The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการกิจกรรมการสร้างและพัฒนาเกษตรผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาดสินค้าการเกษตร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพเพื่อการค้า

โครงการกิจกรรมการสร้างและพัฒนาเกษตรผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาดสินค้าการเกษตร

¤Òí ¹íÒ

หลกั คดิ และแนวทางในการดาํ เนนิ งานโครงการสรา งและพฒั นาเกษตรกร
ผปู ระกอบการ และเจาหนาทผ่ี ปู ฏิบตั ิงานดา นการผลติ การแปรรปู และการตลาด
สนิ คาการเกษตร สอดคลองกับแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 12
ไดก าํ หนดตามแนวคดิ เกย่ี วกบั ประเทศไทย 4.0 ท่มี ยี ทุ ธศาสตรท ส่ี าํ คญั คอื การพฒั นา
สูความมัน่ คง มงั่ คั่งและยงั่ ยนื ดวยการสรางความเขมแข็งจากภายใน ขับเคลื่อน
ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผานกลไกประชารัฐ เพื่อปฏิรูปโครงสราง
เศรษฐกิจใหประเทศไทยเปนประเทศทมี่ ีรายไดสูง ปรับเปลีย่ นโครงสรางไปสู
Value based Economy หรอื เศรษฐกจิ ท่ีขบั เคล่อื นดว ยนวตั กรรม รวมถงึ ยุทธศาสตร
ของกลุมจงั หวดั ภาคกลางตอนลา ง 1 ทีต่ องการยกระดับการผลิตภาคเกษตรกรรม
พานชิ ยกรรม ปรับเปลีย่ นกระบวนการผลิต โดยเนนวิทยาศสตร เทคโนโลยแี ละ
นวัตกรรม เนนการเปนเมืองนวัตกรรมอาหารเพือ่ สงเสริมพัฒนาคุณภาพการผลิต
สนิ คาเกษตร และเกษตรอตุ สาหกรรมทไี่ ดม าตรฐาน
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตรซ่งึ เปน แหลง รวมนวตั กรรมองคค วามรตู า งๆและ
เทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถงึ สาํ นกั สง เสรมิ และฝก อบรม กาํ แพงแสน ท่มี ภี ารกจิ
ในการสรางและพัฒนาเกษตรกรใหสามารถพึง่ พาตนเองได จึงไดจัดกิจกรรมการ
สรา งและพฒั นาเกษตรกร ผปู ระกอบการและเจา หนา ท่ีผปู ฏบิ ตั งิ านทางดา นการผลติ
การแปรรูปและการตลาดสินคาการเกษตรขึ้น เพื่อเปนการลดชองวางการเขาถึง
องคค วามรแู ละนวตั กรรมระหวางเกษตรกรกับมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร๋
เอกสารคูมอื เรื่องการปลูกมะพราวนํา้ หอมคุณภาพเพื่อการคา ไดจัดทาํ
ขึน้ เพื่อรวบรวมองคความรูทเี่ กีย่ วกับเทคนิคและวิธีการปลูกมะพราวนํ้าหอมใหมี
คณุ ภาพ มผี ลผลติ ตลอดทงั้ ป และเปน ท่ตี อ งการของตลาด เพ่อื ใหผ เู ขา รบั การอบรม
และเกษตรกรทสี่ นใจ ไดน าํ ไปศกึ ษาเรยี นรู ทบทวน และเปนแนวทางในการปฏบิ ตั ิ
และพฒั นาอาชพี อยา งเปน ระบบ ท้ังนเ้ี พอ่ื ใหเ กษตรกรสามารถนาํ ไปประกอบอาชพี
เพ่ือยกระดับรายไดข องตนเองและชมุ ชนใหด ียิ่งขนึ้ ตอ ไป

การปลกู มคะพุณรภา าวพนเพํ้าอื่ หกาอรคมา 1

WATER

2

¡ÒÃá»ÃÃÙ» 鵄 ÃÁ٠оÌÒÇ ÊConÒteÃnºt ÞÑ
áÅСÒû‡Í§¡¹Ñ ¡íÒ¨´Ñ
61 ÊÒà˵3Ø 9¼ÅµÔ Àѳ± ÁоÌÒÇ âä ÁоÌÒÇ·ÕÊè íÒ¤ÞÑ
35·ÕÁè оÃÒŒ Ç äÁ‹µÔ´¼Å
áÁÅ§ÈµÑ ÃÙÁоÌÒÇ
4·3ÕèÊÒí ¤ÞÑ ã¹ªÇ‹ §Ä´½Ù ¹
Ã¡Ñ É2Ò8¡ÒôÙáÅ
¡ÒúÒí ÃØ§´Ô¹
ÊǹÁоÃÒŒ Ç·ÕÍè Í¡¼ÅáÅÇŒ
17áÅÐ ¡ÒÃãÊ»‹ Â‰Ø ÁоÌÒÇ
¼¡ÅÒÁÃÐྡÌҺç Ç2à¡3èÂÕ Ç

9¡ÒäѴàÅ×Í¡ การปลูก 5

¾Ñ¹¸ÁØ Ð¾ÃŒÒÇ มะพราวนํา้ หอม

áÅÐ ¡Òû¯ºÔ µÑ ´Ô ÙáÅÃ¡Ñ ÉÒ

¢ŒÍ¤Òí ¹§Ö

7ในการปลูกมะพราวนํ้าหอม

เพ่ือการคา

การปลกู มคะพณุ รภา าวพนเพา้ํ อื่ หกาอรคมา 3

4 คกาุณรปภลูกามพะเพพื่อรกาารวคานํ้าหอม

การปลูก
มะพราวนาํ้ หอม

ÁоÃÒŒ Ç͋͹·Õè¹ÂÔ Á»Å¡Ù ໚¹¡ÒäŒÒ㹺ŒÒ¹àÃÒ

ÁÒ¡·ÕèÊ´Ø ¤×Í “ÁоÃÒŒ ǹÒéí ËÍÁ”

ความเปนเอกลักษณของ ดินมีความอดุ มสมบูรณ และมธี าตุ
มะพราวนาํ้ หอมคือ ขนาดผลเล็ก โพแทสเซียมสงู ประกอบกับชาวสวน
รสชาติหวานหอมกวาพันธุอนื่ ๆ มกี ารใหนาํ้ อยางพอเพียงตลอดทงั้ ป
โดยเฉพาะเม่อื ปลกู ในเขตพ้นื ท่รี าบลมุ และเปน การปลกู แบบรอ งสวนจงึ ทําให
ภาคกลาง4จงั หวดั ไดแ กจงั หวดั ราชบรุ ี มะพราวนาํ้ หอมเขตนมี้ รี สชาติทเี่ ปน
สมทุ รสงคราม สมทุ รสาคม และ เอกลักษณไมเหมอื นมะพรา วท่ัวไป
นครปฐม ซง่ึ อยใู นเขตพ้นื ท่รี บั น้ํากรอ ย

การปลูกมคะพุณรภาาวพนเพ้าํ ื่อหกาอรคมา 5

»¨˜ ¨ØºÑ¹ บาํ รงุ รักษา โดยทั่วไปมะพราวนํ้าหอม
จะใหผลผลิตนอย (ขาดแคลนในชวง
มีการจําแนกพนั ธุ ฤดูรอนเดือนมนี าคม-พฤษภาคม
มะพรา วนํ้าหอมเปน 2 ลกั ษณะ คอื เ พ ร า ะ ผ ล ผ ล ติ ท อี ่ อ ก ใ น ช  ว ง น ี ้
นํา้ หอมกนจีบและนํา้ หอมกนกลม จะออกตรงกับฤดูหนาว อุณหภูมิ
แตผูสงออกมะพราวนยิ มใชมะพราว ตํา่ อากาศแหงทําใหการออกดอก
นํา้ หอมพันธุกนจีบมากกวา เพราะ ไดนอย ดอกรวงสงผลใหการติดผล
สะดวกตอ การควนั่ (ปอก) และจัดวาง ลดลงดวย เมอื่ ผานชวงแลงไปแลว
ในการขนสง สําหรับลกั ษณะประจํา ผลผลติ จะออกมากในชวงฤดูฝน
พันธุของมะพราวนํ้าหอม คอื ตนเตย้ี เดือนมถิ ุนายน-ตุลาคม ตัง้ แต
ลําตนมีขนาดเลก็ ใบสนั้ กวามะพราว
พันธุตนสูงทัว่ ไป อายกุ ารออกจั่นเร็ว เริ่มปลกู จน เก็บเกี่ยวผลผลติ
ในรอบ 1 ป จ่นั จะทยอยออกประมาณ ไดเ ตม็ ท่เี ม่ืออายุประมาณ
15-16 จัน่ แตละจั่นจะติดผลได 5 ปข้นึ ไป
ประมาณ 10-18 ผล ความดกของผล
ขึ ้น อ ย ู กั บ ส ภ า พ อ า ก า ศ แ ล ะ ก า ร

6 กคาณุรปภลูกามพะเพพอ่ืรกาารวคาน้ําหอม

¢ÍŒ ¤íÒ¹Ö§ ในการปลกู มะพราวนาํ้ หอมเพอื่ การคา
1. ตอ งมีแหลงนาํ้ สาํ หรบั มะพรา วตลอดป
2. พื้นทีท่ ีจ่ ะปลกู ตองทราบวามสี ภาพดินเปนอยางไร โดยการนาํ ดิน
สง ไปวิเคราะหค วามอดุ มสมบูรณ pH (ความเปน กรด เปนดางของดนิ ) เพอ่ื จะได
รวู า สูตรปุยทจ่ี ะใชค วรจะเปนปุยสตู รอะไร
3. ปุย อินทรีย พยายามใชป ุยอนิ ทรียท ีส่ ามารถหาไดในทอ งถน่ิ
4. ควรติดตอแหลง ทีข่ ายผลผลิตไวแตเนนิ่ ๆ
5. ตองมเี งินทุนไมตํา่ กวาไรละ 15,000-25,000 บาท (ตลอด 5 ป)
เพราะการปลูกมะพรา วนา้ํ หอมเพอ่ื การคาจะคุมทนุ ในปท ี่ 5
เม่ือทา นตดั สนิ ใจในการปลกู มะพรา วน้าํ หอมเพ่อื การคา แลว ควรปฏบิ ตั ิ
ดังนีค้ ือ วางผงั ในการจัดแปลงปลกู มะพราววาจะปลกู อยางไรใหมกี ารใหนาํ้ ได
อยา งสะดวกและท่ัวถงึ มะพรา วทกุ ตน และพอเพยี งตลอดจนมคี วามสะดวกในการ
ใสป ุย และเกบ็ เกยี่ วผลผลติ

การปลกู มคะพณุ รภา าวพนเพํ้า่ือหกาอรคมา 7

㺠มีทางใบสัน้ แผกระจายรอบลําตน เมอ่ื มองทรงพุมจากภายนอก

จะคลา ยรูปวงกลม

¨Ñ¹è มีจ่ันอยทู กุ โคนทางและที่จ่นั มผี ลมะพราวทกุ ขนาดอายตุ ิดอยู
¼Å มผี ลโตสมา่ํ เสมอทงั้ ทะลาย นาํ้ หนกั ผลประมาณ 900 กรมั ตอ ผล

ผลยาวรีเลก็ นอ ย และตรงกนั เปน จีบเล็กนอ ย นา้ํ มรี สหวานและ
กลิน่ หอม เน้ือนุม รสชาติกลมกลอม

