The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 110พิจิตรา วิเศษบุตร, 2025-02-24 21:35:08

การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

39 ครูผู้สอนแสดงบทบาทเป็นผู้ควบคุม (Conductor) ในการฝึกภาษาของผู้เรียน และผู้เรียนมีหน้าที่ในการ ฝึกและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นที่ 4 ขั้นนำไปใช้ (Production) ต้องออกแบบกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้ใช้ ภาษาในการ สื่อสารในสถานการณ์เหมือนจริง และเป็นสถานการณ์ใหม่ (New Situation)อาจจะ คล้ายคลึงกับ สถานการณ์ที่ครูสอนได้นาเสนอไปแล้วทั้งนี้เพื่อส่งเสริมผู้เรียนได้เรียนรู้ภาษาที่เขาได้ เรียนรู้มาแล้วทั้งใน ส่วนที่ได้เรียนรู้แล้วในชั่วโมงก่อนๆ และในชั่วโมงที่กาลังเรียนอยู่ ครูผู้สอนแสดงบทบาทเป็นผู้ให้แนะน ำ (Advisor) คอยแนะนำและช่วยเหลือผู้เรียนในการนำภาษาไปใช้ ขั้นที่ 5 ขั้นสรุป (Wrap up) เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้สรุปสาระสำคัญของบทเรียน กิจกรรมที่จัดขึ้นในขั้นตอนนี้อาจเป็นเพลง เกม การทำแบบฝึกหัดต่างๆ หรือการมอบหมายงาน เป็นต้น วศยา เอกวิลัย (2558, น. 369-370) อธิบายว่า วิธีการสอน 2W3P เป็นกระบวนการสอน ไวยากรณ์เพื่อการสื่อสาร (Communicative Language Teaching : CLT) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อมระหว่าง ความรู้ทางภาษา (Linguistic Knowledge) ทักษะทางภาษา (Language Skills) แลความสามารถในการ สื่อสาร (Communicative Ability) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้โครงสร้างภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยเน้น การนาหลักไวยากรณ์ไปใช้ เนื่องจากความคล่องแคล่วในการใช้ภาษา (Fluency) และความถูกต้องในการ ใช้ภาษา (Accuracy) มีความสาคัญเท่ากัน ซึ่งมีขั้นตอนการสอนดังนี้ 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Warm up/Lead in) มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมและอยาก เรียนในบทใหม่ เมื่อสังเกตว่าผู้เรียนมีความพร้อม เกิดความสนุก และสนใจอยากเรียนแล้ว ก็เริ่ม ดำเนินการเรียนในเนื้อหาต่อไป กิจกรรมที่กาหนดไว้ในขั้นนี้มีหลากหลาย เช่น เล่นเกม ปริศนาคำทาย เพื่อทบทวนความรู้เดิม 2) ขั้นนำเสนอ (Presentation) ผู้สอนจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่ผู้เรียน มีการนำเสนอคำศัพท์ใหม่ โครงสร้างทางไวยากรณ์ เนื้อหาใหม่ ให้เข้าใจทั้งรูปแบบและความหมายกิจกรรมจะประกอบด้วยการให้ ฟังเนื้อหาใหม่ ให้นักเรียนฝึกพูดตาม ในขั้นนี้ผู้สอนจะต้องเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องในการออกเสียง คือ Informant (ผู้ให้ความรู้) รูปแบบของภาษาจึงเน้นที่ความถูกต้อง (Accuracy) เป็นหลัก 3) ขั้นฝึก (Practice) ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้ฝึกภาษาที่เรียนมาแล้วในขั้นนาเสนอ โดยมีวัตถุประสงค์ ให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็เน้นเรื่องของการใช้ภาษาให้คล่องแคล่ว (fluency) รูปแบบ การฝึก อาจเป็นการฝึกทั้งชั้น เป็นกลุ่ม เป็นคู่ หรือรายบุคคล ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้สอนจะแก้ไขข้อผิดพลาดใน การใช้ภาษา ควรทำหลังการฝึก


40 4) ขั้นการใช้ภาษา (Production) ให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษามาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ผ่าน กิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อความคล่องแคล่วประกอบกับความสนุกสนาน ผู้สอนคอยให้ความช่วยเหลือ ถ้า ผู้เรียนผิดพลาด อย่าขัดจังหวะ ให้ปล่อยไปก่อน เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจ 5) ขั้นสรุป (Wrap up) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละชั่วโมง จุดประสงค์คือ เพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนแล้ว กิจกรรมที่เสนอแนะไว้อาจจะเป็นการนาเสนอรายงานของกลุ่มท าแบบฝึกหัดเพื่อสรุปความรู้ สถาบันภาษาอังกฤษ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2558, น. 59) ได้กล่าวถึง การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ว่าเป็นกระบวนการสอนไวยากรณ์เพื่อการสื่อสาร และในการสอนภาษา เพื่อการสื่อสาร (Communicative Language Teaching) ถ้าปราศจากกฎเกณฑ์ และโครงสร้างทาง ภาษา ความสามารถในการสื่อสารของผู้เรียนจะถูกจากัด ดังนั้นกระบวนการสอนไวยากรณ์เพื่อการสื่อสาร มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Warm up/Lead in) มีจุดมุงหมายเพื่อใหนักเรียนเกิดความพร้อมและ อยากรูอยากเรียนในบทใหม เนื้อหาจะเชื่อมโยงไปสูสาระสำคัญของบทนั้น ๆเมื่อครูผูสอนเห็นว่านักเรียน มีความพร้อม เกิดความสนุก และสนใจอยากเรียนแลว ก็เริ่มเรียนเนื้อหาต่อไป กิจกรรมที่กำหนดไว้ในขั้น นี้มีหลากหลาย เช่น เล่นเกม ปริศนาคาทาย เพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้ว 2) ขั้นนำเสนอ (Presentation) ในขั้นนี้ครูจะใหขอมูลทางภาษาแก่นักเรียน มีการนำเสนอศัพท์ ใหม่โครงสร้างทางไวยากรณ์เนื้อหาใหม่ ให้เข้าใจทั้งรูปแบบและความหมาย กิจกรรมที่กำหนดไว้ ประกอบด้วยการให้ฟังเนื้อหาใหม่ ให้นักเรียนฝึกพูดตาม ในขั้นนี้ครูเป็นผู้ให้ความรู้ทางภาษาที่ถูกต้องและ เป็นแบบอย่างที่ถูกต้องในการออกเสียง คือ Informant (ผู้ให้ความรู้) รูปแบบของภาษาจึงเน้นที่ความ ถูกต้อง (Accuracy) เป็นหลัก ในขั้นนำเสนอนี้เน้นการให้ผู้เรียนได้เข้าใจความหมาย (Meaning) ของ ไวยากรณ์ที่นำเสนอก่อนแล้วตามด้วยรู้จักรูปแบบหรือโครงสร้างทางไวยากรณ์นั้น ๆ (Form) และจบลง ด้วยการออกเสียง (Pronunciation) ดังนั้น ในขั้นนี้สามารถที่จะจดจำประเด็นสำคัญในการนำเสนอใน รูปอักษรย่อคือ MFP 3) ขั้นฝึก (Practice) ในขั้นนี้นักเรียนจะได้ฝึกใช้ภาษาที่เรียนมาแลวในขั้นนำเสนอโดยมี วัตถุประสงค์ให้นักเรียนใช้ภาษาได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็เน้นเรื่องการใช้ภาษาให้คล่องแคล่ว (Fluency) การฝึกอาจจะฝึกทั้งชั้น เป็นกลุ่ม เป็นคู่ หรือรายบุคคล ขั้นนี้เป็นโอกาสที่ครูจะแก้ไขข้อผิดพลาดของ นักเรียนในการใช้ภาษาซึ่งการแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นควรทำหลังการฝีก หากทำระหว่างที่นักเรียนกำลังลอง ผิดลองถูกอยู่ความมั่นใจที่จะใช้ภาษาให้คล่องแคล่วอาจลดลงได้หรืออาจจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึก อย่างอิสระ (Learning by Doing)


