The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรียงงาน - ณภัสสรณ์ ใหม่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เรียงงาน - ณภัสสรณ์ ใหม่

เรียงงาน - ณภัสสรณ์ ใหม่

บทท่ี 5

วิธีการจดั ทาการนาเสนอ
บทนา

การนาเสนอเปน็ รปู แบบหนึ่งของการส่ือสารเพื่อสร้างความเข้าใจท่ีชัดเจนแก่ผู้ฟังโดยการพูดประกอบ
สื่อในระยะเวลาสั้น ๆ องค์ประกอบของการนาเสนอประกอบด้วย ผู้นาเสนอ (Presenter) เนื้อหา (Content)
ผู้ฟัง (Audlence) ผู้นาเสนอจะต้องมีบุคลิกภาพ ความเช่ือม่ัน ประสบการณ์ การเตรียมตัว ความรู้
ความสามารถ สไตล์การนาเสนอ เนื้อหาการสาเสนอ จะต้องประกอบด้วย วัตถุประสงค์ รูปแบบ ขั้นตอน
ความยากง่าย ความน่าสนใจ สื่อประกอบ โสตทัศนูปกรณ์ ผู้ฟัง (Audlence) จะต้องมีความสนใจ ความรู้
ความเขา้ ใจ ความเก่ยี วข้อง ทัศนคติ การยอมรบั การเรียนรู้

การนาเสนอท่ีดี จะต้องเรียนรู้จากข้อเท็จจริง เรียนรู้จากจานวนตัวเลข เรียนรู้จากรูปภาพและวีดีโอ
เรียนรู้จากคาอธิบาย เรียนรู้จากการแสดงการสาธิต เรียนรู้จากตัวอย่างหรือแบบจาลอง เรียนรู้จากการ
อภิปรายซกั ถาม เรยี นรูจ้ ากการวิเคราะหด์ ้วยตนเอง
ขน้ั ตอนการจัดระบบการนาเสนอ

การจดั ระบบการนาเสนอ มขี ้นั ตอนดังนี้
1. การวิเคราะห์ระบบ คือ การวิเคราะห์ระบบการดาเนนิ การนาเสนอ ท่เี คยทาในอดีตท่ีผ่านมาว่ามี
ข้อดี ข้อเสียอย่างไร รวมทั้งการวิเคราะห์วัตถุประสงค์ในการนาเสนอ วิเคราะห์ส่ือโสตทัศนูปกรณ์ที่ใช้ในการ
นาเสนอ วิเคราะหว์ ธิ ีการนาเสนอ และแนวทางในการปฏิบัติตา่ ง ๆ ตลอดจนการประเมิน
2. การสังเคราะห์ระบบ คือ การมองภาพรวมของระบบการนาเสนอตามแผนท่ีกาหนดข้ึนใหม่
ตั้งแต่เร่ิมต้นจนจบการนาเสนอ เริ่มตั้งแต่การสารวจสถานท่ี วัสดุอุปกรณ์ กาหนดวัตถุประสงค์ วางแผน
ดาเนนิ งาน การประเมินผล และการพิจารณาผลยอ้ นกลบั เพือ่ การปรับปรงุ ครั้งต่อไปโดยการมองภาพรวมต้ังแต่
ข้นั ตอนแรกจนถงึ ขัน้ ตอนสุดทา้ ย โดยมีข้นั ตอนการสงั เคราะหร์ ะดับ ดังน้ี

1. วิเคราะหผ์ ฟู้ ัง เพ่ือดูระดบั และพืน้ ฐานความรขู้ องผู้ฟงั
2. วิเคราะหเ์ นอ้ื หา กาหนดเน้ือหาท่จี ะนาเสนอ โดยแยกออกเปน็

2.1 หนว่ ย หัวข้อเร่อื ง
2.2 กาหนดภาพรวม หรือแนวความคิดรวมของผลในการนาเสนอ
3. กาหนดวิธีการนาเสนอ เช่น การสัมมนากลุ่มย่อย การฝึกอบรมแบบปฏิบัติงานจริง การ
บรรยายประกอบสไลด์ เป็นตน้
4. วางแผนการนาเสนอ เขียนแผนนาเสนอโดยครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้
4.1 ชื่อเรือ่ งท่จี ะนาเสนอ
4.2 ภาพรวม หรือแนวความคดิ ในการนาเสนอ
4.3 วัตถุประสงคก์ ารนาเสนอ
4.4 กจิ กรรมการนาเสนอ
4.5 ส่ือท่ใี ชใ้ นการนาเสนอ
4.6 การประเมิน

5. เตรียมกิจกรรมการนาเสนอ เกมส์ หรือกิจกรรมอ่ืน ๆ ที่ต้องการให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วมด้วย
โดยการสอดแทรกเน้ือหาหรือเชอ่ื มโยงไปยงั เร่อื งที่นาเสนอ

6. เตรียมสื่อการนาเสนอ
7. จดั ทาเคร่อื งมอื สือ่ และอปุ กรณ์ในการนาเสนอ
8. ดาเนินการนาเสนอ
9. การประเมนิ ผล จดั ทาเคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการประเมนิ ผล
การสร้างแบบจาลอง
ตามขน้ั ตอนท่ีได้ทาการสังเคราะห์ไว้ โดยระบุรายละเอียดเพ่ิมเติมขั้นตอนย่อยลงไปอีก เช่น ขั้นตอน
ท่ี 8 การดาเนนิ การนาเสนอ จะลาดบั เรอ่ื งอยา่ งไร ใช้ส่ืออะไรกอ่ นหลงั ชว่ งเวลาใดบา้ ง
การสรา้ งแบบจาลองการนาเสนอ
1. วิเคราะหผ์ ู้ฟัง
2. วเิ คราะห์เน้ือหา
3. กาหนดวิธกี ารนาเสนอ
4. การวางแผนการนาเสนอ
4.1 กาหนดชอ่ื เรอ่ื ง
4.2 กาหนดแนวทางความคิด/ภาพรวม
4.3 กาหนดวตั ถุประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
4.4 กาหนดกิจกรรมการนาเสนอ
4.5 กาหนดสอ่ื การนาเสนอ
4.6 กาหนดวธิ ีการประเมนิ ผล
สรา้ งแบบจาลองระบบการนาเสนอ
คือ การเขียนแผนผังแสดงแบบจาลองข้ันตอนการนาเสนอตั้งแต่ข้ันแรกจนถึงขั้นสุดท้าย
เปรียบเสมือน กับสถาปนิกท่ีนาแนวคิดและความต้องการของเจ้าของบ้านที่ได้บันทึกไว้เป็นตัวอักษรมาสร้าง
เป็นแบบบ้านในกระดาษ การสร้างแบบจาลองระบบการนาเสนอ จะทาให้ผู้นาเสนอทุกคนท่ีไปดาเนินการ
นาเสนอในแต่ละคร้งั เขา้ ใจขนั้ ตอนและรหู้ น้าที่ของตนในการนาเสนออย่างแท้จรงิ
จาลองสถานการณ์เพอ่ื ทดสอบระบบตามแผนผังที่วางไว้
โดยจัดสถานท่ี อุปกรณ์ เคร่ืองมือ และให้ผู้มีหน้าที่จัดอุปกรณ์ทางานจริง เช่น การเสนอขาย
แนวความคิดในการโฆษณาสินค้าใหม่ให้คณะกรรมการบริษัท ผู้นาเสนอจะเร่ิมต้นการแนะนาตัวบรรยายสรุป
และใช้ภาพสไลด์ และส่ือแบบอื่น ๆ ของชิ้นงานโฆษณา ตลอดจนเปิดสปอตโฆษณาให้ฟังและฉายภาพสไลด์
สลับกนั ไป ผนู้ าเสนอซงึ่ เปน็ ผ้บู รรยายและผ้คู วบคุมอปุ กรณ์ เครือ่ งมอื ต่าง ๆ จะตอ้ งรู้ลาดับก่อนหลังเป็นอย่างดี
การจาลองสถานการณเ์ ปน็ การซักซ้อมวิธีการพูดและการนาเสนอตามลาดับท่ีวางแผนไว้ เพื่อสามารถปรับปรุง
แก้ไขได้

เทคนิคในการเตรียมตัวนาเสนออย่างง่าย
ในกรณีที่ผนู้ าเสนอจาเปน็ ตอ้ งนาเสนออย่างกะทันหันโดยไม่มีเวลาในการเตรียมตัวล่วงหน้า ได้อย่าง

เพยี งพอ ผนู้ าเสนอจงึ ต้องเตรยี มตวั เพือ่ การนาเสนออย่างงา่ ย ซึง่ มีหลกั การงา่ ย ๆ โดยการต้ังคาถามสาหรับการ
นาเสนอในครงั้ นน้ั คอื 5W 1H คอื

1. ทาไมต้องมีการนาเสนอ (Why)
2. เราจะนาเสนออะไร (What)
3. เราจะนาเสนอกบั ใคร (Who)
4. เราจะนาเสนอเมือ่ ใด (When)
5. เราจะนาเสนองานทไ่ี หน (Where)
6. เราจะนาเสนออยา่ งไร (How)
1. ทาไมตอ้ งมกี ารนาเสนอ (Why) ในการนาเสนอทกุ ครัง้ ไม่ว่าจะเป็นการนาเสนอประเภทใด ย่อมมี
จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรตั้งคาถามให้กับตนเองว่าทาไมจึงต้องมีการนาเสนอในคร้ังน้ี และหา
คาตอบให้กบั คาถาม
คาถามน้ีเป็นถามเกี่ยวกับการกาหนดวัตถุประสงค์ในการนาเสนอ สามารถสรุปหลักการในการ
กาหนดวตั ถุประสงค์ไดด้ งั นี้
1. กาหนดวตั ถปุ ระสงค์อย่างชัดเจนท่ีสุดที่จะทาได้ รวมท้ังวัตถุประสงค์สารองด้วย นามาเรียบเรียง
เปน็ คาพูดและจดบนั ทกึ ไว้
2. ย้อนกลับไปยังวัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้อยู่เสมอ เม่ือสงสัยว่าจะเพิ่มหรือจะตัดทอนอะไรในการ
นาเสนอ
3. เราจะนาเสนออะไร (What) การระบุข้อมูล บันทึกข้อมูลท้ังหมดที่จะนาเสนอ ผู้นาเสนอจะต้อง
วางแผนว่าจะนาเสนอในเร่ืองใดบา้ ง มีขอบเขตเน้ือหาอย่างไร รวมถึงการเตรียมภาพประกอบการเตรียมพร้อม
สาหรบั ข้อโต้แย้งที่คาดวา่ อาจจะเกิดขึ้นทั้งก่อน ในระหว่างและหลงั จากการนาเสนอ
4. เราจะนาเสนอกับใคร (Who) บุคคลที่ผู้นาเสนอต้องการเสนอเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้รับทราบ
ปฏิบัติ หรือตัดสินใจในบางอย่างท่ีเป็นความต้องการของผู้นาเสนอ ผู้นาเสนอต้องให้ความสาคัญกับผู้ฟังอย่าง
มาก เพราะเป็นบุคคลท่ีมีผลต่อการนาเสนอมากท่ีสุด การ “รู้ใจเขา” จะเป็นข้อมูลสาคัญท่ีผู้นาเสนอมาใช้เป็น
ปัจจัยส่วนหน่ึงในการวางแผนการนาเสนอ สิ่งท่ีผู้นาเสนอจะต้องทาคือ การขอข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ
เก่ยี วกบั ผู้ฟังให้มากท่สี ดุ เชน่ ผู้ฟังมีจานวนก่ีคน ชื่ออะไร ทางานอะไร มีอายุเท่าไร มีการศึกษาอย่างไร เพราะ
สิ่งน้ีจะมีผลกระทบต่อการคัดค้างหรือโต้แย้งหรือสอบถามในระหว่างการนเสนอได้ ผู้นาเสนออาจหาข้อมูลได้
โดยการพูดคุยกับผู้ฟังก่อนการนาเสนอช่วงท่ีกาลังลงทะเบียนผู้เข้ารับฟังการนาเสนอ ระหว่างรับประทาน
อาหาร การพดู คยุ กับผู้ฟังนอกเวลาการนาเสนอ เป็นโอกาสสาคัญท่ีผู้นาเสนอจะทาความเข้าใจให้ดีขึ้น และยัง
เปน็ การทาลายกาแพงกัน้ ระหว่างบคุ คลทัง้ สองฝาุ ย ทาให้เกดิ ความรู้สกึ ทศั นคติท่ีดีต่อกัน
5. เราจะนาเสนอเม่ือใด (When) เวลาท่ีต้องคานึงถึงในการนาเสนอประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
ช่วงเวลา ระยะเวลา และจงั หวะเวลา

1. ช่วงเวลาทีน่ าเสนอ เปน็ ชว่ งเช้า กลางวัน กลางคืน ช่วงเวลาในวันหยุด วันทางาน ซึ่งมีผล
ต่อการวางแผนการนาเสนอ เช่น หากนาเสนอในช่วงกลางคืนผู้นาเสนอต้องคานึงถึงแสงสว่างต้องเพียงพอ
ความเมอื่ ยล้าของผฟู้ งั เป็นตน้

2. ระยะเวลาในการนาเสนอมมี ากน้อยเพียงใด การนาเสนอบางประเภทมีระยะเวลาเพียงไม่
นาน ไม่เกนิ 3 ช่ัวโมง บางประเภทกใ็ ชร้ ะยะเวลานานเกนิ 3 ช่ัวโมง เชน่ การนาเสนอขายสินค้าใช้ระยะเวลาไม่
นาน การฝึกอบรม สัมมนาใชร้ ะยะเวลานาน เป็นต้น

3. จงั หวะเวลาในการนาเสนอ มีความสาคัญต่อการนาเสนอในกรณีท่ีสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนใน
การนาเสนออาจเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่คาดหวัง ผู้นาเสนอไม่อาจทราบได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน
ระหวา่ งการนาเสนอ ในบางครง้ั ผู้ฟงั อาจเกดิ ความไมพ่ อใจ คดั คา้ น โกรธ หรือโมโหผู้นาเสนออยู่ ควรจะเปล่ียน
เรื่องหรือเปลี่ยนประเด็น เพื่อคลายบรรยากาศความตึงเครียด และรอจังหวะในการนาเสนอหลังจากท่ี
บรรยากาศคลายความตงึ เครยี ด และผู้ฟงั อยู่ในอารมณ์ทีพ่ รอ้ มจะรบั ฟงั จงึ นาเสนอเรื่องนั้นใหม่อีกครง้ั

6. เราจะนาเสนองานท่ีไหน (Where) สถานท่ีในการนาเสนออาจไม่สาคัญนักสาหรับการนาเสนอ
บางประเภท แต่ผเู้ สนอก็ควรใหค้ วามสาคัญในการสารวจสถานท่ีท่ีจะใช้ในการนาเสนอ เพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรค
ในการนาเสนอ เช่น หลอดไฟเสยี อปุ กรณ์หรือสื่อโสตทัศนูปกรณ์เสีย เป็นต้น ซ่ึงส่ิงเหล่านี้เป็นสิ่งสาคัญซ่ึงอาจ
ทาให้เกิดอุปสรรคหรือความล้มเหลวในการนาเสนอได้ นอกจากนี้ในการเลือกสถานที่ผู้นาเสนอควรคานึงถึง
ปจั จัยดา้ นจานวนผฟู้ ัง การถา่ ยเทอากาศ สง่ิ รบกวนตา่ ง ๆ ด้วย

7. เราจะนาเสนออย่างไร (How) เม่ือเตรียมพร้อมสาหรับคาถามว่า ทาไม อะไร ใคร เมื่อไร ท่ีไหน
แล้ว ข้ันต่อไปคือ การวางแผนว่าจะนาเสนออย่างไรซ่ึงเป็นขั้นตอนท่ีมีความสาคัญมากท่ีสุด ผู้นาเสนอต้อง
สมมติตัวเองเป็นคนฟัง ส่ิงท่ีจะนาเสนอจะช่วยผ่อนความหนักใจให้ผู้ฟังได้หรือไม่ จะสามารถช่วยให้ผู้ฟัง
ตัดสนิ ใจหรือเกิดความคิดท่ีสรา้ งสรรค์ได้อย่างไร ซึ่งจะนาไปสู่การแนะนาในสิ่งทท่ี าให้ผู้ฟังต้งั ใจฟังและคดิ ได้

หลังจากท่ีเรยี บเรียงลาดบั ข้อมลู และข้อเสนอตามลาดับเพ่อื ใหผ้ ูฟ้ ังไดเ้ ข้าใจและโน้มเอียงได้มากท่ีสุด
ต่อไปคอื การเลือกภาพประกอบทีจ่ ะนามาใช้ เลือกอุปกรณ์ ส่อื โสตทัศนูปกรณ์ท่ีเหมาะสม ให้ทาบันทึกโดยการ
เขียนให้ชัดเจนและมีขนาดใหญ่พอลงในกระดาษ เพราะการเขียนสิ่งท่ีจะพูดนาเสนอเป็นวิธีท่ีดีที่สุดในการหา
ข้อโต้แย้ง และเป็นการทบทวนเรียงลาดับความสาคัญของสิ่งท่ีต้องนาเสนอ ทั้งยังช่วยให้สามารถหาคาพูดท่ี
เหมาะสมเสรมิ เข้าไปในแตล่ ะตอนได้ รวมท้งั สามารถคิดวางแผนไว้ล่วงหน้าได้ดีกว่าการคิดแก้ปัญหาขณะเสนอ
งานถึงแม้ว่าจะไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า แต่ก็ควรจะเตรียมประโยคการกล่าวสรุปไว้สาหรับการปิดการ
นาเสนอ

สุดท้าย ก่อนการนาเสนอจริงผู้นาเสนอควรลองฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมงาน ผู้ฟังจาเป็นหรือฝึกซ้อม
เพียงคนเดยี ว การซ้อมหลาย ๆ คร้ังจะช่วยลดความต่นื เต้น และชว่ ยใหม้ ีทกั ษะในการนาเสนอมากยงิ่ ข้ึน
เทคนคิ ในการนาเสนออยา่ งมีประสิทธภิ าพ

1. การนาเสนอ การนาเสนองานท่ีดีสามารถทาได้โดยการฝึกฝน เช่น การเข้าไปหลักสูตรหรือการ
ฝึกกันเปน็ กลุ่ม เพื่อให้ผู้รว่ มการฝกึ ฝนวิจารณ์ดว้ ยขอ้ ติชมในทางสรา้ งสรรค์ผู้นาเสนอสามารถเรียนรู้วิธีการและ
เทคนิคการนาเสนอได้จากการดูความผิดพลาดของผู้อ่ืนนามาใช้เป็นบทเรียน และการพูดคุยเพ่ือหาวิธีการ
สร้างสรรค์เทคนิค วิธีการเสนองานแต่ละคร้ังเทคนิคง่าย ๆ ท่ีสาคัญมาก คือ ความสามารถในการกาจัดสิ่งกีด

ขวางของผู้พูด เพราะคนส่วนมากพูดในหมู่เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานได้ดี มีความเป็นกันเอง เทคนิคการพูดในท่ี
ประชุม ก็คือ การรักษาความสามารถน้ันไว้ให้ได้ เวลาท่ียืนต่อหน้าผู้ฟัง ซ่ึงเป็นบุคคลท่ีเราไม่รู้จัก ถ้าผู้พูด
สามารถขจัดสิ่งกีดขวางออกไปได้ทาให้เราเป็นตัวของตัวเองเป็นบุคคลท่ีมีความเป็นมิตร มีกิริยาท่าทางเป็น
ธรรมชาติ จะช่วยใหผ้ ้ฟู งั มที ัศนคตทิ ด่ี ี และใหก้ ารสนบั สนุนตงั้ แตเ่ ร่มิ ต้นการพดู

ในการนาเสนอมขี ้อพงึ ระวัง ได้แก่
1.1 การพูดผิด ๆ ถูก ๆ ทาให้ผู้ฟังเกิดความสับสน ไม่เข้าใจ ผู้นาเสนอควรนึกถึงความรู้สึก

ของผพู้ ูด ปรับปรงุ การพูดโดยการพูดให้ช้าลง และชัดเจนมากยิ่งขึน้
1.2 ความลังเล การหยุดพูดบ่อย ๆ หรือแสดงอาการลังเลโดยการใช้คาว่า “เอ้อ อ้า” แสดง

ถงึ ความไม่มน่ั ใจในตวั เอง หรอื ผูน้ าเสนออาจมคี วามรู้ในเรือ่ งทพี่ ดู ไม่ดีพอจนไม่สามารถพูดต่อได้ จึงควรฝึกซ้อม
บอ่ ย ๆ และเตรยี มความพรอ้ มเก่ียวกบั ข้อมลู ให้มากขนึ้