µ¹Œ ลาํ ตนต้งั ตรง แขง็ แรง อวบ ปลอ งถี่

8 กคาณุรปภลกู ามพะเพพ่อืรกาารวคาน้าํ หอม

¡Òä´Ñ àÅ×Í¡

¾¹Ñ ¸Á؏ оÌÒÇ

áÅÐ ¡Òû¯ºÔ ѵ´Ô ÙáÅÃ¡Ñ ÉÒ

ÁоÌÒǹÒíé ËÍÁ¾Ñ¹¸Øá·Œ ผลมะพราวทเี่ พาะจนแทงตนออน

ออกมาแลว เปลือกของผลมะพรา วจะยน เปน ริ้ว ๆ ขณะที่มะพรา วทีก่ ลายพันธุ
เปลือกมะพราวจะเรียบไมยน หรือสังเกตทตี่ นออนทกี่ ลายพันธุสีของกานใบจะ
ออกสแี ดง แตถา เปนหนอ พนั ธแุ ทจะเปน สเี ขยี ว อีกวธิ ีก็คอื ขยี้ปลายรากมะพราว
ดมดูหากมีกลิ่นหอมคลา ยใบเตยเปนพนั ธมุ ะพรา วนํา้ หอมแท

เพือ่ ใหไ ดตน มะพรา วทมี่ ลี กั ษณะดตี ามทต่ี องการ จาํ เปน
ตองคัดเลือกผลมะพรา วที่จะนําไปเพาะ และเมอื่ เพาะงอก
เปน หนอแลว ก็จะตองคัดเลอื กหนอพนั ธดุ ว ย โดยมีขน้ั ตอน
การคดั เลอื ก ดงั นี้

1. ¡Òä´Ñ àÅÍ× ¡Êǹ¾¹Ñ ¸Ø

- เปน สวนทีป่ ลูกมะพรา วพนั ธุเดียวกัน
- ขนาดสวนไมน อยกวา 10 ไร
- อยใู นแหลงทีม่ กี ารปลูกมะพรา วเปนอาชพี

การปลกู มคะพุณรภา าวพนเพาํ้ ือ่ หกาอรคมา 9

- ตน มะพรา วมขี นาดอายไุ ลเล่ียกัน และควรมอี ายไุ มตํ่ากวา 15 ป
- เปน สวนท่มี กี ารดแู ลปานกลาง และมตี น ท่มี ผี ลดกอยเู ปน สว นมาก
- ไมมีโรคหรอื แมลงระบาด
ในกรณีทีอ่ ยูไกลแหลงปลกู มะพราวเปนอาชีพ ไมมีสวนขนาดใหญ
อาจคดั เลอื กเพยี งบางหลักการเทาทีจ่ ะทาํ ได หรอื คัดเลือกเปนตน ๆ ก็ได

2. ¡Òä´Ñ àÅÍ× ¡µ¹Œ ¾¹Ñ ¸Ø

- ควรเปนตนทีอ่ ยูในบริเวณกลาง ๆ สวน ใหผลดกไมนอยกวา
60 ผล/ตน /ป

- ควรมีการจดบันทกึ การใหผ ลของตน ทค่ี ดิ วา จะใชเ ปน ตน พนั ธกุ อ น
สกั 3-4 ป เพือ่ ใหแนใจวาใหผลดกจริง โดยทาสีไวทีต่ นเปนที่
สงั เกตหรืออาจทําเคร่อื งหมายอยา งอน่ื ก็ได

- เปน ตน ทไี่ มอ ยใู กลบา น คอกสตั วห รอื ในท่ีท่ดี กี วาตน อ่นื
- ลาํ ตนตรง แข็งแรง อวบ ปลองถี่ พุมใบเปนรูปวงกลม หรือ

ครง่ึ วงกลม มีจาํ นวนทางใบมาก โคนทางส้นั ใหญ มีจ่นั อยา งนอ ย
10 จั่น กระจายอยูรอบตนและทกุ จน่ั มีผลขนาดตาง ๆ กนั ตดิ อยู
ทะลายควรน่ังทางกานทะลายสั้นและใหญ
- เปนตนท่มี อี ายุไมน อ ยกวา 15 ป ใหผ ลมีลกั ษณะกลมขนาดใหญ
เสน รอบของกะลาไมต า่ํ กวา 45 เซนตเิ มตร เน้อื หนา เปลอื กไมห นา
หรอื บางเกินไป

3. ¡Òä´Ñ àÅÍ× ¡¼Å¾¹Ñ ¸Ø

ผลมะพรา วแมจ ะเกบ็ จากตน แมพ นั ธทุ ่ีไดร บั การคดั เลอื กแลว กต็ าม
อาจมบี างผลทมี่ ลี กั ษณะไมเหมาะจะนําไปเพาะทาํ พันธุ เชน ผลแตกระหวาง
เกบ็ เก่ยี ว มโี รคแมลงทําลาย ดงั น้นั จงึ ควรคดั เลือกผลกอ นนาํ ไปเพาะ ซง่ึ มลี กั ษณะ
การพิจารณา ดังน้ี

10 คกาณุรปภลูกามพะเพพอ่ืรกาารวคานํ้าหอม

- เปน ผลท่ไี ดร บั ความกระทบกระเทอื นนอ ย จงึ ควรเกบ็ โดยใชเ ชอื ก
โยนลงมาหรอื โยนลงน้าํ

- ผลโตไดข นาด รูปผลคอ นขางกลม หรอื มลี กั ษณะตรงตามพันธุ
- ผลแกจ ดั เปลือกมีสีกา มปู หรือสนี ้าํ ตาล มีลักษณะคลอนนาํ้
- ไมมโี รคและแมลงทําลาย

• ¡ÒÃàµÃÂÕ Á¼Å¾Ñ¹¸¡Ø Í‹ ¹à¾ÒÐ

- ปาดเปลือกทางดานหัวออกขนาดประมาณเทาผลสมเขียวหวาน
เพือ่ ใหน้าํ ซึมเขาไดสะดวก ในระหวางเพาะและชวยใหหนองอก
แทงออกมาไดงาย

- ถาเปนผลที่ยังไมแกจัด เปลือกมีสีเขียวปนเหลอื ง ใหนาํ ไปผึง่ ไว
ในท่ีรม โดยวางเรยี งใหร อยปาดอยดู า นบน ผ่งึ ไวป ระมาณ 15-30 วนั
จนเปลือกเปล่ยี นเปน สนี าํ้ ตาล

- เตรียมผลพันธุไวประมาณ 2 เทาของจํานวนหนอทีต่ องการ
เพราะในขณะเพาะจะมผี ลพันธุทไี่ มงอก และเมอื่ งอกแลวก็ตอง
คดั หนอทไี่ มแข็งแรงออก

• ¡ÒÃàµÃÕÂÁá»Å§à¾ÒÐ

- แปลงเพาะควรอยูก ลางแจง ใกลแหลงนาํ้ และมกี ารระบายนํา้ ดี
- ไมเ ปนแหลงทีเ่ คยมีโรคและแมลงระบาดมากอน
- พ้ืนแปลงควรเปน ทรายหยาบ เพ่ือสะดวกในการเพาะและยายกลา
- ปราบวัชพืชออกใหหมด ถาพื้นดินเปนดินแข็งควรไถดินลึก

15-20 เซนตเิ มตร ยาวตามความตอ งการ เวน ทางเดนิ ระหวา งแปลง
50 เซนติเมตร
- ในแตล ะแปลงยอ ยขดุ เปน รอ งลกึ ประมาณ 10 เซนตเิ มตร กวา งเทา
ขนาดของผลมะพรา ว ยาวตลอดพน้ื ท่ี แตล ะแปลงจะเพาะมะพรา ว
ได 10 แถว

การปลูกมคะพุณรภา าวพนเพาํ้ อื่ หกาอรคมา 11

วิธกี ารเพาะ
- วางผลมะพรา วตามแนวนอนลงในรอ งทเ่ี ตรยี มไว หนั ดา นท่ปี าดข้นึ

ขางบนเรียงไปตามทศิ ทางเดียวกัน ใหแตละผลติดกันหรือหางกัน
ไมเ กนิ 5 เซนตเิ มตร
- กลบทรายหรือดิน ใหสวนของผลมะพราวโผลพนผิวดินประมาณ
1/3 ของผล
- ถาฝนไมตก ควรรดนาํ้ ใหชุมเสมอ โดยสงั เกตจากความชื้นตรง
บริเวณรอยปาด
- คอยดูแลกาํ จัดวัชพืช โรค-แมลง
หลงั จากเพาะแลว ประมาณ 2-3 สัปดาห หนอ จะเร่มิ งอก ในระยะแรก ๆ
จะงอกนอ ยเม่ือเลย 4 สปั ดาหไ ปแลว หนอ จะงอกมากข้นึ มะพรา วท่ีไมง อกภายใน
10 สัปดาหห รือ 70 วัน ควรคัดท้ิงหรือนาํ ไปทาํ มะพรา วแหง เพราะถาปลอ ยทง้ิ
ไวใ หงอกกจ็ ะไดห นอที่ไมด ี ตามปกตมิ ะพรา วจะงอกประมาณรอ ยละ 60 ภายใน
10 สัปดาห เมอื่ หนอยาวประมาณ 1-3 นวิ้ ควรยายลงแปลงชํา ในการคา
จะไมยา ยลงแปลงชําทีละนอ ย แตจ ะรอยายพรอ มกนั ในคราวเดียว
ในกรณที ที่ ําการเพาะมะพราวเปนจํานวนไมมากนกั อาจทาํ การเพาะ
โดยไมตองนาํ ลงแปลงชําก็ได แตในการเพาะจะตองขยายระยะเวลาใหกวางขึ้น
โดยวางผลหา งกันประมาณ 45-50 เซนตเิ มตร เพ่ือใหห นอ เจริญไดดี จะไดห นอ
ท่ีอว นและแข็งแรง เมือ่ หนอ มใี บประมาณ 4-6 ใบ จึงคดั ไปปลูกตอ ไป
วิธีการชํา
- เตรียมแปลงชาํ เชนเดยี วกบั แปลงเพาะ
- แปลงชําควรอยูใกลกับแปลงเพาะ เพื่อสะดวกในการขนยายหนอ
ถา ดนิ ไมด ใี หใ สป ยุ คอกไรล ะ 24 ปบ (240 กโิ ลกรมั ) หวา นใหท ่วั แปลง
แลว ไถกลบ

12 กคาณุรปภลกู ามพะเพพอ่ืรกาารวคานาํ้ หอม

- ขุดหลมุ ขนาดเทาผลมะพราว ระยะระหวางหลุม 60 เซนติเมตร
อาจวางผังการชาํ แบบสามเหล่ยี มดา นเทา หรือแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสกไ็ ด

- ยายหนอมะพราวจากแปลงเพาะลงชําในหลมุ ใหหนอตัง้ ตรง
กลบดินหนาประมาณ 2/3 ของผล เพือ่ ไมใหดินทบั สวนคอ
ของหนอ พนั ธุ

- ใชทางมะพราวหรือหญาแหงคลมุ แปลง (อาจใชวัสดุอยางอืน่ ก็ได)
เพ่ือรกั ษาความชุมช้นื
- ถา ฝนไมตก รดนํา้ ใหชมุ อยูเสมอ
- ปอ งกนั กาํ จดั วัชพืช โรค-แมลง
- เม่อื มะพราวมีอายุ 6-8 เดือน (อยูในแปลงชาํ 4-6 เดือน) หรือใบ
ประมาณ 4-6 ทางใบ กค็ ดั เลอื กหนอ ท่ีสมบรู ณไปปลกู ได

