“แม่ในสายลมเดือนสิงหาคม” ภาพและคำ ย้ำ นักว่ารักแม่ เหมือนดูแลแม่นักด้วยรักยิ่ง ลมวูบผ่านสิงหาคมคือลมจริง รักเกลื่อนกลิ้งในโซเชียลแม่เรียนรู้ฯ มาบ้านสวนดินลานตามปกติ ครั้งนี้ตรงกับวันแม่ มาถึงแม่ไม่อยู่บ้าน เดินดูต้นไม้ สักพักแม่ฝ่าแดดเปรี้ยงมา ถึงบ้านก็ล้มตัวนอน“เวียนหัว” เพราะไปช่วยงานแต่งบ้านใกล้ ...ต่อไปอย่าทำ เลย... แค่ไปให้เขาเห็นหน้าก็พอ ร่างกายไม่เหมือนเก่า, เอายาเอาข้าวให้กิน ขนมจีนเจ้าอร่อยที่ซื้อมาให้ ขนมหลายอย่างจากตรังและพัทลุง ยังวางอยู่ที่เดิม... นั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ เงียบ ๆ เราคุยกันน้อยคำ เป็นปกติ วันแม่ไม่เคยสำ คัญสักครั้ง เราไม่เคยทำ อะไรแบบใคร เห็นแม่หลับ, เราลุกเดินออกมาอย่างเบาก้าว. ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ ๙๖ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“มอง” ฉันเดินอยู่บนเส้นขอบฟ้าเพียงลำ พัง เรือหาปลาร้างไร้ผู้คน ลอยลำ เคว้งคว้าง... ความฝันเรี่ยรายบนผิวคลื่นบางเบา เรื่อยไหลล่องเลื่อนไปเรื่อยเปื่อย ฉันปรารถนาจะกลับไปหาดทรายไกลโพ้น เปล่าหรอก, เส้นขอบฟ้าไม่มีเจ้าของ และเส้นขอบฟ้าไม่มีความฝัน เส้นขอบฟ้าไม่มีอะไร นอกจากฉันซึ่งเดินอยู่เพียงลำ พัง ขณะสายตาจับจ้องหาดทรายยาวเหยียด ไกลโพ้น. ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๒ “บางวันน้ำ ตาข้าไหล” อาจเป็นไปไม่ได้, เพราะกลีบดอกไม้ร่วงหล่น... มีมานับกัปกัลป์ ใครกันจะหลั่งน้ำ ตาลงด้วยความเศร้า ขำ อย่างบัดซบ, จักรวาลสะท้านไหวด้วยครืนหัวเราะ ข้าหลบอยู่ในเปลือกหอยอับชื้น นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๙๗
พยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้นขื่นขม ลมจากอนาคตเป่าโปรยละอองน้ำ ตา นั่นคือความลับถูกประกาศออกไปแล้ว บุรุษเพศผู้ครองอำ นาจนับหลายศตวรรษ ผู้ภาคภูมิในจอมปลอมแห่งรู้สึกเข้มแข็ง และหมิ่นแคลนการร้องไห้ประหนึ่งสิ่งแปลก ประหลาดของอำ นาจ, ข้าคือผู้เปิดเผยความเศร้าของบุรุษเพศ จริงแท้จักรวาลเอ๋ย... มนุษย์ล้วนร้องไห้เมื่อเศร้าเอ่อล้นใจ นี่อย่างไรเล่า-น้ำ ตาของข้า มันรื้นไหลบนใบหน้าหวาดพรั่นและพุเศร้า ข้ามิอาจฝืนกลั้นอย่างไร้เหตุผล ดอกไม้ของจักรวาลร่วงหล่น กลีบดอกฉีกช้ำ ซบดิน ข้ามิอาจลบเลือนรอยนั้นอีกแล้ว เพียงถนอมตระกองเบามืออย่างรู้ค่า เฝ้ามองความเฉาฉายในเนื้อกาลกล่อม บางวัน, น้ำ ตาข้ายังรื้นไหล สายลมแห่งอนาคตพร่ำ เพลงทำ นองเศร้า ข้ายังคงหลบอยู่ในเปลือกหอยเงียบเหงา. ริมทะเลปีนัง-มาเลเซีย ดึกดื่น. ๘ กันยายน ๒๕๖๒ ๙๘ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“นิ้วกำ หนด” โลกแคบลงคงเหลือเท่าเสื่อผืน โลกใครอื่นจะตื่นหลับอยู่กับฉัน โลกด้านใดมืดสว่างต่างเห็นกัน โลกทุกวันเพียงนิ้วเขี่ยแคบเสียแล้ว. ........ เช้าที่โลกเรืองแดด บ้านเนินขุมทอง : ปาล์มสปริง “นวนิยายยังไม่เริ่มต้น” เมื่อเช้านี้เอง, ชื่อนวนิยายเรื่องใหม่พิมพ์หราบนหน้าจอ คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ หมายมั่นอย่างเปี่ยมล้น... ก่อนสัปดาห์นี้จะคล้อยหลัง ฉันจะเปิดเรื่องอย่างเป็นทางการ หลายวันมาแล้ว, แรงดาลใจทะลักหลั่งดั่งน้ำ หลากนอง คือพลังล้นเหลือดังปรารถนามายาวนาน ฉันฝันไกลถึงแบบหน้าปกและรูปเล่มแล้ว เมื่อหัวค่ำ นี้เอง, ๑๑ กันยายน ๒๕๖๒ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๙๙
ชื่อนวนิยายเรื่องใหม่เลอะเลือนแตกพร่า ด้วยหยาดน้ำ ตาหยดเยิ้มบนหน้าจอ... ก่อนดวงตาจะปิดลงอย่างเหนื่อยล้าไม่นานนี้ ฉันจะลบไฟล์นวนิยายซึ่งกลายเป็นซากปรักหักพัง ของความปรารถนาไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย... แรงดาลใจเหือดแห้งลงในบัดดลดั่งสายคลอง ในฤดูแล้งโลม คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ถูกปิดลงแล้ว หน้าจอมืดดำ , พลันภาพหนึ่งค่อยแจ่มชัดขึ้นมาอย่างท้าทาย และทิ่มแทง แจ่มชัดในความคลุมเครือจนฉันสับสนว่ายามค่ำ คืน หม่นหมองเช่นนี้... เหตุใดความเฉยเมยจากแววตาคู่นั้นจึงกรีดเถือพลัง ล้นเหลือให้เลือนหายในบัดดลก่อนจะเดินจากไปใน ความมืดมิด. .............. อาลัยนวนิยาย มาโนช นิสรา : เนินขุมทอง วันตัดสินใจ. ๑๙ กันยายน ๒๕๖๒ ๑๐๐ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“ขนมครกริมทาง” เปิดไฟเลี้ยวและแตะเบรคกระชั้นลงริมทาง แม่ค้ายามเช้ากำ ลังหยอดกะทิ โซงใบตองซ้อนสูงดึงสายตาให้ตื่นใจ กลิ่นหอมอวลอุ่นควันถ่านแดงไม้พื้นเมือง กลิ่มหอมขนมครกเบื้องหน้า กรอบและนุ่มในเนื้อเห็นจากทรงจำ แจ่มจ้า มันมะพร้าวชาวบ้านย่อมไม่ขี้เหนียวกะทิคั้นหยอดหน้า, ลมหายใจอ้างว้างปลิวล่องไปพร้อมควันเตาใต้ราง ขนมครก ฝูงความรักเต้นระบำ ยามขนมครกเคลื่อนซ้อนลงโซง อย่างสำ รวม ครุ่นคำ นึงท่วงท่างดงามฝูงความรักนั้น เช่นนี้นี่เอง... ขนมครกริมทางราคาแสนถูกท้ายุคทุน จึ่งเปี่ยมล้นคุณค่า, ชัดเจนและหนักแน่นในท่วงทำ นองละเอียดละออ แม้เพียงไม้กลัดเกาะโซง ลมเช้าริมทางอบอุ่นในละเอียดละออนั้น น้ำ ตาค่อยๆหยาดไหลลงอย่างเกินกลั้น นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๐๑