1.3 การพูดซ้าซาก คาพูดท่ีผู้พูดมักพูดจนติดเป็นนิสัย เช่น คาว่า “คือว่า” “จุดสาคัญคือ”
เป็นต้น การพูดซ้าซากมีผลเสียต่อการนาเสนอ คือ เมื่อผู้นาเสนอพูดบ่อยจนเกินไป จะทาให้ผู้ฟังเกิดความ
ราคาญ หรืออาจเห็นเป็นเรื่องตลก ทาให้ผู้ฟังสนใจจับผิดซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเน้ือหาที่
นาเสนอ ผนู้ าเสนอจึงควรฝกึ พูดโดยพยายามไมพ่ ูดคา ๆ นั้น

1.4 การแสดงออกทางสีหน้า ส่ือความหมายถึงความคิด ความรู้สึกในใจ แต่ละคนมักจะ
แสดงออกแตกต่างกนั ไป ผู้นาเสนอบางคนสามารถควบคุมสีหน้าของตนได้ดี จนไม่สามารถทราบได้ว่าเขากาลัง
มีความรู้สึกที่แท้จริงอย่างไร ซึ่งอาจคิดได้ว่าเขาไม่มีความเป็นธรรมชาติ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง การ
ควบคุมการแสดงออกทางสีหน้าเป็นผลดีต่อการนาเสนอ เพราะหากผู้นาเสนอมีความรู้สึกไม่พอใจผู้ฟังก็จะไม่
แสดงออกอาการโกรธออกมาทางสีหนา้ ทาใหบ้ รรยากาศการนาเสนอไมต่ ึงเครียดไปด้วย

1.5 การวางสายตาไม่เหมาะสม ผู้นาเสนอควรใช้สายตาในการสบตากับผู้ฟัง แต่ละคนเพ่ือ
ตรวจสอบดูว่าผู้ฟังมีความสนใจในการนาเสนออยู่หรือไม่ ไม่ควรจ้องมองผู้ฟังจนทาให้เขารู้สึกอึดอัด หรือการ
ละสายตาจากผู้ฟังมองเพดานเปน็ ระยะเวลานาน

1.6 การแดสงกิรยิ าซา้ ซาก ผู้นาเสนอบางคนอาจมีกิริยาบางอย่างท่ีมักทาซ้าซากโดยท่ีเขาไม่
รสู้ ึกตวั เช่น การสะบดั ผม เคาะโต๊ะ ใช้มือเทา้ เอว เป็นต้น ซึ่งกิริยาเหล่านี้ถ้าทาบ่อย ๆ ขณะที่กาลังนาเสนอจะ
ทาใหผ้ ู้ฟงั ราคาญ และทาลายความสนใจของผู้ฟงั จากเร่อื งนาเสนออยู่

2. ภาษา กฎของการพูดภาษาไทย ทีส่ าคญั ทีส่ ุด คอื
2.1 ให้ใชค้ าพูดและประโยคส้ัน ๆ ง่าย
2.2 ใช้รปู ประโยคตรง ๆ และคาพดู ท่ีระบชุ ัดเจนมากกวา่ ประโยคยอกย้อนหรือพูดลอย ๆ
2.3 การพูดเร่ืองทว่ั ๆ ไป ให้ใชว้ ธิ ีการยกตัวอย่าง
2.4 หลกี เล่ียงการใชศ้ ัพทเ์ ทคนิค นอกจากจะแนใ่ จวา่ คนฟงั คนุ้ เคยกับคาเหลา่ น้ี ถ้าเลี่ยงไม่ได้

ให้อธิบายเพิม่ เติม
2.5 เตรียมคาพดู ท่ีจะพดู มาให้มากท่สี ุดแต่อย่าอ่านหรือทอ่ งเปน็ คา ๆ ให้คนฟัง
2.6 ใช้คาและภาษาของตวั เองแบบท่ีใชใ้ นการสนทนาธรรมดา ไมใ่ ชภ่ าษาเขยี น
2.7 ขยายความกระจ่างของข้อความดว้ ยตวั อย่างที่เจาะจง

3. ภาพประกอบ แม้เป็นการนาเสนองานเล็ก ๆ อย่างน้อยผู้นาเสนอก็ควรจะเตรียมกระดาษขาว
แผ่นใหญ่และปากกา สาหรับใช้แสดงภาพหรือคานวณให้ผู้ฟังดู นอกจากน้ีควรเตรียมอุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่จะใช้
ประกอบการพดู เพ่อื ประโยชน์ 3 ขอ้ คอื

3.1 เพ่อื ใหง้ ่ายต่อการเข้าใจ โดยการแปลงตวั เลขทางสถติ ิเปน็ รปู แผนภมู ิ และกราฟ
3.2 ใช้แผ่นภาพอธิบายคาพูดที่ซับซ้อน หรือเพื่อขยายความ เพื่อทาให้เข้าใจง่ายข้ึน ชัดเจน
ขึน้ และสั้นขนึ้ ด้วยการใชร้ ูปภาพ ภาพวาด แผนภมู ิ หรือสินคา้ ตวั อย่าง
3.3 ใชแ้ ผน่ ภาพเพ่อื ชักจูงใจ และทาให้การนาเสนองานชวนติดตาม เพราะใช้ภาพ ๆ เดียวมี
ค่ามากกว่าคาพูดนับพันคา และภาพยังสามารถติดตรึงอยู่ในสมองของคนดูไปได้นานแสนนาน หลังจากที่ผู้
นาเสนอพูดจบแล้ว ดงั นั้น การใช้ภาพนาเสนอประกอบคาพูดยอ่ มเปน็ การชักจูงใจท่ีดกี วา่
4. รายละเอียดในการนาเสนอ ปัญหาท่ีเกิดขึ้นเสมอในการนาเสนองาน คือ ตัดสินใจเร่ืองการเสนอ
รายละเอียด โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในการเสนองานท่มี ีกลมุ่ ผู้ฟังเปน็ ผ้เู ชีย่ วชาญนง่ั อยู่รว่ มกันกับผู้ฟังธรรมดา ทางท่ี
ดีควรหลีกเลี่ยงการพูดถึงข้อมูลที่มีรายละเอียดมากเกินไป แต่ควรใช้วิธีเตรียมเป็นเอกสารไว้แจกผู้เข้าฟัง
ภายหลัง ผู้นาเสนอไม่ควรแจกก่อนเพราะจะทาให้ผู้ฟังบางกลุ่มสนใจแต่เอกสารท่ีแจก หรืออีกวิธีหน่ึง คือ ใช้
ผู้เช่ียวชาญเฉพาะด้านมาเป็นผู้บรรยายผู้เช่ียวชาญทางเทคนิค ท่ีมาเข้ารับฟังเป็นการเสริมพลัง เป็นการพูด
เสริมใหเ้ ฉพาะกลุ่มหรือจะเปิดโอกาสใหผ้ ้เู ชี่ยวชาญเปน็ ผู้ตอบปัญหาทางดา้ นเทคนิคหลังจากทพี่ ูดจบแล้ว
5. ความรู้สึกนึกคิด ในการนาเสนอแต่ละคร้ังผู้นาเสนอทราบว่าจะนาเสนออะไร วัตถุประสงค์อะไร
ในการนาเสนอ แต่ผู้นาเสนอไม่สามารถทราบความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของผู้ฟังได้ ทาให้ไม่ทราบว่าจะ
นาเสนออย่างไรให้ตรงกับความต้องการของผู้ฟัง ผู้นาเสนอสามารถทราบความคิดของผู้ฟังได้ โดยหาเป็นผู้ฟัง
กลุม่ เลก็ ๆ ผ้นู าเสนอสามารถสอบถามจากผู้ฟังได้ เช่น การถามว่า ปัจจุบันผู้ฟังใช้วิธีการดาเนินงานด้วยระบบ
ใดอยู่ เคยคดิ วา่ จะเปลยี่ นแปลงอย่างไร คิดว่าอะไรมีความสาคัญมากน้อยกว่ากันแค่ไหน ส่ิงเหล่านี้นอกจากจะ
ช่วยให้ผ้นู าเสนอไดท้ ราบข้อมูลและแนวทางการพูด มคี ่าแล้ว ยังช่วยทาลายกาแพงก้ันทาให้คนฟังได้มีส่วนร่วม
ในการนาเสนอดว้ ย และการเปลย่ี นแปลงลักษณะการพูดเป็นการบรรยายท่ีให้ผู้นาเสนอมีหน้าท่ีพูด ส่วนผู้ฟังมี
หนา้ ท่ฟี งั เพยี งอยา่ งเดียว เป็นการพดู คยุ แบบเป็นกนั เอง
6. การยอมรับ ไม่ว่าเรื่องท่ีนาเสนอจะมีความเพียบพร้อม สมบูรณ์แบบแค่ไหนก็อาจมีขีดจากัดและ
ข้อเสียได้ ผู้นาเสนอจึงควรยอมรับข้อเสียท่ีเกิดข้ึน การยอมรับข้อเสียจะทาให้ผู้นาเสนอ รู้ขอผิดพลาดของ
ตนเอง พยายามหาสาเหตขุ องความผิดพลาดหรือเสยี หายทเ่ี กิดขึ้น เมอ่ื ปรบั ปรุงการนาเสนอในครงั้ ต่อไป
7. สรปุ ปดิ ท้าย กอ่ นสน้ิ สุดการนาเสนอเปน็ ช่วงสาคัญเชน่ เดียวกบั การเร่มิ ตน้ การนาเสนอ ผู้นาเสนอ
ควรให้ความสาคัญในการสรุปิดปิดท้าย ไม่ควรพูดสรุปการนาเสนอแบบเล่ือนลอย แต่ควรปิดฉากการนาเสนอ
งานให้ดีท่ีสุด พยายามทาให้ผู้ฟังมีความรู้สึกประทับใจ ไม่ควรพูดยาวหรือซับซ้อนจนเกินไป ผู้นาเสนอต้องมี
การเตรยี มความพรอ้ มล่วงหนา้ เป็นอย่างดี
การเตรยี มปิดฉากการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการนาเสนอเพ่ือ
กาหนดบทสรปุ ทจ่ี ะใช้กล่าวก่อนปิดการนาเสนอ โดยวิธกี ารปิดการเสนอ โดยสว่ นใหญม่ วี ธิ กี ารดงั น้ี
7.1 การขอความเหน็
- ขอความคดิ เหน็ เพือ่ ทดสอบขอ้ สมมติฐาน

- คาถามประเภทของความคิดเห็น ช่วยลดช่องว่าระหว่างผู้นาเสนอและผู้ฟังทาให้ผู้ฟังได้มี
ส่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็

7.2 การสรุปปิดฉาก
- สรปุ ขอ้ เทจ็ จริงและข้อโตแ้ ยง้ หลกั ๆ
- เสนอข้อแนะนาสิง่ ตา่ ง ๆ ที่จะต้องทา
- ถา้ ข้อเสนอนะไดร้ ับความเหน็ ชอบ ใหเ้ สนอขัน้ ตอนตอ่ ไปว่าจะตอ้ งทาอย่างไรตอ่
- อธิบายรายละเอยี ดของเอกสารประกอบ

- การกล่าวขอบคุณผ้ฟู งั
- เปดิ โอกาสให้ผูฟ้ งั ได้ซกั ถาม

8. คาถาม ถา้ ผ้ฟู งั มีจานวนมากก็อาจไม่จาเปน็ ต้องเปิดโอกาสให้ถาม อาจจะกล่าวว่าเพราะมีคนเป็น
จานวนมากและแต่ละคนให้ความสนใจต่างกัน จึงขอตอบคาถามหลังจากจบการนาเสนอแล้ว หรือการเปิด
โอกาสให้ผ้ฟู งั ถามโดยกาหนดให้ถามในจานวนจากัด แต่หากเป็นการนาเสนอในกลุ่ม เล็ก ๆ ผู้นาเสนอควรเปิด
โอกาสให้ถามได้ คาถามของผู้ฟังจะเป็นสิ่งท่ีแสดงถึงความสนใจของผู้ฟังคาถามบางอย่างก็อาจเป็นประเด็นที่ผู้
นาเสนอคาดไมถ่ ึง และเปน็ ขอ้ มลู ในการนาเสนอครั้งตอ่ ไป

9. ปฏกิ ริ ิยาต่อคาถามที่ยากลาบาก หรือคาถามประเภทกวนเมือง วิธีการท่ีดีท่ีสุดคือ การยับยั้งการ
ตอบคาถามโดยใช้อารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจของผู้นาเสนอ ควรพยายามคิดพิจารณาคาถามนั้นใหม่ หรือจะขอให้ผู้
ถามอธิบายคาถามใหก้ ระจา่ งมากข้นึ เพื่อทบทวนคาถาม และหาจงั หวะเวลาเพือ่ แก้ไขสถานการณต์ ่อไป

10. ภายหลังการเสนองาน หลงั จากเสร็จสน้ิ การนาเสนอแล้ว ผู้นาเสนอมักเกิดความรู้สึกมั่นใจ หรือ
ภูมิใจท่ีได้รับคาชม แต่ความรู้สึกด้านอารมณ์นี้จะจางหายไป ส่ิงที่ควรคานึงถึง คือ ควรนาการนาเสนอขึ้นมา
พิจารณาใหม่อย่างเปิดกว้างให้มากข้ึน ด้วยเหตุน้ีจึงควรนาเพื่อนร่วมงานไปร่วมในการนาเสนองาน เพ่ือให้
ประเมินผลว่ามีส่วนใดดีหรือไม่ดีอย่างไร เป็นการวิเคราะห์ผลการนาเสนองานหลังจากท่ีได้นาเสนอไปแล้ว ซ่ึง
เปน็ ส่ิงท่ีมคี วามสาคญั มากท่จี ะช่วยให้ผ้นู าเสนอสามารถพฒั นาเทคนคิ วธิ กี ารนาเสนอใหก้ า้ วหนา้ มากย่ิงข้นึ
กลยุทธส์ าหรบั การนาเสนอ

กลยุทธ์หรือยุทธวิธีสาหรับการนาเสนอ คือ แผนการ วิธีการ ท่ีนามาใช้ในการดาเนินการนาเสนอ
เพอ่ื ใหป้ ระสบความสาเรจ็ ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์ ดังน้ี
1. กลยุทธใ์ นการมดั ใจผ้ฟู งั
2. กลยุทธใ์ นการระบวุ ตั ถปุ ระสงค์
3. กลยุทธ์ในการเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟัง
4. กลยุทธใ์ นการสร้างความเชอ่ื ถอื

1. กลยุทธ์ในการมัดใจผู้ฟัง เป็นวิธีการในการสร้างสัมพันธภาพท่ีดีระหว่างผู้นาเสนกับผู้รับฟังการ
นาเสนอ เพ่ือให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความรู้สึกที่ดีต่อผู้นาเสนอ เม่ือผู้รับฟังการนาเสนอเกิดทัศนคติที่ดีต่อผู้
นาเสนอจะช่วยให้ผู้รับฟังเกิดความสนใจ ตั้งใจฟังการนาเสนอ ผู้นาเสนอสามารถปฏิบัติตามกลยุทธ์เพื่อมัดใจ
ผูฟ้ งั ตามวธิ กี ารต่อไปน้ี

1.1 การแสดงความเป็นมติ ร ผนู้ าเสนอจะตอ้ งปฏบิ ัติตนตามสบาย ไม่เกร็งมากเกินไป เพราะ
การเกรง็ จะทาใหผ้ ู้นาเสนอดูเคร่งขรมึ ทาใหบ้ รรยากาศในการนาเสนอเคร่งเครียดตามไปด้วย ผู้นาเสนอจะต้อง

สร้างความรู้สึกให้ผู้ฟังรู้สึกว่ากาลังได้รับการถ่ายทอด แบ่งปันข้อมูลความรู้จากเพ่ือน แสดงความเป็นมิตรกับ
ผฟู้ ังท้ังทางใบหนา้ ทา่ ทาง นา้ เสยี ง จะทาใหบ้ รรยากาศในการนาเสนออบอ่นุ และผ่อนคลาย

1.2 การแสดงความเคารพ เป็นการแสดงความเอาใจใส่ต่อผู้ฟัง ให้โอกาสผู้ฟังในการถาม
คาถาม ตอบคาถาม และยอมรับคาวิจารณ์จากผู้ฟัง โดยไม่แสดงอาการโกรธเคืองต่อคาวิจารณ์ เพราะคา
วิจารณ์จากผ้ฟู ังจะเปน็ ประโยชนต์ ่อผนู้ าเสนอในการปรบั ปรุงการนาเสนอในครง้ั ต่อไป

1.3 ไม่สร้างความอับอายให้แก่ผู้ฟัง คาถามท่ีถูกถามบางข้ออาจเป็นคาถามที่ทาให้ผู้นาเสนอ
รสู้ ึกว่าเป็นคาถามงา่ ย ๆ หรอื งา่ ยมาก ๆ ทีบ่ คุ คลทวั่ ไปกค็ งจะทราบคาตอบ แตผ่ ู้นาเสนอก็ไม่ควรแสดงอาการดู
ถูก ตาหนิ หรืออาการอย่างใดอย่างหน่งึ ทจ่ี ะทาให้ผู้ถามรูส้ ึกเสียหน้า และอับอายให้แก่ผู้ฟังท่ีถามคาถาม จะทา
ให้เกิดความรสู้ ึกอบั อาย และเกดิ ทัศนคติทไี่ มด่ ตี อ่ ผนู้ าเสนอ ทาให้เขาไมก่ ลา้ และไมย่ อมใหค้ วามร่วมมืออีก

1.4 นาเสนออย่างใจเย็น ผู้นาเสนอไม่ควรจะรีบร้อนเกินไปในการนาเสนอ การรีบนาเสนอ
เกนิ ไปจะทาใหผ้ ูน้ าเสนอสับสนจนลืมใจความสาคัญไป ทาให้ผู้รับฟังคิด พิจารณาและวิเคราะห์ตามไม่ทัน ผู้นา
เสนอจึงควรนาเสนออยา่ งใจเยน็ หยดุ เปน็ ระยะ บรรยายอย่างชัดเจน และเนน้ ใจความสาคญั

1.5 ไม่หลงตัวเอง โดยธรรมชาติของมนุษย์มักมีความพอใจในการได้รับคากล่าวชม เยินยอ
จากผู้อ่ืน และมักมีความรู้สึกไม่พอใจในบุคคลที่หลงตนเอง ชอบอวดอ้างความดีงามของตนเองในการนาเสนอ
บางประเภท ผนู้ าเสนอต้องแนะนาตนเอง และกล่าวถึงคุณสมบัติหรือความสามารถบางประการที่เก่ียวข้องกับ
เน้ือหาการนาเสนอ แต่การพูดถึงมากเกินไปจะทาให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกท่ีไม่ดี เบ่ือหน่ายในการฟังได้ ดังน้ัน ใน
การนาเสนอผ้นู าเสนอจงึ ควรใหค้ วามสาคญั ในเรอื่ งท่นี าเสนอมากกว่าการอวดอา้ งความดี ความสามารถของตน

2. กลยุทธ์ในการระบุวัตถุประสงค์ การนาเสนอแต่ละคร้ังผู้นาเสนอจะต้องมีวัตถุประสงค์ในการ
นาเสนอ แต่บางครั้งการนาเสนอก็ไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีได้กาหนดไว้ ทาให้ไม่สามารถบรรลุตาม
วตั ถปุ ระสงคเ์ ดิมที่กาหนดไวไ้ ด้ ผู้นาเสนอจึงควรปฏบิ ัตดิ งั ต่อไปน้ี

2.1 ยึดมั่นในวัตถุประสงค์ ผู้นาเสนอต้องทาความเข้าใจกับตนเองว่าจะดาเนินการนาเสนอ
เพือ่ ให้บรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์ และจะไม่หลงปฏิบัตใิ นสงิ่ ทน่ี อกเหนือไปจากวตั ถปุ ระสงค์ทีก่ าหนดไว้

2.2 บอกวัตถุประสงค์ให้ผู้รับฟังได้ทราบ ผู้นาเสนอจะต้องบอกวัตถุประสงค์ให้ผู้รับได้ทราบ
เพอ่ื ผ้ฟู ังจะไดร้ ับทราบความตอ้ งการ หรอื จุดประสงค์ท่ีผู้นาเสนอต้องการจากผู้ฟังทาให้ผู้ฟังสามารถตอบสนอง
ต่อการนาเสนอไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง ซงึ่ ถอื ได้วา่ เป็นการสื่อสารระหวา่ งผู้นาเสนอและผู้ฟังอยา่ งถูกตอ้ ง สมบูรณ์

