1 นางสมฤทัย บริบูรณ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนนาถ่อนพัฒนา ข้อมูลผู้รับการประเมิน ชื่อ – สกุล นางสมฤทัย บริบูรณ์ อายุ 54 ปี วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี สาขาวิชาเอก สังคมศึกษา ปริญญาโท สาขาวิชา บริหารการศึกษา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนนาถ่อนพัฒนา E-mail: somruethai 25131970 @gmail.com Tel:093-3207175 สอนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3--5-6 วิชา สังคมศึกษาฯ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
2 ข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ 1. ด้านการจัดการเรียนรู้ ข้อมูลการสอน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา ชั้น จำนวน ห้อง จำนวน ชั่วโมง / สัปดาห์ 1 ส 23102 สังคมศึกษาฯ ม.3 3 9 2 ส 23162 ประวัติศาสตร์ไทย 6 ม.3 3 3 3 ส32162 ประวัติศาสตร์สากล ม..5 2 2 4 ส32102 สังคมศึกษาฯ ม.5 2 4 5 ส33102 สังคมศึกษาฯ ม.6 3 6 6 ส33236 หน้าที่พลเมือง 6 ม.6 1 1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และชุมนุม 7 ก22904 ลูกเสือ-เนตรนารี ม.2 1 1 8 ก31904 แนะแนว ม.6 1 1 9 - ชุมนุมเพื่อนเตือนเพื่อน ทุกระดับชั้น 1 รวม 28
3 แบบรายงานครูต้นแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และศีลธรรม โรงเรียนนาถ่อนพัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษานครพนม ด้านที่ 1 ด้านความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ 1.1 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ ได้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระ และเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การบรรลุ ตัวชี้วัดหรือเป้าหมายการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้กาหนดให้มีการสอดแทรกสาระการ เรียนรู้ท้องถิ่นในหน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง เกื้อหนุนภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน ดังนี้ 1. โครงสร้างรายวิชา หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ก าหนดให้แยกรายวิชา ประวัติศาสตร์ออกจากรายวิชาสังคมศึกษา โดยก าหนดเวลาเรียนในระดับมัธยมศึกษา 20 ชั่วโมงต่อภาค เรียน จานวน 0.5 หน่วยกิต สาหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ได้กาหนดให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จ านวน 3ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 2 ตารางแสดงโครงสร้างรายวิชาต่อไปนี้คำอธิบายรายวิชา คำอธิบายรายวิชา รายวิชา ประวัติศาสตร์ไทย5 -6 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที 3 ภาคเรียนที่ 1-2 รหัสวิชา ส 23161-ส 23162 เวลา 40 ชั่วโมง/ปี ศึกษา วิเคราะห์ เรื่องราวเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้อย่างมีเหตุผลตามวิธีการทาง ประวัติศาสตร์ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาเรื่องราวต่างๆ ที่ตนสนใจ พัฒนาการของไทยสมัย รัตนโกสินทร์ในด้านต่างๆ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ บทบาทของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีในการสร้างสรรค์ความเจริญและความมั่นคงของชาติ พัฒนาการ ของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ทางด้านการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศตามช่วงสมัยต่างๆ เหตุการณ์สำคัญสมัยรัตนโกสินทร์ที่มีผลต่อการพัฒนาชาติไทย โดยวิเคราะห์ สาเหตุ ปัจจัย และผลของเหตุการณ์ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ และอิทธิพลต่อการพัฒนา ชาติไทย และบทบาทของไทยในสมัยประชาธิปไตย พัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของภูมิภาค ต่างๆ ในโลกโดยสังเขป ผลของการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความร่วมมือ และความขัดแย้ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตลอดจนความพยายามในการขจัดปัญหาความขัดแย้ง
4 หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัด การเรียนรู้ วิธีสอน / กระบวนการจัด การเรียนรู้ ทักษะการคิด เวลา (ชั่วโมง) 4. ไทยกับการเข้า ร่วมสงครามโลก ครั้งที่ 2 - วิธีสอนด้วยบทเรียน สำเร็จรูป 1. ทักษะการรวบรวมข้อมูล 2. ทักษะการวิเคราะห์ 3. ทักษะการสรุปลง ความเห็น 4. ทักษะการสร้างความรู้ 1 5. บทบาทของ พระมหากษัตริย์ ไทยสมัย ประชาธิปไตย - วิธีสอนแบบกระบวนการ กลุ่มสัมพันธ์ 1. ทักษะการรวบรวมข้อมูล 2. ทักษะการวิเคราะห์ 3. ทักษะการสรุปลง ความเห็น 4. ทักษะการสร้างความรู้ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 การสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาและ วัฒนธรรมไทย สมัยรัตนโกสินทร์ 1. การสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาและ วัฒนธรรมไทยสมัย รัตนโกสินทร์ (เกื้อหนุนภูมิปัญญา บ้านนาถ่อน) - วิธีสอนแบบใช้แหล่งเรียนรู้ ชุมชนเป็นฐาน (บูรณาการประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่น) 1. ทักษะการรวบรวม ข้อมูล 2. ทักษะการวิเคราะห์ 3. ทักษะการสรุปลง ความเห็น 4. ทักษะการสร้างความรู้ 1-3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ภูมิภาคของโลกกับ พัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ 1. พัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ ของทวีปยุโรป - วิธีสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) 1. ทักษะการสำรวจค้นหา 2. ทักษะการรวบรวมข้อมูล 3. ทักษะการวิเคราะห์ 1-2 2. อิทธิพลของทวีป ยุโรปที่มีต่อ สังคมโลก - วิธีสอนแบบกระบวนการ กลุ่มสัมพันธ์ 1. ทักษะการวิเคราะห์ 2. ทักษะการสร้างความรู้ 1 3. พัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ของ ทวีปอเมริกาเหนือ - วิธีสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ (Inquiry Method : 5E) 1. ทักษะการวิเคราะห์ 2. ทักษะการสรุปลงวามเห็น 3. ทักษะการสร้างความรู้ 1 4. พัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ของ ทวีปอเมริกาใต้ - วิธีสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ (Inquiry Method : 5E) 1. ทักษะการรวบรวมข้อมูล 2. ทักษะการวิเคราะห์ 3. ทักษะการสร้างความรู้ 1 5. พัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ของ ทวีปแอฟริกา - วิธีสอนแบบกระบวนการ กลุ่มสัมพันธ์ 1. ทักษะการวิเคราะห์ 2. ทักษะการสรุปลง ความเห็น 3. ทักษะการสร้างความรู้ 1
5 โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ กระบวนการคิด กระบวนการสืบค้นข้อมูล กระบวนการทางสังคม กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม เพื่อให้เกิดความรู้ความ เข้าใจในการนำวิธีการทางประวัติศาสตร์มาใช้ศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ครอบครัว ท้องถิ่นของ ตนเอง และประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ ตลอดจนพัฒนาการในภูมิภาคต่างๆ ของโลก เกิดความรักความ ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคต่างๆ ของโลกและ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ สามารถ ดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ตัวชี้วัด ส 4.1 ม.3/1 ม.3/2 ส 4.2 ม.3/1 ม.3/2 ส 4.3 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 รวม 8 ตัวชี้วัด จากการจัดโครงสร้างรายวิชาประวัติศาสตร์ ส23161-ส 23162 ข้างต้น จะเห็นได้ว่าหลังจากผู้เรียนได้เรียนรู้ การแยกแยะประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และ กระบวนการขั้นตอนทางประวัติศาสตร์แล้ว ได้กาหนดให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชื่อมโยงสู่การเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการ Active Learning ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ สร้างองค์ความรู้ได้ ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางประวัติศาสตร์ และทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ซึ่งจะนาไปสู่การ ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ต่อไป 2. แผนการจัดการเรียนรู้ จากหลักสูตรสถานศึกษาสู่ห้องเรียน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้ มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการ Active Learning ส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนการลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลจาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ผู้รู้ และสืบค้นข้อมูลจากห้องสมุด สื่ออินเตอร์เน็ต โดยใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ นครูผู้สอนได้วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ( บูรณาการประวัติสาสตร์ท้องถิ่น/ภูมิปัญญาท้องถิ่น) จำนวน 3 ชั่วโมง โดยครูผู้สอนได้น าเทคนิคการ สอนแบบ Active Learning มาใช้ในหน่วยที่ 5 ผ่านการท ากิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น/ภูมิปัญญาทัองถิ่นตามประเด็นที่นักเรียนสนใจศึกษาผ่านวิธีการทางประวัติศาสตร์ โดยใช้ทักษะ การคิดวิเคราะห์
