The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือหรือแนวทางการปฏิบัติงานการสอบสวนคดีพิเศษ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือหรือแนวทางการปฏิบัติงานการสอบสวนคดีพิเศษ

คู่มือหรือแนวทางการปฏิบัติงานการสอบสวนคดีพิเศษ

1 คู่มือหรือแนวทางการปฏิบัติงานการสอบสวนคดีพิเศษ (ประเภทคดี..กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค, กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย, กฎหมายว่าด้วยอาหาร, กฎหมายว่าด้วยยา และกฎหมายว่าเครื่องสำอาง..) ส่วนที่ ๑ รายละเอียดเกี่ยวกับความผิดอาญา ๑.๑ คดีความผิดทางอาญา ๑.๑.๑ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค คดีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๔๗ และมาตรา ๔๘ ที่มีลักษณะตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๓) (๔) (๕) โดยระบุอยู่ในบัญชี ท้ายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิด ที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๔ คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีลักษณะมีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าสินค้าหรือบริการ ตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจํานวนผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป ๑.๑.๒ กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คดีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๒๐ ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๒๐ ทวิ วรรคสอง, มาตรา ๒๐ ตรี วรรคหนึ่ง, มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๒๑ ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๒๑ ทวิ วรรคสอง, มาตรา ๒๑ ตรี วรรคหนึ่ง, มาตรา ๓๓ วรรคสอง และมาตรา ๓๓ วรรคสี่ โดยระบุอยู่ในบัญชีท้ายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๘ คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่มีลักษณะเป็นคดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา ๔๘ มาตรา ๔๘ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่า มีมูลค่าผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจํานวนผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปหรือมีจํานวนผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรืออาจเป็นอันตรายต่อประชาชน จํานวนห้าหมื่นหน่วยขึ้นไปตามชนิดของผลิตภัณฑ์ ๑.๑.๓ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย คดีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๓ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๕ (๑) (๒) (๔) และ(๕) โดยระบุอยู่ในบัญชีท้ายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒๐. คดีความผิดตามกฎหมายว่า ด้วยวัตถุอันตรายที่มีลักษณะ


2 (๑) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีวัตถุอันตรายในความครอบครองตั้งแต่ห้าสิบ ลูกบาศก์เมตรหรือห้าสิบตันขึ้นไป หรือมีจํานวนผู้ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป (๒) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา ๗๔ มาตรา ๗๕ มาตรา ๗๖ และ มาตรา ๗๘ แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่า วัตถุอันตรายตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจํานวนผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป ๑.๑.๔ กฎหมายว่าด้วยอาหาร คดีความผิดทางอาญาที่ระบุอยู่ในบัญชีท้ายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๖ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๑ คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร ที่มี บทกำหนดโทษตามมาตรา ๕๘ มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๑ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าของกลางตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจำนวน ผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป ๑.๑.๕ กฎหมายว่าด้วยยา คดีความผิดทางอาญาที่ระบุอยู่ในบัญชีท้ายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๖ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยา ที่มีบทกำหนด โทษตามมาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๒๒ และ มาตรา ๑๒๔ แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่า ของกลางตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจำนวนผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป ๑.๑.๖ กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง คดีความผิดทางอาญาที่ระบุอยู่ในบัญชีท้ายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๖ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๓ คดีความผิดตามกฎหมายว่าเครื่องสำอาง ที่มี บทกำหนดโทษตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง มาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง มาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๗๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง มาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๘๔ แห่งพระราชบัญญัติ เครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าของกลางตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจำนวนผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป ๑.๒ ความหมาย/รูปแบบการกระทำความผิด ๑.๒.๑ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ความหมาย “ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ซึ่งได้รับการ เสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือ ผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม


3 “สินค้า” หมายความว่า สิ่งของที่ผลิตหรือมีไว้เพื่อขาย “บริการ” หมายความว่า การรับจัดทำการงาน การให้สิทธิใดๆ หรือการให้ใช้หรือให้ประโยชน์ ในทรัพย์สินหรือกิจการใดๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อื่นแต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงาน ตามกฎหมายแรงงาน “ซื้อ” หมายความรวมถึง เช่า เช่าซื้อ หรือได้มาไม่ว่าด้วยประการใดๆ โดยให้ค่าตอบแทน เป็นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น “ขาย” หมายความรวมถึง ให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใดๆ โดยเรียก ค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น ตลอดจนการเสนอหรือการชักชวนเพื่อการดังกล่าวด้วย “ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย “ข้อความ” หมายความรวมถึงการกระทำให้ปรากฏด้วยตัวอักษร ภาพ ภาพยนตร์ แสง เสียง เครื่องหมายหรือการกระทำอย่างใดๆ ที่ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจความหมายได้ “โฆษณา” หมายความถึง กระทำการไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า รูปแบบการกระทำความผิด ๑. เป็นเรื่องเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ๒. เกี่ยวกับผู้บริโภคเป็นการทั่วไป อนึ่ง มาตรา ๒๑ ได้กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการใดได้บัญญัติเรื่องใดไว้ โดยเฉพาะ ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น และให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้ไปใช้บังคับได้ เท่าที่ไม่ซ้ำหรือขัดกับบทบัญญัติดังกล่าว หากการฝ่าฝืนบทบัญญัติที่นำไปใช้นั้นเป็นความผิดและมีโทษตาม พระราชบัญญัตินี้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย ๑.๒.๒ กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ความหมาย “มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม" หรือ มอก. คือ ข้อกําหนดทางวิชาการที่สํานักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)ได้กําหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้ผลิตในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพใน ระดับที่เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุดโดยจัดทําออกมาเป็นเอกสารและจัดพิมพ์เป็นเล่ม ภายใน มอก. แต่ละเล่มประกอบด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น เกณฑ์ทางเทคนิค คุณสมบัติที่สําคัญ ประสิทธิภาพของการนําไปใช้งาน คุณภาพของวัตถุที่นํามาผลิต และวิธีการทดสอบเป็นต้น หมายเลข มอก. คือ หมายเลขที่กําหนดขึ้นเพื่อระบุลําดับที่ของการออกมาตรฐานและปีที่ สมอ.ประกาศเป็นมาตรฐาน ซึ่งจะระบุอยู่บนตัวสินค้า เช่น เครื่องหมายมาตรฐานที่แสดงว่าสินค้าได้รับมาตรฐาน อะไร


4 เครื่องหมายมาตรฐานสําหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยผลิตภัณฑ์ที่แสดงเครื่องหมาย มาตรฐาน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองจาก สมอ. แล้วว่ามีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ที่กําหนด มีความปลอดภัยในการอุปโภค บริโภค มีประสิทธิภาพในการใช้งาน และมีคุณภาพสมราคา ปัจจุบัน สมอ.ได้อนุญาตให้แสดงเครื่องหมาย มอก. กับผลิตภัณฑ์ 5 เครื่องหมาย คือ ๑) เครื่องหมายมาตรฐานทั่วไป เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่ผู้ผลิตสามารถยื่นขอการรับรอง คุณภาพโดยสมัครใจ เพื่อรับการตรวจสอบ และพัฒนาคุณภาพการผลิต ให้เป็นไปตามเกณฑ์กำหนดของ สมอ. และเป็นหลักประกันแก่ผู้บริโภคว่าสินค้ามีคุณภาพ ได้รับรองมาตรฐานการผลิต เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง วัสดุสำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ๒) เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ เป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายกําหนดให้ต้อง เป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ) ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและป้องกันความเสียหาย อันอาจ จะเกิดต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยส่วนรวม โดยกฎหมายบังคับผู้ผลิต ผู้นําเข้าและผู้จําหน่าย จะต้องผลิต นําเข้า และจําหน่ายแต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นไปตามมาตรฐานแล้วเท่านั้น ซึ่งจะต้องมีเครื่องหมายมาตรฐาน บังคับ ติดแสดงไว้ทุกหน่วยเพื่อแสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้น ได้ผ่านการตรวจสอบรับรองแล้วตามกฎหมาย เช่น ไม้ขีดไฟ สายไฟฟ้า บัลลาสต์ ผงซักฟอก ท่อพีวีซี ผลิตภัณฑ์ เหล็ก ถังดับเพลิง ของเล่นเด็ก หมวกกันน๊อค เป็นต้น ๓) เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย เป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ที่ต้องมี ความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งสํานักงานฯ จะกําหนดมาตรฐานโดยเน้นเฉพาะเรื่องความปลอดภัยเป็นสําคัญ เพื่อให้การคุ้มครองแก่ ผู้บริโภคด้านความปลอดภัยในการใช้งาน เช่น เตารีด พัดลมไฟฟ้า เป็นต้น เครื่องหมาย มีทั้งแบบบังคับและไม่บังคับ หากเป็นแบบบังคับก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ต้องทําผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามมาตรฐาน ที่กําหนด ทั้งผู้ทํา ผู้นําเข้า และผู้จําหน่าย ๔) เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ที่มี คุณสมบัติในการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่นการประหยัดนํ้าและการไม่ก่อให้เกิด มลพิษในอากาศเพื่อพัฒนาคุณภาพ ชีวิตที่ดีของประชาชน และการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศ เช่น เครื่องซักผ้าประหยัดนํ้า ตู้เย็นที่ ไม่ใช้สาร CFC เป็นต้น เครื่องหมายนี้มีทั้งแบบบังคับ และไม่บังคับหากเป็นแบบบังคับก็ต้องปฏิบัติตาม กฎหมายที่ต้องทําผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามมาตรฐานที่กําหนด ทั้งผู้ทํา ผู้นําเข้า และผู้จําหน่าย ๕) เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นเครื่องหมายรับรอง ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติของความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ที่สามารถทํางานร่วมกับ ผลิตภัณฑ์อื่นหรือใช้พร้อมกันได้และไม่ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ในระดับหนึ่ง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี สารสนเทศ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร เครื่องรับ-ส่งวิทยุและเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น เครื่องหมายนี้มี ทั้งแบบบังคับและไม่บังคับ หากเป็นมาตรฐานบังคับ ผู้ผลิต ผู้นําเข้า และผู้จําหน่ายจะต้องผลิต นําเข้า และ จําหน่ายแต่ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานเท่านั้น รูปแบบการกระทำความผิด


5 กรณีที่อยู่ในอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นความผิดที่ฝ่าฝืนมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ระวางโทษตามมาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๘ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น ต้องเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานบังคับ โดยต้องแสดงเครื่องหมายกำกับ ด้านล่าง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในมาตรฐานบังคับ (มีวงกลม) ซึ่งกำหนดไว้ในกฎกระทรวงหรือ พระราชกฤษฎีกา (เดิม) ประมาณ ๑๕๐ ชนิด ๑.๒.๓ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย ความหมาย วัตถุอันตราย คือ (1) วัตถุระเบิดได้ (2) วัตถุไวไฟ (3) วัตถุออกซิไดซและวัตถุเปอรออกไซด (4) วัตถุมีพิษ (5) วัตถุที่ทําใหเกิดโรค (6) วัตถุกัมมันตรังสี (7) วัตถุที่กอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (8) วัตถุกัดกรอน (9) วัตถุที่กอใหเกิดการระคายเคือง (10) วัตถุอยางอื่น ไมวาจะเปนเคมีภัณฑหรือสิ่งอื่นใดที่อาจทําใหเกิดอันตรายแกบุคคล สัตว์พืช ทรัพย หรือสิ่งแวดล้อม “ผลิต” หมายความว่า ทำ เพาะ ปรุง ผสม แปรสภาพ ปรุงแต่ง แบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุ “ขาย” หมายความถึง การจำหน่าย จ่ายหรือแจกเพื่อประโยชน์ทางการค้า และให้หมายความ รวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย


6 “มีไว้ในครอบครอง” หมายความว่า การมีไว้ในครอบครองไม่ว่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น และไม่ว่า จะเป็นการมีไว้เพื่อขาย เพื่อขนส่ง เพื่อใช้ หรือเพื่อประการอื่นใด และรวมถึงการทิ้งอยู่ หรือปรากฏอยู่ใน บริเวณที่อยู่ในความครอบครองด้วย “นำเข้า” หมายความว่า นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งวัตถุอันตราย “ส่งออก” หมายความว่า ส่งหรือดำเนินการเพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งวัตถุอันตราย รูปแบบการกระทำความผิด ความผิดเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่อยู่ใน อำนาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นการกระทำเกี่ยวกับวัตถุอันตรายหรือผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุอันตราย เป็นส่วนผสมและเป็นสารประธานหลักตามวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยรายชื่อวัตถุอันตราย ปัจจุบันมี ๑,๐๐๐ กว่าชื่อ/ชนิด โดยอยู่ในความควบคุมของ ๖ หน่วยงานตามชนิดและวัตถุประสงค์ในการใช้ ตามที่ระบุไว้ในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ประกอบด้วย (๑) กรมวิชาการเกษตร (๒) กรมประมง (๓) กรมปศุสัตว์ (๔) สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (ใช้ในครัวเรือนหรือทางสาธารณสุข) (๕) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (๖) กรมธุรกิจพลังงาน ดังนั้น พนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบว่า วัตถุอันตรายในเรื่องที่ดำเนินการนั้นอยู่ในความ รับผิดชอบของหน่วยงานใด ๑.๒.๔ กฎหมายว่าด้วยอาหาร ความหมาย อาหาร หมายถึง ของกินหรือเครื่องค้ำจุนชีวิต ได้แก่ (๑) วัตถุทุกชนิดที่คนกิน ดื่ม อม หรือนาเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ หรือในรูปลักษณะใดๆ แต่ไม่รวมถึงยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หรือยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น แล้วแต่กรณี (๒) วัตถุที่มุ่งหมายสาหรับใช้หรือใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหาร รวมถึงวัตถุเจือปน อาหาร สีและเครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส อาหารควบคุมเฉพาะ หมายถึง อาหารที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นอาหาร ที่อยู่ในความควบคุมคุณภาพหรือมาตรฐาน ตำรับอาหาร หมายถึง รายการของวัตถุที่ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารซึ่งระบุน้าหนักหรือ ปริมาตรของแต่ละรายการ รูปแบบการกระทำความผิด ๑) อาหารไม่บริสุทธิ์ ตามมาตรา ๒๖ มี ๕ ลักษณะ ดังต่อไปนี้


7 (๑.๑) อาหารที่มีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ด้วย เช่น สีที่ไม่อนุญาตให้ ใช้ในอาหาร บอแรกซ์ในลูกชิ้นหรืออาหารอื่น แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค สารพิษตกค้างในอาหาร เป็นต้น (๑.๒) อาหารที่มีสารหรือวัตถุเคมีเจือปนอยู่ในอัตราที่อาจเป็นเหตุให้คุณภาพของ อาหารนั้นลดลง เว้นแต่การเจือปนเป็นการจำเป็นต่อกรรมวิธีผลิต การผลิต และได้รับอนุญาตจากพนักงาน เจ้าหน้าที่แล้ว (๑.๓) อาหารที่ได้ผลิต บรรจุ หรือเก็บรักษาไว้โดยไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น พบเส้นผม ในอาหาร พบขาแมลงสาบในอาหารกระป๋อง ถือว่าอาหารนั้นได้ผลิต/บรรจุโดยไม่ถูกสุขลักษณะ (๑.๔) อาหารที่ผลิตจากสัตว์ที่เป็นโรคอันอาจติดต่อถึงคนได้ (๑.๕) อาหารที่มีภาชนะบรรจุประกอบด้วยวัตถุที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพ ๒) อาหารปลอม ตามมาตรา ๒๗ มี ๕ ลักษณะ ดังต่อไปนี้ (๒.๑) อาหารที่ได้สับเปลี่ยนใช้วัตถุอื่นแทนบางส่วน หรือคัดแยกวัตถุที่มีคุณค่าออกเสีย ทั้งหมดหรือบางส่วน และจำหน่ายเป็นอาหารแท้อย่างนั้น หรือใช้ชื่ออาหารแท้นั้น เช่น การผสมน้ำตาลในน้ำผึ้ง แล้วจำหน่ายเป็นน้ำผึ้งแท้ (๒.๒) วัตถุหรืออาหารที่ผลิตขึ้นเทียมอาหารอย่างหนึ่งอย่างใด และจำหน่ายเป็นอาหาร แท้อย่างนั้น การทำ “เทียม” คือ ทำให้เหมือนหรือคล้ายคลึงของจริงหรือของแท้ (๒.๓) อาหารที่ได้ผสมหรือปรุงแต่งด้วยวิธีใดๆ โดยประสงค์จะปกปิดซ่อนเร้นความชำรุด บกพร่องหรือความด้อยคุณภาพของอาหารนั้น (๒.๔) อาหารที่มีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ ประโยชน์หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่น หรือในเรื่องสถานที่และประเทศที่ผลิต (๒.๕) อาหารที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามคุณภาพหรือมาตรฐานที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตามมาตรา ๖ (๒) (คุณภาพหรือมาตรฐานของอาหารควบคุมเฉพาะ) หรือมาตรา ๖ (๓) (คุณภาพหรือ มาตรฐานของอาหารอย่างอื่น) ถึงขนาดจาก ผลวิเคราะห์ปรากฏว่า ส่วนประกอบที่เป็นคุณค่าทางอาหารขาด หรือเกินร้อยละ ๓๐ จากเกณฑ์ต่ำสุดหรือสูงสุด หรือแตกต่างจากคุณภาพ หรือมาตรฐานที่ระบุไว้จนทำให้เกิดโทษ หรืออันตราย กรณีอาหารปลอมที่ใช้ฉลากลวงตามมาตรา ๒๕ (๒) ประกอบมาตรา ๒๗ (๔) นั้น อาจใช้ ระเบียบสำนักานคณะกรรมการอาหารและยาว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับเลขสารบบอาหาร พ.ศ. ๒๕๕๗ ตรวจสอบฉลากเบื้องต้นได้ โดยเลขสารบบอาหาร ประกอบด้วยตัวเลขสิบสามหลักที่แบ่งเป็นห้ากลุ่ม ซึ่งแสดง ถึงสถานที่ผลิต อาหารหรือสถานที่นำเข้าอาหารแล้วแต่กรณี หน่วยงานที่เป็นผู้อนุญาต และลำดับที่ของอาหาร ๓) อาหารผิดมาตรฐาน อาหารที่จะเข้าลักษณะเป็นอาหารผิดมาตรฐานได้จะต้องเป็น อาหารที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานไว้ ซึ่งได้แก่ อาหารควบคุมเฉพาะ (มาตรา ๖ (๒)) และ อาหารกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน (มาตรา ๖ (๓)) แต่ไม่ถึงขนาดที่ส่วนประกอบที่เป็นคุณค่าทางอาหาร ขาดหรือเกินร้อยละ ๓๐ จากเกณฑ์ต่ำสุดหรือสูงสุด หรือแตกต่างจากคุณภาพหรือมาตรฐานที่ระบุไว้จนทำให้ เกิดโทษหรืออันตราย


