The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือประกอบการเรียน
รายวิชา การโรงแรมและการท่องเที่ยว
รหัสวิชา 30700-0001

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kantaphit.jai, 2023-10-10 05:14:46

การโรงแรมและการท่องเที่ยว

หนังสือประกอบการเรียน
รายวิชา การโรงแรมและการท่องเที่ยว
รหัสวิชา 30700-0001

Keywords: การโรงแรม,การท่องเที่ยว

51 ตอบสนองความต้องการของลูกค้าสูงสุด ดังนั้นงานต่างๆ จึงต้องการความพิถีพิถัน ความใส่ใจในการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ ดังนั้นในการปฏิบัติงานโรงแรมจึงต้องมีข้อกำหนดสำหรับพนักงานในการปฏิบัติตนและปฏิบัติงานเพื่อให้ เกิดผลกระทบหรือผลเสียต่อความรู้สึกของลูกค้าให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้อห้ามสำหรับพนักงาน (Staff Regulation) 1. ห้ามใช้บริการของโรงแรมที่จัดไว้ให้ลูกค้า เพื่อเป็นการยกระดับและให้ความสำคัญแก่ลูกค้าการใช้สถานที่หรือ อุปกรณ์ของลูกค้าจึงเป็นการไม่สมควร เพราะลูกค้าจะรู้สึกถึงความไม่เหมาะสม เนื่องจากลูกค้าต้องเสียค่าบริการ ในการใช้วัสดุ 2. ไม่แสดงท่าทีในการรอทิปจากลูกค้า เพราะการแสดงอาการรอให้ลูกค้าทิปเป็นการไม่สุภาพ และเป็นการสร้าง ความกดดันให้กับลูกค้า จะทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ประทับใจ การเป็นนักการโรงแรมมืออาชีพต้องให้บริการแก่ลูกค้า อย่างชำนาญและรวดเร็ว ลูกค้าจะเป็นผู้ตัดสินใจให้ทิปเอง 3. ไม่ทำตัวสนิทสนมกับลูกค้าจนเกินงาม สถานการณ์ระหว่างพนักงานและลูกค้านั้น บางครั้งก็สามารถสร้างความ เป็นกันเองกับลูกค้าได้ 4. ไม่หาผลประโยชน์จากลูกค้า เช่น การเสนอบริการอื่นที่ไม่ใช่บริการของโรงแรม หรือพาลูกค้าออกไปซื้อของ 5. ไม่สอดรู้สอดเห็นเรื่องของลูกค้า พนักงานพึงปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง ไม่แสดงกิริยาอาการที่อยากรู้เรื่อง ของลูกค้า รวมทั้งไม่ซุบซิบนินทาหรือส่งเสียงดังในสถานที่บริการให้ลูกค้าเห็น ซึ่งเป็นการแสดงออกที่ไม่สุภาพ 6. การละเลยไม่เอาใจใส่ลูกค้า แสดงถึงข้อบกพร่องของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะในโรงแรมระดับมาตรฐานห้า ดาว การที่พนักงานแสดงออกถึงความละเลยต่อลูกค้า อาจได้รับใบเตือน เพราะการละเลยต่อลูกค้าก็เหมือนกับ การที่ไม่ต้อนรับและไม่ให้บริการลูกค้า ซึ่งเป็นผลเสียร้ายแรงต่อธุรกิจ 7. ไม่เก็บของมีค่าที่บังเอิญเก็บได้ไว้เป็นของตน ทรัพย์สินหรือของมีค่าของลูกค้าถึงแม้ว่าลูกค้าจะลืมหรือทำหล่น หายเอง พนักงานมีหน้าที่แสดงความซื่อสัตย์และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับลูกค้าทั้งนี้เมื่อลูกค้ามีความไว้วางใจ ในโรงแรมแล้ว จะเกิดความรู้สึกว่าได้รับสิ่งที่ดี และมั่นใจในคุณภาพของการบริการของโรงแรม อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขและกฎระเบียบของพนักงานยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละแผนกเฉพาะอีก และ โรงแรมแต่ละแห่งจะมีกฎระเบียบเฉพาะของตนเองที่อาจกำหนดเพิ่มเติม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพ งานบริการที่ส่งลูกค้า ให้ลูกค้าได้เกิดความมั่นใจและไว้วางใจในบริการของโรงแรมว่าจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เพราะการ สร้างความประทับใจมีเป้าหมายที่จะให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกครั้ง หรือกลายเป็นลูกค้าประจำของโรงแรมซึ่ง หมายถึงรายได้ของโรงแรม ในการให้บริการแก่ลูกค้า ธุรกิจโรงแรมมีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพื่อให้ เกิดรายได้จากการให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งลูกค้าของโรงแรมประกอบด้วยลูกค้าหลายกลุ่ม หรือแบ่งออกเป็นหลาย ประเภทตามความต้องการที่จะมาใช้บริการ


52 ใบงำนที่9 (Work Sheet : W9) ตอนที่ 1 คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด 1. ธุรกิจโรงแรมมีลักษณะที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างไร จงอธิบาย 2. จงระบุลักษณะที่แตกต่างของธุรกิจโรงแรมมา 4 ประการ 3. การเป็นอุตสาหกรรมแห่งไมตรีจิต ของโรงแรมหมายความว่าอย่างไร อธิบายพอเข้าใจ 4. ลักษณะพิเศษของธุรกิจโรงแรมได้แก่อะไรบ้าง ระบุมา 4 ข้อ 5. การกำหนดข้อห้ามสำหรับพนักงานมีรายละเอียดอย่างไร ยกตัวอย่างมาพอเข้าใจ


53 หน่วยที่10 โครงสร้างการบริหารงานโรงแรม วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายอธิบายรูปแบบการดำเนินงานและการบริหารงานโรงแรมได้ 2. สามารถอธิบายโครงสร้างการบริหารงานโรงแรมได้ 3. สามารถอธิบายการแบ่งสายงานโรงแรมและความรับผิดชอบของพนักงานโรงแรม ได้ 1. รูปแบบการดำเนินงานและการบริหารงานโรงแรม ระบบการบริหารงานโรงแรม การบริหารงาน หมายถึง การดำเนินงานใด ๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยอาศัยคน เงิน วัตถุสิ่งของที่เป็นปัจจัยในการปฎิบัติงาน เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ การบบริหารงานโรงแรมมีทั้ง ลักษณะที่เป็นเจ้าของธุรกิจบริหารงานเองในรูปแบบธุรกิจครอบครัว (Family) การบริหารงานในรูปแบบสัญญา จ้างบริหาร (Contract) การบริหารงานในรูปแบบแฟรนไชส์ (Franchise) ทั้งนี้การที่โรงแรมแต่ละแห่งจะกำหนด รูปแบบการบริหารงานเป็นรูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ เช่น ขนาดของโรงแรม ทำเลที่ตั้ง ทุนในการบริหาร จัดการ ทรัพยากร กลุ่มลูกค้ารวมถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจ ซึ่งเจ้าของโรงแรมต้องศึกษาและประเมิน ศักยภาพ ความต้องการว่าจะใช้รูปแบบการบริหารงานแบบใดจึงจะเหมาะสมและก่อให้เกิดผลกำไรสูงสุด จี ช้อย และมาเคนส์ กล่าวว่าการจัดการและการดำเนินงานการโรงแรมสามารถทำได้ใน 4 ลักษณะ ดังนี้ 1. ระบบดำเนินการเอง (Owner Operated System) การดำเนินงานในลักษณะนี้ผู้เป็นเจ้าของอาจเป็นบุคคล เดียว (Sole Owner) หรืออาจดำเนินงานในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท 2. ระบบการรับสิทธิ์ (Franchise System) หมายถึง เจ้าของโรงแรมเสนอขอรับสิทธิ์ที่จะใช้ชื่อและเป็นส่วนหนึ่ง ของผู้ใหสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยผู้รับสิทธิ์จะต้องใช้สัญลักษณ์ของโรงแรม และ ให้บริการด้วยมาตรฐานเดียวกับโรงแรมที่ใช้สิทธิ์ และจะต้องจ่ายเงินให้กับโรงแรมที่ให้สิทธิ์เพื่อเป็นค่าบริการใน เรื่องตลาด การบริหารงานและการจองห้องพัก 3. ระบบการทำสัญญาหรือจัดการ (Management Contract System) การดำเนินธุรกิจโรงแรมภายใต้ระบบนี้ เจ้าของโรงแรมจะว่าจ้างโรงแรมที่มีชื่อเสียงให้มาดำเนินการหรือจัดการให้ เจ้าของโรงแรมเป็นเพียงผู้ลงทุน (Investor) 4. ระบบโรงแรมเครือข่าย (Chain Hotel System) คือ การบริหารงานในลักษณะร่วมทุน (Joint Venture) หรือ การดำเนินงานด้วยการทำสัญญาในการบริหาร โดยสรุปรูปแบบของการดำเนินธุรกิจโรงแรมในปัจจุบันมีการบริหารงานที่แตกต่างกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ การมี ส่วนร่วมในการบริหารจัดการในธุรกิจของโรงแรมระหว่างเจ้าของ ดังนี้


