แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ครั้งที่ 1
เร่อื ง การปฐมนิเทศนักศกึ ษา จำนวน 6 ชวั่ โมง
วนั ที.่ ............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.เนอื้ หา
1.การปฐมนิเทศนักศึกษา ภาคเรยี นท่ี 1/2563
2. การใชห้ ลกั สูตรสถานศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
3. กจิ กรรมพฒั นาคณุ ภาพชีวิต (กพช.)
4. วิธีการจดั กระบวนการเรยี นการสอน
5.การเทยี บโอนผลการเรยี น
6. การวดั ผลประเมินผล
7. การจบหลักสตู ร
8. คณุ ธรรม จริยธรรม 11 ประการ
4.ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้
1. แนะนำสถานศกึ ษา/คณะครู
- กศน.อำเภอบาเจาะ
- กศน.ตำบล/ศรช.
- คณะครู กศน.
2. ชแี้ จงการจัดการเรียนหลักสตู รนอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
- หลักการของหลกั สูตร
- จุดม่งุ หมายของหลักสูตร
- ระดับการศกึ ษา
- สาระการเรยี นรู้
3.การจดั กิจกรรมพัฒนาคณุ ภาพชีวติ
4. วธิ ีการจัดกระบวนการเรยี นรู้
- การเรียนร้แู บบบูรณาการ
- การเรียนรดู้ ้วยตนเอง
- การเรยี นโดยการสอนเสรมิ
5. การเทยี บโอนผลการเรยี น
6. การวดั ผลประเมนิ ผล
7. การจบหลักสูตร
5.สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
1. คูม่ ือปฐมนิเทศ
2. แผ่นพับประชาสัมพนั ธ์ กศน.อำเภอบาเจาะ
6.การวดั ผลและการประเมนิ ผล
๑. การสังเกต
๒. การมสี ว่ นร่วม
ลงชื่อ………………………………………….ครูผู้สอน วา่ ทร่ี ้อยโท………………………………………
() (ประวิตร จนิ ตประสาท)
ตำแหน่ง……………………………………………… ผ้อู ำนวยการ กศน.บาเจาะ
แผนการจดั การเรียนรู้
กลุ่มสาระความรพู้ ื้นฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจดั การเรียนรเู้ ร่อื งท่ี 1 การฟงั การดู และพูด เวลา 6 ชัว่ โมง
ครง้ั ที.่ .......๒...........สอนวันท่ี …………เดอื น ………………………………………..พ.ศ. ..........
มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ
การฟัง การดู
1. สามารถเลอื กส่อื ในการฟัง และดอู ยา่ งสร้างสรรค์
2. สามารถฟังและดู อย่างมวี จิ ารณญาณ
3. เปน็ ผูม้ มี ารยาทในการฟังและดู
การพดู
1. สามารถพดู ท้งั ทเี่ ป็นทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ โดยใช้ภาษาถูกตอ้ งเหมาะสม
2. สามารถแสดงความคดิ เหน็ เชิงวิเคราะห์ และประเมินค่าการใช้ภาษาพดู จากสอ่ื ต่างๆ
3. มมี ารยาทในการพดู
ตัวชว้ี ัด
1. เหน็ คุณค่าของส่ือในการฟงั การดแู ละการพูด
2. วจิ ารณค์ วามสมเหตุสมผล การลำดบั ความและความเปน็ ไปได้ของเรอ่ื งทฟ่ี งั การดูและการพูด
3. นำเสนอความรู้ ความคิดเหน็ ที่ได้จากการฟัง การดูและการพดู
4.ใชศ้ ิลปะการพดู ทเี่ ปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั โอกาสและบุคคล
5. วิเคราะห์ ประเมินคา่ การใช้ภาษาพดู จากสื่อ ต่าง ๆ
6.ปฏิบตั ิตนเปน็ ผมู้ ีมารยาทในการฟัง การดแู ละการพูด
สาระการเรียนรู้
1. หลักการฟงั ดู และพดู
2. สรุปความ จับประเด็นใจความสำคัญของเรอ่ื งทฟี่ งั ดแู ละพดู
3. การวิเคราะหข์ ้อเท็จจรงิ ข้อคดิ เห็นและสรุปความ
4. หลกั การแสดงความคิดเห็น
5. การพูดเป็นทางการ และ ไมเ่ ปน็ ทางการ
6. ศิลปะการพูดประเภทต่าง ๆ เช่น
- พูดแนะนำตนเอง
- พดู กล่าวตอ้ นรบั
- พูดกลา่ วขอบคุณ
- พดู โน้มนา้ วใจ/ปฏเิ สธ
- พดู เจรจาตอ่ รอง
- พดู แสดงความคดิ เห็น
- พดู อธบิ าย
- พดู สนุ ทรพจน/์ โตว้ าที
7. มารยาทในการฟัง ดแู ละการพดู
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. ใฝร่ ้ใู ฝเ่ รียน ศึกษาใบความรู้ จากแบบเรียน
2. มวี ินยั ทำงานตามทคี่ รมู อบหมายไดท้ นั เวลา
3. ขยนั มงุ่ มัน่ ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกิจกรรมกลุม่
4. มคี วามสามัคคี มนี ้ำใจ มีความรบั ผิดชอบ ช่วยเหลือกนั ทำกิจกรรมกล่มุ
กระบวนการจดั การเรียนรู้
ขัน้ ที่ 1 การกำหนดสภาพ ปญั หา ความต้องการในการเรียนร้(ู O: Orientation)
1. ครแู จง้ จุดประสงคก์ ารเรียนร้ใู ห้นักศกึ ษาทราบ
2. ครูใหผ้ ู้เรยี นทดสอบกอ่ นเรยี น
3. ครสู อบถามผ้เู รยี นเร่ืองความรพู้ นื้ ฐานหลักการใช้ภาษาไทย
4. ครูยกตวั อยา่ งบทความภาษาไทยให้ผู้เรยี นวเิ คราะห์ว่าบทความรว่ มกบั ครู
5. ครซู กั ถามนกั ศึกษาเพ่อื เป็นการวัดความรูค้ วามเขา้ ใจจากคำถามทคี่ รูกำหนด เช่น
- การดูภาพยนตรม์ จี ดุ มุ่งหมายอย่างไร
- การดูป้ายโฆษณาขณะนงั่ รถโดยสาร จัดเป็นการดปู ระเภทใด เพราะเหตใุ ด
- การจบั ประเด็นสำคญั ของเรือ่ งทีฟ่ งั หรือดูมคี วามจำเป็นหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
- การดโู ดยมขี ้อมูลล่วงหนา้ กอ่ น มีประโยชน์ต่อผู้ดอู ยา่ งไร
- หากมีข้อสงสัยขณะที่ฟังการบรรยายควรปฏิบัตอิ ยา่ งไร
ขั้นตอนท่ี 2 การแสวงหาขอ้ มูลและการจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning)
1. ครูให้นักศึกษารวมกลุ่มกนั กล่มุ ละ 6 คน เม่อื รวมกลุ่มกันแล้วให้เข้าแถวตอนลกึ โดยสมาชกิ ในกลุ่ม
จะต้องยืนห่างกัน 1 ช่วงแขน
2. ใหต้ ัวแทนท่ียนื อยู่หัวแถวของแต่ละกล่มุ ออกมาอา่ นข้อความในแถบประโยคที่ครูกำหนดให้ แล้วกลบั ไป
กระซิบบอกคนท่ี 2 แล้วคนที่ 2 กระซบิ บอกข้อความกับคนที่ 3 ต่อๆ ไปจนถงึ คนที่ 6 โดยคน
ที่ 6 ของแต่ละกล่มุ ออกมายนื หนา้ ชนั้ เรยี น แล้วเขียนข้อความทไี่ ด้ยนิ ลงบนกระดาน
3. ครูเฉลยขอ้ ความที่ถูกต้องในแถบประโยคบนกระดาน แล้วให้นกั ศกึ ษาอ่านออกเสยี งพร้อมกัน
ตวั อยา่ งประโยค
หาดทรายขาวสะอาดตากบั ผืนฟ้าสีนำ้ เงนิ
คุณยา่ กับคุณหญิงใหญ่ฝากผา้ ไหมมาให้ใช้
กล้วยตานีหวใี หญข่ ้นึ อย่ใู กล้ข้างฝาบ้าน
4. ครชู มเชยกลมุ่ นกั ศกึ ษาที่ตอบไดถ้ กู ต้องและสอบถามถึงสาเหตุหรือข้อผิดพลาดของกลุม่ ท่ีตอบผดิ ว่าเกดิ
จากอะไร เช่น กระซบิ ดว้ ยเสยี งทีเ่ บา พูดเรว็ จนเกนิ ไป ออกเสยี งผิด หรือเพีย้ น ตน่ื เตน้ เป็นตน้
5. ครแู ละนักศึกษาร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกยี่ วกบั ขอ้ ผดิ พลาดในการรว่ มกจิ กรรม
6. ครูช่วยชแี้ นะใหน้ กั ศกึ ษาเหน็ วา่ การฟงั การพดู เปน็ การสง่ -รบั สารทีม่ ีความสำคัญ ดงั นัน้ จงึ ควรให้
ความสำคัญเกย่ี วกบั ทักษะการพดู และการฟัง รวมทงั้ ทักษะอ่นื ๆ ดว้ ย
7.ครเู ปิด VDO แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ใหผ้ ้เู รียนวเิ คราะห์เป็นรายกลุ่มจากสอื่ ในหัวขอ้
ได้แนวคิดเรอื่ งอะไรบ้าง , ใหย้ กตวั อย่างประกอบ
แล้วส่งตัวแทนอภิปรายหนา้ ช้ันเรียน และครูเพมิ่ เตมิ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
8. ครูให้นกั ศกึ ษาศึกษาความรเู้ รื่อง การส่อื สารจากการฟังและการดู จากหนงั สือเรียน/ใบความรู้
9. ให้นกั ศกึ ษาสรุปสาระสำคญั ลงในสมดุ บันทึก แลว้ ให้นักศึกษาชว่ ยกนั ยกตัวอยา่ งสถานการณก์ ารสือ่ สารที่
กำหนด
10. ครูสุม่ เรียกนกั ศกึ ษา ออกมาร่วมกันตรวจความความถกู ตอ้ งของตัวอย่าง
11. ครูอธบิ ายให้นักศกึ ษาเขา้ ใจว่า การฟัง และการดเู ปน็ ทักษะการรับสารท่ีมีจุดมุ่งหมาย คือ ผู้รับสาร
จะต้องตง้ั จุดมงุ่ หมายในการรับสารนนั้ ๆ
12. ครเู ปิดโอกาสใหน้ ักศกึ ษาไดซ้ กั ถามขอ้ สงสัย
13. ครูมอบหมายให้นกั ศกึ ษาทำใบงานที่ 1.1 เร่ือง สาระจากสือ่
ข้นั ตอนท่ี 3 การปฏบิ ัตแิ ละนำไปประยุกต์ (I : Implementation)
1 ครอู ธิบายให้ผ้เู รียนนำความรูป้ ระยุกตใ์ ช้ในการการฟังการดูสอ่ื ในชีวิตประจำวนั
3. ครใู หผ้ ู้เรียนบนั ทึกจากการรบั ชมส่อื สง่ ครูในสัปดาห์ถัดไป
ขน้ั ตอนที่ 4 ข้นั ประเมินผล (E : Evaluation)
1. ใบงาน 10 คะแนน
2. การอภิปรายกลมุ่ 10 คะแนน
3. การมาพบกลมุ่ 10 คะแนน
สื่อการเรียนการสอน
1. ใบความรู้
2. หนังสือแบบเรียน
3. บทความจากอินเตอร์เน็ต
3. ใบงาน
การวดั ผลประเมินผล
วธิ ีการวัด
1. สังเกตพฤตกิ รรมระหว่างการเรยี นรู้
2. วดั ความร้จู ากการทำกิจกรรมในใบงาน
เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล
1. นักศึกษามีผลคะแนนในการทดสอบไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ 50
2. การมสี ่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม
ลงชอื่ ………………………………………….ครผู ู้สอน ว่าทร่ี อ้ ยโท………………………………………
() (ประวิตร จินตประสาท)
ตำแหน่ง……………………………………………… ผู้อำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบความรคู้ รงั้ ท่ี ๒
กลมุ่ สาระความรู้พ้ืนฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ครัง้ ท่.ี ...๒...............สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
การวิเคราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคดิ เหน็ จากการฟัง
การฟงั นบั ว่ามีความสำคัญยงิ่ ในการส่งสารขอ้ มลู ต่างๆ แตถ่ า้ ฟังไม่ถกู วธิ ีกจ็ ะไมก่ อ่ ประโยชนเ์ ทา่ ท่ีควร
และบางกรณีอาจเป็นโทษอีกด้วย หลักการฟังท่วั ไปมีดังนี้
1. มีมารยาทในการฟงั โดยการแสดงความกระตือรอื ร้นท่จี ะฟงั ตั้งคำถามตามความเหมาะสม
ยอมรบั ฟังความคิดเห็นทีแ่ ตกต่างกนั ออกไป และร้จู กั ควบคมุ อารมณ์
2. ตงั้ ความประสงค์ในการฟงั ใหแ้ นน่ อน และพยายามฟังใหไ้ ดต้ ามความมุ่งหมายมากทสี่ ดุ ใช้
วิจารณญาณเลือกเฟ้นแต่เร่ืองท่คี วรฟัง และหลีกเลี่ยงเร่ืองทไี่ มเ่ หมาะสม รจู้ ักแยกแยะสว่ นท่ีเป็นข้อเท็จจรงิ
และความคิดเหน็ รูจ้ ักใช้เหตผุ ลประกอบในการลงความเห็นรูจ้ กั การใช้ศลิ ปะในการฟังคอื การใช้ความ
สามารถและไหวพริบทจี่ ะใหผ้ ูพ้ ูดมีความสบายใจที่จะพูดและพดู ไดต้ รงจุดประสงค์ของผ้ฟู ัง เช่น การแสดงใหผ้ ู้
พดู เห็นว่าเราต้งั ใจฟัง เปิดโอกาสใหผ้ พู้ ดู ได้พดู เต็มทแ่ี ละแทรกคำถามท่ีเหมาะสมในโอกาสอันควรจดบนั ทกึ
สาระสำคัญและประเดน็ ที่ควรซกั ถามเพมิ่ เตมิ
การจบั ใจความสำคัญของเร่อื ง การฟังมคี วามมุ่งหมายประการสำคญั เพ่ือแสวงหาความรูแ้ ละ
เสริมสร้างสติปัญญาการฟังท่ีจะสัมฤทธผิ์ ลดังกล่าวจะตอ้ งมีความสามารถจับใจความสำคัญและใจความอันดับ
รองของเรอ่ื งทฟ่ี ังได้รวดเร็วถกู ต้อง หลักการพจิ ารณาใจความสำคัญและใจความสำคญั อันดบั รองมีดังน้ี
1. ฟงั เรือ่ งทง้ั หมดให้จบ
2. เร่อื งท่ฟี งั เก่ียวกับอะไร
3. มคี วามสำคญั อย่างไร
4. เหตเุ กิดทีไ่ หน
5. เกิดจากสาเหตุอะไร
6. ผลที่เกดิ ขึ้นเปน็ อยา่ งไร
การฟังอยา่ งมีวิจารณญาณ การฟงั นับว่าเป็นปัจจัยสำคญั ท่ีสดุ ในการรบั สาร ในชีวติ ประจำวันคนเรามี
การรบั ฟงั เรอื่ งราวมากมาย การฟงั คำพูดของคนท่คี ้นุ เคยหรือใกล้ชิดอาจจะไมก่ อ่ ให้เกดิ ปญั หามากนัก เพราะ
เรารภู้ ูมหิ ลังของผ้พู ดู และเรื่องท่ีรบั ฟังสว่ นมาก แต่ละวนั แตใ่ นปจั จุบนั การส่อื สารในดา้ นตา่ งๆ เจริญมากข้ึนไม่
จากดั แต่เพยี งแตฟ่ งั กบั คนทีเ่ ราพดู ด้วยแต่เรากฟ็ ังทางสอ่ื อเิ ลคทรอนิคส์ตา่ งๆ เชน่ วทิ ยุ โทรศพั ท์เทปเสียง เทป
ภาพวทิ ยโุ ทรทัศน์ ซึ่งการฟงั ไมไ่ ด้ประจนั หนา้ กนั บางครัง้ เป็นการสื่อสารทางเดียวมีแตร่ ับฟังเท่าน้นั ไม่สามารถ
ที่จะซักถามไดอ้ ยา่ งละเอียดถถ่ี ว้ นจึงทำให้กอ่ เกิดความไมเ่ ขา้ ใจไมต่ รงกัน หรือบางครง้ั การประกาศภยั พบิ ัติ
ตา่ งๆ ท่เี กดิ ขนึ้ ตามธรรมชาติหรอื มนษุ ย์เป็นผกู้ ระทำข้ึน การโฆษณาชวนเชื่อและข่าวลือเรอ่ื งตา่ งๆ ในการฟัง
เรื่องราวตา่ งๆ ดงั กลา่ วถ้าหากเกิดฟงั แล้วเชอื่ หรือไมเ่ ชื่อแล้วนำไปปฏิบตั ิหรืองดเวน้ การปฏิบตั ิ หากเกิดความ
พลาดพลั้งอาจเกิดผลเสยี หายอย่างร้ายแรงตามมาได้ ดังน้ันการฟงั ขา่ วสารต่างๆ จะฟังอยา่ งธรรมดาไม่พนิ จิ
พเิ คราะหข์ ่าวสารท่ีไดร้ บั นั้นไม่ได้ การวินิจฉัยวเิ คราะหว์ จิ ารณ์ข่าวสารวา่ เป็นจรงิ หรอื เปน็ เท็จควรเชื่อถือมาก
นอ้ ยเพยี งใดจะตอ้ งใชค้ วามคดิ ใครค่ วรด้วยเหตุผล ปญั ญาและประสบการณ์ ทาความเข้าใจในสถานภาพและดู
เจตนาของผสู้ ่งสาร ว่ามีขอ้ เท็จจริง หรือมีประโยชน์ มีคุณมโี ทษเพียงใด ควรทจ่ี ะเชื่อแล้วปฏิบัติตามหรือไม่
การฟงั สารตามลกั ษณะดังกลา่ วเรยี กว่าการฟังอย่างวิจารณญาณ ดงั นน้ั การฟงั อยา่ งมีวจิ ารณญาณต้อง
ประกอบไปด้วยการใช้ปัญญาในการวิเคราะห์พนิ ิจพจิ ารณาไตต่ รอง เพอ่ื คน้ หาขอ้ เทจ็ จริงสามารมารถวเิ คราะห์
ตัดสนิ ใจ และประเมินคา่ สง่ิ ทฟี่ งั ได้
หลักการฟงั อยา่ งวิจารณญาณ การฟงั อยา่ งวจิ ารณญาณมีหลักปฏิบตั ดิ ังน้ี
1. ผู้ฟงั พจิ ารณาว่า ฟงั เร่อื งอะไรเปน็ การฟงั ประเภทบทความ บทสัมภาษณก์ ารเลา่ เร่ืองสรุป
เหตุการณ์ ใครเปน็ คนพูดคนสมั ภาษณ์ ใครเปน็ คนเขียนบทความ และหัวข้อน้ันมีคุณค่าแก่การฟงั หรือไม่
1.1 พจิ ารณาผสู้ ่งสารวา่ มีจุดมงุ่ หมาย และมีความจรงิ ใจในการสง่ สารน้ันเพยี งใด
1.2 พจิ ารณาผู้ส่งสารว่ามีความรู้ ประสบการณ์หรอื ความใกล้ชดิ กบั เรื่องราวในสารน้ัน
เพียงใด
1.3 พิจารณาผู้สง่ สารว่าใช้กลวธิ ีในการสง่ สารนั้นอย่างไร คอื วิธีการธรรมดาหรือยอกยอ้ น
ซ่อนปมอย่างไร
1.4 พิจารณาเน้อื หาของสารว่า ส่วนใดเปน็ ข้อเท็จจริง ส่วนใดเปน็ ขอ้ คิดเห็น
1.5 พิจารณาสารวา่ เปน็ ไปได้ และควรเช่ือเพยี งใด
1.6 ผูฟ้ ังควรประเมนิ ว่าสิง่ ทีฟ่ ังมปี ระโยชนแ์ ละมีคุณค่ามากน้อยเพยี งไร หลกั การแยก
ข้อคิดเหน็ และขอ้ เท็จจริง ในการรับฟงั สาร นอกจากจะจับใจความสำคัญของเร่ืองที่ฟังแล้ว นกั เรยี นจะตอ้ ง
แยะแยะไดว้ า่ ใจความตอนใดเปน็ ข้อคดิ เหน็ สว่ นตวั ของผู้พูดซึง่ จะมีลกั ษณะเม่ือพิจารณาความถูกต้องได้ยาก