8 ๔) อาหารอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด ได้แก่ อาหารที่มีลักษณะไม่ปลอดภัยในการบริโภค หรือมี สรรพคุณไม่เป็นที่เชื่อถือ หรือมีคุณค่าหรือคุณประโยชน์ต่อร่างกายในระดับที่ไม่เหมาะสม ๑.๒.๕ กฎหมายว่าด้วยยา ความหมาย “ยา” หมายความว่า (๑) วัตถุที่รับรองไว้ในตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ (๒) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือสัตว์ (๓) วัตถุที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ หรือเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป หรือ (๔) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้าง หรือการกระทำหน้าที่ใดๆ ของร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ วัตถุตาม (๑) (๒) หรือ (๔) ไม่หมายความรวมถึง (ก) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการเกษตรหรือการอุตสาหกรรมตามที่รัฐมนตรีประกาศ (ข) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ เครื่องกีฬา เครื่องมือ เครื่องใช้ใน การส่งเสริมสุขภาพ เครื่องสำอาง หรือเครื่องมือและส่วนประกอบของเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบโรคศิลปะ หรือวิชาชีพเวชกรรมโดยตรงต่อร่างกายของมนุษย์ “ยาแผนปัจจุบัน” หมายความว่า ยาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือการบำบัดโรคสัตว์ “ยาแผนโบราณ” หมายความว่า ยาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ หรือการบำบัดโรคสัตว์ ซึ่งอยู่ในตำรายาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศ หรือยาที่รัฐมนตรีประกาศเป็น ยาแผนโบราณ หรือยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเป็นยาแผนโบราณ “ยาอันตราย” หมายความว่า ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศเป็น ยาอันตราย “ยาควบคุมพิเศษ” หมายความว่า ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศ เป็นยาควบคุมพิเศษ “ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ และหมายความรวมถึงเปลี่ยนรูปยา แบ่งยา โดยมีเจตนาให้เป็นยาบรรจุเสร็จ ทั้งนี้ จะมีฉลากหรือไม่ก็ตาม “ขาย” หมายความว่า ขายปลีก ขายส่ง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ในทาง การค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย รูปแบบการกระทำความผิด ในกรณีของการผลิต โฆษณา จำหน่ายยาผ่านสื่อนั้น ผู้ฝ่าฝืนมักจะมิได้ขายยาโดยสื่อว่าเป็นยา โดยตรง เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยยาได้ระบุคุณสมบัติของผู้ขายไว้เป็นการเฉพาะ ประกอบกับการขออนุญาต ผลิต การขึ้นทะเบียนยามีความยุ่งยาก เช่น ต้องอาศัยผลการทดสอบ ใช้หลักวิชาการอ้างอิง การกระทำผิดจึงแฝง ในรูปแบบของอาหารเสริม โดยมีหลักในการพิจารณา เทียบเคียงกับข้อหารือกับสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา ในคดีพิเศษที่ ๑๓๓/๒๕๕๙ กรณีพบอาหารเสริมและโฆษณาสรรพคุณในเว็บไซต์ ว่าจะเป็น ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาหรืออาหาร สรุปได้ ดังนี้


9 ๑. กรณีที่อาหารเสริมบำรุงสมรรถภาพทางเพศ มีการโฆษณาสรรพคุณบำรุงกาม ผลตรวจ วิเคราะห์พบสารซิเดนาฟิล ซึ่งจัดเป็นยาแผนปัจจุบันควบคุมพิเศษ จะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยา ๒. กรณีที่อาหารเสริมบำรุงสมรรถภาพทางเพศ มีการโฆษณาสรรพคุณบำรุงกาม ผลตรวจ วิเคราะห์พบสารซิเดนาฟิล ซึ่งจัดเป็นยาแผนปัจจุบันควบคุมพิเศษข้างต้น แม้มีเลขสารบบอาหาร (ขออนุญาต ผลิตเป็นอาหาร) ก็ไม่ทำให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นอาหาร มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยา ๑.๒.๖ กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง ความหมาย “เครื่องสำอาง” หมายความว่า (1) วัตถุที่มุ่งหมายสําหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทําด้วยวิธีอื่นใด กับส่วนภายนอกของร่างกายมนุษย์และให้หมายความรวมถึงการใช้กับฟันและเยื่อบุในช่องปาก โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะที่ปรากฏ หรือระงับกลิ่นกาย หรือ ปกป้องดูแลส่วนต่างๆ นั้น ให้อยู่ในสภาพดี และรวมตลอดทั้งเครื่องประทินต่างๆ สําหรับผิวด้วย แต่ไม่รวมถึง เครื่องประดับและเครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย (2) วัตถุที่มุ่งหมายสําหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ หรือ (3) วัตถุอื่นที่กำหนดโดยกฎกระทรวงให้เป็นเครื่องสำอาง “ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม เปลี่ยนรูป แปรสภาพ ปรุงแต่ง แบ่งบรรจุ หรือเปลี่ยนภาชนะ บรรจุ “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย แจก หรือเลกเปลี่ยน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้ความหมายรวมถึงมีไว้เพื่อขายด้วย ผู้ใดประสงค์จะผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง ต้องจดแจ้ง รายละเอียดของเครื่องสำอางต่อผู้รับจดแจ้ง และเมื่อผู้รับจดแจ้งออกใบรับจดแจ้งให้แล้วจึงจะผลิตหรือนำเข้า เครื่องสำอางนั้น ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 มาตรา 14 โดยให้การจดแจ้งและการออกใบ รับแจ้งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนด ผู้จดแจ้งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิต นำเข้า หรือการรับจ้างผลิต เครื่องสำอางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดในประเด็น ดังต่อไปนี้ -ลักษณะสถานที่ผลิต เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์การผลิต ภาชนะบรรจุเครื่องสำอาง และสถานที่นำเข้าเครื่องสำอาง -หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอาง -หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการรับแจ้งและการรายงานอาการอันไม่พึง ประสงค์จากการใช้เครื่องสำอาง -หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้นำเข้าเพื่อขาย หรือผู้รับจ้างผลิต จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางไว้เพื่อการตรวจสอบ ตัวอย่างเครื่องสำอาง เช่น ยาย้อมผม ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ผ้าเย็น แป้งฝุ่นโรยตัว สบู่ แชมพู ครีมบำรุงผิว น้ำหอม ดินสอเขียนคิ้ว ฯลฯ รูปแบบการกระทำความผิด


10 -เครื่องสำอางเถื่อนที่ขายตามร้านค้าออนไลน์ หรือตามแพลตฟอร์มต่างๆ โดยโฆษณาขายใน ราคาถูก อ้างเป็นของนำเข้าพร้อมบรรยายสรรพคุณ เช่น ติดทน ไม่เลอะ รักษาสิว รอยแผลเป็น ฝ้า กระ ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เพื่อจูงใจในการสั่งซื้อ มักเป็นสินค้าที่ลักลอบนำเข้า โดยไม่ทราบผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ที่ชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผลิตจากสถานที่ที่ถูกสุขลักษณะหรือไม่ ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด โดยกลุ่มเครื่องสำอางที่ลักลอบนำเข้ามักตรวจพบ สารที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง เช่น สีที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งหรือปนเปื้อนโลหะหนัก หรือส่วนประกอบที่อาจทำให้ เกิดอาการแพ้ -เครื่องสำอางปลอมที่ฉลากระบุผู้ผลิตไม่ตรงตามจดแจ้ง เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่รับจ้างผลิต ผู้ว่าจ้างไม่ต้องการให้รู้ว่าตนเองจ้างผู้ใดผลิต จึงระบุชื่อตนลงบนกล่องเครื่องสำอางแทน เป็นเครื่องสำอางปลอม ๑.๓ ฐานความผิดหลัก/สาระสำคัญในการพิจารณา ๑.๓.๑ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ๑. ฐานโฆษณาโดยใช้ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำ ผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ มาตรา ๒๒ (๓) ฝ่าฝืนมาตรา ๔๘ ๒. ฐานโฆษณาโดยใช้ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมเสียความสามัคคีใน หมู่ประชาชน ตามมาตรา ๒๒ (๔) ) ฝ่าฝืนมาตรา ๔๘ ๓. ฐานโฆษณาโดยใช้ข้อความที่กำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา ๒๒ (๕) ฝ่าฝืนมาตรา ๔๘ ๔. ฐานเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือ สาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มี ข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น (มาตรา ๔๗) สาระสำคัญในการพิจารณา ข้อความที่ฝ่าฝืนมาตรา ๒๒ (๕) กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดข้อความโฆษณาสินค้าหรือ บริการที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม พ.ศ. ๒๕๖๔ เช่น -ข้อความที่ใช้หรืออ้างอิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ฯ -โฆษณาสินค้าหรือบริการที่ปรากฏข้อความที่ถวายพระพร -ข้อความที่จะจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลเสี่ยงโชคก่อนขออนุญาตพนัน -ข้อความที่จัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลเสี่ยงโชคหลังขออนุญาตพนัน โดยไม่ระบุ รายละเอียดสาระสำคัญ -ข้อความที่ให้ของแถม หรือสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า โดยไม่ได้ระบุรายละเอียด สาระสำคัญ -ข้อความโฆษณาขายห้องชุดในอาคารชุดที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นอาคารชุด -ข้อความโฆษณาขายที่ดินโดยการแบ่งขายเป็นแปลงย่อย


11 -ข้อความที่ไม่ได้แสดงให้เห็น และอ่านได้ชัดเจน หรือมีขนาดความสูงของตัวหนังสือเล็ก กว่าสองมิลลิเมตร ๑.๓.๒ กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ๑) ฐานทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน โดยไม่ได้รับอนุญาต (มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง) ๒) ฐานทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐานที่กำหนดเพื่อใช้ใน ราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต (มาตรา ๒๐ ทวิ วรรคหนึ่ง) ๓) ฐานทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐานที่กำหนดเพื่อใช้ใน ราชอาณาจักร โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด (มาตรา ๒๐ ทวิ วรรคสอง) ๔) ฐานทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐานที่กำหนดเพื่อส่งออก โดยไม่แจ้ง (มาตรา ๒๐ ตรี) ๕) ฐานนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง) ๖) ฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐาน ที่กำหนดเพื่อใช้ในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้รับอนุญาต (มาตรา ๒๑ ทวิ วรรคหนึ่ง) ๗) ฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐาน ที่กำหนดเพื่อใช้ในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ กำหนด (มาตรา ๒๐ ทวิ วรรคสอง) ๘) ฐานนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิต ผสม ประกอบ บรรจุ หรือดำเนินการด้วยวิธีอื่นใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งออก ไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่แจ้ง (มาตรา ๒๑ ตรีวรรคหนึ่ง) ๙) ฐานทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐานที่กำหนด เพื่อใช้ใน ราชอาณาจักร โดยไม่แสดงเครื่องหมาย หรือข้อความว่าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐาน ตามมาตรา ๒๐ ทวิ(มาตรา ๓๓ วรรคสอง) ๑๐) ฐานนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐานที่กำหนดเพื่อใช้ ในราชอาณาจักร โดยไม่แสดงเครื่องหมาย หรือข้อความว่าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้นไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐาน ตามมาตรา ๒๑ ทวิ(มาตรา ๓๓ วรรคสอง) ๑๑) ฐานทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐานที่กำหนด เพื่อประโยชน์ ในการส่งออกโดยไม่แสดงเครื่องหมายหรือข้อความว่าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้นเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก ก่อนนำผลิตภัณฑ์นั้นออกจากสถานที่ผลิต (มาตรา ๓๓ วรรคสี่) สาระสำคัญในการพิจารณา


12 ต้องตรวจสอบกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีมาตรฐานใด ที่บังคับ หรือผลิตภัณฑ์นั้นแตกต่างจากมาตรฐานบังคับใด ๑.๓.๓ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย ๑. ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ โดยไม่ได้ รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๒๓ ระวางโทษตามมาตรา ๗๓ จำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือ ปรับไม่เกิน สองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๒. ฐานผลิต นำเข้า หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๔ โดยไม่ได้รับ การยกเว้น ตามมาตรา ๔๓ ระวางโทษตามมาตรา ๗๔ จำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ๓. ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ซึ่งวัตถุ- อันตรายปลอม ตามมาตรา ๔๕(๑) ระวางโทษตามมาตรา ๗๕ จำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๔. ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่ถูกสั่งเพิกถอน ทะเบียนเพราะอาจเกิดอันตราย ตามมาตรา ๔๕ (๕) ระวางโทษตามมาตรา ๗๕ จำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกิน เจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๕. ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ที่ผิดมาตรฐาน ตามมาตรา ๔๕ (๒) ระวางโทษตามมาตรา ๗๖ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๖. ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่ถูกสั่งเพิกถอน ทะเบียนเพราะไม่มีประโยชน์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามมาตรา ๔๕ (๕) ระวางโทษตามมาตรา ๗๖ จำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๗. ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ที่ต้อง ขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามมาตรา ๔๕ (๔) ระวางโทษตามมาตรา ๗๘ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ ไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สาระสำคัญในการพิจารณา -กรณีความผิดตามมาตรา ๒๓ ผู้ประกอบการไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลก่อนดำเนินการ ตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือประกาศกระทรวง เพื่อควบคุมในเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับอาคารสถานที่ สิ่งแวดล้อม เหตุรำคาญ มลพิษ ฯลฯ หมายเหตุ ข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายในกรณีมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ ได้มีประกาศ ของกรมวิชาการเกษตร ยกเว้นการกระทำความผิดไว้


13 -กรณีความผิดตามมาตรา ๔๓ กฎหมายห้ามมิให้ผลิต นำเข้า หรือมีไว้ในครอบครองโดยเด็ดขาด เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็น หนังสือจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบเฉพาะกรณีเพื่อใช้เป็นสารมาตรฐานในการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ -กรณีความผิดตามมาตรา ๔๕ (๑) เป็นการปลอมที่เข้าลักษณะตามมาตรา ๔๗ เช่น (๑) สิ่งที่ทำเทียมวัตถุอันตรายแท้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน (๒) วัตถุอันตรายที่แสดงชื่อว่าเป็นวัตถุอันตรายอื่น หรือแสดงกำหนดเวลาที่วัตถุอันตราย หมดอายุการใช้เกินความเป็นจริง (๓) วัตถุอันตรายที่แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของผู้ผลิตหรือที่ตั้งของสถานที่ผลิต ซึ่งมิใช่ ความจริง (๔) วัตถุอันตรายที่แสดงว่าเป็นวัตถุอันตรายที่ขึ้นทะเบียนไว้ซึ่งมิใช่ความจริง (๕) วัตถุอันตรายที่ผลิตขึ้นโดยมีสารสำคัญน้อยหรือมากกว่าเกณฑ์ค่าคลาดเคลื่อน -กรณีเป็นความผิดตามมาตรา ๔๕ (๒) วัตถุอันตรายที่ผิดมาตรฐาน ได้แก่วัตถุอันตรายที่ผลิตขึ้นโดยมีสาระสำคัญน้อย หรือมากกว่า เกณฑ์ค่าคลาดเคลื่อนแต่ไม่ถึงระดับที่กำหนด วัตถุอันตรายที่ผลิตขึ้นโดยมีความบริสุทธิ์ สิ่งเจือปน หรือลักษณะ อื่นที่มีความสําคัญต่อคุณสมบัติของวัตถุอันตรายผิดไปจากเกณฑ์ที่กำหนดหรือที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามมาตรา ๔๘ -กรณีความผิดตามมาตรา ๔๕ (๔) ผู้ประกอบการไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงและประกาศกระทรวง เกี่ยวกับ เรื่องการขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย เพื่อตรวจสอบลักษณะ สรรพคุณ สารส่วนประกอบ ข้อมูลพิษวิทยา ฯลฯ -กรณีความผิดตามมาตรา ๔๕ (๕) เมื่อมีการเพิกถอนทะเบียนวัตถุอันตรายใดแล้ว สิทธิในการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายนั้นเป็นอันระงับไป อนึ่ง ได้มีประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง กำหนดกฎหมายให้หน่วยงานทำหน้าที่ในการ ป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๖ มอบหมาย หน้าที่เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนความผิดตามกฎหมายวัตถุอันตราย ดังนี้ -กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค รับผิดชอบคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย เฉพาะที่ เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค -กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุ- อันตราย เฉพาะที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


