เอกสารประกอบการสอน
วชิ า การนาเสนอสาหรับเลขานกุ าร 30203 - 2105
เรียบเรยี งโดย
ครูปรียา ปนั ธิยะ
สาขาวิชาการจดั การสานกั งาน
วิทยาลัยอาชวี ศึกษาลาปาง
สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา
กระทรวงศึกษาธิการ
วิชา การนาเสนองานสาหรับเลขานกุ าร รหัสวชิ า 30203-2105 2-2-3
รหสั วชิ า 30203-2105 วิชา การนาเสนองานสาหรบั เลขานุการ 2-2-3
(Work Presentation for Secretaries) ช้นั สบล. 63.1 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
จุดประสงค์รายวชิ า
1. เขา้ ใจเกีย่ วกบั หลักการนาเสนองานเลขานุการ
2. สามารถนาเสนองานถกู ต้องตามรูปแบบ
3. มีเจตคติ กจิ นิสัยทีด่ แี ละความรบั ผิดชอบ มีระเบียบวินยั และตรงต่อเวลา
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรู้ เก่ียวกับหลักการนาเสนองาน
2. นาเสนองานตามลักษณะงาน
คาอธบิ ายรายวชิ า
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการนาเสนองาน การเลือกใช้ส่ือในการนาเสนอ การจัดเตรียมวัสดุ
อุปกรณ์ วธิ กี ารนาเสนอ เทคนคิ การนาเสนอ และบคุ ลิกภาพของผนู้ าเสนอ
บทท่ี 1
ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกย่ี วกบั การนาเสนอ
บทนา
ในปัจจุบันการนาเสนอนั้นได้เข้ามามีบทบาทกับมนุษย์หลายด้าน ท้ังในการเรียน การทาธุรกิจการค้า
ต่าง ๆ การเรียนรู้เทคนิคในการนาเสนอ จึงมีความจาเป็นอย่างย่ิงในการนาไปใช้ช่วยการนาเสนอให้ประสบ
ความสาเรจ็ มากยิง่ ขน้ึ
ความหมายของการนาเสนอ
การนา หมายความวา่ พาไป, ไปข้างหนา้ , พาไปขา้ งหน้า
เสนอ หมายความวา่ การย่ืนเร่ืองราว, ความเห็น, ญัตติ เป็นต้น เพื่อให้ทราบ ให้พิจารณา หรือสั่งการ
การนาเสนอ เป็นศาสตร์ (วิธีการ) ของการสื่อสาร (Communication) ซ่ึงเป็นกระบวนการถ่ายทอด
สาร(message) จากฝุายหนึ่งท่ีเรียกว่าผู้ส่งสาร (sender) ไปสู่อีกฝุายหน่ึงท่ีเรียกว่า ผู้รับสาร (receiver) โดย
ผา่ นชอ่ งทานของ สอ่ื (channel)
การนาเสนอ คือ กระบวนการ วิธีการ เพื่อให้รู้ ให้ทราบ ให้เข้าใจ ในกิจกรรมขององค์กรของสถาบัน
ของหน่วยงานได้อย่างชดั เจน
การนาเสนอ คือ การถา่ ยทอดเนื้อหาสาระท่ผี สมผสานกนั ระหว่าง ศิลปะการพูดกับการแสดงข้อมูล ใน
รูปแบบตา่ ง ๆ ผ่านสอื่ และอุปกรณ์ได้อยา่ งเหมาะสม
การนาเสนอขอ้ มลู หมายถึง การส่ือสารเพ่ือเสนอข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็น หรือ ความต้องการไปสู่
ผู้รบั สาร โดยใช้เทคนคิ หรอื วธิ กี ารตา่ ง ๆ อันจะทาให้บรรลุผลสาเรจ็ ตามจดุ มุ่งหมายของการนาเสนอ
ความสาคญั ของการนาเสนอ
ในปัจจุบันนี้การนาเสนอเข้ามามีบทบาทสาคัญในองค์กรทางธุรกิจ ทางการเมือง ทางการศึกษา หรือ
แม้แต่หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ก็ต้องอาศัยวิธีการนาเสนอเพื่อสื่อสารข้อมูล เสนอความเห็น เสนอขออนุมัติ
หรือเสนอข้อสรุปผลการดาเนินงานต่าง ๆ ผู้มีหน้าที่เก่ียวกับการประชาสัมพันธ์ การแนะนาเพ่ือการเยี่ยมชม
การฝกึ อบรม การประชมุ หรือผู้ท่ีเป็นหวั หนา้ งานทุกระดับจะต้องรู้จักวิธีการนาเสนอ เพ่ือนาไปใช้ให้เหมาะสม
กับงานตา่ ง ๆ และเพอื่ ผลสาเร็จของการพฒั นางานของตน หรือขององค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ กล่าวโดยสรุป
การนาเสนอมีความสาคัญ ต่อการปฏิบัติงานทุกประเภท เพราะช่วยในการตัดสินใจในการดาเนินงาน ใช้ใน
การพัฒนางาน ตลอดจนเผยแพร่ความก้าวหนา้ ของงานตอ่ ผบู้ ังคบั บัญชา และบคุ คลผู้ทีส่ นใจ
จุดมุง่ หมายในการนาเสนอ
1. เพือ่ ให้ผรู้ บั สารรับทราบความคดิ เห็นหรือความต้องการ เชน่ ในการประชุมคณะ กรรมการต่าง ๆ
ประธานในท่ีประชุมจะตอ้ งชีแ้ จงวาระการประชมุ ใหท้ ี่ประชมุ รับทราบ ท่ีมกั เรียกกันว่าเร่ืองที่ประธานจะแจ้งให้
ทราบ
2. เพื่อให้ผู้รับสารพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ในการประชุมคณะกรรมการแต่ละครั้ง
คณะกรรมการฝุายต่าง ๆ จะต้องชี้แจงข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นให้ที่ประชุมรับได้ทราบ เพ่ือประกอบการ
พิจารณาวินิจฉัยหรอื ลงมติท่ปี ระชมุ
3. เพื่อให้ผู้รับสารได้รับความรู้จากข้อมูลท่ีนาเสนอ เช่น ในการฝึกอบรมหรือการสัมมนา วิทยากร
หรอื ผเู้ ชย่ี วชาญจะต้องนาเสนอขอ้ มลู ทเี่ ป็นขอ้ ความรู้ และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้แก่ผู้เข้าฝึกอบรม หรือใช้ในการ
บรรยายสรุปผลการดาเนินงานต่าง ๆ เพื่อให้ผู้มาเย่ียมชมกิจการ หรือผู้บังคับบัญชาที่เดินทางมาตรวจเย่ียมได้
รับทราบ
4. เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่น การช้ีแจงระเบียบหรือวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ ให้แก่
ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อมีการออกระเบียบใหม่หรือเปลี่ยนแนวทางในการปฏิบัติก็จาเป็นต้องชี้แจง
เพอื่ ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจท่ตี รงกันและปฏบิ ัติไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
ข้อดีของการนาเสนอคือ
1. เป็นการสื่อสารสองทาง (Two ways communication) ระหว่างผู้นาเสนอกับผู้ฟังทาให้ผู้นา
เสนอสามารถเหน็ ปฏกิ ริ ิยาของผูม้ อี านาจตดั สนิ ใจไดอ้ ย่างทนั ทที ันใด
2. สามารถดึงดูดความสนใจ และสร้างผลกระทบต่อผู้ฟัง รวมทั้งสร้างความจดจาได้ดีกว่าการ
นาเสนอด้วยการเขียน (Written Presentation)
3. สามารถปรับเน้ือหาหรือเรอื่ งราวทกี่ าลงั พูดใหเ้ หมาะสมกับผู้ฟังได้อย่างทันท่วงที เช่น เม่ือเห็นว่า
ผู้ฟังแสดงท่าทางไม่เข้าใจเน้ือหาท่ีนาเสนอ ผู้นาเสนอก็สามารถปรับปรุงวิธีการนาเสนอ เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจ
เน้ือหาได้ดขี ้นึ
ประเภทของการนาเสนอ
1. การนาเสนอเฉพาะกลุ่ม เป็นการนาเสนอข้อมูลต่าง ๆ ต่อผู้ท่ีมีหน้าที่เก่ียวข้องหรือผู้ที่ได้รับเชิญ
ให้เขา้ ร่วมรบั ทราบข้อมูล ในการนาเสนอ
2. การนาเสนอท่ัวไปในท่ีสาธารณะ เป็นการนาเสนอข้อมูลต่าง ๆ ท่ีเปิดโอกาสให้บุคคลท่ัวไปเข้า
รว่ มฟงั การนาเสนอไดม้ ีการเปิดโอกาสให้ผู้ฟังไดซ้ ักถามเพิม่ เติมหรอื แสดงความคิดเหน็ ได้อกี ดว้ ย
ลกั ษณะของข้อมูลที่นาเสนอ
ในการนาเสนอแต่ละครั้งนั้น สามารถนาข้อมูลท่ีมีลักษณะแตกต่างกันนั้นมา ร่วมนาเสนอด้วยกันได้
ขึน้ อยกู่ ับจดุ ประสงคข์ องผูน้ าเสนอ ข้อมลู ที่จะนาเสนอแบง่ ออกตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่
1. ข้อเท็จจริง หมายถึงข้อความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เร่ืองราวเป็นมาหรือเป็นอยู่ตามความจริง
อาจเป็นความรู้ที่ได้จากการทดสอบหรือทดลองทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ สามารถนามาใช้เป็นหลักฐานข้ออ้างอิ ง
สาหรับกล่าวอ้างถงึ ในการพิสจู นส์ ่ิงใดส่ิงหนงึ่
2. ข้อคิดเห็น เป็นความเห็นอันเกิดจากประเด็นหรือเร่ืองราวที่ชวนให้คิดอาจเป็นความรู้สึก ความ
เชื่อถือ หรือแนวคิดที่ผู้นาเสนอมีต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่งความเห็นของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้ ท้ังนี้ก็ขึ้นอยู่กับ
พน้ื ฐาน และประสบการณข์ องแตล่ ะบคุ คล ข้อคดิ เห็นต่างจากขอ้ เทจ็ จริง ขอ้ คดิ เหน็ มีลกั ษณะตา่ ง ๆ กนั ดงั นี้
2.1 ข้อคิดเห็นเชิงเหตุผล เป็นข้อคิดเห็นท่ีอ้างถึงเหตุผล อ้างถึงข้อเปรียบเทียบท่ีเช่ือถือได้
และความมีเหตุผลต่อกัน โดยช้ีให้ผู้ฟังเห็นว่าควรทาอย่างน้ีเพราะเหตุเช่นน้ี แต่ถ้าไม่ทาอย่างท่ีกล่าวก็จะมีผล
ตามมาเป็นอยา่ งไร โดยท้งั หมดนเี้ ป็นเหตุผลของผแู้ สดงความคิดเห็นเทา่ นัน้
2.2 ขอ้ คดิ เหน็ เชิงแนะนา เปน็ ขอ้ คดิ เห็นท่ีบอกกล่าวให้ผู้รับฟังทราบว่าส่ิงใดควรปฏิบัติ และ
ผลของการปฏบิ ัติและไม่ปฏบิ ัติ ๆ จะเป็นอยา่ งไรบางครงั้ อาจมีการแนะนาวธิ กี ารปฏบิ ตั ิควบคู่กันไปดว้ ยกไ็ ด้
2.3 ข้อคิดเห็นเชิงวิจารณ์ เป็นข้อคิดเห็นที่กล่าวถึงเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงด้วยการเปรียบเทียบ
ระหว่างส่วนดีกับส่วนบกพร่องหรือข้อดีข้อเสียหรือค้นหาข้อบกพร่องจากเร่ืองน้ัน ๆ แล้วนามาเสนอแนะใน
แง่มุมทดี่ ีกว่าหรอื ควรนามาปรับปรงุ ใหม่
การเตรียมการนาเสนอ
การนาเสนอเรื่องในลักษณะใดกต็ าม ถ้าไม่มีการเตรียมพร้อมก็อาจจะก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย
หรือไม่เป็นไปดังที่ตั้งจุดหมายไว้ ฉะน้ันถ้าต้องการให้การนาเสนอข้อมูลเป็นไปด้วยความราบรื่นและบรรลุ
จุดมุ่งหมายตามที่ต้องการ ผู้นาเสนอควรจะต้องเตรียมการให้พร้อมก่อนท่ีจะทาการนาเสนอทุกครั้ง และการ
เตรยี มการเพื่อนาเสนอขอ้ มูลมีข้นั ตอนดงั นี้
1. การศึกษาขอ้ มลู ผู้ทจี่ ะนาเสนอจะตอ้ งศกึ ษาข้อมูลต่าง ๆ ดงั นี้
1.1 ศึกษาเร่ืองท่ีจะนาเสนอเพ่ือรวบรวม และจัดหมวดหมู่ข้อมูลท่ีจะนาเสนอให้ถูกต้อง
สมบูรณท์ ส่ี ดุ
1.2 ศึกษาวิเคราะห์ผู้รับการนาเสนอหรือผู้ฟัง เพ่ือท่ีจะได้วางแผนการใช้เทคนิค และวิธีการ
นาเสนอ
1.3 ศกึ ษาวเิ คราะหน์ าเสนอ ตลอดจนการใช้ถ้อยคาภาษาที่เหมาะสม
1.4 ศึกษาวเิ คราะห์จดุ มุ่งหมายท่ี จะนาไปเสนอเพื่อใหส้ อดคล้องสัมพนั ธ์กับผรู้ บั การนาเสนอ
1.5 ศึกษาโอกาสเวลาและสถานที่ท่ีจะนาเสนอ เพ่ือจะได้กาหนดเค้าโครง และเน้ือหาพร้อม
ท้งั จัดเตรียมวสั ดุอุปกรณท์ ี่จะนาเสนอ
2. การวางแผนการนาเสนอ จะช่วยให้การนาเสนอเป็นไปตามลาดับ ข้อมูลไม่สับสนครบถ้วน
สมบรู ณเ์ หมาะสมกับเวลา การนาเสนอท่ีบรรลุจุดมงุ่ หมายทตี่ ้ังไว้ ควรมกี ารวางแผนทจี่ ะนาเสนอดังน้ี
2.1 รูปแบบวิธีการนาเสนอ โดยมีหลักในการวางรูปแบบวิธีการนาเสนอแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็น
2 แบบคือ
1. การนาเสนอแบบท่ีเป็นทางการ เช่น การนาเสนอแบบรูปแบบปาฐกถาการอภิปรายการบรรยาย
พิเศษต่าง ๆ
2. การนาเสนอแบบท่ีไมเ่ ป็นทางการ
2.2 วางแนวทางในการแก้ปัญหา และอุปสรรคปัญหาและอุปสรรคในการนาเสนออาจจะ
เกิดข้ึนได้ในหลาย ๆ กรณถี า้ เราคาดเดาปญั หาไวก้ อ่ นล่วงหน้า โดยการศึกษาข้อมูลก่อนที่จะนาเสนอให้ถ่องแท้
ก็ยงั สามารถช่วยใหม้ องแนวทางในการแกป้ ัญหา
2.3 วางเค้าโครงการนาเสนอ ทาได้โดยการนาหัวข้อที่จะนาเสนอมาแบ่งหมวดหมู่เรียง
ตามลาดับ แล้วเขียนเปน็ ลาดบั ขั้นคอนของแผนการนาเสนอ
2.4 วางแนวทางในการนาเสนอ เป็นการกาหนดแนวทางท่ีจะใช้ในการนาเสนอจัดทา
หลงั จากทไี่ ด้วางเค้าโครงแล้ว การวาง แนวทางในการเสนอจะชว่ ยให้ผู้นาเสนอเกิดความพรอ้ ม ดังน้ี
1. กาหนดวิธีการนาเสนอ
2. กาหนดสถานท่ที พ่ี ร้อมและเหมาะสมในการนาเสนอ
3. กาหนดวัสดุอปุ กรณ์ท่ีจะใช้ประกอบการนาเสนอ
4. กาหนดบคุ คลผู้เก่ยี วข้อง
5. กาหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนาเสนอ
2.5 วางกาหนดขั้นตอนการนาเสนอ เมื่อได้วางแนวทางการนาเสนอขั้นต่าง ๆ มาแล้ว ขั้น
สดุ ท้ายกจ็ ะต้องกาหนดข้นั ตอนการนาเสนอให้สัมพนั ธก์ ับวิธีการ
3. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ การบรรยายเพียงอย่างเดียวน้ัน ไม่อาจดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้
ตลอดเวลา ฉะนน้ั จงึ ต้องใชว้ สั ดุหรือเคร่ืองมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เรียกว่าโสตทัศนูปกรณ์เข้ามาใช้ประกอบเพื่อให้
ผ้ฟู งั เกิดความสนใจแตท่ ่ีนิยมใชก้ ันมดี ังน้ี
3.1 อปุ กรณท์ ่ีใช้ประกอบการบรรยาย
1. เครอ่ื งฉายแผ่นใส หรือเครื่องฉายภาพขา้ มศีรษะ
2. วดี ีทัศน์ ภาพยนตร์ ภาพนง่ิ แผน่ ใส
3. แบบจาลอง
3.2 อปุ กรณท์ ่ีใช้เสรมิ การบรรยาย แผ่นพับ หนังสือ รูปภาพ เอกสารประกอบ
4. การจัดเตรยี มความพรอ้ มของสถานท่ี ในการนาเสนอนอกจากจะต้องตระเตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่อ
นามาประกอบการนาเสนอแล้ว การเตรียมความพร้อมของสถานท่ีก็มีส่วนสาคัญท่ีจะทาให้การนาเสนอเป็นไป
ไดด้ ้วยดี
4.1 การจัดห้องสาหรับการนาเสนอ ควรเลือกให้เหมาะสมกับจานวนผู้ฟังเช่น ห้องประชุม
ขนาดเล็ก หอ้ งประชุมขนาดใหญ่
4.2 การจดั ทนี่ ง่ั และแท่นสาหรับการนาเสนอ จะตอ้ งเตรยี มให้พรอ้ ม
1. แทน่ สาหรับบรรยายใชใ้ นกรณีท่ยี นื พดู
2. โตะ๊ สาหรบั บรรยายใช้กรณีที่นง่ั พดู
3. โต๊ะวางอปุ กรณช์ ่วยประกอบการบรรยาย
4.3 ระบบระบายอากาศ จะต้องอยู่ในสภาพที่ใชง้ านไดด้ ี
4.4 ระบบเสยี ง ควรมีการทดสอบก่อนการใช้งาน เพ่ือให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้ดี มีความ
ดงั ชัดเจน
4.5 ระบบแสดงสว่างภายในห้อง จะต้องให้เหมาะสมกับสายตาของผู้ฟัง และพอเหมาะกับ
การใช้งาน
4.6 การประดับตกแต่งสถานที่ การใช้ส่ิงประดับตกแต่งห้องหรือบริเวณที่จะใช้ในการ
นาเสนอท้ังสิน้ สิง่ ท่ีนามาตกแตง่
สรุป
การนาเสนอ คือ การถ่ายทอดเนอื้ หาสาระทีผ่ สมผสานกันระหว่าง ศิลปะการพูดกบั การแสดงข้อมูล ใน
รูปแบบต่าง ๆ ผ่านสื่อและอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม ความสาคัญของการนาเสนอการนาเสนองานเข้ามามี
บทบาทสาคัญในองค์กรธุรกิจ ทางการเมือง ทางการศึกษา หรือหน่วยงานของรัฐ ต้องอาศัยวิธีการนาเสนอ
สอ่ื สารขอ้ มลู เสนอความคิดเหน็ เสนอขออนุมตั ิ หรอื เสนอข้อสรปุ การดาเนินงานต่าง ๆ ผู้ที่มีหน้าท่ีเก่ียวกับการ
ประชาสมั พันธ์ การแนะนาเพื่อเยีย่ มชม การฝกึ อบรม การประชมุ การนาเสนอความรู้ต่าง ๆ จึงจาเป็นต้องรู้จัก
วิธีการนาเสนองาน เพื่อนาไปใชใ้ ห้เหมาะสมกบั งานต่าง ๆ จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ เพื่อให้ผู้รับสารรับทราบ
ความคิดเห็นหรือความต้องการ เพ่ือให้ผู้รับสารพิจารณาเรื่องใดเร่ืองหน่ึง เพ่ือให้ผู้รับสารได้รับความรู้จาก
ข้อมูลท่ีนาเสนอ เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ข้อดีของการนาเสนอคือ เป็นการสื่อสารสองทาง
(Two ways communication) สามารถดึงดูดความสนใจ และสรา้ งผลกระทบต่อผูฟ้ ัง รวมท้งั สร้างความจดจา
ได้ดีกว่าการนาเสนอด้วยการเขียน (Written Presentation) สามารถปรับเนื้อหาหรือเร่ืองราวที่กาลังพูดให้
เหมาะสมกับผู้ฟังได้อย่างทันท่วงที ประเภทของการนาเสนอ การนาเสนอเฉพาะกลุ่ม การนาเสนอท่ัวไปในที่
สาธารณะ ลักษณะของข้อมูลที่นาเสนอ ต้องพิจารณาเรื่อง ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น การเตรียมการนาเสนอ
การศึกษาข้อมูล ผู้ท่ีจะนาเสนอจะต้องศึกษาข้อมูลต่าง ๆ การวางแผนการนาเสนอ จะช่วยให้การนาเสนอ
เป็นไปตามลาดับ การจดั เตรียมวัสดุอปุ กรณ์ การจัดเตรยี มความพร้อมของสถานท่ี
ภาพท่ี 1.1 : การนาเสนอ
แหลง่ อ้างอิง
sites.google.com/site/karnasenx/assignments ความหมายของการนาเสนอ (ระบบออนไลน์)
แหล่งท่ีมา : https://sites.google.com/site/karnasenx/assignments (18 กนั ยายน 2563)
oagtoiixa.blogspot.com/p/blog-page.html ส่ือการสอนการนาเสนอขอ้ มูล (ระบบออนไลน์)
แหล่งท่ีมา : http://oagtoiixa.blogspot.com/p/blog-page.html (18 กันยายน 2563)
http://krisada-nts.blogspot.com/ บทสรุปการนาเสนอขอ้ มูลเพื่อธรุ กิจ (ระบบออนไลน)์
แหล่งท่ีมา : http://krisada-nts.blogspot.com/ (18 กันยายน 2563)
https://www.tistr.or.th/tistrblog เทคนิคการนาเสนองานอยา่ งมีประสิทธภิ าพ (ระบบออนไลน์)
แหลง่ ที่มา : https://www.tistr.or.th/tistrblog (18 กันยายน 2563)
บทที่ 2
หลักในการนาเสนออยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
บทนา
ในการนาเสนอเพ่ือวัตถุประสงค์ใดๆก็ตาม ผู้นาเสนอจะต้องพิจารณาถึงหลักการท่ีจะใช้เป็นข้อยึดถือ
คือให้มีความถูกต้องเหมาะสม มิฉะนั้นจะเกิดผลเสียต่อผู้นาเสนอเองและหน่วยงานของผู้นาเสนอด้วย เพราะ
การนาเสนอจะส่งผลโดยตรง และโดยทางอ้อมต่อภาพลักษณ์ของบุคคลและองค์กรท่ีจัดนาได้ จึงต้องคานึงถึง
หลักการในการกาหนดจุดมุ่งหมายการนาเสนอ การวางโครงสร้างการนาเสนอ และการเตรียมเน้ือหาที่จะ
นาเสนอ
รปู แบบการนาเสนอ
การจดั รูปแบบนาเสนออาจแบ่งได้เป็น 3 รปู แบบ ดังต่อไปน้ี
1. แบบหลกั เหตแุ ละผล เป็นการนาเสนอในรูปแบบของการให้หลักการแบบมีเหตุย่อม มีผล
โดยท่ีเหตุและผลจะต้องมีความสอดคล้องกัน แต่ไม่ใช่ลักษณะของการถามและตอบเป็นข้อ ๆ แบบข้อสอบ ซ่ึง
ไม่ถอื วา่ เป็นรูปแบบการนาเสนอ และผิดกับวัตถุประสงค์การนาเสนอที่ต้องการจูงใจผู้รับฟังการนาเสนอให้เกิด