2.3 เปลย่ี นมุมมองจากผูน้ าเสนอเป็นผู้ฟัง การเปน็ ผู้นาเสนอเพียงฝาุ ยเดยี วก็จะรับรู้แต่หน้าที่
ของตนที่เป็นฝุายท่ีนาเสนอ นาเสนอในสาระข้อมูล ความรู้ท่ีต้องการจะให้ผู้ฟังได้ทราบแต่ในบางคร้ังข้อมูลที่
ส่งไปให้กบั ผูฟ้ ังอาจไม่ใชส่ ิ่งที่ผู้ฟังต้องการ ซึ่งความต้องการของผู้ฟังนี้เป็นส่ิงที่ผู้นาเสนอควรให้ความสนใจมาก
ที่สุด ผู้นาเสนอจึงควรพิจารณาในฐานะของผู้ฟังว่าหากเป็นตนผู้ฟังแล้วจะต้องการส่ิงใดจากผู้นาเสนอ เพ่ือนา
แนวความคดิ ที่ไดม้ าใชใ้ นการนาเสนอและกาหนดวัตถปุ ระสงค์ให้ถูกต้อง

3. กลยุทธ์ในการเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นการนาเสนอในรูปแบบใด สถานที่ใด
หรือด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ส่ิงท่ีผู้นาเสนอต้องการท่ีสุดก็คือ การบรรลุตามวัตถุประสงค์ ซ่ึงสามารถเป็นไป
ได้จากการตอบสนองของผู้ฟังที่เป็นเปูาหมายสาคัญในการนาเสนอ การให้ความสนใจในการนาเสนอของผู้ฟัง

จึงนับได้ว่าเป็นบันได้ขั้นสุดท้ายท่ีจะนาไปสู่จุดหมายปลายทาง ผู้นาเสนอจึงต้องมีทักษะในการเรียกร้องความ
สนใจ ซงึ่ สามารถปฏิบัติได้ดงั น้ี

3.1 เรยี นรทู้ กั ษะในการเรยี กร้องความสนใจ ผนู้ าเสนอไมจ่ าเป็นต้องเรียนรู้ทักษะน้ีเฉพาะกับ
ผู้มีความเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเรียนรู้ได้จากการชมรายการ
โทรทัศน์ต่าง ๆ ท่ีมีการสร้างความตื่นเต้น น่าสนใจ และน่าติดตามให้แก่ผู้ชม ผู้นาเสนอสามารถนามา
ประยกุ ตใ์ ช้ในการเรยี กร้องความสนใจจากผ้ฟู งั ได้

3.2 เปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม การพูดโดยผู้นาเสนอเพียงอย่างเดียว และใช้เวลา นาน ๆ
อาจทาให้ผูร้ ับฟงั การนาเสนอรูส้ ึกเบ่อื หนา่ ยได้ ผู้นาเสนอควรเปดิ โอกาสใหผ้ ู้ฟังได้มสี ่วนร่วมในการนาเสนอดว้ ย

3.3 การนาสื่อมาใช้ จะช่วยให้การนาเสนอน่าสนใจ และเข้าใจได้ง่ายมากย่ิงข้ึนแต่ผู้นาเสนอ
ควรจะเลือกส่ือท่ีมีความเหมาะสมกับเรื่องที่นาเสนอ สถานท่ี งบประมาณ ฯลฯ เพื่อให้การนาเสนอมี
ประสทิ ธภิ าพมากที่สดุ

3.4 การกล่าวถงึ เรือ่ งทอ่ี ยใู่ นความสนใจ ผู้นาเสนอจะต้องพิจารณาว่าผู้ฟังเป็นบุคคลประเภท
ใด มีเพศ อายุ การศกึ ษา ทางานอะไร ส่ิงเหล่านี้ล้วนมีความสาคัญต่อการเลือกเนื้อหาท่ีจะนามาใช้เสริมในการ
นาเสนอ เพ่ือให้ผู้ฟังเกิดความสนใจในการนาเสนอ เช่น ผู้ฟังเป็นเพศชาย วัยรุ่น มีการศึกษาในระดับปริญญา
ตรี ผ้นู าเสนอจงึ ควรนาเรื่องท่ีอยู่ในความสนใจของบุคคลประเภทน้ีมาใช้ คือ เร่ืองกีฬา ดนตรี หรือหาผู้ฟังเป็น
เด็ก เรอ่ื งที่นามาใช้ก็ควรจะเป็นเรอื่ งเก่ียวกับนิทาน การต์ ูน เป็นตน้

4. กลยุทธ์ในการสร้างความเชื่อถือ ความเชื่อถือเป็นส่ิงสาคัญทางด้านจิตใจของมนุษย์ เพราะหาก
บุคคลไม่มีความเช่ือถือกันผู้ฟังไม่มีความเชื่อถือในตัวผู้นาเสนอจะพยายามโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังด้วยวิธีการใดก็
ตาม ก็ไม่สามารถทาใหผ้ ู้นาเสนอเกดิ ความสนใจในเรื่องทีน่ าเสนอได้

ผู้นาเสนอจึงต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตนเอง เพ่ือให้ผู้ฟังเกิดความเช่ือถือโดยการปฏิบัติตาม
ขน้ั ตอนตอ่ ไปน้ี

4.1 การแสดงความสามารถ ผู้นาเสนอต้องแสดงความสามารถของตนให้เร่ืองท่ีจะทาให้ผู้ฟัง
เกิดความเชื่อถือ แสดงความเช่ียวชาญในด้านท่ีเก่ียวกับเร่ืองนั้น ๆ ผู้ฟังจะมีความรู้สึกเช่ือม่ันในความสามารถ
ของผูน้ าเสนอ

4.2 การแสดงถึงบุคลิกภาพที่ดี บุคลิกภาพ คือ ลักษณะพิเศษเฉพาะของแต่ละบุคคล อันทา
ให้บคุ คลน้นั แตกตา่ งจากบุคคลอ่ืน ๆ บุคลิกภาพประกอบด้วย รูปสมบัติและคุณสมบัติบุคคลท่ีมีบุคลิกภาพที่ดี
ท้งั รูปสมบตั แิ ลคุณสมบตั ยิ ่อมส่งผลให้เป็นบคุ คลทมี่ คี วามนา่ เชอ่ื ถือ

4.3 รักษาคาพูด ในการให้คามั่นสัญญาใด ๆ ผู้นาเสนอต้องให้ความสาคัญ จดจาคาม่ัน
สัญญาที่ตนได้ให้ไว้กับผู้นาเสนอ และทาตามคาสัญญา ซึ่งจะทาให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่าผู้นาเสนอมีความ
นา่ เชอ่ื ถือเพราะเปน็ คนรักษาสจั จะสัญญา ไม่ว่าผ้ฟู งั จะตกลงทาสัญญาใด ๆ กับผู้นาเสนอก็จะสามารถเชื่อได้ว่า
ผู้นาเสนอจะทาตามสัญญาท่ีได้ให้ไว้

4.4 การตอบคาถาม การนาเสนอประเภทใดก็ตามผู้นาเสนอจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ
ความชานาญ และทักษะในเรื่องท่ีนาเสนอ เพ่ือที่จะได้สามารถถ่ายทอดข้อมูลท่ีมีให้กับผู้ฟังได้เข้าใจ สิ่งใดท่ีผู้
นาเสนอไม่มีความเข้าใจหรือเข้าใจเพียงเล็กน้อยก็ควรจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเพราะข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับ

เรื่องที่นาเสนออาจอยู่ในความสนใจของผู้ฟัง หากผู้นาเสนอมีความรู้ ความเข้าใจเพียงเล็กน้อยก็ควรจะหา
ขอ้ มลู เพม่ิ เตมิ เพราะข้อมลู บางอยา่ งท่ีเก่ยี วชอ้ งกับเรื่องท่ีนาเสนออาจอยู่ในความสนใจของผู้ฟัง หากผู้นาเสนอ
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในเร่อื งทนี่ าเสนอไมด่ ีพอ ก็อาจทาให้ผฟู้ ังเกดิ ขอ้ โต้แยง้ ในข้อมูลทนี่ าเสนอได้
บุคลิกภาพของผนู้ าเสนอ

คาว่า "บคุ ลิกภาพ" (personality) ซง่ึ เปน็ ลักษณะเฉพาะของบุคคล ท่ีบ่งบอก ความแตกต่างระหว่าง
บุคคล ไดม้ ผี ใู้ หค้ วามหมายไวต้ า่ ง ๆ กนั ดงั ต่อไปน้ี

เออร์เนส อาร์.ฮิลการ์ด (Hilgard 1962:447) กล่าวว่า บุคลิกภาพ เป็นลักษณะ ส่วนรวมของบุคคล
และการแสดงออกของพฤติกรรม ซ่ึงช้ีให้เห็นความเป็น ปัจเจกบุคคล ในการปรับตัวต่อส่ิงแวดล้อม รวมถึง
ลักษณะทีส่ ง่ ผลสกู่ ารติดต่อ สัมพนั ธ์กบั ผอู้ ่ืน ไดแ้ ก่ ความรู้สึกนับถือตนเอง ความสามารถ แรงจูงใจ ปฏิกิริยาใน
การเกดิ อารมณ์ และลักษณะนสิ ัยท่สี ะสมจากประสบการณช์ วี ิต

ฟลิ ลิป จี.ซมิ บารโ์ ด และฟลอยด์ แอล.รูช (Zimbardo and Ruch 1980:292) อธิบายว่า บุคลิกภาพ
เป็นผลรวมของลักษณะ เชิงจิตวิทยาของบุคคล แต่ละคน มีผลต่อการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมหลากหลายของ
บุคคลนั้น ท้ังส่วนท่ีเป็นลักษณะภายนอก ท่ีสังเกตได้ง่าย และพฤติกรรมภายในที่สังเกตได้ยาก ลักษณะท่ี
หลากหลายดังกลา่ วส่งผลใหบ้ คุ คลแสดงออกตา่ งกันใน แต่ละสถานการณ์และชว่ งเวลา

ริชาร์ด ซี.บุทซิน และคณะ (Bootzin and others 1991:502) ให้ความหมายว่า บุคลิกภาพเป็น
ลกั ษณะนิสัย และรูปแบบของความคิด ความรู้สึก และการประพฤตปิ ฏิบตั ขิ องบุคคลแต่ละคน

อัลชลี แจ่มเจริญ (2530:163) ให้ความหมายว่า บุคลิกภาพ หมายถึงลักษณะส่วนรวมของบุคคล
ท้ังหมด ที่แสดงออกมาปรากฎ ให้คนอ่ืนได้รู้ได้เห็น ซึ่งแตกต่างกันเพราะภาวะส่ิงแวดล้อมท่ีสร้างตัวบุคคลนั้น
แตกต่างกันประการหน่ึง และพันธุกรรม ท่ีแต่ละบุคคล ได้มาก็แตกต่างกัน ไปอีกประการหน่ึง จากคาจากัด
ความและความหมายของ "บุคลิกภาพ" ที่กล่าวมา สรุปได้ว่า บุคลิกภาพ คือตัวบุคคลโดยส่วนรวม ท้ังลักษณะ
ทางกาย ซ่ึงสังเกตได้ง่าย อันได้แก่รูปร่างหน้าตากิริยาท่าทาง น้าเสียง คาพูด ความสามารถทางสมอง ทักษะ
การทากิจกรรมต่าง ๆ และลักษณะทางจิต ซึ่งสังเกตได้ค่อนข้างยาก ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ ค่านิยม
ความสนใจ ความมุ่งหวัง อุดมคติ เปูาหมาย และความสามารถในการปรับตัว ให้เข้ากับส่ิงแวดล้อม ลักษณะ
ดังกล่าวมีทมี่ าจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมของแต่ละคน ส่งผลสู่ความสามารถในการปรับตัว ต่อส่ิงแวดล้อม
และความแตกต่างระหว่างบุคคล

วธิ กี ารนาเสนอ
ในการนาเสนอด้วยวาจา คุณสมบัติอันเป็นลักษณะประจาตัวของผู้นาเสนอ ถือได้ว่าเป็นส่วน

สาคัญของความสาเร็จในการนาเสนอ เพราะคุณสมบัติของผู้นาเสนอจะมีอิทธิพลต่อการโน้นน้าวชักจูงให้เกิด
ความสนใจ ความไว้วางใจ เชื่อถือ และการยอมรับได้มาก เท่ากับหรือมากกว่าเน้ือหาที่นาเสนอผู้นาเสนอที่
ประสพความสาเร็จส่วนใหญ่จะมีคณุ สมบตั ิดังตอ่ ไปน้ี

1. มบี คุ ลิกดี
2. มคี วามรู้อยา่ งถอ่ งแท้
3. มคี วามน่าเช่ือถือไว้วางใจ
4. มีความเชอื่ มัน่ ในตนเอง

5. มีภาพลักษณ์ที่ดี
6. มีนา้ เสยี งชดั เจน
7. มจี ิตวิทยาโน้นน้าวใจ
8. มคี วามสามารถในการใชโ้ สตทัศน์อปุ กรณ์
9. มีความชา่ งสงั เกต
10. มไี หวพริบปฏภิ าณในการคาถามดี
การนาเสนอเป็นหนึ่งใน ทักษะท่ีทุกคนจะต้องฝึกฝนให้เกิดขึ้นแก่ตน เพราะเป็นทางนามาซ่ึง
ความสาเร็จในการนาผลงาน แผนงาน โครงการและความคิดต่าง ๆ เสนอเพ่ือให้มีการรับรอง หรือ อนุมัติ
นับวา่ เปน็ สิงสาคัญอยา่ งยิ่งในการทางานและการดาเนนิ ชวี ติ

ทักษะของผนู้ าเสนอ

ผู้นาเสนอจะต้องศึกษาและฝึกฝนตนเองให้มีทักษะหลายด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้
นาเสนอที่ดี เพราะผู้นาเสนอเป็นปัจจัยสาคัญในความสาเร็จของการนาเสนอ โดยท่ัวไปผู้นาเสนอจะต้อง
เสริมสรา้ งทักษะดงั ตอ่ ไปนี้

1. ทักษะในการคิด (conceptual skill) ผู้นาเสนอจะต้องเรียนรู้ และ สร้างความชานาญชัดเจนใน
การคดิ แม้ว่าจะมเี นอื้ หาสาระจากข้อมลู ทมี่ ีอยู่ ผนู้ าเสนอก็จะต้องคดิ พจิ ารณาเลือกใช้ข้อมูล และลาดับความคิด
เพอ่ื จะนาเสนอใหเ้ หมาะแก่ผรู้ บั การนาเสนอ ระยะเวลา และโอกาส

2. ทักษะในการฟัง (listening skill) ผู้นาเสนอจะต้องสดับรับฟัง และสั่งสมปัญญาเป็นการรอบรู้
จากการไดฟ้ งั ผรู้ ู้และผเู้ ช่ียวชาญในเร่ืองทจ่ี ะนาเสนอเพื่อนามากลัน่ กรอง เรียบเรียงเปน็ เนื้อหาในการนาเสนอ

3. ทักษะในการพูด (speaking skill) ผู้นาเสนอจะต้องฝกึ ฝนการพดู เพ่อื บอกเลา่
เน่อื งโน้นน้าวจงู ใจ ใหผ้ ้รู ับฟังการนาเสนอเหน็ ด้วย อันจะเป็นทางทาใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงคข์ องการนาเสนอ

4. ทักษะการอ่าน (reading skill) ผู้นาเสนอจะต้องเป็นนักอ่านท่ีมีความชานิชานาญชัดเจนในการ
สั่งสมข้อมลู สามารถประมวลความร้นู ามาใช้ในการนาเสนอไดเ้ พยี งพอแก่ความตอ้ งการของผรู้ บั การนาเสนอ

5. ทักษะในการเขียน (writing skill) ผู้นาเสนอจะต้องเสริมสร้างทักษะการเขียนเพราะการเขียน
เป็นการแสดงความคิด ความเชื่อ ความรู้ ความรู้สึก อารมณ์ และ ทัศนคติ ของผู้เขียนให้ผู้อ่านได้ทราบโดยใช้
ตัวอักษร การนาเสนอด้วยการเขียนจึงต้องมีความประณีต พิถีพิถันในการเลือกใช้คาด้วยการรู้ความหมายท่ี
แท้จรงิ ของถอ้ ยคา และใชถ้ อ้ ยคาใหถ้ กู ตอ้ งเหมาะสม

6. ทักษะในการถ่ายทอด (delivery skill) ผู้นาเสนอจะต้องฝึกฝนการถ่ายทอดเนื้อหาสาระให้เกิด
ความเข้าใจถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ด้วยวิธีนาเสนอในรูปแบบท่ีเหมาะสมกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์
ในการนาเสนอ
บคุ ลิกภาพขณะนาเสนอ

บคุ ลิกภาพขณะนาเสนอ คอื สภาวะทกุ อยา่ งของผ้นู าเสนอ ทง้ั สภาวะทางกายและจิตใจ ซ่ึงมีอิทธิพล
ต่อการกระทาในระหว่างการนาเสนอ บุคลกิภาพท่ีดีเป็นสิ่งสาคัญทาให้เราม่ันใจในขณะพูดและทาให้ผู้ฟังเกิด
ความ รู้สกึ ประทับใจและสนใจตดิ ตามฟัง โดยไมร่ สู้ กึ เบ่อื หรืองว่ งนอนก่อนที่เราจะพดู จบ

บุคลกิ ภาพทด่ี ใี นการนาเสนอนน้ั ประกอบด้วย
1. การแต่งกาย
2. การใช้ภาษา
3. การใช้เสียง/จงั หวะการพูด
4. การแสดงออกท่ีเหมาะสม

การแตง่ กาย(Dressing)
การแต่งกายเป็นจุดแรกที่ดึงดูดสายตาผู้คน เครื่องแต่งกายเป็นตัวบ่งบอกถึงบุคลิก นิสัย ความเป็น
มอื อาชพี ทาให้ผู้ฟังรูส้ กึ ประทบั ใจก่อใหเ้ กดิ ทศั นคติทดี่ ีอยากติดตาม ฟงั
เทคนิคการแต่งกาย
1. ผม - เลบ็ ตดั สนั้ ใหเ้ ป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย
2. เคร่อื งประดบั - ควรมแี ต่พอเหมาะ
3. เสอ้ื ผา้

- แต่งกายใหส้ ะอาด สภุ าพ เรยี บรอ้ ย สเี รียบ ไมฉ่ ูดฉาด
- แตง่ กายใหเ้ หมาะสมกับกาลเทศะและสถานที่
- ไม่ควรใส่ กระโปรงยาวหรือสัน้ เกินไป (สาหรับสุภาพสตร)ี
การใชภ้ าษา
- ใช้ภาษาให้เหมาะกบั กลุ่ม ผฟู้ งั
- ภาษาทใ่ี ช้ตอ้ งมีความชัดเจน
- ใช้ภาษาท่ีสภุ าพ อักขระถูกต้องและเขา้ ใจง่าย
- กะทัดรดั ได้ใจความ ไมใ่ ช้คาฟุมเฟอื ย
การใชเ้ สยี ง/จงั หวะการพูด
- เปน็ ธรรมชาติไม่ทมุ่ หรือแหลมจนเกนิ ไป
- พูด ดว้ ยความเร็วที่เหมาะสม ไมเ่ รว็ หรือช้าจนเกินไป
- พูดใหด้ งั และชดั เจน ไม่ใชร้ ะดบั เสยี งเดยี ว
- รจู้ กั การใช้เสียงสงู -ตา่ ในการเน้นความหมายอยา่ งเหมาะสม
การแสดงออกทีเ่ หมาะสม
1. การใช้สายตา (Eye Contact)
2. ภาษากาย (Body Language)

- การนง่ั นาเสนอ
- การยนื นาเสนอ
- มือ/แขน
- ใบหนา้ /สหี น้า

แหลง่ อ้างองิ

54020271rungnapa.blogspot.com ข้ันตอนการจดั ระบบการนาเสนอ (ระบบออนไลน์)
แหล่งที่มา : http://54020271rungnapa.blogspot.com (18 กันยายน 2563)

https://sites.google.com/site/karnasenx/extra-credit การสร้างแบบจาลอง (ระบบออนไลน์)
แหล่งท่ีมา : https://sites.google.com/site/karnasenx/extra-credit (18 กันยายน 2563)

https://sites.google.com/site/personality009/bukhlikphaph

บทท่ี 6

การจดั เตรียมวสั ดุ อุปกรณ์ ในการนาเสนองาน
บทนา

วสั ดุ อปุ กรณ์ดจิ ทิ ัลทีช่ ่วยในการนาเสนอผลงาน
อุปกรณ์ดิจิทัลที่สามารถถ่ายทอดภาพและเสียงในงานนาเสนอเพื่อให้งานนาเสนอมีคุณภาพ เข้าถึง

ผ้ชู มและผฟู้ งั ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ มดี งั น้ี
1. เคร่ืองเสียงและเครื่องขยายเสียง
ใช้ในการบันทึกเสียงหรือกระจายเสียง ในการนาเสนอรูปแบบของการบรรยายเพ่ือให้ผู้รับฟังได้ยิน