41 4) ขั้นการใช้ภาษา (Production) มีจุดมุ่งหมายเพื่อใหนักเรียนนำคำหรือประโยคที่ฝึกมาแล้วมา ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในรูปแบบกิจกรรมหลากหลาย เพื่อใหเกิดความคล่องแคล่ว (Fluency) และเกิด ความสนุกสนาน ในขั้นนี้เป็นขั้นที่เน้นนักเรียนเป็นผู้ทำกิจกรรม ครูคอยให้ความช่วยเหลือ ถ้านักเรียน ผิดพลาด อย่าขัดจังหวะ ให้ปล้อยไปก่อน เพื่อให้นักเรียนรูสึกสบายใจ กิจกรรมที่กำหนดไว้มีหลากหลาย เช่น การเล่นเกม การทำชิ้นงาน การทำแบบฝึก การนำเสนอผลงาน 5) ขั้นสรุป (Wrap up) เป็นขั้นสุดท้ายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละชั่วโมง จุดประสงค์คือ เพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนแล้ว กิจกรรมที่เสนอแนะไว้อาจจะเป็นการนำเสนอรายงานของกลุ่ม ทำแบบฝึกหัดเพื่อสรุปความรู้หรือเล่นเกมเพื่อทดสอบสิ่งที่เรียนมาแล้วจากการศึกษาการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน 2W3P ภุชงค์ มัชฌิโม (2559) ได้สรุปขั้นตอนวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ไว้ 5 ขั้นดังนี้ 1) ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน (Warm Up) เป็นขั้นที่ครูจะทําการกระตุ้นความรู้ของนักเรียน โดยการ ทบทวน ปูความรู้พื้นฐานก่อนการเสนอบทเรียนใหม่ โดยเริ่มจากความรู้เดิมของนักเรียน ตั้งแต่ง่ายไป จนถึงยาก 2) ขั้นนําเสนอ (Presentation) เป็นขั้นที่ครูนําเสนอความรู้ใหม่ให้กับนักเรียน ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างต่าง ๆ ของประโยค คําศัพท์ การนําเสนอในขั้นตอนนี้ครูต้องมีความชัดเจน และตรวจสอบให้ แน่ใจว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหามากน้อยแค่ไหน การสอนของครูจะเน้นให้ผู้เรียนทําความเข้าใจ หลีกเลี่ยงการแปลความหมายให้กับผู้เรียน 3) ขั้นฝึก (Practice) เป็นขั้นตอนที่ครูคอยควบคุมกิจกรรมของผู้เรียนให้ผู้เรียนสามารถฝึกการใช้ ภาษาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจจะเริ่มจากการฝึกเป็นกลุ่ม เมื่อผู้เรียนเกิดความคุ้นเคยและสามารถใช้ประโยค ได้แล้ว จึงให้ผู้เรียนฝึกเดี่ยว ขั้นตอนนี้อาจจะใช้เวลามากกว่าขั้นตอนอื่น ๆเพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ฝึก ปฏิบัติจริงทุกคน 4) ขั้นการใช้ภาษา (Production) เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะได้นําความรู้จากเนื้อหาบทเรียนมาใช้ครู อาจจะให้เด็กได้ทําแบบฝึกหัด ร้องเพลง หรือนําเสนอผลงาน เป็นต้น กิ จกรรมที่ครูให้นักเรียนจะต้องเป็น กิจกรรมที่นักเรียนจะได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาสร้างสรรค์ชิ้นงาน 5) ขั้นสรุป (Wrap Up) เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะได้สรุปความรู้ที่เรียนมาที่ได้จากกระบวนการจัดการ เรียนรู้เป็นผลกระประเมินหรือผลงานของตนเอง จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้และขั้นตอนต่าง ๆ ที่กล่าวมาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ผู้วิจัยสามารถสรุปว่าการจัดการเรียนแบบ 2W3P เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ครูและนักเรียนต่างมี บทบาทสําคัญ ครูมีหน้าที่คอยควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามขั้นตอน ช่วยเหลือดูแลนักเรียนให้


42 ผู้เรียนสามารถฝึกทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้าน อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้แบบ2W3P สามารถแบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นการนําเข้าสู่บทเรียน (Warm Up) เป็นขั้นตอนการกระตุ้นความสนใจ และสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้เรียนสนใจในบทเรียนใหม่ที่ครูกําลังจะสอน เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะดึงความรู้เดิมที่มีเชื่อมโยงกับความรู้ ใหม่ที่กําลังจะได้รับ กิจกรรมที่เหมาะสมสําหรับขั้นนําเข้าสู่บทเรียน ได้แก่นิทานหรือเรื่องราวต่าง ๆ เพลง เกม หรือการถามคําถาม เป็นต้น 2) ขั้นนําเสนอบทเรียน (Presentation) เป็นขั้นตอนที่ครูถ่ายทอดความรู้ใหม่ให้กับผู้เรียนเช่น คําศัพท์ โครงสร้างประโยค เป็นต้น ครูจําเป็นจะต้องมีความรู้ ความแม่นยําในเนื้อหาด้านนั้น ๆ ก่อนไป ขั้นตอนถัดไปครูควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหา 3) ขั้นฝึก (Practice) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนจะได้นําความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาใช้ฝึกเพื่อให้ผู้เรียน สามารถใช้ความรู้นั้นได้อย่างถูกต้อง ผู้เรียนสามารเริ่มฝึกเป็นกลุ่มเมื่อเกิดความคล่องแคล่วแล้ว สามารถ มาฝึกกับครูได้ โดยในขั้นตอนนี้ครูสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียนได้ 4) ขั้นการใช้ (Production) เป็นขั้นตอนการฝึกความคล่องแคล่ว การบูรณาการความรู้ทั้งหมดที่ ผู้เรียนมีสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงาน ซึ่งครูสามารถใช้กิจกรรมที่หลากหลายขึ้นอยู่กับการออกแบบให้ เหมาะสมกับผู้เรียน 5) ขั้นสรุปบทเรียน (Wrap Up) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการเรียนรู้ 2W3Pเป็นขั้นตอนของ การสรุปองค์ความรู้ที่เรียนมาทั้งหมด ครูอาจจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถซักถามข้อสงสัย หรือสามารถ ให้คําแนะนําผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ได้ แผนการจัดการเรียนรู้ ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ ดังต่อไปนี้ ถวัลย์ มาศจรัส (2546, หน้า 32) ให้ความหมายของแผนจัดการเรียนรู้ไว้ว่า หมายถึง การนำ วิชาการหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องสอนตลอดภาคเรียนมาสร้างเป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนตลอดภาคเรียน โดยมีจุดประสงค์การเรียนการสอน เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน การใช้ สื่อ การวัดผลประเมินผลโดยให้สอดคล้องกับจุดเน้นของหลักสูตร สภาพของผู้เรียนและความพร้อมของ โรงเรียนและตรงกับชีวิตจริงในท้องถิ่น สำลี รักสุทธี (2546, หน้า 16) อธิบายความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ ว่าเป็นการ


43 นำวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องทำการสอนตลอดภาคเรียนมาสร้างเป็นแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน การใช้สื่อ อุปกรณ์การสอน และการวัดผลประเมินผล สำหรับเนื้อหาสาระและจุดประสงค์ การเรียนย่อย ๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือจุดเน้นของหลักสูตร สภาพผู้เรียน ความพร้อมของ โรงเรียน ในด้านวัสดุอุปกรณ์และตรงกับชีวิตจริงในท้องถิ่น ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่ง แผนการจัดการเรียนรู้ ก็ คือ การเตรียมการสอนเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าหรือบันทึกการสอนตามปกตินั้นเอง กล่าวให้สั้นก็คือ การเตรียมการสอนหรือการวางแผนการสอนของครูนั้นเอง กุลยา ตันติผลชีวะ (2550 น. 95) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ว่า หมายถึง แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ไว้ว่า วิธีการจัดการเรียนการสอน การใช้สื่อการสอน การกำหนด เนื้อหาสาระ และการประเมินผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งแผนการจัดการเรียนรู้ต้องมีความชัดเจน ทั้งในด้านเวลา เนื้อหา และวิธีการสอน ควรมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ ผู้เรียน เวลา สถานที่สอน เนื้อหาวิชา และจุดประสงค์ของการสอน วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2551 น. 110) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ไว้ว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การวางแผนการจัดกิจกรรมล่วงหน้าว่าจะจัดการเรียนรู้อย่างไร เพื่อวัตถุประสงค์ใด ใช้สื่อการสอนใด การวัดผลประเมินผลโดยวิธีใด เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการ จัดเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้จัดการเรียนรู้มีความมั่นใจจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีแนวทางและมีเป้าหมาย ส่งผล ให้การเรียนการจัดการเรียนรู้ดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางที่กำหนด ไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ฆนัท ธาตุทอง (2552, น. 133) ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า เอกสารที่ผู้สอนแต่ ละคน ได้นำเนื้อหาวิชา สาระการเรียนรู้หรือประสบการณ์ที่จะต้องทำการสอนในระยะเวลาหนึ่ง มา เตรียมการสอนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ ชวลิต ชูกำแพง (2553, น. 93) ให้ความหมายของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การวางแผนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนล่วงหน้าอย่างเป็นลายลักษณ์ อักษรของครูผู้สอนเพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง โดยใช้สื่อและอุปกรณ์การ เรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เนื้อหา เวลา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ จากความหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แผนจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการหรือโครงการที่ครู เตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างมีระบบ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนเพื่อให้บรรลุ จุดประสงค์การเรียนรู้ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งใน แผนการจัดการเรียนรู้นั้นประกอบไปด้วย มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสำคัญ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ สื่อ การเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้และประเมินผล


44 ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังต่อไปนี้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542, หน้า 2) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ว่าการ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ 1) ก่อให้เกิดการวางแผนและการเตรียมการล่วงหน้าเป็นการนำเทคนิค วิธีการสอนการเรียนรู้ สื่อ และเทคโนโลยี และจิตวิทยาการเรียนการสอนมาผสมผสาน ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ด้านต่าง ๆ 2) ส่งเสริมให้ครูผู้สอนค้นหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการเรียนการสอน การเลือกใช้สื่อ การวัดและประเมินผล ตลอดจนประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจำเป็น 3) เป็นคู่มือการสอนสำหรับตัวครูผู้สอนและครูที่สอนแทนนำไปใช้ปฏิบัติการสอนอย่างมั่นใจ 4) เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผลที่จะเป็นประโยชน์ ต่อการจัดการเรียนการสอนต่อไป 5) เป็นหลักฐานแสดงความเชี่ยวชาญของครูผู้สอน ซึ่งสามารถนำไปเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ ได้ สำลี รักสุทธี (2544, หน้า 78) กล่าวถึง ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ ว่ามีความสำคัญ ดังนี้ 1) ช่วยให้ครูผู้สอนมีโอกาสศึกษาหลักสูตร แนวการสอน วิธีวัดผลประเมินผล การศึกษาเอกสารที่ เกี่ยวข้องและบูรณาการกับวิชาอื่น ๆ 2) เรื่องทรัพยากรของโรงเรียน ทรัพยากรของท้องถิ่น ค่านิยมความซื่อสัตย์ และสภาพที่เป็นจริง ของท้องถิ่น ตลอดจนการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับวิชาอื่นด้วย 3) เป็นเครื่องมือของครูผู้สอนในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ มีความมั่นใจในการ สอนมากขึ้น 4) ผู้สอนใช้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เที่ยงตรง เสนอแนะแก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องรวมทั้งเพื่อนครูที่สอนวิชาอื่น 5) ใช้เป็นคู่มือสำหรับครูที่สอนแทน 6) เป็นการพัฒนาวิชาชีพและมาตรฐานวิชาชีพครู ที่แสดงว่างานสอน ต้องได้รับการฝึกฝน มี เครื่องมือและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการประกอบวิชาชีพด้วย วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2550, หน้า 107) กล่าวว่า ผลดีของการทำแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้


