51 ๑) ผลิตภัณฑ์สินค้ายา ค. เป็นยาปลอม ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ จากพยานเอกสารหนังสือกรมศุลกากร ไม่พบว่ามีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยา ค. โดยผ่านพิธีการ ศุลกากร และเป็นสินค้าที่ไม่ปรากฏแหล่งที่มา ไม่ปรากฏแหล่งผลิต จึงเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์เป็นยาหรือวัตถุ ที่ทำเทียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เข้าข่ายเป็นยาปลอมตามบทนิยามมาตรา ๗๓ (๑) ส่วนกรณีที่มีการแอบอ้าง เลขทะเบียน อย. ...... ที่ระบุบนฉลากข้างกระปุกยา ซึ่งเป็นเลขที่ไม่มีอยู่จริง และมีการแอบอ้างเลขทะเบียน อย. .... โดยพยานเจ้าหน้าที่รัฐให้การว่า เป็นเลขทะเบียนที่ได้ขอขึ้นทะเบียนในชื่ออื่น(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ยังไม่มีการเริ่มผลิตแต่อย่างใด) ส่วนกรณีที่มีการนำเลขสารบบ อย.ดังกล่าว ไปใช้โฆษณาขายทางเว็บไซต์นั้น พยานไม่เคยทราบข้อมูลมาก่อน ดังนั้น การขายยา ค. โดยการแอบอ้างเลข อย. ที่ไม่มีอยู่จริงเลขหนึ่ง และเป็น เลข อย. ของสินค้าอื่นอีกเลขหนึ่ง ยา ค. จึงเข้าเป็นยาปลอมตามบทนิยามมาตรา ๗๓ (๔) ซึ่งทั้ง ๒ กรณี ต้องห้าม ตามมาตรา ๗๒ (๑) ๒) ผลิตภัณฑ์ยาค. เป็นยาแผนปัจจุบันที่ไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติ ยาฯ โดยเมื่อจัดส่งพฤติการณ์ในการจำหน่ายยาของผู้ต้องหา ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พบว่า ว่าผลิตภัณฑ์ค. พบสารซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ซึ่งตามหลักฐานรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว ระบุข้อกฎหมายว่า ซิลเดนาฟิล เป็นยากลุ่มที่ใช้รักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile dysfunction) จัดเป็นยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษ ตามประกาศกระทรวงสาธาณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ ฉบับที่ ๓๕ ข้อ ๓ (๕๔) สรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์มีสภาพเป็นยาตามพระราชบัญญัติยาฯ เมื่อได้ทำ การตรวจสอบการขึ้นทะเบียน อย. ไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีการ ยื่นขออนุญาตขึ้นทะเบียน และไม่มีการขออนุญาตโฆษณาขายยา สรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์เป็นยาแผนปัจจุบัน ที่ไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติยาฯ ดังนั้น การจำหน่ายยา ค. ทางเว็บไซต์ในคดีนี้ จึงเป็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิด ดังนี้ ๑. ยา ค. เป็นยาตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ การที่ผู้ต้องหาจดทะเบียน ใช้เว็บไซต์และทำการลักลอบขายยาทางเว็บไซต์ โดยไม่ปรากว่า ผู้ต้องหาได้รับอนุญาตให้ขายยายี่ห้อ ค. ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดควบคุมพิเศษ ดังนั้น พฤติการณ์การขายยาทางเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นความผิด ฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ๒. ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานไม่พบว่ามีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยา ค. โดยผ่านพิธีการ ศุลกากร และเป็นสินค้าที่ไม่ปรากฏแหล่งที่มา ไม่ปรากฏแหล่งผลิต จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผลิตภัณฑ์เป็นยา หรือวัตถุที่ทำเทียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เข้าข่ายเป็นยาปลอมตามบทนิยามมาตรา ๗๓ (๑) และจาก คำให้การของเจ้าหน้าที่ อย. พบว่า ไม่มีการขึ้นทะเบียน อย. ในชื่อ “ค.” กรณีเป็นการแอบอ้างเลขทะเบียน อย. ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นยาปลอมตามบทนิยามมาตรา ๗๓ (๔) ซึ่งทั้ง ๒ กรณีต้องห้ามตามมาตรา ๗๒ (๑)
52 ดังนั้น การจำหน่ายยา ค. ทางเว็บไซต์ของผู้ต้องหาในคดีนี้ จึงเป็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาปลอม ตามมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ๓. จากผลการตรวจวิเคราะห์ พบสารซิลเดนาฟิล (Sildenafil) เป็นยากลุ่มที่ใช้รักษาอาการ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile dysfunction) จัดเป็นยาแผนปัจจุบันประเภทยาควบคุมพิเศษ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้วินิจฉัยความผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์ค. มีสภาพเป็นยาตามพระราชบัญญัติยาฯ ตรวจสอบไม่พบว่ามีการขึ้นทะเบียนตำรับยาตามมาตรา ๗๒(๔) ดังนั้น การขายผลิตภัณฑ์ค. ของผู้ต้องหาทางเว็บไซต์ จึงเป็นการกระทำความผิดฐานขายยาที่ไม่มีการขึ้นทะเบียน ตำรับยาตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ๔. การโฆษณาขายยา ค. ทางเว็บไซต์ และเอกสารแผ่นพับที่มีข้อความ “ใหญ่ แข็ง ทน ดังอาชาออกศึก”“ใหญ่ อึด ทน นาน”“ แข็งจริง แข็งไว แข็งทน”“ ฟิต-แข็ง-แกร่ง-ใหญ่ คืนพลังความเป็นชาย ให้ท่านได้ตามใจปรารถนา” และข้อความอื่นที่สื่อถึงสรรพคุณทางเพศอื่นๆ ถือว่าเป็นการโฆษณาขายยาที่ทำให้ เข้าใจว่าเป็นยาบำรุงกามตามมาตรา ๘๘ (๕) และจากการตรวจสอบไม่พบว่ามีการขออนุญาตโฆษณาขายยา ดังนั้น การโฆษณาขายยา ค. ทางเว็บไซต์ดังกล่าว เป็นการโฆษณาขายยาทางวิทยุโทรทัศน์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๘๘ ทวิ (๑) กรณีนี้ จึงเป็นการกระทำความผิดฐานโฆษณาให้เข้าใจว่าเป็น ยาบำรุงกาม และโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๒๔ แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ๖) กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง คดีพิเศษที่ ๒๑๓/๒๕๕๕ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์สบู่ยี่ห้อ Rose ยืนยันว่า ในการ จดแจ้งเครื่องสำอางควบคุมนั้น ผู้ผลิตจะต้องดำเนินการตามกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ แจ้งการผลิตเพื่อขายหรือนำเข้าเพื่อขาย พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๘ จากภาพ ผลิตภัณฑ์สบู่ยี่ห้อ ROSE ที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้นำส่งให้กับสำนักงานคณะ กรรมการอาหารและยา หลังจากตรวจสอบแล้ว พบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจัดเป็นเครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ (๑) เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาดและสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความ สวยงาม โดยไม่มีการจดแจ้งรายละเอียดกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตามมาตรา ๒๘ นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอาง เรื่อง ฉลากของเครื่องสำอาง ข้อ ๒ ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งระบุให้ฉลากต้องมีข้อความระบุทั้งสิ้น ๑๑ รายการ แต่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีรายการใน (๕) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต และ (๑๑) เลขที่ใบรับแจ้ง และ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังผิดตามข้อ ๓ ของประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอาง เรื่อง ฉลากของเครื่องสำอาง เนื่องจากประกาศดังกล่าวกำหนดให้ฉลากต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทย ถ้อยคำโฆษณาของผลิตภัณฑ์สบู่ยี่ห้อ Rose ในคดีนี้ที่ระบุว่า “ผิวสวย หน้าใส ไร้สิว ฝ้า กระ ผิวคุณสวยกระจ่างใสแลดูอ่อนกว่าวัย ประทับใจครั้งแรกตั้งแต่ที่ใช้ ใช้ได้เป็นประจำเช้าเย็นทุกวัน จะช่วยชำระ
53 ล้างสิ่งสกปรกได้อย่างลึกล้ำมากกว่าสบู่ทั่วไปถึงห้าเท่า ผิวหน้านุ่มสะอาดสดใส หน้าไม่มัน ไร้สิว ไร้ฝ้า ลดจุด ด่างดำ ขับล้างสารพิษและสารตกค้าง ชะลอความเสื่อมของเซลผิวหนัง” เป็นการโฆษณาเกินจริง เนื่องจาก ฝ้า กระ และจุดด่างดำ เกิดจากเม็ดสีในเซลล์ของผิวหนัง ซึ่งอยู่ลึกลงไปในระดับเซลล์ สบู่ทั่วไปไม่สามารถชำระ ล้างหรือกำจัดเม็ดสีดังกล่าวได้ ส่วนความเสื่อมของเซลล์ผิวหนังนั้นจะเป็นไปตามธรรมชาติ สบู่ไม่สามารถชะลอ ความเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้ ดังนั้น ข้อความที่มีการโฆษณาจึงมีลักษณะเกินจริง ผู้ที่โฆษณามีความผิด ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๕๖ เพราะเป็นการก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในคุณภาพ หรือ สาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับเครื่องสำอาง นอกจากนี้ มาตรา ๓๗ กำหนดให้นำบทบัญญัติของกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณามาใช้บังคับแก่การ โฆษณาเครื่องสำอางโดยอนุโลม โดยให้ถือว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอำนาจ หน้าที่ของรัฐมนตรี และให้ถือว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาเป็นอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ ๓. คำพิพากษา ๑) กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค คดีหมายเลขดำ อ.2358 /2551 คดีหมายเลขแดงที่ : อ1185/2553 กรณีบริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด โดยนายสิทธิกร บุญฉิม ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน กรณีการจัดสร้างและให้เช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัว (คพ.90/2550) เมื่อระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2550 จำเลยทั้งสองร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยโฆษณา เผยแพร่ว่าจัดสร้างพระเครื่องชื่อว่า “พระสมเด็จเหนือหัว” จากมวลสารดอกไม้พระราชทาน และผ้าไตร พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจัดสร้างพระรุ่นนี้เป็นกรณีเฉพาะ และยังนำตรา เครื่องหมายพระมหามงกุฎ เครื่องหมายราชการของสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง และเป็นสัญลักษณ์ ของพระเจ้าแผ่นดินมาพิมพ์ประทับไว้ที่ด้านหลังพระสมเด็จเหนือหัว ซึ่งล้วนเป็นเท็จ จนมีประชาชนจำนวน มากหลงเชื่อเช่าซื้อ จึงขอให้ลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕), ๔๗ วรรคหนึ่ง, ๔๘, ๕๙ พระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ มาตรา ๖, ๗, ๘ และ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ ฐานฉ้อโกงประชาชนและ ฐานโฆษณา โดยใช้ข้อความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ของสินค้า เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นบท ที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐ จำเลยที่ ๑ จำคุก ๔ ปี จำเลยที่ ๒ ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ฐานใช้หรือเลียนเครื่องหมายราชการ จำเลยที่ ๑ จำคุก ๑ ปี จำเลยที่ ๒ ปรับ ๒,๐๐๐ บาท รวมสองกระทง จำเลย ที่ ๑ จำคุก ๕ ปี จำเลยที่ ๒ ปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท หากจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา ๒๙ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้ผู้เสียหาย จำนวน ๙๒๑ คน ตามจำนวนที่ผู้เสียหายแต่ละคนเช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัวไปจากจำเลยทั้งสอง รวมเป็นเงินไม่เกิน ๔,๐๕๕,๙๑๖ บาท ตามที่โจทก์ขอ.