เสยี งผูบ้ รรยายชัดเจนและนา่ สนใจ
2. เคร่ืองคอมพวิ เตอร์
จัดเป็นเทคโนโลยีท่ีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว ซ่ึงสามารถนามาใช้ในการนาเสนอได้อย่างดี

และมีประสิทธิภาพสูง สามารถเชื่อมต่อ กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ คอมพิวเตอร์จึงสามารถนาเสนอ
ข้อมูลได้ทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ซอฟต์แวร์ในการประมวล ผล และนาเสนอผ่านอุปกรณ์
แสดงผลและอปุ กรณ์ต่อพว่ งต่าง ๆ

3. โพรเจกเตอร์ (Projector) เป็นอุปกรณ์ฉายภาพท่ีใช้ในการนาเสนอ โดยสามารถรองรับสัญญาณ
ภาพจากคอมพิวเตอร์ เคร่อื งเลน่ วซี ดี ี เครอ่ื งเล่นดีวีดี และเคร่ืองกาเนิดภาพอื่น ๆ แล้วแสดงผล ขยายขนาดบน
จอรับภาพช่วยให้มองเห็นได้ไกลขึ้น เหมาะสาหรับการนาเสนอข้อมูลในห้องประชุม เพ่ือให้ผู้เข้าร่วมประชุม
สามารถมองเหน็ ภาพหรอื ขอ้ ความได้อย่างชดั เจน

4. วิชวลไลเซอร์ (Visualizer) เป็นอุปกรณ์ฉายภาพระบบดิจิทัลประเภทหนึ่ง ซึ่งพัฒนามาจากโอ
เวอร์เฮดหรือเคร่ืองฉายข้ามศีรษะ ใช้แสดงภาพวัตถุและเอกสารสู่จอรับภาพที่มีอยู่จริงได้เลย โดยไม่ต้อง
ดัดแปลง อุปกรณน์ เี้ หมาะสาหรบั ใช้ในการนาเสนองานต่าง ๆ โดยเฉพาะครู-อาจารย์ท่ีสอนหนังสือ และใช้ได้ดี
ในการนาเสนอภาพนง่ิ มากกวา่ ภาพเคลือ่ นไหว แตภ่ าพทแ่ี สดงออกมานนั้ กใ็ ห้ความคมชัด มีสีสดใส และมีโหมด
ของการแสดงภาพใหป้ รบั การทางานดว้ ย การควบคมุ การทางานสามารถทาไดโ้ ดยใช้รโี มต

5. กล้องถ่ายรูปดิจิทัล (Digital Camera) เป็นอุปกรณ์รับภาพที่เปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นอุปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเมื่อถ่ายรูปที่ต้องการแล้ว รูปจะถูกเก็บลงในหน่วยความจา (memory) ท่ีอยู่ในกล้อง เม่ือ
ต้องการดรู ปู ทาไดโ้ ดยการถ่ายข้อมูลจากหน่วยความจาลงบนเครื่องพิมพ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาพที่ได้จะมี
ขนาดตามท่ตี อ้ งการ สามารถย่อหรอื ขยาย ปรับแสงหรือเงาแล้วแต่ความพอใจหรือจะเพิ่มรูปแบบก็สามารถทา
ได้ และเมือ่ จะถา่ ยใหม่ ก็สามารถใชห้ นว่ ยความจาเดมิ ได้เลย โดยไมต่ อ้ งเสียเงนิ ซอื้ ฟลิ ม์

6. กล้องถ่ายวีดิทัศน์ดิจิทัล เป็นอุปกรณ์รับภาพที่บันทึกข้อมูล ภาพน่ิง ภาพเคล่ือนไหว และเสียง
เก็บไว้ในหน่วยความจาแบบแฟลชภายในกล้อง สามารถย่อหรือขยาย ปรับแสงเงาของภาพได้ และในปัจจุบัน
สามารถคดั ลอกขอ้ มูลลงในแผน่ ดีวดี ไี ด้เลย โดยไมต่ ้องโอนลงในเครือ่ งคอมพวิ เตอร์

7. คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและคอมพิวเตอร์ขนาดสมุดบันทึกหรือโน้ตบุ๊ก เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สร้างงาน
นาเสนอ เป็นสื่อกลางในการเชอ่ื มโยงอปุ กรณ์อืน่ ๆ เช่น โพรเจกเตอร์ เพื่อนาเสนองาน และใช้นาเสนองานผ่าน
จอภาพของเครอื่ งคอมพวิ เตอร์

8. เครื่องเล่นเสียง หรือเคร่ืองเล่นเอ็มพีสาม (MP3) เป็นอุปกรณ์ซึ่งบรรจุข้อมูลเสียงท่ีใช้เล่นใน
คอมพิวเตอร์และสามารถถ่ายโอนข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้ โดยข้อมูลเสียงนั้นใช้เทคโนโลยีบีบอัดให้มี
ขนาดเลก็ ลงมากกวา่ ข้อมูลเสียงปกตถิ ึง 12 เท่า แม้ขนาดขอ้ มลู จะเลก็ ลง แต่คุณภาพเสียงไม่ได้เสียไป อย่างไรก็
ตาม หากเรานาข้อมูลเสียงจากเคร่ืองเล่น MP3 ไปเล่นในเคร่ืองคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า จะได้เสียงในลักษณะ
กระตุกหรือใช้การไม่ไดเ้ ลย

9. รีโมท (remote mouse) เป็นอุปกรณ์ท่ีช่วยควบคุมการนาเสนอข้อมูลในรูปแบบของอุปกรณ์ไร้
สาย โดยกดผา่ นเมาสท์ ่เี ป็นรีโมทของเครอื่ งฉายภาพแทนการกดท่เี คร่ืองคอมพวิ เตอร์

10. เมาส์ปากกา (mouse pen/tablet pen/graphic tablet) จัดเป็นอุปกรณ์นาเข้าข้อมูลใน
ลักษณะปากกา ท่ีสามารถใช้เขียนหรือคลิกบนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เมาส์ปากกาสามารถลากวาดเส้นได้อิสระกว่า
เมาส์ธรรมดาทาให้เหมาะสมกับการทางานด้านกราฟิกและยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการได้หลาย
ระบบปฏิบัติการ รวมถึงใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการใช้งานด้านกราฟิกอย่างเช่น Adobe โดยอุปกรณ์
เหลา่ นี้สามารถติดตั้งได้งา่ ย ผ่านพอรต์ USB

11. เลเซอร์พอยต์เตอร์ (laser pointer) เป็นอุปกรณ์ช้ีตาแหน่งด้วยแสงเลเซอร์ไปยังงานนาเสนอ
ทาใหก้ ารนาเสนองานมคี วามชัดเจนมากขึ้น สามารถชี้สิ่งที่กาลังจะนาเสนอให้ผู้รับสารเห็นได้อย่างชัดเจน โดย
ในปัจุบันเลเซอร์พอยต์เตอร์บางรุ่นบรรจุความสามารถของรีโมทในการเล่ือนหน้าจอ โดยสามารถใช้ได้กับ
Microsoft Word, Excel, PowerPoint, PDF, Internet Explorer, Mozilla Firefox และโปรแกรมอื่น ๆ อีก
มากมาย

นอกจากอุปกรณ์ดิจิทัลท่ีช่วยในการนาเสนอผลงานแล้ว ยังมีส่วนประกอบที่สาคัญในการนาเสนอ
งานคอื คาบรรยาย หรอื บทพากย์ ซ่งึ เป็นองค์ประกอบดา้ นโสตหรอื เสยี งนัน่ เอง โดยมี

วิธกี ารและหลกั ในการพิจารณาดงั นี้
1. การบรรยายสด เหมาะสาหรับการประชุมหรือสัมมนาท่ีต้องการให้ผู้ชมมีส่วนร่วม เพราะ
ผู้บรรยายในกรณีน้ีเป็นผู้ท่ีรู้เรื่องราวเก่ียวกับเน้ือหาเป็นอย่างดีรู้ว่าควรจะเน้นตรงจุดใดและปฏิกิริยาจากผู้ชม
ทาให้ผ้บู รรยายรูว้ า่ ผู้ชมสามารถติดตามทาความเข้าใจได้เพียงพอหรือไม่รู้ว่าส่วนไหนจะต้องอธิบายขยายความ
มากน้อยเพยี งใด
2. การพากย์ เหมาะสาหรับเนื้อหาที่สามารถถ่ายทอดได้โดยไม่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ชม
ข้อดีคือสามารถเลือกใช้เสียงพากย์ที่มีความไพเราะน่าฟัง และสามารถเลือกใช้ดนตรี หรือเสียงประกอบ
(Sound effect) เพื่อสรา้ งบรรยากาศ แต่ขอ้ เสียคือไม่มคี วามยืดหยนุ่ ไม่สามารถปรับให้เหมาะสมกับความรู้สึก
ของผู้ชมในขณะนั้น

แหล่งอา้ งองิ

computer35blog.com วัสดุ อุปกรณ์ดิจิทัลท่ชี ่วยในการนาเสนอผลงาน (ระบบออนไลน)์
แหล่งที่มา : https://computer35blog.com (18 กันยายน 2563)

sites.google.com/site/ วธิ กี ารและหลักในการพิจารณาดงั นี้ (ระบบออนไลน)์
แหลง่ ท่ีมา : https://sites.google.com/site/ (18 กนั ยายน 2563)

บทที่ 7

การใช้โปรแกรมสาเร็จรูปในการนาเสนองานสาหรบั เลขานกุ าร
บทนา

ในอดีตมนุษย์ได้พยายามใช้เทคโนโลยีในยุคน้ันนาเสนอข้อมูล สารสนเทศ การเล่าเรื่อง เช่น การ
เขียนภาพในผนังถ้า ถือเป็นการใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ท่ีใช้เขียน สลัก ขูดขีดให้เป็นรอย หรือ
แม้แต่ดินสีท่ีใช้เขียน การนาเสนอนั้นยังเป็นหลักฐานคงทนให้มนุษย์ปัจจุบันได้ศึกษา ได้ใช้เทคโนโลยีสารสน
สนเทศสรา้ งคณุ ภาพชวี ิต คุณภาพทางการศกึ ษา คณุ ภาพสังคม และคณุ ภาพของธุรกจิ ในบรษิ ทั หรือองค์กร
ความหมายของการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนองาน

เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนองาน หมายถึง การถ่ายทอดความคิดในเร่ืองใดเรื่องหน่ึงท่ีมี
วัตถุประสงค์แน่ชัด ในกลุ่มเปูาหมายเข้าใจภายในเวลากาจัด โดยใช้เคร่ืองมือ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ
เป็นสอ่ื กลางในการนาเสนองานไปสู่กลมุ่ เปาู หมาย เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของผู้นาเสนอ
วตั ถุประสงค์ในการนาเสนองาน

เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบสื่อเพื่อการนาเสนองาน การใช้อุปกรณ์สารสนเทศที่สอดคล้อง
ระหว่างสือ่ กับวตั ถปุ ระสงค์ในการนาเสนอ โดยสามารถจาแนกวตั ถปุ ระสงคใ์ นการนาเสนอ ไดด้ ังนี้

1. นาเสนอให้ทราบ เป็นการนาเสนอท่ีต้องการบอกกล่าว บอกเล่าข้อเท็จจริง เพื่อแก้ข้อขัดแย้งที่มี
อยูเ่ ดมิ หรอื ยนื ยนั และการนาเสนอขอ้ มูลใหม่ๆ เพือ่ ใหก้ ลุ่มเปาู หมายได้รับทราบเพม่ิ เติม

2. นาเสนอเพ่ือการศึกษา เป็นการนาเสนอทตี่ อ้ งการใหเ้ กิดความรู้กับกลุ่มเปูาหมาย การนาเสนอข้อ
คน้ พบในผลงานใหม่ เชน่ ผลการทดลองโครงงาน ผลการทดสอบประสทิ ธิภาพของโปรแกรมทพ่ี ัฒนา

3. การนาเสนอเพื่อความบันเทิง เป็นการนาเสนอท่ีให้ความสนุกสนานการผ่อนคลายเป็นหลัก โดย
อาจจะเปน็ การนาเสนอด้านเดยี วจากผนู้ าเสนอ เชน่ การร้องเพลง การอ่านคากลอน

4. การนาเสนอเพ่ือโน้มน้าวใจ เป็นการนาเสนนอท่ีชักชวน ชวนเช่ือชักจูงให้กลุ่มเปูาหมายคล้อย
ตาม ยอมรับและปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของผู้นาเสนอ ซ่ึงเป็นหัวใจขององค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมท่ีต้องการ
เพมิ่ ผลผลติ หรอื กาไร

การนาเสนอน้ันอาจจะมีวัตถุประสงค์ของการนาเสนอมากกว่าหน่ึงวัตถุประสงค์ในการนาเสนอครั้ง
เดียวกัน เช่น การนาเสนอเพ่ือการบันเทิงและเพ่ือโน้มน้าวใจ ซ่ึงมีวัตถุประสงค์ของการนาเสนอนั้นอาจไม่
จาเปน็ ต้องสอดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงคข์ องผู้ได้รบั การนาเสนอกไ็ ด้
ขน้ั ตอนการนาเสนองาน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื นาเสนองาน มขี นั้ ตอนดงั น้ี

1. ศึกษาวตั ถปุ ระสงคใ์ นการนาเสนอ เพื่อให้นาเสนอได้ตรงประเด็น กระชับ และรูว่าต้องมีข้อมูลใน
กานนาเสนอมากนอ้ ยเพยี งใด

2. วิเคราะหแ์ ละเขา้ ใจกลมุ่ เปาู หมาย เปน็ การศึกษาเข้าใจธรรมชาตขิ องกล่มุ เปาู หมายทเ่ี ป็นผู้รับการ
นาเสนอ โดยมีแนวการศึกษากลมุ่ เปาู หมายที่ไดร้ บั การนาเสนอ ดงั น้ี

1) กลุ่มเปูาหมายคือใคร เกยี่ วขอ้ งกบั เรอื่ งทน่ี าเสนออย่างไร
2) แนวความคิดและประสบการณข์ องกล่มุ ผู้ฟัง

3) ความคาดหวงั ของกลุ่มผูฟ้ ัง
4) ระดับความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในเนอ้ื หาทนี่ าเสนอของกลุ่มผู้ฟัง
5) ภมู หิ ลังหรือเรอ่ื งราวท่ีอาจมอี ทิ ธพิ ลต่อกลุ่มผฟู้ งั
6) ทัศนคติและสิ่งที่ผู้ฟังรบั รเู้ ก่ียวกบั ผนู้ าเสนอ
7) ข้อมูลอ่ืน ๆ เช่น จานวนผู้ฟัง ช่วงเวลาในการนาเสนอ ระยะเวลาท่ีใช้ในการนาเสนอ
ลาดบั การนาเสนอ สถานทป่ี ระชมุ
3. วางแผนการนาเสนอ เปน็ การเตรยี มเนอ้ื หาทจี่ ะสอ่ื ให้กลุ่มเปูาหมายได้รับข้อมูลตามวัตถุประสงค์
ท่ีวางไว้ และควรกาหนดขอบเขตเนื้อหาทก่ี ลุม่ เปาู หมายควรรู้
4. ผลิตสื่อประกอบการนาเสนอ จะช่วยให้กลุ่มเปูาหมายมองเห็นภาพรวมของข้อมูลและติดตาม
เนอ้ื หาไดท้ ัน
5. เตรียมบุคลิกภาพขณะนาเสนอ บุคลิกภาพที่ดีเป็นส่ิงสาคัญที่ทาให้เกิดความม่ันใจในขณะพูดทา
ให้ผฟู้ ังประทับใจ และสนใจตดิ ตาม บุคลิกภาพขณะนาเสนอทคี่ วรทามี ดังนี้
1) ภาษา ตอ้ งเหมาะสมกับระดับวยั การศึกษาของกลมุ่ เปูาหมาย สือ่ ความเข้าใจไดด้ ี
2) การใชเ้ สยี ง ควรใชเ้ สยี งใหเ้ ปน็ ธรรมชาติ ระดบั เสียงดงั สมา่ เสมอ
3) การใชส้ ายตา เป็นสิง่ ทีด่ ึงดูดสายตาผคู้ น และควรสบตาให้ทัว่ ถึง
4) การแต่งกาย เป็นสิ่งแรกท่ีดึงดูดสายตาผู้คน สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพ นิสัย และทา
ใหผ้ ฟู้ ังเกิดความประทบั ใจและน่าเช่ือถอื
จดุ ม่งุ หมายในการนาเสนอและสือ่ สารขอ้ มลู สารสนเทศ
การประยุกตใ์ ช้โปรแกรมสาเร็จรปู ในการนาเสนอและส่อื สารขอ้ มูลสารสนเทศตามลักษณะงานอาชีพ
มีจุดมงุ่ หมายในการนาเสนอ ดังนี้
1. เพื่อให้ผู้ชม ผ้ฟู งั เข้าใจในสาระสาคัญของการนาเสนอข้อมูลสารสนเทศ
2. ให้ผชู้ ม ผูฟ้ ังเกิดความประทบั ใจและนาไปสคู่ วามเชื่อถือในข้อมูลสารสนเทศทนี่ าเสนอ
3. หลกั การพ้ืนฐานของการนาเสนอและสือ่ สารข้อมูลสารสนเทศ
การพืน้ ฐานของการนาเสนอผลงาน มจี ดุ เนน้ สาคญั ดังนี้
1. การดึงดูดความสนใจ โดยการออกแบบให้สง่ิ ทป่ี รากฏต่อสายตานัน้ ชวนมอง และมีความสบายตา
สบายใจขึน้ เพอื่ ชมการนาเสนอ ดงั น้นั การเลอื กกลมุ่ ประกอบตา่ ง ๆ เชน่ สพี น้ื แบบ สี แบบขนาดของตัวอักษร
รูปประกอบตอ้ งเหมาะสมและสวยงาม
2. ความชัดเจนและความกระชับของเนื้อหา ส่วนที่เป็นข้อความต้องสั้นแต่ได้ใจความชัดเจน ส่วนที่
เปน็ ภาพประกอบต้องมีความสัมพันธ์อย่างสร้างสรรคก์ บั ขอ้ ความท่ีต้องการสื่อความหมาย การใช้ภาพประกอบ
มีประโยชนม์ าก ดงั คาพังเพยภาษาอังกฤษท่ีว่า “A picture is worth a thousand words” หรือ “ ภาพภาค
หน่ึงนั้นมีค่าเทียบเท่ากับคาพูดหนึ่งพันคา” แต่ประโยคนี้คงไม่เป็นจริงหากภาพน้ันไม่มีความสัมพันธ์อย่าง
สร้างสรรค์กับความหมายท่ีต้องการส่ือ ดังน้ันก่อนท่ีจะตัดสินใจใช้ภาพใดประกอบ จึงควรตอบคาถามให้ได้
เสียก่อนว่าต้องการใช้ภาพเพื่อส่ือความหมายอะไร และภาพที่เลือกมานั้น สามารถทาหน้าที่สื่อความหมาย
เช่นนนั้ จรงิ หรือไม่

3. ความเหมาะสมกับกลุ่มเปูาหมาย การสร้างจุดเน้นตามข้อ 1 และข้อ 2 ข้างต้นต้องคานึงถึง
กล่มุ เปาู หมายด้วย เช่น กลมุ่ เปาู หมายเปน็ เดก็ การใช้สีสด ๆ ภาพการ์ตนู มีความเหมาะสม แต่ถา้ กลุ่มเปูาหมาย
เปน็ ผู้ใหญ่และเนื้อหาที่นาเสนอเป็นเรื่องวิชาการหรือธุรกิจ การใช้สีสันมากเกินไปและการใช้รูปการ์ตูนอาจทา
ใหด้ ูไมน่ ่าเชือ่ ถอื เพราะขาดภาพลักษณ์ของการเอาจรงิ เอาจังไป

4. หลกั การเลือกใช้โปรแกรมสาเรจ็ รปู เพอื่ การนาเสนอและสอื่ สารข้อมลู สารสนเทศ
หลกั การเลอื กใชโ้ ปรแกรม และหลกั การนาเสนอและส่อื สารข้อมูลสารสนเทศ โดยใชโ้ ปรแกรมดังนี้

1. ความเข้าใจกับงานที่ต้องการนาเสนอก่อนการเลือกระบบสารสนเทศมาใช้ในการ
นาเสนองานนนั้ ต้องเข้าใจถึงลักษณะงานท่ีต้องการนาเสนอก่อนว่าเป็นงานลักษณะใด เช่น เป็นข้อความ หรือ
มีการคานวณหรอื เปน็ งานที่เกีย่ วกับการค้น การเก็บรกั ษาข้อมูล เพ่ือเป็นแนวทางในการเลือกระบบสารสนเทศ
ที่เหมาะสมกับงานน้นั ๆ