ความสนใจในเน้อื หาสาระท่ีนาเสนอ การนาเสนอในรูปแบบการนาเสนอท่ตี อ้ งการจะเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุ
เปน็ ผลกัน
2. แบบเร่ืองราว อาจเป็นประสบการณ์ของผู้นาเสนอเอง หรือเป็นเร่ืองราวที่ได้มาจากการ
ค้นคว้า โดยปกติบุคคลแต่ละคนมักจะชอบฟังเร่ืองราวท่ีสนุกสนาน ตื่นเต้นและชวนให้ติดตาม ดังนั้น ถ้าหาก
ผู้นาเสนอต้องการท่ีจะให้เร่ืองราวที่นามาเล่านั้นเกิดความน่าสนใจ จาเป็นต้องมีองค์ประกอบ คือ เนื้อหาใน
เร่ืองดี มีความสามารถในการเล่าดี และเร่ืองราวที่เล่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่นาเสนอจึงจะทาให้การเล่า
เรอ่ื งนน้ั ประสบความสาเร็จ
3. แบบเป็นทางการ เป็นรูปแบบการนาเสนอท่ีนิยมใช้กันมากท่ีสุด จะประกอบไปด้วย
องค์ประกอบ 3 สว่ น คือ การบอกเล่าถงึ ส่งิ ที่ต้องการนาเสนอ การนาเสนอ การทบทวนส่งิ ท่ีได้นาเสนอไปแลว้
แต่อย่างไรก็ตามในการเลือกรูปแบบท่ีนาเสนอ ผู้นาเสนอควรจะเลือกรูปแบบท่ีมีความเหมาะสม โดย
พิจารณาจากองค์ประกอบหลายด้าน ได้แก่ ประเภทของผู้เข้ารับฟังการนาเสนอ ช่ือเร่ืองท่ีนาเสนอ สถานท่ี
เปน็ ต้น
ลักษณะและรูปแบบการนาเสนอ
เป็นที่ทราบกันดีว่ามนุษย์สามารถรับรู้สาระ เรื่องราวได้ดีที่สุดผ่านระบบประสาททางตา (75%)
รองลงมาก็คอื ทางการไดย้ นิ ผ่านหู (13%) แต่คนเราจะจาได้เพียง 20% ของสิ่งท่ีได้เห็น และจาเพียง 30% ของ
สิ่งที่ได้ยิน แต่ถ้าหากต้ังใจรับท้ังการได้ยินและประทับใจส่ิงท่ีได้เห็น มนุษย์จะจาได้สูงถึง 70% เลยทีเดียว
ดังน้ัน หากเราสามารถสร้างสรรค์กระบวนการนาเสนอท่ีดี ผ่านการรับรู้ด้วยตาและหู (Audio & Visual) ก็ถือ
เป็นกระบวนการการถ่ายทอดหรือการสอ่ื สารผ่านพลงั ของการนาเสนอทมี่ ปี ระสิทธิภาพ
รูปแบบของการนาเสนอในปจั จุบนั พอสรุป โดยภาพรวมจะมี 3 วิธกี าร คือ
1. มีผนู้ าเสนอเปน็ หลัก ลักษณะการถ่ายทอดจะอยู่ที่ตัวคนหรือผู้นาเสนอ (พูด) เป็นสาคัญ รูปแบบ
มกั จะเปน็ การปาฐกถา การกล่าวเปิดประชุม การบรรยายก่อนการประชุมสัมมนา เป็นต้น การนาเสนออาจจะ
มีการใช้เอกสารประกอบ (Handout) เป็นส่วนรว่ มในการนาเสนอด้วยกไ็ ด้
2. มีผู้นาเสนอและใช้สื่ออุปกรณ์ การถ่ายทอดรูปแบบนี้แม้จะใช้คนเป็นผู้นาเสนอเป็นหลักเช่นแบบ
แรก แต่มีการผสมผสานด้วยสื่อกลาง ท่ีเป็นภาพน่ิงหรือมัลติมีเดียผ่านอุปกรณ์ เครื่องมือ เป็นการนาเสนอท่ี
เพม่ิ มมุ มอง ความน่าสนใจ นอกจากนอ้ี าจจะมี เอกสารประกอบ (Handout) การบรรยายหรือการนาเสนอด้วย
3. นาเสนอในรูปของนิทรรศการ การนาเสนอแบบน้ีตัว Display จะเป็นสื่อหลักในการถ่ายทอด
สาระความรู้ หากนิทรรศการมีความต่อเน่ืองอาจใช้เส้นนาทาง หรือช่องทางบังคับเป็นส่วนพาผู้ชมได้เรียนรู้
เนื้อหาไปตามลาดับ โดยการนาเสนอเช่นนี้อาจจะมี การบรรยายเพิ่มเติมด้วยวิทยากร หรือการให้ข้อมูลผ่าน
เสียง หรือผา่ นการแสดง หรือผ่านส่ือประกอบอืน่ ๆ ร่วม อาทิ สื่อเสมือนจริง ของจริง ส่ือวิดีทัศน์ หรือเอกสาร
ประกอบ
องคป์ ระกอบของการนาเสนอ
ในการนาเสนอมีองคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1. องคป์ ระกอบในการนาเสนองานแบง่ ออกเปน็ 5 องคป์ ระกอบ ดังน้ี
1.1 ผู้นาเสนอ เป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญที่สุดในการนาเสนอ ผู้นาเสนอที่ดีจะต้องวิเคราะห์
ผู้รับข้อมูล ศึกษางานหรือข้อมูลน้ัน ตลอดจนสร้างหรือเอกใช้ส่ือและโพรโตคอลท่ีมีคุณภาพ เพื่อที่จะให้การ
นาเสนองานนั้นบรรลวุ ตั ถุประสงคท์ กี่ าหนดไว้
1.2 ผู้รับข้อมูล เป็นผู้รับข้อมูลจากผู้นาเสนอ ถ้ามีการนาเสนอที่ดีผู้รับข้อมูลจะมีพฤติกรรม
เปล่ียนแปลงไปในทศิ ทางทผ่ี ู้นาเสนอตอ้ งการ
1.3 งาน เป็นสง่ิ ทีผ่ นู้ าเสนอต้องการถา่ ยทอดให้แก่ผรู้ ับข้อมลู ผา่ นส่อื และโพรโตคอลตา่ ง ๆ
1.4 สอ่ื เปน็ เคร่ืองมอื สาคญั ที่จะนาข้อมูลต่าง ๆ ไปยังผู้รับข้อมูล ส่ือพ้ืนฐานในการนาเสนอ
งาน คือ อากาศ เช่น การนาเสนอสินค้าของพนักงานด้วยการพูดคุยกับผู้ซ้ือสินค้น ปัจจุบันนี้ส่ือที่ใช้ในการ
นาเสนอน้ันได้มี พัฒนาการมากข้ึนด้วยการนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วย เช่น การนาเสนอสินค้าผ่านทาง
ข้อความในโทรศพั ทเ์ คลอ่ื นที่
1.5 โพรโตคอล เป็นวิธีการที่ผู้นาเสนอใช้ถ่ายทอดงานให้แก่ผู้รับข้อมูล โพรโตคอล น้ันมีท้ัง
แบบเฉพาะเจาะจง คอื ผ้รู บั ข้อมลู จะรับขอ้ มลู จากการนาเสนองานนั้นโดยตรง เช่น การเข้าร่วมสัมมนา การ
อบรม การใชเ้ ว็บไซต์สง่ เสริมการศกึ ษา และโพโตคอล แบบไม่เฉพาะเจาะจง คือ โพรโตคอลท่ีผู้นาเสนอแฝง
ข้อมูลท่ตี อ้ งการนาเสนอไวใ้ นสอ่ื อน่ื ๆ และผรู้ บั ขอ้ มูลไม่ต้ังใจท่ีจะรับข้อมูลนั้น แต่ถูกผู้นาเสนอโน้มน้าวให้เกิด
ตามวัตถุประสงค์ของการนาเสนองานนน้ั เช่น การโฆษณาสนิ คา้ ในรปู แบบตา่ ง ๆ
หลักการนาเสนอทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ
หลกั ในการนาเสนอทีด่ ี เพ่ือใหก้ ารนาเสนอมปี ระสทิ ธภิ าพ มีหลักการทีส่ าคญั ดังตอ่ ไปน้ี
1. การกาหนดวตั ถุประสงค์
วัตถุประสงค์ คือ รายละเอียดของแผนงานท่ีผู้นาเสนอจาเป็นต้องกาหนดข้ึนมา เพื่อท่ีจะนาไปสู่
เปูาหมายตามทกี่ าหนดไว้ โดยอาจแบง่ วัตถุประสงคใ์ นการนาเสนอเป็น 4 ขอ้ ดังน้ี
1.1 เพ่ือให้ความรู้ หรือข่าวสารข้อมลู ใหม่ ๆ ซึ่งความรู้หรือข่าวสารข้อมูลใหม่ ๆ นั้นอาจเป็น
แนวความคิดใหม่ ๆ การแสดงให้เห็นถึงเทคนิคใหม่ ๆ ซ่ึงผู้รับฟังการนาเสนอนั้น อาจจะยังไม่เคยได้รับทราบ
ความรทู้ ีใ่ หมท่ ่นี ามาเสนอเป็นประโยชน์ต่อผู้รบั ฟังการนาเสนอ
1.2 เพื่อชักจูงใจ เปน็ การจูงใจหรือชักจูงใจให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความคล้อยตามการจูง
ใจเปน็ การพยายามชกั จูงให้ผู้รับฟังการนาเสนอเปล่ียนทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยมไปจากเดิม เช่น การนาเสนอ
ขายสินคา้ ของพนกั งานขายตอ่ ลูกค้า
1.3 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เป็นรูปแบบการนาเสนอสาหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น
กลุ่มอาชีพ กลุ่มศาสนา กลุ่มการเมือง หรือกลุ่มเช้ือชาติต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมุ่งมั่นอย่าง
เหนยี วแน่นต่อความเชื่ออยา่ งใดอยา่ งหน่ึง หรือเพ่ือให้มีความศรัทธายึดม่ันในค่านิยม เก่า ๆ ที่เคยปฏิบัติกัน
มา
1.4 เพื่อกระตนุ้ ใหเ้ กิดความกระตือรอื รน้ วัตถุประสงค์ข้อน้ีเป็นประโยชน์สาหรับการกระตุ้น
พนักงานในบริษัทให้มีความกระตือรือร้นในการทางาน เพราะการทางานในหน้าที่ของพนักงานน้ันเมื่อทางาน
ในหน้าท่ีเดิม ๆ เป็นระยะเวลานานจะทาให้พนักงานเกิดความเบื่อหน่าย ทาให้ประสิทธิภาพการทางานลดลง
จึงจาเป็นตอ้ งมกี ารประชมุ สมั มนากันอยเู่ พ่ือกระตุน้ ให้พนักงานเกดิ ความกระตือรือร้นในการทางาน
เพราะฉะนั้นในการนาเสนอแต่ละคร้ังผู้นาเสนอจาเป็นต้องกาหนดวัต ถุประสงค์ท่ีจะนาเสนอให้มี
ความเหมาะสม และสอดคลอ้ งกบั เปาู หมายท่ตี ้องการเพ่ือให้การนาเสนอในแต่ละครงั้ ประสบความสาเร็จ
2. การเตรยี มความพรอ้ มพน้ื ฐานในดา้ นขอ้ มลู ความรู้
หลักในการนาเสนออย่างมีประสิทธภิ าพอีกประการหน่งึ คอื ผ้นู าเสนอจะต้องการความพร้อม
พ้นื ฐานในการนาเสนอ ซ่งึ มีองค์ประกอบ ดังต่อไปน้ี
2.1 ข้อมูล ความรู้ เป็นส่ิงสาคัญท่ีต้องนามาใช้เป็นเนื้อหาสาหรับการนาเสนอ ผู้นาเสนอ
จะตอ้ งเป็นผู้ทม่ี ีความรู้เก่ียวกับเร่อื งทนี่ ามานาเสนอ ถงึ แมว้ ่าผู้นาเสนอจะเปน็ ผู้ที่มคี วามรู้ ความสามารถในด้าน
น้ันอยู่แล้ว แต่ก็จาเป็นท่ีจะต้องมีการรวบรวม ค้นคว้า และวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ิมเติม โดยแหล่งข้อมูลความรู้ท่ี
สาคญั ท่ีสามารถหาได้ ไดแ้ ก่ ผเู้ ชย่ี วชาญ เพือ่ นร่วมงาน หนงั สือ นิตยสาร บทความ หนังสือพิมพ์ งานวิจัย
ที่เกี่ยวขอ้ ง ขอ้ มูลจากสื่อสารสนเทศ ได้แก่ อินเทอรเ์ นต็
2.2 ทักษะการนาเสนอ การนาเสนอเปน็ ทง้ั ศาสตรแ์ ละศิลป์ในการนาเสนอ เพื่อทาให้ผู้รับฟัง
การนาเสนอมคี วามเข้าใจในเรอ่ื งทนี่ าเสนอได้อยา่ งแท้จรงิ
- การนาเสนอเปน็ ศาสตร์ ซงึ่ ต้องมีการจดั ระบบข้นั ตอนในการนาเสนอ
- การนาเสนอเป็นศิลป์ ซ่ึงเกิดจากการพัฒนาความชานาญในการนาเสนอด้วยวิธีการต่าง ๆ
หลายแบบ หลายวธิ ี ซ่งึ อาจเรยี กว่า “ทักษะ” ซงึ่ สามารถฝกึ ฝนได้ เช่น การฝึกทกั ษะในการพูด ทักษะในการใช้
เครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ การใช้โสตทัศนูปกรณ์ และทักษะในการเขียนเอกสารประกอบการนาเสนอ รวมท้ัง
ทกั ษะในการดัดแปลงข้อมลู และการวิเคราะห์ข้อมูล สถติ ิ แนวความคิดต่าง ๆ เพือ่ นาเสนอออกไปในรูปแบบสื่อ
เปน็ ต้น
ดังน้ัน ในการนาเสนอผู้เสนอจึงจาเป็นต้องมีทักษะต่าง ๆ ที่มีความสาคัญและเก่ียวข้องกับการ
นาเสนอซง่ึ จะเปน็ ประโยชนต์ ่อผนู้ าเสนอเองในการนามาใชช้ ่วยการนาเสนอ
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา/ตอบคาถาม ในการนาเสนอผู้นาเสนอมักจะพบกับปัญหา
เหตุการณ์หรือคาถามที่ไม่ได้เตรียมตัวเพ่ือแก้ไขปัญหา สถานการณ์ หรือคาตอบเอาไว้ล่วงหน้า ผู้นาเสนอจึง
ต้องมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา และสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงผู้นาเสนอต้องมีการเตรียมพร้อมในการ
ตอบคาถาม โดยอาจคาดเดาคาถามเอาไวล้ ่วงหนา้ และเตรียมพรอ้ มโดยการคน้ ควา้ หาขอ้ มลู
4. การวางแผนและการเตรยี มการนาเสนอ
การนาเสนอที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีการวางแผนและเตรียมการนาเสนอเป็นอย่างดีตามหลัก
ของการนาเสนอ ซ่งึ มดี งั ต่อไปนี้
4.1 เขียนแผนการนาเสนอ โดยต้องครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์ในการนาเสนอ ชื่อเร่ืองที่
นาเสนอ หัวข้อเร่ือง แนวความคิดตา่ ง ๆ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม กิจกรรมที่นามาสอดแทรกในการนาเสนอ
ส่ืออปุ กรณแ์ ละเครื่องมอื การนาเสนอ ตลอดจนการเขียนแผนการสาหรบั การประเมนิ ผลการนาเสนอ
4.2 รวบรวมข้อมูล เป็นเนื้อหาสาระ สถิติตามหัวข้อเร่ืองท่ีจะนาเสนอ ผู้นาเสนอควรจะเริ่ม
รวบรวมข้อมลู ในทนั ทที ที่ ราบชื่อเร่อื ง และรายละเอียดของเรือ่ งท่ีจะนาเสนอเพราะข้อมูลที่ใช้เวลารวบรวมเป็น
ระยะเวลานานจะมีเน้ือหาสาระของข้อมูลมากกว่าข้อมูลท่ีใช้เวลาในการรวบรวมเพียงไม่นาน อีกท้ังยังทาให้
ผู้นาเสนอมเี วลาเหลือสาหรับการนาข้อมูลที่รวบรวมมาได้ มาคัดเลือก จัดสรร วิเคราะห์ และหาข้อมูลเพ่ิมเติม
ได้จงึ ทาใหเ้ น้ือหาสาระท่ไี ดม้ านัน้ มคี ณุ ภาพ และมคี วามสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
4.3 ผลิตส่ือและโสตทัศนูปกรณ์ประกอบการนาเสนอ การนาเสนอโดยการใช้เสียงของ ผู้นา
เสนอเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้รับฟังการนาเสนอได้ตลอดเวลา เนื่องจากผู้รับ
ฟังการนาเสนออาจเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่เข้าใจในเน้ือหาสาระท่ีนาเสนอ ผู้นาเสนอจึงจาเป็นต้องนา
อุปกรณ์ หรือโสตทัศนูปกรณ์เข้ามาช่วยในการนาเสนอ เพ่ือดึงดูดความสนใจของผู้รับฟังการนาเสนอ ช่วยให้
ผู้รบั ฟงั สามารถเข้าใจในเน้ือหาสาระง่ายมากยง่ิ ขึ้น รวมถึงอาจชว่ ยใหผ้ ้รู ับฟงั การนาเสนอเกดิ ความรู้สึกพึงพอใจ
ในการนาเสนอด้วย
4.4 ทดสอบ โดยการซ้อมการนาเสนอ ซ่ึงจะมีประโยชน์ต่อผู้นาเสนอเอง คือ ช่วยลดความ
ต่ืนเต้นลง ช่วยพัฒนาทักษะในการนาเสนอ ช่วยให้สามารถควบคุมและปรับปรุงเวลาท่ีใช้ในการนาเสนอได้
ช่วยให้ผู้นาเสนอสามารถปรบั ปรงุ เนือ้ หาที่นาเสนอให้มคี วามเหมาะสมมากยงิ่ ข้นึ
5. หลกั การใชจ้ ิตวทิ ยา
หลักการนาเสนอเพ่ือให้ผู้รับฟังเกิดความสนใจ และพึงพอใจอย่างเป็นไปตามความคาดหวัง
ของผู้นาเสนอได้น้ัน จาเป็นต้องนาเอาหลักการทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการสร้างสภาพแวดล้อมให้
เหมาะสม และเอื้ออานวยตอ่ การนาเสนอ ซ่ึงจะทาใหก้ ารนาเสนอในครง้ั นัน้ มีประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ขึน้
6. การประเมนิ ผล ติดตาม และปรบั ปรุงเทคนิคการนาเสนอ
6.1 การประเมินผลการนาเสนอ สามารถทาได้ทั้งในระหว่างที่ยังมีการนาเสนออยู่และ
หลงั จากทีจ่ บการนาเสนอแลว้
- ในระหว่างที่กาลังนาเสนอผู้นาเสนอสามารถใช้วิธีการสังเกตกิริยาท่าทางการรับรู้ ปฏิกิริยาโต้ตอบ
ของผู้ฟัง หรืออาจใช้วิธีการต้ังคาถาม เพ่ือตรวจดูว่าการนาเสนอข้อมูล ผู้รับฟัง รู้ เข้าใจ สนใจเพียงใด ถ้าผู้ฟัง
สนใจแตย่ ังไมเ่ ขา้ ใจในเนื้อหาที่นาเสนอผู้นาเสนอสามารถปรับแผนการใหม่ในขณะน้ันได้ทันที โดยการพูดหรือ
อธิบายเพม่ิ เตมิ สว่ นเรอ่ื งใดที่ผู้นาเสนอเข้าใจดอี ยู่แลว้ ก็อาจพูดใหส้ ั้นลงจากแผนที่ได้วางไว้
- การตรวจสอบโดยวิธีการพูดคุยกับผู้ฟังระหว่างหยุดพัก ในกรณีท่ีเป็นการนาเสนอท่ีใช้เวลามาก
เช่น การบรรยาย ปาฐกถา หรือการเสนอโครงการต่อคณะกรรมการ ซ่ึงต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมงข้ึนไป หรือใช้
หลาย ๆ วัน ผู้นาเสนอสามารถตรวจสอบผลการนาเสนอจากการคุยกับผู้ฟังในระหว่างพักรับประทานอาหาร
ว่าง หรืออาหารกลางวัน หรือช่วงรับประทานอาหารกลางวัน อาหารเย็น เพื่อดูว่าผู้ฟังสนใจประเด็นไหน
มากกวา่ กัน เพ่อื ผู้นาเสนอจะไดป้ รบั แผนทัน เหมาะสมกับเวลาทม่ี อี ยเู่ พือ่ บรรลุวตั ถปุ ระสงคท์ ี่กาหนดไว้
- หลังจากจบการนาเสนอแล้ว ผู้นาเสนอสามารถตรวจสอบผลการประเมินผลได้ท้ังจากช่วงท้าย
รายการท่ีเปิดโอกาสให้มีการถามคาถาม หรืออาจใช้วิธีแจกแบบฟอร์มการประเมินผลให้ผู้ฟังเขียนตาม
แบบฟอรม์ นน้ั และนากลับมารวบรวมวเิ คราะห์ในภายหลงั
6.2 การติดตามผล เป็นการตรวจสอบผลท่ีได้จากการนาเสนอว่าบรรลุวัตถุประสงค์ท่ีวางไว้
หรอื ไม่ อยา่ งไร
6.3 การปรับปรุงการนาเสนอ สามารถทาได้โดยการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการประเมินผล
การนาเสนอของผู้รับฟงั การนาเสนอมาใชเ้ พอ่ื ปรับปรุงการนาเสนอในคร้ังต่อไป การปรับปรุงการนาเสนอจะทา
ใหก้ ารนาเสนอในคร้ังต่อ ๆ ไป ของผนู้ าเสนอมีประสิทธิภาพมากย่งิ ขน้ึ
ข้นั ตอนการเตรียมการเพอื่ นาเสนอ
1. การคน้ ควา้ หาข้อมูล เปน็ ขนั้ ตอนการเตรียมการนาเสนออันดับแรก หลังจากที่ผู้นาเสนอทราบถึง
ช่อื เรอ่ื ง หัวเรอ่ื งทจี่ ะนาเสนอแลว้ กจ็ าเป็นต้องมกี ารคน้ คว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ จากการค้นคว้าหาข้อมูล
จะทาให้ผนู้ าเสนอมคี วามรมู้ ากยงิ่ ขน้ึ และยิ่งมคี วามรู้มากขึน้ ก็จะทาให้มีความมั่นใจมากข้ึนด้วย
2. การเตรยี มขอ้ มูล สถานท่ี อปุ กรณ์ เมือ่ มีการคน้ ควา้ หาข้อมลู แลว้ ผนู้ าเสนอจาเป็นที่จะต้องมีการ
คัดเลือกข้อมูล เมื่อผู้นาเสนอได้รับข้อมูลที่เพียงพอต่อความต้องการแล้ว ก็ต้องมีการจัดโครงการของการ
นาเสนอ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู เนอื่ งจากข้อมลู ทไ่ี ดม้ านั้น ได้มาจากแหลง่ ท่ีแตกต่างกัน ข้อมูลช่ือเร่ืองเดียวกันอาจ
มีเนื้อหาที่แตกต่างกัน จึงจาเป็นต้องเรียบเรียงข้อมูลใหม่ โดยคานึงถึงความเข้าใจของผู้รับฟังการนาเสนอเป็น
หลัก นอกจากเตรียมข้อมูลแล้ว การเตรียมพร้อมทางด้านสถานที่ อุปกรณ์ และโสตทัศนูปกรณ์เป็นสิ่งท่ีสาคัญ
เพราะปัจจยั ทั้งสองนยี้ อ่ มมีผลต่อความสาเรจ็ และความล้มเหลวในการนาเสนอ สิ่งท่ีต้องคานึงถึงสาหรับปัจจัย
ด้านสถานท่ี คือ สถานท่ีน้ันเป็นสถานท่ีอะไร ขนาดของสถานที่ ระบบเสียง และความดังของเสียง ส่ิงรบกวน
การนาเสนอ ระบบการระบายอากาศ ระบบแสง เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้
3. การลาดับเน้ือหาก่อน-หลัง เป็นเทคนิคท่ีใช้ในการนาเสนอประการหนึ่ง เนื่องจากการลาดับ
เนื้อหาก่อนหลังหรือการเรียงลาดับเหตุการณ์ จะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจในเหตุการณ์ อดีต ปัจจุบันและ
อนาคตได้งา่ ยข้ึน การลาดับเนอื้ หานีม้ ักจะใชส้ าหรับการอธิบายถึงความเปน็ มาของสถานการณ์ต่าง ๆ การใช้ใน
กรณอี า้ งองิ ประวัติศาสตร์ เปน็ ตน้ ซ่งึ ทาใหผ้ ู้รบั ฟังการนาเสนอสามารถมองเหน็ ภาพได้อย่างเปน็ ลาดับขนั้ ตอน
