The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาทักษะการเรียนรู้ ระดับ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nurmee Asea, 2021-01-29 00:17:40

วิชาทักษะการเรียนรู้ ระดับ ม.ปลาย

วิชาทักษะการเรียนรู้ ระดับ ม.ปลาย

44

เรอ่ื งที่ 5 การกาํ หนดแนวทางทางเลอื กทห่ี ลากหลายในการแกป ญ หาอยางมี
เหตผุ ล มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมและมีความสุขอยา งยงั่ ยนื การประยกุ ต
ใชอยางมีเหตผุ ล เหมาะสมกบั ตนเอง ครอบครวั และชุมชน/สงั คม

สภาพสังคมไทยในปจจบุ นั มีการเปลี่ยนแปลงทางดานเศรษฐกิจ และสังคมอยางรวดเร็ว
พรอมท้ังความเจริญทางดานเทคโนโลยีการส่ือสาร ที่สามารถส่ือสารถึงกันไดภายในเวลาอันสั้น
สง ผลใหเกดิ การเปลย่ี นแปลงดานตาง ๆ ในการดําเนินชีวิต โดยขาดการวิเคราะหถึงความเปนมา
และเหตุผลท่ีแทจริงอยางถูกตอง เกิดปญหาตาง ๆ ต้ังแตการฉอฉลของนักการเมือง การทุจริต
ฯลฯ ซึ่งปญ หาสังคมตา ง ๆ เหลานแี้ สดงใหเห็นถึงการหยอนยานทางดานคุณธรรม จริยธรรมของ
คนในชาติเปนอยางมาก และควรไดรับการแกไขอยางเรงดวน คุณธรรมเปนรากฐานของความ
เจริญรงุ เรอื งของสังคม ดังนนั้ คนไทยควรพัฒนาตนเองใหม คี ุณธรรม จริยธรรม

1. คุณธรรม จรยิ ธรรมเพ่ือการคิดแกปญหา มี 4 ประการ ตามพระบรมราโชวาทของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัวฯ

ประการแรก คือ การรักษาความสัจ ความจริงใจตอตนเองที่ประพฤติปฏิบัติแตสิ่งที่
เปนประโยชนแ ละเปน ธรรม

ประการท่ีสอง คือ การรูจักขมใจตนเอง ฝกฝนตนเองใหประพฤติปฏิบัติในความสัจ
ความดนี ้นั

ประการท่สี าม คอื การอดทน อดกล้ัน และอดออม
ประการที่ส่ี คือ การรจู กั ละวางความช่วั ความทุจริต และรูจ กั สละประโยชนสวนนอย
ของตนเพื่อประโยชนส วนใหญข องบานเมอื ง
2. คณุ ธรรมทใี่ ชใ นการแกป ญ หาชีวิต
ทุกข คือ ความไมสบายกาย ไมส บายใจท่ีเกิดขึ้นเน่ืองจากปญหาตา ง ๆ
สมทุ ัย คอื เหตุทีท่ ําใหเกิดทกุ ข ซ่ึงเกิดจากปญ หาท้ังหลาย
นโิ รธ คอื ความดับทุกข
มรรค คอื แนวทางปฏิบตั ิในเชิงพฤตกิ รรมทเี่ ปนไปไดท จี่ ะไมใหเกิดปญ หาอีก
3. ธรรมเพือ่ การบรหิ าร
“คนทร่ี ูตัวเองวาเปน คนโง ยงั พอเปนคนฉลาดไดบาง แตคนโงท่ีสําคัญผิดคิดวาตัวเอง
เปนคนฉลาด จดั เปนคนโงแท”
“หัดนิง่ เปน บา ง หดั โงเ ปน บาง หดั แพเปนบา ง นั่นแหละทา นกําลงั ชนะและกําลังฉลาด
ข้ึน”

45

“คนสรางงาน งานสรางคน วาวข้ึนสูงเพราะมีลมตาน คนจะข้ึนสูง เพราะเผชิญกับ
ปญ หา อปุ สรรค”

“มารไมมี บารมีไมเกิด”

4. ธรรมสภุ าษิตสําหรบั ชาวบา น
“ถาแคบนกั มกั คับขยับยาก ถากวางมากไมม ีอะไรจะใสสม ถาสูงนักมักจะลอยไปตาม

ลม ถา ตา่ํ ตมมกั จมธรณ”ี
“ไมส ูงกวา แม มักจะแพลมบน คนสงู เกนิ คน มกั จะโคนกลางคนั ”

คนเราเมื่อเกิดมามีชีวิต มีพื้นฐานท่ีแตกตางกันอยางหลากหลายท้ังอาชีพ ฐานะ
การศึกษา อารมณ ความรูความสามารถ บทบาททางสังคม ฯลฯ การเผชิญกับปญหาก็เปน
ธรรมชาติทหี่ นีไมพ น ทุกคนจึงตองมีสติ มีสมาธิ เพื่อใหเกิดปญญา หาทางแกปญหาตาง ๆ โดย
การแสวงหาขอมลู ทีห่ ลากหลายและเพียงพอประกอบการคิด มีทางเลือกท่ีหลากหลาย คุณธรรม
จริยธรรมของประชาชนหลายเรื่องที่จําเปนตองนํามาฝกเพื่อพัฒนาประชาชน หรือพูดงาย ๆ
วาคณุ ธรรมหลายประการท่ีประชาชนชาวไทยตองมี อยางไรก็ตามคุณธรรม จริยธรรม เปนเรื่อง
ของแตละบริบทของชุมชนที่ไมเหมือนกัน การนําคุณธรรมจริยธรรมมีความจําเปนตองนําไป
ประกอบในการคิดแกปญ หาใหเหมาะสมกบั บรบิ ทของชุมชนและวัฒนธรรมของชุมชนดวย

46

ใหผเู รียนอานกรณีตัวอยางตอ ไปน้ี จากนน้ั ใหพิจารณาวา มีขอมูลใดบางที่เปนขอมูลของ
ตนเอง ขอมูลสังคมส่ิงแวดลอม และขอมูลวิชาการ แลวบันทึกลงในแบบฟอรมจําแนกขอมูล
เมือ่ ไดขอมูลครบถวนแลว ใหผเู รยี นวเิ คราะหและสังเคราะหขอมูล และกําหนดทางเลือกเพื่อการ
ตัดสินใจ 2 - 3 ทางเลือกท่ีเหมาะสม และเปนไปไดในการแกปญหา เพื่อไมใหเกิดเหตุการณดัง
กรณตี ัวอยาง จากน้ันนําทางเลอื กมาพจิ ารณาวา ทางเลือกใดเปนทางเลือกในการตัดสินใจที่ดีที่สุด
โดยใหเ หตุผลประกอบการตดั สนิ ใจลงในแบบฟอรมทีก่ ําหนด

แบบบนั ทกึ ขอมูล
1. ชื่อกรณตี วั อยาง : ผวั หงึ โหดใชมีดฟน เมยี นวิ้ ขาด 3 นิ้ว
2. เนอ้ื หาสาระของกรณตี ัวอยาง

จากกรณี นางสาววานชุ อายุ 30 ป ถูก นายอภิรัก อายุ 32 ป อดีตสามี ท่ีเลิกรากันไปได
ประมาณ 1 เดอื น ทาํ รา ยรา งกายดวยการใชมีดฟนเขาที่ใบหนา และมือซายจนนิ้วโปง นิ้วช้ี และ
นิ้วกลางหายไป 3 นิ้ว ขณะท่ี นางสาววานุช อุมลูกวัย 2 เดือน อยูในออมกอด เหตุเกิดเม่ือวันท่ี
25 ธ.ค. 2558 ยงั จับคนรา ยไมไ ด

วันท่ี 11 ม.ค. 2559 ผูส่ือขาวไดรับการรองเรียนจาก นางสาววานุช อายุ 30 ป วา ถูก
นายอภิรัก อายุ 32 ป สามี ทํารายรางกายดวยการใชมีดฟนเขาท่ีใบหนาและมือซายจนนิ้วโปง
น้ิวช้ี และน้วิ กลางหายไป 3 น้วิ เหตุการณผานไปหลายวันแลว แตเจาหนาท่ีตํารวจยังไมสามารถ
จับกุมตัวได ตนเองเกิดความกลัววาอดีตสามีจะยอนกลับมาทํารายอีก เพราะหลังจากเกิดเหตุ
ตนไดไ ปแจงความไวแลว แตอดีตสามกี ็ยังโทรมากอ กวน

นางสาววานุช เลาวา เหตุการณเรื่องนี้เกิดเมื่อเวลาประมาณกอนเท่ียงของวันที่ 25
ธนั วาคม 2558 ขณะทตี่ นเองน่งั เลยี้ งลูกนอ ยวัย 2 เดือน ท่ีเกิดกับนายอภิรัก หางจากปอมตํารวจ
ประมาณ 600 เมตร ขณะนนั้ นายอภิรัก อดตี สามี ทไ่ี ดเ ลกิ รากันไปประมาณ 1 เดือน ไดยอนกลับ
มาท่ีบาน พรอ มกับ มอี าการเมามายอยา งหนกั

จากนั้นก็เปดฉากตอวาพรอมกับหาเรื่องทะเลาะเหมือนเดิม ตนจึงอุมลูกมากอดและ
พยายามจะเดนิ หนแี ตไมท นั นายอภิรัก ไดควา มีดเพ่ือทํารายตน โดยมีลูกอยูในออมกอด ตนจึงใช
มอื รบั เพราะกลัวจะถกู ลกู นอ ย ทําใหนว้ิ มอื ขาดไป 3 น้วิ ตนจึงรอ งขอความชวยเหลอื ชาวบานที่ได

47

ยินเหตุการณจึงไดเขามาหามปราม พรอมกับแจงเจาหนาที่ตํารวจ โดยมีหนวยกูภัยศีลธรรม
สมาคม และรอยตาํ รวจโทมงคล เงินสะพร่ัง หัวหนาสายตรวจบานทาจาม เขามาชวยเหลือนําสง
โรงพยาบาล สว นนายอภริ ัก ผกู อ เหตุอาศยั ชวงชลุ มนุ หลบหนีไป

ดาน พ.ต.ท.ณัฐวรรฐฏ ศรที องเพชร สารวัตรสอบสวนสถานตี ํารวจภูธรหนองใหญ อําเภอ
หนองใหญ จังหวัดชลบุรี กลาววา หลังจากเกิดเหตุก็ไปตรวจสอบและดูอาการของผูบาดเจ็บและ
ไดล งบันทกึ ประจําวนั รวมท้ังไดอ อกหมายจบั ผูก อเหตุ พรอมไดไปประสานไปยังสถานีตํารวจตาง
ๆ เพอ่ื ตดิ ตามตวั มาดําเนินคดตี อไป

ลา สดุ ผูสอื่ ขา วรายงานวา เมอ่ื วนั ที่ 20 ม.ค.ท่ผี า นมา นายอภิรัก หรือ เปล ผูตองหาตาม
หมายจับ ศาลจังหวดั ชลบุรี ท่ี จ.6/2558 ลงวนั ท่ี 6 มกราคม 2559 ขอหาพยายามฆาผูอ่ืน บุกรุก
เขาไปกระทาํ การใด ๆ อันเปนการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพยของเขาโดยปกติ โดยมี
อาวุธและใชกาํ ลังประทษุ รา ยและพาอาวธุ มีดไปในเมือง หมูบาน หรือทางสาธารณะ โดยไมมีเหตุ
อันสมควร ไดเ ดินทางเขามอบตัวกับพนกั งานสอบสวน สภ.หนองใหญ จ.ชลบรุ ี หลังใชอาวุธมีดฟน
ใบหนาและมือขางซาย ขาดไป 3 น้ิว ของ นางสาววานุช ขณะอยูในบาน หมูท่ี 4 ต.หนองเสือ
ชา ง อ.หนองใหญ จ.ชลบุรี จนไดรับบาดเจ็บสาหัส กอนขับข่ีรถจักรยานยนตหลบหนี โดย พ.ต.อ.
สรุ พงษ ไทยประเสริฐ ผกก.สภ.หนองใหญ เปดเผยวา ไดสั่งการใหฝายสืบสวนเรงทําการสืบสวน
จนทราบวา คนราย คือ นายอภิรัก และทราบวาไดหลบหนีไปกบดานอยูท่ี อ.ปลวกแดง จ.ระยอง
จึงเขาตรวจสอบกดดัน และพูดคุยกับปาของนายอภิรัก จนกระท่ังเม่ือวันที่ 20 ม.ค.ที่ผานมา
ปาของนายอภริ ัก ไดพาเขา มอบตัวกบั เจา หนา ที่ สว นมลู เหตุนัน้ จากการสอบสวน พบวานายอภิรัก
เกดิ ความหึงหวงภรรยาที่มีผูชายมาพัวพนั และระแวงวาจะไปมีชายอืน่ ประกอบกับภรรยาไมยอม
ใหอ มุ ลกู วยั 2 เดือน จึงเกดิ ความโมโหและลงมอื กอเหตดุ งั กลาว อยางไรก็ตาม เจาหนาท่ีตํารวจได
แสดงหมายจับ และทาํ การจับกมุ นายอภริ ัก และใหพ นกั งานสอบสวนดําเนนิ คดีตามกฎหมายตอ ไป
(ท่ีมา : http://news.sanook.com/1935574/)

48

3. ขอมูลท่ีจําแนกท้ัง 3 ดาน ประกอบดวย ดานตนเอง ดานสังคมสิ่งแวดลอม และดาน
วชิ าการ

ขอ มลู ดานตนเอง ขอ มูลดานสงั คมสิ่งแวดลอ ม ขอ มูลดา นวชิ าการ

…………………………………………. …………………………………………. ………………………………………….
…………………………………………. …………………………………………. ………………………………………….
…………………………………………. …………………………………………. ………………………………………….
…………………………………………. …………………………………………. ………………………………………….
…………………………………………. …………………………………………. ………………………………………….
…………………………………………. …………………………………………. ………………………………………….

