+ F สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ and neighbor area สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน Illustrated coastal invertebrates of Suksamran, Ranong ส ั ตว ์ น า ้ ไม ่ มก ี ระด ู กส ั นหลง ัในระบบน ิ เวศชายฝั่ง อา เภอส ุ ขส าราญ จังหวัดระนองและบริเวณใกล้เคียง สหัส ราชเมืองขวาง ส ั ตว ์ น ้ าไม ่ ม ี กระด ู กส ั นหลง ัในระบบน ิ เวศชายฝั่ง An illustratedguide tothe coastal invertebrates of Suksamran, Ranong คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน เรียบเรียงโดย Suksamran, Ranongand adjacent areas
ISBN 978-616-278-237-4
ค ำขอบค ุณ ข้าพเจ้าขอกราบขอบพระคุณ รศ.ดร.เชษฐพงศ์ เมฆสัมพันธ์ คณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ รศ.จิราภัษ อัจจิมางกูร จาก ภาควิชาการจัดการประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่คอยให้ การสนับสนุนและเล็งเห็นถึงความส าคัญในการจัดพิมม์เอกสารเผยแพร่ทาง วิชาการต่าง ๆ ด้วยดีเสมอมา ขอขอบพระคุณ คุณทินกร ส านัก ผู้ซึ่งเป็นทั ้ง ผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนสนิทของผู้เขียนที่คอยให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ จนกระทั่งหนังสือเล่มนี ้เสร็จสิ ้นสมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณ ผศ.ดร.พงษ์รัตน์ ด ารงโรจน์วัฒนาและคุณเรืองฤทธิ์พรหมด า เป็นอย่างสูงที่คอยให้ ความ ช่วยเหลือในการวิเคราะห์ตัวอย่างสัตว์น ้าในกลุ่มหอยและกลุ่มปู การส ารวจภาคสนาม การวิจัยและการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี ้ส าเร็จ ลุล่วงไปด้วยดี “โดยได้รับงบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไป ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จากโครงการศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทุนอุดหนุนวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จาก สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ขอกราบขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี ้ ความดีของหนังสือเล่มนี ้ข้าพเจ้าขอมอบให้กับ Professor Dr. Yoshinori Kumazawa, Graduate School of Natural Sciences, Nagoya City University อาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาเอกและ เปรียบเสมือนญาติคนหนึ่งในครอบครัวของผู้เขียน ที่คอยให้การสนับสนุน ให้ ก าลังใจ คอยให้ค าปรึกษาและจุดประกายให้ผู้เขียนได้เล็งเห็นถึงความส าคัญใน การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศชายฝั่งที่มีอยู่ในพื ้นที่และ ด้วยความเคารพอย่างสูงในชีวิตของสัตว์ทั ้งปวง ขออุทิศความดีจากหนังสือเล่ม นี ้ให้กับดวงวิญญาณของสัตว์น ้าทุกชนิดที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อใช้ในการศึกษา ของผู้เขียนในครั ้งนี ้ สหัส ราชเมืองขวาง นักวิจัยช านาญการพิเศษ
ค ำน ำในกำรจัดพิมพ์ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2558 หนังสือ “สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝั่ง อ าเภอ สุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง” ได้ถูกตีพิมพ์ขึ ้นเป็นครั ้งแรกจ านวน 1,000 เล่ม และถูกแจกจ่ายให้ กับห้ องสมุดของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ นักวิจัย นักวิชาการ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ทั ้งในและต่างประเทศจนหมดลงในปี 2559 ต่อมา ภายหลังพบว่ามีหน่วยงานทางการศึกษาต่าง ๆ ในประเทศไทย แจ้งความประสงค์ในการ ขอรับหนังสือดังกล่าวเพิ่มเติมอีกเป็นจ านวนมาก ทั ้งนี ้เพื่อน าไปใช้เป็นสื่อในการเรียนการ สอนเกี่ยวกับระบบนิเวศและสัตว์น ้าที่พบในบริเวณชายฝั่งทะเล ดังนั ้น สถานีวิจัยเพื่อการ พัฒนาชายฝั่งอันดามันจึงมีแนวคิดที่จะจัดพิมพ์หนังสือเพิ่มเติมในครั ้งที่ 2 จ านวน 2,000 เล่ม เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ระบบนิเวศชายฝั่งที่ส าคัญในอ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณ ใกล้เคียง (อ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา) ประกอบด้วย ระบบนิเวศป่ าชายเลน หาดหิน หาด ทราย หญ้ าทะเลและแนวปะการัง หนังสือเล่มนี ้เป็นความพยายามของผู้เขียนที่จะ รวบรวมภาพสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังจ านวน 185 ชนิด ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปในระบบ นิเวศดังกล่าว โดยยังคงมีเนื ้อหาสาระคงเดิมแต่ปรับปรุงแก้ไขชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์น ้า ให้เป็นปัจจุบันและเพิ่มเติมในส่วนของดัชนีท้ายเล่มเพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้นของผู้อ่าน ในอนาคตผู้เขียนมีความมุ่งหวังในการปรับเปลี่ยนเนื ้อหาของหนังสือเล่มนี ้ให้เป็น ภาคภาษาอังกฤษ ทั ้งนี ้เพื่อความเหมาะสมในการน าไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการของ หน่วยงานและนักวิจัยในต่างประเทศ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี ้จะเป็น ประโยชน์ต่อเยาวชนของชาติที่จะได้น าความรู้ ไปใช้เป็นพื ้นฐานในการศึกษาทรัพยากร สัตว์น ้าชายฝั่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นของตนเอง นอกจากนี ้ นักวิจัย นักวิชาการและผู้ที่สนใจ จะสามารถน าข้ อมูลไปใช้ ในการต่อยอดงานวิจัยในขั ้นต่อไปได้ ข้ อวิจารณ์อันเป็ น ประโยชน์เพื่อปรับปรุงเนื ้อหาของหนังสือเล่มนี ้และข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดอันอาจ เกิดขึ ้น ผู้เขียนขอยอมรับไว้ด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างสูง สหัส ราชเมืองขวาง นักวิจัยช านาญการพิเศษ
สำรบัญ หน้า บทน า 1 สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลัง (Aquatic invertebrate) 6 ระบบนิเวศป่ าชายเลน (Mangrove Ecosystem) 20 - ความส าคัญของป่ าชายเลน 22 - ป่ าชายเลนคลองก าพวนบริเวณสถานีวิจัยเพื่อการพัฒนา ชายฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง 23 - สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในป่ าชายเลนคลองก าพวนบริเวณ สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง 26 - ภาพสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในป่ าชายเลนคลองก าพวน บริเวณสถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง 29 ระบบนิเวศหาดหิน (Rocky Shore Ecosystem) 40 - ความส าคัญของหาดหิน 43 - หาดหินหมู่เกาะก า จังหวัดระนองและหาดหินใกล้เคียง 45 - สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในบริเวณหาดหินหมู่เกาะก า จังหวัดระนองและหาดหินใกล้เคียง 51 - ภาพสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในบริเวณหาดหินหมู่เกาะก า จังหวัดระนองและหาดหินใกล้เคียง 53 ระบบนิเวศหาดทราย (Sandy Beach Ecosystem) 69 - ความส าคัญของหาดทราย 73 - หาดทรายในอ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง 74 - สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในบริเวณหาดทราย อ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง 78
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณ ใกล้เคียง 2 - ภาพสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในบริเวณหาดทราย อ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง 81 ระบบนิเวศหญ้าทะเล (Seagrass Ecosystem) 86 - ความส าคัญของหญ้าทะเล 91 - แนวหญ้าทะเลแหลมไม้ตาย อ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา 92 - สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในแนวหญ้าทะเลแหลมไม้ตาย อ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา 93 - ภาพสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในแนวหญ้าทะเลแหลมไม้ตาย อ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา 95 บรรณานุกรม 114 ดัชนีชื่อวิทยาศาสตร์ 119 ดัชนีชื่อสามัญภาษาอังกฤษ 122 ดัชนีชื่อสามัญภาษาไทย 125 สำรบัญ (ต่อ) ต่อ หน้า
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 1 ในอ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง (ค า ว่า “บริเวณใกล้เคียง” ในที่นี ้หมายถึงชายฝั่งทะเลในอ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา) เป็น ส่วนหนึ่งของชายฝั่งทะเลอันดามัน ภาคใต้ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย บริเวณ ดังกล่าวมีระบบนิเวศชายฝั่งที่ส าคัญ ประกอบด้วย ป่าชายเลน หาดหิน หาดทราย หญ้าทะเลและแนวปะการัง [รายละเอียดของแต่ละระบบนิเวศ (ยกเว้นระบบนิเวศ ปะการัง) จะขอกล่าวในบทต่อไป]ซึ่งระบบนิเวศเหล่านี ้ยังคงมีความอุดสมบูรณ์ของ ทรัพยากรทางชีวภาพเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ส าคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งอาหาร แหล่งประกอบอาชีพที่สร้ างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื ้นที่ อีกทั ้งบริเวณชายฝั่งดังกล่าวยังเป็ นแหล่งท่องเที่ยวให้ แก่ประชาชน ทั่วไปและ นักท่องเที่ยวอีกด้วย สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝั่งในพื ้นที่ดังกล่าวข้ างต้น จัดเป็นทรัพยากรประมงที่ส าคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและแหล่งสร้ าง บทน ำ
