The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by topperamazon, 2024-04-29 07:59:43

ครูต้นแบบ67

ครูต้นแบบ67

50 ประโยชน์ของการประคบ 1. บรรเทาอาการปวดเมื่อย 2. ช่วยลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อหลัง ๒๔-๔๘ ชั่วโมง 3. ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ 4. ช่วยให้เนื้อเยื่อยืดตัวออก 5. ลดการติดขัดของข้อต่อ 6. ลดอาการปวด 7. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ข้อระวังในการประคบลูกสมุนไพร 1. ไม่ควรใช้ลูกประคบที่ร้อนเกินไป โดยเฉพาะผิวหนังที่เคยเป็นแผลมาก่อน หรือ บริเวณ ที่มีกระดูกยื่นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อัมพาต ในเด็กและผู้สูงอายุ เพราะมักมีความรู้สึกในการรับรู้และตอบสนองช้า อาจทำให้ผิวหนังพุพองได้ง่าย 2. ไม่ควรใช้การประคบลูกสมุนไพรในกรณีที่มีการอักเสบ บวม แดง ร้อนในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพราะจะทำให้อักเสบบวมมากขึ้น และอาจมีเลือดออกมากตามร่างกาย 3. จากการประคบสมุนไพรเสร็จใหม่ๆ ไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปล้างตัวยาออกจาก ผิวหนัง และร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจทำให้เกิดเป็นไข้ได้


51 ผลิตภัณฑ์ลูกประคบสมุนไพร จากภูมิปัญญาชาวบ้าน


52 เอกสารประกอบการเรียนรู้ พิธีบวงสรวงผีบรรพบุรุษ (ปู่ตาแสง บ้านนาถ่อน ) ที่มาและความหมาย ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายความดีของคน สุภาษิตนี้ได้บอกกล่าวเตือนใจต่อชน รุ่นหลังทุกยุค ทุกสมัยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างจิตสํานึกที่ดีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วท่านได้ สร้างตัวตนเรามาและ พัฒนาถิ่นกำเนิดให้เจริญรุ่งเรืองให้เราอยู่เย็นเป็นสุข รวมทั้งมีอาชีพการงานที่ มั่นคง ประเพณีสืบสานกันมาก็ คือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ และการไหว้ดวงวิญญาณ(เลี้ยงปู่ตา) ซึ่งไม่เฉพาะแต่คนไทยเราเท่านั้นที่ ปฏิบัติ แม้แต่ชนชาติอื่น เช่น คนจีนมีประเพณีไหว้เจ้าในเทศกาล ตรุษจีน แต่คนไทยนิยมตั้งศาลหรือหลักเมือง ประจำหมู่บ้าน ศาลปู่ตาแสง เครื่องเซ่นไหว้ “คําว่าปู่ตา หมายถึง คุณปู่ คุณตา ของบรรพบุรุษทุกคน ที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว” เลี้ยงแสง คําว่า แสง หรือตาแสง เป็นชื่อยศตำแหน่งที่เรียกขานผู้นําท้องถิ่นในสมัยโบราณ เช่น ผู้ใหญ่บ้านหรือกํานัน ปัจจุบันชุมชนของประเทศลาว ยังใช้เรียกขานกันอยู่ (ตาแสง)ส่วนคนไทยหรือ ชาวบ้าน นาถ่อน เรียกผู้ใหญ่บ้านและกํานันแทน ประเพณีเลี้ยงปู่ตาและเลี้ยงแสง บ้านนาถ่อน ตําลบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนมรวบรวมโดย ครู เฉลิม วีรวงศ์


53 ภาคฤดูปักดำนาคือเดือน6 นั้น เป็นการขอน้ำฝนทำนา และความอุดมสมบูรณ์ ธัญญาหารต่างๆให้กับ ชุมชนหมู่บ้าน และขอให้คุ้มครองป้องภัยจากภัยธรรมชาติ รวมถึงโรคภัยต่างๆ ในการกระทำพิธีมีการอ่านบท ร่ายสรรเสริญและขอพรด้วย ภาคฤดูเก็บเกี่ยวเดือน 12 เมื่อได้ผลผลิตข้าวแล้วในความเชื่อเรื่องความกตัญญูกตเวที ต้องตอบแทน บุญคุณตาแสงที่ให้ความอุดมสมบูรณ์ทุกๆด้าน จึงให้ท่านได้รับประทานก่อน ทั้งนี้การ เลี้ยงแสงเป็นการเลี้ยง ในนามหมู่บ้าน โดยนําเครื่องสักการะไปทำพิธีที่ซ้งกกยาง ปากบังฮวกและต้น กะบกทางเข้าบ้าน เหตุผลที่ไป ทําพิธี ณ สถานที่ดังกล่าวเพราะในสมัยโบราณเส้นทางเข้าบ้านที่สำคัญ มีสามเส้นทางดังกล่าว การเลี้ยงปู่ตา หมายถึง การเช่นสรวงดวงวิญาณให้กับบรรพบุรุษของแต่ละวงศ์ ตระกูลหรือครอบครัว เป็นการเฉพาะ โดยมีความเชื่อว่าให้ท่านช่วยคุ้มครองรักษา หรือช่วยเหลือตน และครอบครัวให้สมปรารถนา ตามที่เราต้องการ ส่วนมากจะเป็นเรื่องการงาน การเจ็บป่วย หรือการ ขอบคุณ สถานที่กระทำพิธีนิยมปฏิบัติ ในบริเวณบ้านของตนเอง แต่นอกบริเวณบ้านและร่มไม้ ปากบังฮวก เป็นที่ตั้งเมืองเก่า คือเมืองมรุกขนครสมัยศรีโคตรบูรณ์ ในสมัยโบราณ ถือเป็นท่าเรือ เพื่อ การค้าขายของเส้นทางคมนาคมแม่น้ำโขงหรือแลกเปลี่ยนสินค้า ต้นกะบก ณ ปัจจุบันอยู่ติดกับสถานีตำรวจชุมชน ตำบลนาถ่อน หรือตรงข้าม กับสถานีอามัยนาถ่อน เป็นด่านแรกทางเข้าบ้านด้านทิศตะวันออก เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของ บ้านนาถ่อนที่เหลืออยู่ในปัจจุบันมี ร่มเงาให้ความร่มรื่นเย็นสบาย มองดูน่าเกรงขาม เป็นที่พักพิง ก่อนจะไปหรือมาบ้านนาถ่อนท่า แต่ก่อนไม่มี ถนนและสะพานข้ามหัวยบังฮวก ซ้งกกยาง เป็นทางเข้าบ้านนาถ่อนด้านทิศเหนือ ไปและมาจากบ้านดงตั๋ว บ้านกลาง ใหญ่ หรือ นครพนมเส้นทางบก มีป่าธรรมชาติ ส่วนมากจะมีต้นประดู่ พื้นที่ประมาณ ๒๐ ไร่ แต่ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๒ มีการสร้างถนนรอบหมู่บ้านนาล่อนจึงขุดดินไปทำถนน ปัจจุบันจึงมีสระ น้ำหลายบ่อ ทำให้พื้นที่ราบ ลดน้อยลงเหลือเท่าที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งสามสถานที่ดังกล่าว ชาวบ้านนาถ่อนมีความเชื่อว่า ตาแสงและปู่ตาท่านจะสถิตย์ ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อดูแลคุ้มครอง ปกปักษ์รักษาลูกหลานบ้านนาถ่อนที่ไปมาทุกคน เมื่อผ่านเข้า ออกหมู่บ้านให้ปลอดภัยและ โชคดี จึงสร้างศาลปู่ตาและตาแสงไว้ดังกล่าว ส่วนประกอบเครื่องเซ่นปู่ตา และตาแสง ประกอบด้วยเครื่องเซ่นปู่ตา ประกอบด้วย 1. ไก่ต้ม(เป็นตัว) พร้อมเครื่องในและไม่ตัดขา การฆ่าได้ไม่นิยมเชือดคอ 2. ผ้าผืนแพรวา หมอน (ถ้าให้สมบูรณ์ต้องมีผ้าสีแดงด้วย) 3.ขันห้าหนึ่งขัน นิยมใช้ดอกไม้สีแดงเพราะหมายถึงความเจริญรุ่งเรือน(ปัจจัยจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) ตามศรัทธา 4 .ข้าวเหนียว 1 กระติบ 5. เทียนไขว้ 1 คู่ และธูป 1 ดอก (หากต้องการปักธูปหลายคนใช้คนละ 1 ดอก) 6. ข้าวหวาน(ใช้ข้าวเหนียวคลุกกับน้ำตาลทราย) 1 ถ้วย 7 .ผลไม้ชนิดต่างๆ และขนมตามศรัทธา