6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่10 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชา ประวัติศาสตร์ไทย รหัส ส23162 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 0.5 หน่วยกิต เวลา 1 คาบ ต่อสัปดาห์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ จำนวน 3 คาบ /ชั่วโมง เรื่อง เกื้อหนุนภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง จำนวน 3 คาบ /ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสมฤทัย บริบูรณ์ โรงเรียนนาถ่อนพัฒนา สอน วันที่...............เดือน...................................พ.ศ. ............. เวลา...............................น. ชั้น…………….. สอน วันที่...............เดือน...................................พ.ศ. ............. เวลา...............................น. ชั้น…………….. สอน วันที่...............เดือน...................................พ.ศ. ............. เวลา...............................น. ชั้น…………….. 1. สาระสำคัญ นครพนมเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีอาณาเขตติดชายแดนประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นพรมแดน คนในท้องถิ่นส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และ ยึดมั่นในคำสอนของพระพุธศาสนาอย่างเคร่งครัด ชาวนครพนมมี 8 ชนเผ่า 2 เชื้อชาติ ซึ่งชุมชนนาถ่อนเป็น ชุมชนหนึ่งในแปดชนเผ่า คือ เผ่าไทกวน มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน และมีการดำเนินชีวิต โดยยึด หลักภูมิปัญญาชาวบ้าน ตามคำกล่าวที่ว่า “เสร็จจากหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก” และมีภูมิปัญญา ชาวบ้านที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เช่น การตีเหล็ก พิธีบรวงสรวงปู่ตาแสง การนวดแผนไทยและการ ทำลูกประคบสมุนไพร การทำสปาเกลือ กาทำขันหมากเบ็ง-กุหลาบจากใบเตย การทำพัดจากไม้ไผ่ โดยเฉพาะอาชีพการตีเหล็ก ซึ่งเป็นภูมิปัญญามาตั้งแต่บรรพชน บ่งบอกถึงร่องรอยความเป็นมาของท้องถิ่นที่ สามารถเห็นและจับต้องได้ทั้งรูปแบบแนวคิดซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นมาพัฒนาต่อยอดทั้งเทคนิควิธีการที่ ทันสมัยและรวดเร็ว โดยเห็นคุณค่าของความงามและความคิดที่ส่งผลต่อการรับรู้ของสังคมท้องถิ่น หนวยการเรียนรู้ที5การสร้างสรรคภมิปัญญาไทยสมยรัตนโกสินทร(
7 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความ ภูมิใจและธำรงความเป็นไทย 3. ตัวชี้วัดชั้นปี วิเคราะห์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ และอิทธิพลต่อการพัฒนาชาติไทย (ส 4.3 ม. 3/3) 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ /เกื้อหนุนภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง 1. เพื่อให้นักเรียนศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามลำดับขั้นตอนของวิธีการทาง ประวัติศาสตร์ได้ ( K ) 2. เพื่อให้นักเรียนรวบรวมข้อมูลในประเด็นที่นักเรียนสนใจศึกษาในท้องถิ่นและนำเสนอข้อมูลได้ อย่างเหมาะสม โดยใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ ( A) 3. อธิบายประวัติและขั้นตอนกรรมวิธีของการตีเหล็กได้( P ) 4. เห็นคุณค่าและประโยชน์ของอาชีพการตีเหล็กของบรรพชนได้ (K ) 5. อธิบายขั้นตอนพิธีกรรมบวงสรวงผีปู่ตาแสง ( ผีบรรพบุรุษ ) ได้ ( K) 6. อธิบายขั้นตอนวิธีลูกประคบสมุนไพรและนวดแผนไทยได้( P ) 7.อธิบายขั้นตอนวิธีทำในการทำพัดจากไม้ไผ่ได้ได้( P ) 8. อธิบายขั้นตอนวิธีทำขันหมากเบ็ง-ดอกกุหลาบจากใบเตยได้( P ) 5.สาระการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ /ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง 1. ภูมิปัญญาเหล็กกล้านาถ่อนทุ่ง ( อดีต และปัจจุบัน ) 2. ประวัติศาสตร์ความเป็นมาบ้านนาถ่อนทุ่ง 3. กรรมวิธีในการตีเหล็ก 4. พิธีบวงสรวงผีปู่ตาแสงนาถ่อนทุ่ง ( ผีบรรพบุรุษ ) 5. การทำลูกประคบสมุนไพรและการนวดแผนไทย 6. การทำสปาเกลือ 7. การทำพัดจากไม้ไผ่ 8. การทำขันหมากเบ็ง-กุหลาบจากใบเตย
8 6.ภาระงาน 1. ภาระงานที่นักเรียนต้องปฏิบัติ 1.1 ทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ชุมชนเผ่าไทกวน ตำบลนาถ่อน อำเภอาตุพนม จังหวัดนครพนม 1.2 ฝึกปฏิบัติ การตีเหล็กสมัยโบราณ พิธีบวงสรวงปู่ตาแสง การทำลูกประคบสมุนไพร และนวดแผน ไทย การทำสปาเกลือ การทำขันหมากเบ็ง การทำดอกกุหลาบจากใบเตย การทำพัดจากไม้ไผ่ 1.3 การนำเสนอผลงาน - การสาธิต และการอภิปรายสรุปองค์ความรู้ - การทำกิจกรรม ผลงาน รายบุคคล/กลุ่ม 7.คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ อื่นๆ (ระบุ) …. 8. สมรรถนะสำคัญ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 9. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1. วิธีวัดผล 1) การทดสอบ 2) การตอบคำถาม 3) การประเมินผลงาน/กิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม 4) การประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 5) การประเมินด้านทักษะ/กระบวนการตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ ขั้นที่ 1 การกาหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา ขั้นที่ 2 การรวบรวมหลักฐาน ขั้นที่ 3 การประเมินคุณค่าของหลักฐาน ขั้นที่ 4 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการจัดหมวดหมู่ข้อมูล ขั้นที่ 5 การเรียบเรียงหรือการนาเสนอ
9 6) ทักษะการคิดวิเคราะห์ 2. เครื่องมือวัด 1) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2) แบบบันทึกคำถาม–คำตอบ 3) แบบประเมินผลงาน/กิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม 4) แบบประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 5) แบบประเมินด้านทักษะ/กระบวนการ 10. การประเมินผล ด้านความรู้ (K) ด้านทักษะและกระบวนการ (P) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมฯ (A) 1. ทดสอบหลังเรียน 2. ซักถามความรู้เรื่อง การตี เหล็ก พิธีบวงสรวงผีปู่ตาแสง ( ผีบรรพบุรุษ ) การทำลูก ประคบสมุนไพรและการนวด แผนไทย การทำสปาเกลือ 3. ตรวจผลงาน/กิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลในด้าน ความมีวินัย ความใฝ่เรียน รู้ ฯลฯ 1. การสื่อสาร 2. การคิด 3. การแก้ปัญหา 4. การใช้เทคโนโลยี 5. กระบวนการกลุ่ม ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลและ เป็นกลุ่มในด้านการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา ฯลฯ 11. แนวทางบูรณาการ (เลือก และเขียนที่สามารถบูรณาการได้) บูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยจัดกิจกรรม • ฟัง พูด อ่าน และเขียนเกี่ยว กับศิลปวัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง บูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพฯ โดยจัดกิจกรรม • ศึกษาค้นคว้าความรู้ เรื่องการตีเหล็ก การทำลูกประคบและนวดแผนไทย การทำสปาเกลือ บูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้สิลปะ-นาฏศิลป์ โดยการ ประดิษฐ์ท่ารำจากท่าทางการตีเหล็ก 12. กระบวนการจัดการเรียนรู้