4. การสรา้ งรายการขอ้ มูลส่วนตวั เป็นการเตรียมเน้อื หา ลาดับ ข้ันตอนต่าง ๆ สาหรับผู้นาเสนอ ซึ่ง
เป็นประโยชนแ์ กผ่ นู้ าเสนอในการนาเสนอในการบันทกึ ลาดับ ข้นั ตอนทีน่ าเสนอ เนื้อหาอาจสับสน หรือจาไม่ได้
ในการสรา้ งรายการขอ้ มลู สว่ นตวั ของผนู้ าเสนอจะมีความแตกต่างกันไปตามเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล เพื่อให้
เข้าใจง่ายที่สุดผู้นาเสนอไม่ควรให้บุคคลอ่ืนสร้างรายการข้อมูลส่วนตัวให้ เพราะอาจทาให้เกิดความสับสน ไม่
เขา้ ใจ ทาให้การนาเสนอเกดิ ความผิดพลาดได้
5. การร่างข้อความสาหรับการแนะนาตัวและเปิดการนาเสนอ เป็นขั้นตอนแรกในการนาเสนอ ผู้นา
เสนอจาเป็นต้องร่างข้อความสาหรับการแนะนาตัวและการเปิดการนาเสนอไว้ เพราะการเตรียมพร้อมไว้
ล่วงหน้าจะทาให้ผู้นาเสนอสามารถปรับเปลี่ยนบทพูดให้มีความเหมาะสม ถูกต้อง และมีความพร้อม หากผู้
นาเสนอไมก่ ารเตรยี มพร้อมเอาไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาในการนาเสนออาจทาให้ผู้นาเสนอลาดับเน้ือหาของการเปิด
การนาเสนอผิดพลาด ทาให้การนาเสนอลม้ เหลวตง้ั แตเ่ ริ่มต้น
6. การร่างขอ้ มูล เนือ้ หาทใี่ ช้ในการนาเสนอ ในการนาเสนอนั้นผู้นาเสนออาจเป็นผู้ท่ีมีความชานาญ
เป็นพิเศษสาหรับหัวข้อ เนอื้ เรื่องท่ีนาเสนอ หรืออาจมีบางเร่ืองท่ีผู้นาเสนอไม่ถนัด จาลาดับข้อมูลที่จะนาเสนอ
ไม่ได้ การร่างจึงเป็นประโยชนต์ อ่ ผู้นาเสนอ
7. การร่างขอ้ ความกล่าวสรุปประเด็น เป็นการร่างข้อความสาหรับการกล่าวสรุปหลังจากท่ีได้มีการ
นาเสนอเกี่ยวกับเนื้อหาไปแลว้ เพอ่ื เปน็ การกล่าวสรุปก่อนสิ้นสุดการนาเสนอ ซึ่งมีความสาคัญเช่นเดียวกับการ
เปิดการนาเสนอ ผูน้ าเสนอจาเป็นต้องมีการร่างข้อความกล่าวสรุปไว้เพื่อเตรียมกล่าวสรุป การกล่าวสรุปหากผู้
นาเสนอไม่เตรียมพร้อม จะทาให้ผู้กล่าวสรุปไม่สามารถสรุปเน้ือหาได้ถูกต้อง ทาให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิด
ความสับสน ไม่เข้าใจการกล่าวสรุปประเด็น จึงมีส่วนช่วยให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความเข้าใจในเนื้อหาท่ี
นาเสนอมากย่ิงขึ้น ผู้นาเสนอจาเป็นต้องมีการร่างข้อความกล่าวสรุปประเด็นไว้ล่วงหน้าเพ่ือท่ีจะได้สรุป เรียบ
เรยี ง และคดั เลือกข้อความสรปุ ทมี่ เี น้ือหาท่ีถกู ต้อง และเหมาะสมทีส่ ดุ
8. การจัดสรรเวลา ในการนาเสนอจะมีกาหนดเวลาที่แน่นอนในการนาเสนอ ปัจจัยทางด้านเวลาจึง
เป็นสิ่งสาคญั ที่ผูน้ าเสนอจะตอ้ งนามาพิจารณาในการกาหนดเน้ือหาท่ีจะนาเสนอด้วย เพ่ือให้การนาเสนอตั้งแต่
เริ่มต้นจนถงึ ส้นิ สดุ าการนาเสนออย่ใู นช่วงระยะเวลาท่ีได้กาหนดไว้ การจัด สรรเวลาจึงเป็นสิ่งท่ีมี ความสาคัญ
อกี ประการหนงึ่ ในการนาเสนอ ผนู้ าเสนอสามารถจดั สรรเวลาใหม้ คี วามเหมาะสมได้ 2 วธิ ี ดังตอ่ ไปนี้
8.1 การคาดคะเน เป็นวิธีการท่ีนาเสนอจัดสรรเวลาโดยประมาณระยะเวลาในแต่ละข้ันตอน
ท่ีจะใช้ในการนาเสนอ โดยพจิ ารณาเน้อื หาทีจ่ ะนาเสนอว่ามากน้อยเพียงใด ตอ้ งใชเ้ วลาเท่าใด โดยหากเนื้อหามี
มากก็อาจต้องใช้เวลาในการนาเสนอมากทาให้เกินระยะเวลาในที่กาหนดไว้ผู้นาเสนอก็ต้องปรับเปลี่ยนเน้ือหา
ให้สั้นลง แต่ในการจัดสรรเวลาโดยวิธีการคาดคะเนมีข้อเสีย คือ ผู้นาเสนออาจคาดคะเนผิดพลาดทาให้การใช้
เวลาในการนาเสนอไม่เหมาะสมตามความต้องการ
8.2 การซอ้ มการนาเสนอ เปน็ วธิ ีการจดั สรรเวลาทนี่ อกจากจะมีประโยชน์ในการจัดสรรเวลา
แล้ว ยังมีประโยชน์ในการช่วยฝึกซ้อมการนาเสนอให้ผู้นาเสนอได้พัฒนาความสามารถในการนาเสนอของตน
ด้วย การซ้อมนาเสนอจะช่วยให้ผู้นาเสนอทราบเวลาที่แน่นอน ท่ีจะใช้ในการนาเสนอ ทาให้ผู้นาเสนอทราบ
เวลาท่ีใช้ในการนาเสนอว่ามากน้อยเพียงใด สามารถปรับเปล่ียนเน้ือหา จัดสรรเวลาในการนาเสนอได้อย่าง
ถูกตอ้ งมากย่ิงข้ึน แตใ่ นการจดั สรรเวลาตามวธิ ีนก้ี อ็ าจเกิดความผิดพลาดซ่ึงเกิดจากตัวผู้นาเสนอเอง คือ เม่ือถึง
เวลาการนาเสนอจริง ผู้นาเสนออาจจะรู้สึกตื่นเต้นจนทาให้ พูดเร็ว พูดผิด ๆ ถูก ๆ จนทาให้ระยะเวลาที่ใช้ใน
การนาเสนอจรงิ กบั ระยะเวลาทใี่ ช้ในการซ้อมแตกตา่ งกนั
9. การเลือกส่ือในการนาเสนอให้เหมาะสม สื่อหรือโสตทัศนูปกรณ์ที่นามาใช้ช่วยในการนาเสนอมี
อยู่หลายชนิด ผู้นาเสนอจึงควรจะคานึงถึงปัจจัยด้านความเหมาะสมในการเลือกใช้ส่ือท่ีนามาช่วยในการ
นาเสนอดว้ ย ซงึ่ มีปจั จยั ต่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
- เนอื้ หาทนี่ าเสนอ
- สถานที่ทีน่ าเสนอ
- ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการนาเสนอ
- งบประมาณในการนาเสนอ
- ประเภทของผรู้ บั ฟงั การนาเสนอ
- ความสามารถในการใช้สือ่ ของผ้นู าเสนอ
การเลอื กใช้สอ่ื ท่เี หมาะสมจะทาใหก้ ารนาเสนอมีความน่าสนใจมากย่ิงขึ้น ช่วยให้ผู้รับฟังการนาเสนอ
มีความเข้าใจในเน้ือหาที่นาเสนอมากย่ิงข้ึน
10. การประเมินการนาเสนอ ปัจจุบันนิยมใช้การประเมินโดยการใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิธีการท่ี
ทาให้สามารถวัดผล เปรียบเทียมได้อย่างแน่นอน มีตัวเลขประเมินชัดเจน การประเมินผลการนาเสนอช่วย ผู้
นาเสนอทราบผลการนาเสนอของตนเองว่ามีขอ้ ดหี รือข้อเสียอย่างไร ประสบความสาเร็จหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็น
ประโยชนต์ ่อผู้นาเสนอเองในการนาขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการประเมินผลไปใชใ้ นการปรบั ปรุงการนาเสนอในครั้งต่อไป
ขน้ั ตอนและวิธกี ารนาเสนอ
1. การเปิดการนาเสนอ
เป็นขั้นตอนแรกใจการนาเสนอ การกล่าวนาเสนอหรือการเกริ่นนาเป็นข้ันตอนในการดึงดูด
ความสนใจจากผู้ฟังก่อนที่จะเข้าไปสู่เน้ือหาของการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรใช้เทคนิคในการเรียกร้องความ
สนใจของผู้นาเสนอด้วยการทาให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจ กระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความอยากรู้อยากเห็น วิธีการในการ
เปดิ การนาเสนอได้ ดงั นี้
1.1 การกล่าวถึงเร่ืองที่จะนาเสนออย่างคร่าว ๆ เป็นวิธีการท่ีนิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
เพราะเป็นการกลา่ วนาเสนอท่มี ุง่ ท่วี ตั ถปุ ระสงค์ในการนาเสนอโดยตรง ผู้นาเสนอควรกล่าวถึงเน้ือหาพอสังเขป
ไม่ยาวเกินไป และควรใช้วธิ กี ารกลา่ วเกริน่ นาทชี่ ่วยกระตนุ้ ให้ผูฟ้ งั เกิดความสนใจในเรอื่ งทีจ่ ะนาเสนอ
1.2 อธิบายถงึ ประสบการณ์สว่ นบุคคล โดยจะต้องเน้นถึงประสบการณ์ในส่วนที่เก่ียวข้องกับ
เรื่องที่นาเสนอ เพราะจะทาให้ผฟู้ งั เกิดความเชอื่ ถือในตวั ผนู้ าเสนอวา่ เปน็ ผู้ท่ีมปี ระสบการณ์และมีความชานาญ
1.3 การถามคาถาม เพื่อให้ผู้ฟังให้ความร่วมมือกับผู้นาเสนอในการยกมือ หรือตอบคาถาม
ในบางครั้งผูน้ าเสนออาจพูดเกรน่ิ นาในเชงิ คาพูด ถามคาถามหรือคาถามเชิงโวหาร คือ การถามแบบไม่ต้องการ
คาตอบ แตเ่ ป็นการเรยี กรอ้ งความสนใจใหผ้ ฟู้ ังเกิดความสงสัย กระตุ้นให้เกดิ ความรู้สกึ สนใจอยากทราบคาตอบ
1.4 การต้ังประโยคชวนคิดหรือการสมมติ เป็นการเกริ่นนาโดยการชักชวนให้ผู้ฟังได้สร้าง
สถานการณ์สมมติ ให้ผู้ฟังได้มีความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมด้วย การใช้วิธีนี้ในการเกร่ินนาผู้นาเสนอจะต้องใช้
สถานการณส์ มมตทิ ่สี ามารถตีความได้หลายด้าน สามารถหาเหตุผลมาใช้ประกอบได้หลายทาง เพื่อให้ผู้ฟังเกิด
ความรู้สึกสนใจตอ้ งการคาตอบหรอื ขอ้ สรุป
1.5 การอธิบายถึงสิ่งใหม่ ๆ อาจพูดถึงส่ิงที่ผู้นาเสนอเองมีความรู้ ความชานาญในด้านน้ัน
อย่างลึกซ้ึง ซ่ึงผู้ฟังอาจไม่เคยรู้มาก่อนหรืออาจพูดถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เพิ่งจะเกิดข้ึนเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
เพื่อให้ผูฟ้ งั เกิดความร้สู กึ ตนื่ เต้น สนใจ
1.6 การใช้โสตทัศนูปกรณ์ เป็นการเริ่มต้นเปิดการนาเสนอ ได้แก่ โปรเจคเตอร์ วิดีทัศน์
สไลด์ เปน็ ตน้ วธิ กี ารน้ีเป็นวิธีการท่ีสะดวกสาหรับผู้นาเสนอ เพราะไม่จาเป็นต้องเตรียมตัวสาหรับการเกร่ินนา
อาจมีการแนะนาตัวเพียงเล็กน้อย แต่ผู้นาเสนอจะต้องเตรียมพร้อมสาหรับส่ือโสตทัศนูปกรณ์ที่นามาใช้ การ
ออกแบบภาพประกอบหรือเนอื้ หาท่ีจะใชใ้ หด้ สู วยงาม น่าสนใจและสอดคล้องกับเรื่องทน่ี าเสนอ
1.7 การแสดงความเหมือนซึ่งกันและกัน เป็นการสร้างความรู้สึกให้แก่ผู้ฟังว่าผู้นาเสนอ ก็
เปน็ ผู้ทีเ่ หมอื นกบั ผู้ฟงั ไม่มีความแตกต่างอะไรกัน เพอ่ื ใหผ้ ู้ฟงั เกดิ ความประทับใจและสร้างบรรยากาศท่ีมีความ
เปน็ กันเอง
1.8 การเลา่ เรื่องตลกขาขัน เป็นวธิ ีการดงึ ดดู ความสนใจผู้ฟัง ช่วยสร้างบรรยากาศสนุกสนาน
เร่อื งท่ีจะนามาใช้เล่าน้ันจะต้องไม่ยาวเกินไป และมีความสอดคล้องกับเร่ืองท่ีนาเสนอหรืออาจต้องอาศัยความ
ชานาญ เทคนิคของผนู้ าเสนอในการเชื่อมโยงเรอื่ งราวทีเ่ ล่ากับเร่ืองที่นาเสนอ
เน้ือหาในการนาเสนอ
เป็นข้ันตอนท่ีมีความสาคัญมากท่ีสุด เพราะเนื้อหา คือ ส่ิงท่ีผู้นาเสนอต้องการจะนาเสนอให้กับผู้ฟัง
ได้ทราบ ผ้นู าเสนอควรเตรียมความพร้อมสาหรับเน้ือหาที่นาเสนอ โดยการแบ่งแยกรายละเอียดออกเป็นข้อ ๆ
เพื่อให้ผู้ฟงั ทาความเขา้ ใจได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ควรที่จะมีจานวนข้อมากเกินไป เพราะจะทาให้ผู้ฟังมีความรู้สึกเบ่ือ
หนา่ ยไดก้ ารแบ่งเนื้อหาเป็นหัวขอ้ ยอ่ ยไม่ควรจะแบง่ ยอ่ ยเกนิ ไป จนทาใหผ้ ู้ฟังและผู้นาเสนอเองรู้สึกสับสน
เนอื้ หาหรือเนอื้ เร่อื ง ประกอบดว้ ยองค์ประกอบหลัก 3 สว่ น คือ
1. ประเด็นเรื่อง คือ ส่วนของเน้ือหาหรือเน้ือเรื่องที่มีความสาคัญท่ีผู้นาเสนต้องการเสนอให้แก่ผู้ฟัง
การนาเสนอประเด็นต่าง ๆ ในปัจจุบันผู้นาเสนอมักจะนาส่ือหรือโสตทัศนูปกรณ์มาใช้ช่วยในการนาเสนอให้มี
ความนา่ สนใจและง่ายตอ่ การทาความเข้าใจ
2. ตวั อย่างประกอบ เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจประเด็นต่าง ๆ ที่นาเสนอได้ง่ายมากขึ้น มีความน่าติดตาม
การยกตัวอยา่ งประกอบสามารถทาได้ ดังนี้
2.1 การเล่าเร่ือง เป็นการเล่าความคิด ถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ฟังได้
คิด และจดจาไปใชเ้ ป็นแบบอย่าง
2.2 การเล่าเรื่องขาขัน เปน็ ส่งิ ท่ีช่วยดึงความสนใจจากผู้ฟัง การแต่งเรื่องขาขันไม่ใช่ส่ิงที่ต้อง
อาศัยความชานาญของผู้พูดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จาเป็นต้องอาศัยทักษะในการสอดแทรกเนื้อหาและ
เช่ือมโยงไปสเู่ นื้อเร่อื งที่นาเสนอ
2.3 การใช้ตัวเลขประกอบ โดยมากมักใช้ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ สถิติมาประกอบการ
นาเสนอ เนื้อเรื่องท่ีนาเสนอน้ันบางอย่างจาเป็นต้องใช้ตัวเลขเข้ามาช่วย เพื่อแสดงให้ผู้ฟังเข้าใจในตัวเลขสถิติ
แต่ผู้นาเสนอควรระมัดระวังในการนาตัวเลขมาใช้ ตัวเลขที่มีมากเกินไป ยุ่งเหยิง จะทาให้ผู้ฟังเกิดความสับสน
และเบ่ือหน่าย
3. การเช่ือมโยงไปสู่ประเด็นใหม่ คือ คาพูดหรือประโยคที่ผู้นาเสนอนามาใช้ในการเชื่อมโยงจาก
ประเด็นเดิมที่พูดจบแลว้ ไปสปู่ ระเด็นใหม่
เน้ือหาในการนาเสนอ
เป็นโอกาสสุดท้ายสาหรับผู้นาเสนอในการสร้างความประทับใจ ความสนใจ ก่อนที่จะสิ้นสุดการ
นาเสนอ การสรุปเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจ จบด้วยการไขข้อข้องใจหรือคาตอบของคาถามที่ได้ถามไว้ใน
ตอนเกริ่นนา การกล่าวสรุปมวี ิธีการดงั น้ี
1. การทบทวนสรุปเน้อื หา เปน็ วธิ ีการกลา่ วสรปุ การนาเสนอแบบเปน็ ทางการ ผู้นาเสนอควรจะสรุป
เน้นความสาคัญของเน้ือเร่ืองที่นาเสนอ จึงต้องใช้ความสามารถในการสรุปหลังจากท่ีสรุปย่อแล้วทาให้ผู้ฟัง
เขา้ ใจ
2. การชกั จูงให้ต้องลงมือปฏิบัติ เป็นการกล่าวสรุปเพื่อโน้มน้าว จูงใจให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกอยากจะ
ไปปฏบิ ัติจริง
3. การตั้งคาถาม เป็นการต้ังคาถามเชิงโวหาร หรือแบบมีวาทศิลป์ ซึ่งอาจไม่ต้องการได้รับคาตอบ
แตต่ อ้ งการให้ผูฟ้ งั นนั้ ไดค้ ิด เช่นเดียวกับวิธีการกลา่ วเปดิ การนาเสนอ ถงึ แมว้ า่ ผนู้ าเสนอจะตั้งคาถามไปแล้ว แต่
ในขนั้ ตอนการสรปุ ก็สามารถตั้งคาถามได้อกี
4. การใหค้ าแนะนา มักจะเกิดข้ึนสาหรับการนาเสนอขายสินค้า หลังจากท่ีขายสินค้าได้ผู้นาเสนอก็
จะให้คาแนะนาเก่ียวกับสินค้า หรือการให้คาแนะนาของผู้นาเสนอ ซ่ึงเป็นบุคคลท่ีมีความน่าเช่ือถือในการให้
คาแนะนากบั บคุ คลทั่วไป
5. การให้คาสัญญา ผู้ที่ให้คามั่นสัญญา ควรเป็นบุคคลท่ีใส่ใจให้ความสาคัญและรักษาคาพูด หากผู้
นาเสนอใหค้ ามนั่ สญั ญาแล้วไม่ทาตามก็จะทาให้ความน่าเชือ่ ถอื หมดไป
6. การให้คาคม เป็นการกล่าวถ้อยคาท่ีเฉียบแหลม คมคาย จนทาให้ผู้ฟังรู้สึกกินใจ เร้าใจ และ
อยากจดจาเพ่ือนาไปประยุกต์ใชเ้ ป็นคตปิ ระจาตวั
การนาเสนอท่ดี ี
นอกจากการเลือกรูปแบบของการนาเสนอให้ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว การนาเสนอท่ีมีคุณภาพสูง
สุด จะต้องคานึงถึงลักษณะของการนาเสนอ ที่จะช่วยให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการนาเสนอด้วย
โดยทั่วไปลกั ษณะของการนาเสนอท่ีดี ควรมอี งค์ประกอบที่สาคญั ดงั ตอ่ ไปนี้
1. มวี ัตถปุ ระสงค์ท่ชี ดั เจน ผรู้ ับฟงั รับรู้ในส่ิงที่คาดหวัง หรือในส่ิงที่ต้องการ ดังน้ันผู้นาเสนอจะต้อง
ดาเนินการศึกษาวัตถุประสงค์ในการนาเสนอ ซึ่งจะช่วยให้ทราบได้ว่า ควรเตรียมเนื้อหาเร่ืองราวไปในทิศทาง
ไหน ด้วยกระบวนการนาเสนอใดจะช่วยทาให้การนาเสนอกระชับ ตรงประเด็น ไม่ทาให้ผู้รับฟังรู้สึกเสียเวลา
และราคาญ หรือรสู้ กึ วา่ ผ้นู าเสนอพูดออกนอกประเด็น
2. มีการวางโครงสรา้ ง (โครงเรอื่ ง) เนื้อหาและส่อื อย่างเป็นระบบ ก่อนการดาเนินการนาเสนอต้องมี
การวางกรอบของเน้ือหาสาระ และกาหนดการใช้สื่อสนับสนุนในการนาเสนอ เพื่อการสร้าง Story line และ
ส่อื นาเสนอสาหรบั ใช้ในการนาเสนอให้น่าสนใจ
3. มีรูปแบบการนาเสนอเหมาะสม เรื่องราวและสื่อท่ีใช้ในการนาเสนอต้องมีความกะทัดรัดได้
ใจความ เรียงลาดบั ไมส่ ับสน ใชภ้ าษาในการนาเสนอทีเ่ ขา้ ใจงา่ ย ใช้ส่อื หลัก และส่ือสนับสนุนอื่น ๆ นามาขยาย
ความตามความจาเป็น ที่สาคัญควรเตรียมเนื้อหาให้เหมาะสมกับเวลาที่ได้รับและเผ่ือเวลาไว้สาหรับการตอบ
คาถาม
4. มีเน้ือหาสาระดี ข้อมูลเป็นปัจจุบัน น่าเชื่อถือ ถูกต้อง เน้ือหามีความสมบูรณ์ ตรงตามความ
ต้องการของผรู้ ับฟงั เป็นเนอื้ หาท่ีไม่กลา่ วใหร้ า้ ย หรือเสยี ดสใี คร (แมจ้ ะเปน็ เรื่องจรงิ )
5. มีข้อเสนอหรือแนวคิดที่ดี ส่วนสุดท้ายของกระบวนการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรให้แนวคิดหรือ
ข้อเสนอทเ่ี ป็นจริง มีแนวทางปฏิบตั หิ รอื ข้อเปรยี บเทียบทช่ี ัดเจนแก่ผรู้ บั ฟัง
สรุป
หลักการนาเสนอข้อมูลและสร้างสื่อนาเสนอ การนาเสนองานหรือผลงานนั้นสื่อนาเสน อ
เปรียบเสมอื นสะพานเชือ่ มเน้ือหาของผู้บรรยายไปยังผู้ฟังและผู้ชม ดังนั้นสื่อจึงมีบทบาทสาคัญอย่างมาก ส่ือท่ี
ดี จะช่วยให้การถ่ายทอดเนื้อหาสาระทาได้อย่างรวดเร็วย่ิงขึ้น ผู้ฟังและผู้ชมจะสามารถ จดจาเน้ือหาสาระได้
นานและเข้าใจในเนือ้ หาไดด้ ีมากขนึ้ ความหมายการนาเสนอ การนาเสนอข้อมูล หมายถึง การส่ือสารเพื่อเสนอ
ข้อมูล ความรู้ ความคดิ เหน็ หรือความต้องการไปสู่ผู้ชม ผู้ฟังโดยใช้เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ อันจะทาให้บรรลุ
ผลสาเรจ็ ตามจุดม่งุ หมายของการนาเสนอ
ภาพท่ี 2.1 : หลกั ในการนาเสนอ
แหลง่ อ้างอิง
sites.google.com/site/karnasenx/contact-me รูปแบบการนาเสนอ (ระบบออนไลน)์
แหลง่ ท่ีมา : https://sites.google.com/site/karnasenx/contact-me (18 กันยายน 2563)
presentationben.com/2016/01/19 ลกั ษณะและรูปแบบการนาเสนอ (ระบบออนไลน)์
แหล่งท่ีมา : https://presentationben.com/2016/01/19 (18 กันยายน 2563)
elements-present.blogspot.com/ องคป์ ระกอบของการนาเสนอ (ระบบออนไลน์)
แหล่งที่มา : http://elements-present.blogspot.com/ (18 กันยายน 2563)
sites.google.com/a/surinpakdee.ac.th/ หลกั การนาเสนอท่ีมีประสิทธภิ าพ (ระบบออนไลน์)
แหล่งที่มา : https://sites.google.com/a/surinpakdee.ac.th/
บทท่ี 3
จิตวทิ ยาในการนาเสนอ
บทนา
การนาเสนอทจ่ี ะประสพความสาเร็จ ต่อเม่ือผู้รับการนาเสนอเกิดการยอมรับ และพึงพอใจจึงต้องใช้
