The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สุมาลี ทิพย์จักร์, 2024-01-11 12:59:02

โครงร่าง วิจัยในชั้นเรียนบทที่ 1-3

วิจัยในชั้นเรียนบทที่ 1-3

การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ สุมาลี ทิพย์จักร์ รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ นางสาวสุมาลี ทิพย์จักร์ รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


4 ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ผู้วิจัย นางสาวสุมาลี ทิพย์จักร์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์นุชนงค์ อุเทศพรรัตนกุล ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ


5 กิตติกรรมประกาศ


6 สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 1.3 สมมติฐานของการวิจัย 3 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 3 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6 บทที่ 2 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 7 2.1.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 7 2.1.1.1 หลักการของหลักสูตร 7 2.1.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 8 2.1.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 9 2.1.1.4 คุณภาพของผู้เรียน 9 2.1.1.5 มาตรฐานตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 12 2.1.2 มาตราตัวสะกด 18 2.1.2.1 ความหมายของตัวสะกด 18 2.1.2.2 ประเภทของมาตราตัวสะกด 20 2.1.3 บทเรียนสำเร็จรูป 21 2.1.3.1 ความหมายของบทเรียนสำเร็จรูป 21 2.1.3.2 ลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูป 23 2.1.3.3 จิตวิทยาที่เป็นพื้นฐานของบทเรียนสำเร็จรูป 23 2.1.3.4 คุณประโยชน์ของบทเรียนสำเร็จรูป 24 2.1.3.5 รูปแบบของบทเรียนสำเร็จรูป 25 2.1.3.6 ประเภทของบทเรียนสำเร็จรูป 26 2.1.3.7 ส่วนประกอบของบทเรียนสำเร็จรูป 29 2.1.3.8 หลักการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป 30 3.1.3.9 การหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป 31


7 เรื่อง หน้า 2.1.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 33 2.1.4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 33 2.1.4.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 33 2.1.4.3 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 35 2.1.4.4 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 36 2.1.4.5 องค์ประกอบที่มีผลต่อการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 39 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 40 2.2.1 งานวิจัยในประเทศ 40 2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย 43 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 44 3.1 กลุ่มเป้าหมาย 44 3.2 แบบแผนการวิจัย 44 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 45 3.3.1 บทเรียนสำเร็จรูป 45 3.3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา 45 3.3.3 แบบสอบถามความพึงพอใจ 45 3.4 การสร้างและการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 45 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 51 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 52 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 53 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล - 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล - 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล - บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ - 5.1 สรุปผลการวิจัย - 5.2 การอภิปรายผล - 5.3 ข้อเสนอแนะ - บรรณานุกรม 57 ภาคผนวก - ภาคผนวก ก -


8 เรื่อง หน้า ภาคผนวก ข - ภาคผนวก ค - ภาคผนวก ง - ภาคผนวก จ - ภาคผนวก ฉ - ประวัติผู้ทำวิจัย -


9 สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 1 การอ่าน 14 2. มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 2 การเขียน 14 3. มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด 15 4. มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย 16 5. มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม 17


10 สารบัญแผนภูมิ แผนภูมิที่ หน้า 1. แผนภูมิแสดงการจัดลำดับขั้นและเนื้อหาของบทเรียนสำเร็จรูปชนิดเส้นตรง 27 2. แผนภูมิแสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย 43


11 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยเปนเอกลักษณประจําชาติ เปนสมบัติทางวัฒนธรรมกอใหเกิดความเปนเอกภาพ เสริมสรางบุคลิกภาพของคนในชาติใหมีความเปนไทย เปนเครื่องมือในการติดตอสื่อสารเพื่อสราง ความเขาใจและความสัมพันธที่ดีตอกัน (สุจริต เพียรชอบ. 2538:1-3) ทําใหสามารถประกอบกิจธุระ การงาน ดํารงชีวิตรวมกันในสังคมประชาธิปไตยไดอยางสันติสุข เปนเครื่องมือในการแสวงหาความรู สืบคนประสบการณจากแหลงขอมูลสารสนเทศตางๆเพื่อพัฒนาความรูความคิดวิเคราะหวิจารณคดิ สรางสรรคใหทันตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความกาวหนาทางวิทยาศาสตรเทคโนโลยีตลอดจน นําไปใชในการพัฒนาอาชีพใหมีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเปนสื่อที่แสดง ภูมิปญญาของบรรพบุรุษดานวัฒนธรรม ประเพณี โลกทัศนและสุนทรียภาพ ภาษาไทยจึงเปนสมบัติ ของชาติที่ควรคาแกการเรียนรูเพื่ออนุรักษและสืบสานใหคงอยูคูชาติไทยการเรียนภาษาไทยจึงตอง เรียนรูเพื่อใหเกิดทักษะอยางถูกตอง เหมาะสมในการสื่อสาร เปนสื่อกลางในการแสวงหาความรูและ ประสบการณการทางภาษาทําใหเกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในภาษาไทย โดยเฉพาะคุณคาของ วรรณคดีคุณค่าของภาษาซึ่งแฝงภูมิปญญาทางภาษาของบรรพบุรุษที่ไดสรางสรรคไว อันเปนสวน เสริมสรางความงดงามในชีวิต ภาษาไทยเปนภาษาที่มีความงดงามมีการจัดระเบียบแบบแผนไวอยางประณีตบรรจงทั้ง การฟงการพูด การอานและการเขียน ซึ่งทักษะทั้ง 4 นี้เปนหัวใจสําคัญของการสื่อสารใน ชีวิตประจําวันภาษาไทยจึงเปนเครื่องมือของคนไทยที่จะนําไปใชใหเกิดประโยชนในการถายทอด ความคิด การแสวงหาความรูตลอดจนถึงการประกอบอาชีพ วิชาภาษาไทยจึงนับไดวามีความสําคัญ ดังที่ (สุจริต เพียรชอบ;และสายใจ อินทรัมพรรย. 2538:3 – 4) กลาวไววา ภาษาไทยเปนเครื่องแสดง เอกลักษณประจําชาติและเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย นอกจากนี้ภาษาไทยยังเปนเครื่องมือ ในการศึกษาเพื่อแสวงหาความรูในสรรพวิทยาการสาขาตางๆ สามารถวิเคราะห เรื่องราว หรือสถานการณตางๆ ที่เกิดขึ้นไดเปนอยางดี หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ไดกําหนดสาระและมาตรฐาน การเรียนรู้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดคุณภาพของผู้เรียน เน้นการสอนภาษาไทยในฐานะเป็นเครื่องมือ ของการเรียนรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนาทักษะกระบวนการ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อให้นักเรียนสามารถแสดงความรู้ได้ด้วยตนเอง มุ่งส่งเสริมการสอน ภาษาไทยเพื่อพัฒนาความคิด ผู้เรียนต้องมีประสบการณ์มากพอที่จะสร้างความคิดได้ลึกซึ้ง


12 ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นให้ผู้เรียนรักภาษาไทยในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมของชาติ (กรมวิชาการ. 2551: 1) ด้วยเหตุนี้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยจึงได้นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนา หลักสูตรสถานศึกษาและจัดทำเป็นสาระการเรียนรู้มาตรฐานวิชาภาษาไทย แบ่งเป็น 5 สาระ คือ การอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด หลักการใช้ภาษาไทยและวรรณกรรม เพื่อให้ผู้เรียนได้ ฝึกฝนทักษะครบทุกด้านจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพและนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างถูกต้อง (กรมวิชาการ. 2551: 2) จากการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา พบว่านักเรียนไม่สามารถอ่าน และเขียนสะกดคำที่สะกดไม่ตรงมาตราได้ นำมา สู่ปญหาในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย สาเหตุอาจเกิดจากการขาดแคลนสื่อประกอบการเรียน การสอนและการจัดกิจกรรมไม่หลากหลาย การสอนของครูอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำหนักเรียนไม่ชอบ เรียนวิชาภาษาไทย เนื่องจากครูผูสอนสวนหนึ่งขาดความเขาใจในการสอน เนนการสอนแบบทองจํา ทําใหนักเรียนขาดทักษะในการอ่าน เขียนสะกดคำที่ไม่เปนไปตามมาตรฐานของหลักสูตร ครูผูสอนไม ใชสื่อประกอบการเรียนการสอนที่หลากหลายเพื่อดึงดูดความสนใจและเสริมแรงในการเรียนรู หากครูผูสอนจัดกิจกรรรมที่หลากหลายก็จะเปนประโยชนตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ปจจุบันมีการนําสื่อและกระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อแกไขปญหาในการจัด การเรียนการสอนภาษาไทยดังที่ไดกลาวมา โดยการใชสื่อที่เหมาะสมสอดคลองกับสภาพผูเรียนหลาย รูปแบบเชน การจัดบทเรียนโมดูล การจัดศูนยการเรียน ชุดการเรียนดวยตนเอง บทเรียนมัลติมีเดีย และบทเรียนสําเร็จรูป เปนตน โดยเฉพาะบทเรียนสําเร็จรูป เปนสื่อที่นาสนใจนํามาใชสงเสริมและ พัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย เนื่องจากจะชวยใหนักเรียนไดเรียนรูดวยตนเอง มีอิสระใน การเรียน คํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล นักเรียนจะเรียนในแตละชุดไดตามความสามารถของ ตน โดยไมมีการแขงขันหรือการรอคอยผูอื่น ผูเรียนสามารถเลือกใชสื่อการเรียน วิธีการเรียน กําหนดเวลาในการทําประเมินผลไดดวยตนเองทั้งยังสามารถเรียนไดตามลําพังหรือปรึกษาหารือการ ทํากิจกรรมรวมกับเพื่อนหรือขอคําแนะนําจากครูผูสอนก็ได ชวยใหครูผูสอนวัดและประเมินผลไดตรง ตามผลการเรียนรูที่คาดหวังที่ตั้งไวตรงตามมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น อย่างไรก็ดีประโยชนของบทเรียนสําเร็จรูปและปญหาในการจัดการเรียนการสอนวิชา ภาษาไทยดังกลาว เปนแนวทางใหผูวิจัยสนใจที่จะพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปวิชาภาษาไทยเรื่อง คำที่มี ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ เพื่อ พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป และเพื่อที่จะไดนําไปใชในการจัดการเรียนการสอนซึ่งเปน


13 การสงเสริมใหนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ตลอดจนเปนแนวทางใหครูจัดการเรียนการสอน มีประสิทธิภาพมากขึ้น 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 1.2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรง มาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 1.3 สมมติฐานของการวิจัย 1.3.1 บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 1.3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 1.3.3 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยในระดับมาก 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.4.1.1 ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 19 คน 1.4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 19 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 1.4.2 ตัวแปรที่วิจัย 1.4.2.1 ตัวแปรต้น


14 1) บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 1.4.2.2 ตัวแปรตาม 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย 2) ความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูป 1.4.3 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คาบเรียน สัปดาห์ละ 2 คาบเรียน 1.4.4 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่นำมาใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ คำศัพท์ที่ได้คัดเลือกจากหนังสือเรียนรายวิชา ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และบัญชีคำพื้นฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยการ คัดเลือกและรวบรวมคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราทั้ง 4 มาตรา ได้แก่ มาตราแม่กก มาตราแม่กบ มาตราแม่กน และมาตราแม่กด ซึ่งรวมแล้วได้คำศัพท์ที่สะกดไม่ตรงตามมาตราทั้งสิ้นจำนวน 120 คำ ดังนี้ มาตราแม่กก มีจำนวน 30 คำ มาตราแม่กบ มีจำนวน 30 คำ มาตราแม่กน มีจำนวน 30 คำ มาตราแม่กด มีจำนวน 30 คำ 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันผู้วิจัยจึงได้ให้ความหมายคำศัพท์เฉพาะสำหรับการวิจัย ดังนี้ 1.5.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้รับจากการทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ ตรงมาตรา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 1.5.2 นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน บ้านทองอินทร์สวนมอญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 1.5.3 บทเรียนสำเร็จรูป หมายถึง บทเรียนที่สรางขึ้นโดยกําหนดเนื้อหา วัตถุประสงค วิธีการ ตลอดจนอุปกรณ์การสอนไว้ล่วงหน้า ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าและประเมินผลการเรียนด้วยตนเอง ตามขั้นตอนที่กำหนดไว และมีเสริมแรงแกผูเรียนเป็นระยะๆ โดยการเฉลยคําตอบใหทันที โดยกําหนดเนื้อหาที่แบงเป็นตอนยอยๆ หรือกรอบ หรือเฟรม โดยเสนอเนื้อหาทีละนอย มีคำถามให้