4. ¡Òä´Ñ àÅ×͡˹‹Í¾Ñ¹¸Ø

หนอ พนั ธุท ่ีดมี ลี ักษณะดังน้ี คอื
- หนอ มีอายุ 6-8 เดอื น

หรือมใี บ 4-6 ทางใบ
- หนอมลี กั ษณะอวบ โคนหนอ โต

ใบกวางสเี ขียวเขม กา นทางส้นั และใหญ
- ไมม โี รคและแมลงทาํ ลาย

การปลกู มคะพณุ รภาาวพนเพํ้า่ือหกาอรคมา 13

• ¡ÒÃàµÃÂÕ Á·»Õè š٠ÁоÃÒŒ Ç

ทีด่ ินซึ่งจะใชปลกู มะพราว ควรทําใหเตรียมและถอนตอออกใหหมด
สวนทล่ี ุมหรือท่ีนา้ํ ทวมถงึ ตองยกรองปลกู โดยใหคนั รองอยสู งู กวาระดับนํา้ ทว ม
สูงสดุ ไมน อยกวา 60 เซนติเมตร

การปลูกมะพราวบนเขาหรือทีช่ ันมาก ๆ ควรทําขัน้ บนั ไดแลวปลกู พืช
กันดินพังทลาย หลงั จากถางปาแลวควรไถดินและปรับระดับดิน อยาใหมนี ้ําขัง
ในแปลงปลกู แลว จึงวางผังปลูกมะพราว

ระยะปลูกมะพราว การปลกู มะพรา วควรปลกู แบบสามเหลย่ี มดานเทา
เพราะจะไดจํานวนตนมากกวาการปลกู แบบสีเ่ หลี่ยมจัตุรัสประมาณ 15%
ถาปลกู มะพราวชนิดตนสูงควรปลูกหางกัน 8.50-9.00 เมตร ถาปลูกมะพราว
ตน เตีย้ ใชร ะยะปลูกหางกนั 6.5 เมตร ระยะหางระหวางแถว ในการปลูกแบบ
สามเหล่ยี มดานเทา มีดงั น้ี

* ระยะระหวางตน 9.00 เมตร ระยะระหวางแถว 7.80 เมตร
จาํ นวน 22 ตนตอ ไร

* ระยะระหวางตน 8.50 เมตร ระยะระหวางแถว 7.36 เมตร
จํานวน 25 ตน ตอไร

* ระยะระหวางตน 6.50 เมตร ระยะระหวางแถว 5.63 เมตร
จํานวน 43 ตนตอ ไร (มะพรา วเตย้ี )

• ¡ÒÃàµÃÂÕ ÁËÅÁØ »ÅÙ¡

ควรเตรียมหลมุ ปลูกในฤดูแลง ขุดหลมุ ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร
แยกดินสวนบนไวตางหาก ตากหลมุ อยางนอย 1 สัปดาห ถาปลูกมะพราว
ในพืน้ ท่ีแหงแลงหรือดินทปี่ ลกู เปนทรายจัด ใหใชกาบมะพราวรองกนหลมุ
โดยวางกาบมะพราวใหดานทมี่ เี สนใยหงายขึ้นขางบน วางซอนกัน 2-3 ชัน้
เพื่อชวยเก็บความชืน้ ในดิน ถาไมมกี าบมะพราวจะใชวัสดุอื่น เชน ฟางขาว
ใบไมแหง หญาแหง ฯลฯ แทนก็ได ใสดินบนทีผ่ สมปุยคอกหรือปุยหมัก

14 กคาุณรปภลกู ามพะเพพอื่รกาารวคานํา้ หอม

ในอัตรา 1:7 รองกนหลุม สวนดินลางผสมดวยปุยรอคฟอสเฟตหลุมละ
ครง่ึ กโิ ลกรมั (ประมาณ 2 กระปอ งนม) และใสฟ รู าดาน 1 กระปอ งนม เพอ่ื ปอ งกนั
ปลวกกนิ ผลพนั ธุมะพราว เอาดินใสล งในหลมุ ใหเ ตม็ ท้งิ ไวจ นถึงฤดูกาล

ภาพแสดงการปลูกมะพราวในทีล่ ุม ภาพแสดงการปลกู มะพรา วในทด่ี อน
ตองวางระดบั หนอมะพราว ตองวางระดบั หนอ มะพรา ว
ใหส ูงกวาหลุมปลกู ใหต่ํากวาหลุมปลูก

• Ä´Ù»ÅÙ¡ ฤดูปลูกที่เหมาะสมสําหรับ

ปลูกมะพราว ควรเริม่ ปลูกในฤดูฝนหลังจาก
ท่ีฝนตกใหญแ ลว 2 ครงั้

• ÇÔ¸¡Õ ÒûšÙ
ควรปลูกในฤดฝู น ขดุ ดนิ บนหลมุ ปลูกท่ีเตรยี มไวใ หเ ปน หลุมเล็ก ๆ ขนาด
เทาผลมะพราว เอาหนอทคี่ ัดเลอื กแลวมาตัดรากที่หักชํา้ ออก ใชปูนขาวหรือ
ยากนั ราทาตรงรอยผลตดั วางหนอ ลงในหลุมใหห นอ ตง้ั ตรง หนั หนอ ไปในทศิ ทาง
เดยี วกนั กลบดนิ อยา งนอ ย 2/3 ของผล หรอื ใหม ิดผลมะพรา วพอดี แตร ะวงั อยา ให
ดนิ ทบั โคนหนอ เพราะจะทําใหห นอ ถกู รดั ตน จะโตชา แตเ มอื่ มะพรา วโตขน้ึ แลว
กค็ วรจะกลบดนิ ใหส งู ขึน้ เพ่อื ปองกนั โคนลอย เอาไมป ก เปน หลักผกู ยึดกับตนให
แนน เพือ่ ปองกันลมโยก เหยยี บดินรอบโคนหนอใหแนน ควรทาํ รมใหในระยะ
แรก เพอ่ื ลดอตั ราการตาย เนอ่ื งจากถกู แดดจัดเกินไป ในบรเิ วณทป่ี ลกู มะพรา ว
ถามสี ัตวเลยี้ ง ใหท าํ รั้วปอ งกันสตั วมากดั กนิ ดว ย

การปลกู มคะพณุ รภา าวพนเพาํ้ ื่อหกาอรคมา 15

16 คกาณุรปภลกู ามพะเพพ่ือรกาารวคานาํ้ หอม

¡ÒúíÒÃØ§´¹Ô

áÅÐ ¡ÒÃãÊ»‹ Â‰Ø ÁоÌÒÇ
มะพราวเปนพืชยืนตนทีค่ นื ความ
สมบูรณใหแกดินนอยมาก เพราะทุกสวนของ
มะพราวสามารถนาํ ไปใชใหเกิดแกประโยชน
ของมนุษยไดทุกสวน ดงั นั้น เราจึงจาํ เปนตอง
บาํ รุงดินและใสป ยุ ใหม ะพรา วชดเชยธาตอุ าหาร
ที่มะพรา วดดู นําไปใช โดยแบงเปน 2 สว น คอื
การบาํ รงุ ดนิ โดยใชป ยุ อนิ ทรยี  และการใสป ยุ เคมี
ใหก บั มะพรา ว

1. ¡ÒÃãÊ‹»Â‰Ø ÍÔ¹·ÃÂÕ 

ควรใสปยุ อนิ ทรยี อ ยา งนอ ยปล ะ 1 ครัง้ ๆ ละ 1,000 - 2,000 กโิ ลกรมั
ตอ ไร หรอื มากกวา ขน้ึ อยกู บั ความอดุ มสมบรู ณข องดนิ กอ นใสป ยุ ควรถางโคนตน
ใหเตยี น แลว ใชปุย โรยรอบตนต้งั แตโ คนตนออกมาถึงรศั มี 1.5 เมตร และบริเวณ
ใสป ยุ ควรขยายออกไปทุกที

การเพิ่มอนิ ทรียวตั ถุใหแกดิน สามารถทาํ ไดห ลายวิธี คือ การใสปุยคอก
ปุยหมกั ปยุ พืชสด หรือเลยี้ งสัตวใ นสวนมะพรา วกไ็ ด พวกอินทรยี วตั ถุจะทาํ ให
ดินมคี วามอุดมสมบรู ณและสภาพทางฟสกิ สของดินดีขึน้ ดินรวนซุย ระบาย
อากาศไดดีรากมะพราวจะชอนไชไดสะดวกยงิ่ ขึ้นและทาํ ใหมะพราว
จะเจริญเติบโตไดดี

การปลูกมคะพุณรภาาวพนเพํา้ ่อื หกาอรคมา 17

1.1 การใสปุยอินทรยี  ปุยคอก ปุยหมักหรือปุยจากวัสดุเหลอื ใช
เปน ปยุ ทีม่ ีประโยชนต อ มะพรา วมาก จากการวจิ ยั พบวา ถา ใสป ยุ คอกรองกน หลมุ ๆ
ละ ประมาณ 40 กิโลกรมั ชวยใหมะพราวเจริญเติบโตในระยะแรกไดด ีมาก และ
เมอื่ มะพราวเจริญเติบโตไดเต็มทีแ่ ลว สามารถใสปุยอนิ ทรียได 2 วิธี โดยควร
ใสป ุยในชว งตน ฤดูฝน ดงั นี้

- หวา นปยุ อนิ ทรยี ล งบนดินรอบแนวทรงพุม แลว พรวนกลบ หรอื
อาจใชจอบหมนุ พรวนดินใหลกึ ประมาณ 10 เซนติเมตร โดยมะพราวแตละตน
ใสป ยุ อินทรยี  เชน ปยุ คอกประมาณ 50 กิโลกรมั

- ใสปุยอนิ ทรยี ในรอง ซึ่งขุดระหวางตนมะพราวหรือรอบ
ตนมะพรา วในแนวทรงพุมหรือหางจากตน 25 เมตร แลวกลบดินฝงปุยได

- ขดุ หลมุ กระจายหางๆ รอบทรงพมุ แลวใสป ุยอินทรยี ลงในหลมุ
กลบดนิ ฝงปยุ ไว

1.2 การใชก าบมะพรา วเปน ปยุ กาบมะพรา วท่เี ปน ของเหลือ ซง่ึ มี
มากมายในแปลงปลกู มะพรา ว สามารถนาํ มาใชป ระโยชนไ ด การใชก าบมะพรา ว
เปนปยุ ทาํ ได 2 วธิ ี ไดแก

- ฝง กาบมะพรา วลงดนิ โดยการขดุ รอ งขนาดกวา ง1เมตรยาว4เมตร
ลกึ 60 เซนติเมตร จากน้ันนํากาบมะพราวใสล งในรอ งแลว กลบดินฝงกาบมะพราว

- เผากาบมะพรา ว โดยเลือกกาบมะพรา วใหม เผาดวยไฟออ น ๆ
ขณะเผาตองระวังอยาใหไฟลุกมากใหเพิม่ กาบมะพราวลงในกองไฟ เผาจนกาบ
มะพราวกลายเปนเถา สามารถใชแทนปุยโพแทสเซยี มคลอไรดได

1.3 การใชสวนของพืชตระกูลถั่ว เมือ่ มะพราวเจริญเติบโตสูงขึ้น
จะมพี ้ืนท่รี ะหวา งตน ซงึ่ ควรปลกู พืชคลมุ ดนิ ปอ งกันการชะลางจากเม็ดฝน พืชที่
นยิ มปลูกสว นมากเปน พชื ตระกูลถว่ั ทส่ี ามารถเจริญเตบิ โตไดด ใี ตรม เงามะพราว
เชน โสน โครตาลาเรีย ปอเทืองเซ็นโทรซิมา เพอราเรีย และคาโลโปโกเนยี ม
เปนตน เมือ่ พืชเหลานีอ้ อกดอกใหใสลงในรอง ซึง่ ขุดสาํ หรับใสปุยหรือนําคลมุ
โคนตน เปนการรกั ษาความชืน้ และเพม่ิ ธาตอุ าหารพรอมกนั ไป