2. เลือกโปรแกรมสาเรจ็ รูปมาใช้เพ่อื ทราบลักษณะของงานที่ต้องการนาเสนอแล้ว จะเลือก
ระบบสารสนเทศที่เหมาะสมกับการนาเสนองานน้ัน งานบางอย่างอาจใช้ระบบสารสนเทศในการนาเสนอได้
หลายอย่าง อาจต้องเลือกว่าจะใช้ระบบใด ผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจในความสามารถของระบบนั้น โดยเฉพาะใน
ส่วนของโปรแกรมว่าแตล่ ะโปรแกรมมคี วามสามารถใดบา้ ง เราอาจจะต้องทาการประเมนิ ว่าโปรแกรมใดมีความ
เหมาะสมเพียงใด แล้วจงึ เรียกโปรแกรมทเ่ี ห็นวา่ เหมาะสมทสี่ ดุ

3. จัดหาเครื่องมือตามความต้องการของโปรแกรม โปรแกรมแต่ละโปรแกรมมี
ความสามารถไม่เหมือนกัน ขนาดของโปรแกรมก็ไม่เท่ากัน ทาให้ความต้องการของฮาร์ดแวร์ในการทางานตาม
โปรแกรมนั้นแตกต่างกันในคู่มือการใช้งานโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์น้ัน จะบอกข้อกาหนดของฮาร์ดแวร์ที่
ต้องการสาหรับการใช้งานไว้ว่าจะต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง จะต้องจัดหาฮาร์ดแวร์ให้ได้ตามข้อกาหนดน้ัน
ใหส้ ามารถใชง้ านซอฟตแ์ วรไ์ ด้อย่างมีประสทิ ธิภาพ สาหรับระบบโปรแกรมสาเร็จรูปที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์
น้ัน ส่วนใหญ่สามารถนามาใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์มาตรฐานท่ีขายท่ัวไปได้เลย ยกเว้นอุปกรณ์ประเภท
เคร่ืองพิมพ์เลือกตามความต้องการว่าเป็นเครื่องจีนสีขาว/ดา หรือหลายสี จอภาพจะใช้ขนาดใหญ่กี่น้ิว หรือ
ฮาร์ดดิสก์ที่อาจต้องดูขนาดความต้องการว่าซอฟต์แวร์ขนาดเท่าใด และฮาร์ดดิสก์จะพอใช้หรือไม่ เพราะใน
ไมโครคอมพิวเตอร์หนง่ึ เครอื่ ง นน้ั เรามักจะบรรจุโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ไว้หลายชนิด และปริมาณแฟูมข้อมูล
ที่มีอยู่เดิมอาจมากจนกระทัง่ พื้นท่ีทีเ่ หลือไม่เพียงพอตอ่ การใชง้ านโปรแกรมสาเร็จรปู ใหม่น้นั

4. การใช้งานโปรแกรมในการใช้งานนั้น นอกจากผู้ชายจะต้องทาความเข้าใจการทางาน
ของฮารด์ แวรว์ ่าใชง้ านอย่างไรแล้ว รายละเอยี ดการใชง้ านซอฟตแ์ วร์ ก็เปน็ สิง่ สาคญั ที่ผู้ใช้จะตอ้ งทาความเข้าใจ
ใหช้ ดั เจนกอ่ นการใช้งาน ส่วนใหญ่จะศึกษาจากคู่มือของโปรแกรมสาเร็จรูปนัน้ เพ่ือความเข้าใจในความสามารถ
ก่อน ปกติแล้วคู่มือการใช้งานมาจากเจ้าของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ซึ่งมักจะอธิบายถึงความสามารถตามฟังก์ชันที่มี
อยู่ แต่มักจะไม่ค่อยมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ผู้ใช้ต้องทดลองเองจึงได้มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถในโปรแกรม
น้ัน ๆ ทาคู่มือการใช้งานในลักษณะการประยุกต์ มีตัวอย่างของงานแสดงให้เห็น ทาให้สามารถเรียนรู้ได้อย่าง
เร็วข้ึนและในปัจจุบันน้ีมีการทาคู่มือการใช้งาน ในรูปของส่ือคอมพิวเตอร์ท่ีเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ทาเป็นซีดี
การใช้งาน เป็นต้น ฉะนั้น ผู้ใช้งานท่ียังไม่มีประสบการณ์จึงควรเรียนรู้จากคู่มือการใช้งาน ทาความเข้าใจให้
ชดั เจนก่อน แล้วจึงลงมือปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง

5 รูปแบบการนาเสนอและสือ่ สารขอ้ มูลสารสนเทศโดยใชค้ อมพวิ เตอร์
รูปแบบการนาเสนอข้อมลู โดยใชค้ อมพิวเตอรป์ ัจจบุ นั ทน่ี ิยมใช้กันมี 3 แบบคอื

1. การนาเสนอแบบ Web Page รูปแบบการนาเสนอที่ใช้บนอินเตอร์เน็ต การนาเสนอแบบนี้
สามารถสร้างการเช่ือมโยงท่ีสลบั ซับซ้อนระหวา่ งส่วนตา่ ง ๆ ตลอดส่วนสามารถสร้างการเช่ือมโยงเอกสารท่ีต่าง
รูปแบบนั้นได้ เราต้องใช้เวลาในการจัดทามากกว่าผู้จัดทาต้องมีความรู้ความชานาญในโปรแกรมที่ใช้สร้างเว็บ
เพจ และโปรแกรมท่ีนิยมใชม้ ากทสี่ ุดคอื โปรแกรม adobe dream weaver

2. การนาเสนอแบบ Slide Presentation เป็นการนาเสนอโดยใช้โปรแกรมนาเสนอ ซ่ึงเป็น
โปรแกรมทใ่ี ช้งานง่ายมาก มรี ูปแบบการนาเสนอให้เลือกใช้หลายแบบ สามารถเรียกใช้ตาราง แผนภูมิ หรือรูป
ภาพประกอบ และตกแต่งด้วยสีสัน สีพื้น สีของอักษร รูปแบบของฟอนต์ของตัวอักษรได้ง่ายและสะดวก ใน
ปัจจุบันส่ือนาเสนอรูปแบบ Slide Presentation หรือสไลด์ ดิจิทัล มักจะสร้างด้วยโปรแกรมในกลุ่ม
Presentation เช่น microsoft powerpoint , OfficeTLE lm press เทคนิคการออกแบบสื่อนาเสนอ ส่ือ
นาเสนอทดี่ ี ควรมคี วามโดดเดน่ นา่ สนใจ จะเนน้ ความคิด “หนึ่งสไลด์ตอ่ หนึ่งความคดิ ”
มกี ารสรุปประเด็น มีสาระสาคัญโดยมีแนวทาง 3 ประการในการออกแบบ ไดแ้ ก่

1. สื่อความหมายได้รวดเร็ว สื่อนาเสนอท่ีดีต้องสามารถสื่อความหมายให้ผู้ฟัง ผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว
การออกแบบสีนาเสนอในประเด็นคู่ออกแบบจะต้องกลุ่มเปูาหมาย เนื้อหาสาระที่ต้องการนาเสนอ สถานท่ีและ
เวลาท่ีต้องการนาเสนอเพ่ือการออกแบบส่ือ เช่น กลุ่มเปูาหมายขนาดเล็ก ส่ือควรให้ความสาคัญกับผู้ฟัง
มากกว่าเนื้อหา สามารถนาเทคนิค หรอื Effect ตา่ ง ๆ โปรแกรมสร้างสื่อมาใช้ได้อย่างเต็มที่ กลุ่มเปูาหมายที่มี
ลักษณะโต้ตอบ เช่น การนาเสนอทางวิชาการ การบรรยาย หรือการฝึกอบรม ส่ือนาเสนอควรให้ความสาคัญ
กับเนื้อหา รวมทั้งยังสามารถนาเทคนิคหรือ Effect ต่าง ๆ โปรแกรมสร้างส่ือมาใช้ได้อย่างเต็มที่เช่นกัน
กลุ่มเปูาหมายเฉพาะกิจ เช่น ผู้บริหาร นักวิชาการ สื่อนาเสนอจะต้องให้ความสาคัญกับเน้ือหาและผู้นาเสนอ
เป็นสาคัญเนื้อหาความมุ่งเฉพาะเปูาหมายของการนาเสนอ ดังน้ัน สื่อนาเสนอไม่ควรเน้น Effect แต่ควรให้
ความสาคญั กับขนาดอกั ษร สตี วั อักษร และลักษณะของพ้ืนสไลด์

2. เนื้อหาเปน็ ลาดบั สอื่ นาเสนอท่ดี คี วรมีการจดั ลาดับเน้ือหาเป็นลาดับ มีระเบียบ ดูง่าย ไม่ซับซ้อน
สิ่งท่ีจะช่วยใหก้ ารออกแบบส่อื นาเสนอทต่ี อ้ งการจดั ลาดับเนื้อหาใหเ้ ป็นระเบยี บและดงู ่าย คอื

2.1 รูปแบบเนื้อหา ส่ือนาเสนอแต่ละสไลด์ ควรหลีกเลี่ยงการนาเสนอแบบย่อหน้า หากไม่
สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรใช้เทคนิคการเน้นแนวคิดหลัก ในแต่ละย่อหน้าด้วยสีท่ีโดดเด่น เช่น พื้นหลังสีขาว
ตัวอักษรสีดา ควรเน้นแนวคิดหลัก ด้วยสีแดง เป็นต้น แต่ละสไลด์เน้ือหาไม่ควรเกิน 6-8 บรรทัด ควรสรุป
เน้อื หาให้เป็นหวั เรอื่ งและหวั ขอ้ หรือแนวคิดหลัก

2.2 แบบอักษรการควบคุมการแสดงข้อความในแต่ละสไลด์ ควรให้ความสาคัญของขนาด
ตัวอกั ษรดงั น้ี

-หวั ข้อใหญก่ าหนดขนาดอกั ษรใหญก่ ว่าหวั ข้อยอ่ ย
-เลือกใชแ้ บบอกั ษรท่ีเหมาะสม
-เปลี่ยนลกั ษณะของตวั อักษรน้นั ใช้ตวั หนาในขอ้ ความท่ีตอ้ งการเน้น
-ใช้ช่องว่างในการจดั กลุม่ ของเนอื้ หา

-ขอ้ ความทตี่ ้องการให้อา่ นก่อน ควรจดั ไวท้ ตี่ าแหนง่ มมุ ซา้ ยบนของหน้า
-พมิ พ์ตัวอกั ษรลงกรอบที่วางแบบไวแ้ ล้ว
-เล่นหัวข้อก่อนแลว้ จึงอธบิ ายอย่างละเอียด
-ใช้สที ีแ่ ตกตา่ งกันหรือตวั อักษรสสี ลับกนั
3. ส่ือนาเสนอต้องระบุสายตาและน่าสนใจ ส่ือนาเสนอที่ดีน้ันจะต้องมีจุดเด่นน่าสนใจ สามารถ
ดึงดูดสายตาของผู้ดู ผู้ฟังได้ ซึ่งจุดเด่นนี้ได้มาจากขนาดของตัวอักษรท่ีใหญ่ หรือจากการใช้สีที่แตกต่างออกไป
รวมถงึ การเลอื กใชภ้ าพ การใชส้ ี และการใช้ Effect ควบคุมการนาเสนอที่เหมาะสมประกอบการนาเสนอ
3.1 การใชภ้ าพ เนอื่ งจากภาพจะช่วยให้ผู้ฟัง ผู้ชม สามารถจดจาได้นานกว่าตัวอักษร ดังนั้น
การแปลเน้ือหาให้เป็นรูปภาพหรือผังภาพก็เป็นเทคนิคหน่ึงที่สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับสื่อที่นาเสนอ
การเลือกใช้ภาพกค็ วรเลือกใชภ้ าพทม่ี ลี กั ษณะท่เี หมาะสมกนั และกนั คือถา้ ในสไลด์นั้นเลือกใช้ภาพถ่ายก็ควรใช้
ภาพถ่ายกับ ภาพทุกภาพในสไลด์ แต่ถ้าเลือกใช้ภาพวาด ก็ควรใช้ภาพวาดท้ังสไลด์เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่ควรใช้
ภาพวาดผสมกับภาพถ่าย ใส่เทคนิคท่ีน่าสนใจให้กับภาพเพ่ือสร้างจุดเด่น การเอียงภาพ การเว้นช่องว่าง
ระหวา่ งภาพ การเปลีย่ นสีภาพใหแ้ ตกต่างจากปกติ ควรระวังการเลือกใช้ภาพเป็นพ้ืนหลังสไลด์ เพราะอาจจะ
ทาใหผ้ ชู้ มสนใจพ้นื สไลดม์ ากกวา่ นี้หาท่ตี ้องการนาเสนอ หรืออาจทาใหผ้ ู้ชมไม่สนใจมองสไลด์เลยก็ได้ เรื่องจาก
ภาพทาให้ตัวอักษรไมโ่ ดดเด่น ไม่น่ามองหรืออาจยาก
3.2 การใช้สี การเลือกใช้สี ควรเลือกใช้สีที่ตัดกันระหว่างสีตัวอักษร สีวัตถุและสีพื้น เช่น
เลือกใชพ้ นื้ สไลด์สขี าวหรอื สอี อ่ น ๆ สตี วั อักษรก็ไม่ควรจะเป็นสดี า สนี ้าเงนิ เข้มหรือสีแดงเลือดหมู กรณีเลือกใช้
สีในโทนร้อน เช่น สีแดงสด สีเหลืองสด สีเขียวสด สีวัตถุ สีแท่งกราฟหรือสีของตาราง ก็ควรเลือกใช้ให้
เหมาะสมกับสีตัวอักษร และสีพื้น ด้วยการเลือกใช้สีใด ๆ ก็ควรเป็นสีในชุดเดียวกันสาหรับสไลด์ทั้งหมด ไม่
ควรใช้หน่งึ สสี ไลด์
3.3 การใช้ Effect ควบคุมการนาเสนอ ไม่ควรใส่ Effect มากเกินไป เพราะจะส่งผลให้ผู้ฟัง
ผ้ชู ม สนใจ Effect มากกว่าเน้อื หาที่นาเสนอ หรืออาจไม่สนใจการนาเสนอเลยก็ได้ และ Effect พ่ีมากนี้จะเป็น
การรบกวนการจดจา การอา่ นหรือการชม เลือกใช้ Effect ไม่ควรเกิน 3 แบบ แบบในแต่ละสไลด์ควรเลือกใช้
Effect แสดงข้อความเลอ่ื นจากขอบซ้ายมาขอบขวาของจอ ธรรมชาติการอ่านของคนไทยอ่านข้อความจากบน
ลงลา่ งและอ่านจากดา้ นซ้ายไปด้านขวา
การนาเสนอในรปู แบบเอกสาร
เร่ืองการนาเสนอนี้จะมีหลายรูปแบบด้วยกัน คือ ใช้โปรแกรม microsoft word, microsoft
excel และ microsoft powerpoint ข้ึนอยู่กับลักษณะการนาเสนอแบบใดท่ีจะสะดวกและเข้าใจง่าย หรือ
เหมาะสมกับสถานการณ์นัน้ ๆ ทง้ั น้สี ามารถที่จะนาโปรแกรมดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการนาเสนอและสื่อสาร
ข้อมลู ตามลกั ษณะงานอาชพี ได้เปน็ อยา่ งดีและมีประสิทธภิ าพ
โปรแกรมสาเรจ็ รปู ที่ใชใ้ นการนาเสนอและสอื่ สารข้อมูลสารสนเทศตามลกั ษณะงานอาชีพ

โปรแกรมสาเร็จรูปที่ใช้ในการนาเสนอและส่ือสารข้อมูลสารสนเทศตามลักษณะงานอาชีพ มีหลาย
โปรแกรมเชน่

1. โปรแกรมประมวลผลคา (microsoft word)
2. โปรแกรมตารางคานวณ (microsoft excel)
3. โปรแกรมนาเสนอ (microsoft powerpoint )
4. โปรแกรมฐานข้อมูล (microsoft access)
5. โปรแกรมการสร้างเวบ็ เพจ (adobe dreamweaver)
6. โปรแกรมการนาเสนอในรูปแบบสื่อประสม (adobe after effect)

ภาพท่ี 7.1 : การใช้โปรแกรมสาเร็จรปู

แหลง่ อ้างองิ

kaewchewanntun.com การใช้โปรแกรมสาเร็จรูปในการนาเสนองานสาหรบั เลขานุการ(ระบบออนไลน์)
แหลง่ ท่ีมา : https://kaewchewanntun.com/ (18 กันยายน 2563)

site/somedayto1gomailcom ความหมายของการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศนาเสนองาน (ระบบออนไลน์)
แหลง่ ท่ีมา : https://site/somedayto1gomailcom (18 กนั ยายน 2563)

บทท่ี 8
การนาเสนองานผา่ นสอ่ื ออนไลน์และจริยธรรมของผูใ้ ชส้ อื่
บทนา

หลักการนาเสนอข้อมูลและสร้างสื่อนาเสนอ การนาเสนองานหรือผลงานน้ันส่ือนาเสน อ
เปรยี บเสมอื นสะพานเช่อื มเนื้อหาของผู้บรรยายไปยังผู้ฟังและผู้ชม ดังนั้นสื่อจึงมีบทบาทสาคัญอย่างมาก ส่ือที่
ดี จะช่วยให้การถ่ายทอดเน้ือหาสาระทาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ฟังและผู้ชมจะสามารถ จดจาเนื้อหาสาระได้
นานและเข้าใจในเนือ้ หาไดด้ ีมากขนึ้ ความหมายการนาเสนอ การนาเสนอข้อมูล หมายถึง การสื่อสารเพื่อเสนอ
ขอ้ มูล ความรู้ ความคดิ เห็น หรือความต้องการไปสู่ผู้ชม ผู้ฟังโดยใช้เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ อันจะทาให้บรรลุ
ผลสาเรจ็ ตามจุดมุง่ หมายของการนาเสนอ

ความกา้ วหนา้ ของระบบอนิ เทอร์เนต็ คอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยีการส่ือสารก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่
ทางสงั คม คือ เครือข่ายสงั คมใหม่ท่รี ู้กนั อย่างแพร่หลายว่า “สังคมออนไลน์” (Social Network) โดยเครือข่าย
สังคมออนไลน์น้ีเป็นพ้ืนท่ีสาธารณะที่สมาชิกซ่ึงก็คือคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติและศาสนา ทุกระดับ
การศึกษา ทุกสาขาอาชีพและทุกกลุ่มสังคมย่อยจากท่ัวโลกเป็นผู้สื่อสารหรือเขียนเล่าเนื้อหาเรื่องราว
ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่สมาชิกเขียนและทาข้ึนเอง หรือพบเจอจากส่ืออื่น ๆ แล้วนามา
แบ่งปันให้กับผู้อื่น ท่ีอยู่ในเครือข่ายของตนผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)
เครือข่ายสังคมออนไลน์ เติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ก่อให้เกิดวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีของสื่อสังคม
ออนไลน์หลากหลายประเภท (ทัตธนนั ท์ พุ่มนชุ , 2553 )

ปัจจุบัน Social Media เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันมากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มนักเรียน
นักศึกษามีการใช้ติดต่อสื่อสารกันอย่างแพร่หลาย และยังมีบทบาทกับระบบการศึกษาด้วย ผู้สอนจะสามารถ
ประยุกต์ใช้ Social Media กับการศึกษา นามาเป็นช่องทางในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีระบบและมี
ประสิทธิภาพเพื่อให้ทันต่อยุคสมัยท่ีเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร จะทาให้นักเรียน นักศึกษาเหล่านี้สนใจกับการ
เรียนการสอนของผู้สอนเพมิ่ ขึ้นได้อยา่ งไร มาทาความรู้จักกับส่ิงเหลา่ นี้กนั

จดุ มุ่งหมายในการนาเสนอ
1. เพอ่ื ใหผ้ ชู้ ม ผู้ฟงั รบั เขา้ ใจสาระสาคัญของการนาเสนอขอ้ มลู
2. ให้ผู้ชม ผฟู้ ังเกดิ ความประทบั ใจและนาไปสคู่ วามเชื่อถอื ในข้อมูลทนี่ าเสนอ

การนาเสนอผลงานโดยใช้สื่อโสตทัศนูปกรณ์ มีผลในทางจิตวิทยาการเรียนรู้ ซ่ึงได้มีการ ค้นพบจากการวิจัยว่า
การรบั รู้ขอ้ มูลโดยผ่านทางประสาทสัมผัสสองอย่าง คือ ตา และหูพร้อมกันน้ัน ทาให้เกิดการรับรู้ที่ดีกว่าส่งผล
ในดา้ นความสามารถในการจดจาได้มากกว่าการรบั รโู้ ดยผา่ นตา หรอื หูอย่างใดอย่างหน่ึงเพียงอย่างเดียว จึงได้
มีการพัฒนาสือ่ โสตทัศนูปกรณร์ ปู แบบต่าง ๆ ขึน้ มาใช้งาน โดยเฉพาะสอ่ื ประสม