เสียงเดินจากไปสะท้านสะเทือนปานแก้วหูจะฉีกแตก, แม่ค้าขนมครกเงยหน้ายิ้ม ก่อนจะหยอดกะทิลงเนื้อหน้าขนมครกอย่างประณีต ช่างแตกต่างในทรงจำ บิดเบี้ยว คลุมเครือและฉาบฉวย ของวันวาน. มาโนช นิสรา : เนินขุมทอง ช้าขนมครกนิรนาม (ภาพจากกูเกิ้ล) ๑๙ กันยายน ๒๕๖๒ “เช้าฝนพรำ -กระหน่ำ สลับ” เหมือนน้ำ ตาแห่งความหม่นเศร้า... บนถนนสายแปลกหน้าและมื้อเช้าเหงา ๆ ฉันรีบตักข้าวคำ สุดท้ายเข้าปากพร้อมดื่มน้ำ เย็นชื่นคอ ไกลออกไปเห็นแสงแดดสาดฟ้า ฉันควรรีบมุ่งหน้าไป ที่นั่นมีความสวยงามรอท่าอยู่... ฉันไม่ควรจมใจอยู่ในขมุกขมัวของเมฆฝน และเหงาเศร้าตรงนี้. ๒๖ กันยายน ๒๕๖๒ ๑๐๒ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“ห่วงแต่ห่าง” หนึ่งห่วง-หนึ่งห่างมิว่างกิจ หนึ่งห่วง-หนึ่งสิทธิ์มิคิดสร่าง หนึ่งห่วง-หนึ่งหายมิได้วาง หนึ่งห่วง-หนึ่งห่างอย่างจงใจ. หนึ่งห่าง-หนึ่งห่วงในปวงทุกข์ หนึ่งห่าง-ยังสนุกทุกเคลื่อนไหว หนึ่งห่าง-มองข้าม“ห่วง”ความนัย หนึ่งห่าง-ดำ เนินไปมิใคร่ครวญ. มิแยแส“น้ำ ใจ”ในความห่วง มิก้าวข้าม“ความลวง”ปวงไห้หวน มิหลาบจำ รื้นน้ำ ตาทุกกระบวน มิเคยหยุดเย้ายวนกับมวลตรม. ...เช้าแดดเมฆ... : บ้านในเมือง แด่...ความห่างในความห่วง. ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๒ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๐๓
“สงสาร” ก็เพียงแค่สงสารเท่านั้นแหละ เมื่อแยกแยะคุณค่าเกินจะเห็น เพียงวูบไหววาจาเศษประเด็น แล้วถือเป็นทางนำ พร่ำ เพ้อมวล. เพิ่งยื่นมอบช่อดอกไม้ให้หอมกรุ่น เพิ่งอวลอุ่นมิตรไมตรีมาคลี่หวน เพิ่งแม่นมั่นในสัญญาทุกกระบวน เพิ่งรู้ถ้วนความจริง-พลันทิ้งไป. ปรารถนาสรวงสวรรค์ชั้นใดหรือ? จึงปล่อยมือประคองค่าหาสิ่งใหม่ เถอะ! ควรรู้บ้างว่าค่าเพียงใด เที่ยวเร่ไปหมายว่าค่าควรเมือง. นี่!เบื้องหน้าเห็นอยู่มิรู้รักษ์ ทุกเวลาประจักษ์พิศสักเรื่อง ว่าใดหนอเลวร้ายถึงได้เคือง เฝ้ายักเยื้องให้ยุ่งใหญ่ได้ทุกวัน. มาโนช นิสรา. เหตุจากละครน้ำ เน่า... .แต่เฝ้าดูมิรู้ห่าง. อีกตอน : ใกล้อวสาน. ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ ๑๐๔ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“มืด” เป็นราตรีสีดำ อำ มหิต โมหะต่ำ พร่ำ พิษจิตสลาย มีเบื้องหลังขุ่นขุ่นจึงวุ่นวาย ระแวงบ้าน่าอายอยู่รายวัน. ถ้อยกระหน่ำ ย้ำ ชัดอุบัติบ้า ลืมเสียสิ้นคุณค่าน่าเยาะหยัน ข้ามไม่พ้นตัวตนเล่ห์กลอนันต์ จึงหมายว่ารู้ทันมากปัญญา. ฉุดกระชากลากขึ้นยืนสวรรค์ เกาะตมต่ำ ยืนยันชั้นโทสา จึงทนทุกข์จำ เจเกลือกเวลา ถึงน้ำ ทิพย์ชะโลมมาเห็นอาจม. คืนค่ำ ที่คุณค่าเกลือกอาจม. : เที่ยงคืน. ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ “บางขณะ” รู้สึกบ้างบางขณะนะหัวใจ รู้สึกไหวหวั่นทรวงห้วงรักเห่ รู้สึกโลกแกล้งไหวให้โลเล รู้สึกบ้างบางเปลทำ เซ..ล้ม. คลายล้าจากคะแนน. บ่ายลมอึง. ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๐๕
“พิพากษา” แล้ววันพิพากษา...ก็มาถึง อีกครั้งหนึ่งบางใครใจสลาย และอีกครั้งบางใครใจสบาย ต่างก็ซึ้งความหมายในผลนั้น. เพราะวันพิพากษา...ต้องมาถึง เพียรยื้อดึงเพียงใดไม่มีผล เป็นกลเกมบอกค่าปัญญาชน ส่วนตัวตนคือเช่นใดไม่อาจรู้. เมื่อวันพิพากษา...ได้มาถึง แม้ขุ่นขึ้งเพียงใดข่มให้อยู่ หรือเปี่ยมรักอย่างไรไม่ค้ำ ชู ต้องเดินสู่ห้วงกาลอย่างมั่นคง. ถึงคราวพิพากษา...แล้วนะครับ เสียงเพลงขับ-ขานใจให้สูงส่ง เป็นเช่นใดก็เช่นนั้นต้องมั่นคง แล้วมุ่งตรงเส้นขอบฟ้า-รู้ค่าใจ. แด่...การพิพากษา(อีกครั้ง) ณ เวลาบ่ายโมงตรง... จะเมินเฉยต่อรอยยิ้มและคราบน้ำ ตา เพราะมันจะทำ เราหวั่นไหว. ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ๑๐๖ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“จบคดี” ก้าวลงจากบัลลังก์ฟังเสียงฟ้า คล้ายคำ ว่า “โล่งใจ” ดังไปทั่ว ออกมาเริงโลกกว้างอย่างไม่กลัว พร่าหมอกมัวมลายสิ้นตัดสินไป. ลมยามบ่ายโบกผ่านซ่านในจิต ยิ้มรับถ้วนทั่วทุกทิศ...วินิจฉัย คำ ตัดสินคลายคดีปลอดสีใจ เริ่มต้นใหม่อย่างรู้ค่าปัญญาชน. อ่านเถอะคำ ตัดสินอย่าสิ้นหวัง อ่านเถอะฟังความจริงนิ่งสักหน ค่อยค่อยคิดพิจารณาอย่าถือตน บวกหรือลบย่อมคือผลจากตนทำ . ขณะเสร็จสิ้นคดีคะแนน... ปลอดโปร่งโล่งใจห้วงกาล. สี่โมงเย็น ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๐๗