45 1) ช่วยทำให้เกิดการวางแผนวิธีจัดการเรียนรู้ที่มีความหมายยิ่งขึ้น 2) ช่วยให้ผู้สอนมีสื่อการจัดการเรียนรู้ เกิดความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน ทำให้จัดการ เรียนรู้ได้ครบถ้วนตามหลักสูตร และจัดการเรียนรู้ได้ทันเวลา 3) เป็นผลงานทางวิชาการที่สามารถเผยแพร่เป็นตัวอย่างได้ 4) ช่วยให้ความสะดวกแก่ผู้สอนจัดการเรียนรู้แทนในกรณีผู้จัดการเรียนรู้ ไม่สามารถเข้าจัดการ เรียนรู้ได้ จากการศึกษาความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ สรุปได้ว่า ความสำคัญของแผนการจัดการ เรียนรู้ คือ ช่วยให้ครูสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนได้ สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของ ผู้เรียน ทำให้ครูวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ ทำให้การพัฒนาการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังต่อไปนี้ กรมวิชาการ (2545, หน้า 44-45) ได้สรุปขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ได้ ดังนี้ 1) การเลือกรูปแบบแผนการเรียนรู้ นำหน่วยการเรียนรู้ที่กำหนดไว้แล้ว มาพิจารณา จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ 2) ตั้งชื่อแผนตามหัวข้อสาระการเรียนรู้ 3) กำหนด จำนวนเวลา ระบุระดับชั้น 4) วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้จากมาตรฐานการเรียนรู้รายปี/รายภาคที่เลือกไว้ เขียนเป็น จุดประสงค์การเรียนรู้รายวิชา 5) เลือกจุดประสงค์การเรียนรู้ที่วิเคราะห์ไว้แล้ว เฉพาะข้อที่สัมพันธ์กับหัวข้อสาระการเรียนรู้ กำหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้หรือจุดประสงค์ปลายทางตามธรรมชาติวิชา 6) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้เป็นรายละเอียดสำหรับนำไปจัดการเรียนรู้ สาระการ เรียนรู้จะเป็นเนื้อหาใหม่ของเนื้อหาที่กำหนดไว้ที่จำเป็นต้องสอน 7) กำหนดจุดประสงค์นำทางตามลำดับความยากง่ายของเนื้อหานั้น ๆ 8) เลือกกิจกรรมและเทคนิคการสอนที่เหมาะสม 9) เลือกสื่ออุปกรณ์ สำหรับใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสาระที่ เลือกมา เช่น รูปภาพ บัตรคำ วิดีทัศน์ 10) จัดทำลำดับขั้นตอนกิจกรรมการเรียนรู้ โดยคำนึงขั้นตอนการสอนตามธรรมชาติ จุดประสงค์ และควรคำนึงถึงการบูรณาการเทคนิคและกระบวนการเรียนรู้ รวมทั้งสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เข้าไว้ในแต่ ละขั้นตอนด้วย


46 11) กำหนดการวัดผลประเมินผลโดยระบุวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ที่เกิดระหว่างเรียน ตาม จุดประสงค์ย่อย จุดประสงค์นำทาง และที่เกิดหลังการเรียนการสอน เมื่อจบแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ วิธีการวัดหลากหลายรูปแบบวิธีการวัดหลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2550, หน้า 114-115) ได้เสนอขั้นตอนการเขียนแผนการเรียนรู้มี ดังนี้ 1) ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ และมาตรฐานช่วงชั้นของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะจัดทำหลักสูตร เพื่อที่เข้าใจเป้าหมาย และทิศทางการจัดการเรียนรู้ 2) วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เพื่อกำหนดสาระการเรียนรู้ช่วงชั้นและกำหนดผลการ เรียนรู้ที่คาดหวังรายปีหรือรายภาค 3) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ช่วงชั้นและผลการเรียนเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีหรือรายภาค เพื่อ กำหนดเป็นสาระรายปีหรือรายภาค 4) นำผลการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค และสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคมา พิจารณาเพื่อจัดทำคำอธิบายรายวิชา 5) นำคำอธิบายรายวิชามากำหนดเป็นหน่วยการเรียนรู้ 6) นำหน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยมาจัดทำแผนจัดการเรียนรู้เป็นรายหน่วย 7) นำแผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายหน่วยมาจัดทำเป็นแผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง จากการศึกษาดังกล่าว สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คือสิ่งที่ช่วยให้ครูผู้สอนมีทิศทางในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ชัดเจนและเกิดประโยชน์กับผู้เรียนได้มากที่สุด รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังต่อไปนี้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542, หน้า 144-148) ได้กล่าวถึงรูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่นิยมใน ปัจจุบันมี 3 รูปแบบ คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย เขียนโดยใช้หัวเรื่องตามที่กำหนด กำกับแต่ละลำดับ กิจกรรมการเรียนการสอน จะเขียนแบบเชิงบรรยายกิจกรรมที่ครูผู้สอนจัดเตรียมไว้ โดยไม่ระบุชัดเจนว่า นักเรียนทำอะไร 2) แผนการเรียนรู้แบบตาราง เขียนโดยใช้หัวเรื่องตามที่กำหนดมากำกับแต่บรรจุลงในตาราง เกือบทั้งหมด 3) แผนการเรียนรู้แบบพิสดาร เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีรายละเอียดแสดงขั้นการลำดับ กิจกรรมการเรียนการสอนแยกเป็นกิจกรรมที่ครูปฏิบัติและสิ่งที่นักเรียนปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกัน


47 สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2549, หน้า 60-62) กล่าวว่า แผนการสอนที่นิยมใช้กันทั่วไปมี 3 รูปแบบ ใหญ่ ๆ คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย เขียนโดยใช้ประเด็นทั้ง 10 ประเด็น มากำกับ แต่การ ลำดับกิจกรรมการเรียนการสอนจะเขียนเป็นเชิงบรรยายกิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้ โดยไม่ระบุชัดเจนว่า นักเรียนทำอะไร 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบตาราง เขียนโดยใช้ประเด็นสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของแผนการ จัดการเรียนรู้มากำกับ และบรรจุองค์ประกอบสำคัญเหล่านั้นลงไปในตารางเกือบทั้งหมด 3) แผนการจัดการเรียนรู้แบบพิสดาร เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีรายละเอียดมากขึ้น การ จัดลำดับกิจกรรมการเรียนการสอน แยกเป็นกิจกรรมที่ครปฏิบัติและสิ่งที่นักเรียนปฏิบัติซึ่งสอดคล้องกัน สมนึก ธาตุทอง (2548, หน้า 246) กล่าวว่า รูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 3 รูปแบบ คือ 1) แบบบรรยาย 2) แบบตาราง 3) แบบพิสดาร จากการศึกษาดังกล่าว สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่นิยมใช้กันทั่วไปมี3 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบตาราง และ 3) แผนการจัดการ เรียนรู้แบบพิสดาร การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ผู้สอนสามารถออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ของ ตนเองได้ โดยกำหนดรูปแบบตามที่ครูผู้สอนเห็นว่าเหมาะสม สะดวกต่อการนำไปจัดกิจกรรมการเรียน การสอน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยในประเทศ ซารีป๊ะ รักดี(2563) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบ 2W3P โดยใช้ หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด A Little Guide เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวาก่ ่อนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .01 และความเข้าใจในการอ่านของ นักเรียนภายหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมที่มีเนื้อหาท้องถิ่นอําเภอจอมทองสูงกวา่ก่อนเรียน และ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดนใช้เทคนิคการสะกดคําร่วมกบการ จัดการเรียนรู้แบบ 2W3Pโดยรวมอยูในระดับมากที่สุด ่ ณัฐพงศ์มีใจธรรม และทํารงลักษณ์เอื้อนครินทร์(2563) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชัน สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัย


48 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยกิจกรรมการ โดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชันสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และความพึงพอใจของ นักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชันอยูในระดับพึงพอใจมาก เจนจิราศรีทอง (2562) ได้วิจัยเกี่ยวกบการพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอน 2W3P ประกอบบทบาทสมมติผลการวิจัยพบว่าการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน 2W3P ประกอบบทบาทสมมติมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากบั 75.02/83.24 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้(75/75) โดยมีค่าประสิทธิผลเท่ากบั 0.6149 คิดเป็น 40 ร้อยละ 61.49 นักเรียนมีความสามารถการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารคิดเป็ นร้อยละ 82.78 สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก วาริ ณีไกรศรี , เจริญวิชญ์สมพงษ์ธรรม, และอมรทิพย์เจริญผล (2562) ได้วิจัยเรื่องการศึกษาผล การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรี ยนรู้ภาษาต่างประเทศ เรื่อง Number โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนในสังกดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า หลังจากนักเรียนได้เรียนและทําแบบฝึกหัดเพิ่มเติมทําให้นักเรียนมีความรู้ ความจําเกี่ยวกบคําศัพท์และสามารถทําแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเพิ่มขึ้น และนักเรียนมีความพึง พอใจต่อการจัดการเรียนการสอนแบบ 2W3P ภุชงค์มัชฌิโม (2559) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสะกดคํา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่ากิจกรรมการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เทคนิคการสะกดคําร่วมกบการจัดการ เรียนรู้แบบ 2W3P มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากบั 93.56/76.88 สูงกว่าเกณฑ์75/75 ที่ตั้งไว้ค่าดัชนี ประสิทธิผลการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่5 โดยใช้เทคนิคการสะกดคํา ภาษาอังกฤษร่วมกบการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P มีค่าเท่ากับ 0.6454 หรือคิดเป็นร้อยละ 64.54 นักเรียนมีทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสะกดคําภาษาอังกฤษร่วมกบการจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อ การเรียนรู้ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสะกดคําภาษาอังกฤษร่วมกบการจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3Pโดยรวมอยูในระดับมากที่สุด ฮาบีบ๊ะขุนหล่า (2559) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแประใต้สํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ผลการวิจัยพบว่าความสามารถด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อ