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 2 รายได้ให้กับชาวประมงพื ้นบ้านได้เป็นอย่างดีในอดีตที่ผ่านมาพื ้นที่ชายฝั่งบางส่วนได้ ถูกน าไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางสังคมเพื่อการด ารงชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การ บุกรุกพื ้นที่ป่ าชายเลนเพื่อการเพาะเลี ้ยงสัตว์น ้า การสร้ างที่อยู่อาศัย เป็ นต้ น นอกจากนี ้จากเหตุการณ์ภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดขึ ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ท าให้พื ้นที่ชายฝั่งบางส่วน เช่น บริเวณปากคลองก าพวนในเขตพื ้นที่ของสถานีวิจัยเพื่อ การพัฒนาชายฝั่งอันดามันได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยท าให้พื ้นที่ป่ าชายเลน ลดลงอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี ้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ความหลากชนิดและการแพร่กระจายของสัตว์น ้าในระบบนิเวศชายฝั่งทั ้งสิ ้น การศึกษาความสัมพันธ์ของสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังกับระบบนิเวศชายฝั่ง ที่ผ่านมา พบว่า แนวชายฝั่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยถาวร แหล่งเลี ้ยงตัวอ่อนและเป็น แหล่งวางไข่ที่ส าคัญยิ่งของสัตว์น ้าหลายกลุ่ม สัตว์น ้าเศรษฐกิจชายฝั่งหลายชนิดมักจะ เข้ามาหาอาหารและวางไข่ตามแนวชายฝั่ง ท าให้บริเวณดังกล่าวมีความหลากชนิด ของสัตว์น ้าค่อนข้างสูง ในขณะที่สัตว์น ้าบางกลุ่มแม้จะไม่มีความส าคัญทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีความส าคัญในระบบนิเวศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบสายใยอาหารซึ่งท าหน้าที่ ในการถ่ายทอดพลังงานจากผู้ผลิตเบื ้องต้นสู่ผู้บริโภคล าดับที่สูงกว่า ดังนั ้นการศึกษา ถึงความหลากชนิดของสัตว์น ้าที่พบในระบบนิเวศต่าง ๆ จึงสามารถที่จะบ่งชี ้ให้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศนั ้น ๆ ได้เป็นอย่างดี
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 3 การจัดท าหนังสือคู่มือเล่มนี ้มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้ผู้ที่สนใจศึกษาสัตว์ น ้าในระบบนิเวศชายฝั่งในอ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง สามารถด าเนินการได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ ้น ข้อมูลรายชื่อชนิดและภาพของสัตว์ น ้าไม่มีกระดูกสันหลังทั ้งหมดที่ใช้ประกอบการจัดท าหนังสือคู่มือเล่มนี ้ รวบรวมมา จากตัวอย่างที่ท าการเก็บในภาคสนามตั ้งแต่ปี 2555-2557 ด้วยวิธีการเดินส ารวจ ทั่วไป (general survey) เป็นหลักและยังมีวิธีการอื่น ๆ เช่น การด าน ้าตื ้น (snorkeling) การใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อเก็บตัวอย่างสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น การใช้ท่อ (corer) เก็บตัวอย่างดินเพื่อศึกษาไส้เดือนทะเลและหนอนถั่ว การใช้เครื่องมือดักจับ เช่น สวิง ลอบ และเครื่องมือส าหรับขุดเพื่อศึกษาสัตว์ในกลุ่ม Crustacean เป็นต้น ส าหรับรายละเอียดเกี่ยวกับระบบนิเวศชายฝั่งในอ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และ บริเวณใกล้เคียงรวมทั ้งสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันที่พบในแต่ละระบบนิเวศจะได้กล่าวใน ส่วนต่อไป สัตว์น ้าไม่มีกระดกูสันหลังในระบบนิเวศ เป็ นส่วนหนึ่งในระบบสายใยอาหาร ท าหน้าที่ในการถ่ายทอดพลังงานจาก ผู้ผลิตเบือ้งต้นไปยงัผู้บริโภคล าดับท่สีูงกว่า
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 4 09◦33’ N แผนที่แสดงระบบนิเวศชายฝั่ งในอ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง (ดัดแปลงจาก www.marinegiscenter.dmcr.go.th/gis/) = ป่ าชายเลน = หาดหิน = หาดทราย = หญ้าทะเล = ปะการัง = หาดเลน = ปากแม่น ้า = จุดเก็บตัวอย่างในระบบนิเวศต่าง ๆ 09◦24’ N 09◦15’ N เกาะก านุ้ย หาดอ่าวเคย หมู่เกาะก า เกาะลูกก าตก เกาะลูกก าใต้ เกาะล้าน เกาะก าใหญ่ เกาะไข่ใหญ่ เกาะระ บ้านปากเตรียม 98◦15’ E ป่ าชายเลนคลองก าพวน 98◦24’ E เกาะลูกก ากลาง หาดหินพ่อเล้ ปากคลองทะเลนอก ปากคลองก าพวน ปากคลองอ่าวจาก สถานีวิจัยฯ ทุ่งนางด า แหลมไม้ตาย 1.5 km บ้านก าพวน อ. สุขส าราญ จ. ระนอง อ. คุระบุรี จ. พังงา เขาอ่าวจาก หาดอ่าวขาม
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 5 การเดินส ารวจทั่วไปเพื่อเก็บตัวอย่างสัตว์ในแนวหาดหิน ภาพโดย อภิวัฒน์ มรรคเจริญ การใช้ท่อเก็บตัวอย่างดินในป่ าชายเลน การใช้ส้อมพรวนขุดรูของปูบริเวณชายหาด การใช้ช้อนปลูกขุดหาสัตว์หน้าดินในแนวหญ้าทะเล การเดินส ารวจและด าน ้าตื ้นเก็บสัตว์ในแนวหาดหิน
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 6 สัตว์น า้ไม่มีกระดูกสันหลัง (Aquatic Invertebrate) สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลัง มีความส าคัญเป็นอย่างมากในระบบนิเวศ ชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทส าคัญในการถ่ายทอดพลังงานในห่วงโซ่อาหาร ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคที่สูงขึ ้นไปและยังเป็นตัวการที่ส าคัญในการหมุนเวียนธาตุอาหาร รวมทั ้งอินทรียสารต่าง ๆ ในระบบนิเวศอีกด้วย (คณะประมง, มปป; Brown and McLachlan, 1990) เนื่องจากสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังมีอยู่เป็นจ านวนมาก ในที่นี ้ ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังบางกลุ่มที่ส ารวจพบได้ทั่วไปในระบบ นิเวศชายฝั่งในอ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียงเท่านั ้น เพื่อที่จะ ได้ใช้เป็นพื ้นฐานเบื ้องต้นในการศึกษาต่อไป ส าหรับสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังที่ส ารวจ พบ ในครั ้งนี ้มีจ านวนทั ้งสิ ้น 185 ชนิด (ดูตารางภาคผนวกที่ 1) โดยจ าแนกออกเป็น กลุ่มได้ดังนี ้ 1. ฟองน ้า (Sponge) ฟองน ้า จัดอยู่ใน Phylum Porifera เป็นสัตว์ที่เกาะอยู่กับที่และอาศัยอยู่ รวมกันเป็นโคโลนี โครงร่างของโคโลนีฟองน ้านั ้นไม่มีความสลับซับซ้อนมากนัก ผนังตัว แบ่งออกเป็น 2 ชั ้น คือ กลุ่มเซลล์ภายนอกและภายใน ซึ่งจะมีสารประกอบพวกซิลิกา หรือหินปูนเป็นผลึกขนาดเล็ก (spicule) อยู่ในโครงสร้าง ท าหน้าที่ช่วยพยุงให้ฟองน ้ามี รูปร่างและขนาดแตกต่างกัน ผิวชั ้นนอกจะมีรูพรุนส าหรับให้น ้าไหลผ่านเข้าไปในตัว และจะมีช่องระบายน ้าออก 1 ช่อง การกินอาหารของฟองน ้าได้จากการกรองเอา สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ผ่านมากับน ้าที่ถูกน าเข้าร่างกาย โดยมีเซลล์พิเศษซึ่งมีแส้เล็ก ๆ ช่วย โบกพัดและจับอาหาร ฟองน ้าหายใจโดยกรองเอาออกซิเจนจากน ้าที่ไหลผ่านเข้ามาใน ร่างกายด้วย (สมถวิล, 2540; สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2546) ฟองน ้าสืบพันธุ์ได้ทั ้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ แบบอาศัยเพศจะมีการ ผสมระหว่างสเปิร์มกับไข่ ตัวอ่อนที่ได้จะล่องลอยไปกับกระแสน ้าและจะจมลงเกาะบน
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 7 ผิววัสดุใต้น ้า บนพื ้นโคลนหรือพื ้นทราย ส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการงอก เป็นตัวใหม่แผ่คลุมพื ้นที่ที่อาศัยอยู่ (สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและ ชายฝั่ง, 2546) ในการศึกษานี ้พบฟองน ้าจ านวน 1 ชนิด เกาะติดอยู่บนก้อนหินในเขตที่ อยู่ต ่ากว่าระดับน ้าลงของหาดหินอ่าวเคยในอ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา 2. ดอกไม้ทะเล (Sea anemone) ดอกไม้ทะเลจัดอยู่ใน Phylum Cnidaria (Class Anthozoa) ลักษณะทั่วไป มี ล าตัวกลมและมีสมมาตรแบบรัศมี ปากที่ปลายล าตัวปกคลุมด้ วยวงของหนวด (tentacle) หลายวงซ้อนกันดูเหมือนกับดอกไม้แผ่ออก ดอกไม้ทะเลมักมีฐานเชื่อมติด กับหินหรื อวัสดุแข็งอื่น ๆ ด ารงชีวิตเป็ นผู้ ล่าในระบบนิเวศ โดยการใช้ เข็มพิษ (nematocyst) จ านวนมากในหนวดทิ่มแทงไปยังตัวเหยื่อ ท าให้เหยื่อสลบหรือหมดแรง (Paterson et al., 2004) ในการศึกษาครั ้งนี ้พบดอกไม้ทะเลอาศัยอยู่บริเวณพื ้นดินใน แนวหญ้าทะเลและในเขตน ้าขึ ้นน ้าลงของหาดหินต่าง ๆ รวมทั ้งสิ ้นจ านวน 3 ชนิด โดย ในช่วงเวลาน ้าลง หนวดของดอกไม้ทะเลเหล่านี ้จะหดตัวเพื่อเก็บรักษาน ้าเอาไว้ในตัว ปากกาทะเล (Sea pen) เป็นสัตว์ที่อยู่กลุ่มเดียวกับดอกไม้ทะเล (Class Anthozoa) ที่อยู่รวมกันเป็นโคโลนี สัตว์กลุ่มนี ้มีโครงสร้ างแข็งภายในตัวเป็นแท่ง แคลเซียม โดยจะใช้ล าตัวดังกล่าวปักลงไปและยึดเกาะกับพื ้นดินและใช้หนวดจับกิน สารอาหารและแพลงก์ตอนที่แขวนลอยอยู่ในน ้า(Paterson et al., 2004) ในการศึกษา ครั ้งนี ้พบปากกาทะเล จ านวน 1 ชนิด อยู่ในแนวหญ้าทะเลแหลมไม้ตายในอ าเภอ คุระบุรี จังหวัดพังงา 3. ไส้เดือนทะเล (Polychaete) ไส้เดือนทะเล จัดอยู่ใน Phylum Annelida (Class Polychaeta) ลักษณะ ทั่วไปของสัตว์กลุ่มนี ้ คือ มีล าตัวแบนยาว บริเวณส่วนหัวมีหนวดส าหรับใช้รับสัมผัส เป็นคู่และมีเขี ้ยวที่ปาก ล าตัวประกอบด้วยปล้องจ านวนมากเห็นได้ชัดเจน ด้านข้าง