14 -กองคดีความมั่นคง รับผิดชอบคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย เฉพาะที่มี ผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงประเทศ หรือการก่อการร้าย หรือด้านอื่นที่ไม่อยู่ในอำนาจของหน่วยงานใด ๑.๓.๔ กฎหมายว่าด้วยอาหาร ๑) ฐานผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายซึ่งอาหารไม่บริสุทธิ์ (มาตรา ๒๕ (๑)) โดยมีลักษณะ (มาตรา ๒๖) (1) อาหารที่มีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ด้วย (2) อาหารที่มีสารหรือวัตถุเคมีเจือปนอยู่ในอัตราที่อาจเป็นเหตุให้คุณภาพของ อาหารนั้นลดลง เว้นแต่การเจือปนเป็นการจำเป็นต่อกรรมวิธีผลิต การผลิต และได้รับอนุญาตจากพนักงาน เจ้าหน้าที่แล้ว (3) อาหารที่ได้ผลิต บรรจุ หรือเก็บรักษาไว้โดยไม่ถูกสุขลักษณะ (4) อาหารที่ผลิตจากสัตว์ที่เป็นโรคอันอาจติดต่อถึงคนได้ (5) อาหารที่มีภาชนะบรรจุประกอบด้วยวัตถุที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพ ๒. ฐานผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม (๒๕ (๒)) โดยมีลักษณะ (มาตรา ๒๗) (1) อาหารที่ได้สับเปลี่ยนใช้วัตถุอื่นแทนบางส่วน หรือคัดแยกวัตถุที่มีคุณค่าออกเสีย ทั้งหมดหรือบางส่วน และจำหน่ายเป็นอาหารแท้อย่างนั้น หรือใช้ชื่ออาหารแท้นั้น (2) วัตถุหรืออาหารที่ผลิตขึ้นเทียมอาหารอย่างหนึ่งอย่างใด และจำหน่ายเป็นอาหาร แท้อย่างนั้น (3) อาหารที่ได้ผสมหรือปรุงแต่งด้วยวิธีใดๆ โดยประสงค์จะปกปิดซ่อนเร้นความชำรุด บกพร่องหรือความด้อยคุณภาพของอาหารนั้น (4) อาหารที่มีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ ประโยชน์ หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่น หรือในเรื่องสถานที่และประเทศที่ผลิต (5) อาหารที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามคุณภาพหรือมาตรฐานที่รัฐมนตรีประกาศ ๓. ฐานผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายซึ่งอาหารที่รัฐมนตรีกำหนด ๔. ฐานบุคคลตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ ผลิตหรือนำเข้าซึ่งอาหารควบคุมเฉพาะ จะต้องนำอาหารนั้นมาขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร -มาตรา ๑๔ ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย เว้นแต่ได้รับใบอนุญาต จากผู้อนุญาตการขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดใน กฎกระทรวง -มาตรา ๑๕ ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาต จากผู้อนุญาต การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข 5. ฐานโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือเป็นการ หลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร (มาตรา ๔๐) สาระสำคัญในการพิจารณา -อาหารควบคุมเฉพาะตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 หมายถึง อาหารที่เป็นกลุ่ม ที่เสี่ยงอันตรายมาก รัฐดูแลเข้มงวดทั้งทางด้านสถานที่ผลิตและผลิตภัณฑ์ ได้แก่เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่


15 ปิดสนิท โซเดียมไซคลาเมต (cyclamate) และอาหารที่มีโซเดียมไซคลาเมต นมดัดแปลงสำหรับทารกและ นมดัดแปลง สูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก นมปรุงแต่ง นมเปรี้ยว นมโค ผลิตภัณฑ์นม วัตถุเจือปน อาหาร อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ไอศกรีม สตีวิโอไซด์ (Stevioside) และ อาหารที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์ สีผสมอาหาร น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดผนึกสนิท น้ำแข็ง -กรณีโฆษณาโดยฝ่าฝืนมาตรา ๔๐ จะฝ่าฝืนตามมาตรา ๔๑ ด้วย หมายเหตุ เมื่อมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งกำหนดนิยาม ของสมุนไพรกว้างขวาง โดยหมายรวมถึง ผลิตผลธรรมชาติที่ได้จากพืช สัตว์ จุลชีพ แร่ ทำให้อาหารที่ผลิตหรือ มีส่วนประกอบหรือแปรสภาพจากสมุนไพร หลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้อาหารเดิมหลายชนิดจะเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามนิยาม โดยมาตรา ๓ กำหนดให้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้รับการยกเว้น ไม่ต้องดำเนินการ ตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร จึงต้องตรวจสอบกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย ๑.๓.๕ กฎหมายว่าด้วยยา ๑. ฐานความผิดเกี่ยวกับการอนุญาต -ฐานผลิต ขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้ รับอนุญาต (มาตรา ๑๒) ระวางโทษตามมาตรา ๑๐๑ จำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท -ฐานผลิต ขาย หรืออนุญาต หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนโบราณโดยไม่ได้ รับอนุญาต (มาตรา ๔๖) ระวางโทษตามมาตรา ๑๑๑ จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินห้าพันบาท ๒. ฐานความผิดเกี่ยวกับการผลิต -ฐานผลิตยาปลอม (มาตรา ๗๒ (๑)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๑๗ จำคุกตั้งแต่สามปี ถึงตลอดชีวิต หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท -ฐานผลิตยาผิดมาตรฐาน (มาตรา ๗๒ (๒)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง จำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท -ฐานผลิตยาที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยา ๗๒ (๖) ระวางโทษตามมาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่งจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท -ฐานผลิตยาที่ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิก (มาตรา ๗๒ (๕)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสอง จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๓. ฐานความผิดเกี่ยวกับการขายหรือสั่ง -ฐานขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาปลอม (มาตรา ๗๒ (๑)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๑๙ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท -ฐานขาย หรือ นำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาผิดมาตรฐาน (มาตรา ๗๒ (๒)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๐ วรรคหนึ่ง จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินห้าพันบาท -ฐานผลิต หรือขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาที่มิได้ขึ้นทะเบียน ตำรับยา (มาตรา ๗๒ (๔)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๒ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ


16 -ฐานขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาที่ทะเบียนตำรับยาถูกยกเลิก (มาตรา ๗๒ (๕)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๐ วรรคสอง จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินห้าพันบาท -ฐานขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียน ตำรับยา (มาตรา ๗๒ (๖)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๐ วรรคหนึ่ง จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินห้าพันบาท ๔. ฐานความผิดเกี่ยวกับการโฆษณา -ฐานโฆษณาขายยาโดยโอ้อวดสรรพคุณ (มาตรา ๘๘ (๑)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณยาอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง (มาตรา ๘๘ (๒)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยทำให้เข้าใจว่ามีวัตถุใดเป็นตัวยาหรือเป็นส่วนประกอบของยา ซึ่งความจริงไม่มีหรือมีแต่ไม่เท่าที่ทำให้เข้าใจ (มาตรา๘๘ (๓)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยทำให้เข้าใจว่าเป็นยาแท้งลูกหรือยาขับระดู (มาตรา ๘๘ (๔)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยทำให้เข้าใจว่าเป็นยาบำรุงกามหรือยาคุมกำเนิด (มาตรา ๘๘ (๕)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ (มาตรา ๘๘ (๖)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยมีการรับรองหรือยกย่องสรรพคุณยาโดยบุคคลอื่น (มาตรา ๘๘ (๗)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณยาว่าสามารถรักษาโรค ที่มีประกาศห้าม โฆษณา ตามมาตรา ๗๗ (มาตรา๘๘ (๘)) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตโฆษณา หรือโฆษณาขายยาโดยไม่ปฏิบัติตาม เงื่อนไข (มาตรา ๘๘ ทวิ) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยไม่สุภาพ หรือโดยการร้องรำทำเพลง หรือแสดงความทุกข์ ทรมานของผู้ป่วย (มาตรา ๘๙) ระวางโทษตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท -ฐานโฆษณาขายยาโดยวิธีแถมพกหรือออกสลากรางวัล (มาตรา ๙๐) ระวางโทษ ตามมาตรา ๑๒๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท สาระสำคัญในการพิจารณา -การดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยา จะต้องตรวจสอบประกาศกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับ ยาควบคุมพิเศษและยาอันตราย กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประกอบการสอบสวน หมายเหตุ ยาแผนโบราณและยาแผนไทยที่ใช้กับมนุษย์ซึ่งอยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยยาเดิม หลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ อยู่ในนิยามของกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์ สมุนไพร โดยมาตรา ๓ ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้รับการยกเว้น ไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายยา ๑.๓.๖ กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง


17 ๑) ฐานขาย นําเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสําอางอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศที่รัฐมนตรี ออกตามมาตรา ๖ (๑) (มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง) มาตรา ๖ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความปลอดภัยและอนามัยของบุคคล ให้รัฐมนตรี โดยคําแนะนําของคณะกรรมการมีอํานาจประกาศกําหนด ในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อ ประเภท ชนิด หรือคุณลักษณะของเครื่องสําอางที่ห้ามผลิต นําเข้า หรือขาย -เครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ๒) ฐานผลิตเพื่อขาย นําเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสําอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ตามมาตรา ๒๘ (๑) หรือ (๒) (มาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง) มาตรา ๒๗ ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย รับจ้างผลิตหรือขายเครื่องสำอาง ดังต่อไปนี้ (๑) เครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ มาตรา ๒๘ เครื่องสำอางที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเครื่องสำอาง ที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ (๑) เครื่องสำอางที่ผลิตหรือใช้ภาชนะบรรจุไม่ถูกสุขลักษณะอันอาจเป็นอันตราย ต่อผู้ใช้ (๒) เครื่องสำอางที่มีสารอันสลายตัวได้รวมอยู่ด้วยและอาจทำให้เกิดเป็นพิษอันเป็น อันตรายต่อผู้ใช้ ๓) ฐานผลิตเพื่อขาย นําเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสําอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ตามมาตรา ๒๘ (๓) (มาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง) มาตรา ๒๗ ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย รับจ้างผลิตหรือขายเครื่องสำอาง ดังต่อไปนี้ (๑) เครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ มาตรา ๒๘ เครื่องสำอางที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเครื่องสำอาง ที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ (๓) เครื่องสำอางที่มีสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เจือปนอยู่ด้วย ๔) ฐานผลิตเพื่อขาย นําเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสําอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ตามมาตรา ๒๘ (๔) (มาตรา ๗๔ วรรคหนึ่ง) มาตรา ๒๗ ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย รับจ้างผลิตหรือขายเครื่องสำอาง ดังต่อไปนี้ (๑) เครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ มาตรา ๒๘ เครื่องสำอางที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเครื่องสำอาง ที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ (๔) เครื่องสำอางที่มีวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ตามมาตรา ๖ (๒) มาตรา ๖ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความปลอดภัยและอนามัยของบุคคล ให้รัฐมนตรี โดยคำแนะนำของกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนด ในเรื่องดังต่อไปนี้ (๒) ชื่อวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ๕) ฐานผลิตเพื่อขาย นําเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสําอางปลอม ตามมาตรา ๒๙ (๑) หรือ (๒) (มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง)


18 มาตรา ๒๗ ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย รับจ้างผลิตหรือขายเครื่องสำอาง ดังต่อไปนี้ (๒) เครื่องสำอางปลอม มาตรา ๒๙ เครื่องสำอางที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเครื่อง สำอางปลอม (๑) เครื่องสำอางที่ใช้ฉลากแจ้งชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือแหล่งผลิตที่มิใช่ความจริง (๒) เครื่องสำอางซึ่งมีสารสำคัญขาดหรือเกินกว่าร้อยละยี่สิบตามที่จดแจ้งไว้ต่อผู้รับ จดแจ้งหรือตามที่ระบุไว้ในฉลาก ๖) ฐานผลิตเพื่อขาย นําเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสําอางปลอมตามมาตรา ๒๙ (๓) หรือ (๔) (มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง) มาตรา ๒๗ ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย รับจ้างผลิตหรือขายเครื่องสำอาง ดังต่อไปนี้ (๒) เครื่องสำอางปลอม มาตรา ๒๙ เครื่องสำอางที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเครื่อง สำอางปลอม (๓) เครื่องสำอางที่ใช้วัตถุอย่างหนึ่งอย่างใดที่ทำเทียมขึ้นเป็นสารสำคัญของ เครื่องสำอางนั้น หรือเป็นเครื่องสำอางที่ไม่มีสารสำคัญตามที่ได้จดแจ้งไว้ต่อผู้รับจดแจ้งหรือไม่มีสารสำคัญ ตามที่ระบุไว้ในฉลาก (๔) เครื่องสำอางที่แสดงว่าเป็นเครื่องสำอางที่ได้จดแจ้งไว้ซึ่งมิใช่ความจริง ๗) ฐานผลิตเพื่อขาย นําเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสําอางที่ถูกเพิกถอนการจดแจ้ง ตามมาตรา ๓๖ (๑) หรือมาตรา ๓๗ (๒) หรือ (๓) (มาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง) มาตรา ๓๖ ผู้รับจดแจ้งมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง หากปรากฏว่า (๑) เครื่องสำอางนั้นเป็นเครื่องสำอางที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา ๖ (๑)) มาตรา ๓๗ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค ผู้รับจดแจ้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ มีอำนาจในการสั่งเพิกถอนใบรับจดแจ้งเครื่องสำอางได้ หากปรากฏว่า (๒) เป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ตามมาตรา ๒๘ (๓) เครื่องสำอางผิดมาตรฐาน ๘) ฐานโฆษณาโดยไม่เป็นไปตามมาตรา ๔๑ หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๒ (มาตรา ๘๔) มาตรา ๔๑ การโฆษณาเครื่องสำอางต้องไม่ใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือ ใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับ แหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือลักษณะของเครื่องสำอาง มาตรา ๔๒ การโฆษณาจะต้องไม่กระทำด้วยวิธีการอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายหรือจิตใจ หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของประชาชน หรืออันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ ผู้บริโภค สาระสำคัญในการพิจารณา


19 ในการเนินคดีเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะต้องตรวจสอบประกาศกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับ หลักเกณฑ์ในการผลิต หรือนำเข้า ชื่อวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสม การจดแจ้ง กับสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา ประกอบ ๑.๔ ความผิดที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกัน (ความผิดที่มีโทษทางอาญาอื่น) หรือความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท/ฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง/สาระสำคัญในการพิจารณา ๑.๔.๑ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ๑. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบเทศบัญญัติ หรือข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฐานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ท้องถิ่น ตามมาตรา ๓๓ ประกอบมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒ (๑) สาระสำคัญในการพิจารณา ๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการกำหนดประเภทของกิจการตามมาตรา ๓๑ บางกิจการหรือทุกกิจการให้เป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุมภายในท้องถิ่น ๒) มีการผลิตหรือสะสม (ขาย) ๓) ผู้ประกอบการดำเนินกิจการลักษณะที่เป็นการค้าในสถานประกอบการ ๔) ใบอนุญาตใช้ได้สำหรับกิจการประเภทเดียวและสถานที่แห่งเดียว ๒. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2560 ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะ เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามมาตรา 14 (1) สาระสำคัญในการพิจารณา ๑) ทุจริตหรือหลอกลวงอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ๒) โฆษณาโดยข้อมูลคอมพิวเตอร์ในสภาพที่สามารถประมวลผลซึ่งบิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ๓) ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ๔) น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ๓. พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑) ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงดำเนินกิจการใน ลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจขายตรงหรือในการประกอบธุรกิจ ตลาดแบบตรง โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าวซึ่งคำนวณจาก จำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น (มาตร ๑๙) ๒) ประกอบธุรกิจขายตรงโดยไม่ได้จดทะเบียน (มาตรา ๒๐) ๓) ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงโดยไม่ได้จดทะเบียน (มาตรา ๒๗) สาระสำคัญในการพิจารณา