15 ผู้เรียนคิด ทํากิจกรรมหรือตอบ แลวเฉลยใหทราบทันทีผู้เรียนสามารถรับรูไดดวยตนเองและเปนไป ตามความสามารถของแตละบุคคล 1.5.4 ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา หมายถึง คุณภาพของ บทเรียนสําเร็จรูป เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ตามเกณฑมาตรฐาน 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง รอยละของคาเฉลี่ยจากคะแนนที่นักเรียนทำแบบฝึกระหว่างเรียนของ นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง รอยละของคาเฉลี่ยจากคะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบ หลังการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 1.5.5 บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา หมายถึง บทเรียน สำเร็จรูปที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 มีการนำเสนอเนื้อหาสาระในการฝึกทักษะการอ่านและการเขียน คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตาม มาตรา โดยให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าความรู้ด้วยตนเองทีละหน่วย มีคำถามจากกรอบแบบฝึกหัดและ กรอบทดสอบ โดยผู้เรียนสามารถวัดและประเมินผลการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง บทเรียนแบ่งออกเป็น 4 หน่วย ดังนี้ หน่วยที่ 1 คำที่มีตัวสะกดแม่กก ไม่ตรงตามมาตรา หน่วยที่ 2 คำที่มีตัวสะกดแม่กด ไม่ตรงตามมาตรา หน่วยที่ 3 คำที่มีตัวสะกดแม่กบ ไม่ตรงตามมาตรา หน่วยที่ 4 คำที่มีตัวสะกดแม่กน ไม่ตรงตามมาตรา 1.5.6 ความพึงพอใจ หมายถึง ความคิดเห็นหรือความรู้สึกของนักเรียนในด้านที่ดีมีต่อการเรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน บ้านทองอินทร์สวนมอญ โดยวัดจากความพึงพอใจจากแบบประเมอนความพึงพอใจของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตาม มาตรา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 1.5.7 การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป หมายถึง การนำบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่สะกดไม่ตรงตาม มาตรา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ได้ ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง รอยละของคาเฉลี่ยจากคะแนนที่นักเรียนทำแบบฝึกระหว่างเรียนของ นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง รอยละของคาเฉลี่ยจากคะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบ หลังการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80


16 1.5.8 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ของ นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัย 3 ตัวเลือก ซึ่งประเมินด้านความรู้ความจำ ความเข้าใจใน เนื้อหา การนำไปใช้ และการวิเคราะห์ ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นและผ่านการทดสอบคุณภาพแล้ว 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 บทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 สามารถนำไปใช้ใน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 1.6.2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจากการใช้บทเรียนสำเร็จรูป 1.6.3 เป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สำหรับ ครูผู้สอน


17 บทที่ 2 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ มีเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.1.1.1 หลักการของหลักสูตร 2.1.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2.1.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 2.1.1.4 คุณภาพของผู้เรียน 2.1.1.5 มาตรฐานตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2.1.2 มาตราตัวสะกด 2.1.2.1 ความหมายของตัวสะกด 2.1.2.2 ประเภทของมาตราตัวสะกด 2.1.3 บทเรียนสำเร็จรูป 2.1.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.4.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.4.3 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.2.1 งานวิจัยในประเทศ 2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.1.1.1 หลักการของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 6) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้


18 1) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 3) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4) เป็นลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการเรียนรู้ 5) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6) เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 2.1.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 6-7) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็น จุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 2) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และ พัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างมีความสุข


19 2.1.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และ เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 2.1.1.4 คุณภาพของผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ และมี มารยาทในการอ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาท ในการเขียน เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญชวนให้ผู้อื่น ปฏิบัติตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด


20 สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าที่ของคำใน ประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคำคล้องจอง แต่งคำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและ บทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจได้ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเรื่องที่ อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายในคู่มือต่าง ๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความ สำคัญของเรื่องที่อ่านและนำความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้ มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยคและเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพโครง เรื่องและแผนภาพความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอก แบบรายการต่าง ๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟัง และดู ตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดู โฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้า จากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการดูและพูด สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจ ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยค และคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี 11 เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลงพื้นบ้านของ ท้องถิ่น นำข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดได้ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน


21 แสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและ ความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน เขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษา เขียนคำขวัญ คำคม คำอวยพรในโอกาสต่าง ๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติและ ประสบการณ์ต่าง ๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และ แสดงความรู้ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าและเขียน โครงงาน พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดู นำข้อคิด ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผล น่าเชื่อถือ รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด เข้าใจและใช้คำราชาศัพท์ คำบาลีสันสกฤต คำภาษาต่างประเทศอื่น ๆ คำทับศัพท์ และศัพท์บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของประโยค รวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรอง ประเภทกลอนสุภาพ กาพย์ และโคลงสี่สุภาพ สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสำคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต จริง จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้องและเข้าใจ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อ่าน แสดงความคิดเห็นโต้แย้งและ เสนอความคิดใหม่จากการอ่านอย่างมีเหตุผล คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และเขียนรายงานจากสิ่งที่อ่าน สังเคราะห์ ประเมินค่า และนำความรู้ ความคิดจากการอ่านมาพัฒนาตน พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรู้ทางอาชีพ และนำความรู้ ความคิดไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต มีมารยาท และมีนิสัยรักการอ่าน เขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ย่อความ จากสื่อที่มีรูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่าง ๆ เขียนบันทึก รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการ อ้างอิง ผลิตผลงานของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งประเมินงานเขียนของ ผู้อื่นและนำมาพัฒนางานเขียนของตนเอง


22 ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู มีวิจารณญาณ ในการเลือกเรื่องที่ฟังและดู วิเคราะห์วัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความน่าเชื่อถือของเรื่อง ที่ฟังและดู ประเมินสิ่งที่ฟังและดูแล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มีทักษะการพูดในโอกาส ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยใช้ภาษาที่ถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าว และเสนอแนวคิดใหม่อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทย ใช้คำและกลุ่มคำสร้างประโยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งคำประพันธ์ประเภท กาพย์ โคลง ร่าย และฉันท์ ใช้ภาษาได้เหมาะสมกับกาลเทศะและใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการสร้างคำในภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น รู้และเข้าใจลักษณะเด่นของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้าน เชื่อมโยงกับ การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และนำข้อคิดจากวรรณคดี และวรรณกรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 2.1.1.5 มาตรฐานตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1. อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความและบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ ถูกต้อง 2. อธิบายความหมายของคำและ และข้อความที่อ่าน • การอ่านออกเสียงและการบอก ความหมายของคำ คำคล้องจอง ข้อความและบทร้อยกรองง่าย ๆ ที่ ประกอบด้วยคำพื้นฐานเพิ่มจาก ป. 1 ไม่น้อยกว่า 800 คำ รวมทั้งคำที่ ใช้เรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ประกอบด้วย − คำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม่มีรูป วรรณยุกต์ − คำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราและ ไม่ตรงตามมาตรา


23 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง − คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ − คำที่มีอักษรนำ − คำที่มีตัวการันต์ − คำที่มี รร − คำที่มีพยัญชนะและสระไม่ออก เสียง 3. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน 4. ระบุใจความสำคัญและรายละเอียด จากเรื่องที่อ่าน 5. แสดงความคิดเห็นและคาดคะเน เหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน • การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น − นิทาน − เรื่องสั้น ๆ − บทเพลงและบทร้อยกรองง่าย ๆ − เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่น − ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน 6. อ่านหนังสือตามความสนใจอย่าง สม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน • อ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น − หนังสือที่นักเรียนสนใจและ เหมาะสมกับวัย − หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนด ร่วมกัน 7. อ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติ ตามคำสั่ง หรือข้อแนะนำ • อ่านข้อเขียนเชิงอธิบายและปฏิบัติ หรือข้อแนะนำ − การใช้สถานที่สาธารณะ คำแนะนำ การใช้เครื่องใช้ที่จำเป็นในบ้านและ ในโรงเรียน 8. มีมารยาทในการอ่าน • มีมารยาทในการอ่าน เช่น − ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น − ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน


24 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง − ไม่ทำลายหนังสือ − ไม่ควรแย่งอ่านหรือชะโงกหน้าไป อ่านขณะที่ผู้อื่นกำลังอ่านอยู่ ตารางที่ 1 มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด • การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด ตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย 2. เขียนเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ • การเขียนเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับ ประสบการณ์ 3. เขียนเรื่องสั้นๆ ตามจินตนาการ • การเขียนเรื่องสั้นๆ ตามจินตนาการ 4. มีมารยาทในการเขียน • มีมารยาทในการเขียน เช่น − เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า − มีขีดเขียนในที่สาธารณะ − ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกับเวลา สถานที่และบุคคล − ไม่เขียนล้อเลียนผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่น เสียหาย ตารางที่ 2 มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 3 การเขียน


25 สาระที่ 3 การฟง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1. ฟังคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซ้อน และ ปฏิบัติตาม • การฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซ้อน 2. เล่าเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็นความรู้ และความบันเทิง 3. บอกสาระสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู 4. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟังและดู 5. พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก จากเรื่องที่ฟังและดู • การจับใจความและพูดแสดงความ คิดเห็นความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและ ดู ทั้งที่เป็นความรู้และความบันเทิง เช่น − เรื่องเล่าและสารคดีสำหรับเด็ก − นิทาน การ์ตูน และเรื่องขบขัน − รายการสำหรับเด็ก − ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน − เพลง 6. พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตาม วัตถุประสงค์ • การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น − การแนะนำตนเอง − การขอความช่วยเหลือ − การกล่าวคำขอบคุณ − การกล่าวคำขอโทษ − การพูดขอร้องในโอกาสต่างๆ − ก า ร เ ล ่ า ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ์ ใ น ชีวิตประจำวัน 7. มีมารยาทในการฟัง การดูและการ พูด • มารยาทในการฟัง เช่น − ตั้งใจฟัง ตามองผู้พูด − ไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่ฟัง − ไม่ควรนำอาหารหรือเครื่องดื่มไป รับประทาน − ขณะที่ฟังไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง


26 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง • มารยาทในการดู เช่น − ตั้งใจดู − ไม่ส่งเสียงดังหรือแสดงอาการ รบกวนสมาธิของผู้อื่น • มารยาทในการพูด เช่น − ใช้ถ้อยคำและกิริยาที่สุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะ − ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล − ไม่พูดสอดแทรกในขณะที่ผู้อื่นกำลัง พูด − ไม่พูดล้อเลียนให้ผู้อื่นได้รับความอับ อายหรือเสียหาย ตารางที่ 3 มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1. บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และเลขไทย • พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์เลข ไทย 2. เขียนสะกดคำและบอกความหมาย ของคำ • การสะกดคำ การแจกลูก และการ อ่านเป็นคำ มาตราตัวสะกดที่ตรง ตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา การผันอักษรกลาง อักษรสูง และ อักษรต่ำ − คำที่มีตัวการันต์ − คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ − คำที่มีอักษรนำ


27 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง − คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน − คำที่มี รร − ความหมายของคำ 3. เรียบเรียงคำเป็นประโยคได้ตรงตาม เจตนาของการสื่อสาร • การแต่งประโยค • การเรียบเรียงประโยคเป็นข้อความ สั้นๆ 4. บอกลักษณะคำคล้องจอง • คำคล้องจอง 5. เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและ ภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ • ภาษาไทยมาตรฐาน • ภาษาถิ่น ตารางที่ 4 มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม ไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1. ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านหรือ การฟังวรรณกรรมสำหรับเด็ก เพื่อ นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน • วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรอง สำหรับเด็ก เช่น - นิทาน - เรื่องสั้นง่ายๆ - ปริศนาคำทาย - บทอาขยาน - บทร้อยกรอง - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียน 2. ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น • บทร้องเล่นที่มีคุณค่า - บทร้องเล่นในท้องถิ่น - บทร้องเล่นในการละเล่นของเด็กไทย 3. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความ สนใจ • บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มี คุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด


28 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - บทร้อยกรองตามความสนใจ ตารางที่ 5 มาตรฐานตัวชี้วัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม 2.1.2 มาตราตัวสะกด 2.1.2.1 ความหมายของตัวสะกด กำชัย ทองหล่อ (2550: 73) ได้กล่าวว่า มาตรา คือ แม่บทแจกลูกอักษรตามหมวดคำที่มี ตัวสะกด หรือออกเสียงอย่างเดียวกันแบ่งเป็น 8 มาตรา หรือ 8 แม่คือ 1) มาตรา กง หรือ แม่กง คือ พยางค์ที่มีตัว ง สะกด 2) มาตรา กน หรือ แม่กน คือ พยางค์ที่มีตัว น สะกด หรือตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือน น สะกด ได้แก่ ญ ณ ร ล ฬ 3) มาตรา กม หรือ แม่กม คือ พยางค์ที่มีตัว ม สะกด 4) มาตรา กก หรือ แม่กก คือ พยางค์ที่มีตัว ก สะกด หรือตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือน ก สะกด ได้แก่ ข ค ฆ 5) มาตรา กด หรือ แม่กด คือ พยางค์ที่มีตัว ด สะกด หรือตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือน ด สะกด ได้แก่ จ ฉ ช ซ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ต ถ ท ธ ศ ษ ส 6) มาตรากบ หรือ แม่กบ คือ พยางค์ที่มีตัว บ สะกด หรือตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือน บ สะกด ได้แก่ ป พ ฟ ภ 7) มาตรา เกย หรือ แม่เกย คือ พยางค์ที่มีตัว ย สะกด 8) มาตรา เกอว หรือ แม่เกอว คือ พยางค์ที่มีตัว ว สะกด มาตรา คือ แม่บทแจกลูกอักษรตามหมวดคำที่มีตัวสะกดหรือออกเสียงอย่างเดียวกัน มาตราแม่ ก กา หรือ แม่ ก กา คือพยางค์ที่ไม่มีตัวสะกด มาตราแม่กน หรือ แม่กน คือพยางค์ที่มีตัว น สะกด หรือตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัว น สะกด ได้แก่ น ณ ญ ร ล ฬ มาตราแม่กง หรือแม่กง คือ พยางค์ที่มีตัว ง สะกด หรือนิคหิตซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัว ง สะกด มาตราแม่กก หรือแม่กก คือ พยางค์ที่มีตัว ก สะกด หรือตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัว ก สะกด ได้แก่ ก ข ค ฆ มาตราแม่กด หรือแม่กด คือ พยางค์ที่มีตัว ด สะกด หรือตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือน ด สะกด ได้แก่ ด จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ต ถ ท ธ ศ ษ ส มาตราแม่กบ หรือ แม่กบ คือพยางค์ที่มีตัว บ สะกด หรือตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือน บ สะกด ได้แก่ บ ป พ ฟ ภ


29 มาตราแม่กม หรือแม่กม คือ พยางค์ที่มีตัว ม สะกดหรือนคหิต ซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัว ม สะกด มาตราแม่เกย หรือแม่เกย คือ พยางค์ที่มีตัว ย สะกด มาตราแม่เกอว หรือแม่เกอว คือ พยางค์ที่มีตัว ว สะกด ราชบัณฑิตยสถาน (2542: 856) ให้ความหมายมาตรา ว่าหมายถึง แม่บทแจกลูกพยัญชนะต้น กับสระโดยไม่มีตัวสะกด เรียกว่า แม่ ก กา หรือ มาตรา ก กา หลักเกณฑ์ที่วางไว้เพื่อให้กำหนดได้รู้ว่าคำที่มีพยัญชนะตัวใดบ้างเป็นตัวสะกดอยู่ในมาตราใด หรือแม่ใด คือ ถ้ามีตัว ก ข ค สะกด จัดอยู่ในมาตราแม่กกหรือแม่กก ถ้ามีตัว ง สะกด จัดอยู่ในมาตราแม่กงหรือแม่กง ถ้ามีตัว จ ฉ ช ซ ฌ ฎ ฏ ฑ ฒ ด ต ถ ท ธ ศ ษ ส สะกด จัดอยู่ในมาตราแม่กดหรือแม่กด ถ้ามีตัว ญ ณ น ร ล ฬ สะกด จัดอยู่ในมาตราแม่กนหรือแม่กน ถ้ามีตัว บ ป พ ฟ ภ สะกด จัดอยู่ในมาตราแม่กบหรือแม่กบ ถ้ามีตัว ม สะกด จัดอยู่มาตราแม่กมหรือแม่กม ถ้ามีตัว ย สะกด จัดอยู่มาตราแม่เกยหรือแม่เกย ถ้ามีตัว ว สะกด จัดอยู่มาตราแม่เกอวหรือแม่เกอว นอกจากนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2542: 856) ได้ให้ความหมายของแม่ในมาตราตัวสะกดต่าง ๆ ไว้ดังนี้ คำหรือพยางค์ที่มีแต่สระ ไม่มีตัวสะกด เรียกว่า แม่ ก กา คำหรือพยางค์ที่มีตัว ก ข ค ฆ สะกด เรียกว่า แม่กก คำหรือพยางค์ที่มีตัว จ ฉ ช ซ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ด ต ถ ท ธ ศ ษ ส สะกด เรียกว่า แม่กด คำหรือพยางค์ที่มีตัว ญ ณ น ร ล ฬ สะกด เรียกว่า แม่กน คำหรือพยางค์ที่มีตัว บ ป พ ฟ ภ สะกด เรียกว่า แม่กบ คำหรือพยางค์ที่มีตัว ม สะกด เรียกว่า แม่กม คำหรือพยางค์ที่มีตัว ย สะกด เรียกว่า แม่เกย คำหรือพยางค์ที่มีตัว ว สะกด เรียกว่า แม่เกอว ตัวสะกด คือ พยัญชนะที่ประกอบอยู่ท้ายพยางค์ และมีเสียงประสมเข้ากับสระทำให้หนักขึ้น ตามฐานของพยัญชนะ (พระยาอุปกิตศิลปะสาร, 2535: 23) ดังนี้ แม่กก มีพยัญชนะวรรรค ก เว้นตัว ง เป็นตัวสะกด แม่กง มีตัว ง เป็นตัวสะกด แม่กด มีพยัญชนะวรรค จ วรรค ฏ วรรค ต และ ศ ษ ส เว้นตัว ญ ณ น เป็นตัวสะกด แม่กบ มีพยัญชนะวรรค ป เป็นตัวสะกด


30 แม่กม มีตัว ม เป็นตัวสะกด แม่เกย มีตัว ย เป็นตัวสะกด แม่เกอว มีตัว ว เป็นตัวสะกด ตัวสะกด น. พยัญชนะท้ายคำหรือพยางค์ที่ทำหน้าที่บังคับเสียงให้เป็นไปตามมาตราต่าง ๆ เช่น น เป็นตัวสะกดในมาตรากน (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2542) จากการศึกษาความหมายของมาตราตัวสะกดดังที่กล่าวข้างต้นนั้นจะเห็นว่ามีผู้ให้ความหมาย ทั้งที่มีส่วนคล้ายกันและแตกต่างกัน จึงสรุปได้ว่า คำว่า “มาตรา” กับ คำว่า “แม่” มีความหมาย คล้ายกัน คือ แม่บทแจกลูกพยัญชนะต้นกับสระที่ออกเสียงอย่างเดียวกัน ดังนั้น สามารถใช้คำว่า มาตรา และคำว่า แม่ แทนกันได้ เช่น มาตรากก หรือ แม่กก และความหมายของตัวสะกด สามารถ สรุปได้ว่า เป็นพยัญชนะท้ายคำหรือพยางค์ที่มีเสียงประสมเข้ากับสระ ทำหน้าที่บังคับเสียงให้เป็นไป ตามมาตราต่าง ๆ เช่น น เป็นตัวสะกดในมาตราแม่กน 2.1.2.2 ประเภทของมาตราตัวสะกด ประเภทของมาตราตัวสะกด สามารถสรุปได้ดังนี้ มาตราตัวสะกดในภาษาไทย มี 9 มาตรา คือ 1) มาตราตัวสะกดแม่ ก กา หมายถึง คำหรือพยางค์ที่ไม่มีตัวสะกด 2) มาตราตัวสะกดแม่กก หมายถึง คำหรือพยางค์ที่มีตัว ก ข ค ฆ เป็นตัวสะกด แบ่งเป็น แบบตรงมาตราแม่กก คือ คำหรือพยางค์ที่มีตัว ก เป็นตัวสะกด และแบบไม่ตรงมาตราแม่กก คือ คำหรือพยางค์ที่มี ข ค ฆ เป็นตัวสะกด 3) มาตราตัวสะกดแม่กด หมายถึง คำหรือพยางค์ที่มี จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ด ต ถ ท ธ ศ ษ ส เป็นตัวสะกด แบ่งเป็นแบบตรงมาตราแม่กด คือ คำหรือพยางค์ที่มีตัว ด เป็นตัวสะกด และแบบไม่ตรง มาตราแม่กด คือ คำหรือพยางค์ที่มีตัว จ ช ซ ฏ ฎ ฐ ฑ ฒ ต ถ ท ธ ศ ษ ส เป็นตัวสะกด 4) มาตราตัวสะกดแม่กบ หมายถึง คำหรือพยางค์ที่มีตัว บ ป พ ฟ ภ เป็นตัวสะกด แบ่งเป็น แบบตรงมาตราแม่กบ คือ คำหรือพยางค์ที่มีตัว บ เป็นตัวสะกด และแบบไม่ตรงมาตราแม่กบ คือ คำหรือพยางค์ที่มีตัว ป พ ฟ ภ เป็นตัวสะกด 5) มาตราตัวสะกดแม่กน หมายถึง คำหรือพยางค์ที่มีตัว ญ ณ น ร ล ฬ เป็นตัวสะกด แบ่งเป็น แบบตรงมาตราแม่กน คือ คำหรือพยางค์ที่มีตัว น เป็นตัวสะกด และแบบไม่ตรงมาตราแม่กน คือ คำ หรือพยางค์ที่มีตัว ญ ณ ร ล ฬ เป็นตัวสะกด 6) มาตราแม่กม หมายถึง คำหรือพยางค์ที่มีตัว ม เป็นตัวสะกด 7) มาตราแม่กง หมายถึง คำหรือพยางค์ที่มีตัว ง เป็นตัวสะกด 8) มาตราแม่เกย หมายถึง คำหรือพยางค์ที่มีตัว ย เป็นตัวสะกด


31 9) มาตราแม่เกอว หมายถึง คำหรือพยางค์ที่มีตัว ว เป็นตัวสะกด จากมาตราตัวสะกดทั้ง 9 มาตรานี้ ยกเว้นมาตราตัวสะกดแม่ ก กา สามารถสรุปและ แบ่งมาตราตัวสะกดออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ 1) มาตราตัวสะกดไม่ตรงรูป หมายถึง มาตราตัวสะกดที่มีทั้งแบบตรงมาตราและ แบบไม่ตรงมาตรามี 4 มาตรา ได้แก่ มาตราแม่กก มาตราแม่กด มาตราแม่กบ และมาตราแม่กน 2) มาตราตัวสะกดตรงรูป หมายถึง มาตราตัวสะกดที่เป็นแบบตรงมาตรา มี 4 มาตรา ได้แก่ มาตราแม่กง มาตราแม่กม มาตราแม่เกย และมาตราแม่เกอว 2.1.3 บทเรียนสำเร็จรูป 2.1.3.1 ความหมายของบทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนสำเร็จรูป เป็นการจัดระบบการเรียนการสอนให้นักเรียนได้เรียนตามความสามารถของ ตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ผลิตบทเรียนสำเร็จรูปอาจจะสร้างมาในลักษณะของเครื่องมือ ที่เรียกว่า เครื่องช่วยสอนหรือในลักษณะตำราหนังสือหรือแบบเรียน ที่เรียกว่า แบบเรียนสำเร็จรูปหรืออาจจะ สร้างในลักษณะอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการใช้งาน ตามลำดับจากง่ายไปหายาก โดยจะ ประกอบไปด้วย เนื้อหา แบบฝึกหัด คำสั่ง คำเฉลย และการให้กำลังใจนักเรียน มีผู้ให้ความหมายไว้ ดังนี้ 1. เนื้อหาของบทเรียน ถูกจัดแบ่งออกเป็นกรอบ 2. ในแต่ละลำดับขั้นของบทเรียนจะมีคำถามอยู่หนึ่งคำถาม หรือมากกว่านั้นและจะกระทำให้ นักเรียนได้รับความรู้ในทันทีทันใด แม้ว่าจะตอบคำถามถูกหรือผิดก็ตาม 3.เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนก้าวหน้าไปตามความสามารถของตนไม่ว่าจะเรียนแบบ รายบุคคลหรือเรียนเป็นกลุ่ม บทเรียนสำเร็จรูปหรือบทเรียนโปรแกรมนั้นมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป มีผู้ให้คำนิยามเกี่ยวกับ บทเรียนสำเร็จรูปไว้หลายท่าน ดังนี้ ชม ภูมิภาค (2521:11–12) ได้ให้ความหมายของบทเรียนสำเร็จรูปไว้ว่า หมายถึง การเรียน การสอนที่แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อยๆ และต่อเนื่องกันไปตามลำดับเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายใน การสอนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดแจ้ง เนื้อหาที่เรียนจะแบ่งเป็นตอนย่อยๆ แต่ละตอนเรียกว่า กรอบ ซึ่งนักเรียนจะต้องอ่านและทำการตอบสนองแต่ละกรอบเป็นลำดับต่อเนื่องกันไปหลายกรอบ จนบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ เมื่อนักเรียนตอบสนองแต่ละกรอบ นักเรียนก็จะรู้ผลว่าตอบถูกหรือ ตอบผิด