หลักการพ้ืนฐานของการนาเสนอผลงาน มีจดุ เนน้ สาคญั ดังน้ี
1) การดึงดดู ความสนใจ

โดยการออกแบบให้ส่ิงท่ีปรากฏต่อสายตานั้นชวนมอง และมีความสบายตาสบายใจขึ้น เม่ือชมการ
นาเสนอ ดังนั้นการเลือกองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น สีพ้ืน แบบ สี และขนาดของตัวอักษร รูปประกอบ ต้อง
เหมาะสม สวยงาม
2) ความชดั เจนและความกระชับของเนอ้ื หา

ส่วนท่ีเป็นข้อความต้องส้ันแต่ได้ใจความชัดเจน ส่วนท่ีเป็นภาพประกอบต้องมีส่วนสัมพันธ์อย่าง
สร้างสรรค์กับข้อความที่ต้องการสื่อความหมาย การใช้ภาพประกอบ มีประโยชน์มาก ดังคาพังเพย
ภาษาอังกฤษท่ีว่า "A picture is worth a thousand words" หรือ "ภาพภาพหนึ่งน้ันมีค่าเทียบเท่ากับคาพูด
หนงึ่ พันคา" แต่ประโยคนี้คงไม่เป็นจริงหากภาพนนั้ ไม่มคี วามสมั พันธ์ อย่างสรา้ งสรรค์กับความหมายท่ีต้องการ
ส่ือ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจใช้ภาพใดประกอบ จึงควรตอบคาถาม ให้ได้เสียก่อนว่าต้องการใช้ภาพเพื่อสื่อ
ความหมายอะไรและภาพทเ่ี ลอื กมานน้ั สามารถทาหน้าท่สี ื่อความหมายเชน่ นน้ั จรงิ หรือไม่
3) ความเหมาะสมกับกลุ่มเปูาหมาย

การสร้างจดุ เน้นตามขอ้ 1 และ 2 ขา้ งต้นตอ้ งคานึงถึงกลมุ่ เปูาหมายด้วย เช่น กลุ่มเปูาหมายเป็นเด็ก
การใช้สีสด ๆ และภาพการ์ตูนมีความเหมาะสม แต่ถ้ากลุ่มเปูาหมายเป็นผู้ใหญ่และเน้ือหาที่นาเสนอเป็นเรื่อง
วิชาการหรือธุรกิจ การใช้สีสันมากเกินไปและการใช้รูปการ์ตูนอาจทาให้ดูไม่น่าเช่ือถือเพราะขาดภาพลักษณ์
ของการเอาจรงิ เอาจงั ไป

หลักการเลือกใช้ซอฟตแ์ วรส์ าเร็จรูปเพือ่ การนาเสนองาน
พรพิมล อรัญเวศ ไดเ้ สนอหลักการเลือกซอฟต์แวร์ และหลักการนาเสนอผลงานโดยใช้ซอฟต์แวร์ไว้

ดงั น้ี
1) ทาความเข้าใจกับงานทเี่ ราต้องการนาเสนอ

ก่อนการเลือกระบบสารสนเทศมาใช้ในการนาเสนองานน้ัน เราต้องเข้าใจถึงลักษณะงานท่ีเรา
ต้องการนาเสนอกอ่ นวา่ เปน็ งานในลักษณะใด เช่น เป็นข้อความ หรือมีการคานวณหรือเป็นงานที่เกี่ยวกับการ
คน้ การเกบ็ รกั ษาขอ้ มลู เพ่อื เป็นแนวทางในการเลอื กระบบสารสนเทศท่เี หมาะสมกับงานนน้ั ๆ
2) เลอื กโปรแกรมสาเร็จรูปมาใช้

เม่ือทราบลักษณะของงานที่ต้องการนาเสนอแล้ว เราจะเลือกระบบสารสนเทศที่เหมาะสมกับการ
นาเสนองานน้ัน งานบางอย่างเราอาจใช้ระบบสารสนเทศในการนาเสนอได้หลายอย่าง เราอาจต้องเลือกว่าจะ
ใช้ระบบใด ผใู้ ชต้ ้องมคี วามเข้าใจในความสามารถของระบบนั้น โดยเฉพาะในส่วนของซอฟต์แวร์หรือโปรแกรม
ว่าแต่ละโปรแกรมมีความสามารถใดบ้าง เราอาจจะต้องทาการประเมินว่าโปรแกรมใดมีความเหมาะสมเพียงใด
แลว้ จึงเลอื กโปรแกรมทเ่ี ห็นวา่ เหมาะสมท่สี ดุ
3) จดั หาเคร่อื งมือตามความต้องการของซอฟตแ์ วร์

ซอฟตแ์ วร์หรือโปรแกรมแตล่ ะโปรแกรมมีความสามารถไม่เหมือนกัน ขนาดของโปรแกรมก็ไม่เท่ากัน
ทาให้ความต้องการของฮาร์ดแวร์ในการทางานตามโปรแกรมน้ันแตกต่างกัน ในคู่มือการใช้งานโปรแกรมหรือ
ซอฟต์แวร์น้ันจะบอกข้อกาหนดของฮาร์ดแวร์ท่ีต้องการสาหรับการใช้งานไว้ว่าจะต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง
เราจะต้องจัดหาฮาร์ดแวร์ให้ได้ตามข้อกาหนดนั้นเพ่ือให้สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สาหรับระบบโปรแกรมสาเร็จรปู ท่ีใชก้ บั ไมโครคอมพิวเตอรน์ ั้น สว่ นใหญ่สามารถนามาใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์
มาตรฐานท่ีมีขายทั่วไปได้เลย ยกเว้นอุปกรณ์ประเภทเครื่องพิมพ์ที่อาจเลือกได้ตามความต้องการว่าเป็น
เครื่องพิมพ์สีขาว/ดา หรือหลายสี จอภาพจะใช้ขนาดใหญ่กี่น้ิว หรือฮาร์ดดิสก์ท่ีอาจต้องดูขนาดความต้องการ
วา่ ซอฟต์แวรม์ ขี นาดเท่าใด และฮาร์ดดิสก์จะพอใช้หรือไม่ เพราะในไมโครคอมพิวเตอร์หนึ่งเคร่ืองนั้นเรามักจะ
บรรจุโปรแกรมหรือซอฟตแ์ วรไ์ ว้หลายชนิด และปรมิ าณแฟูมข้อมูลที่มีอยู่เดิมอาจมากจนกระท่ังพ้ืนที่ที่เหลือไม่
เพยี งพอต่อการใชง้ านโปรแกรมสาเรจ็ รูปใหมน่ นั้
4 ) การใชง้ านโปรแกรม

ในการใช้งานนั้น นอกาจากผู้ใช้จะต้องทาความเข้าใจการทางานของฮาร์ดแวร์ว่าใช้งานอย่างไรแล้ว
รายละเอียดการใช้งานซอฟตแ์ วร์ กเ็ ปน็ สิ่งสาคญั ที่ผูใ้ ชจ้ ะต้องทาความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนการใช้งาน ส่วนใหญ่
จะศึกษาจากคู่มือของโปรแกรมสาเร็จรูปน้ันเพ่ือความเข้าใจในความสามารถก่อน ปกติแล้วคู่มือการใช้งานมา
จากเจา้ ของผผู้ ลติ ซอฟตแ์ วร์ ซึง่ มกั จะอธิบายถึงความสามารถตามฟังก์ชั่นท่ีมีอยู่ แต่มักจะไม่ค่อยมีตัวอย่างการ
ประยุกต์ใช้ ผู้ใช้ต้องทดลองเอง จึงได้มีผู้ท่ีมีความรู้ความสามารถในโปรแกรมน้ัน ๆ ทาคู่มือการใช้งานใน
ลักษณะการประยุกต์ มีตัวอย่างของงานแสดงให้เห็น ทาให้สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วข้ึนและในปัจจุบันนี้มีการ
ทาคู่มือการใช้งานในรูปของส่ือคอมพิวเตอร์ท่ีเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ทาเป็นซีดีการใช้งาน เป็นต้น ฉะน้ัน
ผู้ใช้งานที่ยังไม่มีประสบการณ์จึงควรเรียนรู้จากคู่มือการใช้งาน ทาความเข้าใจให้ชัดเจนก่อน แล้วจึงลงมือ
ปฏิบัติด้วยตนเอง

รปู แบบการนาเสนอขอ้ มูลโดยใช้คอมพวิ เตอร์ ปจั จบุ นั ท่นี ยิ มใช้กันมี 2 รูปแบบ คอื
1. การนาเสนอแบบ Web page

เป็นรูปแบบการนาเสนอที่ใช้บนอินเทอร์เน็ต การนาเสนอแบบน้ีสามารถสร้างการเช่ือมโยงท่ี
สลับซบั ซ้อนระหวา่ งส่วนตา่ ง ๆ ตลอดจน สามารถสร้างการเช่ือมโยงเอกสารที่ต่างรูปแบบกันได้แต่ต้องใช้เวลา
ในการจัดทามากกวา่ รูปแบบอ่นื และผูจ้ ัดทาตอ้ งมคี วามรู้ความชานาญในโปรแกรมทีใ่ ชส้ ร้างเว็บเพจ
2. การนาเสนอแบบ Slide Presentation

เป็นการนาเสนอโดยใช้โปรแกรมนาเสนอ ซึ่งเป็นโปรแกรม ท่ีใช้ง่ายมากมีรูปแบบการนาเสนอให้
เลือกใช้หลายแบบ สามารถเรียกใช้ตาราง แผนภูมิ หรือรูปภาพประกอบ และตกแต่งด้วยสีสัน ทั้งสีพื้น สีของ
ตัวอักษร รูปแบบฟอนต์ ของตัวอักษรได้ง่ายและสะดวก ในปัจจุบันส่ือนาเสนอรูปแบบ Slide Presentation
หรือ สไลด์ดิจิทัล มักจะสร้างด้วยโปรแกรมในกลุ่ม Presentation เช่น Microsoft PowerPoint, OfficeTLE
Impress เทคนิคการออกแบบส่ือนาเสนอ ส่ือนาเสนอท่ีดี ความมีความโดดเด่น น่าสนใจ จะเน้นความคิด “
หนึ่งสไลด์ต่อ หน่ึงความคิด ” มีการสรุปประเด็น หรือสาระสาคัญโดยมีแนวทาง 3 ประการในการออกแบบ
ได้แก่

1) สื่อความหมายได้รวดเร็ว สื่อนาเสนอที่ดีต้องสามารถส่ือความหมายให้ผู้ฟัง ผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว
การออกแบบ ส่ือนาเสนอในประเด็นนี้ผู้ออกแบบจะต้องทราบกลุ่มเปูาหมาย เนื้อหาสาระที่ต้องการนาเสนอ
สถานท่ี และเวลาที่ต้องการนาเสนอเพ่ือประกอบการออกแบบสื่อ เช่น กลุ่มเปูาหมายขนาดเล็ก ส่ือควรมีให้
ความสาคัญกบั ผ้ฟู ังมากกวา่ เนอื้ หา สามารถนาเทคนิค หรือ Effect ต่าง ๆ ของโปรแกรมสร้างสื่อมาใช้ได้อย่าง
เต็มที่ กลุ่มเปูาหมายท่ีมีลักษณะโต้ตอบ เช่นการนาเสนอทางวิชาการ การบรรยาย หรือฝึกอบรม สื่อนาเสนอ
ควรให้ ความสาคัญกับเน้ือหารวมท้ังยังสามารถนาเทคนิค หรือ Effect ต่าง ๆ ของโปรแกรมสร้างสื่อ มาใช้ได้
อย่างเต็มท่ีเช่นกัน กลุ่มเปูาหมายเฉพาะกิจ เช่นผู้บริหาร นักวิชาการ ส่ือนาเสนอจะต้องให้ความสาคัญกับ
เน้ือหาและตัว ผู้นาเสนอเป็นสาคัญเน้ือหาควรมุ่งเฉพาะเปูาหมายของการนาเสนอ ไม่เน้น Effect มากนัก
กลุ่มเปูาหมายขนาดใหญ่ การนาเสนอมักใช้ความสาคัญกับผู้บรรยายมากกว่าเนื้อหาที่นาเสนอ ดังนั้น สื่อ
นาเสนอไมค่ วรเน้นที่ Effect แตค่ วรให้ความสาคัญกบั ขนาดตวั อักษร สีตวั อกั ษร และลักษณะของสีพ้ืนสไลด์

2) เนื้อหาเป็นลาดับ สื่อนาเสนอที่ดีควรมีการจัดลาดับเน้ือหาเป็นลาดับ มีระเบียบ ดูง่าย ไม่สับสน
สง่ิ ท่ี จะช่วยใหก้ ารออกแบบส่ือนาเสนอที่ต้องการจัดลาดบั เนอ้ื หาให้เปน็ ระเบียบ และดูงา่ ย คือ

2.1) รูปแบบเน้อื หา ส่อื นาเสนอแต่ละสไลด์ ควรหลีกเล่ียงการนาเสนอแบบย่อหน้า หากไม่
สามารถหลกี เล่ียงไดค้ วรใช้ เทคนคิ การเนน้ แนวคิดหลัก( Main Idea) ในแต่ละย่อหน้าด้วยสีที่โดดเด่น เช่น พ้ืน
หลังสขี าว ตัวอักษรสดี า ควรเนน้ แนวคิดหลกั ( Main Idea)ดว้ ยสีแดงเป็นต้น แต่ละสไลด์เนื้อหาไม่ควรเกิน 6–
8 บรรทัด ควรสรปุ เนื้อหาใหเ้ ป็นหัวเรื่อง (Title) และหวั ขอ้ (Topic) หรือแนวคดิ หลัก (Main Idea)

2.2) แบบอักษร การควบคุมการแสดงข้อความในแต่ละสไลด์ ควรให้ความสาคัญ กับขนาด
ตวั อกั ษร ดังน้ี

- หวั ขอ้ ใหญ่กาหนดขนาดตวั อักษรใหญก่ ว่าหวั ขอ้ ย่อย
- เลอื กใช้แบบอักษรทเี่ หมาะสม
- เปลีย่ นลักษณะของตัวอักษรน้ัน ใชต้ ัวหนาในขอ้ ความท่ตี อ้ งการเน้น
- ใช้ชอ่ งว่างในการจัดกล่มุ ของเนือ้ หา
- ขอ้ ความทต่ี อ้ งการให้อา่ นกอ่ น ควรจัดไวท้ ี่ตาแหนง่ มมุ ซ้ายบนของหน้า
- พิมพ์ตวั อักษรลงกรอบทว่ี างแบบไวแ้ ล้ว
- ขึ้นหวั ข้อกอ่ นแลว้ จงึ อธิบายอย่างละเอียด
- ใชส้ ที แี่ ตกต่างกัน หรอื ตัวอกั ษรสีสลบั กัน
3) ส่ือนาเสนอต้องสะดุดตาและน่าสนใจ ส่ือนาเสนอที่ดีนั้นจะต้องมีจุดเด่นน่าสนใจ สามารถดึงดูด
สายตาของผู้ดู ผู้ฟังได้ ซง่ึ จดุ เด่นนไ้ี ดม้ าจากขนาดของตวั อักษรท่ใี หญ่ หรอื จากการใชส้ ที ่แี ตกต่างออกไป รวมถึง
การเลือกใช้ภาพ การใชส้ ี และการใช้ Effect ควบคุมการนาเสนอ ทเ่ี หมาะสมประกอบ การนาเสนอ
3.1) การใช้ภาพ เน่ืองจากภาพจะช่วยให้ผู้ชม ผู้ฟัง สามารถจดจาได้นานกว่าตัวอักษร ดังนั้น การ
แปลงเนื้อหาให้เป็นรูปภาพหรือผังภาพก็เป็นเทคนิคหนึ่งท่ีสามารถสร้างความน่าสนใจ ให้กับสื่อที่นาเสนอการ
เลือกใช้ภาพก็ควรเลือกใช้ภาพที่มีลักษณะท่ีเหมาะสมกันและกัน คือถ้าในสไลด์น้ันเลือกใช้ ภาพถ่ายก็ควรใช้
ภาพถา่ ยกบั ภาพทุกภาพในสไลด์ แตถ่ า้ เลอื กใชภ้ าพวาด ก็ควรเลือก ภาพวาดท้ังสไลด์เช่นกันดังน้ันจึงไม่ควรใช้

ภาพวาดผสมกับภาพถ่าย ใส่เทคนิคท่ีน่าสนใจให้กับภาพเพ่ือสร้างจุดเด่น การเอียงภาพ การเว้นช่องว่างรอบ
ภาพ
การเปลย่ี นสภี าพใหแ้ ตกตา่ งจากปกติ ควรระวังการเลือกใชภ้ าพเป็นพืน้ หลังสไลด์ เพราะอาจจะทาให้ผู้ชมสนใจ
พ้ืนสไลด์มากกว่าเน้ือหาที่ต้องการนาเสนอ หรืออาจทาให้ผู้ชมไม่สนใจมองสไลด์เลยก็ได้ เนื่องจากภาพทาให้
ตัวอักษรไมโ่ ดดเดน่ ไม่น่ามอง หรอื อ่านยาก

3.2) การใช้สี การเลือกใช้สี ควรเลือกใช้สีที่ตัดกันระหว่างสีตัวอักษร สีวัตถุ และสีพื้น เช่น
เลือกใช้พ้ืนสไลด์เป็นสีขาวหรือสีอ่อน ๆ สีตัวอักษรก็ควรจะเป็นสีดา สีน้าเงินเข็มหรือสีแดงเลือดหมู กรณี
เลือกใช้พื้นสไลด์เป็นสีเข็ม ควรเลือกใช้สีตัวอักษรที่มองเห็นได้ชัด ในระยะไกลเช่น สีขาว สีฟูาอ่อน ควร
หลีกเล่ียงการใช้สีในโทนร้อน เช่น สีแดงสด สีเหลือกสด สีเขียวสด สีวัตถุ สีแท่งกราฟหรือสีของตาราง ก็ควร
เลอื กใหเ้ หมาะสมกับสีตวั อักษร และสพี ื้นด้วย การเลอื กใชส้ ีใด ๆ ก็ควรเป็นสใี นชุดเดยี วกันสาหรับสไลด์ทั้งหมด
ไมค่ วรใชห้ น่ึงสี หนง่ึ ไลด์

3.3) การใช้ Effect ควบคุมการนาเสนอ ไม่ควรใส่ Effect มากเกินไป เพราะจะส่งผลให้
ผู้ชม ผู้ฟัง สนใจ Effect มากกว่าเนื้อหาที่นาเสนอ หรืออาจไม่สนใจการนาเสนอเลยก็ได้ และ Effect ที่มากน้ี
จะเป็น การรบกวนการจดจา การอ่าน หรือการชมอย่างรุนแรง เลือกใช้ Effect ไม่ควรเกิน 3 แบบ ในแต่ละ
สไลด์ควรเลือกใช้ Effectแสดงข้อความท่ีเลื่อนจากขอบ ซ้ายมาขอบขวา ของจอ เน่ืองจากธรรมชาติการอ่าน
ของคนไทยจะอา่ นข้อความจากกรอบบนลงมา และอา่ นจากดา้ นซ้ายไปดา้ นขวา
สือ่ สงั คมออนไลน์ Social Media

ความหมายของ Social Media
กานดา รุณนะพงศา สายแก้ว (ม.ป.ป.) อาจารย์ประจาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ ไดก้ ลา่ ววา่
มีเดยี “Media” หมายถึง ส่ือหรือเคร่ืองมอื ท่ใี ช้เพ่ือการสอ่ื สาร
โซเชยี ล “Social” หมายถึง สงั คมในบริบทของโซเชียลมีเดีย
โซเชียลหมายถึงการแบ่งปันในสังคม ซึ่งอาจจะเป็นการแบ่งปันเน้ือหา (ไฟล์ รสนิยม ความคิดเห็น)
หรือปฏิสัมพันธ์ในสงั คม (การรวมกนั เปน็ กลุ่ม)
Social Media หรือ ส่ือสังคมออนไลน์ หมายถึง ส่ือดิจิทัลหรือซอฟแวร์ท่ีทางานอยู่บนพ้ืนฐานของ
ระบบเว็บหรือเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตท่ีเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทางสังคม ที่มีผู้สื่อสารจัดทาขึ้น โดยท่ี
ผู้เขียนจัดทาขึ้นเอง หรือพบเจอส่ิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองราว เหตุการณ์ บทความ ประสบการณ์ รูปภาพ
วิดีโอและเพลง แล้วนามาแบ่งปันเนื้อหา ข้อมูล ข่าวสาร ประสบการณ์และพูดคุยให้ผู้ใช้ในโลกออนไลน์ใน
เครือข่ายของตนได้รับรู้ ท้งั ข้อความ ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว เสียง กับคนที่อยู่ในสังคมเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว
มีประสิทธิภาพรวมถึงการใช้ประโยชน์ร่วมกัน (Elizabeth, 2012; Jan 2011, อรวรรณ วงศ์แก้วโพธิ์ทอง,
2553)