18 คกาณุรปภลกู ามพะเพพ่ือรกาารวคานํ้าหอม

2. ¡ÒÃãÊ»‹ Â‰Ø à¤ÁÕ

แมวามะพราวเปนพืชทีส่ ามารถปลกู ไดในสภาพดินแทบทกุ ชนดิ
แตปริมาณผลผลิตนัน้ ขึน้ อยูกับปริมาณธาตุอาหารในดิน และสภาพความ
อดุ มสมบูรณของดิน สภาพความเปนกรดเปนดางของดินทีเ่ หมาะแกการปลกู
มะพราวควรอยูในชวงระหวาง pH 5.5-7 พบวาในปหนงึ่ ๆ มะพราวจะดูด
ธาตุอาหารไปใช ดงั นี้

ไนโตรเจน 9.44 - 14.56 กโิ ลกรัมตอ ไร
ฟอสฟอรัส 4.23 - 6.40 กโิ ลกรัมตอไร
โปแตสเซียม 13.6 - 20.96 กโิ ลกรัมตอไร

ในบรรดาธาตุดังกลาว มะพราวจะดูดธาตุโปแตสเซียมไปใชมากทีส่ ุด
โดยประมาณ 62 เปอรเซ็นตของโปแตสเซียม จะถูกนําไปใชในการเพิ่มจํานวน
ผลผลิตของมะพราว

ไนโตรเจน เปนธาตุอาหารสําคัญทีช่ วยในการเจริญเติบโตของยอด
ใบและชอดอกหรือจัน่ มะพราว ทาํ ใหเกิดความสมบรู ณมสี ีเขียวเขม ซึ่งความ
สมบรู ณของใบและยอดจะชวยใหมะพราวออกจั่นและตกผลดก นอกจากนัน้
ยงั มีความสาํ คัญตอการสรางดอกตัวเมยี ทําใหติดผลเพิม่ ขึน้ 15 เปอรเซ็นต
แตการติดผลจะลดลงหากไดรับไนโตรเจนมากเกินไป ทัง้ นีเ้ นือ่ งจากมะพราว
ไดรับธาตุอาหารไมสมดุลการตามสดั สวนทีต่ องการ และถาไดรับนอยหรือ
ขาดไนโตรเจน ตนมะพราวจะแสดงอาการแคระแกรน ใบมีนอย สนั้ สีเหลือง
จ่ันมีดอกตัวเมยี นอยทาํ ใหติดผลลดลง

ฟอสฟอรัส ชวยเรงใหมะพราวเจริญเติบโตและบํารุงในระยะเริม่
แทงจ่นั ชว ยใหร ากงอกดี ชว ยสรา งดอกและทําใหผ ลแกเ รว็ ข้นึ สว นมะพรา วทขี่ าด
จะทาํ ใหรากเจริญไมดี การออกจน่ั ไมสมบรู ณ

การปลกู มคะพณุ รภา าวพนเพาํ้ ่ือหกาอรคมา 19

โปแตสเซยี ม เปน ธาตอุ าหารท่ีมะพรา วตอ งการจาํ นวนมาก มคี วามสาํ คญั
ในการสรางนํา้ ตาล ไขมันและใยมะพราว ชวยควบคุมการใชนาํ้ ทําใหมะพราว
สามารถทนตอความแหงแลงไดดี มีความตานทานตอโรคสูง เชน โรคยอดเนา
นอกจากนัน้ ยงั ชวยใหตกผลเร็ว และดก กะลาใหญและมเี นือ้ มาก อาการขาด
โปแตสเซียมจะเห็นไดจากกานใบทัง้ สองขางมีจุดสแี ดงเกิดขึ้น ใบเริม่ มสี เี หลอื ง
มองดูจากทไี่ กล ๆ คลายกับวาใบมะพราวทัง้ ตนเปนสเี หลอื ง ใบบนทางแก
มีสแี ดงเขม เหีย่ วแหง แตใบออนยงั มสี ีเขียวอยู มะพราวจะเจริญเติบโตชา
ลาํ ตนเรยี วเลก็ ใบสัน้ ติดผลนอ ย

แมกนเี ซยี ม มะพรา วตอ งการแมกนีเซยี มเพอ่ื สรา งคลอโรฟล ล มะพรา ว
มักแสดงอาการขาดแมกนีเซียม โดยใบมสี ีซดี แมกนีเซยี มทีใ่ ชจะเปน แมกนเี ซียม
ออกไซด (Mgo)

2.1 ชนิดปุย ปุยทใ่ี สในแปลงปลูกมะพรา ว อาจเลอื กใสปุยเดย่ี ว เชน
ปยุ ไนโตรเจน ไดแ ก แอมโมเนยี มซัลเฟต 1-2 กโิ ลกรัม ตอตน

ตอ ป (ใสใ นดนิ ดาง) แอมโมเนยี มไนเตรท หรือ (ใสในดนิ กรดจดั )
ปยุ ฟอสฟอรัส ไดแ ก ปยุ ดบั เบ้ิลซปุ เปอรฟ อสเฟต 0.75 กโิ ลกรมั

ตอตนตอป
ปยุ โปแตสเซียม ไดแก ปุยโปแตสเซยี มคลอไรด หรือปุยมวิ รเิ อท

ออฟโพแทส (muriate of potash) 0.75-1.00 กิโลกรัมตอตนตอ ป
ปยุ แมกนเี ซยี ม ไดแ ก ปยุ แมกนเี ซยี มซลั เฟต โดยใส 200 กรมั ตอ ตน

ตอป สาํ หรับมะพราวอายุ 1 ป มะพรา วอายุ 2, 3 และ 4 ป เพ่ิมปุย แมกนเี ซียม
ซลั เฟต เปน 300, 400 และ 500 กรมั ตอ ตนตอ ป ตามลาํ ดับ หลังจากมะพราว
อายุ 5 ป ใหใ สปุยแมกนเี ซยี มซลั เฟต 500 กรัมตอตน ตอ ป จนกวา จะตัดตนทิ้ง

นอกจากใชป ยุ เด่ยี วแลว ยังสามารถใชป ยุ ผสมสูตร 13-13-21 หรอื สตู ร
12-12-17 ปริมาณปุยผสมใหตามอายุของมะพราว โดยมะพราวอายุ 1 ป ให
ใสปุยผสม 1 กิโลกรัมตอตนตอป เมือ่ อายุเพิ่มขึน้ เปน 2 ป เพิม่ ปริมาณปุยให

20 คกาณุรปภลูกามพะเพพอื่รกาารวคาน้ําหอม

มากขน้ึ เปน 2 กิโลกรัมตอ ตนตอป และปรมิ าณปยุ ผสมเปน 3 กโิ ลกรม ตอ ตน
ตอป เม่อื มะพรา วมอี ายเุ พ่มิ ข้นึ เปน 3 ใหใสป ุยผสมปละ 4 กโิ ลกรัมตอ ตนตอ ป
เมอื่ มะพราวมีอายุ 4 ปขึ้นไป สําหรับปุยสูตร 13-13-21 ควรใสปุย
แมกนีเซียมซลั เฟตรวมดว ย 0.05 กิโลกรมั ตอตนตอป

ในกรณีดินเปนกรด ควรมกี ารแกความเปนกรดของดินเปนระยะ ๆ
โดยใชปนู ขาวหรือหินปนู โดโลไมทเปนครั้งคราว หรือตามความเหมาะสม โดย
หวา นปนู ขาวหรอื หนิ ปนู โดโลไมทใ หท วั่ แปลงแลว พรวนดนิ กลบ แตก ารใชห นิ ปูน
โดโลไมท จะตองใชก อ นหรอื หลังการใชป ยุ เคมีอยา งนอย 30 วนั

2.2 เวลาใสปยุ ควรแบงใสปยุ 2 ครัง้ ครงั้ แรกตน ฤดฝู น และคร้ังที่ 2
ปลายฤดูฝน

2.3 วิธีการใสป ุย กอ นใสป ุยควรกาํ จัดวัชพืชรอบโคนตนรัศมปี ระมาณ
1.5 เมตร จากน้นั หวานปุยทบี่ ริเวณโคนไปจนถงึ 2 เมตรรอบตน หลงั หวานควร
พรวนดินกลบปุยเพือ่ ปองกันการชะลางหรือการระเหยไปในอากาศ สําหรับ
สวนมะพราวทมี่ พี ืน้ ทมี่ ากและใชเครือ่ งจักร นยิ มหวานระหวางแถวมะพราวให
เตม็ พืน้ ทท่ี งั้ หมด

¡ÒÃãÊ‹»Â‰Ø ÁоÌÒÇ

อายุมะพรา ว ปุย ผสม 13-13-21 แมกสเี ซียมซลั เฟต โดโลไมท
(ป) หรือ 12-12-17-2 (กรณที ด่ี ินเปนดา ง) (กรณีทด่ี ินเปน กรด)
1
2 (กิโลกรัม) (กรมั ) (กิโลกรัม)
3 1 200 -
2 300 2
4 หรือมากกวา 3 400 3
4 500 4

การปลกู มคะพุณรภาาวพนเพา้ํ อื่ หกาอรคมา 21

22 คกาณุรปภลกู ามพะเพพ่ือรกาารวคานาํ้ หอม

¡ÒÃà¡çºà¡èÕÂÇ

¼ÅÁоÌÒÇ

ÁоÃÒŒ Ç ¨ÐàÃÔèÁÍÍ¡´Í¡µ´Ô ¼ÅàÁè×ÍÁÕÍÒÂØ

3-5 »‚ áÅÇŒ áµ¾‹ ¹Ñ ¸Ø หลงั จากการผสมเกสร

และติดผลแลว ประมาณ 11-12 เดือน ผลมะพรา ว
จงึ แกเ ต็มที่
มะพรา วในทะลายเดียวกันจะแกไมพ รอมกัน โดยธรรมชาตผิ ลมะพราว
จะทยอยแก ซง่ึ การเก็บเกี่ยวผลมะพราวจะขน้ึ อยูกบั วัตถุประสงคข องการนาํ ไป
ใชประโยชน โดยแบงการเกบ็ เก่ียวผลมะพรา วไว 2 ประเภท คือ
1. การเกบ็ ผลมะพรา วแก ผลมะพรา วมอี ายตุ งั้ แตต ดิ ผลถงึ ผลแก ต้งั แต
10 เดือนขนึ้ ไป มะพรา วแกพ รอ มท่จี ะเกบ็ เก่ียวนาํ้ ภายในผลจะนอ ย เม่ือเขยาจะ
ไดยินเสียงนํ้าคลอน

การปลูกมคะพณุ รภา าวพนเพ้าํ ่อื หกาอรคมา 23

2. การเก็บผลมะพราวออน คือ ผลมะพราวมีอายตุ ิดผลประมาณ
170-210 วนั ข้นึ อยกู บั ความตอ งการเน้อื มะพรา วของชาวสวนมะพรา ว มะพรา ว
ทเี่ ก็บผลออนเพื่อรับประทานนํา้ จะนิยมปลกู พันธุมะพราวนาํ้ หอม โดยแบง
ลักษณะของเนอ้ื มะพราวไว 3 ระดับ คือ