10 ชั่วโมงที่ / คาบที่ 1 ขั้นที่ 1 นำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูแจ้งตัวชี้วัดชั้นปีและจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 2. ครูและนักเรียนสนทนา เรียนรู้เรื่องประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านนาถ่อนทุ่ง(เผ่าไทกวน) ตำบลนาถ่อน อำเภอพนม จังหวัดนครพนม -ชุมชนนาถ่อนก่อตั้งในยุคสมัยใด -ชุมชนนาถ่อนสันนิษฐานว่าแยกมาจากชุมชนใดเมืองใด -ครูอธิบายเพิ่มเติมประวัติความเป็นมาของชุมชนนาถ่อน ( เผ่าไทยกวน )จากอดีตถึงปัจจุ บัน จากนั้นให้นักเรียนช่วยกันสรุป 3. แบ่งนักเรียนออกเป็น 6 กลุ่ม แล้วส่งตัวแทนออกมาจับสลาก เรื่องประวัติศาสตร์/ ปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง ตามหมายเลขดังนี้ 1. ภูมิปัญญาเหล็กกล้านาถ่อนทุ่ง ( อดีต และปัจจุบัน ) 2. การทำขันหมากเบ็งและดอกกุหลาบจากใบเตย 3. พิธีบวงสรวงผีปู่ตาแสงนาถ่อนทุ่ง ( ผีบรรพบุรุษ )ประวัติศาสตร์ความเป็นมาบ้านนาถ่อนทุ่ง 4. การทำลูกประคบและการนวดแผนไทย 5. การทำสปาเกลือ 6. การจักสาน 4.ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอหัวเรื่องที่จะศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์/ภูมิปัญญาบ้านนา ถ่อนทุ่ง และร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่อไปนี้ - ความน่าสนใจ ความเหมาะสมของหัวเรื่องที่กาหนด -ความยากง่ายในการเก็บข้อมูล ชั่วโมง / คาบที่ 2 ขั้นที่ 2 ขั้นสอน/กิจกรรมการเรียนรู้ 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยอาจแบ่งหน้าที่ในการไปเก็บรวบรวมข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น -ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน ประเภทกลุ่มหลักฐานชั้นรอง เช่น ห้องสมุดโรงเรียน ห้อง คอมพิวเตอร์ -ศึกษาข้อมูลจากผู้รู้ เช่น การสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน พระสงฆ์ ผู้นาหมู่บ้าน หรือศูนย์ สภาวัฒนธรรมตำบลนาถ่อน -ศึกษาข้อมูลจากสถานที่จริง เช่น การไปถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ เก็บภาพโบราณสถาน โบราณวัตถุ 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอแนวทางการเก็บรวบรวมของมูลของกลุ่ม โดยมีครูและเพื่อนร่วม ชั้นเรียน ช่วยแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
11 7. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ตามที่ได้วางแผนไว้ ในช่วงวันหยุด แล้วน าข้อมูลทั้งหมดมาน าเสนอในชั่วโมงถัดไป 8. ครูและนักเรียนทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ชุมชนเผ่าไทกวน บ้านนาถ่อนทุ่ง ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุ พนม จังหวัดนครพนม โดยแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้เป็น 6 ฐาน โดยมีปราชญ์ชาวบ้าน-ครูภูมิปัญญาชาวบ้าน ประจำแต่ละฐาน ให้ความรู้-สาธิตและการลงมือปฎิบัติ การสัมภาษณ์ และเก็บข้อมูล ดังนี้ 8.1 ประวัติความเป็นมาของการตีเหล็กโบราณ และอุตสาหกรรมการตีเหล็กบ้านนาถ่อนทุ่ง 8.2 อุปกรณ์ - เครื่องมือที่ใช้ในการตีเหล็ก 8.3 กรรมวิธีการตีเหล็กสมัยโบราณ และปัจจุบัน 8.4 ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนบ้านนาถ่อน ( เผ่าไทกวน ) ปู่ตาแสง (ผีบรรพบุรุษ)และ ขั้นตอนการทำพิธีกรรมบวงสรวงผีปู่ตาแสง 8.5 ขั้นตอนการทำลูกประคบและนวดแผนไทย 8.6 ขั้นตอนการทำสปาเกลือ 8.7 ขั้นตอนการทำขันหมากเบ็งและดอกกุหลาบจากใบเตย 8.8 ขั้นตอนการทำการจักสาน 9. ครูแจกสมุดบันทึกกิจกรรม( สมุดเล่มเล็ก) ให้นักเรียนบันทึกกิจกรรมข้อมูลแหล่งเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น/และภูมิปัญญาชาวบ้าน ตามลำดับขั้นตอนวิธีการทางประวัติศาสตร์ โดยครูทำหน้าที่ คอยให้คำปรึกษา แนะนำนักเรียน ขั้นสรุป ชั่วโมง/ คาบที่ 3 10. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายประวัติศาสตร์บ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง ตามที่ ได้รับมอบหมายและสรุปองค์ความรู้ที่ได้รับ แล้วส่งตัวแทนนำเนอผลงานหน้าชั้นเรียน ( งานให้จัดทำเป็นคลิป วีดีโอตามกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย ) 11. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในกลุ่ม นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการศึกษาตามที่ได้รับ มอบหมายให้เพื่อนๆ ในกลุ่มทราบ 12. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแบ่งสมาชิกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ทำหน้าที่ตัดต่อวีดีโอแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนที่ได้ ถ่ายทำมา
12 กลุ่มที่ 2 ทำหน้าที่เขียนรายงานผลการศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อนภูมิปัญญา บ้านนาถ่อน จากนั้นครูให้นักเรียนทั้งสองกลุ่มแยกย้ายกันไปทำงาน โดยกลุ่มที่ 1 ไปตัดต่อวีดีโอที่ห้อง คอมพิวเตอร์ และกลุ่มที่ 2 เขียนรายงานผลการศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ห้องเรียน 13. ครูกำหนดให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน ตามหัวเรื่องที่กาหนดในชั่วโมงถัดไป 14. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มผลัดเปลี่ยนกันออกมานำเสนอหนังสือเล่มเล็ก 15. ครูกล่าวชื่นชมนักเรียน และตั้งคำถาม ถามนักเรียน “สิ่งที่นักเรียนได้รับจากการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน ” โดยให้นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 16. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความสำคัญของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญา บ้านนาถ่อน 17. ครูแจกแบบประเมินการนำเสนอผลงาน ให้ทุกกลุ่ม โดยกำหนดให้ทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการ ประเมินผลการออกมานำเสนอผลการศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ของสมาชิกกลุ่มอื่น 18. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้าน นาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน 19. ครูสนทนากับนักเรียนถึงประเด็นปัญหาการดำเนินงาน และความภาคภูมิใจในความสำเร็จจาก การดำเนินกิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน ในประเด็นต่อไปนี้ -นักเรียนแต่ละกลุ่มเจอปัญหาใดบ้างในการดำเนินงาน -เมื่อนักเรียนทางานเสร็จสมบูรณ์นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเองหรือไม่ -นักเรียนอยากนำเสนอ เผยแผ่ผลงานของตนเองให้เพื่อนนักเรียนในโรงเรียนทราบเพื่อให้เพื่อน นักเรียนในโรงเรียนเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเองหรือไม่ -ครูอธิบายเชื่อมโยงการเผยแพร่ผลงานของนักเรียนโดยการนาความรู้ที่ได้รับจากทุกคนไปจัดทำ หนังสือเล่มเล็ก 20. ครูกล่าวชื่นชมนักเรียน และตั้งคำถาม ถามนักเรียน “สิ่งที่นักเรียนได้รับจากการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง” โดยให้นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 21. ครูกล่าวชมเชยนักเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้รับ 22. ในขณะปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ให้ครูสังเกตพฤติกรรมในการทำงานและการนำเสนอผลงานของ นักเรียนตามแบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม 23. ให้นักเรียนนำประโยชน์จากการเรียนรู้เรื่อง ประวัติศาสตร์/เกื้อหนุนภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง ไป เผยแพร่ผู้อื่น 24 .ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน พร้อมเฉลยคำตอบของแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน
13 13. กิจกรรมเสนอแนะ ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง ศิลปวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กันในชั้นเรียน 14. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. แหล่งเรียนรู้ชุมชนเผ่าไทกวน บ้านนาถ่อนทุ่ง ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม 2. ใบความรู้ 3. ปราชญ์ชาวบ้าน 4. หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ประวัติศาสตร์ ม. 3 บริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด 5. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ประวัติศาสตร์ ม. 3 บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จำกัด ลงชื่อ....................................ลงชื่อครูผู้สอน ( นางสมฤทัย บริบูรณ์ ) ตำแหน่งครู …………/……………./……….….
14
15
16
17
18 5.ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ทราบรายงานผลหลังสอน/หลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ อื่นๆ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... .................... ลงชื่อ...........................................หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้….. ( นางดวงสมร ดวนขันธ์ ) …………/……………./……….…. 6. ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ ทราบรายงานผลหลังสอน/หลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ อื่นๆ ................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ..................... ลงชื่อ..........................................หัวหน้ากลุ่มงานบริหารวิชาการ ( นายภูษณะ กึกกัน) …………/……………./……….….