49 การสื่อสารของนักเรียน จากการทดสอบก่อนและหลังการสอนโดยใช้แบบฝึ กพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ 2W3P พบวาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่าง กนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังการสอนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะ การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนการสอน ความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้เทคนิคการ สอนแบบ 2W3P โดยภาพรวม พบวามีความพึงพอใจ ่อยูในระดับมากที่สุด 2. งานวิจัยต่างประเทศ Feng (2009 : 720-735) ศึกษาเรื่องการสะกดคำพัฒนาการอ่านของนักเรียนชาวจีนและ อังกฤษโดยใช้การกวาดสายตาในการอ่านตามที่กำหนดให้ กลุ่มตัวอย่างมี 3 กลุ่มได้แก่กลุ่มที่ 1 เป็น นักเรียนเกรด 3 ชาวจีน จำนวน 25 คน และชาวอังกฤษจำนวน 23 คน กลุ่มที่ 2 เป็นนักเรียนเกรด 5 จำนวน 25 คน และชาวอังกฤษจำนวน 30 คน และกลุ่มที่ 3 นักศึกษาระดับปริญญาตรีชาวจีน จำนวน 30 คนและชาวอังกฤษจำนวน 26 คน ให้กลุ่มตัวอย่างอ่านเรื่องที่เขียนเป็นภาษาแม่ของกลุ่มตัวอย่าง และ บันทึกการเคลื่อนไหวของสายตาระหว่างการอ่าน ผลปรากฏว่า การอ่านสะกดคำมีผลต่อเด็กมากกว่า ผู้ใหญ่ที่ประสบการณ์ด้านการอ่าน Lima and Castro (2009 : 190-215) ศึกษา Modulation ของผลความยางในภาษาโปรตุเกส กลยุทธ์ในการอ่านใน Orthographies ของความลึกระดับกลางจะมีความยืดหยุ่นจากการทดสอบตามกฎ ของหน่วยเสียง การเปลี่ยนหน่วยการออกเสียง ส าหรับทักษะการอ่านวิธีการสะกดคำของชาวโปรตุเกสที่ มีความรู้ในระดับกลาง ผลปรากฏว่า ขนาดความยาวของตัวอักษรของคำกำหนดในการศึกษา 2 วิธี ใน การศึกษาในการศึกษาวิธีที่ 1 ด้วยการผสมคำที่มีอักษร 5-6 คำ และคำที่ไม่มีความหมาย ได้นำไปทดลอง กับผู้อ่านวัยผู้ใหญ่ โดยให้อ่านออกเสียงจากใบงาน การศึกษาวิธีที่ 2 ได้เพิ่มขนาดความยาวตัวอักษรขึ้น เป็น 4-6 ตัวอักษร และเพิ่มคำที่ไม่มีความหมายด้วยเหมือนกัน และได้แยกคำบันทึกไว้คนละกรอบ ทดสอบอีกครั้งโดยใช้คำที่ยาวขึ้นและคำที่ไม่มีความหมาย จากกลุ่มคำศัพท์ที่กำหนดไว้แล้ว ให้ผู้อ่านอ่าน ออกเสียงโดยการผสมคำที่บันทึกไว้แต่ไม่กระทบกับความยาวคำผลจากการสังเกตปรากฏว่า เมื่อผู้อ่าน อ่านคำที่กำหนดไว้ผลของความยาวของคำเปลี่ยนระดับของเสียง โดยรวมบัญชีคำศัพท์เข้าด้วยกันนี้คือ การบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนหน่วยเสียงไม่สำคัญต่อการพัฒนาทางด้านภาษาในการสะกดคำ ในการสะกดคำของ ผู้ที่มีความสามารถในระดับปานกลางและแนะนำว่าทักษะการอ่านและสามารถเพิ่มขนาดของคำขึ้นได้ตาม กระบวนการเพิ่มความสัมพันธ์กับกลุ่มคำศัพท์ Kim and others (2006: 235) ที่ได้ทำการศึกษาความเข้าใจในบทอ่านของนักเรียนเกรด 6 เกรด 7 และเกรด 8 ที่ด้อยความสามารถ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและการเรียนแบบร่วมมือ


50 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของความเข้าใจในการอ่าน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ชื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการอ่านกลวิธีแบบร่วมมือ(CACSR) สำหรับนักเรียนด้อยความสามารถ โดยครูวิชาการอ่านภาษาอังกฤษ จำนวน 2 คนและนักเรียนด้อย ความสามารถที่เรียนกับครูดังกล่าว จำนวน 34 คน เข้าร่วมการวิจัยครั้งนี้ นักเรียนกลุ่มทดลองได้เรียน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการอ่านกลวิธีแบบร่วมมือ (CACSR) โดยใช้เวลาเรียน 50 นาทีต่อ ครั้ง สองครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 10 ถึง 12 สัปดาห์ ผลการทดลอง พบว่าความเข้าใจบทอ่าน ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลอง กับนักเรียนกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยวัดจาก แบบทดสอบความเข้าใจ ในเนื้อหาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเอง (การหาใจความสำคัญ และตั้งคําถามเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน) และแบบทดสอบมาตรฐานแบบ Distal (แบบทดสอบ Woodcock Reading Master Test และ Passage Comprehension) นอกจากนี้นักเรียนส่วนใหญ่ได้แสดงทัศนคติที่ดีต่อการสอนโดยใช้ CACSR และต่างก็เชื่อว่าการอ่านของตนได้พัฒนาขึ้น


51 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ดำเนินการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. รูปแบบการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุดรพิทยานุกุล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 21 ห้อง รวม 800 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/9 โรงเรียนอุดรพิทยานุกุล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย(Simple random Sampling) โดย ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม ด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 แผน รวม 12 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 Cho tôi một phòng đơn 3 ชั่วโมง


52 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 Chuẩn bị đi Việt Nam 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 Bánh Chưng 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 Cà phê Viêt Nam 3 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลัง เป็นแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 20 ข้อ 3. แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 ชุด ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ 1. การจัดเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 แผน ผู้วิจัยได้ดำเนินการตาม ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ภาษาเวียดนามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) ศึกษาเทคนิคการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้จัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P และการวัดประเมินผล จากเอกสารหลักสูตรและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ 3) วิเคราะห์หลักสูตร สาระและมาตราฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด มาจัดทำเป็นหน่วยการ เรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ดังนี้ ตารางที่ 3 วิเคราะห์เนื้อหา แผนที่ เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) 1 Cho tôi một phòng đơn 1. นักเรียนสามารถบอกความหมายของ คำศัพท์ได้อย่างถูกต้อง 3


53 ตารางที่ 3 วิเคราะห์เนื้อหา (ต่อ) แผนที่ เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) 2. สรุปใจความสำคัญและตอบคำถามจาก เรื่องที่อ่านได้ 3. นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ มอบหมาย 2 Chuẩn bị đi Việt Nam 1. นักเรียนสามารถบอกความหมายของ คำศัพท์ได้อย่างถูกต้อง 2. สรุปใจความสำคัญและตอบคำถามจาก เรื่องที่อ่านได้ 3. นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ มอบหมาย 3 3 Bánh Chưng 1. นักเรียนสามารถบอกความหมายของ คำศัพท์ได้อย่างถูกต้อง 2. สรุปใจความสำคัญและตอบคำถามจาก เรื่องที่อ่านได้ 3. นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ มอบหมาย 3 4 Cà phê Viêt Nam 1. นักเรียนสามารถบอกความหมายของ คำศัพท์ได้อย่างถูกต้อง 2. สรุปใจความสำคัญและตอบคำถามจาก เรื่องที่อ่านได้ 3. นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ มอบหมาย 3 รวม 12


54 4) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 4 แผน รวมทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง ให้ครอบคลุมเนื้อหา 5) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยเพื่อพิจารณาตรวจ 6) นำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย แล้ว นำไปเสนอผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับสาระสำคัญ จุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการ เรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน 7) ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ประเมินความเหมาะสมของแผนประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้ และผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและการประเมินผล เพื่อตรวจสอบ ความถูกต้องและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยพิจารณาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (The Index of Item Objective Congruence: IOC) ระหว่างจุดประสงค์เนื้อหา และการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ซึ่งมีเกณฑ์การประเมิน ดังนี้ +1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 0 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ -1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาจากสูตร IOC = ∑?? ?? IOC = ค่าดัชนีความสอดคล้อง R = ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ΣR = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จำนวนผู้เชี่ยวชาญ โดยค่า IOC ที่ได้จะต้องมากกว่า 0.50 ขึ้นไป เพื่อแสดงว่าแผนการจัดการ เรียนรู้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และเหมาะสมกับงานวิจัย 8) นำแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 4 แผนที่ผ่านการแก้ไขและการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ไป ใช้สอนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. การจัดทำแบบประเมินทักษะการอ่านออกเสียงภาษาเวียดนาม แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบประเมินตามสภาพริง (Scoring Rubric) มีลักษณะ เป็นมาตรประมาณค่า 4 ระดับ ผู้วิจัยดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้