และตอนใดเปน็ ขอ้ เทจ็ จริง ซ่งึ เป็นเร่อื งทส่ี ามารถพสิ จู น์ความถูกตอ้ งได้
การแยกข้อเทจ็ จริงและขอ้ คดิ เหน็ มดี ังน้ี
1. การแยกขอ้ เท็จจริง เป็นขอ้ มูลทสี่ ามารถพิสูจนไ์ ด้ เห็นวา่ เป็นจริงหรือเป็นเท็จ ได้จากตวั เลขเชงิ
ปรมิ าณตา่ งๆ ท่มี อี ยซู่ งึ่ ทาการตรวจสอบได้ดงั น้ี เชน่ ประชา หนกั 50 กิโลกรัม ,โอภาสสูงกวา่ เสกสรรค์ เปน็
ตน้
2. ความคิดเหน็ เป็นเร่อื งของการคาดคะเนหรือการทำนายโดยอาศยั เหตุผลสว่ นตวั ซง่ึ ควรจะเปิด
โอกาสใหม้ ีการโต้แย้งหรือสนบั สนนุ เชน่ ของเก่าดกี วา่ ของใหม่ มเี งนิ ดีกวา่ มเี กยี รติ
การฟงั เพื่อประเมนิ ค่า
การฟงั เพ่อื ประเมนิ ค่าเปน็ การตรวจสอบว่าส่ิงทฟ่ี ัง ถูกตอ้ งชดั เจนมเี หตุผล เช่ือถอื ไดห้ รอื ไม่การฟัง
เพอ่ื ประเมนิ คา่ เป็นแสดงความคดิ เห็นตอ่ ข้อมูลทไี่ ด้รบั นัน้ ว่าเป็นความจริงหรอื เป็นการโฆษณาชวนเช่ือ ซ่งึ มี
ลักษณะเปน็ การเผยแพรค่ วามคิด ความเช่ือและความคดิ เห็นด้วยกลอุบายต่างๆ เพ่ือโน้มน้าวจติ ใจของผู้ฟงั ให้
คลอ้ ยตามทต่ี อ้ งการ และสิง่ ทฟี่ ังนน้ั มคี ุณคา่ หรือไม่ดงั นนั้ การฟงั เพือ่ ประเมนิ ค่าจึงเป็นการฟงั อยา่ งวิเคราะห์
วจิ ารณเ์ พ่อื คน้ หาข้อเท็จจรงิ และตัดสินสง่ิ ที่ฟงั ว่า มีคุณค่าหรือประโยชน์อย่างไร
การฟังเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง
การฟังเพ่ือคน้ หาขอ้ เท็จจรงิ เป็นการฟงั ทใ่ี ช้ความคดิ ไตรต่ รองและการวเิ คราะหอ์ ย่างมเี หตุผลจะชว่ ย
ใหไ้ ดข้ ้อมูลที่ถูกตอ้ งเช่อื ถือได้ การคน้ หาข้อเท็จจริงต้องพิจารณาหลายๆ ดา้ นอยา่ งรอบคอบคอื
1. วิเคราะหเ์ จตนาของผูพ้ ดู วา่ ผ้พู ูดมีจุดมุ่งหมายหรอื เจตนาอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง
2. เจตนาผพู้ ดู เพ่ือความบนั เทงิ เช่นการพดู ในงานพบปะสงั สรรคก์ ันเพื่อใหเ้ กิดความสนุกสนานร่ืนเรงิ
3. เจตนาผ้พู ูดอาจเป็นการบอกเล่า แถลงการณร์ ายงานเรอ่ื งราวตา่ งๆ เปน็ การบอกเกี่ยวกับการ
ปฏบิ ัตงิ าน บรรยายเก่ียวกับทางวิชาการ เล่าเหตกุ ารณ์ท่ไี ด้พบเหน็ ประสบมาเพอ่ื ใหผ้ ูอ้ ่นื ไดม้ คี วามรู้ความ
เข้าใจ
4. ผู้พดู อาจมเี จตนาในการพดู เพือ่ ชกั จงู ให้เห็นให้คลอ้ ยตามหรือเปลย่ี นความคดิ ใหป้ ฏิบัติการอย่างใด
อย่างหนึ่ง ผ้พู ดู จะยกเหตผุ ลตา่ งๆ ให้ผู้ฟงั เช่ือถือ
5. วิเคราะห์นัยของเรอ่ื งท่ฟี ัง คอื การพิจารณาสาระสำคญั ของเรื่องทีฟ่ งั ว่าประเดน็ หลกั คืออะไร ผู้พูด
อาจจะพดู ออกมาตรงๆก็ได้ หรอื อาจมจี ุดมงุ่ หมายแอบแฝง อยู่ผู้ฟังจะตอ้ งวิเคราะหน์ ยั สำคัญและนัยแฝง โดย
อาศัยความรคู้ วามสามารถของผูฟ้ งั ในการพจิ ารณาดังนี้
5.1 ข้อมูลและความคดิ เห็นของผู้พูดจะตอ้ งอาศัยเหตผุ ลในการพิจารณาดงั น้ี
ก. ข้อมลู ท่รี บั ฟังนนั้ มีความจริงมากนอ้ ยเพียงใดเปน็ ข้อมูลเก่าหรอื ขอ้ มูลใหม่ หรือวา่ เป็น
ความจริงตามหลักตรรกวทิ ยา ซ่งึ ผู้ฟงั จะต้องแยกแยะพจิ ารณาความเปน็ ไปได้ของขอ้ มูลและเจตคติของผพู้ ูดใน
บางครง้ั ขอ้ เทจ็ จริงและข้อคิดเหน็ ของผู้พูดจะแยกกันอย่างเหน็ ไดช้ ดั เจนแตบ่ างคร้ังผู้พดู จะพูดผสมผสาน
ข้อเทจ็ จรงิ และขอ้ คิดเห็นของตนเขา้ ด้วยกนั ดงั นนั้ จงึ ต้องแยกแยะออกจากกนั ใหช้ ดั เจน การโฆษณาชวนเชื่อ
เปน็ การพดู ให้ผู้ฟงั เชอื่ และปฏบิ ัติตาม ผู้ฟงั จะตอ้ งพิจารณาแยกแยะให้ไดว้ ่า แนวทางท่ผี พู้ ูดเสนอมานัน้ หาก
ปฏิบตั ติ ามแล้วจะเกิดผลอย่างไรเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือต่อผฟู้ ังอย่างไรบา้ ง
ข. ความสำคญั และความเปน็ มาของเรื่อง ว่าผูพ้ ดู ได้แสดงความสำคญั ตลอดจนความเป็นมา
ของเร่ืองอย่างไรเป็นเรือ่ งที่น่าสนใจที่ผฟู้ งั จะได้ประโยชน์หรอื ไม่
5.2 เนอ้ื หาสาระผูพ้ ดู ไดพ้ ูดได้ชดั เจนและพูดไปตามลาดบั ความสำคัญ ความยากงา่ ยของ
เรื่องหรอื พูดออกนอกประเด็น ยกตวั อย่างได้ชดั เจนเพยี งใด
การฟงั เพื่อตัดสินใจ
การฟงั เพอ่ื ตดั สินใจเป็นกระบวนการฟังช้นั สูง ผู้ฟังมคี วามสามารถจะตดั สินใจเลือกสิง่ ทีด่ ีทส่ี ดุ ที่ได้
จากการฟงั นาไปใชใ้ ห้เกดิ แประโยชน์ หรอื เปน็ แนวทางในการปฏบิ ตั ติ น ผฟู้ ังจะต้องรู้จักใช้กระบวนการคิดชว่ ย
ในการตัดสินใจแก้ปญั หา หรอื เลอื กแนวทางในการนาส่ิงใดสิง่ หน่ึง กระบวนการ คดิ ที่เป็นระบบนนั้ ต้อง
ประกอบดว้ ยข้อมูลสามด้าน คือ
1. ข้อมูลเกีย่ วกบั ตนเอง ตอ้ งรจู้ ักตนเองอยา่ งท่องแท้ โดยพิจารณาข้อมลู ทุกด้าน เช่นดา้ นสุขภาพ
รา่ งกาย ความรู้ วยั สถานภาพทางสังคม เศรษฐกจิ เปน็ ตน้
2. ขอ้ มลู เก่ยี วกับสังคมและสิง่ แวดลอ้ ม คอื พจิ ารณาผู้อื่น สิ่งอื่นๆเช่นสภาพแวดล้อทางชมุ ชน ภมู ิ
ประเทศคุณธรรม ศีลธรรมจรรยาค่านิยม สังคมตลอด จนธรรมเนยี มประเพณี เป็นตน้
3. นาขอ้ มลู เกย่ี วกบั ด้านวิชาการมาพิจารณารว่ มด้วยเพื่อตดั สินเรอื่ งใดเรื่องหนึ่งได้ถูกต้อง
แหลง่ ทม่ี า : http://www.mwit.ac.th/~saktong/learn2/20.pdf
ใบงานคร้ังท่ี ๒
กลมุ่ สาระความรพู้ ื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ชัน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย
คร้ังที.่ .........๒.........สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
1. .ใหน้ ักศึกษาบอกหลักในการฟงั และการดอู ยา่ งสร้างสรรค์
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. วิจารณญาณในการฟังและพูด หมายถึง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ข้นั ตอนในการฟังและพดู อยา่ งมวี ิจารณญาณ คือ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. บอกความหมายของคำตอ่ ไปนี้
๔.1 การวิเคราะห์ หมายถงึ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.2 การวินจิ หมายถึง
..............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
5.3 การวจิ ารณ์ หมายถึง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
แผนการจัดการเรยี นรู้
กลมุ่ สาระความรพู้ ้นื ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรียนรเู้ รื่องที่ 2 การอ่าน เวลา 6 ชว่ั โมง
ครัง้ ที.่ .......๓...........สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
มาตรฐานการเรยี นรู้ระดบั
1. สามารถอ่านอย่างมวี ิจารณญาณ จัดลำดับความคิดจากเรื่องท่ีอ่าน
2. สามารถศึกษาภาษาถนิ่ สำนวน สภุ าษิตทม่ี อี ยู่ในวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบนั และวรรณกรรม
ท้องถน่ิ
3. สามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมนิ คา่ องค์ประกอบของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบนั วรรณกรรม
ท้องถนิ่
4. สามารถคน้ ควา้ หาความรจู้ ากสอ่ื ส่งิ พิมพ์และสอ่ื สารสนเทศ
5. ปฏบิ ัติตนเปน็ ผ้มู ีมารยาทในการอา่ น และนสิ ัยรกั การอา่ น
ตวั ชี้วัด
1. ตีความ แปลความ และขยายความเรอ่ื งทอี่ า่ น
2. วิเคราะห์ วิจารณ์ความสมเหตสุ มผล การลำดับความคิดและความเป็นไปไดข้ องเรอ่ื งท่อี ่าน
3. อธบิ ายความหมายของภาษาถิ่น สำนวน สุภาษติ ที่ปรากฏในวรรณคดี วรรณกรรมปัจจบุ ัน
วรรณกรรมทอ้ งถน่ิ
4. วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ประเมนิ ค่าวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบันวรรณกรรมทอ้ งถิน่ ในฐานะ ทเ่ี ปน็
มรดกทางวฒั นธรรม ของชาติ แลว้ นำไปประยุกต์ ใชใ้ นการดำเนินชีวติ
5. เลือกใช้สอ่ื ในการค้นควา้ หาความรู้ที่หลากหลาย
6. มมี ารยาทในการอา่ นและมีนสิ ยั รักการอ่าน
สาระสำคญั
การอา่ นเพ่ือตคี วาม แปลความ ขยายความ ความหมายของภาษาถิน่ สำนวน สภุ าษิต องค์ประกอบ
ของการประเมนิ ค่าวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบนั และวรรณกรรมท้องถิน่ ตลอดจนมารยาทในการอา่ น
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นักศกึ ษาสามารถอ่านตีความ แปลความ และขยายความเร่อื งทอ่ี ่านได้
2. นกั ศึกษาสามารถวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ความสมเหตสุ มผล การลำดบั ความคิดและความเปน็ ไปไดข้ อง
เร่อื งท่ีอ่านได้
3. นกั ศึกษาสามารถอธิบายความหมายของภาษาถิ่น สำนวน สภุ าษติ ท่ีปรากฏในวรรณคดี
วรรณกรรมปัจจุบัน วรรณกรรมท้องถิ่นได้
4. นักศกึ ษาสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ประเมินค่าวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบันวรรณกรรมทอ้ งถ่นิ ใน
ฐานะ ทเี่ ป็นมรดกทางวฒั นธรรม ของชาติ แลว้ นำไปประยุกต์ ใช้ในการดำเนินชวี ิต
5. นักศึกษาสามารถเลือกใชส้ อื่ ในการค้นคว้าหาความรทู้ ี่หลากหลาย
6. นักศึกษาบอกมารยาทในการอ่านทีด่ ีและมนี สิ ัยรกั การอา่ น
สาระการเรยี นรู้
1. หลักการตคี วาม แปลความและขยายความ
2. การอ่านบทประพันธท์ ่ีไพเราะทงั้ รอ้ ยแก้ว ร้อยกรอง
3. การอา่ นวรรคตอน ในวรรณคดี จากเร่อื ง ขุนชา้ งขุนแผน พระอภยั มณี อเิ หนา นิทานเวตาล
นิราศ พระบาท นริ าศภูเขาทอง รา่ ยยาวมหาเวสสันดรชาดก มทั นพาธา พระมหาชนก (ทศชาติชาดก)
4. หลกั การวิเคราะห์ วิจารณ์และประเมินคา่ วรรณคดี วรรณกรรมปจั จบุ ันและวรรณกรรมท้องถ่นิ
เชน่ วรรณกรรมปัจจบุ นั ไดแ้ ก่ บทละครโทรทัศน์ นวนิยาย เรอ่ื งส้นั บทเพลงต่างๆ วรรณกรรมท้องถิ่น
ได้แก่ ไกรทอง นางสบิ สอง ปลาบู่ทอง ผาแดงนางไอค่ ำ ละครจักรๆ วงศๆ์ ฯลฯ
5. การมีมารยาทในการอ่าน
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝร่ ู้ใฝเ่ รียน ศกึ ษาใบความรู้ จากแบบเรียน
2. มีวนิ ัย ทำงานตามทีค่ รูมอบหมายไดท้ นั เวลา
3. ขยัน มุ่งมัน่ ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกิจกรรมกลุ่ม
4. มคี วามสามัคคี มีนำ้ ใจ มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือกนั ทำกจิ กรรมกลมุ่
กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขัน้ ท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการ
1.ครูและนกั ศกึ ษารว่ มกันพูดคุยแลกเปล่ยี นประสบการณท์ มี่ ีเก่ยี วกบั การอ่านประเภทต่างๆเชน่ การอา่ นนว
นยิ าย การอ่านบทความ การอ่านคำประพนั ธ์
2.ครูใหน้ กั ศึกษาดูตวั อย่างการอ่านวรรณกรรมจากVDO
3.ครูแนะนำการอา่ นทถี่ กู ต้องและรวบรวมปญั หาตา่ งๆที่พบจากการอ่านในชีวติ ประจำวันโดยเปิดส่ือVDO
ขั้นท่ี 2 ขัน้ แสวงหาข้อมูลและจดั การเรยี นรู้ (180 นาท)ี
๑ ครูสนทนากับนกั ศึกษาเก่ียวกบั นิทาน ว่ามเี รื่องใดที่น่าสนใจบ้างและนิทานเรื่องใหท้ ่ีนกั ศึกษาชอบ ให้
นักศึกษาแต่ละคนแสดงความคิดเห็นของตนเอง
๒ ครอู ธิบายวธิ กี ารอา่ นนิทานเก่ยี วกบั วธิ สี งั เกตและวิธคี ดิ ใหน้ ักศกึ ษาเข้าใจ
๓ ครูโยงเข้าสู่เน้ือหาการอ่านเชงิ วเิ คราะห์จากนิทาน เรอื่ ง “ทำไมช้างถงึ ตาเล็กและเสอื ถึงมีลาย”
4 ครเู ตรียมใบความรู้ให้นกั ศึกษา
5 แบง่ นักศึกษาออกเป็น ๑๐ กลุ่ม ๆ ละ ๔ คน โดยคละความสามารถทั้งคนเรียนเก่ง ปานกลาง และ
อ่อน
6 ใหน้ ักศกึ ษาอา่ นจากเนือ้ หาที่กำหนดให้ เริ่มจากการอ่านครา่ วๆ โดยตลอดกอ่ น แลว้ อา่ นโดยละเอยี ดอีก
รอบ และอ่านซ้ำในเน้ือหาทไี่ มเ่ ข้าใจ
7 ครใู หแ้ ตล่ ะกล่มุ ช่วยกนั คิดวิเคราะหจ์ ำแนก และจับใจความสำคญั ของเรื่องใหไ้ ด้ว่า ใคร ทำอะไร ที่
ไหน เมื่อไหร่ อยา่ งไร และเปน็ ผลอยา่ งไร
8 ครใู หน้ กั ศกึ ษาในกลุ่มช่วยกันวเิ คราะห์เนอ้ื หาจากนทิ าน เร่ือง ทำไมช้างถึงตาเลก็ และเสือถึงมีลาย แล้ว
สรุปเรอ่ื งโดยเขยี นเปน็ แผนผงั ความคดิ ลงบนกระดาษปรู๊ฟ
9.ใหน้ กั ศึกษาสง่ ตัวแทนอภปิ ราย
10.ครูและผู้เรียนแลกเปลย่ี นความรู้ และอภิปรายสรปุ ร่วมกัน
11.ครูให้ผู้เรียนแต่ละคนแต่งนทิ านขึ้นเองพร้อมวาดภาพประกอบให้สวยงามและอา่ นเป็นภาษาถิน่ ของตวั
ผเู้ รยี นเอง
12.ครูและผเู้ รียนแลกเปล่ยี นความรู้ และอภิปรายสรุปรว่ มกัน
13.ครูสรปุ ถงึ วิธกี ารอ่านกบั ผู้อกี ครัง้ พร้อมกับแจกใบงานการอ่าน
ขน้ั ท่ี 3 การปฏบิ ัตแิ ละนำไปประยุกต์ใช้
(120 นาท)ี
1.ครูยกตัวอยา่ งนิราชภเู ขาทองใหน้ กั ศึกษาดูและอา่ นพร้อมๆกันละช่วยกนั แปลงเป็นรอ้ ยแกว้
2.ครูแจกบทวรรคตอนจากวรรณคดใี หแ้ ตล่ ะกลมุ่ แล้วถอดเป็นรอยแก้วและอา่ นเพอื่ แลกเปล่ยี นความรู้
3.ครูให้ผูเ้ รยี นคน้ ควา้ วรรณคดไี ทย ๑ เร่ือง เชน่
ขุนช้างขุนแผน พระอภยั มณี อิเหนา
นิทานเวตาล นริ าศ พระบาท นิราศภเู ขา
ทอง ร่ายยาวมหาเวสสนั ดรชาดก
มัทนพาธา พระมหาชนก (ทศชาตชิ าดก)
เพ่ือมาเรียนรใู้ นการพบกลุ่มคร้งั ถดั ไป
ขั้นท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้
1.ประเมินการวิเคราะห์จากการอ่านจากนทิ านทีแ่ ตง่ ขน้ึ เอง 10คะแนน
2.กิจกรรมกลุ่ม 10 คะแนน
3.ใบงาน 10 คะแนน
4.การมาพบกลุ่ม 10 คะแนน
สือ่ การเรียนการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สอื แบบเรียน
3. ใบงาน
การวดั ผลประเมนิ ผล
วธิ ีการวดั
1. สงั เกตพฤติกรรมระหวา่ งการเรยี นรู้
2. วัดความรู้จากการทำกจิ กรรมในใบงาน
เครอ่ื งมอื
1. ใบงาน
เกณฑ์การวัดผลประเมินผล
1. นักศึกษามีผลคะแนนในการทดสอบไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 50
2. การมสี ว่ นร่วมในกิจกรรมกลมุ่
แหลง่ การเรยี นรู้/สบื ค้นข้อมูลเพิม่ เติม
1.หอ้ งสมดุ ประชาชน
2. กศน.ตำบล
3. แหลง่ ข้อมูลสารสนเทศ
4. internet
ลงช่อื ………………………………………….ครผู ู้สอน ว่าที่ร้อยโท………………………………………
() (ประวิตร จินตประสาท)