54 8. หมากพูล บุหรี่ (บุหรี่หากมวนด้วยใบตองกล้วยแห้งยิ่งดี) 9. เหล้าขาว 1 ขวด (เหล้าประเภทอื่น หรือเบียร์ น้ำส้มหวาน จะใช้หรือไม่มีก็ได้) 10 .เรือกาบกล้วยสองลำพร้อมไม้พายเรือและทำหุ่นคนใส่เรือด้วย จัดหาเทียน 1 คู่ธูป 1 ดอก และ เงินปลอมตามเหมาะสมใส่เรือด้วย 11. น้ำดื่ม 1 ขวด ส่วนองค์ประกอบอื่นที่จะจัดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ใน 11 ข้อนี้ ก็เป็น ความเชื่อหรือ ศรัทธาของแต่ละบุคคล แม้กระทั้งจะใช้หัวหมูเซ่นสรวงแทนไก่ต้มยิ่งดี ถือว่าเลี้ยง ใหญ่แต่อย่าขาดลาบเลือด และลาบขาวพร้อมดีหมูบางคนจัดทำฝ่ายผูกแขนเพื่อขอพรจากปู่ตาก็มี และนิยมผูกแขนหลังเสร็จพิธีบวงสรวง จากนั้นก็เชิญญาติพี่น้องที่มาร่วมทำพิธีรับประทานอาหาร ภาษาโบราณเรียกว่าเป็นแหล่ง (เสนาอามาตย์) กระบวนการทั้งหมดในการทำพิธี ดำเนินการโดย กวานจำ (ผู้นํากระทำพิธีการ) ซึ่งจะกล่าวถึงความเป็นมาของ กวางจำในหัวข้อต่อไป ห้วงเวลานิยม ประกอบพิธี นิยมทำในภาคเช้าช่วงเวลา 07.00 น. – 10.00 น. ส่วนวัน จะเว้นวันศีลวันพระปากเดือน และมีงานศพในหมู่บ้าน เครื่องเซ่นเลี้ยงแสง(ตาแสง) ส่วนประกอบทั้งหมดในการทำพิธีเซ่นสรวงคล้ายการเลี้ยงปู่ตา ยกเว้นเรือกาบกล้วยไม่ ต้องทำเหตุผล เพราะเราไปกระทำพิธี ณ ศาลทั้งสามแห่งที่กล่าวไว้แล้ว ถ้ากระทำพิธีในสถานที่อื่นมี ความเชื่อว่าต้องให้ปู่ตา และตาแสงนั่งเรือไปตามลำน้ำบังฮวกเพื่อนําบริวารไปรับเอาเครื่องเซ่น ขั้นตอนเตรียมการเลี้ยงแสง ดังที่กล่าวไว้ว่านิยมเลี้ยงในเดือน 6 และเดือน 12 ของปี เริ่มจากกวานจำปรึกษาหารือ กับปราชญ์ ชาวบ้านหลาย ๆ ท่านกำหนดวันได้แล้ว ก็นําเรียนกํานันผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่ใน บ้านนาถ่อนเพื่อป่าวประกาศ ให้ชาวบ้านทราบถ้าเป็นสมัยโบราณ (40ปีย้อนหลัง) จะให้ผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้านเดินเลาะบอกทุกครอบครัวแต่ ปัจจุบันนิยมประกาศทางหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน จากนั้นแต่ละหมู่แต่งตั้งตัวแทนชาวคุ้มเก็บปัจจัยตาม ศรัทธา เพื่อนําไปซื้อไก่และเครื่องเซ่นต่างๆ ตามที่เสนอไว้ และในการเลี้ยงแต่ละครั้งใช้งบประมาณจำนวน ๓,๐๐๐.- บาท ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้ เป็นทุนบูรณะศาลต่อไป ในเช้าวันเลี้ยงแสงชาวบ้านจะนําข้าวเหนียวนึ่ง ดอกไม้ธูปเทียนพร้อม ปัจจัยมารวบรวมหรือบางคนมีไก่ต้มเป็นตัวนําไปสมทบที่บ้านกวานจําเลยก็มีในเช้ามืด ของวันเลี้ยง แสงชาวบ้านทั้งชายและหญิงไม่น้อยกว่า 20 คน ส่วนมากจะเป็นบุคคลที่มีบ้านใกล้บ้านกวานจำ มาร่วมเตรียมอุปกรณ์เซ่นสรวงทุกอย่างโดยเฉพาะไก่ต้มไม่น้อยกว่า 20 ตัว โดยจัดเป็น 3 ชุดครบ ตามสถานที่ คือ ปากบังฮวก ซ้งกกยาง และต้นกะบก พร้อมจัดทำชุดพิเศษ(ชุดเล็ก) ขึ้นถวายเช่น บวงสรวงที่บ้านกวานด้วย เพราะถือว่าเป็นที่พักของปู่ตาและตาแสงห้วงเวลา 08.00 น. พอไก่ต้ม สุกแล้วและการเตรียมเครื่องเซ่นเสร็จก็ จะเตรียมการไปกระทำพิธีโดยแบ่งคนเป็นสองคณะคือ คณะ ไปซ้งกกยาง และคณะไปต้นกะบก ปากบังฮวก โดยใช้พาหนะรถยนต์ แต่ครั้งสมัยโบราณจะใช้วิธีเดินไป


55 ในปัจจุบันคณะที่ไปทำพิธีที่ซ้งกกยางมีบุคคลแกนนํารับผิดชอบโดยธรรมชาติคือ คุณ พ่อโอสารัตนะ , คุณพ่อจันทร์ สมจันทร์ , คุณธนภัทร์ , คุณคาย บุญเชิด เป็นต้น ซึ่งจะมีผู้แห่แหน ติดตามไปแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 40 คน ส่วนคณะไปทำพิธีที่ต้นกะบกและปากบังฮวก ข้าพเจ้าผู้เล่าเป็น ผู้นํา มีผู้ติดตามประมาณ 15 คน ที่ กล่าวไว้ข้างต้นเป็นข้อมูลเดิมแต่ในปัจจุบันนี้ (เริ่มปี 2558 เป็น ต้นมา) ผู้นําชุมชนได้ร่วมกําหนดการเลี้ยงแสง เดือน 6 ตรงกับวัน พืชมงคลของทุกปีมีการจัด สถานที่รองรับผู้มาร่วมพิธีไม่น้อยกว่า 200 คน พร้อมมี เครื่องเซ่นไหว้มาสมทบมากมาย การปฏิบัติขณะทำพิธีบวงสรวง (เลี้ยงปู่ตา) ลำดับแรกต้องจัดเตรียมสถานที่ก่อนโดยใช้แคร่หรือหรือปูเสื่อ ณ นอกบริเวณชายคา บ้านและร่มไม้(ที่ โล่ง) ส่วนทิศทางจะหันหน้าไปทางทิศไหนนั้นก็แล้วแต่ทำเลของแต่ละบ้านไม่ถือ เป็นสำคัญแน่นอนในการจัด วางเครื่องเซ่นสรวงต้องหาใบกล้วยหรือกระดาษไว้วางเครื่องเซ่นด้วย แผนผังการจัดวางพอสังเขปดังนี้ 1 .ใบตองกล้วยหรือกระดาษ 2. หมอน 3. ผ้าผืนแพรวา(ควรมีผ้าสี แดงด้วย) 4. ไก่ต้ม หรือ หัวหมูต้ม 5. กระติบข้าว 6. ข้าวหวาน(พาหวาน) 7. ผลไม้และขนม 8. หมาก พูล บุหรี่ 9. น้ำดื่ม น้ำหวาน และเหล้าขาว 10. เรือกาบกล้วย (มีหุ่นคนทำด้วยกาบกล้วย ไม้พาย ดอกไม้แดง เทียนคู่) 11. ขันห้า (ปัจจัยจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) 12. ที่นั่งกวานจำ 13. ที่นั่งของคนเซ่น สรวง และญาติ 14. ที่ปักเทียนและรูป 4. เป็นการวางผลไม้และขนม พร้อมข้าวหวาน(ใส่หมายเลข ๑ และ ๑๐) 5.รินน้ำดื่ม น้ำหวาน (ใส่หมายเลข ๑ และเลข ๑๐) 6.วางหมากพลู บุหรี่ และจุดบุหรี่ประมาณ --๓ มวน (ใส่หมายเลข ๑,๑๐) ๗.รินเหล้าหรือเบียร์ แต่ขั้นตอนสุดท้ายต้องเป็นเหล้าขาวเท่านั้น(เพราะถือเป็นเหล้าโบราณ) มี ความ เชื่อเป็นการส่งตากลับที่พักเดิมและถวานจําต้องดื่มส่งท้าย ๘.ถือว่าเป็นเสร็จพิธีและในบางโอกาสผู้เซ่นสรวงมีความประสงค์จะขอฝ้ายผูกแขนกวานจําต้อง กระทำ วิธีต่อโดยยกขันห้าที่มีฝ่ายผูกแขนแล้วกล่าวนําขอพรจากคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์องค์พระธาตุพนม


56 พร้อมอิทธิฤทธิ์ปู่ตา บารมีของบรรพบุรุษมาสิงสถิตย์ในฝ่ายผูกแขน จากนั้นก็ผูกแขนให้ผู้บวงสรวงและบุคคล อื่น ณ สถานที่กระทำพิธีเลี้ยงงูตานั้นเลย 9.เครื่องเซ่นสรวงที่กระทำพิธีเสร็จแล้ว ถือว่าเป็นซากก็ให้ยกนําไปไว้ ณ จุดที่เห็นว่าเหมาะสมของ บริเวณบ้านเช่นรั้วบ้านเป็นต้น 10.ทุกคนที่มาร่วมพิธีก็จะร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน (เป็นแหล่งปู่ตา) อาจมีอาหารประเภทอื่น เพิ่มเติมก็ได้เป็นเสร็จพิธี 11.ดอกไม้ ธูปเทียน และเหล้าขาวส่วนหนึ่งกวานจะนําไปคารวะ (ขึ้นขัน) ที่บ้านตนเองครบสาม วันจึงเก็บ ได้ (เรียกเลิกกาย)