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 8 ของแต่ละปล้องมีรยางค์จ านวนมาก เรียกว่า parapodium ใช้ส าหรับว่ายน ้าและมีขน ตามรยางค์ในแต่ละปล้องมากมาย เรียกว่า setae หรือ chaetae (บพิธและนันทพร, 2540) ไส้เดือนทะเลที่พบได้ง่ายบริเวณชายฝั่งอ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง คือ Diopatra sp. (วงศ์Onuphidae) ซึ่งเป็นชนิดที่มีการสร้ างรังแบบท่อเยื่อ (membranous tube) ที่สร้ างจากเมือกและดึงเอาเศษใบไม้กิ่งไม้เชือก หรือเศษวัสดุ อื่น ๆ มารวมกัน ไส้เดือนทะเลเป็นอาหารที่ส าคัญของปลาและสัตว์น ้าอื่น ๆ ชาวประมงในหมู่บ้านก าพวน อ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง นิยมขุดหาตัวของ ไส้เดือนทะเลเพื่อน าไปใช้เป็นเหยื่อตกปลา 4. หอย (Mollusc) หอย จัดอยู่ใน Phylum Mollusca สัตว์น ้าในกลุ่มนี ้มีลักษณะที่ส าคัญ คือ มี ล าตัวอ่อนนิ่มและไม่เป็นปล้อง หอยส่วนใหญ่จะมีการสร้างเปลือกซึ่งเป็นสารแคลเซียม คาร์บอเนตซึ่งเป็นสารประกอบหินปูนห่อหุ้มล าตัวด้านนอก เพื่อป้องกันอวัยวะภายใน เปลือกหอยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชั ้น คือ เปลือกชั ้นนอกสุด ท าหน้าที่ป้องกันการ กัดกร่อนจากภายนอก เปลือกชั ้นกลาง มีลักษณะคล้ายกระเบื ้องเคลือบมัน เป็น บริเวณที่มีสีสันและลวดลายและมีความคงทนต่อการกัดกร่อน เปลือกชั ้นสุดท้ายเป็น เปลือกชั ้นใน มีลักษณะเรียบเป็นมันเงาหรืออาจจะมีชั ้นมุก (nacreous layer) หอยจะสร้ างเปลือกเพิ่มเติมตลอดเวลา โดยได้รับสารจ าพวกหินปูนจาก อาหารหรือดูดซึมจากน ้าทะเลรอบตัว เมื่อเข้าสู่ตัวหอยแล้วจะรวมตัวกับคาร์บอเนต เกิดเป็นสารแคลเซียมคาร์บอเนตขึ ้นภายในเมือกบาง ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างผิวนอกของแมน เทิลและผิวในของเปลือก ดังนั ้น อาหาร แสงและอุณหภูมิจะมีผลอย่างยิ่งต่อสีของ เปลือก (สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2546) สัตว์ในกลุ่ม หอยที่ส ารวจพบในการศึกษานี ้ ประกอบด้วย
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 9 4.1 ลิ่นทะเล หรือ หอยแปดเกล็ด (Chiton) จัดอยู่ใน Class Polyplacophora มีลักษณะทั่วไป คือ ล าตัวแบนจากบนลงล่าง เปลือกมีลักษณะ คล้ายเกล็ดเรียงอยู่กันบนล าตัว (plate หรือ valve) จ านวน 8 แผ่น เท้าอยู่ด้านล่างแผ่ เป็นแผ่นกว้างขนาดใหญ่และแข็งแรงมาก ใช้ส าหรับการเคลื่อนที่และยึดเกาะกับก้อน หิน (สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2546; คณาจารย์ภาควิชา สัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2551; คณะประมง, มปป) ลิ่นทะเลที่พบในการศึกษานี ้มีจ านวน 1 ชนิด โดยพบยึดเกาะและพรางตัวอยู่ตามซอก หินในเขตน ้าขึ ้นน ้าลง จากการสังเกตขณะเก็บตัวอย่างพบว่า ลิ่นทะเลเมื่อรับรู้ ถึง อันตรายก็จะใช้กล้ามเนื ้อเท้าที่แข็งแรงยึดเกาะแน่นกับก้อนหิน 4.2 หอยฝาเดียว (Gastropod) จัดอยู่ใน Class Gastropoda มีลักษณะ ทั่วไป คือ มีเปลือกชิ ้นเดียวและขดเป็นเกลียวซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายฝาชีส่วนหัวและ เท้าจะยื่นออกมาทางช่องเปิดของเปลือก ส่วนที่อยู่ปลายสุดของเปลือกเป็นจุดที่หอย เริ่มสร้ างเปลือกและจะสร้ างวงต่อ ๆ ไป ซึ่งจะเชื่อมต่อกันและเห็นรอยต่อระหว่างวง เปลือก หอยบางชนิดจะมีผิวนอกของเปลือกเรียบมัน บางชนิดมีหนาม มีปุ่ มหรืออาจ เป็นสัน หอยฝาเดียวมีการสร้างวงใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดของตัวหอย เมื่อหอยเจริญเติบโตเต็มที่ก็จะหยุดสร้ างเปลือก โดยเปลือกวงสุดท้ายจะมีขนาดใหญ่ ที่สุด (ธีระพงศ์และคณะ, 2550; Carpenter and Niem,1998) หอยฝาเดียวจะสร้ างเปลือกขึ ้นมาเพื่อปกป้องตัวให้พ้นภัยอันตรายจากศัตรู และการฝันแปรของสิ่งแวดล้อม ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยหอยจะยื่นส่วนหัวและ ส่วนเท้าออกมานอกเปลือกเพื่อเคลื่อนที่หาอาหาร หอยแต่ละชนิดจะมีการสร้ างเปลือก ที่มีรูปร่าง ขนาด ลวดลายและสีสันที่มีความเฉพาะแตกต่างกันออกไป เปลือกที่สร้ าง ในระยะแรกเป็นสารอินทรีย์ชนิด conchiolin หลังจากนั ้นจึงเป็นการสะสมพวกหินปูนที่ ได้มาจากน ้าและอาหารท าให้เปลือกหนาและแข็งแรงขึ ้น (บพิธและนันทพร, 2540)
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 10 หอยฝาเดียวบางชนิดไม่มีเปลือกและสามารถคืบคลานหรือว่ายน ้า ได้แก่ ทากทะเล (Sea slug) เป็นต้น หอยฝาเดียวแต่ละชนิดมีวิธีการในการปรับตัวให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมในระบบ นิเวศชายฝั่งที่แตกต่างกัน ในช่วงเวลาน ้าลง หอยบางชนิดมีการเก็บกักน ้าเอาไว้ในตัว เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิและความชื ้นในร่างกาย บางชนิดพยายามรวมกลุ่มอยู่บริเวณ ใต้ใบไม้หรือรากไม้เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนจากแสงแดด บางชนิดมีการสร้ างกล้ามเนื ้อ เท้าที่แข็งเพื่อยึดติดกับโขดหิน เป็นต้น หอยฝาเดียวที่พบในการศึกษานี ้มีทั ้งสิ ้นจ านวน 75 ชนิด (รวมทากทะเล) 4.3 หอยสองฝา (Bivalve) จัดอยู่ใน Class Bivalvia มีลักษณะทั่วไป คือ ล าตัวแบนข้าง มีฝาเปลือกสองข้างประกบเข้าด้วยกันและสามารถปิดเปิดได้เปลือกทั ้ง สองอาจมีขนาดเท่ากันหรือไม่เท่ากัน เปลือกส่วนที่สร้ างก่อนจะอยู่ทางด้านบนของ เปลือก ด้านบนผิวเปลือกจะมีสันแสดงการเจริญเติบโต เมื่อเปิดเปลือกหอยออกจะพบ ฟันที่ด้านบานพับของเปลือกและมีเอ็นยึดที่ท าหน้าที่ยึดเปลือกทั ้งสองข้างเข้าด้วยกัน เรียกว่า ligament นอกจากนี ้จะพบรอยกล้ามเนื ้อยึดเปลือก (adductor muscle scar) และรอยกล้ามเนื ้อห่อหุ้มอวัยวะภายใน (pallial line) (สถาบันวิจัยและพัฒนา ทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่ าชายเลน, 2549) หอยสองฝาจะมีเยื่อเหนียวท าหน้าที่ห่อหุ้มล าตัวและสร้ างเปลือก (mantle) ส่วนหัวของหอยสองฝามักจะไม่พัฒนาและไม่มีหนวด ไม่มีตาที่ส่วนหัว ปากมีขนาด เล็ก มีเหงือกลักษณะเป็นแผ่นใหญ่คล้ายใบไม้ใช้ส าหรับแลกเปลี่ยนแก๊สและกรอง อาหารจากน ้าที่พัดผ่านทางท่อน ้าเข้าและทางน ้าออก หอยสองฝาเคลื่อนที่โดยใช้เท้า ซึ่งเป็นกล้ามเนื ้อที่แข็งแรง บางชนิดไม่เคลื่อนที่แต่จะสร้ างเส้นใยส าหรับใช้ยึดเกาะอยู่ กับวัสดุต่างๆ ที่อยู่ใต้น ้า เช่น หอยกะพง หอยแมลงภู่ เป็นต้น บางชนิดซ่อนตัวเพื่อล่า เหยื่อขณะที่บางกลุ่มสามารถปิดเปิดฝาอ้าและหุบเป็นจังหวะเพื่อพ่นขับแรงดันน ้าจน
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 11 เสมือนกับว่าว่ายน ้าได้เช่น หอยตะไบ (วงศ์ Limidae) เป็นต้น (บพิธและนันทพร, 2540; ธีระพงศ์และคณะ, 2550; ธรณ์และคณะ, 2551) นอกจากหอยสองฝาทั่วไปแล้ว จากการศึกษาในครั ้งนี ้เรายังพบ เพรียงเจาะ ไม้ (Shipworm) ซึ่งจัดเป็นสัตว์ในกลุ่มหอยสองฝา (Class Bivalvia) ด้วยเช่นกัน มี ลักษณะทั่วไป คือ มีล าตัวยาวคล้ายไส้เดือน สีค่อนข้างขาวขุ่น มีแคลเซียมบุอยู่ที่ผนัง ภายในล าตัวเพื่อป้องกันล าตัวที่มีผิวบางและฉีกขาดง่าย ส่วนหัวมีอวัยวะแข็งกลม คล้ายเปลือกหอย (pallet) ใช้ส าหรับเจาะไชเนื ้อไม้เพื่อฝังตัวอยู่ภายใน เพรียงเจาะไม้ จะอาศัยอยู่ในเนื ้อไม้ โดยมีรังซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นหินปูนบาง ๆ รูปทรงกลมยาว เพรียงเจาะไม้มักจะท าความเสียหายให้กับไม้ที่ใช้ท าเสา แพและ โป๊ ะ(Carpenter and Niem,1998) พบมากในไม้โกงกางและไม้ตะบูน ซึ่งอยู่บริเวณป่ าชายเลนคลองก าพวน จังหวัดระนอง ปัจจุบันมีการน าเพรียงเจาะไม้มาขายในตลาดก าพวนเพื่อน าไป ประกอบอาหาร ส าหรับหอยสองฝาที่พบในการศึกษานี ้มีทั ้งสิ ้นจ านวน 34 ชนิด 5. สัตว์ขาปล้อง (Arthropod) สัตว์ขาปล้อง จัดอยู่ใน Phylum Arthropoda ลักษณะส าคัญของสัตว์กลุ่มนี ้ คือ ล าตัวแบ่งเป็นส่วน ๆ อย่างชัดเจน สัตว์ขาปล้องบางจ าพวกอาจจะมีส่วนหัวและ ส่วนอกที่เชื่อมต่อกันเป็นส่วนเดียวกัน เรียกว่าcephalothorax สัตว์ขาปล้องมีเปลือก แข็งหุ้มบริเวณล าตัว ท าหน้าที่ป้องกันและช่วยพยุงร่างกายที่อ่อนนิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้ เปลือกแข็ง ท าให้ร่างกายมีรูปร่างที่แน่นอน (เพทายและรัตนสุณี, 2557) สัตว์ขาปล้อง ที่พบในการศึกษานี ้ ประกอบด้วย 5.1 แมงดาทะเล (Horseshoe crab)จัดอยู่ใน Class Merostomata ลักษณะทั่วไป มีส่วนหัวและอกเชื่อมต่อกันเป็นรูปตัวยู (U) คล้ายกับเกือกม้า ใน ภาษาอังกฤษจึงเรียกว่า Horseshoe crab ล าตัวด้านบนห่อหุ้มด้วยเปลือกแข็ง ส่วน ด้านบนนูนเป็นหลังเต่า ด้านล่างล าตัวมีปากและมีขา 6 คู่ ส่วนท้องมีขนาดเล็กกว่า ส่วนหัวและอก บริเวณริมสองข้างของส่วนท้องมีหนามแหลมเรียงอยู่เป็นแถว ข้างล่าง