ผ้อู ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ตำแหนง่ ………………………………………………
ใบความรู้ ครงั้ ท่ี ๓
กลุ่มสาระความรูพ้ ื้นฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ช้นั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจดั การเรียนรู้เร่ืองท่ี ๓ การอา่ น เวลา 6 ช่วั โมง
ครง้ั ท.ี่ ..................สอนวันท่ี …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
หลักการอ่าน ลักษณะของคนทีอ่ ่านหนงั สือเปน็
1. อา่ นแล้วรู้เรอื่ งราวได้ตลอดแจ่มแจง้ คือ อา่ นแลว้ จับใจความของเรื่องได้ หรอื ร้เู รื่องได้โดยตลอด
2. ได้รับรสชาติของการอา่ น คือ อา่ นแลว้ เกิดความซาบซ้ึง ตามเนอ้ื หา เกิดอารมณ์รว่ มไปกับเรื่องที่อา่ น
3. วินจิ ฉยั คุณค่าของสง่ิ ท่ีอ่านได้ คอื เห็นประโยชน์ของเนื้อหาทอ่ี ่าน
4. รู้จักนำส่ิงท่เี ป็นประโยชนจ์ ากเรอ่ื งทอี่ า่ นมาใช้เหมาะสมกับสถานการณ์
5. รู้จักเลอื กหนงั สือท่อี ่านไดเ้ หมาะสมตามความต้องการในแตล่ ะโอกาส
ประเภทของการอา่ น มี 2 ประเภทคอื
1. การอ่านออกเสียง คือ การอา่ นท่ีผอู้ ่นื สามารถได้ยนิ เสยี งอา่ นดว้ ย
2. การอ่านในใจ
ใจความสำคัญ หมายถึง ข้อความทเ่ี ปน็ แกนหรือหัวใจของเร่อื ง
ความหมายของคำมี 2 อย่าง คือ ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนยั
1. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายตามรูปคำทีก่ ำหนดข้นึ และรบั รไู้ ด้
เขา้ ใจตรงกนั
คำพอ้ ง 3 มลี กั ษณะ คือ
1. คำพ้องรปู คอื คำที่สะกด(เขยี น) เหมือนกนั แตอ่ อกเสียงตา่ งกัน เชน่
เพลารถ กับ เพลาเยน็ (เพ-ลา)
2. คำพอ้ งเสียง คือ คำท่อี อกเสยี งเหมอื นกนั แต่สะกดตา่ งกนั เชน่
การ กาน กานต์ กานท์ กาล กาฬ การณ์ กาญจน์
3. คำพอ้ งรปู พอ้ งเสยี ง คือ คำทสี่ ะกดเหมอื นกันและออกเสยี งเหมอื นกัน
แตม่ ีความหมายต่างกัน เชน่
ฉัน หมายถงึ ตัวของเรา ฉัน หมายถึง กนิ ทาน ใชก้ ับพระสงฆ์
เช่อื ม หมายถงึ ทำให้มรี สหวาน เชอื่ ม หมายถึง ทำให้ติดเปน็ เนื้อเดยี วกัน
2. ความหมายโดยนัย (ความหมายรอง หรือ ความหมายแฝง)
เป็นความหมายท่สี อื่ หรือนำความคดิ ให้เกี่ยวโยงไปถงึ บางสงิ่ บางอยา่ ง ที่ลักษณะหรอื คณุ สมบัตเิ หมอื น
ความหมายโดยตรง เช่น ขาทำงานเอาหน้า (หมายถึง ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตวั เอง) นักการเมืองชอบ
สาดโคลนให้กนั (หมายถงึ พดู ให้รา้ ย) บ้านน้รี วยแตเ่ ปลือก (ไม่รวยจรงิ )
สำนวน หมายถงึ ข้อความทมี่ ีความหมายพิเศษไปจากคำท่ปี ระกอบอยู่ในข้อความน้ันไม่ได้มี
ความหมายตามรปู คำ มีความหมายเปน็ เชงิ เปรียบเทยี บ ต้องอาศัยความตีความ เชน่ ออ้ ยเขา้ ปากช้าง หมายถึง
ของท่ีไปอย่ใู นมือของคนอื่นแล้วเอาคนื ไม่ได้ วัวหายลอ้ มคอก หมายถึง เม่ือเกิดความเสียหายแล้วจึงคิดปอ้ งกนั
ชนี้ กบนปลายไม้ หมายถึง การพูดถงึ สิ่งสดุ วิสัยทจ่ี ะทำได้ แขวนนวม หมายถงึ เลิกส่งิ ที่ทำมาก่อน
งามหนา้ หมายถงึ ทำสิ่งท่ขี ายหนา้ จนตรอก หมายถึง หมดหนทางที่จะหนี ท้งิ ทวน หมายถงึ ทำดีที่สุดเปน็
คร้ังสุดทา้ ย บอกศาลา หมายถงึ บอกเลกิ ตัดขาดไมค่ บค้า
พระอิฐ พระปูน หมายถงึ ทำนิ่งเฉยไมเ่ ดอื ดร้อน
ลอยแพ หมายถงึ ถูกไลอ่ อก ปลดออก
คำพงั เพย หมายถงึ ถอ้ ยคำท่ีกล่าวขน้ึ มาลอยๆ เป็นกลางๆมคี วามหมายเปน็ คติสอนใจวสามารถนำตีความแล้ว
นำไปใช้พดู เช่น
-รำไม่ดโี ทษป่โี ทษกลอง หมายถงึ คนท่ที ำผดิ เองแต่ไปกลา่ วโทษคนอ่ืน ขช่ี ้างจับตกั๊ แตน หมายถึง การ
ลงทนุ มากเพือ่ งานท่ไี ดผ้ ลน้อย ไมง้ ามกระรอกเจาะ หมายถงึ หญิงสวยทมี่ มี ลทนิ มอื ไม่พายเอาเท้ารา
นำ้ หมายถงึ ไม่ชว่ ยแล้วยังขัดขวาง คำพงั เพยท่ีมคี วามหมายเชงิ เปรียบเทียบ เช่น ไกง่ ามเพราะขน คนงาน
เพราะแต่ง ตกั น้ำใสก่ ระโหลกชะโงกดูเงา หนเี สือปะจระเข้ มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
คำอปุ มาอปุ ไมย หมายถงึ ถอ้ ยคำทีเ่ ป็นสำนวนพวกหนึง่ เป็นทำนองเปรียบเทียบให้เหน็ จริง เข้าใจและเกิดแจม่
แจ้ง ภาพพจนช์ ัดเจน เชน่ ดเุ หมอื นเสือ ขรุขระเหมือนผิวมะกรดู แข็งเหมอื นเพชร กรอบเหมือนขา้ วเกรียบ
กลมเหมือนมะนาว ใจดำเปน็ อกี า บริสุทธิเ์ หมือนหยาดน้ำคา้ ง ตาดำเปน็ นลิ หนา้ ขาวเหมอื นไขป่ อก
การตคี วาม เปน็ ความเข้าใจความหมายของคำ สำนวน ขอ้ ความหรือเนอื้ หาซึ่งไม่ไดม้ คี วามหมายตามตัวอกั ษร
เปน็ ส่งิ ทีต่ อ้ ง อาศัยประสบการณ์ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. ประเภทรอ้ ยแก้ว ไดแ้ ก่ บทความ ข่าว ประกาศและโฆษณาต่างๆ
2. ประเภทรอ้ ยกรอง ได้แก่ กลอนต่างๆ โวหาร
โวหาร หมายถึง การใช้ถอ้ ยคำอย่างมีช้ันเชงิ เพ่อื กล่าวความ
ใหเ้ ป็นเรือ่ งราว มี อยู่ 5 ลักษณะคือ
1. บรรยายโวหาร หมายถึง โวหารท่ีใช้และการอธบิ ายเล่าเรอ่ื งราวเหตุการณ์ เพอื่ ใหผ้ ู้อ่านได้รับความรู้
2. พรรณโวหาร คอื โวหารทก่ี ล่าวถึงความงานของธรรมชาติ หรือส่งิ ตา่ งๆ เพื่อให้ผ้อู ่านเกิดความซาบซ้ึงและ
อารมณ์คลอ้ ยตาม
3. เทศนาโวหาร เป็นโวหารที่แสดงการส่งั สอนหรือชกั จูงใหผ้ ้อู า่ นคล้อยตาม ชแ้ี นะคุณและโทษ
4. อปุ มาโวหาร คอื การใช้โวหารเปรยี บเทียบ ประกอบขอ้ ความ เพอื่ ให้ผูอ้ ่านเข้าใจชัดเจนย่งิ ขน้ึ
5. สาธกโวหาร คือ โวหารทย่ี กเปน็ ตัวอยา่ งมาประกอบข้อความเรือ่ งราวใหเ้ ข้าใจชดั เจนยิ่งขึน้
ใบงาน ครง้ั ท่ี 3
กลุ่มสาระความร้พู น้ื ฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรียนรเู้ รอื่ งที่ 2 การอา่ น เวลา 6 ช่ัวโมง
คร้ังที่...................สอนวนั ท่ี …………เดอื น ………………………………………..พ.ศ. ..........
จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. ความสำคัญของการอา่ น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
2. วิจารณญาณในการอ่าน หมายถึง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
...... .....................................................................................................................................................................
3. ขัน้ ตอนของการใช้วจิ ารณญาณในการอ่าน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. หลักการใช้วิจารณญาณในการอ่าน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. การอา่ นตคี วาม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
6. การอา่ นขยายความ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
7. การอา่ นจับใจความหรือสรปุ ความ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
แผนการจัดการเรยี นรู้
กล่มุ สาระความรพู้ ้ืนฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ช้นั มัธยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรียนรู้เร่ืองที่ 4 หลักการใช้ภาษา เวลา 6 ชวั่ โมง
ครง้ั ท.่ี ...........4......สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ
1. รแู้ ละเขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษา
2. สามารถใช้ภาษาสร้างมนษุ ยสมั พนั ธ์ในการปฏบิ ตั งิ านรว่ มกบั ผู้อ่นื และใชค้ ำราชาศพั ท์ คำสภุ าพ
ได้ถกู ตอ้ งตามฐานะของบุคคล
ตัวชีว้ ัด
1. อธบิ ายธรรมชาติของภาษา และใช้ประโยคตามเจตนา ของการสอื่ สาร
2. เลอื กใช้ถ้อยคำ สำนวนสุภาษิต คำพังเพยใหต้ รงความหมาย
3. ใชป้ ระโยคได้ถูกตอ้ งตามเจตนาของผู้ส่งสาร
4. ใช้คำสภุ าพ และคำราชาศพั ทใ์ ห้ถกู ตอ้ งตามฐานะและบคุ คล
5. แตง่ คำประพนั ธป์ ระเภทรอ้ ยกรองได้
สาระสำคัญ
หลกั การใชภ้ าษา
ธรรมชาตขิ องภาษา การใช้ถ้อยคำ ประโยค สำนวน สภุ าษิต คำพังเพย คำสุภาพ คำราชาศพั ท์
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั ศกึ ษาสามารถอธิบายธรรมชาตขิ องภาษา และใช้ประโยค ของการส่อื สารไดอ้ ย่างถูกต้อง
2. นักศกึ ษาสามารถเลอื กใช้ถอ้ ยคำ สำนวนสุภาษิต คำพงั เพยให้ตรงความหมายและความเหมาะสม
3. นักศกึ ษาสามารถใชป้ ระโยคที่สือ่ ความหมายต่างๆไดถ้ ูกตอ้ ง
4. นักศกึ ษาเลอื กใช้คำสุภาพ และคำราชาศพั ท์ให้ถกู ตอ้ งตามฐานะและบคุ คล
5. นักศกึ ษาสามารถแตง่ คำประพนั ธ์ประเภทร้อยกรองได้
สาระการเรยี นรู้
1. ธรรมชาติของภาษา
- การเปลี่ยนแปลงของภาษา - ลักษณะของภาษา - พลังของภาษา
2. การใช้ถอ้ ยคำ สำนวน สุภาษติ คำพงั เพย
3. โครงสร้างของประโยค รูปประโยค และชนิดของประโยค
4. ระดบั ภาษา
5. คำสุภาพ
6. คำราชาศพั ท์
7. การแตง่ คำประพนั ธ์ประเภทร้อยกรอง
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝร่ ใู้ ฝ่เรียน ศึกษาใบความรู้ จากแบบเรียน
2. มีวนิ ัย ทำงานตามทค่ี รูมอบหมายได้ทันเวลา
3. ขยนั มงุ่ มัน่ ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกิจกรรมกลมุ่
4. มีความสามัคคี มนี ้ำใจ มคี วามรบั ผิดชอบ ชว่ ยเหลือกนั ทำกจิ กรรมกลมุ่
กระบวนการจดั การเรียนรู้
ขน้ั ที่ 1 กำหนดสภาพปญั หา ความต้องการ
1. ครแู จ้งจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ให้นกั ศกึ ษาทราบ
2. ครูและนกั ศกึ ษารว่ มกนั พูดคยุ แลกเปลีย่ นประสบการณ์ท่ีมีเก่ียวกบั กลกั ภาษา
3. ครใู หน้ ักศกึ ษาอ่านประโยค ที่ประกอบไปด้วยคำภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาบาลีสันสกฤต ให้นักเรยี น
สงั เกตวา่ คำใดเป็นคำไทย และคำใดเป็นคำทมี่ าจากภาษาอนื่
4. นกั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ ว่าเหตุใดจงึ คิดวา่ แถบประโยคที่ 2เป็นคำไทยสังเกตจากลกั ษณะใด
5. ให้นักเรยี นศึกษาคน้ คว้าเพิม่ เติมจากหนังสือเรียน เร่อื งลกั ษณะของภาษาไทย
6. ครูยกตวั อย่างคำขวัญวนั เด็กปี2558 ให้ผู้เรยี นอา่ นพร้อมๆกนั แลว้ วเิ คราะห์ถึงความหมาย
ขั้นที่ 2 ข้นั แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรยี นรู้ (180 นาท)ี
1..ครเู ช่ือมโยงถึงวรรณกรรมจากงานคร้งั กอ่ นแล้วใหผ้ ู้เรียนค้นคว้าแล้วใหย้ กบทข้อความที่ชอบหนึง่ หวั ข้อ
แลกเปลีย่ นความรู้
2.ครูอธบิ ายเรื่องโครงสรา้ งประโยค,ขอ้ ความสัน้ ที่มีใจความสมบูรณ์ แสดงให้ร้วู ่า ใคร ทำอะไร ทไ่ี หน อย่างไร
3.ครใู หผ้ เู้ รยี นแบง่ กลุ่มๆละ 4-8คน ส่งตัวแทนหน้าชัน้ เรียน กลมุ่ ละ 1 คน
4. ครูนำบตั รคำมาแสดงหน้าชัน้ เรียนแล้วให้ตัวแทน ต่อประโยคทีละคนตอ่ กนั จากบัตรคำโดยใหเ้ น้ือหา
ต่อเน่ืองกันเพื่อให้ผเู้ รยี นดูเปน็ ตวั อย่าง เช่น ถา้ ฉนั บินได้
5.ครกู ำหนดประโยคและให้แต่ละกลุ่มเขียนแลว้ ส่งต่อให้เปน็ เรื่องเดยี วกนั โดยกำหนดกลุ่มตามกฎกติกาทค่ี รู
กำหนดเช่น กำหนดจำนวนพยางค์ กำหนดจำนวนพยญั ชนะขึน้ ต้น , กำหนดสระ,กำหนดประโยคความเดียว
,ความรวม, ความซอ้ น ให้มีในประโยค
6.ครูสรุปองคค์ วามรูข้ องรูปประโยค
7.ครูแจกบัตรคำรูปภาพใหแ้ ต่ละกลุม่ แต่งประโยคจากรปู ภาพโดยครกู ำหนดในหัวข้อ ภาคประธาน ภาคแสดง
8. ครูสรปุ ความรู้เรื่องส่วนประกอบประโยค
9. ครูกำหนดคำพังเพยแล้วซกั ถามผู้เรียน
10.ครแู จกบัตรคำพังเพยให้ผู้เรยี นนำพยัญชนะหนา้ คำในกลมุ่ คำ ออกมาสร้างคำใหมแ่ ล้วนำคำใหม่ไปแต่ง
ประโยคให้ไดใ้ จความสมบูรณ์
11. ครูรว่ มกับนักศกึ ษา โดยครใู ห้ข้อสังเกตเก่ียวกบั บตั รคำในแตล่ ะคู่ว่ามีความสอดคล้องกนั อย่างไร
12. ครอู ธิบายให้นกั ศกึ ษาเขา้ ใจความสำคญั ของภาษา ซ่ึงเปน็ การสอ่ื สารดว้ ยลายลกั ษณอ์ กั ษรเพ่ือสอื่
ความหมายให้ผ้อู ื่นเขา้ ใจได้ตรงตามความต้องการ
13. ให้นักศกึ ษาศึกษาความรเู้ ร่อื ง การใช้ภาษาประกอบ จากหนงั สอื เรยี น และแจกใบงานเรือ่ งหลักภาษา
ขนั้ ที่ 3 การปฏิบัติและนำไปประยกุ ต์ใช้(120 นาที)
1. ครูให้ผู้เรียนเขยี นเลอื กเขยี นคำประพันธ์ประเภทร้อยแกว้ ในหัวขอ้ เรอ่ื ง อาหารไทยเพื่อสขุ ภาพ,เทคโนโลยี
กับชีวิตประจำวัน, ธรรมชาติกบั ชีวติ , ความรกั ของพ่อแม่
2. ครูมอบหมายใหน้ ักศึกษาออกแบบและเขยี นบัตรอวยพรปีใหม่ ถ้อยคำท่ีเป็นมงคล พรอ้ มระบายสี และ
ตกแตง่ ใหส้ วยงาม
3. นกั ศึกษาและครรู ่วมกันกำหนดระยะเวลาในการส่งผลงานร่วมกัน
ขั้นท่ี 4 การประเมินผลการเรียนรู้
1.บตั รอวยพรปใี หม่ 10 คะแนน
2.กจิ กรรมกลมุ่ 10 คะแนน
3.ใบงาน 10 คะแนน
4.การมาพบกลุ่ม 10 คะแนน
เติมเตม็ องค์ความรพู้ ร้อมมอบหมายงาน
สือ่ การเรียนการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สอื แบบเรียน
การวดั ผลประเมินผล
วธิ กี ารวัด
1. สังเกตพฤติกรรมระหวา่ งการเรยี นรูแ้ ละกจิ กรรมกลุ่ม
2. วัดความรูจ้ ากการทำกิจกรรมในใบงาน
เครือ่ งมือ
1. ใบงานกิจกรรมกลมุ่
2. ใบงาน
เกณฑ์การวัดผลประเมนิ ผล
1. นักศึกษามีผลคะแนนในการทดสอบไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ 50
2. การมีส่วนร่วมในกจิ กรรมกลุ่ม
แหล่งการเรยี นร้/ู สืบค้นข้อมลู เพ่มิ เติม
1.ห้องสมดุ ประชาชน
2. กศน.ตำบล
3. แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ
4. internet
ลงชอ่ื ………………………………………….ครูผู้สอน วา่ ทรี่ อ้ ยโท………………………………………
() (ประวิตร จินตประสาท)
ตำแหนง่ ……………………………………………… ผอู้ ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบความรู้ครง้ั ท่ี 4
กล่มุ สาระความร้พู ้ืนฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรยี นรเู้ รอ่ื งท่ี 4 หลักการใชภ้ าษา เวลา 6 ชั่วโมง
ครัง้ ท.ี่ ...........4.......สอนวนั ท่ี …………เดอื น ………………………………………..พ.ศ. ..........