55 1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ และตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) ศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม จากเอกสารเกี่ยวกับ การวัดและประเมินทักษะการอ่าน การวิจารณ์การอ่าน และประเมินตามสภาพจริง 3) สร้างแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 เป็นแบบประเมินการอ่านตามสภาพจริง (Scoring Rubric for Reading and Conclusion) แบบ ประเมินมีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า 4 ระดับ แบ่งการวัดสมรรถภาพการอ่านของผู้เรียนเป็น 3 ด้าน ตามระดับช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย คือ 1) ความเข้าใจ 2) การจับใจความสำคัญ 3) การรู้ ความหมายคำศัพท์โดยมีรายละเอียดแบบประเมินทักษะการอ่าน ออกเสียงภาษาเวียดนามของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 4) สร้างเกณฑ์การตรวจให้คะแนนแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีรายละเอียดดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 4 เกณฑ์การประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระดับ คะแนน ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน คะแนน 4 3 2 1 รวม ความเข้าใจ ตอบคำถาม หลังจากที่อ่าน ได้ทั้งหมด ตอบคำถาม หลังจากที่ อ่านได้เกือบ ทั้งหมด ตอบคำถาม หลังจากที่ อ่านได้ เล็กน้อย ตอบคำถาม หลังจากที่อ่าน ได้น้อยมาก 8 การจับใจความสำคัญ จับใจความ สำคัญของ เนื้อหาได้ ทั้งหมด จับใจความ สำคัญของ เนื้อหาได้เกือบ ทั้งหมด จับใจความ สำคัญของ เนื้อหาได้ เล็กน้อย จับใจความ สำคัญของ เนื้อหาได้ น้อยมาก 8


56 ตารางที่ 4 เกณฑ์การประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ระดับ คะแนน ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน คะแนน 4 3 2 1 รวม การรู้ความหมาย คำศัพท์ เมื่ออ่านพบ คำศัพท์ใหม่ สามารถเดา ความหมาย คำศัพท์จาก บริบทได้ ทั้งหมด เมื่ออ่านพบ คำศัพท์ใหม่ สามารถเดา ความหมาย คำศัพท์จาก บริบทได้ เกือบทั้งหมด เมื่ออ่านพบ คำศัพท์ใหม่ สามารถเดา ความหมาย คำศัพท์จาก บริบทได้ เล็กน้อย เมื่ออ่านพบ คำศัพท์ใหม่ สามารถเดา ความหมาย คำศัพท์จาก บริบทได้ น้อยมาก 4 รวม 20 ระดับคะแนน 18 – 20 หมายถึง ดีมาก ระดับคะแนน 15 – 17 หมายถึง ดี ระดับคะแนน 12 – 14 หมายถึง พอใช้ ระดับคะแนน 9 – 11 หมายถึง ควรปรับปรุง 5) นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเกณฑ์การตรวจให้คะแนนเสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยตรวจแก้ไข 6) นำแบบประเมินทักษะการอ่านออกเสียงภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ เกณฑ์การตรวจให้คะแนนที่แก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยแล้ว ให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน พิจารณา ประกอบด้วย ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้ และ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและการประเมินผล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยพิจารณาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (The Index of Item Objective Congruence: IOC) ระหว่างประเด็นการประเมินกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งมีเกณฑ์การประเมิน ดังนี้


57 +1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ 0 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ -1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ IOC = ∑ ?? ?? IOC = ค่าดัชนีความสอดคล้อง R = ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ΣR = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จำนวนผู้เชี่ยวชาญ โดยค่า IOC ที่ได้จะต้องมากกว่า 0.50 ขึ้นไป แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และเหมาะสมกับงานวิจัย 7) นำแบบประเมินทักษะการอ่านออกเสียงภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ เกณฑ์การตรวจให้คะแนนมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 8) นำแบบประเมินทักษะการอ่านออกเสียงภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ เกณฑ์การตรวจให้คะแนน ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation) กับ นักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้โดยมีผู้ประเมินให้คะแนนจำนวน 2 ท่าน คือ ผู้วิจัยและ ผู้เชี่ยวชาญในการสอนภาษาเวียดนาม 2 ท่าน ตามเกณฑ์การตรวจให้คะแนนแบบประเมินทักษะการอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อตรวจสอบความเป็นปรนัยของแบบประเมินทักษะการอ่านจับ ใจความภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 9) นำแบบประเมินทักษะการอ่านออกสียงภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ เกณฑ์การตรวจให้คะแนนมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจ 10) นำแบบประเมินทักษะการอ่านออกเสียงภาษาเวียดนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเกณฑ์การตรวจให้คะแนนที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะและนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 3. แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามก่อนเรียนและหลังเรียน การสร้างแบบทดสอบทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยดำเนินตามขั้นตอน ดังนี้


58 1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 2) ศึกษาคู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของสถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบ การวัดและ ประเมินผลการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านออกเสียงภาษาเวียดนาม ทางการเรียน 3) สร้างแบบทดสอบวัดทักษะด้านการอ่านออกเสียงภาษาเวียดนาม โดยเป็นแบบทดสอบแบบ อัตนัย จำนวน 20 ข้อ เพื่อคัดเลือกข้อสอบที่เป็นไปตามเกณฑ์ไว้ใช้จริง จำนวน 20 ข้อ โดยข้อสอบนั้น สอดคล้องกับเนื้อหา ตัวชี้วัด และจุดประสงค์การเรียนรู้ และมีจำนวนข้อสอบที่ออกและที่จะคัดเลือกไว้ใช้ จริง ตารางที่ 5 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ และสร้างแบบทดสอบวัดทักษะการ อ่านภาษาเวียดนาม หน่วยการเรียนรู้ที่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ จุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวนข้อสอบ แผน เรื่อง สร้าง ใช้จริง Cho tôi một phòng đơn 1 Khách san นักเรียนสามารถจับ ใจความสำคัญและ ตอบคำถามจากเรื่องที่ อ่านได้ 8 5 Chuẩn bị đi Việt Nam 2 Chuẩn bị đi Việt Nam นักเรียนสามารถจับ ใจความสำคัญและ ตอบคำถามจากเรื่องที่ อ่านได้ 8 5


59 ตารางที่ 5 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ และสร้างแบบทดสอบวัดทักษะการ อ่านภาษาเวียดนาม (ต่อ) หน่วยการเรียนรู้ที่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ จุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวนข้อสอบ แผน เรื่อง สร้าง ใช้จริง Bánh Chưng 3 Bánh Chưng นักเรียนสามารถจับ ใจความสำคัญและ ตอบคำถามจากเรื่องที่ อ่านได้ 8 6 Cà phê Viêt Nam 4 Cà phê Viêt Nam นักเรียนสามารถจับ ใจความสำคัญและ ตอบคำถามจากเรื่องที่ อ่านได้ 6 4 รวม 30 20 4) นำแบบทดสอบวัดทักษะด้านการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามฉบับร่างเสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษางานวิจัยเพื่อพิจารณาความถูกต้องและความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ในแบบทดสอบความ สอดคล้องของข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และแก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ 5) นำแบบทดสอบวัดทักษะด้านการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามฉบับร่างที่ปรับปรุงแล้วเสนอ ต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 6) นำผลที่ได้จากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ มาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (Index of Item Objective Congruence: IOC) (ไพศาล วรคำ, 2561, น. 285) พิจารณาคัดเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปถือว่าใช้ได้ ถ้าไม่ ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวก็จะดำเนินแก้ไขและปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ค่าดัชนีความสอดคล้อง ของเครื่องมือ (IOC โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณา คือ ให้คะแนน +1 เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน 0 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน -1 เห็นว่าไม่เหมาะสม


60 จากนั้นหาค่าเฉลี่ยของคะแนนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้สูตร IOC (ไพศาล วรคำ, 2561, น. 285) IOC = ∑ ?? ?? เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑ ?? แทน ผลรวมของคะแนนของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 7) ดำเนินการจัดพิมพ์และนำแบบทดสอบวัดทักษะด้านการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามไป ทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุดรพิทยานุกุล ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ผ่านการเรียน เรื่องการอ่านภาษาเวียดนามมาแล้ว 8) นำแบบทดสอบวัดทักษะด้านการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามมาตรวจให้คะแนน โดยตอบ ถูกให้ 1 คะแนน และตอบผิดหรือไม่ตอบให้ 0 คะแนน 9) นำคะแนนมาวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก (B) ของแบบทดสอบเป็นรายข้อตามวิธีของ Brennan คัดเลือกข้อสอบที่เข้าเกณฑ์มีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.20-1.00 จำนวน 20 ข้อ พบว่า ข้อสอบแต่ละข้อมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.26 ถึง 0.67 10) นำข้อสอบที่คัดเลือกไว้จำนวน 20 ข้อ มาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยวิธีของโล เวทท์ (Lovett) แล้วหาค่าความเชื่อมั่น 11) จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดทักษะด้านการอ่านจับใจความภาษาเวียดนามที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ ที่กำหนด จำนวน 20 ข้อและนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบ The Single Group Pre test-Post test Design โดย มีลักษณะการทดลอง ดังนี้ ประวิต เอราวรรณ์ (2543, pp. 76-77)