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 12 ท้องมีแผ่นเหงือกเรียงซ้อน ๆ กันใช้ในการหายใจและว่ายน ้าและมีหางแหลมเรียวเล็ก ยื่นไปด้านหลัง เพื่อใช้ในการจิ ้มกับพื ้นทรายเพื่อกลับตัวเวลาตีลังกา (คณะประมง, มปป) ส าหรับแมงดาทะเลที่พบในการศึกษาครั ้งนี ้มี 2 ชนิดด้วยกัน คือ แมงดาจาน (Tachypleus gigas) ซึ่งเป็นแมงดาขนาดใหญ่ มีลักษณะเด่น คือ หางเป็นสันแหลม มี รูปหน้าตัดของหางเป็นรูปสามเหลี่ยม จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แมงดาหางเหลี่ยม มีcarapace ค่อนข้างเรียบและมีขนแข็งอยู่บน carapace น้อยมาก พบแมงดาชนิดนี ้ ในป่ าชายเลนคลองก าพวน จังหวัดระนอง และอีกชนิดหนึ่ง คือ แมงดาถ้ วย (Carcinoscorpius rotundicauda) จะมีขนาดเล็กกว่าแมงดาจาน มีลักษณะเด่น คือ หางกลม มีรูปหน้าตัดของหางเป็นรูปวงกลม มีcarapace ค่อนข้างเรียบและมีขนแข็ง อยู่บน carapace เห็นได้ชัดเจน แมงดาชนิดนี ้ทั ้งเนื ้อและไข่จะมีพิษ ซึ่งน่าจะเกิดจาก การที่ตัวแมงดาไปกินแพลงก์ตอนที่มีพิษเข้าไปหรืออาจเกิดจากแบคทีเรียในล าไส้ของ แมงดาที่สร้ างพิษขึ ้นมาได้เอง (วิชิตและคณะ, 2541) พบแมงดาชนิดนี ้ในแนวหญ้า ทะเลแหลมไม้ตาย อ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา แมงดาทะเล กินหอย ไส้เดือน สัตว์ขนาดเล็กอื่น ๆ และสาหร่ายเป็นอาหาร ช่วงเวลาผสมพันธุ์แมงดาตัวผู้จะเกาะหลังตัวเมียอย่างแน่นเพื่อรอการตกไข่ แมงดา ทะเลจะผสมพันธุ์และขุดหลุมเพื่อวางไข่บนทรายหาดและนิยมจะผสมพันธุ์กันเป็นกลุ่ม ใหญ่ ซึ่งจะผสมพันธุ์ในวันที่พระจันทร์เต็มดวงในบริเวณน ้าตื ้น ๆ บริเวณน ้าขึ ้นน ้าลง โดยตัวผู้จะเกาะอยู่บนหลังตัวเมียเพื่อรอปล่อยสเปิร์มใส่ไข่ที่ตัวเมียปล่อยลงในทราย ตัวอ่อนที่ผสมแล้วจะลอกคราบหลายครั ้งก่อนจะกลายเป็นตัวเต็มวัย (จักรกริชและ คณะ, 2550) 5.2 เพรียง (Barnacle) จัดอยู่ใน Class Maxillopoda ลักษณะทั่วไป มี รูปร่างคล้ายกรวยตัดเล็ก ๆ ตัวเพรียงมีการสร้ างเปลือกเป็นแผ่นหินปูน (calcareous plate) ออกมาช่วยยึดติดอยู่กับที่และห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ท าให้สามารถอาศัยอยู่บน
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 13 บกได้เป็นเวลานาน ตรงกลางตัวมีแผ่นหินปูนประกบกัน โดยทั่วไปมีจ านวน 6 แผ่น แผ่นหินปูนเหล่านี ้สามารถเคลื่อนไหวได้เพื่อปิดเปิดให้รยางค์ของอก (cirri) จ านวน 6 คู่ออกมาโบกจับอาหาร (Barnes,1987; Paterson et al.,2004) ตัวอ่อนของเพรียงบาง ชนิด เช่น เพรียงหิน (Amphibalanus amphitrite) ที่มีอยู่ปริมาณมาก ท าให้เกิดปัญหา ต่อการเพาะเลี ้ยงหอยนางรมและหอยแมลงภู่ โดยกองหินที่ชาวประมงใช้ล่อลูกหอย นางรมหรือหลักไม้ล่อลูกหอยแมลงภู่ให้มาเกาะ จะถูกตัวอ่อนของเพรียงหินลงเกาะ แย่งพื ้นที่เสียก่อน นอกจากนี ้เพรียงหินยังเกาะตามท้องเรือประมงท าให้เรือแล่นไปได้ ช้าอีกด้วย เพรียงที่พบในการศึกษานี ้มีจ านวน 3 ชนิด โดยพบในระบบนิเวศหาดหิน หาด ทรายและแนวหญ้าทะเล 5.3 แมลงสาบทะเล (Sea slater) จัดอยู่ใน Class Malacostraca (Order Isopoda) ลักษณะทั่วไป มีรูปร่างคล้ายแมลงสาบ ล าตัวยาวและเป็นปล้อง แบนจาก บนลงล่าง หนวดและหางยาว มีรยางค์ส่วนท้องท าหน้าที่ในการหายใจ แมลงสาบทะเล จัดอยู่ในกลุ่มผู้บริโภคสารอินทรีย์เป็นอาหาร (สุรินทร์และสมสุข, 2539; จักรกริชและ คณะ, 2550; นงนุช, 2551) แมลงสาบทะเลที่พบในการศึกษานี ้มี 1 ชนิด คือ Ligia sp. ซึ่งมีลักษณะที่ส าคัญ คือ บนล าตัวมีจุดสีน ้าเงินอ่อนจนถึงเข้มอยู่เป็นจ านวนมาก มัก พบอาศัยอยู่บริเวณหาดหินในเขตน ้าขึ ้นน ้าลง โดยอยู่รวมกันเป็นฝูงจ านวนมาก บางครั ้งพบเกาะอยู่กับเสาสะพานท่าเทียบเรือและอาจพบอาศัยอยู่ในเรือประมง พื ้นบ้าน ชาวบ้านในต าบลก าพวน จังหวัดระนอง เรียกแมลงสาบทะเลว่า “เหาเรือ” 5.4 กั้งตั๊กแตน (Mantis shrimp) จัดอยู่ใน Class Malacostraca (Order Stomatopoda) ลักษณะทั่วไป มีล าตัวยาวทรงกระบอก แผ่แบนจากบนลงล่าง ส่วน ของเปลือกคลุมหัวสั ้นคลุมเฉพาะขาเดิน 3 คู่แรกและไม่คลุมส่วนของตา ตาพัฒนาดี และมีก้านตายาว ขาว่ายน ้ามี 5 คู่ ส่วนหางและแพนหางยาวแผ่แบน ส่วนที่เป็นก้ามมี ขนาดใหญ่และมีลักษณะเป็นหนามสับคล้ายกับขาของตั๊กแตนต าข้าว ใช้ส าหรับฆ่า
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 14 เหยื่อหรือป้องกันตัว บริเวณปลายก้ามมีฟันหนามเป็นจ านวนมาก (สถาบันวิจัยและ พัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่ าชายเลน, 2549; คณะประมง, มปป; Paterson et al., 2004) ในการศึกษานี ้พบกั ้งตั๊กแตนในแนวหญ้าทะเลแหลมไม้ตาย อ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา จ านวน 1 ชนิด คือLysiosquilloides sp. 5.5 กุ้ง (Shrimp) จัดอยู่ใน Class Malacostraca (Order Decapoda) ลักษณะทั่วไป มีล าตัวเรียวยาวและแบนข้าง แนวสันหลังโค้งงอและมีเปลือกซึ่งเป็น สารประกอบจ าพวก chitin ห่อหุ้มตัว มีกรีแบบฟันเลื่อยยื่นแหลมออกมาทางด้านหน้า ของส่วนหัว มีหนวด 2 คู่ ท าหน้าที่รับความรู้ สึก ล าตัวเป็นข้อปล้องอยู่ถัดไปจากหัว มี ขาเดินจ านวน 5 คู่ โดยขาเดิน 3 คู่แรก มักจะพัฒนาไปเป็น ก้ามหนีบ (chela) ใต้ท้องมี ขาว่ายน ้าอยู่ 5 คู่ นอกจากจะท าหน้าที่ในการว่ายน ้าแล้ว กุ้งตัวเมียยังใช้ท าหน้าที่ยึด เกาะไข่ที่ได้รับการผสมจากน ้าเชื ้อตัวผู้และเป็นที่ฟักไข่อีกด้วย ปล้องสุดท้ายเป็นส่วน ของหางท าหน้าที่คล้ายหางเสือเรือ ประกอบด้วยแผ่นแบนอยู่2 ข้าง ปลายหางแหลม และแข็ง (คณะประมง, มปป) ส าหรับกุ้งที่พบในการศึกษาครั ้งนี ้มีจ านวน 2 ชนิดด้วยกัน คือ กุ้งแชบ๊วย (Fenneropenaeus merguiensis)และกุ้งดีดขัน (Alpheus sp.) โดยส ารวจพบใน ป่ าชายเลนคลองก าพวนทั ้งหมด 5.6 แม่หอบ (Mud lobster) จัดอยู่ใน Class Malacostraca (Order Decapoda : Infraorder Thalassinidea) ลักษณะทั่วไป มีรูปร่างคล้ายกุ้ง ผสมกับปูกรีเรียบไม่มีฟัน มีเปลือกคลุมหัวเป็นทรงกระบอกและมีปุ่ มและหนามแหลม กระจายอยู่ทั่วไปทั ้ง 2 ข้าง ล าตัวมีสีแดงเข้มอมน ้าตาล มีขาเดิน 5 คู่ โดยคู่แรกมีขนาด ใหญ่คล้ายก้ามปู เรียกว่า cheliped ส่วนท้องมีขนาดเล็ก ยาวเรียวและแบ่งออกเป็น ปล้องชัดเจน จ านวน 7 ปล้อง ปลายหางแหลม ไม่มีแพนหาง (คณะประมง, มปป; Paterson et al., 2004)
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 15 แม่หอบที่พบในการศึกษานี ้มี 1 ชนิด คือ Thalassina anomala ซึ่งพบว่ามี การขุดรูท ารังอยู่เป็นจ านวนมากในป่ าชายเลนคลองก าพวนบริเวณรอบ ๆ สถานีวิจัย เพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน โดยขุดรูอาศัยอยู่ตามพื ้นดินที่มีลักษณะอ่อนนุ่มจนถึง ค่อนข้างแข็ง แม่หอบจะขุดรูในตอนกลางคืนโดยน าดินที่ขุดขึ ้นมาทับถมบริเวณปากรู จนเป็นเนินสูงและมีรูปร่างคล้ายกับภูเขาไฟ เรียกเนินนี ้ว่า “จอมหอบ” ซึ่งเป็นรังหรือที่ อยู่อาศัยของแม่หอบนั่นเอง ในประเทศไทยพบแม่หอบเฉพาะในป่ าชายเลนทางภาคใต้โดยเฉพาะภาคใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน เป็นสัตว์น ้าที่ไม่นิยมน ามาบริโภค การที่ได้ชื่อในภาษาไทยว่า "แม่ หอบ” เนื่องจากมีความเชื่อว่า เนื ้อของแม่หอบสามารถรักษาอาการหอบหืดได้จึงนิยม น ามาเผาไฟรับประทานกันในอดีต นอกจากนี ้ สัตว์ในกลุ่มเดียวกันกับแม่หอบที่ส ารวจพบ ได้แก่ แม่หอบน้อย (Mangrove mud shrimp : Wolffogebia phuketensis) เป็นสัตว์น ้าขนาดเล็ก ลักษณะทั่วไป มีรูปร่างล าตัวคล้ายกั ้ง ส่วนหน้าของเปลือกคลุมหัวมีลอน 3 ลอนและมี ขนขนาดเล็กขึ ้นอยู่เป็นจ านวนมาก กรีมีลักษณะเกือบกลมและมีฟัน 4-5 ซี่ในแต่ละ ข้าง มีขนแข็งขึ ้นเป็นแถวที่ขอบด้านข้างของกรีขาเดินคู่ที่1 มีลักษณะเป็นก้าม มีแพน หางแผ่ขยายกว้าง พบบริเวณป่ าชายเลนคลองก าพวน มักพบอยู่ร่วมกับรังของแม่หอบ โดยจะขุดรูและสร้ างเนินดินไว้ที่ด้านข้างของปากโพรงจอมหอบและปิดทางเข้าด้วย โคลนเพื่อป้องกันน ้าเข้า 5.7 ปูเสฉวน (Hermit crab) จัดอยู่ใน Class Malacostraca (Order Decapoda : Infraorder Anomura) มีลักษณะก ้ากึ่งระหว่างปูและกุ้ง แต่ไม่มีเปลือก แข็งหุ้มตัว มีขาจ านวน 5 คู่ขาคู่ที่5 ลดรูปและมีขนาดเล็ก ส่วนท้ายของล าตัวอ่อนนุ่ม และมีลักษณะโค้งงอ จึงต้องอาศัยอยู่ในเปลือกของหอยฝาเดียวที่ตายแล้วเพื่อเป็นที่ ก าบังและป้องกันตัวตลอดเวลา โดยจะโผล่เฉพาะหัวและขา 2 คู่ออกจากเปลือก ส่วน ขาอีก 2 คู่ใช้ยึดกับเปลือก หายใจด้วยเหงือกบริเวณใต้กระดอง ปูเสฉวนจะเลือก