จิตวิทยาอันเป็นวิชาที่เก่ียวข้องกับ พฤติกรรมหรือการกระทาของมนุษย์มาช่วยในการสื่อสารทาความเข้าใจ
และปอู งกนั การขดั ขวางลาพังการนาเสนอข้อเท็จจริง ข้อมูล และสารสนเทศต่อผู้รับการนาเสนอยังไม่เพียงพอ
เพราะผู้รับการนาเสนอเป็นมนุษย์ปุถุชนมีความรู้สึกและอารมณ์ จึงต้องนาเสนอให้สนองตอบต่ออารมณ์ ของ
ผ้รู ับการเสนอด้วย
เราจาเป็นต้องวิเคราะห์ผู้รับการนาเสนอเพื่อให้รู้ถึงความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ทัศนคติ ค่านิยม
และ รสนิยม ตลอดจนความคาดหวังของผู้รับการนาเสนอ เป็นการทาความรู้จักอันจะช่วยให้สามารถสนอง
ความต้องการ ถา้ หากผรู้ ับการนาเสนอ เปน็ บุคคลเดียว หรอื คณะบุคคลกลุ่มเล็ก ๆ ก็สามารถวิเคราะห์ลักษณะ
ของผู้รับการนาเสนอได้สะดวก ถ้าผู้รับการนาเสนอจานวนมากเป็นกลุ่มใหญ่นับสิบนับร้อยคนข้ึนไป การ
วิเคราะห์ผู้รับการนาเสนอย่อมกระทาไดย้ ากขึ้น ซงึ่ จะต้องวเิ คราะหล์ กั ษณะของส่วนใหญโ่ ดยรวม
ในดา้ นจติ วทิ ยา เราต้องศกึ ษาถงึ พฤติกรรมของผู้รับการนาเสนอ และ มีการตระเตรียมการนาเสนอ
การสร้างความนา่ เช่อื ถือ ความนา่ ไวว้ างใจ การสร้างความพึงพอใจต่อผู้รบั การนาเสนอ
ลกั ษณะของการนาเสนอ
การนาเสนอเป็นหน่ึงในทักษะท่ีทุกคนจะต้องฝึกฝนให้เกิดข้ึนแก่ตน เพราะเป็นทางนามาซึ่ง
ความสาเร็จในการนาผลงาน แผนงาน โครงการและความคิดต่าง ๆ เสนอเพ่ือให้มีการรับรอง หรือ การอนุมัติ
นับว่าเป็นสิงสาคญั อย่างยงิ่ ในการทางานและการดาเนินชีวิต
นอกจากการเลอื กรปู แบบของการนาเสนอ ให้ถกู ต้องและเหมาะสมแล้ว จะต้องคานึงถึงลักษณะของ
การนาเสนอ ที่จะช่วยใหบ้ รรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการนาเสนอด้วย โดยท่ัวไปลักษณะของการนาเสนอท่ีดี
ควรมดี งั ต่อไปน้ี
1. มีวัตถปุ ระสงค์ท่ชี ดั เจน กล่าวคือ มีความตอ้ งการท่ีแน่ชัดว่า เสนอเพ่ืออะไร โดยไม่ต้องให้ผู้รับรับ
การนาเสนอตอ้ งถามวา่ ตอ้ งการให้พิจารณาอะไร
2. มีรูปแบบการนาเสนอเหมาะสม กล่าวคือ มีความกะทัดรัดได้ใจความ เรียงลาดับไม่สับสนใช้
ภาษาเขา้ ใจง่าย ใชต้ าราง แผนภมู ิ แผนภาพ ช่วยใหพ้ ิจารณาขอ้ มูลได้สะดวก
3. เน้ือหาสาระดี กล่าวคือ มีความน่าเช่ือถือ เที่ยงตรง ถูกต้อง และสมบูรณ์ครบถ้วนตรงตามความ
ต้องการ มีข้อมูลท่ีเปน็ ปัจจบุ ันทนั สมยั และมีเนอ้ื หาเพียงพอแก่การพิจารณา
4. มีขอ้ เสนอที่ดี กล่าวคอื มีขอ้ เสนอท่สี มเหตูสมผล มีข้อพิจารณาเปรียบเทียบทางเลือกท่ีเห็นได้ชัด
เสนอแนะแนวทางปฏบิ ตั ทิ ี่ชัดเจน
หลกั การใช้จติ วทิ ยา
หลักการนาเสนอเพ่อื ใหผ้ ูร้ ับฟงั เกิดความสนใจ พึงพอใจอย่างเป็นไปตามความคาดหวังของผู้นาเสนอ
ได้นั้น จาเป็นต้องนาเอาหลักการทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและยัง
เออ้ื อานวยต่อการนาเสนอ ซึง่ จะทาใหก้ ารนาเสนอในครัง้ นน้ั มีประสิทธภิ าพมากยิ่งขน้ึ
1. หลกั ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล เพราะบุคคลแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันเนื่องด้วยปัจจัย
ทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ผู้นาเสนอต้องพิจารณาถึงกลุ่มบุคคลท่ีเข้ารับฟังการนาเสนอว่า เป็นคน
ระดับใด มีพื้นฐานความรู้ การศึกษา เพศ อายุ ตาแหน่ง หน้าที่การทางานอย่างไร และทุกคนในกลุ่มผู้รับฟัง
การนาเสนอน้ันมีพื้นฐาน ประสบการณ์เหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร เพ่ือนาข้อมูลความแตกต่างระหว่าง
บุคคลมาใชเ้ ปน็ ประโยชน์ในการวางแผนสาหรับการนาเสนอ
2. หลักการเร้าความสนใจ เป็นหลักการสาคัญท่ีจะทาให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความสนใจ และ
ต้ังใจในการรับฟังมากยิ่งขึ้น หลักการทางจิตวิทยาท่ีควรนามาใช้ในการเร้าความสนใจของผู้รับฟังการนาเสนอ
ได้แก่ จิตวิทยาความสนใจและความตง้ั ใจทมี่ ตี อ่ การฟัง ปจั จยั แห่งความสนใจ เปน็ ต้น
3. หลักการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการนาเสนอ เป็นหลักการที่ประยุกต์จากจิตวิทยาการ
เรยี นรทู้ ก่ี ล่าวว่าการเรยี นรู้ของบุคคลเกิดจากปจั จยั ดังตอ่ ไปน้ี
3.1 การพบปญั หา และจาเปน็ ตอ้ งแก้ปัญหานั้นเพอื่ ความอย่รู อด
3.2 เมอ่ื ได้ลงมอื ปฏิบัติ เพอื่ สรา้ งทักษะการแก้ปัญหาในอนาคต
3.3 อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ ด้วยการฝึกปฏิบัติควบคู่ไปกับการใช้สื่อ
และเครอ่ื งมือหรือกิจกรรมการนาเสนอการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการนาเสนอน้ันมีประโยชน์ คือ ช่วย
ให้ผรู้ ว่ มทากิจกรรมหรือผรู้ บั ฟงั การนาเสนอสามารถเรียนรลู้ ะเข้าใจในเน้ือหาสาระ ของการนาเสนอได้จากการ
เรียนรู้จากกิจกรรม เพราะการนาเสนอในบางเรื่อง การพูดหรือการใช้สื่อโสตทัศนูปกรณ์ หรือการนาเอา
กจิ กรรมมาชว่ ย เช่น เกมส์ เป็นตน้
3.4 หลักการได้รับผลย้อนกลับทันท่วงที หรือ Feedback เป็นการประยุกต์จากทฤษฎี การ
รับรูข้ องบุคคลมาใช้เพื่อให้ผู้รับฟังมีการตอบสนองต่อการนาเสนอ โดยทฤษฎีนี้ได้แสดงถึงการตอบสนองต่อส่ิง
เร้าของบุคคลโดยจะมีกระบวนการเป็นสองทาง เช่น มีคาถามมากข้ึน มีข้อสงสัย เพื่อให้ทราบผลการนาเสนอ
ของผนู้ าเสนอวา่ ถกู หรอื ผิดอย่างไร หรอื ได้รบั ความสนใจมากน้อยแคไ่ หน มีอะไรบา้ งท่ีต้องแกไ้ ข
จิตวทิ ยาเกยี่ วกบั ความสนใจและความตั้งใจทีม่ ตี ่อการพดู
ช่วงความสนใจของมนษุ ยอ์ ยู่ระหว่าง 3-24 วินาที และความสนใจดีเยี่ยมระหว่างช่วง 5-8 วินาที ถ้า
จัดข้อความหรอื จังหวะการออกเสียงให้ถกู ต้องกบั ชว่ งความสนใจแล้ว คนฟังจะจับใจความท่ีพูดหรือเน้ือหาของ
ข้อความนาเสนอได้ดีขึ้น ฉะน้ันการนาเสนอท่ีดีจึงควรใช้ข้อความง่าย ๆ และไม่ยุ่งยากซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นการ
พูด หรือการนาเสนอด้วยเอกสารซึ่งไม่ควรยาวต่อเน่ืองกันมากเกินไป การพูดซ้า ๆ และเน้นจึงควรให้ผลดีกว่า
การพูดเร็ว ๆ หรือรีบ ๆ พูด การใช้ข้อความเนื้อหาในแต่ละหน้าโดยเน้นหัวข้อใหญ่ ๆ จะได้ผลดีกว่าการให้
ข้อความอธบิ ายยาว ๆ เชน่ กนั ขอบเขตความสนใจ การทดลองทางจิตวิทยาพบว่า มนุษย์มีขอบเขตความสนใจ
ด้วยหู ประมาณ 5-8 รายการ ด้วยตาประมาณ 4-5 รายการ ฉะนั้น การแยกหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย ในการพูด
และในเอกสารการนาเสนอจึงควรให้อยู่ในขอบเขตความสนใจด้วย คือ ไม่เกิน 8 ข้อ แต่จะให้ได้ผลดีย่ิงขึ้นไม่
ควรเกนิ 5 ขอ้
จติ วทิ ยาเกย่ี วกับความสนใจและความต้งั ใจท่ีมตี ่อการฟัง
ปจั จยั ความสนใจที่มีต่อการฟัง เรยี งลาดบั ความสาคัญดังตอ่ ไปนี้
1. ภาษาทีง่ ่ายและชัดเจน
2. หวั ขอ้ ใหญ่
3. การจดั ระเบียบทีด่ ี
4. อาการทีแ่ สดงในการพูด
5. บุคลิกภาพของผ้พู ูด
6. การถกเถยี งแสดงเหตุผล
7. การใหข้ อ้ มูลความรู้
ปัจจัยแห่งความตงั้ ใจ คล้ายคลึงกบั ปัจจยั แหง่ ความสนใจ ความตง้ั ใจเมื่อเกดิ ข้นึ จะทาให้ต้งั ใจฟงั อยา่ ง
จรงิ จงั ต่อไปจนจบเชน่ เดยี วกับความสนใจ ปัจจัยท่สี าคญั ของความตั้งใจทจ่ี ะมตี ่อการพูดเพ่ือนาเสนอ อาจแบ่ง
พจิ ารณาไดด้ ังต่อไปนี้
1. ส่วนที่เกี่ยวกับเสียงและกิริยาอาการ เสียงที่ชวนให้ตั้งใจฟัง ได้แก่ เสียงที่ดังพอชัดเจน สูง ๆ ต่า
ๆ ชา้ ๆ เรว็ ๆ สลับกนั ไป เป็นต้น กิริยาอาการท่ีชวนให้เกิดความต้ังใจ ได้แก่ การใช้มือไม้ท่าทางสลับกันไปมา
ไม่จาเจ หรือซา้ ซาก ปัจจัยประเภทความแปลกใหม่ ความเปลี่ยนแปลงหรืออ่ืน ๆ อาจทาได้โดยการใช้กระดาน
แผนภูมิ หรือแบบจาลองกไ็ ด้
2. ส่วนที่เก่ียวกับเน้ือหาที่พูด เนื้อหาหรือถ้อยคาท่ีใช้พูดจะเกิดความตั้งใจฟังได้ถ้ามีลักษณะ
ดังต่อไปนี้
2.1 ความเข้มข้น คาพดู ทเ่ี ปน็ ภาพพจนห์ รอื เคลอ่ื นไหวไดย้ ่อมชวนใหต้ งั้ ใจได้ดีกว่า
2,2 ความแปลกใหม่ ท่ีทาให้รู้สึกต่ืนเต้น จะทาให้สามารถเรียกร้องความต้ังใจได้ เช่น การ
นาเสนอด้วยภาพ วดี ีโอ แทนการพูดหรอื การใชต้ ัวอักษรในการนาเสนอเพียงอยา่ งเดียว
2.3 ความเคลื่อนไหว ความเปล่ียนแปลง ความตั้งใจสูงขึ้นในการฟังท่ีใช้อุปกรณ์ส่ือต่าง ๆ
การพดู อย่างมที กั ษะและมีจังหวะเข้ากบั เนอ้ื หาท่นี าเสนอไดด้ ี
ปัจจยั แห่งความสนใจ
1. อัตตา อะไรก็ตามที่เก่ียวกับตัวผู้ฟังย่อมเรียกร้องความสนใจได้ดีท่ีสุด ผู้ฟังแต่ละคนเป็นเสมือน
ศูนย์กลางจักรวาลแห่งตนเองที่มีทุกส่ิงทุกอย่างหมุนรอบอยู่ ประการแรกท่ีผู้นาเสนอจะต้องขวนขวาย คือ
เชือ่ มโยงเรอ่ื งทีจ่ ะพูดใหเ้ ก่ียวกับผู้ฟงั โดยตรง ประการท่สี อง ผู้นาเสนอจะต้องสร้างความต้องการให้เกิดข้ึนแล้ว
ตอบสอนงความต้องการน้นั
2. ความใกล้ชิดและความคุ้นเคย คุณสมบัติในการสร้างความสนใจประเภทนี้ต่อเน่ือง มาจากปัจจัย
แรก ความใกล้ชิด ประกอบด้วย เวลา สถานท่ี ผลประโยชน์ ความร้สู กึ ผูเ้ สนอตอ้ งพยายามหาทางดึงเนือ้ หาที่
จะพูดใหใ้ กลก้ ับความปรารถนา ความตอ้ งการ และประสบการณ์ของผู้นาเสนอให้มากที่สุด ต่อมาเป็นส่วนของ
ความคุ้นเคย การเลา่ เร่ืองหรือพูดเรอ่ื งที่เก่ียวกบั ความค้นุ เคยย่อมทาใหเ้ ห็นภาพพจน์ หรือรสชาติดีกว่าสิ่งที่ไม่มี
ความคนุ้ เคย
3. ภาพพจน์ การพูดให้ผู้ฟังเห็นภาพ จะทาให้มีความน่าสนใจเหมือนกับการพาผู้ฟังชมภาพยนตร์
เรอ่ื งนา่ สนกุ น่าสนใจ คาพดู ยอ่ มมีภาพของตัวเอง นักพูดทีพ่ ูดน่าสนใจ คอื ผทู้ ส่ี ามารถสรา้ งมโนภาพให้เป็นภาพ
ในความคิดของผ้ฟู ังได้
4. ความสาคัญและความลึกลับ มนุษย์ทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นคุณสมบัติผลักดันให้
ค้นคว้าและประดิษฐ์ต่าง ๆ เป็นทุนธรรมชาติ การพูดท่ีสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้ฟังย่อมได้รับความ
สนใจมาก ซึ่งองค์ประกอบสาคัญเก่ียวกับการสร้างความสนใจ ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์จะมีลักษณะ
สาคญั ดังนี้
4.1 มีความสาคัญและมีลกั ษณะเด่น ยิ่งมีความสาคัญ ย่ิงมีลักษณะเด่นเท่าไรก็ยิ่งเป็นท่ีสนใจ
มากข้ึนเทา่ นั้น ฉะน้นั เวลาจะพูดตอ้ งเตรยี มพร้อมกับขอ้ มลู เกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์เฉพาะที่สาคัญ หรือเด่น ๆ
เทา่ นัน้
4.2 ส่ิงทีล่ กึ ลับนา่ ต้นื เต้น หรอื สงิ่ ท่ีคนเราไม่คุ้นเคย ได้แก่ เรื่องแปลก ๆ ท่ีคนเรามักจะอยาก
ทดลอบหรืออยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะในสิ่งที่ตนไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นมาก่อน บุคคลหรือเหตุการณ์เร่ืองราวท่ีได้รู้
ได้เหน็ หรอื รจู้ กั ดอี ยแู่ ล้ว จะไม่น่าสนใจเหมอื นท่รี ู้จักผิวเผิน
5. ความสนใจจริงจังของผู้พูด การพูดไม่เพียงแต่ประกอบอยู่ด้วยการสรรหาถ้อยคาไพเราะเพราะ
พรงิ้ หรอื น่าสนใจ แต่จะตอ้ งออกมาจากหัวใจผูน้ าเสนอ ท่าทางกเ็ หมอื นกัน ผู้นาเสนอต้องทาท่าทางในลักษณะ
ของผู้ท่ีมีความรู้สึกแรงกล้า และเป็นผู้มีความกระตือรือร้น ใช้ท่าทางเน้นคาพูดให้จริงจัง ไม่ต้องเอาใจใส่ว่าจะ
เปน็ ทา่ ทางท่ีสวยงามพอหรือไม่ เพยี งแตท่ าให้มีความขึงขงั เปน็ ธรรมชาติ
สรปุ
ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะภาพใดหรือประกอบอาชีพใด ต่างต้องมีการติดต่อ สื่อสาร
พบปะพูดคุย เพ่ือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเพ่ิมความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดียิ่งข้ึน และหัวใจท่ีทาให้เรา
ประสบความสาเร็จท้ังในหน้าที่การงาน,ในด้านครอบครัวเพ่ืออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ก็คือ การรู้เท่า
ทันความคิดของผู้อื่น การรู้เท่าทันผู้อื่น เพ่ือเราจะได้ปรับพฤติกรรมของเรา ให้เข้ากับ พ่อ แม่ หรือสมาชิกใน
ครอบครัว,เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพ่ือปูองกันมิให้เกิด
ความขัดแย้ง
ภาพที่ 3.1 : จติ วิทยาในการนาเสนอ
แหลง่ อา้ งอิง
www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php? ลักษณะของการนาเสนอ (ระบบออนไลน)์
แหลง่ ที่มา : http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php? (18 กันยายน 2563)
https://sites.google.com/site/karsenxngan/my-forms หลักการใชจ้ ติ วิทยา (ระบบออนไลน์)
แหลง่ ที่มา : https://sites.google.com/site/karsenxngan/my-forms (18 กันยายน 2563)
บทท่ี 4
ประเภทของการนาเสนอ
บทนา
การนาเสนอมีอยูห่ ลายประเภท ซ่ึงสามารถแยกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ การนาเสนอท่ีเกี่ยวกับธุรกิจ และ
การนาเสนอเชิงวิชาการเก่ียวกับการศึกษา ดังน้ัน ในชีวิตของแต่ละคนจึงจาเป็นต้องมีความเก่ียวข้องกับการ
นาเสนอ ไม่ว่าจะในทางธุรกิจหรือการเรียน การศึกษา ซ่ึงในบทน้ีจะเป็นเรื่องของประเภทของการนาเสนอ ซึ่ง
ประกอบดว้ ย
1. การฝกึ อบรม
2. การประชุม
3. สัมมนา
4. การเสนอโครงการ
การฝึกอบรม
การฝึกอบรมเปน็ กลยทุ ธ์ทีส่ าคญั ในการพฒั นาคณุ ภาพองค์การโดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้
เกิดความรู้และประสบการณ์ เพ่ือให้เกิดความรู้และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นกิจกรรมในการ
ฝึกอบรมจึงเป็นหน้าท่ีสาคัญที่ทุกคน ทุกฝุายต้องเรียนรู้และมีส่วนร่วม อีกท้ังเห็นความสาคัญ ซ่ึงผลที่เกิดแก่
องคก์ าร คือ บคุ ลากรและองค์การมีคณุ ภาพ
ความหมายของการฝึกอบรม
การฝกึ อบรม หมายถงึ “กระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้เพื่อช่วยให้ข้าราชการมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติ
ที่จาเปน็ ในการปฏบิ ัติงาน ในหนา้ ท่ี และเพือ่ ให้เกดิ ความร่วมมือกันระหว่างข้าราชการในการปฏิบัติงานร่วมกัน
ในองค์การ” เม่ือมองการฝึกอบรมในฐานะท่ีเป็นแนวทางในการพัฒนาข้าราชการตามนโยบายของรัฐหากเป็น
การเพ่มิ ขดี ความสามารถในการปฏิบัตงิ านหรือเพิ่มขีดความสามารถในการจดั รปู ขององคก์ าร
การฝึกอบรม หมายถึง “การถ่ายทอดความรู้เพ่ือเพิ่มพูนทักษะ ความชานาญ ความสามารถ และ
ทศั นคติในทางที่ถกู ทค่ี วร เพ่ือช่วยให้การปฏบิ ตั ิงานและภาระหน้าท่ีตา่ ง ๆ ในปจั จุบนั และอนาคตเป็นไปอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพมากขึน้ ”
การฝึกอบรม หมายถึง “กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างมีระบบ เพ่ือให้บุคคลมีความรู้
ความเข้าใจ มีความสามารถที่จาเป็น และมีทัศนคติที่ดีสาหรับการปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งของหน่วยงาน
หรอื องคก์ ารนั้น”
การฝึกอบรม หมายถึง “กระบวนการในอันที่จะทาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกิดความรู้ ความเข้าใจ
ทัศนคติ และความชานาญ ในเรอื่ งหน่ึงเร่ืองใด และเปล่ียนพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้จะเห็นได้
ว่าความหมายของการฝึกอบรมมีมากมาย ข้ึนอยู่กับว่าจะพิจารณาจากแนวคิด (Approach) ใดท่ีเกี่ยวกับการ
ฝึกอบรม
สรุป การฝึกอบรม คือ กระบวนการท่ีทาให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้ในรูปแบบหน่ึง เพื่อ
เพิ่มพูน หรือพัฒนาสมรรถภาพในด้านต่าง ๆ ตลอดจนการปรับปรุงพฤติกรรม อันนามาซึ่งการแสดงออกที่
สอดคล้องกบั วตั ถุประสงคท์ ่ตี ั้งไว้
วัตถปุ ระสงคข์ องการฝกึ อบรม
1. เพ่ือแก้ไขปัญหาทเ่ี กย่ี วข้องกับบคุ ลากรซ่ึงเปน็ สาเหตุหลักของการจัดใหม้ ีการฝึกอบรม โดยทัว่ ไป
2. เพอ่ื เตรียมรบั การเปลยี่ นแปลงในอนาคต เช่น การเปล่ียนแปลงวิธีปฏิบัติงานหรือกรรมวิธีในการ
ผลิตต่าง ๆ หรอื การฝกึ อบรมเพือ่ ให้เรยี นรู้เก่ยี วกบั เครื่องจักร เครอ่ื งมือ หรอื เทคโนโลยีใหม่ ๆ ขององคก์ าร
3. ต้องการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรที่มีอยู่ให้เข้าสู่ระดับมาตรฐานหรือระดับที่พึงประสงค์
เพอื่ ใหม้ ีความรู้ทันกบั เทคโนโลยตี า่ ง ๆ ทก่ี า้ วหนา้ อยา่ งรวดเรว็
4. เตรยี มการรับมือกับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น เพ่ือนาความรู้ต่าง ๆ มาเตรียมพร้อมพัฒนา
ตนเอง พัฒนาองคก์ าร หรอื อาจจะสรุปวัตถุประสงคใ์ นด้านตา่ ง ๆ ดงั น้ี
(1) การเพมิ่ ปรมิ าณผลผลิต
(2) การพัฒนาคณุ ภาพของผลผลิต
(3) การลดต้นทุนของงาน
(4) ลดอัตราการเกดิ อุบตั ิเหตอุ นั จะส่งผลตอ่ การลดตน้ ทุนท่ีเกยี่ วขอ้ ง