54 1) การบริหารงานแบบเจ้าของคนเดียว (Owner Management Hotel/Family) คือ ลักษณะการดำเนินงาน โรงแรมที่มีการบริหารงานด้วยตนเอง เช่น การบริหารงานแบบครอบครัวภายในตระกูล หรือเครือญาติ จะ ดำเนินการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการเอง ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมที่มีขนาดเล็กไปถึงขนาดกลาง โดยเฉพาะ โรงแรมที่อยู่ในส่วนของภูมิภาคจะดำเนินงานในลักษณะนี้ ข้อดี 1. การมีอิสระในการดำเนินงาน ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หรืออิทธิพลจากภายนอก 2. เจ้าของสามารถดำเนินการตามความต้องการของตนเอง ทั้งการกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์และการบริหาร จัดการ 3. เจ้าของกิจการเป็นผู้ที่ได้รับกำไรทั้งหมดแต่ถ้ามีหุ้นส่วนภายในครอบครัวก็แบ่งกันตามสัดส่วนของการถือจำนวน หุ้น 4. การดำเนินงานมีการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอผ่านคณะกรรมการบริหาร ข้อเสีย 1. การขยายกิจการให้ใหญ่โตและได้ผลกำไรมากอาจทำได้ยาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนที่สูงซึ่งเจ้าของต้อง รับผิดชอบเอง 2. เจ้าของมีความเสี่ยงสูงในการขาดทุน เพราะการตลาดไม่กว้างขว้างเท่าที่ควร 2) การบริหารงานแบบสัญญาจ้าง (Management Contract Hotel) คือ การดำเนินธุรกิจของเจ้าของธุรกิจเอง โดยจ้างทีมงานที่ปรึกษาเข้ามาให้คำแนะนำในการจัดระบบการบริหารจัดการและการดำเนินธุรกิจหรืออีกใน ลักษณะหนึ่ง คือ การว่าจ้างนักบริหารโรงแรมที่มีความรู้และประสบการณ์เข้ามาบริหารโรงแรมให้ โดยทำสัญญา ตกลงว่าจ้างเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในระบบหรือมาตรฐานของโรงแรม ซึ่งการที่เจ้าของโรงแรมเลือกใช้ระบบนี้ เนื่องจาก ขาดประสบการณ์และขาดความชำนาญในการดำเนินงาน ข้อดี 1. การทำสัญญาการจัดการกับโรงแรมที่มีชื่อเสียงจะทำให้โรงแรมของตนมีชื่อเสียงตามไปด้วย 2. ระบบการจองห้องพักเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงาน เพราะโรงแรมจะสามารถมีขอบข่ายโยงไปทั่วประเทศหรือ ทั่วโลกได้ 3. การที่โรงแรมมีนักบริหารมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าโรงแรมมีระบบและมาตรฐานที่ดี และมี ผลตอบแทนที่ดีด้วย ข้อเสีย 1. ถ้าผู้บริหารยึดถือรูปแบบของการบริหารงานตามระบบมาก อาจส่งผลต่อการจัดการ เนื่องจากไม่สอดคล้องกับ สภาพของท้องถิ่นที่โรงแรมตั้งอยู่ 2. ผู้ลงทุนขาดอำนาจในการบริหาร การตัดสินใจและการวางนโยบาย 3) การบริหารงานแบบซื้อสิทธิ์ (Franchise Management Hotel) คือ การบริหารโรงแรมแบบซื้อสิทธิ์ภายใต้ชื่อ ของโรงแรมที่มีชื่อเสียงมาใช้ เพื่อให้ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีการตลาดและการขาย จากโรงแรมต้นแบบ ภายใต้ชื่อเดียวกัน เพราะโรงแรมเจ้าของสิทธิ์ย่อมเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ข้อดีคือโรงแรมจะ ได้รับคำแนะนำ วิธีการดำเนินธุรกิจและบริหารงานต่างๆ ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เจ้าของสิทธิ์กำหนดไว้ โดยจะมี การติดตามประเมินคุณภาพของการดำเนินงานโดยตลอด และหากการบริหารงานไม่ได้มาตรฐานอาจถูกออกจาก การใช้สิทธ์นั้นได้


55 ข้อดี 1. สามารถใช้ระบบการจองห้องพักและระบบการตลาดร่วมกันโรงแรมที่ให้สิทธิ์ได้ มีผลทำให้การตลาดและลูกค้า ของโรงแรมกว้างขวางมากขึ้น 2. โรงแรมมีสิทธิ์ที่จะตราสัญลักษณ์และชื่อของโรงแรมที่ให้สิทธิ์ได้ โดยโรงแรมจะได้รับความเชื่อถือและมั่นใจใน ระบบและมาตรฐานเดียวกับเจ้าของสิทธิ์ 4. ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์โรงแรม เพราะโรงแรมจะได้รับผลจากการโฆษณา ของโรงแรมเจ้าของสิทธิ์อยู่แล้ว ข้อเสีย 1. ค่าใช้จ่ายในการขอซื้อสิทธิ์ค่อนข้างสูง ผู้ขอใช้สิทธิ์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อสิทธิ์เมื่อแรกเข้า และ จะต้องจ่ายเป็นรายปีแก่โรงแรมผู้ให้สิทธิ์ 2. ไม่สามารถที่จะดำเนินธุรกิจและควบคุมการทำงานของโรงแรมได้ทั้งหมด เพราะต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของ โรงแรมผู้ให้สิทธิ์ด้วย 3. ถ้าโรงแรมผู้ให้สิทธิ์ประสบปัญหาจะทำให้โรงแรมผู้รับสิทธิ์ได้รับผลกระทบไปด้วย 4) การบริหารงานแบบเครือข่าย (Chain Hotel) คือการบริหารงานโดยการว่าจ้างทีมงานของโรงแรมเครือข่ายที่มี ชื่อเสียงมาบริหาร โดยใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ของเครือโรงแรมแม่แบบในการดำเนนธุรกิจการดำเนินงานแบบนี้มี ทั้งแบบการว่าจ้างให้บริหารงานและรับเป็นค่าจ้าง (Management Contract) หรือการแบ่งผลกำไร (Profit Sharing) กับลักษณะที่เป็นการจ้างบริหารด้วยการร่วมลงทุนกัน (Joint Venture) การดำเนินงานในรูปแบบนี้ โรงแรมเจ้าของเครือจะเป็นที่ปรึกษาและช่วยทางการตลาด การประชาสัมพันธ์และการสำรองห้องพักที่เป็น รูปแบบเดียวกันหมด ลักษณะของการบริหารงานแบบเครือข่ายมีจุดเริ่มต้นจากการบริหารงานโรงแรมใน สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1929 ที่กิจการโรงแรมมีการขยายตัวเติบโตตามเศรษฐกิจในยุคนั้น จึงกล่าวได้ว่ารูปแบบ การบริหารงานแบบนี้เกิดจากนักบริหารงานโรงแรมชาวอเมริกันได้ขยายตัวออกไปทั่วโลก โดยโรงแรมเครือข่ายใน ประเทศไทยมีอยู่ 2 แบบ ดังนี้ (1.) โรงแรมเครือข่ายภายในประเทศ (Local Chain Hotel) เช่น เครือดุสิตธานี นอกจากจะเป็นโรงแรมเครือข่าย ภายในประเทศแล้ว ยังขยายกิจการออกไปยังต่างประเทศ เช่น โรงแรมดุสิตธานี ดูไบ และ มนิลา (2.) โรงแรมเครือข่ายต่างประเทศ (International Chain Hotel) เช่น เครือฮิลตัน เครือเชอราตัน เครือแมริออท เครือฮอลิเดย์อินน์ ข้อดี 1) โรงแรมเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยของนักท่องเที่ยว เพราะอยู่ภายใต้ชื่อเดียวกัน โรงแรมมีสถานที่ตั้งอยู่ในหลายๆ ประเศทั่วทุกภูมิภาคของโลก ลูกค้าจึงมั่นใจในการใช้บริการ 2) โรงแรมจะใช้ระบบการบริหารงานเหมือนกันกับโรงแรมเครือข่าย หมายถึง ระบบการบริหารงานที่มีคุณภาพและ มาตรฐาน 3) ทำให้ช่องทางการจัดจำหน่ายกว้างขวางมากขึ้น เพราะสามารถซื้อขายได้จากประเทศของนักท่องเที่ยวเองหรือ จากโรงแรมที่เป็นเครือข่ายด้วยกัน 4) ใช้ระบบการขายและการตลาดร่วมกันกับโรงแรมในเครือข่าย สามารถส่งลูกค้าระหว่างโรงแรมในเครือด้วยกัน ข้อเสีย 1) เจ้าของไม่มีสิทธิ์ในการบริหารงาน เป็นเพียงผู้รับผลกำไรจากการดำเนินงาน


56 2) การดำเนินงานต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงเป็นแผนเดียวกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของพื้นที่ 3) ในการดำเนินการมีค่าใช้จ่ายสูงอาจส่งผลถึงกำไรที่เจ้าของจะได้รับลดลง 2. โครงสร้างการบริหารงานโรงแรม โครงสร้างการบริหารงานโรงแรมมีการนำการจัดการและวิทยาการในการบริหารงานมาใช้สำหรับการบริหาร จัดการโรงแรมให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ และการดำเนินงานภายในของโรงแรมมีความราบรื่น ต้องอาศัย การกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรออกตามลักษณะของงาน ที่กำกับด้วยภารกิจ หน้าที่และความรับผิดชอบ หลักของแผนก หน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานในแต่ละตำแหน่งภายในแผนกจะมีการควบคุมดูแลและอำนวย ความสะดวกให้แก่พนักงานของแผนกโดยผู้จัดการแผนก ซึ่งจะรับนโยบายจากระดับผู้บริหารนำมาสู่การปฏิบัติ 2.1 ฝ่ายบริหารงาน (Administration) ระดับของผู้บริหารโรงแรมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ประกอบด้วยระดับ ต่างๆดังนี้ 1) การบริหารงานระดับสูง (Top Management) เป็นกลุ่มของการบริหารงานในระดับนโยบายเป็นผู้กำหนดแนว ทางการปฏิบัติงาน ออกกฎระเบียบ เป้าหมายของการทำงานของโรงแรมกลุ่มผู้บริหารในระดับนี้ประกอบไปด้วย ฝ่ายที่เป็นเจ้าของ ผู้ถือหุ้น และฝ่ายบริหารงานที่ได้รับการมอบหมายงานจากเจ้าของ 2) การบริหารงานระดับกลาง (Middle Management) การบริหารงานในระดับนี้คือการนำนโยบายลงสู่การ ปฏิบัติ ผู้บริหารระดับกลางจะทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้จัดการทั่ไปไปยังพนักงานในความรับผิดชอบในแผนกต่างๆ3) การบริหารงานระดับต้น (Supervisory Management) ในระดับของการบริหารงานระดับต้นเป็นการปฏิบัติงาน ระหว่างการรับคำสั่งจากผู้จัดการไปยังพนักงานระดับปฏิบัติการ และนอกจากนี้ยังมีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติงานให้ เป็นไปตามนโยบาย ดูแลและการมอหมายหน้าที่การปฏิบัติงานให้กับพนักงาน รายงานผลการปฏิบัติแก่ผู้จัดการ บันทึกการปฏิบัติงานในแต่ละรอบ 2.2 แผนภูมิการบริหารงาน (Organization Chart) 1) โครงสร้างการบริหารงานโรงแรมขนาดเล็ก (Hotel Organization Structure) ในการบริหารงานของโรงแรม