20 ขายตรง คือ การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการนำเสนอขายต่อผู้บริโภค โดยตรง ณ ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของผู้บริโภคหรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบ การค้าเป็นปกติธุระ โดยผ่านตัวแทนขายตรงหรือผู้จำหน่ายอิสระชั้นเดียวหรือหลายชั้นแต่ไม่รวมถึงนิติกรรม ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตลาดแบบตรง คือ การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการสื่อสารข้อมูล เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการโดยตรงต่อผู้บริโภคซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละราย ตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้น ส่วนการซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ถือว่าเป็นตลาดแบบตรง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ขาย หมายความรวมถึง ให้เช่า ให่เช่าซื้อ หรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใดๆ โดยเรียก ค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น ตลอดจนการเสนอหรือการชักชวน ๔. ประมวลกฎหมายอาญา ฉ้อโกงโดยแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกเพื่อเอาทรัพย์สินคนอื่น หรือทำให้คนอื่นทำ ถอน ทำลาย เอกสารสิทธิ โดยทุจริต ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือ ด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรจะบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ประชาชน หมายถึง บรรดาพลเมืองหรือ ประชาชนเป็นการทั่วไป และไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงมากหรือน้อยเป็นเกณฑ์ แต่ถือเอา เจตนาการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนโดยทั่วไปเป็นสำคัญ ๕. พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ กฎหมายกำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดําเนินการใดๆ โดยจงใจที่จะทําให้ราคาต่ำ เกินสมควรหรือสูงเกินสมควร หรือทําให้ปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าหรือบริการใด เช่น การตั้งราคาสินค้าไว้สูงมาก แล้วลดราคาต่ำลงตลอดปี ซึ่งเป็นวิธีการโฆษณาสินค้าที่นิยมทํากัน หากสามารถพิสูจน์ราคาตลาดเปรียบเทียบ ให้ชัดเจนได้ว่าต่ำหรือสูงเกินสมควร ๖. พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๕๙ กฎหมายกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า "สถานประกอบการ เพื่อสุขภาพ" "กิจการสปา" "นวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงาม" หรือกิจการอื่นตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันในประการที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นสถาน ประกอบการเพื่อสุขภาพโดยมิได้เป็นผู้รับอนุญาต ๗. พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆ เกี่ยวกับการ ประกอบกิจการของสถานพยาบาล นอกจากชื่อและที่ตั้งของสถานพยาบาลตามที่ปรากฏในใบอนุญาต ต้องได้ รับอนุมัติข้อความ เสียง หรือภาพที่ใช้ในการโฆษณาหรือประกาศจากผู้อนุญาต ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ และการโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆ ซึ่งชื่อ ที่ตั้ง หรือกิจการของสถาน พยาบาล หรือคุณวุฒิหรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล เพื่อชักชวนให้มีผู้มาขอรับ บริการจากสถานพยาบาล โดยใช้ข้อความ เสียง หรือภาพอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล จะกระทำมิได้ ๑.๔.๒ กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ๑) พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ แก้ไขเพิ่มเติม


21 -ใช้เครื่องหมายมาตรฐานโดยไม่ได้รับอนุญาต (มาตรา ๓๑) -เลียนเครื่องหมายมาตรฐาน (มาตรา ๓๒) -โฆษณา จำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ใช้หรือแสดง เครื่องหมายมาตรฐาน (มาตรา ๓๖) -โฆษณา จำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการ ส่งออก (มาตรา ๓๖/๑) เว้นแต่เป็นการจำหน่ายเพื่อส่งออก ๒) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบเทศบัญญัติ หรือข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฐานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ท้องถิ่น ตามมาตรา ๓๓ ประกอบมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒ (๑) สาระสำคัญในการพิจารณา ๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดให้เป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุม ๒) มีการผลิตหรือสะสม (ขาย) ๓) ผู้ประกอบการดำเนินกิจการลักษณะที่เป็นการค้าในสถานประกอบการ ๔) ใบอนุญาตใช้ได้สำหรับกิจการประเภทเดียวและสถานที่แห่งเดียว ๓. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2560 ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะ เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามมาตรา 14 (1) สาระสำคัญในการพิจารณา ๑) ทุจริตหรือหลอกลวงอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ๒) โฆษณาโดยข้อมูลคอมพิวเตอร์ในสภาพที่สามารถประมวลผลซึ่งบิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ๓) ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ๔) น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ๓. พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม สาระสำคัญในการพิจารณา ตามลักษณะตามประเภท ชนิด และจำพวกโรงงาน (แรงม้า คนงาน) ๔) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ เช่น ความผิดเกี่ยวกับการสําแดงเท็จ การลักลอบหนีศุลกากร การหลีกเลียงข้อห้าม ข้อจํากัด การหลีกเลียงอากร การรับบรรทุกของลักลอบหนีศุลกากรหรือหลีกเลียงข้อห้ามข้อจํากัด ฯลฯ ๑.๔.๓ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย


22 ๑. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบเทศบัญญัติ หรือข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฐานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ท้องถิ่น ตามมาตรา ๓๓ ประกอบมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒ (๑) สาระสำคัญในการพิจารณา ๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการกำหนดประเภทของกิจการตามมาตรา ๓๑ บางกิจการหรือทุกกิจการให้เป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุมภายในท้องถิ่น ๒) มีการผลิตหรือสะสม (ขาย) ๓) ผู้ประกอบการดำเนินกิจการลักษณะที่เป็นการค้าในสถานประกอบการ ๔) ใบอนุญาตใช้ได้สำหรับกิจการประเภทเดียวและสถานที่แห่งเดียว ๒. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2560 ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะ เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามมาตรา 14 (1) สาระสำคัญในการพิจารณา ๑) ทุจริตหรือหลอกลวงอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ๒) โฆษณาโดยข้อมูลคอมพิวเตอร์ในสภาพที่สามารถประมวลผลซึ่งบิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ๓) ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ๔) น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ๓. พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม สาระสำคัญในการพิจารณา ตามลักษณะตามประเภท ชนิด และจำพวกโรงงาน ๑.๔.๔ กฎหมายว่าด้วยอาหาร ๑) พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ ผู้ใดประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพหรือสรรพคุณของอาหารทาง วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ ภาพยนตร์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่นหรือด้วยวิธีอื่นใด เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ต้องนำเสียง ภาพ ภาพยนตร์ หรือข้อความที่จะโฆษณาดังกล่าวนั้น ให้ผู้อนุญาต ตรวจพิจารณาก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะโฆษณาได้ ๒. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2560 ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะ เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามมาตรา 14 (1) สาระสำคัญในการพิจารณา


23 ๑) ทุจริตหรือหลอกลวงอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ๒) โฆษณาโดยข้อมูลคอมพิวเตอร์ในสภาพที่สามารถประมวลผลซึ่งบิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ๓) ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ๔) น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ๓. ความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม สาระสำคัญในการพิจารณา ตามลักษณะตามประเภท ชนิด และจำพวกโรงงาน (แรงม้า คนงาน) ๔) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 ผู้ใดปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่น เสพย์หรือใช้ และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ หรือจำหน่าย หรือเสนอขายสิ่ง เช่นว่านั้น เพื่อบุคคลเสพย์หรือใช้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 271 ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้น อันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวาโทษ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 237 ผู้ใดเอาของที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่ สุขภาพเจือลงใน อาหาร หรือในน้ำซึ่งอยู่ในบ่อ สระหรือที่ขังน้ำใดๆ และอาหารหรือน้ำนั้นได้มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาท ถึงสองหมื่นบาท ๑.๔.๕ กฎหมายว่าด้วยยา ๑) พระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๑๒๑ ผูใดขายหรือนําหรือสั่งเขามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสื่อมคุณภาพ อันเปน การฝาฝน มาตรา ๗๒ (๓) ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินสามพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ๒. พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๕๙ -ผลิต ขาย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ เว้นแต่ได้รับใบอนุญาต (มาตรา ๑๔, มาตรา ๑๕ และมาตรา ๒๐) -ผลิต ขาย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ (มาตรา ๕๗) (๑) วัตถุออกฤทธิ์ปลอม (๒) วัตถุออกฤทธิ์ผิดมาตรฐาน (๓) วัตถุออกฤทธิ์เสื่อมคุณภาพ (๔) วัตถุออกฤทธิ์ที่ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุตำรับแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ (๕) วัตถุออกฤทธิ์ที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียนวัตถุตำรับ ๓. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ. ๒๕๕๐ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2560 ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะ เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามมาตรา 14 (1) สาระสำคัญในการพิจารณา


24 ๑) ทุจริตหรือหลอกลวงอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ๒) โฆษณาโดยข้อมูลคอมพิวเตอร์ในสภาพที่สามารถประมวลผลซึ่งบิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ๓) ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ๔) น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ๔. ความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม สาระสำคัญในการพิจารณา ตามลักษณะตามประเภท ชนิด และจำพวกโรงงาน (แรงม้า คนงาน) ๕) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ฉ้อโกงประชาชน ๑.๔.๖ กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง ๑. พระราชบัญญัติพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๘๓ ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นําเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสําอางที่ถูกเพิกถอน การจดแจ้งตามมาตรา ๓๖ (๒) หรือมาตรา ๓๗ (๑) ๒. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ. ๒๕๕๐ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2560 ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะ เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามมาตรา 14 (1) ๓. ความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามลักษณะตามประเภท ชนิด และจำพวกโรงงาน (แรงม้า คนงาน) ๔. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ฉ้อโกงประชาชน ส่วนที่ ๒ การสอบสวนพยานบุคคล ๒.๑ ผู้กล่าวหา เช่น ผู้เสียหายจากการใช้สินค้าหรือบริการ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และพนักงาน สอบสวนคดีพิเศษ ประเด็นในการสอบสวน -ความเกี่ยวข้องของผู้กล่าวหาในคดี -การรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น -รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาจากองค์ประกอบความผิด ตามนิยาม -ความเสียหาย วันเวลา สถานที่เกิดเหตุ -มีพยานหรือบุคคลอื่นที่ทราบเหตุการณ์หรือไม่ -ผู้ต้องสงสัยหรือผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง


25 -พยานวัตถุ พยานเอกสาร ที่จะส่งมอบให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษประกอบสำนวนการ สอบสวน -อำนาจหน้าที่ ระเบียบ หลักเกณฑ์ของกฎหมาย (กรณีเจ้าหน้าที่รัฐ) -การร้องทุกข์กับหน่วยงานอื่น ๒.๒ ผู้เสียหาย/การแจ้งสิทธิ/เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ๒.๒.๑ ผู้เสียหาย ๑) ผู้เสียหายจากการใช้หรือรับบริการ ประเด็นการสอบสวน -ที่มาของผลิตภัณฑ์หรือบริการ -วัตถุประสงค์ในการใช้หรือรับบริการ -พฤติการณ์ในการจำหน่าย การโฆษณา -ผู้เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ -เสียหายในเรื่องอะไร เช่น เงิน สุขภาพ ชื่อเสียง ความรู้สึก -ความประสงค์ ๒) ผู้เสียหายเจ้าหน้าที่รัฐ ประเด็นในการสอบสวน -ผลิตภัณฑ์ของกลาง หรือประเภทการบริการอยู่ในกำกับ ดูแลของหน่วยงานใด -ผู้ต้องหาได้รับใบอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก มีไว้ในครอบครอง โฆษณา หรือไม่ (แล้วแต่ ข้อหา) หากได้รับอนุญาต ขอเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวนการสอบสวน -ของกลางเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใด ตามกฎหมายใด -ผลิตภัณฑ์ของกลางได้มีการขึ้นทะเบียนหรือไม่ ออกให้กับบุคคลใด เมื่อใด ปัจจุบันยังมี ผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ หากมีให้ขอเอกสารดังกล่าวประกอบการสอบสวน (ตามฐานความผิดแต่ละกฎหมาย) -พฤติการณ์ของผู้ต้องหา มีความผิดตามข้อหาและกฎหมายใด -การดำเนินการเกี่ยวกับของกลางเป็นอย่างไร ๒.๒.๒ การแจ้งสิทธิ เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ๒.๒.๓ เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ๑. กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ๑) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓๙ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ ของผู้บริโภค หรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะ เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของ อธิบดีกรมอัยการ หรือข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ทางนิติศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิด


26 สิทธิของผู้บริโภคในศาล และเมื่อคณะกรรมการได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจดำเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้ ในการดำเนินคดีในศาล ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์สิน หรือ ค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่ร้องขอได้ด้วย และในการนี้ให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง มาตรา ๓๙/๑ นอกจากคณะกรรมการมีอำนาจดำเนินคดีตามมาตรา ๓๙ และกฎหมาย ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคแล้ว ให้เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจดำเนินคดีเกี่ยวกับการ ละเมิดสิทธิของผู้บริโภคแทนผู้บริโภคได้ด้วย โดยมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล และเมื่อเลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคได้แจ้งไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมี อำนาจดำเนินคดีตามที่เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมอบหมายได้ทั้งนี้ การดำเนินคดีของ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ประกาศกำหนด ๒) พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ถ้าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนา เอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มี อาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหาย แก่ผู้บริโภค ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหาย ที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ต่างๆ เช่น ความเสียหายที่ผู้บริโภค ได้รับ ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับ สถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ การที่ผู้ประกอบธุรกิจได้ บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ตลอดจนการที่ผู้บริโภคมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอำนาจกำหนดได้ไม่เกิน สองเท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด แต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดมีจำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท ให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินห้าเท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาล กำหนด หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 อย่างใด อย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม (2) จงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย (3) ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค (4) การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอัน อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ๓) พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑


27 - ผู้ประกอบการทุกคนต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายในความเสียหายที่เกิดจาก สินค้าที่ไม่ปลอดภัย และสินค้านั้นได้มีการขายให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดจากการกระทำ โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการก็ตาม - เพื่อให้ผู้ประกอบการต้องรับผิด ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทนต้องพิสูจน์ว่า ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการ และการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้านั้นเป็นไป ตามปกติธรรมดา แต่ไม่ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของผู้ประกอบการผู้ใด ๔) พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๕ ภายใต้บังคับมาตรา ๓๔ หากสินค้าหรือบริการนั้นบุบสลาย หรือสูญหาย เพราะความผิดของผู้บริโภค หรือผู้บริโภคได้ทำให้การคืนสินค้าหรือบริการกลายเป็นพ้นวิสัย ให้ผู้บริโภคชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง แล้วแต่กรณี เว้นแต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติจากการเปิดการประกอบหรือการผสมเพื่อใช้สินค้า หรือบริการ ๒. กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม - ๓. กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย ถามีความเสียหายอันเกิดจากวัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัตินี้ นอกจากความรับผิด ทางแพงที่มีอยูตามบทบัญญัติของบทกฎหมายอื่นแลว ไดกําหนดผูที่ตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทน ดังนี้ ๑) ผูผลิต ในเรื่องตองระมัดระวังในการจัดหาวัตถุที่ใชในการผลิตการกําหนดวิธีการ และขั้นตอนของการผลิต การจัดใหมีภาชนะบรรจุที่มั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยตอการใช การเคลื่อนยาย การขนสง การติดฉลาก ความเหมาะสมของการเก็บรักษา การตรวจสอบความเหมาะสมของผูที่รับมอบ วัตถุอันตราย และตองรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดจากวัตถุอันตรายที่อยูในครอบครอง เวนแตจะพิสูจน ไดวาความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผูเสียหายนั้นเอง (มาตรา 59, มาตรา 63) ๒) ผูนําเขา ในเรื่องตองระมัดระวังในการเลือกผูผลิตการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุ อันตราย การตรวจสอบความถูกตองของภาชนะบรรจุและฉลาก การเลือกวิธีการขนสงและผูขนสง ความ เหมาะสมของการเก็บรักษา รวมถึงการตรวจสอบความเหมาะสมของผูที่รับมอบวัตถุอันตราย และตอง รับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดจากวัตถุอันตรายที่อยูในครอบครอง เวนแตจะพิสูจนไดวาความเสียหายนั้น เกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผูเสียหายนั้นเอง (มาตรา 60, มาตรา 63) ๓) ผูขนสง ในเรื่องตองระมัดระวังในการตรวจสอบความถูกตองของสิ่งที่ใช ในการ ขนสง หรือยานพาหนะและอุปกรณ ความถูกตองของภาชนะบรรจุและฉลาก ความเหมาะสมของวิธีการขนสง ความถูกตองของการจัดวางบนยานพาหนะ รวมถึงความไววางใจไดของลูกจางหรือผูจัดทําการงานให้แก่ผู้ขนส่ง หรือรวมกับผูขนสง และตองรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดจากวัตถุอันตรายที่อยูในครอบครอง เวนแตจะ พิสูจนไดวา ความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผูเสียหายนั้นเอง (มาตรา 61, มาตรา 63) ๔) ผูมีไวครอบครองซึ่งวัตถุอันตราย ในเรื่องตองระมัดระวังในการตรวจสอบความ เชื่อถือได้ของผูผลิต ผูนําเขา หรือผูที่จัดหาวัสดุอันตรายนั้นใหแกตน ความถูกตองของภาชนะบรรจุและ