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 16 เปลือกหอยฝาเดียวซึ่งจะมีลักษณะเข้ากันพอดีกับส่วนท้อง โดยถอยหลังเข้าไปอยู่ใน เปลือกหอย เมื่อปูเสฉวนโตขึ ้น ล าตัวจะคับเปลือก ปูเสฉวนก็จะละจากเปลือกหอยอัน เดิมเปลี่ยนไปใช้เปลือกหอยอันใหม่ที่เหมาะพอดีกับตัว (นงนุช, 2542; คณะประมง, มปป) การศึกษานี ้พบปูเสเฉวนทั ้งสิ ้นจ านวน 5 ชนิด แพร่กระจายอยู่ในทุกระบบนิเวศ ที่ท าการศึกษา ปูเสฉวนบางสกุลสามารถอาศัยอยู่บนบกได้เช่น สกุล Coenobita เป็น ต้น 5.8 ปู(Crab)จัดอยู่ใน Class Malacostraca (Order Decapoda : Infraorder Brachyura) ลักษณะทั่วไป มีส่วนหัวและ 3 ปล้องแรกของส่วนอกเชื่อม รวมกันอยู่ภายใต้กระดองซึ่งเป็นเปลือกแข็งพวกแคลเซียมหุ้มล าตัว ส่วนท้องลดรูป และพับลงไปอยู่ใต้กระดอง ล าตัวแบนลง กว้างและกะทัดรัด ท าให้ปูแข็งแรงและ เคลื่อนที่ได้ดีในที่แคบ มีหนวดอยู่ระหว่างตา มีขาเป็นคู่รวม 5 คู่ คู่แรกมีขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นก้ามหนีบ (claw) ขาอีก 4 คู่เป็นขาเดิน อยู่ทางด้านข้างล าตัว ขาแต่ละข้าง มีลักษณะเป็นข้อต่อ ต่อกันเป็นส่วน ลักษณะของปลายขาเดินคู่ที่ 4 ของปูบางจ าพวก จะมีลักษณะคล้ายใบพาย (paddle-like leg) เพื่อใช้ท าหน้าที่ในการว่ายน ้า เช่น ปูม้า และปูทะเล เป็นต้น (สมโภชน์, 2545; คณะประมง, มปป; Paterson et al., 2004) ปูเป็นสัตว์ที่มีกระดองแข็งหุ้มตัว เมื่อโตจนคับกระดอง ปูจะลอกคราบออก จากกระดองเดิมเพื่อสร้ างกระดองใหม่ ในช่วงลอกคราบ ปูจะอ่อนแอท าให้กลายเป็น เหยื่อของปูด้วยกันเองหรือสัตว์อื่นที่แข็งแรงกว่าได้ง่าย ปูเป็นสัตว์แยกเพศ ตัวเมียจะมี ถุงส าหรับเก็บน ้าเชื ้อของตัวผู้ไว้ใต้กระดอง เมื่อไข่ได้รับการผสม ตัวเมียจะปล่อยไข่ ออกมาและอุ้มไว้ใต้ท้อง ไข่จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ ้นจนถึงเวลาฟักออกเป็น แพลงก์ตอนล่องลอยอย่างอิสระอยู่ในน ้าระยะหนึ่ง จากนั ้นจึงลอกคราบเปลี่ยนรูปร่าง หลายครั ้งจนกระทั่งกลายเป็นตัวอ่อนของปูขนาดเล็กจมลงสู่พื ้นทะเลและเติบโตเป็นปู ตัวเต็มวัยต่อไป ส าหรับปูที่ส ารวจพบในการศึกษาครั ้งนี ้มีทั ้งสิ ้น 38 ชนิด แพร่กระจาย อยู่ในทุกระบบนิเวศที่ท าการศึกษา
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 17 6. หนอนถั่ว (Peanut worm) หนอนถั่ว จัดอยู่ใน Phylum Sipuncula ลักษณะทั่วไป มีล าตัวกลมยาวและ ไม่แบ่งเป็นปล้อง ไม่มีขา ผิวตัวมีลักษณะเป็นร่องสันทั่วตัวคล้ายเปลือกถั่วลิสง ปลาย สองด้านไม่เท่ากัน ด้านหนึ่งเรียวยาวและสามารถยืดหดได้ส่วนหัวมีหนวดอยู่ล้อมรอบ ปาก หนอนถั่วเป็นสัตว์แยกเพศแต่ไม่มีความแตกต่างของรูปร่างระหว่างเพศ การ ปฏิสนธิเกิดขึ ้นภายนอกตัว โดยไข่ที่ผสมแล้วจะเจริญไปเป็นตัวอ่อนที่มีขนอยู่รอบตัว เรียกตัวอ่อนนี ้ว่า trochophore ซึ่งจะด ารงชีวิตเป็นเป็นแพลงก์ตอนและล่องลอยอยู่ใน น ้าก่อนเจริญไปเป็นหนอนถั่วตัวเต็มวัย สัตว์กลุ่มนี ้กินซากพืช ซากสัตว์และสารอินทรีย์ ในดินเป็นอาหาร โดยยืดงวงออกมาบนผิวดินและใช้หนวดเล็ก ๆ ที่อยู่รอบปากโบก อาหารเข้าปาก (นงนุช, 2551; Paterson et al., 2004) หนอนถั่วที่พบในการศึกษานี ้มีจ านวน 1 ชนิด ซึ่งส ารวจพบบริเวณป่ าชายเลน คลองก าพวน โดยพบมากบริเวณหาดเลนหรือหาดเลนปนทรายหลังสถานีวิจัยเพื่อการ พัฒนาชายฝั่งอันดามัน ชาวประมงในต าบลก าพวนนิยมจับหนอนถั่วโดยใช้เสียมขุด ดินบริเวณแหล่งอาศัย จากนั ้นจึงแยกตัวหนอนถั่วออกมาจากดิน เพื่อน าไปเป็นเหยื่อ ส าหรับใช้ในการตกปลา 7. สัตว์ผิวหนาม (Echinoderm) สัตว์ผิวหนาม จัดอยู่ใน Phylum Echinodermata สัตว์ใน Phylum นี ้ แต่ละ ชนิดมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ลักษณะโดยทั่วไป มีผิวตัวเป็นหนาม โครงร่างภายใน เป็นแผ่นหินปูนหรือชิ ้นหินปูน (calcareous ossicle) มาเรียงต่อกันอยู่ใต้ผิวหนังและมี ระบบท่อส าหรับหมุนเวียนน ้า (water vascular system) ที่ใช้ในการเคลื่อนที่และหา อาหาร มีอวัยวะพิเศษที่ใช้จับสัตว์เล็ก ๆ หรือท าความสะอาดร่างกายที่มีลักษณะ แตกต่างกัน เรียกว่า pedicellaria และบางชนิดมีต่อมน ้าพิษอยู่ด้วย ตัวเต็มวัยส่วน ใหญ่มีสมมาตรแบบรัศมี แต่ตัวอ่อนมีสมมาตรของซีกซ้ายขวา (บพิธและนันทพร,
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 18 2540; สุเมตต์และสุชา, 2550; คณาจารย์ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2551) สัตว์ผิวหนามที่พบในการศึกษานี ้ ประกอบด้วย 7.1 ดาวทะเล (Starfish)จัดอยู่ใน Class Asteroidea ลักษณะทั่วไป มีล าตัว แยกเป็นห้าแฉกคล้ายรูปดาว แต่ละแฉกเรียกว่า แขน แผ่นกลางล าตัวมีลักษณะเป็น จานกลม ด้านหลังมีตุ่มหินปูนขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป มีปากอยู่ด้านล่างบริเวณจุด กึ่งกลางของล าตัว ใต้แขนแต่ละข้างมีหนวดสั ้น ๆ เรียงตามส่วนยาวของแขนเป็นคู่ ๆ ลักษณะเป็นกล้ามเนื ้อที่เหนียวและแข็งแรงเรียกว่า podia ใช้ส าหรับยึดเกาะและ เคลื่อนที่ ดาวทะเลแต่ละชนิดมีสีสันแตกต่างกันออกไป ดาวทะเลกินหอยสองฝา กุ้ง ปู หนอน และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ เช่น ฟองน ้าหรื อปะการังเป็ นอาหาร (สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2546; สุเมตต์และสุชา, 2550) ดาวทะเลที่พบในการศึกษาครั ้งนี ้มีจ านวน 4 ชนิด ซึ่งพบในแนวหญ้าทะเลแหลมไม้ แห้งทั ้งหมด โดยมี1 ชนิด คือ ดาวทราย (Archaster typicus) พบบริเวณหาดหินใน เขตน ้าลงต ่าสุดของเกาะลูกก าตกด้วยเช่นกัน 7.2 เม่นทะเล (Sea urchin) จัดอยู่ใน Class Echinoidea ลักษณะทั่วไป มี รูปร่างทรงกลมหรือรูปไข่ อวัยวะภายในห่อหุ้มด้วยเปลือกซึ่งเป็นสารประกอบ แคลเซียมลักษณะเป็นแผ่นแข็งขนาดเล็กหลาย ๆแผ่นเรียงต่อกันท าให้ตัวหนาขึ ้น ด้าน ที่เกาะกับพื ้นเป็นปาก ทวารหนักอยู่กลางล าตัวด้านบนสุด บนตัวปกคลุมไปด้วยหนาม แหลมสองขนาด หนามขนาดยาวใช้ในการผลักดันพื ้นแข็ง ขุดคุ้ยสิ่งต่าง ๆ หรือช่วยใน การฝังตัว หนามเล็กสั ้นใช้ยึดเกาะเวลาปีนป่ าย มีต่อมน ้าพิษอยู่ตรงระหว่างหนาม (บพิธและนันทพร, 2540; นงนุช, 2551) เม่นทะเลเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า ไม่ดุร้ าย อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ตามพื ้นทราย ตามซอกหินและแนวหินปะการัง หนามของเม่นทะเลจะเปราะแตกง่าย หากถูกทิ่มต าจะหักคาอยู่ใต้ผิวหนัง ท าให้เกิดอาการเจ็บปวดเหมือนกับถูกเข็มแทง บริเวณที่ถูกหนามของเม่นทะเลต าจะเป็นรอยบวมแดงเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรืออาจ
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 19 ยาวนานจนถึง 2-3 วันก็ได้(ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง , 2547) เม่นทะเลที่พบในการศึกษานี ้ มีจ านวน 2 ชนิด โดยพบในล าคลองป่ าชายเลน คลองก าพวน 1 ชนิด (Unidentified species) และอีก 1 ชนิด คือ เม่นด าหนามยาว (Diadema setosum) พบเป็นจ านวนมากในบริเวณหาดหินในเขตน ้าลงต ่าสุดและแนว ปะการังของเกาะลูกก ากลาง สัตว์ในกลุ่มเม่นทะเลบางชนิดมีลักษณะล าตัวเป็นแผ่นแบนคล้ายเหรียญ ได้แก่ เหรียญทะเลหรืออีแปะทะเล (Sand dollar) ซึ่งพบอยู่บริเวณเขตน ้าลงต ่าสุดของ หาดทรายหาดประพาส จังหวัดระนอง จ านวน 1 ชนิด คือ Echinodiscus sp. 7.3 ปลิงทะเล (Sea cucumber) จัดอยู่ใน Class Holothuroidea ลักษณะ ทั่วไป มีล าตัวยาวคล้ายแตงกวา ปลิงทะเลมีแผ่นหินปูนที่อยู่ใต้ผิวหนังลดรูปไปเป็น spicule ท าให้ผิวหนังของปลิงทะเลนิ่มไม่แข็งเหมือนสัตว์ผิวหนามกลุ่มอื่น ๆ สีล าตัว ด้านที่ติดพื ้นจะมีสีซีดกว่าด้านบน ปากและทวารหนักอยู่ที่ปลายทั ้งสองด้านของล าตัว ตรงข้ามกัน รอบปากจะมีหนวดจ านวนแตกต่างกันตามแต่ชนิด ปลิงบางชนิดเมื่อถูก รบกวนจะพ่นเส้นใยสีขาวเหนียว (cuvierian tubule) ออกมาทางทวารหนักเพื่อป้องกัน ตัว ปลิงทะเลกินอาหารโดยการใช้หนวดจับกินแพลงก์ตอนหรือตะกอนในน ้าทะเล และ กินตะกอนตามท้องทะเล (สุเมตต์และสุชา, 2550; คณาจารย์ภาควิชาสัตววิทยา คณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2551) ปลิงทะเลที่พบในการศึกษานี ้มีจ านวน 4 ชนิด โดยพบบริเวณหาดหินในเขต น ้าลงต ่าสุดของเกาะลูกก าตก จ านวน 2 ชนิดและอีก 2 ชนิด พบบริเวณแนวหญ้าทะเล แหลมไม้ตาย อ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 20 ระบบนิเวศป่ าชายเลน (Mangrove Ecosystem) ป่ าชายเลนหรือป่ าโกงกาง (mangrove forest หรือ intertidal forest) คือ กลุ่มสังคมพืชซึ่งขึ ้นอยู่ในเขตน ้าลงต ่าสุดและน ้าขึ ้นสูงสุดบริเวณชายฝั่งทะเล ปาก แม่น ้าหรืออ่าว อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง สังคมพืชที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลาย ชนิด หลายตระกูลและเป็นพวกที่มีใบเขียวตลอดปี(evergreen species) มีลักษณะ ทางสรีรวิทยาและความต้องการสิ่งแวดล้อมที่คล้ายกัน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยพันธุ์ ไม้สกุลโกงกาง (Rhizophora spp.) เป็นส าคัญและมีไม้สกุลอื่นขึ ้นปะปน (ส่วน ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2548) การเกิดป่ าชายเลนนั ้นสันนิษฐานว่าเกิดจากน ้าในแม่น ้าเมื่อไหลมาปะทะกับ น ้าทะเล ท าให้ความเร็วของน ้าลดลง เกิดการตกตะกอนของดินและแร่ธาตุตลอดจน สารอินทรีย์ต่าง ๆ เมื่อสะสมเป็นเวลานานจึงกลายสภาพเป็นดิน จากนั ้นมีพืชพวก ต้นโกงกางในสกุล Rhizophora พืชเด่นในป่ าชายเลน
