอยู่ ในสภาพเสื่อมโทรมและหลายแห่งอยู่ใน สภาวะวิกฤติ สาเหตุสำคัญก็คือ การหย่อนประสิทธิภาพในการบริหารของ องค์กรที่มีอำนาจควบคุมดูแลพื้นที่หรือสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือในบางกรณีไม่สามารถหาเจ้าภาพเข้ามา ดำเนินการแก้ไขปัญหา เนื่องจากมีอำนาจตามกฎหมายทับซ้อนอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือมีปัญหาด้านการ ประสานงาน และปัญหาด้านงบประมาณเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนา ทรัพยากรการท่องเที่ยวของไทย 1) ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น เองตามธรรมชาติได้แก่ น้ำตก ภเูขา ทะเล ป่าไม้ฯลฯ สรรพยากรการ ท่องเที่ยวที่่ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีลักษณะเฉพาะที่่แตกต่างจากทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มนุษยส์ร้างขึ้น คือ เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ต้องสญูเสีย ต้นทุน ในการผลิต แต่ทรัพยากรทั้งสองลักษณะต่างก็ต้องมีต้นทุน ในการดูแลรักษา เหมือนกัน 2 ) ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ ทรัพยากรการท่องเที่ยวด้าน ประวัติศาสตร์ทรัพยากร การท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมและสังคม และทรัพยากรการ ท่องเที่ยวด้านบันเทิงและเพลิดเพลิน 2.1 ทรัพยากรการท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ประวัติศาสตร์คือ วัฒนธรรม วิถีชีวิต หรือ เหตุการณ์ที่สืบสานกัน มาตั้งแต่อดีต โบราณสถาน โบราณวัตถุ และสถานที่สำคัญ ทางประวัติศาสตร์ 2.2 ทรัพยากรท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมและสังคม แต่ละประเทศต่างก็มีวัฒนธรรม และวิถีชีวิต ทางสังคมที่ เป็นเอกลัษณเ์ฉพาะ ทางที่ เป็นรูปธรรม ที่แสดงออกทางด้าน ลักษณะ ความเป็นอยู่ของผู้คน ภาษา
29 เทศกาล ประเพณีและ ศิลปะหัตถกรรม การแต่ง กาย การละเล่น และการบันเทิงต่างๆ สภาพบ้านเรือน และที่ เป็นนามธรรม แสดงออกทั้ง ด้านความคดิ ความเชื่อถือ ทัศนคติภมิปัญญาชาวบ้าน 2.3 ทรัพยากรการท่องเที่ยวด้านบันเทิงและความเพลิดเพลิน ทรัพยากรการ ท่องเที่ยวประเภทนี้ หมายถีง สถานที่หรือกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและความเพลิดเพลินให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น สวนสาธารณะ สวน สนุก แหล่งบันเทิงยามค่ำคืน โรงละคร โรงภาพยนตร์เป็นต้น สถานที่เหล่านี้ต้องใช้เงินทุน ในการสร้างสูง ด้วยส่วน ใหญ่เป็นการลงทุน ของภาคเอกชน ทรัพยากรการท่องเที่ยวประเภทนี้ได้แก่ ดิสนีย์เวลิด์สวนสยาม ซาฟารีเวลิด์ สวนสัตว์ดุสิต คลับ ดิสโก้เธค การแสดงโชว์ทิฟฟานี่ฯลฯ การลงทุนของภาครัฐ ได้แก่ สวนสาธารณะและสวนสัตว์ ทรัพยากรการท่องเที่ยวลักษณะนี้มีการเสื่อมสลายได้ตามกาลเวลา สภาพดิน ฟ้าอากาศ การ ทำลายของมนุษย์ และการขาดการดูแลเอาใจใส่ การอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยว วัฒนธรรมการท่องเที่ยวในสถานที่ธรรมชาติ 1. การพึ่งพาตนเอง เมื่อเรารู้ตัวว่าการท่องเที่ยวของเราเป็นไปในรูปแบบไหน การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่า จะเป็นการแบกเป้หรือสัมภาระอื่นใด เราจะต้องคิดวิเคราะห์ว่าสิ่งใดจำเป็นและไม่จำเป็นในการใช้ชีวิตในธรรมชาติ และชีวิตจริง และเมื่อเราดูแลตัวเองได้ เราจะรู้สึกและสัมผัสได้ถึงอิสรภาพในการใช้ชีวิตและเดินทาง 2. การรักษาธรรมชาติให้คงอยู่แน่นอนเราต่างชื่นชอบธรรมชาติที่สวยงาม คนอื่นๆ ก็เช่นกัน และเมื่อหลายคน ออกมาชื่นชมธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาธรรมชาติให้งดงาม เมื่อเราเดินจากไปเราจะต้องไม่ทิ้งขยะใน เส้นทาง หรือที่พัก ของเสียจากร่างกายต้องขุดหลุมฝังกลบให้ถูกวิธี ขยะอื่นๆ ให้นำกลับมาทิ้งในที่ที่จัดไว้หรือไม่ก็ นำมากำจัดในเมือง 3. ให้เกียรติผู้ร่วมทาง เพราะทุกคนที่ชื่นชอบธรรมชาติต่างมาจากทุกที่ ทุกชนชั้น ทุกชาติ ทุกศาสนา แต่เมื่อคุณ อยู่ในป่าหรือธรรมชาติ พวกเราคือชนกลุ่มเดียวกัน กลุ่มชนที่รักในธรรมชาติเหมือนกัน รักในชีวิตอิสระ ความสุข ท่ามกลางธรรมชาติ และมิตรภาพที่อยู่เหนือวัตถุ เมื่อเรามองข้ามความแตกต่างและให้เกียรติผู้ร่วมทาง เมื่อนั้นคุณ ก็จะได้รับเกียรติเช่นกัน สิ่งที่ไม่ควรประพฤติปฏิบัติเมื่อท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ (ทั้งทางบกและทางทะเล) และสถานที่ทาง ธรรมชาติ 1. ห้ามนำของป่าไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ป่าออกจากพื้นที่เขตอุทยานฯ เพราะสิ่งที่นำออกมานั้นอาจมี พาหะนำโรคติดต่อ ออกมาสู่มนุษย์และหรือพืชพรรณที่นำออกมาอาจเป็นสิ่งที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ 2. ห้ามทำอันตรายต่อดอกไม้ ใบไม้ ผลไม้และสัตว์ป่า ถ้าเรารักธรรมชาติแล้วการทำลายธรรมชาติก็ไม่ ควรเกิดขึ้น 3. ห้ามขีดเขียนและทำลายป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ในอุทยานฯ เพราะจะทำให้คนที่มาภายหลังสับสนใน เส้นทางได้อาจนำไปสู่เส้นทางที่อันตราย ฉะนั้นป้ายสัญลักษณ์จริงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเข้าป่า 4. ห้ามก่อกองไฟ ยกเว้นทางอุทยานฯ จัดสถานที่ไว้ให้ เพราะการก่อไฟจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงจาก ธรรมชาติซึ่งทำให้เกิดมลภาวะ และเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดไฟป่า
30 5. ห้ามนำอาวุธใดๆ เข้าไป ยกเว้นอุปกรณ์ที่จำเป็นและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ เช่น มีดทำครัว เพื่อ เป็นการป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสัตว์ป่า และผู้ร่วมทาง 6. ห้ามส่งเสียงดังให้เกิดเป็นที่รำคาญต่อผู้อื่น จงพึงระลึกถึงอยู่เสมอว่าเราไม่ชอบสิ่งใดเราอย่าทำสิ่งนั้นกับ คนอื่น และเป็นมารยาททางสังคมกลางแจ้งอีกด้วย 7. ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในอุทยานฯ เพื่อลดอัตราการทะเลาะวิวาท ขาดสติจากการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 8. ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ เพราะสัตว์เลี้ยงของท่านอาจนำโรคจากภายนอกแพร่เข้าสู่ป่าเป็น เหตุให้สัตว์ป่าต้องติดโรคหรือในทางกลับกัน สัตว์เลี้ยงของท่านอาจนำโรคจากสัตว์ป่าออกมาสู่โลกภายนอกก็ได้ 9. ห้ามทิ้งสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิงหรือสิ่งที่ก่อให้เกิดเพลิง เช่น กระป๋องแก๊ซเหลือใช้ เพราะภายในอุทยานฯไม่มี สถานที่เก็บและทำลายขยะพิษดังกล่าว และถ้าเป็นไปได้ให้นำกลับมาทิ้งที่บ้านในเมือง 10. ห้ามทิ้งขยะ คุณนำพาขยะมาเท่าไหร่คุณต้องนำออกไปทิ้งในที่ที่ทางอุทยานฯ จัดให้หรือนำออกไป นอกพื้นที่ เพราะขยะพลาสติกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สัตว์ป่าตาย หนึ่งทางเลือกในยุคปัจจุบัน หากเราไม่อยากเป็น ผู้สร้างขยะในขณะท่องเที่ยว ลองเปลี่ยนมาใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่นกล่องพลาสติก ช้อนส้อมส่วนตัว และกระบอกบรรจุน้ำ เพื่อลดการใช้พลาสติกบรรจุอาหารจากร้านค้า และเราไม่ต้องคอยกังวล เรื่องจุดทิ้งขยะ ความร่วมมือของเราทุกคนจะเป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดี และส่งผลกระทบเชิงบวก เรามีประจักษ์พยานที่ ชัดเจนแล้วว่า เมื่อกิจกรรมมนุษย์ถูกจำกัด ธรรมชาติก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ ดังนั้น เมื่อเราทราบข้อเท็จจริงใน ส่วนนี้ เราก็ควรเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่ทางธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นการตอบแทนธรรมชาติที่มอบ ความสุขให้แก่เราขณะที่เราออกเดินทาง