54 ๒) กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (๑) คดีดำเลขที่ : อ.851/2561 คดีแดงเลขที่ : อ.737/2561 กรณีนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ประเภทเหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. ๕๒๘ - ๒๕๔๘ และเหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนแผ่นม้วน แผ่นหนา และแผ่นบาง สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นไปตาม มาตรฐานเลขที่ มอก. ๑๔๗๙ - ๒๕๔๑ เข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (คดีพิเศษที่ ๑๐๕/ ๒๕๖๐) ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง และมาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำ ของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 100,000 บาท รวม 2 กระทง 200,000 บาท จำคุก จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 1 ปี และปรับอีกคนละ 100,000 บาท รวม 2 กระทง รวมจำคุกจำเลย ที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท จำเลยทั้ง 3 ให้การรับสารภาพ มีเหตุ บรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่งพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (๒) คดีดำเลขที่ : อ.2798/2561 คดีแดงเลขที่ : อ.2718/2561 กรณีนำผลิตภัณฑ์ เหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูปมาตรฐานเลขที่ มอก. 528 - 2548, ผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนแผ่นม้วน แผ่นแถบ แผ่นหนา และแผ่นบางสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป มาตรฐานเลขที่ มอก 1479 - 2541 และผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อน แผ่นม้วนและแผ่นแถบสำหรับ งานท่อมาตรฐานเลขที่ มอก. 1735 – 2542 เข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (คดีพิเศษ ที่ ๖/๒๕๖๐) ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 36, 48 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 141, 142 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันนำผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาใน ราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายรวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 400, 000 บาท ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 400,000 บาท ฐานร่วมกันทำลายเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานประทับเพื่อ เป็นหลักฐานในการอายัด ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งทรัพย์สินอันเจ้าพนักงานได้ยึดและรักษาไว้ ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 30,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกัน ทำลายเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานประทับเพื่อเป็นหลักฐานในการยึด จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 รวม 425,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด
55 2 ปี 12 เดือน และปรับ 425,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 และ จำเลยที่ 3 สักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (๓) คดีดำเลขที่ : อ.2712/2561 คดีแดงเลขที่ : อ.2624/2561 กรณีนำผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมประเภทเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นไป ตามมาตรฐาน (มอก. เลขที่ ๑๒๒๗ – ๒๕๓๙) เข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (คดีพิเศษ ที่ ๙๓/๒๕๕๙) ศาลอาญามีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21, 48 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลย คนละ 400,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 200,000 บาท ไม่ชำระค่ปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (๔) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5305/2558 ปัญหาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เป็นอันระงับไปแล้วหรือไม่ แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสาม จึงยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ความผิดฐานร่วมกันลักลอบนำหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ ผ่านศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งหลอดไฟฟ้าดังกล่าวโดยรู้อยู่ว่าเป็นของที่ลักลอบหนีศุลกากรตามพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ และความผิดฐานร่วมกันนำหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ดังกล่าวที่เป็น ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายใน ราชอาณาจักรโดยไม่ได้แสดงหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจาก คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21 และ 48 แต่ละฐาน แยกออกจากกันได้ชัดเจนทั้งในแง่เจตนาในการกระทำ สภาพและลักษณะของการกระทำความผิดสำเร็จลง ตลอดจนบัญญัติกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ต่างบทมาตรากัน จึงเป็นการกระทำความผิด คนละกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวกันไม่ ดังนั้น แม้ว่าความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ทำความตกลงและอธิบดีกรมศุลกากรได้งดการฟ้องร้องจำเลยทั้งสาม ตามมาตรา 102 และ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3) ดังที่จำเลยทั้งสามอ้าง แต่ก็ไม่ทำให้สิทธินำ คดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งเป็น ความผิดต่างกรรมกันเป็นอันระงับไปด้วยแต่อย่างใด ๓) กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย (๑) คดีแดงที่ อ ๓๓๐๓/๒๕๖๕ กรณีบริษัท สตาร์ อินโนเวชั่น จำกัด ผลิตและมีไว้ในครอบครอง วัตถุอันตราย (คดีพิเศษที่ ๒๐/๒๕๖๓)
56 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง, ๒๓ วรรคหนึ่ง, ๔๕ (๔), ๗๒, ๗๓, ๗๘, ๗๙ พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง (๓), ๕๗ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีความผิดตามพระราชบัญญัติ สาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง, ๗๑ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำ ของจำเลย ทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ กับฐาน ร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้น ทะเบียนไว้ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลย ที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๖ เดือนและปรับคนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ฐาน ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๖ เดือน และปรับคนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกัน ผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ กับฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ โดยไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ หนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๓๐,๐๐๐บาท จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๓ เดือน และปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ โดยไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ ปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๓ เดือน และปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับ อนุญาต ปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๘ เดือน และปรับ คนละ ๕๐,๐๐๐ บาท สำหรับความผิดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฐานร่วมกันประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพในลักษณะที่เป็นการค้าโดยไมได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๘,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีกำหนดคนละ ๓ เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ คงปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๓ เดือน และปรับคนละ ๗,๕๐๐ บาท ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ คงปรับ จำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๓ เดือนและปรับคนละ ๗,๕๐๐ บาท ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ คงปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๑ เดือน ๑๕ วันและปรับคนละ ๕,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ โดยไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ คงปรับจำเลยที่ ๑
57 จำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่๔ มีกำหนดคนละ ๑ เดือน ๑๕ วันและปรับคนละ ๕,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท คงจำคุก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๔ เดือนและปรับคนละ ๒๕,๐๐๐ บาท สำหรับความผิดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฐานร่วมกันประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในลักษณะที่เป็นการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก เจ้าพนักงานท้องถิ่น คงปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๔,๐๐๐ บาท คงจำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีกำหนดคนละ ๑ เดือน ๑๕ วัน และปรับคนละ ๒,๕๐๐ บาท รวมปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๒๔,๐๐๐ บาท รวมจำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๑๓ เดือน ๔๕ วัน และปรับคนละ ๕๒,๕๐๐ บาท รวมจำคุกจำเลยที่ ๔ มีกำหนด ๑๒ เดือน ๓๐ วันและปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีอายุมาก มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง และประกอบอาชีพเป็นกิจลักษณะ การให้โอกาสแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ใช้ชีวิตตามปกติในสังคมจะเป็นประโยชน์สังคมโดยรวม จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และบุคคลในครอบครัวมากกว่าการต้องโทษจำคุกในระยะสั้น จึงมีเหตุอันควรปราณีให้โอกาสกลับตนเป็น พลเมืองดีของสังคมอีกสักครั้ง โทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ หากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่ชำระค่าปรับให้ จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง ทั้งหมดให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตราย เพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นสมควร และ ในกรณีที่ต้องทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควร ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ให้แก่ทางราชการด้วย (๒) คดีแดงที่ อ ๓๙๕/๒๕๖๖ กรณีบริษัท วีไอพี คิงดอม ๙๙๙ จำกัด ผลิตและมีไว้ในครอบครอง วัตถุอันตราย (คดีพิเศษที่ ๗๔/๒๕๖๒) พิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง, ๒๓ วรรคหนึ่ง, ๔๕ (๔), ๗๒, ๗๒, ๗๘, ๗๙ พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.๒๕๓๘ มาตรา ๑๒ (๓), ๕๗ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง, ๗๑ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๑ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๑) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลย ทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๑ ปี ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ โดยไม่ได้ รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๘ เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ที่เป็นวัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนและฐาน
58 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมาย หลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่เป็นวัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๔๕ (๔), ๗๘ ประกอบประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ซึ่งเป็นกฎหมายบท ที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ปรับ จำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลย ที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๑ ปี ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิด ที่ ๒ ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๘ เดือน ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่ต้องแจ้งความประสงค์ที่จะผลิตแต่ไม่ได้แจ้งความ ประสงค์ที่จะผลิตให้เจ้าพนักงานทราบไว้ก่อน ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๔ เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่เป็นวัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ไม่ใต้ขึ้นทะเบียนและฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่ต้องแจ้งความประสงค์ที่จะ ครอบครองแต่มีได้แจ้งความประสงค์ที่จะครอบครองให้เจ้าพนักงานทราบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อ กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่เป็นวัตถุอันตรายที่ต้อง ขึ้นทะเบียนแต่ไมใด้ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๔๕ (๔), ๗๙ ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ คนละ ๘ เดือน ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ย อินทรีย์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๑ ปี ฐานร่วมกันประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในลักษณะที่เป็นการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต จากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๔ เดือน รวม ๒ กระทง เป็นปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๘ เตือน ฐานร่วมกันทุจริต หลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือ แต่บางส่วน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาขน ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ คนละ ๒ ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุ บรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานร่วมกันผลิตวัตถุ- อันตรายชนิดที่ ๓ ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ใต้ขึ้นทะเบียนไว้ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำคุก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๖ เดือน ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ โดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับจำเลย ที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ๔ เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุ- อันตรายชนิดที่ ๓ ที่เป็นวัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๖ เดือน ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่ต้อง ขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๔ เดือน ฐานร่วมกันผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่ต้องแจ้งความประสงค์ที่จะผลิตแต่ไม่ได้แจ้งความประสงค์ ที่จะผลิตให้เจ้าพนักงานทราบไว้ก่อน คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คน