หลกั การใช้ภาษาไทย
ธรรมชาตขิ องภาษา
1. ภาษาในความหมายอย่างแคบ คอื ภาษาพดู ของคน
2. ทุกวนั น้ี ยังมอี กี หลายภาษาท่ไี มม่ ภี าษาเขียน
3. แต่ละกลุม่ กำหนดภาษากันเอง เสียงในแตล่ ะภาษาจึงมีความหมายไม่ตรงกนั
4. ลักษณะของภาษาทว่ั ๆ ไป
1. มีเสียงสระและพยัญชนะ (วรรณยกุ ตม์ ีบางภาษาเชน่ ไทย,จนี )
2. ขยายให้ใหญ่ขนึ้ ได้
3. มีคำนาม, กรยิ า, คำขยาย
4. เปลีย่ นแปลงได้
5. ภาษาเปล่ยี นแปลงได้ เพราะสาเหตหุ ลายข้อ เชน่ สง่ิ แวดลอ้ มเปลี่ยน เชน่ ขายตัว ศักดนิ า จริต สำส่อน
แกลง้ หม่ การพดู ไดแ้ ก่ การกรอ่ นเสียง และกลมกลืนเสียง
กร่อนเสียง เชน่ "หมากพร้าว" กร่อนเป็น"มะพรา้ ว"
กลมกลนื เสียง เช่น"อย่างไร" กลนื เสยี งเปน็ "ยงั ไง"
เสียงในภาษาไทย
อกั ษรควบ - อักษรนำ
อักษรควบ มี 2 แบบ คือ
ควบแท้ -> ออกเสยี งพยัญชนะต้นทง้ั 2 เสยี ง เช่น ปลา ครมี เปน็ ต้น
ควบไม่แท้ -> ออกเสียงพยญั ชนะต้นตวั แรกตวั เดยี ว มี 2 กรณี ดงั นี้
- แสร้ง จริง เศรษฐี เศรา้
- ออกเสียง ทร เป็นซ เช่น ไทร ทราย ทรุด
อกั ษรนำ คอื คำที่
- อา่ นหรือเขียนแบบ มี "ห" นำพยัญชนะตน้ อกี ตัว เชน่ หลอก หรู หนี หวาด ตลาด(ตะ-หลาด) ปรอท(ปะ-
หรอด) ตลก(ตะ-หลก) ดิเรก(ดิ-เหรก)
- รวมทงั้ คำว่า " อยา่ อยู่ อย่าง อยาก”
เสยี งพยัญชนะต้น
เสียงพยัญชนะต้น คอื เสียงทนี่ ำเสียงสระ
เสยี งพยญั ชนะต้น มอี ยู่ 2 ประเภท คอื
1. เสยี งพยัญชนะเด่ยี ว = ออกเสยี งเสียงพยัญชนะตน้ เสียงเดยี ว เช่น มา วิน ตี นกุ หมู
2.เสยี งพยัญชนะประสม ออกเสียงเสียงพยัญชนะตน้ สองเสียงควบกัน เชน่ กราบ ความ ปราม ไตร
- ผิ ออกเสียงพยญั ชนะตน้ 1 เสยี ง คอื /ผ/
- ผลิ ออกเสียงพยัญชนะตน้ 1 เสยี ง คอื /ผล/
- ผลิต ออกเสียงพยัญชนะต้น 2 เสียง คอื /ผ/ , /ล/ (คือเวลาออกต้องแยกว่า ผะ-หลิด).เสียงพยญั ชนะ
ตวั สะกด (พยญั ชนะทา้ ย)
เสยี งพยัญชนะท้าย เสยี งพยญั ชนะทอี่ ยหู่ ลังเสยี งสระ
เสียงพยญั ชนะทา้ ย มี 8 เสยี ง คือ
แมก่ ก แทนดว้ ยเสียง /ก/ แมก่ ด แทนดว้ ยเสียง /ต/ แมก่ บ แทนด้วยเสยี ง /ป/ แม่กม แทนดว้ ยเสยี ง /ม/ แม่
กน แทนด้วยเสยี ง /น/ แมก่ ง แทนดว้ ยเสียง /ง/ แมเ่ กย แทนด้วยเสยี ง /ย/ แมเ่ กอว แทนด้วยเสยี ง /ว/
เชน่ นาค เสียงพยญั ชนะทา้ ย ช /ก/ รด เสยี งพยัญชนะท้าย = /ต/
เสียงสระ
1.เสยี งสระส้ัน ยาวให้ดูตอนทอี่ อกเสยี งอย่าดูท่รี ปู เชน่ วัด ออกเสยี งสระสน้ั ช่าง สระสัน้ เท้า สระยาว เนา่
สระสั้น นำ้ สระยาว ชำ้ สระสน้ั
2.เสยี งสระ มี 2 ประเภท คอื
สระประสม มี 6 เสยี ง คือ อวั ะ อวั เออื ะ เออื เอียะ เอยี
สระเด่ยี ว มี 18 เสยี ง คอื สระทไ่ี ม่ใช่ อัวะ อัว เอือะ เออื เอียะ เอีย
5.เสยี งวรรณยกุ ต์ มี 5 ระดับ คอื สามัญ เอก โท ตรี จัตวา
6.พยางค์ คือ เสยี งทอ่ี อกมา 1 ตรง้ั มี 2 ประเภท คือ
พยางคเ์ ปดิ พยางคท์ ไ่ี มม่ ตี วั สะกด เช่น เธอ มา ลา สู่
พยางค์ปดิ พยางค์ทม่ี ีเสยี งตัวสะกด เชน่ ไป รบ กับ เขา
คำ
1.คำมลู = คำดั้งเดมิ เช่น กา เธอ ว่ิง วุน่ ไป มา
2.คำซ้ำ = คำมลู 2 คำท่เี หมอื นกันทุกประการ คำท่ีสองเราใสไ่ ม้ยมกแทนได้ เชน่ วงิ่ วงิ่ (วงิ่ ๆ) นอ้ งนอ้ ง
(น้องๆ) บางทคี ำท่ีเหมอื นกันมาชิดกัน ไม่ใชค่ ำซ้ำเพราะความหมายไมเ่ หมอื นกัน เชน่ เขามีท่ีท่ีบางนา
3.คำซ้อน (คำค)ู่ คำมลู ท่ีมคี วามหมายเหมือนหรอื คลา้ ยไมก่ ็ตรงขา้ มมารวมกัน เช่น เก็บออก จติ ใจ ผู้คน
สรา้ งสรรค์ ขนมนมเนย ถ้วยชาม แขง็ แรง เดด็ ขาด ตดั สนิ ดึงดัน ช่วั ดี ถี่หา่ ง
4.คำประสม คำมลู 2 คำมารวมกนั เป็นคำใหม่ และคำใหมน่ ัน้ มีเค้าความของคำเดมิ ทน่ี ำมารวมกนั เช่น นำ้ พริ
ปลาทู ขนมปัง ไส้กรอก ไกย่ ่าง ผา้ พนั คอ เข็มฮีกยา เลือกตงั้ เจาะขา่ ว โหมโรง ปากหวาน
5.คำสมาส คำบาลี+สันสกฤต 2 คำมารวมกัน (บาลที ัง้ คู่ก็ได้ สันสกฤตทัง้ คกู่ ็ได้ คำบาลี+สนั สกฤตก็ได้) ถ้าคำที่
เอามารวมกันเป็นคำภาษาอ่นื ท่ีไมใ่ ชภ่ าษาบาลี สันสกฤต กจ็ ะไม่ใช่คำสมาส
วธิ ีสังเกตคำสมาสอยา่ งง่าย คอื คำสมาสจะอา่ นเนื่องเสยี งระหวา่ งคำ ก็คอื เวลาอา่ นตรงกลางจะออกเสียงสระ
ด้วย เชน่ ราช(ชะ)การ อบุ ตั ิ(ติ)เหตุ
6.คำสนธิ คำสมาสประเภทที่เราเอาพยัญชนะตัวสุดทา้ ยของคำหนา้ ไปแทนท่ี"อ"ตวั แรกของคำหลงั เชน่
ชล+อาลัย = ชลาลัย ศิลป + อากร = ศิลปากร
วธิ ีการจะดูวา่ คำไหนเปน็ คำสมาสหรือสนธิ คอื แยกคำ 2 คำออกจากกัน
- ถ้าแยกออกเปน็ คำได้เลย = คำสมาส
- ถา้ แยกแลว้ ต้องเติม"อ" ไปที่คำหลงั = คำสนธิ
ชนิดของคำ
1.คำนาม คอื คำท่ีใชเ้ รยี กชือ่ ส่ิงตา่ ง ๆ เชน่ ตู้ โต๊ะ เกา้ อ้ี
2.คำกรยิ า คอื คำแสดงการกระทำ เชน่ เดิน น่ัง วง่ิ นอน คยุ กิน
4.คำวเิ ศษณ์ คอื คำ ขยาย เช่น แดง ดำ สงู ต่ำ เปร้ยี ว หวาน
5.คำเช่ือม มี 2 ประเภท คือ บุพบท สันธาน วิธีดูใหด้ ขู ้อความท่ีตามมา
สนั ธานจะต้องตามดว้ ยประโยค เช่น ปลาหมอตายเพราะปากไม่ดี
บพุ บทจะตามดว้ ยขอ้ ความท่ีไม่ใช่ประโยค เช่น ปลาหมอตายเพราะปาก
โครงสรา้ งของคำ ชนิดของคำเอามารวมกัน เช่น
แม่บ้าน = แม่ + บา้ น = นาม + นาม
ทองแดง = ทอง + แดง = นาม + วิเศษณ์
ตม้ ยำ = ต้ม + ยำ = กรยิ า + กรยิ า
สามล้อ = สาม + ลอ้ =วเิ ศษณ์ + นาม
ห้องรับแขก = ห้อง + รบั +แขก = นาม + กริยา + นาม
ประโยค
1.เจตนาประโยคมี 3 อยา่ ง = แจง้ ใหท้ ราบ (บอกเล่า) ถามให้ตอบ (คำถาม) บอกให้ทำ (คำส่ัง)
2.โครงสร้างของประโยค หมายถึง สว่ นประกอบของประโยค คือ ประธาน กรยิ า กรรม ส่วนขยาย
เช่น พอ่ ฉันกนั ขา้ งเก่งมาก ( ประธาน ขยาย(พ่อ) กริยา กรรม ขยาย(กนิ ) ขยาย(เก่ง) )
3.ชนดิ ของประโยค มี 3 ชนิด
-ประโยคความเดียว : มปี ระธาน กริยา กรรม อยา่ งละตัว
-ประโยคความซ้อน : มี 2 ประโยคมารวมกัน ใช้คำเช่อื วา่ ที่ ซึ่ง อนั วา่ ให้
-ประโยคความรวม : มี 2 ประโยคมารวมกันดว้ ยคำเชอื่ มคำใดกไ็ ด้ ยกเว้น ท่ี ซง่ึ อัน วา่ ให้ (ถ้าใช้ ท่ี ซึ่ง อนั
ว่า ให้ เช่อื ม จะเปน็ ประโยคความซอ้ น)
4.จำนวนประโยค
-ปกตจิ บ 1 ประโยค = นบั เปน็ 1 ประโยค
-ถา้ มคี ำเชอ่ื มเราคอื ว่าประโยคนัน้ ยงั เป็นประโยคเดียวกบั ข้างหน้า
เชน่ เขากินขา้ วแลว้ 1 , เขากนิ ข้าวแลว้ ตอนนีเ้ ขาเขา้ นอนแลว้ 2 , เขากินข้าวกอ่ นจะเขา้ นอน 1
5.วลี คอื กลุ่มคำที่ไม่ใช่ประโยค บางทีกอ้ ยาวจนเกือบจะเปน็ ประโยค แตก่ ้อไม่ใช่ประโยค
วิธดี ูว่าจะเป็นวลี หรือประโยค ถา้ อ่านแล้วเหมือนจะไมจ่ บ (ประมาณว่าร้สู ึกตอ้ งมอี ะไรต่อนะ) แสดงว่าเป็นวลี
แตถ่ ้าอ่านแลว้ รสู้ กึ วา่ มนั จบก็ คอื ประโยค เชน่
แมน้ เราจะอา่ นหนงั สอื สอบมากขนานไหน = วลี
เธอวิ่งซะจน = วลี
กระดาษที่วางบนโตะ๊ ตวั น้นั = วลี
เธอกลับบา้ นไปแล้ว = ประโยค
ทุกทกุ คราวท่ีมองฟ้า = วลี
ระดับภาษา
1.ระดบั ภาษามี 5 ระดับ
1.พิธกี าร ใชใ้ นพธิ ี คำพดู จะดหู รูหรา อลงั การ ดเู ป็นพิธี เชน่ ในศภุ วาระดิถขี ้นึ ปใี หม่
2.ทางการ ใช้ในเชิงวชิ ากร ประชุมใหญ่ๆ เร่ืองทตี่ อ้ งการแบบแผน คำพดู จะเป็นภาษาเขยี น เชน่ ทา่ นเคย
คิดหรอื ไมว่ า่ การทำเช่นนนั้ จะมผี ลเชน่ ไร
3.กงึ่ ทางการ ใช้ในท่ีประชมุ เลก็ ๆ เร่ืองทต่ี ้องมแี บบแผนบ้าง คำพูจะมีทั้งภาษาเขยี นและภาษาพโุ ปน ๆ
กัน
4.สนทนา ใช้คยุ กนั ทวั่ ๆ ไปแตก่ อ้ มีความสุภาพด้วยภาษากจ็ ะเปน็ ภาษาท่ีเราใช้คยุ กนั
5.กันเอง ใช้คุยกนั กับคนซี้ ๆ
หลกั การใชภ้ าษาไทยเพ่ือการสื่อสารในอินเตอร์เนต็
1.ใช้คำให้ถูกตอ้ งตรงตามความหมาย กล่าวคือ ก่อนนำคำไปเรียงเข้าประโยค ควรทราบความหมายของคำคำ
นนั้ ก่อน เช่น คำว่า “ปอก” กบั “ปลอก” สองคำนม้ี ีความหมายไมเ่ หมอื นกัน คำวา่ “ปอก” เปน็ คำกริยา
แปลว่า เอาเปลือกหรือส่งิ ท่ีห่อหมุ้ ออก แต่คำวา่ “ปลอก” เป็นคำนาม แปลว่า สงิ่ ที่ทำสำหรบั สวมหรือรัดของ
ตา่ งๆ เปน็ ต้น ลองพิจารณาตวั อย่างตอ่ ไปน้ี
“วันนไี้ ด้พบกบั ทา่ นอธิการบดี ผมขอฉวยโอกาสอันงดงามนเ้ี ลี้ยงตอ้ นรับทา่ นนะครับ” (ที่จรงิ แลว้ ควรใช้
ถอื โอกาส เพราะฉวยโอกาสใชใ้ นความหมายท่ไี ม่ดี
2. ใช้คำใหเ้ หมาะสม เลอื กใช้คำใหเ้ หมาะสมกับกาลเทศะและเหมาะสมกบั บุคคล เช่นโอกาสทีเ่ ป็นทางการ
โอกาสทเ่ี ป็นกนั เอง หรือโอกาสท่ีเปน็ ภาษาเขยี น เชน่
“ข้าพเจา้ ไม่ทราบว่าทา่ นจะคิดยังไง” (คำวา่ “ยงั ไง” เป็นภาษาพูด ถ้าเปน็ ภาษาเขียนควรใช้ “อยา่ งไร”
3. การใช้คำลักษณนาม ใช้คำท่ีบอกลกั ษณะของนามตา่ งๆ ใหถ้ กู ต้อง เช่น ปากกา มีลกั ษณนามเป็น ดา้ ม
เลอื่ ย มีลกั ษณะนามเปน็ ปื้น ฤๅษี มีลักษณะนามเป็น ตน เปน็ ตน้
4. การเรยี งลำดับคำ เปน็ เรอ่ื งท่ีสำคัญมากในภาษาไทย หากเรยี งผดิ ทีค่ วามหมายก็จะเปล่ยี นไปด้วย ท้ังน้ี
เพราะคำบางคำอาจมีความหมายไดห้ ลายความหมายซง่ึ ขนึ้ อย่กู ับตำแหนง่ ทจ่ี ดั เรยี งไวใ้ นประโยค เช่น
แม่เกลียดคนใชฉ้ ัน ฉนั เกลียดคนใช้แม่
คนใชเ้ กลยี ดแม่ฉนั แม่คนใชเ้ กลียดฉนั
ฉันเกลียดแม่คนใช้ แม่ฉันเกลียดคนใช้
ข้อบกพร่องในการเรียงลำดบั คำมกั ปรากฏดงั นี้
- เรยี งลำดับคำผิดตำแหนง่ เชน่ เขาไม่ทราบสง่ิ ท่ีดงี ามน้ัน วา่ คอื อะไร
(ควรเรยี งว่า เขาไมท่ ราบ ว่า ส่งิ ท่ดี งี ามนัน้ คอื อะไร)
- เรียงลำดับคำขยายผิดที่ เช่น ขอขอบคณุ มา ณ โอกาสนด้ี ้วย เป็นอย่างสงู
(ควรเรียงว่า ขอขอบคุณ เปน็ อยา่ งสูง มา ณ โอกาสนด้ี ้วย)
5. แตง่ ประโยคให้จบกระแสความ หมายถึงแตง่ ประโยคให้มคี วามสมบรู ณ์ครบถว้ นทั้งส่วนท่ีเป็นภาคประธาน
และภาค แสดง ซึ่งประโยคทจี่ บกระแสความนนั้ จะตอ้ งตอบคำถามวา่ ใคร ทำอะไร ไดช้ ัดเจน สาเหตุทท่ี ำให้
ประโยคไมจ่ บกระแสความอาจเกิดจากขาดคำบางคำหรอื ขาดส่วนประกอบ ของประโยคบางส่วนไป เชน่
เม่อื ตอนยงั เดก็ เขาชอบนอนหนุนตักแม่ บดั น้ีเขาอายยุ ส่ี บิ กว่าแล้ว
(ควรแกเ้ ปน็ เม่ือตอนยงั เดก็ เขาชอบนอนหนุนตักแม่ บัดน้ีเขาอายยุ ่ีสิบกว่าแล้วกย็ ังชอบอยเู่ หมอื นเดิม)
6. ใช้ภาษาใหช้ ัดเจน ใช้ ภาษาท่ีให้ความหมายเพียงความหมายเดียว เปน็ ความหมายท่ไี ม่สามารถจะแปล
ความเป็นอยา่ งอ่ืนได้ เช่น “คุณแมไ่ ม่ชอบคนใชฉ้ ัน” อาจแปลได้ 2 ความหมายคือ คุณแมไ่ ม่ชอบใครก็ตามท่ี
ใชใ้ ห้ฉันทำโน่นทำน่ี หรอื คณุ แม่ไมช่ อบคนรบั ใช้ของฉัน ท้งั นเ้ี พราะคำวา่ “คนใช้” เป็นคำท่ีมหี ลายความหมาย
นนั่ เอง
7. ใชภ้ าษาให้สละสลวย ใช้ภาษาอย่างไพเราะราบรนื่ ฟงั ไมข่ ัดหู และมคี วามกะทัดรดั
- ไม่ใชค้ ำฟุ่มเฟือย หมายถงึ การใชค้ ำทไ่ี มจ่ ำเป็น หรือใช้คำทีม่ ีความหมายซำ้ ซอ้ น เชน่
“วันนอ้ี าจารยไ์ ม่มาทำการสอน”
คำว่า “ทำการ” เป็นคำทไี่ ม่จำเป็น เพราะแม้จะคงไวก้ ไ็ มไ่ ดช้ ่วยใหค้ วามหมายชัดเจนขึน้ กวา่ เดิม ดังนน้ั จึง
ควรแก้ไขเปน็ “วันน้ีอาจารย์ไมม่ าสอน”
- ใช้คำให้คงท่ี หมายถงึ ในประโยคเดยี วกัน หรอื ในเนือ้ ความเดยี วกัน ควรใช้คำเดียวกนั ให้ตลอด ดงั
ประโยคตอ่ ไปนี้
“หมอถือว่าคนปว่ ยทกุ คนเปน็ คนไขข้ องหมอเหมือนกนั ”
ควรแก้เป็น “หมอถือว่าคนไข้ทุกคนเป็นคนไข้ของหมอเหมอื นกัน”
- ไม่ใชส้ ำนวนตา่ งประเทศ เชน่
“มนั เป็นความจำเป็นอย่างยง่ิ ทีเ่ ขาตอ้ งจากไป”
ควรแก้เปน็ “เขาจำเปน็ อย่างยิง่ ที่ต้องจากไป”
ภาษาแชทท่ีมักใช้ผิด
๑. คำที่สะกดผดิ ได้งา่ ย เป็นรูปแบบของคำท่มี กี ารสะกดผิด ซงึ่ เกดิ จากคำท่มี ีการผนั อักษรและเสยี งไมต่ รงกับ
รูปวรรณยุกต์ เชน่
สนุ้กเกอร์ = สนกุ๊ เกอร์
โนต้ = โนต๊
๒. คำที่สะกดผดิ เพ่อื ให้แปลกตา หรอื งา่ ยตอ่ การพมิ พ์ (ทำให้พมิ พไ์ ดเ้ รว็ ขึน้ ) เช่น
หน=ู นู๋
ผม = ปม๋
ใชไ่ หม = ชมิ ิ
เปน็ = เปง
ก็ = กอ้
ค่ะ,ครบั = คระ่ ,คับ
๓. การลดรูปคำ เปน็ รูปแบบของคำที่ลดรูปใหส้ นั้ ลงมใี ช้ในภาษาพดู เช่น
มหาวิทยาลัย = มหา’ลัย ,มหาลัย
โรงพยาบาล = โรงบาล
๔. คำท่ีสะกดผิดเพ่อื ใหต้ รงกับเสียงอ่าน เช่น
ใช่ไหม = ใช่มยั้
๕. คำท่ีสะกดผดิ เพือ่ แสดงอารมณ์ เชน่
ไม่ = ม่าย
ไปไหน = ปายหนาย
นะ = น้า
คะ่ ,ครบั =ครา่ ,คร๊าบ
จ้ะ = จร้า
นอกจากนย้ี งั สามารถแบง่ ออกเปน็ กล่มุ ที่ใช้ในการพูด และกลุม่ ท่ีใช้ในการเขยี น
๑. กลมุ่ ทใ่ี ชเ้ วลาพูด
เป็นประเภทของภาษาวิบตั ิท่ีใช้ในเวลาพูดกนั ซ่ึงบางครั้งก็ปรากฏขึ้นในการเขียนดว้ ย แตน่ อ้ ยกว่าประเภท
กลมุ่ ท่ีใชใ้ นเวลาเขยี น โดยมักพดู ใหม้ ีเสยี งสัน้ ลง หรอื ยาวขน้ึ หรอื ไม่ออกเสยี งควบกลำ้ เลย ประเภทนเี้ รยี กได้
อกี อยา่ งวา่ กลุ่มเพ้ียนเสียง เช่น ตัวเอง - ตะเอง
๒. กลุ่มท่ใี ช้ในเวลาเขียน
รปู แบบของภาษาวบิ ัติชนิดนี้ โดยทั้งหมดจะเป็นคำพ้องเสยี งทหี่ ลายๆคำมกั จะผิดหลกั ของภาษาอย่เู สมอ
โดยสว่ นใหญก่ ลมุ่ นจ้ี ะใช้ในเวลาเขยี นเท่านั้น โดยยังแบ่งได้เปน็ อีกสามประเภทย่อย
๒.๑ กลมุ่ พอ้ งเสียง
รูป แบบของภาษาวิบัตชิ นิดน้ี จะเปน็ คำพ้องเสียง โดยส่วนใหญ่กล่มุ นจี้ ะใชใ้ นเวลาเขยี นเท่านั้น และคำที่
นำมาใช้แทนกนั น้ีมกั จะเป็นคำที่ไมม่ ีในพจนานกุ รม
เธอ = เทอ
ใจ = จัย
ไง = งยั
กรรม = กำ
๒.๒ กลุม่ ทร่ี ีบรอ้ นในการพิมพ์
กลุม่ นจี้ ะคลา้ ยๆกับกล่มุ คำพ้องเสยี ง เพยี งแตว่ ่าบางคร้ังการกด Shift อาจทำใหเ้ สียเวลา เลยไม่กด แลว้
เปลีย่ นคำท่ีตอ้ งการเป็นอกี คำท่อี อกเสยี งคล้ายๆกนั แทน เช่น
รู้ = รุ้
เห็น = เหน
เป็น = เปน
๒.๓ กลุ่มทใี่ ชส้ อื่ สารในเกมส์ (ใช้ตัวอกั ษรภาษาอื่นทมี่ ีลกั ษณะคล้ายตวั อักษรไทย)
เทพ = Inw
นอน = uou
เกรยี น = เกรีeu
ใบงานครัง้ ที่ 4
กลุ่มสาระความรพู้ ้ืนฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรียนรเู้ รอ่ื งท่ี 4 หลกั การใชภ้ าษา เวลา 6 ชั่วโมง
คร้งั ท.่ี ...........4......สอนวนั ท่ี …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
๑ ให้นกั ศึกษาอธบิ ายหลักการใชภ้ าษาไทยธรรมชาติของภาษา
..............................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
2เสยี งพยญั ชนะตน้ มีอยู่ 2 ประเภท คอื
..............................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
๓ให้นกั ศกึ ษาแบ่งการแบง่ กลุม่ ทใี่ ช้ในการพูด และกลุ่มที่ใช้ในการเขยี น
..............................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
แผนการจัดการเรยี นรู้
กลุม่ สาระความรูพ้ ้ืนฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ช้นั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจดั การเรียนรเู้ ร่ืองท่ี วรรณคดี และวรรณกรรม เวลา 6 ช่วั โมง
คร้ังท.ี่ .......5..........สอนวันท่ี …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดบั
สามารถวิเคราะหแ์ ละเห็นคุณค่าวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบัน และวรรณกรรมท้องถ่นิ โดยใช้
หลักการพินิจวรรณคดี
ตัวช้วี ัด
1. อธบิ ายคณุ ค่าวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบัน และวรรณกรรมท้องถนิ่
สาระสำคัญ
หลักการพนิ ิจและประเมินคุณคา่ เก่ียวกับวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบนั และวรรณกรรมทอ้ งถ่นิ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นักศึกษาสามารถอธิบายคุณคา่ วรรณคดี วรรณกรรมปัจจบุ นั และวรรณกรรมท้องถิน่ ทมี่ ตี ่อสังคม
และวัฒนธรรมไทย
สาระการเรยี นรู้
1. ความหมายของวรรณคดีวรรณกรรมปจั จบุ นั และวรรณกรรมทอ้ งถน่ิ
2. คณุ คา่ ของวรรณคดี และวรรณกรรม ด้านวรรณศลิ ป์ และด้านสงั คม
3. แนวคดิ และค่านยิ มท่ปี รากฏในวรรณคดีและวรรณกรรม
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝร่ ใู้ ฝเ่ รียน ศึกษาใบความรู้ จากแบบเรยี น
2. มีวนิ ัย ทำงานตามทค่ี รมู อบหมายได้ทนั เวลา
3. ขยัน มงุ่ ม่ันในการทำงาน ทำใบงาน ทำกิจกรรมกลมุ่
4. มคี วามสามัคคี มีนำ้ ใจ มีความรบั ผดิ ชอบ ชว่ ยเหลือกนั ทำกจิ กรรมกล่มุ
กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ขนั้ ท่ี 1 กำหนดสภาพปัญหา ความต้องการ
(60 นาที)
1.1 ครแู จ้งจดุ ประสงคก์ ารเรียนรูใ้ ห้ผู้เรยี นทราบ
1.2 ครูสอบถามถึงหนงั ในโรงภาพยนตร์ท่กี ำลงั ฉายในโรงภาพยนตร์โลตสั กระบี่เรื่องพันทา้ ยนรสงิ ค์ แล้ว
กำหนดให้คนที่ชม เล่าเร่ืองอย่างย่อให้เพอื่ นๆฟัง
1.3 ครูสอบถามผู้เรยี นถงึ ขอ้ คดิ และใจความความสำคญั ของเร่ือง และชอ่ื หรอื บทบาทตวั บทละคร
1.4 ครูและผเู้ รียนรว่ มกนั สรา้ งความเข้าใจเก่ียวกบั ความสำคัญของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจบุ นั และ
วรรณกรรมท้องถิน่
ขั้นที่ 2 ขนั้ แสวงหาข้อมูลและจัดการเรยี นรู้ (180 นาที)
2.1 ครใู หผ้ ู้เรียนแบง่ กล่มุ ละ 4-8 คน
2.2 ครูให้ตัวแทนออกมาอ่านบทกลอนของท่เี ป็นวรรคทองจากวรรณคดีเร่อื งต่างๆ แลว้ ใหแ้ ต่ละกลุ่มบอกชื่อ
เรอ่ื งเพอื่ แขง่ ขันกัน
2.3 ครใู ห้ผู้เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษา“วรรณคดไี ทย”เรอื่ งขนุ ชา้ ง ขนุ แผน พระอภยั มณี อเิ หนา นิทาน
เวตาล นริ าศพระบาท นริ าศภูเขาทอง รา่ ยยาว มหาเวสสันดรชาดก มัทนพาธา พระมหาชนก
(ทศชาติชาดก) เลอื กศกึ ษาวรรณคดีทีช่ อบจำนวน 1 เรอ่ื งในประเด็นต่าง ๆ ดงั น้ี
- ประวตั แิ ละลกั ษณะของเร่ืองทอ่ี า่ น
- วเิ คราะหว์ ิจารณ์ตวั ละครสำคัญของเร่ืองแนวคดิ
ค่านยิ มและคุณคา่ ต่าง ๆ
- ยกตวั อยา่ งบทกลอน วรรคทองในวรรณคดีที่ชอบ
- จดั ทำเปน็ รายงานพร้อมนำเสนอหน้าชั้นเรยี น
และครูร่วมสรุปผลการอภปิ รายของผเู้ รียน
2.4 ครูกำหนดให้ผู้เรยี นไปสืบเสาะหาเรื่องเลา่ นิยาย นิทาน ตำนาน ท่ีมีเนื้อหาเก่ียวพนั กับวิถชี วี ติ ของคนใน
ชมุ ชน จากผ้สู ูงอายใุ นชมุ ชน
แลว้ นำเร่ืองเหลา่ น้นั มาเรยี บเรียงเป็นลายลักษณแ์ ลว้ จัดทำเปน็ รปู เล่มจดั วางเปน็ สารสนเทศใน กศน.ตำบล
(เปน็ กรต)
2.5 ครกู ำหนดให้ผู้เรียนเลือกบทวรรคตอนจากวรรณกรรมทต่ี นเองสนใจเขียนลงในกระดาษทค่ี รแู จกและวาด
ภาพและตกแต่งใหส้ วยงามประกอบจัดทำเปน็ สารสนเทศภายใน กศน
2.6 ครูแจกใบงานเรอ่ื งวรรณกรรมเพือ่ เป็นการคน้ ควา้ เพิ่มเติม
2.7 ครใู ห้ผู้เรยี นทำแบบทดสอบรายวิชา ภาษาไทย
2.8 ครเู ฉลยข้อสอบพร้อมให้ผ้เู รียนแลกเปลยี่ นกนั ตรวจขอ้ สอบ
ขัน้ ท่ี 3 การปฏิบัติและนำไปประยกุ ต์ใช้ (120 นาที)
3.1 ครแู ละผูเ้ รียนร่วมกันสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ เกย่ี วกับวรรณคดี วรรณกรรมทอี่ ่านและนำแนวคดิ
ที่ได้ไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจำวนั
ข้นั ท่ี 4 การประเมินผลการเรยี นรู้
4.1 ครใู ห้ผู้เรียนรว่ มกนั ประเมินผลพร้อมทั้งปรับปรุงแกไ้ ขขอ้ บกพร่อง สรปุ และจัดทำเปน็ รายงานเผยแพร่
กศน.ตำบล
4.2 ครปู ระเมินผลการเรยี นรูผ้ ลของผเู้ รียนตามเกณฑ์ทกี่ ำหนด
4.3 เกณฑ์ทีก่ ำหนด
- มาพบกลมุ่ 10 คะแนน
- แบบทดสอบ 20 คะแนน
- บัตรคำสารสนเทศ /
- วรรณกรรมทอ้ งถนิ่ 10 คะแนน
- ใบงาน 10 คะแนน
สื่อการเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สอื แบบเรยี น
การวัดผลประเมนิ ผล
วิธีการวัด
1. สังเกตพฤติกรรมระหว่างการเรยี นรแู้ ละกิจกรรมกลุ่ม
2. วดั ความร้จู ากการทำกจิ กรรมในใบงาน
เครอื่ งมือ
1. ใบงานกิจกรรมกลมุ่
2. ใบงาน
เกณฑก์ ารวัดผลประเมินผล
1. นักศึกษามผี ลคะแนนในการทดสอบไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 50
2. การมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมกลุม่
แหลง่ การเรียนรู/้ สืบค้นข้อมูลเพิ่มเตมิ
1.หอ้ งสมุดประชาชน
2. กศน.ตำบล
3. แหล่งข้อมลู สารสนเทศ
4. internet
ลงชอ่ื ………………………………………….ครูผู้สอน ว่าท่ีร้อยโท………………………………………
() (ประวิตร จนิ ตประสาท)
ตำแหนง่ ……………………………………………… ผู้อำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบความรู้ คร้ังท่ี 5
กลมุ่ สาระความรู้พน้ื ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจดั การเรียนรู้เร่อื งท่ี วรรณคดี และวรรณกรรม เวลา 6 ช่ัวโมง
คร้ังท.่ี .......5...........สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
วรรณกรรมท้องถนิ่
1. ความหมาย
วรรณกรรมท้องถ่ิน หมายถึง วรรณกรรมที่ปรากฎอยู่ในท้องถิ่นภาคต่าง ๆ ของไทย ท้ังท่ีเปน็ ลาย
ลักษณ์ หรอื มุขปาฐะ ซ่ึงแตกต่างไปจากวรรณกรรมแบบฉบับ เพราะวรรณกรรมท้องถิน่ นั้นชาวท้องถน่ิ สร้าง
ข้ึนมา ชาวท้องถิ่นใช้ (อ่าน, ฟัง) และชาวท้องถ่ินเป็นผู้อนุรักษ์ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง รูปแบบของฉันท
ลักษณ์จึงเป็นไปตามความนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆวรรณกรรมท้องถิ่นมีเน้ือหาสาระ และคตินิยมเกี่ยวกับพุทธ
ศาสนาเปน็ ส่วนใหญ่ เนือ่ งจากคนไทยทุกภาพในอดีตมีคตนิ ิยมในการสร้างหนังสือถวายวดั โดยเชื่อกนั ว่าจะ
ได้อานสิ งสอ์ ย่างแรง อกี ประการหน่ึงวัดก็เป็นสำนักเล่าเรียนของกุลบุตร กุลธิดาของประชาชน ฉะน้ันการ
สร้างสรรค์วรรณกรรมท้องถิ่นยังมีส่วนให้นักเรียนได้ฝึกอ่านหรือทวบทวนนอกเหนือไปจากแบบเรียน (จินดา
มณี ปฐมมาลา ปฐม ก.กา) ซ่งึ สว่ นใหญ่เป็นวรรณกรรมประเภทนิทานคตธิ รรม
2. ความเป็นมาของการศกึ ษาวรรณกรรมทอ้ งถิ่น
การศึกษาวรรณกรรมไทยนั้น เราจะมาเร่ิมศึกษากัน เม่ือสมัยรัชกาลที่ 5 กล่าวคือมีการจัดต้ัง
โบราณคดีสโมสรขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2450 ในครั้งนั้นได้รวบรวม ชำระ ซ่อมแซมวรรณกรรมท่ีกระจัด
กระจาย และมีก ารพิ มพ์เผยแพ ร่ ซึ่งเป็น การอนุรักษ์วรรณ กรรมโบราณ ของไทยไว้ได้ส่วน
หนง่ึ คณะกรรมการโบราณคดีสโมสรไดศ้ ึกษารวบรวมวรรณกรรมทท่ี ่านมีประสบการณ์ คอื รจู้ กั และเคยอา่ น
สมัยเล่าเรียน ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นวรรณกรรมท่ีแพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำคือ ขุนนาง นักปราชญ์ ราช
บณั ฑติ ส่วนวรรณกรรมทีแ่ พรห่ ลายอยูใ่ นกลุ่มชาวบ้าน หรือชาววดั หรือในทอ้ งถ่ินท่ีหา่ งไกล เข้าใจว่าทา่ น
เหล่าน้ันคงยงั มิได้ศกึ ษารวบรวม อกี ประการหน่ึงในชวั่ ระยะเวลาอนั สนั้ ทจี่ ดั ต้ังโบราณคดีสโมสรนัน้ ข้อมลู ใน
ส่วนกลางหรอื ราชสำนกั คงมีมากเกนิ กว่าทจ่ี ะศกึ ษารวบรวมในระยะเวลาอนั ส้นั
ในสมัยรัชกาลที่6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้จัดตั้งวรรณคดีสโมสรข้ึน เมื่อ พ.ศ. 2457 คงจะสืบ
เน่ืองมาจากโบราณคดีสโมสรนัน่ เอง คณะกรรมการชุดน้ีได้พยายามที่จะจัดจำแนกวรรณกรรม โดยพิจารณา
ว่าเป็นระยะเวลาใดควรแก่การยกย่อง ในสมัยจัดต้ังวรรณคดีสโมสรน้ันเป็นระยะเวลาไม่นานนักก็สิ้นสมัย
รชั กาลที่ 6 จากนัน้ ก็ขาดแรงสนับสนุนการศึกษารวบรวมวรรณกรรม จงึ อย่ใู นวงจำกดั ยงั มไิ ดข้ ยายขอบเขต
ไปศึกษาวรรณกรรมท่ีแพร่หลายอย่ใู นกลุม่ ชาวบ้าน ชาววดั และวรรณกรรมในท้องถน่ิ ทหี่ า่ งไกล
หลังจากน้ันเป็นต้นมารวมเวลาประมาณก่ึงศตวรรษ กุลบุตร กุลธิดาชาวไทย ก็ได้ศึกษาเล่าเรียน
เฉพาะวรรณกรรมที่ได้ศึกษารวบรวมชำระกันในครั้งนั้นเท่าน้ัน ไม่ปรากฎว่า ได้มีการศึกษาชำระ รวบรวม
วรรณกรรมอ่ืน ๆ ให้กว้างขวางต่อไป วรรณกรรมชาวบ้าน ชาววัด เหล่านั้นจึงถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาเนิ่น
นาน
ต่อมาเม่ือราว พ.ศ. 2502 สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้แนวคิดมาจากตะวันตกที่นิยม
ศกึ ษาเรอื่ งราวทางพื้นบ้าน และเสนอเป็นวิทยากรในหลักสูตรเรียกช่ือว่า Folklore จงึ นำวิธีการเหล่านั้นมา
จัดเขา้ ในหลกั สูตรระดับอุดมศึกษา เรยี กช่อื วา่ "คตชิ าวบา้ น" บ้าง "คติชนวิทยา" บ้าง
จากการศึกษาวิชาสาขาคตชิ นวิทยานั้น ทำให้เราทราบถึงแนวคดิ คตนิ ิยม ปรชั ญาชีวิตของสงั คมใน
ท้องถ่ินต่างๆ ของไทย ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างไปจากคตินิยม ปรัชญาชีวิตและสังคมของภาคกลาง
เกือบส้ินเชิง ฉะนั้นจึงมีการศึกษาที่ลึกซ้ึงลงไป ในเอกสารท้องถ่ินต่างๆ จึงพบว่าในเอกสารท้องถิ่น
เหล่านั้น เป็นคลงั ของแนวคิด ค่านยิ มของสังคมท้องถ่ิน อนั แอบแฝงอยูใ่ นรูปนิทานเหลา่ น้ัน ฉะนนั้ จงึ ทำให้
นักวิชาการในสาขาอ่ืนๆ เริ่มตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของข้อมูลทางคติชนวิทยาโดยเฉพาะวรรณกรรม
ประจวบกับ เมื่อช่วงปี พ.ศ.2510- พ.ศ.2520 นักศึกษาเริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้านการศึกษาวรรณคดี โดยมี
ทัศนคติต่อวรรณคดที ีอ่ ยู่ในหลักสตู รระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษา และอุดมศึกษานน้ั เปน็ วรรณคดขี องชน
ชั้นสูง หรือวรรณกรรมเพื่อรับใช้ศักดินา ไม่ก่อให้เกิดแนวคิดสร้างสรรค์ใดๆ รังแต่ให้เกิดความเบ่ือหน่าย
ฉะนั้น เมื่อตอน ปลายปี พ .ศ.2519 จึงมีการจัดรายวิชาวรรณ ก รรมท้ องถิ่น ใน สถาน ศึก ษ า
ระดับอดุ มศึกษา ส่วนระดับประถมศึกษา และมธั ยมศึกษา มีการเสนอให้อ่านวรรณกรรมท้องถ่ินของภาคต่าง
ๆ เป็นหนังสอื อ่านประกอบอยบู่ ้าง
3. ข้อแตกตา่ งระหว่างวรรณกรรมแบบฉบบั กับวรรณกรรมทอ้ งถนิ่
จากการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นของภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคกลางแล้ว พบว่ามี
รปู แบบต่างไปจากวรรณกรรมแบบฉบับอยู่มาก ตามลำดับความใกล้ชิดกับรัฐบาลกลางหรือราชสำนักท่ีเป็น
เช่นนี้ เพราะวา่ พื้นฐานของสังคม มโนทัศนข์ องกวี ตลอดจนบันทึกสภาพสังคมในสมัยที่กำเนิดวรรณกรรม
น้ัน ๆ ตามมโนทัศน์ของกวี วทิ ย์ ศิวะศรียานนท์ (2504 : 183) กล่าวว่ากวีคนเดยี วกเ็ ปรียบเหมือน 3 คน
คือ นอกจากเป็นผู้แต่งหนังสือแล้ว ยังเป็นหน่วยหนึ่งของคนรุ่นน้ัน และเป็นพลเมืองด้วย เน่ืองจากเหตุน้ี
นอกจากจะต้องสังวรในอาชีพประพันธ์ของตนในฐานะท่ีเป็นกวี ในฐานะที่เป็นหน่วยหน่ึงของคนสมัยนั้น ก็
ย่อมจะทำเอาหไู ปนาเอาตาไปไร่เสียกับเหตุการณ์ทตี่ นเห็นตำตาประจักษ์อยู่แก่ใจหาได้ไม่ และในฐานะท่ีเป็น
พลเมืองอีกเล่า ก็จะต้องใส่ใจเหตุการณ์บ้านเมือง ความเคลื่อนไหวของประเทศชาติ ตลอดจนชนช้ันและ
อาชพี ท่ีตนเปน็ หน่วยหนงึ่ อีกดว้ ย
กวหี รือผู้เขียนยอ่ มสอดแทรกสภาพของสังคมสมยั น้นั ๆ ลงไปในวรรณกรรมทเี่ ขาได้สร้างสรรค์ และ
ในฐานะท่ีเป็นหน่วยหน่ึงของประชาคมนั้น ย่อมจะใส่ความคิดเห็น มโนทัศน์ของตนลงไปด้วย แต่ใน
ขณะเดียวกันในบทบาทของกวีหรือนักประพันธ์ จึงเสนอทัศนคติในบทบาทฐานะน้ันอีกด้วย ฉะนั้นปัจจัย
ดงั กลา่ วข้างตน้ จงึ มสี ว่ นสำคัญทแ่ี ยกรปู แบบของวรรณกรรมแบบฉบบั กบั วรรณกรรมท้องถ่ินให้แตกต่างกนั
เม่อื พิจารณารูปแบบของวรรณกรรมแบบฉบบั กบั วรรณกรรมท้องถ่ินท่แี ตกต่างกันไปนนั้ ทำให้เห็นว่า
วรรณกรรมแบบฉบบั เปน็ วรรณกรรมที่แพรห่ ลาย และเจรญิ อยใู่ นราชสำนัก เรมิ่ ตั้งแตก่ วผี ้สู รา้ งสรรค์ ซง่ึ เป็น
ผู้คงแก่เรียน พื้นฐานการศึกษาสูง และอยู่ในฐานะเหนือกว่าทางด้านสังคม ฉะน้ันค่านิยม สภาวะของ
สงั คม จนทัศนะท่ีกวีสอดแทรกในวรรณกรรมนั้นจึงเป็นมโนทัศน์ของสังคมช้ันสูง ซ่ึงต่างไปจากวรรณกรรม
ท้องถิ่นที่กวเี ป็นชาวบ้านธรรมดาหรือภิกษุ และอยใู่ นภาวะของสงั คมแบบชาวบ้านโดยท่ัวไป ฉะนั้นค่านิยม
สภาวะของสังคม และทัศนะที่กวีสอดแทรกลงไปในวรรณกรรมท่ีเขาสร้างสรรค์น้ันจะเป็นมโนทัศน์(คำ
บาลี สนั สกฤต) หรอื บทกวนี ิพนธท์ ่ีซับซ้อน เช่น ฉนั ท์ สว่ นใหญจ่ ะใชก้ วนี พิ นธ์ที่นยิ มในทอ้ งถ่ินนนั้ ๆ
4. ประโยชนข์ องการศึกษาวรรณกรรมท้องถ่ิน
ข้อมูลทางคติชนวิทยา เป็นที่สนใจของนักศึกษาทางด้านมานุษยวิทยามาโดยตลอด เพราะข้อมูล
เหล่านีเ้ ปน็ ข้อมลู เบื้องต้นที่สบื ทอดกันมาในประชาคมทอ้ งถน่ิ ตา่ งๆ ในการวิเคราะห์ข้อมลู ทางด้านคตชิ นนนั้ ทำ
ให้นักมานุษยวิทยาสามารถเข้าใจลักษณะของสังคม ค่านิยม ปรัชญาชีวิตและวิถีทางแห่งชีวติ ตลอดจนระบบ
ของสังคมของกลุม่ ชนนั้นๆ วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นข้อมูลสำคัญในข้อมูลทัง้ หลาย ทางด้านคติชนวทิ ยา ท่ีจะ
สะท้อนให้เห็นสภาวะของประชาคมนั้นๆ เป็นอย่างดีประโยชน์ในการศึกษาวรรณกรรมท้องถ่ิน สรุปได้ 3
ประการ ดังน้ี
4.1 ประโยชน์ทางดา้ นวิชาการ ผู้ศกึ ษาวรรณกรรมทอ้ งถนิ่ จะเขา้ ใจในสง่ิ ตอ่ ไปนี้
4.1.1 ปรัชญาชีวิตและสังคมของท้องถ่ิน อันเป็นพ้ืนฐานของสังคม เช่น ความเชื่อ คติ
นิยม จารตี ประเพณี เปน็ ต้น
4.1.2 การจัดระเบียบสังคม หรือการควบคุมสังคม อันเป็นพันธกรณีของกลุ่มชนต้อง
ประพฤติปฏิบัติ เพ่ือความสงบสุขของประชาคมนั้นๆ บทบัญญัติต่างๆ อันเป็นปทัสฐานของสังคมนั้นได้สั่ง
สอนสืบต่อกันมาโดยมิได้มีการจดบันทึกไว้ แต่ก็ปรากฎอยู่ในวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านนั้ ในข้อนี้ต้องเขา้ ใจ
รว่ มกันว่า สังคมชนบทในสมัยอดีต กฎหมายของของรัฐบาลกลางมไิ ด้มสี ่วนเก่ยี วข้องในการควบคุมสงั คมมาก
นกั แตป่ รัชญาพุทธศาสนา จารีต ความเชอ่ื คตินยิ ม ซ่ึงเป็นที่ยอมรับของประชาคมจะมีบทบาทควบคุมสังคม
อยา่ งย่งิ
4.1.3 ประวัติศาสตร์สังคมของท้องถิ่น วรรณกรรมท้องถ่ินเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษา
ประวัติศาสตร์สังคมของท้องถ่ิน โดยเฉพาะทางด้านการจัดระบบสังคมการควบคุมสังคมตลอดจนจารีต
ประเพณีของสงั คมน้นั
4.1.4 ภาษาถ่ิน วรรณกรรมท้องถิ่นโดยเฉพาะวรรณกรรมลายลักษณ์ท่ีได้บันทึกไว้ต้ังแต่
สมัยอดีตจำเป็นคลังแห่งคำภาษาถ่ิน ถึงแม้บางคำจะเลิกใช้ไปแล้วในปัจจุบัน แต่ก็ยังปรากฎในเอกสาร
วรรณกรรมท้องถ่ินเหล่านั้น นอกจากให้นักภาษาศาสตร์ ยังสามารถเห็นการคลี่คลายของคำภาษาไทยได้ดี
จากเอกสารวรรณกรรมท้องถน่ิ ต่าง ๆ ของไทย
4.1.5 เป็นการก้าวหน้าทางวิชาการ การตระหนักถึงคุณคา่ ของวรรณกรรมท้องถิ่น จนได้มี
การนำมาจัดอยู่ในหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซ่ึงมีแนวโน้มในการที่จะส่งเสริมการศึกษารวบรวม
ค้นคว้าวรรณกรรมท้องถ่ินเหล่าน้ันให้กว้างขวางยิ่งข้ึน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม
ท้องถน่ิ ซงึ่ หมายถึงเอกลกั ษณข์ องชนชาติไทย
4.1.6 เป็นการอนรุ กั ษ์วรรณกรรมท้องถนิ่ ต่าง ๆ ของไทยไม่ให้สาปสูญกอ่ นภาวะอนั ควร
4.2 ประโยชนท์ างด้านปจั เจกบคุ คล
4.2.1 เพือ่ ให้นกั ศกึ ษาหรอื ผู้ศกึ ษาวรรณกรรมท้องถิ่น มมี โนทัศนอ์ ันกว้าง ยอมรบั แนวคิด
ปรัชญาชีวิตของชนทกุ ชน้ั ทุกทอ้ งถน่ิ ทุกสังคม
4.2.2 ผู้ศึกษาวรรณกรรมท้องถ่ิน จะทราบถึงความเป็นอัจฉริยะของบรรพบุรุษของตน
และของทอ้ งถ่ินอืน่ อกี ดว้ ย
4.2.3 ยอมรบั แนวคิดของชนชาติต่างทอ้ งถน่ิ ต่างสงั คมและตา่ งยุคสมัย
4.2.4 ไดร้ บั ประสบการณ์ของชวี ติ กว้างขวางยง่ิ ข้ึน
4.2.5 มีโอกาสไดเ้ รียนร้ภู าษาถิ่น วัฒนธรรมของทอ้ งถิน่ อน่ื ๆ อีกดว้ ย
4.3 ประโยชน์ทางด้านการเมอื งการปกครอง
4.3.1 ผู้ศึกษาวรรณกรรมท้องถ่ิน จะเกิดความรัก ความเข้าใจ ความภูมิใจในอดีตของ
ทอ้ งถ่นิ ท่ีตนมภี มู ลิ ำเนาอยู่และท้องถนิ่ อน่ื ๆ ของคติด้วย ซงึ่ ก่อให้เกดิ ชาตินิยม ภมู ิใจในวฒั นธรรมของชาติ
4.3.2 ผู้ศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นจะเกิดความรักความเข้าใจในท้องถ่ินของตน ผู้ศึกษา
วรรณกรรมท้องถ่ิน จะตระหนักในคุณค่า และย่อมมีความหวงแหนซึ่งจะก่อให้เกิดการอนุรักษ์วรรณกรรม
ทอ้ งถิ่นอกี ดว้ ย
4.3.3 ทำใหค้ วามเข้าใจอันดีระหวา่ งชนในชาติ และยอ่ มมคี วามสมานสามคั คีกัน
4.3.4 ก่อให้เกิดการพัฒนา ระบบสังคมของชาติย่อมมีทิศทาง โดยอาศัยระบบสังคม
ท้องถ่ิน ปรัชญาชีวิตในสังคมท้องถ่ิน อันเป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง
วรรณกรรมแบบฉบบั กบั วรรณกรรมทอ้ งถ่นิ มีดงั นี้
วรรณกรรมแบบฉบับ วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน
1. ชนชัน้ สงู เจ้านาย ข้าราชสำนัก มสี ิทธิมีส่วน 1. ชาวบ้านทั่วไปมีสิทธเิ ปน็ เจ้าของ
เป็นเจ้าของ - ผู้สร้างสรรค์
- ผู้ใช้
- ผู้สรา้ งสรรค์ รวมถึงจดบนั ทกึ คัดลอก - ผอู้ นุรักษ์
- ผู้ใช้ (อา่ น, ฟัง - แพรห่ ลายในหมบู่ า้ น
- ผ้อู นรุ กั ษ์
- แพร่หลายในราชสำนัก
2. กวีประพันธเ์ ปน็ นกั ปราชญ์ ราชบัณฑิต หรอื 2. กวี ผู้ประพันธ์ เป็นชาวพืน้ บ้าน หรอื พระภิกษุ
เจา้ นาย ฉะนน้ั ค่านิยม มโนทัศน์ ที่เห็นสังคมสมัย สร้างสรรคว์ รรณกรรมข้ึนมาดว้ ยใจรักมากกว่า"บำเรอ
นน้ั จงึ จำกดั อย่ใู นร้วั ในวงั หรือมกี ารสอดแทรก ทา้ วไธ้ธริ าชผมู้ ีบญุ "ฉะนัน้ มโนทศั นเ์ กย่ี วกบั สภาวะของ
สภาวะของสังคมก็เปน็ แบบมองเห็นสังคมแบบเบื้อง สังคม จงึ เปน็ สงั คมชาวบ้านแบบประชาคมท้องถิ่น
บน
3. ภาษาและกวโี วหารนิยมการใชค้ ำศพั ท์บาลี 3. ภาษาท่ีใช้เปน็ ภาษาง่าย เรยี บ ๆ มงุ่ การสื่อ
สันสกฤต โดยเชอื่ ว่าเปน็ การแสดงภมู ิปญั ญาของ ความหมายเป็นสำคัญ สว่ นใหญเ่ ป็นภาษาทอ้ งถน่ิ
กวีแพรวพราวไปด้วยกวโี วหารท่เี ขา้ ใจยาก
น้ัน ละเวน้ คำศัพท์บาลี สนั สกฤต โวหารนิยมสำนวน
ทีใ่ ช้ในท้องถ่ิน
4. เน้อื หาสว่ นใหญ่ ม่งุ ในการยอพระเกยี รติ ท้งั 4. เนอื้ หาสว่ นใหญ่มงุ่ ในทางระบายอารมณ์ บนั เทิงใจ
ทางตรงและทางออ้ ม แต่กม็ เี นอ้ื หาทเ่ี ก่ียวกับการ
ผ่อนคลายทางด้านอารมณ์ และศาสนาอย่ไู ม่น้อย แต่แฝงคตธิ รรมทางพทุ ธศาสนา แม้วา่ ตวั เอกของเรื่อง
จะเปน็ กษัตรยิ ก์ ็ตาม แต่มิได้มุ่งยอพระเกยี รตมิ าก
5. คา่ นิยม อุดมคติ ยึดปรัชญาชีวติ แบบสงั คม นัก
ชาวพุทธ และยกยอ่ งสถาบันกษัตริยอ์ กี ด้วย
5. เหมอื นกบั วรรณกรรมแบบฉบับ ยกยอ่ งสถาบัน
กษตั รยิ ์ แตไ่ มเ่ น้นมากนกั
ใบงาน ครงั้ ที่ 5
กลมุ่ สาระความรู้พน้ื ฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจดั การเรยี นรเู้ รอื่ งที่ 4 วรรณคดี และวรรณกรรม เวลา 6 ช่วั โมง
ครง้ั ที.่ .......5.........สอนวนั ท่ี …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้
1. ใหน้ กั ศกึ ษาบอกความหมายวรรณกรรมทอ้ งถ่นิ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. ให้นักศกึ ษาบอกข้อแตกต่างระหว่างวรรณกรรมแบบฉบับกบั วรรณกรรมท้องถ่ิน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....... .....................................................................................................................................................................
3. .ใหน้ ักศกึ ษาบอกประโยชน์ของการศกึ ษาวรรณกรรมทอ้ งถิน่
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ครงั้ ที่ ๖
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ พว ๓๑๐๐๑
เรอื่ ง กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี จำนวน 6 ชัว่ โมง
วนั ที.่ ............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.มาตรฐานการเรยี นร้รู ะดับ
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะ และเหน็ คุณค่าเก่ียวกบั กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สง่ิ มชี ีวติ ระบบนเิ วศทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม ในท้องถนิ่ ประเทศและโลก สาร แรง พลังงาน
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มีจิตวิทยาศาสตรแ์ ละนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์ในการดำเนนิ
ชีวติ
2.ตวั ชว้ี ัด
1. อธบิ ายธรรมชาตแิ ละความสำคัญของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2. อธิบายกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
และเจตคติทางวิทยาศาสตร์
3. นำความรู้ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใช้แกป้ ัญหาต่างๆ
4. เกิดเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์
5. มจี ิตวิทยาศาสตร์
6. อธบิ ายความหมาย ความสำคัญ และความสมั พนั ธข์ องเทคโนโลยตี อ่ ชีวติ และสงั คม
7. นำความรู้ และเลือกใชเ้ ทคโนโลยไี ดอ้ ย่างเหมาะสม
8.มที ักษะในการเลือกใชว้ ัสดอุ ุปกรณ์ทางวทิ ยาศาสตร์ และสารเคมไี ด้
3.เนอ้ื หา
1. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1.1 ความหมายและความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.2 กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1.2.1 วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ 5 ขนั้
1.2.2 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 13 ทกั ษะ
1.2.3 เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ 6 ลักษณะ
1.2.4 จิตวทิ ยาศาสตร์
2. เทคโนโลยี
2.1 ความหมาย และความสำคญั ของเทคโนโลยที ี่เหมาะสม
2.2 ความสมั พันธ์ของวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
ต่อชวี ติ และสงั คม
2.3 ความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยีในปจั จุบัน
2.4 เทคโนโลยีกบั การประกอบอาชีพ และการนำเทคโนโลยไี ปใช้ในการดำรงชีวติ
2.5 การเลอื กใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการประกอบอาชพี กับการดำรงชีวิต
2.6 เทคโนโลยพี ้นื บา้ น
3. การใช้วัสดุ อปุ กรณ์สารเคมี และห้องปฏิบัตกิ ารทางวทิ ยาศาสตร์
4.ข้ันตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้
ข้ันท่ี ๑ กำหนดสภาพ ปญั หา ความต้องการในการเรยี นรู้ (O : Orientation)
๑.๑ ครูและผู้เรียนร่วมกันสร้างความเข้าใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวิทยาศาสตร์
และจติ วิทยาศาสตร์
๑.๒ ครูและผู้เรียนร่วมกันกำหนดความต้องการในการเรียนรู้เทคโนโลยี โดยการนำความรู้ทาง
เทคโนโลยมี าใชใ้ นชวี ติ ประจำวันและนำเสนอในการพบกลมุ่
ขั้นท่ี ๒ ขน้ั แสวงหาขอ้ มูลและจดั การเรียนรู้ (N : New ways of learning)
๒..๑ ผู้เรยี นศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกบั ความหมายและความสำคัญของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
๒.๒ ครูและผเู้ รียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยใช้คำถามปลายเปิดในการชวนคิด ชวนคุย เพอ่ื หาข้อสรุปใน
การเลือกใชเ้ ทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
๒.๓ แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 5 คน ในการจัดทำรายงานเรื่องทักษะในการ
เลอื กใช้
วัสดุอปุ กรณ์ทางวิทยาศาสตร์และสารเคมี และนำเสนอในการพบกลมุ่
ขั้นที่ ๓ ขน้ั ปฏิบัตแิ ละนำไปประยกุ ตใ์ ช้
๓.๑ ผู้เรยี นสรปุ จดั ทำรายงาน และรวบรวมไวใ้ นแฟม้ สะสมงาน
๓.๒ ครูแกไ้ ขขอ้ บกพร่อง
ขัน้ ที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation)
๔.๑ ผู้เรยี นนำแฟ้มสะสมงานมาสรปุ เปน็ องค์ความร้ไู ว้เป็นสารสนเทศ
๔.๒ ครูและผ้เู รยี นร่วมกนั สรา้ งเกณฑ์การประเมินคุณภาพการเรียน
๔.๓ ครูตัดสนิ ผลการเรียนรู้ตามเกณฑท์ ีก่ ำหนด
หมายเหตุ : ผ้เู รยี นเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง (จำนวน 3 ชว่ั โมง )
ครูให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเติมในเร่ืองความหมายและความสำคัญของวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี
(จำนวน 3 ชม.)
ผเู้ รยี นนำเสนอต่อ
กลมุ่ ใหญ่เพ่อื สรปุ องค์ความรูท้ ไี่ ด้จาก การศึกษาเรยี นรู้และทำแบบฝกึ หัดเพ่ิมเติม
5.ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้
ใบความรเู้ รอ่ื งธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรแ์ ละทกั ษะทางวิทยาศาสตร์
ใบความรเู้ ร่อื งกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใบงานแบบฟอรม์ การบันทึก
ใบความรู้เรอ่ื งวสั ดอุ ุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ แฟ้มสะสมงาน
6.การวัดผลและการประเมินผล
1. ใบงาน
2. แบบบันทกึ การเรยี นรู้
3. แบบประเมินพฤติกรรม
7.กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนำให้ผ้เู รียนศึกษาเพิ่มเตมิ จากอนิ เตอร์เน็ต และหนงั สอื ทว่ั ไป
ลงชื่อ………………………………………….ครูผู้สอน ว่าทรี่ อ้ ยโท………………………………………
() (ประวติ ร จินตประสาท)
ตำแหน่ง……………………………………………… ผู้อำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบงานครั้งท่ี ๖
เร่ืองกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
๑. ถา้ นักศกึ ษาอยากเปน็ นกั วทิ ยาศาสตร์จะตอ้ งมีทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์อย่างไรบา้ ง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ใหน้ ักศึกษาบอกชือ่ อปุ กรณเ์ ครอ่ื งมอื ทางวทิ ยาศาสตร์วา่ มอี ะไรบา้ ง พรอ้ มติดภาพประกอบ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
เฉลยใบงาน เรื่อง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
๑. ถ้านกั ศึกษาอยากเปน็ นกั วิทยาศาสตรจ์ ะต้องมีทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างไรบา้ ง
๑. ทักษะการสังเกต
๒ ทกั ษะการวดั
๓. ทักษะการจำแนกหรือทกั ษะการจดั ประเภทสิ่งของ
๔. ทักษะการหาความสัมพันธร์ ะหว่าง สเปสกับสเปส และ สเปสกับเวลา
๕. ทักษะการคำนวณ
๖. ทักษะการจัดกระทำและส่อื ความหมายขอ้ มูล
๗. การสอ่ื ความหมายขอ้ มูล
๘. ทักษะการลงความคิดเหน็ จากข้อมลู
๙. ทักษะการพยากรณ์
๑๐. ทักษะการตง้ั สมมตุ ิฐาน
๑๑. ทกั ษะการกำหนดนยิ ามเชิงปฏิบัติการ
๑๒. ทกั ษะการกำหนดและควบคมุ ตัวแปร
๑๓. ทกั ษะการทดลอง
2. ให้นักศึกษาบอกเครือ่ งใช้ทางวทิ ยาศาสตรม์ ีอะไรบ้าง พร้อมติดภาพประกอบ
- บกี เกอร์ - หลอดทดลอง
- ไพเพท - บิวเรท
- เครื่องชั่ง - เวอรเ์ นยี
- คมี - ตะเกียงแอลกอฮอลล์
- ขาตั้งหนบี หลอดทดลอง - ฯลฯ
ใบความรู้
ทักษะกระบวนการและโครงงานวิทยาศาสตร์
ความหมายของวิทยาศาสตร์
คำว่า “วิทยาศาสตร์” มคี วามหมายตรงกบั ภาษาอังกฤษวา่ science ตรงกบั รากศพั ท์ภาษาละติน
ว่า science แปลวา่ ความรู้ (knowledge) คอื ความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยใู่ นธรรมชาติ หรือกล่าวได้วา่ วิทยาศาสตร์
(science) คอื องค์ความรู้ท่ีมีระบบและจัดไว้อย่างมรี ะเบียบแบบแผน สามารถพสิ จู น์ได้
กระบวนการหาความรูท้ างวิทยาศาสตร์
คอื วิธกี ารและขน้ั ตอนทใ่ี ช้ดำเนนิ การค้นควา้ หาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์แบง่
ออกเปน็ ๓ ประเภท คอื
๑) กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
๒) เจตคติทางวิทยาศาสตร์
๓) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เปน็ วิธกี ารท่ีนักวทิ ยาศาสตร์ ใช้ในการแสวงหาความรู้ หรือหาความจริง
หรอื ใชใ้ นการแก้ปัญหาตา่ ง ๆ ดงั นัน้ การแสวงหาความรู้ ความเข้าใจทถ่ี กู ตอ้ งและนา่ เชอื่ ถือในทกุ ๆ ศาสตร์
จะต้องอาศยั วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์เพ่อื ตอบค าถาม และเพอ่ื แกป้ ัญหา
ข้นั ท่ี ๑ ระบปุ ัญหา
ขั้นท่ี ๒ สรา้ งสมมติฐาน
ขนั้ ท่ี ๓ การทดลอง/การรวบรวมขอ้ มลู
ขัน้ ท่ี ๔ การวิเคราะหข์ อ้ มูล
ขน้ั ที่ ๕ สรปุ ผลข้อมูล
เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ เปน็ องค์ประกอบพื้นฐานในการเสาะแสวงหาความร้ทู างวิทยาศาสตร์ ซ่งึ ชว่ ย
ให้เขา้ ถงึ หลักวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นสิง่ สำคัญอยา่ งหนึ่งทจ่ี ะต้องปลกู ฝังใหเ้ กดิ ข้นึ เป็นเสมือนตวั
กำกับความคิด การกระทำ และการตดั สินใจในการปฏิบตั งิ านทางวทิ ยาศาสตร์
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ แบ่งไดเ้ ป็น 2 ลักษณะ คอื
๑. เจตคติท่เี กิดจากการใช้ความรู้ โดยใช้กฎเกณฑ์ ทฤษฎี และหลกั การต่างๆ ทางวทิ ยาศาสตร์ การ
อธิบายปรากฏการณธ์ รรมชาติในเชงิ วทิ ยาศาสตร์ โดยถือผลที่เกดิ จากการสังเกต ทดลอง ตามท่ีเกิดจรงิ โดย
อาศัยขอ้ มลู องค์ประกอบท่ีเหมาะสม
๒. เจตคติทีเ่ กิดจากความรูส้ ึก ไดแ้ ก่ การท างานที่ตอ้ งใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสง่ิ ท่นี า่ สนใจและมี
คุณค่าการทำกิจกรรมทางวิทยาศาสตรม์ ่งุ เพื่อกอ่ ให้เกดิ ความคดิ ใหมๆ่ เพือ่ อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ
คณุ ค่าสำคัญจึงอยูท่ กี่ ารสรา้ งทฤษฎีทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถึง ความชำนาญและความสามารถในการใช้ การคดิ และ
กระบวนการคิด เพื่อค้นหาความรู้ รวมทงั้ การแกป้ ัญหาต่าง ๆ
ทักษะที่ ๑ ทักษะการสงั เกต (Observation)
ความหมาย : เปน็ วิธกี ารหาขอ้ มูลโดยตรงจากการใชป้ ระสาทสัมผัสทัง้ ห้า ไดแ้ ก่ การดู การดม การฟัง การชิม
และการสัมผัส ทัง้ นโ้ี ดยไม่ใส่ความเหน็ หรอื ประสบการณ์เดมิ ของผู้สังเกตลงไป ข้อมูลท่ีได้จากการสังเกตเป็น
ขอ้ มลู เชิงประจักษ์
ทกั ษะท่ี ๒ ทกั ษะการวัด (Measurement)
ความหมาย : เป็นการเลือกและการใช้เครอ่ื งมือ ท าการวดั หาปรมิ าณของส่ิงต่าง ๆ ออกมาเปน็ ตวั เลขท่ี
แน่นอนได้เหมาะสม และถกู ตอ้ ง โดยมหี นว่ ยก ากับเสมอ
ทกั ษะท่ี ๓ ทกั ษะการจ าแนกประเภท (Classification)
ความหมาย : เปน็ การจัดแบ่งหรือเรยี งล าดับวตั ถุหรอื สง่ิ ของที่อยู่ในประสบการณ์ โดยมีเกณฑซ์ ่งึ เกณฑ์นน้ั
อาจใช้ความเหมือนความแตกตา่ ง ความสมั พนั ธ์อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงกไ็ ด้
ทกั ษะท่ี ๔ การหาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา(Spacs / Spacs
Reation and Space /Time Relation)
ความหมาย : เปน็ การจัดแบ่งหรือเรียงล าดบั วัตถุหรือส่ิงของทอ่ี ย่ใู นประสบการณ์ โดยมีเกณฑซ์ ึ่ง
เกณฑ์นั้นอาจใชค้ วามเหมือน ความแตกตา่ งความสมั พนั ธ์อยา่ งใดอย่างหนึง่ กไ็ ด้
ทกั ษะที่ ๕ การคำนวณ (Using Number)
ความหมาย : เปน็ การนบั จำนวนของวัตถุและการนำตวั เลขแสดงจำนวนทนี่ ับไดม้ าคิดคำนวณ โดยการบวก
ลบ คูณ หาร หรือหาค่าเฉลีย่
ทกั ษะท่ี ๖ การจัดทำและส่ือความหมายข้อมูล (Organizing Data and Communication)
ความหมาย : เป็นการนำข้อมลู ท่ีไดร้ บั จากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอ่ืน ๆ มาจัดกระทำ
เสยี ใหม่ โดยการหาความถ่ีเรยี งลำดับ จัดแยกประเภท หรือคำนวณหาค่าใหม่ เพอื่ ให้ผ้อู น่ื เข้าใจความหมาย
ของขอ้ มลู ชดุ นั้นดีข้ึน โดยการนำเสนอในรูปของตารางแผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม กราฟสมการ หรือการ
เขยี นบรรยาย
ทักษะที่ ๗ การลงความคิดเหน็ จากข้อมูล (Inferring)
ความหมาย : เปน็ การเพม่ิ ความคิดเหน็ ให้กับขอ้ มูลท่ไี ดจ้ ากการสงั เกตอย่าง มเี หตุผล
ทักษะที่ ๘ การพยากรณ์ (Prediction)
ความหมาย : เป็นการาดคะเนค าตอบลว่ งหน้ากอ่ นท าการทดลอง โดยอาศยั ประสบการณ์ท่ีเกดิ ซ า้ ๆ
หลกั การ กฏ หรอื ทฤษฎีทมี่ อี ย่แู ล้ว ในเรื่องน้ันมาชว่ ยในการสรุป เช่น การพยากรณ์ขอ้ มูลที่เกยี่ วกบั ตวั เลข
ได้แก่ ขอ้ มลู ท่ีเปน็ ตาราง หรอื กราฟ ซง่ึ ท าได้ 2 แบบ คือ
๑. การพยากรณภ์ ายในขอบเขตของขอ้ มูล
๒. การพยากรณภ์ ายนอกขอบเขตของข้อ
ทกั ษะท่ี ๙ การต้ังสมมติฐาน (Formulating Hypothesis)
ความหมาย : เปน็ การคดิ หาค าตอบลว่ งหนา้ ก่อนการทดลอง โดยอาศัยการสงั เกตความรู้และประสบการณ์
เดิมเป็นฐาน
ทกั ษะที่ ๑๐ การก าหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร (Defining Operation)
ความหมาย : เป็นการก าหนดความหมายและขอบเขตของค าต่าง ๆ ท่อี ยใู่ นสมมติฐานทีต่ อ้ งการทดลองให้
เกิดความเข้าใจตรงกันและสามารถสงั เกตไดห้ รือวัดได้ โดยให้ค าตอบเก่ยี วกบั การทดลองและบอกวธิ วี ัด
ตัวแปรที่เกีย่ วกับการทดลองน้นั
ทกั ษะที่ ๑๑การกาหนดและควบคมุ ตัวแปร (Identifying and Controlling Variables)
ความหมาย : เปน็ การบง่ ชต้ี ัวแปรตน้ ตวั แปรตาม และตัวแปรทต่ี ้องควบคมุ ในการตง้ั สมมติฐานหนงึ่ ๆ
ทักษะท่ี ๑๒ การทดลอง (Experiment)
ความหมาย : เปน็ กระบวนการปฏิบัตงิ านเพอื่ หาค าตอบจากสมมติฐานท่ีต้ังไวใ้ นการทดลอง ซึ่งประกอบดว้ ย
๓ ขน้ั ตอน ได้แก่
๑. การออกแบบการทดลอง
๒. การปฏิบัตกิ ารทดลอง
๓. การบนั ทกึ ผลการทดลอง
ทกั ษะที่ ๑๓ การตีความหมายขอ้ มูลและลงขอ้ สรปุ
ความหมาย : เป็นการแปลความหมายหรอื บรรยายลักษณะข้อมลู ที่มีอยู่ การสรปุ ขอ้ มูลจะตอ้ งใหม้ ี
ความสมั พนั ธข์ องขอ้ มูล
แผนการจดั กระบวนการเรียนรู้ คร้งั ที่ ๗
รายวิชา วิทยาศาสตร์ พว ๓๑๐๐๑
เรื่อง เทคโนโลยชี วี ภาพ
จำนวน 6 ชว่ั โมง
วนั ท่.ี ............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะ และเหน็ คุณค่าเกีย่ วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม ในท้องถิ่นประเทศและโลก สาร แรง พลงั งาน
กระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มจี ติ วิทยาศาสตรแ์ ละนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนนิ
ชีวติ
2.ตัวชี้วัด
๑. อธบิ ายเกย่ี วกบั เทคโนโลยีชวี ภาพ
ประโยชน์
๒. อธบิ ายผลของเทคโนโลยีชวี ภาพตอ่ ชีวิตและสงิ่ แวดลอ้ ม
๓. อธบิ ายบทบาทของภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นเกยี่ วกบั เทคโนโลยชี ีวภาพ
3.เนื้อหา
๑.ความหมายและลักษณะของเทคโนโลยชี วี ภาพ
๒. ปัจจยั ทมี่ ีผลต่อเทคโนโลยชี วี ภาพ
๓. เทคโนโลยีชีวภาพ
ในชีวิตประจำวนั
๔. ภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ เก่ียวกับเทคโนโลยชี ีวภาพ
๕. ประโยชน์และผลกระทบของ
๕.๑ความหลากหลายทางชีวภาพ
๕.๒ ชีวติ และส่ิงแวดล้อมต่อชวี ติ และสงั คม
๕.๓ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบนั
๕.๔ เทคโนโลยกี ับการประกอบอาชพี และการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการดำรงชีวติ
๕.5 การเลอื กใช้เทคโนโลยที ี่เหมาะสมในการประกอบอาชีพกับการดำรงชวี ติ
๕.๖ เทคโนโลยพี นื้ บ้าน
๔ การใชว้ ัสดุ อปุ กรณ์สารเคมี และหอ้ งปฏบิ ัติการทางวิทยาศาสตร์
4.ข้ันตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้ขัน้ ท่ี 1 กำหนดสภาพปัญหา ความตอ้ งการในการเรียนเรยี นรู้ (O :
Orientation)
๔.๑ ครูและผู้เรยี นรว่ มกนั ทำความเข้าใจเรอ่ื งเทคโนโลยชี วี ภาพโดยการและเปลี่ยนเรยี นรู้
สะทอ้ นความคิดเหน็ พรอ้ มยกตัวอย่างเทคโนโลยีชีวภาพในชีวติ ประจำวนั
๔.๒ ครูและผเู้ รยี นร่วมกนั กำหนดความต้องการในการเรยี นรเู้ รอ่ื งเทคโนโลยชี วี ภาพ
๔.๓ ครูและผเู้ รยี นรว่ มกำหนดความต้องการในการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีชีวภาพโดยให้ผู้เรียน
ยกตวั อยา่ งเทคโนโลยีในชีวติ ประจำวนั และพร้อมนำเสนอต่อกล่มุ ใหญ่
๔.๔ ครแู ละผเู้ รียนทำความเขา้ ใจในเรื่องเทคโนโลยีชวี ภาพโดยการแลกเปลย่ี นเรยี นร้สู ะทอ้ น
ความคิดและอภิปรายเพ่ือใหเ้ กิดความรูใ้ หม่
ขัน้ ที่ ๒ ขนั้ แสวงหาข้อมูลและจดั การเรียนรู้ (N : New ways of learning)
๒.๑ ผเู้ รยี นแบง่ กล่มุ ออก 3 กลมุ่ กลุ่มละ 5 คน เพื่อศกึ ษาค้นคว้าในเรื่องดังน้ี
เร่อื งท่ี ๑ ความหมายและลักษณะของเทคโนโลยีชวี ภาพ
เร่ืองท่ี ๒ ปัจจัยทม่ี ีผลต่อเทคโนโลยีชวี ภาพ
เรื่องที่ ๓ ประโยชน์และผลกระทบของเทคโนโลยีชีวภาพ
และพร้อมนำเสนอตอ่ กลุ่มใหญ่
๒.๒ ครแู ละผเู้ รยี นร่วมกนั สรุปความรู้ โดยใชค้ ำถามปลายเปดิ ในการชวนคิด ชวนคยุ
๒.๓ ผเู้ รียนแบ่งกลุม่ ออกเปน็ 5-7 คน เพอ่ื สำรวจชุมชนในเรื่องภมู ปิ ัญญาเทคโนโลยีชวี ภาพ
และออกมานำเสนอตอ่ กลมุ่ ใหญ่ เพื่อทำรายงาน
ข้ันท่ี ๓ การปฏบิ ัติและนำไปประยกุ ต์ใช้ (I : Implementation)
๓.๑ ผู้เรยี นนำความร้จู ากการเรยี นเร่ืองเทคโนโลยชี วี ภาพมาใช้ในชีวิตประจำวัน พรอ้ มจดบนั ทึก
และทำรายงาน
๓.๒ ผเู้ รียนปฏิบัติการแกไ้ ขขอ้ บกพร่องจากการจดบันทกึ เพอื่ นำจดั ทำรายงานและรวบรวมไว้
ในแฟม้ สะสมงาน
ขน้ั ท่ี ๔ การประเมินผลการเรียนรู้ (E : Evaluation)
๔.๑ ครแู ละผู้เรียนนำแฟ้มสะสมงานมาสรุปเป็นองค์ความรูใ้ ชเ้ ป็นสารสนเทศ
๔.๒ ครูและผู้เรียนร่วมกนั สรา้ งเกณฑก์ ารประเมินคุณภาพการเรยี นรู้
๔.๓ ครูตัดสินผลการเรียนรตู้ ามเกณฑ์ท่ีกำหนด
5.ส่ือ/แหลง่ การเรียนรู้
- ใบความรเู้ ร่ืองเทคโนโลยีชีวภาพ
- ใบความร้เู รือ่ งความหมายและลักษณะของเทคโนโลยชี วี ภาพ
-ใบความร้เู รอ่ื งประโยชนแ์ ละผลกระทบของเทคโนโลยชี วี ภาพ
6.การวัดผลและการประเมนิ ผล
1. ใบงาน
2. แบบบันทึกการเรียนรู้
3. แบบประเมนิ พฤติกรรม
7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนำให้ผู้เรียนศกึ ษาเพิ่มเติมจากอนิ เตอรเ์ น็ต และหนังสอื ทัว่ ไป
ลงช่อื ………………………………………….ครูผู้สอน วา่ ทีร่ ้อยโท………………………………………
() (ประวิตร จินตประสาท)
ตำแหน่ง……………………………………………… ผอู้ ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบงาน ครง้ั ที่ ๗ เร่อื งเทคโนโลยชี วี ภาพ
รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
๑. เทคโนโลยีชวี ภาพคือ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