57 เอกสารประกอบการเรียนรู้ การตีเหล็กในสมัยโบราณ อาชีพการตีเหล็กของชาวบ้านนาถ่อน จังหวัดนครพนม สืบทอดกันมานานไม่น้อยกว่า 89 ปี เริ่มต้น ขึ้นจาก พ.ศ.2446 สมัยขุนพินิจอักษร แสนเสร็จ เป็นกำนัน ตำบลนาถ่อน ได้ไปติดต่อบาทหลวงซาเวียร์ ชาว ฝรั่งเศสสอนศาสนาเมืองเชียงขวาง แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเป็นผู้ฝึกสอนการ ตีเหล็กให้กับชาวบ้าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำดาบ มีดพร้า และจอบเสียมสำหรับใช้ในการเกษตรกรรม แต่ เดิมเป็นงานฝีมือที่มาจากแรงงานของคนล้วนๆ แต่ปัจจุบันเป็นการผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรมเพื่อการ พาณิชย์ ทำให้วัฒนธรรมประเพณี พิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับการตีเหล็ก เริ่มเลือนหาย ผู้นำชุมชนและ ชาวบ้านขาดความตระหนัก คนรุ่นใหม่ไม่สนใจไม่ทราบถึงประเพณีความเป็นมาของการประกอบอาชีพของ บรรพบุรุษ อุปกรณ์ในการตีเหล็ก เหล็ก วัสดุสำคัญในการใช้ตีมีด มีหลากหลายชนิด ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์และมีผลต่อราคาการ จำหน่ายด้วย มีดพร้าบ้านนาถ่อน จะใช้เหล็กประเภทต่างๆ ในการตีมีด เช่น เหล็กแหนบรถยนต์


58 ไม้ใช้สำหรับทำด้ามมีด ทำจากไม้ชนิดต่างๆ เช่น ไม้ไผ่ ไม้ประดู่ ไม้แดง การตีเหล็กในสมัยโบราณ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ อาศัยภูมิปัญญา ความรู้ที่สืบทอดมาจาก ปู่ ย่า ตา ยาย อาศัยหลักธรรมชาติ ต้องใช้พละกำลังในการผลิต ขณะเดียวกันไม่ลืมที่จะเคารพ ต่อสิ่งที่เหนือ ธรรมชาติ อุปกรณ์ในการตีเหล็กมีดังนี้ 1. ค้อนมี 2 ชนิด คือ ชนิดเล็ก และชนิดใหญ่ เรียกว่า พะเนิน ใช้ตีเหล็กขนาดใหญ่ มีหลายขนาด แบบ ชนิดหน้าเรียบ หน้าสอบ หน้าแหลม ใช้ตีเหล็กขณะเหล็กร้อนแดงสลับกัน ตีแบนเหล็กตามต้องการ 2. สูบสำหรับเป่าลม มี 3 ชนิด คือ สูบยืนเป็นสูบคู่ สูบนอนเป็นสูบเดี่ยว สูบพัดลม ใช้พัดลมเข้าเตาให้ ถ่านลุกแดงมีความร้อน 3. คีมจับเหล็ก ใช้คีบจับเหล็กขณะเผาไฟและจับเหล็กวางบนทั่งขณะตีหรือตัด 4. เหล็กสกัด ใช้ตัดเหล็กให้ได้ขนาดและรูปทรงตามต้องการ 5. ทั่ง มี 2 ชนิด คือ ทั่งใหญ่สำหรับรองเหล็กที่จะทำมีดใหญ่ๆ และทั่งเล็กสำหรับรองตีมีดเล็ก 6. รังและทวายสำหรับบ้องมีด ใช้รองตีเหล็กด้ามมีด 7. เลื่อยตัดเหล็ก มีทั้งเลื่อยไฟฟ้าและเลื่อยมือ ใช้ตัดข้อปลอกด้ามมีด 8. เครื่องเจียรไฟฟ้ามีหลายแบบ ใช้เจียรคมมีด เจียรด้ามมีด และเจียรตกแต่ง 9. ตะไบ มี 2 ชนิด คือ ตะไบหยาบ และตะไบละเอียด ใช้ตกแต่งคมมีดให้เรียบและคม 10. เครื่องสว่านไฟฟ้า หรือ วิน ใช้เจาะรู เพื่อลงหมุดที่ปลอกด้ามมีด 11. ตราประทับ สำหรับตอกใบมีด เป็นเครื่องหมายการค้า บ่งบอกชื่อช่างตีมีด 12. เครื่องกลึง ใช้กลึงด้ามมีด 13. ปั้มสูบลม หรือ พัดลมไฟฟ้าหอยโข่ง ใช้เป่าพัดลมไฟในเตาเผาให้ร้อนแดง 14. เตาไฟ ทำจากอิฐบล๊อกทนไฟและก่อหุ้มด้วยดินจอมปลวก ใช้ใส่ถ่านเผาเหล็กให้แดง 15. ถ่านไม้ สำหรับ เผาเหล็กที่จะตีเป็นมีด 16. เหล็กขูด ทำด้วยเหล็กกล้าแข็ง ปลายบางคม ใช้สำหรับขูดใบมีดให้คม และบางตามต้องการ 17. เครื่องขัด 18. หินลับมีด มี 2 ชนิด คือ หินหยาบ และหินละเอียด 19. อ่างน้ำและน้ำชุบ สำหรับชุบคมมีด 1. สูบลม มีลักษณะเป็นกระบอกสูบคล้ายกระบอกสูบลมหรืออัดลมใน ปัจจุบัน แต่มีขนาดใหญ่ มี เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-8 นิ้ว สูงประมาณ 1.50 เมตร ทำด้วยแผ่นสังกะสีชนิดเรียบม้วนเป็นวงกลม หรือ


59 ใช้ไม้เจาะเป็นรูกลวงข้างใน มีไม้แกนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว เป็น แกน พันด้วยผ้าไว้ที่ปลายไม้ให้ใหญ่ พอดีกับกระบอกสูบ ต่อท่อซึ่งพอกด้วยดินไปสู่เตาเผา ชักแกนขึ้นลง เพื่อ ส่งลมไปสู่เตาเวลาก่อไฟให้แดงร้อน ตลอดเวลา สูบลม 2. ค้อนตีเหล็ก มี 2 ชนิด คือ ชนิดเล็ก และชนิดใหญ่ เรียกว่า คะเนิน เป็นท่อนเหล็กตันเส้นผ่าศูนย์กลาง ตามขนาดและความจำเป็น 1-4 นิ้ว ยาวประมาณ 5-6 นิ้ว ต่อติดกับไม้เป็นด้ามยาวตั้งแต่ 0.50 เมตร ถึง 1.50 เมตร ใช้ตีเหล็กให้เป็นรูป ตามต้องการ ค้อน


60 3. ทั่ง เป็นท่อนเหล็กตัน ขนาดเล็กหรือใหญ่ตามความจำเป็นใช้ตอกยึดติดกับท่อนไม้ขนาด ใหญ่ เพื่อ รองรับเหล็กหรือวางเหล็กที่เผาร้อนแดงแล้ว และใช้ค้อนตีเหล็กตีให้ได้ตามรูปแบบ ทั่ง 4. คีม ลักษณะเป็นคีมเหล็ก ใช้เหล็ก ๒ ชิ้นยึดติดกันด้วยสลัก เหมือนคีมอุปกรณ์ซ่อม เครื่องยนต์ใน ปัจจุบันแต่มีขนาดด้ามที่ยาวกว่า ใช้จับเหล็กออกจากเตาไฟและจับเหล็กที่เผาแล้ววางบนตั่งให้ช่างตี เหล็กตีขึ้นรูป คีม


61 5 ทั่งขึ้นรูป เป็นเหล็กรูปทรงต่าง ๆ ยึดติดกับท่อนไม้ สำหรับขึ้นรูปทรงผลิตภัณฑ์เหล็ก เช่น ใช้ขึ้นรูปด้าม หรือส่วนโค้ง มีด เสียม เคียว เป็นต้น 6. ตะไบ เป็นเครื่องมือใช้ตกแต่งผิวอุปกรณ์ให้เรียบ คม แหลม ตามความต้องการ เป็น เหล็กกล้าคล้าย พร้า ขนาดกว้างประมาณ 1.5 นิ้ว ยาว 1.5 นิ้ว มีด้ามจับด้านข้าง ตะไบ 7. สกัด หรือตราประทับ เป็นเหล็กกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ยาวประมาณ 8 นิ้ว มีทั้งชนิด ปลายแหลมและปลายแบนคล้ายสิ่ว ใช้ตัดเหล็ก เจาะรูอุปกรณ์ หรือขึ้นรูปอุปกรณ์ หรือบางครั้งใช้เจาะ หรือ สกัดสลักชื่อสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายของผู้ผลิต