59 ละ ๒ เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ ๒ ที่เป็นวัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ไม่ใด้ขึ้นทะเบียน คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลย ที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๔ เดือน ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำคุก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๖ เดือน ฐานร่วมกันประกอบกิจการที่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพในลักษณะที่เป็น การค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๔ เดือน ฐานร่วมกันทุจริต หลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประขาชน คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ คนละ ๑ ปี รวมปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๔๑๐,๐๐๐ บาท จำคุก จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ คนละ ๑ ปี ๓๖ เดือน และจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๓๖ เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์ แห่งคดีประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า ของกลางที่ยึดมามีเป็นจำนวนค่อนข้างมาก และจำเลยกระทำผิดในลักษณะทำเป็นการค้า ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ซื้อสินค้าของจำเลยไปใช้ และอาจ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยทั่วไปที่บริโภคพืชผลทางการเกษตรจากเกษตรกรที่ซื้อ ปุ๋ยหรือวัตถุอันตรายจากร้านของจำเลยไปใช้ เป็นการกระทำที่มุ่งหาผลประโยชน์ให้กับตนโดยขาดความ รับผิดชอบต่อสังคมและบุคคลอื่น กรณียังไม่มีเหตุรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ริบของกลางทั้งหมด ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบ ของกลางทั้งหมดให้แก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นสมควร และให้จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกรณีที่ต้องทำลายหรือจัดกรวัตถุอันตรายของกลางให้แก่กรมวิชาการเกษตร ด้วยนั้น เมื่อศาลมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่เนื่องจากได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๗๑ จึงไม่อาจสั่งริบของกลางทั้งหมดให้แก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายเสียหรือจัดการ ตามที่เห็นสมควร ตามมาตรา ๗๒/๖ ได้ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ ๓) กฎหมายว่าด้วยอาหาร (๑) คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 663/2530 ซีอิ้วของกลางส่วนหนึ่งที่ขวดปิดฉลากเครื่องหมายการค้าปลอมระบุว่าผลิตที่แห่งหนึ่ง แต่ความจริงผลิตที่อีกแห่งหนึ่ง เช่นนี้เป็นการหลอกลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดในเรื่องสถานที่ที่ผลิตซีอิ้วของกลางจึงเป็น อาหารปลอม ตามพระราชบัญญัติอาหารพ.ศ.2522 มาตรา 27 (4) โจทก์มีแต่คํารับสารภาพชั้นสอบสวนของ จําเลยว่าจําเลยซื้อเครื่องหมายการค้าปลอมจากผู้อื่นแล้วให้ลูกจ้างปิดฉลากเครื่องหมายการค้านั้นที่ขวดซีอิ้ว โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจําเลยเป็นผู้กระทําปลอมขึ้นพฤติการณ์เพียงเท่านี้ถือไม่ได้ว่าจําเลยปลอมเครื่องหมาย การค้าของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273 แต่การกระทําดังกล่าวเป็นการเอาชื่อรูปรอย ประดิษฐ์และข้อความในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้หรือทําให้ปรากฏที่สินค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่า เป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 272 (1) ซึ่งโจทก์มิได้ระบุ ขอให้ลงโทษ แต่ตามคําบรรยายฟ้องพอถือได้ว่าบรรยายฟ้องรวมการกระทําอันเป็นความผิดตามมาตรา 272 (1) ไว้ด้วย จึงลงโทษจําเลยตามมาตรา 272 (1) ซึ่งมีโทษเบากว่ามาตรา 273 ได้ตามประมวลกฎหมาย
60 วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายและการกระทําผิดดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกา มีอํานาจพิพากษาตลอดไปถึงจําเลยอื่นที่มิได้ฎีกา (๒) คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1409/2534 น้ำปลาของกลางที่จําเลยผลิตขึ้นมีปริมาณไนโตรเจนซึ่งช่วยเสริมสร้างโปรตีนให้ร่างกาย ต่ำกว่ามาตรฐานระหว่างร้อยละ 30.5 ถึงร้อยละ 72 แสดงว่าน้ำปลาดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานมีคุณค่าทาง อาหารขาดเกินกว่าร้อยละ 30 ถือได้ว่าเป็นอาหารปลอมตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 27 (2) แล้ว แม้ไม่ก่อให้เกิดโทษหรืออันตรายต่อผู้บริโภคก็ตามพระราชบัญญัติอาหารพ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคําว่า"จําหน่าย" หมายความรวมถึงขาย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือการมีไว้เพื่อจําหน่ายด้วยในชั้นจับกุมจําเลยรับว่าผลิตน้ำปลาเพื่อจําหน่ายน้ำปลาของกลางเชื่อได้ว่าจําเลย มีไว้เพื่อจําหน่ายถือว่าเป็นการจําหน่ายด้วยการผลิตอาหารปลอม คือน้ำปลาของจําเลยมีกรรมวิธีต่างๆ จนกระทั่งเป็นน้ำปลาบรรจุขวดเพื่อจําหน่ายได้ เป็นการกระทําอันหนึ่งเป็นกรรมหนึ่งส่วนการจําหน่าย ซึ่งรวมถึงการมีไว้เพื่อจําหน่ายด้วยตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4 เป็นการกระทํา อีกอันหนึ่งเป็นอีกกรรมหนึ่งหลังจากกระทําการปลอมอาหารแล้ว เป็นสองกรรมต่างกัน (คดีนี้ ศาลชั้นต้น พิจารณาแล้วพิพากษาว่าจําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา25 (2) ประกอบด้วย มาตรา 59, มาตรา 6 (10) ประกอบด้วยมาตรา 51 เป็นความผิดหลายกรรม ลงโทษฐานผลิตอาหารปลอม และจําหน่ายอาหารปลอม จําคุกกระทงละ 3 ปีลงโทษฐานใช้ฉลากโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 25,000 บาท รวมโทษจําคุก 6 ปี ปรับ 25,000 บาท ไม่ชําระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้นับโทษกักขังต่อจากโทษจําคุก ห้ามจําเลยประกอบอาชีพหรือวิชาชีพการผลิตน้ำปลามีกําหนดเวลา สามปีนับแต่วันพ้นโทษไปแล้วริบของกลางทั้งหมด) (๓) คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3308/2529 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจําเลยบังอาจผลิตอาหารปลอมโดยผลิตซอสน้ำมันหอยที่ผสมปรุงแต่ง และทําขึ้นเทียมซอสน้ำมันหอยตราชาวประมงที่ อ.