57 ขนาดเล็ก โครงสร้างของการบริหารงานจะไม่ซับซ้อนหรือมีตามภารกิจหน้าที่ เนื่องจากห้องพักไม่มาก ดังนั้นส่วนที่ ต้องให้บริการลูกค้าจะมีแต่เฉพาะงานต้อนรับ งานแม่บ้าน งานห้องอาหาร งานห้องครัว ฝ่ายบุคคล ฝ่ายช่าง บัญชี และการเงิน ที้งนี้ในแต่ละแผนกมีตำแหน่งงานไม่มาก การบริหารงานโดยส่วนใหญ่เป็นแบบเจ้าของคนเดียวหรือ แบบครอบครัว 2) โครงสร้างการบริหารงานโรงแรมขนาดเล็ก (Medium Hotel Organization Structure) การบริหารงานของ โรงแรมขนาดกลาง คือ โรงแรมที่มีจำนวนห้องมากกว่า 100 ห้อง แต่ไม่เกิน 300 ห้อง การดำเนินงานจะซับซ้อน มากขึ้น มีภารกิจหน้าที่ที่ต้องรับปฏิบัติมากขึ้น ในแต่แผนกจะประกอบด้วยพนักงานหลายตำแหน่งที่ต้องสับเปลี่ยน หมุนเวียนกันทำงานตลอดเวลา พนักงานในบางแผนกจะถูกกำหนดให้ปฏิบัติงาน 3 รอบ ทั้งนี้ แผนกงานของ โรงแรมขนาดกลางอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะของการบริหารงานโรงแรมแต่ละแห่ง 3) โครงสร้างการบริหารงานโรงแรมขนาดใหญ่ (Large Hotel Organization Structure) ในโรงแรมขนาดใหญ่ แผนกต่างๆจะมีตำแหน่งงานเพิ่มมากขึ้น และในส่วนต่างๆ ที่ให้บริการลูกค้าก็จะเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะห้องอาหาร ในโรงแรมขนาดใหญ่จะมีห้องอาหารจำหนวนหลายห้องเปิดให้บริการแก่ลูกค้า นอกจากจำนวนแผนกมากขึ้นแล้ว ปริมาณการปฏิบัติงานก็มีอัตราส่วนเพิ่มมากขึ้นด้วย บางแผนกอาจแยกเป็นเอกเทศ การกำหนดโครงสร้างของการบริหารงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจระดับของการปฏิบัติงาน ตั้งแต่บนลงล่าง ล่างขึ้นบน หรือการทำงานในแนวระนาบเดียวกัน ให้มองเห็นถึงระดับของการบังคับบัญชาและการแบ่งสายงาน ออกเป็นแผนกต่างๆ บุคลากรภายในโรงแรมจะได้เข้าใจและทราบบทบาท หน้าที่ของตนเอง 3. การแบ่งสายงานโรงแรมและความรับผิดชอบของพนักงานโรงแรม ไม่เพียงแต่จะช่วยให้สามารถบริหาร จัดการงานอย่างเป็นระบบแล้ว การกำหนดแผนก ตำแหน่งงาน หน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจนยังช่วยให้ ความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานที่ดี สามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น และที่สำคัญ คือ การปฏิบัติงานสำเร็จตาม เป้าหมายของการดำเนินงาน นั่งคือการให้บริการลูกค้ามีประสิทธิภาพจนสามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้นั่นเอง สายงานและการบังคับบัญชาภายในองค์กรประกอบด้วย ระดับผู้บริหารงานโรงแรมไปจนถึงพนักงาน ระดับปฏิบัติการ ดังนี้ 3.1 ประเภทของกลุ่มบุคลากร 1) เจ้าของและผู้ถือหุ้น 2) ผู้บริหารระดับสูง 3) ผู้บริหารระดับกลาง 4) ผู้บริหารระดับต้นหรือระดับหัวหน้างาน 5) ระดับปฏิบัติการ


58 โครงสร้างขนาดเล็ก โครงสร้างขนาดกลาง โครงสร้างขนาดใหญ่


59 ใบงำนที่10 (Work Sheet : W10) จงตอบค ำถำมต่อไปนี้ 1. Room Division ประกอบด้วยงานใหญ่ๆ กี่งาน อะไรบ้าง 2. บทบาทหน้าที่สำคัญของงานฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มคืออะไร ระบุมา 4 ประการ 3. จงระบุแผนกงานย่อยของครัวมา 4 งานย่อย 4. แผนกที่ให้บริการด้านการจองตั๋ว การจัดซื้อสิ่งของ และการอำนวยความสะดวกทั่วไปคือแผนกใด 5. การให้บริการอาหารและเครื่องดื่มบนห้องพักเป็นหน้าที่ของพนักงานในตำแหน่งใด


60 หน่วยที่11 ผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยว วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยวต่อ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมได้ ผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยว 1. ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจ 1.1 ผลกระทบด้านบวกจากการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจ - ช่วยให้เกิดรายรับเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Earning) - ช่วยให้เกิดภาวะดุลชำระเงิน (Balance of Payment) - ช่วยให้เกิดอาชีพใหม่ (Creating new job) - ช่วยให้เกิดการจ้างงาน (Employment) - ช่วยทำให้เกิดรายได้ต่อรัฐบาล (Government Receipt) - ช่วยทำให้เกิดรายได้แก่ท้องถิ่นภายในประเทศ (Local Income) 1.2 ผลกระทบด้านลบจากการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจ - ค่าครองชีพของคนในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น (Increase of Living Expenses) - ราคาที่ดินแพงขึ้น - มีค่าใช้จ่ายต่างๆที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการนักท่องเที่ยวต่างชาติ - ทำให้สูญเสียรายได้ออกนอกประเทศ - รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ เป็นไปตามฤดูกาล 2. ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อสังคม 2.1 ผลกระทบด้านบวกจากการท่องเที่ยวต่อสังคม - เป็นการพักผ่อนหย่อนใจของบุคคล ลดความเครียด - ช่วยให้เกิดสันติภาพแห่งมวลมนุษย์และช่วยกระตุ้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลในชาติต่างๆ


61 - ช่วยให้ประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น - มาตรฐานการครองชีพดีขึ้น - คนในท้องถิ่นได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น จากสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในแหล่งท่องเที่ยวและบริเวณ ใกล้เคียง - การท่องเที่ยวช่วยให้เกิดสันติภาพแห่งมวลมนุษย์“การท่องเที่ยวเป็นหนทางไปสู่สันติภาพ” (Tourism is a passport to peace) - ช่วยให้สภาพแวดล้อมของท้องถิ่นดีขึ้น - ช่วยเสริมอาชีพให้คนในท้องถิ่น การกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น การจ้างงาน ทำให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น - การท่องเที่ยวจะช่วยลดปัญหาการอพยพเข้าไปทำงานในเมืองหลวง. 2.2 ผลกระทบด้านลบจากการท่องเที่ยวต่อสังคม - ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคนในท้องถิ่นจากนักท่องเที่ยว - โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนแปลง - การเลือนหายของอาชีพดั้งเดิมในท้องถิ่น - ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม - การมีค่านิยมผิดๆ จากการเลียนแบบนักท่องเที่ยว - ปัญหาโสเภณีและCommercial sex - ปัญหาการบิดเบือนหลอกลวงเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว - ปัญหาความไม่เข้าใจและการขัดแย้งระหว่างคนท้องถิ่นกับนักท่องเที่ยว - ช่วยให้เกิดการก่อสร้างสิ่งดึงดูดใจด้านการพักผ่อนในพื้นที่ - ปัญหาสังคมต่างๆ อาทิ ยาเสพติด โรคเอดส์ 3. ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรม 3.1 ผลกระทบด้านบวกจากการท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรม - เกิดงานเทศกาลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรมถูกรื้อฟื้นหรือไม่เลือนจางหายไป - มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและนักท่องเที่ยวนิยมมากขึ้น -ช่วยเผยแพร่National Identity (ลักษณ์ประเทศ) - ผลกระทบอื่นๆ


62 - เกิดการปรับปรุงและพัฒนาสภาพภูมิทัศน์และกายภาพให้ดีขึ้น - มีการลงทุนจากภาครัฐในด้านสาธารณูปโภคเพื่อเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ - เกิดการพัฒนาพื้นที่ธรรมชาติ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อประโยชน์ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า - เกิดมีการปรับปรุงแก้ไข มาตรการ ระเบียบตลอดจนกฎหมายต่างๆ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะ ยาว - เกิดความตระหนักในการกำจัดของเสียประเภทต่าง อาทิน้ำเน่า ขยะมูลฝอย โดยเฉพาะที่พักหรือร้านอาหารที่อยู่ ในบริเวณแหล่งท่องเที่ยว - เกิดโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยว - การตื่นตัวจัดตั้งมูลนิธิพิทักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น 4.2 ผลกระทบด้านลบจากการท่องเที่ยวต่อสิ่งแวดล้อม ด้านกายภาพ - พื้นที่ธรรมชาติบางส่วนถูกทำลาย เพื่อการสร้างที่พักในแหล่งธรรมชาติ - กิจกรรมนันทนาการบางประเภทมีผลต่อธรรมชาติ อาทิ การตั้งแคมป์ไฟ การตัดต้นไม้ 3.2 ผลกระทบด้านลบจากการท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรม - คุณค่าของงานศิลปะลดลง - วัฒนธรรมประเพณีที่ถูกนำเสนอขายในรูปแบบของสินค้าเน้นตอบสนองนักท่องเที่ยว - วัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวมีบทบาทในการรับวัฒนธรรมใหม่ (Acculturate) ของคนในท้องถิ่น - เกิดภาวะตระหนกและสับสนทางวัฒนธรรม (Culture Shock) - การยอมรับพฤติกรรมและเลียนแบบพฤติกรรมนั้น (Demonstration Effect) คนพื้นถิ่นมีโอกาสพบปะกับ นักท่องเที่ยว และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เข้ามา เช่น ชาวเขาย่อมแต่งชุดชาวเขาดั้งเดิม แต่พอนักท่องเที่ยวเข้ามาใน หมู่บ้านเพื่อมาเยี่ยมชมมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่าชาวเขาบางส่วนสวมกางเกงยีนส์และเสื้อยืดแทนที่จะใส่ชุดชาวเขา หญิงในหมู่บ้านนุ่งผ้าซิ่นทอเอง ต่อมาความเจริญมีขึ้นเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปแทน 4. ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อสิ่งแวดล้อม 4.1 ผลกระทบทางบวกจากการท่องเที่ยวต่อสิ่งแวดล้อม