19
20 แบบทดสอบ ก่อนเรียน – หลังเรียน เรื่องเกื้อหนุนภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง คำชี้แจง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย X ทับข้อ ก ข ค และ ง ที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ข้อสอบมีทั้งหมด 30 ข้อ 30 คะแนน 1. ภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวบ้าน หมายถึง สิ่งใด ก. ความรู้ของชาวบ้านที่เรียนรู้มาจาก พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้องหรือ ผู้มีความรู้ในหมู่บ้านในท้องถิ่นต่างๆ ข. การประยุกต์หรือปรับใช้ ความรู้ที่มีมาแต่ก่อน ค. การผสมผสานความรู้เก่ากับความรู้ใหม่ที่ได้รับมาใช้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ง. ถูกทุกข้อ 2. ชาวนาถ่อนสืบทอดอาชีพการตีเหล็กมาประมาณกี่ปี ก. 75 ข. 80 ค. 85 ง. 90 3. ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีท้องถิ่นที่ปรากฏในวิถีชีวิตของชาวบ้านนี้ มีอะไรบ้าง ก. อาหารการกิน ข. การรักษาโรคภัยไข้เจ็บจากยาสมุนไพร ค. ความเชื่อทางศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปกรรม ง. ถูกทุกข้อ 4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวนาถ่อนคือ อาชีพใด ก. อาชีพช่างไม้ ข. อาชีพช่างตีเหล็ก ค. อาชีพชาวประมง ง. อาชีพเกษตรกร 5. นักเรียนได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องใดมากที่สุด ก. การรู้จักผู้เฒ่า ผู้แก่ ข. การรู้จักอาชีพของบรรพบุรุษในชุมชน
21 ค. การสืบทอดอาชีพไปยังคนรุ่นใหม่ ให้รู้สึกภาคภูมิใจในอาชีพคนรุ่นก่อน ง. ทุกข้อที่กล่าวมา 6. ผู้ริเริ่มอาชีพตีเหล็กในตำบลนาถ่อน คือท่านผู้ใด ก. ขุนพินิจ แสนเสร็จ ข. กำนันกอ ไชยคราม ค. นายอุทัย ไชยคราม ง. กำนันประเสริฐ วีระวงศ์ 7. ข้อใดคือคติของชาวนาถ่อน ก. เรือไฟโสภางามตาฝั่งโขง ข. พระธาตุพนมค่าล้ำวัฒนธรรมหลากหลาย ค. เสร็จหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก ง. ใบเสมาค่าล้ำ วัฒนธรรมคือเผ่ากะเลิง 8. เซบั้งไฟ เป็นชื่อของอะไร ก. ลำน้ำ ข. วัด ค. เมือง ง. เจ้าเมือง 9. สีใดแสดงถึงสัญลักษณ์ของความอดทน ของชาวนาถ่อนทุ่ง ก. สีเหลือง ข. สีดำ ค. สีเขียว ง. สีแดง 10. เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการตีเหล็ก ก. ถ่าน ข. ดิน ค. ฟืน ง. น้ำมัน
22 11.บุคคลใดต่อไปนี้เป็นเจ้าของโรงงานตีเหล็กเครื่องหมายการค้า Otop ก. นายสมควร สุทันต์ ข. นายไพจิตร ไชยคราม ค. นายปรีชา ปราณีนิตย์ ง. นายเรือน นันชนะ 12. ข้อใดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการตีเหล็ก ก. ตะไบเหล็ก ข. การเจียเหล็ก ค. การชุบ ง. การชโลมน้ำมัน 13. ข้อต่อไปนี้เป็นอุปกรณ์ในการตีเหล็ก ยกเว้น ข้อใด ก. เหล็กแหนบ ข. เครื่องตีเหล็ก ค. เตาเผาเหล็ก ง. เครื่องตัดแก๊ส 14.นักเรียนต้องการทำมีดพร้า ดวงใหญ่ จะใช้เหล็กแหนบหนักประมาณเท่าไร ก. 300-400 กรัม ข. 500-600 กรัม ค. 700-800 กรัม ง. 900-1000 กรัม 15. กรรมวิธีในการตีเหล็ก ขั้นตอนแรก ต้องทำอย่างไร ก. ขั้นตอนการหลาบ ข. ตียืดออก(การตีดวง) ค. ขั้นตอนการตีบ้อง ง. การตะไบ 16 .การชุบแข็งและการเจียระไน เพื่อประโยชน์ในข้อใด ก. เหล็กจะแข็งและเหนียว ข. เหล็กจะแข็งและเหนียวสวยงาม
23 ค. เหล็กจะแข็งและเหนียวสวยงามทนทาน ง. เพื่อคงทน และทำให้ครบขั้นตอน 17. การแต่งกายแบบพื้นเมืองอีสาน เหตุใดผู้ชายจึงถอดเสื้อ ผู้หญิงใช้ผ้าพันรอบอกแทนการสวมเสื้อ ก. เพราะคนอีสานส่วนมากฐานะยากจน ข. เพราะสภาพอากาศร้อน ค. เพราะสมัยโบราณคนอีสานยังไม่มีเสื้อ ง. เพราะเสื้อเป็นเครื่องแต่งกายของคนฐานะดีเท่านั้น 18. ผ้าไหมจะใช้ในโอกาสใด ก. ใช้ได้ทุกโอกาส ข. ใช้เฉพาะงานศาสนพิธีเท่านั้น ค. ใช้เฉพาะงานเทศกาลของชุมชนเท่านั้น ง. ใช้ในงานที่มีความสำคัญทั้งศาสนพิธีและเทศกาลของชุมชน 19. คำว่า แสง หรือ ตาแสง หมายถึงบุคคลใด ก. ผู้ใหญ่บ้าน หรือ กำนัน ข. นายอำเภอ ค. ส.อบต. ง. ปราชญ์ชาวบ้าน 20. ปากน้ำบังฮวก เป็นที่ตั้งเมืองเก่า คือเมืองใด ก. ศรีโคตรบูรณ์ ข. มรุกขนคร ค. เรณูนคร ง. ธาตุพน 21.ชาวบ้านนาถ่อนมีความเชื่อว่า ตาแสง และ ปู่ตา ท่านจะสถิต ณ ที่ใด ก. ต้นกะบก ข. ปากน้ำบังฮวก ค. ซ้งกกยาง ง. ถูกทุกข้อ 22. ผู้นำที่ประกอบพิธีเลี้ยงปู่ตาแสง เรียกว่าอะไร ก. ผู้เฒ่า ข. ผู้ใหญ่บ้าน
24 ค. กวานจ้ำ ง. ปู่ตา 23. การประกอบพิธีเลี้ยงปู่ตาแสง นิยมทำในเวลาใด ก. 07.00-10.00oน. ข. 11.00-12.00น. ค. 13.00-15.00 น. ง. 18.00-20.00 น. 24 .เครื่องเซ่นปู่ตา และ ตาแสง สัตว์ชนิดใด ไม่นิยมเชือดคอ ก. ไก่ ข. สุกร ค. ปลา ง. วัว 25. การขึ้นขัน หมายถึงอะไร ก. สถานที่เลี้ยงปู่ตา ข. ดอกไม้ ธูป เทียน เหล้าขาว ที่กวานจ้ำจะนำไปคารวะ ค. ยกขันน้ำดื่ม ง. ถูกทุกข้อ 26. หลักของการทำลูกประคบ คือข้อใด ก. ช่วยรักษาอาการเคล็ด ขัดยอก และลดอาการปวด ข. ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ ค. ช่วยรักษาอาการร้อนใน ง. บำรุงผิว 27. การทดสอบความร้อนของลูกประคบ ใชักับอวัยวะส่วนใดของร่างกาย ก. ฝ่ามือ ข. ฝ่าเท้า ค. ท้องแขน หรือ หลังมือ ง. หน้าแข้ง
25 28. ข้อใด คือ ประโยชน์ของการประคบ ก. บรรเทาอาการปวดเมื่อย ข. ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ค. ลดการติดขัดของข้อต่อ ง. ถูกทุกข้อ 29. ผู้ป่วยโรคชนิดใดที่ต้องระมัดระวังในการใช้ลูกประคบร้อน ก. ปวดข้อและกล้ามเนื้อ ข. ผู้ป่วยเบาหวานและอัมพาต ค. ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ง. ผู้ป่วยท้องร่วง 30. เพราะเหตุใดการประคบสมุนไพรเสร็จใหม่ๆ ไม่ควรอาบน้ำทันที ก. เพราะจะไปล้างตัวยาออกจากผิวหนัง ข. ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ค. ทำให้เป็นไข้ ง. ถูกทุกข้อ
26 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน เรื่อง เกื้อหนุนภูมิปัญญาบ้านนาถ่อนทุ่ง 1. ง 2. ก 3. ง 4. ข 5. ง 6. ก 7. ค 8. ก 9. ข 10. ก 11. ค 12. ง 13. ง 14. ก 15. ข 16. ค 17. ข 18. ง 19. ก 20. ข 21. ง 22. ค 23. ก 24. ก 25. ข 26. ก 27. ค 28. ง 29. ข 30. ง