“ทิพย์แห่งเธอ” เธอดื่มกินความขุ่นหมองเช้าค่ำ เห็นดวงดาวเป็นโจผีหลอกค้างคาว, พร่ำ ขับขานเสียงมนต์แช่งชักหักกระดูก ลมหายใจพ่นพิษคลุ้งคาวชวนคลื่นเหียน เธอปฏิเสธหอมกลิ่นแห่งพฤกษาถ้วนมวล เถลือกถลนดวงตาเสาะส่ายหากิน, เธอไม่เคยอิ่ม ไม่เคยอิ่ม... เธอยังคงโลดแล่นไปเสาะหา เพียงชั่วขณะผายลมหนึ่ง ๆ จากรูทวาร เธออาจเริงร่านอย่างหิวโหยในซอกอับ เธอไม่เคยเบื่อ ไม่เคยเบื่อ.. การโค้งกราบศาสดาเป็นเพียงกิริยาชั้นต่ำ เธอมีเรื่องเล่าน่ารังเกียจเสมอ... เธอคือนักแต่งเรื่องชั้นเลว ประตูความรักไม่เคยเปิดหัวใจเธอ เธอหายไปในก้อนเมฆโมหะเช้าค่ำ แล้วกลับมาพร้อมคำ โกหกลื่นไหล ไม่มี ไม่มี ไม่มี... เธอกระโดดลงหลุมปฏิกูลพลันที่อ้อมกอดเมตตาสัมผัส, เธอพร่ำ พรรณนาอาจมว่าเป็นทิพย์ของใจ เธอเกรี้ยวกราดกับเสียงปลอบโยนแห่งรัก เธอน่าสงสาร น่าสงสาร ควรปล่อยเธอไป เพื่อให้ศาสดาได้มีเวลาสมเพชเธอ เธอโบกมือลาอย่างปิติ. นัยแห่งเพลงทองคำ และเรื่องราวของเธอ. ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ๑๐๘ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“เอา” เอาความทุกข์ลอยไปในกระทง เอาความสุขมั่นคงมาขับขาน เอาความหวังนานามาวอนธาร เอาดวงมานมั่นหมายให้เป็นจริง. มาโนช นิสรา แด่...วันเวลาของเธอ-ลอยกระทง เช้าสะอื้นเสียงแม่คงคา ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ “รถประจำ ทางกำ ลังมา” ถึงเวลาแล้ว, ฉันล้วงเศษเงินในกระเป๋ากางเกง คงเพียงพอสำ หรับค่าโดยสารเที่ยวนี้ รถประจำ ทางกำ ลังมา, ฉันควรไปจากที่นี่เสียที นับแต่วันลงจากรถขามา-เมื่อหลายเดือนก่อน... โถมหัวใจแต่งแต้มกาลเวลาอย่างรู้รัก พร่ำ รดน้ำ พรวนดินต้นไม้บางต้น แคระแกร็นอย่างเหลือเชื่อ, ใบอ่อนผลิเผยเพียงข้ามคืนก็ร่วงผล็อย บางดอกแตกตุ่มเพียงตูมเต่งก็จากต้น ใช่-ไม่มีประโยชน์ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๐๙
ต้นไม้มิได้งอกงามตามสภาพธรรม เสียงบ่นพึมพำ ครั้งแล้วครั้งเล่า... ก็เวลามิเคยรีรอต่อการเปลี่ยนแปลง อะไรเล่าคือความพอดีของการเติบโต เสียงแตรรถประจำ ทางดังแว่วมา... ฉันกระชับกระเป๋าสัมภาระในมือมั่น หันมองต้นไม้แคระแกร็นอีกครั้ง น้ำ ตาเอ่อไหลปวดใจ กาลเวลาไม่เคยเผยธาตุแท้ของเนื้อน้ำ ดอกใบจึงผลิเพื่อร่วงรายและยืนยันความล้มเหลว... อาจอาคันตุกะรายใหม่มือดี มาพร้อมรถประจำ ทางอีกคัน ต้นไม้แคระแกร็นอาจเติบโต รถประจำ ทางแล่นมาจอดสนิทนิ่ง ฉันต้องไปแล้วนะ... ที่นี่ไม่เหมาะสมสำ หรับฉัน ที่นี่ลมหายใจของฉันยังถูกตั้งคำ ถาม ที่นี่ฉันแค่คนแปลกหน้า ซึ่งหัวใจหมิ่นเหม่ต่อการถูกเกลียดชัง เพียงเพราะเสียงเต้นของหัวใจ, ดังเกินไป รถประจำ ทางกำ ลังจะเคลื่อน ฉันต้องไปแล้ว-ต้องไปแล้ว. ..แด่...ราตรีกาลแห่งปรารถนาดีเป็นพิษ. มาโนช นิสรา ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ๑๑๐ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“ฝนเช้า” ปลุกแต่เช้าเสียงฝนในหม่นเช้า จึงเอมหนาวพรมเนื้อเมื่อเริ่มไหว อาจคุ้นหนาวเนิ่นนานซ่านข้างใน ฝนโปรยใจเพรียกในนอกมาบอกความ. อิ่มแล้วหนอหนาวเอยเช้าเผยฝน หนาวเผยคนในหม่นหนึ่งจึงไหวหวาม ฝนเช้าเอยโปรยต่อไปกาลนัยงาม โลกย่อมยามหมุนเยือนคือเพื่อนเรา. ควรรู้หนาวปรุงเนื้อเพื่อใจกระจ่าง แม้ฝนเช้าหม่นพรางหนักข้างเหงา แต่นั่นแหละความหมายในทึมเทา หนักหรือเบาเช้าแห่งฝนปลุกคนรู้. มาโนช นิสรา : วันที่เช้าโปรยฝน บ้านชานเมือง-ควนลัง. “ในนามกาละ” มองกระจกบานเดิม-เริ่มขุ่นฝ้า เพ่งใบหน้าตัวเอง-เปล่งสีเก่า รูปเบื้องหน้าเคลื่อนไหว-ในแสงเงา คือรูปเราแห่งกาละ-อนิจจัง...!!! ย้อน ๕ ปี... มาโนช นิสรา : บ้านชานเมือง กระจกเช้า. ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๑๑
“ครึ้มนัย” นอกหน้าต่างห่างใจนัยแห่งเช้า นอกเรื่องราวข่าวใจนัยครึ้มหม่น นอกคือนัยไหวเรื่องราวเย้าใจคน นอกจำ นนยลหน้าต่างวางใจครึ้ม. มาโนช นิสรา : ครึ้มเช้า บ้านชานเมือง. ๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ “หนุม กาแฟ น้ำ เต้าและบทกวี” เช้าฉ่ำ ฝนคนฉ่ำ ใจในเช้าฉ่ำ กาแฟดำ แกล้มน้ำ เต้ารสเข้าท่า หนุมหนวยหนึงแน่นเนื้อเจือเข้ามา เตรียมรับเดือนกุมภา-ถ้าฝนมี. มาโนช นิสรา : เช้าอุ่นแกง บ้านชานเมือง. ๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ ๑๑๒ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“อุ่น” เนิบหนาวขับอุ่นเนื้อ โอ! หนาว คืนค่ำ คอยแสงดาว ดึกร้าง จวบจนรุ่งตะวันราว รักโอบ เอมอุ่นคุณโลกสร้าง โศกสิ้นสบหนาว. เถอะเรารับเยี่ยงรู้ ฤดูกาล จักนิ่งผจญฤดูดาล ย่อมได้ โลกจักเปลี่ยนใดทาน ทนหน่วง บอดบ่นผลหมายให้ มุ่งห้ามเหยฮา. (ภาพหน้าจอ oppo) “นัยคำ นึง” คำ นึงนัยใจเดิมแต่เริ่มต้น คำ นึงแน่หนอคนปรนเปรอฝัน คำ นึงนักนัยเวลา...ค่าคืนวัน คำ นึงนัยดั่งนิรันดร์รักมั่นคงฯ เขียนวันฝนพรำ : คือพร่ำ เพ้อ : เที่ยงวัน ณ เชิงเขารูปกุญชร-สงขลา. ๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๑๓
