The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สุมาลี ทิพย์จักร์, 2024-01-11 12:59:02

โครงร่าง วิจัยในชั้นเรียนบทที่ 1-3

วิจัยในชั้นเรียนบทที่ 1-3

51 มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ นนทบุรีกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ นนทบุรี จำนวน 36 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านตีความ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติคือ การทดสอบค่าสถิติ t-test Dependent Sample ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านตีความ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ นนทบุรี มีประสิทธิภาพ 92.00/92.40 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านตีความ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อารินธร ตลับทอง (2553) ได้ศึกษา เรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการสร้างคำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคลองปักหลักมีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาบทเรียน สำเร็จรูปเรื่อง การสร้างคำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขต ประเวศ กรุงเทพมหานครกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552โรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster Random Sampling) จำนวน 1 ห้องเรียนแบบ การวิจัยที่ใช้คือ การวิจัยเชิงทดลอง แบบ Randomized One Group Pretest – Posttest Design ระยะเวลาในการทดลอง จำนวน 18 ชั่วโมง เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การสร้างคำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การสร้างคำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีประสิทธิภาพ 80.06/ 85.50 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง การสร้างคำ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลองสูงกว่า ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อัญชสา ยิ้มถนอม (2553) ได้ศึกษา เรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการสร้างคำใน ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 )พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การสร้างคำในภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ 2) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ก่อนและหลัง การเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ที่มีต่อ การเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องการสร้างคำในภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3/7 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล สำนักงานเขตพื้นที่


52 การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2553 จำ นวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 46 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ระยะเวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง รวมการทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการสร้างคำ ในภาษาไทย 2) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการสร้างคำในภาษาไทย 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องการสร้างคำในภาษาไทย 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน(t – test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องการสร้างคา ในภาษาไทย สา หรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่3 มีค่าเท่ากับ 91.34/88.47 สูงกว่าเกณฑ์ที่กา หนด 80/802. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการสร้างคำในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 หลังการ เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าก่อนการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 มีความคิดเห็นต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปอยู่ใน ระดับมาก สุเจตนี ศรีคำ (2558) ได้ศึกษา เรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปแบบมัลติมีเดีย เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมี วัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและตรวงสอบประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปมัลติมีเดีย เรื่องชนิด ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบมัลติมีเดีย เรื่อง ชนิดของคำ 3) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูปมัลติมีเดีย เรื่อง ชนิดของคำ ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (̅= 4.42) และมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.61 / 80.89 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบมัลติมีเดีย เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมากที่สุด กาญจนา ชลเกริกเกียรติ(2561) ได้ศึกษา เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำ พื้นฐานภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2561มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถใน


53 การอ่านและเขียนคำพื้นฐาน ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อพัฒนาแบบฝึก ทักษะสาระภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน จำนวน 6 แบบฝึก และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบแผนการทดลองใช้แบบกลุ่มเดียว (One Group Pre-test Post-test Design) สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1) การพัฒนาทักษะ การอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ80.51./83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2) ผลที่เกิดกับนักเรียนหลังการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึก ทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่าน และเขียนดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน สูงขึ้น มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 83.33. 2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น การเรียนโดยใช้บทเรียน สำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกด ไม่ตรงตามมาตรา ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกด ไม่ตรงตามมาตรา แผนภูมิที่ 2 แผนภูมิแสดงกรอบแนวคิดการวิจัย


54 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาวิจัยโดยมี รายละเอียด ดังนี้ 3.1 กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 19 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 3.2 แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการวิจัย (Experimental Design) กลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและ หลังการทดลอง (One group Pretest – Posttest Design) วิจัยบทที่ 3 ในกรณีนี้ กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง คะแนนก่อน คะแนนหลัง E T1 X T2 E1 E2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน วิธีการสอนแบบเปิด (Open Approach) T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) E1 แทน คะแนนเฉลี่ยจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียนของผู้เรียนโดยคิดเป็น ค่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 E2 แทน คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนโดยคิดเป็น ค่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80