4. ทางเลือกทีเ่ สนอเพ่ือพจิ ารณาตัดสินใจ
1) .................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

2) ...............................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

3) .................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

4)..................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

49

5. ทางเลือกท่ีตดั สนิ ใจเลือกและเหตผุ ลประกอบการตดั สินใจ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
……..…………………………………………………………………..……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………..…………………………………………………………………..…………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………..…………………………………………………………………..………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………..………………………………………………………………………………………......

50

เรอื่ งท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คัญการวจิ ัยอยางงาย กระบวนการและขั้นตอนของ
การดาํ เนนิ งาน

ความหมาย และความสาํ คญั การวิจัยอยางงาย

1. ความหมายของการวิจัย การวิจัยเปนกระบวนการแกปญหาโดยผานการวางแผน
การรวบรวมขอมูลอยางเปนระบบ การวเิ คราะหขอมลู และการตีความหมายขอมูล หรืออาจกลาว
สรปุ ไดวา การวจิ ัยเปน การแสวงหาคําตอบของปญหา หรอื ขอ สงสัยตาง ๆ โดยใชกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร ซึ่งวิธีการดังกลาว มีระบบ มีขั้นตอนในการดําเนินงานที่จะไดคําตอบท่ีถูกตองและ
เชอื่ ถอื ได

2. การวิจัยอยางงาย เปนกระบวนการคนหาองคความรูหรือขอคนพบในการแกปญหา
หรือแนวทางการพัฒนางานที่มีกระบวนการไมซับซอน ใชเวลาไมมาก ไมจําเปนตองมี
เอกสารอางอิงมากมาย แตเปนปรากฏการณท่ีเกิดข้ึนจริงและสะทอนความเปนเหตุเปนผล
การเขียนรายงานวิจัยอาจเขยี นในลกั ษณะสน้ั ๆ ไมต องมีบทคดั ยอ

3. ความสาํ คัญการวิจัยอยางงา ย การวจิ ยั อยางงายมีความสาํ คญั ทั้งในสวนของครูผูสอน
และผูเรยี น ดงั นี้

3.1 ความสาํ คัญของการวจิ ยั อยางงา ยที่มตี อครู
1. ชวยใหครูเกิดการพฒั นาหลกั สูตรและปรับปรุงการเรียนการสอนใหมีมาตรฐาน

มากยิ่งขนึ้
2. ชว ยใหค รูเนนวธิ กี ารพัฒนาหรือปรับปรุงการเรยี นรูของผเู รียนดวยคําตอบที่พบ

จากการวจิ ัย
3.2 ความสาํ คัญของการวิจยั อยางงายที่มีตอผูเ รยี น
1. ชวยใหเกิดแรงจูงใจใหผูเรียนเกิดความอยากรู อยากเห็น อยากเรียน และ

พัฒนาพฤติกรรม
2. ผูเ รยี นไดร บั การชว ยเหลือและพัฒนาการเรียนรูอ ยา งเต็มศกั ยภาพ

51

3. เปนการเพ่ิมผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และสรางบรรยากาศการเรียนรูของ
ผูเรียน

4. กอ ใหเ กดิ กระบวนการทาํ งานเปนทีมของผเู รียนและครูผูสอน

กระบวนการและขน้ั ตอนการดาํ เนินงาน

การวิจัย คือ กระบวนการแกปญหาที่มีขั้นตอนอยางเปนระบบ นาเช่ือถือและสามารถ
สรางความรใู หมใหเกิดขน้ึ ในกระบวนการเรียนการสอน

ขนั้ ตอนการทําวิจัยอยา งงา ย มีขนั้ ตอน ดังนี้

ขั้นตอนแรก มักจะเรมิ่ ตน จากผวู ิจยั อยากรอู ะไร มีปญ หาขอสงสัยอะไร เปนขน้ั ตอนการ
กําหนด คําถามวิจยั / ปญ หาวจิ ัย

ข้ันตอนที่สอง คือ การเขียนโครงการวิจัย ซ่ึงตองเขียนกอนการทําวิจัยจริง โดยเขียน
ใหครอบคลุมวา จะทําวิจัยเร่ืองอะไร (ช่ือโครงการวิจัย) ทําไมจึงทําเร่ืองน้ี (ความเปนมาและ
ความสําคัญ) อยากรูอะไรบางจากการวิจัย (วัตถุประสงคของการวิจัย) มีแนวทางข้ันตอนการ
ดาํ เนินงานวจิ ัยอยางไร (วิธีดําเนินการวิจัย) ระยะเวลาการวิจัย และแผนการดําเนินงาน (ปฏิทิน
ปฏิบัติงาน) การวจิ ยั นี้จะเปนประโยชนอ ยางไร (ประโยชนของการวิจัยหรือผลทีค่ าดวา จะไดร บั )

ขนั้ ตอนทีส่ าม คอื การดาํ เนนิ งานวจิ ยั ตามแผนทก่ี ําหนดไวใ นโครงการวจิ ัย
ข้ันตอนที่ส่ี คือ การเขียนรายงานการวิจัย สวนใหญป ระกอบดว ยหัวขอ ดังนี้

1. ชอ่ื เร่ือง
2. ชอ่ื ผวู ิจัย
3. ความเปนมาของการวิจยั
4. วตั ถุประสงคข องการวิจยั
5. วิธดี ําเนนิ การวิจัย
6. ผลการวิจยั
7. ขอเสนอแนะ
8. เอกสารอา งองิ (ถา ม)ี

ข้ันตอนสุดทาย คือ การเผยแพรผลงานวิจัย เพ่ือใหบุคคลหรือหนวยงานที่เกี่ยวของ
นาํ ผลงานวิจยั นั้นไปใชประโยชนต อ ไป

52

ผลที่ไดจากการทําวจิ ัย นอกจากจะไดรบั คาํ ตอบที่ตองการรูแลว ผูวิจัยเองก็ไดประโยชน
จากการทําวิจัย คือ การเปนคนชางคิด ชางสังเกต ศึกษา คนควาหาความรู และเขียนเรียบเรียง
อยา งเปนระบบ นอกจากนนั้ การวจิ ยั จะเกดิ ประโยชนในภาพรวม ดังน้ี

1. การวิจยั ทาํ ใหเ กิดความรูทางวิชาการใหม ๆ
2. การวจิ ัยชวยใหเ กดิ นวตั กรรม สง่ิ ประดษิ ฐ แนวคิดใหม ๆ
3. การวิจยั ชวยตอบคาํ ถามทอ่ี ยากรูใหเ ขา ใจปญ หา และชว ยในการแกไขปญหา
4. การวจิ ยั ชว ยใหท ราบผลและขอ บกพรองจากการดาํ เนินงาน

เร่ืองท่ี 2 สถิติงาย ๆ เพอ่ื การวิจัย

ความหมายของสถิติ หมายถึง ขอเท็จจริงท่ีเปนตัวเลขท่ีเกิดจากการคํานวณ มาจาก
ขอ มูล ทจี่ ดั เก็บจากสุมตัวอยา ง ไดแก คา ความถ่ี คารอยละ คา เฉลี่ย

1. คา ความถี่ (Frequency)
ความถี่ (Frequency) คือ การแจงนับจํานวนของส่ิงท่ีเราตองการศึกษาวามีจํานวน

เทา ใด เชน จํานวนผเู รยี นในหองเรียน จาํ นวนส่ิงของ จํานวนคนท่ีไปใชสิทธ์ิเลือกตั้ง ตัวอยาง เชน
นักศึกษาในหองมีทั้งหมด 30 คน ตองการทราบวานักศึกษามีอาชีพ รับราชการ คาขาย
เกษตรกรรม รบั จาง และอ่ืน ๆ กค่ี น เปนตน

2. คารอ ยละ (Percentage)
รอยละ (Percentage) เปนสถิติท่ีใชกันมากในงานวิจัย เพราะคํานวณและทําความ

เขาใจ ไดงาย นิยมเรียกวา เปอรเซ็น ใชสัญลักษณ % การใชสูตรในการคํานวณหาคารอยละ
มีดังน้ี

รอยละ = ตัวเลขทีต่ อ งการเปรยี บเทียบ x 100
จํานวนเตม็

53

3. คา เฉลย่ี (Mean)
คาเฉลี่ย (Mean) เปนการนําคาของขอมูลทั้งหมดมารวมกัน แลวหารดวยจํานวน

ขอมลู ทม่ี ีอยู การใชส ูตรในการคํานวณหาคาเฉล่ยี ไดดวยสตู ร ดงั นี้

คาเฉลย่ี = ผลรวมของขอมลู ทง้ั หมด
จาํ นวนขอ มูลทม่ี อี ยู

เร่ืองที่ 3 การสรา งเครือ่ งมอื การวิจยั

ในการดําเนินงานวิจัยมีความจําเปนตองรวบรวมขอมูล เพ่ือนํามาวิเคราะหหาคําตอบ
ตามวัตถุประสงคของการวิจัยที่กําหนด การสรางเคร่ืองมือการวิจัยเปนส่ิงท่ีสําคัญ ในการเก็บ
รวบรวมขอมูลส่ิงท่ีตองการศึกษา เครื่องมือที่ใชในการวิจัยมีหลายประเภท แตไมวาจะเปน
เคร่ืองมือการวิจัยแบบใด ลวนมีจุดมุงหมายเดียวกัน คือ ตองการไดขอมูลที่ตรงตามขอเท็จจริง
เพอ่ื ทาํ ใหผ ลงานวจิ ัยเชื่อถือไดแ ละเกิดประโยชนมากทีส่ ุด

ประเภทของเครื่องมือการวิจัยที่นิยมใชกันมาก ไดแก แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ
และแบบสงั เกต

แบบสอบถาม
แบบสอบถามเปนเครอื่ งมอื การวิจยั ทีน่ ิยมนาํ มาใชร วบรวมขอมูลงานวิจัยเชงิ ปริมาณ เชน
การวิจัยเชิงสํารวจ การวิจัยเชิงอธิบาย เปนตน แบบสอบถามมีท้ังแบบสอบถามปลายปด และ
แบบสอบถามปลายเปด

แบบสอบถามปลายปด เปนแบบสอบถามที่ระบุคําตอบไวแลวใหผูตอบเลือกตอบ
หรืออาจใหเตมิ คําหรือขอ ความสน้ั ๆ เทา นั้น การสรา งแบบสอบถาม มีขัน้ ตอน ดงั นี้

1. ศกึ ษาคน ควาขอ มลู ทเ่ี กีย่ วของกับเรือ่ งที่จะวจิ ัย และประชากรกลมุ ตวั อยางที่ศึกษา
แลว ยกรา งแบบสอบถาม

2. นําไปใหผมู คี วามรูชว ยตรวจสอบ และใหข อเสนอแนะ
3. ปรับปรุงแกไ ขตามขอเสนอแนะ

54

4. นําไปทดลองใชกอนเพื่อความเช่ือม่ันวากลุมตัวอยาง (กลุมเล็ก ๆ ไมตองทุกคน)
เขาใจคําถามและวิธีการตอบคําถาม แลวนําผลการทดลองมาปรับปรุงแกไขอีกครั้งกอนนําไปใช
จริง

5. นําไปใชเ ปนเคร่ืองมือเก็บรวบรวมขอมลู กบั กลมุ ตวั อยา งทัง้ หมด
แบบสอบถามปลายเปด เปนแบบสอบถามที่ไมไดกําหนดคําตอบไว โดยผูตอบเขียน
คาํ ตอบไดอ ยา งอสิ ระตามความเปนจรงิ หรือตามความรคู วามเขา ใจของผูต อบ

แบบสมั ภาษณ
การสมั ภาษณ เปนการรวบรวมขอมูลในลักษณะเผชิญหนากันระหวางผูสัมภาษณและ
ผูใหสัมภาษณ โดยผูสัมภาษณเปนผูซักถามและผูใหสัมภาษณเปนผูใหขอมูล หรือตอบคําถาม
แบบสัมภาษณ แบง เปน 2 แบบ คือ

1. การสัมภาษณแ บบไมมีโครงสรา ง คือ ผูสัมภาษณใชคําถามปลายเปด เปนคําถาม
กวา ง ๆปรับเปล่ยี นได และแสดงความคดิ เห็นไดอ ยา งอิสระ