61 ตารางที่ 6 แบบแผนการทดลองแบบ The Single Group Pre-test Post-test Design กลุ่ม ทดสอบก่อน สิ่งทดลอง ทดสอบหลัง E T1 X T2 E หมายถึง กลุ่มทดลอง T1 หมายถึง ทดสอบก่อนการทดลอง (Pre-test) X หมายถึง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ร่วมกับแบบฝึกทักษะ T2 หมายถึง ทดสอบหลังการทดลอง (Post-test) การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1) ก่อนดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยทำการชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนเข้าใจ 2) นำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ประกอบด้วยแบบทดสอบวัดทักษะด้านการอ่านจับ ใจความภาษาเวียดนาม ไปทำการทดสอบก่อนการทดลอง ซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดสอบเอง ใช้เวลา ในการชี้แจงและทดสอบ 1 ชั่วโมง 3) ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ถึงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 โดย ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการจัดการเรียนรู้ ตามแผนการเรียนรู้ที่วางไว้ 4) ทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะด้านการอ่านจับ ใจความภาษาเวียดนาม ฉบับเดียวกับการทดสอบก่อนเรียน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 5) นำคะแนนที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ตาม วิธีการทางสถิติ เพื่อสรุปผลการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐานและเพื่อสรุปการทดลอง ดังนี้


62 1) วิเคราะห์การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน นโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (??̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), และค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อ (t-test dependent) 2) วิเคราะห์ประสิทธิภาพของเครื่องมือโดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 3) วิเคราะห์คะแนนจากแบบประเมิน ทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้สถิติพื้นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.1) ร้อยละ (Percentage) ใช้สูตร (ไพศาล วรคำ, น. 321) ดังนี้ ร้อยละ (%) ƒ ?? x 100 เมื่อ ƒ เป็นความถี่ของรายการที่สนใจ n เป็นจำนวนทั้งหมด 1.2) ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตร ดังนี้ ??̅ = ∑ ???? ?? ??=1 ?? เมื่อ ??̅ เป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ???? เป็นคะแนนของคนที่ i n เป็นจำนวนสมาชิกของกลุ่มตัวอย่าง


63 1.3) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) คำนวณจากสูตร ดังนี้ ?? = √∑ ( ????−??̅ ) ?? 2 ??=1 ??−1 เมื่อ S เป็นส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง ??̅ เป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ???? เป็นคะแนนของคนที่ n เป็นจำนวนสมาชิกของกลุ่มตัวอย่าง 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ตรวจสอบหาคุณภาพของเครื่องมือ 2.1) ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยใช้สูตร (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์,2526) IOC = ∑ ?? ?? เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑ ?? แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2.2) การหาค่าความยาก (Item Difficulty) ของแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับ ใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้สูตร ดังนี้ (ไพศาล วรคำ, 2562, น. 298) p = f n เมื่อ P แทน ดัชนีความยาก f แทน จำนวนผู้ตอบถูก n แทน จำนวนผู้เข้าสอบ


64 2.3) หาค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้วิธีของเบรนแนม (Bren nan's Index) ใช้สูตรดังนี้ (ไพศาล วรคำ, 2562, น. 306-307) ?? = ???? ???? − ???? ???? เมื่อ B แทน ดัชนีอำนาจจำแนกของเบรนแนม ???? , ???? แทน จำนวนคนที่ตอบข้อนั้นถูกในกลุ่มผ่านเกณฑ์ (Pass) และกลุ่มไม่ผ่านเกณฑ์ (Fail) ตามลำดับ ???? , ???? แทน จำนวนคนในกลุ่มผ่านเกณฑ์ และไม่ผ่านเกณฑ์ ตามลำดับ 2.4) หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม ทั้ง ฉบับ โดยใช้สูตรของโลเวทท์ (Lovett's Method) ดังนี้ (ไพศาล วรคำ, 2562, น. 292) rcc = 1 − ?? ∑ ????− ∑ ???? 2 (??−1) ∑(????−??) 2 เมื่อ ?????? แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ K แทน จำนวนข้อสอบทั้งหมด ???? แทน คะแนนสอบของนักเรียนแต่ละคน C แทน คะแนนจุดตัดการผ่านเกณฑ์ ∑ ?? แทน ผลรวมของคะแนนนักเรียนทุกคน 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มประชากร Z-test สูตร Z = ?? − ??0 ̅̅̅̅̅̅̅̅̅ ?? √??


65 เมื่อ ??̅ แทนค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ??0 แทนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากร หรือ เกณฑ์ที่ตั้งขึ้น S แทนความเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง n แทนขนาดของกลุ่มตัวอย่าง T - test สูตร t = ?? − ??0 ̅̅̅̅̅̅̅̅̅ ?? √?? โดยมี df = n-1 เมื่อ ??̅ แทนค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ??0 แทนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากร หรือ เกณฑ์ที่ตั้งขึ้น S แทนความเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง n แทนขนาดของกลุ่มตัวอย่าง df แทนชั้นแห่งความเป็นอิสระ (degree of freedom)


66 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำคับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้ ??̅แทน คะแนนเฉลี่ย N แทน จำนวนนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง S.D แทน ส่วนเยี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติทดสอบที(t-test) เพื่อทราบความมีนัยสำคัญ ** แทน นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ลำดับขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านอ่านจับใจความภาษา เวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ย (??̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), และค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อ (t-test dependent) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้แบ่งการวิเคราะห์ข้อมูลออกเป็นลำดับขั้นตอน ดังนี้


67 ตอนที่2 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ ค่าเฉลี่ย (??̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), และค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อ (t-test dependent) ตารางที่ 7 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ย (x̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), และค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อ (t-test dependent) คนที่ ผลการทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียน (20 คะแนน) หลังเรียน (20 คะแนน) 1 6 19 2 5 17 3 4 18 4 8 15 5 9 19 6 4 17 7 6 15 8 12 16 9 11 19 10 12 15 11 14 18 12 12 15 13 12 15 14 11 17 15 7 16 16 5 13


68 ตารางที่ 7 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ย (x̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), และค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อ (t-test dependent) (ต่อ) คนที่ ผลการทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียน (20 คะแนน) หลังเรียน (20 คะแนน) 17 6 11 18 9 17 19 9 19 20 10 15 21 13 16 22 13 17 23 15 19 24 14 16 25 10 15 26 9 14 27 8 18 28 10 15 29 10 16 30 9 14 31 9 15 32 8 19 33 5 12 34 9 14 35 4 10 36 6 12


69 ตารางที่ 7 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ย (x̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), และค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อ (t-test dependent) (ต่อ) คนที่ ผลการทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียน (20 คะแนน) หลังเรียน (20 คะแนน) 37 4 13 38 5 16 39 6 12 40 6 12 รวม 345 621 ??̅ 8.62 15.52 S.D 3.14 2.40 ร้อยละ 43.75 77.62 จากตารางที่ 7 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนทดสอบเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 8.62 คิดเป็นร้อยละ 43.75 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.52 คิดเป็นร้อยละ 77.62 หลังจากทำการทดลองเสร็จสิ้นแล้ว ผู้วิจัยนำคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะการ อ่านอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาเปรียบเทียบก่อนเรียนกับหลังเรียน ตารางที่ 8 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนกับหลังเรียน การทดสอบ N df ??̅ S.D t Sin ก่อนเรียน 40 39 8.62 3.14 13.99 .000 หลังเรียน 40 39 15.52 2.40


70 จากตารางที่ 8 พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มี เฉลี่ยเท่ากับ 8.62 และ 15.52 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 (t =13.99)


71 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้ เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งผู้วิจัยได้สรุปผลตามลำดับ ดังนี้ 1. สรุปผลการวิจัย 2. อภิปรายผลการวิจัย 3. ข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สรุปผลได้ ดังนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม ก่อนและหลังเรียน โดย ใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P โดยคะแนนจากแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านออกเสียงภาษาเวียดนาม ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 8.62 คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 15.52 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน มีความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ยที่ 6.90 คะแนนเฉลี่ยหลังการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนการเรียน มีความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อภิปรายผลการวิจัย ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยครั้งนี้นำไปสู่การอภิปรายผล ดังนี้ 1) ผลการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นเพราะแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยการ จัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนั้น มีประสิทธิภาพในการ พัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียน โดยสามารถกระตุ้นความสนใจในการเรียนและแสวงหา ความรู้เพิ่มเติมให้กับตนเอง ทั้งนี้แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษา


72 เวียดนามโดยการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P นั้นได้ศึกษาเอกสาร แนวคิด หลักการทฤษฎี และงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียนตรงตามเนื้อหาหลักสูตร และกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนอย่าง แท้จริง โดยแผนการจัดการเรียนรู้นั้นมีกิจกรรมหลายกิจกรรมทั้งทางด้านเนื้อหาภาษา แบบทดสอบ หลายแบบ ทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้ การสื่อสารภาษาอังกฤษ ในการเรียนแบบ 2W3P ผู้เรียนมีโอกาสได้ ใช้กระบวนการทางสติปัญญา ได้ใช้ประสบการณ์เดิมที่มีในการเพิ่มประสบการณ์ใหม่ ๆ กับกระบวนการ เรียนรู้แบบเป็นขั้นตอน ในขณะที่ผู้วิจัยได้ใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสนใจ มี ความกระตือรือร้น และเกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติกิจกรรมในชั้นเรียน ซึ่งสอดคล้องกับ วาริณี ไกรศรีและ คณะ (2562) ที่พบว่า กิจกรรมการเรียนที่น่าสนใจ กิจกรรมมีลำดับขั้นตอนที่เข้าใจง่ายสามารถพัฒนา ความรู้ ความจำที่มากขึ้น โดยสามารถดูได้จากการเปรียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อนักเรียนได้รับการสอนเน้นย้ำในจุดที่นักเรียนมักจะสับสนแบบมีลำดับขั้นตอน ก็ส่งผลให้นักเรียนเกิด ความผิดพลาดน้อยลง และยังสอดคล้องกับ นุสรา ยาบา , ชุติมา ทัศโร, และนงนภัสส์ มากชูชิต (2564) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกบการใช้เกมประกอบการสอนเพื่อพัฒนา ความสามารถและความคงทนของการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า การเรียนคeศัพท์เพื่อใช้ในประโยคสื่อสารให้มีประสิทธิภาพนั้น จะต้องมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี มี ลำดับขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยผู้สอนต้องมีการวางแผนเตรียมการสอนให้ผู้เรียนเกิด ความรู้ความเข้าใจและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการเรียนการสอนให้กบผู้เรียน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับเกมประกอบการสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้ง ฮาบีบ๊ะ ขุนหล่า (2559) ได้เปรียบเทียบ ความสามารถด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยใช้ เทคนิค 2W3P พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) จากผลการวิจัย พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีทักษะการอ่านจับใจความภาษา เวียดนาม ก่อนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบแบบ 2W3P โดยคะแนนจากทดสอบวัดทักษะ การอ่านจับใจความภาษาเวียดนามก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 8.62 คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 15.52 จาก คะแนนเต็ม 20 คะแนน มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่ 6.90 คะแนนเฉลี่ยหลังการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ก่อนการเรียนมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาเวียดนาม โดยการจัดการ เรียนรู้แบบ 2W3P สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษา เวียดนามได้ดี โดยลำดับขั้นตอนดังกล่าวหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ 2W3P ที่ผู้วิจัยได้ทำ การเชื่อมโยงเข้ากบเนื้อหาการเรียนการสอนมีการแบ่งขั้นตอนการจัดการเรียนเป็น 5 ขั้นตอน คือขั้นที่ 1