28 ฉลาก ความเหมาะสมของการเก็บรักษา และความไววางใจของผูรับมอบวัตถุอันตรายไปจากผูมีไวครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตราย และตองรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดจากวัตถุอันตรายที่อยูในครอบครอง เวนแตจะ พิสูจนไดวา ความเสียหายนั้น เกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผูเสียหายนั้นเอง (มาตรา 62, มาตรา 63) ๕) ผูขาย หรือผูสงมอบวัตถุอันตรายใหแกบุคคลใด ตองรับผิดชอบเพื่อความเสียหาย ของบุคคลดังกลาวอันเกิดจากวัตถุอันตรายนั้น เวนแตจะพิสูจนไดวาความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือ เกิดเพราะความผิดของผูตองเสียหายนั้นเอง (มาตรา 64) ๖) นายจาง ตัวการ ผูวาจาง หรือเจาของกิจการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตองรวมรับผิดใน ผลแหงละเมิดที่ผูผลิต ผูนําเขา ผูขนสง ผูมีไวในครอบครอง ผูสงมอบ หรือผูขายวัตถุอันตรายกระทําไปในการ ทํางานใหแกตน แตชอบที่จะชดใชจากบุคคลดังกลาว เวนแตตนจะมีสวนผิดในการสั่งใหทําการเลือกตัวบุคคล การควบคุม หรือการอื่นอันมีผลโดยตรงใหเกิดการละเมิดขึ้น (มาตรา 65) ๗) ผูผลิต ผูนําเขา ผูขายสง ผูขายปลีก คนกลาง และผูมีสวนในการจําหนายวัตถุอันตราย ทุกชวง ตอจากผูผลิตจนถึงผูที่รับผิดชอบขณะเกิดการละเมิด ตองรวมรับผิดในผลแหงการละเมิดดวย (มาตรา 66) ในกรณีที่รัฐตองเสียคาใชจาย เมื่อวัตถุอันตรายกอใหเกิดความเสียหาย หรือเปนความ เสียหายตอทรัพยไมมีเจาของ หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือเปนความเสียหายตอทรัพยสินของแผนดิน พนักงานอัยการฟองเรียกคาสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายได (มาตรา 69) ทั้งนี้ สิทธิเรียกรองคาเสียหายอัน เกิดจากวัตถุอันตรายมีอายุความสามป นับแตผูตองเสียหายรูถึงการเสียหายและผูพึงตองใชคาสินไหม ทดแทนทดแทน (มาตรา 67) และผูที่ตองรับผิดข้างต้นที่ไดชําระคาสินไหมทดแทนใหผูเสียหายแลว มีสิทธิ ไลเบี้ยไดจนถึงผูผลิต (มาตรา 68) ๔. กฎหมายว่าด้วยอาหาร - ๕. กฎหมายว่าด้วยยา - ๖. กฎหมายว่าเครื่องสำอาง - ๒.๓ พยานบุคคล ประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม เช่น ลูกจ้าง ผู้อาศัยใกล้กับที่เกิดเหตุ ผู้รับจ้างขนส่งสินค้า ชิปปิ้ง เจ้าของตลาดออนไลน์ เจ้าของ สถานที่ให้เช่าผลิตหรือเก็บสินค้าหรือให้เช่าเป็นที่ใช้บริการ ฯลฯ ประเด็นการสอบสวน -เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร -รู้จักกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้มีไว้ในครอบครอง ผู้โฆษณา ผู้เสียหายหรือไม่ -ทราบและรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามองค์ประกอบของความผิดหรือไม่ -รู้จักกับผู้กระทำความผิดหรือไม่ อย่างไร ๒.๔ พยานผู้เชี่ยวชาญ


29 เช่น ผู้ทำการตรวจพิสูจน์ผลิตภัณฑ์สารต้องห้าม หรือลักษณะการบริการ ประเด็นการสอบสวน -อำนาจ หน้าที่ ความน่าเชื่อถือของผู้ตรวจ ระเบียบ วิธีการตรวจพิสูจน์ -ยืนยันผลการตรวจพิสูจน์ -ลักษณะ ต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์ -สรรพคุณ หรืออันตรายของผลิตภัณฑ์หรือการบริการ -มาตรฐานของเครื่องมือในการตรวจ เช่น ผู้ตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ประเด็นในการสอบสวน -อำนาจ หน้าที่ ความน่าเชื่อถือของผู้ตรวจ -ยืนยันผลการตรวจพิสูจน์ -วิธีตรวจพิสูจน์ -มาตรฐานในการตรวจ ๒.๕ พยานเจ้าหน้าที่รัฐ ๒.๕.๑ เจ้าหน้าที่รัฐผู้เกี่ยวข้องกับกฎหมายนั้นๆ ประเด็นการสอบสวน -การตรวจสอบ การยึดอายัด การใช้อำนาจตามกฎหมาย -การขออนุญาต การแจ้ง การฝึกอบรมของผู้เกี่ยวข้อง -การรับเรื่องร้องเรียน -การประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่กฎหมาย -มาตรการของรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้อง ๒.๕.๒ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเด็นการสอบสวน -การขออนุญาต การชำระภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การขออนุญาตประกอบการของผู้ต้องหาหรือสถานที่ที่ใช้ในการผลิตหรือสะสม การเสียภาษีที่ดิน โรงเรือน ฯลฯ ๒.๕.๓. เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ประเด็นการสอบสวน -ประวัติการนำเข้า ส่งออกของผู้เกี่ยวข้อง -พฤติการณ์ในการนำเข้า ส่งออกของกลางในคดี -การตรวจสอบ การยึดอายัด การตรวจปล่อยสินค้า การใช้อำนาจตามกฎหมาย -มาตรการของรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้อง


30 -การดำเนินการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ๒.๕.๔ พยานองค์การภาคเอกชน หรือมูลนิธิต่างๆ เช่น สภาองค์กรของผู้บริโภค ประเด็นการสอบสวน -รับเรื่องร้องเรียน สติถิ -การฟ้องคดีแทน ๒.๖ พยานอื่นๆ เช่น ล่ามที่แปลภาษา เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงของพยาน ผู้เสียหาย ๒.๗ การสืบพยานก่อนฟ้อง ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น เช่น พยานเป็นคนต่างด้าวจะเดินทางกลับประเทศ พนักงานสอบสวน ยื่นคำร้องไปที่พนักงานอัยการเพื่อสืบพยานก่อนฟ้องคดีต่อศาล ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ ๒.๘ การคุ้มครองพยาน 1) พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ๒) กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นและการพิจารณาคำร้อง ขอใช้มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยาน พ.ศ. 2548 ๓) ประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง กำหนดหน่วยงานทำหน้าที่รับคำร้องขอรับความคุ้มครอง พยานตามมาตรการพิเศษ พ.ศ. 2548 ๔) ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2547 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ๕) ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการความคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ พ.ศ. 2548 ๖) ระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2554 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 ๗) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ๘) บันทึกข้อสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546 มอบหมายให้อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีอำนาจในการสั่งให้ใช้มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยานเฉพาะในคดีพิเศษ ๙) บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการปฏิบัติ และการประสานงานการให้ความคุ้มครองพยานใน คดีอาญาระหว่างกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ๑๐) หนังสือกองปฏิบัติการคดีพิเศษ ที่ ยธ 0818/615 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2554 ตามหมวด 4 (การร้องขอให้คุ้มครองพยาน) ข้อ 16 (การร้องขอให้คุ้มครองพยานในกรณีจำเป็น เร่งด่วน) ส่วนที่ ๓ การรวบรวมพยานหลักฐาน


31 ๓.๑ การรวบรวมพยานเอกสาร ๑) เอกสารผลการตรวจผลิตภัณฑ์ ๒) เอกสารแสดงการขออนุญาต การแจ้ง ๓) พยานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินต่างๆ สมุดบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา สลิปการโอนเงิน รายการเคลื่อนไหวทางบัญชี ๔) เอกสารการส่งสินค้าของไปรษณีย์หรือขนส่งเอกชน ๕) ใบเสร็จชำระค่าสินค้า ๖) ใบขนสินค้า Invoice ๗ ) บัญชีรายชื่อผู้สั่งสินค้า ๘) ผลการตรวจสอบข้อมูลทางโทรศัพท์ ๙) ผลการตรวจสอบเส้นทางการเงิน สมุดบัญชีธนาคาร หลักฐานการเปิดบัญชีกับธนาคาร และหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ในการทำธุรกรรม ๑๐) ผลการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ กรณีใช้โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้า ๑๑) ผลการตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อพิสูจน์ทราบพฤติการณ์การกระทำความผิดและ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ๑๒) ใบอนุญาตสถานประกอบการ ๑๓) เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองสถานประกอบการ หรือ อาคาร ๑๔) รายการจดทะเบียนนิติบุคคล บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ๑๕) ผลการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล ๓.๒ การรวบรวมพยานวัตถุ ๑) โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา ที่ใช้ติดต่อสื่อสารกัน ๒) ภาชนะ อุปกรณ์ เครื่องมือในการผลิต ๓) กล่องบรรจุภัณฑ์ ๔) ฉลากผลิตภัณฑ์ ๕) พาหนะในการขนส่ง ๖) กล้องวงจรปิด ๗) สมุดบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา หลักฐานการโอนเงินต่างๆ บัตรเอทีเอ็ม ๘) สมุดจดบันทึก บัญชีต่างๆ ๙) เช็คธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ๑๐) คอมพิวเตอร์ซึ่งมีข้อมูลต่างๆ เช่น ใบเสร็จในระบบ ฐานข้อมูลลูกค้า ฐานข้อมูลสินค้า ของโรงงาน ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับของกลางหรือผู้สั่งการ ฯลฯ ๓.๓ การรวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัล ผลการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ การแชทไลน์ ๓.๔ การรวบรวมพยานหลักฐานทางการเงิน การชำระค่าสินค้า การแบ่งรายได้ เพื่อพิสูจน์ว่า มีการแสวงหาประโยชน์ในทางการเงินอย่างไร ๓.๕ การตรวจหาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์


32 -ผลการตรวจร่างกายกรณีมีสารพิษตกค้าง -ผลการตรวจหาสารในผลิตภัณฑ์ -ผลการตรวจหาลักษณะตามมาตรฐานในผลิตภัณฑ์(มอก.) ๓.๖ การตรวจสอบข้อมูลทางโทรศัพท์/โซเชียล การโหลดภาพ การแชทไลน์หรือกลุ่มไลน์การใช้บริการ การติดต่อซื้อขายสินค้า การตกลงราคา การขนส่งของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ๓.๗ การรวบรวมพยานหลักฐานนอกราชอาณาจักร -การขอข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากประเทศต้นทาง (หากจำเป็น) ส่วนที่ ๔ การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ/ของกลาง ๔.๑ การตรวจสถานที่เกิดเหตุ ๑) สภาพทั่วไปของสถานที่เกิดเหตุ ๒) ร่องรอยหลักฐานที่พบในสถานที่เกิดเหตุ ๓) บันทึกแสดงรายละเอียดบริเวณสถานที่เกิดเหตุ และบริเวณที่พบพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีเพื่อประกอบแผนที่เกิดเหตุ โดยให้เห็นชัดเจนถึงลักษณะของอาคาร สถานที่ ตำแหน่ง ของกลางที่พบ ฯลฯ ๔) บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทาง สิ่งแวดล้อม ๕) การพิจารณาและคัดผู้ร่วมตรวจที่เกิดเหตุหรือนำตรวจ ๔.๒ การยึดอายัดของกลาง/การเก็บรักษา ๑) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 132 (4) ๒) พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๔ ๓) ข้อบังคับ กคพ. ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๔ พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๔) กฎกระทรวงกำหนดวิธีการขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ พ.ศ. ๒๕๕๓ ๕) ระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าด้วยการเก็บรักษาของกลางคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๓ ๖) ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการนำของกลางออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ ประโยชน์ของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๗) ระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการดำเนินการเกี่ยวกับของกลางในคดี ที่ถึงที่สุด พ.ศ. ๒๕๖๔ ๘) ประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง หลักฐานและวิธีการขายทอดตลาดของกลาง ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการนำของกลางออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของ ทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗


33 ๙) คำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ๑0๘/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เรื่อง แนวปฏิบัติ ในการขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ มาตรา ๘๕/๑ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ๑๐) คำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ ๙๖๐/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๓ เรื่อง แนวทาง การจัดการทรัพย์สินที่มีการยึดหรืออายัดตามมาตรา ๒๔ นอกจากนี้ อาจดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะนั้นด้วย เช่น -พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๕ -พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๔๔ (๓) และมาตรา ๔๖ -พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๕๔ และมาตรา ๘๘ -พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๔ -พระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๙๑ -พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖ (๑๖) และมาตรา ๔๗ ๔.๓ การนำของกลางส่งตรวจพิสูจน์ -ห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์ของหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นๆ (มีบางหน่วยงาน) -ห้องปฏิบัติการเอกชนที่ได้รับการรับรองจากรัฐ หรือหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลผลิตภัณฑ์นั้นๆ (มีบางหน่วยงาน) -กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ -กรมวิทยาศาสตร์บริการ -สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ -ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) (มอก.) -คณะคหกรรม มหาวิทยาลัย (อาหาร) หมายเหตุ กรณีตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและฉลากสินค้าว่าเป็นสินค้าที่ควบคุม ฉลากซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องมีฉลากหรือไม่ ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยฉลากกรณีเป็นสินค้าที่ต้องควบคุมฉลากหรือเป็นสินค้าที่มีคำสั่ง ห้ามขาย ต้องส่งสินค้าและฉลากสินค้าดังกล่าวไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องการดำเนินการเกี่ยวกับของกลาง ๔.๔ การทำลายและเรียกค่าทำลายของกลาง ๔.๔.๑ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค


34 หากมีคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับของกลางให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล ๔.๔.๒ กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้กำหนดการทำลายและเรียกค่า ทำลายของกลางไว้เป็นการเฉพาะ โดยเป็นของกลางที่พนักงานเจ้าหน้าที่มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นผู้ยึดหรืออายัดนั้น (มาตรา ๔๖) คณะกรรมการฯ อาจสั่งให้ทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมให้สิ้นสภาพ หรือในกรณีที่นำเข้าอาจ สั่งให้ส่งกลับคืนไป ถ้าไม่ส่งกลับคืนไปก็อาจสั่งให้ทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้นให้สิ้นสภาพ หรืออาจสั่งให้รอไว้ เพื่อให้ผู้ทำหรือผู้นำเข้าขอรับใบอนุญาต หรือขอรับอนุญาต หรือขอรับใบรับแจ้งก่อน การทำให้สิ้นสภาพและการจัดการซากผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ให้ผู้รับใบอนุญาต ผู้รับอนุญาต ผู้ทำ ผู้นำเข้า ผู้โฆษณา ผู้จำหน่าย หรือผู้มี ไว้เพื่อจำหน่าย แล้วแต่กรณี เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการแก้ไข การปรับปรุง หรือการทำให้สิ้นสภาพ รวมทั้ง การจัดการซากผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือการส่งกลับคืนไปซึ่งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือการรอไว้เพื่อขอรับ ใบอนุญาตหรือขอรับอนุญาต หรือการทำลายเครื่องหมายมาตรฐาน หรือการทำให้เครื่องหมายมาตรฐานหลุด พ้นจากผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ๔.๔.๓ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย พยานวัตถุของกลางนอกจากเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒ และ มาตรา ๓๓ แล้ว เป็นทรัพย์สินที่กฎหมายเฉพาะได้กำหนดไว้ว่า หากศาลพิพากษาว่าวัตถุอันตรายที่ผลิตหรือมี ไว้ในครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภาชนะ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง หรือทรัพย์สินใดบรรดาที่ ศาลมีคําพิพากษาให้ริบ ให้ส่งมอบแก่หน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตรายเพื่อทําลายหรือจัดการตามที่ เห็นสมควร และเรียกค่าทำลายหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่วัตถุ- อันตราย ตามนัยมาตรา ๘๘ แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ๔.๔.๔ กฎหมายว่าด้วยอาหาร -บรรดาของกลางที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิตอาหารที่ผิดกฎหมาย เมื่อคดีถึงที่สุด ศาลมีคำพิพากษาริบของกลางให้พนักงานสอบสวนจัดการของกลางตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา -อาหารหรือภาชนะบรรจุที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ หรือเก็บมาตามมาตรา ๔๓ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจพิสูจน์เป็นที่แน่นอนว่าเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ตามมาตรา ๒๖ เป็น อาหารปลอมตามมาตรา ๒๗ หรือเป็นอาหารผิดมาตรฐานตามมาตรา ๒๘ หรือเป็นอาหารที่รัฐมนตรีประกาศ กำหนดตามมาตรา ๒๕ (๔) หรือเป็นภาชนะบรรจุที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือผิดอนามัยของประชาชน หรือมีลักษณะไม่ถูกต้องตามคุณภาพ หรือมาตรฐานที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา ๖ (๖) ถ้ามิได้มีการ ฟ้องคดีต่อศาล ผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจสั่งทำลาย หรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่เห็นสมควรได้ (มาตรา ๔๔)


35 ๔.๔.๕ กฎหมายว่าด้วยยา -เมื่อมีการลงโทษตามมาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๒๑ หรือมาตรา ๑๒๒ ให้ริบยา เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตยา รวมทั้งภาชนะ หรือหีบห่อบรรจุยาที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดในคดีให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทําลายเสียหรือจัดการตามที่ เห็นสมควร (มาตรา ๑๒๖) -ยารวมทั้งภาชนะหรือหีบห่อบรรจุยาและเอกสารที่ได้ยึดไว้ตามมาตรา ๙๑ ถ้าไม่ปรากฏ เจ้าของหรือพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือศาลไม่พิพากษาให้ริบ และผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ ครอบครองมิได้ร้องขอรับคืนภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ยึด หรือวันที่ทราบคําสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือวันที่ ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี ให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข (มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง) ถ้าสิ่งของที่ยึดไว้นั้นเป็นของเสียง่าย หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหายหรือ จะเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเกินราคาตลาดของยา พนักงานเจ้าหน้าที่จะจัดการขายทอดตลาดยานั้น รวมทั้งภาชนะหรือหีบห่อบรรจุยาและเอกสารเสียก่อนถึงกําหนดก็ได้ ได้เงินจำนวนสุทธิเท่าใดให้ยึดเงินนั้นไว้ แทน (มาตรา ๙๓ วรรคสอง) ๔.๔.๖ กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง -มาตรา ๔๘ ในกรณีที่ปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ หรือมาตรา ๓๒ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับอนุมัติจากเลขาธิการ มีอำนาจสั่งให้ผู้จดแจ้ง ผู้ขาย หรือผู้ครอบครองเครื่องสำอางดังกล่าว เรียกเก็บคืนและทำลายเครื่องสำอางนั้น หรือส่งมอบเครื่องสำอางนั้นให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด หรือในกรณี ที่มีความจำเป็น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดเก็บได้ โดยให้ผู้จดแจ้ง ผู้ขาย หรือผู้ครอบครองเครื่องสำอาง เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนด โดยมีรายละเอียดตามประกาศกระทรวงที่ออกโดยมาตรา ๖ (๑๖) คือ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับอนุมัติจากเลขาธิการ สั่งให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จดแจ้ง ผู้ขาย หรือผู้ครอบครองเครื่องสำอางเพื่อขายเรียกเก็บคืนเครื่องสำอางที่มีการกระทำผิดตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ หรือมาตรา ๓๒ และรายงานการเรียกเก็บคืนเครื่องสำอางของตนภายในระยะเวลา ที่กำหนด โดยจัดทำรายงานการเรียกเก็บคืนเครื่องสำอางตามแบบที่แนบท้ายประกาศกระทรวงนี้ ทั้งนี้ ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จดแจ้ง ผู้ขาย หรือผู้ครอบครองเครื่องสำอางเพื่อขายที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ใน กรุงเทพมหานคร รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้รายงานต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ดังนี้ ๑) เครื่องสำอางที่ผลิต นำเข้า และขายโดยมิได้จดแจ้ง หรือเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย ในการใช้ หรือเครื่องสำอางปลอม หรือเครื่องสำอางผิดมาตรฐาน หรือเครื่องสำอางที่รัฐมนตรีประกาศชื่อ ประเภท