“เหงื่อ” ด้วยเรี่ยวแรงแห่งวันวัยของชายหนุ่ม ด้วยเหงื่อชุ่มจึงผ่อนคลายอาบใจแจ่ม ด้วยเขียวสวยในแสงแรกมาแทรกแซม จึงเหงื่อเช้าหยาดลงแย้มแก้มแห่งเช้าฯ มาโนช นิสรา. บนถนนสายสุขภาพใจ : ควนลัง เช้าเหงื่อพลั่ง. “กาล” ๑) แว่วสำ เนียงเสียงว่าลาปีเก่า ต่างถือเอาฤกษ์ดีเข้าปีใหม่ ทิ้งอับเฉาเศร้าโศกทิ้งโรคภัย หวังข้ามไปสู่กาละสะอาดอวยฯ ๒) ก็ดีนะ...กับมายา-มโนมนุษย์ คล้ายมีจุดเปลี่ยนผันสู่วันสวย คล้ายรอท่าหมายวันอันอำ นวย มาหนุนช่วยโชคชัยกลายชีวิตฯ ๓) แล้วคืนวันผ่านไปอีกหลายวัน สิ้นสำ คัญมั่นหมายคลายหม่นจิต ต่างทุ่มเททุกสิ่งสรรกันสุดฤทธิ์ เพื่อข้ามผ่านวิกฤตอีกนิดเดียวฯ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ ๑๑๔ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
๔) ก็เยี่ยงนี้...ข้ามผ่านกาลก็จบ โลกยังทบทุกข์หนอยังห่อเหี่ยว เพราะปีเก่าสู่ปีใหม่ไวจริงเชียว เพียงชั่วเยี่ยวสุดสายก็หายพลันฯ ๕) แท้แล้วคือ...วันสนุกแห่งชาติ เมา/คลั่ง/เต้น-เรี่ยราดโลกธาตุสนั่น พลุตะไลไฟพะเนียงปืนเปรี้ยงกัน แล้วเงียบงันกลืนหายในเก่ากาลฯ ๖) ดังนั้นแล้ว...คืนนี้อย่ารีรอ... เตรียมให้พอเพื่อปลุกสนุกสนาน เพียงวันเดียวแหละหนอขอเบิกบาน ก่อนข้ามผ่านสู่ทุกข์เดิมเริ่มพรุ่งนี้ฯ ...ส่งวันสุดท้ายของปีใหม่ที่จะผ่าน เพื่อรับวันแรกของปีเก่าที่จะมา... มาโนช นิสรา : บ้านเนินขุมทอง สายแดดใส (ยืมรูปสวยจากไอจี.ใครไม่รู้) ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๑๕
“กลมกล่อม” “คงทุ่งลื่น” ยืนหยัดในรัฐนี้ “หนุมเป้าจีน” ยังมีแน่นที่ฐาน “พิซซ่าแซม” ทะลึ่งซ่ามาไม่นาน “กาแควดำ ” ยิ่งทะยานมายั่วคอฯ จึงเป็น “สี่พหุ(บ้า)อาหาร” ผสานผสม มากลียวกลมจมดิ่งเสียจริงหนอ เมื่อร่วมเห่ “เซเปียนส์” เรียนรากตอ จึงกลมกล่อมพร้อมก่อกาลต่อปีฯ “หนึ่งครด” หันคงลงแรงจัด “หนึ่งกัด” แทะละมุนในอุ่นนี่ “หนึ่งงับ” ปากอ้าปล่อยท่าที “หนึ่งซด” ซ่านดีมีขมคลอฯ “หนึ่งอ่าน” คลึงคำ ค่อยด่ำ ดิ่ง ค่อยค่อยเห็นว่าจริงยิ่งร้องอ๋อ! แท้แล้วเราหนึ่งเดียวคือเกลียวกอ สร้างพหุบ้าพหุบอกันพอได้โม้ฯ ...ต้อนรับวันแรกของปีเก่าอีกปี... มาโนช นิสรา : บ้านเนินขุมทอง เช้าอาหาร. ๑ มกราคม ๒๕๖๓ ๒๕๖๓ ๑๑๖ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“ครู” เห็นภาพครูรับรางวัลกันถ้วนหน้า เหมือนบอกว่าครูเก่งดีมีมากหลาย เหมือนยืนยันความจริงครูหญิงชาย พร้อมท้าทายความหวังของสังคมฯ ครูสอนดี...ครูคนดี...มียกย่อง ยิ้มหน้าผ่องโพสต์ภาพอาบสุขสม เกียรติบัตรหมื่นแสนใบนัยนิยม โล่แสนหมื่น...ชื่นชม...ครูสมใจฯ ดีสินะ...เมื่อครูดี...เป็นศรีชาติ การประกาศเกียรติครูดีมีงานใหญ่ รับรางวัลคือรับงานแบกบ้านไทย เกียรติเอาไปเพื่อกอบกู้หวังผู้คนฯ รางวัลครูจึงหมายค่าภาระหนัก รางวัลครูต้องประจักษ์ในมรรคผล รางวัลครูอาจอวดบ้างอย่างรู้ตน แต่ทุกหนต้องเปล่งค่าอย่าได้ลืมฯ อย่าได้ลืมว่าเฟซบุ๊คแห่งยุคนี้ คือนิ้วชี้แห่งความหวังหลังได้ปลื้ม โพสต์อวดภาพคือฝากไว้ให้หยิบยืม หากด่ำ ดื่มยอดไลค์-อย่าได้นานฯ เดินต่อไปเบื้องหน้าบ่าหนักอึ้ง หยุดก้าวหนึ่งอาจสูญค่ามหาศาล เพราะความหวังต่อครูดีมีผลงาน ต้องบันดาลภูมิปัญญาประชาชนฯ แด่...ครูดีทั้งหลาย เนื่องในวันครู ๑๖ มกราคม ๒๕๖๓ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๑๗
“รักในหลืบรู” ๑๔ กุมภาอย่าบอกรัก อย่ารู้จักสักใครอย่าให้ค่า อย่าส่งเชียวดอกไม้ให้รกตา เก็บรักให้โรยราในหลืบรู. ๑๔ กุมภาอย่าเอ่ยรัก เลิกตระหนักรักใครให้หดหู่ เลิกประดิษฐ์ถ้อยใดมาให้ดู ปิดประตูทุกบานวันแห่งใจ. ๑๔ กุมภาอย่าพร่ำ รัก หยุดและพักนิยามคำ ยิ่งใหญ่ หยุดและลบคำ ว่าวาเลนไทน์ (อ่านว่าไทนะ) ว่างเอาไว้สักวันที่ ๑๔ กุมภา. วันใจว่าง... ชานนครหาดใหญ่ “ฝนเช้า” เสียงปลุกลุกเช้าเย้าฝน พร่างสายเสกมนตร์จนชื่น จิบมวลเช้าสารกาลกลืน เคลียม่านพลิ้วผืนยื่นนัยฯ ฝนตกแต่เช้า : กาแฟและมิตรมัน ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ ๑๔ กุมพาพันธ์ ๒๕๖๓ ๑๑๘ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“ทุรนทุราย” เห็นอาการทุรนทุรายร้อน เอาศักดิ์ศรีร่าร่อนไปเร่เล่น ทำ สิ่งใดได้สิ้นยินเช้าเย็น มิรู้การบำ เพ็ญเพื่อเย็นทรวง. คืนค่ำ ดาวบางดวงเร่ร่อน. ๒๖ กุมพาพันธ์ ๒๕๖๓ “โลกของเธอ” เธอหาบคอนโลกหล้าครึ่งหนึ่งไว้บนบ่าอ่อนละมุน มือบอบบางแผ้วถางความขุ่นข้องของบุรุษ ให้คลี่คลายทุกทิวาราตรี หอมข้าวหุงสุกใหม่และกลิ่นกับข้าวสารพัน กำ จายในมื้อเช้าเที่ยงเย็น ใครเล่าได้อิ่มเอมและอวดโอ่อำ นาจบ้าบอ มานับนานกาลจนวันเปลี้ยอ่อน เผ่าพันธ์ุนี้ยึดครองผืนแผ่นดินด้วยความรัก จากหัวใจเธอประคองค่าขุนเลี้ยง อำ นาจเกรียงไกรจากความนุ่มนวล คือสมดุลให้อำ นาจรุนแรงมีวิถีโคจรซบหน้า น้ำ ตาเธอสะทกสะท้านรานหินผา ให้กร่อนร่วงลงมาสงบนิ่งใต้สำ นึกหยาบช้าคู่กาล ไม่มีทฤษฎีใดหรอกจะสร้างหรือทำ ลายคุณค่าแห่งเธอ, หัวใจของเธอต่างหากเล่าคือสิ่งเขียนนิยาม ให้ยิ่งใหญ่หรือยับย่อยในกระดิกเข็มนาฬิกาประวัติศาสตร์ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๑๙