(5) การลดอัตราการหมุนเวียนและการขาดงานของบคุ ลากร
ประโยชนข์ องการฝึกอบรม
1. บุคลากรหรือกลุ่มบุคลากรสามารถพัฒนาขีดความสามารถของตนเองเน่ืองจากได้รับ
ประสบการณ์การเรยี นรู้ สามารถนาความรู้ไปใชใ้ นการทางานให้ประสบผลสาเร็จ หรอื ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน
การทางาน
2.การได้ปรึกษาหารือกันในส่วนของผู้เกี่ยวข้องในองค์การ เช่น ผู้เข้ารับการฝึกอบรม หัวหน้างาน
ผู้บังคับบัญชา ผู้บริหารระดับสูงขององค์การ หรือผู้ท่ีเกี่ยวข้องทุกระดับ ร่วมกันหาแนวทางในการแก้ปัญหา
และการปรบั ปรุงการทางาน
3. ผู้เขา้ รว่ มการฝกึ อบรมไดย้ กระดับความรแู้ ละทักษะให้เกิดการปรับทศั นคติ
4. ช่วยลดระยะเวลาในการเรียนรงู้ าน
5. ช่วยลดภาระหน้าที่ของหวั หนา้ งาน
6. ช่วยกระตุ้นบุคลากรใหป้ ฏบิ ตั ิงานเพ่ือความกา้ วหนา้ ของตน
บทบาททสี่ าคญั ของผ้รู ับผดิ ชอบจัดการฝกึ อบรม ขอ้ ปฏิบัตขิ องผู้รับผดิ ชอบจัดการฝึกอบรม
1. ต้องยอมรับความมีคุณค่าของผู้เข้าอบรมแต่ละคน และจะต้องเคารพในความรู้สึกนึกคิดและ
ความเหน็ ตลอดจนประสบการณข์ องผเู้ ขา้ ร่วมดว้ ย
2. พยายามทาใหผ้ ู้เข้ารบั การอบรมตระหนกั ดว้ ยตนเองว่ามีความจาเปน็ ท่ีจะตอ้ งปรับพฤตกิ รรม
(ท้ังด้านความรู้ ความเขา้ ใจ ความสามารถ และทัศนคติ) โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ด้วยการเรียนร้หู รอื การแกป้ ัญหา
3. ควรจดั สง่ิ แวดล้อมทางกายภาพให้สะดวกสบาย (เชน่ ท่นี ง่ั อุณหภูมิ แสงสว่าง การถ่ายเทอากาศ
ฯลฯ) ให้เออ้ื ตอ่ การปฏสิ ัมพันธใ์ นกลมุ่ ผเู้ ขา้ รว่ มอบรม
4. สร้างความสัมพันธ์อันดี ให้เกิดความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ และความช่วยเหลือเก้ือกูลซ่ึงกันและกัน
สนับสนนุ ใหม้ ีกจิ กรรมทต่ี ้องมีการให้ความร่วมมือร่วมใจกันและกัน ในขณะเดียวกันควรพยายามหลีกเล่ียงการ
แข่งขัน
5. ควรเปดิ โอกาสใหผ้ ้รู ว่ มอบรมมสี ่วนร่วมในเร่ือง ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) การกาหนดวตั ถุประสงคใ์ นการเรยี นรู้ตามความต้องการของผู้รว่ มอบรม โดยสอดคล้อง
กับความตอ้ งการขององค์การ ของผดู้ าเนนิ การอบรม และของเน้ือหาวิชาด้วย
(2) การกาหนดกจิ กรรม รวมทง้ั การเลอื กวสั ดุอปุ กรณ์ และวธิ กี ารอบรม
(3) การกาหนดมาตรการ เกณฑก์ ารอบรมซงึ่ เป็นทยี่ อมรับรว่ มกัน รวมท้งั ร่วมกนั กาหนด
เครอื่ งมือและวิธกี ารวัดผลความกา้ วหนา้ เพ่ือใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์
6. ช่วยผู้ร่วมอบรมให้รู้จักพัฒนาข้ันตอนและวิธีการในการประเมินตนอง หรือวิเคราะห์และ
ประเมนิ ผลโครงการฝกึ อบรมตามเกณฑ์ทไี่ ด้กาหนดไว้แลว้
คณุ สมบตั ิของผรู้ ับผดิ ชอบจัดการฝึกอบรม
ผ้สู อน วทิ ยากร หรอื ผอู้ านวยความสะดวก (Facilitators) การจดั ฝึกอบรม
1. มคี วามรู้
2. รจู้ กั ปรับตวั ให้เหมาะสม
3. มีความจริงใจ
4. มีอารมณ์ขนั
5. มคี วามสนใจ
6. การสอนทม่ี คี วามชดั เจน
7. การให้ความช่วยเหลอื ผ้เู ขา้ อบรมแต่ละคน
8. มคี วามกระตือรือร้น
คุณสมบัตขิ องผรู้ บั ผิดชอบจดั การฝกึ อบรม
6.5.1 การหาความจาเป็นในการฝกึ อบรม
การหาความจาเปน็ ในการฝึกอบรม หมายถงึ การค้นหาปญั หาท่เี กดิ ขน้ึ ในองคก์ าร โดย
วิเคราะห์กลุ่มเปูาหมาย จานวน และพฤติกรรมที่เกิดขึ้น โดยวิธีการสารวจ การสังเกต การทดสอบ หรืออื่น ๆ
เพื่อพจิ ารณาให้ถ่องแทว้ า่ ปญั หาทีเ่ กดิ ขน้ึ เพราะอะไร จาเป็นทีจ่ ะต้องให้เทคนคิ การฝึกอบรมหรือไม่
6.5.2 การกาหนดวตั ถุประสงค์ในการฝึกอบรม
การกาหนดวตั ถุประสงค์ของการฝึกอบรมน้นั สามารถบอกผ้จู ัดโครงการฝกึ อบรมให้รู้ถงึ
จุดหมายปลายทางของการฝึกอบรมนั้น ๆ ว่าต้องการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านใดบ้าง เช่น ด้านการเพิ่มพูน
ความรู้ ดา้ นทกั ษะการทางาน หรอื ดา้ นทัศนคติ
6.5.3 การสร้างหลักสตู รฝกึ อบรม
การสรา้ งหลักสตู รฝกึ อบรมเปน็ การนาปญั หาทค่ี ้นพบมากาหนดเป็นหลกั สตู รเพื่อทาการ
ฝกึ อบรม ซง่ึ หลักสตู รประกอบดว้ ย
1. วัตถปุ ระสงคข์ องหลักสตู ร
2. หมวดวชิ า หวั ข้อวิชา
3. วัตถุประสงคข์ องแตล่ ะหัวข้อวิชา
4. เน้ือหา เทคนิค/วิธกี าร ระยะเวลา การเรยี งลาดับหวั ขอ้ วชิ า
6.5.4 การกาหนดโครงการฝกึ อบรม
การกาหนดโครงการฝึกอบรมเพ่อื ใหท้ ราบกรอบการปฏิบตั ิงาน จากนน้ั เสนอโครงการเพือ่ ขอ
อนมุ ัติจากผู้บริหาร เพอื่
1. ใหผ้ บู้ ริหารพิจารณาตรวจรา่ งโครงการกอ่ นทีจ่ ะนาไปฝกึ อบรม
2. ให้ผ้บู ริหารอนุมตั งิ บประมาณสาหรบั ใชใ้ นการดาเนินงาน
6.5.5 การบรหิ ารโครงการฝกึ อบรม
1. ความสาคัญของการบริหารโครงการอยู่ทผี่ รู้ ับผิดชอบโครงการฝกึ อบรม
2. การบริหารโครงการมี 3 ระยะ คือ
(1) ก่อนการดาเนนิ โครงการ
(2) ระหว่างดาเนินโครงการ
(3) หลังการดาเนินโครงการ
6.5.6 การประเมนิ /ตดิ ตามผลการฝกึ อบรม
การประเมนิ /ตดิ ตามผลการฝึกอบรม มปี ระเด็นในการประเมนิ คือ
1. ทัศนคติทัว่ ไปของผู้เขา้ รับการฝึกอบรม
2. ความคดิ เห็นเกี่ยวกบั สถานที่ ระยะเวลา และสงิ่ ท่อี านวยความสะดวกต่าง ๆ
3. คณุ สมบัตแิ ละวิธีการที่วทิ ยากรแตล่ ะคนใช้ในการฝกึ อบรม
4. ขอ้ ดแี ละขอ้ เดน่ หรือข้อบกพรอ่ งต่าง ๆ พรอ้ มขอ้ เสนอแนะ
6.6 กระบวนการฝึกอบรม
6.6.1 แบ่งโดยยึดชว่ งเวลาในการทางาน มี 2 ประเภท คือ
1. ฝกึ อบรมก่อนทางาน
2. ฝกึ อบรมระหวา่ งทางาน
6.6.2 แบง่ โดยยดึ ลักษณะวิธีการฝึกอบรม มี 3 ประเภท คือ
1. ฝกึ ปฏบิ ตั งิ านปกติในทที่ างาน
2. ฝึกอบรมนอกสถานทีท่ างาน (ฝกึ อบรมแบบห้องเรยี น)
3. ฝกึ อบรมแบบผสม
6.6.3 แบ่งตามจานวนผ้เู ขา้ รบั การฝกึ อบรม มี 2 ประเภท คอื
1. ฝกึ อบรมเป็นรายบคุ คล
2. ฝึกอบรมเป็นคณะ
6.6.4 แบง่ ตามลักษณะของกลมุ่ เปาู หมาย มี 2 ประเภท คือ
1. ระดบั แนวนอน ความรทู้ ่ัว ๆ ไปในแผนกเดยี วกัน
2. ระดบั แนวต้งั ความร้เู ฉพาะงาน
6.6.5 แบง่ ตามวัตถุประสงค์การฝกึ อบรม มี 3 ประเภท คอื
1. เพอ่ื แกไ้ ขปญั หาทเ่ี กดิ ขน้ึ (ขดั ขอ้ ง)
2. เพ่อื ปูองกันปัญหาทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต (ปูองกนั )
3. เพอื่ พัฒนาบคุ ลากรให้มีศักยภาพสงู ขึน้ (พัฒนา)
การพฒั นาบคุ ลากรดว้ ยการจัดโครงการฝึกอบรมน้นั จะสง่ ผล และเอื้ออานวยประโยชนใ์ หก้ บั
องค์การหรือหน่วยงานได้เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ และ ทัศนคติที่มีต่องาน ของบุคลากร
ผรู้ บั ผิดชอบจัดการฝึกอบรมเปน็ สาคญั ถ้าหากจะให้สามารถปฏิบัติงานในด้านการบริหารงานฝึกอบรมได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ นอกเหนือไปจากจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกระบวนการฝึกอบรม และหลักการ
บริหารงานฝึกอบรมแต่ละขั้นตอนแล้ว ผู้รับผิดชอบงานฝึกอบรมควรจะต้องมีความรู้พื้นฐานทางสังคมศาสตร์
และพฤตกิ รรมศาสตร์แขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เช่น สงั คมวทิ ยา จิตวิทยา และศาสตรก์ ารจัดการ ซ่ึงจะช่วย
เอ้ืออานวยให้สามารถกาหนดหลักสูตร และโครงการในการฝึกอบรมได้ง่ายข้ึน มีความรู้เกี่ยวกับหลักการ
บริหารบุคคล และการพัฒนาบุคคลด้วยวิธีการอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการฝึกอบรม มีความเข้าใจถึงหลักการ
เรียนรู้ของผู้ใหญ่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติต่อผู้เข้าอบรมได้อย่างเหมาะสม ตลอดจน เข้าใจถึงหลักการวิจัยทาง
สงั คมศาสตร์อยูบ่ า้ งพอทจ่ี ะทาการสารวจ เพ่อื รวบรวม และวเิ คราะห์ข้อมูลท่ีจาเป็นในการบริหารงานฝึกอบรม
ได้ นอกจากนั้นแล้ว ผู้ดาเนินการฝึกอบรมยังจาเป็นท่ีจะต้องมีความสามารถในการสื่อสาร ทั้งด้านการเขียน
และการพูดในที่ชุมนุมชน ตลอดจนมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีเพื่อให้สามารถติดต่อส่ือสารกับกลุ่มผู้เข้าอบรมและ
ประสานงานกบั ผ้ทู ี่เกีย่ วข้องอ่นื ๆ ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพดว้ ย
ประเภทการฝกึ อบรม
การฝึกอบรมเป็นกิจกรรมที่องค์การมอบหมายให้หน่วยงานหรือกลุ่มบุคลากรรับผิดชอบดาเนินการ
อาทิ เช่น
6.7.1 การจัดฝึกอบรมเองภายในองคก์ าร (In House Training)
การจัดฝกึ อบรมภายในองคก์ ารเป็นการจัดฝกึ อบรมใหบ้ คุ ลากรภายในองค์การไดเ้ ข้าอบรม
พร้อม ๆ กัน คร้ังละจานวนมาก (Class Room Training) โดยการดาเนินการตามข้ันตอนในการจัดโครงการ
ฝกึ อบรมเพ่อื พัฒนาบคุ ลากร
6.7.2 การสง่ บคุ ลากรไปอบรมภายนอกองคก์ าร
6.7.3 การจัดประชมุ เชิงปฏบิ ตั กิ าร (Workshop)
การจดั ประชุมเชิงปฏิบตั ิการมักเป็นการยกปัญหาท่มี อี ยูม่ าให้ศึกษาหรือทดลองปฏิบัติ และ
อาจใชเ้ ป็นแนวปฏบิ ัตหิ ลงั การประชุมฯ
6.7.4 การดงู าน
ดูงานเปน็ การไปขอฟังคาบรรยายสรุปถึงลกั ษณะการจดั ระบบงาน และวธิ กี ารปฏบิ ัติงานจริง
ของหน่วยงานอน่ื ๆ ท่ีสนใจศกึ ษา ณ ทต่ี ้ังของหน่วยงานน้ัน
6.7.5 การฝกึ อบรมในขณะปฏิบตั งิ านจรงิ
การฝกึ อบรมในขณะปฏิบัติงานจรงิ หรือท่เี รยี กวา่ การฝกึ อบรมในท่ที าการปกติ (On the Job
Training) ได้แก่
1. การเสนอแนะหรอื การใหค้ าปรกึ ษา (Coaching/Counseling) หมายถงึ การท่ี
ผบู้ ังคับบญั ชาควบคมุ ดูแลใหบ้ คุ ลากรลงมือปฏิบัติงานจริง โดยให้คาปรึกษาแนะนาอย่างใกล้ชิด การเสนอแนะ
นี้อาจหมายความรวมถึงการเป็นพ่ีเล้ียง ซึ่งไม่จาเป็นจะสอนเฉพาะเรื่องงานเท่าน้ัน อาจรวมท้ังเร่ืองเกี่ยวกับ
บคุ คล หรือการวางตวั ในองค์การดว้ ยก็ได้
2. การสอนงานหรอื นเิ ทศงาน (Job Instruction/Job Supervision) หมายถึง การ
ท่ีผู้บังคับบัญชาสอนงานให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสังกัด โดยเน้นถึงการแบ่งงานออกเป็นข้ันตอน และการที่
ผบู้ งั คับบญั ชาจะต้องสาธิตหรอื แสดงวิธีการปฏิบัติงานให้เข้าใจก่อน แล้วจึงควบคุมดูแลให้ปฏิบัติงานตามอย่าง
ถกู ต้อง
สาเหตุทีท่ าใหก้ ารฝึกอบรมไมป่ ระสบความสาเรจ็
1. ผู้บรหิ ารระดบั สูงหรือผู้ทมี่ ีอานาจในการตัดสินใจไม่เห็นคุณค่าของการฝึกอบรมหรือมีความสนใจ
ในลักษณะไฟไหม้ฟาง ขาดความต่อเน่ืองและขาดการสนับสนุนอย่างแท้จริง เป็นลักษณะของการจัดให้เสร็จๆ
ไป
2. ผู้บริหารไม่สนับสนุนให้มีการนาความรู้ ทักษะ และการจัดการท่ีได้รับจากการฝึกอบรมไปใช้ใน
การทางานทาให้เกดิ ความสญู เสียในการลงทนุ คา่ ใชจ้ า่ ย
3. การกาหนดเน้ือหาในหลักสูตรหรือระยะเวลายังไม่เหมาะสม ไม่ชัดเจน ไม่ครอบคลุมเนื้อหา
จะต้องมกี ารวางแผนหรอื กาหนดเปูาหมายทช่ี ัดเจน
สาเหตุทท่ี าใหก้ ารฝกึ อบรมประสบความสาเร็จ
1. การกาหนดเปูาหมายทช่ี ัดเจน
2. จะต้องทาให้ผู้เข้าร่วมการฝกึ อบรมมบี รรยากาศของการฝกึ อบรมที่ไม่เครยี ด สนุกสนาน
เพลิดเพลินกับกิจกรรมท่ีวิทยากรถ่ายทอดและกระตุ้นให้อยากรู้ สร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในห้องเรียนใน
บรรยากาศของความเปน็ กนั เอง
3. วทิ ยากรจะต้องเปน็ ผูม้ คี วามรู้และประสบการณ์ในการทางาน มีความสามารถในการถ่ายทอด
4. มกี ารประเมนิ ความร้คู วามสามารถในการถ่ายทอดความรูค้ วามสามารถทั้งของวทิ ยากรและ
ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรขู้ องผ้เู ข้ารับการฝกึ อบรมและการบรรลุเปาู หมายของโครงการฝกึ อบรมนัน้ ด้วย
การฝึกอบรมท่ปี ระสบผลสาเรจ็
1. มกี ารกาหนดเปูาหมายท่ชี ัดเจน
2. จะต้องทาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีบรรยากาศของการอบรมที่ไม่เครียด สนุกสนานเพลิดเพลิน
กับกิจกรรมท่ีวิทยากรถ่ายทอดและกระตุ้นให้อยากรู้ สร้างการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนในห้องเรียนในบรรยากาศของ
ความเป็นกันเอง
3. วทิ ยากรจะต้องเปน็ ผมู้ คี วามรู้และประสบการณ์ในการทางาน มีความสามารถในการถ่ายทอด
4. มีการประเมินความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ความสามารถ ท้ังของวิทยากรและ
ผลสัมฤทธ์ิในการเรียนรู้ของผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรมและการบรรลุเปูาหมายของโครงการฝกึ อบรมน้ันดว้ ย
การประชมุ
ความหมายของการประชมุ
การประชุม คือ กิจกรรมของบุคคลกลุ่มหน่ึงซ่ึงได้มาพบปะกันตามกาหนดนัดหมาย โดยมี
วัตถุประสงค์ต่าง ๆ กัน เช่น เพื่อแลกเปล่ียนความรู้ ความคิด เพ่ือแก้ปัญหา เป็นต้น ผู้เข้าประชุมแต่ละคน
เปน็ ไดท้ งั้ ผูร้ บั สารและผูส้ ง่ สาร สว่ นความรู้ ขอ้ มูล ขอ้ เทจ็ จรงิ ขอ้ คิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกที่แสดงออกมาในที่
ประชมุ คือ “สาร” นั่นเอง
การประชุม หมายถึง การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนข้ึนไป มาร่วมปรึกษาหารือเพื่อร่วมกันคิดอย่างมี
วัตถปุ ระสงค์มีระเบียบวิธแี ละเวลาทีก่ าหนดให้
องคป์ ระกอบที่สาคญั ต่อการจดั ห้องประชุม ประกอบด้วย
1. ประเภทของการประชุมและกจิ กรรม
2. จานวนผเู้ ข้ารว่ มประชุม
3. ลักษณะของห้องประชุม
4. ความต้องการของผดู้ าเนนิ การประชมุ
รูปแบบการจัดหอ้ งประชุม
1. แบบห้องเรยี น
2. แบบโรงภาพยนต์หรอื แบบโรงละคร
3. แบบรูปตวั ยู
4. แบบเกา้ อี้
5. แบบกลุ่มอภิปราย
5.1. แบบรปู ส่ีเหลี่ยมผนื ผ้า
5.2. แบบตวั ที
5.3. แบบวงกลม
5.4. แบบรูปไข
ประเภทของการประชุม
1. การประชมุ เพอ่ื แจง้ ใหท้ ราบ
2. การประชุมเพอื่ ขอความคดิ เหน็
3. การประชุมเพื่อหาข้อตกลงรว่ มกัน
4. การประชมุ เพอื่ หาขอ้ ยุติหรอื เพอื่ แกป้ ญั หา
1.) การประชมุ เพ่อื แจ้งให้ทราบ วัตถุประสงค์
- เพอ่ื แจ้งคาสั่ง
- เพ่ือชีแ้ จงนโยบาย วตั ถปุ ระสงค์วิธปี ฏิบตั ิ
- เพอ่ื แถลงผลงาน หรือความกา้ วหน้าของงาน เชน่ การปฐมนเิ ทศ การบรรยายทางวิชาการผู้
แจ้ง ตอ้ งเตรียมเรอ่ื งทีจ่ ะแจง้ ใหเ้ ขา้ ใจอยา่ งแจม่ ชัด ผฟู้ งั ตอ้ งตง้ั ใจฟัง สงสัยใหซ้ ักถาม
- ไม่มีหนา้ ท่ีแสดงความคิดเหน็
- ถ้าเข้าใจแล้วถือวา่ ยตุ ิ
ลักษณะสาคญั
- ไม่มีการลงคะแนนเสยี ง
2.) การประชุมเพ่ือขอความคดิ เหน็
วัตถปุ ระสงค์
- เพอ่ื ฟังความคดิ เหน็ จากผู้เข้าร่วมประชมุ เพอ่ื ประธาน หรอื ผูเ้ กย่ี วขอ้ งจะนา ไปประกอบการ
ตัดสินใจ เชน่ การสัมมนา
ลกั ษณะเฉพาะ
- ความเหน็ ของผู้เข้าร่วมประชุมไม่มผี ลผูกพนั ตอ่ การตดั สินใจของประธาน
- ผเู้ ข้าร่วมประชุมมหี นา้ ทีใ่ ห้ความคดิ เหน็ ความสามารถทจ่ี าเปน็ คือการพูด การฟัง และการ
ให้เหตุผล
- ไม่มีการลงคะแนนเสียง
จุดอ่อน
- ผเู้ ข้ารว่ มประชุมบางคนไมย่ อมพูดในท่ีประชมุ แต่กลบั ไปพดู นอกห้อง ประชมุ 3 การประชมุ
เพ่อื หาข้อตกลงร่วมกัน
วัตถุประสงค์
- เพ่ือหาขอ้ ตกลงรว่ มกันซง่ึ ผูกพันการกระทาของผเู้ ขา้ ร่วมประชมุ
ลักษณะเฉพาะ
- ผู้เขา้ ร่วมประชุมมสี ว่ นไดส้ ว่ นเสยี
- บรรยากาศมักเครง่ เครียด ต้องสรา้ งบรรยากาศเอง
- ความรว่ มมอื การสือ่ สารทม่ี ีประสิทธิภาพ และการใชเ้ หตุผลอยา่ งมหี ลกั เกณฑเ์ ป็นเงื่อนไขสาคญั
- เมอื่ มีการโต้แยง้ จนเหลอื คูแ่ ข่ง 2-3 คน แล้วอาจมีผู้ขอให้ประธานเป็นผตู้ ัดสินใจประธาน
- ตอ้ งกาหนดประเด็นให้ชัดเจน
- วางตวั เปน็ กลางอย่างเครง่ ครดั
- อาจกาหนดเกณฑ์การตดั สินใจดว้ ยว่าควรจะทาอย่างไร
ผเู้ ขา้ รว่ มประชมุ
- ถา้ คนมีส่วนได้ส่วนเสียต้องเตรียมเหตุผล ที่จะสนับสนุนส่งที่ตนเองต้องการ และขณะเดียวกันต้อง
ใจกว้างท่ีจะรบั ฟังความคิดเหน็ ของผอู้ น่ื ด้วย
4 การประชุมเพือ่ หาขอ้ ยตุ หิ รอื เพือ่ แกป้ ัญหา
ลักษณะสาคัญ
- ผเู้ ข้าร่วมประชมุ มีความทัดเทียมกนั ในการแสดงขอ้ คิดเหน็ เพ่ือหาข้อยุตหิ รือหาทางแกไ้ ขปัญหา
ประธาน
- ในการประชมุ เพอ่ื หาข้อยุติรว่ ม ประธานต้องชี้ประเด็นหลักให้ที่ประชุมหาข้อยุติโดยนาเสนอข้อมูล
พนื้ ฐานรวมทงั้ ประเดน็ กฎหมายเพ่ือประกอบการพจิ ารณา และสรปุ ข้อยุติรว่ มจากทีป่ ระชุม
- ในการประชุมเพื่อแก้ปัญหา ประธานต้องช้ีให้ที่ประชุมเห็นว่าปัญหาคืออะไร ท่ีต้องให้เกิดข้ึนคือ
อะไร ขณะน้ีเบ่ียงเบนอย่างไร ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร ขอให้ที่ประชุมพิจารณาสาเหตุของปัญหาต่อไป
ขอใหท้ ่ีประชุมพจิ ารณาหนทางแกป้ ัญหา ซง่ึ มกั มีหลาย ๆ ทาง ทีป่ ระชุมควรเลือกแกป้ ัญหาทางใด
การประชุมทมี่ ปี ระสทิ ธผิ ล
1. บรรลุวตั ถุประสงคข์ องการประชุม
2. มติของท่ีประชุมตอ้ งสามารถนาไปปฏบิ ตั ิให้เกิดผล