63 - การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ของแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ - การท่องเที่ยวแบบทัวร์ป่า อาจส่งผลต่อธรรมชาติในแง่ดินถล่ม การบุกรุกพื้นที่ ปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ธรรมชาติ - การรบกวนธรรมชาติอันเกิดจากการไม่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมธรรมชาติ - เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากที่ดินในแนวทางที่ไม่เหมาะสม - เกิดการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ประกอบการในแหล่งท่องเที่ยวบางราย ด้านมลภาวะ - ขยะมูลฝอยต่าง ๆ ที่เกิดจากนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่กำจัดไม่เหมาะสม ทำลายภูมิทัศน์ของแหล่ง ท่องเที่ยว ทั้งกลิ่น และภาพ - น้ำเน่าเสีย จากผู้ประกอบการต่างๆ อาทิ โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ฯลฯ - อากาศเสีย จากการก่อสร้างเนื่องมาจากการขยายตัวของแหล่งท่องเที่ยว


64 ใบงำนที่12 (Work Sheet : W12) ตอนที่ 1 คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด 1. จงอธิบายผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจมาพอเข้าใจ 2. จงอธิบายผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อสังคมมาพอเข้าใจ 3. จงอธิบายผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อสิ่งแวดล้อมมาพอเข้าใจ 4. จงอธิบายผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรมมาพอเข้าใจ 5. ในฐานะที่นักศึกษาเรียนการท่องเที่ยวและการโรงแรม นักศึกษามีวิธีการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดกับการท่องเที่ยว อย่างไร


65 หน่วยที่12 แนวโน้มของธุรกิจโรงแรม วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายสามารถอธิบายแนวโน้มของธุรกิจในปัจจุบัน-อนาคตได้ ธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับในช่วงปี 2565-2567 โดยคาดว่าในปี 2565 ธุรกิจจะยังฟื้นตัวได้ เล็กน้อย เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังกลับมาไม่มากนัก โดยเฉพาะจากจีนที่ยังคงเผชิญอุปสรรคจากนโยบาย Zero-COVID ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่คาดว่าจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเติบโตในอัตราเร่งขึ้นในช่วงปี 2566-2567 และจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ ช่วงก่อน COVID-19 (38-40 ล้านคน) ได้ในปี 2568 ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจาก มาตรการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในประเทศ ด้านอุปทานคาดว่าผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่จะยังคงขยายการ ลงทุนต่อเนื่อง แม้อาจล่าช้ากว่าแผน ทำให้อัตราเข้าพักทั่วประเทศมีแนวโน้มยังอยู่ในระดับต่ำเฉลี่ยที่ 45% ในปี 2565 ก่อนจะปรับขึ้นเป็น 55% ในปี 2566 และ 65% ในปี 2567 ซึ่งโดยภาพรวม ธุรกิจโรงแรมทุกพื้นที่จะยังคง แข่งขันรุนแรง จากภาวะอุปทานส่วนเกินสูง ในขณะที่อุปสงค์ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทำให้การปรับราคาห้องพักทำได้ยาก มุมมองวิจัยกรุงศรี • โรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก (กรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต): ปี 2565 ยังคงซบเซา เนื่องจากต้องพึ่งพา รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก ก่อนจะเร่งตัวขึ้นในปี 2566-2567 คาดรายได้ทยอยฟื้นตัวตามความ ต้องการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทั้งจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยอัตราเข้าพัก ประมาณ 65%-70% (เทียบกับ 79% ในปี 2562) • โรงแรมในจังหวัดศูนย์กลางความเจริญของภูมิภาคและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ[1]: มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง เนื่องจากส่วนใหญ่เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทย จึงได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศของ ภาครัฐ โดยอัตราเข้าพักน่าจะอยู่ที่ 50%-52% (เทียบกับ 66% ในปี 2562) • โรงแรมในจังหวัดทั่วไป: แนวโน้มภาวะธุรกิจโดยรวมอาจยังฟื้นตัวช้า แม้จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการ กระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ เนื่องจากจังหวัด/พื้นที่ส่วนใหญ่รองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเพื่อไปจังหวัด ศูนย์กลางภูมิภาค/แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้รายได้และอัตราการเข้าพักมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่า 2 พื้นที่ ดังกล่าวข้างต้น แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2565-2567: ธุรกิจโรงแรม


66 ธุรกิจโรงแรมทุกพื้นที่ยังคงแข่งขันรุนแรง จากภาวะอุปทานส่วนเกิน ทั้งจากธุรกิจเดียวกันและธุรกิจบริการที่ พักรูปแบบอื่น และเมื่อผนวกกับอุปสงค์ต่อการท่องเที่ยวโดยรวมที่ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้อัตราเข้า พักเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 45% 55% และ 65% ในปี2565 2566 และ 2567 ตามลำดับ (เทียบกับ 71.4% ในปี 2562) ทำให้การปรับราคาห้องพักจึงยังคงทำได้อย่างจำกัด ข้อมูลพื้นฐาน ธุรกิจโรงแรม (รวมรีสอร์ทและเกสต์เฮ้าส์) เป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมใน ประเทศ (GDP) หมวดที่พักแรม (Accommodation) ช่วงปี 2560-2562 คิดเป็นสัดส่วน 2.5% ของ GDP รวมทั้ง ประเทศ ก่อนที่จะลดลงเหลือสัดส่วน 1.0% ในปี 2563 และ 0.6% ในปี 2564 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการ ระบาดของ COVID-19 ทำให้ GDP หมวดที่พักแรมหดตัวอย่างรุนแรง (ภาพที่ 1) ทั้งนี้รายได้ของธุรกิจโรงแรมมา จากการขายห้องพักเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วน 65-70% ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาคือ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (สัดส่วน 25%) โดยโรงแรมขนาดกลางขึ้นไปที่อยู่ในระดับ 4-5 ดาว มีสัดส่วนรายได้จากค่าอาหารและเครื่องดื่ม มากกว่าโรงแรมขนาดเล็ก ที่เหลือเป็นรายได้อื่นๆ (สัดส่วน 5-10%) เช่น บริการซักรีด ค่าเช่าพื้นที่ร้านค้า ประเทศไทยนับเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากการมีแหล่งท่องเที่ยวที่ ดึงดูดความสนใจติดอันดับโลกกระจายอยู่ตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต เป็น เมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงระดับโลก (World Class Destination) นอกจากนี้ ไทยยังมีความได้เปรียบ


67 ด้านค่าครองชีพและราคาห้องพักที่ถูกกว่า ทำให้การท่องเที่ยวในไทยมีความคุ้มค่าเงิน (Value for money) ผนวก กับการคมนาคมที่สะดวกมากขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานที่ทยอยพัฒนาเป็นลำดับ และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของ สายการบินต้นทุนต่ำ (Low cost airlines) หนุนให้การท่องเที่ยวไทยยังคงมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว อย่างต่อเนื่อง จากรายงาน “Travel & Tourism Development Index 2021” ของ World Economic Forum ฉบับล่าสุดเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 พบว่าขีดความสามารถในการแข่งขันด้านท่องเที่ยวของไทย อยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และอินโดนีเซีย และลำดับที่ 36 จาก 117 ประเทศทั่วโลก (ภาพที่ 2) โดยไทยเป็นรองทั้งสิงคโปร์และอินโดนีเซียในด้าน Safety & Security ขณะที่ไทยได้เปรียบด้าน Price Competitiveness และ Tourist Service Infrastructure ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก โดยปี 2562 รายได้จากนักท่องเที่ยว ต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 65% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด (ภาพที่ 3) เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า และจำนวนวันพักยาวกว่านักท่องเที่ยวชาวไทย โดยจำนวนวันพักยาวกว่านักท่องเที่ยวชาวไทย โดยนักท่องเที่ยว จากเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน) เป็นตลาดใหญ่ที่สุดทั้งด้านรายได้ (สัดส่วน 41% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด) และจำนวน (สัดส่วน 42% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด) อย่างไรก็ตาม ปี2563-2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวรุนแรงจากวิกฤต COVID-19 ส่งผลให้สัดส่วน รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเหลือเพียง 41% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งหมด ในปี 2563 และเหลือ 15% ในปี 2564 อยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท และ 0.4 แสนล้านบาท ในปี 2563 และ 2564 ตามลำดับ ทำให้รายได้ จากธุรกิจท่องเที่ยวของไทยมาจากนักท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วน 85% ของรายได้จากการ ท่องเที่ยวทั้งหมดหรืออยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท ในปี 2564 เพิ่มจาก 35% ในปี 2562 (ภาพที่ 3) ด้านจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2564 พบว่านักท่องเที่ยวจากยุโรปกลายเป็นตลาดหลักแทนเอเชียตะวันออก โดยมีสัดส่วน 59% รองลงมา คือ ทวีปอเมริกา สัดส่วน 11% อานิสงส์จากภาพลักษณ์ในการจัดการ COVID-19 ที่ดีของไทย ทำ ให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นในการเข้ามาท่องเที่ยว กอปรกับการคลายข้อจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศของ


68 นักท่องเที่ยวประเทศต้นทาง อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดหลักอย่างจีนยังมีมาตรการควบคุมการท่องเที่ยวที่เข้มงวด จำนวนนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกจึงตกอยู่ในอันดับ 3 มีสัดส่วนลดลงเหลือ 9% (ภาพที่ 4) สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวจำแนกตามตลาดหลักของไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 (ปี 2562) ได้แก่จีน มาเลเซีย อินเดีย และรัสเซีย (สัดส่วนรวมกัน 47.2% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดของไทย) จีน: เป็นตลาดใหญ่อันดับ 1 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 11.0 ล้านคน (สัดส่วน 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งหมด, ข้อมูลปี 2562) (ภาพที่ 5) เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าจากปี 2550 สร้างรายได้ 5.4 แสนล้านบาท โดย นักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนสูงสุดในหลายพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศของไทย (ภาพที่ 6) โดยมีปัจจัยสนับสนุน จาก (1) การผ่อนคลายนโยบายควบคุมการเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศ (Outbound tourism) ของรัฐบาลจีน [2] (2) การเพิ่มขึ้นของกลุ่มชนชั้นกลางของชาวจีนอย่างรวดเร็วจาก 80 ล้านคนในปี 2545 เป็น 700 ล้านคนในปี 2563 (ที่มา: Statista) (3) การเพิ่มขึ้นของสายการบินต้นทุนต่ำและเที่ยวบินตรงระหว่างไทย-จีน ด้านปัจจัยดึงดูด (Pull factor) (4) มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลไทย อาทิ มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม Visa on Arrivals (VOA) ให้กับนักท่องเที่ยวจีน และ (5) การทำตลาดประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยอย่าง ต่อเนื่องของภาครัฐ เช่น การโร้ดโชว์ในเมืองต่างๆ ของจีน และการตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตามเมืองสำคัญต่างๆ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง คุนหมิง เฉิงตู และกว่างโจว


69 มาเลเซีย: เป็นตลาดอันดับ 2 (สัดส่วน 10.5%) สร้างรายได้1.1 แสนล้านบาทในปี 2562 นับว่าสูงมากเมื่อ เทียบกับตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV (สร้างรายได้รวมกันมูลค่า 1.4 แสนล้านบาท) ในอดีต มาเลเซียเคยเป็นตลาดอันดับ 1 โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการเติบโตของการค้าชายแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย และ การเปิดเส้นทางบินระหว่างไทยกับมาเลเซียเพิ่มขึ้น อาทิ เชียงใหม่-กัวลาลัมเปอร์ ก่อนจะถูกตลาดจีนแซงในปี 2555 (ภาพที่7)


70 อินเดีย: เป็นตลาดอันดับ 3 (สัดส่วน 5.0%) โดยมีอัตราการขยายตัวในระดับเลขสองหลักติดต่อกัน 5 ปี (ปี 2558-2562) สร้างรายได้ 8.6 หมื่นล้านบาทในปี 2562 ปัจจัยหนุนจาก (1) เศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตต่อเนื่องและ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่เป็นชนชั้นกลาง จากรายงานของสภาวิจัยเศรษฐกิจประยุกต์แห่งชาติ (National Council of Applied Economic Research: NCAER) ของอินเดีย ระบุว่าในปี 2559 ชนชั้นกลางในอินเดียมี จำนวนประมาณ 267 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 2 เท่าหรือ 547 ล้านคน ในปี 2568-2569 (2) การเปิดเส้นทางใหม่ ของสายการบินต้นทุนต่ำจากอินเดียมายังไทยที่มากขึ้น ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว โดยเที่ยวบินจากเมือง สำคัญต่างๆ มาไทย อาทิ เดลี มุมไบ เชนไน บังกาลอร์ ใช้เวลาเพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น และ (3) เศรษฐีชาวอินเดีย นิยมจัดงานแต่งงานในไทยเนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านที่พักและการจัดงานถูกกว่าเมื่อเทียบกับการจัดงานแต่งงานใน อินเดียหรือประเทศอื่นๆ รัสเซีย: เป็นตลาดยุโรปอันดับ 1 ที่มาท่องเที่ยวไทย (สัดส่วน 3.7%) สร้างรายได้ 1.0 แสนล้านบาท ในปี 2562 ปัจจัยหนุนการเติบโตเนื่องมาจาก (1) ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ชาวรัสเซียเปลี่ยนเส้นทาง ท่องเที่ยวจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น ตุรกีและอียิปต์ มาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับรองลงมาอย่างไทย สะท้อนจากช่วงปี 2553-2556 ซึ่งเกิดสงครามซีเรีย นักท่องเที่ยวรัสเซียมาไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 46.1% ต่อปี เทียบกับ 22.5% ต่อปี ในช่วงปี 2549-2552 และ (2) มาตรการสนับสนุนของรัฐบาลไทย อาทิ ข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างไทย-รัสเซียในการยกเว้นการตรวจวีซ่าที่เป็นการเดินทางเพื่อจุดประสงค์ของการท่องเที่ยวไม่เกิน 30 วัน (มี ผลเดือนเมษายน 2550) และการจัดโร้ดโชว์ของ ททท. (3) การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินทั้งเที่ยวบินตรงและเช่าเหมาลำ ด้านตลาดนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางในประเทศ (Thai tourists or domestic tourism market) มีการ เดินทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ 144.8 ล้านทริปต่อปีหรือเติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี ในช่วง 2555-2562 (ภาพที่ 8) ผลจาก (1) การออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการลดหย่อนภาษีจากภาครัฐ การจัด มหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาคเอกชนที่มีมาอย่างต่อเนื่องทุกปี (2) การเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ รวมถึงการปรับปรุง/ขยายสนามบินในจังหวัดต่างๆ และ (3) การขยายเส้นทางคมนาคมทางถนน ส่งผลให้ นักท่องเที่ยวไทยที่นิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลจากมาตรการควบคุม COVID-19 ที่เข้มงวด เช่น การประกาศ Lockdown และ Curfew ตลอดจนมาตรการ ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด ทำให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางลดลงในช่วงปี 2563-2564 โดยเฉลี่ย -43.6% ต่อปี


71 สำหรับจำนวนโรงแรมและห้องพักเติบโตต่อเนื่องในแหล่งท่องเที่ยวหลัก โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติมักกระจุกตัว อยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการเดินทางของประเทศ รวมถึงภูเก็ต และพัทยา (จ.ชลบุรี) ซึ่ง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีชื่อเสียงหรือเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ ในระยะหลัง รัฐบาลได้ผลักดันแผน ส่งเสริมการกระจายแหล่งท่องเที่ยวสู่พื้นที่ต่างๆ มากขึ้น อาทิ การท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบกับการพัฒนา เส้นทางคมนาคมและสนามบินในภูมิภาคหลายพื้นที่ เหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนขยายธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้นตามมา ในจังหวัดศูนย์กลางภูมิภาคและเมืองท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ เชียงใหม่ กระบี่ เกาะสมุย (จ.สุราษฎร์ธานี) ส่งผลให้ จำนวนห้องพักทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจาก 682,824 ห้อง ในปี 2559 เป็น 799,894 ห้องในปี 2563 หรือเติบโตเฉลี่ย 4.3% ต่อปี (ภาพที่ 9) ต่อเนื่องจากที่ขยายตัว 5.5% ต่อปี ในช่วงปี 2555-2558 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2561- 2563 อัตราการขยายตัวของจำนวนห้องพักเริ่มชะลอลง โดยเติบโต 2.5% ต่อปี เทียบกับ 10.6% ต่อปีในช่วงปี 2558-2560 ผลจากพื้นที่ที่มีศักยภาพเริ่มหาได้ยากขึ้น ขณะที่ราคาที่ดินปรับสูงขึ้น ทั้งนี้ จำนวนห้องพักมักกระจุก ตัวตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยมีทั้งเครือข่ายโรงแรมไทยและโรงแรมต่างชาติ (International hotel chain) (ภาพที่ 10) โดยปี 2563 จำนวนห้องพักในพื้นที่ 11 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ[3] คิดเป็นสัดส่วน 65% ของจำนวน ห้องพักทั้งหมดในประเทศ โดยกรุงเทพฯ มีห้องพักมากที่สุดจำนวน 165,870 ห้อง (สัดส่วน 21%) รองลงมา ได้แก่ ภูเก็ต 93,348 ห้อง (12%) ชลบุรี 71,748 ห้อง (8%) สุราษฎร์ธานี 41,067 ห้อง (5%) และเชียงใหม่ 38,741 ห้อง (5%) ตามลำดับ


72 อัตราเข้าพัก (Occupancy rate: OR) ปรับลดลงมากในปี 2563-2564 ปี 2550-2562 อัตราเข้าพักเฉลี่ยทั่ว ประเทศอยู่ในช่วง 60-70%[4] ยกเว้นปีที่เกิดวิกฤตร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้อัตราเข้าพักต่ำ กว่าระดับ 50% เช่น ปี 2552-2553 เกิดวิกฤตการเมืองในประเทศส่งผลให้อัตราเข้าพักทั่วประเทศเหลือเพียง 50% ปี 2557 เกิดรัฐประหาร อัตราเข้าพักอยู่ที่ 55% และล่าสุดวิกฤต COVID-19 ปี 2563 อัตราเข้าพักของไทย ปรับลดลงมากมาที่ 29.5% และลดลงต่อเนื่องอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.2% ในปี 2564 ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่หดตัวอย่างรุนแรง (ภาพที่ 11) สถานการณ์ที่ผ่านมา ปี 2564 ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมทั่วโลกเผชิญกับภาวะวิกฤตจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ต่อเนื่อง จากปี 2563 ทำให้รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกออกมาตรการปิดเมือง (Lockdown) เพื่อควบคุมการเดินทาง ระหว่างประเทศโดยเฉพาะจีน (ยังคงห้ามนักท่องเที่ยวเดินทางออกนอกประเทศต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563) ส่งผลให้ จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกต่อเนื่องลดลง -72% เทียบกับปี 2563 ที่หดตัว -73% (ภาพที่ 12) โดยเฉพาะภูมิภาค เอเชียแปซิฟิกได้รับผลกระทบอย่างหนัก (-94%) เนื่องจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนใน สัดส่วนสูง (ภาพที่ 13) ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ลดลงรุนแรง เช่น มาเลเซีย (-96.9%) ญี่ปุ่น (-94.0%) สิงคโปร์ (-87.9%) เป็นต้น


73


74 ใบงำนที่12 (Work Sheet : W12) ตอนที่ 1 คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด 1. จากบทความ ประโยคที่ว่า “วิถีการท่องเที่ยวแนวใหม่ (New normal) หลังวิกฤต COVID-19 นักท่องเที่ยว จะยังเน้นด้านการรักษาระยะห่าง และลดการสัมผัสโดยตรง ทำให้การดำเนินธุรกิจโรงแรมแบบเดิมต้องปรับเปลี่ยน ผู้ประกอบการจึงมีแนวโน้มเร่งปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน” นักศึกษาคิดว่า ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมควรดำเนินการอย่างไร