ผลิตทําขึ้นและทําออกจําหน่ายเป็นอาหารแท้อย่างนั้น ซอสน้ำมันหอยที่จําเลยผลิตขึ้นนั้นมีคุณภาพและมาตรฐานไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยมี จํานวนจุลินทรีย์เกินมาตรฐานที่กําหนดและใช้กรดเบนโซอิคเป็นวัตถุกันเสียเกินปริมาณกําหนด จนทําให้เกิด โทษและอันตรายแก่ผู้บริโภคและจําเลยได้นําอาหารที่ผลิตขึ้นนั้น แบ่งบรรจุขวดแล้วนําฉลากเครื่องหมาย การค้าที่จําเลยทําปลอมขึ้นปิดที่ขวดเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพปริมาณและ ประโยชน์ว่าอาหารดังกล่าวเป็นซอสน้ำมันหอยตราชาวประมงที่แท้จริงที่ อ. ผลิตขึ้น คำบรรยายฟ้องดังกล่าว จึงครบถ้วนตามความหมายของอาหารปลอม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ .2522 มาตรา 27 (2), (5) และ(4) แล้ว และได้บรรยายการกระทําทั้งหลายที่อ้างว่าจําเลยได้กระทําผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างๆ พอสมควรเท่าที่จะทําให้จําเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ฟ้องโจทก์กล่าวว่าจําเลยผลิตอาหารโดยมี จํานวนจุลินทรีย์เกินกําหนดมาตรฐานและใช้กรดเบ็นโซอิค เป็นวัตถุกันเสียเกินปริมาณที่กําหนดจนทําให้ เกิดโทษและอันตรายแก่ผู้บริโภคได้เป็นฟ้องที่สมบูรณ์แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ามีจํานวนจุลินทรีย์เท่าใด และใช้กรดเบ็นโซอิคจํานวนเท่าใดเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่นําสืบได้ในชั้นพิจารณา เมื่อจําเลยให้การปฏิเสธ ความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดฐานผลิตอาหารปลอมตาม พระราชบัญญัติอาหารเป็นความผิดตามกฎหมายคนละฉบับและแยกจากกันได้ แม้จําเลยจะกระทําในเวลา เดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรม
61 (๔) คดีหมายเลขแดงที่ อ 879/2565 กรณีบริษัท เวิลด์ฟรีดอม ซัคเซซ จำกัด หลอกลวง ประชาชน (คดีพิเศษที่ ๒๑๓/๒๕๕๕) พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓, พระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.๒๕๒๗ มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง, ๑๒ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๕ (๒), ๒๗ (๔), ๔๐, ๕๙, ๗๐ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทง ความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีอาหารปลอมที่มีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อ ให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพปริมาณคุณประโยชน์หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่น จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลให้ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ฐานโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือ สรรพคุณของ อาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควรและไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลย ที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็น การฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ รวม ๘๒ กระทง ตามจำนวนผู้เสียหาย จำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๕ ปี ปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานมีอาหารปลอมที่มีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อ ให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพปริมาณคุณประโยชน์หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่น คงจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ๔ เดือน ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๓,๓๓๓.๓๓ บาท ฐานโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือ สรรพคุณของ อาหารอันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควรรับอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ๔ เดือน ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๓,๓๓๓.๓๓ บาท ฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน คงจำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๓ ปี ๔ เดือน ปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๓๓๓,๓๓๓.๓๓ บาท รวมจำคุก จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒๔๘ ปี ๓๓๖ เดือน ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๗,๓๕๙,๙๙๙.๗๒ บาท แต่ความผิด ที่โจทก์ฟ้องกระทงที่มีโทษหนักที่สุดให้จำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกต้องไม่เกิน ๒๐ ปี จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒๐ ปี สำหรับจำเลยที่ ๑ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน ๘,๐๕๓,๒๙๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๑๕ ต่อปี แก่ผู้เสียหายแต่ละรายตามบัญชีรายละเอียดความเสียหายท้ายฟ้องหมายเลข ๑ นับแต่วันที่ กู้ยืมไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จ่ายเงินรางวัลในอัตราร้อยละยี่สิบห้าของค่าปรับแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมจำเลย ที่ ๒ ตามกฎหมาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก.. ๕) คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๘๐/๒๕๖๑ กรณีจำหน่ายอาหารปลอมประเภทรังนก (คดีพิเศษ ที่ ๑๑๖/๒๕๕๙) พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๕ (๒), ๒๗ (๑) (๒), ๕๙ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษ ทุกกรรม เรียงกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันผลิตอาหารปลอม ระวางโทษ จำคุกคนละ ๒ ปี และปรับคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายอาหารปลอม ระวางโทษจำคุกคนละ ๒ ปี และปรับคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันผลิตอาหารปลอม คงจำคุกคนละ ๑ ปี และปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายอาหารปลอม คงจำคุกคนละ ๑ ปี และ
62 ปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมโทษจำคุกคนละ ๒ ปี และปรับคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่ง คดีตลอดจนลักษณะอาหารที่ผลิตปลอมเป็นรังนกโดยใช้ยางไม้ที่ไม่เป็นพิษต่อสุขภาพสามารถรับประทานได้ และนำมาขายในราคาไม่สูงนัก พฤติการณ์ไม่ร้ายแรง โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน ๑ ปี./ ๕) กฎหมายว่าด้วยยา คดีแดงที่ อ.3577/2561 กรณีการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย และอวดอ้าง สรรพคุณเกินจริงในเว็บไซต์(คดีพิเศษที่ ๑๐๘/๒๕๖๑) ศาลอาญามีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง (1) (4), 101, 119 วรรคหนึ่ง, 122 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขายยาแผนปัจจุบัน โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานขายยาปลอม และฐานขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขายยาปลอมซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท รับสารภาพลดโทษตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี 12 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุม ความประพฤติจำเลย 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยา รวมทั้งภาชนะหรือหีบห่อบรรจุยาที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดในคดีให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลายเสีย หรือจัดการตามที่เห็นสมควร ๖) กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง คดีหมายเลขแดงที่ อ.579/2564 กรณี“เมจิกสกิน” หลอกลวงผู้บริโภค พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท เมจิกสกิน จำกัด และพวก กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 5 ส.ค. 2560 -15 ก.พ. 2561 ต่อเนื่องกัน บริษัท เมจิกสกินฯ ได้ร่วมกันผลิต เครื่องสำอางและสบู่ยี่ห้อ Mezzo โดยจดแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า บริษัท เมจิก สกินฯ ตั้งอยู่เลขที่ 522/46 ถ.