55 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ดังนี้ 3.3.1 บทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 มีขอบเขตของเนื้อหา ดังนี้ หน่วยที่ 1 คำที่มีตัวสะกดแม่กก ไม่ตรงตามมาตรา หน่วยที่ 2 คำที่มีตัวสะกดแม่กด ไม่ตรงตามมาตรา หน่วยที่ 3 คำที่มีตัวสะกดแม่กบ ไม่ตรงตามมาตรา หน่วยที่ 4 คำที่มีตัวสะกดแม่กน ไม่ตรงตามมาตรา 3.3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตาม มาตรา ในแม่กก แม่กด แม่กบ และแม่กน จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบเลือกตอบแบบปรนัย ใช้เวลา 40 นาที 3.3.3 แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มี ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า ของลิเคิร์ท (Likert) เพื่อทราบความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มี ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3.4 การสร้างและการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 3.4.1 การสร้างบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อใช้กับกลุ่มตัวอย่าง มีขั้นตอนดังนี้ 3.4.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติป.2/2 การเขียนสะกดคำและบอก ความหมายของคำ โดยได้กำหนดให้นักเรียนสะกดคำ แจกลูกคำ อ่านเป็นคำ คำที่มีตัวสะกดตรงตาม มาตราและไม่ตรงตามมาตรา


56 3.4.1.2 ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับบทเรียนสำเร็จรูป และการหาประสิทธิภาพของ บทเรียนสำเร็จรูปจากทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างบทเรียน สำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ 3.4.1.3 ศึกษาค้นคว้าสร้างบทเรียนสำเร็จรูป โดยสร้างเป็นบทเรียนสำเร็จรูปชนิด เส้นตรงใช้การตอบสนองโดยการเลือกคำตอบ ก ข ค โดยศึกษาด้วย กรอบเริ่มต้น กรอบฝึกหัด ซึ่งทั้ง สองกรอบนี้ เรียกว่า กรอบสอน แต่ละกรอบเสนอเนื้อหาเริ่มจากง่ายไปหายาก จนไปถึงกรอบสุดท้าย เรียกว่ากรอบสอบ 3.4.1.4 กำหนดกิจกรรมการเรียนที่ใช้ในกรอบการเรียนรู้แต่ละกรอบโดยพิจารณาถึง ประสิทธิภาพที่จะนำไปสู่ความสำเร็จตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้สอดคล้องกับพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ และความสนใจของนักเรียน 3.4.1.5 ดำเนินการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีขอบเขตของเนื้อหา ดังนี้ หน่วยที่ 1 คำที่มีตัวสะกดแม่กก ไม่ตรงตามมาตรา หน่วยที่ 2 คำที่มีตัวสะกดแม่กด ไม่ตรงตามมาตรา หน่วยที่ 3 คำที่มีตัวสะกดแม่กบ ไม่ตรงตามมาตรา หน่วยที่ 4 คำที่มีตัวสะกดแม่กน ไม่ตรงตามมาตรา 3.4.1.6 นำบทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้น ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ตรวจและ ประเมินบทเรียน เพื่อปรับปรุงแก้ไข และผู้วิจัยนำมาดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1) การทดลองครั้งที่ 1 โดยนำบทเรียนสำเร็จรูปไปทดลองกับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ตำบลเสอเพลอ อำเภอกุมภวาปี จังหวัด อุดรธานีจำนวน 3 คน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข 2) การทดลองครั้งที่ 2 หลังจากปรับปรุงแก้ไขแล้วนำบทเรียนสำเร็จรูปไป ใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ตำบลเสอเพลอ อำเภอกุมภวา ปี จังหวัดอุดรธานีจำนวน 10 คน เพื่อหาข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไข ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและดำเนินการสร้างแบบประเมินคุณภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์ สวนมอญ โดยมีการประเมิน 2 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา และด้านสื่อ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับวิธีการสร้างแบบประเมินเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