ไม่หรอก,ฉันรู้...เธอมิได้แค่ฝันหวานกับรอยต่อ ของหว่างขาว่าคือทางออกของสรรพสิ่ง ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน... เปล่าหรอก-ดอกไม้บานตั้งนานแล้ว... อาจร่วงหล่นไป, แต่ดอกไม้ยังคงบาน-ใหม่/เสมอ เธอก็รู้. แด่...วันสตรีสากล.(มั้ง) “บางขณะ” ขณะหนึ่งขณะนั้นก็พลันเหนื่อย ขณะนั้นก็พลันเฉื่อยขณะหนึ่ง เหมือนมายายื้อยุดคอยฉุดดึง หลงซาบซึ้งกับมายาขณะนั้นฯ “อนิจจัง” มี/ไม่มี...เอา/ไม่เอา เรายึดมั่น เราเถียงกันรุนแรงแฝงเล่ห์ฆ่า อ้างเหตุผลแน่นหนักหลักวิชา แท้ต่างบ้าเมื่อโรคร้ายให้รู้ยอม. แด่...การเกิดขึ้น/หายไปของสรรพสิ่ง ดึก... บ้านชานเมือง. ๙ มีนาคม ๒๕๖๓ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๓ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๓ ๑๒๐ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“ราตรีกาลในดวงตานกพิทิดพิที” บนถนนสายความรักของคนโหยหาความรัก พร่างพรมรื้นน้ำ ตาไหลรินชุ่มพื้นมิเคยเหือด อาการโซซัดโซเซบางจังหวะชีวิตคล้ายจะล้มลง น่าสะท้านสะเทือนหัวใจกับย่างก้าวที่หมองหม่น เบื้องหน้ามืดหม่นคล้ายถนนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว ความรักอาจลิ่วลอยหายไปในเวิ้งว้างอันนิรันดร์ หรือควรหยุดความเคลื่อนไหวเสียแต่บัดนี้ หรืออาจเป็นเพียงมายาจากความรู้สึกโง่เขลา แท้แล้วความรักยังฟุ้งกำ จายอยู่เบื้องหน้าแสนใกล้ อาจดูน่ากลัวในยามราตรี, ทว่าในดวงตานกพิทิดพิทีกลับสว่างใส ภาพสะท้อนบนรูปทรงอันอัปลักษณ์น่าพรั่นพรึง คือเรื่องราวน่ารัญจวนใจ-ในนั้น หากเพ่งมองและก้าวข้ามความน่าพรั่นพรึงของนกผี ความจริงซึ่งเราต่างโหยหาจักฉายฉานในบัดดล ราตรีกาลอาจน่ารื่นรมย์เกินกว่าความคุ้นชินดาด ๆ ดวงตานกพิทิดพิทีอาจคือญาณทัศนะวิเศษ จะพาเราก้าวข้ามปวงมายาซึ่งฉุดรั้งเราไว้ในปมพรั่นพรึง ราตรีกาลในดวงตานกพิทิดพิที, คือรุ่งอรุณอันสว่างไสวของความรัก ซึ่งมิพักต้องโหยหาและพรั่นพรึง. รำ ลึก ๒๕๖๑..ปีนั้น. ๓๐ เมษายน ๒๕๖๓ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๒๑
“เล่ห์รุ้ง” เหนือหญ้ารกปรกดินหอมกลิ่นฝน ฟุ้งโคลนคลักปลักปรนกาลวนไถ โลกหมาดหมอกหมักชื้นดื่นความนัย ด้วยเนื้อสีสัมผัสใจหลายลีลาฯ หลากอารมณ์จมหายหลายคิดโค้ง ยิ่งลานโล่งทุ่งเปิดกว้างถ่างท่วงท่า แลเห็นรุ้งระบายกาลธารธรรมา เหมือนลวงล่อต่อสัญญาอนิจจังฯ ประจงกดชัตเตอร์ชัดเบลอบ้าง ด้วยหมายโพสต์จัดวางอย่างมีหวัง บันทึกภาพเห็นรุ้งโค้งโยงรักชัง เป็นเรื่องราวก่อนหลังหลั่งระบายฯ กลายเป็นรุ้งคือเล่ห์เห่ใจฝัน อาจปรุงปลอบวันคืนตามชื่นหมาย ฤาทะลวงหล่มน้ำ ตามาฟูมฟาย รุ้งงามเอยอาจโหดร้ายฤาไหงดีฯ “คล้าย” บางวันคล้ายว่าจะหมดแรง บางวันคล้ายแสงจะสร่างใส บางวันคล้ายรักจะพรากใจ บางวันคล้ายใคร...มิใช่คน. แด่...คืนวันของโกวิท-19. ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ๑๒๒ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“เช้ากาแฟ” มาจากดอยแดนไกลป่าในฝัน มากรุ่นหอมคืนวันเช้ามั่นหมาย มาเติมเข้มเต็มค่ามาผ่อนคลาย มาเกลากลายกาละขณะคำ นึงฯ อะราบิกา...ทุกขั้นตอนมิร้อนรน จิตวิญญาณปรุงปน-ฟ้าฝนถึง ทุกจอกจิบปรารถนาคือตราตรึง ทุกจิบหนึ่งคือคุณค่าแห่งกาแฟฯ ...อีกเช้า-กาแฟปกาเกอะญอ... บ้านชานเมือง-หาดใหญ่. โลเคชั่นคือทุ่งนาโหยหาอดีต ภาพโค้งรุ้งลากขีด...กรี๊ดอึงมี่ สุดสมบูรณ์เปี่ยมคุณค่าทุกนาที รุ้งเจ็ดสีคือหลากเล่ห์ต่างเวลาฯ ณ นาน้าหมู-ตรัง. ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๓ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๒๓
“ทางเดินดอกไม้” ผจงจัดจังหวะกะการก้าว เรียนรู้ร้อนหนาวเช้าวันใหม่ ด้วยสติมั่นหมายลมหายใจ รู้สดใสนัยโลกกว้างริมทางนี้ฯ เดินทางเดินดื่นดอกไม้นัยดอกไม้ ลมพัดไหวยังตื่นรู้อยู่ทุกที่ หอมก็หอมกลิ่นดอกไม้นัยสิ่งมี ไม่ยินดีปรุงคุณค่าเกินกว่าเป็นฯ หลังเหงื่อโชก : เช้าอีกวัน ถนนสายสุขภาพใจ. ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๓ “งานศพหนังสือ” ราตรีนี้เศร้าโศกราวโลกสิ้น เมื่อได้ยินอภิธรรมย้ำ เสียงไห้ เมื่อวางหรีดอำ ลาอย่างอาลัย ดั่งดวงใจแตกดับยับย่อยลงฯ มิถึงกาลดาลดลให้ผลสนอง สืบคุณค่าครรลองต้องเสพส่ง จากปัญญาสู่ปัญญาจะยืนยง หมายมั่นคงโลกไหวในบรรทัดฯ สิ้นเสียแล้วแก้วใจในเรือนเหงา เมื่อทางเราเผลอไผลให้ทางสัตว์ แล้วความตายไต่คลานรุกรานชัด จึงอุบัติศพหนังสือเมื่อรื้อเรือนฯ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ ๑๒๔ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“ขณะ” เพียงลมพัดผ่านบ้านของเรา แล้วไยความเหงามาเย้าไหว เพรียกหาความรักจากสิ่งใด หลั่งน้ำ ตาทำ ไมในเพลงลม พัดไปสิ,พัดไปในเส้นทาง... เพราะโลกกว้างรู้การว่าหวานขม แค่พลิกใบพฤกษ์คว้างลงพร่างพรม คือความจริงดิ่งจมควรข่มใจ รากฐานบ้านช่องบ้านของเรา ลงรากฝากเสาผ่านเก่าใหม่ ไม่มีหรอกทรุดสั่นลมปั่นไกว ขอเพียงซึ้งความนัยรู้ไหวลมฯ คอหงส์ : เช้าของเมฆหมาดลม ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓ “นัยเงื้อมเงามหาวิหาร” พลัดหลงสู่่หนทางร้างชีวิต มหาวิหารวิจิตรสถิตสถาน ต้องแสงเช้าวาวไหวไกววิญญาณ ฉายฉากบรรพกาลคลี่ชั้นเชิง อุ่นในอ้อมอกเช้าเย้าแดดแย้ม ค่อยเจิดแจ่มคลี่ใจในยุ่งเหยิง ตะลึงลายระยิบเย้าแดดเช้าเริง กระเจิดกระเจิงภาพเก่าค่อยเฉาไป นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๒๕