75 หน่วยที่13 ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวได้


76


77


78


79 ใบงำนที่13 (Work Sheet : W13) ตอนที่ 1 คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด 1. ให้นักศึกษาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว มาพอเข้าใจ 2. จากสถิติจำนวนแหล่งท่องเที่ยวได้รับมาตรฐาน นักศึกษาสามารถอธิบายได้ว่าอย่างไรบ้าง 3. จากสถิติจำนวนมาตรฐานการท่องเที่ยวด้านสินค้าและบริการ นักศึกษาสามารถอธิบายได้ว่าอย่างไรบ้าง


80 หน่วยที่14 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมได้ องค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว - องค์กรระหว่างประเทศ - องค์กรภายในประเทศ องค์กรระดับโลกที่ดำเนินการโดยภาครัฐ World Tourism Organization : WTO จุดมุ่งหมายเพื่อ 1. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ สันติภาพ ความมั่งคั่ง โดยเคารพหลักสากลในด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทั่วโลก โดย ไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และเพศ 2. เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การ จึงให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อ ประโยชน์ของประเทศที่กำลังพัฒนาในด้านการ ท่องเที่ยว


81 3. เพื่อดำเนินการตามบทบาทด้านการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ องค์การจึงสร้าง และธำรงไว้ในการทำงานร่วมกันอย่าง มีประสิทธิภาพกับองค์การสหประชาชาติ ตลอดจนทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การ สหประชาชาติ โดยองค์การ จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICOA) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นในปี 2487 (ค.ศ.1944) ปัจจุบันมีสมาชิก 188 ประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายขององค์การ คือ ส่งเสริมการบินพลเรือนให้กว้างขวางไปทั่วโลก องค์การนี้มีสำนักงานสาขาประจำภาคตะวันออกไกลและแปซิฟิกในประเทศไทยโดยตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต (ติดกับสวนจตุจักร) ลาดพร้าว กรุงเทพฯ องค์กรระดับภูมิภาคที่ดำเนินการโดยภาครัฐ องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development-OECD)


82 ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1960 ที่กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส องค์กรนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวกล่าว คือ ได้มีการ จัดตั้งคณะกรรมการการท่องเที่ยวขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวประสานงานการศึกษาทางด้านการท่องเที่ยวและเป็น ผู้ดำเนิน การจัดประชุมประเทศสมาชิก เพื่อปรับปรุงวิธีการทางสถิติของอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราและระบบ บัญชีองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนายังได้จัดทำรายงานประจำปีที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ภายใต้ชื่อว่า “Tourism Policy and International Tourism in OECD Member Countries” องค์กรระดับอนุภูมิภาคที่ดำเนินการโดยภาครัฐ คณะอนุกรรมการด้านการท่องเที่ยวภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการท่องเที่ยวอาเซียน (SubCommittee on Tourism of the Committee on Trade and Tourism) วัตถุประสงค์ในการดำเนินงานคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ส่งเสริมให้มีความร่วมมือกันอย่าง จริงจังระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในกิจการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจนำ เที่ยว เป็นต้น องค์กรระดับโลกที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน 1. World Travel and Tourism Council : WTCC สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก Jean-Claude Baumgarten สมาชิกของสภาจะเป็นองค์การที่ได้รับการเชิญให้เป็นสมาชิกเท่านั้น โดยการพิจารณาให้เป็นสมาชิกดูที่ว่าเป็น ธุรกิจที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ รวมทั้งเป็นองค์การที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก หรือระดับภูมิภาคหรือไม่ เช่น สาย การบิน โรงแรม ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจนำเที่ยว หรือธุรกิจให้เช่ารถ เป็นต้น สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลกมีพันธกิจในการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ดังนี้ 1. การดำเนินงานตามวาระการประชุม การสร้างความตระหนักถึงผลกระทบถึงการเดินทางและการท่องเที่ยว และ ชักชวนรัฐบาลให้คำนึงถึงความสำคัญของการสร้างงานและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศด้วยการเดินทางและ การท่องเที่ยว 2. การเป็นผู้อำนวยความสะดวก การช่วยให้ผู้มีส่วนร่วมเข้าใจ คาดหวัง แปลความหมาย และดำเนินงานการ พัฒนาภูมิหลักของโลก 3. การสร้างเครือข่ายสภา สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลกเป็นสภาของผู้นำทางธุรกิจที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ธุรกิจการเดินทางและการท่องเที่ยวอยากเข้ามามีส่วนร่วม


83 2. International Congress and Convention Association: ICCA สมาคมส่งเสริมการประชุมระหว่าง ประเทศ สมาคมส่งเสริมการประชุมระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการระหว่าง ประเทศ และเป็นตัวกลางในการอำนวยความสะดวกในการจัดบริการด้านที่พัก การจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประชุมและการจัดนิทรรศการ องค์กรระดับภูมิภาคที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน The Pacific Asia Travel Association :PATA มีวัตถุประสงค์การดำเนินงานเพื่อกระตุ้นความสนใจให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นดินแดนเพื่อการพักผ่อน เพื่อพัฒนา ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกในการ เดินทางท่องเที่ยวไปสู่แหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 3 ของโลก และให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวในภูมิภาค แปซิฟิก วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินงานของสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ 1. เป็นสื่อกลางแห่งความร่วมมือระหว่างประเทศ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 2. การให้ความช่วยเหลือด้านการส่งเสริม และการพัฒนาแก่ประเทศสมาชิก และช่วยหาแหล่งเงินทุนสำหรับ โครงการที่เกี่ยวกับที่พัก และการพักผ่อนหย่อนใจ 3. การประสานงานระหกว่างสมาชิกทั้งมวลกับวงการอุตสาหกรรมขนส่ง และธุรกิจการท่องเที่ยว 4. การดำเนินการโฆษณา ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฐานะที่ เป็นภูมิภาคที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อนแห่งหนึ่งของโลก


84 5. การส่งเสริมให้มีการบริการ และการอำนวยความสะดวกในด้านการขนส่งทั้งที่เข้ามา และภายในภูมิภาค แปซิฟิกให้พอเพียง 6. การดำเนินการด้านสถิติ และค้นคว้าวิจัยแนวโน้มของการเดินทางท่องเที่ยว และการพิจารณาของการ ท่องเที่ยว เพื่อประโยชน์แก่สมาชิกทั้งมวล ASEAN Tourism Association : ASEANTA สมาคมท่องเที่ยวอาเซียน เป็นการรวมตัวของสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม และสายการบินแห่งชาติอาเซียน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อรวมให้สมาชิกมีจุดมุ่งหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการประสานความร่วมมือ มิตรภาพ ตลอดจนความ ช่วยเหลือต่อกัน 2. เพื่อรักษาระดับของมาตรฐานการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางและนักท่องเที่ยว 3. รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและคุณธรรมของธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อคงไว้ซึ่งงานอาชีพแขนงหนึ่ง 4. สนับสนุนและคงไว้ซึ่งสัมพันธภาพระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน 5. กระตุ้น สนับสนุน และช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวภายในภูมิภาคอาเซียน 6. ประสานงานและให้คำแนะนำแก่สมาคม หน่วยงานของรัฐ เอกชน และองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกหรือ เกี่ยวข้องในวงการธุรกิจท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียน 7. ให้บริการหรือความช่วยเหลือต่อภาครัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว American Society of Travel Agents – ASTA สมาคมบริษัทนำเที่ยวแห่ง อเมริกา สมาคมนี้ถือได้ว่าเป็นสมาคมของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดใน โลก และเป็นองค์การเดียวที่รวบรวมสมาชิกต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกสาขาไว้ด้วยกัน ปัจจุบันสมาคมมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมี วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเพื่อ 1. วางมาตรการการบริการแก่นักท่องเที่ยว 2. ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประสานงานการดำเนินงานของบริษัทนำเที่ยวในสหรัฐอเมริกา 3. ให้ความร่วมมือแก่องค์การระหว่างประเทศ และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ทั่วโลก 4. ขจัดปัญหาและร่วมอำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวเป็นส่วนรวม สำหรับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นั้นเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี พ.ศ.2509


85 องค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา (Ministry of Tourism and Sport ) สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวมีภารกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในการพัฒนา มาตรฐาน การบริการด้าน การท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งการ สนับสนุนการประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และเพื่อก่อให้เกิด การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ซึ่งเดิมเป็นภารกิจของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และได้ถ่ายโอนมาให้สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว ตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ประกอบกับกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พ.ศ. 2545 นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาการ ท่องเที่ยว ยังรับโอนงานพัฒนาและสนับสนุนกิจการภาพยนตร์มาจากกรมประชาสัมพันธ์ด้วย Thailand Convention and Exhibition Bureau เป็นองค์การมหาชนของรัฐ สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬา จัดตั้งในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2545 ทำหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) นานาชาติในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นสถานที่สำคัญในการจัดกิจกรรมดังกล่าว องค์กรภาคธุรกิจเอกชน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (Association of Thai Travel Agents :ATTA) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (Thai Travel Agents Association: TTAA) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวแห่งประเทศไทย (สนท. The Association of Thai Tour Operators: ATTO) สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย (สมอ. Professional Guide Association Thailand : PGA สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรภาคเอกชน จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ มีฐานะเป็นนิติ บุคคล มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนดในพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แห่ง ประเทศไทย พ.ศ.2544 ดังนี้ -เป็นตัวแทนของผู้ประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในด้านการประสานงานอย่างมีระบบ ระหว่างรัฐกับเอกชน ด้วยกัน -ส่งเสริมให้มีการพัฒนาการประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยว -ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี สถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถาน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง เอกลักษณ์ของความเป็นไทย -ส่งเสริมให้มีจรรยามารยาทในการท่องเที่ยว -ส่งเสริมให้มีระบบการรับรองคุณภาพ ระบบมาตรฐาน และระบบประกันคุณภาพของธุรกิจที่เกี่ยวกับสินค้าหรือ บริการสำหรับนักท่องเที่ยว -ควบคุมดูแลให้สมาชิกผู้ประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวดำเนินการอย่างมีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีจรรยาบรรณ


86 -ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลอง อบรม และเผยแพร่วิชาการและเทคโนโลยี เกี่ยวกับ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้แก่สมาชิก หรือจัดเป็นบริการบุคคลทั่วไป -ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อสมาชิก และบุคคลทั่วไปทั้ง ภายในประเทศและภายนอกประเทศ -เสนอความเห็นหรือให้คำปรึกษาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว -ให้ความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม กิจการด้านการท่องเที่ยวทั้ง ภายในประเทศและภายนอกประเทศ -คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่งเสริมให้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างสมาชิกด้วยกัน -ศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยว -ดำเนินกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว -ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม ประวัติสมาคมโรงแรมไทย สมาคมโรงแรมไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยคณะผู้บริหารโรงแรมและ เจ้าของ โรงแรมได้ร่วมกันขออนุญาตจัดตั้งขึ้นโดยในขณะนั้นเรียกว่า “สมาคมโรงแรมเพื่อนัก ทัศนาจรแห่งประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ส่งเสริมความสามัคคีและอุปการะซึ่งกันและกันในเรื่องที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมโรงแรม และของสมาชิก 2. ส่งเสริมการทัศนาจรในประเทศไทย โดยขอรับความร่วมมือจากองค์การท่องเที่ยวของรัฐบาลและองค์การ ทัศนาจรในประเทศอื่น 3. ส่งเสริมความรู้และการประสานงานระหว่างสมาชิกทั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง มีสำนักงาน ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 ได้ขอเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมโรงแรมไทย” จนกระทั่งทุก วันนี้ ปัจจุบันสมาคมโรงแรมไทย ตั้งอยู่เลขที่ 203-209/3 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 วัตถุประสงค์ 1. ส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจประเภทที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 2. ส่งเสริมและสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างสมาชิกทั้งหลายของสมาคมฯ 3. สนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิก แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ รวมทั้งเจรจาทำความตกลงกับ บุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์ร่วมกันใน การประกอบวิสาหกิจของสมาชิก


87 3. ประสานความสามัคคีและแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกันในทางวิชาการตลอดจน ข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 4. คุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน 5. ร่วมมือและประสานงานกับภาครัฐและเอกชน เช่นองค์การ สมาคม บริษัท คณะบุคคล หรือ บุคคลใด เมื่อสมาคมฯ เห็นว่าการร่วมมือดังกล่าวเพื่อเป็นการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกในการบรรลุซึ่ง วัตถุประสงค์ของสมาคมฯ 6. ผยแพร่และประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสมาคมฯ ตลอดจนข่าวสารอันเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมและ พยายามอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 7. ดำเนินการส่งเสริมการจัดให้มีการอบรมสัมมนาในงานด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 8. ดำเนินการทางธุรกิจเพื่อเสริมสร้าง หรือเพิ่มพูนผลประโยชน์ให้แก่สมาชิก 9. ชี้แจงและเสนอแนะให้รัฐบาลได้เข้าใจ และช่วยแก้ไขปัญหาตลอดจนอุปสรรคต่างๆ อันมีต่อธุรกิจ โรงแรมและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 10. ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมการทำธุรกิจโรงแรมให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีและสอดคล้องกับ นโยบายของทางราชการ 11. ทำความตกลงหรือวางระเบียบให้สมาชิกปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติเพื่อให้การประกอบวิสาหกิจ ของสมาชิก ได้ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย 12. ประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสมาชิกหรือระหว่างสมาชิกกับบุคคลภายนอกใน การประกอบ วิสาหกิจ 13. จัดให้มีการส่งเสริมการขายทั้งในและนอกประเทศ 14. ร่วมกระทำกิจการหรือบริจาคเพื่อการกุศล เพื่อสาธารณะประโยชน์หรือเพื่อความมั่นคงของชาติ วิสัยทัศน์การพัฒนา (VISION) เป็นศูนย์กลางให้การสร้างความร่วมมือและสร้างโอกาสทางการค้า ให้กับสมาชิก เป้าประสงค์การพัฒนา(Goals) (เพื่อใช้ในการวัดผลความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ เราจะใช้ปัจจัยใดวัดผล) 1. เพิ่มจำนวนสมาชิกมากขึ้น 2. สร้างโอกาสทางการตลาดให้สมาชิกให้มากขึ้น 3. การสร้างให้สมาชิกเห็นความสำคัญของการเป็นสมาชิก พันธกิจ(Mission) (เราจะทำอะไรบ้าง เพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์) 1. เป็นศูนย์กลางการรวบรวมปัญหา ข้อเสนอแนะต่างๆ และเป็นตัวแทน เพื่อประสานงาน สร้างความ ร่วมมือกับภาครัฐในการส่งเสริม แก้ปัญหาให้ภาคอุตสาหกรรม 2. ให้บริการข่าวสารในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก 3. เพิ่มศักยภาพ ช่องทางการตลาดทั้งภายใน / ภายนอกประเทศ ประโยชน์ของการเป็นสมาชิกสมาคมโรงแรมไทย ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทางการ :


88 1.ได้รับความช่วยเหลือและการสงเคราะห์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการอันอยู่ในวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ จากสมาคมฯ เท่าที่จะอำนวยได้มีสิทธิเสนอความคิดเห็นหรือให้คำแนะนำต่อสมาคมฯ หรือคณะกรรมการของ สมาคมฯ ในเรื่องใดๆ อันอยู่ในวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ เพื่อนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของสมาคมฯ 2. มีสิทธิเสนอและผลักดันกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวผ่าน สมาคมโรงแรมไทย เพื่อเข้าสู่การ ดำเนินการระดับนโยบายของทางราชการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้แก่สมาชิก สามารถเข้าร่วมโครงการจัดอันดับมาตรฐานโรงแรมในอัตราพิเศษ (Hotel Rating System) หาทางช่วยเหลือและ ให้การสนับสนุนต่อกิจกรรมต่างๆของโรงแรมทั่วประเทศเพื่อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม 3.สมาคมโรงแรมไทยสมัครเป็นสมาชิกของหน่วยงานหรือองค์กรต่างประเทศเพื่อรับทราบข้อมูล ข่าวสาร และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อสมาชิกและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม ดังนี้


89 ใบงำนที่14 (Work Sheet : W14) คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด 1. จงอธิบายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวมาพอเข้าใจ พร้อมทั้งระบุหน้าที่ ของแต่ละหน่วยงาน 2. จงอธิบายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรมมาพอเข้าใจ พร้อมทั้งระบุหน้าที่ ของแต่ละหน่วยงาน


90 หน่วยที่16 โรงแรมแนวใหม่ที่ให้บริการในปัจจุบัน วัตถุประสงค์(Objective) 1. สามารถอธิบายโรงแรมแนวใหม่ที่ให้บริการในปัจจุบันได้ เทรนด์การท่องเที่ยวด้วยตัวเองเป็นไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่ม สาว และคนรุ่นใหม่ Generation Y ที่มักจะวางแผนการเดินทางด้วยตัวเองตลอดทริป ไม่ยึดติดรูปแบบการ ท่องเที่ยวเดิม ๆ ที่ต้องมีไกด์หรือกรุ๊ปทัวร์ เน้นการแสวงหาประสบการณ์และพบปะเพื่อนใหม่ โดยใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือสำคัญทำให้การท่องเที่ยวสะดวกและมีอิสระมากขึ้น ซึ่งธุรกิจโรงแรมที่เน้นตอบโจทย์นักท่องเที่ยว ประเภทนี้เป็นหลักก็คือ Hostel โรงแรมขนาดเล็กราคาสบายกระเป๋า แต่ Hostel กำลังถูก Disrupt ด้วยที่พักแนว ใหม่ที่เรียกว่า Poshtel ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงแต่ก็เข้าถึงบริการชิค ๆ เทียบเท่าโรงแรมได้ Poshtel เป็นการเล่นคำระหว่าง Posh ที่หมายถึงความมีระดับ และ Hostel ซึ่งก็คือโรงแรมราคา ประหยัด คำจำกัดความสั้น ๆ ของ Poshtel ก็คือโรงแรม Hostel ในรูปแบบพรีเมียมนั่นเอง มีการนำสไตล์การ ตกแต่งแบบ Boutique มาผสมผสานให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลบภาพมายาคติที่คนมักจะมองว่าที่พักราคา ประหยัดจะไม่ปลอดภัยหรือไม่ถูกสุขลักษณะ เริ่มแรกเดิมทีนั้น Poshtel มีต้นกำเนิดมาจากยุโรป ต่อมาแพร่หลาย ไปยังอเมริกา รวมไปถึงในเอเชียด้วย และความคาดการณ์ว่าในปี 2020 ธุรกิจ Poshtel จะเติบโตขึ้นไปอีก และจะ ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่สนใจธุรกิจนี้ มาดูกันว่าทำไม Poshtel ถึง ประสบความสำเร็จได้


91 สะดวกสบายเทียบเท่าโรงแรม โดยปกติโฮสเทลธรรมดา ๆ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานให้ แต่ Poshtel ให้มากไปกว่านั้น ด้วยการ จัดสรรพื้นที่ Common Room อย่างเป็นระเบียบ บริเวณล็อบบี้อาจถูกดัดแปลงให้กลายเป็น Co-Working Space มีบริการ Wi-Fi ที่ครอบคลุม การออกแบบพื้นที่ส่วนรวมให้น่าสนใจ ช่วยเปิดโอกาสให้คนมาพบปะพูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ บางแห่งอาจจะมีห้องสมุดให้นักท่องเที่ยวยืมหนังสือ มีโต๊ะพูล มินิบาร์ หรือ คาเฟ่ โดยผู้เข้าพักสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้แบบ Self-service นี่คือสิ่งที่เจ้าของธุรกิจพอชเทลควรให้ความใส่ ใจเพราะสามารถนำมาเป็นจุดแข็งของโรงแรมได้ นอกจากนี้ทำเลก็เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวพิจารณาเป็นลำดับแรก ๆ จะเห็นได้ว่า Poshtel แม้จะมีราคาที่พักไม่สูง มากนัก แต่ตั้งอยู่ในทำเลทอง ตรงใจกลางเมืองที่เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก โดยส่วนมากคนที่มาพักมักจะเป็น นักท่องเที่ยวสไตล์แบ๊คแพ็คเกอร์ที่จะเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ สามารถเปลี่ยนแผนการเดินทางได้ตลอดเวลา มี สัมภาระไม่มาก ซึ่งถ้าทำเลที่ตั้งใกล้กับระบบขนส่งสาธารณะ ก็ทำให้พวกเขาพร้อมเดินทางได้ทันที