2. การสัมภาษณแบบมีโครงสราง โดยที่ผูสัมภาษณกําหนดประเด็นคําถาม หรือ
รายการคาํ ถามเรยี งลําดบั ไวแลว กอ นที่จะสมั ภาษณ

แบบสังเกต
แบบสังเกตแบงเปน 2 แบบ คือ

1. แบบสังเกตท่ีไมมีโครงรางการสังเกต ซ่ึงเปนแบบที่ไมไดกําหนดเหตุการณ
พฤตกิ รรม หรอื สถานการณทจี่ ะสงั เกตไวชดั เจน

2. แบบสังเกตที่มโี ครงรางการสังเกต เปนแบบที่กําหนดไวลวงหนาแลววา จะสังเกต
อะไร สงั เกตอยา งไร เมอ่ื ใด และจะบนั ทึกผลการสงั เกตอยางไร

ตวั อยาง แบบสังเกต แบบมีโครงรางการสงั เกต เชน แบบสังเกตพฤติกรรมในการพบกลุม
ของนกั ศกึ ษา ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

55

คําชแี้ จง ใหผ สู งั เกตทาํ เครอื่ งหมาย / ใหต รงกับพฤติกรรมนกั ศกึ ษาท่พี บ

พฤตกิ รรม พบ ไมพ บ
1. นอนหลบั
2. กินขนม
3. คยุ กัน
4. ตงั้ ใจฟงครูสอน
5. ซกั ถามปญ หา

เรื่องท่ี 4 การเขยี นโครงการวจิ ยั อยางงา ย

ความสําคญั ของโครงการวิจยั

โครงการวิจยั คอื แผนการดําเนินการวิจัยท่ีเขียนข้ึนกอนการทําวิจัยจริง มีความสําคัญ
คือ เปนแนวทางในการดําเนินการวิจัยสําหรับผูวิจัยเอง และผูเก่ียวของ เชน ครู อาจารย หรือ
ผูใหทุนสนับสนุนการวิจัย เพื่อใหคําปรึกษาและติดตามความกาวหนาของการดําเนินงานวิจัย
ถาจะเปรียบกับการสรางบานท่ีตองมีแปลนหรือพิมพเขียว ท่ีระบุรายละเอียดของการสรางบาน
ทกุ ขัน้ ตอน สาํ หรบั เปนเครือ่ งมอื ในการควบคุม กํากับดูแลของเจาของบาน หรือผูรับเหมา เพื่อให
การสรา งบานเปน ไปตามแบบทกี่ ําหนด โครงการวิจัยก็เปรียบเสมือนแปลนหรือพิมพเขียวเชนกัน
คือ เปน แนวทางการดําเนินงานวจิ ัย ใหเ ปนไปตามแผนการวิจยั ทกี่ าํ หนด

องคป ระกอบของโครงการวิจัย

โดยทั่วไป โครงการวิจัย ประกอบดวยหัวขอ 14 หัวขอ ข้ึนอยูกับขอกําหนดของ
สถานศึกษา แหลงทุน หรอื ความตอ งการของผูใหท ําโครงการวิจยั และอาจมจี ํานวนหวั ขอ มากกวา
หรือนอยกวา กไ็ ด ดงั นี้

1. ช่ือโครงการวจิ ัย
2. ความเปน มาและความสําคญั
3. วตั ถุประสงคของการวจิ ยั
4. ประโยชนทีค่ าดวาจะไดรับ

56

5. การศึกษาเอกสารท่เี กย่ี วขอ ง
6. สมมตุ ฐิ านการวจิ ยั (ถาม)ี
7. ขอบเขตการวิจยั
8. วิธดี ําเนนิ การวจิ ยั
9. นิยามศพั ท
10. ระยะเวลาดําเนินการ
11. แผนการดําเนนิ การ
12. สถานท่ที ําการวจิ ยั
13. ทรพั ยากรและงบประมาณ
14. ประวัตผิ วู ิจยั /คณะวิจัย

การเขยี นโครงการวิจัยอยา งงาย

สําหรับผูที่เริ่มเขียนโครงการวิจัย อาจจะทดลองเขียนโครงการวิจัยอยางงาย ๆ
ไมจ ําเปน ตองมหี วั ขอครบท้งั 14 หวั ขอ แตต องเขยี นใหค รอบคลุมองคป ระกอบ 7 ขอ ตอไปน้ี

1. ช่ือโครงการวิจัย ชื่อโครงการวิจัยควรกะทัดรัด ส่ือความหมายไดชัดเจน มีความ
เฉพาะเจาะจงในสิง่ ที่ศึกษา

2. ชอื่ ผวู ิจยั บอกชอื่ ของผทู าํ วจิ ยั
3. ความเปนมาและความสาํ คญั เขยี นอธบิ ายใหเห็นความสําคัญของสิ่งที่ศึกษา เขียน
ใหตรงประเด็น กระชบั เปน เหตเุ ปน ผล มีอา งองิ เอกสารที่ศึกษา (ถา ม)ี
4. วัตถปุ ระสงคของการวจิ ยั เขียนใหส อดคลองกับชื่อโครงการวิจัย ครอบคลุมเร่ืองท่ี
ศกึ ษา เขียนใหช ัดเจน อาจมขี อเดียว หรอื หลายขอ ก็ได
5. วธิ ดี าํ เนินการวจิ ยั ระบถุ งึ วธิ กี ารดาํ เนนิ การวิจัย

- ประชากรกลมุ ตัวอยาง สง่ิ ที่ศกึ ษาคืออะไร มีจํานวนเทาไร
- วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล ระบุวิธีการเก็บการบันทึกขอมูล ระยะเวลา หรือ
ชวงเวลา สถานที่
- เคร่ืองมือวิจัย ระบุชนิด เคร่ืองมือที่ใชในการรวบรวมขอมูล เชน
แบบสอบถาม
แบบสัมภาษณ แบบสาํ รวจ
- การวิเคราะหข อ มูล ระบุวิธกี ารวเิ คราะหขอมลู สถติ ิทใ่ี ช

57

6. ปฏิทินปฏบิ ตั ิงาน เขยี นขั้นตอนการดําเนนิ การวิจัยโดยละเอียด และระยะเวลาการ
ดาํ เนินการแตล ะขั้นตอน

7. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ เขียนเปนขอ ๆ ถึงประโยชน ที่คาดวาจะเกิดข้ึนจาก
การทําวจิ ัย

ตัวอยา งการเขยี นโครงการวจิ ยั อยา งงา ย

1. ช่อื โครงการวิจยั “การศึกษาคนควาดวยตนเองของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ระดับ
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ศนู ยก ารเรียนชุมชนวดั แจง ”

2. ชอ่ื ผวู ิจยั นางสาวกนกนุช ใจดี

3. ความเปน มาและความสาํ คัญ
เนื่องจากนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ศรช.วัดแจง

สวนใหญเปน ผูใหญ มีอาชีพและภารกิจตา ง ๆ มากมาย จึงมขี อจาํ กดั เรื่องเวลา ไมสามารถมาพบ
กลุมหรอื เขา เรียนทกุ วันได สถานศกึ ษาจงึ จดั ใหนักศึกษามาพบกลุมเฉพาะวันเสารและวันอาทิตย
เพื่อครจู ะไดสอนเสรมิ และใหน ักศกึ ษามกี ารแลกเปลี่ยนเรียนรู สอบถามปญ หาการเรยี น ตลอดจน
มอบหมายใหนกั ศึกษาไปศึกษาคนควาในหวั ขอวชิ าท่ีเรยี น ทํารายงานหรือนาํ เสนอเพื่อแลกเปล่ียน
เรยี นรูในการพบกลุม ครั้งตอ ไป

การทคี่ รมู อบหมายใหน กั ศึกษาไปศึกษาคนควา เรยี นรดู ว ยตนเองเปนสว นใหญเชนน้ี
จึงนาสนใจศึกษาวานักศึกษามีวิธีการศึกษาคนควาดวยตนเองอยางไร และพบปญหาอุปสรรค
อะไรบาง มีขอเสนอแนะอยางไร ขอคนพบจากการวิจัย คาดวาจะทําใหครูและสถานศึกษา
สามารถนําไปเปนขอมูลในการพัฒนา ปรับปรุง และสนับสนุนการศึกษาคนควาดวยตนเองของ
นกั ศกึ ษาใหเ กดิ ประสทิ ธภิ าพตอไป

4. วัตถุประสงคของการวจิ ัย เพอื่ การศึกษา
4.1 ขอมูลพ้ืนฐานของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ศรช.

วดั แจง
4.2 วิธีการศึกษาคนควาดวยตนเองของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษา

ตอนปลาย ศรช.วดั แจง
4.3 ปญหาอุปสรรคในการศึกษาคนควาดวยตนเองของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน

ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ศรช.วดั แจง

58

4.4 ขอเสนอแนะในการศึกษาคนควาดวยตนเองของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ระดับ
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ศรช.วัดแจง

5. วิธดี าํ เนินการวิจัย
5.1 ประชากร ไดแก นักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ปการศึกษา 2552 สงั กดั ศรช.วัดแจง จํานวน 200 คน
5.2 กลุมตัวอยาง สุมตัวอยางจากนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอน

ปลายปก ารศกึ ษา 2552 สงั กัด ศรช.วัดแจง จํานวน 50 คน
5.3 เครื่องมือวิจัย ใชแบบสอบถาม มี 4 ตอน คือ ขอมูลพื้นฐานนักศึกษา วิธีการศึกษา

คนควา ดวยตนเองของนักศกึ ษา ปญหาอุปสรรคทพ่ี บ และขอ เสนอแนะ
5.4 วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ มูล เก็บรวบรวมแบบสอบถามดว ยตนเอง ในเดือนธนั วาคม 2552
5.5 การวเิ คราะหข อมูล ใชความถ่ี คา รอยละ คาเฉล่ยี

6. ปฏิทนิ ปฏิบตั งิ าน

ข้ันตอนการวจิ ยั ต.ค.52 พ.ย.52 ธ.ค.52 ม.ค.53

1. เขยี นโครงการวจิ ัย /

2. ศกึ ษาเอกสารและกลุมตวั อยาง /

3. สรางแบบสอบถาม /

4. เก็บรวบรวมขอมลู //

5. วิเคราะหขอมูล/สรุป/เขียน //

รายงาน

7. ประโยชนท ค่ี าดวา จะไดร ับ
7.1 ครผู สู อนใชเปน แนวทางปรับการเรยี นการสอน เพ่ือชวยเหลือ สนับสนนุ การศึกษาคนควา

เรียนรูดว ยตนเองของนักศึกษา
7.2 สถานศึกษาใชเปนแนวทางในการกําหนดกฎเกณฑ เพ่ือสงเสริม สนับสนุนการศึกษา

คน ควาเรียนรูดวยตนเองของนกั ศกึ ษา

59

เรื่องที่ 5 ทกั ษะการวิจยั ในอาชพี การเขยี นรายงานการวิจยั อยางงาย และการ
เผยแพรผ ลงานการวิจยั

ทกั ษะการวิจยั ในอาชพี

อาชีพในความหมายน้ี ไมจําเปนตองเปนอาชีพท่ีเกี่ยวของกับงานวิชาการ เชน ครู
นกั วทิ ยาศาสตรเ ทา น้นั ทีจ่ ะตอ งทําวิจยั เพอื่ พัฒนางาน ทกุ อาชพี สามารถนําการวิจัยไปชวยในการ
พัฒนางานได แมกระท่ังคนงานกวาดถนนของเทศบาล พนักงานขับรถเมล หรือแมแตพนักงาน
เสริ ฟของภตั ตาคาร เปนตน

กอนการตัดสินใจทําวิจัยในอาชีพ ผูวิจัยตองรูกอนวาการทํางานอาชีพของตนเอง
มีปญหาอะไร ที่เปนประเด็นขอสงสัย และตองการคนหาคําตอบ โดยมักเขียนอยูในรูปประโยคที่
เปน คําถาม ท่ีมีความเฉพาะเจาะจง สามารถสงั เกต สํารวจ และศึกษาวจิ ัยได

วิธกี ารทาํ ใหไดค าํ ถามวิจัยงานอาชพี ทดี่ ี การตง้ั คาํ ถามวิจัยท่ดี ีได ตอ งอาศยั ส่ิงตอไปนี้
1. ฝกเปนคนชางสงั เกต
2. สรางนิสัยรักการอาน โดยเฉพาะการอานเน้ือหาสาระที่เก่ียวกับปญหางานอาชีพ

และวิธกี ารแกไ ขปญ หา
3. ฝกต้งั ขอสงั เกตและตัง้ คําถามวิจัย ลองทดลองตง้ั คําถามและคาดเดาคําตอบ
4. หาเวลาสะทอนความคิดกับเพื่อนอยางสมํ่าเสมอ เพื่อตรวจสอบความคิดของ

ตนเอง โดยเฉพาะความสมเหตุสมผลของคําถามวจิ ยั
5. การตั้งคําถามที่ดี ไมควรใชคําถาม ใช/ไมใช แตควรใชคําถาม “ทําไม อยางไร