27 แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ล ำดั บที่ ชื่อ – สกุล ของผู้รับการประเมิน ความร่วมมือ การแสดง ความคิดเห็น การรับฟัง ความคิดเห็น การตั้งใจ ท างาน การร่วม ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 20 คะแ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 นน
28 เกณฑ์การให้คะแนน ดีมำก = 4 ดี = 3 พอใช้ = 2 ปรับปรุง = 1 เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ หมายเหตุ ครูอำจใช้วิธีกำรมอบหมำยให้หัวหน้ำกลุ่มเป็ นผู้ประเมิน หรือให้ตัวแทนกลุ่มผลัดกัน ประเมินหรือให้มีกำรประเมินโดยเพื่อน โดยตัวนักเรียนเองตำมควำมเหมำะสมก็ได้ ลงชื่อ....................................ผู้ประเมิน ( ........................................ ) ........./........../......... ช่วงคะแนน ระดับ คุณภาพ 17 – 20 13 – 16 9 – 12 5 – 8 ดีมำก ดี พอใช้ ปรับปรุง
29 เอกสารประกอบการเรียนรู้ ประวัติความเป็นมาของบ้านนาถ่อนทุ่ง บ้านนาถ่อนทุ่ง ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีประวัติความเป็นมา ที่น่าภาคภูมิใจในความเจริญอันยิ่งใหญ่และยาวนาน จากแคว้นสิบสองจุไทย ซึ่ง “ขุนบรม” เป็นผู้ก่อตั้งเมือง แถง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ตั้งเมืองนาน้อย อ้อยหนู ปู่แสนบางนางแสนเก้าหรือเมืองแถง เกิดทุพพิกภัย(ข้าว ยากหมากแพง) จึงได้อพยพมาทางใต้ อาศัยอยู่ตามลำน้ำเซน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร ป่าไม้และสัตว์น้ำต่างๆ กุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์ป่า ยาสมุนไพร ที่ราบระหว่างหุบเขาชาวบ้านเรียกว่า “กวน” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่แวดล้อมด้วยภูเขา ณ บริเวณแห่งนี้ จึงได้ตั้งเมืองหลวงป่งลิง/ปุงลิง มีเมืองผาบัง วังคำ ตั้งอยู่ริมน้ำเซน้อย(เซบั้งไฟ) ซึ่งน้ำเซบั้งไฟนี้ไหลลงสู่ แม่น้ำโขงตรงข้ามอำเภอธาตุพนม (อุทัย ไชยคราม. 2549) เมืองหลวงป่งลิง/ปุงลิง เป็นชาวเมืองซึ่งมาจาก เมืองนาน้อย อ้อยหนู ปู่แสนบางนางแสนเก้า(เมือง นาน้อย อ้อยหนูหรือเมืองแถง แคว้นสิบสองจุไทย) มีการปกครองแบบชาวอีสานโบราณ คือมีเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ราชบุตรเป็นผู้ปกครองเมืองอิสระปกครองกันมาหลายชั่วอายุคน ผู้ปกครององค์สุดท้าย ปรากฎชื่อ ท้าวไชยทรงยศ (ต้นตระกูลยศประสงค์) การอพยพบ้านเรือน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ ไทยกับญวนได้เกิดสงครามชิงความเป็นใหญ่ในลุ่มน้ำโขง (ระหว่าง พ.ศ. 2376-2387) ทาง ราชการมีนโยบายอพยพผู้คน จากฝั่งซ้ายมาอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เพื่อมิให้เป็นกำลังแก่ญวนต่อไป จึง โปรดให้เจ้าเมืองอุปราชเมืองเวียงจันทน์ พระมหาสงครามเกณฑ์กองทัพจากหัวเมืองนครพนม กาฬสินธุ์ สกลนคร หนองหาน ท่าอุเทน ไชยบุรี หนองคาย เขมราฐ และเมืองอุบลราชธานี ยกข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไป เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2384-2385 จึงยุติการโจมตี จึงได้มีการอพยพข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งขวาโดยการนำ ของท้าวไชยทรงยศ มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนของบรรพบุรุษเมืองมรุกขนครเดิม พ่อพระยาฟ้ามุงเมืองเป็นผู้ ครองเมือง โดยปกตินิสัยแล้วชาวไทยชนเผ่าไทยต่างๆ มีวัฒนธรรมการเคารพรักต่อกัน และเพื่อนบ้านเป็น อย่างดียิ่ง หลังจากชนเผ่าต่างๆ ได้อพยพมาอยู่ดินแดนมรุกขนครพร้อมบรรพบุรุษแล้ว ก็ได้ตั้งถิ่นฐานตามริมน้ำ บังฮวก ตรงบริเวณที่เรียกว่า บ้านฮ้างขัวกกตาล กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้มีญาติจากเมืองปุงลิง ผาบัง วังคำ มีแม่ เฒ่าศรีสองเมือง เป็นหัวหน้า ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านทุ่งนาใน(บ้านฮ้างขัวกกตาล) ในฤดูแล้งขาดแคลนน้ำ จึง ได้ย้ายไปอยู่หัวดงนานอก (บ้านฮ้างผามเพียง) ทางไปบ้านดงยอนานอกคือ ทุ่งใหญ่ นาใน คือ ทุ่งตะวันออก บ้านนาถ่อนทุ่ง(บ้านดงไม้ถ่อน) ต่อมาเกิดโรคระบาดจึงย้ายจากบ้านฮ้างผามเพียงมาอยู่บ้านดง ไม้ถ่อน คือ
30 บ้านนาถ่อนทุ่งปัจจุบัน มงคลนามตามธรรมชาติแห่งภูมิประเทศ ระหว่างผืนนาในกับนานอก รวมกับดงไม้ ถ่อนจึงเรียกว่า บ้านนาถ่อนตราบจนปัจจุบันนี้ บ้านนาถ่อนมีพ่อเฒ่าตาแสงเป็นผู้ปกครอง การสร้างบ้าน โดยภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของบรรพบุรุษชนคนท้องถิ่น โบราณถือว่าเป็นมรดก อันล้ำค่าทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง คือการสร้างวัดศรีมงคลขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2377 ที่หมู่ 2 ตำบลนาถ่อน ในเนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา เลขที่ 102 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2523 สำรวจเมื่อ พ.ศ. 2541 (ทะเบียนวัด) อาณาบริเวณของบ้านนาถ่อน อุดมสมบูรณ์ไปด้วยบ่อทำนาเกลือ หน่อไม้ และ ย่านาง พืชผัก กุ้ง หอย ปู ปลา ผลไม้ป่า และยาสมุนไร อยู่บนพื้นที่ราบสูงอันอุดมสมบูรณ์ และได้มีการ พัฒนาด้วยความเจริญรุ่งเรืองมาทุกยุคทุกสมัยสืบไป ต่อมาในราวศตวรรษที่ 18-19 สมัยเจ้าฟ้างุ้มรวบรวมเมืองต่างๆ เพื่อสถาปนาชาติลาว เป็นอาณาจักร ลาวล้านช้าง ชนเผ่าต่างๆ จึงได้อพยพข้ามฝั่งโขงมาอยู่บริเวณห้วยบังฮวก ในเขตเมืองมรุกขนคร พวกแรกมี เจ้าฟ้ามุงเมืองเป็นหัวหน้า ได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณปากห้วยบังฮวกด้านทิศเหนือ คือบริเวณบ้านดอนนางหงส์ ในปัจจุบัน ยุคที่สอง ในราวศตวรรษที่ 23 ด้วยภัยสงครามชาวไทกวน ไทกะเลิง ภูไทวัง ภูไทกะโป จากเมือง กวนกู่ เมืองกวนงัว เมืองก่องแก้วมหาไชย ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณห้วยบังฮวก ด้านทิศใต้ มี ท้าวไชยทรงยศเป็นหัวหน้า เมื่อมีคนเพิ่มมากขึ้นจึงมีการแยกย้ายกันไปตั้งหลักปักฐาน ยังที่แห่งใหม่ กลุ่มแรก ภูไทวัง ภูไทกะโป ไปทางทิศใต้ ตั้งถิ่นฐานที่บ้านดงหวาย คืออำเภอเรณูนครในปัจจุบัน กลุ่มที่สอง ไทกะเลิง ไปทางทิศตะวันตก ตั้งถิ่นฐานที่บ้านบ่อแก คืออำเภอนาแกในปัจจุบัน กลุ่มที่สาม ไทกวน ไปทางทิศเหนือ ตั้งถิ่นฐานที่บ้านทุ่งมนหรือบ้านโคกสว่าง บ้านนาทม บ้านดง ขวาง มีท้าวอิน เป็นหัวหน้า บ้านนาถ่อนทุ่ง ได้รับการยกฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลนาถ่อน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 (จัด คำมุงคุณ. 2549) 1. ที่ตั้ง/ สภาพภูมิศาสตร์บ้านนาถ่อนทุ่ง (องค์การบริหารส่วนตำบลนาถ่อน, 2548) บ้านนาถ่อน ตั้งเป็นตำบลนาถ่อน เมื่อปีพ.