The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nick Ambitious, 2024-03-28 04:23:39

วิจัยในชั้นเรียน : คุณครูกันยกร ปริบาล

การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


ข บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษา นางสาวกันยกร ปริบาล โรงเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 5 ปีที่ศึกษาค้นคว้า 2566 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านาโพธิ์สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการเรียนที่ใช้แบบฝึก ทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ เรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านนา โพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 18 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้ ระยะเวลาในการทดลอง จำนวน 20 คาบ คาบละ 60 นาทีดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัย แบบ One-Group Pretest Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น คือ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะด้วยตนเองตามเกณฑ์80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 และการทดสอบ ค่าสถิติt-test แบบ Dependent Samples


ค ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 80.19/93.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้80/80 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน สะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .85 หรือร้อยละ 85 นั่นคือผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังจากเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร้อยละ 85 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกด คำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด จากการศึกษาแสดงว่า แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จึงนับว่า เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้เป็นสื่อแก้ปัญหาในการเรียนการสอน วิชาภาษาไทย ควรส่งเสริมให้ครูพัฒนาแบบฝึกทักษะสำหรับการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ที่เน้น นักเรียนเป็นสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาได้เป็นอย่างดี


ง กิตติกรรมประกาศ รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่มนี้ ประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดีเพราะได้รับการช่วยเหลือ ของบุคคลต่าง ๆ ที่ให้คำแนะนำ คำปรึกษา ช่วยเหลือแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ จนเสร็จสมบูรณ์ ผู้ศึกษา ขอขอบพระคุณในความเมตตาเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้และขอนำมากล่าวยกย่องดังนี้ ขอขอบพระคุณ นายวีระพงษ์ พลสอน ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมในการพัฒนาตนเองอย่าง ดียิ่ง ขอขอบพระคุณ นางสาวชลลดา สารวัน รองผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมในการพัฒนาตนเอง อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณคณะผู้เชี่ยวชาญที่กรุณาให้คำแนะนำและพิจารณาแก้ไขเครื่องมือในการวิจัย ครั้งนี้ประกอบด้วย ดร.ปัญญา ตรีเลิศพจน์กุล ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1ดร.สมฤทัย ประสานพิมพ์ คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราช ภัฏอุบลราชธานี และนางอรทัย พรหมวงศ์ ครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านโนนเขืองจงเจริญ ผู้ศึกษารู้สึก ซาบซึ้งในความกรุณาของผู้เชี่ยวชาญทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงขอกราบขอบพระคุณไว้ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณคณะผู้บริหารทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการเผยแพร่ผลงานวิจัย และขอขอบคุณ คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ทุกคนที่ให้การสนับสนุนและให้กำลังใจจน ประสบความสำเร็จขอขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น อย่างดี ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้แก่ผู้ศึกษา ซึ่งผู้ศึกษา จะนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาด้านการจัดการเรียนการสอนต่อไป คุณความดีและประโยชน์อันพึงมีจากการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยขอหลอมรวมความดีที่มีอยู่นี้ ร้อยเป็นมาลัยกตัญญู บูชาพระคุณ บุพการีบูรพาจารย์ และผู้มีพระคุณทุกท่าน กันยกร ปริบาล


จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ........................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ............................................................................................................. ค สารบัญ............................................................................................................................. ง สารบัญตาราง................................................................................................................... ช บทที่ หน้า 1 บทน า......................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา........................................................................ 1 วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า................................................................................. 4 ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า.................................................................................. 5 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า........................................................................................ 5 นิยามศัพท์เฉพาะ........................................................................................................... 6 สมมติฐานในการศึกษาค้นคว้า....................................................................................... 8 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................ 9 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551......................................... 10 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย......................................................................... 17 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน............................................................................. 27 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเขียนสะกดคำ............................................................ 35 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ................................................................... 41 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................................................ 47 3 วิธีด าเนินการศึกษาค้นคว้า......................................................................................... 56 รูปแบบการวิจัย............................................................................................................. 56 ประชากร ...................................................................................................................... 57 กลุ่มตัวอย่าง.................................................................................................................. 57 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ................................................................................. 58 วิธีดำเนินการเก็บข้อมูล................................................................................................. 60