62 8. อ่างและน้ำชุบ สำหรับชุบคมมีด เป็นอ่างเก็บน้ำที่ทำด้วยดินเผา (ในปัจจุบันจะทำด้วยปูนซีเมนต์) มีน้ำ อยู่ในอ่าง เพื่อชุบอุปกรณ์เหล็กที่ร้อนหรือชุบอุปกรณ์เหล็กที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้มีความแข็งตาม ต้องการ 9. ถ่าน เป็นถ่านที่ใช้หุงต้ม เช่นเดียวกับถ่านไม้ในปัจจุบัน ใช้เผาเหล็กให้ร้อนแดงและอ่อน


63 10. เตาไฟ ทำจากอิฐบล๊อกทนไฟและก่อหุ้มด้วยดินจอมปลวก ใช้ใส่ถ่าน เผาเหล็กให้แดง 11. เหล็ก เป็นเหล็กที่มีอยู่ทั่วไป ในสมัยก่อนเหล็กหายากและไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด ชาวบ้านหรือร้าน ตีเหล็กจะอาศัยเศษเหล้กจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ชำรุด เช่น เศษเหล็กจากรถยนต์ เป็นต้น การตีเหล็ก ลำดับขั้นตอนของการตีเหล็ก 1. นายปรีชา ปราณีนิตย์ ราษฏรหมู่ที่ 14 เจ้าของโรงงานตีเหล็กเครื่องหมายการค้า Otop ได้อธิบายถึงขั้นตอนและเทคนิควิธีการผลิต ซึ่งพอจะนำมาให้ศึกษาได้ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1. การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ของเตาตีเหล็ก (ตีด้าม/ตีควง) เหล็กแหนบที่จะนำมาใช้ ในการตี มีด/พร้า ขั้นที่ 2 นำเหล็กแหนบมาคำนวณหาขนาด และทำเครื่องหมายไว้ขนาดมาตรฐาน จะมีน้ำหนักท่อนละ 900-1000 กรัม (พร้าใหญ่) ขั้นที่ 3 นำเหล็กที่ทำเครื่องหมายวัดขนาดเสร็จเรียบร้อยแล้วมาตัดเตรียมเข้าสู่ขั้นตอน การหลบต่อไป


64 ขั้นที่ 4 เหล็กแหนบที่ตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดไม่ เท่ากันขึ้นกับความหนาของเหล็กแหนบแต่ละชิ้น แต่ละท่อนจะมีน้ำหนักเฉลี่ย อยู่ที่ 900-100 กรัม ขั้นที่ 5 ขั้นตอนการหลาบ นำเหล็กที่ตัดเป็นท่อนแล้ว มาเผาไฟในเตาเผา สูบลมเข้าเพื่อ ความร้อน เมื่อเหล็กแดงได้ที่ จึงนำออกมาตีที่เครื่องเหยียบ (ขั้นตอนนี้เรียกว่า ตีหลาบหรือเหยียบหลาบ) ตียืดออกให้ได้ความยาวที่ต้องการ *การตีขึ้นรูป หรือ การทุบเหล็กให้เป็นรูปทรงตามต้องการเหล็กที่ตีขึ้นรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว (ท้องถิ่นเรียกว่า หลาบพร้า) ขั้นตอนที่ 6 การตีบ้อง (ด้ามจับ) นำหลาบพร้าที่ได้มาเผาในเตาเผาโดยนำเอาส่วนที่จะใช้เป็นด้ามจับ เข้าไฟก่อน เหล็กแดงได้ที่จึงนำออกมาตีที่แบบ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกาบกล้วย ตีให้โค้งงอเข้ากับแบบตีให้ เรียบเสมอกันตีให้โค้งให้ขอบทับกันตกแต่งให้สวยงาม เสร็จสิ้นขั้นตอนการตีบ้อง *การตีด้ามพร้าที่หลาบมาแล้วจะมีลักษณะแบนราบให้โค้งเข้าหากันเป็นรูปทรงกระบอก ขั้นตอนที่ 7 ต่อมานำตัวพร้า (ภาษาท้องถิ่นเรียก ดวงพร้า) เข้าเตาเผาสูบไฟเพิ่มความร้อน พอเหล็กแดงได้ที่ จึงนำออกมาตี ขั้นแรกให้ทำการตัดหัวพร้าก่อนโดยใช้กรรไกรตัดหัวพร้าตกแต่งให้ได้รูปทรง สวยงาม(*การตีดวง: การทำรูปเล่ม หรือเหล็กชิ้นงานนำมาตกแต่งรูปแบบให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ) ขั้นตอนที่ 8 ต่อมานำพร้าที่ ตีบ้อง ตีดวง เสร็จแล้วมาเชื่อมด้ามจับ ตัดปลายด้ามออกให้สวยงาม นำมาเจียระไนด้วยเครื่องสี (สีพร้า) ให้ขาวสวยงามและถึงคม ขั้นตอนที่ 9 ขั้นตอนต่อมานำมาขัดด้วยกากเพชรการนำพร้าที่ตีควง,ตีบ้อง, เรียบร้อยแล้วนำมาขัดให้ ขาวและให้ถึงคมโดยใช้หินเจียระไน(*การขัดเงา: การนำพร้าที่สีหรือใช้หินเจียระไนเรียบร้อยแล้วนำมาขัดให้ ขาวและให้ถึงคม โดยกากเพชรให้คมบางขึ้นเงานวล) ขั้นตอนที่ 10 นำมาเข้าเตาเผาอีกครั้งเพื่อชุบแข็ง ขั้นตอนที่ 11 การชุบแข็งนี้จะต้องใช้ฝีมือและความชำนาญอย่างมากจะต้องคอยระวังไฟ ให้ดี จะให้พร้าแดงเฉพาะบริเวณคม ดังภาพตัวอย่าง นำมาชุบน้ำในอ่างชุบ โดยค่อยๆแช่บริเวณคมลงไป ก่อนแช่ประมาณ 3 วินาทีแล้วเอาขึ้นมาดูสี ถ้าสีตรงบริเวณคมเป็นสีน้ำตาลแก่ถือว่าใช้ได้ เพราะสีนี้เหล็กจะ แข็งและเหนียวมากที่สุด ชุบบริเวณคมแล้วจึงแช่พร้าลงไปทั้งเล่ม พร้าที่ชุบแข็งเสร็จแล้ว ขั้นตอนที่ 12 นำมาขัดอีกครั้ง ผลิตภัณฑ์ที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมจำหน่าย


65 อุปกรณ์ที่ใช้ในการตีเหล็ก ภาพที่ 1 เหล็กที่นำมาใช้ตี มีด/พร้า ( เหล็กแหนบ ) ภาพที่ 2 เครื่องตัดแก๊ส ภาพที่ 3 เครื่องตีเหล็ก ภาพที่ 4 เตาเผาเหล็ก ใช้ในการบ่มเหล็ก ภาพที่ 5 คีมตัดชนิดต่างๆ ภาพที่ 6 คีมที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ภาพที่ 7 สูบ ใช้ในการเป่าลมเพื่อเพิ่มความร้อน ภาพที่8 เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเผาเหล็กให้แดง ในเตา


66 ภาพที่ 10 ทั่งแบบโบราณ ใช้ในการรองเหล็กเพื่อตี ภาพที่ 11 ค้อนขนาดต่างๆ ภาพที่ 12 มีดหรือกรรไกรตัดหัวพร้า ภาพที่ 13 เครื่องตัดด้ามพร้า ภาพที่ 14 เครื่องเจียระไน (ภาษาท้องถิ่นเรียกเครื่องสี) ภาพที่ 15 เครื่องขัดกากเพชร ภาพที่ 16 ผ้าขัดเงาที่ทากาวติดกากเพชร ภาพที่ 17 อ่างชุบแข็ง


67 ภาพที่ 18 ภาพที่ 19 ขั้นที่ 1. การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ของเตาตีเหล็ก (ตีด้าม/ตีควง) เหล็กแหนบที่จะนำมาใช้ในการ ตี มีด/พร้า ภาพที่ ๒๐ ขั้นที่ 2 นำเหล็กแหนบมาคำนวณหาขนาด และทำเครื่องหมายไว้ขนาดมาตรฐาน (จะมีน้ำหนักท่อนละ ๙๐๐-๑๐๐๐ กรัม (พร้าใหญ่) ภาพที่ 21 ภาพที่ 22


68 ขั้นที่ 3 นำเหล็กที่ทำเครื่องหมายวัดขนาดเสร็จเรียบร้อยแล้วมาตัดเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการหลบต่อไป ภาพที่ 23 ภาพที่ 24 ภาพที่ 25 ภาพที่ 26 ขั้นที่ 4 ขั้นตอนการหลาบ ภาพที่ 27 ภาพที่ 28 ภาพที่ 29 ภาพที่ 30 ขั้นตอนที่ 6 การตีบ้อง (ด้ามจับ) นำหลาบพร้าที่ได้มาเผาในเตาเผาโดยนำเอาส่วนที่จะใช้เป็นด้ามจับ เข้าไฟก่อน เหล็กแดงได้ที่จึงนำออกมาตีที่แบบ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกาบกล้วย ตีให้โค้งงอเข้ากับแบบตี ให้เรียบเสมอกัน ตีให้โค้งให้ขอบทับกัน ตกแต่งให้สวยงาม เสร็จสิ้นขั้นตอนการตีบ้อง ภาพที่ 31 ภาพที่ 32 ภาพที่ 33 ขั้นตอนที่ 7 ต่อมานำตัวพร้า (ภาษาท้องถิ่นเรียก ดวงพร้า) เข้าเตาเผาสูบไฟเพิ่มความร้อน พอเหล็ก แดงได้ที่ จึงนำออกมาตี ขั้นแรกให้ทำการตัดหัวพร้าก่อนโดยใช้กรรไกรตัดหัวพร้าตกแต่งให้ได้รูปทรง สวยงาม(*การตีดวง: การทำรูปเล่ม หรือเหล็กชิ้นงานนำมาตกแต่งรูปแบบให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ)พร้า ที่ตีบ้อง ตีดวงเสร็จเรียบร้อยแล้ว