สืบศิริ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นผู้ผลิต แต่ความจริงแล้วจำเลย ทั้งสามเป็นผู้ว่าจ้างบริษัท พีโอเอส.คิสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้เป็นผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องสำอางยี่ห้อ ดังกล่าว ต่อมามีผู้เสียหายหลายรายหลงเชื่อการโฆษณาหลอกลวงของจำเลย ซื้อเครื่องสำอางและมอบเงิน ให้พวกจำเลยเป็นของตนเองโดยทุจริต ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติ อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 41, 71 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 6(10), 25(2), 51, 59 และพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2558 มาตรา 22 วรรคสอง (2) (3), 26, 29(1), 68 วรรคหนึ่ง, 71, 75 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือเท็จ โดยประการที่น่าจะ เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และฐานร่วมกันโฆษณาคุณประโยชน์ สรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต
63 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ประชาชนกับฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมฉ้อโกง ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ กระทงละ 2 ปี และปรับจำเลย ทั้งหกกระทงละ 5,000 บาท รวม 59 กระทง ฐานร่วมกันผลิตเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควบคุม ฉลากโดยแสดงฉลากไม่ถูกต้อง และร่วมกันผลิตอาหารปลอม ปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายอาหารปลอมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควบคุมฉลากโดยแสดงฉลากไม่ถูกต้อง จำคุก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันผลิตเพื่อขาย เครื่องสำอางโดยจัดให้มีฉลากและแสดงฉลากไม่ถูกต้อง จำคุก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ 3 คนละ 2 เดือน และปรับ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันผลิตเครื่องสำอางไม่ตรงตามที่จดแจ้ง ปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันขายเครื่องสำอางปลอมที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง จำคุก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ 3 คนละ 2 เดือน และปรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานร่วมฉ้อโกงประชาชน คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ กระทงละ ๑ ปี และปรับจำเลยทั้งหกกระทงละ ๒,๕00 บาท รวม ๕๙ กระทง ฐานร่วมกันผลิตเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควบคุมฉลากโดยแสดงฉลากไม่ถูกต้อง และร่วมกันผลิตอาหารปลอม คงปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ ๕,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายอาหารปลอม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควบคุมฉลากโดยแสดงฉลากไม่ถูกต้อง คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ 3 คนละ ๓ เดือน และปรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ ๓,000 บาท ฐานร่วมกันผลิต เพื่อขายเครื่องสำอางโดยจัดให้มีฉลากและ แสดงฉลากไม่ถูกต้อง คงจำคุก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ 3 คนละ ๑ เดือน และปรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ ๕,๐๐0 บาท ฐานร่วมกันผลิตเครื่องสำอางไม่ตรงตามที่จดแจ้ง คงปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ ๕,000 บาท ฐานร่วมกัน ขายเครื่องสำอางปลอมที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง คงจำคุก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ 3 คนละ ๑ เดือน และปรับจำเลย ที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ ๕,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๕๙ ปี๕ เดือน และปรับจำเลยที่ ๑ ถึง ที่ ๓ คนละ ๑๗๐,๕๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ คนละ ๕๙ ปี และปรับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ คนละ ๑๔๗,๕๐๐ บาท แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ คนละ ๒๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ (๒) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำเลยที่ ๑ คงปรับ ๑๗๕,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ คงจำคุกคนละ ๒๐ ปี ๕ เดือน และปรับ ๑๗๐,๕๐๐ บาท จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ จำคุกคนละ ๒๐ ปี และปรับ ๑๔๗,๕๐๐ บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ แล้ว เห็นว่า สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเครื่องสำอางที่เป็น ความผิดไม่มีลักษณะที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยร้ายแรงแก่ประชาชนแต่ประการใดจนถึงขนาดที่ ไม่อาจให้โอกาสจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ กลับตัวเป็นพลเมืองดีในสังคม ทั้งที่ ๒ ถึงที่ ๖ ต่างก็สำนึกผิดโดยพยายาม บรรเทาผลร้ายประกอบอาชีพสุจริตหารายได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทุกรายซึ่งเป็นเพียงผู้ซื้อสินค้าไป จำหน่าย โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ คงมีผู้เสียหายส่วนน้อยที่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายครบถ้วน ซึ่งการให้โอกาสจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ได้ไปประกอบ อาชีพเพื่อนำรายได้มาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่เหลือน่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ และ ผู้เสียหายรวมถึงประชาชนมากกว่าการให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ต้องโทษจำคุก กับทั้งโทษปรับที่จำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๖ ได้รับก็นับว่าเป็นโทษเป็นเงินจำนวนมากน่าจะทำให้เข็ดหลาบแล้ว เมื่อไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖
64 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ สำหรับจำเลยที่ ๑ เฉพาะมาตรา ๒๙ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงิน หรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งหมดตามคำขอท้ายฟ้องนั้น เห็น ว่า จำเลยทั้งหกได้ชำระเงิน และวางเงินครบถ้วนจนเป็นที่พอใจ และทำสัญญาประนีประนอมยอมความจน ผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๕, ที่ ๗, ที่ ๙ ถึง ที่ ๑๒, ที่ ๑๔ ถึงที่ ๑๖, ที่ ๑๙ ถึงที่ ๒๕, ที่ ๒๗ ถึงที่ ๕๗ และที่ ๕๙ ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งหกอีกต่อไป จึงไม่อาจมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินแก่ ผู้เสียหายดังกล่าวอีก ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระแก่ผู้เสียหายที่ ๖ จำนวน ๑,๓๒๑,๖๐๕ บาท, ที่ ๘ จำนวน ๔,๑๖๙,๐๕๐ บาท, ที่ ๑๓ จำนวน ๔๒๘,๙๓๐ บาท, ที่ ๑๗ จำนวน ๓๗,๑๐๐ บาท, ที่ ๑๘ จำนวน ๗๑,๖๑๕ บาท, ที่ ๒๖ จำนวน ๑๔๒,๙๕๗ บาท และที่ ๕๘ จำนวน ๑๓๒,๙๕๗ บาท ริบของกลางให้ตกเป็นของกระทรวง สาธารณสุขเพื่อทำลาย หรือจัดการตามที่เห็นสมควร คำขออื่นให้ยก ๔. ข้อหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา -กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เลขเสร็จที่ ๖๕๕/๒๕๔๒ การนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้อง เป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๑ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.