36 ชนิด หรือคุณลักษณะที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือขาย หรือเครื่องสำอางที่ถูกสั่งเพิกถอนใบรับจดแจ้ง ให้เรียกเก็บคืน เครื่องสำอางภายในสิบห้าวัน และรายงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับคำสั่ง ๒) เครื่องสำอางที่ผลิต หรือนำเข้าไม่ตรงตามที่จดแจ้ง หรือเครื่องสำอางที่ไม่มีฉลาก หรือเครื่องเครื่องสำอางที่มีฉลากซึ่งใช้ข้อความที่ไม่ตรงต่อความจริง ข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดใน สาระสาคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง และข้อความที่ขัดต่อศีลธรรม หรือวัฒนธรรมอันดีงามของไทย หรือ เครื่องสำอางที่ขาย โดยไม่มีฉลากภาษาไทย หรือเครื่องสำอางที่มีฉลากซึ่งไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการ เครื่องสำอางว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับฉลากของเครื่องสำอาง หรือเครื่องสำอางที่มีฉลาก ซึ่งเลขาธิการสั่งเลิกใช้ หรือเครื่องสำอางที่หมดอายุการใช้ตามที่แสดงไว้ในฉลาก ให้เรียกเก็บคืนเครื่องสำอางภายในสามสิบวันและ รายงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำสั่ง ๓) การเรียกเก็บคืน ให้ผู้ซื้อส่งคืนเครื่องสำอางต่อผู้ที่ตนซื้อมา และให้ผู้ขาย หรือ ผู้ครอบครองส่งคืนเครื่องสำอางต่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จดแจ้ง หรืออาจใช้วิธีการเรียกเก็บคืนอื่นใดก็ได้ ที่ไม่ก่อให้เกิดภาระอันเกินควรต่อประชาชน ส่วนที่ ๕ การประสานกับหน่วยงานอื่น ๕.๑ หน่วยงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ -กองเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ ในการส่งตรวจโทรศัพท์มือถือ หมายเลข โทรศัพท์มือถือ การตรวจสอบบัญชีธนาคาร ประวัติอาชญากร -ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ในการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ -กองปฏิบัติการพิเศษ ในการเข้าร่วมตรวจค้น การคุ้มครองพยาน การเก็บรักษาของกลาง ๕.๒ หน่วยงานอื่นที่ต้องประสานขอข้อมูลหรือเอกสาร หรือร่วมบูรณาการ -หน่วยงานรัฐที่กำกับผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นๆ -องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น -สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ -กรมศุลกากร -สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๕.๓ การปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงต่างๆ -บันทึกความตกลงการดำเนินงานร่วมกัน ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี และกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ฉบับลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ -บันทึกความตกลงว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม กับ กรมวิชาการ เกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ ๕.๔ การรายงานคดีต่อหน่วยงานอื่น


37 - ๕.๕ การลงระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - ๕.๖ การดำเนินการเกี่ยวกับความผิดมูลฐาน - ๕.๗ การประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศหรือองค์กรเอกชน (NGO) - ส่วนที่ ๖ การดำเนินการเกี่ยวกับผู้ต้องหา ๖.๑ บุคคลธรรมดา -ยืนยันข้อมูลบุคคล ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ -แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด -พิจารณาลักษณะเฉพาะของผู้ต้องหา เช่น ความสามารถทางร่างการและจิตใจ ความสามารถ ในการสื่อสารเข้าใจภาษาไทย เป็นคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติ เป็นเด็ก เป็นทหาร เป็นคดีที่มีอัตราโทษ ประหารชีวิตหรือคดีที่มีอัตราโทษจำคุก เป็นกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ และดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดในแต่ละลักษณะเฉพาะของผู้ต้องหา ๖.๒ นิติบุคคล -ยืนยันข้อมูล นิติบุคคล กรรมการ ผู้ถือหุ้น ให้ถูกต้อง -กรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล สั่งการหรือ การกระทำหรือละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด -แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ๖.๓ การออกหมายเรียก/หมายจับ/การจับกุม -ประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา -ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมาย อาญา พ.ศ. ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม -ประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานเกี่ยวกับหมายจับผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๒ -ข้อบังคับ กคพ.ว่าด้วยการสอบสวนร่วมกันหรือปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันในคดีพิเศษระหว่าง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษกับพนักงานอัยการหรืออัยการทหาร พ.ศ. ๒๕๔๗ -ระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับหมายจับในคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๒ -คู่มือหรือแนวทางปฏิบัติงาน ตามกระบวนการหลักของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ๖.๔ การเปรียบเทียบปรับ


38 ๖.๔.๑ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ๑) มาตรา ๖๒ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือเป็น ความผิดที่มีโทษปรับหรือมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ให้คณะกรรมการมีอำนาจเปรียบเทียบได้ และในการนี้ให้ คณะกรรมการมีอำนาจมอบหมายให้คณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการ พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการเปรียบเทียบได้ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการ เปรียบเทียบหรือเงื่อนไขประการใด ให้แก่ผู้ได้รับมอบหมายตามที่เห็นสมควรด้วยก็ได้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ในการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนพบว่า บุคคลใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลนั้นยินยอมให้เปรียบเทียบ ให้พนักงานสอบสวนส่ง เรื่องมายังคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้มีอำนาจเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ผู้นั้นแสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบ เมื่อผู้กระทำความผิดได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่ผู้มี อำนาจเปรียบเทียบกำหนดซึ่งไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระเงินค่าปรับ ภายในระยะเวลาตามวรรคสาม ให้ดำเนินคดีต่อไป โดยให้อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระค่าปรับ ตามคำสั่งของผู้มีอำนาจเปรียบเทียบ ๒) ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเปรียบเทียบ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๖ บรรดาคดีที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบเห็นว่าอยู่ในอำนาจเปรียบเทียบให้ผู้มีอำนาจ เปรียบเทียบดำเนินการ -ถ้าผู้ต้องหายินยอมให้เปรียบเทียบ ให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบบันทึกคำให้การของ ผู้กล่าวหา และผู้ต้องหาตามแบบ แล้วจึงเปรียบเทียบ -ในกรณีผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบ ให้บันทึกคำให้การไว้ในสำนวน -บรรดาคดีที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่อาจเปรียบเทียบ หรือไม่ สมควรเปรียบเทียบ หรือคดีที่ผู้ต้องหาไม่มาให้เปรียบเทียบภายในเวลาที่กำหนด หรือมาทำการเปรียบเทียบ แต่ไม่ยินยอมตามที่ได้เปรียบเทียบ หรือไม่ยินยอมยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน ให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบ ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค ตามมาตรา ๓๙ หรือมาตรา ๓๙/๑ แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ดำเนินคดี ข้อ ๗ ในการเปรียบเทียบ ให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบกำหนดเงินค่าปรับตามพฤติการณ์ แห่งคดีความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับ สภาพความผิด มูลเหตุในการกระทำ ความผิด ผลกระทบต่อสาธารณชน การพยายามบรรเทาผลร้าย และการชดใช้ค่าเสียหาย


39 ๖.๔.๒ กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ๑) มาตรา ๕๗ ตรีได้กำหนดไว้ว่า บรรดาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เว้นแต่ความผิดตามมาตรา ๔๘ ตรี ให้เลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเลขาธิการ มอบหมาย หรือคณะกรรมการเปรียบเทียบ มีอาจเปรียบเทียบได้ดังต่อไปนี้ (๑) เลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเลขาธิการมอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบ ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือเป็นความผิดที่มีโทษปรับหรือโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน (๒) คณะกรรมการเปรียบเทียบมีอำนาจเปรียบเทียบความผิดอื่น นอกจากที่กำหนดไว้ ใน (๑) คณะกรรมการเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่ง ให้ประกอบด้วยผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการ และผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่ เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ดำเนินคดีต่อไป จากกรณีข้างต้น ประธานกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ออกระเบียบคณะ กรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาของผู้มีอำนาจเปรียบเทียบ พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยในส่วนของความผิดที่กำหนดระวางโทษไว้ในบัญชีท้ายประกาศ กคพ.ฉบับที่ ๘ ประธาน กรรมการเปรียบเทียบ ได้ออกประกาศคณะกรรมการเปรียบเทียบ เรื่อง กำหนดอัตราเปรียบเทียบตาม พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีเป็นความผิดที่อยู่ใน อำนาจของคณะกรรมการเปรียบเทียบ ลงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ โดยจะทำการเปรียบเทียบปรับร้อยละ ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ (กำหนดเงินขั้นต่ำและสูง) จำนวน ๓ ครั้ง หากเกินกว่าส่งดำเนินคดี ๖.๔.๓ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือเป็นความผิดที่มีโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี เว้นแต่ความผิดมาตรา ๗๔ รรคสอง ให้คณะกรรมการมีอำนาจเปรียบเทียบได้และเมื่อผู้กระทำ ความผิดได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดได้รับแจ้ง ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ มีอำนาจเปรียบเทียบก็ได้ ทั้งนี้ การเปรียบเทียบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ตามมาตรา ๘๙


40 ๖.๔.๔ กฎหมายว่าด้วยอาหาร บรรดาความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือ ผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาได้รับมอบหมาย มีอำนาจเปรียบเทียบได้ตามมาตรา ๗๕ เขตกรุงเทพมหานคร ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จังหวัดอื่นส่งให้สาธารณสุขจังหวัด ทำการ เปรียบเทียบ ตามระเบียบสำนักคณะกรรมการอาหารและยาว่าด้วยการเปรียบเทียบ พ.ศ. ๒๕๓๖ ๖.๔.๕ กฎหมายว่าด้วยยา บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียว ใหเลขาธิการคณะกรรมการ อาหารและยาหรือผูซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบหมายมีอํานาจเปรียบเทียบปรับได้ (มาตรา 126 ทวิ) ๖.๔.๖ กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง ๑. พระราชบัญญัติเครื่องสําอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๙๐ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือเป็น ความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบที่คณะกรรมการกำหนด เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ มีการเปรียบเทียบแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ อาจริบได้ตามกฎหมาย แต่ในกรณีดังต่อไปนี้ การเปรียบเทียบจะทำได้เฉพาะเมื่อ (๑) สำหรับทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิด เมื่อผู้ต้องหายินยอมให้ทรัพย์สิน นั้นตกเป็นของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (๒) สำหรับทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำความผิดและมีกฎหมายห้ามมิให้ จำหน่ายจ่ายโอน ถ้าอาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อผู้ต้องหายินยอมและได้แก้ไขทรัพย์สินนั้นให้ถูกต้องแล้ว (๓) สำหรับทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำความผิดและมีกฎหมายห้ามมิให้ จำหน่ายจ่ายโอน ถ้าไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อผู้ต้องหายินยอม ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา ในการนี้ จะกำหนดให้ผู้ต้องหาออกค่าใช้จ่ายในการทำลายของกลางนั้นด้วยก็ได้ ๒) ระเบียบ คำสั่ง -ระเบียบคณะกรรมการเครื่องสําอางว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบตาม พระราชบัญญัติเครื่องสําอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. ๒๕๕๙ -ระเบียบคณะกรรมการเครื่องสําอางว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบตาม พระราชบัญญัติเครื่องสําอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ -คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาที่ ๑๖๑/๒๕๕๙ เรื่อง มอบหมายให้ เปรียบเทียบตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙


41 -คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาที่ ๔๒๒/๒๕๖๑ เรื่อง มอบหมายให้ เปรียบเทียบตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๑ ภาคผนวก ๑. ระเบียบกฎหมาย/ตัวอย่างหนังสือ/แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง ๑) กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค -กฎกระทรวงกำหนดข้อความโฆษาสินค้าหรือบริการที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม พ.ศ. ๒๕๖๔ -ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเปรียบเทียบ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๒ ๒) กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม -กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ประกาศคณะกรรมการ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิต นำเข้า ส่งออก การแสดงเครื่องหมาย การใช้เครื่องหมาย การขออนุญาต การแจ้ง ฯลฯ (ตามองค์ประกอบความผิด และชนิดของผลิตภัณฑ์) -กฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม..(ชนิดของกลาง).. ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน -มาตรฐานเลขที่ มอก.... (ชนิดของกลาง) ๓) กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย -กฎกระทรวงและประกาศกระทรวง เรื่อง การขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียน วัตถุอันตราย การขออนุญาตวัตถุอันตรายที่หน่วยงานนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ -ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๕ -ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ -ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๒ -ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๓ -ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๕ ๔) กฎหมายว่าด้วยอาหาร -กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ -ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๓๖๗) พ.ศ. ๒๕๕๗ เรื่อง การแสดงฉลากของอาหาร ในภาชนะบรรจุ ๕) กฎหมายว่ายา -กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการผลิตยาแผนปัจจุบัน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๓ -กฎกระทรวงว่าด้วยการขึ้นทะเบียนตํารับยา พ.ศ. ๒๕๕๕ -ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ ฉบับที่ ๕๕ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖ ๖) กฎหมายว่าเครื่องสำอาง


42 -ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิต หรือนำเข้า เครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๖๑ -ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๖๖ -ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การจดแจ้ง การออกใบรับจดแจ้ง การต่ออายุใบรับ จดแจ้ง การแก้ไขรายการใบรับจดแจ้ง และการออกใบแทนใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๖๑ -ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดลักษณะของเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์เพื่อสุขอามัยสำหรับมือที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือขาย พ.ศ. ๒๕๖๓ ๒. ตัวอย่างกรณีศึกษา ๑) กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ตัวอย่างคดีตามฎีกาที่ 5351/2562 จาเลยก่อสร้างโครงการอาคารชุดและโรงแรมติดกัน แจกแผ่นพับโฆษณาขายอาคารชุดแสดงภาพถนนทางเข้าออกอาคารชุดตามโฉนด ก และแสดงพื้นที่ติดชายหาด โฉนด ข เป็นภาพพื้นที่ติดต่อเชื่อมกับพื้นที่อาคารชุด ภาพถนนโฉนด ก ทางเข้าอยู่ติดต่อกับอาคารชุดที่อยู่ ด้านขวาของทาง ถัดจากนั้นจึงถึงส่วนของโรงแรม มีภาพรถกาลังแล่นเข้าส่วนพื้นที่อาคารชุดมาตามทางโฉนด ก ส่วนพื้นที่ติดชายหาดโฉนด ข แสดงภาพเป็นพื้นที่เชื่อมโยงติดต่อกับพื้นที่ส่วนอาคารชุด เฉพาะรูปแผนผัง ดังกล่าว จึงแสดงให้ผู้ซื้อห้องชุดที่เห็นแผ่นพับเข้าใจไปได้ว่า ผู้ซื้อจะได้ใช้สอยทางโฉนด ก และพื้นที่โฉนด ข เพื่อลงสู่ทะเลอย่างเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อาคารชุด พฤติการณ์ในคดีเป็นการรับข้อเท็จจริงว่าที่ดินโฉนด ก และ ข มีไว้เพื่อประโยชน์ใช้สอยร่วมกันของเจ้าของร่วม เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่า มีการแจ้งให้ผู้บริโภคทราบชัดเจนว่าไม่ใช่ ที่ดินที่เป็นทรัพย์ส่วนกลาง จึงเป็นการโฆษณาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสาคัญ แม้ไม่มีเจตนาให้เป็น ทรัพย์ส่วนกลาง แต่ได้โฆษณาโดยก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอันเป็นการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) จึงต้องรับผลแห่งการโฆษณานั้นโดยถือเป็นส่วนหนึ่ง ของสัญญา ที่ดินทั้ง ๒ แปลง ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลาง แม้จาเลยไม่จดทะเบียนให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางโดยจดเป็น ภาระจายอม แต่ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดรวมถึงทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสาหรับ เจ้าของร่วม ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 และ 15 ทั้งนี้ ไม่ว่าจะขึ้นทะเบียนว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ หรือเจ้าของจะแสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ให้เป็นทรัพย์ ส่วนกลางหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นกรณีตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย ๒) กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (๑) คดีพิเศษที่ ๑๐๕/๒๕๖๐ บริษัท ล. ผู้ต้องหาที่ ๑ มีนาย พ. ผู้ต้องหาที่ ๒ และนาย ส. ผู้ต้องหาที่ ๓ เป็นกรรมการ ได้ร่วมกันนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมประเภทเหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป มาตรฐานเลขที่ มอก. ๕๒๘ - ๒๕๔๘ และเหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนแผ่นม้วน แผ่นหนา และแผ่นบาง สำหรับ งานโครงสร้างทั่วไป มาตรฐานเลขที่ มอก. ๑๔๗๙ - ๒๕๔๑ เข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร อันเป็นไป เพื่อประโยชน์ทางการค้าและผลกำไรของผู้ต้องหาที่ ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน ๒ ครั้ง ดังนี้