อะไร”
6. มีความนาสนใจ เหมาะสมกับเหตุผลที่ตองการทําวิจัย เพ่ือชวยในการแกปญหา

หรอื พฒั นางาน
7. คําถามวิจัยน้ันสามารถจัดการใหอยูภายใตการควบคุมของผูวิจัยได และสามารถ

ตดั สินใจทําอะไรกไ็ ดตามขอ คน พบ
8. คาํ ถามวิจยั นน้ั มีความเปนไปไดในการทํา เหมาะสมกับเวลา ทรัพยากร ในชวงแรก

ควรคดิ ถึงการทําวิจยั ในประเด็นเล็ก ๆ (small scale) ซึ่งอยใู นวสิ ยั ทีส่ ามารถดําเนินการจนสาํ เร็จ
9. หลีกเล่ียงปญ หาวิจัยท่ีผูวิจัยและผูเก่ียวของไมสามารถทําอะไรได แมวาจะทราบ

คาํ ตอบ

60

ตวั อยา งของประเดน็ วจิ ัยอาชีพ
1. ฉันตองการรูปญหาอุปสรรคท่ีแทจริงในการทําอาชีพคาขายของตนเอง จะรูได

อยางไร
2. ฉนั ตอ งการลดรายจายจากการคาขายของฉนั จะสามารถทาํ ไดอยางไร
3. ฉันจะนาํ คอมพวิ เตอรม าชวยในการทําการคา ของฉันไดอยางไร และจะรูไดอยางไร

วา วธิ ีดงั กลาวไดผ ลหรอื ไม
4. สาเหตอุ ะไรทม่ี ีผมู าใชบรกิ ารรานอาหารของเราลดนอ ยลง

การวิจัยในงานอาชพี มใิ ชเปน เพียงการคน หาปญหา และคําตอบเพียงอยางเดียว หากแต
เปนการวิจัยเพื่อพัฒนาไดดวย ผูวิจัยควรรูวา มีความจําเปนตองพัฒนางานอยางไร ทําไมตอง
พัฒนา แตถาไมรูก็ควรวิจัยเพ่ือหาแนวทางการพัฒนา หรือรูแลวก็พัฒนาตามท่ีรู แลววิจัยเพ่ือ
ประเมินผลการพัฒนาดวย

การทําวิจัยในอาชีพของตนเอง ไมควรดําเนินการดวยตนเองเพียงคนเดียว ยกเวนถา
อาชพี น้นั มผี ูทาํ วิจยั เพยี งคนเดียว ควรอยา งยง่ิ ที่จะตองทํางานเปนทีม และทีมวิจัยตองรับรูถึง
สภาพปญหาหรอื ความตอ งการของงาน ในลกั ษณะของวตั ถปุ ระสงคของการวจิ ัยอยางชัดเจน เพ่ือ
ขบั เคลอ่ื นการวิจยั ไดง าย

องคป ระกอบในการเขยี นรายงานการวจิ ยั อยา งงาย

สว นใหญเปน การนําเสนอในหัวขอ ตอไปนี้
1. ช่อื เร่ือง
2. ช่ือผูวจิ ยั
3. ความเปน มาของการวจิ ัย
4. วตั ถปุ ระสงคข องการวิจยั
5. วธิ ีดาํ เนนิ การวจิ ยั
6. ผลการวจิ ัย
7. ขอ เสนอแนะ
8. เอกสารอา งอิง (ถาม)ี

61

การเขียนรายงานการวจิ ยั อยางงาย

1. ช่อื เร่ือง
การเขยี นช่อื เร่อื งควรเขยี นใหก ะทดั รัด ตอบคําถามใหไดว า ใคร ทําอะไร กับใคร การ

เขียนชื่อเรอื่ งท่สี ื่อความหมายชัดเจน จะทําใหเ หน็ ประเด็นท่ีจะศึกษาอยใู นชือ่ เรือ่ ง
2. ชอ่ื ผวู ิจัย
ระบชุ ือ่ ผูเ รียนซง่ึ เปนผทู าํ การวิจัย พรอ มท้ังสถานศกึ ษาที่ผเู รยี นกาํ ลังศึกษาอยู
3. ความเปนมาของการวจิ ยั
การเขียนความเปนมาของการวิจัย คือ การระบุใหผูอานไดทราบวาทําไมจึงตอง

ทํางานวิจัยช้นิ น้ี มที ่ีมาท่ไี ปอยา งไร ดังน้ัน ผูวิจัยควรจะกลาวถึงสภาพปญหาหรือสภาพที่เปนอยู
ในปจจุบัน ซ่ึงสภาพดังกลาวกอใหเกิดปญหาอะไรบาง หรือสภาพดังกลาวถาไดรับการปรับปรุง
หรือพัฒนาใหดีข้ึนกวาท่ีเปนอยู จะกอใหเกิดประโยชนอะไรบาง และใครคือผูไดรับประโยชน
ดังกลาว มีแนวคดิ อยางไรในการแกปญ หาหรอื แนวทางพัฒนาปรับปรุง และแนวคิดดังกลาวไดมา
อยางไร (แนวคิดดังกลาวอาจไดม าจากการศึกษาเอกสาร หรือจากประสบการณตรงท่ีไดจากการ
สงั เกต การสมั ภาษณ เปนตน) พรอมระบแุ หลง อา งอิง

4. วัตถุประสงคของการวิจยั
การเขียนวัตถุประสงคของการวิจัย เปนการระบุใหผูอานไดทราบวา งานวิจัยคร้ังน้ี

ผวู จิ ัยตองการทาํ อะไรกบั ใคร และจดุ หมายปลายทางหรอื ผลลพั ธสุดทา ยทีผ่ ูวจิ ยั ตอ งการคืออะไร
5. วธิ ดี ําเนินการวจิ ยั
การเขยี นวธิ ดี ําเนนิ การวิจัย ควรครอบคลุมหัวขอ ดังตอไปน้ี
5.1 กลุม เปา หมายที่ตอ งการทาํ การวจิ ัย ควรระบใุ หชดั เจนวา คือใคร
5.2 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ควรระบุใหชัดเจนวาการวิจัยครั้งนี้ ใชเครื่องมือ

อะไรบาง ในการเก็บรวบรวมขอมูลหรือแกไขปญหา เชน แบบสํารวจ การสัมภาษณ การสังเกต
การจดบันทึก เปน ตน

5.3 การเก็บรวบรวมขอมูล ควรระบุใหชัดเจนวาผูวิจัยดําเนินการวิจัยและรวบรวม
ขอ มลู อยา งไร

5.4 การวเิ คราะหข อ มลู ควรระบใุ หชัดเจนวา ผูวิจยั วิเคราะหข อมลู อยางไร ซง่ึ อาจเปน
การวเิ คราะหข อ มลู ในเชิงปรมิ าณหรือเชิงคุณภาพกไ็ ด

62

6. ผลการวจิ ยั
การเขยี นผลการวิจยั ผูวจิ ัยตอ งสะทอ นใหเหน็ วากวาท่จี ะบรรลุเปาหมายของการวิจัย

นั้น ผวู ิจัยตองดาํ เนนิ การท้งั หมดกรี่ อบ ในแตล ะรอบมกี ารปรับปรุงเปล่ียนแปลงอะไรบาง และผล
ที่เกดิ ขึ้นเปน อยางไร

7. ขอ เสนอแนะ
การเขียนขอเสนอแนะตองเปนขอเสนอแนะท่ีเปนผลสืบเนื่องจากขอคนพบของการวิจัย

ในครั้งน้ี
8. เอกสารอางอิง
เนื้อหาท่ีมีการนํามากลาวอางในรายงานการวิจัย ตองนํามาเขียนใหปรากฏอยูใน

เอกสารอางอิง

ตวั อยา งการเขยี นรายงานการวิจยั อยางงาย

1. ช่ือเรอ่ื ง
การศกึ ษาผลการจัดทาํ บัญชีครัวเรือนของครอบครวั นายสมหมาย ขยันเรยี น

2. ชอ่ื ผูวิจยั
นายสมหมาย ขยันเรียน นักศึกษา ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย ศูนยการศึกษานอกระบบ

และการศึกษาตามอัธยาศยั อาํ เภอจนุ จังหวัดพะเยา

3. ความเปน มาของการวจิ ัย
ประชาชนในตําบลไมง าม สวนใหญมีหนี้สิน หลายครอบครัวมีฐานะยากจน มีรายจายที่

มากกวา รายได ทําใหม กี ารกูยืมเงินท้งั ในระบบและนอกระบบ ไมม ีเงนิ เก็บออมไวใชเมือ่ ยามจําเปน
ประกอบกับชวงนี้เศรษฐกิจฝดเคือง ตนทุนทางการเกษตรสูง ผลผลิตไดราคาตํ่า คนในหมูบานมี
การดื่มเหลา กนั มากทงั้ หญงิ และชาย ใชจา ยในสิ่งท่ีไมจ ําเปนตอ การดํารงชีวิต เชน ซือ้ หวย เลนการ
พนนั ดม่ื เหลา สบู บุหรี่ หรือซ้ือโทรศัพทมือถือรุนใหม ๆ ใหกับลูกหลาน ผูวิจัยก็เปนบุคคลหนึ่งท่ี
อยใู นตําบลไมง ามและครอบครวั มีหนีส้ ิน ไมร รู ายรับรายจา ยของตนเอง ไมรูวาการประกอบอาชีพ
ทางการเกษตรกําลังขาดทุน ไมรูวาเงินท่ีหามาไดถูกนําไปใชแลกเปล่ียนกับอะไร ของที่ซ้ือมา
บางคร้ังแยกไมออกวาอะไรจําเปนมาก อะไรจําเปนนอย หรืออะไรบางท่ีไมจําเปนเลย แตซื้อมา
เพราะความอยากของคนในครอบครัว

63

ธนาคารชุมชน (www.cb.ktb.co.th/prod/commbank.nsf) กลาววา การบริหาร
การเงิน ในครอบครัวใหมีระเบียบ จะทําใหทุกคนไดรับรูถึงท่ีมาท่ีไปของรายรับ-รายจายใน
ครอบครวั และชว ยกนั บริหารเงนิ ในครอบครัวใหมีความพอดี เหลอื ไวพอใชและมีการเกบ็ ออม
มีการนําขอมูลมาพิจารณาเพ่ือเพิ่มรายไดและลดรายจายที่ไมจําเปนลง เปนการวางแผนเพื่อ
อนาคตท่ีดีของครอบครัว ดังพระราชดํารัสที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงตรัสไวเรื่อง
“เศรษฐกจิ พอเพยี ง”

การรับรูที่มาที่ไปของรายรับ-รายจายในครอบครัว ทําใหผูวิจัยเห็นวาการจัดทําบัญชี
ครัวเรือนสามารถควบคุมการรับรู รายรับ-รายจายในครอบครัวท่ีใชไปในชีวิตประจําวันได โดย
ผูวิจัยคิดวา เมื่อครอบครัวผูวิจัยไดจัดทําบัญชีครัวเรือนอยางตอเน่ืองทุกเดือนแลว จะทําให
สามารถบริหารการเงินในครอบครัวไดอยางพอดี ทําใหผูวิจัยเห็นขอมูลที่เปนความจริง และ
คาดหวงั ตอ ไปขางหนา วา จะลดหนใี้ นครอบครวั ลงได

4. วตั ถุประสงคของการวิจัย
4.1 เพ่ือจดั ทาํ บัญชีครัวเรือนและวเิ คราะหสภาพปญ หารายรบั -รายจายของครอบครัว
4.2 เพ่อื ลดรายจาย-เพมิ่ รายไดใ หก ับครอบครวั ได

5. วิธีดาํ เนินการวจิ ัย
5.1 กลุมเปาหมายในการวิจัย กลุมเปาหมายในการวิจัยครั้งน้ี คือ บุคคลในครอบครัว

ของผูว ิจยั จํานวน 5 คน
5.2 เครื่องมือท่ีใชใ นการวิจัย เครื่องมอื ทใ่ี ชในการวจิ ยั ครัง้ น้ี ประกอบดวย
1) สมุดบัญชคี รัวเรือน
2) สมุดแยกประเภทรายไดแ ละคา ใชจ าย
3) บันทกึ ขอตกลงของครอบครัว
4) บันทกึ รายงานผลความกาวหนา การลดรายจายในแตล ะเดือน
5.3 การเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยไดทําการเก็บรวบรวมขอมูลจากการบันทึกในสมุด

บัญชคี รัวเรอื นอยางตอ เน่อื งทกุ วนั ท่มี ีการรับ-จาย สรปุ ผลการรับ-จายเงินแยกเปนหมวดในแตละ
เดอื น ต้ังแตเดือนท่ี 1 ถึงเดือนที่ 5 และบันทึกรายงานผลความกาวหนาการลดรายจายในแตละ
เดอื น

64

5.4 การวเิ คราะหข อมลู
1) นาํ ผลท่ีไดจ ากการบันทึกบัญชีครัวเรือนมาพิจารณา โดยแยกเปนหมวด รายจาย