31 ใบงานที่ 5 (Work Sheet W:5) ตอนที่ 1 คำสั่ง ตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ 1. สิ่งดึงดูดใจหรือทรัพยากรท่องเที่ยวแบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ อะไรบ้าง 2. ทรัพยากรการท่องเที่ยวของไทยมีกี่ประเภท อะไรบ้าง 3. จงอธิบายวิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวมาพอเข้าใจ
32 หน่วยที่ 6 การเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยว วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายรูปแบบของการเดินทางได้ 2. สามารถอธิบายการเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศได้ รูปแบบของการเดินทาง การเดินทางมีหลากหลายรูปแบบ เต็มไปด้วยหลายปัจจัย หลายเหตุผล ขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์ เวลา และ อารมณ์ สำหรับการเดินทางจากเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร-เชียงใหม่ ผมแนะนำการเดินทาง 4 รูปแบบหลักดังนี้ รถไฟ การเดินทางโดยรถไฟเหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลามากต้องเน้นมากจริงๆ เพราะการเดินทางจากต้นทางสถานีรถไฟ หัวลำโพงจนถึงสถานีปลายทางเชียงใหม่ ใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมง แน่นอนว่าการเดินทางโดยรถไฟนั้น ปลอดภัย ที่สุด ประหยัดงบมากที่สุด โดยท่านที่เดินทางจากกรุงเทพมหานครนั้น สามารถเลือกซื้อตั๋วโดยสาร และขึ้น รถไฟจากสถานีที่ใกล้และสะดวกมากที่สุดได้โดยไม่ต้องไปเริ่มจากสถานีทัวลำโพง ยกตัวอย่างเช่น สถานีสาม เสน สถานีบางซื่อ สถานีดอนเมือง เป็นด้น รถโดยสาร การเดินทางด้วยรถโดยสาร บ้างเรียกรถทัวร์ ป้างเรียกรถบัส จะเรียกอย่างไร การเดินทางรูปแบบนี้ถือเป็น วิธีที่สะดวกและได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีรอบการเดินรถทลายเที่ยวต่อวัน เลือกเดินทางได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน ค่าโดยสารถือวาราคาปานกลาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 ชั่วโมง ซึ่งสำหรับผู้ที่เดินทางออกจาก กรุงเทพฯ ในช่วงหัวค่ำก็จะมาถึงเชียงใหม่ในช่วงเช้าตรู่ สามารถเที่ยวต่อได้ทันที ถือเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าทั้ง ทุนทรัพย์และเวลา รูปแบบของรถโดยสารมีทั้งแบบป.1. VIP
33 เครื่องบิน การเดินทางโดยเครื่องบิน เป็นการเดินทางที่ประหยัดเวลามากที่สุด ใช้เวลาเหินฟ้าประมาณชั่วโมงครึ่ง นำ เวลาที่ต้องเดินทงไกลมาแปรปลียนเป็นเวลาในการท่องเที่ยวให้คุ้มค่าแต่แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเดินทาง รูปแบบอื่นๆ อย่างไรก็ตามหากติดตามโปรโมชั่นของสายการบินผู้ให้บริการอาจจองตั๋วล่วงหน้าเพื่อค่าโดยสารราคา ถูกจนยิ้มออกก็เป็นได้ รถส่วนตัว นอกจากการเดินทางทั้ง 3 รูปแบบแล้ว อีกรูปแบบหนี่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน นั้นก็คือ การเดินทางโดยรถ ส่วนตัวเป็นยานพาหนะที่ไม่จำกัดยี่ห้อและโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ รถตู้ รถจักรยานยนต์ หรือ นำรถแท็กซี่ มาขับเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ ก็ถือเป็นรถส่วนตัวทั้งสิ้น เป็นรูปแบบที่สะดวกในเรื่องของความ เพลิดเพลิน เพราะจะได้มองเห็นธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวรายทาง อยากแวะก็แวะได้เลยทันที จาก กรุงทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 696 กิโลเมตร เวลาการเดินทางขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ มีเส้นทางการมาดังนี้ เตรียมตัวเดินทางต่างประเทศ 1. ศึกษาข้อมูล/ข้อห้ามการเดินทางของประเทศปลายทาง ไม่เพียงแต่หาข้อมูลเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ที่พักโรงแรม หรือร้านอาหารในต่างประเทศเท่านั้น แต่จำเป็นต้อง ศึกษาข้อห้ามและสิ่งที่ควรรู้ก่อนไปต่างประเทศเสมอ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าสิ่งของบางอย่าง เช่น ประเทศสิงคโปร์ที่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการนำเข้ายาเสพติดหรือยากล่อมประสาท หากฝ่าฝืนอาจมีโทษหนักถึง ขั้นประหารชีวิต ดังนั้นหากใครมีความจำเป็นต้องใช้ยาบางประเภทเพื่อรักษาโรคประจำตัว และเข้าข่ายผิด กฎหมาย แนะนำติดต่อสอบถามรายละเอียดจากสถานทูต หรือสถานกงสุลของประเทศปลายทางโดยตรงเพื่อ ป้องกันปัญหา 2. เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศปลายทาง หลายประเทศแม้จะไม่มีข้อห้ามที่ระบุชัดในทางกฎหมาย แต่การเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติเป็นมารยาทอย่างหนึ่ง ที่ นักท่องเที่ยวทุกคนต้องเรียนรู้ก่อนเสมอ ตัวอย่าง การขึ้นรถโดยสารประจำทางบางประเทศต้องต่อแถวขึ้น-ลงรถ อย่างระเบียบ หรือการเรียกพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารบางประเทศในยุโรปคุณต้องไม่โบกมือไปมา แต่ต้องยกมือ ในระดับที่เหมาะสมเพื่อเป็นการให้เกียรติพนักงาน เป็นต้น ดังนั้นศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ ให้ดี เพื่อให้ การท่องเที่ยวสนุกและสบายใจมากที่สุด
34 3. เตรียมเอกสารเดินทางไปต่างประเทศให้พร้อม ตรวจเช็คเอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นผ่านตม.ของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะ Passport หรือหนังสือเดินทางที่ เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวประชาชนสากลที่ใช้สำหรับการระบุตัวตน ที่สำคัญต้องตรวจสอบวันหมดอายุของ หนังสือเดินทาง และต่ออายุหากใกล้หมดแล้ว หรือบางประเทศต้องมีการใช้วีซ่า ควรตรวจสอบและวางแผนให้ดีว่า ต้องทำวีซ่าที่ไหน ใช้เวลาดำเนินการเท่าไหร่ เพื่อให้ทันต่อการเดินทางของคุณ ที่สำคัญควรพกเอกสารจำเป็นติดตัว ไว้ตลอดการท่องเที่ยว 4. เตรียมเอกสารที่จำเป็นต่อการเดินทางช่วงโควิด นอกจากเอกสารทั่วไปอย่างหนังสือเดินทางและวีซ่าแล้ว ณ ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกมีแผนรับมือโควิด-19 ที่ ต่างกัน ดังนั้นควรเตรียมเอกสารสำหรับการเดินทางช่วงโควิดเพิ่มเติม เช่น ใบรับรองแพทย์ Fit to Fly เพื่อ ยืนยันสุขภาพว่าพร้อมสำหรับการโดยสารด้วยเครื่องบิน ผลตรวจ RT-PCR ใบรับรองการเข้ารับวัคซีน (Vaccine Passport) เอกสารการจองที่พัก ใบขับขี่สากล เป็นต้น (ศึกษาข้อกำหนดการเดินทางของสายการบิน สนามบิน และประเทศปลายทาง) 5. จัดการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักให้เรียบร้อย จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน และใช้ทริคจองตั๋วเครื่องบินราคาถูก จะช่วยให้คุณเซฟค่าใช้จ่ายตั๋ว เครื่องบินขาไป-ขากลับได้มากขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมเลือกจองที่พักตามไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ เช็คให้แน่ใจว่าบรรยากาศ ที่พักและรอบที่พักเป็นอย่างไร มีสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านอาหาร รถโดยสาร หรือสถานที่เที่ยวใกล้ ๆ หรือไม่ ซึ่งหากเตรียมพร้อมทั้งเรื่องตั๋วเครื่องบินและที่พักเรียบร้อยแล้ว จะช่วยให้คุณจัดการงบในการท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น 6. บัตรเครดิตต้องมีติดตัว แม้หลายคนอาจเตรียมเงินให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในต่างประเทศ แต่ในบางครั้งหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเกินงบประมาณ การมีบัตรเครดิตติดตัวไว้อุ่นใจกว่าแน่นอน เพราะสามารถรูดซื้อสินค้า หรือบริการจำเป็นได้ในภาวะฉุกเฉิน สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต KTC รูดช้อปทั่วโลก ในเรทที่ถูกกว่า (สกุลเงิน ต่างประเทศ) ด้วยค่าธรรมเนียมอัตราความเสี่ยง การแปลงสกุลเงินต่างประเทศไม่เกิน 2% จากปกติอัตราตลาด 2.5% พร้อมรับคะแนน KTC สูงสุด X3 เมื่อมียอดใช้จ่ายตามกำหนด คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 7. เที่ยวต่างประเทศควรมีประกันการเดินทาง อาการเจ็บป่วยหรือเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นประกันเดินทางต่างประเทศถือเป็นไอเทมจำเป็นที่ ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้ทุกการเดินทาง ที่สำคัญประกันเดินทางไม่เพียงแต่จะคุ้มครองในกรณีของอาการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตเท่านั้น แต่ประกันภัยการเดินทางหลายบริษัท ยังให้ความคุ้มครองในเรื่องกระเป๋าเดินทางหรือ ทรัพย์สินเสียหาย เครื่องบินล่าช้าหรือยกเลิกการเดินทาง และใช้ยื่นขอวีซ่าสำหรับการเดินทางในบางประเทศอีก ด้วย 8. แพ็คของไปต่างประเทศให้พร้อม เตรียมไอเทมสำหรับการท่องเที่ยวให้พร้อม เช่น เสื้อผ้ารองเท้าที่เหมาะสมกับฤดู ยาประจำตัว ของใช้ส่วนตัว กล้องถ่ายรูป กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าสะพายหลัง อุปกรณ์เพื่อการเดินทาง ร่มพับ พาวเวอร์แบงค์ ฯลฯ ที่
35 นอกจากจะลดความเสี่ยงต่อการหาซื้อในต่างประเทศไม่ได้แล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นได้อีกด้วย แต่ ถึงอย่างไรเช็กน้ำหนักกระเป๋าก่อนขึ้นเครื่องให้ดี หรือหากใครเป็นขาช้อปแนะนำซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่มเติมตอนขา กลับ อุ่นใจ ช้อปได้แบบเพลิน ๆ 9. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแปลภาษาไว้ในมือถือ หากใครไม่ได้เชี่ยวชาญการพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาที่ 3 แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปฯแปลภาษาให้พร้อมก่อน ออกเดินทาง เมื่อไปถึงประเทศปลายทางจะช่วยให้สื่อสารกับคนท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้
36 ใบงานที่ 6 (Work Sheet W:6) คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. การเดินทางในประเทศไทยมีกี่รูปแบบอะไรบ้าง 2. หากครูต้องเดินทางทางไป กรุงเทพ โดยเดินทางจากเชียงใหม่ เดินทางโดย รถประจำทาง รถส่วนตัว เครื่องบิน รถไฟ ครูจะต้องทำอย่างไร จงอธิบายโดยละเอียด 2. จงบอกวิธีการเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศมาพอเข้าใจ (ตั้งแต่ก่อนเดินทางไปจนถึงกลับ)
37 หน่วยที่ 7 โรงแรม วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายความหมายของโรงแรมได้ 2. สามารถอธิบายประวัติของโรงแรมได้ 3. สามารถอธิบายความสำคัญของธุรกิจโรงแรมต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้ ความหมายของโรงแรม โรงแรม (Hotel) มาจากภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่า “คฤหาสน์ หรืออาคารขนาดใหญ่” คำว่า “Hotel” เริ่มใช้ในราวปลายศตวรรษที่ 18 ในยุคแรกใช้คำว่า Hotel และภายหลังนิยมมเขียนแบบอังกฤษเป็น Hotel ซึ่งมี ผู้ให้คำจำกัดความไว้ดังนี้ Bhatia ให้ความหมาย โรงแรม คือ สถานประกอบการที่ผู้ให้บริการต้องจัดให้มีบริการด้านอาหาร เครื่องดื่ม และที่พักไว้บริการแก่นักเดินทางที่ต้องจ่ายค่าบริการ หรือโรงแรม คือ สถานที่ซึ่งจัดบริการด้านที่พักอาศัย และสิ่ง อำนวยความสะดวกให้แก่นักเดินทาง (Bhatia, 1983 : 240) โรงแรม หมายถึง สถานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการเชิงการค้าที่นักธุรกิจดำเนินการเพื่อให้บริการผู้เดินทางใน เรื่องของที่พักอาศัย อาหารและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพักอาศัยและการเดินทาง หรือสถานที่ที่เป็นอาคาร ที่ห้องนอนหลายห้องติดต่อเรียงรายกันในอาคารหนึ่งหลังหรือหลายหลัง ซึ่งมีบริการต่างๆ เพื่อความสะดวกของผู้ ที่มาพัก เรียกว่า “แขก(Guest)” (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,ออนไลน์) โรงแรม พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ได้ให้ความหมายไว้ว่า “โรงแรม” หมายความว่าสถานที่พักที่จัดตั้ง ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน ทั้งนี้ ไม่รวมสถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวซึ่งดำเนินการโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การ มหาชน หรือหน่วยงานอื่นๆของรัฐ หรือเพื่อการกุศล หรือการศึกษา และโดยมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มา แบ่งปันกันและสถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการที่พักอาศัยโดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนขึ้น ไป หรือสถานที่พักอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โรงแรม หมายถึง สถานที่ที่จัดตั้งเพื่อหารายได้จากผู้เข้าพัก โดยมีการขายอาหารและเครื่องดื่มตามที่ต้องการ ของผู้เข้าพัก ซึ่งรายได้หลักได้แก่ ค่าเช่าห้องพัก การขายอาหารและเครื่องดื่ม และมีรายได้จากการบริการอื่นๆ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด ค่าบริการรถรับส่ง เป็นูรกิจบริการที่นับเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแห่งไมตรีจิต (Hospitality Industry) และเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรง (www.tsl.tsu.ac.th, ออนไลน์: 2557)