57 2. สร้างแบบประเมิน 2 ชุด คือ แบบประเมินสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา และ แบบประเมิน สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ โดยใช้แบบประเมินที่มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ 5 , 4 , 3 , 2 , 1 โดยกำหนดความหมายของคะแนนไว้ดังนี้ คะแนน 5 หมายถึง มีคุณภาพระดับดีมาก คะแนน 4 หมายถึง มีคุณภาพระดับดี คะแนน 3 หมายถึง มีคุณภาพระดับพอใช้ คะแนน 2 หมายถึง มีคุณภาพระดับต้องปรับปรุง คะแนน 1 หมายถึง มีคุณภาพระดับใช้ไม่ได้ 3. นำแบบประเมินที่สร้างขึ้นไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบเพื่อปรับปรุงแก้ไข 4. นำแบบประเมินที่ปรับปรุงแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จำนวน 3 ท่าน และ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ จำนวน 3 ท่าน ประเมินคุณภาพของบทเรียนสำเร็จรูป 5. นำผลจากการประเมินมาพิจารณาหาค่าเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นเกณฑ์การประเมิน คุณภาพของบทเรียนสำเร็จรูป โดยกำหนดเกณฑ์ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มีคุณภาพระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีคุณภาพระดับดี คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีคุณภาพระดับพอใช้ คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง มีคุณภาพระดับปรับปรุง คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มีคุณภาพระดับใช้ไม่ได้ ผู้วิจัยกำหนดค่าเฉลี่ยของคุณภาพของสื่อตั้งแต่ 3.51 ขึ้นไป


58 ตัวอย่างแบบประเมินความคิดเห็นสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา คำชี้แจง โปรดแสดงความคิดเห็นของท่าน โดยทำเครื่องหมาย ลงในช่องระดับความคิดเห็นตาม ระดับประมาณค่าของสื่อบทเรียนสำเร็จรูปซึ่งกำหนดเกณฑ์ตัดสินคุณภาพเป็น 5 ระดับ ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง ดีมาก ระดับ 4 หมายถึง ดี ระดับ 3 หมายถึง พอใช้ ระดับ 2 หมายถึง ต้องปรับปรุง ระดับ 1 หมายถึง ใช้ไม่ได้ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น 1 2 3 4 5 1. มีเนื้อหาสาระครบถ้วน 2. ความถูกต้องของเนื้อหา 3. มีความทันสมัย 4. มีความต่อเนื่อง 5. มีความชัดเจน 6. มีความคิดสร้างสรรค์ 7. มีความครอบคลุม 8. มีความกระชับรัดกุม 9. มีบทสรุปที่ดี รวมคะแนน ข้อเสนอแนะ ......................................................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ...............................................ผู้ประเมิน (......................................................................) ............../.............../...............


59 ตัวอย่างแบบประเมินความคิดเห็นสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา คำชี้แจง โปรดแสดงความคิดเห็นของท่าน โดยทำเครื่องหมาย ลงในช่องระดับความคิดเห็นตาม ระดับประมาณค่าของสื่อบทเรียนสำเร็จรูปซึ่งกำหนดเกณฑ์ตัดสินคุณภาพเป็น 5 ระดับ ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง ดีมาก ระดับ 4 หมายถึง ดี ระดับ 3 หมายถึง พอใช้ ระดับ 2 หมายถึง ต้องปรับปรุง ระดับ 1 หมายถึง ใช้ไม่ได้ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น 1 2 3 4 5 1. ความน่าสนใจของบทเรียนสำเร็จรูป 2. ความเหมาะสมของขนาดและตัวอักษร 3. ความเหมาะสมของการเลือกใช้สีกับตัวอักษร 4. ความเหมาะสมของภาพประกอบ 5. ความเหมาะสมของบทเรียนสำเร็จรูปกับวัยของผู้เรียน 6. ความเหมาะสมของขนาดของบทเรียนและการวางหน้า 7. ความสะดวกในการใช้บทเรียนสำเร็จรูป 8. มีความชัดเจนช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น 9. ความทนทานของบทเรียนสำเร็จรูป รวมคะแนน ข้อเสนอแนะ ......................................................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ...............................................ผู้ประเมิน (......................................................................) ............../.............../...............


60 3.4.1.7 นำบทเรียนสำเร็จรูปบทเรียนสำเร็จรูปที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วกลุ่มตัวอย่างจริง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ตำบลเสอเพลอ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี และหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3.4.2 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรง ตามมาตราในแม่กก แม่กบ แม่กน และแม่กด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ใช้สำหรับก่อน และหลังเรียน มีขั้นตอนดังนี้ 3.4.2.1 ศึกษาเอกสาร ทฤษฎี หลักการที่เกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบ 3.4.2.2 วิเคราะห์เนื้อหาที่เกี่ยวกับคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราในแม่กก แม่กบ แม่กน และแม่กด ในหนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และบัญชีคำพื้นฐานชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 แล้วนำข้อมูลมาสร้างแบบทดสอบ เป็นแบบเลือกตอบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 3.4.2.3 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตาม มาตราที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบความ เที่ยงตรงด้านเนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับชั้นเรียน 3.4.2.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตาม มาตราไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้าน ทองอินทร์สวนมอญ ตำบลเสอเพลอ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีเพื่อหาค่าความยากง่าย (P) ของแบบทดสอบ โดยให้มีค่าความยากง่ายระหว่าง .20-.80 หาค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ .20 ขึ้นไป และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยใช้สูตร คูเดอร์ ริชาร์ดสัน 20 3.4.2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำที่มี ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจริง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ตำบลเสอเพลอ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 19 คน 3.4.3 แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มี ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า ของลิเคิร์ท (Likert) เพื่อทราบความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เป็นแบบสอบถาม 3 ตอน ได้แก่ ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน และนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มี มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยให้คะแนน