73 ขั้นการนำเข้าสู่บทเรียน (Warm Up) ขั้นตอนการกระตุ้นความสนใจ และสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจใน บทเรียนใหม่ที่ครูกำลังจะสอน เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะดึงความรู้เดิมที่มีเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ที่กาลังจะได้รับ ต่อมา ขั้นที่ 2 ขั้นนำเสนอบทเรียน (Presentation) เป็นขั้นตอนที่ครูถ่ายทอดความรู้ใหม่ให้กบผู้เรียน เช่น คำศัพท์ โครงสร้างประโยค ครูจำเป็นจะต้องมีความรู้ ความแม่นยำในเนื้อหา ก่อนไปขั้นตอนถัดไปครู ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้เรียนเข้าใจในเนื้อ ขั้นที่ 3 ขั้นฝึก (Practice) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนจะได้นำ ความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาใช้ฝึกเพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้นั้นได้อยางถูกต้อง ผู้เรียนสามารเริ่มฝึกเป็น กลุ่มเมื่อเกิดความคล่องแคล่วแล้ว สามารถมาฝึกกับครูได้ โดยในขั้นตอนนี้ครูสามารถแก้ไขข้อบกพร่อง ของผู้เรียนได้ ขั้นที่ 4 ขั้นการใช้(Production) เป็นขั้นตอนการฝึกความคล่องแคล่ว การบูรณาการความรู้ ทั้งหมดที่ผู้เรียนมีสร้างสรรค์65ออกมาเป็นผลงาน ซึ่งครูสามารถใช้กิจกรรมที่หลากหลายขึ้นอยู่กบการ ออกแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียน และขั้นที่ 5 สรุปบทเรียน (Wrap Up) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการ เรียนรู้ 2W3P เป็นขั้นตอนของการสรุปองค์ความรู้ที่เรียนมาทั้งหมด ครูอาจจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียน สามารถซักถามข้อสงสัย ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับ ซารีป๊ะ รักดี(2562) ซึ่งได้พัฒนาการจัดการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบ 2W3P โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด A little Guide เพื่อส่งเสริมทักษะการ อ่านและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เรียนด้วยการ พัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบ 2W3P โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด A Little Guide ของ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 ซึ่งตรงกับ แนวความคิดของ กัลยา เวทยาวงศ์ (2550 น. 84) ได้ศึกษารายงานการพัฒนา ทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับ พงษ์ศักดิ์ ศิริวงศ์ (2549, น. 87) ได้ ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจวิชาภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทำแบบทดสอบหลังจากฝึกทักษะแล้วได้ถูกต้อง เฉลี่ยร้อยละ 89.8 นั่น คือ แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องช่วยให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1) ครูผู้สอนควรอธิบายขั้นตอนในการทำกิจกรรม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P


74 รวมทั้งประโยชน์ที่นักเรียนได้รับให้เข้าใจโดยละเอียดอย่างชัดเจน ก่อนจัดกิจกรรม เพื่อให้นักเรียน รับทราบและปฏิบัติไปในทางเดียวกัน เนื่องจากผู้เรียนมีความสามารถในการรับรู้ที่แตกต่างกัน 2) ครูผู้สอนควรวางแผนเรื่องเวลาในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมและสอดคล้อง กับกระบวนการสอน และควรเผื่อเวลาให้เหมาะสมกับการฝึกฝนของนักเรียนเพื่อไม่ให้นักเรียนกดดันมาก เกินไป 3) ควรผู้สอนควรเลือกกิจกรรมที่หลากหลายให้เหมาะสมกบความสามารถของผู้เรียน ภายใต้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยต่อไป 1) ควรมีการศึกษาการใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ เช่น เกม ใน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ 2) ควรมีการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดย ใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ประกอบการสอนในระดับชั้นอื่น ๆ 3) ควรใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การฟัง การพูด หรือการเขียน เป็นต้น


75 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). เอกสารประกอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด. กรมวิชาการ. (2545). ความคิดสร้างสรรค์ หลักการ ทฤษฎี การเรียนการสอน การวัดผล ประเมินผล (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ครุสภา. กานต์ธิดา แก้วกาม. (2556). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ4R กับวิธีการสอนแบบปกติ 2556. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. กานต์มณี ศักดิ์เจริญ. (2546). วิธีการการอ่านหนังสือและการอ่านหนังสือให้ฟัง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กาญจนา เชื่อมศรีจันทร์. (2551). ประโยชน์ของการอ่านหนังสือ. กรุงเทพ: โอเดียนสโตร์. การุณันทน์ รัตนแสนวงษ์. (2555). การอ่านและการเขียนเชิงวิชาการ. กรุงเทพฯ: แสงจันทร์การพิมพ์. กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ. (2558), การวิเคราะห์ความสอดคล้องหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2558, จาก http://www.rpk57.ac.th/?name=news&file=readnews&id=94. กรมวิชาการ. (2546). หลักสูตรมัธยมศึกษา. กรุงเทพ: โรงพิมพ์การศาสนา จรินทิพย์ วรกิจสวัสดิ์. (2550). ผลของการสอนอ่านเป็นภาษาอังกฤษแบบเน้นผังมโนทัศน์ที่มีต่อ ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการ อ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น (ปริญญานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


76 จิตรา ชัยอมฤต (2539). การเปรียบเทียบผลของการสอนเขียนย่อเรื่องกับสอนให้นักเรียนตั้งคําถามที่มี ต่อความเข้าใจในการอ่านและเขียนย่อเรื่องภาษาอังกฤษ. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เจนจิรา ศรีทอง (2562). การพัฒนาความสามารถพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอน 2W3P ประกอบบทบาทสมมติ. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรม หาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์. (2544). การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน (Reading and Reading Promotion). กรุงเทพฯ : โสภณการพิมพ์. ชนมณี แก้วพิกุล. (2553). การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านเชิงสิเคราะห์ภาษาไทยจากบทเพลงลูกทุ่ง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุบลราชธานี. ชมภูนุช เกตุแก้ว. (2553). การใช้กลวิธีอภิปัญญาในการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (การศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ซารีป๊ ะ รักดี. (2563). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบ 2W3P โดยใช้หนังสืออ่าน เพิ่มเติมชุด A Little Guide เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสารเทคโนโลยีและการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2(5), 42-48. ทิศนา แขมมณี. (2554). ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์ ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ผะอบ โปษะกฤษณะ. (2526). ลักษณะเฉพาะของภาษา. กรุงเทพ. ผกาศรี เย็นบุตร. (2542). การอ่าน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ: แนวคิดวิธีและเทคนิค การสอน 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นพรัตน์ เจริญผล. (2549). การเปรียบเทียบความเข้าใจและความสนใจในการอ่านจับใจความ. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัยศิลปากร. เบญจรัตน์ ปิ่นเวหา. (2549). การสอนอ่านเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. พิทยา ลิ้มมณี. (2547). การอานตีความ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร พนิตนาฎ ชูฤกษ์. (2551). อ่านเร็วให้เป็น จับประเด็นให้อยู่หมัด. กรุงเทพฯ : เฟริสท์ออฟเซท.


77 พรรัตน์ ถิระนันท์. (2554). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ. กรุงเทพฯ : เฟริสท์ออฟเซท. ภคิน โชติธนเลิศ. (2553). การพัฒนาแบบฝึกทักษะเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานชาดก. สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุนทรพิชิตาราม. สารนิพนธ์ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ภุชงค์ มัชฌิโม. (2559). การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสะกดค าประกอบ กับการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแจ้งโคก ล่ามแจ้งข่า. (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียน การสอน). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. รุจินันท์ ดวงจันทร์. (2561). การศึกษาความสามารถทางการอ่านจับใจความบทร้อยกรองของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิกซอว์ 2 ร่วมกับ แบบฝึก. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. แววมยุรา เหมือนนิล. (2541). การอ๋านจับใจความ (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. สถิตาภรณ์ ศรีหิรัญ. (2559). เทคนิคการอ่านเชิงวิชาการ.พิษณุโลก: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร. สายสุนี สกุลแก้ว, (2533), การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อจับใจความของนักเรียน. กรุงเทพฯ : ปริญญานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์. สิรินภา กิจเกื้อกูล. (2558). สะเต็มศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (2545). การจัดกระบวนการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน.กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์. สุคนธ์ สิธพานนท์ (2551). การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญ สุคนธ์ สินธพานนท์. (2551). การวัดผลการศึกษา. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์ สุมาลี จันทร์ชลอ. (2542). การวัดและประเมินผล. กรุงเทพฯ: เพลท หจก.สุเมตรฟิล์ม. สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2546). 19 วิธีจัดการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2554). แนวการจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียนระดับ ประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.