3. ผเู้ ข้าร่วมประชมุ ส่วนใหญพ่ งึ พอใจในการประชุมนนั้
4. ใชเ้ วลาและงบประมาณอย่างประหยัดและเหมาะสมกบั การประชมุ น้ัน
ข้นั ตอนการประชุม
1. เตรยี มการ
-รายงานการประชุม (คร้งั ก่อน)
-วาระการประชุม (สมัยปจั จุบนั )
-กาหนดวัน-เวลา
-เตรียมสถานที/่ อุปกรณ์
2. นัดผเู้ ขา้ รว่ มประชุม
3. ดาเนินการประชุม
4. ผลการประชุม
5. นาผลการประชุมไปปฏบิ ัติ
ขั้นตอนเตรียมการประชมุ
1. จัดทาปฏทิ นิ การประชุม
2. จดั ทาหนงั สือเชิญประชุม
3. จดั วาระการจดั เตรยี ม เอกสารประกอบการประชมุ
4. จัดเตรยี มห้องประชุม พร้อมโสตทัศนูปกรณ์
5. ประชมุ และบันทึก รายงานการประชุม
6. จัดทารายงานการประชมุ และสรปุ มติของคณะกรรมการฯ
7. จดั สง่ รายงานการประชมุ
การเตรยี มการของผูน้ าเสนอ
ผู้ที่มีหน้าที่ในการนาเสนอ ควรทาหน้าท่ีในการเตรียมการเพ่ือการนาเสนอของตนเอง และเพ่ือให้
กล่มุ ผเู้ ขา้ ร่วมประชุมไดม้ ีส่วนรว่ ม ดังต่อไปน้ี
1. การเลือกหัวขอ้ เร่ืองหรอื ปญั หา หลักเกณฑ์ในการเลือกหวั ข้อ มีดงั น้ี
1.1 หวั ข้อเรอื่ งตอ้ งเหมาะสาหรับการอภิปราย คือ เป็นเรอ่ื งท่มี ปี ระโยชน์ ไม่เก่ียวข้องกับใคร
เปน็ การสว่ นตัว และเหมาะสมกบั กาลเวลา
1.2 หัวข้อเรื่องต้องเหมาะสมกับกลุ่มท่ีจะร่วมประชุมอภิปราย คือ เหมาะสมกับระดับภูมิ
ปญั ญา การศึกษาและประสบการณผ์ เู้ ขา้ ร่วมประชมุ
1.3 หัวข้อเร่ือง ควรมีลักษณะเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาถกเถียงกัน เพ่ือพิจารณาทางเลือก
หรอื หาข้อสรุปหลาย ๆ ทาง
1.4 เป็นเรื่องท่ีหาทางแก้ไขได้ ควรหลีกเล่ียงเก่ียวกับความรู้สึก เพราะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้
ยากมแี ต่ถกเถยี งกันเทา่ นน้ั จะหาข้อยตุ ิไม่ได้
1.5 หวั ข้อเร่อื งตอ้ งเป็นปัญหาขอ้ เท็จจรงิ และเปน็ ท่นี า่ สนใจท่ีจะนามาอภปิ รายกันได้
2. การผกู หัวข้อเรือ่ ง มีหลักเกณฑป์ ระกอบการพิจารณา ดังต่อไปน้ี
2.1 ควรผกู หัวขอ้ เร่อื งไปในรูปทเ่ี ปน็ คาถามอย่างเป็นกลาง ไมล่ าเอยี งไปทางใดทางหน่งึ
2.2 ไม่ควรผูกหัวข้อเร่ืองที่มีลักษณะ หรือความหมายกว้างขวางเกินไปจนไม่สามารถอภิ
ปรายกนั ไดภ้ ายในเวลาอันส้ัน
3. การรวบรวมเน้ือหา การประชุมหรือการอภิปรายที่ดีและประสบความสาเร็จจริง ๆ ผู้เข้าร่วม
ประชุมทุกคนจะต้องเตรียมเนื้อหาและความคิดเห็นไว้ให้พร้อม ปกติการประชุมหรือการอภิปรายมักจะจัดขึ้น
อยา่ งเปน็ กนั เองมากกว่าการพูดต่อชุมนมุ ชน แต่ก็ตอ้ มเี น้อื หาสาระครบถ้วนด้วย
4. การจัดลาดับวาระของเรื่องที่จะประชุม ในการประชุมทั่วไปมักมีการเตรียมวาระการประชุม
แจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมอภิปรายได้ทราบล่วงหน้า เพ่ือจะได้เตรียมตัวและพูดคุยในการประชุมตามวาระและ
เวลาทีก่ าหนดไว้
การจัดลาดับวาระการประชุมก่อนหลัง หมายถึง การจัดลาดับว่าเรื่องใดจะเกิดข้ึนก่อนหรือสาคัญ
กวา่ ควรนามาพูดกอ่ น และเชื่อมโยงให้สอดคล้องกันตามลาดับแห่งกาลเวลา กระบวนการ หลังจากนั้นกาหนด
ความสาคญั ใหช้ ดั เจน โดยใชห้ ลกั การในการจดั ลาดับความสาคัญของแต่ละเรอื่ ง ดังนี้
1. เรื่องสาคญั มากมีผลกระทบตอ่ ธุรกจิ สูงในเชงิ การแข่งขันไปสู่ความสาเร็จ
2. เรื่องสาคญั มีผลกระทบค่อนข้างมาก
3. เร่ืองสาคัญพอใจ
เร่ืองท่ีมีความสาคัญมากที่สุดอาจมีหลายหัวข้อ ผู้นาเสนอควรเขียนหัวข้อท้ังหมดแล้วเรียงลาดับอีก
ครั้งเพ่ือดูกว่า ภายใต้หัวข้อท่ี 1 มีเรื่องท่ีต้องพูดคุยในท่ีประชุมเป็นลาดับแรก ๆ เร่ืองใดบ้าง เรียงลาดับ
ต่อเน่ืองกันจนหมด แลว้ จึงจดั เรยี งหวั ข้อในหัวขอ้ ที่ 2 และหัวขอ้ ท่ี 3 ในลักษณะเดียวกัน
5. กาหนดเวลาการประชุม ในการประชุมแต่ละครั้งจะต้องกาหนดวันท่ี เวลาเริ่มต้น และเวลา
สิ้นสุดไว้อย่างชัดเจน แต่ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจว่ามีการประชุมน้ัน จะต้องพิจารณาว่าเมื่อไรควรจะมีการ
ประชุมและควรใช้เวลามากน้อยเพียงใด มีนักจิตวิทยาซ่ึงได้เคยทาการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของผู้เข้าร่วม
ประชุม ได้กาหนดเวลาต่าง ๆ ไว้ ดังน้ี
- ผลติ ภาพ (Productivity) ของกลุ่ม จะเร่ิมลดลงหลังจาก 1 ชั่วโมงครึ่ง ผ่านไปแลว้
- ผลิตภาพ (Productivity) ของกลุม่ จะเริ่มลดลงอย่างฉับพลนั หลังจาก 2 ช่วั โมงผา่ นไปแล้ว
- แต่ละตอน (Session) ไมค่ วรเกิน 1 ชัว่ โมงครึง่
- การประชุมท่ียาวนานควรแบง่ เป็น 2 ชว่ ง และมกี ารหยุดพกั ระหวา่ งกลาง 10-15 นาที
การสมั มนา (Seminar)
ความหมายของการสมั มนา
การสัมมนาอาจ หมายถึงการชมุ นุมของผ้คู น เพือ่ การอภิปรายหวั ข้อท่ีจะบรรยาย การชุมนุมดังกล่าว
มกั จะเปน็ ชว่ งการโต้ตอบท่ีผ้เู ข้าอบรมมีส่วนรว่ มในการอภิปรายเกี่ยวกับหัวข้อท่ีถูกบรรยาย ซึ่งมักจะผู้บรรยาย
หรือนาโดยหน่งึ และสองพธิ ีกรทใ่ี ห้การบรรยาย เพอ่ื นาทางการสนทนาหรือการบรรยายตามเส้นทางท่ตี ้องการ
สมคิด แก้วสนธิ และสุนันท์ ปัทมาคม. (2545 หน้า 45) กล่าวว่า การสัมมนาเป็นการจัดในลักษณะ
อภิปรายและแลกเปล่ียนความคิดเห็นประสบการณ์ หรือ เป็นการระดมความคิดเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง ให้เหมาะ
สาหรับกรณีท่ีผู้เข้าร่วมสัมมนามีประสบการณ์ ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการแสดงความ
คดิ เหน็ ไมม่ ีวิทยากร มีแต่ผปู้ ระสานงาน หรอื ผจู้ ัดดาเนินการคอยอานวยความสะดวก และให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา
จะเลือกผู้นากลุ่มการสัมมนาจากผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วยกัน เพื่อเป็นตัวแทนในการรายงานการอภิปรายและ
ดาเนินการสัมมนาไปตามตาราง ทก่ี าหนดไว้
สรุปไดว้ า่ การสัมมนา หมายถึง การประชุมเพ่ือ แสวงหาความรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และความคิดเห็น
โดยมวี ตั ถปุ ระสงคห์ รือการศึกษาในเรื่องเดียวกัน รวมทั้งร่วมวิเคราะห์ปัญหา หาแนวทางแก้ไข และหาข้อสรุป
ร่วมกนั เพ่ือใหเ้ ป็นประโยชน์ตอ่ ส่วนรวมร่วมกันดังน้ัน การสอนวิชาสัมมนา เป็นกระบวนการหน่ึงของกิจกรรม
การเรียนรู้ ศึกษา ค้นควา้ โดยวิธกี ารต่าง ๆ เป็นการฝึกทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ปัญหา และ
การเสนอแนวทางแก้ไขการแสดงออกโดยการพูด การสนทนา การอภิปรายที่เก่ียวกับเน้ือหาของเร่ืองน้ัน ๆ
เพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อสรุปของแนวทางท่มี ีความเปน็ ไปได้ โดยวธิ กี ารปรกึ ษาหารอื ร่วมกนั
ความสาคัญของการสัมมนา
กระบวนการดาเนินงานที่ดี ควรจะมีการวางแผนก่อนการปฏิบัติงาน และการตัดสินใจท่ีเหมาะสม
โดยการคิดรว่ มกนั เพ่ือหาข้อสรปุ ท่ีดีที่สุด แต่ละเร่ืองอาจใช้วิธีการประชุม การสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
และผู้ทีเ่ กี่ยวข้อง จึงถอื ว่าการประชมุ มคี วามสาคญั มผี ู้ให้ความหมายไวห้ ลายทัศนะ ดงั นี้
เกษกานดา สุภาพจน์ (2549 :1) กลา่ ววา่ การประชุมสัมมนาเปน็ เทคนิคของการให้ไดม้ า
ซ่ึงแนวคิดและประสบการณเ์ พ่ือเป็นแนวทางของการหาข้อสรุปและนาไปใช้แกไ้ ขหรือพัฒนาให้มี
ประสทิ ธิภาพยง่ิ ขน้ึ
ความสาคญั ของการประชมุ สัมมนามดี งั น้ี
1. เป็นการติดตอ่ สอ่ื สารทรี่ วดเร็ว เมื่อบุคลากรได้มาพบปะพูดคุยแบบเผชิญหน้า ประชุมโต้ตอบกัน
ในทนั ทที นั ใด ทาความเขา้ ใจกันไดใ้ นเวลาอนั สัน้ ไมต่ อ้ งเสยี เวลาในการส่อื สารมาก
2. เป็นการระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หาข้อสรุปหรือแนวทางในการตัดสินใจให้
บรรลตุ ามวตั ถุประสงค์ทตี่ ัง้ ไวเ้ ปน็ อยา่ งดี
3. เป็นส่ือกลางในการพบปะแลกเปลี่ยนข่าวสาร ความรู้ ฯลฯ ซึ่งผู้เก่ียวข้องจะมีโอกาสชี้แจงและ
ซักถามข้อสงสัยได้ ก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมแรงร่วมใจ มีความรู้สึกเป็นส่วนหน่ึงของหน่วยงานนั้น ๆ ทาให้เกิด
การเรียนรู้ถึงวิธีการปรับตนเองให้เข้ากับผู้อ่ืนและทราบข่าวสารเรื่องราวความเคลื่อนไหวในกิจการต่าง ๆ ใน
สังคมท่ีเก่ยี วขอ้ ง
4. เป็นเทคนิคของการให้ได้มาซึ่งความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ เพ่ือเป็นแนวทางของการหา
ขอ้ สรปุ และนาไปใชแ้ ก้ไขหรอื พฒั นาให้มีประสทิ ธิภาพยิ่งขนึ้
5. เปน็ เคร่อื งมอื สาคัญในการปฏบิ ัตหิ น้าท่ี เออ้ื อานวยในการปฏิบัติงานและการ
ถา่ ยทอดความร้หู รือขา่ วสารต่าง ๆ เชน่ การประชมุ ชี้แจงเก่ยี วกบั นโยบายตา่ ง ๆ ของหนว่ ยงาน หรอื
การประชมุ ทางวิชาการ
จดุ ประสงค์ของการสมั มนา
การสัมมนาบางทีอาจมีจุดประสงค์หลายประการ หรือเพียงแค่จุดประสงค์เดียวก็ได้ ตัวอย่าง การ
สัมมนาเพ่ือการศึกษา เช่น การบรรยาย ซึ่งผู้เข้าสัมมนามีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับหัวข้อทางวิชาการ
เพื่อจุดประสงค์ในการทาความเข้าใจเรื่องน้ีมากข้ึน แน่นอนว่าการสัมมนาสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ซ่ึงใน
กรณีนี้จุดประสงค์คือการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมประชุมกลายเป็นคนดีข้ึนหรือเ พ่ือพัฒนาทักษะที่พวก
เขาอาจได้เรยี นรู้จากการสัมมนา
บางครงั้ การสัมมนาเป็นเพยี งวธิ กี ารสาหรับนักธุรกิจหรือบุคคลท่ีมีใจเดียวกัน เพ่ือสร้างเครือข่ายและ
พบผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่น ๆ ท่ีมีความสนใจคล้ายกัน นอกจากนี้ การสัมมนาทางการค้านาเสนอส่วนต่าง ๆ
ของชุมชนด้วยกันเช่นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักธุรกิจและประชาชนท่ัวไป การจัดสัมมนาดังกล่าวมักประกอบด้วย
การ workshop และการนาเสนอเอกสาร พวกเขามกั จะถูกจัดข้ึนเพ่อื จดุ ประสงคใ์ นการสรา้ งเครือข่ายกับผู้ขาย
รายต่าง ๆ และทาการเช่ือมต่อใหม่ ๆ การจัดสัมมนา มีหลายจุดประสงค์แตกต่างกันไปตามหัวข้อของการ
สมั มนา เพื่อบรรยายใหผ้ ูท้ ่เี ข้ารว่ มไดร้ ับความรู้ ไมว่ า่ จะเสียค่าใชจ้ ่ายหรอื ไม่กต็ าม
วตั ถปุ ระสงค์ของการจดั สัมมนา
1. เพอ่ื เพ่มิ พูนความรู้ ความสามารถ และประสบการณแ์ กผ่ ูเ้ ข้ารว่ มสัมมนา
2. เพ่ือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซ่ึงกันและกัน ระหว่างผู้เข้าสัมมนาด้วยกัน และผู้เข้าสัมมนากับ
วทิ ยากร
3. เพอื่ ค้นหาวธิ ีการแก้ปัญหาหรือแนวทางปฏบิ ตั ริ ว่ มกนั
4. เพ่ือให้ไดแ้ นวทางประกอบการตดั สนิ ใจหรือกาหนดนโยบายบางประการ
5. เพอ่ื กระต้นุ ใหผ้ ู้ร่วมเข้าสัมมนานาหลักวิธีการท่ไี ดเ้ รียนรู้ไปใชใ้ หเ้ ปน็ ประโยชน์
การสัมมนาแต่ละคร้ัง จะบรรลุวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใดนอกเหนือจากกระบวนการจัดสัมมนา
และวิทยาการแล้วสมาชิกผู้เข้าร่วมสัมมนา มีความสาคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะเปูาหมายที่เด่นชัดของการ
สัมมนาก็คือผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนต้องทาหน้าที่เป็นท้ังผู้ให้และผู้รับ คือเป็นผู้ฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม
สัมมนาด้วยกนั และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้เสนอความคิดเห็นให้แก่กลุ่มด้วย ดังน้ันหัวใจของการสัมมนาจึงอยู่
ทีว่ า่ สมาชกิ ทกุ คนไดม้ ีสว่ นร่วม ไดแ้ สดงความคดิ เหน็ และไดเ้ สนอแนวคิดใหแ้ ก่กลมุ่ เปน็ ประการสาคญั
ประโยชน์ทไี่ ดร้ บั จากการสมั มนา
1. เป็นการร่วมกันแก้ปัญหาจากคนหลายคนที่มาร่วมกันผนึกความคิดแลกเปลี่ยนความรู้และ
ประสบการณ์ย่อมได้ผลดีกว่าการคิดคนเดียว หรือแก้ปัญหาคนเดียว และยังเป็นการกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่
เขา้ มามีสว่ นรว่ มรับผิดชอบดว้ ย
2. ก่อให้เกิดความรู้สึกรว่ มแรงรว่ มใจ มคี วามรู้สึกเหมอื นกิจการนั้น ๆ เพราะไดม้ สี ่วนเป็นผู้กาหนด
และรบั รู้เร่อื งราวเก่ียวกบั ความเคล่ือนไหวในเรอ่ื งน้นั ๆ ด้วย
3. เป็นการช่วยให้ผู้สัมมนาได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน อันจะทาให้เกิดทัศนะคติ
กว้างขวางข้ึน และในบางกรณีอาจใช้การสัมมนาเป็นเครื่องมือหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มคนให้เป็น
อันหนงึ่ อันเดียวกนั ได้
4. กอ่ ใหเ้ กดิ ผลดตี อ่ การประสานงานระหวา่ งบุคคลและหน่วยงาน เพราะผู้เข้าสัมมนามักจะมาจาก
หลายสถานที่ หลายหน่วยงาน ในระหว่างการสัมมนาจะช่วยให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เกิดความเขใจ
และเหน็ อกเห็นใจซ่ึงกันและกัน ด้วยเหตุน้ีผู้เข้าสัมมนามีโอกาสได้เปลี่ยนความคิดเห็นในเร่ืองส่วนตัวและการ
ทางาน ทาใหม้ คี วามรู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกันในเวลาเดียวกนั
ลักษณะของการสมั มนาทดี่ ี
สมพร ปันตระสูตร (2525:3) ไดก้ ล่าวถงึ ลกั ษณะของการสัมมานาทดี่ ีไว้ดังน้ี
1. กาหนดจดุ มุ่งหมายในการสมั มนาใหแ้ นช่ ัดว่าต้องการจะได้ผลอย่างไรในการสัมมนาครัง้ น้ี
2. จดั การสัมมนาเพอ่ื เสรมิ ความรู้และประสบการณ์ใหมแ่ ก่สมั มนาสมาชกิ
3. จดั ให้มีโอกาสสัมมนาสมาชิกได้แลกเปล่ียนความรู้ความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
อยา่ งกว้างขว้าง
4. ให้สมาชิกได้มีโอกาสร่วมกันแก้ปัญหาท่ีมีมาก่อนการสัมมนา หรือปัญหาท่ีเกิดข้ึนระหว่างการ
สมั มนาใหม้ ากที่สดุ
5. มอี ปุ กรณใ์ นก่ีสัมมาเพยี บพรอ้ ม เช่น หนังสอื เอกสาร สถานท่ี วทิ ยาการ เครอื่ งมือ
โสตทัศนปู กรณ์ เครอื่ งเขียนและอนื่ ๆ ทจ่ี าเปน็
6. กาหนดชว่ งเวลาในการสัมมนาให้เหมาะสมกบั หวั ข้อปัญหาที่จัดสัมมนา
7. สมั มนาสมาชิกมีบุคลกิ ภาพทางประชาธิปไตยสงู กล่าวคือสมาชิกต้องใจกว้างท่ีจะรับฟังเหตุและ
ผลของผู้เข้ารว่ มสัมมนาอ่นื อย่างกวา้ งขวาง แมไ้ มต่ รงกับความคดิ เห็นของตน
8. ผดู้ าเนินการจดั การสมั มนามีคณุ ภาพ มีความเปน็ ผู้นา และสันทัดจดั เจน ในการจัดการสมั มนา
9. ผลท่ีได้รับจากกาจัดการสัมมนาสามารถนาไปเป็นแนวทางทาประโยชน์ได้อย่างแท้จริง อย่าง
นอ้ ยก็ตอ้ งสมารถคล่ีคลายปญั หาที่นาเข้าส่กู ารสัมมนาได้
10. มีการเผยแพรผ่ ลลการสมั มนาสู่สาธารณชนตามควรแก่กรณี
นิรันดร์ จุลทรพั ย์ (2524 : 280 – 281) กลา่ วว่าการสัมมนาทดี่ คี วรมีลกั ษณะดงั น้ีคอื
1. มีจุดมุ่งหมายในการจัดสัมมนาอย่างชัดเจน และสมาชิกทุกคนทั้งคณะกรรมการจัดสัมมนา ผู้
เขา้ สมั มนา ตลอดจนวทิ ยาการ ควรจะได้รบั ทราบจดุ มุ่งหมายนีด้ ้วย
2. มีกาจดั ทช่ี ว่ ยเสรมิ ความรู้ใหแ้ ก่ผู้เข้าร่วมสมั มนาอยา่ งแทจ้ ริง
3. มีการเปิดโอกาสให้ผู้เขา้ สัมมนาไดแ้ ลกเปล่ยี นความคิดเห็นและความรูซ้ งึ่ กนั และกนั
4. มกี ารเปิดโอกาสให้ผู้เขา้ สมั มนาได้ร่วมกันแกป้ ญั หาท่มี ีการสอดคล้องกบั จดุ มงุ่ หมายท่ีกาหนดให้
5. ผู้เข้าสัมมนามีความศรัทธาในวิธีการแห่งปัญญาเป็นเครื่องมือในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ
(Intellectual Method)
6. ผเู้ ขา้ สมั มนามีวิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตย กล่าวคือ เคารพและยอมรับฟังความคิดเห็น
ของผ้อู นื่ มมี ารยาทในการพดู และการฟัง ปฏิบัตติ ามกติกาของการสัมมนา เปน็ ต้น
7. ผู้เขา้ สมั มนาทุกคนมีความกระตือรือร้นท่ีจะทางานร่วมกนั เพอื่ ให้บรรลุตามจุดมงุ่ หมายท่วี างไว้
8. มผี ้นู าทด่ี ีทงั่ ในการเตรยี มการและการดาเนินการสัมมนา
9. มีการจัดการท่ีดี คือ จัดผู้บรรยายหรือผู้อภิปรายที่น่าสนใจ ดาเนินรายการต่าง ๆ เป็นไปตาม
กาหนดการอย่างต่อเน่ือง ไม่ติดขัด สับสน ผู้เข้าสัมมนาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ตลอดจนได้รับการ
ประชาสัมพนั ธช์ ีแ้ จงรายละเอียด กระบวนการต่าง ๆ ตลอดการสมั มนาอยา่ งชดั เจน
10. มีอุปกรณ์สาคัญสาหรับใช้ประกอบสัมมนา และอานวยความสะดวกต่อการสัมมนาอย่าง
ครบถว้ น เชน่ หนังสอื หรือเอกสารต่าง ๆ อุปกรณ์การเขียน เคร่ืองมืออุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ สถานท่ีห้อง
ประชุมใหญ่ หอ้ งประชมกลุ่มยอ่ ย หอ้ งรบั ประทานอาหาร เป็นตน้
11. ผลท่ีได้จาการสัมมนา สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ท้ังแก่ตัวสมาชิกเองและแก่
หน่วยงานหรอื สถาบนั ที่เกย่ี วข้อง
องค์ประกอบของการสัมมนา