61 เป็น 5, 4, 3, 2, 1 ตามลำดับ โดยมีขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพของแบบสอบถามความพึงพอใจ ดังนี้ 3.4.3.1 ศึกษาเอกสารการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 3.4.3.4 กำหนดประเด็นเนื้อหาที่ต้องการสอบถามความพึงพอใจ 3.4.3.3 จัดทำร่างแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มี ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามประเด็นเนื้อหาที่กำหนดแบบ ประเมินตามแบบของลิเคิร์ท 3.4.3.4 นำแบบสอบถามฉบับร่างเสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบความ เหมาะสมในด้านการใช้ภาษาของแบบสอบถามความพึงพอใจ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข 3.4.3.5 ปรับปรุงแบบสอบถามความพึงพอใจตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาและ นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเชิงเนื้อหา 3.4.5.6 จัดพิมพ์เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจ เพื่อนำไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ตำบลเสอเพลอ อำเภอ กุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 19 คน เพื่อหาความเที่ยงของแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3.4.3.7 จัดพิมพ์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไท่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ฉบับ สมบูรณ์ เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับเรื่องตัวสะกดไม่ ตรงตามมาตรา 2. ศึกษาและสร้างบทเรียนสำเร็จรูป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และ แบบสอบถามความพึงพอใจ 3. หาคุณภาพของเครื่องที่ใช้ในการวิจัยให้มีประสิทธิภาพ


62 4. ทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 40 นาที 5. ดำเนินการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา จำนวน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที รวมทั้งหมด 16 คาบเรียน 6. ทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มี ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 40 นาที 7. ดำเนินการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบสอบถาม ความพึงพอใจ 8. หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เรื่อง คำที่มีตัวสะกด ไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 E1/E2 9. นำคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาวิเคราะห์ข้อมูลโดย วิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 10. นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มี ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา โดยวิเคราะห์หา ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ 80/80 ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2) อีกทั้งผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา โดยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ โดยการนำคะแนนทดสอบหลังเรียน มาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำคะแนนมาทดสอบ สมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test for One Sample เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด คือ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80


63 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของบทเรียนสำเร็จรูปและแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา โดยใช้สูตรดัชนี ความสอดคล้อง IOC ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558: 220-221) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 การหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม โดยใช้สูตร ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558: 195) N R p = f Ru Rl r − = เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอำนาจจำแนก R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ (ซึ่งเท่ากับ 2f) f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Ru แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก 1.3 การหาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ค่า ความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR-20 ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558: 223) − − − = tt 2 s pq 1 n 1 n KR 20 : r


64 เมื่อ tt r แทนค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทนค่า จำนวนข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ P แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้น q แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบผิดในข้อนั้น S 2 แทนค่า ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 1.4 การหาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยใช้t-test โดยใช้สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2556: 96-97) N S S X X t 2 L 2 H H L + − = เมื่อ t แทน อำนาจจำแนก XH แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มสูง XL แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มต่ำ 2 SH แทน ความแปรปรวนของกลุ่มสูง 2 SL แทน ความแปรปรวนของกลุ่มต่ำ N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำซึ่งมีจำนวนเท่ากัน 2. สถิติพื้นฐาน ดังนี้ 2.1 ร้อยละ (Percentage) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553: 29) 100 N f p = เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด


65 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553: 29) N x X = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรคำนวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553: 123) ( ) N(N 1) N X X S.D. 2 2 − − = เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 3. การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผล การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผล ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียน สำเร็จรูป เรื่อง คำที่มีตัวสะกดม่ตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3.1 หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้(E1/E2) ตามเกณฑ์80/80 การหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตร ดังนี้(เผชิญ กิจระการ, 2544: 49) 100 A N X E1 = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือ แบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดรวมกัน


66 N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 100 B N x E2 = เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x แทน คะแนนรวมของแบบแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 80 ตัวแรก หมายถึง รอยละของคาเฉลี่ยจากคะแนนที่นักเรียนทำแบบฝึกระหว่าง เรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง รอยละของคาเฉลี่ยจากคะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบ หลังการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 3.2 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้(E.I) ใช้สูตร ดังนี้(เผชิญ กิจระการ, 2544: 49) คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน ผลคูณของคะแนนเต็มกับจำนวนคน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน 4. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 4.1 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ก่อนเรียนและหลัง เรียน โดยใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ Dependent Samples (บุญชม ศรีสะอาด, 2556: 68) (N 1) N D ( D) D t 2 2 − − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่ แทน ผลรวม df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – 1 ดัชนีประสิทธิผล =


67 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. พิมพ์ครั้งที่ 18. กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ. (2546). การจัดการสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุ สภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. กาญจนา ชลเกริกเกียรติ. (2561). การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. กำชัย ทองหล่อ. (2547). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น. จารุวรรณ ยังรักษา. (2542). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความคงทนในการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบค้นพบ โดยใช้ กิจกรรมการเรียนแบบคอนสตรัคติวิซึมเป็นกลุ่ม กับเป็นรายบุคคล และการสอนตามคู่มือ ครู. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ชม ภูมิภาค. (2521). เทคนิคทางการสอนและการศึกษา.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ประสานมิตร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2521). นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษากับการสอนระดับอนุบาล. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. เชิดศักดิ์ โฆวาสินธ์. (2525). การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถวัลย์ มาศจรัส. (2546). นวัตกรรมการศึกษา ชุด บทเรียนสำเร็จรูป. กรุงเทพฯ: 21 เซ็นจูรี่ จำกัด. บุญเสริม ฤทธาภิรมย์. (2519). เทคโนโลยีทางการศึกษา. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน. นิตยา ผูกเกสร. (2551). การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านตีความ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเวียร์ นนทบุรี. ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ประหยัด จิระวรพงศ์. (2528). หลักการและเทคโนโลยีการศึกษา. กรุงเทพฯ: บูรพาสาส์น.


68 บรรณานุกรม (ต่อ) เปรื่อง กุมุท. (2527). สื่อสำเร็จรูปเพื่อการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเทคโนโลยีทาง การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนรินทรวิโรฒ ประสานมิตร. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2545). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: เฮ้าส์ ออฟเคอร์มิ้สท์. พระยาอุปกิตศิลปสาร. (2544). หลักภาษาไทย: อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. เพ็ญศรี สร้อยเพชร. (2542). บทเรียนสำเร็จรูป. นครปฐม: คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏนครปฐม. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2529). การสร้างและการพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์. กรุงเทพฯ: สำนัก ทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. เยาวดี วิบูลย์ศรี. (2540). การวัดผลและการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์. รัชดา ขำครุธ. (2540). การศึกษาเปรียบเทียบการศึกษาด้านการอ่าน การเขียน และความสนใจใน การเรียนวิชาหลักภาษาไทยที่ได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกับการสอนตามคู่มือ ครู. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. ล้วน สายยศ; และอังคณา สายยศ. (2524). สถิติวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ทวีกิจการพิมพ์. สุเจตนี ศรีคำ. (2558). การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปมัลติมีเดีย เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนเรศวร. เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต. (2528). เทคโนโลยีทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนคร. อาคม จันทรสุนทร และ เชาวลิต ชำนาญ. (2519). เทคโนโลยีวัตกรรม. เชียงใหม่:ภาควิชาเทคโนโลยี ทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาลัยเชียงใหม่.


69 บรรณานุกรม (ต่อ) อารินธร ตลับทอง. (2553). การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างคำ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร. ปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อัญชสา ยิ้มถนอม. (2553). การพัฒนาบทเรียนสาเร็จรูป เรื่องการสร้างคาในภาษาไทย สาหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอน ภาษาไทยมหาวิทยาลัยศิลปากร. Bloom. (1976). ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2566, จาก http://weblogsimple.blogspot.com/2011/08/blog-post_21.html


Click to View FlipBook Version