69 ภาพที่ 34 ภาพที่ 35 ขั้นตอนที่ 8 ต่อมานำพร้าที่ ตีบ้อง ตีดวง เสร็จแล้วมาเชื่อมด้ามจับ ตัดปลายด้ามออกให้สวยงาม มีดพร้าที่สำเร็จเรียบร้อยพร้อมจำหน่าย


70 ขั้นตอนการตีเหล็ก 1. นำเหล็กมาตัดให้เป็นรูปร่างของผลิตภัณฑ์ที่จะทำ 2. นำเหล็กที่ตัดเป็นรูปร่างเข้าเตาเผา ซึ่งเรียกว่า เตา ในสมัยโบราณใช้คนสูบลม แต่ใน ปัจจุบันใช้พัดลม มอเตอร์แทนการสูบลมด้วยคน เผาเหล็กให้ร้อนแดง 3. นำเหล็กที่เผาจนร้อนแดงมาตี เรียกว่า “การโขก” โดยใช้คีมคีบเหล็กที่ร้อนแดงขึ้นวาง บนทั่ง ใช้ค้อนตี เพื่อขึ้นรูปร่าง การขึ้นรูปร่างอาจจะเผาและตีหลาย ๆ ครั้ง


71 4. นำมาตีให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ เช่น มีด จอบ เสียม เป็นต้น 5. นำมาตกแต่งให้คม ในสมัยก่อนใช้ตะไบตกแต่งผิวให้เรียบ คม แหลม ตามความต้องการ แต่ในปัจจุบัน ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าใจกันในภาษาชาวบ้านเรียกว่า “เครื่องเจียรหัวหมู” 6. นำมีด เคียว จอบ เป็นต้น ที่แต่งคมเรียบร้อยแล้ว มาชุบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความคม และแข็ง ตาม ต้องการ วิธีการชุบจะนำเหล็กที่ขึ้นรูปร่างแล้ว เผาไฟให้แดง แล้วนำไปชุบน้ำ


72 7. ตกแต่ง ใส่ด้าม ทาน้ ามัน ติดเครื่องหมายการค้า การตีเหล็กเป็นมีด กรรมวิธี ขั้นตอน วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือ ในการตีเหล็กให้เป็น มีดจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่จะมีความแตกต่างกันตามประเภทของมีด การตัดและผ่าเหล็ก เมื่อคัดเลือกเหล็กตามชนิดที่ต้องการ (ส่วนใหญ่เป็นเหล็กแหนบรถยนต์) วัดขน ความยาวเท่ากับขนาดมีดที่จะตี นำเหล็กส่วนที่จะตัด ไปเผาไฟในเตาเผาจนเหล็กร้อนแดงได้ที่ จากนั้นใช้คีม จับเหล็กที่ร้อน มาวางบนทั่ง แล้วผ่าเหล็กแบ่งครึ่งด้วยเครื่องมือสกัด จะได้เหล็กสำหรับตีมีด ๒ เล่ม การแบนหรือตีหลาบ เมื่อตัดเหล็กตามต้องการ นำเหล็กไปเผาไฟ แล้วใช้คีมจับเหล็กที่ร้อนแดงมาวาง บนทั่งเหล็ก ใช้ค้อนตีสลับกับค้อนพะเนินหรือค้อนปอนด์ การตีแบนทำสลับกับการเผาไฟให้ร้อนแดง ตีจนได้รูปร่าสวยงามตามต้องการ โดยการตีแบนมีด จะเริ่มจากการตีในส่วนเป็นด้ามมีดแล้วค่อยๆ ตีในส่วนที่ เป็นใบมีด ตีตราสัญลักษณ์และใส่ด้ามมีด การตีแต่ง เพื่อให้ผิวเหล็กเรียบและได้มีดตามรูปทรงที่ต้องการ การตีเหล็กเรียบและตีเพื่อขลิบคมหรือ ย้ำคมให้บางและตรง ก่อนที่จะนำไปตะไบอีกครั้ง การตอกตราสัญลักษณ์ทำในช่วงที่เหล็กร้อนแดง อาจจะตอกช่วงที่แบนเหล็กหรือช่วงทำด้ามมีดก็ได้ การตะไบตกแต่ง หลังจากตีมีดตามต้องการแล้ว นำมีดมาเจียรส่วนที่เป็นคมด้วยเครื่องเจียรไฟฟ้าก่อน เครื่องเจียรจะมีใบเจียรหลายขนาด ทั้งแบบหยาบและละเอียด จากนั้นนำมีดที่เจียรแล้ว ไปตกแต่งคมมีดด้วย การตะไบมือเป็นครั้งสุดท้าย การทำด้าม การทำบ้องหรือเดือยด้ามมีด คือ การตีเหล็กส่วนด้ามให้เป็นแผ่น แล้วตีปลายทั้งสองด้ามโค้งงอเข้าหา กัน ช่างเรียกว่า ตีห่อบ้อง แล้วบัดกรี หรือ จอดด้วยทองเหลืองและน้ำประสานทอง ด้ามมีดแบบบ้องสามารถ นำไปใช้ได้เลย หรือ นำด้ามไม้มาต่อให้ยาวขึ้นก็ได้ ด้ามมีดที่จะนำไปเข้าปลอก ช่างจะตีส่วนที่เป็นโคนเรียว


73 เป็นเดือยแหลมให้ได้ขนาดตามต้องการ ซึ่งยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร แล้วนำไปตอกเข้ากับด้ามไม้ ขั้นตอนการทำด้าม 1. นำด้ามไม้ชนิดต่างๆ ที่เข้าปลอกเหล็กไว้แล้วไปเจาะรูด้วยสว่านไฟฟ้า 2. นำครั่งที่ใช้ย้อมผ้ามาใส่ในรูของด้ามไม้ที่เจาะรูไว้แล้ว (ครั่งเปรียบเหมือนกาวที่ยึดมีดและด้าม ติดกัน ให้แข็งแรง) ปัจจุบันมีการนำแท่งกาวมาใช้แทนครั่ง 3. นำด้ามมีดส่วนที่เป็นเดือยไปเผาไฟให้ร้อนแดง แล้วนำไปเสียบเข้ากับด้ามไม้ที่ใส่ครั่งไว้เรียบร้อย ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปตกแต่งตามความต้องการ การชุบคมมีด มีดจะมีความคม และแข็งแกร่ง การชุบคมมีดเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ช่างทำมีดต้องมีความชำนาญเป็น พิเศษ การชุบคมมีดมี 2 แบบ คือ แบบชุบคมด้วยน้ำ และ แบบชุบคมด้วยน้ำมัน จะใช้วิธีการชุบคมมีดด้วย น้ำ โดยมีขั้นตอน 1. นำมีดที่ตีและเข้าด้าม ไปเผาไฟเฉพาะส่วนที่เป็นคมให้แดงร้อนเท่ากันตลอด (ช่างจะสังเกตและกะ เวลาตามประสบการณ์ว่าเหล็กร้อนได้ที่หรือยัง) 2. นำมีดที่เผาแล้วมาชุบในอ่างน้ำโดยจุ่มเฉพาะส่วนที่เป็นคมมีดอย่างรวดเร็วประมาณ 1-2 ครั้ง สังเกต ดูว่าสีของเหล็กเป็นสีอะไร ในขณะเย็นลง คมมีดจะเปลี่ยนจากสีขาวค่อยๆ เป็นสีออกเหลืองกินเข้าไปในมีด และกระจายเป็นสีเขียวปีกแมลงทับแผ่เข้าไปในส่วนที่เป็นตัวมีดมากขึ้น 3. เมื่อเหล็กเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ให้รีบจุ่มมีดลงในอ่างน้ำทันทีจนกว่าจะเย็นแล้วจึงนำขึ้น เคล็ดลับ การชุบคมมีดเป็นขั้นตอนการทำอย่างละเอียด แม่นยำ หากชุบเร็วไปเหล็กเป็นสีขาวจะทำให้มีด เปราะ บิ่น หักง่าย แต่ถ้าชุบนานไป เหล็กจะกลายเป็นสีเขียวมาก จะทำให้มีดอ่อนไม่แข็ง คม และบิดเบี้ยวได้ ง่ายวิธีการแก้ไข นำมีดไปเผาไฟใหม่ แล้วนำมาชุบน้ำตามกระบวนการอีกครั้งจนกว่าจะได้คมมีดตามต้องการ การตกแต่ง เมื่อผ่านการชุบคมมีดด้วยน้ำแล้ว นำมีดมาตกแต่งด้วยการเจียรหรือตะไบ ให้เรียบร้อยอีกครั้ง มีดบาง ประเภท อาจจะมีซองหนังหรือซองไม้ สำหรับเก็บมีดให้เรียบร้อยหรือสวยงามเพื่อเพิ่มคุณค่า เช่น มีดพก มีด ดาบ วิวัฒนาการของการตีเหล็ก ช่วงระยะเวลากว่า 100 ปี ผ่านมา การตีเหล็กของชาวบ้านนาถ่อนได้ วิวัฒนาการมาโดยตลอด ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทั้งอุปกรณ์ การผลิต วิธีการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้น ตลอดถึงการตลาด การจำหน่าย เกิดมีโรงงานตีเหล็กขึ้นหลายแห่ง


74 ใช้เทคโนโลยีในการ ผลิตบางขั้นตอนผสมผสานกับการผลิตด้วยมือ ซึ่งบางขั้นตอนที่ต้องการความละเอียด สวยงาม คงทน ตามความต้องการของผู้ใช้จะต้องผลิตด้วยมือ วิวัฒนาการของอุปกรณ์การผลิต 1. สูบลม จากความต้องการลมเป่าจากเครื่องสูบ ปัจจุบันพัฒนามาใช้พัดลม มอเตอร์ ซึ่งมีลักษณะคล้าย เครื่องเป่าผมของร้านเสริมสวย แต่มีขนาดใหญ่กว่า ปิด – เปิดสวิตส์ไฟฟ้าให้ลมเป่า ได้ตามต้องการ จะประหยัดพลังงานคนได้อีก 1 คน ที่ต้องการสูบลมประจำ อดีต ปัจจุบัน 2. ค้อนตีเหล็ก ( ค้อนคะเนิน) ปัจจุบันพัฒนามาเป็นเครื่องตีเหล็กไฟฟ้า เป็นเหล็กกระทุ้งเพื่อกระทบ เหล็กที่เผาให้ร้อนแดงขึ้นรูปได้ตามความต้องการ แต่ไม่สามารถขึ้นรูปละเอียดได้ ยังคงต้องใช้ค้อนตี ตกแต่ง รายละเอียดอีกขั้นตอนหนึ่ง อดีต ปัจจุบัน


75 2. การแต่งผิว ปัจจุบันใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าใจกันในภาษาชาวบ้านว่า เครื่องเจียรหัว หมู คือ เป็น เครื่องเจียระไนชนิดมือถือ นำมาตกแต่งผิวเหล็กให้เรียบและสวยงามรวดเร็วกว่า การใช้ใน สมัยก่อนมาก 3. อดีต ปัจจุบัน 4. เหล็ก สกัด ใช้ตัดเหล็ก ปัจจุบันพัฒนามาใช้กรรไกรตัดเหล็ก อดีต ปัจจุบัน ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ทั่งขึ้นรูป คีม อ่างน้ า ยังมีความจำเป็นต้องใช้อยู่ และนอกจากนั้น ยังได้นำ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกเครื่องทุ่นแรงเข้ามาใช้อีกมาก เช่น สว่านไฟฟ้า เลื่อยไฟฟ้า เครื่องดัดเหล็ก เครื่องตัดเหล็ก เป็นต้น


76 การเจียระไนมีด พร้า อ่างน้ำและน้ำชุบ สำหรับชุบคมมีด ผลิตภัณฑ์มีดพร้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวบ้านนาถ่อน ผลิตภัณฑ์มีดพร้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวบ้านนาถ่อน เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่ง ผลิตภัณฑ์(OTOP) ที่มีชื่อเสียงของตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ชาวบ้านนาถ่อนมีการ ตีเหล็กสืบทอดมานานประมาณ 76 ปีที่ผ่านมา เมื่อมี พ.ศ. 2466 สมัยขุนพินิจอักษร แสนเสร็จ เป็นกำนัน ได้ไปติดต่อบาดหลวงชาเวียร์ ชาวฝรั่งเศษสอนศาสนาเมืองเชียงขวาง แขวงคำม่วน ประเทศลาวสมัยนั้น เป็นผู้ฝึกสอนการตีเหล็กเป็นคนแรก การตีเหล็กเมื่อใช้แรงงานคนตี ทำเตาเหล็กด้วยดินเหนียว สูบลม ทำ ด้วยกระบอกไม้ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง สูบลมเป่าถ่านด้วยมือ ใช้ตะไบเหล็กแต่งคม ต่อมาพัฒนากระบวนการ


77 ผลิตมากขึ้น แต่ก็ยังเน้นการใช้แรงงานคนผลิตเป็นหลัก ในกระบวนการผลิตนั้นส่วนใหญ่จะใช้ภูมิปัญญา ดั้งเดิมเป็นพื้นฐานในการผลิตขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ กระบวนการตัดเหล็ก สู่กระบวนการตีขึ้นรูป การเชื่อม ด้าม การเจีย การชุบ ซึ่งในแต่ละกระบวนการจะอาศัยความชํานาญของคนงาน การผลิตแต่ละขั้นตอนนั้น ยังขาดเทคโนโลยีในหลายๆด้าน แผนภาพแสดงแสดงขั้นตอนกระบวนการผลิตมีด ชุมชนบ้านนาถ่อนประกอบด้วย 4 หมู่บ้านขึ้นตรงกับตําบลนาถ่อน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ภายใน ตําบล มีวิสาหกิจมีดพร้า จํานวน 6 ราย การดําเนินงานจะเป็นไปในลักษณะที่เจ้าของมีสถานที่และเครื่องมือ พร้อมให้กับคนในหมู่บ้านเข้ามาทํางาน โดยการทํางานจะเป็นการเหมาตามจํานวนมีด อาทิเช่น กระบวนการ กระแทกจะคิดค่าแรง 5 บาท/เล่ม ฯลฯ โดยที่รายได้เฉลี่ยของคนงานอยู่ในช่วง 5,000 บาท/ 12,000เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือและความรวดเร็วของแต่ละคน อัตราการผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ ๖๐,๐๐๐ เล่ม/เดือน หรือ 720,000 เล่ม/ปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท/ปี ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มตีมีดพร้านาถ่อนจะมีหลายหลายรูปแบบ เช่น มีดพร้า มีดพร้าบ้อง ขวาน มีดพร้าเล็ก มีดสนาม เคียว เป็นต้น


78 ด้านการจำหน่ายสินค้า เมื่อผลิตมีดเสร็จแล้วจะมีพ่อค้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายต่อยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่ว ประเทศ โดยกำไรจะแบ่งในรูปของเปอร์เซ็นต์แต่ละด้าม หากมีดเป็นสนิม มีดเสีย มีความบกพร่อง ก็จะ นำมาคืน ภาพแสดงผลิตภัณฑ์มีดบ้านนาถ่อน


79 การตลาดและการจำหน่าย การจำหน่ายผลผลิตในสมัยก่อนผู้ผลิตจะเป็นผู้นำออกจากหน่ายเอง โดยนำ วางขายในบ้านของ ตนเองหรือนำวางขายในตลาดสด เป็นการหารายได้เพิ่มเติมให้กับตนเองภายหลังจาก การทำนา ทำไร่ ทำสวน ตามฤดูกาล ต่อมาอุปกรณ์เหล่านี้มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนมาก ยิ่งขึ้นปริมาณการผลิตและ การจำหน่ายมากยิ่งขึ้น จำนวน ครัวเรือนประกอบอาชีพตีเหล็กมากขึ้น เมื่อ ความต้องการขยายตัวขึ้น ประมาณการผลิตและวิธีการจำหน่ายก็ขยายตัวขึ้นเช่นกัน เดียวกัน โดยการ ขยายออกเป็นปริมาณกว้างและวิธีการจำหน่ายขยายจากในหมู่บ้านสู่อีกหมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัด ใกล้เคียง จากวิธีการเดินเท้าเป็นจักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ รถไฟ จากจำหน่ายตามบ้านเป็น การ จำหน่ายให้แก่พ่อค้าคนกลาง ร้านค้า หรือตามเทศกาลงานประจำปี


80 สรุปผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน จากหลักสูตรสถานศึกษาสู่การกำหนดแผนการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้เชื่อมโยงสู่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการ Active Learning ส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางประวัติศาสตร์ และทักษะการคิดวิเคราะห์สรุปผลการจัด กิจกรรมได้ดังนี้ การใช้กระบวนการ Active Learning ผู้สอนได้ใช้กระบวนการ Active Learning ในการจัดการเรียนรู้ คือ 1. ใช้กระบวนการกลุ่มในการเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้ร่วมกันคิด วางแผนการศึกษาเรียนรู้ด้วย ตนเองภายในกลุ่ม ฝึกการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น และ ยอมรับการตัดสินใจของเสียงส่วนใหญ่ 2. มีการเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องเรียนตลอดเวลา ทั้งที่ครูทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสนทนาร่วมกับนักเรียน และการ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกมานาเสนอข้อมูลในทุกขั้นตอนของการดำเนินการตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ 3. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งแหล่งเรียนรู้ในห้องเรียน โรงเรียน และ ชุมชน 4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ออกมานำเสนอผลงาน และร่วมกันประเมินผลงานอย่างสร้างสรรค์ การใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ผู้สอนได้ใช้กระบวนการของวิธีการทางประวัติศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับทักษะการคิดวิเคราะห์ คือ 1. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการของวิธีการทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาแหล่ง เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน โดยเปิดโอกาสให้เลือกหัวเรื่องที่สนใจศึกษา และด เนินการตามกระบวนการขั้นตอนทั้ง 5 ขั้นตอน โดยมีครูทำหน้าที่คอยให้คำปรึกษา แนะนำตลอดการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. ผู้สอนได้สอดแทรกทักษะการคิดวิเคราะห์ในการดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการของวิธีการทาง ประวัติศาสตร์ ผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน เพื่อให้เยาวชนเกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และหวงแหนบ้านเกิดของตนเอง ผลที่เกิดขึ้นในห้องเรียนคือ 1. ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ที่มีโอกาสได้เป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง


81 2. ผู้เรียนเกิดความใฝุรู้ ใฝุเรียนจากการได้ลองลงมือปฏิบัติ 3. ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานการศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้าน นาถ่อน ของตนเอง 4. ผู้เรียนเกิดความรัก และความภาคภูมิใจในท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งผลจากการจัดการเรียนรู้ข้างต้นได้สอดคล้องกับการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคของ ข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลง ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สารสนเทศ การสื่อสารไร้พรมแดน การ เข้าถึงแหล่งข้อมูลสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ผลกระทบจาก ยุคโลกาภิวัฒน์นี้ส่งผลให้ผู้เรียนจำเป็นจะต้องมี ความสามารถในเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้แสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา จากหลักสูตรสถานศึกษาสู่การกำหนดแผนการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงสู่การเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาบ้านนาถ่อน โดยใช้กระบวนการ Active Learning ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางประวัติศาสตร์ และทักษะ การคิดวิเคราะห์ สรุปผลการจัดกิจกรรมได้ดังนี้ การใช้กระบวนการ Active Learning ผู้สอนได้ใช้กระบวนการ Active Learning ในการจัดการเรียนรู้ คือ 1. ใช้กระบวนการกลุ่มในการเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้ร่วมกันคิด วางแผนการศึกษาเรียนรู้ด้วย ตนเองภายในกลุ่ม ฝึกการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น และ ยอมรับการตัดสินใจของเสียงส่วนใหญ่ 2. มีการเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องเรียนตลอดเวลา ทั้งที่ครูทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสนทนาร่วมกับนักเรียน และการ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกมานาเสนอข้อมูลในทุกขั้นตอนของการดาเนินการตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ 3. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งแหล่งเรียนรู้ในห้องเรียน โรงเรียน และ ชุมชน 4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ออกมานาเสนอผลงาน และร่วมกันประเมินผลงานอย่างสร้างสรรค์ การใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ผู้สอนได้ใช้กระบวนการของวิธีการทางประวัติศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับทักษะการคิด วิเคราะห์ คือ 1. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการของวิธีการทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาแหล่ง เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้เลือกหัวเรื่องที่สนใจศึกษา และดาเนินการตามกระบวนการ ขั้นตอนทั้ง 5 ขั้นตอน โดยมีครูทำหน้าที่คอยให้คำปรึกษา แนะนำตลอดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. ผู้สอนได้สอดแทรกทักษะการคิดวิเคราะห์ในการดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการของวิธีการทาง ประวัติศาสตร์


82 ผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อให้เยาวชนเกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และ หวงแหนบ้านเกิดของตนเอง ผลที่เกิดขึ้นในห้องเรียนคือ 1. ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ที่มีโอกาสได้เป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง 2. ผู้เรียนเกิดความใฝุ่รู้ ใฝุ่เรียนจากการได้ลองลงมือปฏิบัติ 3. ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานการศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตนเอง 4. ผู้เรียนเกิดความรัก และความภาคภูมิใจในท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งผลจากการจัดการเรียนรู้ข้างต้นได้สอดคล้องกับการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคของ ข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลง ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สารสนเทศ การสื่อสารไร้พรมแดน การเข้าถึงแหล่งข้อมูลสามารถทาได้ทุกที่ทุกเวลา ผลกระทบจาก ยุคโลกาภิวัฒน์นี้ส่งผลให้ผู้เรียนจ าเป็นจะ ต้องมีความสามารถในเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้แสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา


83 ด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ผลงานหรือผลการปฏิบัติงานเป็นผลงานที่เกิดจากการ จัดการเรียนรู้ของครู ผลการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ / ภูมิปัญญาท้องถิ่น คำอธิบาย แบบสอบถามนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษาฯโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชน/ภูมิปัญญาท้องถิ่นปีการศึกษา2566 เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการเรียน การสอนต่อไป คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องว่างและตอบตามความเป็นจริง ค่าระดับความพึงพอใจ มากที่สุด มีค่า เท่ากับ 5 มาก มีค่า เท่ากับ 4 ปานกลาง มีค่า เท่ากับ 3 น้อย มีค่า เท่ากับ 2 น้อยที่สุด มีค่า เท่ากับ 1 รายการ ระดับความพึงพอใจ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 1.การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชน/ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ให้นักเรียนได้เลือกเรียนอย่างหลากหลาย 329 16 9 2 1 2.การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับความ ต้องการของนักเรียน 330 9 6 2 3.การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 345 6 5 1 - 4.ความเหมาะสมของเวลาลำดับขั้นตอน เนื้อหา รูปแบบการดำเนินกิจกรรม 352 3 2 - - 5.ชุมชนผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และ ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและซักถาม 334 13 3 2 - 6.การใช้แหล่งเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับจุดประสงค์ เนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้ 346 9 2 - - 7.การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม 324 21 9 3 - 8.การจัดกิจกรรมให้นักเรียนอย่างหลากหลายเช่น บรรยาย สาธิต ปฏิบัติจริง 348 6 3 - - 9.ตระหนักและเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น 349 8 - - 10.ความเหมาะสมของสถานที่ทำกิจกรรม 346 8 3 - - 11.ช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 349 8 - - 12. ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและสามารถ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ 346 8 3 13..ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปเผยแพร่/ถ่ายทอดเพื่อน นักเรียนและชุมชนได้ 324 21 9 3 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


84 ผลการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ / ภูมิปัญญาท้องถิ่น คำอธิบาย แบบสอบถามนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษาฯโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชน / ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปีการศึกษา ๒๕๖๕ เพื่อเป็นแนวทาง ในการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องว่างและตอบตามความเป็นจริง ค่าระดับความพึงพอใจ มากที่สุด มีค่า เท่ากับ 5 มาก มีค่า เท่ากับ 4 ปานกลาง มีค่า เท่ากับ 3 น้อย มีค่า เท่ากับ 2 น้อยที่สุด มีค่า เท่ากับ 1 รายการ ระดับความพึงพอใจ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 1.การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชน/ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ให้นักเรียนได้เลือกเรียนอย่างหลากหลาย 92.16 4.52 2.52 0.56 0.28 2.การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับความ ต้องการของนักเรียน 92.44 2.52 2.80 1.68 0.56 3.การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 96.64 1.68 1.40 0.28 - 4.ความเหมาะสมของเวลาลำดับขั้นตอน เนื้อหา รูปแบบ การดำเนินกิจกรรม 98.60 0.84 0.56 - - 5.ชุมชนผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันแสดง ความคิดเห็นและซักถาม 93.56 3.64 0.84 0.56 - 6.การใช้แหล่งเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับจุดประสงค์ เนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้ 96.92 2.25 0.56 - - 7.การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม 90.76 5.88 2.52 0.84 - 8.การจัดกิจกรรมให้นักเรียนอย่างหลากหลายเช่น บรรยาย สาธิต ปฏิบัติจริง 97.48 1.68 0.84 - - 9.ตระหนักและเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น 97.76 2.24 - - - 10.ความเหมาะสมของสถานที่ทำกิจกรรม 96.92 2.24 0.84 - - 11.ช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 97.76 2.24 12. ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและสามารถ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ 96.92 2.24 0.84 - - 13.ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปเผยแพร่/ถ่ายทอดเพื่อน นักเรียนและชุมชนได้ 90.76 2.25 0.56 0.84 -


85 สรุปความคิดเห็นในระดับมากขึ้นไปในแต่ละประเด็นดังนี้ รายการ ร้อยละ 1.การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชน/ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ให้นักเรียนได้เลือกเรียนอย่างหลากหลาย 92.16 2.การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับ ความต้องการของนักเรียน 92.44 3.การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ 96.64 4.ความเหมาะสมของเวลาลำดับขั้นตอน เนื้อหา รูปแบบการดำเนินกิจกรรม 98.60 5.ชุมชนผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันแสดงความคิดเห็นและซักถาม 93.56 6.การใช้แหล่งเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับ จุดประสงค์เนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้ 96.92 7.การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม 90.76 8.การจัดกิจกรรมให้นักเรียนอย่างหลากหลายเช่น บรรยาย สาธิต ปฏิบัติจริง 97.48 9.ตระหนักและเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น 97.76 10.ความเหมาะสมของสถานที่ทำกิจกรรม 96.92 11.ช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 97.76 12. ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เชื่อมโยงกับ ชีวิตประจำวันได้ 96.92 13.ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปเผยแพร่/ถ่ายทอด เพื่อนนักเรียนและชุมชนได้ 90.76 ข้อเสนอแนะ 1. ให้จัดกิจกรรมการใช้แหล่งเรียนรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีก 2. อยากให้วิทยากรมาสอนในชั่วโมงเรียน