32 เปรื่อง กุมุท (2527: 2) กล่าวว่าบทเรียนสำเร็จรูป หมายถึง ลำดับประสบการณ์ที่จัดวางไว้ สำหรับนักเรียนไปสู่ขีดความสามารถ โดยอาศัยหลักความสัมพันธ์ของสิ่งเร้าและการตอบสนองซึ่งได้ พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ ประหยัด จิระวรพงศ์ (2528: 223–224) ได้ให้ความหมายว่า บทเรียนสำเร็จรูปหมายถึง บทเรียนที่กำหนดขึ้นเพื่อให้นักเรียนเรียนเป็นลำดับทีละน้อยๆ โดยการตอบปัญหา และการตรวจ คำตอบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดให้นักเรียนได้เรียนตามความสามารถของตน บันลือ พฤกษะวัน (2522: 120) กล่าวถึงบทเรียนสำเร็จรูปว่า เป็นบทเรียนที่จัดทำสำเร็จวางไว้ เป็นขั้นๆ สำหรับนักเรียนปฏิบัติตามคำสั่งที่กำหนดไว้ในแต่ละตอน จัดเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่จะช่วย ให้นักเรียนเรียนได้ด้วยตนเองตามความสามารถ การจัดทำจะต้องสร้างด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยอาศัยพื้นฐานการค้นคว้าวิจัยในด้านสรีระวิทยา จิตวิทยา สังคมวิทยาและสภาพแวดล้อมของกลุ่ม เด็กที่จะเรียน บทเรียนต้องจัดทำตามลำดับขั้น ส่วนที่เรียนก่อนจะเป็นพื้นฐานในการเรียนขั้นต่อไป ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2533:13) กล่าวถึงบทเรียนสำเร็จรูปว่าเป็นการสอนแบบโปรแกรมที่มี การวางโปรแกรมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการลงมือประกอบ กิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง รู้ข้อติชมทันทีมีความภาคภูมิใจในความสำเร็จได้ใคร่ครวญทีละน้อย ตามลำดับขั้นตามความสามารถ ความสนใจและความสะดวกของแต่ละคน เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต (2528: 276) กล่าวถึงบทเรียนสำเร็จรูปว่า เป็นบทเรียนที่สำเร็จรูปใน ตัวเอง จัดประสบการณ์ให้นักเรียนตามลำดับขั้นตอนหรือเป็นกรอบๆ ตามลำดับ เรียนได้ด้วยตนเอง สามารถตรวจสอบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ได้ตามลำดับขั้นตอนได้ด้วยในตนเอง ในเนื้อหาแต่ละ กรอบจะมีคำถามเพื่อตรวจเช็คความเข้าใจในเนื้อหานั้นและมีคำตอบเฉลยไว้ให้ ถ้านักเรียนตอบผิดจะ อ่านเนื้อหาในกรอบนั้นใหม่แล้วตอบคำถามอีกครั้ง เมื่อตอบถูกก็จะเรียนในกรอบต่อไป สรุปได้ว่า ลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูปสร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนเรียนได้ด้วยตนเอง โดยมี การกำหนดจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจน และเนื้อหาจะถูกแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆ โดยมีการเรียงเนื้อหา จากง่ายไปหายาก ใช้สื่อหลากหลายมีลักษณะเป็นสื่อผสม โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนจะสามารถทราบผลการตอบคำถามของตนเองทันที และมีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับผล การตอบคำถามที่ผิดด้วยเมื่อนักเรียนไม่เข้าใจในเนื้อหาสามารถจะย้อนกลับมาดูใหม่ได้อีก โดยไม่ จำกัดในเรื่องของเวลาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเป็นรายบุคคล นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตาม ความสามารถและความต้องการของตนเอง ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อตนเองช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ใน การเรียนสูงขึ้น เกิดพัฒนาการในการเรียนเพิ่มขึ้นด้วย 2.1.3.2 ลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูป


33 ลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูปคือ การจัดแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็นส่วนย่อยๆจัดลำดับเป็นเหตุ เป็นผล เริ่มจากง่ายไปหายาก นักเรียนจะได้เรียนไปทีละขั้นตอน และจะได้รับบทเรียนไปทีละน้อย และหลังจากศึกษาแต่ละขั้นย่อยแล้วก็มีการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองอาจจะเป็นการตอบคำถามหรือ แก้ปัญหาโจทย์แต่ละขั้นย่อยๆ เรียกว่า กรอบ (Frame) เมื่อตอบคำถามแล้วก็จะมีคำตอบที่ถูกต้องให้ ตรวจสอบว่าที่ทำไปนั้นถูกต้องหรือไม่ บทเรียนสำเร็จรูปนี้แต่ละกรอบจะมีส่วนประกอบที่สำคัญๆ ซึ่ง อรพันธุ์ ประสิทธิรัตน์ (2528: 86-87) ได้อธิบายส่วนประกอบ แต่ละกรอบว่ามี 3 ส่วนดังนี้ ส่วนที่ 1 เรียกว่า ส่วนที่เป็นเหมือนสิ่งเร้า ได้แก่เนื้อหาที่ให้นักเรียนอ่านหรือศึกษา ส่วนที่ 2 เรียกว่า ส่วนที่เป็นการตอบสนอง เป็นส่วนที่เป็นคำถามหรือโจทย์เพื่อให้นักเรียน ตอบคำถามหรือโจทย์นั้น ส่วนที่ 3 เรียกว่า ส่วนที่ให้นักเรียนได้ตรวจสอบคำตอบ ซึ่งส่วนนี้เองที่ทำให้นักเรียนได้ความรู้รู้ ผลในการเรียน ซึ่งอาจเรียกว่า เป็นตัวเสริมแรง เพราะถ้านักเรียนตรวจสอบพบว่าคำตอบถูกต้อง ก็ แสดงว่าได้รับการเสริมแรง มีผลให้พยายามเรียนต่อไปนักเรียนจะต้องศึกษาในกรอบความรู้ต่างๆ ตั้งแต่กรอบแรกจนถึงกรอบสุดท้าย จนกว่าจะได้รับความรู้ ความเข้าใจทั้งหมด ในแต่ละขั้นนักเรียนก็ จะได้ความรู้และเนื้อหาสาระมากพอที่จะตอบคำถามได้ กล่าวโดยสรุปได้ว่า บทเรียนสำเร็จรูปยึดหลัก พื้นฐานของทฤษฎีการวางเงื่อนไขนั่นเองกล่าวคือนักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียน คือเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ กิจกรรมในบทเรียนนั้นด้วยตนเอง ต้องกระทำตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บทเรียนได้จัด สถานการณ์ไว้ การตอบสนองนั้นอาจจะได้รับการเสริมแรงเมื่อเกิดการเรียนรู้หรือมีพฤติกรรม ตอบสนองที่ถูกต้อง เปรียบเสมือนคำตอบที่ถูกต้องเป็นตัวเสริมแรง เพราะเมื่อนักเรียนตอบถูกก็จะ ทราบผลทันที 2.1.3.3 จิตวิทยาที่เป็นพื้นฐานของบทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนสำเร็จรูป เป็นบทเรียนที่สร้างขึ้นโดยอาศัยทฤษฎีทางจิตวิทยาพฤติกรรมของสกินเนอร์ และธอร์นไดค์เป็นพื้นฐาน จากการทดลองของสกินเนอร์ ได้ยึดหลักการเสริมแรงมาใช้ในการสอนและเป็นการสร้าง บทเรียนสำเร็จรูป เปรื่อง กุมุท (รัชดา ขำครุธ. 2540: 11; อ้างอิงจาก เปรื่อง กุมุท. 2516:2-11) กล่าวถึงทฤษฎีของสกินเนอร์ที่ทำให้ได้หลักการนำมาใช้ในการเรียนโดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ดังนี้ 1. เงื่อนไขการตอบสนอง พฤติกรรมส่วนมากของมนุษย์ประกอบด้วยการตอบสนองที่แสดง ออกมา พฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยเพียงไร ด้วยความถี่ที่เรียกว่าอัตราตอบสนองหรืออัตรา การแสดงออกของพฤติกรรมการเรียนรู้ การสร้างเงื่อนไขเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการให้เกิด การเปลี่ยนแปลงการตอบสนองและการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้เพราะมีการเสริมแรง


34 2. การเสริมแรง เมื่อสิ่งมีชีวิตมีการตอบสนองผู้ฝึกสามารถจะให้สิ่งเร้าใหม่ซึ่งอาจจะทำให้อัตรา การตอบสนองเปลี่ยนแปลงหรืออาจจะไม่ทำให้อัตราการตอบสนองเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าสิ่งเร้านั้น สามารถทำให้อัตราการตอบสนองเปลี่ยนแปลง เราเรียกสิ่งเร้านั้นว่าตัวเสริมแรง ถ้าสิ่งเร้านั้นไม่มีผล ต่อการทำให้อัตราการตอบสนองเกิดการเปลี่ยนแปลง เรียกว่า ไม่เป็นตัวเสริมแรง สิ่งเร้าที่ดีนั้นต้องให้ การเสริมแรงทันทีทันใด 3. การยุติการตอบสนอง ถ้าการตอบสนองนั้นมีการเสริมแรงแล้วและมีการตอบสนองในอัตรา ที่สูง อาจลดอัตราการตอบสนองลงมาอยู่ในระดับเดิมได้โดยไม่มีการเสริมแรงของการตอบสนองนั้น การตอบสนองก็จะลดความถี่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่สำคัญไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ 4. การดัดรูปพฤติกรรม พฤติกรรมการเรียนรู้บางอย่างที่ซับซ้อนมากจะประกอบด้วยขั้นต่างๆ ต่อเนื่องกันไป วิธีการสำคัญเกี่ยวกับการตอบสนองเป็นขั้นๆ คือการรู้ว่าขั้นสุดท้ายเป็นอะไรมีการ เสริมแรงแต่ละขั้นไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้บรรลุผลได้ เพราะการกระทำเป็นขั้นๆ โดยการดัดจาก พฤติกรรมที่มีรูปแบบง่ายๆ และค่อยๆ พัฒนาไปสู่ระบบที่ยากและซับซ้อนนั่นเอง นอกจากทฤษฎีของสกินเนอร์แล้ว รัชดา ขำครุธ (2540: 12) ยังได้เสนอแนวคิดของธอร์นไดค์ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบกฎการเรียนรู้ นำมาใช้ในบทเรียนสำเร็จรูปคือ 1. กฎแห่งความพร้อม เมื่อนักเรียนมีความพร้อมที่จะเรียนถ้าได้เรียนสมความปรารถนาก็จะ เกิดความพอใจ ถ้าไม่ได้เรียนก็จะเกิดความรำคาญใจและเมื่อนักเรียนยังไม่พร้อมที่จะเรียนถ้าถูกบังคับ ให้เรียนก็ย่อมเกิดความไม่พอใจ 2. กฎแห่งการฝึกหัด พฤติกรรมที่ทำอยู่เสมอย่อมเกิดความคล่องแคล่ว กฎข้อนี้เน้นการกระทำ ซ้ำบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความแน่ใจเรียนรู้ได้นานและคงทนถาวร 3. กฎแห่งผล กล่าวว่าการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองทั้งสองสิ่งจะเชื่อมโยงกันได้ ถ้าสามารถสร้างสภาพอันพึงพอใจให้แก่นักเรียนได้การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองหรือ พฤติกรรมที่แสดงออกนั้นถูกต้อง นักเรียนมักสนใจที่จะเรียน ฝึกฝนในสิ่งที่ตนเองพอใจและคิดว่าทำ ได้สำเร็จ สรุปได้ว่าการจัดสาระการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนการสอนในบทเรียนสำเร็จรูปที่ ตอบสนองความต้องการของนักเรียนต้องคำนึงถึงจิตวิทยาด้านพฤติกรรมของนักเรียนเสมอเพราะมี ส่วนสนับสนุนให้นักเรียนสนใจบทเรียนสำเร็จรูป 2.1.3.4 คุณประโยชน์ของบทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนสำเร็จรูปมีคุณค่าหลายด้าน จากการสรุปของนักเทคโนโลยีทางการศึกษา เช่น ประหยัด จิระวรพงศ์ (2522: 157) และชม ภูมิภาค (2528: 118) คือ 1. ช่วยเหลือและส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียน ช่วยทำให้บทเรียนง่ายขึ้น


35 2. ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้ามาศึกษาในสถาบันการศึกษาใช้ศึกษาด้วยตนเองได้ และใช้เวลานานเท่าใดก็ได้ตามความพอใจของนักเรียน 3. ช่วยเสริมบทเรียนให้กับผู้ที่เรียนรู้ช้าหรือขาดเรียนให้สามารถเข้าใจเนื้อหาวิชานั้นๆ ได้ด้วยมี การเสริมแรงเกิดขึ้นเนื่องจากการทราบผลตอบสนองในทันทีทันใดซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจและความ สนใจแก่นักเรียน 4. ประหยัดเวลาเพราะผลจากการวิจัยพบว่าบทเรียนสำเร็จรูปสามารถสอนเนื้อหาได้มากกว่า วิธีการสอนอื่นๆ ใช้เวลาน้อยกว่าและช่วยแบ่งเบาภาระของครูในการสอนข้อเท็จจริงต่างๆ 5. บทเรียนสำเร็จรูปบางชนิดมีสื่อประกอบหลายรูปแบบ เช่น มีรูปภาพ ช่วยให้นักเรียนใช้ ประสาทสัมผัสได้หลายทาง ทำให้จำได้ง่าย เกิดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 6. การถ่ายทอดเริ่มจากง่ายไปหายาก ทำให้นักเรียนมีความสามารถทุกระดับ ตามเนื้อหา บทเรียนได้เป็นการตอบสนองในเรื่องความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล 7. ช่วยให้ครูทำงานน้อยลง เกี่ยวกับการสอนข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อจะได้นำเวลาไปใช้ใน การเตรียมบทเรียนอื่นที่ยุ่งยากลึกซึ้งก้าวหน้ายิ่งไปอีก 8. แก้ปัญหาการขาดแคลนครูเพราะครูคนเดียวอาจจะควบคุมนักเรียนให้เรียนบทเรียน สำเร็จรูปได้คราวละหลายสิบคน สรุปได้ว่า บทเรียนสำเร็จรูปเป็นสื่อทางเทคโนโลยีการศึกษาชนิดหนึ่งที่นักเรียนสามารถเรียน ได้ด้วยตนเองตามความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล เรียนได้ตามลำพังเป็นกลุ่มหรือ รายบุคคลเป็นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่นักเรียนอย่างกว้างขวางเป็นการเน้น กระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหา นักเรียนสามารถตรวจสอบวัดประเมินผลความรู้ของตนเองได้ทั้ง ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป 2.1.3.5 รูปแบบของบทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนสำเร็จรูปมีแบบที่แตกต่างกัน เนื่องจากใช้สื่อในการถ่ายทอดบทเรียนแตกต่างกัน ซึ่ง (อาคม จันทรสุนทร และเชาวลิต ชำนาญ. 2521: 202) ได้อธิบายความแตกต่างของบทเรียน สำเร็จรูปไว้ว่าบทเรียนสำเร็จรูปมีความแตกต่างกันเพราะอาจใช้สื่ออย่างใดก็ได้ เช่น อาจเป็นรูป หนังสือให้อ่านเป็นเทปบันทึกเสียงให้ฟังเป็นรายการทางโทรทัศน์ วิทยุ ฟิล์มสตริป ใช้ชม หรืออาจเป็น เครื่องกลก็ได้นอกจากรูปแบบของบทเรียนสำเร็จรูปแล้วสิ่งที่สำคัญจะต้องสามารถถ่ายทอดบทเรียน ได้ บทเรียนสำเร็จรูปต้องอาศัยสื่อในการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาแก่นักเรียน ซึ่ง (บุญเสริม ฤทธา ภิรมย์. 2519: 19) ได้อธิบายเกี่ยวกับสื่อที่ใช้กับบทเรียนสำเร็จรูปว่าบทเรียนสำเร็จรูปจะใช้กับสื่อ 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่


36 1. เครื่องสอน เป็นเครื่องหรือสื่อประดิษฐ์ขึ้นมาสำหรับใช้กับบทเรียน ตัวเครื่องมีรูปร่าง ลักษณะต่างกันออกไปมักใช้กับไฟฟ้า เพราะส่วนใหญ่เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ บทเรียนอาจจะบันทึก ในแผ่นกระดาษ สไลด์ ฟิล์มสตริป เทปบันทึกเสียง ฟิล์มหรือเจาะเป็นบัตร ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อนำมาใช้กับเครื่องสอน นักเรียนก็สามารถเรียนได้ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำหรือขั้นตอนที่เครื่อง สอน หรือบทเรียนสั่งให้ทำ 2. หนังสือเรียนสำเร็จรูป คือ บทเรียนสำเร็จรูปที่ปรากฏเป็นรูปเล่มหนังสือ หรือหน้ากระดาษ หลักการก็คือ นำบทเรียนมาย่อยเป็นหน่วย ข้อหรือกรอบเริ่มต้นจากง่ายไปหายาก นักเรียนสามารถ ทราบคำตอบได้ทันที แล้วจึงข้ามไปเรียนหน่วยหรือข้อต่อไป หนังสือ/บทเรียนสำเร็จรูป อาจจะใช้เรียงกันตามลำดับหน่วย ข้อหรืออาจจะเป็นหนังสือ สลับหน้า เมื่ออ่านไปถึงหน่วยใด ข้อใดข้อหนึ่งแล้ว หนังสือจะมีคำสั่งให้นักเรียนข้ามไปเรียนหน้าใด หน้าหนึ่งโดยที่ไม่ต้องเรียงหน้ากัน 2.1.3.6 ประเภทของบทเรียนสำเร็จรูป เพ็ญศรี สร้อยเพชร (2542: 20-23) ได้อธิบายถึงประเภทของบทเรียนสำเร็จรูปไว้ว่า ในการ แบ่งประเภทของบทเรียนสำเร็จรูปนั้น สามารถแบ่งเป็นได้หลายลักษณะเช่น ถ้าเราแบ่งประเภทของ บทเรียนตามสื่อที่ใช้ในการเรียนรการสอน จะแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) บทเรียนสำเร็จรูปในรูปแบบของหนังสือ (Programed Textbook) 2) บทเรียนสำเร็จรูปที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ (CAI) 3) บทเรียนสำเร็จรูปที่ใช้สื่อประสม (Multi-Media Programed) คือบทเรียนสำเร็จรูปที่ใช้ สื่อหลายชนิด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น บทเรียนที่ใช้ประกอบกับเทปเสียง หรือใช้เทปเสียงคู่กับรูปภาพ หรือหนังสือ หรือรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจถึงรูปแบบและลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูปได้ละเอียดชัดเจน ในที่นี้จะขอแบ่ง ประเภทของบทเรียนสำเร็จรูปตามลักษณะของการเขียนบทเรียน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบ เช่นกันคือ 1) บทเรียนสำเร็จรูปชนิดเส้นตรง (Linear) 2) บทเรียนสำเร็จรูปชนิดแตกกิ่ง หรือสาขา (Branching or intrinsic Program) 3) บทเรียนสำเร็จรูปชนิดแยกกรอบ (Adjunctive Program) บทเรียนสำเร็จรูปชนิดเส้นตรง บทเรียนสำเร็จรูปชนิดเส้นตรงนี้ คือบทเรียนที่จัดลำดับการเรียนรู้จากการสนองตอบของ ผู้เรียนให้เหมือนกันหมดทุกคน เป็นบทเรียนที่มีการจัดลำดับขั้นและเนื้อหาของบทเรียนตั้งแต่ง่ายไป


37 หายาก ผู้เรียนจะต้องเริ่มเรียนตั้งแต่หน่วยแรกและก้าวหน้าไปตามลำดับจนถึงหน่วยสุดท้ายสุดท้าย จะข้ามหน่วยไม่ได้ และสิ่งที่เรียนจากหน่วยย่อยแรกๆ จะเป็นพื้นฐานสำหรับหน่วยย่อยถัดไป ดัง แผนภาพข้างล่างนี้ แผนภูมิที่ 1 แผนภูมิแสดงการจัดลำดับขั้นและเนื้อหาของบทเรียนสำเร็จรูปชนิดเส้นตรง ลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูปชนิดเส้นตรงนี้จะประกอบไปด้วยกรอบ 4 ลักษณะ คือ 1) กรอบตั้งต้น (Set Frame) เป็นกรอบที่สมบุรณ์ในตัว มีคำถามให้ผู้เรียนตอบสนองอาศัย ข้อมูลในกรอบเดียวกันนั้นเอง ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ มาก่อนก็สามารถตอบคำถาม ถูกต้องได้ 2) กรอบฝึกหัด (Practice Frame) เป็นกรอบที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกหัดเกี่ยวกับสิ่งที่ เรียนมาจากกรอบข้างต้น สิ่งสำคัญสำหรับกรอบแบบฝึกหัดคือ ควรให้นักเรียนได้ฝึกหัดเฉพาะ ข้อความรู้ที่กำหนดให้นักเรียนตอบในกรอบตั้งต้นเท่านั้น 3) กรอบรองส่งท้าย (Sub-Terminal Frame) คือ กรอบทั้งหลายที่จะนำพาไปสู่ กรอบส่ง ท้ายเป็นกรอบที่ให้ความรู้ที่จำเป็นแก่ผู้เรียน เพื่อที่เขาจะตอบสนองได้ถูกต้องในกรอบส่งท้าย 4) กรอบส่งท้าย (Terminal or Criterion Frame) เป็นกรอบที่ผู้เรียนจะต้องรวบรวม ข้อความรู้ที่เรียนมาจากรอบต้นๆ และตอบสนองเองโดยมีการชี้ทางบ้าง หรือไม่มีเลย กรอบส่งท้ายจะ เป็นกรอบสุดท้ายของลำดับความต่อเนื่องซึ่งจะดำเนินจากง่ายหายาก บทเรียนสำเร็จรูปชนิดเส้นตรง แบ่งย่อยออกได้เป็น 2 แบบดังนี้ 1) แบบเติมคำ 2) แบบเลือกตอบ บทเรียนแบบเติมคำ เป็นบทเรียนที่ศาสตราจารย์สกินเนอร์เป็นผู้คิดขึ้น ในบทเรียนแบบเติมคำนี้ ผู้เรียนทุกคน จะต้องดำเนินการเรียนโดยผ่านกรอบต่างๆ ทีละกรอบและผู้เรียนจะต้องตอบคำถามในแต่ละกรอบ ด้วยตนเอง จากนั้นจึงตรวจคำตอบที่เฉลยไว้ เพื่อตรวจดูว่าที่ตนตอบไปนั้นถูกหรือผิดก่อนที่จะเรียนใน รอบต่อไป การตอบคำถามของผู้เรียนอาจจะเป็นการเติมคำ หรือข้อความสั้นๆ หรือเขียนประโยคก็ได้ ตามแต่บทเรียนสั่งให้ทำ 1 2 3 4 จบ


38 บทเรียนแบบเลือกตอบ เป็นบทเรียนที่มีวิวัฒนาการมาจากเครื่องสอนที่ เพรสซี ประดิษฐ์ขึ้น บทเรียนชนิดนี้มีลักษณะ ของกรอบย่อยคล้ายกับแบบเติมคำ แต่ต่างกันที่มีคำตอบให้ผู้เรียนเลือก โดยผู้เรียนไม่ต้องคิดสร้าง คำตอบเองเหมาะสำหรับผู้เรียนในชั้นประถมศึกษา การให้ผู้เรียนสนองตอบในบทเรียนชนิดนี้ อาจใช้แบบการตอบสนองต่างๆ เช่น - เลือกคำตอบที่ถูกต้องจากตัวเลือกที่มีให้ - เขียนเครื่องหมายถูก-ผิด - จับคู่ข้อความ - เติมหมายเลขลงในภาพ เป็นต้น สรุปได้ว่าลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง เป็นบทเรียนที่ประกอบด้วยหน่วยย่อย เล็กๆ เรียกว่า กรอบ โดยกรอบหนึ่งกรอบจะเสนอแนวคิดหรือตัวอย่างเพียงข้อเดียว เพื่อให้ผู้เรียน ตอบสนองโดยการเขียนข้อความหรือเลือกคำตอบในแต่ละกรอบ ซึ่งในกรอบหนึ่งควรมีการตอบสนอง เพียงครั้งเดียว โดยในกรอบแรกๆ จะมีการชี้นำทางเพื่อลดการตอบผิด และในแต่ละกรอบจะต้องมี เฉลยให้ทราบผลทันทีก่อนที่จะเรียนในกรอบต่อไป ผู้เรียนทุกคนจะเรียนเนื้อหาวิชาเรียงลำดับตาม กรอบแบบเดียวกันทั้งหมดทุกคน และผู้เรียนแต่ละคนจะใช้เวลาใรการเรียนต่างกันนไปตาม ความสามารถของแต่ละบุคคล บทเรียนสำเร็จรูปชนิดแตกกิ่ง หรือสาขา เพ็ญศรี สร้อยเพชร (2542: 28) ได้อธิบายไว้ว่าบทเรียนสำเร็จรูปชนิดแตกกิ่ง หรือสาขาเป็น บทเรียนที่นอร์แมน เอ-คราวเดอร์ เป็นผู้คิดขึ้นโดยประยุกต์มาจากบทเรียนชนิดเส้นตรงแบบ เลือกตอบของเพรสซี ในการเรียนด้วยบทเรียนนี้ ทุกคนไม่จำเป็นต้องเรียนทุกกรอบก็ได้ และผู้เรียน แต่ละคนอาจเรียนจบโดยผ่านจำนวนกรอบไม่เท่ากัน คนเรียนเก่งอาจเรียนจบก่อนคนเรียนอ่อน เพราะสามารถข้ามกรอบบางกรอบได้ ส่วนคนเรียนอ่อนอาจเรียนจบช้ากว่า เพราะบางครั้ง เมื่อเรียน กรอบใดไม่เข้าใจก็จำเป็นต้องแตกสาขาไปเรียนกรอบอื่นๆ ที่บทเรียนกำหนดไว้ต่อไปอีก ในการแตก สาขานั้นผู้เขียนจะบอกไว้ชัดเจนว่าให้เปิดไปเรียนหน้าใดต่อไป การแตกสาชขานี้ อาจแตกสาขาอยู่ใน เล่มเดียวกัน ต่างเล่มกัน หรือแตกไปที่อื่นๆ อีกก็ได้ เช่น ดูจากสไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพยนตร์ หรือเทป บันทึกภาพ เป็นต้น โดยบทเรียนที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าจะให้แตกสาขาไปที่ไหน และเมื่อศึกษา เสร็จแล้วจะให้กลับมาเริ่มเรียน กรอบใดต่อไปก็ย่อมทำได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเนื้อหา และฐานะเศรษฐกิจของประเทศ


39 บทเรียนสำเร็จรูปชนิดไม่แยกกรอบ เพ็ญศรี สร้อยเพชร (2542: 56) ได้กล่าวว่าบทเรียนสำเร็จรูปชนิดไม่แยกกรอบนี้เป็นบทเรียน สำเร็จรูปที่เนื้อหาต่อเนื่องกันเหมือนการเขียนบทความหรือตำรา ต่างกันที่ว่า บทเรียนประเภทนี้จะมี คำถามตอนท้ายของเนื้อหาแต่ละตอน และมีการเฉลายแนวคำตอบไว้ให้ตรวจสอบทันที บทเรียน สำเร็จรูปชนิดนี้เป็นบทเรียนสำเร็จรูปที่สามารถสร้างได้ง่ายกว่าบทเรียนสำเร็จรูปทั้งสองแบบที่กล่าว มาข้างต้น เพราะไม่มีหลักเกณฑ์ ในการสร้างมากมายนัก 2.1.3.7 ส่วนประกอบของบทเรียนสำเร็จรูป ถวัลย์ มาศจรัส (2546: 21-22) ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับส่วนประกอบของบทเรียนสำเร็จรูป ประเภทเล่ม และบทเรียนประเภทสื่อผสมได้ดังนี้ 1) บทเรียนสำเร็จรูปประเภทเล่ม บทเรียนสำเร็จรูปประเภทเล่มจะประกอบไปด้วย - คำชี้แจง / คำแนะนำในการศึกษาด้วยบทเรียนฉบับนั้น - แนวคิด-วัตถุประสงค์ที่ต้องการจากการศึกษา - เนื้อหา เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก - แบบฝึกหัด / คำถาม เพื่อทบทวนความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้ศึกษา พร้อมเฉลย - แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน - เฉลยแบบทดสอบ 2) บทเรียนประเภทสื่อประสม บทเรียนปะเภทสื่อประสมจะประกอบไปด้วย - คู่มือการใช้สื่อ มีรายละเอียดดังนี้ • คำแนะนำในการใช้บทเรียน • แนวคิด วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม • รายละเอียดของเนื้อหาที่บรรจุไว้ในสื่อ • คำถาม คำตอบในบทเรียน • แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน • เฉลย - สื่อประกอบการเรียน - แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน - เฉลยแบบทดสอบ


40 2.1.3.8 หลักการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป การสร้างบทเรียนสำเร็จรูปมีผู้เสนอแนวทางหลายท่าน เช่น (ชม ภูมิภาค. 2524:120 -121) ได้อธิบายถึงขั้นตอนการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมแบ่งออกเป็น 5 ขั้น คือ 1.1 เลือกชื่อเรื่องโดยเลือกในเนื้อหาวิชาที่ผู้เขียนมีความรู้ในเรื่องนั้นดี 1.2 เตรียมเค้าโครงเนื้อหา โดยให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดที่จะเสนอ และผู้เขียน บทเรียนต้องสามารถรวบรวมความรู้ในเนื้อหาวิชาให้ครบถ้วน 1.3 กำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1.4 สร้างแบบทดสอบสำหรับวัดพฤติกรรมเบื้องต้น ซึ่งคะแนนของแบบทดสอบจะ บอกให้รู้ว่าควรเริ่มที่บทเรียนตอนใด แบบทดสอบนี้ควรมีหลายพฤติกรรม 1.5 สร้างแบบทดสอบสำหรับวัดพฤติกรรมขั้นสุดท้าย เพื่อรู้ว่านักเรียนได้รับความรู้ จากบทเรียนสำเร็จรูปแล้ว 2. ขั้นการเขียนบทเรียน 2.1 เสนอเนื้อหาในรูปกรอบต่างๆ โดยกรอบหนึ่งๆ ก็คือเนื้อหาวิชาย่อยๆ ซึ่งจะให้ นักเรียนสนองตอบต่อสิ่งเร้าในขั้นต่างๆ ที่ผู้เขียนบทเรียนสร้างขึ้นเพื่อนำนักเรียนไปถึงจุดมุ่งหมายโดย อาศัยหลักความสัมพันธ์ ระหว่างการเร้าและการตอบสนอง 2.2 ให้นักเรียนตอบสนองอย่างแข่งขันโดยถือหลักว่านักเรียนจะยอมรับในเนื้อหาที่ ตอบถูกเท่านั้น 2.3 มีการยืนยันหรือตรวจแก้การตอบสนองของนักเรียน ลักษณะบทเรียนสำเร็จรูป จะมีการเปรียบเทียบค่าคำตอบที่ถูกกับคำตอบที่ผิด เมื่อนักเรียนพบว่าการตอบสนองนั้นถูกจะได้รับ การยืนยัน แต่ถ้าการตอบสนองผิดก็จะได้รับคำตอบที่ถูกต้อง วิธีการนี้เป็นเครื่องชี้ในกรอบต่างๆ ของ บทเรียนเพื่อนำไปสู่การสนองตอบที่ถูกต้อง 2.4 การจัดลำดับขั้นของกรอบต่างๆ เช่น คำจำกัดความและการวิเคราะห์พฤติกรรม บทเรียนที่ต้องการสอน นอกจากนั้นยังจะขึ้นอยู่กับสภาพการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับภารกิจต่างๆ ซึ่ง ได้แก่การแยกแยะและสรุป จะเกิดขึ้นพร้อมกันระห่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง และการเสริมแรง 3. ขั้นการทดลอง 3.1 ขั้นการทดลองนี้เป็นฉบับร่างจากต้นฉบับ ซึ่งอาจเป็นแผ่นๆ เพื่อให้นักเรียนอ่าน ด้านหนึ่งและตอบสนองตอบอีกด้านหนึ่ง ในขั้นที่เป็นการนำบทเรียนไปทดลองกับเด็กคนเดียวใน ช่วงเวลาหนึ่งแล้วนำมาปรับปรุงเพื่อนำไปทดลองกับเด็กคนถัดไป


41 3.2 แก้ไขฉบับร่าง เป็นการนำฉบับร่างจากต้นฉบับมาปรับปรุงแก้ไขในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้ได้บทเรียนที่ดี 3.3 ทดสอบฉบับร่างที่แก้ไขแล้ว และพิจารณาแก้ไขอีกครั้งหลังจากแก้ไขในข้อ 3.2 แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนจำนวน 15 – 40 คน หรือมากกว่า แล้วนำกลับมาปรับปรุงอีกครั้ง โดย ถือเกณฑ์มาตรฐานให้มีอัตราผิดพลาดเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ สรุปได้ว่า การใช้บทเรียนสำเร็จรูป นับว่าเป็นการนำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้ให้เห็น แนวทางของการสอนแบบใหม่ชนิดตัวต่อตัว ที่ใช้ได้กับเนื้อหาวิชาหลายแขนง แต่แขนงที่ใช้ได้ เหมาะสมที่สุดได้แก่ การสะกดคำ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศึกษา และวิชาอื่นๆ ที่มีลักษณะ วิชาดำเนินไปตามลำดับขั้นของตรรกศาสตร์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบทเรียนสำเร็จรูปนี้นับว่าเป็น บรรยากาศที่ก่อให้เกิดการเรียนการสอนที่ท้าทายให้นักเรียนเรียนรู้สิ่งที่ต้องการด้วยตนเอง และเป็น การส่งเสริมการเรียนรู้เป็นรายบุคคลโดยยึดหลักความแตกต่างระหว่างบุคคล 2.1.3.9 การหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต (2528: 290-291) ได้กล่าวไว้ว่า ก่อนที่จะนำสื่อที่สร้างไปใช้ควรทดลอง แก้ไขปรับปรุงให้ได้มาตรฐานเสียก่อน เพื่อให้ทราบว่าสื่อนั้นมีคุณภาพเพียงใด มีสิ่งใดที่ยังบกพร่องอยู่ ซึ่งการประเมินไม่ใช่ประเมินผลนักเรียนแต่เป็นการประเมินผลสื่อโดยการนำสื่อไปทดลองใช้กับคน หลายๆ คนหลายๆ กลุ่ม แล้วจึงเผยแพร่นำออกใช้จริง เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพชองสื่อนั้น อาจจะกำหนดเป็น 90/90 หรือ 85/85 หรือ80/80 แต่ควรจะให้เป็นผลมาจากการทดลองใช้ก่อน ใน การวิจัยผู้วิจัยใช้เกณฑ์ 80/80 ซึ่งหมายความว่า 80 ตัวแรกเป็นคะแนนที่ได้จากการทำแบบฝึกหัดโดย เฉลี่ยร้อยละ 80ส่วน 80 ตัวหลังเป็นคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียน โดยเฉลี่ยร้อยละ 80 ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2540: 525) ได้กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องนำมาหาประสิทธิภาพที่สร้าง ขึ้นดังนี้ 1. สำหรับหน่วยงานการผลิตสื่อการสอน เป็นการประกันคุณภาพของสื่อนั้นว่าอยู่ในขั้นสูง เหมาะสมที่จะลงทุนผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก หากไม่มีการหาประสิทธิภาพเสียก่อนหากผลิต ออกมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ดี ก็ต้องทำใหม่เป็นการสิ้นเปลืองทั้งเวลา แรงงาน และเงินทอง 2. สำหรับผู้ใช้สื่อการสอน สื่อการสอนจะทำหน้าที่ช่วยสร้างสภาพการเรียนรู้ให้นักเรียน เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่มุ่งหวัง ดังนั้นก่อนนำไปใช้ ครูจึงควรมั่นใจว่า สื่อการสอนนั้นมี ประสิทธิภาพช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้จริง การหาประสิทธิภาพตามลำดับขั้นจะช่วยให้เราได้สื่อการ สอนที่ดีมีคุณค่าทางการสอนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้


42 3. สำหรับผู้ผลิตสื่อการสอน การทดสอบประสิทธิภาพทำให้ผู้ผลิตมั่นใจว่า เนื้อหาสาระที่บรรจุ ลงในสื่อการสอนเหมาะสม ง่ายต่อการเข้าใจอันจะช่วยให้ผู้ผลิตมีความชำนาญสูงขึ้น เป็นการประหยัดแรงสมอง เวลา และเงินทองในการเตรียมต้นฉบับชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2541: 526- 527) ได้กล่าวถึงเกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อประเภทบทเรียนสำเร็จรูปไว้ว่า การกำหนดเกณฑ์ ประสิทธิภาพกระทำได้โดยการประเมินพฤติกรรมของนักเรียน 2 ประเภทคือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1 (ประสิทธิภาพ ของกระบวนการ) E2 (ประสิทธิ์ภาพของผลลัพธ์) ดังนี้ 1. ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง คือ ประเมินต่อเนื่องซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยหลายๆ พฤติกรรมซึ่งเรียกว่า กระบวนการ ของนักเรียนที่สังเกตจากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม (รายงานกลุ่ม) และรายงานบุคคล ได้แก่ งานที่มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนกำหนดไว้ 2. ประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย คือ ประเมินผลลัพธ์ของนักเรียนโดยพิจารณาจากผลสอบหลัง เรียนและสอบปลายภาค สรุปได้ว่า ประสิทธิภาพของสื่อการสอนจะกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ครูผู้สอนคาดหมายว่านักเรียน จะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่พอใจ โดยกำหนดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ของผลสอบหลังจากการเรียนของ นักเรียนทั้งหมด E1/E2 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ การที่จะ กำหนดเกณฑ์E1/E2 ให้มีค่าเท่าใดนั้น ผู้สอนจะเป็นผู้พิจารณา โดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจำ จะตั้งไว้ 80/80 หรือ 90/90 ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะหรือเจตคติอาจตั้งไว้ต่ำกว่านี้ เช่น 75/75 เป็น ต้น อย่างไรก็ตามไม่ควรตั้งไว้ต่ำ เพราะตั้งเกณฑ์ไว้เท่าใดก็มักได้ผลเท่านั้น