ศ. 2384 ประกอบด้วย บ้านนาถ่อนท่า บ้านนาถ่อนทุ่ง บ้านหัวขัว บ้านโพนบก บ้านดงยอ บ้านดงก้อม บ้านดงป่ายูง บ้านหนองหญ้าม้า บ้านหนองบัวโค้ง - กำนันตำบลนาถ่อนคนแรก (พ.ศ. 2483) คือ ท้าวไชยทรงยศ - กำนันคนปัจจุบัน (พ.ศ. 2567) คือ นายเดช ติเล - ประธานสภาวัฒนธรรมคนปัจจุบัน (พ.ศ. 2555) คือ นายไพจิตร ไชยคราม - นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคนปัจจุบัน (พ.ศ. 2555) คือ นายเรือน นันชนะ - สถานที่สำคัญของบ้านนาถ่อน ได้แก่ ศาลเจ้าปู่ตา วัดศรีมงคล
31 - ชาวไทกวน บ้านนาถ่อน นับถือผี และศาสนาพุทธ - วัฒนธรรมประเพณี ถือฮีตสิบสอง ครองสิบสี่ - การละเล่นหรือศิลปะพื้นบ้าน ฟ้อนเหยาในพิธีเลี้ยงผี รำไทกวนประกอบกลองกิ่ง หมอลำ เซิ้ง และฟ้อนรำ - วัฒนธรรมประเพณีในพิธีแต่งงานกินดอง การรับขวัญ หรือพิธีแสดงความยินดีต่อผู้มาเยือน หรือผู้ โยกย้ายไปอยู่ถิ่นอื่น หรือผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ คือการบายสีสู่ขวัญ ผูกข้อต่อแขน มี หมอเรียกหรือเอิ้นขวัญ - สีประจำเผ่า คือ สีดำ และสีเหลือง - เครื่องแต่งกาย ชาย นุ่งกางเกงขาก๊วย และโสร่ง สวมเสื้อแขนสั้นหรือแขนยาวคอกลมผ่าอก กลัด กระดุม ผ้าขาวม้าคาดพุง หญิง นุ่งผ้าถุงตีนจก สวมเสื้อแขนสั้นหรือแขนยาวคอกลมผ่าอก กลัด กระดุม ห่มด้วยผ้าสไบ เกล้าผมมวย - อาชีพดั้งเดิม ทำนา ทำไร่ ทำสวน ทอผ้า ตีเหล็ก ค้าขาย - ภาษาเขียน ไม่มีตัวหนังสือเป็นของตนเอง - ภาษาพูด สำเนียงอ่อนโยนคล้ายชาวอีสานเหนือ - คติชาวนาถ่อน เสร็จหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก อาณาเขต / ที่ตั้ง - ทิศเหนือ จรด ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม - ทิศใต้ จรด ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม - ทิศตะวันออก จรด บ้านนาถ่อนทุ่ง - ทิศตะวันตก จรด บ้านดงยอ ชนเผ่า เผ่ากะเลิง ไทกวน ผู้ไทย ไทยลาว ไทยญ้อ และไทยกลางจากภาคกลาง การคมนาคม สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ทางรถยนต์ได้ทุกฤดูกาล ด้วยความสะดวกรวดเร็ว จำนวนประชากร - จำนวนประชากร 4 หมู่บ้าน 2,602 คน สมาชิก 50 คน .การบริหารจัดการ (บุญเลี้ยง สมศรี. 2540) ชาวบ้านนาถ่อนทุ่ง มีการตีเหล็กสืบทอดมานานประมาณ 75 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี พ.ศ. 2466
32 สมัยขุนพินิจอักษร แสนเสร็จ เป็นกำนัน ได้ไปติดต่อบาทหลวงชาเวียร์ ชาวฝรั่งเศสสอนศาสนา เมืองเชียงขวาง แขวงคำม่วน ประเทศลาวสมัยนั้น เป็นผู้ฝึกสอนการตีเหล็กเป็นคนแรก การตีเหล็กเมื่อใช้แรงงานคนตีทำเตา เหล็กด้วยดินเหนียว สูบลม ทำด้วยกระบอกไม้ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง สูบลมเป่าถ่าน ด้วยมือใช้ตะไบเหล็ก แต่งคม ต่อมาพัฒนาชุมชนมาส่งเสริมอาชีพตีเหล็ก การบริหารจัดการกลุ่มและนำไปทัศนศึกษาดูงานที่ จังหวัดแพร่ กลุ่มในชุมชน 1. กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 2. กลุ่มทำเครื่องเงิน 3. กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์โค - กระบือ 4. กลุ่มเย็บผ้าด้วยจักรอุตสาหกรรม 5. กลุ่มฌาปนกิจศพ 6. กลุ่มตีเหล็ก 7. กลุ่มทอผ้า 8. กลุ่มจักสาน สภาพการรวมตัว การดำเนินงานของกลุ่ม รวมกันตีเหล็กเป็นแหล่ง ๆ ละ 5 - 10 คน และรับงานไปทำที่บ้าน เจียระไนมีด สภาพทั่วไปของชุมชน/กลุ่ม ในหมู่บ้านนาถ่อนทั้ง 4 หมู่บ้าน มีการตีเหล็กกระจายทั่วทั้งหมู่บ้าน และสมาชิกกลุ่มจะไปทำงานใน กลุ่ม และรับงานไปทำที่บ้าน อาชีพหลักของชุมชน/กลุ่ม ทำนา อาชีพรองของชุมชน/กลุ่ม จักสาน ตีเหล็ก ปัญหาที่พบและสิ่งที่ชุมชนต้องการ 1. ขนาดรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างกัน 2. คุณภาพผลิตภัณฑ์ไม่เท่ากัน 3. การตีเหล็กเชื้อเพลิงให้ความร้อน ใช้ถ่านเท่านั้น ถ่านหายากราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง 4. ต้องการเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่ม
33 5. ผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด 6. ต้องการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ แนวทางการวิเคราะห์และแนวทางแก้ไข 1. รูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างกัน ต่างคนต่างทำ ตามความถนัด ควรกำหนดขนาดผลิตภัณฑ์ 2. คุณภาพผลิตภัณฑ์ไม่เท่ากัน ควรมีการอบรมเพิ่มพูนทักษะเทคนิคการผลิต 3. ต้นทุนการผลิตสูง ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน ควรผลิตเชื้อเพลิงทดแทน 4. เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ควรสนับสนุนเงินทุน ระดมหุ้น ระดมทุนเพิ่ม 5. ผลิตไม่พอกับความต้องการของตลาด ควรขยายการผลิต ใช้เครื่องตีเหล็ก และเงินทุน 6. รูปแบบผลิตภัณฑ์เป็นแบบดั้งเดิม ควรพัฒนารูปแบบการผลิตให้ดีขึ้น ราคาสูงขึ้น 7. การดำเนินงานควรเป็นรูปแบบสหกรณ์เงินทุนการผลิต การตลาดคุณภาพ
34 เอกสารประกอบการเรียนรู้ ขันหมากเบ็ง ขันหมากเบ็ง คือ กรวย หรือ ซวย ใบตองที่ประกอบขึ้นเป็นสี่เหลี่ยมสันฐานกลมและประดับด้วย ดอกไม้ดอกไม้ใช้มักจะเป็นดอกไม้ขาวเช่น ดอกบานไม่รู้โรย ดอกรัก แต่ห้ามใช้ดอกสีขาวอย่างดอกจำปา และที่ สำคัญไม่ควรใช้ดอกไม้แดง เพราะถ้าหากใช้ดอกไม้แดงจะเป็นเครื่องบูชาผีไทขันหมากเบ็งที่นิยมทำและใช้ใน การประกอบพิธีกรรมทั้งทางพิธีพุทธและพิธีพราหมณ์จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ 1. แบบ 5 ชั้น คือ ซ้อนทับกรวยใบตองและประดับดอกไม้ขึ้นไป 5 ชั้น อันมีความหมายถึงขันธ์ทั้ง 5 หรือ ที่ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเบญจขันธ์ ได้แก่ รูป คือ ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด อันได้แก่ร่างกายและพฤติกรรม สสารและพลังงานด้าน วัตถุ เวทนา คือ ความรู้สึก สุข ทุกข์ ซึ่งเกิดจากผัสสะทางประสาททั้ง 5 และใจ สัญญา คือ ความกำหนดได้ หมายรู้ อันเป็นเหตุให้เกิดอารมณ์ สังขาร คือ คุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต วิญญาณ คือ การรับรู้ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัส ได้กลิ่นได้รับรส ซึ่งทั้งหมดก็เป็นการรวบรวม ขันธ์ ทั้ง 5 และสำรวมเพื่อน้อมบูชาพระรัตนตรัย 2. แบบ 8 ชั้น คือ ซ้อนทับกรวยใบตองและประดับดอกไม้ขึ้นไป 8 ชั้นอันมีความหมายที่แสดงถึง ธาตุทั้ง 4 ที่รวมกันทั้ง 8 ชั้นเป็นร่างกายทั้ง 32 ประการ ซึ่งก็หมายถึงการนอบน้อมกายทั้งหมดเพื่อ สักการะบูชา วัสดุอุปกรณ์ 1.ใบตองกล้วยตานี 2.มีด 3.กรรไกร 4.ชาม 5.ไม้กลัด 6.ดอกไม้ วิธีทำ เช็ดใบตองให้สะอาดและฉีกใบตองดังนี้ 1.ทำกรวยข้าว ฉีกกว้าง 5 ½ นิ้ว จำนวน 1 แผ่น