38 โดยสรุปแล้ว โรงแรม (Hotel) หมายถึง สถานที่ที่ให้บริการด้านที่พักแรมแก่ผู้เดินทาง โดยมีค่าตอบแทนจาก การให้บริรการนั้น ซึ่งจะมีบริการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการพักแรมรวมอยู่ด้วย เช่น การ ให้บริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม การให้บริการรถรับส่ง การบริการด้านการติดต่อธุรกิจ การซักรีด ฯลฯ ทั้งนี้ โรงแรมเป็นสถานที่ที่ต้องรองรับการพักอาศัยของนักเดินทาง ในอดีตลูกค้าจะเป็นบุคคลในสังคมชั้นสูง มีความ ร่ำรวย หรือพ่อค้า ทำให้โรงแรมต้องมีการจัดตกแต่งให้ออกมาสวยงามและดูหรูหรามีระดับ เป็นสัญลักษณ์ของ ความทันสมัยและการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่มาเข้าพักได้เกิดความสบาย เช่น การบริการรถรับส่ง การบริการปลุก การบริการซักรีด การบริการเพื่อความบันเทิง ดนตรี ผับ การบริการด้าน ประชุม หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัวของผู้เข้าพัก เช่น การเก็บรักษาสิ่งของมีค่าให้กับลูกค้า หรือการบริการด้านธุรกิจ ฯลฯ ผู้ที่เข้าพักอาศัยและเป็นลูกค้าของโรงแรม เรียกว่า แขก (Guest) ประวัติความเป็นมาของโรงแรม เริ่มตั้งแต่สมัยของอาณาจักรกรีกโบราณ โรงแรมมีจุดเริ่มต้นและพัฒนามาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นใน สมัยกรีกโบราณ มีนักเดินทางที่มีแรงจูงใจในการเดินทางเพื่อการจาริกแสวงบุญ จัดทำที่พักแบบง่ายๆ ตามริมทาง ตามบ้านเรีอนของประชาชนหรือใกล้กับบริเวณของโบสถ์หรือศาสนสถานต่างๆ ยุคอาณาจักรโรมัน การเดินทางในยุคนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและเรื่อยมาจนกระทั่งในยุคโรมัน ชาวโรมัน สามารถสร้างถนนตามหลักวิศวกรรมโยธา มีความสะดวกและง่ายต่อการเดินทาง มีเส้นทางการเดินทางทั่วทั้งกรุง โรมไปยังสถานที่ต่าง ๆ จึงมีคำกล่าวว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” (All road lead to Rome) ซึ่งเหตุผลต่างๆ ที่ ไม่ว่าจะมีการแข่งขันกีฬา โดยที่ชาวโรมันนั้นได้รับอิทธิพลการแข่งขันกีฬามาจากกรีก ทำให้เกิดท่พักเพื่อตอบสนอง ความต้องการของนักเดินทางที่เรียกว่า แทเวิร์น Tavern ซึ่งเป็นที่พักในลักษณะโถงใหญ่ มีการบริการเครื่องดื่มไวน์ และอาหาร นิยมใช้เป็นที่ชุมนุมจัดเลี้ยงของนักเดินทาง ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ค.ศ. 15-17 การค้นพบวิธีการรักษาโรค การเดินทางเพื่อศึกษาหาความรู้ด้านศิลปะ การนำ เครื่องจักรมาใช้ในระบบการผลิต ประวัติที่พักในอเมริกา ธุรกิจโรงแรมในอเมริกาเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว หลังจากมีชาวอเมริกาและชาว ยุโรปชาติอื่นๆ อพยพเข้าไปอยู่ในอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ. ที่ 16 ประวัติที่พักแรมของไทย รัชกาลที่ 4 เป็นยุคที่กรุงสยามมีการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศเป็นอย่างมากพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ สร้างที่พักตากอากาศชายทะเลขึ้น รัชกาลที่ 5 เป็นสมัยที่มีการปรับปรุงและพัฒนาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านโดยได้นำอารยธรรม จากตะวันตกเข้ามาพัฒนาประเทศ รัชกาล 6 สมัยนี้มีการสร้างโรงแรมใหม่ๆ ขึ้น เช่น โรงแรมรอยัล โรงแรมหัวหิน
39 ความสำคัญของธุรกิจโรงแรมต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ธุรกิจโรงแรมมีความเจริญเติบโตควบคู่มาพร้อมๆ กับความเจริญของการคมนาคมและการขยายตัวของ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นส่วนช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน นั่นหมายถึงเมื่อนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางมีจำนวน เพิ่มมากขึ้น เพราะความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางจึงมีผลทำให้ความต้องการด้านที่พักสูงตามไปด้วย และ เมื่อนักท่องเที่ยวมีความแตกต่างหลากหลายหรือมีความต้องการบรากรที่พักในหลากหลายรูปแบบมากเท่าไร่ ก็จะ ทำให้โรงแรมมีรูปแบบและการบิรการที่มีความหลากหลายขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะโรงแรมมุ่งที่จะตอบสนองความ ต้องการนักท่องเที่ยวให้ได้รับความพึงพอใจและประทับใจมาที่สุด โรงแรมจึงมีการพัฒนาทั้งรูปแบบ ลักษณะ ที่ตั้ง และการบริการที่แตกต่างหลากหลายออกไป จึงมีโรงแรมใหม่ๆเกิดขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามและประทับใจ มี ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พัฒนาการของโรงแรมในยุคแรกที่นับว่าเป็นโรงแรมอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ราว ค.ศ. ที่ 18-19 จนถึงปัจจุบัน โรงแรมมีความเจริญเติบโตมากขึ้น เป็นสถานที่ที่สามารถก่อให้เกิดงานและอาชีพให้กับผู้คนทั่วไปเป็นอย่างมาก กลายเป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่มีการระดมเงินทุนเป็นจำนวนมาก ใช้การลงทุนสูงเพื่อสร้างโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ มี ห้องพักจำนวนมากที่สามารถรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว นักเดินทาง นักธุรกิจ หรือบุคคลต่างๆ นับว่า ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจแขนงหนึ่งที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พอที่จะสรุปได้ดังนี้ 1. ความสำคัญของธุรกิจโรงแรมที่มีต่อเศรษฐกิจ จากการที่ธุรกิจโรงแรมต้องทำหน้าที่จัดหาหรือบริการให้กับลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวในลักษณะที่หลากหลาย ทั้ง การจัดที่พัก การอำนวยความสะดวกในการรับประทานอาหาร การให้บริการรถรับส่ง การบิรการซักรีดดูแลเสื้อผ้า ให้กับลูกค้า หรือแม้แต่การบริการด้านความบันเทิง เป็นต้น การดำเนินงานดังกล่าวย่อมใช้บุคลากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดผลดีทางด้านเศรษฐกิจดังนี้ 1.1 ก่อให้เกิดอาชีพและการจ้างงาน 1.2 ประชาชนมีรายได้ 1.3 เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 1.4 เกิดการลงทุนจากต่างชาติ2. ความสำคัญของธุรกิจโรงแรมที่มีต่อสังคม ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยบุคลากรในการดำเนินกิจการเป็นจำนวนมาก เพราะงานของโรงแรมแบ่ง ออกเป็นหลายฝ่าย หลายแผนก เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ เพราะโรงแรมไม่ได้ให้บริการเฉพาะห้องพัก เพียงอย่างเดียว แต่ให้บริการด้านอื่นๆอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านสังคม ดังนี้ 2.1 ทำให้ประชาชนมีงานทำ 2.2 มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม 2.3 มีความเจริญทางสังคม 2.4 มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี
40 2.5 ประชาชนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี 3. ความสำคัญของธุรกิจโรงแรมที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องการนำเสนอภาพลักษณ์ที่โดดเด่น มีการตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม หรูหราอยู่ใน ทำเลที่ดี หรือบางแห่งมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่สวยและดึงดูดใจนักท่องเที่ยว โรงแรมจึงนิยมเสาะแสวงหาตำแหน่งที่ตั้ง ที่สามารถสร้างแรงดึงดูดใจของนักท่องเที่ยวและความได้เปรียบในเชิงของการแข่งขัน ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 3.1 มีการพัฒนาพื้นที่ในบริเวณของโรงแรม 3.2 มีการสร้างความโดดเด่นและความน่าสนใจของพื้นที่ที่ตั้งของโรงแรม 3.3 มีการส่งเสริมระบบการดูแลสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศใกล้เคียง