หลบเงื้อมเงาเกลาใจนัยลึกลับ คล้ายสดับเสียงซึ้งถึงโลกใหม่ พิงกำ แพงผ่อนคลายลมหายใจ เหมือนวันวัยหมุนคว้างอย่างงงงัน มีหรือใครในทางหว่างวิหาร อนุรักษ์นัยโบราณจนผ่านผัน เห็นแง่งามความเหงาเฝ้ายืนยัน คือจัดสรรบรรสานผ่านเร้นลาย กี่ผู้คนผ่านทาง...บางวิหาร กี่หัวใจรู้จารเช้าผ่านสาย กี่อารมณ์ผ่านมาร้อนหรือผ่อนคลาย เงาวิหารบอกความหมายไปกี่ยุค เพ่งมองลวดลายอย่างใกล้ชิด ขณะหนึ่งคล้ายว่าจิตใกล้ชิดสุข บางขณะคลับคล้ายจะพ่ายทุกข์ จึงปลอบปลุกกันไปนัยภาวะ พลัดเข้าสู่หนทาง...พรางชีวิต นัยเงื้อมเงามืดสนิทเผลอคิดขณะ คือภาพลวงเล่นกำ หนดไม่ลดละ มหาวิหารพร้อมผละเสียประจำ . วันหยุด ดอนเมือง : เย็น ๔ กันย์ ๖๓ ๔ กันยายน ๒๕๖๓ ๑๒๖ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“นัยทะเล” คล้อยบ่ายหมายมาทักทะเล คลื่นคงเห่เพลงหวนชวนถวิล แดดระยิบลมเย้าเข้าเยือนยิน เสียงสนรินโลมใจให้ตื่นลุกฯ มาโดยหมายฟายฟองละอองคลื่น หมายกลับกลืนชื่นหวานซึ้งซ่านสุข จึ่งซมซานกาฬปักษ์หนักหนาทุกข์ มาซบทรายให้สนุกสนานนานฯ เปิดเวิ้งว้างกว้างแดนแสนเสรี... เป็นพื้นที่ความหมายหลายผสาน เปลือยเรื่องเล่าเผาใจให้คลี่บาน ปอกปัญหาอันดักดานให้ดิ่งดูฯ ณ เบื้องนี้อาณาจักรลมรักไหว จึงความกล้าเกลาใจไม่อดสู ล่วงราตรีมิเหนี่ยวรั้งคงพรั่งพรู หมายทะเลคงเห่อยู่รู้ความนัยฯ ครามาทะเลยามคล้อยบ่ายหนึ่ง. ๘ ตุลาคม ๒๕๖๓ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๒๗
“นัยผลิผาย” ฝนลงแล้วจากลามากี่ครั้ง ดอกใบไม้สะพรั่งมากี่ฝน เขียวชื่นอวดกลีบสีมากี่คน อวลไอมนต์ฟุ้งฟ้ามาห่มฤดูฯ แย้มปีนังแย้มนัยไอมนต์นั้น ฟุ้งมาปลุกใจฉันวันคงอยู่ งามทุกแย้มหวานสีคลี่ชมพู ให้ตื่นรู้ครั้งคราฝนมาแล้วฯ แตกตำ ลึงคลึงคลอล้อต้นใบ ต้นหนึ่งนิ่งดิ่งนัยไม่เอื้อนแผ่ว จึงดกดื่นดอดดมลูกนมแมว กิ่งก้านแนวโน้มนำ ลูกตำ ลึงฯ หอมก็เห็นหลากนัยไม่รู้เบื่อ แย้มปีนังก็ยังเอื้อนมแมวถึง ฝากชีวิตชูไสวให้ตราตรึง เติมตำ ลึงลึกเข้ามาน่าอุ่นใจฯ ฤานี่คือปรัชญาภาษาพฤกษ์ ให้รู้สึกขณะกาลก่อนผ่านสมัย เมื่อผลิผาย"นัย"ภาพคือซาบนัย เพ่งเข้าไปในเกี่ยวพันนั่นโลกาฯ อุดมด้วยฝน : แมกไม้ บ้านสวนดินลาน/บางกล่ำ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ ๑๒๘ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“เจอน้องที่อ่าวนาง... ” มาถึงนี่...อ่าวนาง...คือห่างบ้าน ข้าวสักจานน้ำ สักจอกบอกคุณค่า บนหาดทรายนี้หนอละออตา หยิบยื่นมาด้วยไมตรีช่างดีแท้ฯ กุ้งตัวใหญ่ปลาตัวยักษ์หอยหนักเนื้อ เธอจุนเจือตั้งหลายจานทานอิ่มแปล้ น้องอ่าวนางกางเสื่อปูคอยดูแล สุดแล้วแต่มีสิ่งใดจัดให้มาฯ เช้าจรดเย็นพลบค่ำ อิ่มหนำ นัก อ่าวแห่งรักอิ่มลมหวานดาลคุณค่า เถอะตอบแทนน้องนางทางแววตา จนเกินกว่าจักยื่นใดให้สมควรฯ โบกมือลาจากนางค่อยห่างหาย แต่คลับคล้ายได้ยินว่าอย่าลืมหวน อิ่มอ่าวนางช่างสำ คัญใจรัญจวน โลกปั่นป่วนคล้ายครวญว่าอย่าลืมกันฯ ณ อ่าวนาง : เช้าชื่น ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๒๙
บทที่ ๕ (๒๕๖๔ - ๒๕๖๖) “เป็นเธอที่งดงาม ในความคิด”
“เส้นขอบฟ้าที่หายไป” เดินมาถึงท่าเรือเมื่อยามสาง ดูห้วงน้ำ ใหญ่กว้างเวิ้งว้างสงบ มิเห็นแล้วขอบฟ้าใครหนาลบ จุดบรรจบให้พอหมายหายไปแล้ว. “ภาวะในคืนวันถูกกักขัง” ๑๘ มกราคม ๒๕๖๔ “กล้วยกวี” เชื่อเถอะว่า... “กวี” ก็มีกล้วย ยาวใหญ่ด้วยเนื้อดีมีรสหวาน จากหยงโปข้ามถิ่นถึงดินลาน ต่อตำ นานสานรักด้วยกล้วยกวี -บันทึกวันกล้วยกวีผงาดต้น๑๙ มกราคม ๒๕๖๔ “Golden Day” ยินดีด้วยนะวันทอง-อย่าร้องไห้ แม่อยู่ไปก็ลำ บากยากนักหนา เมินไอ้แผนแคลนไอ้ช้างให้ห่างตา บุญนำ พาแม่รีบตายเหยียบชายชาญ หากยังอยู่แม่วันทองอาจหมองกว่า คนมากมายหมายเข้ามาน่าสงสาร แม่แสนเสี่ยงเต็มอัตราสถานการณ์ เพราะอีกนานยื้อไปมา...วาทกรรม ๒๕๖๔ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๓๑
๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ “กล้วยกวี ๒” ล้มลงแล้วกล้วยกวีหวีพองาม พอสมนามกล้วยกวีสดสีเขียว กล้วยนาง'ญาค่ายิ่งสมจริงเชียว แค่ลูกเดียวดาลอารมณ์สมฤดี, กล้วยกวีหวีหนึ่งเย้าเฝ้าจนสุก โดยเปลือกปลุกหัวใจในปลั่งสี เขียวเป็นเหลืองคอยท่าทุกนาที กล้วยกวีคลี่คุณค่าท้าปอกชิม, เห็นไหมเล่าแม่วันทองท้องพระโรง แม่โก้งโค้งหมอบคลานในการกระหน่ำ หลากน้ำ ลายต่างอวดบ้าว่าชอบธรรม รวมถ้อยคำ จากโอษฐ์แม่-ต่างแพร่เชื้อ เห็นไหมเล่า...พระพันวษา-ไร้หน้ากาก เหล่าขุนนางซึ่งถางถากถ้อยชายเถือ ล้วนผู้ใหญ่อำ นาจมากไอ้สากกระเบือ น้ำ ลายเพรื่อฟุ้งออกพร่า-นโยบาย ตายเถอะแม่วันทอง-ฟ้องโลกหล้า ตายเพื่อคนหลั่งน้ำ ตาฆ่าสิ่งหมาย ตายเพื่ออยู่ในโลกจริงของหญิงชาย .................... ๑. (ดีกว่าตายเพราะโควิด-อนิจจัง.) ๒. (ก่อนแม่ตาย...