35 2.เกล็ดประกอบกรวย ฉีกกว้าง 2 นิ้ว จำนวน 20 แผ่น (สำหรับกรวย 5 ชั้น) 3.พันกลีบปิดเกล็ดกรวย ฉีกกว้าง 8 นิ้ว จำนวน 1 แผ่น 1.การม้วนกรวย นำใบตอง 2 แผ่นที่ฉีกไว้มาประกบกันให้ทางปลายอ่อนทั้ง 2 แผ่นสลับกัน แล้ว ม้วนให้เป็นกรวยให้ปลายอ่อนอยู่ข้างนอก ตัดปากกรวยให้เรียบใช้ไม้กลัด ความสูงจากยอดประมาณ 5 ½ นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ¾ นิ้ว – 3 นิ้ว 2.การพับกลีบ มือซ้ายถือข้างอ่อน จับริมใบตองตอนกลาง มือขวาพับเฉแบ่งเป็นสี่ส่วนแล้วปิดริม ซ้ายตลบลงมาทับรอยพับตรงกลาง พับทั้งหมด 20 แผ่น 3.การพับกลีบประกอบตัวแม่ มีทั้งหมด 4 แถว โดยมือซ้ายจับตัวแม่ มือขวาจับกลีบที่พับไว้ทาบกับ ตัวแม่ใช้ไม้กลัดทับซ้อนกลีบเป็นชั้นๆจำนวน 4 แถวๆละ 5 ชั้นหรือ 8 ชั้น 4.การพับผ้านุ่ง หรือ การมอบ พับผ้านุ่งโดยพับครึ่งใบตองพันรอบฐานปิดโคนกลีบสุดท้ายกว้าง 4 นิ้ว ใช้ไม้กลัดหรือลวดเย็บและตัดแต่งฐานให้เรียบร้อย ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ เช่น ดอกรัก ดอกพุด (นิยม ใช้ดอกไม้สีขาว)หรือดอกดาวเรือง อานิสงส์การถวายหมากเบ็งบูชา คำว่า หมากเบ็ง หมายถึง เครื่องเซ่นต่างๆ ที่ใช้ในพิธียกครู หรือไหว้ครู บูชาเทพเจ้าที่สูงสุด ประกอบ ไปด้วยดอกไม้ หมากพลูเป็นต้นแต่เดิมประเพณีนี้เป็นของพราหมณ์อินเดีย เมื่อไทยเรารับเอาวัฒนธรรมต่างๆที่ ปนมากับพระพุทธศาสนาในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ ราชคฤห์ ทรงราปรภพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ ทรงถวายหมากเบ็งบูชา โดยเป็นใจความว่าในสมัยหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้ทรงตบแต่งดอกไม้ของหอมและ ขันหมากเบ็งมีข้าวพันก้อนเป็นต้นด้วบความประณีต เสด็จไปถวายแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อถวายเสร็จแล้วพระองค์ได้กราบทูลถามถึงอานิสงส์ของการถวายหมากเบ็งบูชาว่ามีเป็นประการใด พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ดูกรมหาบพิตร การบูชาด้วยหมากเบ็งนั้น มีอานิสงส์เป็นลำดับชั้นตามขั้น หมากเบ็ง คือ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจะไปอุบัติในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช เมื่อเครื่องจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชแล้วก็ไปอุบัติขึ้น ในชั้นดุสิต เมื่อเคลื่อนจากชั้นดุสิตแล้วจะไปอุบัติชั้นยามา เมื่อเคลื่อนจากชั้นยามาแล้วจะไปอุบัติชั้นนิมมานรดี เมื่อเคลื่อนจากชั้นนิมมานรดีแล้วจะไปอุบัติขึ้นในชั้นปรนิมมิตวสวัตดี จนถึงชั้นกามาวจรภพเป็นที่สุด เสวย ทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลก นาน 9 ล้านปี มีนางเทพธิดาแวดล้อมเป็นบริวาลมีวิมานอันงามวิจิตร และเมื่อมาเกิด ในแดนมนุษย์ จะมีรูปร่างสิริโฉมงดงามยิ่งนัก ด้วยประการฉะนี้
36 ขันหมากเบ็ง 8 ชั้น
37 ขันหมากเบ็ง 5 ชั้น
38 เอกสารประกอบการเรียนรู้ ดอกกุหลาบใบเตย เตยเป็นพืชที่ปลูกง่าย โดยใช้หน่อในการขยายพันธุ์ ประโยชน์มีมากมาย ใบเตยนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพรดื่ม แก้กระหาย ให้ความสดชื่น และใช้มาประกอบอาหาร ทำขนมหวาน ในยามว่างจะไปตัดใบเตยหลังแฟลตทรง พลจะเป็นเตยหอมใบเล็กเรียวยาว มีกลิ่นหอมมาก ตัดส่วนใบมาพับเป็นดอกกุหลาบจัดเข้าช่อสำหรับไหว้พระ ใส่ตู้เสื้อผ้า วางไว้ในห้องน้ำ เตยสามารถดูดกลิ่นอับ และนำมาเป็นส่วนประกอบในการทำกระทงในวันลอย กระทง การพับเป็นดอกกุหลาบไม่ยาก ก่อนอื่นตัดใบเตย เลือกใบที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป ล้างทำความ สะอาด ผึ่งไว้ให้ใบเริ่มพับง่าย และเป็นพืชที่หาได้ง่าย ขั้นตอนการทำกุหลาบใบเตย ขั้นแรกเริ่มจากไปหาใบเตยมาพอประมาณ ถ้าเป็นไปได้เลือกใบที่ กำลังดีไม่อ่อนหรือไม่แก่จนเกินไป และขนาดใบเล็กแล้วแต่ถ้าใบเล็กก็ได้ดอกเล็ก ใบใหญ่ก็ดอกใหญ่ตามชอบ จ้า ส่วนวิธีการทำ มีดังนี้ 1. เริ่มจากกะจากโคนขึ้นมาเอาขนาดตามความยาวก้านที่ต้องการ (ส่วนโคนใบเตยถือเป็นส่วนของ ก้าน กุหลาบ) จากนั้นพับไปทางขวา โดยหมุนให้มาอยู่ในรูปแบบสามเหลี่ยม (มือซ้ายจับส่วนโคน มือขวาจับ ส่วน ปลาย) 2. มือขวาจับสวนปลายว็มือซ้ายพับส่วนโคนลง 3. จับส่วนโคนไว้พับส่วนปลายลงมา (พับไปทางด้านหลัง) 4. หมุนมือที่จบสั ่วนโคนพับทบลงมาหาส่วนปลาย 1 ครั้ง (จะได้ส่วนใจกลางดอกไม้) 5. ใช้มือซ้ายเลื่อนขึ้นมายึดส่วนใจกลางดอกไว้ให้มั่น จากนั้นบิดส่วนปลาย 1 ครั้ง เพื่อทำกลีบดอก 6. จากนั้นจับรวบกันไว้ที่ก้านลักษณะเหมือนดอกไม้
39 7. มือขวาบิดส่วนปลายแล้วจับรวบไว้ที่ก้าน ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะได้กลบดอกไม้ที่สวยงาม 8. ทำมาจนเกือบสุดปลายใบเตย 9. บิดเหมือนทำกลีบดอกอีก 1 ชั้น แต่ให้มีความแน่นแบบรัดข้อมือไว้ 10. จากนั้นนำปลายใบเตยซ่อนขัดไว้ด้านใน เป็นอันเสร็จ 1 ดอก แล้วทำจำนวนดอกตามปริมาณที่ต้องการ จากนั้นนำมา จัดช่อเป็นอันเสร็จ ขั้นตอนที่ 1. ใช้มือขวาจับใบเตยให้อยู่ในแนวนอน ด้านหลังใบหันเข้าหาตัวเอง โคนใบอยู่ทางซ้ายมือ ขั้นตอนที่ 2. บิดใบเตยด้านซ้ายมือมาด้านหน้าให้เป้นม้วนเล็กๆ เพื่อให้เป็นกลีบดอกด้านใน
40 ขั้นตอนที่ 3 จับปลายใบเตยพับลงด้านล่าง และพับขึ้นเพื่อห่อหุ้มโคนดอก จะเหลือปลายใบเตยเล็กๆเป็นกลีบ เลี้ยงของดอกกุหลาบ ขั้นตอนที่ ๔ พับวนดอกไปพอเหมาะ ขั้นตอนที่ ๕ นำปลายใบเตยสอดใต้กลีบดอก ดอกกุหลาบจากใบเตย
41 เอกสารประกอบการเรียนรู้ เกลือสปาชุมชนบ้านนาถ่อน 1. สูตรเกลือ/ขมิ้น ส่วนผสม 1. เกลือ ๔4ช้อนโต๊ะ 2. ขมิ้นผง 1 ส่วน 2 ช้อนชา 3. ครีมบำรุงผิว 1 ช้อนโต๊ะ 1. น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ คนทั้งหมดให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำหอมแต่งกลิ่น ( ตามใจชอบ ) 2. สูตรเกลือ/กาแฟ ส่วนผสม 1. เกลือ 4 ช้อนโต๊ะ 2. กาแฟสด 1 ช้อนโต๊ะ 3. ครีมบำรุงผิว 1 ช้อนโต๊ะ 4. น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ คนทั้งหมดให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำหอมแต่งกลิ่น ( ตามใจชอบ ) 3. สูตรเกลือ/ ดอกอัญชัน ส่วนผสม 1. เกลือ 4 ช้อนโต๊ะ 2. น้ำดอกอัญชัน ครึ่งช้อนโต๊ะ 3. ครีมบำรุงผิว 1 ช้อนโต๊ะ 4. น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ คนทั้งหมดให้เข้ากัน ตาม ด้วยน้ำหอมแต่งกลิ่น ( ตามใจชอบ ) หมายเหตุ : ถ้าไม่ชอบกกลิ่นน้ำหอมไม่ต้องใส่ก็ได้ ใช้ทำสปาเท้า / ทำสปาตัว / ยกเว้นใบหน้า
42 สาธิต : ส่วนผสมการทำสปาเกลือ การนวดสปาเกลือ การนวดและสปาเกลือแก่นักท่องเที่ยว
43 เอกสารประกอบการเรียนรู้ การนวดแผนไทย ท่าที่ 1. บรรเทาอาการปวดเมื่อยฝ่าเท้า และกระตุ้นภายในให้ปกติ วิธีทำ นั่งขัดสมาธิ ให้ฝ่าเท้าข้างที่จะนวดหงายขึ้น ใช้ศอกด้านตรงข้ามกดจุดแนวกึ่งกลาง ฝ่าเท้า 3 จุด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือกดคลึงให้ทั่วฝ่าเท้าและนิ้วเท้า ท่าที่ 2. บรรเทาอาการปวดเมื่อยน่องและข้อ
44 วิธีทำ เหยียดขาข้างหนึ่งออกไป ขาอีกข้างวางไว้ระดับเข่า ใช้นิ้วหัวแม่มือ ซ้อนกันแนวนอน กดจุดแนวชิดกระดูกหน้าแข้งด้านใน โดยวางนิ้ว ขนาน กับแนวกระดูก ท่าที่ 3. บรรเทาอาการปวดเมื่อยน่อง เอ็นร้อยหวาย และข้อเท้า วิธีทำ ใช้นิ้วหัวแม่มือซ้อนกัน กดจุดแนวขาด้านหลัง จากเหนือเอ็นร้อยหวายขึ้นไปผ่านกึ่งกลางน่องถึงใต้ พับเข่า ท่าที่ 4. บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หน้าแข้ง วิธีทำ ใช้สี่นิ้วมือทั้งสองข้างบีบแนวขาด้านนอกช่วงข้างกระดูกหน้าแข้ง
45 ท่าที่ 5. บรรเทาอาการปวดเมื่อยต้นขาด้านใน วิธีทำ นั่งตามสบาย ใช้มือข้างหนึ่งเหนี่ยวเข่าขึ้น ใช้อีกข้างกดตามแนวต้นขา ด้านในจากเหนือหัวเข่าขึ้น ไปหาขาหนีบ ท่าที่ 6. บรรเทาอาการปวดเมื่อยต้นขาด้านนอก วิธีทำ นั่งพับเพียบ ใช้ศอกกดตามแนวขาด้านข้าง ช่วงต้นขาจากเหนือหัวเข่าถึงข้างสะโพก
46 ท่าที่ 7. บรรเทาอาการปวดเมื่อยน่อง และข้อเท้าวิธีทำ นั่งพับเพียบ ใช้นิ้วหัวแม่มือกดจุดแนวขา ด้านหลัง เริ่มจากเหนือเอ็นร้อยหวาย ผ่านกลางน่องถึงใต้พับเข่า ท่าที่ 8. บรรเทาอาการปวดเข่า ขา หลัง วิธีทำ นั่งเหยียดขาข้างหนึ่ง ใช้มือข้างเดียวกับขาที่เหยียดจับปลายเท้าไว้ มืออีกข้างกดเข่าไว้ไม่ให้งอ หายใจ เข้า หายใจออก ก้มตัวให้มากที่สุด แล้วหายใจเข้า-ออกปกติ 3-5 ครั้ง แล้วผ่อนออก ทำสลับข้าง
47 ท่าที่ 9. ช่วยยืดกล้ามเนื้อคอ อก หลัง และแขน วิธีทำ นั่งคุกเข่าเอามือทั้งสองข้างจับปลายเท้า หายใจเข้า เงยหน้า แอ่นตัวให้มากที่สุดแล้วหายใจเข้า-ออก ปกติ 3-4 ครั้ง แล้วผ่อนออก ท่าที่ 10. กล้ามเนื้อหลังและคอจะถูกเหยียดออกอย่างเต็มที่ ทำให้ปอดขยายตัว และยืดกล้ามเนื้อบริเวณต้นขา วิธีทำ จากท่าที่ 9 นั่งลงบนพื้น น่องสัมผัสกับต้นขา ปลายเท้าชี้ไปด้านหลัง หายใจออก ค่อยๆเอนลำตัว ลง โดยใช้ศอกยันพื้นไว้ทีละข้าง หงายศรีษะให้เต็มที่ วางกระหม่อมลงกับพื้น วางแขนข้างลำตัวแอ่นอกไว้ หายใจเข้าออกปกติ 3-5 ครั้ง ค่อยๆวางหลังแนบกับพื้น ตะแคงตัว และเหยียดเท้าออกทีละข้าง เป็นท่านอน หงาย
48 เอกสารประกอบการเรียนรู้ การทำลูกประคบสมุนไพร การทำลูกประคบสมุนไพร คือการใช้สมุนไพรหลายๆอย่างมาห่อรวมกัน โดยนำลูกประคบมานึ่งให้ ร้อนแล้วใช้ประคบบริเวณที่ปวดหรือเคล็ดขัดยอก สามารถช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตได้ดี ประโยชน์ หลักของลูกประคบคือ ใช้ช่วยรักษาอาการเคล็ด ขัดยอก และลดอาการปวดได้ สมุนไพรที่ใช้และปริมาณที่ใช้ สมุนไพร ปริมาณ ( กรัม ) สรรพคุณ 1. ไพล 500 กรัม บรรเทาปวดเมื่อย ลดการอักเสบ 2. ผิวมะกรูด 100 กรัม บรรเทาลม วิงเวียน 3. ตะไคร้ 200 กรัม บรรเทาปวดเมื่อย ลดการอักเสบ 4. ใบมะขาม 100 กรัมบรรเทาอาการคันตามร่างกายบำรุงผิว 5. ขมิ้นชัน 100 กรัม บรรเทาฟกช้ำ เม็ดผดผื่นคัน 6. การบูร 30 กรัม แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้พุพอง 7. พิมเสน 30 กรัม แต่งกลิ่น แก้พุพอง แก้หวัด
49 วัสดุอุปกรณ์ 1. ผ้าดิบ ขนาด 50 X50 เซนติเมตร สำหรับห่อลูกประคบสมุนไพรขนาด 150 กรัม 2. ผ้าเศษดิบ ตัดเป็นเส้นกว้าง 1-2 เซนติเมตร ยาว 80 เซ็นติเมตร สำหรับผูกลูกประคบสมุนไพร 3. ชามใบใหญ่สำหรบคลุกเคล้าลูกประคบสมุนไพร 4. หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบ การทำลูกประคบสมุนไพร 1. หั่นหัวไพล ขมิ้นชัน ต้นตะไคร้ ผิวมะกรูด ตำมะกรูด ตำพอหยาบๆ ( เวลาประคบจะได้ไม่ ระคายเคือง ) 2. นำใบมะขามผสมกับสมุนไพรข้อ 1. แล้วให้ใส่เกลือ การบูร คลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ อย่าแฉะจนเป็นน้ำ 3. แบ่งตัวยาที่เรียบร้อยแล้ว ใส่ผ้าดิบห่อเป็นลูกประคบประมาณ 150 กรัม รัดด้วยเชือกให้แน่น วิธีการประคบ 1. นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งในหม้อนึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 15-20 นาที 2. นำลูกประคบที่รับความร้อนได้ที่แล้วมาประคบคนไข้ที่มีอาการต่างๆ โดยสับเปลี่ยนลูก ประคบ 3. จัดท่าคนไข้ให้เหมาะสม เช่น นอนหงาย นั่ง นอนตะแครง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่จะทำการ ประคบลูกสมุนไพร 4.นำลูกประคบที่ได้รับความร้อนเต็มที่แล้วมาประคบบริเวณที่ต้องการประคบ ( การทดสอบความร้อนของลูกประคบ คือ แตะที่ท้องแขน หรือ หลังมือ ) 5. ในการวางลูกประคบบนผิวหนังคนไข้โดยตรงในช่วงแรกๆ ต้องทำด้วยความเร็วไม่วางแช่ไว้ นานๆ เพราะคนไข้จะทนร้อนไม่ได้มาก 6. เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลง สามารถเปลี่ยนลูกประคบอีกลูกหนึ่งแทน (นำลูกเดิมไป นึ่งต่อ )