86 สรุปผลการประเมินกิจกรรมและข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น/ความพึพอใจ ค่าเฉลี่ย(X) ค่าเฉลียเบี่ยง เบนมาตรฐาน (SD) การแปลผล 1.การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชน/ภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ให้นักเรียนได้เลือกเรียนอย่าง หลากหลาย 4.88 0.23 มากที่สุด 2.การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน 4.85 0.35 มากที่สุด 3.การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 4.95 0.10 มากที่สุด 4.ความเหมาะสมของเวลาลำดับขั้นตอน เนื้อหา รูปแบบการดำเนินกิจกรรม 4.98 0.03 มากที่สุด 5.ชุมชนผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้และร่วมกันแสดงความคิดเห็นและ ซักถาม 4.93 0.12 มากที่สุด 6.การใช้แหล่งเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับ จุดประสงค์เนื้อหาสาระและกิจกรรมการ เรียนรู้ 4.96 0.05 มากที่สุด 7.การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม 4.87 0.22 มากที่สุด 8.การจัดกิจกรรมให้นักเรียนอย่าง หลากหลายเช่น บรรยาย สาธิต ปฏิบัติจริง 4.97 0.05 มากที่สุด 9.ตระหนักและเห็นคุณค่าของภูมิปัญญา ท้องถิ่น 4.98 0.02 มากที่สุด 10.ความเหมาะสมของสถานที่ทำกิจกรรม 4.96 0.05 มากที่สุด 11.ช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับ ชุมชน 4.98 0.02 มากที่สุด 12. ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เชื่อมโยง กับชีวิตประจำวันได้ 4.96 0.05 มากที่สุด


87 13.ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปเผยแพร่/ ถ่ายทอดเพื่อนนักเรียนและชุมชนได้ 4.87 0.22 มากที่สุด ความพึงพอใจต่อการดำเนินกิจกรรมใน ภาพรวม 4.93 0.12 มากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง ระดับความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง ระดับความพึงพอใจในระดับดมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง ระดับความพึงพอใจในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง ระดับความพึงพอใจในระดับน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง ระดับความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด สรุปผลการประเมิน การประเมินผลพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ โดยใช้แหล่งเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านนาถ่อน/ภูมิปัญญาชุมชนบ้านนาถ่อน ประจำปีการศึกษา 2566 โรงเรียนนาถ่อน พัฒนา จำนวน 357 คน ในครั้งนี้ดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบความพึงพอใจ และพัฒนาการ เรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯและบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มต่างๆได้ เหมาะสม นักเรียนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและฝึกทักษะวิชาชีพ ขนบธรรมเนียมประเพณี และ วัฒนธรรมโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น นักเรียนสามารถเสริมสร้างวินัย ค่านิยมที่พึงประสงค์แก่ตนเองและ ส่วนรวมได้ มีจิตสำนึกเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนของตนเอง สามารถปฏิบัติตนตาม หลักนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างถูกต้อง จากการติดตามประเมินผลความพึงพอใจ ของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ พบว่าผู้ตอบแบบประเมินส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในภาพรวมทุกด้าน มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.93 หรือคิด เป็นร้อยละ 98.63


88 ผลการดำเนินการตามตัวชี้วัด ตัวชี้วัด หน่วยนับ รวมทั้งสิ้น เป้าหมาย ผลการ ดำเนินการ ผลผลิต (Output) 1. เชิงปริมาณ : จำนวนผู้เข้ารับบริการ คน 363 377 2. เชิงคุณภาพ : ร้อยละนักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมและมีความพึง พอใจในกระบวนการจัดกิจกรรม ร้อยละ 80 98.63 3. เชิงเวลา : ร้อยละของโครงการ/กิจกรรมที่แล้วเสร็จตามระยะเวลา ที่กำหนด ร้อยละ 100 100 4. เชิงต้นทุน : ต้นทุน/ค่าใช้จ่ายของการให้บริการวิชาการตาม งบประมาณ บาท 43,560 43,560 ผลลัพธ์ (Outcome) 1. เชิงปริมาณ : ร้อยละของผู้รับบริการนำไปใช้ประโยชน์ ร้อยละ 80 93.47 2. เชิงคุณภาพ : ร้อยละชุมชน โรงเรียน วัด นักเรียนมีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่สำคัญของ ท้องถิ่น ร้อยละ 80 94.21 ผู้รับบริการ ได้รับความรู้ / ประโยชน์ดังนี้ 1. ผู้เข้าร่วมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ โดยใช้แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น/ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น/ภูมิปัญญา ท้องถิ่นนักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมและมีความพึงพอใจในกระบวนการจัดกิจกรรมในระดับมาก คิดเป็นร้อย ละ 94.21 2. ผู้เข้าร่วมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความพึง พอใจต่อกิจกรรมอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 98.63


89 3. ผู้เข้าร่วมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น นำความรู้ไป ใช้ประโยชน์อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 93.47 สรุปโดยภาพรวมและความคิดเห็นของผู้ร่วมกิจกรรม . ผู้เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่ง เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์มาก มีเนื้อหาสาระดีๆ มีกิจกรรมที่หลากหลายที่สามารถนำไปใช้ประกอบการเรียน ในชีวิตประจำวัน เป็นการนำคตินิยม ความเชื่อ หรือหลักการพื้นฐานที่เกิดจากการสั่งสมและสืบทอดต่อกันมา หรือขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ จริยธรรมหรือการประกอบอาชีพ ที่แสดงออกถึงความเจริญงอกงามและ ความเป็นระเบียบแบบแผนที่เคยยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา และเป็นการสนับสนุนการส่งเสริมให้นักเรียนมี ความรักและภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นตนเองก่อให้เกิดการเรียนรู้ภายในท้องถิ่น และวัฒนธรรมเฉพาะท้องถิ่นที่ แตกต่างและโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นมรดกอันทรงคุณค่ายิ่ง ของชาวตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่เอื้อต่อการศึกษาค้นคว้าของนักเรียน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างวิถีแห่งการเรียนรู้สร้าง แรงกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจประเด็นปัญหาต่างๆที่เกี่ยวกับ ชุมชน สังคม เกิดความมุ่งมั่น รัก และเพลิดเพลินใน การแสวงหาความรู้อันส่งผลให้สามารถวิเคราะห์และสรุปองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง นำไปสู่การตระหนักและ เห็นคุณค่าความสำคัญของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองและเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมที่จะเติบโต เป็นพลโลกได้อย่างมีคุณภาพบนรากฐานของความเป็นไทย ผลลัพธ์จากการดำเนินกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความรักหวงแหนและอยากอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีแหล่งศึกษาเรียนรู้ใน ชุมชน ซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาองค์ความรู้และการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เกิดความภาคภูมิใจและมี จิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่คู่กับชุมชนต่อไป ความคิดเห็นของผู้รับบริการ - ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นจากการบอกเล่าของวิทยากรท้องถิ่น - ใช้ความรู้ประกอบการเรียนและชีวิตประจำวันได้ - มีเอกสารค้นคว้าประกอบสามารถนำไปบอกเล่าต่อได้ - ได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เกิดประสบการณ์ตรง และเกิดความสนุกสนาน - เกิดความรักและภูมิใจในท้องถิ่น


90 -เกิดความรู้ในการอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าในท้องถิ่น - เห็นคุณค่าแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น


91 ภาคผนวก ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนนาถ่อน โดยใช้แหล่งเรียนรู้ / ภูมิปัญญาท้องถิ่น


92 คณะครูบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนนาถ่อนพัฒนา- ปราชญ์ชาวบ้าน วิทยากรท้องถิ่น ได้จัดทำโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้ / ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 380 คน ประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ / ภูมิปัญญาท้องถิ่น นายสมพาน นวลศรี ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม


93


94 ฐานที่ 1 ฐานการเรียนรู้ พิธีบวงสรวงผีบรรพบุรษ ( ปู่ตาแสง ) โดย นายเฉลิม วีระวงศ์ ปราชญ์ชาวบ้าน : บรรยายประวัติความเป็นมาของบ้านนาถ่อน และประวัติปู่ตาแสง อธิบายความหมายเครื่องเซ่นไหว้ และพิธีกรรมเลี้ยงปู่ตาแสง


95 การรำบวงสรวงขอพรปู่ตาแสง จากชุมนุมนาฏศิลป์ มีการผูกข้อมือขอพรเพื่อความเป็นศิริมงคล ตามความเชื่อของชาวบ้าน


96 การเรียนรู้ ฐานที่ 1 ฐานการเรียนรู้พิธีบวงสรวงผีบรรพบุรษ (ปู่ตแสง )


97 ฐานที่ 2 ฐานการเรียนรู้ ภูมิปัญญาการตีเหล็กบ้านนาถ่อน โดย นายประสิทธิ์ พิมพา พร้อมคณะ การตีเหล็กชุมชนบ้านนาถ่อน วิทยากร : แนะนำอุปกรณ์ในการตีเหล็ก และสาธิตการตีเหล็กสมัยโบราณที่ใช้แรงงานคน


98 ครู-บุคลากรทางการศึกษา พร้อมนักเรียนโรงเรียนนาถ่อนพัฒนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การลงมือปฏิบัติ


99 นักเรียนเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงขั้นตอนการตีเหล็ก


Click to View FlipBook Version