โซเชยี ลมีเดียมีความสัมพนั ธ์กบั เว็บอย่างไร
โซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บแอปพลิเคชัน 2.0 ซ่ึงจะมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ

ข้อมูล ทีวีและหนังสือพิมพ์ ท่ีเป็นกระดาษเป็นสื่อ แต่เป็นส่ือของการส่ือสารทางเดียว ผู้รับข้อมูลไม่สามารถ
ตอบกลบั ผใู้ ห้ขอ้ มูลทันทีทันใดได้ แต่โซเชียลมีเดียจะเป็นสื่อท่ีมีการสื่อสาร 2 ทาง กล่าวคือผู้รับข้อมูลสามารถ
แสดงความคิดเห็น หรือตอบผู้ให้ข้อมูลได้ การให้ข้อคิดเห็นในบันทึก ในบล็อกหรือ ในวิดีโอการพูดคุยผ่าน
โปรแกรมสนทนาออนไลน์ หรือเว็บบอรด์ การให้ขอ้ คิดเห็นและบันทึก

ขอบข่ายของส่ือโซเชียลมเี ดีย ( Scope of Social Media )
Kommers ( 2011 : online ) อ้างถึงใน สุรศักดิ์ ปาเฮ ได้กล่าวถึงขอบข่ายของส่ือโซเชียลมีเดีย

(Social Media ) ไวด้ งั นี้
1. เป็นส่ือสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงสังคม ( Media for Social Interaction ) ส่ือ Social Media

ก่อใหเ้ กิด ปฏิสมั พันธ์ของสงั คมมนษุ ย์ ผา่ นส่ือเทคโนโลยี ทเี่ หน็ ไดช้ ดั เจนในปัจจุบันได้แก่ การสร้างสัมพันธภาพ
ความเปน็ มติ รของกลุ่มเยาวชนวยั รนุ่ และการสรา้ งเครือข่ายดา้ นอาชีพหรอื การคา้ พาณิชย์ซึ่งปฏิสัมพันธ์ของส่ือ
Social Media ดังกล่าวได้มีพัฒนาการก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ยุคเวบ็ 2.0 ( Web 2.0 ) ในปัจจบุ นั

2. เป็นส่ือแห่งสังคมเครือข่าย ( Networked Communities ) ความนิยมของการใช้สื่อSocial
Media นนั้ คงสืบเน่อื งมาจากประสิทธภิ าพของผู้ใช้เว็บทางคอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพที่ดีกว่ารวดเร็ว
กว่า และสร้างความเชื่อมั่นได้มากของสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียน ผู้เล่นเกม นักวิชาชีพ หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่ว ๆ ไป
ที่พวกเขาสามารถที่จะสร้างความเชื่อมโยงเครือข่ายไปได้ ทุกหนทุกแห่งท้ังกลุ่มเพ่ือนสนิท กลุ่มเพื่อนบ้าน
คณะทางาน หรือเพ่ือนร่วมชั้นเรียน/โรงเรียน ก่อให้เกิดสัมพันธภาพแห่งความเป็นมิตรท่ีแนบแน่นทางส่ือ
Social Media ดงั กลา่ ว

3. เป็นสื่อแห่งการสร้างสัมพันธภาพข้ามมิติ ( Intercrossing Relationships ) สภาพการณ์ทาง
สังคมในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างหลากหลายในมิติต่าง ๆ ทั้งเชิงสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต คุณธรรม
จริยธรรม โดยเฉพาะผลทีเ่ กดิ กบั การศกึ ษาเรียนร้ทู ่ีตอ้ งสร้างความเข้มแข็งและความพร้อมในทักษะความรู้ที่พึง
ประสงค์ให้เกิดกับผู้เรียน ซ่ึงสื่อ Social Media จะช่วยเสริมสร้างทักษะความรู้และโอกาสท่ีดีเหล่านั้นได้หาก
กล่าวในเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ของสื่อ Social media ภายใต้ อิทธิพลของสื่อสังคมหรือ Social
Media เป็นสื่อท่ีมีแหล่งกาเนิดของการใช้ประโยชน์ในเบ้ืองต้นที่เกิดจากจุดมุ่งหมายของการสร้างเพ่ือความ
บันเทงิ การส่ือสารและการมสี ่วนร่วมในสังคมในรูปแบบของสื่อดิจิตอลประเภทต่าง ๆ เช่น การถ่ายภาพ วิดีโอ
การส่งข้อความ ฯลฯ ซึง่ ปรากฏการณต์ ่าง ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนเหลา่ นไ้ี ดข้ ยายวงกว้างในการสร้างประโยชน์ ใช้สอย โดย
ผ่านทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในยุค Web 2.0 ในปัจจุบัน จนกลายเป็นการสร้าง
สังคมแห่งเครือข่าย ( Networking ) ซ่ึงพัฒนาการเหล่านี้ได้เร่ิมวิวัฒน์ก้าวหน้ามาต้ังแต่ปี ค.ศ. 1990 เป็นต้น
มาจนถงึ ปจั จุบัน

อาจสรุปให้เห็นถึงโครงสร้างของขอบข่ายสื่อ Social Media ในยุค Web 2.0 ที่มีความ
เกีย่ วข้องสมั พันธ์กัน ดงั แสดงให้เหน็ จากภาพตอ่ ไปนี้

โซลเชยี ลมีเดยี เพอ่ื การศึกษา
Social Media ท่ีใช้งานกันในปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยสรุปเป็นประเภทใหญ่ ๆ ที่

สามารถนามาประยุกตใ์ ชใ้ นการจดั การเรียนการสอน แบ่งออกเปน็ 5 ประเภท ได้แก่
1) Blog
2) Social Networking
3) Microblog
4) Media Sharing
5) Social News and Bookmaking

Blog
Blog มาจากคาเต็มว่า Weblog บางคร้ังอ่านว่า Weblog , Web Log ซึ่ง Blog ถือเป็นเคร่ืองมือ

สื่อสารท่ีใช้งานบนเว็บไซต์ มีลักษณะเหมือนกับเว็บบอร์ด ผู้ใช้ Blog สามารถเขียนบทความของตนเองและ
เผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ตได้โดยง่าย Blog เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความสามารถในด้านต่างๆ เผยแพร่ความรู้
ด้วยการเขียนได้อย่างเสรี ตัวอย่างเว็บไซต์ที่เป็น Blog เช่น Learners, GotoKnow, wordpress, blogger
เปน็ ตน้

รูปท่ี 1 ตวั อย่าง Blog wordpress
ตวั อยา่ งการใช้บลอ็ กในการจดั การเรียนการสอน

ในการนาบล็อกมาใช้เพือ่ ทากจิ กรรมการเรยี นการสอน ไมไ่ ดห้ มายความวา่ ตอ้ งใชท้ ้งั ภาคเรียนแต่อาจ
เลอื กใช้ในบางกรณีเพื่อทาให้การเรียนการสอนมีเทคนิควิธีการท่ีแปลกออกไป ผู้สอนสามารถนามาประยุกต์ใช้
ได้ ดังน้ี

1. ผู้สอนกาหนดประเด็น การศึกษา โดยการกาหนดประเด็นของเรื่องที่จะให้ผู้เรียนเขียน
หรือบันทึกให้ชัดเจนว่าต้องการเขียนหรือบันทึกเร่ืองอะไร สื่อสารเกี่ยวกับอะไร เช่น ผู้สอนต้ังโจทย์ให้ผู้เรียน
ร่วมกนั เขียนกจิ กรรมเขียนบลอ็ กเกย่ี วกับสง่ิ แวดล้อม

2. ผู้เรียนเริ่มเขียนบันทึก โดยรูปแบบการเขียนมีหลากหลาย เช่น การเขียนแบบเล่าเรื่อง
เขยี นบรรยายสิง่ ทีร่ ู้ กิจกรรม ความประทบั ใจหรือประสบการณ์

3. เมื่อผู้เรียนเขียนบันทึกเสร็จแล้ว อาจมีการแลกเปล่ียนความคิดเห็นกับเพ่ือนในห้อง ซ่ึง
การแลกเปล่ียนเปน็ ส่งิ จาเปน็ เพราะจะนาไปสกู่ ารต่อยอดความรู้

รปู ท่ี 3 ตัวอยา่ งการใชบ้ ล็อกในการจัดการเรียนการสอนกลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย blogger
Social Networking

Social Networking หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นรูปแบบของเว็บไซต์ในการสร้างเครือข่าย
สังคมในอินเทอร์เน็ต เพ่ือให้ผู้ใช้เขียนและอธิบายความสนใจหรือกิจกรรมที่ทา เพ่ือเชื่อมโยงความสนใจและ
กิจกรรมกับผู้อื่นในเครือข่ายสังคม ด้วยการสนทนาออนไลน์ การส่งข้อความ การส่งอีเมล์ การอัปโหลดวิดีโอ
เพลง รูปถ่าย เพ่ือแบ่งปันกับสมาชิกในสังคมออนไลน์ เป็นต้น เครือข่ายสังคมท่ีเป็นท่ีนิยมในปัจจุบัน เช่น
Facebook, Instagram และ Google เป็นต้น

ปัจจุบัน Facebook เป็นที่นิยมมากท่ีสุดในโลก ประเทศไทยเองก็มีผู้ใช้ Facebook ติดอับดับโลก
เชน่ เดยี วกัน จาก Zocialincเว็บไซตท์ ท่ี าการสารวจและเปรียบเทียบอตั ราการเตบิ โตของประชากร Facebook
ท้งั ของทวั่ โลก ไดเ้ ผยสถติ เิ กี่ยวกับประชากร Facebookท้ังในไทย และทุกประเทศในประชาคมอาเซียน (AEC)
ล่าสดุ ณ 17 เมษายน 2558

Zocialinc ได้สรุปผลสารวจว่า ประเทศไทยมีประชากร facebook มากเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน
อยู่ที่ 35 ล้านบัญชี ซึ่งเป็นรองจาก อินโดนีเซีย ท่ีมีมากถึง 74 ล้านบัญชี และ ฟิลิปปินส์ อยู่ท่ี 44 ล้านบัญชี
โดยประชากร Facebook ในประเทศไทยเติบโตข้ึน 34.62%ทั้งน้ี ไทยมียอดเติบโตของผู้ใช้ facebook มาก
เป็นอันดับ 5 ของอาเซียน ที่น่าสนใจคือ ประเทศพม่า มียอดผู้ใช้ facebook เติบโตสูงมากเกือบ 2 เท่า
เพราะกาลงั เป็นทจี่ บั ตามองของนักลงทุนและกลุ่มคน ทีห่ วังเข้าไปขยายธรุ กิจของตัวเอง

หากแยกเป็นรายจงั หวดั จงั หวดั ทีม่ ีประชากร Facebook หนาแน่นมากท่ีสุด ไดแ้ ก่
กรงุ เทพมหานครฯ 20 ลา้ นบญั ชี
เชียงใหม่ 960,000 บัญชี
นครราชสมี า 780,000 บัญชี
นนทบรุ ี 600,000 บญั ชี
ชลบุรี 540,000 บัญชี

หากแบง่ ประชากร facebook เจาะลึกแบบแบง่ เป็นขอ้ มลู เพศชายหญิงละก็ มขี ้อมูลที่นา่ สนใจคือ
ประชากร Facebook เพศชาย 17.11 ล้าน บญั ชี
เป็นโสด 3.3 ลา้ นบัญชี
กาลงั คบหา 1.3 ลา้ นบญั ชี
สนใจใน เพศตรงข้าม 3.3 ลา้ นบัญชี
สนใจ ในเพศเดยี วกัน 330,000 บญั ชี
ประชากร Facebook เพศหญิง 17.14 ลา้ น บญั ชี
เปน็ โสด ทงั้ หมด 3.5 ล้านบัญชี
กาลงั คบหา 1.4 ล้านบัญชี
สนใจใน เพศตรงขา้ ม 2.2 ล้านบัญชี
สนใจ ในเพศเดยี วกนั 662,040 บัญชี

ตวั อย่างการใชF้ acebook ในการจัดการเรยี นการสอน
Facebook (เฟซบ๊คุ ) คือ บริการเครือขา่ ยสังคมออนไลน์ ทผี่ ้ใู ชส้ ามารถสร้างข้อมลู ส่วนตัว เพ่มิ

รายชอ่ื ผใู้ ช้อน่ื ในฐานะเพ่ือนและแลกเปลี่ยนข้อความ ติดต่อส่ือสาร รวมถึงต้ังประเด็นถามตอบในเร่ืองที่สนใจ
โพสต์รูปภาพ โพสต์คลิปวิดีโอ เขียนบทความหรือบล็อก สนทนาแบบโต้ตอบทันที นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถ
ร่วมกลุ่มความสนใจส่วนตัว จัดระบบตามสถานที่ทางาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรืออื่น ๆ และสามารถทา
กิจกรรมต่าง ๆ ผ่านแอพลิเคช่ันเสริม (Applications) ท่ีมีอยู่มากมาย ซ่ึงแอพลิเคชั่นดังกล่าวได้ถูกพัฒนา
เพม่ิ เติมข้นึ อย่างตอ่ เน่ือง การใช้งานเฟซบ๊คุ ผู้ใชจ้ ะคอยอัพเดทแบง่ ปันข้อมูลข่าวสารซ่ึงกันและกัน ท้ังกลุ่มที่อยู่
ในเฟซบุ๊คหรือ แม้แต่ผู้ใช้เว็บไซต์อ่ืนท่ีเชื่อมต่อกับเฟซบุ๊ค ยังสามารถสื่อสาร ส่งต่อหรือแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร
ตา่ ง ๆ ทาให้สังคมออนไลนบ์ นเฟซบุ๊คเปน็ เครือข่ายทีก่ ว้างขวางและเขม้ แขง็ มาก

ในการนาเฟซบุค๊ มาใชเ้ พือ่ กิจกรรมการเรียนการสอนน้ัน สามารถนาเฟซบุ๊คมาใช้การแบง่ ปัน
เร่ืองราว ความรู้ แง่คิด ประสบการณ์ ทาให้เราเรียนรู้เร่ืองราวชีวิตของผู้อื่น สามารถนาส่ิงท่ีได้มาปรับใช้ได้
การเรยี นรูร้ ว่ มกนั ผา่ นเฟซบุค๊ ทาไดโ้ ดยสร้างกลมุ่ เพ่ือการเรียนรเู้ ร่ืองทีส่ นใจรว่ มกนั และสามารถนาเฟซบุ๊คไปใช้
ในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้เป็นกิจกรรมหลัก หรือการเสริมบทเรียน โดยการสร้างเป็นกลุ่มเรียนแล้ว
นาเสนอสื่อการสอนในรูปแบบของเน้ือหา บทความ สื่อมัลติมีเดีย การนา เสนองาน ผลงาน ฯลฯ ทาให้เกิด
ความน่าสนใจ เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ครูและนักเรียนสามารถแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการพูดคุย แสดง
ความคดิ เห็น การสอบถาม การให้คาแนะนาและคาปรึกษา ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ที่มีโอกาสเรียนรู้มากย่อมได้เปรียบ จะเห็นได้ว่าเฟซบุ๊คสามารถสร้างประโยชน์
โดยเปน็ แหล่งเรยี นรไู้ ดอ้ กี ช่องทางหนง่ึ
รูปที่ 5 ตัวอยา่ งการจดั กิจกรรมการเรยี นรบู้ นเฟซบุ๊ก

นอกจากนี้ เฟซบกุ๊ มีซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้ หรอื แอพพลิเคชั่น (Applications) เพื่อการศึกษาจานวน
มากที่จะชว่ ยอานวยความสะดวกให้แกผ่ ู้สอนในการเตรียมเน้ือหาการสอนและแลกเปล่ียนประสบการณ์ใหม่ ๆ
ยกตัวอยา่ งเช่น “ไฟล์ (Files)” สาหรบั อพั โหลดแฟมู ข้อมูลให้กับผเู้ รียน “เมกอะควิซ (Make a Quiz)” สาหรับ
สร้างคาถามออนไลน์เพ่ือทดสอบความรู้ของผู้เรียน “คาเลนเดอร์ (Calendar)” สาหรับสร้างปฏิทินแจ้งเตือน
กาหนดการต่าง ๆ “คอร์ส (Course)” สาหรับจัดการเน้ือหาการเรียนการสอน นอกจากน้ี ยังมีแอพพลิเคชั่นท่ี
จะช่วยอานวยความสะดวก ในการเรียนและแบ่งปันเรื่องราวท่ีเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้สาหรับผู้เรียน
ตัวอย่างเช่น “วีรีด (weRead)” สาหรับจัดการรายช่ือหนังสือให้ผู้สนใจร่วมแสดงความคิดเห็น และ “คลาส
โน้ตส์ (Class Notes)”สาหรับถ่ายภาพในขณะที่ครูผู้สอนเขียนเน้ือหาบนกระดาน หรือคัดลอกเนื้อหาที่เรียน
แลว้ นาไปโพสตอ่ เพอ่ื แบง่ ปนั ผ้อู ่นื ได้ (ศรีศักด์ิ จามรมาน, 2554)
Micro Blog

Micro Blog เป็นรูปแบบหนึ่งของ Blog ที่จากัดขนาดของข้อความที่เขียน ผู้ใช้สามารถเขียน
ขอ้ ความได้ส้ันๆ ตัวอย่างของ Micro Blog เช่น Twitter, Pownce, Jaiku และ tumblr เป็นต้น โดย Twitter
เป็น Micro Blog ที่มีผู้นิยมใช้มากท่ีสุด กล่าวคือสามารถเขียนข้อความแต่ละคร้ังได้เพียง 140 ตัวอักษร โดย
แรกเริ่มเดิมที ผู้ออกแบบ Twitter ต้องการให้ผู้ใช้ เขียนเร่ืองราวว่าคุณกาลังทาอะไรอยู่ในขณะน้ี (What are
you doing?) แต่กิจการต่าง ๆ กลับนา Twitter ไปใช้ในทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการบอกต่อเพ่ิม

ยอดขาย สรา้ ง Brandหรอื เป็นเครอื่ งมือสาหรบั การบรหิ ารความสัมพันธล์ ูกคา้ (CRM)ทั้งนี้เรายังสามารถใช้เป็น
เคร่ืองมือในการประชาสัมพันธ์บทความใหม่ ๆ บน Blog ของเราได้ด้วย Twitter นั้นเป็นนิยมข้ึนมากอย่าง
รวดเร็ว จนทาให้เว็บไซต์ประเภท Social Network ต่าง ๆ เพิ่ม Feature ท่ีให้ผู้ใช้สามารถบอกได้ว่าตอนนี้
กาลังทาอะไรกันอยู่ นั้นก็คือการนา Microblog เขา้ ไปเปน็ สว่ นหนึ่งดว้ ยนัน้ เอง
ตวั อยา่ งการใช้ Twitter ในการจดั การเรยี นการสอน

Twitter (ทวิตเตอร์) คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการ blog สั้น หรือท่ีภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Micro-Blog
ซ่งึ สามารถให้ผูใ้ ช้สง่ ข้อความของตนเองให้ผู้อน่ื ทตี่ ดิ ตามทวติ เตอรข์ องผู้เขียนอย่นู ้ัน สามารถอ่านได้และผู้เขียน
เองก็สามารถอ่านข้อความของเพ่ือน หรือคนท่ีกาลังติดตามผู้เขียนอยู่ได้ ซ่ึงทวิตเตอร์ก็ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์
ประเภท social Media ด้วยเช่นกัน ในรูปแบบของทวิตเตอร์น้ีที่เรียกว่าเป็น blogส้ันก็เพราะว่าทวิตเตอร์ให้
เขียนข้อความได้ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษร ซ่ึงข้อความน้ี เม่ือเขียนแล้วจะไปแสดงอยู่ในหน้า Profile ของ
ผูเ้ ขียน และจะทาการสง่ ขอ้ ความนไี้ ปยังสมาชิกที่ติดตามผูเ้ ขียนคนน้ันอยู่ (follower) โดยอัตโนมัติโดยสามารถ
ใชไ้ ดท้ ้งั จากคอมพิวเตอรส์ ว่ นบุคคลหรอื จากโทรศัพท์มือถือ