นิรันดร์ จุลทรัพย์ (2547 : 271 - 280) ได้กล่าวไว้ว่าการจัดสัมมนาแต่ละครั้งประกอบด้วย
องค์ประกอบทส่ี าคัญ 4 ประการดงั น้ี
1. องคป์ ระกอบด้านเน้ือหา ได้แก่
1.1 หวั ขอ้ หรือเรอ่ื งทจ่ี ดั สมั มนา
1.2 จดุ ม่งุ หมายสาคญั ของการสัมมนา
1.3 หวั ขอ้ ให้ความรทู้ ่สี มั พนั ธก์ บั เรือ่ งที่จดั สมั มนาโดยวธิ ีการบรรยายหรืออภิปราย
1.4 กาหนดการสมั มนา
1.5 ผลท่ไี ดจ้ ากการสัมมนา
2. องคป์ ระกอบดา้ นบุคลากร คือผูท้ ี่เก่ียวขอ้ งกับการสมั มนา ซึ่งประกอบด้วย
2.1 ผู้จัดการสัมมนา ได้แก่ บุคคลหรือคณะกรรมการ ซ่ึงมีหน้าท่ีจัดสัมมนาให้บรรลุตาม
จุดมงุ่ หมายทก่ี าหนดไว้ คณะกรรมการจดั สมั มนาอาจแบง่ ออกเปน็ ฝุาย ๆ แต่ละฝุายมีหนา้ ทด่ี งั น้ี
2.1.1 คณะกรรมการอานวยการประกอบดว้ ยผบู้ ริหารในหน่วยงานเป็นผทู้ าหน้าท่ี
อานวยการจัดการสัมมนาใหแ้ กค่ ณะกรรมการฝาุ ยต่าง ๆ ดงั นี้
- กาหนดนโยบายจดั สัมมนา
- ตรวจสอบดูแลการดาเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายและแก้ปัญหาท่ีมีความ
กระทบกระเทือนถงึ นโยบาย
- ใหค้ าปรกึ ษาแกค่ ณะกรรมการดาเนินการฝาุ ยต่าง ๆ
2.1.2 คณะกรรมการดาเนินการจัดสัมมนา เป็นคณะกรรมการทาหน้าท่ีปฏิบัติการจัด
สมั มนาให้เปน็ ไปตามนโยบายซง่ึ ประกอบดว้ ยคณะกรรมการฝุายต่าง ๆ ดังน้ี
2.1.2.1 ประธานและรองประธานจัดสัมมนา เป็นผู้ทาหน้าที่ดาเนินการจัดสัมมนา
รว่ มกบั คณะกรรมการฝาุ ยตา่ ง ๆ ดังนี้
- วางแผนและดาเนนิ การจดั ทาโครงการสัมมนา
- จดั หาคณะกรรมการและแบง่ คณะกรรมการเป็นฝาุ ยตา่ ง ๆ
- ประสานงานกับคณะกรรมการฝุายต่าง ๆ ตลอดจนการจัดประชุมคณะกรรมการ
ฝาุ ยต่าง ๆ
- ตัดสินใจและแกป้ ัญหาการดาเนินการใหแ้ ก่คณะกรรมการฝาุ ยต่าง ๆ
รองประธานมีหนน้าท่ีช่วยเหลือตามท่ีได้รับมอบหมาย หรือ ปฏิบัติหน้าท่ีแทนประธานในกรณีที่
ประธานไม่สามารถปฏบิ ัตหิ น้าที่ได้หรอื ลาออก
2.1.2.2 คณะกรรมการฝุายเลขานกุ าร ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มีหน้าท่ีดงั นี้
- ดาเนินงานดา้ นธรุ การท่ัวไป
- เตรียมวาระการประชุมร่วมกับประธานในการจัดสัมมนาออกหนังสือเชิญประชุม
กรรมการฝาุ ยตา่ ง ๆ ในนามประธานจัดสัมมนาและบันทึกการประชุมพร้อมท้ังอานวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้า
ประชุม
- บันทึกการบันยายอภิปรายและรายงานผลการประชุมกลุ่มย่อยต่อที่ประชุมใหญ่
ในขณะสัมมนาและสง่ มอบใหแ้ กฝ่ าุ ยเอกสารเพ่ือจัดพมิ พแ์ ละเผยแพร่ต่อไป
- อานวยความสะดวกต่าง ๆ ตลอดโครงการสัมมนา
- ติดต่อประสานงานกับคณะกรรมการฝุายต่าง ๆ ตามที่ประธานจัดสัมมนา
มอบหมาย
- จัดทาหนังสือเชิญวิทยากร หนังสือตอบขอบคุณและหนังสือเชิญแขกผู้มีเกียรติ
เข้าร่วมในพธิ ีเปิดและปดิ การสมั มนา
- จัดทาหนังสือกล่าวรายงานของประธานจัดสัมมนาต่อประธานในพิธีเปิดและปิด
การสัมมนาและหนงั สอื คากลา่ วเปดิ และคากลา่ วปดิ ของประธานในพธิ ี
2.1.2.3 คณะกรรมการฝุายทะเบียน ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มีหนา้ ท่ดี งั นี้
- รวบรวมรายช่อื และจานวนสมาชิกท่จี ะเขา้ ร่วมสมั มนา
- เตรยี มการลงทะเบียน จัดทารายชอื่ และปูายชอ่ื สมาชิกทจ่ี ะเข้าสมั มนา
- รบั ลงทะเบยี น
- สารวจจานวนของสมาชิกท่ีลงทะเบียนจริง และแจกเอกสารสัมมนาโดยประธาน
งานกบั ฝุายเอกสารฝุายเลขานกุ าร
- แบง่ กล่มุ ยอ่ ยผเู้ ข้าสัมมนาในการประชุมกลมุ่ ยอ่ ย
2.1.2.4 คณะกรรมการฝุายเอกสาร ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการมีหน้าท่ีดังน้ี
- จดั เตรยี มเอกสาร และจัดทาแฟมู การสัมมนา
- รว่ มกับฝาุ ยทะเบยี น แจกเอกสารและแฟมู แกผ่ ู้เข้าสัมมนาและแขกผู้มีเกียรติ
- ประสานงานกับฝายเลขานุการ และฝุายทะเบียนเก่ียวกับเอกสารการสัมมนาที่
จะต้องนามาจดั พมิ พ์
- จดั พิมพ์เอกสารสรปุ ผลการสัมมนา และเผยแพร่
2.1.2.5 คณะกรรมการฝุายเหรัญญิก ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ กรรมการ กรรมการเลขานุการ มหี นา้ ทดี่ งั น้ี
- เตรียมเร่ืองเกี่ยวกับงบประมาณและใบสาคญั ทางการเงิน
- จัดเตรียมของที่ระลึกสาหรับวิทยากรและผู้มีอุปการระคุณหรือเงินค่าตอบแทน
สาหรบั วทิ ยากร
- ยมื เงินทดรองจ่ายสัมมนาจากหน่วยงานเจา้ ของโครงการ
- จดั ทาบญั ชเี บิกจ่ายเงนิ และวัสดุ ตลอดการสัมมนา
- ตดิ ต่อและประสานงานกับคณะกรรมการฝาุ ยต่าง ๆ ในเรอื่ งการเงินและวสั ดุ
- ให้คาปรกึ ษาในเร่ืองการเงินและวัสดแุ กค่ ณะกรรมการฝาุ ยตา่ ง ๆ
- รับเงนิ คา่ ลงทะเบยี นจากผเู้ ข้าสัมมนา และเกบ็ รักษาเงินดว้ ยความรอบคอบ
- จัดทารายงานสรุปผลการใช้จ่ายเงิน เสนอต่อประธาน และท่ีประชุมตลอดจนการ
จัดเก็บหลกั ฐานต่าง ๆ เก่ียวกบั การเงิน
2.1.2.6 คณะกรรมการฝุายพิธีการ ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ กรรมการ กรรมการเลขานกุ าร มีหนา้ ท่ีดงั นี้
- ประสานงานกับฝุายสถานที่ จัดโต๊ะหมู่บูชาและเคร่ืองพิธีต่าง ๆ ในวันเปิดและปิด
การสมั มนา
- จัดเตรียมบุคคลจัดส่งเทียนชนวนให้ประธานในพิธีเปิด และเชิญพานแฟูมกล่าว
รายงานของประธานจัดสัมมนา และประธานในพิธีเปิดและปิดสัมมนา และเชิญพานของท่ีระลึกในพิธีมอบของ
ทีร่ ะลกึ แกว่ ิทยากร และผมู้ อี ุปการคุณ
- ทาหน้าทีเ่ ป็นพธิ กี ร เพื่อเปน็ ส่อื กลางสาหรับทุกฝาุ ยตลอดการสมั มนา
- ตดิ ตอ่ ขอประวตั ลิ ะผลงานจากวทิ ยากร
- กากับรายการใหเ้ ปน็ ไปตามกาหนดการสมั มนา
2.1.2.7 คณะกรรมการฝุายสถานที่ และวัสดุอุปกรณ์ประกอบด้วยประธาน
กรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร มหี นา้ ที่ดงั นี้
- เตรียมสถานท่ี และวสั ดอุ ปุ กรณใ์ นการสัมมนา
- ประสานกับฝุายท่ีเกี่ยวข้องในการจัดสถานที่รับลงทะเบียน ห้องประชุมใหญ่ ห้อง
ประชุมกลุ่มย่อย โต๊ะหมู่บูชา โต๊ะหรือแท่นบรรยาย (podium) สาหรับประธานในพิธี ประธานกล่าวรายงาน
และวทิ ยากร การจัดชมุ รบั แขก การจดั สถานท่รี บั ประทานอาหาร
- ควบคมุ ด้านแสงเสียง การบันทึกเสียง บนั ทกึ ภาพ
- จัดสถานทพ่ี กั และอานวยความสะดวกตา่ ง ๆ แกผ่ เู้ ขา้ สมั มนา
2.1.2.8 คณะกรรมการฝุายอาหารและเครื่องดื่ม ประกอบด้วยประธานกรรมการ
รองประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มีหน้าท่ดี งั นี้
- ประสานงานกับฝุายเลขานกุ าร และฝุายทะเบยี น เร่ืองจาวนผูเ้ ขา้ สัมมนา วิทยากร
และแขกผมู้ เี กียรติ
- ประสานงานกบั ฝาุ ยสถานท่ี เร่ืองสถานท่สี าหรบั บรกิ ารอาหารและเครื่องด่ืม
- เตรยี มรายการในเร่อื งอาหารและเครื่องดืม่
- จัดบริการอาหารและเคร่ืองดื่ม ให้แก่วิทยากร แขกผู้มีเกียรติ และผู้เข้าสัมมนา
ตลอดการสัมมนา
2.1.2.9 คณะกรรมการฝุายประชาสัมพันธ์ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มีหน้าท่ดี ังน้ี
- ประชาสัมพันธ์การสัมมนา โดยผ่านทางสื่อสารมวลชน โปสเตอร์ แผ่นผ้าโฆษณา
หรอื ส่งเอกสารถึงผู้สนใจโดยตรง
- ประสานงานกบั คณะกรรมการฝุายต่างๆ เพอื่ นาข้อมูลมาประชาสมั พันธ์
- ประชาสัมพันธ์เรอ่ื งทนี่ า่ สนใจ ใหผ้ ู้เขา้ สัมมนาทราบในช่วงระหว่างการสัมมนา
- จัดกิจกรรมสันทนาการหรอื สงั สรรค์ในระหว่างการสมั มนา (ถ้าม)ี
2.1.2.10 คณะกรรมการฝุายปฏิคม ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ กรรม กรรมการและเลขานุการ มหี น้าที่ดังนี้
- ต้อนรับประธานในพธิ ี แขกผู้มีเกียรติ วิทยากร และผ้เู ขา้ สมั มนา
- อานวยความสะดวกใหแ้ ก่ประธานในพธิ ี แขกผมู้ ีเกียรติ วทิ ยากรและผเู้ ข้าสมั มนา
- ประสานงานกับคณะกรรมการฝุายเลขานุการ ฝุายทะเบียน ฝุายสถานที่ ฝุาย
ยานพาหนะ ฝุายอาหารและเครื่องด่มื
2.1.2.11 คณะกรรมการฝุายยานพาหนะ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มหี นา้ ทด่ี ังน้ี
- จัดยานพาหนะและพนักงานขับรถยนต์ เพ่ือให้บริการแก่ฝุายต่าง ๆ ตั้งแต่ระยะ
เตรยี มงานจนเสร็จส้ินการสัมมนา
- จดั ใหม้ รี ถสารองไว้เปน็ ประจาในภาวะฉกุ เฉนิ ตลอดการสมั มนา
2.1.2.12 คณะกรรมการฝุายพยาบาล ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร มีหน้าทด่ี ังนี้
- เตรยี มวัสดุอุปกรณก์ ารปฐมพยาบาลและยาไวบ้ ริการแก่ผูเ้ ขา้ สมั มนา และผู้จัดการ
สัมมนาตลอดการจัดสมั มนา
- ประสานงานกบั ฝาุ ยยานพาหนะ และฝาุ ยอ่นื ๆ
2.1.2.13 คณะกรรมการฝุายประเมินผล ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มีหน้าท่ีดงั นี้
- ออกแบบประเมินผล
- ดาเนินการรวบรวมขอ้ มลู
- นาข้อมลู มาวิเคราะห์
- สรุปและรายงานผล ต่อคณะกรรมการดาเนินการและคณะกรรมการอานวยการ
สัมมนา
จานวนคณะกรรมการดาเนินการจัดสัมมนาแต่ละฝุายจะมีมากน้อยเพียงใดนั้นให้พิจารณาตามความ
เหมาะสมของงาน และกาลังบุคลากรซ่ึงคณะกรรมการบางคนอาจทาหน้าท่ีหลายฝุายก็ย่อมเป็นไปได้ ซึ่งการ
แต่งต้ังให้บุคลากรให้ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการท้ังหมดจะต้องลงนามคาสั่งแต่งต้ังโดยผู้บริหารสูงสุดของ
หน่วยงานน้ัน ๆ
2.2 วิทยากร ได้แก่ บุคคลผู้ที่มาให้ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้เข้าสัมมนา โดยท่ัวไป
วิทยากรจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเร่ืองท่ีเกี่ยวข้องกับการสัมมนา และเป็นผู้ที่มีทักษะ
ทางการพูดหรือการบรรยาย ตลอดจนการใช้เทคนิคต่าง ๆ ในเรื่องน้ัน ๆ อันจะทาให้ผู้เข้าสัมมนาเกิดความรู้
ความเขา้ ใจ เจตคติ ความชานาญ จนสามารถทจ่ี ะเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมไปตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ตี ้องการได้
ประเภทของวิทยากร
วิทยากรถือว่าเป็นผู้ท่ีมีบทบาทสาคัญต่อการสัมมนาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ แบ่ง
ออกเปน็ 3 ประเภท คือ
2.2.1 วทิ ยากรอาชพี หมายถงึ บคุ ลากรทดี่ ารงตาแหนง่ เปน็ วิทยากรโดยตรง สงั กัดอยู่ใน
หน่วยงานฝึกอบรมหรืองานบุคคล วิทยากรอาชีพเหล่าน้ีจะมีความรู้ทางด้านการฝึกอบรม การสัมมนา และ
เนื้อหาท่ีจะบรรยายเป็นอย่างดี มักจะมีวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาโทข้ึนไป วิทยากรอาชีพน้ีจะเรียกอีก
อย่างหน่ึงว่า “วิทยากรภายใน” เพราะปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในหน่วยงานน้ัน ๆ ซ่ึงจะมีความรู้ความเข้าใจ
ตลอดจนเขา้ ใจถงึ ปญั หาต่าง ๆ ทเี่ กิดขนึ้ ภายในองค์การเป็นอย่างดี และสามารถยกตัวอย่างในการประกอบการ
บรรยายได้อย่างชัดเจน แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องความเล่ือมใสศรัทธาในตัววิทยากรอยู่บ้าง ท้ังน้ีเพราะผู้เข้า
สัมมนามักรู้จักวิทยากรหรือบางคนอาจมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ทาให้ทราบภูมิหลังของวิทยากร ดังน้ัน
วทิ ยากรภายในจึงจาเปน็ ต้องรู้จักวางตัว ตลอดจนบุคลิกและความสามารถของวิทยากรแต่ละคนจะต้องปฏิบัติ
ให้ดที ี่สดุ
2.2.2 วิทยากรเฉพาะกิจ หมายถึง วิทยากรที่เป็นบุคลากรที่มีความชานาญงานด้านใดด้าน
หนึ่งที่มีตาแหน่งหน้าที่ตามสายงานน้ัน ๆ เช่น ความชานาญทางด้านคอมพิวเตอร์ ด้านตรวจสอบบัญชี ด้าน
กฎหมาย ด้านสายการเงิน ด้านสุขภาพ เป็นต้น ข้อดีของวิทยากรเฉพาะกิจ คือเป็นผู้ที่มีความรู้ความชานาญ
เฉพาะในเรื่องท่ีบรรยายเป็นอย่างดี และเข้าใจสภาพท่ีเป็นปัญหาต่าง ๆ ภายในองค์การได้ดี แต่ข้อเสียก็มีมาก
เช่นเดียวกันก็คือ อาจจะขาดทักษะบรรยายหรือการถ่ายทอดความรู้ และอาจทาให้งานประจาท่ีทาอยู่
เสยี หายได้ เพราะต้องขาดงานมาทาหน้าที่วิทยากร นอกจากนี้การนาเสนอแนวคิดใหม่ ๆ อาจจะน้อยหรือมอง
ปัญหาในมุมแคบ คือจะมุงนาเสนองานที่ตนปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจาวัน หรือบางท่านท่ีเป็นผู้บริหารระดับสูง
หรือผู้อาวุโสของหน่วยงานมาบรรยายก็จะออกมาในรูปของคาส่ัง หรือคาส่ังสอน หรือพูดถึงประวัติใน
ความสาเร็จของตนมากเกินไป ทาใหผ้ ิดวัตถุประสงคเ์ รื่องท่ีบรรยาย
2.2.3 วทิ ยากรรบั เชญิ หรือเรียกว่า “วิทยากรภายนอก” ซึ่งแบ่งออกเปน็ 2 ลักษณะคอื
2.2.3.1 วิทยากรอาชีพทย่ี ึดอาชีพการเปน็ วิทยากรโดยตรงหลายท่านตั้งเป็นสานักงาน
ของตนเองขน้ึ มาอย่างเป็นทางการ
2.2.3.2 วิยากรที่มีงานประจาอาจสังกัดอยู่ในสถาบันการศึกษา โรงพยาบาล ส่วน
ราชการต่าง ๆ บริษัทห้างร้านหรือประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งมีตาแหน่งหน้าท่ีการงานเป็นหลักอยู่แล้ว แต่มี
ความรู้ความสามารถและประสบการณ์การเป็นวิทยากรที่ดี จึงมักได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรให้แก่หน่วยงาน
ต่าง ๆ ตลลอดเวลา การติดต่อกับวิทยากรท่ีมีงานประจาทาอยู่น้ี อาจตามตัวได้ยากหรือมีปัญหาเร่ืองเวลา
เพราะแต่ละท่านมีภารกิจต้องปฏิบัติหน้าที่ในงานประจาท่ีตนทาอยู่ ซ่ึงการท่ีวิทยากรลักษณะน้ีจะออกไปเป็น
วทิ ยาใหแ้ กห่ นว่ ยงานภายนอก จะตอ้ งได้รับการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อน ถ้าผู้บังคับบัญชาเข้าใจ และให้
การสนับสนุนก็จะเป็นผลดีต่อสังคม โดยส่วนรวมแต่บางหน่วยงานผู้บังคับบัญชาไม่เห็นความสาคัญหรือไม่
อนญุ าต วทิ ยากรเหลา่ น้กี ไ็ ม่สามารถออกไปรับใช้สังคมได้
การ เชิ ญวิทยา กรรั บเ ชิญห รือวิทย ากรภา ยน อกร่ วมให้ ควา มรู้ ในกา ร สัมมนา มีข้อดีข้อเสี ยห ลา ย
ประการ ข้อดีคือมักจะได้รับการยอมรับ เลื่อมใส ศรัทธาจากผู้เข้าสัมมนา โดยเฉพาะวิทยากรที่มีชื่อเสียงหรือ
มาจากสถานศึกษาหรือหน่วยงานระดับแนวหน้าก็จะได้รับการยอมรับ เช่ือถือศรัทธามากข้ึน นอกจากน้ีการ
นาเสนอขอ้ คดิ จากวทิ ยากรภายนอกจะมคี วามเปน็ กลางไม่อคติต่อคนใดคนหน่ึงหรือฝุายใดฝุายหนึ่ง โดยเฉพาะ
ภายในองค์กร สาหรบั ขอ้ เสยี มหี ลายประการ เช่น วิทยากรอาจไม่ทราบวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาในเร่ือง
นั้น ๆ อย่างแท้จริง ตัวอย่างไม่ชัดเจนหรือไม่ตรงกับปัญหาที่แท้จริง และบางคร้ังวิทยากรอาจได้รับเชิญมาพูด
ในเร่ืองที่เขาไม่ถนัด แต่ท่ีได้รับเชิญเพราะฝุายผู้จัดสัมมนาพิจารณาในแง่ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้
และมีชอ่ื เสยี งโด่งดังของวิทยากรเทา่ น้นั
วิทยากรท้ัง 3 ประเภทตามท่ีกล่าวมาข้างต้นต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ดังนั้นผู้จัดการ
สมั มนาสามารถพจิ ารณาเปรียบกนั ได้ แตท่ สี่ าคัญสุดไม่ว่าจะเป็นวิทยากรท่ีอยู่ในประเภทใด จาเป็นต้องเป็นผู้มี
คุณลกั ษณะที่ดี ดงั ตอ่ ไปน้ี
1) เป็นผู้ทีม่ ีความรคู้ วามเช่ยี วชาญในเรื่องทเี่ ก่ียวขอ้ งกับหวั ขอ้ การสัมมนาเป็นอย่างดี
2) เปน็ ผทู้ ่มี คี วามสามารถในการถา่ ยทอดความรใู้ หผ้ อู้ ่ืน ๆ เข้าใจไดด้ ี
3) เป็นผ้ทู ม่ี ีความคดิ ก้าวไกล ทันสมัยและใจกวา้ ง
4) เปน็ ผูท้ ม่ี ีเหตผุ ล มีความสามารถในการควบคมุ อารมณ์ไดด้ ี
5) เป็นผทู้ มี่ มี นษุ ย์สัมพันธ์ทดี่ ี
6) เปน็ ผู้ทมี่ ีช่ือเสียงเปน็ ท่ีรจู้ กั กวา้ งขวางในสงั คมหรอื แวดวงวิชาชีพ
2.3 สมาชิกผู้เข้าสัมมนา ผู้เข้าสัมมนาส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลที่มีความสนใจร่วมกัน ประสบ
ปญั หาร่วมกนั หรือต้องการแสดงความคิดเหน็ ใหม่ร่วมกนั และทีป่ ระสงคท์ จี่ ะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถ่ายทอด
ความรู้ และหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน ผู้เข้าสัมมนาส่วนใหญ่มักเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ
ดังน้ัน การกาหนดตวั บคุ คลส่งเขา้ ร่วมสมั มนาหนว่ ยงานตา่ ง ๆ สามารถพิจารณาไดห้ ลายรปู แบบ ดงั นี้
2.3.1 พิจารณาตามสายบังคับบัญชาเป็นการพิจารณาบุคคลท่ีส่งเข้าร่วมการสัมมนา
ต้ังแต่ ระดับสายปฏิบัติการ ผู้บริหารระดับต้นหรือหัวหน้างาน ผู้บริหารระดับกลางหัวหน้าฝุายและผู้บริหาร
ระดบั สงู หรือผู้อานวยการขน้ึ ไป ซ่ึงในแตล่ ะระดบั ควรจัดส่งใหเ้ ข้ารบั การสมั มนาในแต่ละหลักสูตรอย่างทั่วถงึ
2.3.2 พิจารณาตามนโยบายและความเหมาะสมของบุคลากร กาหนดตัวผู้เข้าร่วม
สัมมนาลักษณะนี้ข้ึนอยู่กับนโยบายของหน่วยงานเป็นสาคัญ ตลอดจนลักษณะงานที่บุคลากรปฏิบัติอยู่
กลา่ วคือถา้ หน่ายงานมีนโยบายขยายงานหรือพัฒนางานทางด้านคอมพิวเตอร์การกาหนดตัวผู้มีความเหมาะสม