คนดูแย่แม่รู้มั้ย?) วันทอง-อวสาน ๑๓๒ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔ “มายา” หลงนะแม้รู้ว่ามายารูป... หลงจูบลูบคลำ พร่ำ ขยาย ทดแทนความจริงหญิงชาย สุดท้ายก็เช่นนั้น, ฉันและเธอ. ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ “ผลิ” ถึงกาละกำ ลังจะพร่างสี คือขวบปีเป็นไปให้รู้เห็น ใบดอกบอกเราทุกเช้าเย็น นัยลึกเร้นคำ นึงถึงธรรมดาฯ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๔ มาเถอะมา...กล้วยกวีฝากพี่น้อง มาลิ้มลอง...กล้วยกวีมีเกินอิ่ม มาแย้มค่ากล้วยกวีแล้วคลี่ยิ้ม เพราะหลงลิ้มกล้วยกวีมีรสทิพย์. นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๓๓
๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ “เสียงปริศนา” สะดุ้งตื่นเช้าตรู่อยู่ครึ่งตื่น เสียงสะอื้นอัดอั้นมาสั่นไหว คลุมเครือแต่ประหลาดคือบาดใจ คือเสียงใครค่อยค่อยดังทั้งแผ่นดิน. ๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ “กับ” คล้ายบางใครปลุกมาพร้อมกาตื่น เราเต็มฝืนรีบกระโจนตัวโยนผลึง ต่างเมนูต่างรอท่า...ชวนตะลึง เมนูหนึ่งแล้วสองสามตามกันมาฯ บางมื้อในบางวัน. ๗ สิงหาคม ๒๕๖๔ “เอยใจ” เหมือนมิเคยสุขแท้มาแต่ต้น เหมือนรอยหม่นปกในจนใจขุ่น เหมือนมิอาจกำ จัดได้ไว้เป็นทุน เหมือนมือฆ่าทารุณผลาญบุญใจฯ จึงบางวันมืดมนหนทางหาย จึงบางวันความตายขยายใหญ่ จึงบางวันวุ่นวายคล้ายร้อนไฟ จึงบางวันผ่านผ่านไปเพียงให้พ้นฯ มีทุกอย่างสร้างด้วยยากไม่พรากทุกข์ มีมากมายคล้ายสนุกเสียทุกหน มีตามโลกโชคช่วยนำ แต่กรรมกล มีท่วมท้นพ้นทุกข์ได้เมื่อใดกันฯ ๑๓๔ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
๘ สิงหาคม ๒๕๖๔ “ ๑. หาย” สี่ห้าเช้าเราหายจาก พรายแสง สี่ห้าคนจึงสำ แดง แรงคิดถึง สี่ห้าคำ จำ นรรจา คราคำ นึง สี่ห้าใจนัยรำ พึง ซึ้งความรัก. “๒. หอม” หอมเอยหอมรักล้น ลอยกาล หอมแห่งรักเอยหวาน วากย์ซึ้ง หอมเกินกว่าใดปาน เปรียบเอ่ย หอมดั่งอมตะผงะอึ้ง อาจค้อมยอมใจ. ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ “ผ่าน” เป็นหัวใจไม่พร้อม พอการ เป็นเหตุหับหองาน เงียบร้าง เป็นจริงยิ่งหยัดขาน จวบค่ำ เป็นเรื่องคนขืนอ้าง เอ่ยให้ดูขลังฯ “ถาง” ดูสิตรงนั้นพันธุ์หญ้ารก ดูสิดินหนักอกใต้ปรกนั่น ดูสิเกษตรกรกล้าช้าไยกัน ดูสิจอบคมครันอยู่นั่นแล้วฯ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๓๕
“ปรุง” มาถึงสวนส่วนใจในบ้านสวย บ้านไม่รวยสวยข้างในใจข้านี่ ปรุงมื้อเย็นดูเรียบง่ายสบายดี ชุมน้องพี่สนทนา...ฝนมาโปรย. ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ “เช้า” โลกจากคืนตื่นเช้า คนต่างปรุงตัวเป็น โลกจักอยู่ร้อนเย็น คนยิ่งสรรสูตรท้า ฉากเห็น ปรับหน้า ปรับหน้า เท่ารู้โลกวิถี. ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔ “มื้อ” อาหารในกาลหวน เราหยั่งเห็นมิเคยหาย ความจริงของหญิงชาย ต่างผ่านมื้อด้วยมือปรุง. อย่าดัดจริตกลวง ด้วยทีท่าแยกป่ากรุง ข้าวปลาล้วนหาหุง ทุกมื้อเห็นเป็นชีวิต. ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ ๑๓๖ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“ฝน” ฝนห่ามาห่มด้าว กระหน่ำ อุทกแทน หนักสิ..โอ!สั่นแสน มืดข่มคนโศกสะอื้น ดินแดน ทั่วพื้น สยบอยู่ สะอึกอั้นสนั่นโอย. ๑๙ กันยายน ๒๕๖๔ “ทัก” ตื่นเช้า...กาแฟเช้า กับคำ เย้ามาเยือนยล เพื่อทักสักบางคน คือเติมค่าภาษาใจ. ๒๔ กันยายน ๒๕๖๔ “๖ ตุลา” เราผ่านหกตุลามาพร้อมเสือ ต่างคือเหยื่อต่างขย้ำ คำ สมัย หกตุลาเราเคยผ่านฝูงจัญไร หกตุลายุคใหม่เปลี่ยนไปแล้ว. ๗ ตุลาคม ๒๕๖๔ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๓๗
“ในนัย” ๑. วุ่นวนอนุสาวรีย์มากี่รอบ เพื่อค้นหาคำ ตอบอะไรหรือ นัยเรื่องราวลึกล้ำ ดังคำ ลือ จักเชื่อถือเพียงใดในวุ่นวน ๒. จารจารึกผนึกฐานนั่นสินะ คือสัญญะบางชนิดพิชิตผล คือหมายว่ายิ่งใหญ่ลึกนัยกล จึงคลื่นคนล้นลานมาสานใจ ๓. ประทัดรัวเปลือกปลิวริ้วริ้วร่อน ปลุกนัยแท้แน่นอนยิ่งอ่อนไหว อนุสาวรีย์...ที่เห็นความเป็นไป ทางของใครยังวุ่นวนมนต์มายา. ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๔ “เป็นเธอที่งดงามในความคิด” เป็นเธอที่งดงามในความคิด เป็นเธอที่ใจสนิทในท่วงท่า เป็นเธอที่ฉายชัดเธอเสมอมา เป็นเธอที่แสนธรรมดาไม่ดัดดี. ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๔ ๑๓๘ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“ความรัก” ความรักมาเคาะประตูแต่เช้าตรู่ เขาบอกคิดถึง พร้อมยื่นรอยยิ้มให้ถุงหนึ่ง ขนำ อันอบอุ่นอ้าแขนโอบกอด ความรักสดชื่นแจ่มใส คงหลับเต็มอิ่มเมื่อราตรีล่วงผ่าน เขาเอ่ยคำ ลาเมื่อแดดแรกโปรยหว่าน แผ่วเบา นุ่มนวล อาทรกับย่างก้าวจาก กิ่งไม้ใบหญ้าค้อมคารวะซึ้งใจ ลมเช้าแผ่วผ่าน ความรักมาเยือนแล้ว. ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ “เปลี่ยว” แตกดับดั่งคำ ศาสดา อย่าเลยกังวลหลังจากนั้น โลกก็คือโลก...มีหรือโลกใดอีก ต่างทำ ไปด้วยความหวังและหวาดกลัว สิ่งมิอาจพบเจอคือข้ออ้างปริศนา ใครหรือจะกล้าท้าทาย? พยายามเล่าเรื่องผู้ที่ไปแล้วกลับมา ทุกวิธีพยายามคือการสถาปนากลุ่มคนโง่ กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า... นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๓๙