92 พื้นที่ส่วนตัวในห้องเล็ก Poshtel มีห้องพักให้เลือกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนใหญ่ที่แชร์หลายเตียง ห้องนอนรวมหญิงล้วน ห้องสำหรับครอบครัว และห้องนอนเดี่ยว มีห้องน้ำรวมและห้องครัวให้ใช้ร่วมกัน บางคนอาจจะรู้สึกกังวลว่าที่พัก ลักษณะนี้จะไม่มีความเป็นส่วนตัวและไม่มีความปลอดภัย แต่ความเป็นจริงแล้วแต่ละคนจะมีพื้นที่ส่วนตัวขนาด ย่อม ๆ แต่ละเตียงถูกแบ่งเป็นสัดส่วน มีม่านกั้น บางแห่งมีตู้ล็อกเกอร์ส่วนตัว บนหัวเตียงมีโคมไฟ ที่เสียบปลั๊ก ผ้า ห่ม ไม้แขวนเสื้อและราวแขวน นอกจากนี้ยังมีแม่บ้านมาทำความสะอาดและจัดเตียงให้ทุกวันเหมือนโรงแรมทั่วไป เรียกว่าเท่านี้ก็ทำให้คุณนอนหลับสบาย คลายความกังวลเรื่องความปลอดภัยไปบ้างแล้ว


93 โดดเด่นด้วยดีไซน์ การตกแต่งที่มีรสนิยมในราคาที่จับต้องได้ถือเป็นจุดขายของ Poshtel การนำสไตล์การตกแต่งแบบโรงแรม Boutique มาปรับใช้เพื่อยกระดับโรงแรมให้ดูทันสมัยและน่าพักมากขึ้น เอาใจคนรุ่นใหม่ที่ชอบถ่ายรูป เช็คอิน สถานที่แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย บางแห่งอาจตกแต่งเป็นสไตล์โบฮีเมียนทั้งตึก หรือเป็นแนวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ มี อย่างเช่น Kex โรมแรมพอชเทลในประเทศไอซ์แลนด์ ที่มาพร้อมกับสไตล์การตกแต่ง Eclectic Style ตกแต่ง ด้วยของสะสมวินเทจหลายชิ้น เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่อยากได้บรรยากาศย้อนยุคแบบคลาสสิก ส่วนในไทยก็ไม่ น้อยหน้า Whereder Poshtel ในจังหวัดอุดรธานีที่นำไม้ไผ่มาตกแต่งบริเวณอาคาร และใช้วัสดุพื้นบ้านอย่าง เครื่องจักรสาน ให้ผู้ที่มาพักได้สัมผัสกลิ่นอายของภาคอีสาน


94 Poshtel ในไทยยังไปได้สวย จากข้อมูลสถิติของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยกว่าสิบล้านคน ในระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม ในปี 2562 ซึ่งก็ทำให้ธุรกิจโรงแรมได้ประโยชน์ไปด้วยจากรายได้ของ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ขยายตัวขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเข้มข้นของโรงแรมระดับสามดาวลงมา เพื่อดึงดูด นักท่องเที่ยวรายได้ปานกลางที่มีอยู่จำนวนมาก สำหรับโรงแรม Poshtel ในไทยนั้น ปัจจุบันมีอยู่หลายแห่งกระจายไปตามตัวเมืองใหญ่ ๆ เช่น The Posh ที่มา พร้อมกับคอนเซปต์ Luxury Hostel ซึ่งก็คือการอัพเกรดเป็น Poshtel อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสถานีพญาไท ที่ เป็นจุดเชื่อมการเดินทางด้วยแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ นอกจากจะมีห้องหลายแบบให้เลือกพัก ไฮไลท์เด่นอยู่ที่อ่างจากุซ ซี่ให้บริการอยู่ที่ระเบียงชั้นดาดฟ้าอีกด้วย


95 (รูปจาก facebook.com/theposhphayathai) ทั้งนี้ Poshtel ไม่ได้มีเฉพาะแค่ในกรุงเทพฯ ในจังหวัดกระบี่ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะเวียนมาตลอดปี ก็มี Poshtel ที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง เช่น Wakeup Aonang Hotel ที่ตั้งอยู่ใกล้หาดอ่าวนาง มีห้องให้เลือกหลาย สไตล์ เห็นวิวทะเล มาตรฐานการบริการเทียบเท่าโรงแรม อีกทั้งยังเป็น Postel แห่งแรกในไทยที่ก่อตั้งเมื่อปี 2559 หรืออย่างโรงแรม Box Poshtel ที่จังหวัดภูเก็ต ที่นอกจากจะโดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์ Modern Loft ที่ให้ ความรู้สึกเท่ ทันสมัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ยังมีเช่าจักรยานให้นักท่องเที่ยวปั่นชมความสวยงาม รอบเมืองภูเก็ต ก้าวต่อไปของธุรกิจพอชเทลมีความเป็นไปได้ว่าจะขยายตัวไปตามจังหวัดอื่น ๆ เพราะนักท่องเที่ยวเริ่มเที่ยว เมืองรองกันมากขึ้น ผู้ประกอบการก็ต้องปรับกลยุทธ์ของตัวเองให้เข้ากับเทรนด์อยู่เสมอ ส่วนนักลงทุนหน้าใหม่ก็ ต้องกล้าที่จะแตกต่าง มองให้ขาดถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย สร้างจุดเด่นของโรงแรมให้มีเอกลักษณ์ ใน ด้านของผู้บริโภคก็เป็นเรื่องน่ายินดีเพราะจะได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ


96 ห้องพักรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น เรียวกัง (Ryokan) เรียวกังเป็นโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese-style Hotels) ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติควรหาโอกาสมาพักเพื่อ สัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมค่ะ ภายในห้องพักมีการปูด้วยเสื่อที่เรียกว่า ทาทามิ(Tatami) ส่วนที่นอกเป็น ฟูกซึ่งเรียกว่า ฟุตง (Futon) เครื่องใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นก็เหมือนกับโรงแรมในสมัยใหม่ นอกจากนี้ ภายในโรงแรมยังมีบ่อแช่น้ำแร่หรือที่เรียกว่า ออนเซ็น (Onsen) ซึ่งช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีค่ะ จุดเด่นของเรียวกัง ▪ ได้บรรยากาศห้องพักแบบญี่ปุ่น และบางแห่งก็ยังเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมอีกด้วย ▪ บางห้องพักในเรียวกังหรูมีบ่อแช่ออนเซ็นให้ในห้องพัก แต่บางแห่งอาจเป็นบ่อสาธารณะที่ต้องแช่รวมกับ ผู้อื่น หรือบ่อแบบส่วนตัวที่ต้องจองเวลาก่อนซึ่งเหมาะสำหรับคนขี้อาย ▪ ราคาห้องพักมีความหลากหลาย สามารถเลือกได้ตามงบประมาณ จุดด้อยของเรียวกัง ▪ เรียวกังที่มีความเก่าแก่บางแห่งอาจไม่มีห้องน้ำหรือห้องอาบน้ำให้ในห้องพัก แต่อาจจะมีการติดตั้งไว้ใน ทุก ๆ ชั้น จึงควรตรวจสอบให้ดีก่อนจอง โรงแรมแคปซูล (Capsule Hotel) โรงแรมแคปซูลมีลักษณะของห้องพักเป็นช่องติด ๆ กัน ขนาดพอดีกับการนอนเพียง 1 คนต่อ 1 ห้องเท่านั้น ส่วน สัมภาระอื่น ๆ สามารถนำไปเก็บไว้ได้ในล็อคเกอร์ที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ รวมถึงการใช้ห้องน้ำและห้องอาบน้ำที่เป็น แบบรวม หากต้องการของใช้ส่วนตัว เช่น แปรงสีฟัน อาจจมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติม จุดเด่นของโรงแรมแคปซูล ▪ ราคาถูก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก ▪ ทำเลอยู่ใกล้สถานีรถไฟหลัก และสามารถเข้าพักได้โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า จึงเป็นที่พักในกรณีฉุกเฉินได้ เช่น ตกรถไฟเที่ยวสุดท้ายของวัน จุดด้อยของโรงแรมแคปซูล ▪ ห้องพักแคบและมีความเป็นส่วนตัวน้อย เหมาะสำหรับการค้างคืนในระยะสั้น ๆ ▪ บางแห่งให้พักเฉพาะผู้ชายหรือผู้หญิงเท่านั้น จึงควรตัวสอบประเภทของโรงแรมก่อนจอง


97 โฮสเทล (Hostel) โฮสเทลเป็นที่พักราคาประหยัดที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าโรงแรมแคปซูล บางแห่งมีห้องพักเป็นส่วนตัว แต่ก็ยัง ไม่สะดวกสบายเท่ากับการพักในโรงแรมมาตรฐานทั่วไป เพราะยังต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ร่วมกับผู้อื่น บางแห่งก็มีห้องพักขนาดใหญ่ที่มีหลายเตียงนอนในห้องเดียวซึ่งสามารถพักได้เป็นกลุ่มหรือต้องแชร์กับผู้เข้าพักคน อื่น ๆ จุดเด่นของโฮสเทล ▪ ราคาที่พักไม่แพง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวหนุ่มสาว หรือแบ็คแพ็คเกอร์ ▪ บรรยากาศเป็นกันเอง มีห้องครัวและพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้พักผ่อน รวมถึงมีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักกับ ผู้เข้าพักคนอื่น ๆ ▪ มักมีทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านท่องเที่ยวของเมือง ทำให้เดินทางสะดวก จุดด้อยของโฮสเทล ▪ ห้องน้ำหรือที่อาบน้ำเป็นแบบรวม รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่ต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น ▪ ห้องพักแบบรวมอาจมีการแยกผู้ชายหรือผู้หญิง จึงควรตัวสอบประเภทของห้องพักก่อนจอง


98 ใบงำนที่15 (Work Sheet : W15) จงตอบค ำถำมต่อไปนี้ 1. จงอธิบายโรงแรมแนวใหม่ที่ให้บริการในปัจจุบันมาอย่างละเอียด 2. จงอธิบายประเภทห้องพักต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น


99


Click to View FlipBook Version