- เนื้อมะพรา วชน้ั เดยี ว จะมีอายุหลงั จั่นเปดประมาณ 170 วนั น้ํามี
ความหวานไดประมาณ 5.0-5.6 เปอรเ ซน็ ตบ รกิ ซ

- เนอื้ มะพราวชัน้ ครึง่ จะมอี ายุประมาณ 180-185 วัน นาํ้ มีความ
หวานประมาณ 6.0-6.6 เปอรเซ็นตบริกซ

- เนอื้ มะพราวสองชั้น จะมีอายปุ ระมาณ 200-210 วัน นํา้ มีความ
หวานประมาณ 6.6-7.0 เปอรเซน็ ตบริกซ

นํ้าตาลในน้าํ มะพราวจะเพิม่ ขึ้นตามความแกของผล นํา้ มะพราว
ทีห่ วานมากกวา 8 เปอรเซ็นตบริกซ ถือวาหวานจัด แตเนือ้ จะหนาเกินไป
ใชช อ นตกั ลาํ บาก

24 กคาณุรปภลกู ามพะเพพ่อืรกาารวคาน้ําหอม

¢ŒÍÊѧࡵ

ã¹ ¡ÒÃà¡çºà¡ÂèÕ Ç¼ÅÁоÌÒÇ

สาํ หรับมะพรา วผลแกจะสงั เกตไดงาย คอื ผลมะพรา วจะเปล่ียนเปน
สีนาํ้ ตาลหรอื เขียวอมเหลืองขึน้ อยูกับพันธุมะพราวทีป่ ลูก สวนการเก็บ
มะพรา วผลออนนั้นจะมขี อสงั เกตหลายประการ คอื

1. ªÒÇÊǹÁоÃÒŒ Ç·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁªíÒ¹ÒÞ㪌´Å٠ѡɳеҋ § æ ดงั นี้ คอื
- สขี องเปลือก มีสเี ขียว ไมอ อ นหรือแกเกนิ ไป
- การติดผล เสยี งท่ดี ดี จะแตกตางกันไปตามอายุ
- สรี อบกลบี เลี้ยง ผลมะพราวท่ีออ นเกนิ ไป สขี าวรอบกลบี เลยี้ งท่ี

ติดกบั ขัว้ ผลจะเปนวงกวา ง ถามเี พียงเลก็ นอยจะอยใู นระยะเก็บเก่ียว
ลักษณะตาง ๆ ทใี่ ชจะขึ้นอยูกับประสบการณของผูเก็บเกีย่ วหรือบาง

รายอาจใชเ ลบ็ กดบรเิ วณรอบกลบี เลี้ยงกไ็ ด
2. Êѧࡵ¨Ñ¹è áÅзÐÅÒ·ÕÍè ÂÙ‹à˹×Í·ÐÅÒ·µÕè ŒÍ§¡ÒèÐà¡çºà¡ÂÕè Ç

การเรียงตัวของใบมะพราวจะเปนชดุ มีทง้ั หมด 5 ชดุ รอบตน ซงึ่ แตละชดุ จะเรียง
ตัวในแนวเดียวกัน โดยทาํ มมุ เอยี งเลก็ นอยจากโคนถึงยอด ในการเก็บเกีย่ วถา
สังเกตจ่นั และทะลายในทางใบแตละชุดจะพบวา เรมิ่ จากทะลายทเ่ี หมาะในการ
เกบ็ เก่ยี วเหนอื ข้นึ ไปจะเปน ผลออ นใหญก วา กาํ ปน เลก็ นอ ยและเหนอื ทะลายออ น
จะเปน จัน่ ทีบ่ านแลว ดอกตัวเมียเพิง่ ไดรับการผสมพนั ธุ ถาดอกตวั เมียไดรบั การ
ผสมแลว และตดิ ผลออ น ขนาดผลหมากหรอื โตกวา เน้อื ของทะลายท่จี ะเกบ็ เก่ยี ว
จะคอ นขา งหนา แตถ า จน่ั ท่ีบานยงั มีดอกตวั ผอู ยมู ากและดอกตวั เมียยงั ไมบ านเน้ือ
ของทะลายท่ีจะเกบ็ เกีย่ วจะบางเปนวนุ

3. ¹ºÑ ÃÐÂÐàÇÅÒࡺç à¡èÂÕ Ç ตน มะพรา วทส่ี มบรู ณแ ละออกจน่ั สม่าํ เสมอ
ตลอดจะแทงจ่นั โดยเฉล่ยี ทกุ 20 วนั ฉะน้นั สามารถเกบ็ เก่ยี วไดท กุ 20 วนั เชน กนั
แตว ิธนี ีใ้ บตนมะพรา วทีอ่ อกจน่ั ไมส มา่ํ เสมออาจผดิ พลาดไดบาง

การปลูกมคะพณุ รภาาวพนเพา้ํ ื่อหกาอรคมา 25

ÇÔ¸¡Õ ÒÃ
ࡺç à¡ÕÂè Ç

Ç¸Ô ¡Õ ÒÃࡺç à¡ÂèÕ ÇÁÕËÅÒÂÇ¸Ô Õ ¤×Í à¡ºç â´Â¤¹ à¡çºâ´ÂŧÔ

1. à¡çºâ´Â¤¹

1.1 คนปน เก็บ
การใชคนปนขึน้ ตนมะพราวตองมีความชํานาญพอสมควร
ในการปน และการสงั เกต ในการเก็บมะพราวสวนใหญ
จะใชในการเก็บมะพราวออนโดยคัดทงั้ ทะลายและใชเลือก
หยอ นทะลายลงมาทโ่ี คนตน

1.2 โดยการสอย โดยใชมดี ปลายโคงรูปตะขอตัดทะลาย หรือ
ตัดเปนผล ๆ ของมะพรา วผลแกล งมาก็ได

2. à¡çºâ´ÂÅÔ§ การเก็บมะพราวในสวนทางภาคใตและแหลงปลูก

มะพราวของไทยนยิ มใชล งิ เกบ็ มะพรา ว โดยลิงทเี่ ก็บมะพรา วจะไดรบั การฝกฝน
มาเปนอยางดี สามารถแยกมะพราวผลแกผลออนได ลิงจะปลดิ ขั้วมะพราวที่
ตองการลงมาจากตน สูพ ื้นดนิ

26 กคาุณรปภลูกามพะเพพอ่ืรกาารวคานํา้ หอม

¡ÒÃࡺç Ã¡Ñ ÉÒ
ÁоÃÒŒ Ç
ªÒÇÊǹÁоÌÒǨТÒ¼żÅÔµÁоÌÒÇ໚¹ 2 ÅѡɳÐ

¤Í× ÁоÌÒÇá¡‹áÅÐÁоÌÒÇ͋͹ ¡ÒÃࡺç ÃÑ¡ÉÒ¨Òí ṡᵡµÒ‹ §¡Ñ¹

´§Ñ ¹éÕ ¤Í×

1. ¡ÒÃࡺç Ã¡Ñ ÉÒÁоÌÒǼÅá¡‹ ชาวสวนจะขายผลมะพราว
หลงั จากเก็บมาจากตนแลว โดยบางคนจะปอกเปลอื กมะพราวกอน แตจะเก็บ
ไวไมไดนานเทามะพราวทีย่ ังไมไดปอกเปลอื ก ซึ่งสามารถเก็บไวไดประมาณ
45 วัน โดยกองมะพราวไวในโรงเรอื นทม่ี ีหลงั คากนั แดดกนั ฝน

2. ¡ÒÃࡺç Ã¡Ñ ÉÒÁоÃÒŒ ÇÍÍ‹ ¹ มะพรา วเปน ท่นี ิยมของคนไทย
และชาวตางประเทศ สาํ หรับคนไทยทั่วไปจะซ้อื ขายกนั ท้ังทะลายหรอื เปนผล ๆ
โดยนาํ ผลมะพรา วออ นมาคว่นั เปลือกเขยี วออกเปน ทรงกลม ดา นบนเปน รปู กรวย
ควา่ํ แลว นําไปแชใ นสารละลายโซเดยี มเมตาไบซลั ไฟด 3 เปอรเ ซน็ ต ผสมกบั สาร
เคมกี บั เช้อื ราไทอาแรนคาโซลเปน เวลา 3 นาที ผ่งึ ใหแ หง แลว เกบ็ ไวใ นท่อี ณุ หภมู ิ
7-10 องศาเซลเซียส จะเกบ็ ไดนาน 3-4 สัปดาห
สําหรบั การเกบ็ รกั ษาเพ่อื นาํ ไปจาํ หนา ยในตา งประเทศ จะนําผลมะพรา ว
ทีป่ อกเปลือกแลวนํามาหมุ พลาสติกใสแลวบรรจุลงในกลอง จะเก็บไวไดนาน
ประมาณ 4 สัปดาห
การปลูกมคะพณุ รภา าวพนเพํา้ อื่ หกาอรคมา 27

¡ÒôÙáÅÃÑ¡ÉÒ
ÊǹÁоÃÒŒ Ç·ÍèÕ Í¡¼ÅáÅŒÇ

1. ¡ÒÃä¶¾Ãǹ

ไถพรวนระหวางแถวมะพราวไมใหลึกเกินกวา 20 เซนติเมตร ไถ
แถว เวนแถวใหห างจากตนขางละ 2 เมตร ไถสลบั กนั ทกุ 2 ป ตอนปลายฤดูแลง
รากทีอ่ ยผู ิวดนิ จะแหง ไมด ูดอาหาร เม่ือถกู ตัดกจ็ ะแตกใหมเม่ือฝนตก

2. ¡Òâ´Ø ¤Ã٠кÒ¹íÒé áÅСÒÃô¹íÒé ã¹Ä´áÙ ÅŒ§

ถามีฝนตกมากและทีป่ ลกู เปนทีล่ ุมนํา้ ทวมแปลงปลูก ควรขุดคู
ระบายนาํ้ ออกอยา ใหมนี า้ํ ขังในแปลง ถา ฝนแลงนานก็จะกระทบตอ การติดดอก
ออกผลดังนนั้ เมือ่ ถึงฤดูแลง ถาที่ใดพอจะหานํา้ รดใหตนมะพราวได ก็จะทําให
มะพราวงามดี ออกผลดก ไมเหีย่ วเฉา นํ้าทรี่ ดตนควรใชนาํ้ จืด แตนาํ้ ทะเลก็
สามารถใชรดได

3. ¡ÒäǺ¤ØÁÇªÑ ¾×ªã¹ÊǹÁоÃÒŒ Ç

ในพน้ื ท่ีแลง นานควรคอยถางหญา ใหเ ตยี น หรอื ใชจ อบหมนุ ตดี นิ บน
หนา ดนิ อยา ใหล ึกกวา 10 เซนตเิ มตร หรอื ใชจ านพรวนระหวา งแถวมะพรา ว สว น
บริเวณทีม่ ฝี นตกตองเก็บหญาหรือพืชคลมุ ไว แตก็ไมใหชืน้ รกมาก จึงควรมีการ

28 กคาณุรปภลูกามพะเพพอ่ืรกาารวคานาํ้ หอม

ตดั หญา หรือใชจ านพรวนลาก แตไ มกดใหลกึ มากเพอื่ ใหพชื คลมุ ดนิ หรือหญานน้ั
ราบลงไปบางหรือการใชสารเคมกี ําจัดวัชพืชในมะพราวตนเลก็ ใหใชไกลโฟเสท
ทีม่ สี วนผสมของไกลโฟเสทไพรพิลามีนซอลตซึ่งไมทาํ ลายใบมะพราวแตจะ
ชวยใหมะพราวเจริญเติบโตดี สวนมะพราวทีต่ กผลแลวไมแนะนาํ ใหใชสาร
กาํ จัดวชั พชื