ตาง ๆ ไดแก การเกษตร การศึกษา การรกั ษาพยาบาล อาหาร เครอ่ื งใชท ่จี าํ เปน และไมจ ําเปน อ่นื ๆ
2) นําผลท่ีไดจากการสรุปรายจายเปนหมวดตาง ๆ มาวิเคราะหเพื่อเปรียบเทียบ

รายรับ-รายจา ย ในหมวดตาง ๆ เขียนที่มาของรายรับท่ีได และรายจายที่ไมจําเปน ซ่ึงจะใชเปน
ขอมลู ในการจัดทําแผนการลดรายจา ย และขอตกลงในการปฏบิ ัตติ นรวมกันของคนในครอบครัว

3) นําผลท่ีไดจากการบันทึกบัญชีครัวเรือนมาประมวลผล เพ่ือพิจารณาถึง
พัฒนาการหรือความกา วหนาในการลดรายจา ย เพ่ิมรายไดใ นแตล ะเดอื น และสรปุ ภาพรวมจากผล
ที่ไดครั้งสุดทาย ในเดือนท่ี 5 วาไดบรรลุตามวัตถุประสงคท่ีกําหนดไวหรือไม ซ่ึงจะไดสรุปใน
ผลการวจิ ยั ตอไป

6. ผลการวิจัย
การวิจัยเรื่องการศึกษาผลการจัดทําบัญชีครัวเรือน ที่มีวัตถุประสงคเพ่ือจัดทําบัญชี

ครวั เรือนและวเิ คราะหส ภาพปญ หารายรับ-รายจา ยของครอบครัว และเพื่อลดรายจาย-เพ่ิมรายได
ใหกบั ครอบครัวของนายสมหมาย ขยันเรยี น ผลการวจิ ัยพบวา

การจัดทําบัญชีในครัวเรือน ผูวิจัยไดจัดทําแบบบันทึกบัญชีครัวเรือนตามรูปแบบของ
ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณการเกษตร มีการสรางความเขาใจใหกับครอบครัว เพ่ือเห็น
ความสําคญั ของการทาํ บัญชีครัวเรือน ใหทุกคนมีสวนรวม โดยการบันทึกสมุดรายรับ-รายจายใน
บัญชีครัวเรอื น ซึ่งบางครง้ั เมอื่ หาสมุดบัญชคี รวั เรอื นไมพบ ก็มีการบนั ทึกลงในปฏิทินท่ีติดไวขางฝา
บาน และเม่อื หาสมดุ บัญชีครัวเรือนพบ ก็นําขอมลู มาใสไวใ หครบถวน และเพ่ือใหการบันทึกบัญชี
เปน ไปอยา งตอเนื่องไมตกหลน ไดมีการพูดคุยกับครอบครัวทุกสัปดาห เพื่อคอยกระตุนใหทุกคน
เห็นความสําคัญและเกิดความเคยชนิ กับการบนั ทกึ บัญชี เม่ือสิ้นเดือนไดนําขอมูลจากการบันทึก
บัญชีมาวิเคราะห ทําใหเห็นขอมูลรายรับ-รายจายของครอบครัวที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะหมวด
รายจายที่ไมจําเปน เชน การซื้อเหลา บุหรี่ หวย และสิ่งที่ตองจายเพ่ือการลงทุนทางการเกษตร
ซงึ่ เปนคาใชจ า ยทส่ี ูง เมอ่ื วิเคราะหร ายรบั กบั รายจายแลว รายจายสูงกวารายรับ ขอมูลท่ีปรากฏ
ในบัญชีครัวเรือนครั้งน้ี ทําใหบุคคลในครอบครัวเริ่มมองเห็นปญหาที่เกิดข้ึนจากรายจายท่ีไม
จําเปน และรายจายท่ีกอใหเกิดปญหาหนี้สินจากการเปนลูกหน้ีเงินผอน ผูวิจัยกับครอบครัวจึง
รวมกนั หาทางแกไ ขปญ หา โดยพจิ ารณาถึงการลดรายจายที่ไมจ ําเปน ในเดือนตอไป จากน้ันไดทํา
ขอ ตกลงรวมกนั กบั คนในครอบครัวใหรว มมือกันประหยัด โดยพิจารณารายจายในแตละเร่ืองที่ไม
จาํ เปน เชน ซอื้ เหลา บุหรี่ หวย ใหมีการจายนอยลง และบางอยางสามารถเพาะปลูกเพื่อบริโภค

65

ในครอบครัว โดยยึดหลักวา “ปลูกทุกอยางที่กิน และกินทุกอยางที่ปลูก” สวนเงินท่ีจายไปกับ
ตน ทุนทางการเกษตรเพอื่ เปน คา ปุย ยาฆา แมลง ท่ีมีราคาแพง มีแผนคิดจะรวมกลุมกับชุมชนเพื่อ
ผลิตปุยอินทรยี ทดลองใชใ นการเกษตร

จากขอมูลการบันทึกบัญชีในเดือนท่ี 2 ครอบครัวผูวิจัยมีรายจายลดลงแตไมมากนัก
เนื่องจากบุคคลในครอบครับยังลดคา เหลา บุหรี่ และอดไมไดกับการซื้อหวย คนในชุมชนยังมีการ
ด่ืมเหลากันมาก ตางคนตางเล้ียงเหลาซึ่งกันและกัน ผูวิจัยเองบางคร้ังปฏิเสธไมไดเพราะเปน
กรรมการกลุมตาง ๆ ในชุมชนจึงคอย ๆ ปรับตัวในการลดเหลา ลดบุหร่ี และลดตนทุนในการทํา
การเกษตร ซึ่งขอมูลจากการทําบัญชีครัวเรือนในเดือนท่ี 3 เดือนที่ 4 และเดือนท่ี 5 ทําใหเห็น
ความกา วหนา พัฒนาการของครอบครัววา มีการลดรายจา ยไดจริง
7. ขอ เสนอแนะ

ผลการวิจัยครั้งน้ีทําใหเห็นวา การทําบัญชีครัวเรือนโดยความรวมมือ รวมใจของคนใน
ครอบครวั ทําใหร ูสาเหตุจากปญหาซ่ึงเกดิ จากรายจา ยท้ังที่จําเปน และไมจําเปน จากความรวมมือ
ของบคุ คลในครอบครวั ความมุงมนั่ จากขอ ตกลงรวมกัน ทําใหครอบครัวผูวิจัยสามารถลดรายจาย
ที่ไมจําเปนในแตละเดือนลงได ครอบครัวมีรายไดเพ่ิมขึ้นเพียงพอกับคาใชจายในแตละเดือน
แตก ารวิจยั ในระยะส้นั เพียง 5 เดือน ยังไมสงผลใหปญหาหนี้สินที่มีอยูลดลงได ควรมีการทําวิจัย
อยางตอเนื่อง เพราะการที่จะแกไขเรื่องปญหาหน้ีสินตองใชระยะเวลา ซ่ึงถาทําการวิจัยอยาง
ตอเน่ืองและจริงจัง ผูวิจัยเชื่อวาจะทําใหแกไขปญหาหนี้สินใหลดลงได สามารถดําเนินชีวิตตาม
ครรลองของความพอเพียงไดอยา งแทจ ริง
8. เอกสารอา งองิ

ธนาคารชุมชน. บมจ.ธนาคารกรุงไทย บัญชีครวั เรอื น (ออนไลน)
www.cb.ktb.co.th/prod/commbank.nsf (วนั ท่ี 3 กรกฎาคม 2558)
การเผยแพรผลงานวจิ ยั
เมอื่ ผวู จิ ัยไดด าํ เนนิ การวจิ ัยเสรจ็ สนิ้ เรียบรอยแลว ผลการวจิ ยั ที่เกดิ ข้นึ ควรมีการเผยแพร
เพอื่ ใหผ ูเกี่ยวของนําไปใชป ระโยชนไ ด การเผยแพรผ ลงานการวจิ ัยทําไดหลายวิธี เชน
1. นาํ เสนอในเวลาการพบกลุม หรือในท่ีประชมุ ตาง ๆ
2. เขยี นลงวารสารตาง ๆ
3. ตดิ บอรด ของสถานศึกษา บอรด นิทรรศการ
4. สงรายงานการวิจยั ใหห นวยงานตาง ๆ
5. นาํ รายงานการวิจยั ขน้ึ Website

66

กจิ กรรมที่ 1
ใหผ ูเรียนแบงกลุม ศกึ ษาคน ควาและจัดทาํ รายงาน และนําเสนอในการพบกลมุ

ในประเด็นดังตอไปนี้ ความหมายการวิจัย ประโยชนของการวิจัย ข้ันตอนการทําวิจัยอยางงาย
ประเภทเครอ่ื งมอื ท่ใี ชในการวจิ ัย และวธิ ีการวเิ คราะหข อ มลู การวิจัย
กจิ กรรมที่ 2

ใหผเู รยี นแบง กลุม ๆ ละไมเ กนิ 5 คน แตล ะกลุมปรึกษากันในเร่อื งที่สนใจจะทําวิจัยงาน
อาชีพทใ่ี ชเวลาการวิจัย ไมเกนิ 1 เดอื น เสร็จแลว เขยี นโครงการวิจยั ตามหัวขอ ตอ ไปน้ี

1. ชอ่ื โครงการวิจัย
2. ช่ือคณะผวู จิ ยั
3. ความเปน มาและความสาํ คัญ
4. วัตถุประสงคข องการวิจัย
5. วิธดี ําเนินงานวจิ ัย
6. ปฏทิ นิ ปฏบิ ัติงาน
7. ประโยชนท ่คี าดวาจะไดรับ
เมือ่ ผเู รียนเขยี นโครงการวจิ ยั ไดเ สรจ็ แลวใหแตละกลมุ นาํ เสนอผลการเขียนโครงการวิจัย
ในการพบกลุม เพ่อื ใหครูและเพ่อื นผูเรยี นวิเคราะหค วามถูกตองใหคําแนะนําในการแกไขปรับปรุง
โครงการวิจัยที่เสนอ จากน้ันครูใหผูเรียนแตละกลุมนําขอแกไขไปปรับปรุงใหถูกตอง แลว
ดําเนนิ การวิจยั ตามโครงการวจิ ัยท่ีเสนอ เสร็จแลวเขียนรายงานการวิจัย และนําเสนอผลการวิจัย
ในการพบกลมุ ตามหวั ขอตอไปนี้
1. ชอ่ื เรอื่ ง
2. ชื่อคณะผวู จิ ยั
3. ความเปนมาของการวิจยั
4. วตั ถปุ ระสงคของการวจิ ัย
5. วธิ ดี าํ เนินการวจิ ยั
6. ผลการวิจัย
7. ขอ เสนอแนะ
8. เอกสารอา งองิ (ถามี)

67

ปจจุบันโลกมีการแขงขันในการประกอบอาชีพกันมากขึ้น ผูที่จะประสบความสําเร็จใน
การประกอบอาชพี ตองมกี ารศกึ ษาคนควาหาความรูจากแหลงเรียนรูตา ง ๆ และมีทกั ษะพ้ืนฐานที่
จําเปน ตอ การประกอบอาชพี เชน ทกั ษะกระบวนการทาํ งาน ทกั ษะกระบวนการแกปญหา ทักษะ
การทํางานรว มกนั ทกั ษะการแสวงหาความรู ทักษะการบริหารและการจัดการ ตามท่ีไดเรียนรู
มาแลว ในบทท่ี 1 - 5 และในบทเรยี นนี้ ผูเ รียนจะไดเรยี นรูเพมิ่ เตมิ ในเร่ืองการมีทักษะการเรียนรู
และศักยภาพหลักของพื้นท่ีในการพัฒนา ซ่ึงเปนอีกทักษะหนึ่งท่ีสําคัญในการตัดสินใจเลือก
ประกอบอาชพี

เรื่องที่ 1 ความสาํ คญั ของศกั ยภาพหลกั ของพนื้ ทใ่ี นการพฒั นาอาชพี
การศกึ ษา เปน กลไกสําคัญของการพัฒนาทรัพยากรของชาติใหกาวทันการเปลี่ยนแปลง

สามารถยืนหยัดไดอยางสงางามในประชาคมโลก การจัดการศึกษาจึงตองใหความสําคัญและเห็น
คุณคา ของภมู สิ งั คม ภูมิรัฐศาสตร ศักยภาพทุกดานท่ีจะเปนตนทุนทางการศึกษา รวมทั้งตอยอด
การศึกษาสูการพัฒนาประเทศในดานอื่น และเพ่ิมขีดความสามารถในการแขงขันบนเวทีโลก
เพ่ือยกระดับคุณภาพชวี ติ และสังคม มีการคนหาศักยภาพหลักของพื้นท่ีในทุกภาคสวนของสังคม
ปจจัยภายนอกและปจ จยั ภายใน เพ่ือเปน เครื่องมอื ในการขับเคล่ือน การจัดการศกึ ษาอาชพี จงึ ตอง
เนนพน้ื ทีเ่ ปน ฐานในการพฒั นา ภายใตศ ักยภาพ ทม่ี ีอยใู นดานตาง ๆ ของพ้ืนที่น้ันเปนสําคัญ จึง
จะสามารถยกระดับคณุ ภาพชีวติ ของประชาชนใหม ีความเปน อยูที่ดี สรา งความม่งั คงั่ ทางเศรษฐกิจ
และความมนั่ คงทางสังคม ประเทศไทยจึงตองเรง พฒั นาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากร
มนษุ ยใ หมขี ดี ความสามารถสงู ข้นึ พรอ มทจ่ี ะเขาสสู งั คมการแขงขันในระดับโลกได