ที่ปฏิบัติงานด้านนี้ก็จะถูกส่งเข้าร่วมการสัมมนาในหลักสูตรทางด้านโดยเฉพาะ นอกจากนี้การกาหนดตัวผู้ที่มี
ความเหมาะสมในงานเข้าร่วมสัมมนาอาจมองลึกลงไปถึงการที่ส่งเข้าไปร่วมสัมมนาแล้ว จะต้องกลับมา
ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่บุคลากรอื่นที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาได้ด้วย ค่าพาหนะสาหรับ
วิทยากร ค่าอาหารและค่าเคร่ืองดื่ม ค่าจัดวัสดุจัดทาเอกสาร ค่าดอกไม้ธูปเทียนในพิธีเปิด-ปิดการสัมมนาค่า
ฟลิ ม์ บันทกึ ภาพพรอ้ มคา่ ล้างอดั เปน็ ตน้
2.3.3 พิจารณาตามปัญหาที่สามารถแกไ้ ขได้ด้วยการสมั มนา ในกรณีภายในหน่วยงาน
เกิดปญั หาเก่ียวกับการบรหิ ารภายใน เชน่ การขาดความร่วมมอื ประสานงานกัน การขาดความเข้าใจซึ่งกันและ
กันหรือเกิดปัญหาบางอย่างสามารถแก้ไขด้วยการสัมมนาก็จะกาหนดตัว ผู้เข้าสัมมนาในกลุ่มนั้น ๆ เพื่อจะได้
เปิดโอกาสให้นาข้อคิดหรือเทคนิคต่าง ๆ ที่ได้รับจากการสัมมนามาช่วยแก้ปัญหาน้ัน ๆ ให้น้อยลงหรือหมอส้ิน
ไป
2.3.4 กาหนดโดยตัวผู้สนใจที่จะเข้ารวมการสัมมนา บางครั้งการสัมมนาอาจจะมี
หลักสูตรพิเศษท่ีทุกคนสามารถท่ีจะเข้าร่วมได้ เช่น หลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพการสร้างสัมพันธภาพใน
หน่วยงาน เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้การกาหนดตัวผู้เข้าสัมมนาจึงขึ้นอยู่กับความสนใจหรือความปรารถนาส่วน
บคุ คลของแต่ละคนเปน็ สาคญั
3. องค์ประกอบดา้ นสถานทีอ่ ุปกรณ์และงบประมาณ สถานท่ีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จาเป็นในการสัมมนา
ไดแ้ ก่
3.1 หอ้ งประชุมใหญ่ หมายถึง หอ้ งประชมุ รวมทใี่ ชพ้ ิธีเปิด-ปดิ การสัมมนาและใช้การบรรยาย
หรือภิปรายร่วมกัน ผู้จัดสัมมนาจะต้องกาหนดให้แน่นอนว่าจะใช้ห้องใดท่ีเหมาะสมและเพียงพอแก่จานวนผู้
เข้าสัมมนา
3.2 ห้องประชุมกลุ่มย่อย สาหรับใช้ประชุมกลุ่มย่อยของผู้เข้าสัมมนาผู้จัดสัมมนาจะต้องวัด
ไวใ้ หเ้ พยี งพอแก่จานวนกล่มุ ยอ่ ยท่ีจดั แบ่งไว้ และตอ้ งแจ้งห้องประชมุ ใหผ้ ู้เข้าสมั มนาได้ทราบอยา่ งชดั เจน
3.3 อุปกรณ์ด้านโสตทัศนศึกษา ได้แก่ เคร่ืองขยายสียง ไมโครโฟน ลาโพง เคร่ืองฉายภาพ
ข้ามศรี ษะ เทปบันทึกเสียง วดี ที ัศน์ และอปุ กรณด์ า้ นแสง-เสียง อืน่ ๆ ท่ีจาเป็นตอ้ งใช้
3.4 เคร่ืองพิมพ์ดีด เคร่ืองโรเนียว หรือเคร่ืองคอมพิวเตอร์ เคร่ืองถ่ายเอกสาร และวัสดุที่
จาเปน็ ในการจัดทาเอกสารประกอบคาบรรยาย
3.5 อุปกรณอ์ ่นื ๆ เชน่ ปากกาเขียนแผ่นใส ไวท์บอรด์ หรอื กระดานดาเปน็ ตน้
3.6 เอกสารประกอบคาบรรยายของวิทยากร ซง่ึ โดยทว่ั ไปวทิ ยากรมักจะส่งไปให้ผู้จัดสัมมนา
ล่วงหน้า หรืออาจจะนามาในวันสัมมนา ซึ่งผู้จัดจะต้องถ่ายเอกสารแจกให้ผู้เข้าสัมมนา แต่ในกรณีที่วิทยากร
ไม่ได้สง่ ใหล้ ่วงหนา้ หรอื ไมไ่ ดจ้ ัดเตรียมมาใหใ้ นวันสมั มนา ฝุายสัมมนาก็ควรทาเอกสารสรุปคาบรรยายแจกให้ผู้
เข้าสมั มนาหลงั การบรรยายหรอื อภปิ รายเสรจ็ ส้นิ ลง
3.7 งบประมาณ ในการสัมมนาแต่ละโครงการต้องใช้งบประมาณมากพอสมควรท้ังน้ีมัก
ข้ึนอยู่กับจานวนผู้เข้าร่วมสัมมนา ระยะเวลาและสถานท่ีจัดสัมมนาเป็นสาคัญท่ีมาของงบประมาณดาเนินการ
มกั ไดม้ าจากแหล่งตา่ ง ๆ 3 แหลง่ ดว้ ยกันคอื ค่าลงทะเบยี นของสมาชิกเข้าร่วมสัมมนาเงินหนุนจากหน่วยงาน
ต้นสังกัด และเงินอุดหนุนจากภายนอก เช่น บุคคล บริษัท ห้างร้านสมาคม มูลนิธิ เป็นต้นสาหรับค่าใช้จ่ายใน
การจดั สัมมนา โดยทว่ั ไปจะจา่ ยเปน็ ค่าตอบแทนวิทยากร ค่าพาหนะสาหรับวิทยากร ค่าอาหารและเครื่องด่ืม
ค่าวสั ดุจดั ทาเอกสาร คา่ ดอกไม้ธปู เทยี นในพธิ เี ปดิ -ปิด การสมั มนา ค่าฟิลม์ บนั ทกึ ภาพพร้อมคา่ ล้างอัด เป็นตน้
4. องค์ประกอบด้านเวลา การกาหนดเวลาสาหรับการสัมมนาจะมากน้อยพียงใดข้ึนอยู่กับหัวข้อ
หรือเรื่องท่ีจัดสัมมนาเป็นสาคัญ บางเร่ืองมีขอบเขตกว้างขวางแต่ใช้เวลาน้อย ก็จะทาให้การอภิปรายแสดง
ความคิดเห็นไม่ครอบคลุมตามเรื่องที่สัมมนาเท่าท่ีควร หรือบางเร่ืองมีขอบเขตแคบเป็นเร่ืองเฉพาะเจาะจงด้าน
ใดด้านหน่ึงโดยเฉพาะแต่ใช้เวลายาวนานก็จะทาให้ผู้เข้าสัมมนาเบื่อหน่าย ไม่สนใจเท่าท่ีควรและสิ้นเปลือง
ค่าใช้จ่ายโดยไม่คุ้มกับสาระที่ไดร้ บั และเม่ือมีเวลาเหลือมากอาจทาใหส้ มาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ
ขยายวงกว้างออกไปจนไม่สามารถควบคุมได้ หรือเร่ืองที่นามาอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับเร่ืองท่ีนามาสัมมนาเลย
การสัมมนาโดยทั่วไปจะใช้เวลา 2-5 วนั ซง่ึ ถือวา่ เป็นระยะเวลาทเี่ หมาะสม
นอกจากน้ี สมพร ปันตระสูตร (2525 : 3-5) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการสัมมนาว่าในการ
จัดการสัมมนาแต่ละครั้งน้ันจะต้องมีองค์ประกอบสาคัญเพ่ือให้การสัมมนาเป็นไปตามเปูาหมายที่ตั้งไว้
องค์ประกอบทส่ี าคัญมี 4 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่
1. องค์ประกอบด้านเน้ือหา เป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญอีกอย่างหนึ่งท่ีจะสามารถนามาสัมมนา
บรรลุผลตามทต่ี ้ังเปูาหมายไว้ สว่ นประกอบสาคญั คอื
1.1 จุดมุ่งหมายของการสัมมนา ซ่ึงจะต้องกาหนดให้แน่นอนว่าการสัมมนาคร้ังน้ันมี
จุดมงุ่ หมายอยา่ งไร
- เพ่ือแกป้ ญั หาอย่างใดอย่างหนง่ึ
- เพอ่ื การเรยี นรูว้ ิธกี ารแก้ปญั หาร่วมกนั
- เพ่ือหาแนวทางปฏิบัติ หรอื กาหนดนโยบายอย่างใดอยา่ งหนึ่ง
1.2 หัวข้อในรูปแบบการบรรยายหรือการอภปิ ราย
1.3 หวั ข้อในการสมั มนา
1.4 กาหนดการตา่ ง ๆ ในการสัมมนา ตลอดจน ระบบ ระเบียบ วธิ กี ารสัมมนา
1.5 ผลของการสัมมนา
2. องค์ประกอบด้านบุคลากร หมายถึง คณะบุคคลที่จะเป็นผู้ดาเนินการสัมมนาส่วนหน่ึง และ
ผู้เข้าร่วมสัมมนาอกี สว่ นหน่งึ ประกอบด้วย
2.1 คณะกรรมการเตรยี มการและดาเนนิ การสมั มนา
2.2 คณะกรรมการจดั การสมั มนา (อาจจะเป็นชุดเดียวกบั 2.1 ก็ได)้
2.3 คณะวิทยากร ผใู้ ห้ความรเู้ สรมิ ในการสมั มนา
2.4 สมาชกิ ผเู้ ขา้ ร่วมสัมมนา
2.5 เจ้าหน้าท่ีท่ีจาเป็นนอกเหนือจากคณะกรรมการ เช่น ฝุายอาคารสถานที่ ฝุายธุรการ
ฝาุ ยเอกสาร ฯลฯ
3. องค์ประกอบด้านอุปกรณ์ อปุ กรณ์หลายอยา่ งเปน็ ความจาเปน็ ท่จี ะชว่ ยให้การสัมมนาบรรลุผลได้
เปน็ อยา่ งดี อุปกรณ์ทจี่ าเปน็ ควรประกอบดว้ ย
ขนั้ ตอนในการดาเนนิ การสัมมนา
การสัมมนาสว่ นมากมีข้นตอนในการดาเนินงาน ดังตอ่ ไปนี้
1. พิธีเปดิ การสัมมนา
2. การประชมุ ใหญเ่ พ่ือวัตถุประสงค์ดังตอ่ ไปน้ี
2.1 ชแ้ี จงการจดั การสัมมนา
2.2 ช้แี จงขอ้ ปฏบิ ตั ิต่าง ๆ
2.3 เลอื กต้งั คณะกรรมการดาเนินงานต่าง ๆ เช่น ประธาน เลขานุการ เหรัญญิกของสมาชิก
ทเี่ ข้ารว่ มสัมมนา
2.4 รวบรวมปญั หาซ่ึงจะนามาใชเ้ ปน็ หวั ขอ้ สมั มนาแต่ละกลุ่ม
3. การสง่ เสรมิ ความรู้ ซ่ึงอาจจัดอยูใ่ นรูปแบบอยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง เช่น
3.1 การบรรยาย
3.2 ปาฐกถา
3.3. อภปิ ราย
4. การแบง่ กลมุ่ สมั มนา เพื่อหาข้อมูลในเรอ่ื งทเี่ ปน็ ปญั หา
5. รายงานผลการสัมมนาตอ่ ทปี่ ระชุมใหญ่
6. สรปุ และประเมนิ ผลการสัมมนา
7. พิธีปดิ การสัมมนา
เอกสารประกอบการสัมมนา
เอกสารประกอบการสัมมนา นับเป็นปัจจัยสาคัญท่ีช่วยส่งเสริมให้การสัมมนาดาเนินไปด้วยดีแล ะ
บรรลุเปาู หมายได้สะดวกยิง่ ขน้ึ ในการจัดสมั มนาแต่ละครั้งจะตอ้ งใหค้ วามสาคัญแก่เอกสาร ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. โครงการจัดการสมั มนา
2. กาหนดการสมั มนา
3. หัวขอ้ สาหรับประชมุ กล่มุ สัมมนา
4. รายช่ือสมาชิกทัง้ หมดท่เี ข้าสมั มนาและรายชื่อสมาชิกในแต่ละกล่มุ
5. การแสดงความคดิ เหน็ เป็นไปอย่างกวา้ งขวาง ครอบคลุมทุกเร่ืองท่ีเกี่ยวข้องไม่จากัดอยู่ในวงแคบ
เฉพาะด้านใดดา้ นหนง่ึ
6. เน้นความสาคัญของสมาชกิ แตล่ ะคน
7. สมาชิกในกลุ่มสามารถทางานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีมนุษยสัมพันธ์ท่ีดีต่อกันและมี
ความรับผิดชอบสูง
8. ผลทไี่ ด้รบั จากการสมั มนาบรรลุตามเปูาหมายท่ไี ดว้ างไว้
เอกสารประกอบการสัมมนา
เอกสารประกอบการสัมมนา มันเป็นปัจจัยสาคัญที่ช่วยส่งเสริมให้การสัมมนาดาเนินการด้วยดีและ
บรรลุเปาู หมายได้สะดวกย่งิ ขึน้ ในการจดั การสมั มนาแตล่ ะครั้งจะต้องให้ความสาคัญแก่เอกสาร ดงั ต่อไปนี้
1. โครงการจัดการสมั มนา
2. กาหนดการสัมมนา
3. หัวขอ้ สาหรบั ประชุมกลมุ่ สมั มนา
4. รายชอ่ื สมาชิกท้งั หมดทเ่ี ขา้ สัมมนาและรายช่ือสมาชกิ ในแตล่ ะกลุ่ม
5. บทความและงานเขยี นประเภทต่าง ๆ ทม่ี ีความสาคญั และเกยี่ วข้องโดยตรงกับขอ้ สัมมนา
6. คาบรรยายและคาอภปิ รายซ่ึงถ่ายทอดมาจากการพูดของวิทยากร
7. รายงานผลการสัมมนาของแตล่ ะกลุ่ม
8. รายงานผลการสัมมนาของทปี่ ระชมุ ใหญ่
9. คากลา่ วรายงานของคณะกรรมการจัดการสมั มนาต่อประธานในพิธเี ปิดและพิธเี ปดิ การสัมมนา
10. คากลา่ วของประธานในพิธีเปิดและพธิ ปี ิดการสมั มนา
การเสนอโครงการ
โครงการ โครงการ หมายถึง แผน หรอื เค้าโครงตามที่กาหนดไว้
โครงการ คือ การวางแผนล่วงหน้าทจี่ ดั ทาข้ึนอย่างมีระบบประกอบด้วยกจิ กรรมยอ่ ยหลายกิจกรรมที่
ต้องใช้ทรัพยากรในการดาเนินงาน และคาดหวังท่ีจะได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าแต่ละโครงการจะมีเปูาหมาย
เพ่อื การผลิตหรอื การใหบ้ ริการเพือ่ เพ่ิมพูนสมรรถนะของแผนงาน
โครงการ หมายถึง กระบวนการทางานที่ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลาย ๆ กิจกรรม ซึ่งมีการทา
โครงการเป็นไปตามลาดับ และการทางานจะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ เช่น งานบริการ โดยจะต้องมี
การกาหนดระยะเวลาและงบประมาณท่ีจากัด การดาเนินงานโครงการจะต้องมีผู้ท่ีมีหน้าท่ีรับผิดชอบต่อ
โครงการ มหี นา้ ที่ทาการบริหารงาน กจิ กรรมตา่ ง ๆ ให้เปน็ ไปตามแผนงาน เหมาะสมกับเวลา และงบประมาณ
ทต่ี ัง้ ไว้
ลักษณะงานของโครงการตอ้ งเปน็ งานทีด่ าเนินการตามมติของคณะกรรมการ หรือหน่วยงานและเมื่อ
ดาเนินการเสรจ็ สน้ิ อาจมกี จิ กรรมต่อเนอื่ งเกดิ ขน้ึ ได้ทัง้ กจิ กรรมระยะสนั้ และกจิ กรรมระยะยาว
วตั ถปุ ระสงค์ในการเขียนโครงการ
1. เพือ่ อนุมัติจากผู้มีอานาจ
2. เพ่ือของบประมาณ
3. เพื่อให้สมาชกิ ท่เี กย่ี วข้องได้เขา้ ใจในโครงการ
4. เพอ่ื เพ่มิ ศกั ยภาพในหน่วยงาน
5. เพ่อื ใหเ้ ป็นเขม็ ทิศ ชีแ้ นวทางในการพัฒนาระบบงาน
6. เพ่อื วเิ คราะห์จุดอ่อน จดุ แข็ง และโอกาสของภารกจิ ที่จะต้องปฏบิ ตั ิ
ขนั้ ตอนการเขียนโครงการ
ผู้ท่ีจะจัดทาโครงการต้องมีความสามารถในการเขียนโครงการ โดยมีขั้นตอนและอาศัย
หลักเกณฑ์ดงั น้ี
1. วิเคราะห์ปัญหาหรือความต้องการ การที่จะจัดทาโครงการใดต้องมีการวิเคราะห์ปัญหาท่ีเกิดข้ึน
ให้ถูกต้องชัดเจน และเป็นที่เช่ือถือได้เสียก่อน โดยศึกษาสภาพแวดล้อมท้ังภายในและภายนอกหน่วยงานด้วย
ความรอบคอบอย่างเป็นระบบ แล้วกาหนดมาตรการหรือวิธีการในการแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนน้ันอย่างมีข้ันตอน
เพอื่ ใหบ้ รรลุวตั ถุประสงคห์ รือเปูาหมายทีก่ าหนดไว้
2. ศึกษาโครงสร้างของโครงการ ผู้เขียนโครงการจะต้องรู้จักโครงสร้างของโครงการเสียก่อนว่ามี
ส่วนประกอบที่สาคัญอะไรบ้าง เพอื่ จะได้เขยี นโครงการไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ได้แก่
2.1 ชื่อโครงการ ต้องมีความชัดเจน เข้าใจง่ายและสามารถจินตนาการมองเห็นภาพได้อย่าง
แจม่ แจง้
2.2 ผู้เสนอโครงการ คือ ผู้ที่จะทาหน้าท่ีรับผิดชอบในการดาเนินโครงการน้ัน ๆ ให้สาเร็จ
ลุล่วงตามวัตถุประสงค์ทว่ี างไว้
2.3 หลักการและเหตุผล คือ การกล่าวอ้างถึงเหตุผล ความจาเป็น และความเป็นมาของ
โครงการทจ่ี ะจดั ทา
2.4 วัตถปุ ระสงค์ เป็นการกาหนดจดุ มุง่ หมายหรือเปูาหมายให้ชดั เจน
2.5 วิธีดาเนินงาน เป็นการบอกรายละเอียดให้ทราบว่าจะดาเนินการโครงการน้ันอย่างไร ที่
ไหน ใช้เวลามากน้อยเพียงใด มีการจัดกิจกรรมใดบ้าง ใครเป็นผู้รับผิดชอบในกิจกรรมใด ส่วนใหญ่จะแสดงใน
รปู ของตารางการทางาน
2.6 ระยะเวลาและสถานท่ี เป็นการกาหนดให้ทราบระยะเวลาดาเนินงานและสถานท่ีจะใช้
ในการดาเนนิ งานตามโครงการให้สาเรจ็
2.7 ผลที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการคาดคะเนให้ทราบว่าจะได้รับผลอย่างไร เม่ือเสร็จสิ้น
โครงการ
2.8 วิธีประเมิน เป็นการบอกให้ทราบว่าจะทาการประเมินผลโดยใคร ด้วยวิธีใด อย่างไร
ส่วนใหญ่จะใช้แบบสอบถามเพื่อการประเมินผลหลังการอบรมสัมมนา และทาการสรุปผลการประเมินให้
สมาชกิ ทราบ
2.9 ปญั หา อุปสรรค แนวทางแก้ไข เป็นการทบทวนปัญหาที่อาจเกิดข้ึน เสนอแนะแนวทาง
ในการแก้ไขปัญหาไว้เพ่ือแสดงให้เห็นความรอบคอบของผู้เขียนโครงการว่าได้มีการจัดเตรียมส่ิงต่าง ๆ ไว้
ลว่ งหนา้
2.10 งบประมาณ เป็นการบอกให้ทราบว่าจะต้องใช้จ่ายเงินเป็นค่าอะไรบ้าง อย่างไร ได้
งบประมาณจากแหลง่ ใด ใครให้การสนับสนุนหรอื อปุ การะโครงการ
3. ดาเนนิ การเขยี นโครงการ
ในการเขียนโครงการจะต้องสามารถที่จะอธิบายคาถาม 6W 1H ได้ เพื่อช่วยให้การเขียนมี
รายละเอยี ดทีค่ รบถว้ นสมบรู ณ์ เกดิ ความเข้าใจอยา่ งแจ่มแจง้
- WHAT = โครงการนจี้ ะทาอะไร
- WHY = โครงการนจ้ี ะทาไปเพือ่ อะไร
- WHEN = โครงการน้ีจะดาเนนิ การเมอ่ื ไร
- WHERE = โครงการน้ีจะดาเนนิ การท่ีไหน
- WHO = ใครเปน็ ผรู้ บั ผิดชอบ
- TO WHOM = ใครได้รบั ประโยชน์จากโครงการนี้
- WOW = จะดาเนินการโครงการน้อี ย่างไร
4. การใชส้ านวนภาษาทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ
ผู้เขียนโครงการต้องทราบจุดประสงค์ในการเขียนโครงการเพ่ือนาเสนอ จึงจาเป็นที่จะต้อง
เลือกใช้ถ้อยคาและสานวนโวหารต่าง ๆ ให้เหมาะกับกลุ่มผู้อ่านโดยทั่วไป การใช้ภาษาต้องเป็นภาษาที่สุภาพ
ลกั ษณะของข้อความเปน็ ภาษาเขยี น มีความกะทดั รัด ละเอยี ดชดั เจนและเขา้ ใจงา่ ย
สรปุ
การฝึกอบรม หมายถึง “การถ่ายทอดความรู้เพ่ือเพิ่มพูนทักษะ ความชานาญ ความสามารถ และ
ทศั นคติในทางที่ถกู ท่ีควร เพือ่ ชว่ ยใหก้ ารปฏบิ ตั ิงานและภาระหน้าท่ีต่าง ๆ ในปัจจบุ ันและอนาคตเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น” การฝึกอบรม หมายถึง “กระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้เพ่ือช่วยให้ข้าราชการมีความรู้ ทักษะ
และทัศนคติที่จาเป็นในการปฏิบัติงาน ในหน้าที่ และเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างข้าราชการในการ
ปฏิบัติงานร่วมกันในองค์การ” เม่ือมองการฝึกอบรมในฐานะท่ีเป็นแนวทางในการพัฒนาข้าราชการตาม
นโยบายของรัฐหากเป็นการเพ่ิมขีดความสามารถในการปฏิบัติงานหรือเพ่ิมขีดความสามารถในการจัดรูปของ
องค์การ การสัมมนา หมายถึง การประชุมเพื่อ แสวงหาความรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และความคิดเห็น โดยมี
วัตถุประสงค์หรือการศึกษาในเร่ืองเดียวกัน รวมท้ังร่วมวิเคราะห์ปัญหา หาแนวทางแก้ไข และหาข้อสรุป
ร่วมกนั เพอ่ื ใหเ้ ป็นประโยชนต์ อ่ ส่วนรวมร่วมกันดังนั้น การสอนวิชาสัมมนา เป็นกระบวนการหน่ึงของกิจกรรม
การเรียนรู้ ศกึ ษา คน้ ควา้ โดยวธิ กี ารตา่ ง ๆ เป็นการฝึกทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ปัญหา และ
การเสนอแนวทางแก้ไขการแสดงออกโดยการพูด การสนทนา การอภิปรายท่ีเก่ียวกับเนื้อหาของเร่ืองนั้น ๆ
เพ่อื ให้ได้ข้อสรุปของแนวทางทีม่ ีความเป็นไปได้ โดยวธิ ีการปรึกษาหารอื ร่วมกนั
ภาพท่ี 4.1 : ประเภทของการนาเสนอ
แหล่งอา้ งองิ
sites.google.com/site/rtech603xx/unit-6 ความหมายของการฝึกอบรม (ระบบออนไลน์)
แหลง่ ท่ีมา : https://sites.google.com/site/rtech603xx/unit-6 (18 กนั ยายน 2563)
https://www.aconnect.co.th/news_c/th/46 วตั ถุประสงคข์ องการฝกึ อบรม (ระบบออนไลน์)
แหลง่ ที่มา : https://www.aconnect.co.th/news_c/th/46 (18 กนั ยายน 2563)
https://sites.google.com/site/karsammna/khana/ ประโยชนข์ องการฝกึ อบรม (ระบบออนไลน)์
แหล่งท่ีมา : https://sites.google.com/site/karsammna/khana/ (18 กันยายน 2563)
https://www.im2market.com คุณสมบัตขิ องผ้รู ับผิดชอบจดั การฝกึ อบรม (ระบบออนไลน)์
แหลง่ ที่มา : https://www.im2market.com (18 กนั ยายน 2563)