4. ¾ª× ¤ÅØÁ´Ô¹

การปลูกพืชคลมุ ในสวนมะพราว เพือ่ ควบคุมวัชพืชและชวยรักษา
ความชืน้ ในดิน นอกจากนนั้ พืชคลุมยังชวยเพิม่ ธาตุอาหารและชวยปรับปรุงดิน
ในสวนมะพราวโดยเฉพาะพืชคลุมทีเ่ ปนพืชตระกูลถั่ว ชวยเพิ่มธาตุไนโตรเจน
พชื คลุมท่ีนิยมปลกู กนั มาก ไดแก เพอราเลีย เซ็นโทรซีมา และคาโลโปโกเน่ียม

5. »ØÂ‰ Í¹Ô ·ÃÂÕ áÅоª× Ê´

ปยุ อนิ ทรยี ม อี ยหู ลายชนิดดว ยกนั ไมว า จะเปน ปยุ คอก เชน ปยุ มลู ววั
มลู ไก มูลหมู มูลแพะ เปน ตน และปยุ หมักตา งๆ ปยุ พชื สด เชน การปลูกพชื ตระกลู
ถวั่ ระหวา งแถวมะพราว เชน โสน คารโ ลโปโกเนียม เมื่อตน เริ่มออกดอก ตัดเอา
ไปใสใ นรอ ง ในกรณที ข่ี ดุ ดนิ เปน รอ งรอบโคนตน หรอื คลมุ ตน มะพรา ว ปยุ อนิ ทรยี 
และปยุ พชื สดชว ยทาํ ใหด นิ รว นซยุ เหมาะสําหรบั การไชชอนของราก นอกจากน้ัน
ธาตุอาหารทมี่ อี ยูในอนิ ทรียวัตถุยังชวยทาํ ใหแบคทเี รียในดินทาํ งานไดดี
ซึง่ แบคทีเรียจะชวยเปลีย่ นธาตุอาหารทีพ่ ืชดูดไปใชไมได ใหมาอยูในรูปธาตุ
ทพี่ ืชดูดไปเปนอาหารไดการเพิม่ อนิ ทรียวัตถุใหกับดิน จึงเปนประโยชนตอตน
มะพราวมาก การเพิ่มอินทรยี วัตถทุ าํ ดงั นี้ คอื ใสปุยคอก ขี้ควาย ขไี้ ก ปยุ ขยะ
ปุยหมัก ฝงกาบมะพราวหรือจะปลูกพืชคลมุ แลวไถกลบ หรือเลีย้ งสตั ว
ในสวนมะพราวก็ได

การปลกู มคะพุณรภา าวพนเพ้าํ ่ือหกาอรคมา 29

à»ÍÃà «¹ç µ¸ ÒµØÍÒËÒÃ
ã¹»Â‰Ø Í¹Ô ·ÃՏµÒ‹ §æ

ไนโตรเจน ฟอสฟอรคิ แอซิค โปแตส แคลเซียม

ขว้ี ัว ข้คี วาย 1.2 0.6 1.2 -
0.9 2.0 -
ขี้แพะ 2.4 6.9 2.0 -
4.0 --
ขี้ไก 1.5 1.3 1.2 -
- 1.5 4.0
กากปลา 4.0 - 10.20 -
0.5 1.5 -
กากถั่ว 7.6 23.6 - 41.8
10.5 1.2 -
เถาไมเ ผา -

เถา กาบมะพราว -

ตน โครตาลาเรีย 2.3

กระดูกปน 4.4

เลือดแหง -

30 คกาณุรปภลกู ามพะเพพ่อืรกาารวคาน้ําหอม

วัสดเุ หลา น้ี นาํ มาใชเ ปนปยุ ไดโดยคํานวณปรมิ าณธาตุอาหารใหเทา กับ
ที่แนะนําไว คือ ใหมปี รมิ าณไนโตรเจน 520 กรัม ฟอสฟอรคิ แอซิค 520 กรมั
โปแตส 840 กรมั

การใสปุยคอก ใชรองกนหลุม ๆ ละประมาณ 40 กิโลกรัม ถาใส
ตนมะพรา วใหญ มีวธิ ีใสให 2 วธิ ี

วธิ ที ่ี 1 หวา นลงไปบนดินแลว พรวนกลบหรือใชจ อบหมนุ พรวน ใหล กึ
ประมาณ 10 เซนตเิ มตร โดยใหใ สต น ละประมาณ 50 กโิ ลกรมั

วิธีที่ 2 ใสใ นรางซ่งึ ขดุ ระหวา งตน มะพรา วหรอื รอบตน มะพรา ว แลว ใส
ปยุ ลงไปแลวกลบ ปยุ ทใ่ี สค วรใชปยุ พชื สด การใสป ยุ ควรใสต อนตนฤดูฝน

การใสปุยหมักหรอื ปุยขยะ ควรใสในรางซึ่งขุดรอบตน หางตนละ
ประมาณ 2 เมตร แลวใสปุยลงไปและกลบ การขุดรางบริเวณรอบตนอยาขุด
ใหลกึ จนตดั รากมากนัก อาจขดุ เปน หลุม ๆ แลว ใสก ็ได

การใชกาบมะพราวเปนปุย เอากาบมะพราวใสในหลุมกวาง 1 เมตร
ยาว 4 เมตร ลกึ 60 เซนตเิ มตร แลว กลบ การฝง กาบมะพรา วชวยทาํ ใหมะพรา ว
ออกผลดกขึน้ และชวยสงวนความชืน้ ไวในดินในฤดูแลง กาบมะพราวนอกจาก
จะใชฝ ง ดินแลว
ยังนํามาเผาเปน เถา ถานซึ่งมธี าตโุ ปแตสถึงประมาณ 20%

การใชปุยเคมี การทเี่ ราจะทราบวาควรใสปุยใหกับตนมะพราวหรือ
อยากทราบวา ในปจจุบันบริเวณทปี่ ลกู มะพราวขาดธาตุอาหารอะไร วิธีการ
ทีส่ ะดวกและไดผลดี คือ การเก็บเอาใบมะพราวไปวิเคราะหโดยใชใบมะพราว
ใบที่ 14 ผลการวิเคราะหใบเปน เปอรเ ซน็ ตข องธาตุตา ง ๆ คือ N, P, K, Ca, Mg
นาํ มาเปรียบเทยี บกับระดับมาตรฐานซึ่งเรียกวา ระดับวิกฤต (Critical level)
ซึ่งระดับมาตรฐานของธาตุอาหารในใบมะพราวใบที่ 14 ประกอบดวย N 18,
P 0.12, K 0.8-1.0, Ca 0.35, Mg 0.35, Na 0.30

การใสป ยุ ควรใสป ยุ เคมีรว มกบั ปยุ อนิ ทรยี เ พอ่ื ใหไ ดป รมิ าณธาตอุ าหาร
เพยี งพอ ทาํ ใหด นิ มคี วามอุดมสมบูรณ สามารถเพ่มิ ผลผลติ มะพรา วไดอ ยา งย่ังยนื

การปลกู มคะพณุ รภาาวพนเพา้ํ อื่ หกาอรคมา 31

ความตอ งการธาตอุ าหารของมะพรา ว ธาตุ N, P, K, Ca, Mg และ S
พบมากในสวนของใบและผล ซึ่งธาตุดังกลาวจําเปน สาํ หรับมะพราวในการสราง
ใบและผล และพบวา มะพรา ว 1 ไร จะดูดธาตอุ าหารหลกั และธาตอุ าหารรอง
ประกอบดวย N 9 กโิ ลกรัม, P 4.4 กิโลกรัม, K 5.68 กโิ ลกรัม, Ca 7.68 กิโลกรัม
และ Mg 3.56 กโิ ลกรมั

¸ÒµÍØ ÒËÒÃã¹ÊÇ‹ ¹µÒ‹ § æ ¢Í§ÁоÌÒÇ

ธาตุอาหาร ผลม(ะgพ)รา ว กาน(gเก) สร จ(gน่ั ) ใบแ(ลgะ)หูใบ ล(ําgต)น รวม
3.5 4.12 8.1 100
ไนโตรเจน (N) 43.0 4.2 2.9 45.1 5.0 100
ฟอสฟอรัส (P) 40.2 7.0 2.7 12.4 9.8 100
โพแทสเซยี ม (K) 63.0 12.1 4.5 73.8 3.1 100
แคลเซียม (Ca) 15.0 3.3 4.9 56.5 2.1 100
แมกนเี ซียม (Mg) 25.0 11.4

นอกจากธาตอุ าหารหลักแลว ธาตอุ าหารรองกม็ คี วามจาํ เปน ตอ การเจรญิ
เตบิ โตและผลผลติ ของมะพราว แตต องการในปรมิ าณนอย ไดแก Mo, Cu, B,
Fe, Mn, Zn และ Cl จะขาดธาตุใดธาตุหนงึ่ ไมได ถาขาดทําใหรากไมพัฒนา
ใบมสี เี หลอื ง นํ้าหนักเนือ้ มะพราวแหง และน้าํ มันลดลง

¤ÇÒÁµŒÍ§¡ÒøҵØÍÒËÒÃáÅиҵØÍÒËÒÃÃͧã¹ÁоÃÒŒ ÇÍÒÂÁØ Ò¡µ‹Í»‚

ธาตอุ าหารหลัก กิโลกรัม (kg) ธาตอุ าหารรอง กรัม (g)
13 - 13 - 21 4 แคลเซยี มซัลเฟต 200
เฟอรัสซัลเฟต 150
แมกนเี ซียมซลั เฟต 300
แมงกานีสซลั เฟต 100
ซงิ คซ ลั เฟต 100
โบแรกซ 150

32 คกาุณรปภลูกามพะเพพื่อรกาารวคาน้าํ หอม

¡ÒÃà¾ÁèÔ ¼Å¼ÅµÔ

â´ÂãªÁàŒ Ð¡¾ÅÃÒŒ ×ÍÇ á¡§

à¡ÅÍ× á¡§ (NaCl) คณุ สมบัติของเกลอื แกงตอมะพรา ว

1. มีราคาถกู เมือ่ เทียบกบั ปยุ มะพรา วชนิดอื่น ๆ
2. สะดวกในการใช
3. ชวยเรง การเจริญเตบิ โตและพัฒนาการดานการเจริญเติบโต
4. เพม่ิ ความหนาของเน้อื มะพรา ว และเพม่ิ น้าํ หนกั เน้อื มะพรา วแหง
5. เพม่ิ จาํ นวนผลตอตน
6. ทาํ ใหมะพราวทนทานตอความแหงแลงและตานทานตอโรค

และแมลงลดการเขา ทําลายของโรคใบจุดในแปลงเพาะชํา

การปลูกมคะพุณรภาาวพนเพํ้า่ือหกาอรคมา 33

การใสเ กลือแกงแนะนําใหใสต ามอายมุ ะพรา ว ในอัตราตาง ๆ กนั โดย
แบงใส 2 ครั้งตอป คือ ตนฤดฝู น และกอนสิ้นฤดฝู น

อายขุ องมะพราว (ป) อัตราการใหเ กลอื แกง (กรมั /ตน/ป)

6 เดือนหลงั ปลูก 150
1 500
2 750
3 1,100
4 1,300
1,500
5 ปข ้นึ ไป

ผลของการใสเ กลือแกงอัตรา
1,500 กรัมตอตนตอป สามารถเพิ่ม
ผลผลติ มะพราวไดถึง 125% คือให
ผลผลิตมะพรา ว 1,600 ผลตอไรตอ ป
สวนการไมใสเกลอื แกง ใหผลผลิต
เพียง 544 ผลตอ ไรต อ ป