การจัดการศกึ ษาดานอาชพี มคี วามสําคัญมาก เปนการพฒั นาประชากรของประเทศใหมี
ความรูความสามารถและมที ักษะในการประกอบอาชีพ เปนการแกป ญ หาการวางงานและสงเสริม
ความเขมแข็ง ใหแกเศรษฐกิจชุมชน กระทรวงศึกษาธิการจึงไดกําหนดยุทธศาสตรการพัฒนา 5
ศักยภาพของพื้นท่ี ใน 5 กลุมอาชีพใหม ใหสามารถแขงขันไดใน 5 ภูมิภาคหลักของโลก โดย
กําหนดภารกิจการพฒั นา ยกระดับและจดั การศกึ ษาอาชีพในกลุม 5 อาชีพใหม ไดแก กลุมอาชีพ
เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ความคิดสรางสรรค และการบริหารจัดการและการ
บริการ โดยคํานึงถึงหลักการพื้นฐาน ของศักยภาพของพื้นท่ีในการพัฒนาอาชีพทั้ง 5 ดาน
ประกอบดวย 1) ศักยภาพของธรรมชาติในแตละพ้ืนท่ี 2) ศักยภาพของพ้ืนที่ตามลักษณะ
ภูมิอากาศ 3) ศักยภาพของภูมิประเทศและทําเลที่ต้ังของแตละพื้นที่ 4) ศักยภาพของศิลปะ

68

วัฒนธรรม ประเพณี องคความรู ภูมิปญญาและวิถีชีวิตของแตละพ้ืนที่ และ 5) ศักยภาพของ
ทรพั ยากรมนุษยในแตละพ้ืนท่ี

เร่อื งท่ี 2 การวเิ คราะหศ กั ยภาพหลกั ของพน้ื ท่ใี นการพัฒนาอาชพี

1. ศักยภาพหลักของทรัพยากรธรรมชาติในแตละพ้ืนที่ หมายถึง ส่ิงแวดลอมตาง ๆ
ทีเ่ กดิ ข้นึ เองตามธรรมชาติ และมนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน บรรยากาศ ดิน น้ํา ปาไม
ทุงหญา สัตวปา แรธาตุ และพลังงาน เปนตน การแยกแยะเพ่ือนําเอาศักยภาพของ
ทรัพยากรธรรมชาติในแตละพื้นท่ี มาใชประโยชนในการประกอบอาชีพ ตองพิจารณาวา
ทรัพยากรธรรมชาตทิ อ่ี ยูใ นพนื้ ทีน่ ั้น ๆ มอี ะไรบาง เพียงพอหรือไม ถาไมมี ก็ตองพิจารณาใหม วา
จะประกอบอาชพี ที่ตดั สนิ ใจเลอื กไวห รอื ไม เชน ตองการผลิตนา้ํ แรธรรมชาติจําหนาย แตในพื้นท่ีไม
มีตาน้ําไหลผาน และไมสามารถขุดน้ําบาดาลได ก็ตองพิจารณาตอไป ถาตองการอาชีพน้ี เพราะ
เหน็ วา มีคนนิยมด่ืมน้ําแรมาก ประกอบกับตลาดยังมีความตองการเชนกัน ก็ตองพิจารณาอีกวา
การลงทนุ หาทรพั ยากรน้ําและแรธ าตุ มาใชใ นการผลิตนํา้ แร จะเสียคาใชจ า ยคุม ทุนหรือไม

2. ศกั ยภาพของพ้ืนทต่ี ามลกั ษณะภมู ิอากาศ หมายถงึ ลักษณะของลม ฟา อากาศท่ีมี
อยูป ระจําทองถิ่นใดทองถนิ่ หนึ่ง โดยพจิ ารณาจากคาเฉล่ียของอุณหภูมิประจําเดือน และปริมาณ
น้าํ ฝนในชว งระยะเวลาตาง ๆ ในรอบป เชน ภาคเหนือของประเทศไทย มีอากาศหนาวเย็น หรือ
รอนชื้นสลับกับฤดูแลง อาชีพทางการเกษตร ที่ทํารายไดใหประชากร ไดแก การทําสวน ทําไร
ทาํ นาและเลย้ี งสัตว หรอื ภาคใตมีฝนตกตลอดท้ังป เหมาะแกก ารเพาะปลูกพืชเมืองรอ น ที่ตองการ
ความชุมช้ืนสูง เชน ยางพารา ปาลมนํ้ามัน เปนตน เพราะฉะน้ันการประกอบอาชีพอะไรก็ตาม
จําเปน ตองพจิ ารณาถงึ สภาพภูมิอากาศดว ย

3. ศักยภาพของภูมปิ ระเทศและทาํ เลท่ตี ้ังของแตละพื้นที่ หมายถึง ลักษณะพ้ืนท่ีและ
ทาํ เลท่ีต้งั ในแตละจงั หวัด ซ่ึงมลี ักษณะแตกตางกัน เชน เปนภูเขา ท่รี าบสงู ท่ีราบลุม ท่ีราบชายฝง
สิ่งท่คี วรศกึ ษา เชน ขนาดของพื้นที่ ความลาดชัน และความสูงของพื้นท่ี เปนตน รวมถึงการผลิต
การจําหนา ย หรอื การใหบ รกิ าร ตองคํานงึ ถึงทาํ เลทีต่ งั้ ทีเ่ หมาะสม

4. ศกั ยภาพของศลิ ปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวถิ ชี วี ิตของแตล ะพื้นที่ ประเทศไทยมี
สภาพภมู ิประเทศ ภูมอิ ากาศ และทรพั ยากรธรรมชาติที่แตกตางกนั ออกไปในแตล ะภาค จึงมีความ
แตกตางกัน ในการดาํ รงชีวิต ท้ังดานศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณี และการประกอบอาชีพ ถึงแมวา

69

คนไทยสวนใหญ มีวิถีชีวิตผูกพันกับการเกษตร ถึงรอยละ 80 แตก็ควรพิจารณาเลือกอาชีพท่ี
เหมาะสมกับศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณใี หส อดคลอ งกับวถิ ีชวี ิตของแตละพ้ืนทด่ี ว ย

5. ศักยภาพของทรัพยากรมนุษยในแตละพื้นท่ี หมายถึง การนําศักยภาพของแตละ
บคุ คล ในแตละพน้ื ทม่ี าใชในการปฏิบัติงาน ใหเกิดประโยชนสูงสุด และสรางใหแตละบุคคลเกิด
ทศั นคติท่ีดีตออาชีพ องคกร ตลอดจนเกิดความตระหนักในคุณคาของตนเอง และเพ่ือนรวมงาน
ในประเทศไทยยังมีบุคคลอีกหลายกลุมท่ีสามารถปรับเปล่ียนวิถีชีวิต ความเปนอยู ตลอดจนการ
พัฒนาอาชีพใหเหมาะสมกับยุคสมัย โดยเฉพาะอาชีพดานเกษตรกรรม ปจจุบันมีการทําเกษตร
แบบผสมผสาน สามารถพลิกฟนคืนธรรมชาติใหอดุ มสมบรู ณแ ทนสภาพดนิ เดิม ทเี่ คยถูกทําลายไป
ทรัพยากรมนุษยเปนเร่ืองที่สําคัญ ที่ตองพิจารณาดําเนินการประกอบอาชีพอยางเปนระบบ ให
สอดคลองกับความตอ งการของบุคคลในแตล ะพ้นื ที่

จะเห็นไดวา การวิเคราะหศักยภาพตามหลักของพ้ืนที่ ท้ัง 5 ดาน ดังกลาวขางตน
มีความสําคัญและจําเปนตอการประกอบอาชีพใหเขมแข็ง หากไดวิเคราะหศักยภาพของตนเอง
อยา งรอบดาน รวมถงึ ปจ จัยภายในตวั ตน และภายนอกของผปู ระกอบอาชีพ ถาวิเคราะหขอมูลได
มากและถูกตอง ก็มีโอกาสเขาสูการประกอบอาชีพ ไดม ากยง่ิ ขึ้น

เร่ืองท่ี 3 ตวั อยา งอาชีพทีส่ อดคลองกับศกั ยภาพหลกั ของพน้ื ท่ี

กลมุ อาชพี ใหมด า นเกษตรกรรม

1. กลุม การผลติ เชน การปลูกไมด อกเพอ่ื การคา การผลติ ปุย อนิ ทรีย ปยุ น้ําหมกั ชวี ภาพ
2. กลุมแปรรูป เชน การแปรรูปปลานิลแดดเดียว การแปรรูปทําไสกรอกจากปลาดุก
การตากแหงและหมกั ดองผกั และผลไม
3. กลุมเศรษฐกิจพอเพียง เชน การเกษตรแบบย่ังยืน การเกษตรแบบผสมผสานตาม
แนวเกษตรทฤษฎใี หม และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ตวั อยา ง อาชพี การปลกู พืชผักโดยวธิ ีเกษตรธรรมชาติ
ปจจุบัน การเพาะปลูกของประเทศไทย ประสบปญหาท่ีสําคัญคือ ดินขาดความอุดม
สมบูรณ และปญ หาแมลงศัตรูรบกวน เกษตรกรใชวิธีแกปญหาโดยใชยาฆาแมลง ซึ่งเปนอันตราย

70

ตอ เกษตรกรผผู ลิตและผูบรโิ ภค อีกทั้งยงั เกิดมลพิษตอสิ่งแวดลอม รัฐบาลจึงสงเสริมใหเกษตรกร
ปฏิบัตติ ามแนวทางการเกษตรธรรมชาติแบบยั่งยืน ตามแนวพระราชดําริ ซ่ึงเปนแนวทางที่จะทํา
ใหด นิ มคี วามอดุ มสมบูรณ มีศักยภาพในการเพาะปลูก และใหผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ
ตาง ๆ

ดังนั้น ผูเรียนตองมีความรู ความเขาใจ และมีทักษะเก่ียวกับการดําเนินตามแนว
พระราชดําริ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว โดยตองศึกษา และเรียนรูในเรื่องหลักเกษตร
ธรรมชาติ การปรับปรุงดิน โดยใชปุยอินทรีย และปุยชีวภาพ การปองกันและกําจัดศัตรูพืช
โดยวธิ เี กษตรธรรมชาติ การทําสมุนไพร เพ่อื ปองกันและกาํ จัดศตั รพู ชื ฝกปฏิบัตทิ ําปุยหมกั ปยุ นํ้า
ชีวภาพและน้าํ สกดั ชีวภาพ ฝก ปฏบิ ตั กิ ารเพาะกลา การจัดดอกไม การแปรรูปผลผลิตการเกษตร
การวางแผนการปลกู พชื ผกั โดยวิธีเกษตรธรรมชาติ ในอนาคต ฝก จนเกดิ ทกั ษะ
จะไดอาชีพท่ีหลากหลาย จากแนวทางเกษตรธรรมชาติแบบยั่งยืน

ตัวอยาง การวเิ คราะหศ กั ยภาพของพื้นทท่ี ีส่ อดคลอ งกบั อาชพี การปลกู พืชผกั โดยวิธเี กษตร
ธรรมชาติ

ท่ี ศกั ยภาพ 5 ดา น รายละเอยี ดทีค่ วรพิจารณา

1 การวิเคราะหท รัพยากรธรรมชาติ - ดินมีความอุดมสมบูรณ ไมมแี มลงศัตรูพชื

ในแตล ะพื้นที่ รบกวน

- มีแหลง นาํ้ และลักษณะพ้นื ที่เปนท่ีราบลมุ อุดม

สมบูรณ

เหมาะสมในการทาํ การเกษตร

2 การวเิ คราะหพน้ื ท่ีตามลักษณะ - ฤดกู าล ภูมิอากาศเหมาะสมตอ การปลกู พืชผัก

ภมู ิอากาศ เชน มีอากาศเย็น ไมรอ นจดั

3 การวเิ คราะหภูมิประเทศ และ - เปน ฐานการผลติ ทางการเกษตร มีแหลง
ทาํ เลที่ตัง้ ของแตละพื้นท่ี ชลประทาน
- ไมมีความเส่ียงจากภัยธรรมชาติ ทมี่ ีผลตอ ความ
เสยี หายอยางรุนแรง
- มพี ื้นทพี่ อเพยี งเหมาะสม มีการคมนาคมสะดวก