43 2.1.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ ประกิจ รัตนสุวรรณ (2525: 200) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงคุณลักษณะและ ความสามารถของบุคคลที่เกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณ์การเรียนรู้จากการฝึกฝนอบรมหรือการสอน สาคร ธรรมศักดิ์ (2541: 135) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง คุณลักษณะและ ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกอบรม หรือจากการสอบ การวัดผลสัมฤทธิ์จึงเป็นการ ตรวจสอบความสามารถหรือความสัมฤทธิ์ผลของบุคคลว่าเรียนรู้แล้วเท่าไร ซึ่งสามารถวัดได้ 2 แบบ ตามจุดมุ่งหมายและลักษณะวิชาที่สอน คือ 1. การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติ หรือทักษะของ ผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถดังกล่าวในรูปของการกระทำจริงให้ออกเป็นผลงาน เช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การช่าง เป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ 2. การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาอันเป็นประสบการณ์ การเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่างๆ สามารถวัดได้โดยใช้ข้อสอวัด ผลสัมฤทธิ์ กู๊ด (Good. 1973: 103) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า ความรู้ที่ได้รับหรือ ทักษะที่พัฒนามาจากการเรียนในสถานศึกษาโดยปกติวัดจากคะแนนที่ครูเป็นผู้ให้หรือจาก การทดสอบหรืออาจรวมถึงคะแนนที่ครูเป็นผู้ให้และคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบ จากข้อความข้างต้น จึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เป็นคุณลักษณะความสามารถของ บุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิด จากการฝึกอบรมหรือจากการสอน การวัดผลสัมฤทธิ์จึงเป็นการตรวจสอบความสามารถหรือความ สัมฤทธิ์ผลของบุคคล ซึ่งแสดงออกในลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ที่สามารถวัดได้ 2 แบบตาม จุดมุ่งหมายและลักษณะวิชาสอน คือ การวัดด้านปฏิบัติและการวัดด้านเนื้อหา 2.1.4.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2539: 29-32) กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์เป็นการตรวจสอบ ระดับความสามารถของสมรรถภาพสมองของบุคคลว่า เรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้าน ใดมากน้อยเท่าไร เช่น มีพฤติกรรมด้านความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า มากน้อยอยู่ในระดับใด นั่นคือ การวัดผลสัมฤทธิ์เป็นการตรวจสอบ


44 พฤติกรรมของผู้เรียนในด้านพุทธิพิสัยนั่นเอง โดยแบง่ การวัดออกเป็น 2 องค์ประกอบตามจุดหมาย และลักษณะของวิชาที่เรียน คือ 1. การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถทางการปฏิบัติโดยให้ผู้เรียนได้ลง มือปฏิบัติจริงให้เห็นเป็นผลงานปรากฏออกมา ให้ทำการสังเกตและวัดได้ การวัดแบบนี้ต้องวัดโดยใช้ ข้อสอบภาคปฏิบัติ ซึ่งการประเมินผลจะพิจารณาที่วิธีปฏิบัติและผลงานที่ปฏิบัติ 2. การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชารวมถึง พฤติกรรมความสามารถในด้านต่างๆ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน มีวิธีการวัดได้ 2 ลักษณะคือ 2.1 การสอบแบบปากเปล่า การสอบแบบนี้มักกระทำเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นการสอบที่ต้อง การดูผลเฉพาะอย่าง 2.2 การสอบแบบให้เขียนตอบ เป็นการสอบวัดที่ให้ผู้สอบเขียนเป็นตัวหนังสือตอบ ซึ่งมี รูปแบบการตอบอยู่ 2 แบบคือ ก. แบบไม่จำกัดคำตอบ ซึ่งได้แก่การสอบวัดที่ใช้ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง ข. แบบจำกัดคำตอบ ซึ่งเป็นการสอบที่กำหนดขอบเขตของคำถามที่จะให้คำตอบ หรือกำหนดคำตอบมากให้เลือกซึ่งมี 4 รูปแบบคือ 1. แบบเลือกทางใดทางหนึ่ง 2. แบบจับคู่ 3. แบบเติมคำ 4. แบบเลือกตอบ การวัดผลสัมฤทธิ์อ่านเนื้อหาโดยการเขียนตอบนั้น เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในโรงเรียนซึ่ง เครื่องมือที่ใช้ในการสอบวัดเขียนข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หรือ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เชิดศักดิ์ โฆวาสินธ์ (2525: 78) จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น การตรวจสอบระดับความสามารถหรือสัมฤทธิ์ผลของนักเรียนว่าได้เกิดการเรียนรู้ในแต่ละรายวิชามาก น้อยเพียงใดซึ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนนี้สามารถวัดได้ 2 แนวทาง ตามจุดมุ่งหมายและ ธรรมชาติหรือลักษณะวิชาที่จัดให้กับนักเรียน การวัดทั้ง 2 แนวทางนี้ได้แก่ 1. การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบความสามารถในการลงมือกระทำหรือทักษะของ นักเรียนซึ่งเป็นความสำคัญของกลไกทางร่างกายและทางสมองว่าสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพหรือคุณภาพเพียงใด ซึ่งจำเป็นต้องวัดในรายวิชาทักษะ เช่น ศิลปะ พลศึกษา การงาน อาชีพและเทคโนโลยี เป็นต้น การวัดด้านการปฏิบัตินี้จะวัดโดยใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ 2. การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความสามารถทางสติปัญญาหรือสมองของนักเรียน ในการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชา หรือภาคทฤษฎีได้มากน้อยเพียงใด เนื้อหาในการทดสอบแบบนี้ เรียกว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


45 กูด และโบรฟี (สุภวรรณ พันธุ์จันทร์. 2524: 27; อ้างอิงจาก Good; & Broophy. 1977: 346-348) ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า บุคคลบางประเภทอาจจะประสบ ความสำเร็จได้มากกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่มีความเฉลียวฉลาดและมีทักษะทางกายภาพที่คล้ายคลึงกัน แต่ นักจิตวิทยาบางท่านก็เชื่อว่า อาจเป็นเพราะบุคคลนั้นมีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า บุคคลอื่นหรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ประสบความสำเร็จเป็นเป้าหมายสำคัญในการดำรงชีวิต มากกว่าเป้าหมายอื่นของบุคคล โดยที่แมคเคลแลนด์ (Mc Celland. 1961: 207-256) เป็นผู้หนึ่งที่ สนใจศึกษาเรื่องความต้องการประสบความสำเร็จของบุคคลโดยใช้แบบทดสอบ เป็นเครื่องมือในการ วัดความต้องการในการประสบความสำเร็จ ผลการศึกษาพบว่าผู้ทดสอบที่ทำคะแนนได้สูงมีแนวโน้มที่ กำหนดเป้าหมายและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จค่อนข้างสูง จากข้อความดังกล่าวข้างต้นจึงสรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์จึงเป็น การตรวจสอบการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลว่า หลังจากได้เรียนรู้แล้วมีความสามารถด้านใดบ้าง และ ความสามารถดังกล่าวมีมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นการประเมินพฤติกรรมของนักเรียนที่มีความเชื่อถือได้ 2.1.4.3 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2524) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนว่า เป็นแบบทดสอบที่วัดความรู้ของนักเรียนที่ได้เรียนไปแล้ว ซึ่งเป็นข้อคำถามให้ นักเรียนตอบลงในกระดาษและให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบ่งเป็น 2 แบบ ดังต่อไปนี้ 1. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของข้อคำถามที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งจะเป็นข้อคำถามที่ ถามเกี่ยวกับความรู้ที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนว่านักเรียนมีความรู้มากเพียงใดบกพร่องตรงไหนจะ ได้สอนซ่อมเสริม หรือวัดดูความพร้อมก่อนที่จะสอนเรื่องใหม่ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นนี้ มุ่งวัด ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอน เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้กันโดยทั่วไปใน สถานศึกษามีลักษณะเป็นแบบทดสอบข้อเขียน ซึ่งแบ่งออกได้อีก 2 ชนิด คือ 1.1 แบบทดสอยอัตนัย เป็นแบบทดสอบที่กำหนดคำถามหรือปัญหาให้แล้วให้ผู้ตอบ เขียนโดยแสดงความรู้ ความคิด เจตคติได้อย่างเต็มที่ 1.2 แบบทดสอบปรนัย หรือแบบให้ตอบสั้นๆ เป็นแบบทดสอบที่กำหนดให้ผู้สอบ เขียนตอบสั้นๆ หรือมีคำตอบให้เลือกแบบจำกัดคำตอบ ผู้ตอบไม่มีโอกาสแสดงความรู้ ความคิดได้ อย่างกว้างขวางเหมือนแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบชนิดนี้แบ่งออกเป็น 4 แบบคือ แบบทดสอบ ถูกผิดแบบทดสอบจับคู่ และแบบทดสอบเลือกตอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน สร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาหรือจากครูที่สอนวิชานั้น แต่ผ่านการทดลองหาคุณภาพหลายครั้ง จนกระทั่งมีคุณภาพดีพอจึงสร้างเกณฑ์ปกติของแบบทดสอบ


46 นั้นสามารถใช้เป็นหลักและเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินค่าของการเรียนการสอนในเรื่องใดๆ ก็ได้ จะ ใช้วัดอัตราการพัฒนาของเด็กแต่ละวัยในแต่ละกลุ่มแต่ละภาคก็ได้ จะใช้สำหรับให้ครูวินิจฉัย ผลสัมฤทธิ์ระหว่างวิชาต่างๆ ในเด็กแต่ละคนก็ได้ ข้อสอบมาตรฐานนอกจากจะมีคุณภาพของ แบบทดสอบสูงแล้วยังมีมาตรฐานในด้านวิธีดำเนินการสอบ คือไม่ว่าโรงเรียนใดหรือส่วนราชการใดจะ นำไปใช้ต้องดำเนินการสอบเป็นแบบเดียวกัน แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคู่มือดำเนินการสอบบอกถึง วิธีการสอบว่าทำอย่างไร และยังมีมาตรฐานในด้านการแปลคะแนนอีกด้วย ทั้งแบบทดสอบที่ครูสร้าง ขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐาน มีวิธีการสร้างข้อคำถามเหมือนกัน คือจะเป็นคำถามที่วัดเนื้อหาและ พฤติกรรมที่ได้สอนนักเรียนไปแล้ว สำหรับพฤติกรรมที่สามารถตั้งคำถามวัดได้ นิยมใช้ตามหลักที่ได้ จากการประชุมของนักวัดผล พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545: 95) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ คือ แบบทดสอบที่ ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลสำเร็จตาม จุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด เยาวดี วิบูลย์ (2540: 16) กล่าวว่า แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลของ การเรียนหรือการสอน จากข้อความข้างต้นจึงสรุปได้ว่า ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเพื่อใช้วัดผลการเรียนรู้ด้านเนื้อหาวิชาและทักษะต่างๆของแต่ละสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาขาที่จัดให้มีการเรียนการสอนในระบบโรงเรียน ซึ่งมีแบบทดสอบที่เป็นข้อเขียน และที่เป็นภาคปฏิบัติจริง 2.1.4.4 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2539: 31-32) ได้กล่าวถึงประเภทของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์สามารถ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ 1. การทดสอบแบบอิงกลุ่ม หรือการวัดผลแบบอิงกลุ่ม เป็นการทดสอบหรือการสอบวัดที่เกิด จากแนวความเชื่อในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลที่ว่า ความสามารถของบุคคลใดๆ ในเรื่องใดนั้น มีไม่เท่ากัน บางคนมีความสามารถเด่น บางคนมีความสามารถด้อยและส่วนใหญ่จะมีความสามารถ ปานกลาง การกระจายความสามารถของบุคคล ถ้านำมาเขียนกราฟจะมีลักษณะคล้ายๆ โค้งรูประฆัง หรือที่เรียกว่าโค้งปกติ ดังนั้นการทดสอบแบบนี้จึงยึดคนส่วนใหญ่เป็นหลักในการเปรียบเทียบ โดยพิจารณาคะแนนผลการสอบของบุคคลเทียบกับคนอื่นๆ ในกลุ่ม คะแนนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ นำไปเปรียบเทียบกับคะแนนของบุคคลอื่นที่สอบด้วยข้อสอบฉบับเดียวกัน จุดมุ่งหมายของ การทดสอบแบบนี้ ก็เพื่อจะกระจายบุคคลทั้งกลุ่มไปตามความสามารถของแต่ละบุคคล นั่นก็คือ คนที่