41 ใบงานที่ 7 (Work Sheet W:7) ตอนที่ 1 คำสั่ง ตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ 1. จงอธิบายความหมายของโรงแรมมาพอเข้าใจ 2. โรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ให้ความหมายของโรงแรมว่าอย่างไร 3. จงอธิบายความสำคัญของธุรกิจโรงแรมที่มีต่อเศรษฐกิจ มาพอเข้าใจ 4. จงอธิบายความสำคัญของธุรกิจโรงแรมที่มีต่อสังคม มาพอเข้าใจ 5. นักศึกษาจงบอกชื่อโรงแรมในประเทศไทยมาอย่างน้อย 10 ชื่อ
42 หน่วยที่8 ประเภทของโรงแรม วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถบอกประเภทของธุรกิจโรงแรมได้ 2. สามารถอธิบายการแบ่งตามลักษณะของการให้บริการของโรงแรมได้ 3. สามารถอธิบายการแบ่งตามทำเลที่ตั้งได้ 4. สามารถอธิบายการแบ่งตามระดับการบริการได้ โรงแรม คือ ที่พักประเภทหนึ่งที่มีบทบาทและความสำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมี ความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ มีบทบาทในการรองรับและอำนวยความสะดวกให้แก่นัก เดินทางและนักท่องเที่ยว เนื่องจากธุรกิจโรงแรมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแตกต่างจากอดีตเป็นอย่าง มาก ธุรกิจที่พักมีการเจริญเติบโตในเชิงบวกและต่อเนื่องมาตั้งแต่ ค.ศ. ที่ 20 ทำให้เกิดธุรกิจบริการที่พักและ โรงแรมมากมายจนกระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้แบ่งธุรกิจที่พักออกเป็นรูปแบบต่างๆ ตามลักษณะและวัตถุประสงค์ของการให้บริการ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าการแบ่งประเภทนั้นมีความสำคัญดังนี้ 1. ความสำคัญด้านผู้ให้บริการ การจำแนกที่พักเหมือนการกำหนดตำแหน่งทางการตลาดของตนเองที่จะทำให้ สามารถวางแผนการขายและการตลาดให้ไปสู่ลูกค้าเป้าหมายได้ทั้งนี้การจำแนกโรงแรมหรือที่พักยังเป็นการสร้าง ภาพลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจน ให้ลูกค้ารู้จักและจดจำได้ และเป็นส่วนสำคัญของการใช้บริการในอนาคต 2. ความสำคัญด้านลูกค้า การแบ่งประเภทอาจไม่สำคัญนัก เพราะลูกค้าจะเป็นผู้กำหนดความต้องการของตนเอง ซึ่งอาจมีปัจจัยมาจากความรู้ ประสบการณ์ รสนิยม หรือกลุ่มสังคม การทำงานและวัตถุประสงค์ของการเข้าพัก เป็นต้น สิ่งต่างๆดังกล่าวจะเป็นแรงผลักดันให้ลูกค้าได้เลือกใช้บริการที่พักตามความต้องการของตนเองโดยเฉพาะ ในปัจจุบันลูกค้าให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึกมากยิ่งขึ้น 3. ความสำคัญของประเทศ คือการส่งเสริมให้มีการลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่มีความหลากหลาย เป็นการกระจาย การลงทุนและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ประกอบการ ทั้งนี้การสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ย่อมใช้การลงทุนและมี ความเสี่ยงสูง หากเกิดปัญหาในการดำเนินงานก็จะส่งผลกระทบให้ประเทศโดยตรง ประเภทของที่พัก เมื่อต้องการทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของโรงแรมที่มีบริการอยู่ในปัจจุบันนั้น อันดับแรกต้องเข้าใจใน เบื้องต้นเกี่ยวกับประเภทของทีพั่กในภาพรวม แล้วค่อยศึกษาประเภทต่างๆของโรงแรม เพราะโรงแรมคือที่พัก ประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมและเป็นส่วนของการตลาดสูงกว่าประเภทอื่นๆ อาจเนื่องมาจากการที่โรงแรม สามารถให้บริการที่ค่อนข้างครบถ้วนตามที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นประเภทของที่พักในรูปแบบต่างๆ ที่มีให้บริการ โดยทั่วไปมีดังนี้
43 1. โรงแรม (Hotel) เป็นที่พักแรมที่ให้บริการห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการอื่นๆให้กับลูกค้าที่มา พักในโรงแรม เช่น การบริการอาหาร การจัดเลี้ยง การซักรีด การแลกเปลี่ยนเงินตรา และมีบริการสำหรับลูกค้าที่ ไม่ได้เข้าพัก ได้แก่ ห้องอาหาร และห้องประชุม สัมมนา สถานบันเทิง สระว่ายน้ำ สถานที่ออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งการที่สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างครบครัน โรงแรมจึงเป็นที่พักแรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 2. บ้านพักตากอากาศ (Resort) เป็นที่พักที่สร้างในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหรือในสภาพแวดล้อมทาง ธรรมชาติที่สวยงาม ลักษณะของที่พักอาจจะแยกเป็นหลังหรือมีลักษณะเหมือนอาคารโรงแรมทั่วไป ส่วนมากผู้ที่ สร้างบ้านพักตากอากาศจะให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าที่เข้าพักเพื่อให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติหรือ มองเห็นทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม ภายในบริเวณของที่พักจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้มาพักใช้บริการร่วมกัน เช่น สระว่ายน้ำ สนามกีฬา พื้นที่จัดกิจกรรม 3. โมเต็ล (Motel) เป็นที่พักแรกมีจุดกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพื้นที่ของสหรัฐมีพื้นที่ กว้างใหญ่ การเดินทางผ่านไปในแต่ละรัฐต้องใช้เวลา ลูกค้าที่ไม่นั่งเครื่องบินก็จะขับรถยนต์เดินทางเอง จึงเกิดที่พัก แรมสำรหับผู้ที่ขับรถยนต์ เรียกว่า มอเตอร์โมเต็ล (Motor Hotel) ต่อมาเรียกว่า โมเต็ล มีลักษณะเป็นอาคารยาว ชั้นเดียว มีที่จอดรถเฉพาะห้องพักอยู่ด้านหน้า ราคาไม่แพง เพราะไม่ได้เน้นสิ่งอำนวยความสะดวก อาจมีอาหาร ง่ายๆ ให้บริการ ดังนั้นโมเต็ลจะต้องอยู่ในเส้นทางการคมนาคมระหว่างเมืองต่อเมือง เพื่อให้บริการแก่ผู้เดินทาง โดยรถยนต์และแวะพักระหว่างทางการเดินทาง 4. คอนโดมิเนียมหรือเพนชัน (Condominium/Pension) เป็นห้องชุดสำหรับการพักในระยะยาวมีการจัด ตกแต่งสวยงาม ส่วนราคาจะขึ้นอยู่กับการตกแต่งและทำเลที่ตั้งของคอนโดมิเนียม ส่วนเพนชันโดยส่วนมากจะ หรูหราดูดีและมีราคาสูง 5. อพาร์ตเมนต์หรือเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ (Apartment or Service Apartment) เป็นที่พักแรมในลักษณะ ของห้องพักสำหรับบุคคลที่เข้าพักเป็นกลุ่มหรือครอบครัวมีราคาประหยัดและเป็นอิสระ มีทั้งที่พักเป็นรายวัน ราย สัปดาห์ และรายเดือน โดยเสียค่าเช่าตามลักษณะการพัก 6. บังกะโลหรือกระท่อม (Bungalow, Cottage, Hut) เป็นที่พักตากอากาศประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเป็นหลัง รูปแบบ ขนาด ราคา มีหลากหลายและจะอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเช่น ชายทะเล ภูเขา น้ำตก 7. หอพักและบ้านพักเยาวชน (Dormitory/Hostel/Youth) เป็นที่พักแรกมจัดไว้เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่ เป็นเยาวชน หรือกลุ่มนักเดินทางอื่นๆ ทั่วไป