เราถูกทำ ให้กลัวและเป็นเช่นนั้น, คล้ายว่าบางคนพยายามคัดง้าง คล้ายว่าน่ารับฟัง-เขาจากไปแล้ว ลมเช้าอ่อนแรงในสำ เนียงเกรี้ยวกราด กลุ่มคนโง่ขยายตัวออกไป มากกลุ่มยิ่งขึ้น เราต่างยืนยันว่าเราฉลาด ศาสดาสอนให้เราฉลาด รู้/ตื่น/เบิกบาน แต่เราต่างกลัวไม่หาย เราเปลี่ยนทุกอย่างมาปรนเปรอความกลัว รูปศาสดาแปะอยู่ที่ข้างฝา สูงกว่าปัญญาเรา, พรุ่งนี้การพิสูจน์จริงแท้อาจเกิดขึ้น จะบอกใครได้เล่าว่าผลเป็นเช่นไร เปลี่ยวอยู่ในหัวใจเคว้งคว้าง ธูปหนึ่งดอกอาจปฏิเสธเปลวไฟลน หรือควันธูปอาจไร้กลิ่น เปลี่ยว!! ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ “บางครั้ง” บางครั้งบางวันเราฝันว่า, กินไม่ต้องหรูหราบ้าเปล่า แค่ถูกปากมากค่าราคาเบา ยิ่งมิตรเรากำ นัลนั่นละซึ้ง. ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ๑๔๐ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“อะไรนะ?” แว่วแว่วว่าวัน“อะไรนะ?” คล้ายคล้ายจะสำ คัญสรรคำ หรู “อะไรนะ?”รักรัก...จักพร่างพรู แล้วจู่จู่ก็พร่ำ รักจนหนักกบาลฯ วุ่นวุ่นว่าดอก “อะไรนะ?” ดอกใดอื่นเกะกะจะงุ่นง่าน กุหลาบแดงชมพูดูเหมาะมาน แล้วจู่จู่ฤดูกาลก็คร้านจะเอียนฯ บ่นบ่นว่ารอ “อะไรนะ?” อ๋อ! เดตกันดะประกันเปลี่ยน วาเลนไทน์โธ่ถังยังวนเวียน แล้วจู่จู่ก็อาเจียนกับความจริงฯ ร่ำ ร่ำ ว่าเศร้า “อะไรนะ?” อ๋อ!ขยะดอกกุหลาบสาปทุกสิ่ง เทศกาลเตือนใจหมายเตือนติง โลกโซเชียลแย่งชิงความจริงไปฯ ๑๔ กุมภาวันวาเลนไทน์ ของขวัญจากใจฉันมอบให้เธอ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ๒๕๖๕ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๔๑
“เนียงจำ นรรจ์” เป็นเช้าหวั่นสั่นไหวในเสียงเช้า เมื่อรับรู้เรื่องราวยิ่งหนาวหนัก กว่าพ้นคืนทรมานรานแรมพัก พอประจักษ์ความจริงคือสิ่งกลัวฯ แสนเสียดายร่มเงา-เสาชิงช้า แสนหวั่นว่าปั่นป่วนคงถ้วนทั่ว แสนยากเย็นยุคสมัยนัยนอกรั้ว แสนมืดมัวนัยสัมพันธ์จักผันแปรฯ ครืนลงแล้วเมื่ออิ่มฝนไม่ทนแล้ว ราบเป็นแนวนัยขนำ ช้ำ รอยแผล หมดสิ้นแล้วเนียงจำ นรรจ์เคยหันแล เสาชิงช้าเหลือแค่เพียงข้างเดียวฯ ...แด่...เนียงต้นนั้นวันฝนกระหน่ำ . ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ๑๔๒ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
“สรงกาล” ...สงกรานต์สรงใจให้ผุดผ่อง สรงจิตเพื่อมองกรองโลกเห็น สรงคำ พร่ำ พร้อมกล่อมโลกเย็น สรงกาลลำ เค็ญเป็นเปรมปรีดิ์. “วรรณกรรมกร” วรรณกรรมกรย้อนใจให้ระลึก อกสะอึก“กรรมกร”ยังร้อนรุ่ม วันผ่านมาคงผ่านไปให้ทุกข์ชุม แก้ใดกลุ้มโดยมือธรรมวรรณกรรมกร ....เริ่มพฤษภาคม… ...ดื่มความขมปร่าของกาแฟดำ ...เพื่อท้าทายความขมขื่นของชีวิต ...อะโวคาโด ขนมสีหวานและข้าวต้มมัดเหนียว ดำ ไร้ความหมาย ๑๓ เมษายน ๒๕๖๕ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๔๓
“สายฝนจากดวงดาว” ดวงดาวหว่านโปรยสายฝนลงมา ขณะฉันกำ ลังถากไถพื้นที่ เพื่อปลูกบทกวีแห่งฤดูกาล เอาแต่พองามเถอะดวงดาว ฉันมิอาจรอน้ำ งวดลงได้แม้เพียงวัน ไก่จากเส้นขอบฟ้าฝูงใหญ่ จะลอบจิกกินบางเมล็ดพันธ์ุบทกวี ฉันล่ามสุนัขดุร้ายเอาไว้แล้ว พื้นที่ของบทกวีมิได้แห้งแล้งนักดอก ฉันรู้ว่าเธอปรารถนาดีเสมอ อย่าให้ฉันปลดโซ่ล่ามสุนัขนั้นเลย เมล็ดพันธ์ุบทกวีพร้อมแล้ว ฝนห่านี้มากเกินไปสำ หรับพื้นที่บทกวี พรุ่งนี้เธอจะได้หอมกลิ่นบทกวีแต่เช้า มิพักต้องรอราตรีกาลก็ได้... พอเถอะ...สายฝนแห่งความรักของเธอ ดวงดาว. ...จิบกาแฟฟังเสียงฝนในขนำ น้อย... ...เช้ากาแฟขมปร่าปลุกฟ้าใส หวานซ่อนนัยจิบหนึ่งรู้ซึ้งขม ค่อยค่อยลิ้มนัยร้อนผ่อนอารมณ์ นัยรสขมบ่มรสหวานซ่านหัวใจฯ ...วันหยุด-วันทำ งาน… ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ๑๔๔ I นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN
...ราตรีหวาดระแวง ในมหรสพเริงร่าเพื่อลุกฝืน เพรียกหา “ความปกติ” จากเส้นขอบฟ้า เคลื่อนไหวบางเบาขานรับ ขณะฝูงเท้าขวักไขว่ กล้า ๆ กลัว ๆ ชะเง้อชะแง้แลหา ยิ้มบางระบายใบหน้า คล้ายสมหวัง ...ปี่กลองโนรารุกกระทั้นกระแทกจังหวะครึก ๆ ลงบนหัวใจคุ้นเคย ท่วงท่าเบื้องหน้าดึงเส้นสายภายในกระตุก ปลุกกล้ามเนื้อให้รำ ร่ายภายใน ...ทะเลวิบ ๆ ในร่องเรือนเรียงราย คล้ายกำ ลังระลึกคืนวันก่อนเก่า-นครนอกถนน และภาพแม่ในท่วงท่าผ่อนคลาย... บางน้ำ ตาหยดลงในลมระบายกลิ่นห่วงหา. ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ นัยสวนชีวิต IN TO THE GARDEN I ๑๔๕