71

ท่ี ศักยภาพ 5 ดาน รายละเอียดท่คี วรพิจารณา

4 การวิเคราะห ศิลปะ วัฒนธรรม - มวี ิถีชวี ติ แบบเกษตรกรรม

ประเพณี และวถิ ีชีวติ ของแตละ - ประชาชนสนใจในวิถธี รรมชาติ

พื้นท่ี

5 การวเิ คราะหท รพั ยากรมนษุ ย - มภี มู ปิ ญญา/ผูรู เกยี่ วกบั เกษตรธรรมชาติ

ในแตล ะพ้ืนท่ี - ไดร ับการสนับสนุนจากหนว ยงานและชมุ ชน

อยางมาก

กลมุ อาชพี ใหมดา นอุตสาหกรรม

1. กลุมไฟฟาและอเิ ลก็ ทรอนิกส เชน ชางไฟฟาอุตสาหกรรม ชา งเชอ่ื มโลหะดว ยไฟฟา
และแกส ชางเช่อื มเหล็กดดั ประตู หนาตา ง ชา งเดินสายไฟฟา ภายในอาคาร ชา งเดินสายและติดต้ัง
อุปกรณไ ฟฟา ชา งซอมแอร เปน ตน

2. กลุม ส่ิงทอและตกแตง ผา เชน การทาํ ซิลคสกรนี การทําผา มัดยอม การทาํ ผาบาติก การ
ทอผา ดว ยกีก่ ระตกุ เปนตน

3. กลมุ เครอื่ งยนต เชน การซอ มรถยนต และรถจักรยานยนต ชางเครื่องยนต ชางเคาะ
ตวั ถังและพน สีรถยนต เปนตน

4. กลุมศิลปประดิษฐ และอัญมณี เชน การแกะสลักวัสดุออนเบ้ืองตน การขึ้นรูป
กระถางตน ไมด วยแปนหมุน การทาํ ของชาํ รวยดวยเซรามิก ผาทอ การประดิษฐของท่ีระลึกที่เปน
เอกลกั ษณข องไทยจากผา หรือโลหะ เปน ตน

5. กลุมอตุ สาหกรรม เชน อุตสาหกรรมการทอ งเทย่ี ว ธรุ กิจโรงแรม รา นอาหาร
การคมนาคมขนสง เปนตน

ตัวอยาง อาชีพตัวแทนจําหนายท่ีพักและบริการทองเท่ียวในแหลงทองเที่ยวเชิง
วัฒนธรรม ในกลมุ ประเทศภูมิภาคอาเซยี นโดยใชอ ินเทอรเนต็

ปจจุบัน ประชาคมโลกมีการติดตอสื่อสารกันมากข้ึนอยางรวดเร็ว คนในภูมิภาคกลุม
ประเทศอาเซยี น จะติดตอไปมาหาสูกันมากขึ้น แตละประเทศตางมีความสนใจเก่ียวกับประเพณี
วฒั นธรรมของชาติเพื่อนบาน มีความตอ งการเรียนรูและทอ งเทีย่ วกนั มากขึ้น จนเกิดเปนธุรกิจการ
ทองเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการท่ีมีการเจริญเติบโตอยางรวดเร็วท่ัวโลก กอใหเกิดรายไดเปน
เงนิ ตราตางประเทศ เขาประเทศเปนจํานวนมาก เม่ือเทียบกับรายไดจากสินคาอื่น ๆ นอกจากน้ี

72

ยังทาํ ใหเกิดธรุ กิจโรงแรม รา นอาหาร การคมนาคมและขนสง ขยายตัวตามไปดวย การทองเท่ียว
จึงถอื วาเปนกิจกรรมการกระจายรายได และความเจริญสูภูมิภาคตาง ๆ เกิดการสรางงาน สราง
อาชีพ ใหแกชุมชนในทองถ่ิน และยังเปนตัวกระตุน ใหเกิดการผลิต และการนําเอา
ทรัพยากรธรรมชาติตาง ๆ มาใชใหเกดิ ประโยชนอ ยางเหมาะสม โดยอยใู นรูปของสินคา และบริการ
เก่ียวกับการทองเท่ียว ดังน้ัน การรวบรวมขอมูล นําเสนอ ใหบริการเก่ียวกับการทองเท่ียว โดย
เปนตัวกลางระหวา งผูประกอบการ กับผใู ชบรกิ าร หรอื เรยี กงาย ๆ วาเปน ตัวแทนใหเชาท่ีพัก และ
บริการทองเที่ยว ผเู รยี นจึงควรมคี วามรู ความเขาใจ มที ักษะในการสอ่ื สาร การเจรจาตอรอง
มีทักษะการใชอินเทอรเน็ต สําหรับการเปนตัวแทนจําหนาย และเจตคติที่ดี เกี่ยวกับธุรกิจท่ีพัก
และการใหบริการการทองเที่ยวเชิงวฒั นธรรม ในกลุมประเทศอาเซียน

ตวั อยาง การวเิ คราะหศ กั ยภาพของพนื้ ทท่ี ่ีสอดคลอ งกบั อาชพี ตัวแทนจาํ หนายทพ่ี กั
และบรกิ ารทอ งเท่ยี วฯ

ท่ี ศักยภาพ 5 ดาน รายละเอียดท่คี วรพจิ ารณา

1 การวิเคราะหท รพั ยากรธรรมชาติ - ขอ มูลของแหลงทองเทย่ี ว
ในแตละพ้ืนท่ี

2 การวิเคราะหพ ืน้ ทต่ี ามลักษณะ - มีบรรยากาศที่เหมาะสมเปน แหลง ทองเทีย่ ว
ภมู อิ ากาศ

3 การวเิ คราะหภ ูมปิ ระเทศ และ - มที าํ เลท่ีต้งั อยูในชุมชน ทมี่ ีการเดนิ ทางได
ทําเลทต่ี ัง้ ของแตละพ้นื ที่ สะดวก

4 การวิเคราะห ศิลปะ วฒั นธรรม - มีทุนทางสงั คมและวัฒนธรรม การบรโิ ภคของ
ประเพณี และวถิ ชี วี ติ ของแตละ ตลาดโลกมีแนวโนมกระแสความนิยมสนิ คา
พ้ืนที่ ตะวันออกมากขึน้
- มีศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณีและวิถชี วี ิตแบบ
5 การวเิ คราะหทรพั ยากรมนษุ ย ด้ังเดมิ และเปนเอกลักษณ
ในแตละพน้ื ที่ - มคี วามสามารถในการใชเทคโนโลยีทางการ
ส่ือสาร และสามารถสื่อสารภาษาตา งประเทศ
และภาษาในกลมุ ประเทศเพื่อนบานอาเซียน
- มีระบบประกนั สงั คม และการคมุ ครองแรงงาน

73

กลุมอาชพี ใหมดานพาณชิ ยกรรม

1. กลุมพัฒนาผลติ ภณั ฑ เชน การออกแบบและการบรรจภุ ัณฑชุมชน การพฒั นา
ผลิตภัณฑเพอื่ ชุมชน การพัฒนาและออกแบบผลิตภณั ฑ

2. การขายสินคา ทางอินเทอรเ น็ต การสรา งรา นคา ทางอนิ เทอรเ น็ต
3. กลุมผูประกอบการ เชน การประกอบธุรกิจชุมชน รานคาปลีกกลุมแมบาน และ
วิสาหกิจชมุ ชน

ตวั อยา ง อาชพี การพฒั นากลมุ อาชพี ทอผา พน้ื เมือง
ผาทอพ้ืนเมืองมีอยูท่ัวทุกภูมิภาคของไทย มีลักษณะแตกตางกัน ทั้งการออกแบบ สีสัน
และวัสดุ ท่ีใช ข้ึนอยูกับทรัพยากรของพื้นที่นั้น ๆ เปนที่นิยมของคนท่ัวไป ท้ังคนไทยและ
ตางประเทศ สําหรับใชเปนเครื่องนุงหมและของใชในชีวิตประจําวัน ปจจุบัน มีการผลิตผา
พื้นเมือง ในลักษณะอุตสาหกรรมโรงงาน โดยมีบริษัทรับจางชางทอผา โดยกําหนดลวดลายให
พรอ มทัง้ จัดเสนไหม เสน ดายที่ยอ มสแี ลว มาใหทอ เพ่ือเปนการควบคุมคุณภาพ และอีกลักษณะ
หนึ่ง จะมีคนกลางมารบั ซอ้ื ผา จากชางทออิสระ ซง่ึ หาวัสดุทําเองต้งั แตก ารปนดาย ยอมสี ทอตาม
ลวดลายที่ตองการ โดยทําท่ีบานของตนเอง แตคนกลางจะเปนผูกําหนดราคาตามคุณภาพ และ
ลวดลายของผาที่ตลาดตองการ ในบางพ้ืนที่มีการรวมตัวกันเปนกลุมทําเปนอาชีพเสริม และ
จาํ หนา ยในลักษณะสหกรณ เชน กลมุ ทอผา ของศูนยศิลปาชีพ หรือกลุมอื่น ๆ ในพ้ืนท่ี การทอผา
พ้ืนเมือง สวนใหญจ ะออกแบบลวดลายเปน สัญลักษณ หรอื เอกลักษณด้ังเดมิ โดยเฉพาะชุมชน
ท่ีมเี ช้อื สายชาติพันธุบางกลุม ท่ีกระจายตัวกันอยูในภาคตาง ๆ ของประเทศไทย จนถึงปจจุบันน้ี
มีเอกลักษณการออกแบบของตนเอง ถึงแมวา จะมีการพฒั นาปรับเปล่ียนสีสนั ลวดลาย
ตามรสนยิ ม ของตลาด แตกย็ งั มีบางสว นทีค่ งเอกลกั ษณของตนเองไว เพื่อแสดงความชดั เจน
ถึงชาติพันธุในแตละภูมิภาค ผูบริโภคสามารถเลือกซื้อไดอยางหลากหลาย การแขงขันในดาน
การตลาดก็ยอมจะสูงขึ้น ดังนั้น ผูเรียนควรมีความรู ความสามารถ ทักษะและเจตคติตออาชีพ
และคาํ นงึ ถึงการวเิ คราะหสภาพกลมุ อาชีพและธุรกิจอาชพี ทอผา พืน้ เมอื ง

74

ตัวอยาง การวเิ คราะหศ กั ยภาพของพน้ื ทท่ี ส่ี อดคลอ งกบั อาชพี ทอผาพน้ื เมอื ง

ท่ี ศกั ยภาพ 5 ดาน รายละเอยี ดทคี่ วรพิจารณา
1 การวิเคราะหท รพั ยากรธรรมชาติ - มที รพั ยากรธรรมชาติ ทีพ่ อเพียง สามารถนํามา
เปนวตั ถุดิบได
ในแตละพน้ื ท่ี - มีภูมิอากาศทีเ่ หมาะสม
2 การวเิ คราะหพืน้ ทต่ี ามลักษณะ - มีขอมูลของภูมอิ ากาศอยเู สมอ
- เปน ศนู ยก ลางหตั ถอุตสาหกรรม
ภมู ิอากาศ - มพี น้ื ท่ี ท่ีเอ้ือตอการบรกิ ารดา นการคา การ
3 การวเิ คราะหภูมิประเทศ และ ลงทุน และการทอ งเทยี่ ว เช่ือมโยงกบั ประเทศ
เพ่ือนบาน สามารถติดตอ การคาได
ทาํ เลทต่ี งั้ ของแตละพน้ื ที่ - มพี ้ืนท่ชี ายแดน ติดตอ กบั ประเทศเพื่อนบาน

4 การวเิ คราะห ศลิ ปะ วฒั นธรรม - มแี หลงอุตสาหกรรมทเ่ี กี่ยวของ ทนุ ทางสังคม
ประเพณี และวิถีชวี ิตของแตละ และวัฒนธรรม
พนื้ ท่ี

5 การวิเคราะหท รัพยากรมนษุ ย - มีภูมปิ ญญาและทกั ษะฝมอื แรงงาน
ในแตล ะพ้นื ท่ี

กลมุ อาชพี ใหมด า นความคดิ สรางสรรค

1. คอมพิวเตอรและธรุ การ ไดแ ก โปรแกรมตา ง ๆ ที่ใชกบั เครอ่ื งคอมพิวเตอร
2. กลุมออกแบบ เชน โปรแกรม Auto Cad เพ่ืองานออกแบบกอสราง ออกแบบ
ชน้ิ สวน ทางอตุ สาหกรรม โปรแกรม Solid Work เพ่ือใชเ ขียนแบบเครอื่ งกล
3. กลุมงานในสํานักงาน เชน Office and Multimedia การจัดทําระบบขอมูลทาง
การเงินและบัญชีดวยโปรแกรม Excel และโปรแกรมบัญชีสําเร็จรูป เพ่ือใชในการทํางานทางธุรกิจ
การใชคอมพิวเตอร ในสํานักงานดวยโปรแกรม Microsoft Office โปรแกรม Microsoft Access
เปน โปรแกรม สาํ หรบั การบันทกึ ฐานขอ มูล เชน งานบคุ ลากร รายการหนังสือในหอ งสมุด
4. กลุมชา งคอมพิวเตอร เชน ชา งซอ ม ชา งประกอบชา งติดต้ังระบบและบาํ รุงรักษา
คอมพวิ เตอร