ลักษณะของที่พักเป็นห้งพักที่มีขนาดเล็ก ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก มากนัก อาจดำเนินการโดยสมาคมหรือกลุ่มบุคคล เช่น YMCA โดยให้บริการที่พักในอัตราถูก มีอาหารเช้าที่ปรุง ง่ายๆให้บริการ ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นเยาวชนหรือนักท่องเที่ยวแบบสะพายเป้ Bag Packer จะนิยมใช้บริการ เพราะอัตราค่าเช่าถูกและตั้งอยู่ในเมือง 8. เกสต์เฮาส์ (Guest House) เป็นที่พักแรม เดินนั้นเป็นบ้านและแบ่งเป็นห้องให้เช่า ลักษณะห้องพักมีขนาด เล็กซึ่งมีจำนวนห้องพักไม่มากนัก ราคาประหยัดและสิ่งอำนวยความสะดวกมีเท่าที่จำเป็น ในปัจจุบันเกสต์เฮาส์ อาจไม่ใช่บ้านที่ดัดแปลงทำเป็นห้องพัก แต่เป็นการสร้างที่พักในรูปแบบเกสเฮาส์ที่ยังคงลักษณะเดิมไว้ จะอยู่ตาม แหล่งท่องเที่ยวในตัวเมือง และแฝงอยู่ในย่านธุรกิจ นักท่องเที่ยวแบบสะพายเป้ (Bag Packer) จะนิยมมาพัก 9. บ้านพักในหมู่บ้าน (Home Stay) เป็นที่พักแรมในลักษณะที่นักท่องเที่ยวพักค้างคืนนบ้านของเจ้าของบ้าน ในหมู่บ้านหรือชุมชน สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ กิจกรรมและสิ่งแวดล้อมของ
44 ชุมชน มีการศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหรือเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน ที่พักแรมประเภทนี้ได้รับการเป็นส่วนหนึ่ง ของการท่องเที่ยวเชิงชุมชน หรือ Communities Based 10. บ้านพักรับรอง (Vacation Home) เป็นบ้านพักของหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานเอกชนที่จัดไว้เพื่อใช้ รับรองหรือเป็นที่พักแรมแก่บุคลากร จะตั้งอยู่ในสถานที่ธรรมชาติงดงามอาจเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปใช้ บริการ เช่น บ้านพักรับรองของอุทยานแห่งชาติ บ้านพักของการไฟฟ้าในบริเวณเขื่อนต่างๆ 11. แคมป์ (Camping Ground, Parking) เป็นการจัดพื้นที่สำหรับการพักแรมแบบตั้งแคมป์หรือจอดรถใน แหล่งท่องเที่ยว เช่นอุทยานธรรมชาติ ซึ่งเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มหรือครอบครัวบริเวณพื้นที่จะมี บริการห้องสุขา ห้องอาบน้ำ น้ำดื่ม ร้านค้า ร้านอาหาร 12. เรือพักแรม (House Boat) เป็นที่พักที่จัดแบบเรือนแพลอยน้ำจะอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งน้ำ เช่นที่พักบนแพริมแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบี เรือนแพที่แคชเมียร์ ประเทศอินเดีย หรือแคลิฟอร์เนีย รัฐ ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 13. ที่พักในวัด เป็นที่พักที่มีราคาถูกเหมาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงวัยที่นิยมมาพักตามวัด อาจไปท่องเที่ยว ในที่อื่นๆ แล้วมาพักที่วัด หรือมาพักพร้อมกับการปฏิบัติธรรม ซึ่งการพักในวัดจะมีค่าใช้จ่ายน้อย เพื่อการบำรุงวัด หรือแค่เพื่อจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ราคาอยู่ระหว่างคนละ 50-100 บาท ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีเสื่อและหมอนให้ ส่วนของใช้อื่นๆ ต้องเตรียมมาเอง จากรูปแบบที่พักในแบบต่างๆข้างต้น ทำให้ทราบได้ว่ามีที่พักหลายประเภท และประเภทที่ได้รับความนิยมคือ โรงแรม เพราะโรงแรมมีส่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้คอยให้บริการแก่ผู้เข้าพักและยังสามารถให้บริการด้านอื่นๆ อีกมากมายเช่น การติดต่อบริษัทนำเที่ยว การให้บริการด้านการจัดงาน การบริการจัดประชุมทางไกล โรงแรมจึงมี ลูกค้าที่มาใช้บริการที่เป็นนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งโรงแรมต่างๆ จะ มีรูปแบบและการบริการที่ตอบสนองแก่กลุ่มลูกค้าของตนเอง การแบ่งประเภท ลักษณะและรูปแบบของโรงแรม 1. แบ่งตามลักษณะการให้บริการของโรงแรม 1. โรงแรมสำหรับนักธุรกิจหรือการพาณิชย์(Commercial or Transient Hotel) โรงแรมที่ตั้งอยู่ในกลางเมืองหรือศูนย์กลางธุรกิจ มีเครื่องอำนวนความสะดวกต่างๆ สำหรับลูกค้าที่มาพักอย่าง ครบครัน ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะเป็นนักธุรกิจที่เดินทางเข้ามาเพื่อทำธุรกรรมต่างๆในตัวเมือง ลูกค้าของโรงแรม ประเภทนี้มักจะพักในระยะเวลาสั้นๆ 2. โรงแรมเพื่อการพักผ่อนหรือตากอากาศ (Resort Hotel) โรงแรมที่ตั้งอยู่ในสถานที่ตากอากาศ แหล่งท่องเที่ยวหรือสถานที่ทางธรรมชาติที่สวยงาม มีอยู่ทั้วไปตาม ชายทะเล ภูเขา น้ำตก หรือในแหล่งที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม โดยโรงแรมประเภทนี้จะจัดให้มีสถานที่และ กิจกรรมเพื่อการพักผ่อนภายในบริเวณโรงแรม เพื่อให้ลูกค้าเกิดควมประทับใจ
45 3. โรงแรมเพื่อการพักอาศัยระยะยาว (Residential Hotel) โรงแรมเพื่อการอยู่อาศัยในระยะยาว ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำและจะอยู่เป็นเวลานาน อาจเป็นเดือนหรือเป็น ปี ในขณะเดียวกันโรงแรมก็มีการรับลูกค้าระยะสั้นหรือรายวันเข้าพักด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้มีลูกค้าอยู่ 2 ประเภท คือ ผู้ที่เช่าระยะยาวและผู้เช่าที่ระยะสั้น 4. โรงแรมเพื่อการพักพร้อมที่จอดรถยนต์(Motel) โรงแรมที่พักตามเส้นทางสายหลักเป็นที่พักราคาประหยัด สามารถนำรถยนต์เข้าจอดใกล้กับห้องพักได้ (Motor Hotel) การสร้าง Motor Hotel ต้องมีห้องนอน มีเครื่องปรับอากาศ มีห้องน้ำ ห้องครัว และสถานที่จอดรถอย่าง ครบครับ แต่ในไทย ลักษณะของโรงแรมประเภทน่ คือ เป็นห้องพักรายวันที่แตกต่างจากสหรัฐอเมริกา 5. ไทม์แชร์(Timeshare) เราเรียกว่า เจ้าของวันหยุดร่วม คือ ธุรกิจจัดสรรวันหยุดพักผ่อนแบบไทม์แชร์ เป็นการประกอบธุรกิจให้บริการโดย สถานที่พักตากอากาศ โรงแรม รีสอร์ต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้บริการแก่สมาชิกเท่านั้น ผู้ที่เข้าพักต้อง เสียค่าสมาชิกตามที่ตากลงกันและจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการเข้าพัก 1. โรงแรมใจกลางเมือง (City Hotel) 1.1 โรงแรมในเมืองใหญ่ (Large City) โรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองในย่านของศูนย์กลางธุรกิจ การท่องเที่ยว ลักษณะของโรงแรมจะเป็นที่พักที่มีจำนวนห้องพักมากและมีขนาดใหญ๋ ตั้งแต่ 100 ห้องขึ้นไป ภายในตกแต่ง หรูหรา สวยงาม และมีบริการอื่นๆอย่างครบครัน 1.2 โรงแรมในเมืองเล็ก (Small City) โรงแรมที่ตั้งอยู่ในเมืองเล็กหรือต่างจังหวัด ลูกค้าส่วนใหญ่คือ นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว นักเดินทาง และลูกค้าในท้องถิ่นที่มาสังสรรค์ ลักษณะห้องพักจะมีขนาดใหญ่ ส่วนจำนวนห้องพัก ขึ้นอยู่กับโรงแรมนั้นว่าตั้งอยู่ในจังหวัดมี่มีการเดินทางมากหรือเป็นที่นิยมหรือไม่ 2. โรงแรมชานเมือง (Saburban Hotel) โรงแรมที่ตั้งอยู่ชานเมืองหรือนอกเมืองมีการคมนาคมสะดวก เน้นบรรยากาศสวยงามที่เงียบสงบ มีอากาศบริสุทธิ์ และไม่แออัดเหมือนในเมือง ถ้าโรงแรมมีการตกแต่งสวยงามหรือมีการออกแบบดีจะมีราคาแพงกว่าโรงแรมในเมือง โดยทั่วไป 3. โรงแรมท่าอากาศยาน (Airport Hotel) โรงแรมที่ตั้งอยู่ในบริเวณของสนามบิน โดยให้บริการแก่ลูกค้าที่สนามบินที่อาจมีความจำเป็นในการเดินทางระหว่าง ประเทศ ส่วนใหญ่สนามบินจะตั้งอยู่ไกลจากเมือง โรงแรมประเภทนี้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นเดียวกันกับ โรงแรมในเมืองเพื่อเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า 4. โรงแรมสถานที่ตากอากาศ (Resort Hotel) โรงแรมประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก 2. การแบ่งตามทำเลที่ตั้ง
46 4.1 โรงแรมที่เน้นบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเขา ทะเล ทะเลสาบ โดยให้บริการที่เน้นความ สวยงาม ความเป็นธรรมชาติและทิวทัศน์ของแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก มุ่งเน้นให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจกับมุมมองที่ สวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว 4.2 โรงแรมที่เน้นกิจกรรมนันทนาการ ไม่ได้มีจุดขายที่สวยงามของธรรมชาติหรือทิวทัศน์ แต่ใช้กิจกรรม ทางการท่องเที่ยวมาเป็นจุดขายหรือดึงดูดลูกค้า เช่น สนามกอล์ฟ ขี่ม้า เครื่องเล่นแบบผจญภัย 3. การแบ่งตามระดับการบริการ Levels and Service การแยกประเภทโดยใช้ปัจจัยด้านการให้บริการของโรงแรมเป็นหบักในการ พิจารณา ประกอบด้วยพื้นฐาน 2 ประการ คือ 1. การบริการแบบไม่มีตัวตน แต่สามารถสร้างความประทับใจและความพึงพอใจแก่ลูกค้าได้ เช่น ความสุถาพ อ่อนน้อม ร้อยย้ม ความรวดเร็ว ความกระตือรือร้นและเอาใจใส่ต่อลูกค้า ควบคู่กับการขายผลิตภัณฑ์ที่มีตัวตน เช่น ห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม 2. การประกันคุณภาพของงานบริการ การบริการต่างๆที่บริการแก่ลูกค้าต้องเป็นไปตามมตราฐานของงาน บริการ เช่น การบริการมีความรวดเร็ว มีความถูกต้องแม่นยำ มีความสุภาพอ่อนน้อม ยิ้มแย้มแจ่มใส การแต่งกาย สะอาด การแบ่งตามระดับการบริการ สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทดังนี้ การแบ่งตามระดับการบริการ สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทดังนี้ 1.การบริการระดับโลก (World-Class Service) โรงแรมที่ให้บริการแก่บุคคลสำคัญของโลก เช่น ผู้นำ ประเทศ นักธุรกิจ และบุคคลที่มีชื่อเสียง ลักษณะของโรงแรมจะใช้เครื่องประดับตกแต่งที่ค่อนข้างหรูหรา มีราคา แพง อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกจะถูกเลือกสรรให้ใช้สินค้าเกรดเอ ค่าบริการค่อนข้างสูง โรงแรมจะจัดให้มี การลงทะเบียนเฉพาะชั้นบนของห้องพัก จัดเลขานุการส่วนตัว (Floor Butler) 2. การบริการระดับกลาง (Middle Class Service) โรงแรมสำหรับลูกค้าทั่วไป ทั้งนักธุรกิจนักท่องเที่ยว แบบรายบุคคลหรือหมู่คณะ นักเดินทาง ผู้มาประชุม สัมมนา โรงแรมจะมีลักษณะการให้บริการที่ยืดหยุ่น เนื่องจากการให้บริการแก่ลูกค้าหลายกลุ่ม และมีการลดราคาให้แก่ลูกค้าที่เป็นข้าราชการ นักศึกษาลูกค้าที่มาพัก เป็นหมู่คณะ หรือบริษัทนำเที่ยว ซึ่งห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก อยู่ในระดับกลางๆ ไม่หรูหรามากแต่เน้น ความสะดวกสบาย 3. การบริการระดับประหยัด (Economy or Limited Service) โรงแรมที่มีลักษณะของการบริการที่ไม่ เน้นความหรูหรา สิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ของใช้พื้นฐานมีบริการพอประมาณแต่ครบครัน การบริการ อยู่ในระดับมาตราฐานทั้งความสะอาด ความสะดวกสบาย และราคาประหยัด
47 ใบงานที่8 (Work Sheet : W8) ตอนที่ 1 ค ำสั่ง จงตอบคา ถามต่อไปน้ีใหส้ มบูรณ์ 1. การแบ่งประเภทของโรงแรมนั้นมีความสำคัญอย่างไรบ้าง จงอธิบาย 2. โรงแรมประเภท โรงแรม มีลักษณะอย่างไร จงอธิบาย 3. โมเต็ล มีลักษณะเป็นที่พักแบบใด จงอธิบาย 4. จงอธิบายที่พัก ประเภท รีสอรต์ มาพอสังเขป 5. การแบ่งประเภท ลักษณะและรูปแบบของโรงแรมแบ่งได้กี่ประเภท อะไรบ้าง ? 6. การแบ่งประเภทตามลักษณะของการให้บริการของโรงแรมมีอะไรบ้าง ? 7. การแบ่งประเภทตามทำเลที่ตั้งมีกี่ประเภทอะไรบ้าง ? 8. การแบ่งประเภทตามระดับการบริการมีอะไรบ้าง ?
48 หน่วยที่9 ลักษณะของธุรกิจโรงแรม วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายลักษณะธุรกิจโรงแรมได้ 2. สามารถอธิบายลักษณะพิเศษของงานโรงแรมได้ ลักษณะของธุรกิจโรงแรม ธุรกิจโรงแรมจึงเปรียบเสมือนการสร้างความรู้สึกให้ลูกค้าว่าพักที่บ้านของตนเอง เพราะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าครบถ้วน จากการบริการที่โรงแรมได้จัดให้กับลูกค้า กล่าวได้ว่า ธุรกิจโรงแรมเป็นที่ พักที่มีลักษณะเฉพาะตนและแตกต่างจากสินค้าประเภทอื่นๆ ดังนี้ 1. เป็นอสังหาริมทรัพย์สิ่งก่อสร้างที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ไม่สามารถโยกย้ายไปจากจุดที่ตั้งได้ และโรงแรมได้ใช้วิธีการ สร้างโรงแรมแบบเครือข่ายแทน เพื่อให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าของตนในสถานที่หลายแห่งหรือในแต่ละภาค 2. การให้บริการหรือการขายผลิตภัณฑ์ของโรงแรมต้องกระทำ ณ จุดผลิต คือ ที่ตั้งของโรงแรมเพราะกระบวนการ การบริการนั้นต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการบริการของลูกค้า นอกจากนี้การบริการยังไม่สามารถควบคุมมาตรฐานได้ แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับผู้บริการและลูกค้าว่ามีความต้องการสอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละคนมีระดับ ความพอใจต่างกัน 3. เป็นธุรกิจที่ไม่สามารถเก็บผลผลิตไว้ได้สินค้าหรือบริการของธุรกิจโรงแรมเป็นสิ่งที่สูญเสียมูลค่าได้ง่าย เช่น รายได้ที่เกิดจากห้องพักจะสูญเสียมูลค่าในทันทีถ้าไม่มีลูกค้าเข้าพักและเสียห้องพักเปล่าในหนึ่งคืน 4. เป็นธุรกิจที่เน้นการใช้แรงงานมนุษย์ในการดำเนินงาน เรียกว่า อุตสาหกรรมแห่งไมตรีจิต หมายถึงการ ดำเนินงานส่วนใหญ่ของโรงแรมคือการให้บริการ นับเป็นสินค้าหลักของธุรกิจโรงแรมทั้งการบริการด้านที่พัก อาหาร สิ่งอำนวยความสะดวก เหล่านี้ต้องอาศัยพนังงานในการปฎิบัติงานและบริการลูกค้าด้วยไมตรีที่ดีเพื่อสร้าง ความพึงพอใจ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรม 5. เป็นธุรกิจที่ให้บริการแบบเฉพาะตน คือการที่ธุรกิจโรงแรมให้บริการลูกค้าแต่ละคน บนพื้นฐานของอุปสงค์ที่ ต่างกัน ดังนั้นในลูกค้าแต่ละคนจะเกิดความรู้สึกต่อโรงแรมต่างกัน ถึงแม้ว่าการบริการนั้นจะเป็นการบริการที่เป็น มาตรฐานเดียวกันก็ตาม 6. เป็นธุรกิจบริการแบบเบ็ดเสร็จ ประกอบด้วยการบริการหลายอย่างที่ให้บริการแบบครบวงจรแก่ลูกค้า ตั้งแต่มี