47 มีความสามารถสูงจะได้คะแนนสูง คนที่มีความสามารถด้อยกว่าก็จะได้คะแนนลดหลั่นลงมาจนถึง คะแนนต่ำสุด 2. การทดสอบแบบอิงเกณฑ์หรือการวัดผลแบบอิงเกณฑ์ ยึดความเชื่อในเรื่องการเรียนเพื่อ รอบรู้ กล่าวคือ ยึดหลักการว่าในการเรียนการสอบนั้นจะต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนทั้งหมดหรือเกือบ ทั้งหมดประสบความสำเร็จในการเรียน แม้ว่าผู้เรียนจะมีลักษณะแตกต่างกันก็ตาม แต่ทุกคนควรได้รับ การส่งเสริมให้พัฒนาไปถึงขีดความสามารถสูงสุดของตน โดยอาจใช้เวลาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ดังนั้นการทดสอบแบบอิงเกณฑ์จึงมีการกำหนดเกณฑ์ขึ้นแล้วนำผลการสอบวัดของแต่ละบุคคลเทียบ กับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่ได้มีการนำผลไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นๆ ในกลุ่ม ความสำคัญของการทดสอบ แบบนี้จึงอยู่ที่ทำการกำหนดเกณฑ์ เป็นสำคัญ นอกจากนี้ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545: 96) ได้กล่าวถึงประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์โดย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่ม ที่ครูสอน เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้กันทั่วไปในสถานศึกษามีลักษณะเป็นแบบทดสอบข้อเขียน ซึ่งแบ่งออกได้อีก 2 ชนิด คือ 1.1 แบบทดสอบอัตนัย เป็นแบบทดสอบที่กำหนดคำถาม หรือปัญหาให้ แล้วให้ ผู้ตอบเขียนโดยแสดงความรู้ ความคิด เจตคติ ได้อย่างเต็มที่ 1.2 แบบทดสอบปรนัย หรือแบบให้ตอบสั้นๆ เป็นแบบทดสอบที่กำหนดให้ผู้สอบ เขียนตอบสั้นๆ หรือมีคำตอบให้เลือกแบบจำกัดคำตอบ ผู้ตอบไม่มีโอกาสแสดงความรู้ ความคิดได้ อย่างกว้างขวางเหมือนแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบชนิดนี้แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ แบบทดสอบ ถูก-ผิดแบบทดสอบเติมคำ แบบทดสอบจับคู่ และแบบทดสอบเลือกตอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทั่วๆ ไป ซึ่งสร้าง โดยผู้เชี่ยวชาญ มีการวิเคราะห์และปรับปรุงอย่างดีจนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน กล่าวคือ มีมาตรฐานใน การดำเนินการสอน วิธีการให้คะแนนและการแปลความหมายของคะแนน ภัทรา นิคมานนท์ (2540: 61-68) กล่าวถึงประเภทของแบบทดสอบด้านพุทธิพิสัยว่าโดยทั่วไป แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบอัตนัย หมายถึง แบบทดสอบที่ถามให้ตอบยาวๆ แสดง ความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง ประเภทที่สอง คือ แบบทดสอบปรนัย หมายถึง แบบทดสอบประเภท ถูก - ผิดเติมคำ จับคู่ และเลือกตอบ โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนกประเภทของแบบทดสอบได้แก่ 1. จำแนกตามกระบวนการในการสร้าง จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเฉพาะคราวเพื่อใช้ ทดสอบผลสัมฤทธิ์และความสามารถทางวิชาการของเด็ก


48 1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นด้วยกระบวนการหรือวิธี การที่ซับซ้อนมากกว่าแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เมื่อสร้างขึ้นแล้วมีการนำไปทดลองสอบ แบะนำผล มาวิธีการทางสถิติ เพื่อปรับปรุงให้มีคุณภาพดี มีความเป็นมาตรฐาน 2. จำแนกตามจุดมุ่งหมายในการใช้ประโยชน์ จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัดปริมาณความรู้ ความสามารถทักษะเกี่ยวกับด้านวิชาการที่ได้เรียนรู้ว่ามีมากน้อยเพียงใด 2.2 แบบทดสอบความถนัด เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถที่เกิดจากการ สะสมประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาในอดีต 3. จำแนกตามรูปแบบคำถามและวิธีการตอบ จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 3.1 แบบทดสอบอัตนัย มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้สอบได้ตอบยาวๆ แสดงความคิดเห็น อย่างเต็มที่3.2 แบบทดสอบปรนัย เป็นแบบสอบถามที่ถามให้ผู้สอบตอบสั้นๆ ในขอบเขตจำกัดคำถาม แต่ละข้อวัดความสามารถเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ผู้สอบไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้ อย่างกว้างขวางเหมือนแบบทดสอบอัตนัย 4. จำแนกตามลักษณะการตอบ จำแนกได้ 3 ประเภท คือ 4.1 แบบทดสอบภาคปฏิบัติ เช่น การสอบวิชาพลศึกษา ให้แสดงท่าทางประกอบ เพลงวิชาประดิษฐ์ ให้ประดิษฐ์ด้วยของใช้ด้วยเศษวัสดุ การให้คะแนนจาการทดสอบประเภทนี้ครูต้อง พิจารณาทั้งด้านคุณภาพของผลงาน ความถูกต้องของวิธีปฏิบัติรวมทั้งความคล่องแคล่วและปริมาณ ของผลงานด้วย 4.2 แบบทดสอบเขียนตอบ เป็นแบบทดสอบที่ใช้การเขียนตอบทุกชนิด 4.3 แบบทดสอบด้วยวาจา เป็นแบบทดสอบที่ผู้สอบใช้การโต้ตอบด้วยวาจา 5. จำแนกตามเวลาที่กำหนดให้ตอบ จำแนกได้ 2 ประเภท 5.1 แบบทดสอบวัดความเร็ว เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดทักษะความคล่องแคล่วในการ คิดความแม่นยำในความรู้เป็นสำคัญ มักมีลักษณะค่อนข้างง่าย แต่ให้เวลาในการทำข้อสอบน้อย ผู้สอบต้องแข่งขันกันตอบ ใครที่ทำเสร็จก่อนและถูกต้องมากที่สุดถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า 5.2 แบบทดสอบวัดประสิทธิภาพสูงสุด แบบทดสอบลักษณะนี้มีลักษณะค่อนข้าง ยากและให้เวลาทำมาก 6. จำแนกตามลักษณะและโอกาสในการใช้ จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 6.1 แบบทดสอบย่อย เป็นแบบทดสอบที่มีจำนวนข้อคำถามไม่มากนัก มักใช้สำหรับ ประเมินผลเมื่อเสร็จสิ้นการเรียนการสอนในแต่ละหน่วยย่อย โดยมีจุดประสงค์หลัก คือ เพื่อปรับปรุง การเรียนเป็นสำคัญ


49 6.2 แบบทดสอบรวม เป็นแบบทดสอบที่ถามความรู้ความเข้าใจรวมหลายๆ เรื่อง ลายๆเนื้อหา หลายๆ จุดประสงค์ มีจำนวนมากข้อ มักใช้ตอนสอบปลายภาคเรียนหรือปลายปี การศึกษาจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ ใช้เปรียบเทียบแข่งขันระหว่างผู้สอบด้วยกัน 7. จำแนกตามเกณฑ์การนำผลจากการสอบวัดไปประเมิน จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 7.1 แบบทดสอบอิงเกณฑ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อวัดระดับความรู้พื้นฐานและความรู้ที่ จำเป็นในการบ่งบอกถึงความรอบรู้ของผู้เรียนตามวัตถุประสงค์ 7.2 แบบทดสอบอิงกลุ่ม เป็นแบบทดสอบที่มุ่งนำผลการสอบไปเปรียบเทียบกับ บุคคลอื่นในกลุ่ม ที่ใช้ข้อสอบเดียวกัน ถ้าใครมีความสามารถเหนือใครเพียงใด เหมาะสำหรับใช้เพื่อ การสอบที่มีการแข่งขันกันมากกว่าเพื่อการเรียนการสอน 8. จำแนกตามสิ่งเร้า จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 8.1 แบบทดสอบทางภาษา ได้แก่ การใช้คำพูดหรือตัวหนังสือไปเร้าผู้สอบตอบโดย การพูดหรือเขียนออกมา แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา ได้แก่ การใช้รูปภาพ กิริยา ท่าทาง หรือ อุปกรณ์ ต่างๆไปเร้าให้ผู้สอบตอบสนอง 8.2 แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา ได้แก่ การใช้รูปภาพ กิริยา ท่าทาง หรือ อุปกรณ์ ต่างๆไปเร้าให้ผู้สอบตอบสนอง จากข้อความข้างต้นจึงสรุปได้ว่า แบบทดสอบที่ใช้ในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็ มีจุดมุ่งหมาย และขีดความสามารถในการทดสอบแตกต่างกัน ดังนั้นในการนำแบบทดสอบไปใช้ต้อง ระมัดระวังว่าเลือกใช้แบบทดสอบได้ถูกต้องเหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ การจำแนกประเภท ของแบบทดสอบจึงช่วยให้สามารถเข้าใจและเลือกใช้แบบทดสอบได้ถูกต้องยิ่งขึ้น การจำแนก แบบทดสอบสามารถทำได้หลายแบบขึ้นอยู่กับผู้จำแนกว่าจะยึดถืออะไรเป็นเกณฑ์ในการจำแนก 2.1.4.5 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แมดดอกซ์ (Maddox. อ้างถึงใน กัญจนา อินทรัตนกุล. 2540 : 292-293) พบว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ 1 สติปัญญาประมาณร้อยละ 80 2. ความพยายามและวิธีการเรียน ประมาณร้อยละ 30 3. สภาพแวดล้อมอื่น ๆ ประมาณร้อยละ 10 ริเซย์ (Richey,1986 : 132-181 อ้างถึงใน กัญจนา สินทรรัตนกุล 2540 : 292-298) ได้สรุปถึงตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อองค์ประกอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า ประกอบด้วย 1. ผู้เรียน ปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้เรียนประกอบด้วย ลักษณะทางประชากร คุณลักษณะ ด้านความสามารถ ทั้งทางด้านร่างกายและความรู้ความคิด สมรรถภาพและเจตคติ


50 2. เนื้อหาวิชา ปัจจัยเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา ประกอบด้วยแบบของผลการเรียนรู้ (พุทธิพิสัย เจตพิสัย และทักษะพิสัย) ความสามารถทางสมอง (ความสนใจ ความคงทน การถ่ายทอด และ ขอบเขตของเนื้อหาวิชา) 3. สิ่งแวดล้อม ปัจจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย คุณลักษณะเชิงทำเลที่ตั้ง และ สภาพบรรยากาศ ซึ่งได้แก่ บริบททางสังคมในด้านอิทธิพลจากภายนอก บรรยากาศภายในองค์การ วัสดุและการจัดการ คุณลักษณะและการปฏิสัมพันธ์ของบุคลากรในองค์กร 4. วิธีการสอน ปัจจัยเกี่ยวกับวิธีการสอนประกอบด้วย ขอบเขตของเนื้อหา กลวิธีสอน การเสนอเนื้อหาและการจัดลำดับเนื้อหา จารุวรรณ ยังรักษา (2542 : 51-52) ได้กล่าวถึงอิทธิพลที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ 1. องค์ประกอบทางด้านร่างกาย ได้แก่ อัตราการเจริญเติบโตของร่างกายและ สุขภาพกาย ข้อบกพร่องทางร่างกายและบุคลิกท่าทาง 2. องค์ประกอบทางความรัก และความสัมพันธ์ในครอบครัว 3. องค์ประกอบทางด้านวัฒนธรรมและสังคม 4. องค์ประกอบทางความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน 5. องค์ประกอบทางการพัฒนาแห่งตน ได้แก่ สติปัญญา ความสนใจ เจตคติ 6. องค์ประกอบทางการปรับตัว การแสดงออกทางอารมณ์ สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจะสูงหรือต่ำนั้นจะมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง อยู่ 2 ประการ คือองค์ประกอบทางสติปัญญา และองค์ประกอบที่มิได้เกี่ยวข้องกับสติปัญญา ซึ่งครูผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจ รู้จักที่จะส่งเสริมและขจัดปัจจัยที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนของ นักเรียนแต่ละคน เพื่อนักเรียนจะได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างเต็มที่ต่อไป 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้างานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อ เป็นพื้นฐานสำหรับการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 2.2.1 งานวิจัยในประเทศ นิตยา ผูกเกสร (2551) ได้ศึกษา เรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านตีความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ นนทบุรี มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านตีความ สำหรับนักเรียนชั้น


Click to View FlipBook Version