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 21 แสม โกงกาง ล าพู ล าแพน เป็นต้น มาเจริญเติบโตและแพร่กระจายในพื ้นที่เพิ่มมาก ขึ ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายกลายเป็นป่ าชายเลนนั่นเอง (สมถวิล, 2540) ในระบบนิเวศป่ าชายเลนจะประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตซึ่งมี ความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างซับซ้อน ทั ้งในแง่ของการหมุนเวียนของธาตุอาหารและ การถ่ายทอดพลังงาน กล่าวคือ เมื่อผู้ผลิต คือ พันธุ์พืชป่ าชายเลนเจริญเติบโตจากการ สังเคราะห์ด้วยแสง ส่วนของต้นไม้โดยเฉพาะใบไม้ กิ่งไม้และเศษไม้ จะร่วงหล่นทับถม ลงในน ้าและดิน จากนั ้นจะถูกย่อยสลายโดยผู้ย่อยสลายกลายเป็นอินทรียวัตถุ ในที่สุด ก็จะกลายเป็นแร่ธาตุอาหารของผู้บริโภคขั ้นต้น คือ พวกกินสารอินทรีย์ ได้แก่ กลุ่ม แพลงก์ตอนสัตว์ พวกกินสารอินทรีย์เหล่านี ้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็น แหล่งอาหารที่ส าคัญให้แก่ผู้บริโภคล าดับถัดไปซึ่งได้แก่ สัตว์น ้าขนาดเล็กชนิดต่าง ๆ เช่น ลูกกุ้ง ลูกปู ลูกปลา เป็นต้น สัตว์น ้าเหล่านี ้จะเจริญเติบโตขึ ้นและกลายเป็นอาหาร ของพวกกุ้ง ปูและปลาที่มีขนาดใหญ่กว่าและในขั ้นสุดท้ายพวกสัตว์น ้าขนาดใหญ่ เหล่านี ้จะกลายมาเป็นอาหารของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้บริโภคอันดับสุดท้าย ภาพแสดงสายใยอาหารในระบบนิเวศป่ าชายเลน (อ้างอิงจาก www.waikato.ac.nz)
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 22 ความส าคัญของป่ าชายเลน ป่ าชายเลนเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความส าคัญอย่างยิ่ง ดังนี ้ 1. ด้านป่ าไม้ไม้จากป่ าชายเลนโดยเฉพาะไม้โกงกางสามารถน ามาท าฟื นเผา ถ่านที่ให้ ถ่านคุณภาพดี ไม้ ป่ าชายเลนบางชนิดสามารถน าไปท าสิ่งก่อสร้ าง เฟอร์นิเจอร์หรือสกัดสารเคมีเช่น แทนนิน แอลกอฮอล์กรดน ้าส้มและน ้ามันดิน เป็น ต้น 2. ด้านประมง ป่ าชายเลนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและอนุบาลสัตว์น ้าวัยอ่อน ชนิดต่าง ๆ เช่น กุ้ง หอย ปูปลา ซึ่งเป็นสัตว์น ้าเศรษฐกิจที่ส าคัญ สัตว์น ้าเหล่านี ้จะหา อาหารในป่ าชายเลนซึ่งมีทั ้งสารอินทรีย์ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์อยู่เป็น จ านวนมาก สัตว์น ้าวัยอ่อนมักชอบอาศัยอยู่ในป่ าชายเลน เนื่องจากสภาพน ้าในป่ า ชายเลนที่มักขุ่น ท าให้สัตว์ผู้ล่าไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน อีกทั ้งป่ าชายเลนยังมีราก ของต้นโกงกางอยู่เป็นจ านวนมาก ท าให้สัตว์น ้าวัยอ่อนสามารถใช้เป็นที่หลบหนีสัตว์ผู้ ล่าที่มีขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี ความส าคัญทางการประมงอีกประการหนึ่งของป่ าชายเลน คือ เป็นแหล่งท า การประมงพื ้นบ้ านที่ส าคัญ โดยเป็นแหล่งหาอาหารโปรตีนและยังใช้ เป็นแหล่ง เพาะเลี ้ยงสัตว์น ้าชายฝั่งเศรษฐกิจที่ส าคัญอีกด้วย 3. ด้านสิ่งแวดล้อม ป่ าชายเลนช่วยลดภาระน ้าเสียจากชุมชน เนื่องจาก รากของต้นไม้ในป่ าชายเลนที่งอกออกมาเหนือพื ้นดินจะท าหน้าที่คล้ายตะแกรง ธรรมชาติคอยกลั่นกรองสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ที่มากับกระแสน ้า นอกจากนี ้ป่ าชายเลนยัง เป็นฉากก าบังภัยธรรมชาติเพื่อป้องกันลมพายุมรสุม ที่มีผลต่อการพังทลายของดินใน บริเวณชายฝั่งอีกด้วย 4. ด้านการแพทย์พันธุ์ไม้ป่ าชายเลนหลายชนิดมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรใช้ รักษาโรคต่าง ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น เหงือกปลาหมอ มะนาวผี ใช้รักษาโรคผิวหนัง ผลของ
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 23 ตะบูนขาวใช้รักษาโรคบิดและโรคท้องร่วงได้ รากตาตุ่มทะเลใช้แก้อักเสบ แก้ไข้ แก้คัน เป็นต้น นอกจากนี ้ พืชในป่ าชายเลนบางชนิดสามารถน ามาใช้ เป็ นผักพื ้นบ้ าน รับประทานเป็นอาหารได้เช่น ใบชะคราม ยอดเป้ง ยอดผักเบี ้ยทะเล เป็นต้น ต้นจากก็ เป็นพืชชายเลนอีกชนิดหนึ่งที่สามารถน าส่วนต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ได้ คือ ใบน ามาท า เป็นตับมุงหลังคา ใบอ่อนสามารถน ามามวนบุหรี่ได้ น ้าจากยอดอ่อนของต้นจากน ามา ท าน ้าตาลจากรสชาติดี ผลของจากใช้กินเป็นของหวาน เป็นต้น ป่ าชายเลนคลองก าพวนบริเวณสถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่ งอันดา มัน จังหวัดระนอง ป่ าชายเลนคลองก าพวน ตั ้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน จังหวัด ระนอง ปัจจุบันมีพื ้นที่ป่ าประมาณ 5,088.51 ไร่ เป็นป่ าชายเลนซึ่งยังคงมีความอุดม สมบูรณ์และได้ถูกอนุรักษ์ไว้ให้มีสภาพตามธรรมชาติ (สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนา ชายฝั่งอันดามัน, 2557) อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิในพื ้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อวันที่26 ธันวาคม 2547 พบว่าพื ้นที่ป่ าชายเลนคลอง ก าพวนโดยเฉพาะบริ เวณรอบสถานีวิจัยเพื่ อการพัฒนาชายฝั่ งอันดามัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ผลจากการปะทะกับ คลื่น กระแสน ้าสามารถรุกเข้าไปได้ในพื ้นที่ประมาณ 70 เมตรจากริมฝั่งคลอง พรรณ ไม้ป่ าชายเลนต่าง ๆ ได้รับความเสียหายและยังเกิดปัญหาทรายที่พัดมากับคลื่นยักษ์ ทับถมดินเลนเดิมเพิ่มมากขึ ้น (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2550)
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 24 ในอดีตพื ้นที่ป่ าชายเลนคลองก าพวน ถูกบุกรุกเพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านการ เพาะเลี ้ยงสัตว์น ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกรุกพื ้นที่เพื่อท านากุ้งซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ ท าให้ พื ้นที่ป่ าชายเลนลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามภายหลังจากการเกิด เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิชุมชนท้องถิ่นในพื ้นที่ลุ่มน ้าคลองก าพวนได้ตระหนักและ เห็นถึงความส าคัญของป่ าชายเลนเพิ่มมากขึ ้น เนื่องจากได้เห็นถึงประโยชน์ของป่ า ชายเลนที่คอยเป็นก าแพงปกป้องความรุนแรงของคลื่นยักษ์สึนามิได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันจึงได้มีความร่วมมือกันระหว่างชาวบ้านในท้องถิ่นและภาครัฐบาลในการจัดท า โครงการปลูกป่ าชายเลนเพื่อฟื ้นฟูระบบนิเวศวิทยาชายฝั่งขึ ้น ป่ าชายเลนคลองก าพวนบริเวณสถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน นับว่าเป็นป่ าชายเลนที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์และยังคงมีความหลากหลายทาง ชีวภาพของสิ่งมีชีวิตอยู่จ านวนมาก สังเกตได้จากปัจจุบันยังคงพบสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่ อาศัยอยู่รอบ ๆ สถานีวิจัย ฯ เช่น สัตว์น ้าชนิดต่าง ๆ นกเงือก ไก่ป่ า งูเขียว ตะกวด ลิง แสม นาก เป็นต้น ลักษณะของป่ าชายเลนที่พบมีสภาพที่แตกต่างกันออกไปขึ ้นอยู่กับ อิทธิพลของน ้าทะเลที่ท่วมถึงในแต่ละพื ้นที่ดังนี ้ พื ้นที่ป่ าชายเลนคลองก าพวน บริเวณหลังสถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามันซึ่งได้รับความ เสียหายจากแรงปะทะของคลื่นสึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 25 1. ป่ าแสมขาว อยู่บริเวณหลังโรงเพาะช ากล้าไม้สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนา ชายฝั่งอันดามัน ลักษณะพื ้นที่เป็นป่ าแสมขาวขึ ้นอยู่รวมกันห่าง ๆ และพบต้นโกงกาง ขึ ้นแซมในพื ้นที่อยู่บ้างเล็กน้อย ที่บริเวณพื ้นดินของป่ านี ้มีใบแสมขาวร่วงหล่นและมี รากหายใจชี ้โผล่ขึ ้นมาเป็นจ านวนมาก บริเวณนี ้เป็นเขตที่อยู่ตอนบนสุดของป่ าชาย เลน พื ้นดินแข็งปนทราย หน้าดินมีลักษณะเป็นโคลนเหลวสีด า 2. ป่ าโกงกาง อยู่บริเวณด้านข้างบ้านพักบุคลากร สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนา ชายฝั่งอันดามัน เป็นบริเวณที่อยู่เชื่อมต่อกับป่ าแสมขาวบริเวณหลังโรงเพาะช ากล้าไม้ ลักษณะพื ้นที่เป็นป่ าโกงกางขึ ้นอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น บริเวณหน้าดินบางจุดเป็นพื ้น แข็งปนทราย บางจุดเป็นดินเลนอ่อนนุ่มผสมกับทราย 3. ป่ าล าพู เป็นบริเวณที่อยู่เชื่อมต่อกับป่ าโกงกางบริเวณด้านข้างบ้านพัก บุคลากร สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน ลักษณะพื ้นที่เป็นป่ าล าพูขึ ้นอยู่ รวมกันอย่างหนานแน่น ที่บริเวณพื ้นดินมีรากหายใจลักษณะคล้ายแท่งดินสอโผล่ ขึ ้นมาเป็นจ านวนมาก พื ้นดินแข็งปนทราย หน้าดินมีลักษณะเป็นโคลนเหลวสีขาว บาง จุดมีลักษณะเป็นโคลนสีด าอ่อนนุ่ม บริเวณหลังสุดของบริเวณนี ้จะอยู่ติดกับคลองก า พวนและอยู่ตรงข้ามกับท่าเทียบเรือบ้านหาดทรายขาว ป่ าชายเลนบริเวณนี ้ถือเป็นป่ า ฟื ้นฟูตามธรรมชาติหลังจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี2547 4. หาดเลน ลักษณะพื ้นที่เป็นหาดเลนกว้าง อยู่ใกล้กับบริเวณปากคลองก า พวน พบต้นโกงกางขึ ้นอยู่ประปราย พื ้นดินแข็ง หน้าดินเป็นเลนอ่อนนุ่มจนถึงเหลว ผสมกับทรายที่พัดเข้ามาจากปากแม่น ้า พื ้นดินบางจุดอาจแข็งหรืออ่อนนุ่ม พื ้นที่ป่ าชายเลนเหล่านี ้ ปัจจุบันยังถูกใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ทางธรรมชาติที่ ส าคัญให้แก่ นักเรียน นักศึกษา และนักวิจัยที่เข้ามาศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลาย ทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศป่ าชายเลนและยังใช้ในการศึกษาความหลาก ชนิดของสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในครั ้งนี ้ด้วย
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 26 ภาพป่ าชายเลนคลองก าพวนบริเวณสถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน สัตว์น า้ไม่มีกระดูกสันหลังในป่าชายเลนคลองกา พวนบริเวณสถานี วิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่ งอันดามัน จังหวัดระนอง สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังที่พบอาศัยอยู่บริเวณป่ าชายเลน จะต้องมีการ ปรับตัวเป็ นอย่างมากเพื่อการอยู่รอด เนื่องจากต้ องประสบกับสภาวะต่าง ๆ ที่ เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นประจ าหรือต้องอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการด ารงชีวิต เช่น สภาวะที่ท าให้มีการสูญเสียน ้าออกจากล าตัวและสภาพอุณหภูมิสูงในช่วงเวลาน ้าลง สภาพที่มีปริมาณออกซิเจนค่อนข้างต ่าของดินเลนและการเปลี่ยนแปลงความเค็มของ น ้าเนื่องจากการไหลเวียนเข้าออกของน ้าจืดและน ้าเค็มในระบบนิเวศ เป็นต้น ป่ าแสมขาว ป่ าโกงกาง ป่ าล าพู หาดเลน
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 27 สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังที่พบในป่ าชายเลนคลองก าพวน ส่วนใหญ่มักพบ อาศัยอยู่ตามพื ้นผิวดิน เช่น หอยขี ้นก หอยกัน ปูเสฉวน เป็นต้น บางชนิดพบอาศัยอยู่ ตามใต้ผิวดินและขุดรูอยู่เพื่อหลีกเลี่ยงความร้ อนและความแห้งของผิวเลน เช่น ปูแสม ปูก้ามดาบ สัตว์บางชนิดพบอาศัยอยู่ในน ้าหรือแอ่งน ้าขังเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียน ้า ออกจากร่างกาย เช่น ไส้เดือนทะเล หรืออาจพบสัตว์บางชนิดอาศัยอยู่ตามรากไม้ ใบไม้ รากโกงกาง โดยมีการเก็บรักษาน ้าเอาไว้ในตัวเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิและ ความชื ้นในร่างกายเอาไว้ เช่น หอยกะทิ สัตว์น ้าบางชนิดอาศัยอยู่บนกิ่งก้านและใบไม้ ป่ าชายเลนที่อยู่เหนือระดับน ้าขึ ้นและมีการสร้ างเมือกเหนียวเพื่อช่วยในการยึดเกาะ กับกิ่งไม้และใบไม้ได้เป็นเวลานาน เช่น หอยก้นแหลม เป็นต้น สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปั จจัย สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศป่ าชายเลนเป็นอย่างมาก เช่น แม่หอบ ในป่ าชายเลนคลอง ก าพวนมีการขุดรูท ารังอยู่เป็นจ านวนมากบริเวณรอบ ๆ สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนา ชายฝั่งอันดามัน โดยจะขุดรูอาศัยอยู่ตามพื ้นดินที่มีลักษณะอ่อนนุ่มจนถึงค่อนข้างแข็ง หอยกะทิจะเก็บรักษาน ้าเอาไว้ในตัวเพื่อรักษาสมดุลของอุณหภูมิในร่างกายในช่วงเวลาน ้าลง
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 28 และน าดินที่ขุดขึ ้นมาทับถมบริเวณปากรูจนเป็นเนินสูง มีรูปร่างคล้ายกับภูเขาไฟ เรียกว่าจอมหอบ เมื่อน ้าทะเลท่วมถึงจะพัดพาดินตะกอนดังกล่าวซึ่งมีธาตุอาหาร ต่างๆ ไปเป็นอาหารของแพลงก์ตอนพืช ท าให้เกิดการหมุนเวียนธาตุอาหารจากใต้ดิน (Paterson et al., 2004) อย่างไรก็ตามในสภาพที่ในบางพื ้นที่มีรังของแม่หอบอยู่เป็น จ านวนมากและขยายต่อเนื่องกันคล้ายคันดิน หากน ้าท่วมไม่ถึงก็จะท าให้สภาพพื ้นที่ ดังกล่าวแห้งและมีสภาพแตกต่างไปจากพื ้นที่ป่ าชายเลนทั่วไป จึงอาจเป็นอุปสรรคต่อ การขยายพันธุ์ของพันธุ์ไม้ป่ าชายเลนบางชนิดได้(สรายุทธและรุ่งสุริยา, 2554) ส าหรับชนิดของสัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังที่ผู้เขียนได้ท าการส ารวจพบใน ระบบนิเวศป่ าชายเลนครั ้งนี ้มีจ านวนทั ้งสิ ้น 58 ชนิด (ตารางภาคผนวกที่ 1; ภาพสัตว์ น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในป่ าชายเลนคลองก าพวนบริเวณสถานีวิจัยเพื่อการพัฒนา ชายฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง)
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 29 ภาพสัตว ์ น า้ไม่ม ี กระดูกสันหลงัในป่ าชายเลนคลองก าพวน บริเวณสถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน An illustratedguide to the common invertebrates in mangrove around the Andaman Coastal Research Station Photographed by Sahat Ratmuangkhwang จังหวัดระนอง for Development, Ranong
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 30 5 mm 5 mm 5 mm 5 mm 5 mm 5 mm ภาพโดย อภิวัฒน์ มรรคเจริญ ไส้เดือนทะเล Polychaete Diopatra sp. หอยกะทิปากแดง Red-mouth nerite Dostia violacea หอยกะทิลาย Lined nerite Nerita balteata หอยกะทิยอดราบ Flat-spired nerite Nerita planospira หอยก้นแหลม Ardouin’s periwinkle Littoraria ardouiniana หอยก้นแหลม Carinate periwinkle Littoraria carinifera
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 31 5 mm 1 cm 1 cm 1 cm 1 cm 1 cm ภาพโดย วารินทร์ นิ้มสันติเจริญ Black-mouth periwinkle Littoraria melanostoma หอยขี้นก Girdled horn shell Cerithidea sp. หอยจุ๊บแจง Obtuse horn shell Cerithidea obtusa หอยจุ๊บแจง Quadrate horn shell Cerithidea quoyii หอยล าโพง Telescope snail Telescopium telescopium หอยขี้กา Mud creeper Terebralia palustris หอยก้นแหลมปากด า
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 32 1 cm 2 mm 1 cm 1 cm 1 cm 1 cm ภาพโดย ณัฐณิชา จงประชาวัฒน์ หอยขี้กาSulcate swamp cerith Terebralia sulcata หอยถั่วแดง Red mangrove shell Assiminea brevicula หอยเจดีย์น ้าจืด Black faunus Faunus ater หอยมะระด า Mangrove murex Chicoreus capucinus Tiger moon snail Notocochlis tigrina Pear-shaped moon snail Polinices mammilla หอยพระจันทร์ลายเสือ หอยนางชี
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 33 1 cm 1 cm 5 mm 5 mm 5 mm 5 cm หอยหมากSpiral babylon Babylonia spirata หอยปากกระจาด Nassa mud snail Nassarius pullus หอยโมฬีSpiral melongena Pugilina cochlidium หอยโข่งน ้าเค็ม Pulmonate snail Salinator sp. หอยหูแมว Cat’s ear cassidula Cassidula aurisfelis หอยปากเบี้ยวลาย Nucleus cassidula Cassidula nucleus
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 34 1 cm 1 cm 5 mm 1 cm 2 cm 2 cm หอยนน Judas ear cassidula Ellobium aurisjudae หอยนน Midas ear cassidula Ellobium aurismidae หอยแครงขน Barbatia ark clam Barbatia sp1. หอยแครง Granular ark Tegillarca granosa หอยแมลงภู่Asian green mussel Perna viridis หอยนางรม Oyster Unidentified species1
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 35 5 mm 1 cm 1 cm 1 cm 2 cm หอยหลอด Sharp razor clam Pharella acutidens หอยกัน Common geloina Geloina expansa หอยตลับ Asiatic hard clam Meretrix casta หอยทราย Rooster venus Protapes gallus เพรียงเจาะไม้Shipworm Unidentified species รังท่อของเพรียงเจาะไม้ Tubular nest of shipworm
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 36 4 cm 1 cm 2 cm 5 mm 5 mm ภาพโดย จิระพงศ์ มาตทอง แมงดาจาน Triangle-tailed horseshoe crab Tachypleus gigas แม่หอบน้อย Mangrove mud shrimp Wolffogebia phuketensis ก้งุแชบ๊วย Banana prawn Fenneropenaeus merguiensis ก้งุดดีขัน Snapping shrimp Alpheus sp. แม่หอบ Mud lobster Thalassina anomala