43 (การนำเข้าครั้งที่ ๑) เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ผู้ต้องหาที่ ๑ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ และที่ ๓ ได้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท ผู้ต้องหาที่ ๑ สั่งซื้อเหล็กกล้าคาร์บอน ทรงแบนรีด ร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป และเหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนแผ่นม้วน แผ่นแถบ แผ่นหนา และแผ่นบาง สำหรับงานโครงสร้างทั่วไปจากบริษัทซาบิค (sabic) ซึ่งเป็นโรงงานในประเทศซาอุดิอาระเบีย จากนั้นผู้ต้องหา ที่ ๑ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ ได้ว่าจ้างบริษัทโกบอล เซอร์วิส ชิปปิ้ง จำกัด ดำเนินการในส่วนพิธีศุลกากรแทนผู้ต้องหา ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ผู้ต้องหาที่ ๑ ได้ร่วมกันนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จำนวน ๘๐๙ ม้วน น้ำหนักรวม ๙,๙๐๘,๗๔๒ ตัน ตาม Invoice เลขที่ ๙๐๐๐๐๗๓๖๙๒ และ ๙๐๐๐๐๗๓๖๙๒ - ๑ ลงวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๙ เป็นหลักฐานใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตรและภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้ามาโดยเรือ GLORY HONGKONG มาถึงท่าเรือเกาะสีชัง จากนั้นได้ขนถ่ายสินค้าลงเรือเล็กไปยังที่เก็บสินค้า ของบริษัท สยามทราน ซิสเต็ม กรุ๊ป (1999) จำกัด โดยในระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงานศุลการกรท่าเรือกรุงเทพ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพิธีศุลกากร ผู้ต้องหาได้ดำเนินการนำสินค้าไปเก็บไว้ที่โกดังของบริษัทผู้ต้องหา แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เพื่อตรวจสอบ (การนำเข้าครั้งที่ ๒) เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ผู้ต้องหาที่ ๑ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ และที่ ๓ สั่งซื้อเหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป และเหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อน แผ่นม้วน แผ่นแถบ แผ่นหนา และ แผ่นบาง สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป จากบริษัทซาบิค (sabic) จากนั้น ได้ว่าจ้างบริษัท โกบอล เซอร์วิส ชิปปิ้ง จำกัด ดำเนินการในส่วนพิธีศุลกากร ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จำนวน ๒,๖๖๕ ม้วน น้ำหนัก ๓๗,๗๒๗.๘๖๙ ตัน ตาม Invoice เลขที่ S/๑๖ - ๐๖๑ ถึงเลขที่ S/๑๖ - ๐๖๘ ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ เป็นหลักฐานใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดง รายการภาษีสรรพสามิตรและภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้ามาทางเรือ FAREAST HARMONY มาถึงท่าเรือเกาะสีชัง และ ได้ขนถ่ายสินค้าลงเรือเล็กขนไปยังท่าเรือกรุงเทพ ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพิธีศุลกากร บริษัทฯ ก็ดำเนินการนำสินค้าไปเก็บไว้ที่โกดังของบริษัท ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาทั้ง ๒ ครั้ง ณ โกดังของบริษัทฯ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นผู้นำตรวจ ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่สามารถแสดงหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและไม่ได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัฑ์อุตสาหกรรม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการอายัดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไว้ ณ สถานที่ เก็บผลิตภัณฑ์ของผู้ต้องหา จากนั้นในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ผู้ต้องหาที่ ๒ และที่ ๓ ได้ลงลายมือชื่อร่วมกัน ประทับตราสำคัญของบริษัทของผู้ต้องหาที่ ๑ ในหนังสือส่งเอกสารการขออนุมัติคลังสินค้าชั่วคราวเพิ่มเติม เพื่อจัดเก็บของกลางในคดี และเมื่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ส่งเรื่องให้กรม สอบสวน คดีพิเศษดำเนินคดีแล้ว ผู้ต้องหาที่ ๒ ได้นำพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตรวจสอบของกลาง เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๐ ณ โกดัง ๓ แห่งของ


44 ผู้ต้องหาที่ ๑ ที่แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ รวมผลิตภัณฑ์ที่อายัดทั้งหมด ๓,๔๗๔ ม้วน น้ำหนัก รวม ๔๗,๖๓๖.๖๑๑ ตัน เหตุเกิดที่ ตำบลเกาะสีชัง อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี (ท่าเรือเกาะสีชัง) เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ ต่างกรรมต่างวาระ การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด ฐานร่วมกันนำผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายใน ราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (๒) คดีพิเศษที่ ๙๓/๒๕๕๙ ผู้ต้องหาที่ ๑ และผู้ต้องหาที่ ๒ ได้บังอาจร่วมกันกระทำผิดกฏหมาย โดยร่วมกันนำผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานประเภทบริภัณฑ์ส่องสว่างและบริภัณฑ์ ที่คล้ายกันต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. ๑๙๕๕ - ๒๕๕๑ เข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่ได้ รับอนุญาตจากเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ทางคดีมีพยานหลักฐาน ยืนยันได้ว่า ผู้ต้องหาที่ ๑ ในฐานะนิติบุคคล และผู้ต้องหาที่ ๒ ในฐานะส่วนตัว ได้นำสินค้าจากประเทศจีน เข้ามาเพื่อ จำหน่ายในราชอาณาจักร โดยการว่าจ้างเรือขนสินค้า ชื่อ WAN HAI ๒๒๒ ปรากฏตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A๐๐๓ ๐๕๘๐๔ ๐๑๒๗๓ บรรจุลังใส่มาในตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข TCNU ๔๓๖๔๙๓๗ โดยสินค้าทั้งหมด ของผู้ต้องหามีจำนวน ๘ รายการ เรือเข้ามาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ตำบลแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ เวลากลางวัน โดยบริษัทวันไฮไลนส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ขนถ่ายตู้คอนเทน เนอร์ดังกล่าวเพื่อทำการตรวจปล่อย ณ ท่าเรือของบริษัทสยามคอนเทนเนอร์ ที่ตำบลบางเสาธง (บริเวณ ท่าเรือ) ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของด่านศุลกากร บางเสาธง จากนั้น ผู้ต้องหาที่ ๑ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ ได้ว่าจ้างบริษัท สยามไนซ์ตี้ โลจิสติกซ์ จำกัด ให้ดำเนินการ ด้านพิธีการศุลกากร (Shipping) แทนผู้ต้องหาที่ ๑ ซึ่งมีพยานที่ 4 ลูกจ้างบริษัท สยามไนซ์ตี้ โลจิสติกซ์ จำกัด เป็นผู้ยื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรเพื่อทำการตรวจปล่อยสินค้าของกลางในคดีนี้ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๘ และเมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรทำการตรวจสอบสินค้าร่วมกับพยานที่ ๔ ผลการตรวจสอบปรากฏว่า สินค้า รายการที่ ๑ - ๖ และ ๘ ตรงตามสำแดง แต่รายการที่ ๗ ผู้ต้องหาที่ ๑ สำแดงชนิดเป็นส่วนประกอบชุดโคม ไฟฟ้า มีจำนวน ๑๐,๘๐๐ หน่วย ราคาของ ๓๙,๓๗๕.๕๕ บาท ด่านศุลกากรบางเสาธงจึงได้ดำเนินคดีในส่วน ของการสำแดงชนิดของ และประเภทพิกัดเป็นเท็จ ตามมาตรา ๙๙ และมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ประกอบมาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ จากนั้น เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๘ ผู้ต้องหาที่ ๑ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ ได้มอบอำนาจให้พยานที่ ๔ ดำเนินการระงับคดีในชั้นศุลกากรและยกสินค้าให้ตกแก่แผ่นดิน จนเมื่อวันที่ ๙ เมษายน 2558 พยานที่ ๔ ได้ทำเรื่องขอระงับคดีในชั้นศุลกากรและยกสินค้าของกลางซึ่งเป็นหลอดไฟ LED จำนวน ๑๐,๘๐๐ หลอด ให้ตกเป็นของแผ่นดินตามประสงค์ของผู้ต้องหา


45 แต่เนื่องจากสินค้ารายการที่ ๗ นั้น เป็นหลอดไฟชนิดไดโอดเปล่งแสง (หลอดไฟ LED) ซึ่งอยู่ ในข่ายควบคุมของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบริภัณฑ์ส่องสว่างและบริภัณฑ์ที่คล้ายกัน มาตรฐานเลขที่ มอก. ๑๙๕๕ - ๒๕๕๑ ดังนั้น ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ด่านศุลกากรบางเสาธงจึงได้มีหนังสือแจ้งไปยัง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อผู้ต้องหาที่ ๑ ไม่สามารถแสดง หลักฐานใบอนุญาตในการนำเข้าให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จึงเห็นว่ากรณีนี้เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๙ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจึงมอบหมายผู้กล่าวหาซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่เดินทางไปรับสินค้าของกลางปรากฏตามบัญชีของกลางมาเก็บไว้ที่สำนักงานมาตรฐานผลิต ภัณฑ์ อุตสาหกรรม และแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ ๑ และผู้ต้องหาที่ ๒ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง ว่ากระทำความผิด ฐานร่วมกันนำผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ (ฉบับ ที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๔๘) ประกอบมาตรา ๘๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา (๓) คดีพิเศษที่ ๕/๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ผู้ต้องหาที่ ๑ นิติบุคคล โดยผู้ต้องหาที่ ๒ กรรมการ ได้ร่วมกัน นำเข้าสินค้าประเภทเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (เหล็กรูปตัว H) ของกลางในคดี โดยเรือ JIA SHANG SHAN ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A ๐๑๗๐๕๙๐๒๐๗๗๕๗ บัญชีราคาสินค้า (INVOICE) เลขที่ F ๑๕H๕๕Y ๒๘๓T ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๙ ใบตราส่ง (BILL OF LADING) เลขที่ B/L RW ๒๙ ๐๑๒๗๓ ระบุชื่อ ผู้ต้องหาที่ ๑ เป็นผู้รับสินค้า ต่อมา ผู้ต้องหาที่ ๒ ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราของผู้ต้องหาที่ ๑ ยื่นคำขอรับ ใบอนุญาตนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่าย ในราชอาณาจักรสำหรับการประกอบกิจการนำเข้าเฉพาะครั้ง ซึ่งเป็นของกลางในคดีครั้งนี้ ในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ หลังจากของกลางในคดีเข้าถึงเกาะสีชังแล้ว (นำเข้าครั้งที่ ๑) วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ผู้ต้องหาที่ ๑ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ ได้ร่วมกันนำเข้าสินค้าประเภท เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (เหล็กรูปตัว H) ของกลางในคดี โดยเรือ GANNET BULKER ตามใบขนสินค้า ขาเข้าเลขที่ A ๐๐๕๐๕๙๐๔๐๔๕๔๘ บัญชีราคาสินค้า (INVOICE) เลขที่ ๘๓๓๕๗๐๒๐/๐๒๒ JK ลงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ใบตราส่ง (BILL OF LADING) เลขที่ RK๐๒GB๑๖๐๘ พยานเอกสารหมายเลข ๓ และ ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A ๐๐๕๐๕๙๐๔๐๔๕๖๓ บัญชีราคาสินค้า (INVOICE) เลขที่ ๘๓๓๕๗๐๒๐/๐๑๒ JK ลงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ใบตราส่ง (BILL OF LADING) เลขที่ RK๐๓GB๑๖๐๘ ระบุชื่อผู้ต้องหาที่ ๑ เป็นผู้รับสินค้า พยานเอกสารหมายเลข ๔ ต่อมา ผู้ต้องหาที่ ๒ ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราของผู้ต้องหา ที่ ๑ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรสำหรับการประกอบกิจการนำเข้าเฉพาะครั้ง (นำเข้าครั้งที่ ๒)


46 การนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมทั้ง ๒ ครั้งของผู้ต้องหาทั้งสอง มิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับอนุญาต จากเลขาธิการตามกฎหมาย ทั้งนี้ แม้ว่าของกลางในคดีนี้ เมื่อนำไปตรวจสอบแล้วผ่านมาตรฐานก็เป็นคนละส่วน กับความผิดในการนำผลิตภัณฑ์เข้ามาเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งครบองค์ประกอบความผิดแล้ว โดยการขอรับอนุญาตนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่รัฐควบคุมอย่างเคร่งครัด โดยการกำหนดให้ผู้ใดที่จะนำเหล็กชนิดหรือประเภทดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักรจะต้องผ่านการ ตรวจสอบและได้รับใบอนุญาตจากรัฐเสียก่อน ผู้ต้องหาทั้งสองได้กระทำผิดต่างกรรมต่างวาระ ฐาน “ร่วมกันนำ ผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับ อนุญาต” อันเป็นความผิดตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ แก้ไขเพิ่มเติม โดยมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกอบกับมาตรา ๔๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๘, พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ๒๕๔๐ (มอก. เลขที่ ๑๒๒๗ – ๒๕๓๙) และประกอบมาตรา ๘๓, ๙๑ แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา และสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๒ ฐาน“ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมโดยรู้อยู่ว่าเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามมาตรา ๓๖ แห่ง พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ ประกอบกับ มาตรา ๕๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๘, พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ๒๕๔๐ (มอก. เลขที่ ๑๒๒๗ – ๒๕๓๙) และประกอบมาตรา ๘๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากคดีขาดอายุความ สิทธิการนำ คดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญามาตรา ๓๙ (๖) ๓) กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย (๑) คดีพิเศษที่ ๗๓/๒๕๖๒ ผู้ต้องหาที่ ๑, ผู้ต้องหาที่ ๒ และผู้ต้องหาที่ ๔ ได้ร่วมกันผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ชื่อการค้า สมาร์ทไบโอ สูตร 1 ชนิดเผาไหม้, ชื่อการค้า สมาร์ทไบโอ สูตร 2 ชนิดดูดซึม, ชื่อการค้า สมาร์ทไบโอ สูตร 3 ชนิดนาข้าว, ชื่อการค้า สมาร์ทไบโอ สูตร 4 ชนิดควบคุมการงอก และชื่อการค้า สมาร์ทไบโอ 4 พลัส ต่อต้าน แมลงศัตรูพืช ผู้ต้องหาที่ ๑ ทำหน้าที่ในการจัดหาบรรจุภัณฑ์ แนะนำสินค้า จำหน่ายให้แก่เกษตรกรทั่วไป ซึ่งในช่วงแรกจะแจกจ่ายให้เกษตรนำไปทดลองใช้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นผู้ช่วยเหลือควบคุม การผลิต ให้คำแนะนำ บรรยายสรรพคุณ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าที่สนใจ และมีผู้ต้องหาที่ ๔ เป็น ผู้หาและจัดส่งสารวัตถุดิบในการผลิต โดยให้พยานที่ ๑ และที่ ๒ ช่วยแบ่ง บรรจุ ติดฉลากหุ้มฟอยด์ จากนั้น ผู้ต้องหาที่ ๑ ในนามของสถาบัน ส ซึ่งเป็นสถาบันที่ผู้ต้องหาที่ ๑ คิดขึ้นมา ได้ไปทำบันทึกความตกลงกับศูนย์ ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคมแห่งมหาวิทยาลัย ก. อ้างว่ามุ่งเน้น ศึกษาวิจัยการเกษตร เพื่อทำให้สินค้าภายใต้ชื่อการค้า ของตนข้างต้น เกิดความน่าเชื่อถือ และบรรยายให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ด้านซีเอสอาร์และความยั่งยืนของ