75

ตวั อยาง อาชพี การสรางภาพเคล่อื นไหว (Animation) เพอ่ื ธุรกจิ
ในยุคปจจุบัน คอมพิวเตอรเขามามีบทบาทในชีวิตประจําวันของมนุษยมากข้ึน ธุรกิจ
อุตสาหกรรม Animation เปนงานเก่ียวกับการสรางภาพเคลื่อนไหว ที่ใหความบันเทิง และงาน
สรา งสรรคการออกแบบโดยการใชค อมพิวเตอร เปนอาชพี หนง่ึ ทส่ี ามารถทํารายไดดี ท้ังในปจจุบัน
และอนาคต ผูเรียนท่ีสนใจ ควรมีความรู ความเขาใจ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับความหมาย
ความสําคัญ และประโยชนของความคิดสรา งสรรค เทคนิคการคดิ แบบสรา งสรรค การกําจัดสิ่งกีด
กั้นความคิดเชิงสรางสรรค ความรูเบ้ืองตนเก่ียวกับการสรางภาพเคลื่อนไหว (Animation) เพื่อ
ธรุ กิจ การออกแบบชิน้ งาน (Animation Workshop) ประโยชนและโทษของการใชคอมพิวเตอร
จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ กฎหมายท่ีเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ซึ่งผูประกอบอาชีพ
ทางดานความคิดสรางสรรค ควรหม่ันฝกฝนและพัฒนาความคิดอยางตอเนื่อง เพื่อสรางสรรค
ผลงานทดี่ ี และมีศักยภาพดา นทักษะสูงขน้ึ จนสามารถสงผลงานเขาประกวดแขงขันได

ตัวอยาง การวิเคราะหศ กั ยภาพของพ้ืนทที่ ี่สอดคลอ งกบั อาชพี การสรา งภาพเคลอ่ื นไหว
(Animation) เพอ่ื ธรุ กิจ

ท่ี ศกั ยภาพ 5 ดาน รายละเอยี ดท่คี วรพิจารณา

1 การวเิ คราะหท รัพยากรธรรมชาติ -

ในแตล ะพ้นื ที่

2 การวิเคราะหพ ้นื ทตี่ ามลกั ษณะ -

ภมู อิ ากาศ

3 การวิเคราะหภูมิประเทศ และ -

ทาํ เลท่ีต้ังของแตล ะพ้ืนที่

4 การวิเคราะหศ ลิ ปะ วฒั นธรรม - มีขอมลู เกย่ี วกับศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณี ท่ี

ประเพณี และวิถชี วี ิตของแตละ ผสม ผสานของหลากหลายพื้นท่ี

พืน้ ที่

5 การวเิ คราะหทรัพยากรมนุษย - มแี รงงานทมี่ ที ักษะฝมอื ความรู ความสามารถ

ในแตละพน้ื ที่ ในการใชเ ทคโนโลยี

- มีการสงเสริมโอกาสทางการศึกษาอยา งตอเน่ือง

76

หมายเหตุ บางอาชพี เมื่อวเิ คราะหศ กั ยภาพแลว อาจไมมรี ายละเอยี ดการพิจารณาครบทัง้ 5
ดาน

กลมุ อาชพี ใหมดา นบริหารจดั การและการบรกิ าร

1. กลุมการทองเท่ียว เชน มัคคุเทศก พนักงานบริการอาหารและเคร่ืองดื่ม พนักงาน
ผสมเครือ่ งด่มื การทาํ อาหารวา งนานาชาติ การบรกิ ารที่พักในรปู แบบโฮมสเตย เปน ตน

2. กลุมสุขภาพ เชน การนวดแผนไทย นวดดวยลูกประคบ สปาเพ่ือสุขภาพ การดูแล
เดก็ และผสู ูงอายุ เปนตน

3. กลุมการซอมแซมและบํารุงรักษา เชน การซอมเคร่ืองปรับอากาศ การซอม
เครื่องยนตดีเซล ซอมเครื่องยนตเบนซิน การซอมเคร่ืองยนตเล็กเพ่ือการเกษตร การซอมจักร
อุตสาหกรรม การซอ มเครอ่ื งใช ไฟฟา เปนตน

4. กลมุ คมนาคมและการขนสง ไดแ ก อาชพี ดาน Logistics หรือการขนสงสินคาทางบก
ทางอากาศและทางเรือ

5. กลุม ชา งกอสรา ง เชน ชางปูกระเบ้ือง ชางไม ชางปูน ชางทาสี ชางเชอื่ มโลหะ
6. กลุมผลิตวสั ดกุ อ สราง เชน การทําบลอ็ กคอนกรีต เสาคอนกรตี เปน ตน

ตัวอยาง อาชพี การบรกิ ารทพ่ี กั ในรปู แบบโฮมสเตย

การบริการท่ีพักในรูปแบบโฮมสเตย เปนการประกอบอาชีพธุรกิจในชุมชน โดยนําเอา
ตน ทนุ ทางสงั คม คอื ทรพั ยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม มาบริหารจัดการ ไดแก ทุนทรัพยากร
บุคคล ทุนภูมิปญญาและแหลงเรียนรู ทุนทางวัฒนธรรม ทุนงบประมาณของรัฐ และทุนทาง
ความรู มาใชจัดกิจกรรมการเรียนรู โดยมีเครอื ขายเขา มามีสวนรว ม และใชชมุ ชนเปนฐาน ควบคู
กบั การสรางองคความรู เพ่ือเพ่ิมมูลคา จูงใจใหนักทองเท่ียว มาสัมผัสกับการทองเท่ียวเชิงอนุรักษ
ในรปู แบบโฮมสเตย ดงั นัน้ ผูเรียนจึงตองเรยี นรู ในหลักการจัดโฮมสเตยใหเขาใจ ศึกษาหาความรู
ในเร่ืองที่เก่ียวของกับสถานการณการทองเที่ยว นโยบายการทองเท่ียวของประเทศไทย ความรู
พ้นื ฐานและมาตรฐานการจดั โฮมสเตย การจดั กิจกรรมนําเทย่ี ว การตอ นรับนกั ทองเท่ียว การบริการ
และการเปนมคั คเุ ทศก วิธกี ารสรางเครือขา ยการทอ งเท่ียว การประกอบอาหาร การปฐมพยาบาล
เบ้ืองตน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การทองเที่ยวและการบริหารจัดการ องคความรู

77

ทหี่ ลากหลายน้ี จะสามารถพัฒนาตนเอง และกลุมไปสกู ารบริหารจัดการท่ีมีมาตรฐานเปนไปตาม
หลักการ ของอาชีพการบรกิ ารที่พกั สําหรบั นักทองเที่ยว ในรูปแบบโฮมสเตย

ตัวอยา ง การวเิ คราะหศ กั ยภาพของพน้ื ทที่ ี่สอดคลอ งกบั อาชพี การบริการทพี่ ักในรปู แบบ
โฮมสเตย

ที่ ศกั ยภาพ 5 ดาน รายละเอียดท่ีควรพจิ ารณา

1 การวเิ คราะหทรพั ยากรธรรมชาติ - มีแหลงทอ งเทย่ี วที่เปนจดุ สนใจ มีความแปลก

ในแตละพื้นที่ ชวนใหผ ูคนมาเที่ยวพกั ผอน และพักคางคืน

- มเี สนทางศกึ ษาธรรมชาตทิ ่ีนาสนใจ

- ใกลแหลง น้าํ นํ้าตก ทะเล มีทิวทัศนท ี่สวยงาม

- ไมถ กู รบกวนจากแมลง และสตั วอน่ื ๆ

2 การวิเคราะหพ ้นื ทีต่ ามลกั ษณะ - ภมู ิอากาศไมแปรปรวนบอ ยมากนกั

ภูมิอากาศ

3 การวเิ คราะหภ มู ิประเทศ และ - มที าํ เลทตี่ ้งั อยไู มไกลเกนิ ไป เดินทางไดส ะดวก

ทาํ เลท่ตี ง้ั ของแตละพ้นื ที่ - ขอมูลแตละพืน้ ที่ทเ่ี ลอื ก อยใู กลจุดทองเท่ยี ว

หรือไม มีความปลอดภยั เพยี งใด และมคี แู ขง ที่

สําคัญหรอื ไม

4 การวิเคราะห ศิลปะ วฒั นธรรม - เปนแหลงทอ งเท่ียวทางวฒั นธรรม ที่เปน

ประเพณี และวถิ ชี ีวติ ของแตล ะ ธรรมชาติ อยใู นพ้นื ท่ี

พ้ืนที่

5 การวิเคราะหทรพั ยากรมนุษย - มีผปู ระกอบการ และแรงงานทม่ี ีความรู

ในแตล ะพ้ืนท่ี ความสามารถ

- มคี วามรว มมือจากชุมชนในดานการเปนมติ รกับ

นักทอ งเทีย่ วท่ีมาใชบ รกิ ารทีพ่ ัก

78

กจิ กรรมท่ี 1 ใหผเู รยี นรวมกลุมและรวมกันสํารวจศักยภาพของพื้นท่ีในชุมชน แลวนําขอมูลที่ได
มาวิเคราะห แยกแยะตามศักยภาพหลักของพื้นท่ี และใหสรุปวาควรจะประกอบอาชีพใดจึงจะ
เหมาะสมสอดคลองกบั ลกั ษณะ หรือศกั ยภาพของพื้นทใ่ี นชุมชนและมคี วามเปนไปไดในการพัฒนา
อาชีพในพื้นทช่ี ุมชนของตนเอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………….………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………..……………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………

กิจกรรมท่ี 2 จากกิจกรรมที่ 1 ใหผูเรียนยกตัวอยางกลุมอาชีพที่ตัดสินใจเลือกอาชีพในกลุมใด
กลมุ หนงึ่ ทีส่ ามารถเขาแขง ขันมา 1 อาชพี โดยเขียนรายละเอยี ดของอาชพี นั้น ๆ ประกอบดว ย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………….………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………..……………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………

79

บรรณานกุ รม

สมนึก โทณผลิน. (2554). หนังสือเรียนสาระทักษะการเรียนรู รายวิชาทักษะการเรียนรู
ทร 31001 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย. กรงุ เทพฯ : เอกพมิ พไท.

สํานกั งานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2553). หนังสือเรียนสาระ
ทักษะการเรียนรู รายวิชาทักษะการเรียนรู ทร 31001 ระดับมัธยมศึกษาตอน
ปลาย. เอกสารทางวิชาการลาํ ดับที่ 40/2553.

_________. (2555). หนังสือเรียนสาระทักษะการเรียนรู รายวิชาทักษะการเรียนรู
ทร 31001 ระดับ มธั ยมศึกษาตอนปลาย. เอกสารทางวชิ าการลําดบั ท่ี 34/2555.

80

คณะผูจัดทาํ

ที่ปรึกษา

นายสุรพงษ จาํ จด เลขาธิการ กศน.

นายประเสรฐิ หอมดี รองเลขาธิการ กศน.

นางตรนี ุช สุขสุเดช ผอู ํานวยการกลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบ

และการศึกษาตามอธั ยาศัย

นายจําเริญ มูลฟอง ผอู ํานวยการสถาบนั กศน.ภาคเหนือ

นายสมชาย เด็ดขาด รองผอู ํานวยการสถาบัน กศน.ภาคเหนอื

ผูส รปุ เน้ือหา

นางดวงทพิ ย แกวประเสรฐิ ครชู ํานาญการพิเศษ สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

นางพิมพรรณ ยอดคาํ ครูชํานาญการพิเศษ สถาบนั กศน.ภาคเหนอื

นายนิพนธ ณ จันตา ครชู าํ นาญการพเิ ศษ สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

นายสมโภช จันทรคาํ ภู ครูชาํ นาญการพเิ ศษ สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

นางบษุ บา มาลินีกุล ครูชาํ นาญการพเิ ศษ สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

นางอรวรรณ ฟงเพราะ ครชู าํ นาญการพเิ ศษ สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

นางรสาพร หมอศรีใจ ครูชาํ นาญการพิเศษ สถาบนั กศน.ภาคเหนือ

นางวราพรรณ พลู สวสั ดิ์ ครูชํานาญการ สถาบนั กศน.ภาคเหนือ

ผูบรรณาธกิ าร

นายจรณชัย วรรณทอง ผอู ํานวยการ กศน.อาํ เภอหางฉัตร จงั หวัดลําปาง

นางอมรา เหลาวิชยา ศึกษานิเทศก ชาํ นาญการพเิ ศษ สํานกั งาน กศน.

จังหวัดพจิ ิตร

ผูพิสจู นอ กั ษร

นางดวงทพิ ย แกวประเสริฐ ครชู ํานาญการพิเศษ สถาบนั กศน.ภาคเหนอื

นางสาวกมลธรรม ชืน่ พันธุ ครูชํานาญการพิเศษ สถาบัน กศน.ภาคเหนอื

นางณชิ ากร เมตาภรณ ครูชํานาญการพเิ ศษ สถาบนั กศน.ภาคเหนือ

นางแกว ตา ธรี ะกุลพศิ ุทธ์ิ ครชู าํ นาญการ สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

ผูออกแบบปก

นายศภุ โชค ศรีรัตนศิลป กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

81


Click to View FlipBook Version