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 37 5 mm 2 cm 1 cm 1 cm 2 cm 2 cm ภาพโดย วารินทร์ นิ้มสันติเจริญ ปูเสฉวนบก Land hermit crab Coenobita violascens ปูเสฉวนขายาว Long-legged hermit crab Clibanarius longitarsus ปูแสมก้ามยาวSignaller crab Metaplax sp. ปูใบ้ตาดา Stone crab Myomenippe hardwickii ปูแสมก้ามม่วง Purple climber crab Metopograpsus frontalis ปูแสมก้ามม่วง Violet vinegar crab Episesarma versicolor
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 38 5 mm 5 mm 5 mm 1 cm 5 mm ภาพโดย ภควัตน์ มิ่งแม้น ภาพโดย นัฏฐิกา ทองวล 1 cm ปูแสมก้ามส้ม Orange-claw marsh crab Parasesarma plicatum ปูแสม Hairy mangrove crab Fasciarma fasciatum ปูทหารSoldier crab Mictyris thailandensis ปูทหารชายเลน Mud soldier crab Dotillopsis brevitarsis ปูก้ามดาบ Fiddler crab Austruca annulipes ปูก้ามดาบเบงกอล Fiddler crab Austruca bengali
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 39 1 cm 2 cm 2 cm 5 mm 1 cm 1 cm ภาพโดย นัฏฐิกา ทองวล ปูก้ามดาบ Fiddler crab Tubuca alcocki ปูก้ามหักก้ามฟ้าSentinel crab Macrophthalmus pacificus ปูทะเล Orange mud crab Scylla olivacea ปุหินเขียว Crenate swimming crab Thalamita crenata หนอนถั่ว Peanut worm Unidentified species เม่นทะเลSea urchin Unidentified species
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 40 ระบบนิเวศหาดหิน (Rocky Shore Ecosystem) หาดหิน เป็นลักษณะชายหาดในบริเวณเขตน ้าขึ ้นน ้าลงที่มีหินเป็นโครงสร้ าง หลักทางกายภาพ โดยมักจะพบหาดหินตามเกาะต่าง ๆ หรือตามชายฝั่งทะเลที่เชื่อม ติดต่อกับภูเขา หาดหินเกิดจากการผุพังหรือการกัดเซาะของน ้าทะเลท าให้เกิดซอกเล็ก ซอกน้อยและเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมาย รวมทั ้งยังเป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์ น ้าวัยอ่อนได้เป็นอย่างดี สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของหาดหิน มีลักษณะเป็นหน้าผา หรือเป็นหินขนาดใหญ่ซึ่งจะมีการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตเป็นระดับต่าง ๆ ในแนวตั ้ง ชัดเจน ทั ้งนี ้การกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวมีผลมาจากปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื ้น ละอองน ้าเค็ม เป็นต้น (ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าว ไทยตอนกลาง, 2551) ภาพโดย ศุภมนต์ อินทร์จันทร์ หาดหินเขาอ่าวจาก อ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 41 ลักษณะโดยทั่วไปของชายฝั่งหาดหินตาม Thurman and Webber (1984) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 เขต คือ 1. เขตที่อยู่เหนือระดับน ้าขึ ้นสูงสุด (Supralittoral zone) เป็นบริเวณที่น ้า ทะเลท่วมไม่ถึง ยกเว้นในเวลาที่น ้าขึ ้นสูงสุดเท่านั ้น สภาพแวดล้อมบริเวณนี ้มีสภาพ เป็นกึ่งบกกึ่งทะเล จึงพบสิ่งมีชีวิตไม่มากนัก สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี ้จะได้รับ ความชื ้นจากน ้าที่กระเซ็นของคลื่นที่พัดเข้าฝั่งในขณะน ้าขึ ้นสูงสุด สิ่งมีชีวิตที่พบส่วน ใหญ่ ได้แก่ ไลเคนและสาหร่ายสีน ้าเงินแกมเขียว ซึ่งจะขึ ้นอยู่บนโขดหิน โดยสามารถ ตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ อย่างไรตามในเขตนี ้อาจพบสัตว์พวกมด นก หนู หรือสัตว์ อื่น เข้ามาหาอาหารอยู่ด้วย 2. เขตน ้าขึ ้นน ้าลง (Littoral zone) เป็นบริเวณที่มีขอบเขตกว้างที่สุด โดยมี พื ้นที่อยู่ระหว่างช่วงน ้าขึ ้นสูงสุดและน ้าลงต ่าสุด เมื่อน ้าลงบริ เวณนี ้จะเปิ ดสู่ อากาศ เมื่อน ้าขึ ้นจะจมอยู่ใต้น ้า เขตนี ้มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอยู่ ตลอดเวลา โดยจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มากกว่าเขตแรก พืชที่พบมาก ได้แก่ สาหร่ายสี น ้าตาล ซึ่งจะเป็นทั ้งอาหารและตัวสร้างอาหารในเวลาเดียวกันให้แก่สัตว์น ้าที่อาศัยอยู่ ในเขตนี ้ สัตว์น ้าที่พบมาก ได้แก่ เพรียง หอยนางรม ลิ่นทะเล หอยกะทิ หอยหมวกเจ๊ก หอยมะระ เป็นต้น โดยมักเกาะแน่นกับหิน สิ่งมีชีวิตบริเวณนี ้มักแก่งแย่งทั ้งสถานที่และ อาหาร โดยแบ่งสถานที่ในการเกาะหรือการเจริญเติบโตเหนือตัวอื่นและมักมีตัวอ่อน เป็นแพลงก์ตอนซึ่งสามารถลงเกาะได้เกือบทุกที่ในเขตน ้าขึ ้นน ้าลง 3. เขตที่อยู่ต ่ากว่าระดับน ้าลง (Sublittoral zone) เป็นเขตที่อยู่ต ่าสุดและเป็น บริเวณที่ถูกน ้าท่วมอยู่ตลอดเวลาหรือโผล่พ้นน ้าบ้างแต่นาน ๆ ครั ้งและเป็นระยะเวลา สั ้น ๆ เขตนี ้จะมีสาหร่ายสีน ้าตาลขึ ้นและยึดเกาะอย่างหนาแน่นอยู่กับโขดหินหรืออาจ พบหญ้าทะเลอยู่ด้วย พืชเหล่านี ้จะเป็นทั ้งอาหารและตัวสร้ างอาหารในเวลาเดียวกัน ให้ แก่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในเขตนี ้ สัตว์ที่พบในบริเวณนี ้มักมีความต้องการน ้าในการ ด ารงชีวิตอยู่ตลอดเวลา เช่น ฟองน ้า ดอกไม้ทะเล เม่นทะเล เป็นต้น
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 42 ในระบบนิเวศหาดหิน จะมีผู้ผลิตขึ ้นต้นที่ส าคัญ คือ ไดอะตอม สาหร่ายทะเล และหญ้าทะเล โดยที่พืชเหล่านี ้จะสร้ างพลังงานและเจริญเติบโตด้วยการสังเคราะห์ ด้วยแสง ไดอะตอมซึ่งเป็นแพลงก์ตอนล่องลอยอยู่ในกระแสน ้ารวมทั ้งซากเน่าเปื่อยผุ พังของสาหร่ายและหญ้าทะเลจะกลายไปเป็นสารอินทรีย์ล่องลอยอยู่ในน ้าและถูก กรองกินโดยสัตว์น ้าที่ยึดเกาะอยู่กับที่หลายชนิด เช่น เพรี ยงหิน หอยกะพง หอยแมลงภู่ เป็นต้น ในขณะที่สัตว์น ้าบางชนิด เช่น หอยก้นแหลม หอยฝาชี สามารถ แทะเล็มกินสาหร่ายขนาดเล็กที่อยู่บนพื ้นหินได้โดยตรง และสัตว์ทั ้งหลายเหล่านี ้อาจ ถูกกินโดยผู้บริโภคอื่น ๆ ในระบบนิเวศซึ่งกินสัตว์เป็นอาหาร เช่น ปู ดาวทะเล หมึก นก เป็นต้น เขตที่อยู่ต ่ากว่าระดบัน ้าลง (Sublittoral zone) เขตน ้าขึ้นน ้าลง (Littoral zone) เขตที่อยู่เหนือระดับ (Supralittoral zone) น ้าขึ้นสูงสุด ภาพโดย อภิวัฒน์ มรรคเจริญ หาดหินอ่าวเคย อ าเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา การแบ่งเขตในบริเวณหาดหิน (Rocky shorezonation)
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 43 ความส าคัญของหาดหิน หาดหินเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความส าคัญอย่างยิ่ง ดังนี ้ 1. แหล่งที่อยู่อาศัยและหาอาหารของสิ่งมีชีวิต สัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณหาดหิน ส่วนใหญ่พบได้บริเวณเขตน ้าขึ ้นน ้าลงและเขตที่อยู่ต ่ากว่าระดับน ้าลง สัตว์หน้าดิน ขนาดใหญ่ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ได้แก่ หอยนางรม หอยกะทิ หอยแปดเกล็ด หอย ตาวัว หอยหมวกจีน เป็นต้น โดยร่องตามแนวหาดหินจะเป็นที่หลบภัยของสัตว์น ้าชนิด ต่าง ๆ สาหร่ายทะเลที่พบในแนวหาดหิน เป็นอาหารของเต่าทะเล นกทะเลบางชนิด เข้ามาหาลูกปู ลูกปลาที่อยู่ตามแอ่งน ้าบริเวณโขดหินกินเป็นอาหาร นอกจากนี ้ในช่วง เวลาน ้าลงอาจพบสัตว์เลื ้อยคลานเข้ามาหาเศษซากสัตว์ที่ตายและติดอยู่บริเวณหาด หินกินเป็นอาหาร การมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบริเวณหาดหินนี ้ ก่อให้เกิดเป็น ห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหารที่ส าคัญในระบบนิเวศหาดหิน ภาพแสดงสายใยอาหารในระบบนิเวศหาดหิน (อ้างอิงจาก www.sacoast.ioisa.org.za)
สัตว์น ้าไม่มีกระดูกสันหลังในระบบนิเวศชายฝ่ังอา เภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง และบริเวณใกล้เคียง 44 2. แหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่ส าคัญ หาดหินที่เกิดขึ ้นมักอยู่เชื่อมต่อกับแนว ต้นไม้ของภูเขา จึงเป็นบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ประชาชนจึงนิยมเขามาพักผ่อนใน บริเวณนี ้ นอกจากนี ้ในบริเวณแนวหาดหินยังเป็นสถานที่ที่นักตกปลายังนิยมเข้าไปตก ปลา เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีปลาทะเลเป็นจ านวนมากที่มักจะหลบซ่อนอยู่ตามโขด หินต่าง ๆ เช่น ปลาเก๋า ปลาดุกทะเล ปลากะพงขาว เป็นต้น 3. แหล่งอาหารและแหล่งท าการประมง หาดหินเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น ้าที่มี คุณค่าทางเศรษฐกิจบางชนิด เช่น หอยนางรม หอยแปดเกล็ด หอยหมวกจีน เป็นต้น ซึ่งชาวบ้านในพื ้นที่จะเข้ามาจับหอยเหล่านี ้เพื่อน าไปประกอบอาหารหรืออาจน าไป จ าหน่ายเพื่อสร้ างรายได้ให้กับครอบครัว นอกจากนี ้เขตที่อยู่ต ่ากว่าระดับน ้าขึ ้นน ้าลง ยังพบสาหร่ายทะเลบางชนิด เช่น สาหร่ายสีน ้าตาล (Sargassum sp.) สามารถน ามา ประกอบอาหารได้ ชาวประมงพื ้นบ้านก าลังหาหอยนางรมที่เกาะอยู่บริเวณหาดหิน เพื่อน าไปประกอบอาหารและจ าหน่าย จึงสามารถพบสัตว์บางชนิด หาดหินเกาะล้าน อ าเภอสุขส าราญ จังหวัดระนอง