ทวติ เตอรจ์ ัดอย่ใู นกลมุ่ ไมโครบลอ็ ก ซงึ่ ลักษณะร่วมของไมโครบลอ็ ก มดี ังน้ี
1. มีการจากดั ความยาวของขอ้ ความ กาหนดไวท้ ่ี 140 ตัวอกั ษร
2. มชี อ่ งทางการส่งข้อความและรับข้อความท่ีหลากหลาย เช่น โทรศัพท์มือถือ/เว็บไซต์โปรแกรมท่ี
เขียนข้ึนมาพเิ ศษ (Client)โดยสามารถตดิ ตอ่ ผ่าน API
3. เผยแพร่ข้อมูลแบบกระจาย (Broadcasting) มีลักษณะคล้ายกับการส่งข้อความส้ัน (SMS) แต่
ขอ้ ความไม่ไดน้ าสง่ เฉพาะระหวา่ งผู้ส่งและผูร้ ับเพยี งสองคนเทา่ นนั้ แตย่ งั สง่ ไปถงึ ผูใ้ ช้งานท่ตี ิดตามดว้ ย
4. มีขอ้ มลู หลากหลายเน่ืองจากมผี ูใ้ ชง้ านเป็นจานวนมาก
5. ข้อมูลมักถูกล้างออกไปจากระบบเม่ือถึงระยะเวลาหน่ึง (Flooded) เน่ืองจากมีการโพสต์
ข้อความมาก ขอ้ ความใหมจ่ ะแทนทีข่ อ้ ความเก่า
6. มีความง่ายในการใช้งาน ดว้ ยข้อจากัดของจานวนอกั ขระ ทาให้ข้อความมขี นาดส้ันไม่เสียเวลาใน
การพิมพ์ข้อความ จึงเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ส่งข้อมูลเข้าไปในระบบได้บ่อยเท่าท่ีต้องการ ส่งผลให้
เกิดการกระจายขอ้ มลู จากปากตอ่ ปาก (Words of Mouth) ไดง้ ่าย
รปู ท่ี 6 ตวั อย่างการใชท้ วติ เตอร์
นอกจากน้ี Davis (2008) กลา่ วว่า ทวติ เตอร์สามารถนามาใช้เป็นเครื่องมือสาหรับการเรียนการสอน
ดงั น้ี
1. สามารถใชไ้ ดท้ ั้งในหอ้ งเรียน และนอกหอ้ งเรยี นเพ่ือการสอื่ สารถึงกิจกรรมการเรียนการสอน
2. สามารถใช้เป็นเคร่ืองมือสาหรับการระดมความคิดเห็นและการส่ือสาร ด้วยข้อจากัดเพียง 140
ตัวอกั ษร จึงเปน็ การฝึกทักษะในการสอ่ื สารท่ีกระชับตรงประเด็น
3. สามารถเป็นช่องทางสาหรับการรับฟังความคิดเห็น โดยผู้เรียนสามารถส่งคาถาม ความคิดเห็น
หรือข้อสังเกตเข้าไปในเครอื ข่ายเพื่อเรียนรรู้ ่วมกันได้
4. สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการทางานร่วมกันระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย ประเทศท่ีห่างกัน
ได้

5. สามารถใชเ้ ป็นเครอื่ งมือสาหรบั การประชุม สัมมนา การนาเสนอความคิดจากคนหมมู่ ากท่ี
สามารถอัพเดทข้อมูลไดอ้ ย่างรวดเรว็

6. สามารถใชเ้ ป็นหอ้ งเรียนเสมอื นสาหรบั การอภิปรายแสดงออกทางความคิด
7. สามารถใช้เป็นเคร่ืองมือสาหรับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี เป็นเคร่ืองมือ
การเพอ่ื ค้นพบแหลง่ ความร้ใู หม่
8. สามารถใช้เปน็ เครือ่ งมอื เพอื่ สรา้ งเครือข่ายกลมุ่ คนทม่ี ีความสนใจรว่ มกัน
9. สามารถใชเ้ ปน็ เครือ่ งมอื สาหรับสะท้อนความคดิ เหน็ ของผู้เรยี นและผู้สอน
10. สามารถใหผ้ ลลัพธท์ างด้านการอัพเดทขา่ วสารไดม้ ีประสิทธิภาพมากกว่าอาร์เอสเอสฟีด
(RSSfeed) งา่ ยตอ่ การรบั และการสง่ ข้อมูล เพราะมีชอ่ งทางในการใช้บริการทีห่ ลากหลาย
ในการนาทวิตเตอร์มาใช้เพ่ือเป็นส่วนหน่ึงในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนศึกษา
คน้ ควา้ ข้อมลู เพิ่มเติม โดยผสู้ อนสามารถนามาประยุกตใ์ ช้ได้ ดังนี้
1. แนะนาใหผ้ ู้เรียนติดตามผ้เู ชี่ยวชาญ ในหัวขอ้ ที่เก่ยี วข้องกับการเรียนการสอนในเน้ือหาวิชา
2. นาเสนอและติดตามหัวข้อที่สนใจโดยการใช้แท็กท่ีข้ึนต้นด้วย (hash tag) ซึ่งหากผู้ใช้ทวิตเตอร์
คลิกทีแ่ ท็กดังกล่าวก็จะเห็นข้อความทวตี ที่มแี ท็กเหลา่ น้นั
3. สร้างกล่มุ ท่ีสนใจเร่อื งเดียวกัน หรือเข้าร่วมเรียนวิชาเดียวกัน หรือกิจกรรมเดียวกัน โดยการใช้
แท็กที่ข้ึนต้นด้วย ข้อความที่เกี่ยวข้องกับวิชานี้จะมีแท็กท่ีขึ้นต้นด้วย xmlws นอกจากนี้ได้ใช้ฟังก์ชันรายช่ือ
(list) ของทวิตเตอร์เพื่อดูข้อความทวีตของผู้เรียนทุกคนในวิชาที่สอน ซ่ึงการใช้ฟังก์ชันรายช่ือน้ีเปรียบเสมือน
การสรา้ งกลมุ่ ซงึ่ ในท่นี ี้ก็คือกลมุ่ ของบญั ชที วิตเตอร์ของผเู้ รยี นทส่ี อน
Media Sharing
Media Sharing เป็นเว็บไซต์ท่ีให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดรูปภาพ แฟูมข้อมูล เพลง หรือวิดีโอเพื่อ
แบ่งปันให้กับสมาชิก หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ตัวอย่างเว็บไซต์ที่เป็น Media Sharing เช่น Youtube,
Flickr และ 4shared เปน็ ตน้
ตวั อย่างการใช้ Youtube ในการจดั การเรียนการสอน
Youtube เป็นเว็บไซต์ท่ีมีลักษณะเปิด ให้ใครก็ได้นาคลิปวิดีโอที่ตนมีอยู่ไปฝากไว้โดยใช้ระบบการ
ใหบ้ รกิ ารโดยใชโ้ ปรแกรมAdobe Flash เรยี บเรียงเนือ้ หาบนเว็บไซตร์ วมไปถงึ ไฟลว์ ีดิโอต่าง ๆ และสามารถนา
ฟังก์ชันต่าง ๆ ที่เว็บสร้างข้ึนมาไปช่วยในการเผยแพร่คลิปน้ัน ๆ โดยมีเคร่ืองมือที่สาคัญคือ Embed Code ที่
ใช้ สาหรับแพร่กระจายคลิปต่าง ๆ ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ท่ัวโลก โดยผู้ใช้สามารถใส่ภาพวีดิโอเข้าไป เปิดดูภาพ
วีดิโอท่ีมีอยู่และแบ่งปันภาพวีดิโอใหผ้ อู้ น่ื ดไู ด้
ใน YouTube จะมขี ้อมูลเน้อื หารวมถงึ คลปิ ภาพยนตรส์ ั้น ๆ และคลิปที่มาจากรายการโทรทัศน์
มวิ สิกวดิ ีโอ และวดิ ีโอบล็อกล้ิง (ซึ่งเป็นการสร้างบล็อกโดยมีส่วนของข้อมูลที่เป็นภาพ วิดีโอ เป็นส่วนประกอบ
ด้วย โดยเฉพาะเป็นภาพวิดีโอที่เกิดจากมือสมัครเล่นถ่ายกันเอง) โดยไฟล์วีดิโอท่ีเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ส่วน
ใหญ่ เปน็ เพียงไฟลค์ ลิปส้นั ๆ เท่านน้ั ความยาวเพยี งไม่กน่ี าที ทาให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าชมได้ง่าย โดยมีการ
แบ่งประเภทและจัดอันดับไฟล์วีดิโอ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ล่าสุด ไฟล์ท่ีมีผู้ชมมากท่ีสุด ไฟล์ที่ได้รับความนิยมมาก

ทสี่ ุด เพ่อื ใหผ้ ชู้ มสามารถเลอื กชมไดอ้ ยา่ งสะดวก และยงั มีบริการท่ีสามารถดูวีดิโอได้ทีละเฟรม โดยเลือกดูส่วน
ใดของวีดิโอก็ได้
ภาพท่ี ตัวอยา่ ง Youtube
YouTube สาหรับโรงเรยี น (Youtube for Schools)

ประโยชน์ของ YouTube สาหรบั โรงเรยี น (Youtube for Schools)
1. กว้างขวางครอบคลุม YouTube สาหรับโรงเรียนเปิดโอกาสให้โรงเรียนต่าง ๆ เข้าถึง

วิดีโอเพื่อการศึกษาฟรีนับแสนรายการจาก YouTube EDU วิดีโอเหล่าน้ีมาจากองค์กรที่มีช่ือเสียงต่าง ๆ เช่น
Stanford, PBS และ TED รวมท้ังจากพนั ธมิตรที่กาลังได้รับความนิยมของ YouTube ซึ่งมียอดผู้ชมนับล้าน ๆ
คน เชน่ Khan Academy, Steve Spangler Science และ Numberphile

2. ปรับแก้ได้ สามารถกาหนดค่าเน้ือหาที่ดูได้ในโรงเรียนของคุณ โรงเรียนทั้งหมดจะได้รับ
สิทธ์ิเข้าถึงเน้ือหา YouTube EDUทั้งหมด แต่ครูและผู้ดูแลระบบอาจสร้างเพลย์ลิสต์วิดีโอที่ดูได้เฉพาะใน
เครือขา่ ยของโรงเรียนเท่าน้นั ได้เช่นกนั

3. เหมาะสมสาหรับโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนและครูสามารถลงชื่อเข้าใช้และดูวิดีโอใด ๆ
ก็ได้ แต่นักเรียนจะไม่สามารถลงชื่อเข้าใช้และจะดูได้เฉพาะวิดีโอ YouTube EDU และวิดีโอที่โรงเรียนได้เพ่ิม
เข้าไปเท่านั้น ความคิดเห็นและวิดีโอที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกปิดใช้งานและการค้นหาจะจากัดเฉพาะวิดีโอ
YouTube EDU เทา่ นัน้

4. เป็นมิตรกับครู YouTube.com/Teachers มีเพลย์ลิสต์วิดีโอนับร้อยรายการท่ีได้
มาตรฐานการศึกษาทว่ั ไป และจดั ระเบียบตามหัวเรื่องและระดับช้ัน เพลย์ลิสต์เหล่าน้ีสร้างข้ึนโดยครูเพ่ือเพื่อน
ครูด้วยกนั ดงั นน้ั คุณจึงมเี วลาในการสอนมากขึ้นและใช้เวลาค้นหาน้อยลง

ในการนา Youtube มาประยุกต์ใชใ้ นการเรยี นการสอน สามารถทาไดด้ งั นี้
1. ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน เช่น สาธิตวิธีการทาอาหารเพ่ือให้ผู้เรียนเห็นภาพ

จรงิ สามารถนาไปปฏบิ ตั ไิ ด้ หรือสอนภาษาอังกฤษ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และผู้เรียนสามารถนนาไป
ต่อยอดการเรยี นรู้ได้

2. ผู้สอนสร้างกลุ่มของผู้เรียนแต่ละกลุ่มจากนั้นใช้ Youtube ในการเผยแพร่ผลงานของ
ผูเ้ รียน โดยให้ผเู้ รียน จัดทาผลงาน จากนัน้ นาเสนอผลงานผ่านทาง Youtube จากนั้นแบ่งปันให้เพ่ือนสามารถ
เข้าไปดูผลงานได้

3. ผเู้ รยี นใชเ้ ป็นแหล่งสบื ค้นขอ้ มูล ความรู้ ขา่ วสาร เพิ่มเติมจากในหอ้ งเรียน
Social News and Bookmarking

Social News and Bookmarking เป็นเว็บไซต์ที่เช่ือมโยงไปยังบทความหรือเนื้อหาใน
อินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้เป็นผู้ส่งและสามารถให้คะแนนและเลือกบทความหรือเน้ือหาใดที่น่าสนใจที่สุดได้ ผู้ใช้
สามารถ Bookmarkเนือ้ หาหรือเวบ็ ไซต์ทีช่ ืน่ ชอบได้ รวมทง้ั ยังแบ่งปนั ให้กับผ้อู ่ืนไดด้ ว้ ย

ตัวอยา่ งการใช้ Social News and Bookmarking ในการจดั การเรียนการสอน
Social News เป็นเว็บไซต์กลุ่มข่าวสารที่ผู้ใช้สามารถส่งข่าว โดยผสม social bookmarking บล็อก

และการเช่ือมโยงเนื้อหาเว็บเข้าด้วยกัน และมีการกรองคัดเลือกเนื้อหาในลักษณะการร่วมลงคะแนนท่ีทุกคน
เท่าเทียมกนั เนื้อหาข่าวและเว็บไซต์จะถูกส่งเข้ามาโดยผู้ใช้จากนั้นจะถูกเลื่อนให้ไปแสดงท่ีหน้าแรกผ่านระบบ
การจัดอันดับโดยผู้ใช้ ซ่ึงข่าวอาจอยู่ในรูปแบบของส่ิงพิมพ์การกระจายเสียง อินเทอร์เน็ต การบอกเล่า
เร่ืองราวของ บคุ คลอืน่ หรอื กลุ่มคน Social Media ชนิดนเ้ี ปน็ เครอ่ื งมอื ในการบอกตอ่ และสรา้ งจานวนคนเข้า
มายงั ทเี่ วบ็ ไซต์ ตัวอย่างเว็บไซตป์ ระเภทน้ี เช่น Current TV , หนงั สือพิมพอ์ อนไลน์ เป็นตน้

Social Bookmarking เปน็ บรกิ ารบนเวบ็ ไซต์สาหรับผ้ใู ช้อินเทอร์เน็ต โดยการแบ่งปันการค่ันหน้าไว้
บนเว็บไซต์ผู้ให้บริการ เพื่อรวบรวม จัดเก็บ แบ่งหมวดหมู่ สืบค้น และโดยเฉพาะเพื่อการแบ่งปันเว็บไซต์หรือ
เน้ือหาบนเว็บไซต์แกค่ นอ่นื ๆ ที่สนใจ ซง่ึ เป็นส่วนหน่ึงของ Social News เช่น Digg เปน็ ต้น
ในการนา Social News และ Social Bookmarking มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ผู้สอนอาจใช้เป็น
แหล่งค้นคว้าหาข้อมูลเพม่ิ เติมเนื้อหา หรือนาเน้อื หาในขา่ วมาเป็นประเด็นคาถาม ในการเรยี นเพอื่ ฝกึ ให้
ผเู้ รยี นไดค้ ิดวเิ คราะห์เหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ โดยอาจทาได้หลายวิธี เช่น ผู้สอนเป็นผู้นาข่าวมาเป็นประเด็นให้ผู้เรียน
ตอบ ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันหาเนื้อหาแล้วนามาอภิปรายร่วมกัน หรือให้ผู้เรียนจัดกลุ่มแล้วช่วยกันเลือก
ประเด็นแล้วอภิปรายภายในกลุ่ม โดยใช้ Social Bookmarking เป็นแหล่งในการรวบรวมความรู้และจัดเก็บ
ขอ้ มลู จากการสบื ค้นของกลุม่ เพื่อแบ่งปนั ให้เพ่ือนในหอ้ ง เปน็ ต้น
แนวทางและความเป็นไปได้ในการแกไ้ ขปัญหา

การใช้งานโซเชียลมีเดียในเบื้องต้น เป็นการใช้งานส่วนบุคคล ที่สามารถใช้ได้อย่างเสรี แต่เม่ือนามา
เป็นสว่ นหน่งึ ในการเรยี นการสอนต้องคานึงถงึ ความเหมาะสมในการสืบค้นและนาเสนอข้อมูลเช่น การนาเสนอ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องหรือความทันสมัยของข้อมูล การแชร์ข้อมูลจาก
แหล่งข้อมูลท่ีมีอคติหรือความลาเอียง หรือ การนาข้อความ เอกสาร ภาพ หรือ วิดีโอ มาใช้ โดยไม่อ้างอิง
แหลง่ ที่มา (จารุวัจน์ สองเมือง, 2554; จไุ รรตั น์ ทองคาช่นื ววิ ฒั น์, 2552; Antony Mayfield, 2008)

หากครูยังไมส่ ามารถใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมกับรูปแบบหรือกิจกรรมการ
เรียนการสอน และใช้เทคโนโลยีท่ีมีอยู่ไม่คุ้มค่าตามงบประมาณท่ีรัฐบาลสนับสนุน จะส่งผลให้นักเรียนไม่
สามารถพัฒนาความรู้และทักษะที่ต้องการได้เต็มศักยภาพ จึงขอยกตัวอย่างแนวทางในการนาโซเชียลมีเดียมา
ใช้จัดการเรียนการสอนไดอ้ ย่างถกู ต้องและเหมาะสม ดงั นี้

1) หากครูต้องการนาเสนอข้อมลู จากเวบ็ ไซต์ต่าง ๆ ควรตรวจสอบความถูกต้อง หรือความทันสมัย
ของข้อมูล โดยการตรวจสอบข้อมูลจากต้นฉบับ หรือหาแหล่งที่มาของผู้เผยแพร่จากองค์การหรือบุคลที่
นา่ เชอื่ ถอื

2) ควรมีการไตร่ตรองในการแบ่งปัน (share) ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ หรือควรสืบค้นข้อมูลข่าวสาร
จากหลากหลายทมี่ า

3) การนาขอ้ ความ เอกสาร ภาพ หรอื วดิ ีโอ มาใช้ ควรมีการอา้ งองิ แหล่งที่มาอย่างชดั เจนบทสรปุ
ส่ือสังคม หรือส่ือ Social Media เป็นส่ือทางการศึกษาเรียนรู้ในยุคแห่งสังคมออนไลน์ที่กาลัง
ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในการปรับใช้ในวงการศึกษา ดังนั้นผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องทุกฝุาย ต้องตระหนักและ

มองเห็นความสาคัญต่อส่ือดังกล่าวรวมท้ังการกาหนดแนวทางของการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ทาง
สังคมในปัจจุบัน ซ่ึง Social Media ในหลากหลายประเภทที่กล่าวถึงในเบื้องต้นน้ันคงเป็นสื่อการศึกษาท่ีต้อง
เข้ามามีบทบาทสาคัญต่อการศึกษาเรียนรู้ในสังคมอย่างแน่นอนจึงเป็นประเด็นสาคัญที่ทุกฝุายต้องตระหนัก
และเตรยี มรบั การเปลยี่ นแปลงที่เกิดข้ึน

Social Media มอี ิทธพิ ลต่อชวี ติ ประจาวันของเด็กและเยาวชน เป็นเครื่องมอื สาคัญในการ
ตดิ ตอ่ ส่อื สาร แหล่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ผู้สอนสามารถนา Social Media มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน
เพื่อเป็นสิ่งดึงดูดใจของผู้เรียนได้เป็นอย่างดีเพราะปัจจุบัน Social Media เป็นเทคโนโลยีที่นับได้ว่าเป็นส่วน
หนึ่งในชีวิตประจาวนั ของผ้เู รยี นไปแลว้ ซึ่งผูเ้ รียนให้ความสนใจและเรยี นรู้ไดเ้ ป็นอย่างมาก

ภาพที่ 8.1 : การนาเสนองานผา่ นสอื่ ออนไลน์

แหล่งอ้างองิ

asrisuk.ac.th การนาเสนองานผ่านสือ่ ออนไลนแ์ ละจริยธรรมของผู้ใช้สื่อ (ระบบออนไลน)์
แหลง่ ท่ีมา : https://asrisuk.ac.th (18 กนั ยายน 2563)

https://thekhnoloyi-m-3/kar-chi-thekhnoloyi จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ (ระบบออนไลน)์
แหล่งที่มา : https://thekhnoloyi-m-3/kar-chi-thekhnoloyi (18 กนั ยายน 2563)

sites.google.com/site/babest0007 หลกั การพนื้ ฐานของการนาเสนอผลงาน (ระบบออนไลน)์
แหลง่ ที่มา : https://sites.google.com/site/babest0007 (18 กันยายน 2563)

จดั ทาโดย
นางสาวปรียา ปนั ธิยะ
สาขาวิชาการจัดการสานักงาน


Click to View FlipBook Version