49 ห้องพักชั้นดี ห้องอาหารและเครื่องดื่ม ห้องออกกำลังกาย ห้องสปา บริการซักรีด ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ร้าน เสริมสวย เป็นต้น 7. เป็นธุรกิจที่ใช้ทุนจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นสินทรัพย์ประจำ ใช้เวลาในการคืนทุนยาวนาน 8. เป็นธุรกิจที่รวมระหว่างสินค้าไม่มีตัวตน และสินค้าทีมีตัวตน เช่น ห้องพัก วัสดุและอุปกรณ์ที่ให้บริการเข้า ด้วยกัน โรงแรมมีลักษณะเฉพาะตัวที่มีความแตกต่างจากสินค้าประเทภอื่นๆ ถึงแม้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับลักษณะ ของธุรกิจบริการ แต่สำหรับธุรกิจโรงแรมจะแตกต่างทั้งลักษณะของการบริหารงาน การจัดโครงสร้างการ บริหารงาน ตำแหน่งงาน การดำเนินงาน รวมทั้งการให้บริการลูกค้า ซึ่งโรงแรมจะมีการกำหนดแบ่งงานออกเป็น แผนกงานย่อยที่ดูแลลูกค้าตั้งแต่ก่อนเข้าพัก จนลูกค้ามาพักและออกจากโรงแรม ลักษณะพิเศษของงานโรงแรม ลักษณะพิเศษของงานโรงแรมมีดังนี้ 1. ธุรกิจโรงแรมเป็นงานบริการ (Service Industry) สินค้าหรือผลิตภัณฑ์หลักของโรงแรมคือ การอำนวยความ สะดวกให้แก่ลูกค้าในเรื่องต่างๆ นับตั้งแต่ความเป็นอยู่ การพักผ่อน ด้านอาหารและเครื่องดื่มและการดูแลสุขภาพ ในขณะที่เข้าพักในโรงแรม ซึ่งโรงแรมจะเน้นการจัดพื้นที่ให้ดูสวยงาม โอ่โถง สะดวกสบายเพื่อการดูแลแขกให้ได้รับ ความพึงพอใจจาการเข้าใช้บริการของโรงแรม 2. การปฎิบัติงานของโรงแรมเป็นงานลักษณะทีม (Hotel work is Teamwork) งานโรงแรมจำเป็นต้องอาศัย บุคลากรในการทำงานจำนวนมาก โดยมีการกำหนดโครงสร้างของการดำเนินงานออกเป็นฝ่าย และในฝ่ายกำหนด ออกเป็นแผนกย่อย แต่ละแผนกย่อยจะมีภารกิจหน้าที่และความรับผิดชอบแตกต่างกันไปออกไป 3. เวลาทำงานแตกต่างจากธุรกิจอื่น (Unusual Working Hour) ในธุรกิจโรงแรมจะต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด 24 ชั่วโมง บางแห่งอาจแบ่งรอบโรงแรมออกเป็น 3 รอบ หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการ ทำเล ที่ตั้ง และลักษณะของโรงแรม 4. ความกดดันในการทำงาน (Pressure of Work) การทำงานในลักษณะที่ต้องให้บริการและลูกค้าต้องเป็นฝ่ายที่ ถูกต้องเสมอนั้น ทำให้พนักงานรู้สึกกดดันในการทำงาน เนื่องจากจะจัดแย้งหรือปฎิเสธลูกค้าไม่ได้ นอกจากนี้การ 9. เป็นธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ต่างๆ เป็นอันมาก หากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ เป็นอุปสรรคกับการ เดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ธุรกิจโรงแรมก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง 10. ลักษณะช่องทางการจัดจำหน่ายของธุรกิจโรงแรม มีลักษณะที่แตกต่างกับธุรกิจอื่นๆ ซึ่งโดยปกติจะเป็นการ ขายจากผู้ผลิต ไปสู่ผู้ค้าส่ง ต่อไปถึงผู้ค้าย่อย แล้วจึงผ่านไปถึงผู้บริโภค แต่สินค้าบริการหรือลักษณะของโรงแรม ถึงแม้จะมีการผ่านตัวแทนจำหน่าย หรือหน่วยงานอื่นๆ แต่สินค้าลักษณะนี้ไม่สามารถทราบได้เลยว่าดีหรือไม่ดี จนกว่าผู้บริโภคจะเข้าไปใช้บริการเอง
50 ปฏิบัติงานในแผนกประกอบด้วยบุคคลหลายตำแหน่ง ทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา รวมทั้งลูกค้าก็อาจจะ ทำให้การทำงานนนั้นต้องเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทั้งกับเพื่อร่วมงานหรือหัวหน้างาน และ ต้องดูแลเอาใจใส่ จึงจำเป็นต้องเก็บอารมณ์และความรู้สึก เพราะอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกกดดันบ้างในเวลา ปฎิบัติงาน 5. การสื่อสารมีความสำคัญ (Communication is Vitally Important) การปฏิบัตงานร่วมกันในโรงแรมต้อง อาศัยความร่วมมือร่วมใจทั้งจากภายในแผนกของตนและจากแผนกงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแก่ลูกค้า การสื่อสารจึงจำเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ การประสานงานควรเป็นไปในลักษณะของการร้องขอและมีความ ชัดเจนในสิ่งที่ต้องการ ลักษณะของการสื่อสารภายในของการปฏิบัติงานโรงแรม เช่น 5.1 การออกคำสั่งหรือการประกาศให้ทราบหรือถือปฏิบัติ เช่น เป็นการสื่อสารจากบนลงล่าง คือ ผู้บริหารส่ง มายังลูกน้อง พนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน 5.2 การแสดงความคิดเห็น ทั้งจากลูกค้าที่จะสะท้อนการทำงานของพนักงาน การให้บริการและการับทราบ ความพึงพอใจของลูกค้าหลังจากที่ได้ใช้บริการ รวมถึงข้อร้องเรียนของลูกค้าก็เป็นสิ่งที่โรงแรมต้องรับฟัง 5.3 จดหมายหรือบันทึกข้อความ (Memorandum) เป็นการชี้แจงข้อปฏิบัติต่างๆ หรือนโยบายการปฏิบัติงาน จากระดับบริหารไปสู่การปฏิบัติของพนักงาน 5.4 การปฏิบัติงานเอกสาร ต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบ ผ่านการอนุมัติจากฝ่ายบริหาร เช่น ใบสั่งซื้อสินค้า ซึ่ง การสั่งสินค้าต้องผ่านการอนุมัติจากระดับผู้บริหารเป็นลำดับขั้นตอน ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อ เพราะ รายการสินค้าหรือวัตถุดิบบางชนิดต้องสั่งจากต่างประเทศ และมีคุณสมบัติเฉพาะที่ต้องรอบคอบในการดำเนินงาน 5.5 การจดข้อความหรือฝากข้อความ การรับฝากข้อความจากลูกค้าจะต้องระมัดระวังมีความรอบคอบ และ ทบทวนคำสั่งของลูกค้าเสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาดและข้อตำหนิของลูกค้า ซึ่งจะส่งผลถึงความรู้สึกของลูกค้า 6. ทำงานกับบุคคลหลากหลาย (Dealing with all sorts of people) การทำงานโรงแรมเป็นการทำงานที่ต้อง ประกอบด้วยพนักงานหลายตำแหน่ง หลายระดับ ซึ่งแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างทางด้านอารมณ์ นิสัย พฤติกรรม ความคิดและการแสดงออก ดังนั้นพื้นฐานเบื้องต้นของการทำงานต้องทำความเข้าใจในความแตกต่าง ระหว่างบุคคล รวมทั้งต้องอดทนต่อพฤติกรรมของบุคคลอื่นเสมอ 7. การทำงานอยู่บนสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน (Prepared for unexpected problem) ควรมีการเตรียมพร้อมรับ สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด การทำงานบริการย่อมมีสิ่งหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอเพราะเป็นการทำงาน บนความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งอาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปในแต่ละบุคคลหรือแต่ละกลุ่ม และเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น พนักงานควรรู้วิธีการแก้ไขสถานการณ์ให้การทำงานราบรื่นขึ้นหรือเป็นที่พอใจของลูกค้า 8. การปฏิบัติงานต้องสุภาพอ่อนน้อม (Courtesy is the answer) การทำงานในโรงแรมมุ่งเน้นที่จะต้องสร้างความ ประทับใจให้ลูกค้า ดังนั้นพนักงานยริการจึงต้องแสดงออกด้วยความสุภาพต่อลูกค้า ทั้งในการปฏิบัติงานปกติและ ไม่ปกติ ผู้ให้บริการควรต้องรู้จักควบคคุมอารมณ์ของตนเองเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นและลูกค้า 9. ผลตอบแทนในการทำงานดี (Instant Compensation) ในการทำงานโรงแรมพนักงานจะได้รับเงินเดือน ค่าบริการ ค่าทิป 10. บรรยากาศที่มีชีวิตชีวาและความอบอุ่น (Full of life & Warmth) โรงแรมเป็นสถานที่ที่มีการออกแบบตกแต่ง ให้สวย งาม มีรสนิยมการประดับตกแต่ง บางแห่งมีความสวยงามหรูหรา แสดงถึงความมีระดับคุณภาพ และมี ราคา โรงแรมเป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวา มีผู้คนตลอดเวลา การปฏิบัติงานโรงแรมมีส่วนที่เป็นผลประโยชน์ตอบรับที่ดี แต่ด้วยลักษณะของงานที่เป็นงานบริการมุ่ง