78 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2554). แนวทางการพัฒนาและประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรง พิมพ์ชุมนุมสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทย. สมนึก ภัททิยธนี. (2560). การวัดผลการศึกษา. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สมบัติ จําปาเงิน และ สําเนียง มณีกาญจน์. (2550). หลักการอ่าน. กรุงเทพฯ: คอมฟอรด สุวิทย์ มูลคํา. (2550). กลยุทธการสอนคิดวิเคราะห์. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ภาพการพิมพ ศิริพร ลิมตระการ. (2547). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการอ่าน. เอกสารการสอนชุดวิชาการอ่าน ภาษาไทย. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย. (2547). การพัฒนาการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแม่พระประจักษ์ จังหวัดสุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ศิวกานท์ ปทุมสูติ. (2540). การอ่านเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ แกรมมี่. อัจฉรา ประดิษฐ์. (2552). ชวนเด็กไทยให้เป็นนักอ่าน (1). กรุงเทพ ฯ : สํานักงานอุทยานการเรียนรู้แวว Brown, A., Bransford, J. D., Ferraraand, R., & Campione, J.C., Learning, remembering and understanding. Carrell, P. L., Metacognitive Awareness and Second Language Reading. Modern Language Journal, 73, 121–134, (1989). [CrossRef] [Google Scholar] Harris, I. and Smith, C.B. (1986). Reading Instruction: Diagnostic Teaching in the Classroom. U.S.A. : Macmillan. Miller, W. H. (1990). Reading comprehension activities kit. New York: The Center For Appiled Research in Education Goldworthy, J.W. (2003). Understaning reading problems Assessment and Instruction. 2nd ed. Boston: Little Brown. Kuder. (1993). การหาความเชื่อมั่นโดยใช้วิธีการของคูเตอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder - Richardson Method). Robinson, F. P. (1961). Effective study. New York: Harper & Brothers. Likert, R. (1961). New patterns of management. New York: McGraw-Hill. Smith, N. B. and Robinson, H. A. (1980). Reading instruction for today's children. Englewood Cliffs, N. J : Prentice Hall. ARAKHAM: I INIVERSITY


79 Widdowson, H. (1983). Teaching Language Communication. Oxford: Oxford University. Williams. (1986). Reading in the Language. London: Macmilliam publishers.


80 ภาคผนวก


81 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


82 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ รายวิชาเพิ่มเติมภาษาเวียดนาม รหัสวิชา ต30206 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 Cho tôi một phòng đơn เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวพิจิตรา วิเศษบุตร โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความ คิดเห็นอย่างมีเหตุผล ตัวชี้วัด ม.6/1 ปฏิบัติตามคำสั่ง และคำขอร้องง่าย ๆ ที่ฟังหรืออ่าน ตัวชี้วัด ม.6/2 อ่านออกเสียงตัวอักษร คำ กลุ่มคำ ประโยค และข้อความง่าย ๆ ถูกต้องตาม หลักการอ่าน มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแสดงความรู้สึก และ ความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ม.6/1 พูดโต้ตอบด้วยคำสั้นๆ ง่ายๆ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่องต่างๆ ใกล้ตัว และสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน 2. สาระการเรียนรู้ Khách sạn – Một số mẫu câu khi đặt phòng – Từ vựng. Ngữ pháp – Dù/Tuy/Mặc dù.......nhưng – Thế nào......cũng/Thế nào cũng. Trong : giới từ (คำบพบท) Hội thoại (บทสนทนา) 3. สาระสำคัญ หน่วยการเรียนรู้นี้ เรียนเรื่องKhách sạn โรงแรม เช่น การสนทนา ประโยคที่ใช้ในโรงแรง คำศัพท์และโครงสร้างไวยากรณ์ในภาษาเวียดนาม จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ หลักการใช้ภาษา เวียดนาม สามารถอ่านคำและเข้าใจความหมายของคำศัพท์ ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์ และความเข้าใจ ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาไทยและภาษาเวียดนาม 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ ความรู้/ความสามารถ (K) นักเรียนสามารถตอบคำถามเรื่อง Cho tôi một phòng đơn ได้ถูกต้อง


83 ด้านทักษะหรือกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถอ่านจับใจความจากเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ด้านเจตคติ (A) นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 5. สมรรถนะสําคัญที่เกิดกับผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์ สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทํางาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ 9) อื่นๆ.............................. 7. จุดเน้นสู่การพัฒนาผู้เรียน ความสามารถและทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 3Rs คือ 1. (R)eading (อ่านออก) 2. W(R)iting (เขียนได้) 3. A(R)ithmatics (คิดเลขเป็น) 8Cs คือ C1- Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา) C2- Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม) C3- Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์) C4- Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทํางานเป็นทีมและภาวะผู้นํา) C5- Communications, Information and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ) C6-Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) C7-Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้) C8- Compassion (ความมีเมตตากรุณา มีวินัย คุณธรรม และจริยธรรม)


84 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ - เอกสารประกอบการเรียน - PowerPoint 9. ชิ้นงาน/ภาระงาน - แบบฝึกหัด เรื่อง Cho tôi một phòng đơn 10. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 2W3P ชั่วโมงที่ 1 1) ขั้นนำ (Warm up 10 นาที) - ครูทักทายนักเรียนเป็นภาษาเวียดนาม (Cô chào các em. Các em đã ăn sáng chưa? Các em có khoẻ không?) - ให้นักเรียนดูรูปสถานที่บนจอทีวี และครูถามตั้งคำถาม เช่น นักเรียนรู้จักไหม สถานที่นี้คือที่ ไหน ,มีใครชอบไปนอนโรงแรมไหม เวลาไปที่โรงแรมเรามักจะพูดว่าอะไร หรือใครชอบจองโรงแรม ออนไลน์ เป็นต้น - ให้นักลองทายว่าหน่วยการเรียนรู้จะเรียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร 2) ขั้นสอน (Presentation 50 นาที) - ให้นักเรียนสามารถเปิดหนังสือบทที่ 6 - ครูเปิดเนื้อหาการสอน เรื่อง Cho tôi một phòng đơn โดยใช้ PowerPoint - ครูอธิบายบรรยายคำศัพท์ และประโยคถาม-ตอบเกี่ยวกับโรงแรม และโครงสร้างไวยากรณ์ที่ สำคัญ


85 - ให้นักเรียนอ่านบทสนทนาตามครู พร้อมแปลบทสนทนา


86 ชั่วโมงที่ 2 3) ขั้นปฏิบัติ (Practice 60 นาที) - ให้นักเรียนอ่านสนทนาด้วยตนเองและทำแบบฝึกหัด เรื่อง Cho tôi một phòng đơn - ให้นักเรียนจับคู่สนทนา โดยใช้ประโยคถาม-ตอบเกี่ยวกับโรงแรม - ให้นักเรียนฟังบทสนทนาที่ครูเตรียมไว้ จากนั้นให้ทำแบบฝึกในหนังสือ โดยเลือกว่าประโยค ต่อไปนี้ถูกหรือผิด ชั่วโมงที่ 3 4) ขั้นนำไปใช้ (Production) (ใช้เวลา 50 นาที) - ให้นักเรียนออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน โดยบอกประโยคคำตอบของคำถามของแบบฝึกหัด และพร้อมสรุปเนื้อหาตามที่ตนเข้าใจ (เสนอเป็นภาษาไทยได้) พร้อมเช็คชื่อการเช้าเรียน


87 5) ขั้นสรุป (Wrap up 10 นาที) - ครูสรุปเนื้อหา และอธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่นักเรียนยังไม่เข้าใจ 11. การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ วัตถุประสงคืการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน เครื่องมือ วิธีการ เกณฑ์การประเมิน (K) – ความรู้/ความสามารถ นักเรียนสามารถตอบคำถามเรื่อง Cho tôi một phòng đơn ได้ถูกต้อง แบบฝึกหัด ประเมิน แบบฝึกหัด เกณฑ์ผ่านร้อยละ 80 ขึ้นไป ถือว่า ผ่าน (P) – ด้านทักษะ/กระบวนการ นักเรียนสามารถอ่านจับใจความจาก เรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง แบบประเมินการ อ่าน ประเมินการอ่าน เกณฑ์ผ่านร้อยละ 80 ขึ้นไป ถือว่า ผ่าน (A) - ด้านเจตคติ นักเรียนมีความรับผิดชิบต่องานที่ได้รับ มอบหมาย แบบสังเกต พฤติกรรมความ รับผิดชอบต่องาน ที่ได้รับมอบหมาย ตรวจให้คะแนน ตามแบบสังเกต พฤติกรรมความ รับผิดชอบต่องาน ที่ได้รับมอบหมาย เกณฑ์ผ่านระดับดี ขึ้นไป ถือว่าผ่าน


88 แบบบันทึกผลหลังการสอน ผลการจัดการเรียนรู้ ด้านความรู้ (K) นักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน.................. คน คิดเป็นร้อยละ ........................ ด้านทักษะกระบวนการ (P) นักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน.................. คน คิดเป็นร้อยละ ........................ ด้านลักษณะอันพึงประสงค์ (A) นักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน.................. คน คิดเป็นร้อยละ ........................ ปัญหาและอุปสรรค ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ / แนวทางแก้ไข ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ลงชื่อ.................................................................... (นางสาวพิจิตรา วิเศษบุตร) นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา วันที่...........เดือน................................พ.ศ............... ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ลงชื่อ.................................................................... (นางสาวอริษา ค้ำชู) ครูพี่เลี้ยง วันที่...........เดือน................................พ.ศ...............


Click to View FlipBook Version