34 คกาุณรปภลกู ามพะเพพ่ือรกาารวคานาํ้ หอม

ÊÒà˵Ø

·èÁÕ Ð¾ÃŒÒÇ äÁµ‹ Ô´¼Å
㹪Nj §Ä´½Ù ¹

เกดิ จากเมอ่ื ดอกตวั ผแู ตกออก ละอองเกสรตวั ผจู ะฟงุ กระจายประมาณ
2-3 ชัว่ โมง สวนดอกตัวเมยี พรอมทจี่ ะผสมพันธุนาน 73 ชั่วโมง ในชวงที่
ฝนตกชุกกอใหเกิดการชะลางละอองเกสรตัวผู ประกอบกับแมลงไมออกมาหา
อาหาร การปฏสิ นธจิ งึ ไมเ กดิ ขน้ึ ทําใหท ลายมะพรา วตดิ ผลนอ ย 2-3 ผลตอ ทลาย
หรอื ไมตดิ ผลเลย

การแกป ญ หามะพรา วไมต ดิ ผล ควรมกี ารเล้ยี งผ้งึ ในสวนมะพรา วเพราะ
ผ้งึ จะออกมาหาน้ําหวานจากดอกมะพรา วในชว งที่ฝนหยุดตกแลว นาํ ละอองเกสร
ตวั ผูไ ปผสมกับดอกตัวเมีย ทําใหผลผลติ มะพรา วเพ่มิ ขน้ึ 46-56 % นอกจากนั้น
ยังมีแมลงอนื่ ๆ ท่ชี ว ยในการผสมเกสร คือ ผ้งึ ตอ แตน มดดํา เปน ตน

การปลกู มคะพุณรภาาวพนเพ้ํา่อื หกาอรคมา 35

㺡ÒõѴ·Ò§

¨Ð·íÒã¹ÁоÃÒŒ Ç·èÕÍÒÂäØ Áà‹ ¡Ô¹ 30 »‚ สงู ไมเ กนิ 12เมตรมใี บบนตน

30-36 ทาง ซึง่ ทางมะพราว 6-8 ทาง ทอี่ ยูลางสุดเปนใบแกเกินไปและมี
ประโยชนน อ ยตอ ตน มะพรา วการตดั ทางมะพรา วท่ีแกม ากท่ีสุด10-12ทางจะทาํ ให
ทางมะพรา วท่ยี งั ออ นกวา ไดร บั ธาตอุ าหารและความช้นื มากขน้ึ ในพน้ื ท่ที ่มี ะพรา ว
กระทบแลง การตัดทางใบมะพราวทแี่ กออกจะชวยใหสงวนนํา้ ทีม่ ีอยูจํากัด
ไวใหทางทีอ่ อนกวาไดใชประโยชน ทางมะพราวทแี่ กมากจะคายนํา้ ไดเร็วกวา
ทางมะพราวทีอ่ อน การตัดทางทีแ่ กออกจะชวยลดการคายนาํ้ ลงได 25-50 %
ในพืน้ ทีท่ ีม่ ีชวงแลงนาน 3-6 เดือน และมีฝนตกนอยกวา 100 มิลลเิ มตร
การตัดทางมะพราว พรอมการเก็บเกีย่ วมะพราวกอนถึงฤดูแลงจะชวยใหเกิด
ผลกระทบตอการติดผลนอยลง ในกรณที ีเ่ กิดการระบาดของศัตรูมะพราวกับ
ทางมะพรา วทอ่ี ยลู า ง ๆ ทแ่ี กแ ลว การตดั ทางมะพรา วท่ถี กู แมลงทาํ ลาย เปน การ
ควบคุมดวยมาตรการทางวิธีกลซึ่งไมมีผลกระทบตอกิจกรรมทางสรีรวิทยา
ของมะพรา ว

36 คกาุณรปภลูกามพะเพพ่อืรกาารวคานํ้าหอม

¼Å¡Òõ´Ñ ·Ò§ ÁоÌÒÇ

• การตัดทางมะพรา วใหเหลอื 13 ทาง
ทกุ 45 วนั เปน เวลา 3 ป ในปที่ 1 ไมก ระทบตอ ผลผลิตมะพรา ว
ปที่ 2 ผลผลติ มะพราวลดลง 29% และปที่ 3 ผลผลติ จะลดลง

นอ ยกวา ปท ี่ 2 เพียง 20%
• การตดั ทางมะพรา วใหเหลอื 18 ทาง
ทกุ 45 วัน นานกวา 3 ป ในปที่ 1-3 ใหผลผลิตทเี่ หมาะสม
หลังปที่ 3 จะทาํ ใหจํานวนผลและผลผลิตลดลง 20-25% แต
ขนาดผลหรอื เนื้อมะพราวตอ ผลจะมแี นวโนมสูงขึ้น 10-15%
• การตัดทางมะพรา วใหเ หลือ 23 ทาง
ทกุ 45 วนั ไมกระทบตอผลผลิตของมะพรา ว

การปลกู มคะพณุ รภาาวพนเพํ้าอ่ื หกาอรคมา 37

38 คกาณุรปภลกู ามพะเพพ่ือรกาารวคานาํ้ หอม

ÈѵÃÙÁоÌÒÇ

áÅСÒû‡Í§¡¹Ñ ¡íҨѴ

âä

ÁоÃÒŒ Ç·èÕÊíÒ¤ÑÞ

1. โรคผลรวง (Immature nut fall) เกิดเชื้อรา Phytophthora
palmivora ผลมะพรา วจะรว งกอ นกาํ หนด อายุของมะพรา วท่ีรว งต้งั แต 3 - 9 เดอื น
ผลมะพราวทีเ่ กบ็ เก่ยี วไดอายุ 12 เดอื น ดงั นัน้ ผลมะพราวทร่ี วงจึงออ นเกนิ กวา
ทีจ่ ะนํามาใชประโยชน เปนมากกับมะพรา วพันธุม ลายูสเี หลอื งตน เต้ีย

การปองกนั กําจัด
สภาพทจี่ ะเกิดโรคผลรวงระบาด คือ มะพราวมผี ลดกมาก และ
ฝนตกชกุ ตดิ ตอ กนั เปน เวลาหลายวนั ใหห ม่ันตรวจเชค็ ผลมะพรา ว โดยวธิ กี ารสมุ
ข้ึนไปดูบนตน ถาพบมะพรา วท่เี ปน โรคใหตัดออก และนาํ ผลไปเผาทง้ิ นอกแปลง
มะพรา วทันที

การปลูกมคะพุณรภา าวพนเพา้ํ ่อื หกาอรคมา 39

2. โรคใบจุด (helminthosporium leaf spot) เกิดจากเชือ้ รา
Heiminthosporium sp. ทําความเสยี หายใหแกมะพราวในระยะตนกลามาก
และลุกลามอยางรวดเร็ว

การปองกันกําจัด
พนดวยสารปองกันกําจัดโรคพืช เชน thiram อตั รา 50 กรัม
ตอ นาํ้ 2 ลติ ร ผสมสารจบั ใบลงไป 15 ซี.ซี. พนทกุ 10-14 วัน นอกจากนี้ยังมี
โรคอนื่ ๆ เชน โรคตาเนา โรคโคนผุ โรคใบจุดสีเทา โรคกา นทางแตก โรครากเนา
โรคเรื้อนดิน เปนตน โรคดังกลาวนีแ้ มวาจะพบในแหลงปลูกมะพราว แตไมทํา
ความเสียหายใหกบั มะพรา วมาก

3. โรคยอดเนา (heart leaf rot) • โรคใบจุด
เกิดจากเชือ้ รา Pythium sp. มกั เกิดกับ • โรคยอดเนา
มะพราวพันธุทนี่ าํ เขามาจากตางประเทศ เชน • โรคเออื นกนิ
พนั ธมุ ลายสู เี หลืองตน เต้ยี โรคน้มี ักพบในระยะ
ตนกลาในสภาพทีม่ ฝี นตกชุก และอากาศมี
ความชืน้ สงู

การปอ งกนั กาํ จัด
ในการยายตนกลาพยายาม
อยาใหหนอชํ้า เพราะโรคอาจจะเขาทาํ ลาย
ไดงาย หากพบอาการของโรคในระยะแรก
ใหตัดสวนทีเ่ ปนโรคออก แลวพนดวยสาร
ปองกันและกําจัดเชื้อราทมี่ ีสารประกอบ
ทองแดง ซึ่งสวนตนกลาหรือสวนที่ถูกโรค
ทําลายใหเ ผาทาํ ลายใหห มดเพอ่ื ปอ งกนั กนั แพร
ระบาดตอ ไป

40 คกาณุรปภลกู ามพะเพพ่ือรกาารวคานํ้าหอม

4. โรคเออื นกิน เปนโรคทเี่ กิดกับผลมะพราว ซึ่งยงั ไมทราบสาเหตุ
ทีแ่ นนอน ลกั ษณะของผลภายนอกปกติ แตเน้อื มะพราวจะมีลกั ษณะฟามหนา
ประมาณ 2 เซนติเมตร ยุบงาย เนอื้ มะพราวหนาไมเทากัน บางแหงไมมีเนือ้
มีแตกะลา ผวิ ของเนอื้ ขรุขระ สนั นิษฐานวา อาจเกิดจากสภาพแวดลอม
ไมเ หมาะสม ในขณะท่มี ะพรา วเร่มิ สรา งเน้อื เชน กระทบแลง เนอ่ื งจากยังไมท ราบ
สาเหตทุ แ่ี นนอน จึงไมมวี ิธีการทีจ่ ะปอ งกนั กาํ จดั ทไ่ี ดผ ล

การปลกู มคะพุณรภา าวพนเพา้ํ อ่ื หกาอรคมา 41

42 คกาณุรปภลกู ามพะเพพ่ือรกาารวคานาํ้ หอม

áÁÅ§ÈµÑ ÃÙÁоÌÒÇ
·èÕÊÒí ¤ÑÞ

1. ´ÇŒ §áô (rhinoceros beetle)

ช่อื วทิ ยาศาสตร Oryctes rhinoceros Linnaeus เปน ศตั รทู ่ีสาํ คญั
รา ยแรงสําหรับมะพราวมาก ดว งแรดมี 2 ชนิด คือชนิดเล็ก และชนดิ ใหญ

การปอ งกันกาํ จดั
1. ทําความสะอาดบริเวณสวนมะพราว กําจัดแหลงขยายพันธุ
เชน กองปยุ หมกั ปุยคอก กองขยะ กองขเี้ ล่อื ย แกลบ หรอื ตองคอยหมัน่ กลบั
เพื่อตรวจดหู นอนทด่ี ว งวางไขไว ตรวจพบใหจ บั ทําลายหรอื เผากองขยะน้ันเสยี
2. ใชเชอื้ ราเขียวเมตาไรเซียม (Metarrhizium anisopliae)
ใสไวตามกองขยะ กองปุยคอก หรือทอนมะพราวทหี่ นอนดวงแรดอาศัยอยู
เชอื้ ราจะแพรก ระจายและสามารถทาํ ลายดว งแรดได

การปลูกมคะพณุ รภา าวพนเพา้ํ อ่ื หกาอรคมา 43

2. ´ŒÇ§§Ç§ÁоÃÒŒ Ç

มี 2 ชนดิ คอื ชนิดเลก็ และชนิดใหญ ดว งงวงชนิดเลก็ พบแพรร ะบาด
อยูทว่ั ไปทกุ ภาคของประเทศ สว นชนิดใหญพบในแหลงปลกู มะพราวทางภาคใต
วงจรชีวติ จากไขจ นเปนตวั เต็มวัยใชเวลา 2-4 เดอื น