๒๕๑๑ -การที่บริษัท เอ็ม ซี เอส โฮโกกุ จำกัด นำเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมตามมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น เข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อเป็นวัตถุดิบในการประกอบ โครงสร้างเหล็กเพื่อออกส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เป็นการนำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรซึ่งต้องขอรับ อนุญาต ตามมาตรา ๒๑ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ ๗) มีความเห็น ดังต่อไปนี้ ประเด็นที่หนึ่ง การที่บริษัท เอ็ม ซี เอส โฮโกกุ จำกัด นำเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตามมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อเป็นวัตถุดิบในการประกอบ โครงสร้างเหล็กเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เป็นการนำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรที่ต้องขอรับ อนุญาตตามมาตรา ๒๑ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๒๒ หรือไม่ นั้น เห็นว่า การกำหนดให้ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชนิดใดต้องเป็นไปตามมาตรฐานตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.๒๕๑๑ นั้น เป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยหรือเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดแก่ประชาชนหรือ แก่กิจการอุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ดังที่มาตรา ๑๗(๑) บัญญัติไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญต่อประเทศและต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด หากผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชนิดใดมีพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานแล้ว กฎหมายจะกำหนดมาตรการควบคุมทุกขั้นตอนมิให้มี ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐานที่กำหนดเกิดขึ้นในประเทศที่บุคคลอาจเอาไปใช้เพื่อการต่าง ๆ จนเกิดความไม่ปลอดภัยหรือความเสียหายตามที่มุ่งหมายจะป้องกัน การทำและการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรกฎหมายจึงกำหนดว่าต้องได้รับใบอนุญาตเสียก่อน ตามมาตรา ๒๐(๒) หรือ
65 มาตรา ๒๑(๓) แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้วแต่กรณี และมาตรา ๒๑ ทวิ(๔) ได้กำหนดให้การนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานแตกต่างไปจากมาตรฐานที่กำหนดเข้ามาใน ราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต้องขออนุญาตด้วย ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอาจ กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติเพื่อควบคุมการใช้และการมีอยู่ของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ เป็นไปตามมาตรฐานนั้น คำว่า "ใช้" ตามมาตรา ๒๑ ทวิ จึงมีความหมายอย่างกว้างขวางตามเจตนารมณ์ของ กฎหมายในเรื่องนี้ การนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานแตกต่างไปจากมาตรฐานที่กำหนดเข้ามาใช้เป็น วัตถุดิบในการผลิตสินค้าจึงเป็นการใช้อย่างหนึ่งที่ต้องขอนุญาตตามมาตรา ๒๑ ทวิ ดังกล่าว ดังนั้น การที่ บริษัท เอ็ม ซี เอส โฮโกกุ จำกัด นำเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไป ตามมาตรฐาน(๕) ที่เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อเป็นวัตถุดิบในการ ประกอบโครงสร้างเหล็กเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศจึงเป็นการนำเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร ซึ่งต้องขอรับอนุญาตตามมาตรา ๒๑ ทวิแห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ -กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย เรื่องเสร็จที่ 115/2551 มาตรา 4 มาตรา 23 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 บันทึก เรื่อง ขอหารือแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการนําเขา วัตถุอันตราย - คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) พระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฯ กําหนดให ผูที่จะผลิต นําเขา สงออกหรือมีไวในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตองไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนาที่ ซึ่งความหมายของคําวา “นําเขา” ตาม พระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฯ นอกจากจะหมายถึง การนําเขามาในราชอาณาจักรตามความหมายทั่วไปแลว ยังหมายรวมถึงการสั่งเขามาในราชอาณาจักรหรือนําผานดวย ผูประกอบการที่ประสงคจะนําวัตถุอันตราย เขามาในราชอาณาจักร การนําเขาตองไดรับอนุญาตจากเจาหนาที่ของหนวยงานที่รับผิดชอบกอนนําเขามา โดยกฎหมายมิไดมีการผอนผันใหออกใบอนุญาตยอนหลังหรือภายหลังจากที่ไดนําวัตถุอันตรายเขามาใน ราชอาณาจักรไดแตอยางใด ผูนําเขาจะตองไดรับอนุญาตกอนนําเขามาในราชอาณาจักรเทานั้น ดังนั้น หากเจาหนาที่ศุลกากรตรวจพบวาของที่จะนําออกจากดานศุลกากรยังไมไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนาที่ ของหนวยงานที่รับผิดชอบ จึงไมชอบที่พนักงานเจาหนาที่จะออกใบอนุญาตนําเขายอนหลังหรือภายหลังได หากเจาหนาที่ศุลกากรดําเนินการปลอยของออกไปจากดานศุลกากรตองถือเปนความผิดโดยไมตองพิจารณาวา ผูกระทํามีเจตนาหรือกระทําโดยประมาทเลินเลอหรือไม ดังนั้น แมผูนําเขาจะไมทราบวาสินคาหรือสารเคมีที่นํา เขาอยูในบัญชีรายชื่อของวัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฯ ยอมไมเปนขออางที่ทําใหผู้นำเข้านั้น พนจากความรับผิดได ๕. คำสั่งพนักงานอัยการ
66 -คดีพิเศษที่ ๑๑๔/๒๕๕๙ พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องฐานปลอมปนอาหารเพื่อให้บุคคลอื่น เสพย์หรือใช้ และการปลอมนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๓๖ (ยางไม้ที่ใส่แทนที่หรือเทียมรังนกแท้ในคดีนี้ ไม่มีอันตราย บางคนนำมาปรุงแต่งหน้าเคกหรือทำวีปครีม) ๖. บัญชีภาพต่าง ๆ -ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (เหล็กตัว H) (มอก. เลขที่ ๑๒๒๗ – ๒๕๓๙) เหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป (เหล็กม้วน) (มอก. 528 – 2548)
67 เหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อน แผ่นม้วนและแผ่นแถบสำหรับงานท่อ (มอก. 1735 – 2542) วัตถุอันตราย - วัตถุอันตรายประเภทน้ำยาพ่นกันยุง ที่มีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์กลุ่มไพรีทรอยด์ เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ ๓ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๕๖ บัญชี ๔.๒ รายชื่อ สารควบคุมลำดับที่ ๑๑ อยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
68 วัตถุอันตรายประเภทยากำจัดวัชพืชที่มีส่วนผสมของสารพาราควอตฯ เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 บัญชี ๑.1 ลำดับที่ 43 และ ลำดับที่ 353 ปัจจุบันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๔ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุ อันตราย (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๓ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร