The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาทักษะการเรียนรู้ ระดับ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nurmee Asea, 2021-01-29 00:17:40

วิชาทักษะการเรียนรู้ ระดับ ม.ปลาย

วิชาทักษะการเรียนรู้ ระดับ ม.ปลาย





เอกสารสรุปเน้อื หาท่ตี อ งรู

รายวิชา ทักษะการเรยี นรู
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

รหัสวชิ า ทร31001

หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551

สาํ นกั งานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
สาํ นักงานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

หามจําหนาย
หนงั สือเรยี นนจี้ ัดพมิ พดวยเงินงบประมาณแผนดินเพ่อื การศกึ ษาตลอดชวี ติ สําหรบั ประชาชน
ลิขสิทธเ์ิ ปนของสาํ นักงาน กศน.สาํ นักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ





สารบญั

หนา

คาํ นํา

สารบัญ

คําแนะนําการใชเ อกสารสรปุ เน้อื หาทต่ี อ งรู

บทที่ 1 การเรยี นรดู ว ยตนเอง 1

เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญ และกระบวนการของการเรียนรดู วยตนเอง 1

เรอ่ื งท่ี 2 ทกั ษะพน้ื ฐานทางการศกึ ษาหาความรู ทกั ษะการแกป ญหาและเทคนิค

การเรียนรูดว ยตนเอง การวางแผนการเรยี นรูและการประเมินผลการเรยี นรู

ดว ยตนเอง 4

เร่อื งที่ 3 ทักษะท่จี าํ เปนในการเรยี นรดู วยตนเอง 7

กิจกรรมทา ยบทท่ี 1 9

บทที่ 2การใชแหลงเรยี นรู 11

เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญ ประเภทแหลง เรยี นรู 11

เร่ืองท่ี 2 ขอควรคาํ นึงในการศกึ ษาเรียนรูก บั แหลง เรียนรูตาง ๆ

รวมทง้ั นวัตกรรมและเทคโนโลยี 15

กจิ กรรมทายบทท่ี 2 16

บทที่ 3การจดั การความรู 18

เรื่องท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญ และหลักการของการจัดการความรู 18

เรอื่ งท่ี 2 ทักษะการจัดการความรดู ว ยตนเอง และดว ยการรวมกลมุ ปฏิบัติการ 21

เรอ่ื งที่ 3 การสรปุ องคความรูของกลุม จดั ทาํ สารสนเทศองคความรใู นการพฒั นาตนเอง23

กจิ กรรมทายบทท่ี 3 27

สารบญั (ตอ) จ

หนา

บทที่ 4การคิดเปน 30

เร่อื งท่ี 1 ความเชอ่ื พ้นื ฐานทางการศกึ ษาผูใ หญ/การศกึ ษานอกระบบท่เี ช่อื มโยงมาสู

ปรัชญาคิดเปน 30

เร่อื งที่ 2 ความหมาย ความสาํ คัญของการคดิ เปน 33

เรือ่ งท่ี 3 การรวบรวมและวเิ คราะหส ภาพปญหาของตนเอง ครอบครัว ชมุ ชนและคิด

วิเคราะห โดยใชขอ มลู ดา นตนเอง วิชาการและสงั คมสง่ิ แวดลอ ม 35

เรอ่ื งที่ 4 กระบวนการและเทคนิคการเก็บขอ มูล การวิเคราะหแ ละสงั เคราะหขอมูล

ทัง้ 3 ประการของบุคคล ครอบครัว และชุมชน เพื่อประกอบการคดิ

การตดั สนิ ใจ 41

เรอ่ื งที่ 5 การกาํ หนดแนวทางทางเลอื กทหี่ ลากหลายในการแกป ญ หาอยา งมเี หตผุ ล

มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความสขุ อยา งยั่งยืน การประยกุ ตใ ชอยางมีเหตุผล

เหมาะสมกบั ตนเอง ครอบครัว และชมุ ชน/สงั คม 44

กิจกรรมทา ยบทท่ี 4 46

บทท่ี 5การวิจัยอยางงาย 50

เรือ่ งที่ 1 ความหมาย ความสําคญั การวิจัยอยา งงาย กระบวนการและข้ันตอน

ของการดาํ เนนิ งาน 50

เรอ่ื งที่ 2 สถิติงา ย ๆ เพ่ือการวจิ ยั 52

เรื่องที่ 3 การสรา งเครื่องมือการวจิ ัย 53

เรื่องที่ 4 การเขยี นโครงการวิจยั อยางงา ย 55

เรื่องท่ี 5 ทักษะการวิจัยในอาชีพ การเขยี นรายงานการวิจยั อยางงาย

และการเผยแพรผ ลงานการวิจัย 59

กิจกรรมทา ยบทท่ี 5 66

สารบัญ (ตอ) ฉ

บทท่ี 6ทกั ษะการเรยี นรแู ละศกั ยภาพหลกั ของพน้ื ท่ีในการพฒั นาอาชพี หนา
เรื่องที่ 1 ความสําคัญของศักยภาพหลกั ของพ้ืนที่ในการพัฒนาอาชพี
เรื่องท่ี 2 การวเิ คราะหศ กั ยภาพหลกั ของพื้นทีใ่ นการพฒั นาอาชีพ 67
เรื่องที่ 3 ตวั อยา งอาชีพท่สี อดคลอ งกับศกั ยภาพหลักของพ้ืนที่ 67
กิจกรรมทา ยบทที่ 6 68
69
บรรณานกุ รม 78
คณะผจู ัดทาํ 79
80



คาํ แนะนําการใชเอกสารสรปุ เนือ้ หาท่ตี องรู

เอกสารสรุปเน้ือหาที่ตองรูฉบับน้ี เปนการสรุปเนื้อหาจากหนังสือเรียน รายวิชาทักษะ
การเรียนรู ทร 31001 ตามหลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช
2551 (ฉบับปรับปรุง 2554) เพื่อใหผูเรียน กศน. ทําความเขาใจและเรียนรูในสาระสําคัญ
ของเนือ้ หารายวชิ าทกั ษะการเรยี นรู

ในการศึกษาเอกสารสรปุ เนื้อหาทต่ี องรูฉ บบั นี้ ผูเรยี นควรปฏบิ ัติ ดังน้ี
1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาทักษะการเรียนรู ทร 31001 หลักสูตรการศึกษา

นอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ 2554) ใหเขา ใจกอน
2. ศึกษารายละเอียดเน้ือหาในเอกสารสรุปเนื้อหาที่ตองเรียนรู ใหเขาใจทีละบท

หลังจากนั้นทํากิจกรรมทา ยบท ใหค รบทุกกิจกรรม จาํ นวน 6 บทเรยี น
3. หากตอ งการศึกษารายละเอียดเนื้อหารายวิชาทักษะการเรียนรูเพ่ิมเติม ผูเรียน

กศน. สามารถศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากตํารา หรือหนังสือเรียนท่ีมีอยูในหองสมุด กศน.ตําบล
หรอื จากครผู สู อน

1

เรอื่ งที่ 1 ความหมาย ความสําคัญ และกระบวนการของการเรียนรดู วยตนเอง

ความหมายของการเรียนรูดวยตนเอง

การเรยี นรูเปน เรือ่ งของทกุ คน ศกั ดิ์ศรีของผูเรียนจะมีไดเม่ือมีโอกาสในการเลือกเรียนใน
เร่ืองที่หลากหลายและมีความหมายแกตนเอง การเรียนรูท่ีเกิดขึ้น มิไดเกิดข้ึนจากการฟงคํา
บรรยายหรือทําตาม ท่ีครผู สู อนบอก แตอ าจเกดิ ข้นึ ไดในสถานการณต าง ๆ ตอ ไปน้ี

1. การเรยี นรูโดยบงั เอิญ การเรียนรแู บบน้ีเกดิ ข้นึ โดยบังเอญิ มไิ ดเกิดจากความตง้ั ใจ
2. การเรียนรูดวยตนเอง เปนการเรียนรูดวยความต้ังใจของผูเรียน ซึ่งมีความ
ปรารถนาจะรูในเรื่องนั้น ผูเรียนจึงคิดหาวิธีการเรียนดวยวิธีการตาง ๆ หลังจากนั้น จะมีการ
ประเมนิ ผลการเรียนรูดวย ตนเอง จะเปน รูปแบบการเรยี นรูท่ีทวีความสําคัญในโลกยุคโลกาภิวัตน
บคุ คลซึ่งสามารถปรบั ตนเองใหต ามทันความกาวหนา ของโลก โดยใชส ่อื อุปกรณยคุ ใหมได จะทาํ ให
เปน คนทมี่ ีคณุ คาและประสบความสาํ เรจ็ ไดอ ยางดี
3. การเรียนรูโดยกลุม การเรียนรูแบบนี้เกิดจากการท่ีผูเรียนรวมกลุมกัน แลวเชิญ
ผทู รง คณุ วุฒมิ าบรรยายใหก ับสมาชกิ ทําใหสมาชกิ มีความรเู ร่ืองทีว่ ิทยากรพดู
4. การเรียนรูจากสถาบันการศึกษา เปนการเรียนแบบเปนทางการ มีหลักสูตรการ
ประเมินผล มีระเบียบการเขาศึกษาที่ชัดเจน ผูเรียนตองปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กําหนด
เม่อื ปฏิบัตคิ รบถวนตามเกณฑท่ีกําหนด ก็จะไดร บั ปริญญาหรือประกาศนียบตั ร
การเรยี นรดู ว ยตนเอง หมายถึง กระบวนการเรียนรูที่ผูเรียนริเร่ิมการเรียนรูดวยตนเอง
ตามความสนใจ ความตองการและความถนัด มีเปาหมาย รูจักแสวงหาแหลงทรัพยากรของการ
เรียนรู เลอื กวธิ กี ารเรียนรู จนถงึ การประเมินความกาวหนาของการเรียนรขู องตนเอง
การเรียนรูด ว ยตนเองมอี ยู 2 ลกั ษณะ คอื
1. ลักษณะท่ีเปนการจัดการเรียนรูท่ีมีจุดเนน ใหผูเรียนเปนศูนยกลางในการเรียน
โดยเปนผูรับผิดชอบและควบคุมการเรียนของตนเอง โดยการวางแผนปฏิบัติการเรียนรูและ
ประเมินการเรียนรูดวยตนเอง ซ่ึงไมจําเปนจะตองเรียนดวยตนเองเพียงคนเดียวตามลําพัง และ
ผูเรยี นสามารถถายโอนการเรียนรแู ละทักษะไดจ ากสถานการณหนง่ึ ไปยังอกี สถานการณห นึ่งได

2

2. ในอีกลักษณะหน่ึง เปนลักษณะทางบุคลิกภาพท่ีมีอยูในตัวผูท่ีเรียนดวยตนเอง
ทุกคน ซึ่งมอี ยูในระดับทไ่ี มเ ทา กนั ในแตละสถานการณการเรียน เปนลักษณะท่ีสามารถพัฒนาให
สูงขน้ึ ได และจะพัฒนาไดส ูงสดุ เมอ่ื มกี ารจดั สภาพการจดั การเรยี นรูทเ่ี อ้ือกนั

ความสําคญั ของการเรยี นรดู วยตนเอง

การเรียนรูดว ยตนเองมีความสาํ คัญ ดงั น้ี

1. บุคคลที่เรียนรูดวยการริเร่ิมของตนเองจะเรียนไดมากกวา ดีกวา มีความต้ังใจ
มจี ดุ มุงหมายและมีแรงจงู ใจสงู กวา สามารถนาํ ประโยชนจากการเรยี นรไู ปใชไดด กี วา และยาวนาน
กวาคนทีเ่ รียนโดยเปน เพยี งผรู บั หรือรอการถายทอดจากครู

2. การเรียนรูดวยตนเองสอดคลองกับพัฒนาการทางจิตวิทยา และกระบวนการ
ทางธรรมชาติ ทาํ ใหบุคคลมีทิศทางของการบรรลุวุฒิภาวะ จากลักษณะหนึ่งไปสูอีกลักษณะหนึ่ง
คือเมื่อตอนเด็ก ๆ เปนธรรมชาตทิ จี่ ะตอ งพ่ึงพงิ ผูอืน่ ตอ งการผูป กครองปกปองเลยี้ งดูและตัดสินใจ
แทนให เมือ่ เตบิ โตมีพฒั นาการขึ้นเรือ่ ย ๆ พฒั นาตนเองไปสูความเปน อิสระไมต องพึ่งพิงผูปกครอง
ครแู ละผอู ่นื การพฒั นาเปน ไปในสภาพทีเ่ พ่มิ ความเปน ตัวของตัวเอง

3. การเรยี นรูด วยตนเองทาํ ใหผูเ รยี นมีความรับผิดชอบ ซึ่งเปน ลักษณะที่สอดคลอง
กับพัฒนาการใหม ๆ ทางการศึกษา เชน หลักสูตรหองเรียนแบบเปด ศูนยบริการวิชาการ
การศกึ ษาอยา งอสิ ระมหาวทิ ยาลยั เปด ลว นเนนใหผูเรียนรับผิดชอบการเรยี นรดู ว ยตนเอง

4. การเรียนรูดวยตนเอง ทําใหมนุษยอยูรอด สามารถปรับตัวใหทันตอความ
เปล่ยี นแปลงใหม ๆ ทเ่ี กดิ ขึ้นเสมอ จึงมคี วามจําเปน ทจี่ ะตอ งศึกษาเรยี นรู การเรียนรูดวยตนเองจึง
เปน กระบวนการตอ เนอ่ื งตลอดชวี ิต

การเรียนรูดว ยตนเองมีลักษณะอยางไร
การเรียนรูดวยตนเองสามารถจําแนกออกเปน 2 ลักษณะสาํ คญั ดังนี้

1. ลกั ษณะท่ีเปน บคุ ลกิ คุณลักษณะสวนบุคคลของผูเ รียน
2. ลักษณะท่ีเปน การจดั การเรยี นรใู หผ ูเรียนไดเ รียนดว ยตนเอง

องคป ระกอบของการเรียนรดู วยตนเองมอี ะไรบา ง
ผูเรียนควรมีการวิเคราะหความตองการ วิเคราะหเนื้อหา กําหนดจุดมุงหมาย และการ
วางแผน ในการเรียน มีความสามารถในการแสวงหาแหลง วิทยาการ และมีวิธีการประเมินผลการ
เรียนรูดวยตนเอง โดยมีเพื่อนเปนผูรวมเรียนรูไปพรอมกัน และมีครูเปนผูช้ีแนะ อํานวยความ

3

สะดวกและใหคําปรึกษา ทั้งนี้ครูอาจตองมีการวิเคราะหความพรอม หรือทักษะที่จําเปนของ
ผเู รยี นเพอ่ื กา วสูก ารเปนผูเรียนรดู ว ยตนเองได

ลกั ษณะสาํ คญั ในการเรยี นรดู ว ยตนเองของผูเ รยี น มีดังนี้
1. การมสี ว นรวมในการวางแผน การปฏิบัติตามแผน และการประเมินผลการเรียนรู

ไดแกผเู รียนมสี ว นรว มวางแผนกิจกรรมการเรียนรูบนพนื้ ฐานความตองการของกลุมผเู รียน
2. การเรยี นรทู ่ีคํานึงถงึ ความสาํ คัญของผูเรียนเปนรายบุคคล ไดแก ความแตกตางใน

ความสามารถ ความรพู ืน้ ฐาน ความสนใจเรียน วิธกี ารเรียนรู จัดเน้ือหาและสอื่ ใหเหมาะสม
3. การพัฒนาทักษะการเรยี นรูดวยตนเอง ไดแก การสืบคนขอมูล ฝกเทคนิคที่จําเปน

เชน การสังเกต การอา นอยา งมีจุดประสงค การบันทึก เปน ตน
4. การพัฒนาทักษะการเรียนรูซ่ึงกันและกัน ไดแก การกําหนดใหผูเรียนแบงความ

รบั ผิดชอบในกระบวนการเรยี นรู การทํางานเดยี่ ว และทํางานเปน กลุมท่มี ีทกั ษะการเรียนรตู างกัน
5. การพัฒนาทักษะการประเมนิ ตนเอง และการรว มมอื ในการประเมนิ กบั ผอู ืน่

กระบวนการในการเรยี นรดู ว ยตนเอง เปนวิธีการที่ผูเรียนตองจัดกระบวนการเรียนรูดวย
ตนเองโดยดําเนนิ การ ดังน้ี

1. การวนิ จิ ฉัยความตองการในการเรียน
2. การกําหนดจดุ มุง หมายในการเรยี น
3. การออกแบบแผนการเรียน โดยเขียนสัญญาการเรียน เขยี นโครงการเรียนรู
4. การดําเนินการเรยี นรูจากแหลงวิทยาการ
5. การประเมินผล

กระบวนการเรียนรดู ว ยตนเอง

กระบวนการในการเรียนรูดวยตนเองน้ัน ความรับผิดชอบเปนส่ิงสําคัญท่ีจะนําไปสูการ
เรียนรู ดวยตนเอง ทั้งกระบวนการวางแผน การเลือกแหลงทรัพยากรทางความรู การปฏิบัติงาน
ตามท่กี ําหนด ตลอดจนการประเมนิ ความกาวหนา ในการเรยี นของตนเอง ประกอบดวย 5 เรื่อง คือ

1. การวินิจฉัยความตองการในการเรียน
2. การกําหนดจุดมุง หมายในการเรยี น
3. การออกแบบแผนการเรียน
4. การดาํ เนินการเรยี นรูจากแหลงวิทยาการ
5. การประเมนิ ผลการเรียนรู

4

เรือ่ งที่ 2 ทักษะพืน้ ฐานทางการศกึ ษาหาความรู ทกั ษะการแกป ญ หาและเทคนคิ การ
เรียนรดู ว ยตนเอง การวางแผนการเรียนรู และการประเมินผล การเรยี นรู
ดว ยตนเอง

ทักษะพื้นฐานทางการศกึ ษาหาความรู

ในการศึกษาหาความรูดวยตนเอง เปน เรื่องทค่ี อนขางมีความสําคัญอยางมากของบรรดา
ผูใฝเ รียนรูท้ังหลาย จาํ เปน อยางย่งิ ทจ่ี ะตองมีทักษะพ้นื ฐานทางการศึกษาหาความรู ซ่ึงทักษะที่วา
นี้ หมายถงึ ความพรอมในการเรยี นรดู วยตนเองของผเู รยี นนน่ั เอง

บุคคลจะเรียนรไู ดดว ยตนเองอยางมีประสิทธิภาพนั้น ตองมีลักษณะความพรอมของการ
เรียนรูดว ยตนเองอยา งนอ ย 8 ประการ คือ

1. การเปดโอกาสตอการเรียนรู หมายถึง เปนผูท่ีสนใจใฝรู กลาที่จะทดลอง ชอบ
ลองผดิ ลองถูก ฟงและคิดแตเร่ืองที่เปนประโยชนตอตนเอง และชุมชน สนใจในเรื่องที่ตนอยากรู
อดทน คน ควาเพือ่ หาคําตอบมาใหไ ด

2. มีมโนทศั นข องตวั เองในดานการเรียนรูอยางมีประสิทธิภาพ เกิดความมั่นใจ แนใจ
และสามารถจัดการตัวเองในทุก ๆ ดานไดอยางเหมาะสม เชน ความมีวินัยในตนเอง การจัดสรร
เวลา และกลาทจ่ี ะลงทนุ เพอ่ื ตนเอง เปน ตน

3. ความคิดรเิ ร่ิมและเรียนรูดวยตนเอง ชอบทําเรื่องยากใหเปนเรื่องงาย มีความคิดท่ี
เห็นความแตกตางในความเหมือน และความเหมือนในความแตกตาง รักการอาน และ
วิพากษว ิจารณ รวมทัง้ การแลกเปลย่ี นเรยี นรกู ับผูอ่ืน

4. มีความรบั ผิดชอบตอการเรียนรูของตนเอง มีความมุงมั่นวา ตนเองสามารถกระทํา
ได มีทัศนคติท่ีดีตอการศึกษาทุกระดับ ชอบเรียนรูสิ่งแปลกใหม และไมอายที่จะขอความรูจาก
ผอู ืน่

5. รักการเรียนรู เหน็ เร่อื งราวรอบ ๆตวั เปน องคค วามรู คิดและดัดแปลงประสบการณ
ของผอู ่นื มาเปนประสบการณข องตนเอง

6. ความคิดสรา งสรรค คือ คิดบวกตลอดเวลา กลาตัดสนิ ใจในเร่อื งที่ตนเองเชื่อมั่นวา
กระทาํ ไดดว ยเทคนิคการเรยี นรขู องตนเอง

7. การมองอนาคตในแงดี เขาใจและมั่นใจโอกาสการเรียนรูของตนเอง เช่ือวา
การศึกษา จะชวยเปล่ียนชีวิตคนในสังคม รวมทั้งเชอื่ วา มนษุ ยจ าํ เปน อยางย่ิงท่ีจะตองเรียนรูตลอด
ชวี ติ

5

8. ความสามารถในการใชทักษะการศึกษาหาความรู และทักษะการแกปญหา
สามารถใชทกั ษะพ้นื ฐาน คือ การฟง อา น และเขยี น ทจี่ ําเปนในการแกปญหาไดเปนอยางดี และ
มองปญ หา ในลักษณะปญ หาคือการเรยี นรู

ทกั ษะการแกป ญ หาและเทคนคิ ในการเรยี นรดู วยตนเอง

ทักษะในการแกปญหานั้น นักจิตวิทยาใหความเห็นวา เปนกระบวนการทางสมอง
ท่ซี บั ซอ นและเกี่ยวขอ งกับจินตนาการ การจัดกระบวนการคิดเพ่ือนําไปสูการกระทํา รวมท้ังเปน
การรวบรวมความคิดและทางเลือก วิธีการเพื่อแกปญหานั้น ๆ ทักษะการแกไขปญหา
ประกอบดว ย 7 ขั้นตอนสําคญั คือ

1. การทําความเขา ใจกับสถานการณท ี่เกดิ ข้นึ
2. การกาํ หนดปญหาใหถ กู ตอ งและชดั เจน
3. การวิเคราะหส าเหตขุ องปญ หา
4. การหาวิธแี กไ ขปญ หาทเี่ ปน ไปได
5. การเลือกวิธกี ารแกป ญหาทดี่ ที สี่ ุด
6. การวางแผนการปฏิบตั ิและลงมอื ดาํ เนินการ
7. การติดตามและประเมนิ ผล

เทคนิคในการเรียนรูดว ยตนเอง

เทคนิคที่นิยมใชในการเรียนรดู ว ยตนเอง เชน
1. การบันทึกการเรียนรู คือ บันทึกที่ผูเรียนจัดทําข้ึน เพ่ือใชบันทึกขอมูล ความคิด

เรือ่ งราวตาง ๆ ทไี่ ดเ รียนรู เพ่ือเปน แนวทางในการศกึ ษาเพิม่ เติมใหกวา งไกลออกไป หรอื การนําไป
ประยกุ ตใ ชใ นชวี ิตประจําวัน

2. การทํารายงาน เปนการนําขอมูลความรูท่ีไดไปศึกษาคนความาวิเคราะห
สงั เคราะหใหถ กู ตอ ง และเรียบเรยี งอยา งมีแบบแผน ความยาวของรายงานขึ้นอยูกับขอบเขตของ
หวั ขอ รายงาน

3. ทาํ สญั ญาการเรียนรู เปนการทําขอตกลงที่ผูเรียนไดทําไวกับครู วาเขาตองปฏิบัติ
อยางไรบางในการเรียนรูของตนเอง เพ่ือใหบรรลุเปาหมายการเรียนรูท่ีกําหนดไว สําหรับครู
สัญญาการเรียนรมู ีไวเพอ่ื ตดิ ตาม ตรวจสอบความกา วหนาการเรยี นของผเู รยี น

6

4. สรางหอ งสมุดของตนเอง เปนการรวบรวมรายช่ือ ขอมูลแหลงความรูตาง ๆ ท่ีคิด
วา จะเปน ประโยชนต รงกบั ความสนใจ เพ่อื ใชศ กึ ษาคนควา ตอไป

5. หาแหลง ความรูในชุมชน ไวเปนแหลงคนควาหาความรูท่ีตองการ แหลงความรูใน
ชมุ ชน มหี ลายประเภท อาจเปนผูร ู ผชู าํ นาญในอาชพี ตา ง ๆ หองสมุดประชาชน หอ งสมุดโรงเรียน
ศนู ยการเรียนชมุ ชน เปน ตน

6. หาเพื่อนรวมเรียน หรือคูหูเรียนรู ซ่ึงควรเปนผูที่มีความสนใจ ที่จะเรียนรูในเรื่อง
เดียวกันหรือคลายกัน และตองสามารถติดตอแลกเปลี่ยนเรียนรูรวมกัน ประสานงานกันไดดวย
วิธกี ารตาง ๆ ได อยา งสะดวก รวดเรว็

7. เรียนรูจากการฝกฝนและปฏิบัติจริง ซึ่งจะกอใหเกิดความรูและประสบการณ
ทักษะ ความชํานาญท่ีเปนประโยชน โดยเฉพาะในรายวิชา หรือเร่ืองท่ีผูเรียนมีจุดมุงหมายให
ตนเองทําได ปฏบิ ตั ิได

การวางแผนการเรียนรแู ละการประเมนิ ผลการเรยี นดวยตนเอง

เพ่ือใหการเรียนรูดวยตนเองของผูเรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผูเรียนควรดําเนินการ
วางแผน การเรียนรูดวยตนเองตามขัน้ ตอน ตอ ไปน้ี

1. การประเมินความตองการของตนเองเพ่ือใหรูถึงความตองการในการเรียนรูวา
มเี ปา ประสงคอยูจดุ ใด

2. การกาํ หนดจดุ มงุ หมายเพอ่ื เปนจุดหมายปลายทางของผูเรียนที่จะใชกระบวนการ
เรยี นรูไ ปสจู ุดหมายนน้ั

3. การกําหนดสิ่งท่ีตองการเรียนรู โดยกําหนดระดับความยากงาย ชนิดของส่ิงท่ี
ตอ งการเรยี นความตอ งการความชวยเหลอื แหลงทรัพยากร ประสบการณท ่ีจาํ เปนในการเรียนรู

4. การจดั การในการเรียน โดยกําหนดระยะเวลาทต่ี องการใหมีการสอน กิจกรรมการ
เรยี นตามประสบการณท ผ่ี า นมา พรอมท้ังกําหนดวา กิจกรรมควรส้นิ สุดเมือ่ ใด

5. การเลอื กวธิ ีการเรียน อปุ กรณการเรียน เทคนคิ การเรียนรูแ ละทรพั ยากรการเรียนรู
ทตี่ อ งใช

6. การกําหนดวิธีการควบคุมส่ิงแวดลอมในการเรียนรู ทั้งสิ่งแวดลอมทางกายภาพ
และทางดา นอารมณ

7

7. การกําหนดวิธีการตรวจสอบตนเอง โดยกําหนดวิธีการรายงาน/บันทึกการสะทอน
ตนเอง จะใชเทคนิคการสะทอนกลับแบบไหน การใหโอกาสไดฝกตัดสินใจ การแกไขปญหา
การกําหนดหลกั การเรียนรู การเปดโอกาสใหผ เู รียนสามารถเสนอแนวคดิ เพ่อื ใหการเรียนชดั เจนขึ้น

8. การกําหนดขอบเขตและบทบาทของผูชว ยเหลอื ในการเรียนรดู วยตนเอง

เรอ่ื งท่ี 3 ทกั ษะทจี่ าํ เปน ในการเรยี นรูดวยตนเอง

การฟง
การฟง เปนการรับรูความหมายจากเสียงที่ไดยิน การไดยินเปนการเร่ิมตนของการฟง
ก า ร ฟ ง เ ป น ก ร ะ บ ว น ก า ร ทํ า ง า น ข อ ง ส ม อ ง อี ก ห ล า ย ขั้ น ต อ น ต อ เ น่ื อ ง จ า ก ก า ร ไ ด ยิ น
เปน ความสามารถท่จี ะไดรบั รสู ่ิงที่ ไดย ิน ตคี วามและจับความส่ิงทร่ี ับรูนั้น เขาใจและจดจําไวซึ่ง
เปนความสามารถทางสติปญ ญา
การพูด
การพูด เปนพฤติกรรมการส่ือสารท่ีใชกันอยางแพรหลายท่ัวไป ผูพูดสามารถใชท้ังวจน
ภาษาและอวจนภาษา ในการสงสารติดตอไปยังผูฟงไดชัดเจนและรวดเร็ว การพูด หมายถึง การ
ส่ือความหมายของมนุษยโดยการใชเสียงและกิริยาทาทางเปนเคร่ืองถายทอดความรู ความคิด
และความรสู ึกไปสูผฟู ง
การอาน
การอาน คือ กระบวนการรับรูขาวสารซึ่งเปนความรู ความคิด ความรูสึก และความ
คดิ เหน็ ทผี่ เู ขียนถา ยทอดออกมาเปน ลายลกั ษณอกั ษร ปจจุบันการอานเปนทักษะท่ีมีความสําคัญ
และจําเปนอยางยิ่งตอการดําเนินชีวิต เนื่องจากการอานจะชวยสงเสริมการแสวงหาขอมูล
เพือ่ เพ่มิ พนู ความรู และพัฒนาสติปญ ญาอยา งตอเน่อื ง
การทาํ แผนผงั ความคดิ (Mind Mapping) คือ การเอาความรูม าสรปุ รวมเปนหมวดหมู
เพ่ิมการใชสี และใชรูปภาพมาประกอบ เพ่ือชวยใหเรามองเห็นภาพรวมไดชัดเจนข้ึน ซ่ึงแผนผัง
ความคิดจะมีสวนชวยใหความคิดและความจําของผูเรียนรูดวยตนเองมีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน
ทัง้ น้ีเพราะแผนผงั ความคิด คอื การถา ยทอดความคิด หรอื ขอมูลตา ง ๆ ท่ีมีอยูในสมองลงกระดาษ
โดยการใชภาพ สี เสน และการโยงใย ใชแสดงการเชื่อมโยงขอมูลเก่ียวกับเร่ืองใดเรื่องหน่ึง
ระหวา งความคิดหลัก ความคดิ รอง และความคดิ ยอ ย ท่ีเกีย่ วขอ งสมั พนั ธก ัน
กฎการทําแผนผังความคิด (Mind Mapping)

1. เร่ิมดว ยภาพสตี รงก่งึ กลางหนา กระดาษ
2. ใชภ าพใหม ากท่สี ุดในแผนผงั ความคิด ตรงไหนที่ใชภาพไดใ หใชกอ นคาํ หรอื รหสั
3. ควรเขียนคําบรรจงตัวใหญ ๆ ถาเปนคําภาษาองั กฤษใหใ ชต วั พมิ พใหญ

8

4. เขียนคําเหนอื เสน แตล ะเสน ตองเชือ่ มตอกับเสนอืน่ ๆ
5. คําควรมีลักษณะเปน “หนวย” เชน คําละเสน เพราะจะชวยใหแตละคําเชื่อมโยง
กบั คําอ่นื ๆ ไดอยางอิสระ
6. ใชสใี หท ่ัวแผนผังความคดิ เพราะสจี ะชว ยยกระดบั ความจํา เพลินตา กระตุนสมอง
ซีกขวา
7. เพือ่ ใหเ กดิ ความคิดสรางสรรคใ หม ควรปลอยใหส มองคิดอยางอิสระ อยามัวแตคิด
วาจะเขียนลงตรงไหนดี หรือวา จะใสหรือไมใสอะไรลงไป

9

กจิ กรรมท่ี 1 ใหผูเรียนอธิบายความหมายของคาํ วา “การเรยี นรดู วยตนเอง”
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

กิจกรรมที่ 2 ใหผ เู รยี นอธิบาย “ความสําคัญของการเรยี นรูด วยตนเอง”
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

กจิ กรรมที่ 3 ใหผ เู รยี นสรุปสาระสาํ คัญของ “ลกั ษณะการเรียนรดู วยตนเอง”
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

10

กิจกรรมที่ 4 ใหผูเรยี นสรุปสาระสําคญั ของ “องคประกอบของการเรยี นรดู ว ยตนเอง”
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

11

เรื่องท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คญั ประเภทแหลงเรยี นรู

ความหมายของแหลง เรยี นรู
แหลงเรียนรู หมายถึง แหลงขอมูล ขาวสาร สารสนเทศ และประสบการณที่สนับสนุน

สงเสริม ใหผูเ รียน ใฝร ู ใฝเรียน แสวงหาความรแู ละเรียนรดู ว ยตนเองตามอัธยาศัยอยางกวางขวาง
และตอเนอ่ื ง เพ่ือเสริมสรางใหผเู รยี นเกิดกระบวนการเรยี นรูแ ละเปนบคุ คลแหงการเรยี นรู
ความสาํ คัญของแหลง เรยี นรู

แหลงเรียนรูเปรียบเหมือนหางสรรพสินคาที่เปนที่รวมสินคามากมายหลายชนิด
เชน เดยี วกนั กับแหลงเรยี นรทู บี่ รรจคุ วามรทู ีห่ ลากหลาย ใหผูเรยี นสามารถเขาไปศกึ ษาหาความรูได
ตลอดเวลา ดังนน้ั จึงพอสรุปถึงความสาํ คญั ของแหลง เรยี นรูได ดังนี้

1. เปน แหลง รวมความรูตาง ๆ มากมาย ผเู รยี นสามารถเขาไปศึกษาคนควาหาความรู
ไดต ามความถนดั ของตนเองไดต ลอดชีวิต

2. เปนศนู ยรวมในการติดตอสื่อสารระหวางสถานศึกษาและชุมชน และชุมชนมีสวน
รว มในการจดั การศกึ ษาใหก บั คนในชมุ ชน

3. ผูเ รียนสามารถเขาไปศึกษาคนควาหาความรูไดอยา งมีความสุข
4. ผูเ รยี นสามารถศึกษาหาความรไู ดดว ยตนเองและสามารถเรียนรรู วมกบั ผูอ ่นื ได
5. เปนการปลูกฝงนิสัยการรักชุมชน รักทองถ่ิน มีความพรอมในการมีสวนรวม
แกปญหา ในชุมชนและเปน สมาชกิ ทด่ี ีของชุมชน
6. ผเู รยี นรูมีการยอมรบั ในสงิ่ ใหม ๆ หรอื แนวคดิ ใหม มีความคิดสรา งสรรค
7. ชวยใหผูเรียนประหยัดคาใชจายในการหาซ้ือหนังสือเรียนมาศึกษาหาความรู
โดยการใชแหลงเรียนรูทมี่ ีอยูใหเ กดิ ประโยชนม ากทสี่ ุด

12

ประเภทของแหลง เรียนรู

แหลงเรียนรูส ามารถแบง ได 2 ลกั ษณะ ไดแ ก

1. แบงตามลักษณะทางกายภาพและวัตถุประสงค 5 กลมุ คอื
1) กลุมบริการขอมูล เชน หองสมุด ศูนยการเรียน ศูนยวิทยาศาสตรฯ สถาน

ประกอบการ เปน ตน
2) กลมุ งานศลิ ปวฒั นธรรม เชน พพิ ิธภัณฑ หอศิลป ศาสนสถาน ศูนยวัฒนธรรม

เปนตน
3) กลุมขอมลู ทอ งถน่ิ เชน ภมู ิปญ ญาชาวบาน ส่อื พ้ืนบาน แหลงทอ งเท่ียว เปนตน
4) กลมุ สอื่ เชน วทิ ยชุ ุมชน หอกระจายขา ว อนิ เทอรเนต็ เปนตน
5) กลุมสันทนาการ เชน ศูนยกีฬา สวนสาธารณะ ศูนยนันทนาการในหมูบาน

เปน ตน
2. แบง ตามลักษณะแหลง เรียนรู 6 ประเภท คือ
1) แหลงเรียนรูประเภทบุคคล หมายถึง บุคคลท่ีมีความรู ความสามารถดานใด

ดา นหนง่ึ และสามารถถา ยทอดความรูด วยรปู แบบและวิธีการตาง ๆ จนเปนแบบอยางท่ีดีได เปน
แหลง เรยี นรทู มี่ ชี วี ิต สามารถสอ่ื ความหมายใหผ มู ารับบริการไดอยางดี จัดเปนแหลงเรียนรูที่ไดรับ
ความนิยมมากทีส่ ุด

2) แหลงเรียนรูประเภทธรรมชาติ หมายถึง ทุกสิ่งทุกอยางที่เกิดขึ้นเองตาม
ธรรมชาตแิ ละเปนประโยชนต อมนษุ ย เชน ดิน อากาศ ปา ไม แรธาตุ เปน ตน

3) แหลง เรยี นรปู ระเภทวัตถุ วสั ดแุ ละสถานที่ หมายถึง อาคาร ส่ิงกอสราง ท่ีเรา
สามารถ หาคําตอบไดจากการไดเหน็ ไดยิน หรือการสัมผัส เชน อุทยานแหงชาติ หองสมุด ศูนย
การเรยี น ศนู ยศึกษาธรรมชาติ หรือเขตรกั ษาพันธสุ ตั วป า เปนตน

4) แหลง เรยี นรปู ระเภทสอื่ หมายถึง สื่ออิเล็กทรอนิกสที่ทําหนาท่ีเปนสื่อกลางใน
การถายทอดความรู ทงั้ ภาพและเสยี ง เชน วิทยุ โทรทัศน คอมพิวเตอร เปนตน

5) แหลงเรียนรูประเภทเทคนิค หมายถึง ส่ิงที่แสดงถึงความเจริญกาวหนาทาง
วิทยาการ นวัตกรรม เทคโนโลยีตาง ๆ เปนส่ือท่ีทําใหผูเรียนเกิดการจินตนาการและเกิดแรง
บันดาลใจ ทําใหเ กิดความคิดสรา งสรรค เชน ส่งิ ประดษิ ฐใหม ๆ เปน ตน

6) แหลงเรียนรูประเภทกิจกรรม หมายถึง การปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆ ที่เปน
ประโยชน รวมถงึ การปรบั ปรุงพัฒนาสภาพของทองถ่ิน การเขารวมกิจกรรมในชุมชน สังคม เชน
การรณรงคปอ งกนั ยาเสพตดิ กจิ กรรมสง เสริมการเลอื กตัง้ เปนตน

13

วธิ กี ารใชแหลง เรยี นรู การใชแหลงเรียนรูมีหลักการทีส่ ําคญั 3 ประการ ดงั น้ี

1. การนําผูเรียนไปศึกษาหาความรูจากแหลงเรียนรูจริง เพื่อใหเกิดความรูและ
ประสบการณจริง

2. ใชแหลงเรียนรูเปนสถานที่ฝกงานของผูเรียนโดยตรง เพื่อใหเกิดทักษะและ
ประสบการณต รง

3. การนําภูมิปญญามาสูการเรียนรู ซ่ึงสามารถทําไดท้ังนําผูเรียนไปศึกษาจากภูมิ
ปญญา การใหผ เู รยี นไปฝก งานกบั ภูมิปญ ญา และการเชญิ ภูมิปญญามาใหความรูในสถานศึกษา

การเขา ถึงสารสนเทศจากแหลงเรียนรอู น่ื ๆ

การใหผูเรียนเขาไปใชบริการสารสนเทศในแหลงเรียนรู เปนวิธีการที่จะชวยใหผูเรียน
ไดร บั ขอมูล ขา วสารและความรูท่ีตรงกับความตองการของผูเรียนโดยตรง นอกจากหองสมุดแลว
แหลงเรียนรูอ่ืน ๆ ทุกแหลง ทุกประเภท ถือวาเปนสารสนเทศท้ังส้ิน เพราะองคประกอบของ
แหลง เรียนรทู กุ อยา งสามารถสือ่ ความหมายใหรูถึงเรื่องราวตามเจตนารมณของแหลงเรียนรูนั้น ๆ
ทัง้ หมด

การเขา ถงึ สารสนเทศจากแหลงเรียนรู มีขน้ั ตอนที่สําคญั ดงั นี้

1. ผูเรียนตองสบื หาขอ มูลเบอ้ื งตน ใหไ ดวา สารสนเทศที่ตอ งการจะรู อยูทแ่ี หลงเรียนรู
ใด ซึ่งทําไดโดยการสอบถามจากผูรู เพื่อน บรรณารักษ เอกสารที่เกี่ยวของ หรือคนหาจาก
อินเทอรเ นต็

2. ผเู รียนจะเขาถึงสารสนเทศไดอยางไร อาจเขาถึงโดยสอบถามโดยตรง คนหาจาก
หมวดหมูของเอกสาร หรือจากอินเทอรเน็ต

3. การคนหาสารสนเทศแตละประเภทควรใชเคร่ืองมืออะไร เน่ืองจากขอมูล
สารสนเทศแตละประเภทสามารถเขาถงึ ไดใ นวิธีท่แี ตกตา งกนั

4. หากจาํ เปนตองเขา ถงึ สารสนเทศผานการสืบคนทางอนิ เทอรเน็ต ผเู รียนจําเปนตอง
รูจักวิธีการคน หาสารสนเทศอยา งถกู วิธี เชน คน หาผานกเู ก้ิล (Google) เปนตน

5. หากจาํ เปนตองสืบคน สารสนเทศผานหองสมุดประชาชน ผูเรียนสามารถสืบคนได
ดวยคอมพิวเตอร หรือการสืบคนตูบัตรรายการ ซึ่งสามารถสืบคนได ทั้งจากบัตรชื่อเรื่อง บัตรผู
แตง หรอื บตั รเร่อื ง หรือบัตรหัวเรอื่ ง โดยใชโปรแกรมบริการงานหอ งสมุด หรือ PLS
(Public Library Service)

14

6. การเขา ถงึ สารสนเทศจากแหลง เรยี นรู โดยการสัมภาษณ พูดคยุ กบั ผเู ช่ียวชาญหรือ
ผูรูใ นเร่อื งที่ตอ งการโดยตรง

การใชอนิ เทอรเ นต็ เพ่อื การเรียนรูของตนเอง

ปจ จุบนั อินเทอรเนต็ เขา มามีบทบาทตอการดําเนินชีวิตของคนเราเปนอยางมาก ในการ
เรียนรูดวยตนเองนั้น ผูเรียนสามารถใชอินเทอรเน็ตในการศึกษาหาความรูและคนควาขอมูล
ขาวสารไดง าย ๆ ทสี่ าํ คญั ทกุ วันน้เี ราสามารถเช่ือมตอเครือขายอินเทอรเน็ตเขามาใชในบานเรือน
ซึ่งถอื เปน แหลง เรยี นรูท่ีอยูใกลตัว คนหาไดง าย สะดวก รวดเรว็ และยอดเยี่ยมท่ีสดุ ในยคุ ปจจุบัน

เครือขายคอมพิวเตอรหรือเครือขายอินเทอรเน็ต เปนแหลงรวบรวมขอมูลมากมาย
มหาศาล ไมสามารถเปรียบกับแหลงขอมูลประเภทอ่ืน ๆ ซึ่งการจัดกิจกรรมบนเครือขาย
อินเทอรเ น็ตจะสามารถเชอื่ มโยงและบูรณาการการเรียนการสอนในวิชาตา ง ๆ ใหเ ขาดว ยกนั ได

วธิ ีการใชอ นิ เทอรเ น็ตกบั การเรยี นรูดวยตนเอง

การเรียนรูดวยตนเองจากเครือขายอินเทอรเน็ตใหเกิดประโยชนสูงสุดนั้น ผูเรียนตอง
หมั่นศึกษาหาความรใู หม ๆ ใหท ันสมัยอยเู สมอ ซ่ึงสามารถทําไดหลายลักษณะ ดงั น้ี

1. การสืบคนขอมูลทางอินเทอรเน็ต การใชอินเทอรเน็ตลักษณะนี้ ควรใชในกรณี
ตองการคน หาขอ มลู ท่ีไมส ามารถจะสอบถามใครได และไมส ามารถคน หาดวยแหลง เรยี นรอู นื่ ๆ

2. อเิ ลก็ ทรอนกิ สเ มล (E-mail) เปน วิธีการสง ขอมูล ขาวสาร ภาพ เสียงหรือเร่ืองราว
ตาง ๆ ผานระบบ E-mail ทีส่ ะดวก รวดเรว็ และเปนท่นี ิยมมากท่สี ุดในปจ จุบนั

3. การถายโอนขอมูล เปนการคัดลอกงาน ขอมูล โปรแกรมจากเครื่องหนึ่งไปยังอีก
เครือ่ งหนง่ึ ดวยระบบเครอื ขา ยอนิ เทอรเน็ตทีส่ ะดวก รวดเรว็ ถกู ตอ งตามตนฉบบั ทกุ ประการ

4. การพูดคุยกันท่ีเรียกวา หองสนทนา เปนวธิ กี ารตดิ ตอสอ่ื สารหรือโตตอบกันไดอยาง
เปนปจจุบนั และสามารถพูดคยุ ไดต ลอดเวลาทีม่ กี ารเปด ใชเ คร่ืองมือ

5. กระดานขาว เปนการแลกเปลี่ยนขาวสาร ขอมูล เปนตัวอักษร ภาพหรือเสียง
จากฝายหนึ่งไปยงั อกี ฝายหน่งึ ไดอ ยา งสะดวก รวดเรว็

6. การโฆษณาประชาสัมพันธ เปนการเผยแพรข อ มูล ขาวสารหรอื การดําเนินกิจกรรม
ผา นระบบอินเทอรเ น็ต หรือเว็บไซตท ี่สรา งขึน้ มา

15

7. การติดตามขาวสารขอมูล ทุกคนสามารถติดตามขาวสาร ขอมูลไดทุกพ้ืนที่
ท้ังภายในประเทศและตางประเทศทว่ั โลก

8. การบรกิ ารอื่น ๆ ทวั่ ไป ระบบเครอื ขายอินเทอรเน็ต สามารถใหบริการงานทุกงาน
ไดต ลอดเวลา

โทษของการใชเ ครือขายอินเทอรเน็ตอยางไมระมดั ระวัง
1. โรคติดอนิ เทอรเ นต็ การใชอนิ เทอรเนต็ เปนเวลานาน ๆ จนหยุดไมได หรือหยุดได

ตอ มากลับไปใชอนิ เทอรเ นต็ อีก จนทําใหเสยี เวลา เสียงาน
2. อินเทอรเน็ตในท่ีน้ี หมายความรวมถึง ระบบออนไลน หรือระบบเทคโนโลยีที่

สอ่ื สารกันระหวางคอมพิวเตอรผานสายโทรศัพท หากผูใชบริการใชอินเทอรเน็ตยาวนานตอเน่ือง
หลายชว่ั โมงตอวนั มีความตองการใชอ ินเทอรเ นต็ นาน ๆ ไมสามารถควบคมุ การใชอินเทอรเน็ตได
เกดิ อาการหงดุ หงิดหากตองใชอ ินเทอรเ น็ตนอ ยลงในแตล ะวัน หมกมุนกับอนิ เทอรเ นต็ หรือเหตุผล
อืน่ หลาย ๆ เร่ือง อาจจดั เปนพวก ท่ตี ดิ อินเทอรเ นต็ ได

3. การใชอินเทอรเน็ตไปในทางที่ไมถูกตอง ไมเหมาะสม เชน เผยแพรภาพลามก
อนาจาร อาจไดรบั โทษจากการกระทําซ่งึ ตามกฎหมายมีโทษถงึ ขน้ั ตดิ คุก

เรือ่ งท่ี 2 ขอ ควรคํานงึ ในการศกึ ษาเรยี นรกู บั แหลง เรียนรูต า ง ๆ
รวมทั้งนวตั กรรมและเทคโนโลยี

การเขาไปศกึ ษาหาความรจู ากแหลง เรียนรู ผูเ รยี นควรคํานงึ ถึงสง่ิ สาํ คญั ดงั น้ี
1. ผูเรยี นตองแสวงหาแหลง ขอ มูลที่มีเน้อื หาสาระตรงกับองคความรูที่ผูเรียนตองการ

ใหม ากทีส่ ดุ
2. ผูเ รยี นตอ งพิจารณาใหร อบคอบในการใชขอ มูลจากแหลงเรยี นรทู ่คี น หา
3. ผูเรียนตองศึกษากฎ กติกา หรือขอบังคับในการใชแหลงเรียนรูใหเขาใจกอน

ตัดสนิ ใจใชค วามรจู ากแหลง เรียนรูน้ัน ๆ
4. กอ นเขา ไปศึกษาแหลง เรยี นรู ใหศกึ ษารายละเอียดของวิธใี ชแ หลง เรยี นรูใ หชดั เจน
5. การพัฒนาความเจริญกาวหนาของเทคโนโลยี ทําใหผูเรียนตองพยายามติดตาม

ความกา วหนาของขอ มลู และวธิ ใี ชแ หลง เรียนรทู พ่ี ฒั นาอยางสมํ่าเสมอ

16

ดังนั้น การรูจักและพิจารณาใชแหลงเรียนรูที่มีประสิทธิภาพ ถูกตอง เหมาะสมกับ
กิจกรรมหรืองานท่ีไดรับมอบหมาย จะชวยใหการจัดการศึกษาโดยใชแหลงเรียนรูที่มีอยูเกิด
ประโยชนอ ยา งแทจริง

1. ใหผูเ รยี นสรปุ ความหมายและความสาํ คัญของแหลง เรียนรู มาพอเขาใจ
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

2. แหลง เรยี นรูท ่ีแบงตามลกั ษณะแหลงการเรียนรู มีก่ีประเภท และสามารถเลือกใชแหลงเรียนรู
แตละประเภท ใหเหมาะสมกบั ตนเองอยา งไร

..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

17

3. จงบอกลกั ษณะการใชอ ินเทอรเ น็ตกับการเรยี นรูดว ยตนเองวามกี ่ีวธิ ี แตล ะวิธีมีวธิ กี ารใชอ ยา งไร
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

4. การใชเ ครือขา ยอินเทอรเนต็ ในการติดตอส่อื สารอยางไมร ะมัดระวัง มีโทษอยางไรบาง อธิบาย
และยกตัวอยา งมาอยา งนอย 3 ชนดิ

..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

18

เรอ่ื งท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญ และหลกั การของการจัดการความรู

ความหมายของการจัดการความรู

การจัดการ (Management) หมายถึง กระบวนการในการเขาถึงความรูและการ
ถา ยทอดความรทู ี่ตอ งดาํ เนนิ การรวมกนั กบั ผูปฏิบัตงิ าน จงึ เริม่ ตนจากการบงชีค้ วามรูที่ตองใช การ
สรางและการแสวงหาความรู การประมวลเพื่อกล่ันกรองความรู การจัดการความรูใหเปนระบบ
การสรางชองทางเพื่อการสื่อสารกับผูเกี่ยวของ การแลกเปลี่ยนความรู การจัดการสมัยใหม
ใชกระบวนการทางปญ ญาเปนสิ่งสําคัญในการคิด การตัดสินใจ และสงผลใหเกิดการกระทํา การ
จัดการจงึ เนน ไปท่ีการปฏิบัติ

ความรู (Knowledge) หมายถึง ความรูท่ีควบคูกับการปฏิบัติ ซึ่งในการปฏิบัติ
จาํ เปน ตองใชความรูท หี่ ลากหลายสาขาวิชามาเชอื่ มโยง บูรณาการเพ่อื การคิดและตัดสินใจ และลง
มือปฏบิ ัติ จดุ กาํ เนิดของความรู คือ สมองของคน เปนความรูท ี่ฝงลึกอยูในสมอง เมื่อนําไปใชจะไม
หมดไป แตจ ะเกิดความรเู พมิ่ พนู มากขน้ึ

การจัดการความรู (Knowledge Management) หมายถึง การจัดการกับความรูและ
ประสบการณทมี่ อี ยใู นตัวคน และความรูเ ดน ชัด นํามาแบงปนหรือแลกเปล่ียนใหเกิดประโยชนตอ
ตนเอง และองคก ร กอ ใหเกดิ การพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองคกรใหเปนองคกรแหงการ
เรยี นรู

ความรูแบง ไดเ ปน 2 ประเภท คอื
1. ความรูเ ดนชัด (Explicit Knowledge) คือ ความรูท่ีเขียนอธิบายเปนตัวอักษรได

สามารถถายทอดได โดยผานวิธีการตาง ๆ เชน หนังสือ ตํารา คูมือปฏิบัติงาน เว็บไซต เปนตน
จึงเรียกวา ความรูรปู ธรรม

2. ความรูที่ฝงอยูในตัวคน/ความรูซอนเรน (Tacit Knowledge) คือ ความรูและ
ประสบการณท ่ีแฝงอยูในตัวคน พฒั นาเปนภมู ิปญญา ฝงอยใู นความคิด ความเชื่อ คานิยม ท่ีไดมา
จากประสบการณ พรสวรรคท เ่ี ปน ความสามารถพิเศษเฉพาะตัว

19

ความสาํ คัญของการจัดการความรู

การจัดการความรู จะกอใหเกิดการยกระดับความรูท่ีสงผลตอเปาหมายของการทํางาน
คอื เกดิ การพัฒนาประสิทธภิ าพของงาน คนเกิดการพัฒนา สงผลตอเน่ืองไปถึงองคกร เปนองคกร
แหงการเรียนรู ผลที่เกิดจากการจัดการความรู จึงเปนเรื่องท่ีสําคัญตอการพัฒนาบุคลากร
ในองคกร ซ่งึ ประโยชนท่ีจะเกดิ ขนึ้ มี 3 ประการ คอื

1. ผลสัมฤทธข์ิ องงาน จะเกดิ ผลสําเรจ็ ที่รวดเร็วข้ึน เกิดนวัตกรรมใหมในการทํางาน
และวฒั นธรรมการทาํ งานที่มีความเอ้อื อาทรตอกนั ขน้ึ ในองคกร

2. บุคลากรเกดิ การพฒั นาตนเอง และสงผลรวมทั้งองคกร กระบวนการเรียนรูจาก
การแลกเปล่ียนความรูรวมกัน จะทําใหบุคลากรเกิดความมั่นใจในตนเอง เกิดความรวมมือกัน
ระหวา งเพือ่ นรว มงาน สง ผลใหอ งคก รเปนองคกรแหงการเรยี นรู

3. ยกระดับความรูของบุคลากรและองคกร ทําใหบุคลากรมีความรูรวมกัน
มีแนวทางในการพฒั นางานชดั เจนขน้ึ มอี งคค วามรูท่จี ําเปนตอการใชงาน และจัดระบบงานใหอยู
ในสภาพพรอมใช

หลักการของการจดั การความรู

หลกั การของการจัดการความรู หมายถงึ การใหคนหลากหลายทกั ษะ หลากหลายวิธคี ดิ
ทํางานรวมกัน ชวยกันคิด รวมกันพัฒนาวิธีการในรูปแบบใหม เกิดนวัตกรรมใหม และเกิด
ประสทิ ธภิ าพในการทาํ งาน ตอบสนองความตองการของตนเอง ผูนาํ องคกร ผรู ับบริการและสังคม
โดยการเรยี นรูจากการทดลอง และขยายการเรียนรูไ ปสวู ิธกี ารปฏบิ ตั ิ สคู วามเปนเลศิ โดยการเติม
ความรูจากภายนอก จนเกดิ เปนความรูท่เี หมาะสมตามสภาพท่ตี องการใช

กระบวนการจดั การความรู

กระบวนการจดั การความรู เปนกระบวนการท่ีจะชวยใหอ งคก รเขาถึงข้ันตอนที่ทําใหเกิด
การจดั การความรู หรอื พัฒนาการของความรูท่จี ะเกดิ ขึ้นในองคก ร มี 7 ข้นั ตอน ดังนี้

1. การบงชค้ี วามรู เปนการพจิ ารณาวา เปาหมายการทาํ งานของเรา คืออะไร และถา
จะใหบรรลุเปาหมาย จําเปนตองใชอะไร และขณะน้ีองคกรมีความรูอะไร รูปแบบใด อยูกับใคร
ทกุ คนตองเขา ใจและทุกเรอื่ งตองชัดเจน

2. การสรางและแสวงหาความรู เปนการจัดบรรยากาศ และวัฒนธรรมการทํางาน
ของคน ในองคก รใหเ ออ้ื ตอการแลกเปลี่ยนความรูซง่ึ กนั และกัน กอใหเ กิดความรใู หม

20

3. การจัดการความรูใหเปนระบบ เปนการเตรียมความพรอมในการเก็บรวบรวม
ความรูประเภทตา ง ๆ อยางเปน ระบบ หรอื การคนหา เพือ่ นาํ มาใชง านไดง า ยและรวดเรว็

4. การประมวลและกล่นั กรองความรู เปน การประมวลความรใู นรูปแบบเอกสารหรือ
อื่น ๆ ใหเปน มาตรฐาน ปรบั ปรุงเนื้อหาใหสมบรู ณ ใชภ าษาทเ่ี ขาใจงา ยและใชไ ดงาย

5. การเขา ถงึ ความรู เปนการเผยแพรค วามรใู หผ ูอืน่ ไดใชป ระโยชน เขาถึงไดงายและ
สะดวก เชน เวบ็ บอรด บอรด ประชาสมั พนั ธ เปน ตน

6. การแบงปนแลกเปลี่ยนความรู ทําไดหลายวิธีการ หากเปนความรูเดนชัด อาจ
จดั ทาํ เปน เอกสาร ฐานความรูท่ีตองใชเทคโนโลยีสารสนเทศ หากเปนความรูฝงลึกในตัวคน อาจ
จัดเปน ระบบแลกเปลีย่ นความรู การสอนงาน การสบั เปลย่ี นงาน ชุมชนแหง การเรียนรู เปนตน

7. การเรียนรู ตองใหการเรยี นรเู ปนสวนหนึ่งของการทํางาน การนาํ ความรูไปใชทําให
เกิดการเรียนรแู ละประสบการณใ หมหมนุ เวยี นตอ เน่อื ง เรียกวา เปน “วงจรแหง การเรียนรู”

การรวมกลมุ เพอ่ื การตอ ยอดความรู

หมายถึง การแลกเปลยี่ นเรียนรู เพือ่ ดึงความรูท่ีฝงลึกในตัวบุคคลออกมาเปนองคความรู
เพ่อื นาํ มาใชหรือประยกุ ตใ ชใ นการปฏิบตั งิ าน โดยจะตอ งมีบคุ คล หรือกลุมบุคคลท่ีสงเสริมใหเกิด
การแลกเปลี่ยนเรียนรูซ่ึงกันและกัน หรืออาจกลาวไดวา เปนการเรียนรูวิธีการทํางานของคนท่ี
ประสบผลสาํ เร็จมาเปนบทเรียน และนํามาประยุกตใชกับตนเอง จนเกิดวิธีการปฏิบัติงานใหมท่ีดี
ข้นึ กวาเดิม

การพฒั นาขอบขายความรูข องกลุม

การพฒั นากลมุ ใหม คี วามเขม แข็งย่ังยืนไดน้ัน ตองมีขอบขายความรูที่จําเปนและสําคัญ
ตอการพฒั นากลุม ดงั น้ี

1.ความรูเรื่องการบริหารจัดการกลุม มีความโปรงใส ระบบบัญชีเปนปจจุบัน
ตรวจสอบได มคี วามรว มมอื ไวว างใจซึ่งกันและกัน

2. ความรูเร่ืองการพฒั นาผลติ ภัณฑ เพ่อื ใหผ ลติ ภัณฑม ีคณุ ภาพทันสมยั ไดรบั ความ
นิยมตรงตามความตอ งการของตลาด ทาํ ใหมลี ูกคา ผใู ชบ รกิ ารอยางตอเน่อื ง

3. ความรูเร่อื งการตลาด ตอ งมคี วามรูเกี่ยวกับทําเลท่ีตั้ง ชองทางการจําหนายและ
ขยายตลาดใหมากขึ้น

4. การรักษามาตรฐานของสินคา กลุมตองมีความรูในเร่ืองการผลิตสินคาใหมี
มาตรฐาน สนิ คาจึงจะไดรับการยอมรับ เชน ถาเปน สินคาทผ่ี ลติ ในชุมชน จะตองมีมาตรฐานชุมชน
เปนเครือ่ งกํากบั

21

การจดั ทําสารสนเทศเผยแพรค วามรู

การจดั ทําสารสนเทศ หมายถงึ การจดั รวบรวมขอมูลความรู และประสบการณที่เกิดข้ึน
จากการปฏิบัติใหเปนระบบ เพ่ือสรางชองทางใหคนที่ตองการใชความรูเขาถึงองคความรูไดงาย
และเกดิ การแบง ปนความรรู ว มกันอยางเปนระบบ

การเผยแพรความรู เปนการนําความรูท่ีไดรับมาถายทอดใหบุคลากรในองคกรไดรับรู
โดยสามารถทําไดหลายทาง คือ การเขียนบันทึกรายงานการประชุม สัมมนา การฝกอบรม การ
จดั ทําเปน บทเรียน รูปแบบหนังสือ บทความ วีดิทัศน การฝกสอน และการแลกเปลี่ยนเรียนรูใน
รปู แบบอน่ื ๆ เชน การเลาเรอ่ื ง การสอบถาม การสัมภาษณ เปน ตน

เรื่องที่ 2 ทกั ษะการจดั การความรดู วยตนเองและดวยการรวมกลมุ ปฏิบตั กิ าร

ทกั ษะการจดั การความรดู วยตนเอง

การเรียนรเู พื่อใหเ กิดการจดั การความรูดวยตนเอง ตองเร่ิมจากการคิด แลวลงมือปฏิบัติ
การปฏิบตั ิจะทําใหจดจําไดแมนยํากวา และมีการบันทกึ ความรูระหวางปฏบิ ตั ไิ วใ ชท บทวน หรือให
ผอู ืน่ นาํ ไปปฏบิ ัตติ ามได ขัน้ สดุ ทายใหย อนกลบั ไปทบทวนกระบวนเรยี นรู เพ่อื ตรวจหาจุดบกพรอง
และปรับปรุง พัฒนาจุดบกพรองนั้นใหได ทักษะในการจัดการความรูดวยตนเอง สามารถฝกได
ดงั นี้

ฝกสังเกต ใชส ายตา หู ในการสงั เกตจะชว ยใหเขาใจเหตกุ ารณน นั้ ๆ ได
ฝกการนําเสนอ เพื่อนําความรูไปสูการแลกเปลี่ยนเรียนรูกับผูอื่น จะทําใหการ
แลกเปลยี่ นความรูกนั อยางกวางขวางขน้ึ
ฝกต้งั คําถาม การตั้งคําถามใหตนเองหรือผูอื่นตอบ ทําใหไดขยายขอบขายความคิด
ความรกู วา งขน้ึ ไปอีก
ฝกแสวงหาคําตอบ ตองรูวาความรูหรือคําตอบมีแหลงขอมูลอยูท่ีใดบาง เชน จาก
เอกสาร อินเทอรเ นต็ หรอื สอบถามจากตัวบคุ คล เปนตน
ฝกบรู ณาการเช่อื มโยงความรู เน่ืองจากความรูท ี่มีอยหู ลากหลาย และมคี วามสัมพันธ
เชอ่ื มโยงกนั จงึ จําเปนตองรูองครวมของเรื่องน้ัน ๆ ยกตัวอยาง เชน ปุยหมัก ไมเฉพาะมีความรู
เรอ่ื งวิธที าํ แตตอ งรูเชื่อมโยงไปถึงวิธีการนําไปใชหรือแนะนําผูอ่ืน โยงไปถึงการกําหนดราคาเพ่ือ
ขาย การบรรจุภัณฑทกุ อยา งตองบูรณาการกันทั้งหมด

22

ฝกบันทึก การจดบันทึกความรูจากการปฏิบัติของตนเอง ใชเปนหลักฐานรองรอย
การคิด การปฏิบัติ เพอ่ื การทบทวนการเรียนรูของตนเอง การเขาถึงและการเรียนรูของบุคคลอ่ืน
ดว ย

ฝกการเขียน การเขียนงานของตนเองเปนประโยชนตอการเรียนรูของตนเองและ
ผูอ่นื เปน การเผยแพรความรูผ านการอาน การเขยี น

ทกั ษะการจัดการความรดู วยการรวมกลุมปฏบิ ตั กิ าร

การจัดการความรูท่ีเกิดข้ึนจากการรวมกลุมเพ่ือแกปญหา หรือพัฒนาในระดับกลุม
องคก รหรือชุมชน มขี น้ั ตอนการปฏบิ ัติ ดังนี้

1. การบงช้ีความรู โดยการสํารวจ วิเคราะหปญหาภายในกลุม เรียงลําดับ
ความสาํ คญั ของปญ หา กาํ หนดความรทู ีต่ อ งใชแกปญหา หรอื พัฒนากลุม

2. การสรางและแสวงหาความรู เมื่อกําหนดองคความรูที่จําเปนในการแกปญหา
หรอื พัฒนาแลว จงึ ทําการสาํ รวจและแสวงหาความรูที่ตอ งการจากหลาย ๆ แหลง

3. การจดั การความรูใหเปนระบบ นาํ ขอ มูลทไ่ี ดจากการแสวงหาความรูมาจัดระบบ
เพอ่ื ใหงา ยตอ การวิเคราะห และตดั สนิ ใจในการนําไปใช

4. การประมวลและกลั่นกรองความรู ความรูที่ไดมาจากแหลงตาง ๆ ตองมีการ
ประมวลและกล่นั กรองกอนนาํ มาใช ความรูท่ีผานการปฏิบัติจนประสบความสําเร็จ เปนความรูท่ี
สามารถนาํ มาประยกุ ตใ ชในกลุม ได

5. การเขาถึงความรู ทุกคนในกลุมควรมีสวนรวมในการเขาถึงความรูในการ
แกป ญหาและพฒั นากลุม การเขาถงึ ความรไู ดงาย คือการแลกเปล่ียนเรียนรูในตัวคน การศึกษาดู
งานกลมุ อน่ื หรอื การศกึ ษาหาความรจู ากแหลง เรียนรตู าง ๆ

6. การแบงปนแลกเปลี่ยนความรู ความรูสวนใหญอยูในสมองคน ซ่ึงเปนผูปฏิบัติ
การแลกเปล่ียนเรียนรูเปนการตอยอดความรูใหแกกันและกัน ทําไดหลายวิธี เชน การประชุม
สัมมนา ศกึ ษาดงู าน การสอนงานโดยรวมกลุมปฏิบัติการเรือ่ งทสี่ นใจ เปนตน

7. การเรียนรู สมาชิกในกลุมเกิดการเรียนรูรวมกัน เกิดแนวคิดนําไปใชโดยการ
ปฏบิ ัติ สงผลใหเกิดการเรยี นรมู ากย่งิ ข้นึ จนเกิดผลสําเรจ็ ถอื วา เปน ผลสาํ เรจ็ จากการปฏิบัตทิ ีเ่ ปน
เลศิ (Best Practice)

23

เร่อื งท่ี 3 การสรปุ องคค วามรูข องกลมุ จดั ทําสารสนเทศองคค วามรูในการพฒั นา
ตนเอง

การสรปุ องคค วามรู

การสรุปองคค วามรูเปนการตอยอดความรูใหต นเองและผอู น่ื โดยดําเนินการตามขั้นตอน
ดังนี้

1. กาํ หนดความรหู ลักทีจ่ ําเปน หรอื สาํ คญั ตองานหรือกิจกรรมของกลุม หรือองคก ร
2. เสาะแสวงหาความรูที่ตองการ
3. ปรับปรุง ดัดแปลงสรา งความรูบางสว นใหเหมาะตอการใชง านของตนเองและกลมุ
4. ประยกุ ตใชความรใู นกจิ กรรมงานของตนเองและกลมุ
5. นําประสบการณจากการทํางาน และการประยุกตใชความรูมาแลกเปลี่ยนเรียนรู
และสกดั ขมุ ความรูออกมาบันทกึ ไว
6. จดบนั ทกึ “ขุมความร”ู และ “แกน ความรู” สาํ หรับไวใชงาน และปรับปรุงเปนชุด
ความรูใหครบถว นและเชือ่ มโยงกันมากขน้ึ เหมาะตอ การใชงานมากข้ึน
การสรุปองคความรทู ี่ไดดาํ เนินการตามวิธีการดงั กลาวขางตน ผูเรียนสามารถนํามาจัดทํา
เปนสารสนเทศในรปู แบบตา ง ๆ เพื่อใหค นเขา ถงึ ความรไู ดงา ยและนาํ ไปสกู ารปฏิบตั ไิ ด

วธิ กี ารหาความรดู ว ยการจดั ความรโู ดยการรวมกลมุ นกั ปฏิบตั กิ าร

ในการจัดการความรูวิธีรวมกลุมปฏิบัติการ มีวิธีหาความรูเพื่อใหเกิดการแลกเปล่ียน
เรยี นรู โดยดึงความรูท่ีมีอยใู นตัวบุคคลออกมา เปนองคความรูเพื่อใชในการปฏิบัติงาน จะตองมี
บคุ คลที่คอยสงเสรมิ และกระตุน ใหเ กิดการแลกเปล่ียนเรียนรดู ว ยวธิ ีการหลายรปู แบบ ดงั น้ี

1. การประชุมสัมมนา เปนการแลกเปลย่ี นเรยี นรูรวมกนั ในกลมุ
2. การไปศกึ ษาดงู าน มกี ารซกั ถามและจัดเวทแี สดงความคิดเห็น แลกเปล่ียนความรู
จากคนไปสูคน
3. การเลาเรื่อง เปนการรวมกลุมของผูปฏิบัติงานท่ีมีลักษณะคลายกัน แลกเปลี่ยน
ความรู โดยการเลา เรอื่ งสกู นั ฟง มีการสกดั ความรู วธิ ีการทํางานท่ีประสบความสําเร็จของแตละ
คน ซง่ึ อาจแตกตา งกนั และสามารถนาํ ความรไู ปประยกุ ตใ ชในงานของตนได

24

4. ชุมชนนักปฏิบัติ เปน การรวมกลมุ ของคนทสี่ นใจเรอ่ื งเดยี วกัน รวมตัวแลกเปลี่ยน
เรียนรู ผานการส่ือสารหลายชองทาง เชน การประชุมสัมมนา ต้ังชมรม หรือใชเทคโนโลยี
แลกเปลยี่ นความรูกนั ในลักษณะของเว็บบอรด สามารถเรยี นรูไดทุกท่ีทุกเวลา ทําใหเกิดความรู
และตอ ยอดความรู

5. การสอนงาน เปน การถา ยทอดความรู บอกวิธกี ารทํางาน ชวยเหลอื เพือ่ นรวมงาน
เปลี่ยนความรจู ากคนท่ีรมู ากสูคนทรี่ ูนอ ย

6. เพอื่ นชว ยเพอ่ื น เปน การเชิญทมี อ่นื มาแบงปนประสบการณด ี ๆ โดยการแนะนํา
สอน บอกตอ หรือเลา เพอ่ื นํามาประยกุ ตใ ชในการยกระดับความรแู ละพฒั นางานใหดยี ิ่งขน้ึ

7. การทบทวนการปฏิบัติงาน เปนการทบทวนทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน
ทั้งกอน ระหวาง และหลังการปฏิบัติงาน เพ่ือทบทวนส่ิงท่ีไดปฏิบัติรวมกัน และนําสิ่งที่ไดไป
พัฒนางานตอไปได

วิธกี ารจัดทาํ สารสนเทศเพอ่ื การเผยแพรค วามรู

วิธีการจัดทําสารสนเทศ โดยการรวบรวมองคความรูท่ีเปนประโยชน และเผยแพรให
ผสู นใจไดเ รยี นรู วิธีการเผยแพรส ามารถดําเนนิ การไดหลายแนวทาง ดังน้ี

1. จดั ทําเปนแผนพับ แผน ปลวิ โดยสรุปองคความรใู หกระชับ เขาใจงา ย
2. บันทกึ เรอื่ งเลา โดยจดั ทําเปน เอกสารรวมเลม จดั หมวดหมใู หสะดวกแกการคนหา

3. บนั ทึกการถอดบทเรยี น โดยจดั ทําเปนเอกสาร และมีรายละเอียดของการถอด
บทเรยี นวา ทําไม อยา งไร

4. วีซีดี โดยสรปุ ยอกระบวนการคนพบ อาจถายทอดเปนสารคดี บอกถึงวิธีการตาง
ๆ รวมทัง้ แนะนําแหลงขอมูลเพ่ือการตดิ ตาม

5. คูมือการปฏิบัติงาน เพ่ือใหเห็นรองรอยการทํางานท่ีประสบความสําเร็จทุก
ขน้ั ตอน

6. ระบบอนิ เทอรเ น็ตในรูปของเวบ็ บอรด ชวยใหเผยแพรสะดวก รวดเรว็
7. เผยแพรผานภมู ิปญ ญา โดยการบรรยาย หรืออภิปรายสอดแทรกความรูท่ีคนพบ
เพื่อใหม าศกึ ษาดงู าน หรือฟงการบรรยายไดเ หน็ ภาพและมคี วามรเู พม่ิ เติม
8. การประชาสัมพันธผ า นส่ือของชุมชน เชน วทิ ยชุ มุ ชน เสียงตามสาย เปน ตน

25

กรณีตวั อยา ง
ศนู ยเ รยี นรปู ราชญช าวบานจังหวัดลาํ ปาง ของนายสมโภชน ปานถม(ลุงอวน)

นายสมโภชน ปานถม หรือที่คนท่ัวไปรูจักในชื่อ ลุงอวน เกิดวันที่ 22 กันยายน 2494
จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนตน มีภูมิลําเนาอยูท่ีบานเลขท่ี 253 บานหวยรากไม หมู 5
ตําบลสบปา ด อาํ เภอแมเมาะ จังหวดั ลาํ ปาง เปนผูนําในการปลูกผักปลอดสารพิษและจัดทําศูนย
เรียนรูการเกษตรอินทรีย เพ่ือเปนแหลงเรียนรูใหเกษตรกรผูปลูกผัก และผูสนใจเกี่ยวกับการใช
สารอนิ ทรีย เพ่ือลดตน ทุนการผลติ นอกจากน้ี ลงุ อวนยงั ไดร บั รางวัลตาง ๆ มากมาย เชน

ป 2558 ไดรับรางวัล สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร จากกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ และรางวลั การปลกู พชื ผกั และสมนุ ไพรไลแมลง จากมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร

ป 2550 ไดรับคัดเลือกจากจังหวัดลําปางเปนปราชญชาวบาน และเปนอนุกรรมการ
แผนงาน/โครงการที่เกีย่ วของกับเศรษฐกจิ พอเพียงของกระทรวงเกษตรและสหกรณร ะดบั จังหวดั

ป 2549 ไดรับรางวัลหมอดินอาสาดีเดน สาขาการจัดทําชุดการเรียนรู จากสํานักงาน
พัฒนาท่ีดนิ เขต 6

ป 2548 ไดร ับรางวลั การประกวดสงเสรมิ เศรษฐกิจพอเพยี ง (ผักปลอดสารพิษ) ประเภท
บุคคล ในเขตพื้นทีอ่ ําเภอแมเมาะ

จากผลงานทลี่ ุงอว น ไดร บั มากมายหลายรางวัลและหลากหลายสาขานนั้ ลวนเกิดมาจาก
การ ไมยอมหยุดน่ิงที่จะเรียนรู โดยครั้งแรกท่ีลุงอวนมาตั้งถิ่นฐานอยูท่ีอําเภอแมเมาะ เห็นวา
ชาวบานปลกู ผัก โดยใชปยุ เคมีกนั มาก จงึ มแี นวคดิ ทีจ่ ะปลกู ผักปลอดสารพิษข้ึน โดยปฏิบัติตนตาม
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทดลองทําไปพรอม ๆ กับการศึกษาหาความรู การดูงาน ถามผูรู
เขา ฝกอบรม สมั มนา ลองผดิ ลองถกู เปน เวลาหลายป จนประสบความสําเรจ็ และไดรับการยกยอง
เปนผทู ่มี คี วามรเู รอ่ื งเกษตรอนิ ทรีย และดําเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงนํา
ประสบการณม าถา ยทอดใหแ กคนในหมูบา นได ถึงแมจะประสบความสําเร็จในการดําเนินชีวิตตาม
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จนเปนตัวอยางของคนในหมูบานแลว ลุงอวนยังไมยอมหยุด
เรียนรู ไดเดินทางไปศึกษาเรียนรูยังแหลงเรียนรูตาง ๆ ศึกษาหาความรูเพ่ิมเติมดวยตนเองทาง
ขอมูลขาวสาร เขารับการฝกอบรม รับฟงขอเสนอแนะจากผูรูหรือเจาหนาท่ีที่มาใหความรู
เพือ่ นาํ มาปรับปรงุ ในการทํางานตลอดเวลา เม่ือลงุ อวนเกิดการตกผลกึ ความรู จึงคิดที่จะถายทอด
ความรูใหผูสนใจท่ัวไป จึงไดจัดต้ังศูนยเรียนรูการเกษตรอินทรียเพื่อพัฒนาอยางย่ังยืน โดยการ
สนับสนนุ ของหนวยงานท่ีเกยี่ วของ เพ่ือเปนแหลงเรยี นรใู หแ กเ กษตรกรผูปลูกผักและผูสนใจท่ัวไป

26

ในการเรียนรูถึงการใชสารอินทรียทดแทนสารเคมีเพ่ือลดตนทุนการผลิต โดยมีหลักสูตรการ
ฝกอบรมท่ีหลากหลาย เชน หลักสูตรการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตรการเกษตร
อินทรีย หลักสูตรการผลิตปุยชีวภาพและสารอินทรียเพ่ือใชในไรนา หลักสูตรการเลี้ยงปลา
การเล้ียงไก การทําบัญชีครัวเรือน เปนตน มีผูสนใจมาศึกษาเรียนรูในศูนย ฯ เปนจํานวนมาก
นอกจากนี้ ลงุ อวนยังเปน วทิ ยากรถายทอดความรูดานการใชเทคโนโลยีการจัดการดิน วิทยากรการ
ทาํ สารอนิ ทรียเพ่อื การเกษตร วิทยากรในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการกระบวนการขับเคลื่อน
เกษตรอินทรียจังหวัดลําปาง ของสํานักงานเกษตรและสหกรณจังหวัดลําปาง และวิทยากรการ
ผลติ ปยุ ชีวภาพและสารอินทรีย ของศนู ยการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอําเภอแม
เมาะ ฯลฯ นอกจากน้ี ยังไดด ําเนนิ การจัดเวทเี พื่อแลกเปลยี่ นเรียนรกู ับชาวบาน เกษตรกร ท้ังแบบ
ไมเปน ทางการในรูปแบบสภากาแฟ และแบบทางการ โดยมหี นวยงานท่ีเกย่ี วขอ งมาชว ยใหความรู
ดว ย

จะเห็นวา ลุงอว น หรือนายสมโภชน ปานถม เปนผูท่ีมีความกระตือรือรนที่จะศึกษาเรียน
รูอยูตลอดเวลา และนําความรูที่ตนเองมีอยูถายทอดใหกับบุคคลอื่น เปนการขยายความรูให
แพรหลายและขยายวงกวา งออกไปตามลําดับ

27

1. ใหผูเรียนศึกษากรณีตัวอยาง ศูนยเรียนรูปราชญชาวบานจังหวัดลําปาง ของนายสมโภชน
ปานถม แลว ตอบคําถาม ดังตอไปน้ี

1.1 ใหบอกวิธกี ารเรยี นรูทีห่ ลากหลายของนายสมโภชน ปานถม
1.2 ใหบอกวิธีการพัฒนาตนเอง เพื่อใหเกิดการแสวงหาความรูที่หลากหลาย ของนาย
สมโภชน ปานถม
2. ใหผ เู รียนยกตวั อยา งแผนผงั ความคดิ เกี่ยวกบั อาชพี ในชุมชนมา 1 ตวั อยาง

แนวทางการเฉลย
1.1 วิธีการเรียนรขู องนายสมโภชน ปานถม (ลงุ อวน) เรมิ่ ตนจาก
1) การทดลองปลูกผักปลอดสารพษิ เพอ่ื แกป ญ หาการใชปุยเคมีในการปลูกผักของ

คนในชุมชน โดยทําการทดลองไปพรอมกับการศึกษาหาความรู จากการศึกษาดูงาน ถามผูรู
การฝก อบรม สมั มนา และปฏิบัติแบบลองผิดลองถูก จนประสบความสําเร็จ ไดรับการยกยองให
เปนผูมีความรูเร่ืองเกษตรอินทรีย และเปนตัวอยางที่ดีในการดําเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง

2) การถายทอดความรูใหคนในหมูบาน เปนการแลกเปล่ียนความรูและ
ประสบการณใหบุคคลอื่น เปนการแบงปน แลกเปล่ียนความรูโดยการปฏิบัติ สงผลใหเกิดการ
เรียนรมู ากยงิ่ ข้ึน เปน การ ตอยอดความรใู หต นเองและผอู น่ื

3) การศึกษาหาความรูเพ่ิมเติมอยางตอเนื่องจากแหลงเรียนรูตาง ๆ ที่เปนความรู
ขอ มลู ขาวสาร จากขอ เสนอแนะของผรู หู รอื เจาหนาท่ที ่ีมาใหความรู จากการฝกอบรม และนําส่ิงที่
ไดเรียนรูเพิ่มเติมมาปรับปรุงการทํางานของตนเอง จนตกผลึกเปนความรูท่ีสามารถขยายผลให
ผสู นใจท่วั ไปไดก วางขวางยิ่งขน้ึ โดยการจดั ตั้งศนู ยเ รียนรูก ารเกษตรอินทรีย

1.2 วธิ กี ารพฒั นาตนเอง เริ่มจากการวิเคราะหตนเองเพ่ือรูจุดออน จุดแข็ง และความ
ตองการของตนเอง กําหนดเปาหมาย แนวทางในการแกปญหาและพัฒนาตนเอง ทําใหเกิดการ
แสวงหาความรู เพอ่ื เดนิ ไปสูจุดหมายและประสบความสําเรจ็ การพัฒนาตนเองของลุงอวนเพ่ือให
เกดิ การแสวงหาความรทู ี่หลากหลาย สรปุ ได ดงั นี้

1) การวเิ คราะหตนเอง รูปญหาทเ่ี กิดขนึ้ คือ การใชสารเคมีในการปลกู ผกั ของคนใน
ชุมชนและมีความตองการแกปญหา จึงกําหนดเปาหมายในการทํางาน โดยการทดลองปลูกผัก

28

ปลอดสารพิษและปฏิบัติตนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความตองการเรียนรูและ
แสวงหาความรจู ากผรู ู การฝก อบรมสมั มนา การศึกษาดูงาน การทดลองปฏิบัติการปลูกผักปลอด
สารพิษจนบรรลุเปาหมายและกลายเปนบุคคลตัวอยางในการดําเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง

2) การนาํ ความรแู ละประสบการณท่ีเปน จุดแขง็ ของตนเองไปถายทอดใหบุคคลอ่ืน
ทําใหเกิดการพัฒนาตนเอง โดยลุงอวนไดไปแสวงหาความรูเพิ่มเติมจากแหลงเรียนรูตาง ๆ
การแลกเปลย่ี นเรยี นรู การรับฟงขอเสนอแนะจากผรู แู ละเจา หนาที่ผใู หความรู ในการอบรม สัมมนา
ทาํ ใหลุงอวนมีความรูเ พ่มิ ขึ้น และมีการพัฒนาตนเองอยางตอเนอ่ื ง

3) การจัดตั้งศูนยเรียนรูการเกษตรอินทรีย เปนการรวบรวมองคความรูและ
ประสบการณท้ังหมด จัดไวอยางเปนระบบ ในรูปแบบหลักสูตรการฝกอบรมท่ีหลากหลาย เชน
หลกั สูตรการเกษตรแบบเศรษฐกจิ พอเพียง การเกษตรอินทรีย การผลิตปุยชีวภาพ การเลี้ยงปลา
การเลี้ยงไก การทําบัญชีครัวเรือน เปนตน ซ่ึงความรูที่เปนหลักสูตรตาง ๆ ดังกลาวเกิดจากการ
คนควา แสวงหาความรูเพม่ิ เติมจากแหลง เรยี นรูที่หลากหลาย และจากหนว ยงานภาครฐั ที่สนับสนุน
ทําใหเปน องคค วามรูทีส่ มบูรณแ บบ สามารถเปน แหลง เรยี นรใู นการจดั กจิ กรรมแลกเปลี่ยนเรยี นรู
ที่เปนประโยชนในการพฒั นาตนเองและ บุคคลอื่น ๆ ไดเ ขาถึงความรูไดอยา งเปน ระบบ

29

2. แผนผังความคิดเกยี่ วกับอาชพี ในชมุ ชน

30

เรอ่ื งที่ 1 ความเชือ่ พน้ื ฐานทางการศกึ ษาผูใหญ/ การศึกษานอกระบบทเ่ี ชอ่ื มโยง
มาสูปรชั ญาคิดเปน

ในชีวิตประจําวันทกุ คนตองเคยพบกับปญหาตาง ๆ ไมวาจะเปน ปญหาการเรียน การงาน
การเงิน หรอื แมแ ตการเลนกีฬา หรือปญ หาอน่ื ๆ เชน ปญ หาขัดแยงของเด็ก ปญหาการแตงตัวไป
งานตา ง ๆ เปนตน เมอื่ เกดิ ปญหากเ็ กดิ ทกุ ข แตล ะคนก็จะมวี ิธแี กไ ขปญหา หรอื แกท กุ ขดวยวิธีการ
ที่อาจจะแตกตางกันไป และอาจใหผลลัพธท่ีเหมือนกันหรือตางกันก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับพ้ืนฐาน
ความเช่อื ความรู ความสามารถและประสบการณของบุคคลน้ัน หรืออาจจะขึ้นอยูกับทฤษฎีและ
หลักการของความเช่ือทต่ี า งกันเหลาน้นั

“คิดเปน” มาจากความเช่ือพื้นฐานเบื้องตนท่ีวา คนมีความแตกตางกันเปนธรรมดา
แตทุกคนมีความตองการสูงสุดเหมือนกัน คือ ความสุขในชีวิต คนจะมีความสุขไดก็ตอเม่ือมีการ
ปรบั ตวั เองและสังคม ส่งิ แวดลอมใหเขาหากันอยางผสมกลมกลืนจนเกิดความพอดี นําไปสูความ
พอใจและมีความสุข อยางไรก็ตามสังคมส่ิงแวดลอมไมไดหยุดนิ่ง แตจะมีการเปล่ียนแปลงอยาง
รวดเร็วอยูตลอดเวลา กอใหเกิดปญหาเกิดความทุกข ความไมสบายกายไมสบายใจข้ึนไดเสมอ
กระบวนการปรับตนเองกบั สังคม ส่ิงแวดลอมใหผสมกลมกลืน จึงตองดําเนินไปอยางตอเน่ืองและ
ทันการณ คนท่ีจะทําไดเชนนี้ ตองรูจักคิด รูจักใชสติปญญา รูจักตัวเองและธรรมชาติ สังคม
ส่ิงแวดลอมเปนอยางดี สามารถแสวงหาขอมลู ท่เี ก่ียวขอ งอยางหลากหลายและพอเพียง อยางนอย
3 ประการ คือ

1. ขอ มลู ท่ีเกีย่ วของกบั ตนเอง
2. ขอ มูลทางสังคมและสิ่งแวดลอ ม
3. ขอ มลู ทางวิชาการ
ซึ่งเปนหลักในการวิเคราะหปญหา เพื่อเลือกแนวทางการตัดสินใจท่ีดีท่ีสุดในการแกปญหา หรือ
สภาพการณทเ่ี ผชิญอยูอยางรอบคอบ จนมีความพอใจแลวก็พรอมจะรับผิดชอบการตัดสินใจนั้น
อยางสมเหตุสมผล เกิดความพอดี ความสมดุลในชีวิตอยางสันติสุข เรียกไดวา “คนคิดเปน”
ซ่งึ กระบวนการคิดเปน อาจสรปุ ได ดังน้ี

31

อาจารย ดร.โกวิท วรพิพัฒน เคยกลาวไววา “คิดเปน” เปนคําเฉพาะที่หมายรวมทุก
อยางไวใ นตวั แลว เปน คาํ ทบ่ี ูรณาการเอาการคิด การกระทํา การแกปญหา ความเหมาะสม ความ
พอดี ความเชื่อวัฒนธรรม ประเพณี คุณธรรมจริยธรรม มารวมไวในคําวา “คิดเปน” หมดแลว
นนั่ คอื ตอ งคดิ เปน คดิ ชอบทําเปน ทาํ ชอบ แกป ญ หาไดอ ยางมคี ณุ ธรรมและความรับผิดชอบ ไมใช
เพียงแคคิดอยางเดียว เพราะเร่ืองดังกลาวเปนขอมูลที่ตองนํามาประกอบการคิด การวิเคราะห
อยา งพอเพียงอยูแลว

จากแผนภูมิดังกลาวน้ี จะเห็นวา คิดเปนหรือกระบวนการคิดเปนน้ัน จะตอง
ประกอบดวยองคประกอบตา ง ๆ ดงั ตอ ไปนี้

1. เปน กระบวนการเรียนรูท ปี่ ระกอบดว ยการคิด การวิเคราะห และสังเคราะหขอมูล
ประเภทตาง ๆ ไมใชการเรียนรูจากหนังสือหรือลอกเลียนจากตํารา หรือรับฟงการสอนการบอก
เลา ของครูแตเ พียงอยางเดียว

2. ขอมูลท่ีนํามาประกอบการคิด การวิเคราะหตาง ๆ ตองหลากหลาย เพียงพอ
ครอบคลุมอยา งนอย 3 ดา น คอื ขอ มูลเก่ยี วกับตนเอง ขอมลู เกีย่ วกับสังคมสิ่งแวดลอม และขอมูล
ทางวชิ าการ

32

3. ผูเรียนเปนคนสําคัญในการเรียนรู ครูเปนผูจัดโอกาสและอํานวยความสะดวกใน
การจดั การเรยี นรู

4. เรยี นรจู ากวถิ ชี ีวติ จากธรรมชาติและภูมิปญญา จากประสบการณและการปฏิบัติ
จริง ซ่งึ เปน สว นหนึ่งของการเรยี นรตู ลอดชีวติ

5. กระบวนการเรียนรูเปนระบบเปดกวาง รับฟงความคิดของผูอ่ืนและยอมรับความ
เปนมนุษยท่ีศรัทธาในความแตกตางระหวางบุคคล ดังนั้น เทคนิคกระบวนการท่ีนํามาใชในการ
เรยี นรู จงึ มกั จะเปน วิธีการสานเสวนา การอภปิ รายถกแถลง กลมุ สัมพันธเ พ่ือกลมุ สนทนา

6. กระบวนการคิดเปนน้ัน เม่ือมีการตัดสินใจ ลงมือปฏิบัติแลวจะเกิดความพอใจ
มีความสุข แตถาลงมือปฏิบัติแลวยังไมพอใจ ก็จะมีสติไมทุรนทุราย ไมเดือดเนื้อรอนใจ แตจะ
ยอนกลับไปหาสาเหตุแหงความไมสําเร็จ ไมพึงพอใจกับการตัดสินใจดังกลาว แลวแสวงหาขอมูล
เพิ่มเติม เพ่ือหาทางเลือกในการแกปญหา แลวทบทวนการตัดสินใจใหมจนกวาจะพอใจกับการ
แกปญหาน้ัน

การเชอื่ มโยงความเชื่อพนื้ ฐานทางการศกึ ษาผใู หญ/การศึกษานอกระบบ กบั ปรชั ญาคดิ เปน

พจนานกุ รมไทยฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ใหนิยามคําวา ปรัชญา ไววา วิชาวา
ดวยหลกั แหงความรแู ละความจริง

คิดเปน คือ ลักษณะอันพึงประสงคท่ีชวยใหคนสามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมที่
เปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลาไดอ ยา งสนั ติสขุ เพราะ

1. มีความเช่ือมั่นในหลักแหงความเปนจริงของมนุษยท่ียอมรับในความแตกตางของ
บคุ คล

2. เปนหลักการและแนวคิดสําคัญในการดําเนินโครงการตาง ๆ ทางการศึกษาผูใหญ
การศึกษานอกโรงเรยี น ตงั้ แตใ นอดีตท่ผี านมาถงึ ปจจุบัน

3. เปนหลักคิดและแนวทางในการดําเนินชีวิตประจําวันของคนทํางานการศึกษานอก
โรงเรียนและบคุ คลทั่วไป

จากการที่คิดเปน เปนทั้งความเช่ือในหลักความเปนจริงของมนุษย เปนทั้งหลักการ
แนวคิด และ ทิศทางการดาํ เนินกจิ กรรมและโครงการตา ง ๆ ของ กศน. และเปนพ้ืนฐานที่สําคัญ
ในวิถีการดาํ เนินชวี ติ ของบุคคลท่ัวไป รวมทั้งเปนการสงเสริมใหมีทักษะการเรียนรูเพื่อการเรียนรู
ตลอดชีวิตในอนาคต คิดเปนจึงเปนท่ียอมรับและกําหนดใหเปน “ปรัชญาคิดเปน”หรือปรัชญา
การศกึ ษานอกโรงเรียนท่เี หมาะสมกับความเปน กศน. เปน อยางย่ิง

33

เร่อื งท่ี 2 ความหมาย ความสาํ คัญของการคดิ เปน

ความหมายของการคดิ เปน

“คิดเปน” หมายถึง การวิเคราะหปญหา และการแสวงหาคําตอบหรือทางเลือก
เพ่อื แกปญ หาหรอื ดบั ทุกข ในอกี ความหมายหน่ึง “คิดเปน” หมายถึง การคิดอยางรอบคอบเพ่ือ
แกปญหา โดยอาศัยขอมูลตนเอง ดานสังคมและส่ิงแวดลอม และดานวิชาการ มาเปน
องคป ระกอบในการคิดตัดสินใจแกป ญหา นอกจากน้ี “คดิ เปน ” ยังหมายถงึ การคดิ ที่ดี มีหลกั การ
ในการดํารงชวี ติ ท่ีถกู ตอ งทสี่ ดุ หากบุคคลใดนําไปใชเปนแนวคิดในการแกปญหาท่ีเปนอุปสรรคใน
การดํารงชวี ิต ดวยการใชขอมูลทีเ่ ปน จริงและเพยี งพอ ก็จะชวยใหแกไขปญ หาได

จากความหมายของ “คิดเปน” ทั้ง 3 ความหมาย จะเหน็ ไดว ามีทิศทางไปในทางเดียวกนั คอื
1. ปรัชญานีม้ ีไวเพอ่ื แกป ญหา
2. สง่ิ สําคัญทสี่ ุดในการตดั สินใจแกป ญหาคอื ขอมูล
3. ขอมูลประกอบการตัดสินใจ ตองเปนขอมูลจริง และมีจํานวนมากพอตอการ

ตัดสนิ ใจ
4. ในความหมายของขอมูล ปรัชญานี้ใชขอมูลใกลตัวที่เกี่ยวของกับปญหาเหลาน้ัน

ไดแ ก ขอมลู ตนเอง ขอ มลู สงั คมสงิ่ แวดลอ ม และขอมูลวชิ าการ
5. การคิดเปนมีลักษณะเปนพลวัตร หมายถึงปรับเปล่ียนไดเสมอ ในกรณีที่

เปลย่ี นแปลงขอ มลู หรอื เปาหมายชีวิต

ความสําคัญของการคดิ เปน

การคิดทีผ่ า นกระบวนการอยา งเปน ระบบ จะสงผลใหการปฏิบัติมีประสิทธิภาพและเกิด
ความสําเร็จไดงาย อาจกลาวไดวา กระบวนการแกปญหาดวยปรัชญาคิดเปน มีความสําคัญตอ
สังคม คอื ชว ยสรางสันติสขุ ใหเกดิ กับสังคม เพราะถาคนสวนใหญยึดหลักการคิดดวยกระบวนการ
คดิ เปน การมองปญ หาจงึ มองอยางเปนเหตุเปนผลสมจริง ความขัดแยงจะลดลงหรือไมเกิดความ
ขัดแยงข้ึน เมื่อไมมีความขัดแยงเกิดขึ้น สังคมก็จะมีแตความสุข ดังน้ันอาจสรุปความสําคัญของ
การคิดเปน ไดดังนี้

34

1. สามารถแกไขปญหาที่เกิดขนึ้ กบั ตนเองไดและมักไมม ีขอ ผิดพลาดเกดิ ขนึ้
2. ชว ยใหเปนคนใจเยน็ ยดึ ถือเหตผุ ล และมักไมทาํ อะไรตามอารมณของตนเอง
3. ชวยใหเ ปนคนทีม่ คี วามเชื่อมนั่ ในตนเองสงู ทง้ั น้ีเกิดจากความสําเร็จของงานที่มีผลมา
จากการคดิ เปน
4. ชวยใหไมถูกหลอกดวยขอมูลท่ีไดรับและไมเช่ือถือสิ่งตาง ๆ อยางงาย ๆ แตจะ
วนิ ิจฉัยไตรต รองและพสิ ูจนค วามจรงิ อยางรอบคอบกอนตัดสินใจเลอื ก
5. สามารถใชประโยชนจ ากขอมลู ทไี่ ดร ับ มาสรา งสรรคใ หเ กิดสิ่งที่มีประโยชนได

การที่คนเราจะมีคุณสมบัติในการเปนคนคิดเปนได ตองมีการฝกฝนทักษะเร่ืองการคิด
เปนอยูเ สมอ จนกลายเปนเรื่องปกตใิ นชีวติ ประจาํ วันแลว การดําเนนิ ชวี ิตก็จะมีลักษณะของคนคดิ
เปน ดงั น้ี

1. มีความเชอื่ วาปญหาท่ีเกิดขนึ้ เปนเรือ่ งธรรมดา สามารถแกไ ขได
2. การคิดท่ีดีตองใชข อ มลู หลาย ๆ ดา น (ตนเอง สังคม วิชาการ)
3. เชื่อวาขอมูลมกี ารเปล่ียนแปลงอยูเ สมอ
4. สนใจท่จี ะวิเคราะหขอมูลอยเู สมอ
5. รูวา การกระทาํ ของตนเองมีผลตอ สังคม
6. ทําแลว ตดั สนิ ใจแลว เกิดความสบายใจและเตม็ ใจรบั ผดิ ชอบ
7. แกไขปญ หาในชวี ิตประจาํ วันอยา งเปนระบบ
8. รูจ กั ช่งั น้ําหนักคณุ คาของการกระทํากับสิ่งรอบ ๆ ดาน

35

เรอ่ื งที่ 3 การรวบรวมและวิเคราะหส ภาพปญ หาของตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน
และคิดวเิ คราะห โดยใชข อมูลดานตนเอง สังคมสง่ิ แวดลอม และวิชาการ

หลกั การรวบรวมขอ มลู ประกอบการคดิ เปน

ขอมลู ที่จะใชใ นการคิด ตดั สนิ ใจในดานตาง ๆ ควรพิจารณาจากสงิ่ ตา ง ๆ ดังนี้
1. ขอ มูลตาง ๆ ท่ีจะนํามาวิเคราะห ตองเปนขอมูลจริงเทาน้ัน เพราะถาเปนขอมูลที่

ไมจริงจะทําใหก ารตดั สนิ ใจเกิดความผดิ พลาดและทาํ ใหก ารแกปญ หาประสบความลมเหลวได
2. ในกรณีที่ขอมูลนั้น ยังมีความคลุมเครือ ไมชัดเจน จําเปนอยางย่ิงที่จะตองมีการ

ตรวจสอบ ท่ีชดั เจนทีส่ ุด คือการตรวจสอบที่เขา ถึงตนตอของขอ มูลอยางแทจรงิ
3. เม่ือตรวจสอบในหลายแนวทางแลว ความชัดเจนของขอมูลก็ยังไมปรากฏ

ผูว ิเคราะหต องตัดสินใจท้ิงขอมูลดังกลาวไป เพราะขอมูลที่พิสูจนไมได มักจะทําใหการวิเคราะห
ปญหาผิดพลาดได

4. ขอ มลู ทผี่ านการวเิ คราะหและเปนขอมูลที่เช่ือถือได ในแตละดานควรมีมากพอตอ
การคดิ และตดั สนิ ใจ ซ่ึงจะชว ยใหการตัดสินใจเปนการตัดสินใจทีถ่ กู ตอ งมากทีส่ ดุ

การวิเคราะหส ภาพปญ หาของตนเอง ครอบครวั ชุมชนและวเิ คราะห โดยใชข อมูลดา น
ตนเอง ดา นสังคมสงิ่ แวดลอ ม และดานวิชาการ

ในแนวทางของปรัชญาคิดเปน มนุษยควรใชขอ มลู อยา งนอย 3 ดา น ดงั นี้
1. ขอ มลู ดานตนเอง เชน พ้ืนฐานของชีวิต ครอบครัว อาชีพ การปฏิบัติตน สุขภาพ

อนามัย เปนตน
2. ขอมูลดานสังคมและสิ่งแวดลอม เชน ขอมูลเก่ียวกับสังคม สภาพแวดลอม

วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี เปนตน
3. ขอมูลดา นวชิ าการ ไดแ ก องคค วามรทู ี่เก่ียวขอ งและผูกพันกบั ปญ หานนั้ ๆ

มนษุ ยจ ะใชขอมูลท้ัง 3 ดาน มาเปนเครื่องมือชวยในการตัดสินใจกระทําพฤติกรรมเพื่อ
แกปญ หาทีต่ นเองเผชญิ อยู ถาสาํ เร็จ หมายถงึ แกไขปญหาได มนุษยก็จะเกิดความสุข ในทางตรง
ขามถาไมสําเร็จ ก็ยังคงเผชิญกับปญหาหรือยังเกิดความทุกขอยูตอไป ตองคิดคนหาขอมูล
ประกอบการตัดสนิ ใจใหม

36

กระบวนการและขนั้ ตอนการคิดแกป ญ หาแบบคนคดิ เปน

กระบวนการและขั้นตอนการแกปญ หาแบบคนคิดเปน มี 6 ขนั้ ตอน ดังน้ี

1. ขนั้ ทาํ ความเขา ใจกับทกุ ขแ ละปญ หา เกิดข้ึนได 2 ทาง คือ
1) ปญ หาทเี่ กิดจากปจ จยั ภายนอก เชน เมอ่ื เศรษฐกจิ ทรงตวั หรอื ซบเซา ทําให

รายได ของเราลดนอ ยลง คนในสังคมมีการด้ินรนแกงแยงกัน การเอาตัวรอด การลักขโมย จ้ีปลน
ฆาตกรรม สงผลกระทบตอความเปน อยแู ละความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยสิน ปญหาหลายเรื่อง
สืบเนือ่ งมาจากสขุ ภาพอนามยั ภัยจากสิง่ เสพตดิ หรอื ปรากฏการณธรรมชาติ เปน ตน

2) ปญหาที่เกิดจากปจจัยภายใน คือ ปญหาจากตัวมนุษยเอง คือ ปญหาที่เกิด
จากกิเลส ในจติ ใจของมนษุ ย ซ่งึ มี 3 เรื่อง คอื โลภะ ไดแ ก ความอยากได อยากมี อยากเปน มาก
ขึ้นกวาเดิม มีการดิ้นรนแสวงหาตอไปอยางไมมีที่สิ้นสุด ไมมีความพอเพียง เม่ือแสวงหาดวยวิธี
สุจรติ ไมไ ด กใ็ ชวิธีการทุจริต ทําใหเกิดความไมสงบ ไมสบายกาย ไมสบายใจ ไมมีที่สิ้นสุด โทสะ
ไดแ ก ความโกรธ ความอาฆาตพยาบาทคนอ่นื ความคิดประทุษรายคนอ่ืน โมหะ ไดแก ความไมรู
หรือรูไมจริง หลงเชื่อคําโกหก หลอกลวง ชักชวนใหหลงกระทําสิ่งท่ีไมถูกตอง ทําเร่ืองเสียหาย
เห็นผิดเปน ชอบ เหน็ กงจักรเปน ดอกบวั เปนตน

2. ข้ันหาสาเหตขุ องปญหา
เปน ข้ันตอนท่ีจะวิเคราะหขอมูลตาง ๆ ที่อาจเปนสาเหตุของปญหา เปนตัวตนตอ

ของปญหา ท้ังที่เปนตนเหตุโดยตรงและท่ีเปนสาเหตุทางออม ท้ังนี้ ตองวิเคราะหจากสาเหตุที่
หลากหลายและมีความเปนไปไดหลาย ๆ ทาง การวิเคราะหหาสาเหตุของปญหาอาจทําไดงาย ๆ
ใน 2 วิธี คอื

1) การวิเคราะหขอมูล โดยการนําเอาขอมูลท่ีหลากหลายดาน มาแยกแยะและ
จัดกลุมของขอมลู สําคัญ ๆ เชน ขอ มูลดา นเศรษฐกิจ วฒั นธรรม สภาวะแวดลอม วิทยาการใหม ๆ
นโยบายและทิศทางในการบริหารจดั การ ปจจยั ทางดานเทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งสาเหตุของปญหาอาจ
มาจากขอ มลู อยา งนอ ย 3 ประการ คอื

- สาเหตสุ ําคญั มาจากตนเอง จากพื้นฐานของชีวิตตนเองและครอบครัว ความ
ไมสมดุลของการงานอาชีพท่ีพึงปรารถนา ความขัดของที่เกิดจากโรคภัยของตนเอง ความโลภ
โกรธ หลง ในใจของตนเอง ความคบั ของใจในการรกั ษาคุณธรรม จริยธรรมของตนเอง ฯลฯ

- สาเหตุสําคัญมาจากสังคม ชุมชนและสภาวะแวดลอม ความไมพึงพอใจ
ตอพฤติกรรมไมพึงปรารถนาของเพ่ือนบาน การขาดแหลงเงินทุนในการประกอบอาชีพ ชุมชน
ทะเลาะเบาะแวง ขาดความสามัคคี ฯลฯ

37

- สาเหตุสําคัญมาจากการขาดแหลงขอมูล แหลงความรู ความเคลื่อนไหวที่
เปน ปจจบุ นั ของวิชาการและเทคโนโลยที ี่เกีย่ วของ ขาดภมู ิปญ ญาที่จะชว ยเตมิ ขอมูลทางปญญาใน
การบริหารจัดการ ฯลฯ

2) การวิเคราะหสถานการณ โดยการนําเอาสภาพเหตุการณตาง ๆ มาพัฒนาหา
คําตอบโดยพยายามหาคําตอบในลักษณะตอไปนี้ใหมากท่ีสุด คือ อะไร ที่ไหน เม่ือไร เพียงใด
ตัวอยาง เชน วิธีการอะไรท่ีกอใหเกิดสภาพเหตุการณเชนนี้ ส่ิงแวดลอมอะไรที่กอใหเกิดสภาพ
เหตกุ ารณเ ชนน้ี บุคคลใด ทีก่ อใหเกิดสภาพเหตุการณเชนน้ี ผลเสยี หายเกิดขึ้นมาไดอยางไร
ทําไมจึงมีสาเหตุเชนนี้เกิดข้ึน ฯลฯจากน้ันจึงจัดลําดับความสําคัญของสาเหตุตาง ๆ คือ หาพลัง
ของสาเหตทุ ่ีกอใหเกิดปญ หา ท้งั นี้เนือ่ งจาก

- ปญหาแตละปญหาอาจเปน ผลเน่อื งมาจากสาเหตุหลายประการ
- ทุกสาเหตุยอมมีอันดับความสําคัญ หรือพลังของสาเหตุที่กอใหเกิดปญหาใน
อันดบั แตกตา งกัน
- ทรัพยากรมีจํากดั ไมว า จะเปนบุคลากร เงิน เวลา วสั ดุ ดงั นน้ั จึงตองพิจารณา
จดั สรรการใชทรพั ยากรใหต รงกับพลังท่กี อปญ หาสูงสดุ
3. ขนั้ วิเคราะหเสนอทางเลอื กของปญหา
เปนขั้นตอนที่ตองศึกษาหาขอมูลที่เก่ียวของอยางหลากหลายและท่ัวถึง เพียงพอ
ท้งั ขอ มลู ดานบวกและดา นลบอยา งนอ ย 3 กลุม ขอ มลู คอื ขอ มูลเกี่ยวกับตนเอง ขอมูลที่เกี่ยวของ
กับสังคมสง่ิ แวดลอม และขอมลู ทางวิชาการ แลวสังเคราะหขอมูลเหลาน้ันข้ึนมาเปนทางเลือกใน
การแกไขปญหาหลาย ๆ ทางท่ีมคี วามเปนไปได
4. ขั้นการตดั สนิ ใจ
เลอื กทางเลือกในการแกปญหาทด่ี ที ่ีสดุ จากทางเลอื กทง้ั หมดทีม่ อี ยู เปนทางเลือกที่
ไดวิเคราะหและสงั เคราะหจากขอมลู ทัง้ 3 ดา น พรอมสมบรู ณแ ลว บางครง้ั ทางเลือกท่ีดีที่สุด อาจ
เปน ทางเลือกท่ไี ดจากการพิจารณาองคประกอบทดี่ ีทส่ี ุดของแตล ะทางเลือก นํามาผสมผสานกนั กไ็ ด
5. ขนั้ นําผลการตัดสินใจไปสกู ารปฏิบตั ิ
เมือ่ ไดตัดสินใจดวยเหตผุ ลและไตรตรองขอ มูลอยา งรอบคอบพอเพียงและครบถวน
ท้งั 3 ประการแลว นบั วา ทางเลอื กทตี่ ดั สนิ ใจนน้ั เปน ทางเลือกท่ดี ีท่สี ุดแลว

38

6. ขั้นตดิ ตามประเมินผล
เม่ือตัดสินใจดําเนินการตามทางเลือกท่ีดีที่สุดแลว พบวามีความพอใจก็จะมี

ความสุข แตถ า นาํ ไปปฏิบตั แิ ลวยงั ไมพ อใจ ไมสบายใจ ยังขดั ของเปนทุกขอยู ก็ตองกลับไปศึกษา
คนควาหาขอมูลเพิ่มเติมดานใดดานหน่ึง หรือท้ัง 3 ดาน ท่ียังขาดตกบกพรองอยู จนกวาจะมี
ขอมูลทีเ่ พียงพอ ทาํ ใหก ารตัดสนิ ใจครัง้ นั้นเกิดความพอใจ และมีความสุขกบั การแกป ญ หานน้ั

อยา งไรกต็ ามสงั คมในยคุ โลกาภวิ ัตนเปนสงั คมแหงการเปลี่ยนแปลงท่ีรวดเร็วและรุนแรง
ปญหา ก็เปลยี่ นแปลงอยูตลอดเวลา ทกุ ขก ็เกดิ ขึน้ ดาํ รงอยู และดบั ไป หรือเปลี่ยนโฉมหนาไปตาม
กาลสมัย กระบวนทัศนในการดับทุกขก็ตองพัฒนารูปแบบใหทันตอการเปล่ียนแปลงเหลาน้ันอยู
ตลอดเวลาใหเ หมาะสมกบั สถานการณท ี่เปลีย่ นแปลงไปดวย กระบวนการดับทุกขหรือแกปญหาก็
จะหมนุ เวียนมาจนกวาจะพอใจอีก เปน เชนน้ีอยอู ยา งตอเน่ืองตลอดชีวิต เพ่ือใหมองเห็นภาพและ
เกิดความเขาใจมากข้ึน จึงขอสรุปเปนแผนภูมิกระบวนการและขั้นตอนการแกปญหาแบบคนคิด
เปน เพ่ือจะชว ยใหเห็นขนั้ ตอน ของกระบวนการแกป ญหาของคนคดิ เปน ดงั น้ี

39

ตวั อยา งกระบวนการและขน้ั ตอนการแกป ญ หาแบบคนคดิ เปน
กรณีศึกษาเรอื่ ง การติดยาเสพติดของเยาวชน

ปญ หา
นายสมชาย เปน เยาวชนอาศัยอยูกับเพ่ือน ชานเมืองกรุงเทพฯ มีอาชีพเปนชางกอสราง

รับจา งตอ เติมซอมแซมเลก็ ๆ นอ ย ๆ ในหมูบาน บางครั้งก็รับเปนคนงานรับจางรายวันของบริษัท
รบั เหมาทาํ งานไม งานปนู ทวั่ ไป ไมมีงานประจํา เปนหลักแหลง รายไดไมแนนอน เคลื่อนยายไป
ตามแหลงงานพรอ มกบั เพ่ือนคนงานอืน่ ๆ พน้ื เพเดิม พอ แมเ ปนเกษตรกรอยูตางจังหวัด ยากจนมี
ลูกหลายคน นายสมชายจึงตองมาเปนคนงานกอสรางเพื่อหาเงินสงไปใหพอแม แตปรากฏวา
ลาํ พงั การเลี้ยงตัวเองกไ็ มคอยจะพออยูแลว คาครองชีพในกรุงเทพฯ ก็สูง คาใชจายก็มากกวาอยู
ตางจังหวัด ชีวิตก็โดดเด่ียว มีแตเพื่อน ๆ วัยเดียวกัน ไมมีผูใหญคอยดูแล สมชายเรียนจบแค
ประถมศึกษาจากตางจังหวัดแลวไมไดเรียนตอ ไมไดรับการแนะนําหรือไดรับความรูเพ่ิมเติม
หลังจากออกจากโรงเรียนแลว เพ่ือน ๆ รวมงานก็จะมีลักษณะเดียวกันแทบทุกคน ผูรับเหมาซ่ึง
เปนคนจางงานก็ไมเคยสนใจความเปนอยูของคนงาน แตก็จายคาจางตามแรงงาน ไมเอาเปรียบ
คนงาน เมือ่ งานมนี อ ยลง สมชายขาดงานบอยขึ้น คบเพ่ือนเท่ียวเตรมากข้ึน เริ่มด่ืมเหลา และติด
ยาเสพติดตามเพ่ือน ๆ ในทส่ี ดุ

ข้นั ที่ 1 ขน้ั ทาํ ความเขาใจกับทุกขแ ละปญ หา
ประการแรก คดิ มีสติ เพอื่ พิจารณาปญ หาใหชดั เจน และสรางความมั่นใจวาจะแกปญหา
ไดจากนน้ั จึงพิจารณาความลํ้าลึกและซับซอนของปญหาการติดยาของนายสมชาย เพื่อแยกแยะ
ความหนักเบาของการติดยา และมองชองทางในการเขาถงึ ปญหา รวมทง้ั เขา ถึงความเชื่อมโยงของ
สภาวะแวดลอมของการติดยาของสมชายวาเก่ยี วของกบั เรื่องอะไรบาง อยา งไรในเบื้องตน

ข้นั ที่ 2 ข้นั หาสาเหตขุ องปญ หา
ขั้นนี้ เปนการศึกษาสาเหตุของการติดยาของสมชาย ซึ่งจะตองศึกษาจากขอมูล
ที่หลากหลาย ทั้งจากเร่ืองสวนตัวของสมชาย (ขอมูลดานตนเอง) ในเร่ืองประวัติครอบครัว
ความเปน มา สถานะความเปน อยู เศรษฐกิจ สังคม การทํามาหากิน นิสัย ความประพฤติ การคบ
เพื่อน ความอดทน ฯลฯ เพ่ือดวู าเรอ่ื งสวนตัวของสมชายเร่ืองใดจะเปนตัวนําไปสูปญหาการติดยา
ของสมชายบา ง ตอ งศึกษาขอ มลู จากสภาวะแวดลอ ม (ขอมูลดา นสงั คมสง่ิ แวดลอม) ท่ีจะทําให
สมชายประสบปญหาตดิ ยา เชน การคบเพื่อน การเสพสรุ า ลักษณะของการทํางานท่ตี องเรรอนไป
ตลอดเวลา แหลงความรูหรือภูมิปญญาท่ีจะเปนประโยชนในการเรียนรู แหลงมั่วสุรา ท้ังการซ้ือ

40

การขาย การเสพยาในชุมชน ฯลฯ รวมทงั้ ขอ มลู ทเี่ กี่ยวกับความรู (ขอมูลดานวิชาการ) เรื่องยา
เสพตดิ และอันตรายจากการเสพยา ความใสใจของชุมชนในเรื่องการรณรงคใหความรูเก่ียวกับภัย
จากยาเสพตดิ การเขา ถึงเอกสารและสือ่ ประชาสมั พนั ธ และประสทิ ธภิ าพของสอ่ื ปอ งกันสิ่งเสพ
ตดิ ของประชาชนในชมุ ชน ฯลฯ ขอ มูลเหลาน้ตี องนํามาวเิ คราะหอยางหลากหลาย เพื่อสังเคราะห
หาสาเหตุของปญ หาตดิ ยาของสมชาย

ขั้นท่ี 3 ขนั้ วิเคราะหเ สนอทางเลือกของปญ หา
เปน ขน้ั ตอนทจ่ี ะตอ งนําเอาสาเหตตุ าง ๆ ทท่ี าํ ใหส มชายติดยาที่วิเคราะหไดจากขอมูลทั้ง
3 ดานมาสังเคราะห สรุปเปนทางเลือกในการแกไขปญหาหลาย ๆ ทางเลือกที่มีความเปนไปได
เชนไปบวชเพื่อหนีใหพนจากสังคมติดยาเสพติดในชุมชน เลิกคบเพื่อนท่ีติดยาโดยส้ินเชิง เปลี่ยน
อาชพี ไปทํางาน ท่เี ปน หลกั แหลง ไมเ รรอน ศึกษาหาความรกู ารประกอบอาชีพใหมที่หางไกลจาก
ยาเสพตดิ ปรกึ ษาผูรูและหนวยงานท่ีชวยเหลือผูติดยาเพื่อเลิกเสพยาและฝกอาชีพใหม เพื่อใหมี
รายได กลบั บานตา งจงั หวดั เพอื่ ไปบําบดั การติดยาและอยกู บั ครอบครวั ฯลฯ

ข้ันท่ี 4 ขั้นการตดั สินใจ
เปนข้ันตอนท่ีสมชายเองจะตองตดั สนิ ใจเลือกทางแกปญหาการติดยาของตนเอง ท่ีคิดวา
ดีท่ีสดุ เหมาะสมกับตนเอง สามารถปฏิบัติไดดวยความพอใจ เชน เลิกเท่ียวเตรกับเพื่อนที่เสพยา
แลวไปปรึกษากับผูรู ขอเขาโครงการบาํ บัดการติดยาของหนวยงานในชุมชน และเขารับการฟนฟู
สุขภาพควบคกู ับการฝก อาชพี ท่มี ีรายไดเ สริมเพมิ่ ข้ึน เปน ตน

ขั้นที่ 5 ขั้นนาํ ผลการตัดสินใจไปสกู ารปฏบิ ตั ิ
ขั้นตอนนี้ สมชายจะตองเขารับการบําบัดการติดยา ซ่ึงมีขั้นตอนและวิธีการโดยเฉพาะ
สมชายตอ งอดทนรับการบําบดั ใหครบถว นตามวิธีการ และตองมีความตั้งใจแนวแนท่ีจะเลิกติดยา
สญั ญากบั ตนเองวา จะไมห วนกลับมาเสพยาอีก ตองเขารับการดูแลรักษาฟนฟูสุขภาพทั้งรางกาย
และจิตใจ รวมท้ังเขาศึกษาอาชีพใหมจากศูนยฝกอาชีพ เพื่อจะไดมีชองทางในการทํามาหากิน
หลงั จากบาํ บัดการติดยาแลว
ขน้ั ท่ี 6 ขน้ั ติดตามประเมนิ ผล
ข้ันนเ้ี ปน การประเมินตนเองของสมชายวาการตัดสินใจของตนเองทจี่ ะเลิกเสพยา และ
ตงั้ ใจ จะเปนคนดี มอี าชีพท่ีจะเปนชองทางในการทํามาหากิน มีรายได ไมตองเปนทุกข แลวหัน
ไปเสพยาอกี นนั้ ทําไดหรือไมในทางปฏิบัติ พอใจและสบายใจท่ีจะเขารับการบําบัดและฟนฟู
สุขภาพหรือไม ต้ังใจฝกอาชีพเพียงใด ถาพอใจและสบายใจก็จัดวาแกปญหาได แตถาลงมือ

41

ปฏิบตั ิแลว ยงั ไมสบายใจ ยงั ทุรนทุรายยังไมสงบสขุ ก็ตอ งยอ นกลับไปดูขอมูลท้ัง 3 ดานอีกครั้งวา
ยงั ไมไ ดศกึ ษาขอ มลู ดานใดอยา งพอเพียงหรือไม จากนั้นจึงศึกษาหาขอมูลน้ัน ๆ จากแหลงขอมูล
เพ่ิมเติม แลวนํามาคิดวิเคราะห สังเคราะห หาทางเลือกใหมเพ่ือการตัดสินใจแกปญหาตอไป
จนกวา จะพบทางเลอื กแกปญ หาไดอยางพอใจ

เรื่องที่ 4 กระบวนการและเทคนคิ การเกบ็ ขอ มูล การวเิ คราะหและสงั เคราะหข อ มูล
ท้งั 3 ประการของบคุ คล ครอบครัว และชุมชน เพอื่ ประกอบการคดิ การตดั สนิ ใจ

ขอมูล คือ ขาวสาร รายละเอียดตา ง ๆ ท่เี กิดขน้ึ เปนขอเท็จจริงของสิ่งตาง ๆ เหตุการณ
ตาง ๆ ท่เี กิดข้ึนในชีวิตประจําวัน เปนขอเท็จจริงที่เปนสัญลักษณ ตัวเลข จํานวน รูปภาพ เสียง
วีดทิ ัศน คาํ อธิบาย เชน ตัวเลขแสดงจํานวนลูกคา จํานวนคนปวย คะแนนสอบ ภาพแผนดินไหว
พายุหมนุ เปน ตน

สารสนเทศ คือ ขอมูลท่ีผานกระบวนการประมวลผล วิเคราะหจนสามารถนําไปใชใน
การตัดสนิ ใจตอ ไปไดทันที

ขอ แตกตางระหวางขอ มลู และสารสนเทศ
ตัวอยาง
ขอมลู : ผเู รยี น กศน.อาํ เภอเวยี ง มีจํานวน 30,000 คน มคี รผู ูสอนจํานวน 30 คน
สารสนเทศ : อัตราสวนครูผูสอนตอผูเรียน กศน.อําเภอเวียง เทากับ 30,000/30 =
1,000

ลกั ษณะของขอมลู

ขอมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) เปนขอมูลที่แสดงความแตกตางในเร่ือง
ปริมาณหรอื ขนาด ในลักษณะของตวั เลขโดยตรง เชน อายุ สว นสูง นาํ้ หนัก ปรมิ าณตาง ๆ

ขอมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) เปนขอมูลท่ีแสดงลักษณะที่แตกตางกัน เชน
เพศชาย เพศหญงิ จะเปน ขอมลู ทไี่ มไ ดอ ยูในรปู ของตัวเลขโดยตรง

ประเภทของขอมลู

1. ขอมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เปนขอมูลท่ีไดมาจากการท่ีผูใชเปนผูเก็บขอมูล
โดยตรง ซึ่งอาจจะเก็บดวยการสมั ภาษณหรือสังเกตการณ เปนขอมูลท่ีมีความนาเชื่อถือมากท่ีสุด
เน่ืองจากยังไมมีการเปล่ียนรูป และมีรายละเอียดตามที่ผูใชตองการ แตจะตองเสียเวลาและ

42

คาใชจายมาก เชน ขอมูลท่ีไดจากการนับจํานวนรถที่เขา - ออก หางสรรพสินคา ในชวงเวลา
01.00-12.00 น . ขอมูลทไี่ ดจ ากการสมั ภาษณน ักศึกษาเกย่ี วกับการใชหอ งสมุด

2. ขอมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เปนขอมูลท่ีไดมาจากแหลงขอมูล ท่ีมีผูเก็บ
รวบรวมไวแลว เปนขอ มูลในอดตี และมักจะเปนขอมูลท่ีไดผานการวิเคราะหเบ้ืองตนมาแลว ผูใช
นํามาใชไดเลย จึงประหยัด ท้ังเวลาและคาใชจาย บางคร้ังขอมูลทุติยภูมิจะไมตรงกับความ
ตองการหรอื มีรายละเอยี ดไมเ พียงพอ นอกจากนนั้ ผใู ชจ ะไมท ราบถึงขอผดิ พลาดของขอ มูล
ซ่ึงอาจจะทําใหผ ทู น่ี าํ มาใชสรปุ ผดิ พลาดไปดวย

คณุ สมบตั ิทเ่ี หมาะสมของขอมูล

1. ความถูกตอง ความผิดพลาดของขอมูลมาจากคน หรือเคร่ืองจักร ตองออกแบบ
โครงสรางวธิ ีการเก็บขอ มลู ใหผ ดิ พลาดนอยท่ีสดุ

2. ความรวดเร็วและเปนปจจุบัน การไดมาของขอมูลตองรวดเร็ว ใหทันตอเหตุการณ
เพราะขอมูลเปลี่ยนแปลงอยางรวดเรว็

3. ความสมบูรณ ตองสาํ รวจและสอบถามความตอ งการของผใู ชขอมลู
4. ความชัดเจนและกะทัดรดั ตองออกแบบโครงสรา งของขอ มลู ใหก ะทดั รดั ส่ือความหมายได
5. ความสอดคลอ ง ตองมีการสาํ รวจความตอ งการของกลมุ เปา หมาย

การทําขอ มูลใหเปนสารสนเทศทเี่ ปนประโยชนต อ การใชงาน จาํ เปนตองใชเทคโนโลยีเขา
มาชวย ตั้งแตการเก็บรวบรวมขอมูล การตรวจสอบขอมูล การประมวลผล และการดูแลรักษา
สารสนเทศเพ่ือการใชง าน

เทคนิคการรวบรวมขอมูล ไดแก การสังเกต การสัมภาษณ การตอบแบบสอบถาม การ
ทดสอบ ทดลอง การสํารวจ และการศกึ ษาเอกสาร หรอื แหลง ขอมูลออนไลน ขอมลู อเิ ลก็ ทรอนิกส
ตา ง ๆ

การบันทึกขอมลู เปนการนําเอาขอมลู ที่เก็บรวบรวมมาเพ่อื วเิ คราะหแ ละสังเคราะห และ
นําไปใชประกอบการตัดสนิ ใจ ซ่ึงการบนั ทึกขอมลู ท่มี ีประสิทธภิ าพ ประกอบดวย

1. อานขอความที่จะยอใหเขาใจ หาใจความสําคัญของแตละยอหนาและใจความรองที่
สาํ คญั ๆ

2. นําใจความสําคญั และใจความรอง มาเรียบเรียงดวยสาํ นวนของตนเอง
3. ถาขอความที่อานไมมีช่ือเรื่อง ตองต้ังชื่อเร่ืองเอง กรณีตัวเลขหรือจํานวนตองระบุ
หนวยชดั เจน

43

การวเิ คราะหแ ละการสงั เคราะหขอ มลู เพือ่ นํามาใชป ระกอบการตัดสนิ ใจ

1. การวิเคราะหขอ มลู
การวิเคราะหขอมูล เปนการแยกแยะขอมูล หรือสวนประกอบของขอมูลออกเปน

สวนยอย ๆ ศึกษารายละเอียดของขอมูลในการคิดเปนท้ัง 3 ประการ วาแตละดานมีขอมูล
อะไรบา ง เพ่ือใหรวู า ใคร ทําอะไร ทไี่ หน อยางไร วิเคราะหและตรวจสอบขอมูลรอบดาน ทั้งดาน
บวกและดานลบ ดูความหลากหลายและพอเพียงเพื่อใหไดขอมูลที่แมนยํา เท่ียงตรง เช่ือถือได
สมเหตุสมผล การวิเคราะหขอมูล มีประโยชนชวยใหเราสามารถเขาใจเร่ืองราวหรือเร่ืองตาง ๆ
ท่ีแทจริง ไมเ ชอ่ื ตามคําบอกเลา หรือคํากลาวอางของใครงา ย ๆ

2. การสังเคราะหข อมลู
การสงั เคราะหข อ มูล เปนการนาํ ขอ มลู ท่เี กีย่ วขอ ง ถูกตอง ใกลเ คียงกนั มารวบรวม

จัดกลุม จัดระบบเปนกลุมใหญ นําขอมูลการคิดเปนท้ัง 3 ประการ ท่ีวิเคราะหแมนยํา เท่ียงตรง
หลากหลายและพอเพียง ท้ังดานบวกและดานลบไว แลวมาจัดกลุมทางเลือกในการแกปญหา
ใชในการประกอบการตัดสินใจเลือกทางเลือกท่ีเหมาะสม เปนท่ียอมรับและพอใจที่สุดนํามา
แกป ญหาตอ ไป

การวิเคราะหแ ละการสังเคราะหขอมูลทั้ง 3 ดาน เปนเร่ืองของทักษะที่จะตองมีการ
ฝก ปฏิบัตเิ พ่ือใหเ กิดทักษะกระบวนการคดิ


Click to View FlipBook Version