การปอ งกันกําจดั
1. หมัน่ ตรวจดูในแปลงมะพราว หากเริ่มมีการเขาทาํ ลายของ
ดวงงวงเปนจุดแรกและตนมะพราวอยูในลักษณะทรุดโทรมมาก ตรวจดูและ
ทาํ ลายแหลงทอี่ ยูอาศัย รวมทงั้ จับดวงงวงทพี่ บทาํ ลายใหหมดสิน้ ไปจากสวน
มะพราว กอ นทจี่ ะมีการแพรล กู หลานตอไป
2. การเกิดบาดแผลกับตนมะพราว จะเปนสิง่ ชักจูงใหดวงงวง
เขามาทาํ ลายตนมะพราว ซึ่งบาดแผลตาง ๆ อาจเกิดจากการเขาทาํ ลายของ
ดวงแรด หรือเกิดจากรอยแผลทีท่ ําขึ้นโดยไมตัง้ ใจ ซึง่ จะเปนทอี่ าศัยและ
ขยายพันธุข องดวงงวงตอ ไป
3. เมือ่ พบวามีการระบาดและตนมะพราวถูกทําลายมาก
ควรใชส ารเคมีกาํ จดั แมลงประเภทดดู ซมึ เชน คลอรไ พรฟี อส ฉดี เขา ลําตน มะพรา ว
โดยใชส วานเจาะเปน รบู ริเวณโคนตน ใหลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร แลวจึง
ใชเขม็ ฉดี ยาทม่ี สี ารเคมีกําจดั แมลงเขมขน ปริมาณ 10-20 ซ.ี ซี. ฉดี สารเคมีกาํ จัด
แมลงเขาไปในลาํ ตน หลงั จากน้นั ใชไมอดุ รูทีเ่ จาะนัน้ เพื่อปองกันการเขาทาํ ลาย
ของดวงงวงและแมลงชนดิ อืน่ หลังจากหมดฤทธิ์ของสารเคมีกําจัดแมลงแลว
(ปรับปริมาณการใชสารเคมีกําจัดแมลงจะมากนอยแตกตางกันตามขนาดของ
ตน มะพราวแตไ มควรเกนิ 30 ซ.ี ซี.)

44 คกาณุรปภลูกามพะเพพอ่ืรกาารวคาน้ําหอม

3. áÁŧ´Òí ˹ÒÁÁоÃÒŒ Ç
เปนดวงชนดิ หนึ่งลําตวั แบนสีดํา มี 2 ชนิด คอื Plesispa reichei
Chapuis พบในแปลงเพาะชํา และ Brontispa longissima Gastro ทําลาย
มะพราวในแปลงปลกู แมลงดําหนามมะพราวเปนศัตรูพืชตางถิน่ มีถิน่ กําเนดิ
ในประเทศอนิ โดนีเซียและปาปวนิวกินี แพรกระจายเขามาในประเทศไทย โดย
พบระบาดรุนแรงในประจวบครี ีขันธ สุราษฎรธ านี ชมุ พร และนครศรธี รรมราช
ตัง้ แตป 2547 เนือ่ งจากมะพราวสวนใหญมลี ําตนสูง แมลงดําหนามมะพราว
ทําลายมะพราว โดยทัง้ ตัวเต็มวัยและตัวออนอาศัยอยูในใบออนทีย่ งั ไมคลี่ของ
มะพรา วและแทะกนิ ผวิ ใบ แมลงดาํ หนามเพศเมยี เม่ือไดร บั การผสมพนั ธแุ ลว จะ
วางไขเ ปนฟองเด่ยี ว หรือเปนกลมุ ๆ ละ 2-5 ฟอง ระยะไข 2-6 วนั เมื่อเล้ยี งดว ย
ใบออนมะพรา ว ระยะหนอน 23-24 วัน มีการลอกคราบ 4-5 คร้ัง ระยะดักแด
2-7 วัน ตัวเตม็ วยั เพศเมยี มีอายุ 13-134 วัน เพศผมู อี ายุ 21-110 วัน
การปองกนั กาํ จัด
การพนสารเคมกี ําจัดแมลง เพื่อควบคุมแมลงดําหนามมะพราว
ทาํ ไดยากและไมปลอดภัยตอเกษตรกรและสภาพแวดลอม กรมวิชาการเกษตร
จงึ นําเขา แตนเบยี นหนอนแมลงดาํ หนามมะพราว ช่อื Asecodes hispinarum
จากเวียดนามเขา มาใชควบคุมโดยชวี วธิ ี โดยความชว ยเหลือจากองคก ารอาหาร
และเกษตรแหงสหประชาชาติ และมหาวิทยาลัยลงนามในประเทศเวียดนาม
ใบมะพราวทีถ่ ูกทาํ ลายเมอื่ ใบคลกี่ างออกจะมีสนี าํ้ ตาลออน หากใบมะพราวถูก
ทาํ ลายติดตอกันเปนเวลานานจะทาํ ใหยอดมะพราวมสี นี าํ้ ตาล เมอื่ มองไกลๆ
จะเห็นเปนสีขาวโพลน ชาวบานเรียกวา “มะพราวหัวหงอก” นอกจากนนั้ ยงั
มีแตนเบยี นทีเ่ ปนดักแดของแมลงดําหนาม ชื่อ Tetratichus brontispae
ในชวงฤดรู อ นไดดี ซงึ่ เปนแตนเบียนทพี่ บในประเทศไทย
การปลูกมคะพณุ รภาาวพนเพ้าํ ือ่ หกาอรคมา
45

áµ¹àºÕ¹˹͹áÁŧ´Òí ˹ÒÁÁоÃÒŒ Ç

แตนเบียนหนอนแมลงดาํ หนามมะพราว

เปนแตนเบยี นขนาดเลก็ จัดอยูในวงศ Eulophidae
ลําตวั ยาว 0.5-0.7 มลิ ลเิ มตร มปี ก ใส 2 คู การทาํ ลายเกดิ จากการ
ใชอวัยวะวางไขแทงเขาไปวางไขในลาํ ตัวหนอนแมลงดําหนาม
ไขฟกเปนตัวหนอน ตัวหนอนจะดูดกินของเหลวภายใน
ลําตัวหนอนแมลงดําหนาม ทําใหแมลงดําหนามมะพราว
เคลอื่ นไหวชา กินอาหารนอยลงและตายในที่สดุ
จึงตองเพาะเลีย้ งแตนเบียนเปนปริมาณมากและนําปลอย
ในสวนมะพรา ว

46 คกาณุรปภลกู ามพะเพพอ่ืรกาารวคานํา้ หอม

¡ÒÃà¾ÒÐàÅÂéÕ §
“áµ¹àºÂÕ ¹Ë¹Í¹”
Asecodes hispinarum

ẋ§à»š¹ 2 ¢Ñ¹é µÍ¹ 䴌ᡋ
1. ¡ÒÃà¾ÒÐàÅÂÕé §Ë¹Í¹
•Asเeลcี้ยoงdหeนsอนhแiมspลงinดaําrหuนmามมะพราวในกลองพลาสติกขนาด
15x10x6 เซน•ตเิเมลตีย้ รงตไัวมเตตอ็มงวมัยฝี แามปลดงดําหนามมะพราวในกลองพลาสติกพรอม
ฝาปด สนิทขนาด 30x22x9 เซนตเิ มตร ท่ฝี าเจาะเปน ชอ งบดุ ว ยผา ตาขา ย ปอ งกนั
แมลงออกจาก•กลตอัดงใบมะพราวแกเปนชิ้นยาว 10x12 เซนติเมตร 25-30 ชิ้น
นาํ มาเรยี งซอ •น มัดรวมกนั ดวยหนงั ยาง
เก็บเมลด็ ดําหนามมะพราวจากตนทถี่ ูกทาํ ลายมาคัดแยกตัว
เต็มวัยและหนอน โดยแยกเลยี้ งในกลองทเี่ ตรียมไว สําหรับดักแดเก็บใน
กลองเลี้ยงหนอนรอใหออกเปน ตวั เตม็ วัยแลว จึงเลย้ี งตอไป

การปลกู มคะพุณรภาาวพนเพา้ํ ่อื หกาอรคมา 47

• เก็บไขแมลงดําหนามมะพราวออกจากลองเลยี้ งตัวเต็มวัยทุก

2-3 วัน นาํ ไขม าโรยใสร ะหวางใบมะพราวทีซ่ อ นมัดไว รอใหห นอนฟก ออกจาก

ไข 3-4 วัน • เม่อื หนอนฟก เขี่ยหนอนประมาณ 300 ตัว ใสในกลองทมี่ ใี บ

มะพรา วมัดซอ นไว เกบ็ บนชั้นเลี้ยงแมลง เปลยี่ นใบมะพราวทกุ 5-7 วนั หรอื เมอ่ื

ใบเปน สีนาํ้ ตา•ล เล้ยี งหนอนประมาณ15-17วนั จะไดห นอนวยั 4ขนาดยาวประมาณ

1 เซนติเมตร เหมาะสาํ หรบั นาํ ไปเลี้ยงแตนเบยี นหนอนแมลงดําหนามมะพรา ว

2. ¡ÒÃà¾ÒÐàÅÕé§ᵹàºÕ¹˹͹

•Asคeดั cแoยdกeมsมั มh่ที i่แี sตpนiเnบaยี rนuเmจาะออกมาแลว ท้งิ ไว 2-3 ชว่ั โมง สาํ หรบั
ใชเ บียนรนุ ให•ม คัดเลือกหนอนแมลงดําหนามมะพราววัย 4 จํานวน 80 ตัว

นาํ ใสกลองที่มีใบมะพราว 3-4 ชิ้น ดานขางกลองแปะกระดาษชุบนาํ้ ผงึ้ เขมขน

20% ไวเ พื่อเป•นแอตานหเาบรยีขนอจงแะตลนงทเบํายีลนายจหานกอนน้นั ทปันลทอ ีทยปี่พลอ อแยมลพ งนั ใธนลุกงลใอนงกลนอ ํางกลอง
วางบนชนั้ เลี้ย•งแยมาลยงห3น-อ4นวแนั มลงดําหนามมะพราวทีถ่ ูกเบยี นแลว 4-5 กลอง

มาเลยี้ งรวมกันในกลองใหมใสใบมะพราวทีเ่ รียงซอนและมดั รวมกันไวเพือ่ เปน
อาหารของหนอนทีถ่ ูกเบยี นแลวแตยงั ไมตาย หนอนทีถ่ ูกเบยี นจะเริม่ ตายและ

กลายเปน มมั ม•ี่ภคายัดใแนย7ก-ห10นอวนันทหกี่ลลงั จาายกเถปกู นเบมียมั นมี่แลว ออกจากกลองทกุ วัน
จดบนั ทกึ วันท•เี่ กแ็บบมงัมมมัม่ี มเี่ ปน 2 สวน สวนที่ 1 ประมาณ 10% นําไปใชเปน

พอแมพันธุ โดยแยกเก็บมมั มใี่ นหลอดพลาสติกมฝี าปดสนิท หลอดละ 2 มมั ม่ี
สว นท่ีเหลอื 90% นาํ ไปปลอ ยเพอ่ื ควบคมุ แมลงดาํ หนามมะพรา วในสวนมะพรา ว

48 คกาณุรปภลกู ามพะเพพ่ือรกาารวคานํา้ หอม


Click to View FlipBook Version