๒. จงบอกความสำคัญของเทคโนโลยีชวี ภาพ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
๓. จงบอกปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ เทคโนโลยีชวี ภาพ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
๔. จงยกตวั อย่างเทคโนโลยีชวี ภาพในชวี ิตประจำวนั บอกมา 5 อยา่ ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๕. จงบอกประโยชนข์ องเทคโนโลยชี ีวภาพมอี ะไรบา้ ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
เฉลยใบงาน เรอื่ งเทคโนโลยชี ีวภาพ
รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
1. เทคโนโลยีชวี ภาพคอื
การใช้ความรู้เกย่ี วกับสิง่ มีชวี ิตและผลผลิตของสิง่ มีชีวิตให้เปน็ ประโยชนก์ บั มนษุ ย์
2. จงบอกความสำคัญของเทคโนโลยีชีวภาพ
1. ลดปริมาณการใช้สารเคมใี นการเกษตรกรรม
2. เพม่ิ พ้ืนทเ่ี พาะปลกู ของโลก ดว้ ยการปรับปรงุ พันธ์พุ ชื ใหม่
3. เพม่ิ ผลผลิตทางการเกษตร
4. ผลิตอาหารทใ่ี หค้ ุณค่าทางโภชนาการสูงซึ่งเป็นประโยชนต์ อ่ ผู้บริโภค
5. มีการคดิ ค้นยาปอ้ งกันและกันและรกั ษาโรคตดิ ต่อหรอื โรคร้ายแรงตา่ งๆ
3. จงบอกปจั จยั ที่มีผลต่อเทคโนโลยชี วี ภาพ
1. ตวั เรง่ ทางชีวภาพ เช่น เชื้อจุลนิ ทรยี ์ต่างๆ
2. เคร่อื งมอื ท่ใี ช้การควบคุมสภาพทางกายภาพในระหว่างการผลติ เชน่ อุณหภูมิ คา่ ความเป็น
กรด – เบส
4. จงยกตวั อยา่ งเทคโนโลยีชวี ภาพในชวี ิตประจำวัน บอกมา 5 อย่าง
การทำน้ำปลา การทำปลารา้ น้ำส้มสายชู นมเปร้ยี ว การผลิตแอลกอฮอล์ ยารกั ษา
โรค เต้าห้ยู ้ี ซีอิ้ว
5. จงบอกประโยชนข์ องเทคโนโลยีชวี ภาพมอี ะไรบา้ ง
1. นำมาใช้กับการแพทยโ์ ดยการผลิตเปน็ ยาปฏชิ ีวนะ และวัคซีนโรคต่างๆ
2. นำมาใช้กบั การผลิตอาหารเพ่ิงเพม่ิ คณุ คา่ ทางอาหาร
3. นำมาใช้ในการผลิตพลงั งาน เชน่ การผลิตพลังงานในรูปของแอลกอฮอล์
4. นำมาใช้ในการกำจัดขยะมลู ฝอยของเสยี จากโรงงาน
ใบความรู้
ปัจจัยที่มีผลต่อเทคโนโลยีชีวภาพ
การใช้ความรู้ และประสบการณ์เกีย่ วกบั สงิ่ มีชีวิต เพอื่ ประโยชน์ของมนษุ ย์ ต้องใช้เทคโนโลยี
ค่อนขา้ งง่าย เช่น การทาน้าปลา จนถงึ เทคโนโลยีท่ยี าก เช่น การออกแบบและสร้างโปรตีนใหม่ๆ ท่ีมี
คุณสมบตั พิ ิเศษตามต้องการทีไ่ มอ่ าจหาได้จากธรรมชาติ รวมถึงการคน้ พบ ยาปฏิชีวนะ และผลติ เป็น
อตุ สาหกรรม ผลิตภัณฑท์ ้ังหมดต้องอาศยั ประโยชน์จากจุลินทรีย์ทมี่ มี ากในธรรมชาติ หรอื ท่ีคดั เลอื กเปน็ สาย
พันธบ์ ริสทุ ธิ์แล้วตั้งแตอ่ ดตี จนถึงปจั จบุ ัน นับ ไดม้ กี ารพัฒนากระบวนการผลิตผลติ ภัณฑอ์ าหาร สารที่ชว่ ยใน
การผลติ อาหาร หรือสารท่ีใช้แป็นสว่ นประกอบของผลติ ภณั ฑอ์ าหารเพ่ิมข้นึ ตลอดเวลา ท้ังในด้านชนิดและ
ปริมาณเชน่ การผลิตยีสตข์ นมปงั เอนไซม์ หลายชนิด เชน่ อิมเลส แลคเทส กลโู คอมิเลส ฯลฯ และสารที่ให้
รสหวาน เช่น แอสปาแตม เปน็ ตน้
ในการผลิตผลิตภณั ฑ์ทางเทคโนโลยีชีวภาพ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลัก 2 ประการ คอื
1. ต้องมีตวั เรง่ ทางชีวภาพ ( Biological Catalyst ) ทีด่ ีท่สี ุด ซง่ึ งมีความจำเพาะต่อการผลิต
ผลติ ภัณฑท์ ตี่ อ้ งการ และกระบวนการท่ใี ชใ้ นการผลิต ได้แก่ เชอื้ จลุ ินทรียต์ ่าง ๆ พืช หรอื สัตว์ ซงึ่
คัดเลอื กขน้ึ มา และปรบั ปรุงพนั ธิ์ให้ดขี น้ึ สำหรบั ใชใ้ นการผลติ ผลติ ภัณฑ์
2. ต้องมกี ารออกแบบถงั หมกั ( Reacter ) และเครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการควบคุมสภาพทางกายภาพใน
ระหว่างการผลติ เชน่ อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรด – เบส การใหอ้ ากาศ เปน็ ต้น ใหห้ มาะสมตอ่ การทำงาน
ของตัว เร่งทางชีวภาพ
ประโยชน์และผลกระทบของเทคโนโลยชี ีวภาพ
ประโยชนข์ องเทคโนโลยชี วี ภาพ
ในปัจจุบนั เทคโนโลยีชีวภาพได้ถกู นำมาใช้ประโยชนใ์ นดา้ นต่าง ๆไดแ้ ก่
๑. ด้านเกษตรกรรม
๑.๑ การผสมพนั ธส์ุ ัตวแ์ ละการปรับปรงุ พนั ธส์ุ ัตว์
การปรบั ปรุงพันธ์สัตวโ์ ดยการนำสตั ว์พันธด์ ีจากต่างประเทศซ่งึ ออ่ นแอ ไมส่ ามารถทน
ตอ่ สภาพอากาศของไทยมาผสมพนั ธุ์กับสัตว์พนื้ เมือง เพือ่ ให้ไดล้ ูกผสมท่มี ลี กั ษณะดเี หมอื นกบั พนั ธ์ตา่ งประเทศ
ทีแ่ ข็ง แรง ทนทานต่อโรคและทนตอ่ สภาพภูมิอากาศของเมอื งไทย และท่ีสำคญั คือ ราคาต่ำ
๑.๒ การปรบั ปรงุ พนั ธุพ์ ืชและการผลติ พืชพนั ธใ์ุ หม่ เชน่ พชื ไร่ ผกั ไมด้ อก
๑.๓ การควบคุมศัตรพู ชื โดยชีววิธี
๒. ดา้ นอุตสาหกรรม
๒.๑ การถา่ ยฝากตัวออ่ น ทำใหเ้ พ่มิ ปรมิ าณและคุณภาพของโคนมและโคเน้ือ เพือ่ นามาใช้
ใน
อตุ สาหกรรมการผลิตเนอ้ื ววั และนำ้ นมวัว
๒..๒ การผสมเทยี มสัตว์บกและสัตวน์ ้ำ เพ่อื เพ่ิมปรมิ าณและคุณภาพสตั วบ์ กและสตั วน์ ้ำ
ทำให้เกิดการพฒั นาอุตสาหกรรมการแชเ่ ย็นเน้ือสัตวแ์ ละการผลติ อาหารกระป๋ อง
๒.๓ พนั ธุ์วศิ วกรรม โดยนำผลิตผลของยนี มาใช้ประโยชนแ์ ละผลิตเป็นอตุ สาหกรรม เช่น
ผลิตยา ผลติ วัคซนี นำ้ ยาสำหรบั ตรวจวนิ ิจฉัยโรค ยาตอ่ ตา้ นเนอ้ื งอก ฮอร์โมนอนิ ซลู นิ รกั ษาโรคเบาหวาน
ฮอรโ์ มนเรง่ การเจริญเติบโตของคน เป็นต้น
๒.๔ ผลิตฮอรโ์ มนเรง่ การเจรญิ เติบโตของสัตว์ โดยการนายนี สรา้ งฮอร์โมนเร่งการเจรญิ เตบิ โต
ของวัว และของคนมาฉีดเข้า ไปในรงั ไข่ท่ีเพ่ิงผสมของหมู พบวา่ หมูจะมีการเจรญิ เตบิ โตดีกว่าหมูปกติ
๒.๕ผลิตสตั วแ์ ปลงพนั ธุใ์ ห้มีลกั ษณะโตเรว็ เพ่มิ ผลผลิต หรอื มีภมู ิตา้ นทาน เช่น แกะท่ีให้
น้ำนมเพ่มิ ข้ึน
๓. ด้านการแพทย์
๓.๑ การใชย้ นี ส์บำบดั โรค เชน่ การรักษาโรคไขกระดูกทสี่ รา้ งโกลบนิ ผิดปรกติ การดแู ลรกั ษา
เดก็ ท่ตี ดิ เช้อื งา่ ย การรักษาผู้ป่วยที่เปน็ มะเร็ง เปน็ ตน้
๓.๒ การตรวจวินิจฉัยหรอื ตรวจพาหะจากยีน เพอ่ื ตรวจสอบโรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจาง
สภาวะปัญญาออ่ น ยีนทีอ่ าจทำให้เกดิ โรคมะเร็ง เป็นตน้
๓.๓ การใช้ประโยชน์จากการตรวจลายพิมพจา์ กยีนของสงิ่ มีชีวติ เช่น การสบื หาตัวผู้ต้อง
สงสัย ในคดีต่าง ๆ การตรวจสอบความเปน็ พอ่ -แม่-ลูก การตรวจสอบพันธส์ุ ัตวเศรษฐกจิ ต่าง ๆ
๔. ด้านอาหาร
๔.๑ เพิ่มปรมิ าณเนอื้ สัตว์ ท้งั สตั วบ์ กและ สัตวและสัตว์นำ้ ไดแ้ กก่ ระบอื สกุ ร ส่วน
สัตวน์ สว่ นสตั ว์น้ำมีทัง้ สตั วน์ ำ้ จืดล้ำเค็ม จำพวกปลา กุ้งหอยตา่ ง ๆ ซ่ึงเน้ือสตั ว์เป็นแหลง่ สารโปรตีนท่ีสำคญั
มาก
๔.๒ เพ่ิมผลผลิตจากสัตว์ เช่น น้ำนมวัน ไข่เป็ด ไขไ่ ก่ เป็นต้น
๔.๓ เพิม่ ผลติ ภัณฑแ์ ปรรูปจากผลผลิตของสัตว์ เชน่ เนย นมผง นมเปรียวและโย
เกิรต์ เป็นตน้ ทำใหเ้ รามอี าหารหลากหลายท่ีให้ประโยชน์มากมาย
๕. ด้านสิ่งแวดล้อม
๕.๑ การใช้จุลนิ ทรยี ์ชว่ ยรักษาสภาพแวดลอ้ ม โดยการคดั เลือกและปรับปรงุ
พันธุ์จลุ นิ ทรยี ์ให้มปี ระสิทธภิ าพในการยอ่ ยสลายสูงขน้ึ แลว้ นำไปใช้ขจัดของเสยี
๕.๒ การคน้ หาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์และการสร้างทรัพยากรใหม่
6๖. ดา้ นการผลิตพลงั งาน
6.1 แหลง่ พลังงานที่ได้จากชวี มวล คือ แอลกอฮอล์ ชนดิ ต่าง ๆ และอาซี
โตน ซึ่งไดจ้ ากการแปรรูป แป้ ง น้ำาตาล หรอื เซลลูโลส โดยใชจ้ ุลินทรีย์
6.2 แกส๊ ชีวภาพ คอื แกส๊ ที่เกดิ จากการทจ่ี ุลนิ ทรยี ์ยอ่ ยสลายอินทรียว์ ัตถุ
โดยไม่ต้องใช้ออกซเิ จน ซ่งึ จะเกิดแกส๊ มีเทนมากท่ีสุด (ไมม่ สี ี ไมม่ กี ลน่ิ และติดไฟได)้ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
แกส๊ ไนโตรเจน แกส๊ ไฮโดรเจน ฯลฯ
ผลของเทคโนโลยชีวภาพดา้ นการตดั ตอ่ พนั ธ์ธุ กรรม
การนาเทคโนโลยีการตดั ตอ่ พนั ธุกรรมมาใช้ เพือ่ ให้จุลนิ ทรีส ามารถ
ผลิตสารหรือผลติ ภัณฑบ์ างชนิด หรอื ผลิตพชื ทตี่ ้านทานตอ่ แมลงศตั รูพืช โรคพชื และยาปราบวัชพืช และ
ปรบั ปรุงพันธ์ุใหม้ ีผลผลิ (GMO) เป็นช่อื ยอ่ มาจากคำวา่ Genetically Modified Organism พืชจีเอม็ โอ สว่ น
ใหญ่ ไดแ้ ก่ ขา้ วโพด และฝ้ายที่ตา้ นทานแมลงถ่วั เหลอื งตา้ นทานยาปราบศตั รูพืช มะละกอ และ มันฝรง่ั
ต้านทานโรค แมว้ ่าเทคโนโลยภี าพนน้ั มปี ระโยชนใ์ นการพัฒนา พนั ธพ์ุ ืช พันธุ์สัตว์ ใหม้ ีผลผลิตท่ีมีปริมาณและ
คณุ ภาพสงู และมตี น้ ทุนการผลติ ตำ่ กต็ าม แต่กย็ งั ไม่มีหลักฐานทแ่ี น่นอนยืนยันได้ ว่าพืชที่ตดั ตอ่ ยีนจะไมส่ ่งผล
กระทบตอ่ สภาพแว้ดล้อม และความหลากหลายทางชวี ภาพทงั้ นั้น มีการทดสอบการปลูกพืช จเี อ็มโอทั่วโลก
ดังนน้ั
๑. พืชไรท่ นทานต่อสารเคมีการกำชัดวชั พชื - เพื่อลดการใช้ยาปราบวัชพืชในปริมาณมาก
๒. พืชไร่ทนทานต่อยาฆ่าแมลง กำจดั วัชพืช
๓. พืชไร่ทนทานต่อไวรสั ได้แก่ มะละกอ และนำ้ าเตา้
ผลกระทบของการใชเ้ ทคโนโลยีชีวภาพ
การพัฒ นาเทคโนโลยชี วี ภาพ ทำใหเ้ กิดความหวาดกลัวในเร่ืองความปลอดภัย ของมนุษย์ และ
จรยิ ธรรมของเทคโนโลยชี ีวภาพท่มี ตี ่อสาธารณะชน โดยกลวั วา่ มนุษย์จะเข้าไปจัดรั ะบบสิ่งมชี วี ติ ซงึ่ อาจทำ
ใหอ้ าจให้เกิดความวิบตั ิทางสง่ิ แวดลอ้ ม และการแพทย์หรืออาจนำไปส่กู ารขดั แยง้ กับธรรมชาตขิ องมนุษย์ เช่น
การผลิตเชอ้ื โรคชนดิ ร้ายแรงเพือ่ ใช้ในสงครามเชอ้ื โรคการ ใช้สารพันธกุ รรมของพืชจากประเทศกำลัง พฒั นา
เพื่อหวังผลกำไร ดังน้ัน การใชเ้ ทคโนโลยชี ีวภาพอยา่ งถูกต้อง และเหมาะสม จึงจะกอ่ ให้เกิดความมมัน่ คงใน
การดำรงชวี ติ แต่ถ้าใช้อย่างไม่มคี วามตระหนักถงึ ผลในด้านความปลอดภัย และไม่มีจริยธรรมต่อสาธารณะชน
แลว้ อาจเกิดผลกระทบได้
ผลกระทบของสง่ิ มีชีวติ จีเอ็มโอ
พบว่าสง่ิ มีชวี ติ จเี อม็ โอ เคยส่งผลกระทบ ดงั นั้น
1. ผลกระทบตอ่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ พบวา่ พชื ทต่ี ัด แตง่ พันธุกรรมสง่
ผลกระทบตอ่ แมลงท่ชี ่วยผสมเกสร และพบวา่ แมลงเตา่ ทองที่เล้ียงดว้ ยเพลี้ยยอ่อนทเ่ี ลี้ยงในน้ำ ฝร่ังตัดต่อยนี
วางไข่นอ้ ยลง 1 ใน 3 และมีอายสุ นั้ กวา่ ปกตคิ ร่งึ หนึง่ ง เม่อื เปรยี บเทียบกบั แมลงเทองท่ีเลย้ี งด้วยเพลิย้ ออ่ นที่
เลีย้ งด้วยมนั ฝรั่งทัว่ ๆ ไป
2. ผลกระทบต่อชีวิตและสงิ่ แวดล้อมผลกระทบของส่ิงมชี วี ติ จีเอ็มโอ ตอ่ ชีวิตของ
ผูบ้ ริโภคนั้น เคยเกดิ ขนึ้ นบา้ งแลว้ โดยบรษิ ัท ผลติ อาหารเสริมประเภทวติ ามนิ บี 2 โดยใช้เทคนิคพันธุ
วิศวกรรม และนำมาขายในสหรัฐอเมรกิ า หลงั จากนัน้ พบวา่ มีผูบ้ ริโภคปว่ ยดว้ ย อาการกล้าม เนอ้ื ผดิ ปกติ
เกือบ 5000 คน โดยมอี าการเจ็บปวด และมีอาการทางระบบประสาทรว่ มดว้ ย ทำให้มผี ู้เสียชีวติ 37 คน
และพิการอย่างถาวรเกือบ 1,500 คนการศกึ ษาหาความรู้ เพื่อท่ีจะเรยี นรแู้ ละเข้าใจเกี่ยวกบั
เทคโนโลยีชวี ภาพให้มากขึน้ ควรตดิ ตามขา่ วสารความก้าวหนา้ การใช้ประโยชน์ รวมถึงความเสี่ยงทอี่ าจเกิด
ผลกระทบต่อตนเอง และสงิ่ แวดลอ้ มเพือ่ กำหนดทางเลือกของตนเองได้อยา่ งปลอดภยั
แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ ครัง้ ที่ ๘
รายวชิ า วิทยาศาสตร์ พว ๓๑๐๐๑
เรอ่ื ง พนั ธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ จำนวน 6 ช่วั โมง
วนั ท่ี.............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.มาตรฐานการเรียนรูร้ ะดับ
มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเหน็ คุณค่าเกยี่ วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
สิ่งมชี ีวิต ระบบนเิ วศทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม ในท้องถน่ิ ประเทศและโลก สาร แรง พลังงาน
กระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มีจติ วิทยาศาสตร์และนำความร้ไู ปใช้ประโยชน์ในการดำเนิน
ชวี ติ
2.ตวั ชว้ี ดั
๑. อธิบายกระบวนการถ่ายทอดทางพนั ธกุ รรม การแปรผนั ทางพนั ธกุ รรม การผ่าเหลา่ และการเกิดความ
หลากหลายทางชีวภาพ
๒. อธบิ ายลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของบุคคล
๓. อธิบายปจั จัยทที่ ำใหส้ ง่ิ แวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง
3.เนือ้ หา
๑. พนั ธกุ รรม การถ่ายทอดทางพันธุกรรม การแปรผนั ทางพนั ธกุ รรม และการผ่าเหล่า
๒. ความหลากหลายทางชวี ภาพ
๒.๑ กระบวนการถา่ ยทอดทางพนั ธกุ รรม
๒.๒ การเกดิ การผา่ เหล่า
๒.๓ การเกิดความหลากหลายทางชวี ภาพ
๓. โรคท่ีเกดิ จากการถ่ายทอดทางพนั ธกุ รรม และการนำไปใชใ้ นชีวิตประจำวัน
๔. ชนิดพันธ์ตุ า่ งถิ่นทีส่ ง่ ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสงิ่ แวดล้อม
ข้นั ท่ี ๑ กำหนดสภาพปญั หา ความต้องการในการเรยี นรู้ (O : Orientation)
๑. ครใู ห้ผเู้ รียนวเิ คราะหภ์ าพข่าวเรอื่ งเดก็ ดักแก้ เกดิ จากสาเหตใุ ดโดยใช้แผนผังความคดิ (Mind map)
และพร้อมนำเสนอกลุม่ ใหญ่
๒. ครแู ละผเู้ รียนรว่ มกนั สรา้ งความเขา้ ใจในเรอ่ื งเด็กดกั แด้ โดยการร่วมอภิปราย
ขั้นที่ ๒ ขน้ั แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
๑. ผูเ้ รียนแบง่ กลมุ่ ออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุม่ ๗ คน เพื่อศึกษาค้นควา้ ขอ้ มูลในเรื่อง ดังนี้
กลุม่ ๑ กระบวนการถา่ ยทอดทางพันธุกรรม
กลุ่ม ๒ ลักษณะต่าง ๆ ทางพนั ธุกรรม
กลุม่ ๓ ปัจจัยท่ีทำให้สิง่ แวดล้อมเกิดการเปลย่ี นแปลงและพร้อมนำเสนอในการพบกลุ่ม
๑.ครแู ละผู้เรยี นรว่ มกนั แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ และสรปุ ความรู้ โดยการใช้คำถามเพอ่ื ให้ผู้เรยี นเกิดความคิดซึง่
จะได้ความรู้ใหม่ ๆ
๒.ผ้เู รียนสามารถนำผลการเรียนรูม้ าทำใบงาน เพ่อื เปน็ การทดสอบความเข้าใจของผู้เรียน
ขั้นท่ี ๓ การปฏบิ ตั ิและนำไปประยกุ ตใ์ ช้ (I : Implementation)
๑. ผู้เรียนนำความรู้เรื่องพันธุกรรมและความหลากหลายทางชวี ภาพมาจดบนั ทกึ ทำรายงาน