47 สิ่งแวดล้อม โดยผู้ต้องหาที่ ๑ จะบรรยายสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ สาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ และจำหน่ายให้แก่ ประชาชน จากนั้น ผู้ต้องหาที่ ๑ ได้จดทะเบียนตั้งบริษัท ผู้ต้องหาที่ ๓ และใช้บ้านที่ผู้ต้องหาที่ ๒ อยู่อาศัย เป็นที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ โดยมีผู้ต้องหาที่ ๑ ลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจผูกพันบริษัทและทำการแทน โดยได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ในนามของสถาบันฯ และบริษัทฯ ผู้ต้องหาที่ 3 ควบคู่กัน ต่อมา ผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๒ ได้ไปเช่าสถานที่ในตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เพื่อลักลอบใช้เป็นสถานที่ผลิต เก็บและกระจายผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องกันมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ พนักงานสอบสวนคดี พิเศษและพนักงานเจ้าหน้าที่วัตถุอันตรายและปุ๋ย ได้เข้าทำการตรวจค้น พบของกลางที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ปรากฎ ตามพยานวัตถุลำดับที่ ๑ – ที่ ๑๓ นอกจากนี้ ยังพบวัตถุดิบบรรจุในแกลลอนขนาดประมาณ ๒๕ ลิตร อุปกรณ์ ในการผลิต บรรจุ ตัก ตวง เช่น ถัง เครื่องชั่ง ที่เป่าความร้อน ที่ปิดฝา ฯลฯ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้อายัด และ ยึดมาจัดเก็บรักษาไว้ที่กรมวิชาการเกษตร นอกจากนี้พบว่า มีผู้ต้องหาที่ ๕ - ที่ ๗ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์บางชื่อการค้า (อิมมูนไนซ์ และดีลเดย์ – มิคซ์ I) โดยขณะกระทำความผิดในคดีนี้ ไม่พบว่าผู้เกี่ยวข้องได้ขึ้นทะเบียน ได้รับ อนุญาตและได้แจ้งเพื่อทำการผลิตหรือมีไว้ในครอบครองแต่อย่างใด อธิบดีกรมวิชาการเกษตร จึงมอบหมายให้ ผู้กล่าวหาที่ ๑ ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ ๓ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเทศบาลเมืองบางรัก พัฒนา เห็นว่า การผลิตปุ๋ยและสารกำจัดวัชพืช (มีสารวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓) ของผู้ต้องหาที่ ๓ เป็นกิจการ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในท้องถิ่นในลักษณะที่เป็นการค้า ซึ่งกำหนดไว้ในเทศบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วย การสาธารณสุข โดยไม่ได้รับอนุญาตนายกเทศมนตรีเมืองบางรักพัฒนา จึงมอบอำนาจให้ผู้กล่าวหาที่ ๒ ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ ๓ และผู้เกี่ยวข้อง การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ มีลักษณะเป็นการร่วมกันผลิตและมีไว้ในครอบครอง (มีไว้เพื่อขาย, ขาย) ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งใช้เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ คนงาน เอกสารประชาสัมพันธ์ โฆษณาขายช่องทางเดียวกัน อันเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าของผู้ต้องหาที่ ๑ และพวก จำนวนหลายชนิด หลายชื่อการค้า โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ได้แจ้ง รวมทั้ง โฆษณาโดยใช้ข้อความทำนองว่า ปลอดสารพิษ เมื่อนำผลิตภัณฑ์ของกลางส่งตรวจพิสูจน์ พบว่ามีสารพาราควอตฯ และสารไกลโฟเซตฯ ซึ่งเป็น วัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ (ขณะนั้น) อันเป็นข้อเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ๔) กฎหมายว่าด้วยอาหาร (๑) คดีพิเศษที่ ๑๐๘/๒๕๕๙ ผู้ต้องหาได้ประกอบกิจการเป็นร้านอาหารชื่อ ร้าน ซ. มีเจตนาที่จะไม่ใส่รังนกแท้ลงไปใน อาหารที่ตนเสนอขายว่า เป็นรังนกปรุงสุก และทราบดีมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ตนได้นำยางไม้และวุ้นซึ่งไม่ใช่รังนก มาผสมอาหารเทียมรังนก โดยไม่มีรังนกอยู่เลย ตุ๋นแบ่งบรรจุในลูกมะพร้าวเสนอขายว่าเป็นรังนกแท้ โดยผู้ต้องหา เป็นเจ้าของร้าน เป็นผู้ดูแล รวมทั้ง คิดค้นสูตรการปลอมอาหาร ควบคุมการผลิต และผลิตเอง ตลอดจนเป็น ผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากผลกำไรในการจำหน่าย โดยมีผู้กล่าวหาที่ ๑ , ที่ ๒ และพยานที่ ๑ - ๑๖ ให้การยืนยัน นอกจากนี้ยังมีพยานเอกสารและพยานวัตถุที่ยืนยันการกระทำผิดของผู้ต้องหา ประกอบกับ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาจริง การกระทำของผู้ต้องหาจึงเป็นความผิดฐาน


48 ผลิตและจำหน่ายซึ่งอาหารปลอมเพื่อประโยชน์ทางการค้า อันเป็นความผิดตามมาตรา ๒๕ (๒) ประกอบ มาตรา ๒๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ (๒) คดีพิเศษที่ ๒๑๓/๒๕๕๕ ผู้ต้องหาที่ ๑ และผู้ต้องหาที่ ๒ มีเจตนาผลิตและขายสินค้า โดยกล่องระบุเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวม ๑๐๐% ตรา TRIPLE AAA ภายในกล่องบรรจุเครื่องดื่มจำนวน ๒ ขวด โดยฉลากระบุว่าเป็นเครื่องดื่มผลไม้รวม ๑๐๐% ตราไอ-ริช พลัส+ ผลิตโดยบริษัท เมก้าฟู้ด โปรดักส์ จำกัด จัดจำหน่ายโดยผู้ต้องหาที่ ๑ จำหน่ายให้แก่ บุคคลทั่วไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ๑. เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๖ พยานที่ ๓ ได้ส่งมอบเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวม ๑๐๐% ตรา TRIPLE AAA ผลิตโดย บริษัท เฮงเค็ล แล็บ จำกัด ที่อยู่ ๔๓/๒๒-๒๓ ถนนอุดมศิริ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง ราชบุรี จังหวัดราชบุรี จำหน่ายโดยบริษัท ไอ.ยู. แมนูแฟคทอรี แอนด์ อินดัสทรี่ จำกัด ที่อยู่ ๖๘๘/๘๑,๘๓ หลักสี่สแควร์ ซอย ๓ แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ภายในกล่องบรรจุเครื่องดื่มจำนวน ๒ ขวด โดยขวดมีฉลากระบุว่าเป็นเครื่องดื่มผลไม้รวม ๑๐๐% ตราไอ-ริช พลัส+ ผลิตโดยบริษัท เมก้าฟู้ด โปรดักส์ จำกัด ที่อยู่ ๕/๑๑ บางเขน ดอนเมือง กรุงเทพฯ จัดจำหน่ายโดยผู้ต้องหาที่ ๑ ที่อยู่ ๘๘๙ อาคารชัยโห ว่องไววิทย์ชั้น ๔ ถนน ศรีนครินทร์ ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน ๑ กล่อง (สินค้า ๒ ขวด) ซึ่งพยานได้มาจากผู้ต้องหาที่ ๑ เมื่อเปิดศูนย์ขาย สินค้าที่จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยมีใบเสร็จการวางเงินมัดจำมีลายเซ็นผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นหลักฐาน ประกอบกับผู้กล่าวหาที่ ๒ ได้ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อีก ๑ กล่อง และยืนยันว่าได้รับมาจากพยานที่ ๓ สอดรับกับพยานที่ ๑ และผู้กล่าวหาที่ ๑๙ ซึ่งเป็นกรรมการและวิทยากร ขายสินค้าของผู้ต้องหาที่ ๑ ตามลำดับ ซึ่งได้ให้การว่า ช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ทราบว่าสินค้าดังกล่าวกล่อง และขวดบรรจุภายในชื่อไม่ตรงกัน และได้เปลี่ยนเป็นขายเครื่องดื่มผลไม้รวม ๑๐๐% ตรา ไอ-ริช พลัส+ แทนเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวม ๑๐๐% ตรา TRIPLE AAA ๒. พยานที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวม ๑๐๐% ยี่ห้อ TRIPLE AAA ยืนยันว่า กล่องสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ของพยาน โดยมีความแตกต่างกัน ๒ จุด คือ ๑. วัสดุที่ใช้ผลิตกล่องเป็นคนชนิด ประเภทกับสินค้าของพยาน ๒. แบบอักษร ลายเส้นบนกล่อง มีความผิดเพี้ยนไปจากสินค้าของพยาน และหาก ลูกค้าสั่งซื้อเฉพาะกล่องสินค้าโดยไม่สั่งขวดภาชนะข้างในจะไม่จำหน่ายให้เด็ดขาด เคยจำหน่ายสินค้าให้ ผู้ต้องหาที่ ๒ ประมาณ ๔๐ กล่องเท่านั้น เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาได้ผลิตกล่องเครื่องดื่ม น้ำผลไม้รวม ๑๐๐% ยี่ห้อ TRIPLE AAA ขึ้นมาเอง และได้บรรจุเครื่องดื่ม โดยฉลากข้างขวดระบุเป็นเครื่องดื่ม ผลไม้รวม ๑๐๐% ตราไอ-ริช พลัส+ และมีโลโก้ชื่อ บริษัท เวิลด์ฟรีดอม ซัคเซซ จำกัด (ผู้ต้องหาที่ ๑) จำนวน ๒ ขวดลงไป แล้วจำหน่ายให้ศูนย์กระจายสินค้าและประชาชนทั่วไป เนื่องจากสินค้ายี่ห้อดังกล่าวมีลูกค้านิยม ซื้อไปรับประทาน สอดคล้องกับคำให้การของผู้กล่าวหาที่ ๑๙ ซึ่งเป็นวิทยากรของผู้ต้องหาที่ ๑ การกระทำของ ผู้ต้องหาทั้งสองเป็นการเจตนาจงใจให้ผู้ซื้อเข้าใจว่าผิดว่าคุณภาพของสินค้าภายในกล่องเหมือนกับสินค้า


49 ตามยี่ห้อที่ฉลากของกล่อง และลักษณะของสินค้าที่ระบุไว้ที่ฉลากตรงกับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุข้างใน อันเป็น ลักษณะพิเศษของสินค้า จึงเป็นอาหารที่มีฉลากเพื่อลวง หรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ประโยชน์ หรือลักษณะพิเศษ อันถือว่าเป็นอาหารปลอม การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันผลิตและจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม ตามมาตรา ๒๕ (๒) ประกอบมาตรา ๒๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ประกอบมาตรา ๘๓ นอกจากนี้ ผู้ต้องหาที่ ๑ ในฐานะนิติบุคคล และผู้ต้องหาที่ ๒ ในฐานะส่วนตัว ได้ร่วมกัน โฆษณาสรรพคุณอาหาร อันเป็นเท็จหรือทำให้หลงเชื่อโดยไม่สมควร ดังนี้ ๑. เอกสารคู่มือในการประชาสัมพันธ์สินค้าและการจ่ายผลตอบแทนตามแผนการลงทุนของ ผู้ต้องหาที่ ๑ โครงการซื้อกิน ซื้อใช้ ได้เงิน หน้าปกระบุ ชื่อ ที่ตั้ง หมายเลขโทรศัพท์ เว็บไซต์ของผู้ต้องหาที่ ๑ ข้างในมีแผนการลงทุนและการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมลงทุนตามประเภทของการลงทุน มีรูปและ ข้อความประกอบกิจกรรมต่างๆ ของผู้ต้องหาที่ ๒ ปรากฏตามพยานเอกสารลำดับที่ ๑ หน้าที่ ๓ เช่น มีรูป ผู้ต้องหาที่ ๒ และระบุข้อความว่า ประธานบริษัทฯ ให้สัมภาษณ์ออกรายการทีวี รายการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ทางช่อง TNN2 UBC8 เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๔ และลงสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์บนนิตยสาร “ตั้งตัว” โดยในภาพ ผู้ต้องหาที่ ๒ ได้ถือเครื่องดื่มผลไม้รวม ๑๐๐% ตรา ไอ-ริช พลัส+ คู่กับพิธีกรชื่อดัง อีกทั้ง มีสินค้า ดังกล่าวอีกหลายกล่องวางโชว์ไว้หน้าวงสนทนาระหว่างผู้ต้องหาที่ ๒ กับพิธีกรสาว โดยเอกสารคู่มือดังกล่าว ผู้ กล่าวหา ๒ และรายอื่นได้มาจากผู้ต้องหาเมื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและลงทุน ๒. ในหน้าที่ ๕ ของคู่มือดังกล่าว พบว่า มีภาพเครื่องดื่มผลไม้รวม ๑๐๐% ตรา ไอ-ริช พลัส+ และระบุข้อความ ปริมาณ ๑๗๕ MLราคาขาย ๒,๕๐๐ บาท/๑ กล่อง บรรจุ ๒ ขวด และมีหมายเลข อย.ที่ ๑๓-๒-๐๐๑๕๔-๒-๐๐๐๑ ของสินค้าซึ่งตรงกับพยานวัตถุลำดับที่ ๕ ที่ได้มาจากผู้กล่าวหาที่ ๒ ซึ่งได้มาจากการ ซื้อแฟรนไชส์ร้านค้า (เปิด SHOP) กับผู้ต้องหาที่ ๑ โดยมีข้อความบรรยายสรรพคุณว่า คุณประโยชน์ที่ได้ ขับสารพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีการธรรมชาติ บำรุงเม็ดเลือดแดง ผิวพรรณ สายตา ผม เล็บ เหงือก ฟัน กระดูกและไขข้อ ส่งเสริมระบบประสาท ระบบเลือด เป็นการบรรยายอาหารที่มีลักษณะเป็นการโฆษณา คุณประโยชน์ คุณภาพหรือสรรพคุณ ซึ่งมีลักษณะเป็นเชิงพาณิชย์ ไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่อยู่บนพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์หรือการวิจัยที่เป็น ที่ยอมรับและมีการเผยแพร่ ผู้ต้องหารู้หรือควรรู้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นเท็จ หรืออาจทำให้ผู้พบเห็นเกิดความหลงเชื่อ โดยกฎหมายห้ามโฆษณาขายอาหารในลักษณะเป็นการโอ้อวด สรรพคุณเหมือนยา ว่าสามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยได้ หรือใช้ถ้อยคำอื่น ที่มีความหมายเดียวกัน อันเป็นการจูงใจให้ผู้พบเห็นหลงเชื่อและตัดสินใจซื้อไปรับประทาน ตามมาตรา ๔๐ ซึ่งหากผู้ต้องหาประสงค์จะโฆษณาเช่นว่านั้น จะต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยสินค้าดังกล่าวมีผู้รับประทานหลายคน เช่น พยานที่ ๑ และ ๕ เป็นต้น เมื่อตรวจสอบกับ อย. พบว่าสินค้าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้โฆษณาสรรพคุณแต่อย่างใด นอกจากนี้ พยานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบการอนุญาตให้ผลิตอาหารดังกล่าว


50 มีความเห็นว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถโฆษณาโดยใช้ข้อความดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาลักษณะ สรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ซึ่งหากผู้ประกอบการจะ โฆษณา ต้องได้รับอนุญาตจาก อย.ก่อน ๓. ผู้ต้องหาทั้งสองได้ร่วมกันโฆษณาข้อความดังกล่าวผ่านเอกสารคู่มือประชาสัมพันธ์สินค้า ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์และแจกจ่ายไปยังศูนย์กระจายสินค้าจังหวัด (เซ็นเตอร์) มินิเซ็นเตอร์ ผู้ร่วมลงทุนเปิดฟรนไชส์ ร้านค้า (เปิด SHOP) และสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการซึ่งเสียสมัคร ๑๐๐ บาท จะได้รับ ๑ เล่ม และเครื่องดื่ม ผลไม้รวม ๑๐๐% ตรา ไอ-ริช พลัส+ ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ WWW.WFSUCCESS.COM ของผู้ต้องหาที่ ๑ ซึ่งเป็นสินค้าในศูนย์จำหน่าย (SHOP) ทำให้ประชาชนสามารถพบเห็นได้ง่ายและแพร่หลายได้รวดเร็ว ประกอบ กับสินค้าดังกล่าวผู้ต้องหาได้นำไปจัดโปรโมชั่นบรรยายชักชวนให้ซื้อสินค้าตามสถานที่ต่างๆ การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสอง เป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันโฆษณาสรรพคุณอาหาร อันเป็นเท็จหรือทำให้หลงเชื่อโดยไม่สมควร ตามมาตรา ๔๐ และร่วมกันโฆษณาคุณประโยชน์ หรือสรรพคุณ ของอาหาร โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ประกอบมาตรา ๘๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ๕) กฎหมายว่าด้วยยา คดีพิเศษที่ ๑๓๓/๒๕๕๘ ผู้ต้องหาขายยายี่ห้อ “ค.” ผ่านเว็บไซต์ เป็นความผิดฐานขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต, ขายยาปลอม, ขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา และโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติ ยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ผลิตภัณฑ์สินค้ายา ค. ถือเป็น “ยา” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยตามนิยาม มาตรา ๔ (๒) ยา หมายถึง วัตถุที่มุ่งหมายสําหรับใช้ในการวินิจฉัย บําบัด บรรเทารักษาฯ ซึ่งการโฆษณา สรรพคุณของยา ค. ทางเว็บไซต์ ที่มีข้อความว่า “ฟิต-แข็ง-แกร่ง-ใหญ่ คืนพลังความเป็นชายให้ท่านได้ตามใจ ปรารถนา”“ทำให้ถึงจุดไคลแม็กซ์ได้ทุกสนามรบ ปฏิวัติความเป็นชาย ให้สมชายชาตรี พร้อมออกศึกทุกค่ำคืน ด้วยผลิตภัณฑ์ค. ผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้คุณมี SEX ได้สมใจปรารถนา การันตีด้วยการรับรองมาตรฐานโดย อย.” จากหลักฐานการตรวจวิเคราะห์ยา ค. ตามรายงานผลการวิเคราะห์ แคปซูลสีแดง บรรจุผลสีน้ำตาล บรรจุใน ขวดพลาสติกสีขาว ปิดฝาเกลียวพลาสติกสีขาว บนขวดติดฉลากพิมพ์แจ้งรายละเอียด วิธีใช้ : รับประทาน วันละ ๑ แคปซูล วันผลิต/วันหมดอายุ MGF 24/06/57 EXP 24/06/59 โดยตรวจพบสารซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ซึ่งเป็นยากลุ่มที่ใช้รักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile dysfunction) ซึ่งออกฤทธิ์ โดยการยับยั้งเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเตอเรส 5 (Phosphodiesterase -5 Inhibitors) จัดเป็นยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาควบคุมพิเศษ ตามประกาศกระทรวงสาธาณสุข ฉบับที่ ๓๕ เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ ข้อ ๓ (๕๔) จากข้อเท็จจริง ยืนยันว่าการโฆษณาสรรพคุณที่มุ่งเน้นการรักษา และบำบัด ประกอบกับตรวจพบสารซิเดนาฟิล ซึ่งเป็นยา ผลิตภัณฑ์ยา ค. จึงถือว่าเป็น “ยา” ตามนิยามของมาตรา ๔(๒) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐


Click to View FlipBook Version