ฉ บทที่ หน้า การวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................................ 61 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................ 64 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................. 64 ลำดับขั้นในการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................... 64 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................... 65 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ.............................................................................. 72 วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า................................................................................. 72 สรุปผลการศึกษา........................................................................................................... 72 อภิปรายผล.................................................................................................................... 73 ข้อเสนอแนะ.................................................................................................................. 76 บรรณานุกรม...................................................................................................................... 78 ภาคผนวก.......................................................................................................................... ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา............................................................................. 84 ภาคผนวก ข คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน.................................... 94 ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................... 106 ประวัติผู้ศึกษาค้นคว้า......................................................................................................... 109


บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร เพื่อสร้าง ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทําให้สามารถประกอบกิจธุระการงาน และดํารงชีวิตร่วมกัน ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จาก แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์วิจารณ์และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีตลอดจนนําไปใช้ ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณีและสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ ชาติไทยตลอดไป (กระทรวงศึกษาธิการ 2552 : 1) ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารที่สำคัญในสังคมและช่วยสร้างสรรค์ความเข้าใจอันดีต่อกัน ของคนในสังคม เป็นสื่อในการถ่ายทอดความรู้ความคิด ความเชื่อ และประสบการณ์ต่าง ๆ และช่วย พัฒนาความคิด ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ชาติไทย ตลอดจนการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน ของคนในชาติซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกราชของชาติไทยที่มีความรุ่งเรือง แห่งอารยธรรม และเป็นที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยมายาวนาน ดังนั้น ภาษาจึงมีความจำเป็นเพราะถือเป็น เครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติจึงต้องศึกษาหาความรู้ให้มีความเชี่ยวชาญแตกฉานเป็นอย่างดี(สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีม.ป.ป. : 1-5) จากความสำคัญดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้วิชาภาษาไทยเป็นวิชาบังคับ อยู่ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน จนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ ในชีวิตจริง


2 1. การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้วคำประพันธ์ชนิดต่างๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไป ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 2. การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบ ต่างๆของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆการเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ 3. การฟัง การดู และการพูดการฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ 4. หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย 5. วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิด ความซาบซึ้งและภูมิใจ ในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน (กระทรวงศึกษา 2551 : 1-2) จากเหตุผลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าครูต้องสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ การสอนภาษาไทยให้เกิดประสิทธิภาพตามจุดประสงค์ของหลักสูตรนั้น คือ ผู้สอนต้องสอนให้ผู้เรียน สามารถใช้ภาษาไทยในการติดต่อสื่อสารได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพจึงมีความจำเป็นต้องฝึกฝน ทักษะพื้นฐานให้สัมพันธ์กันทั้ง 5 ด้าน คือ การอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด หลักภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม ในบรรดาทั้ง 5 ทักษะนี้การเขียนนับว่าเป็นการสื่อสารที่มีวิธีการที่ซับซ้อน กว่าทักษะอื่น ๆเพราะผู้ที่จะเขียนได้นั้นต้องสามารถฟัง พูดและอ่านได้ดีจึงจะช่วยให้เกิดความสามารถใน ด้านการเขียน อีกทั้งทักษะการเขียนจัดว่าเป็นทักษะทางภาษาที่มีความสำคัญมากเนื่องจากการเขียนเป็น เครื่องมือในการสื่อความหมายที่คงทนถาวรเป็นหลักฐานที่ดีกว่าทักษะอื่น เพราะการเขียนจะไม่ลบ เลือนเหมือนคำพูด การเขียนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อระหว่างอดีต จนถึงปัจจุบันถึงอนาคต ได้ดี(จุไร วรศักดิ์โยธิน 2553 : 3)


3 การเขียนอย่างมีประสิทธิภาพนั้นผู้เขียนต้องพยายามเขียนให้ผู้อ่านอ่านได้ชัดเจนและ เข้าใจง่าย ปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการเขียนอย่างมีประสิทธิภาพคือ การเขียนสะกดคำให้ถูกต้อง ทั้งนี้ เพราะถ้าผู้เขียนสามารถเขียนสะกดคำได้โดยไม่ผิดพลาดก็ย่อมทำให้ผู้อ่านสามารถรับสารได้ตรงตาม ความหมายและตรงกับความต้องการของผู้เขียน การเขียนสะกดคำให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเขียนภาษาไทยเพราะนักเรียนสามารถ นำประโยชน์ที่ได้รับจากการเขียนสะกดคำไปใช้ได้กับทุกวิชา คือถ้าเขียนสะกดคำได้ถูกต้องรวดเร็ว ก็สามารถเข้าใจและเรียนวิชาอื่น ๆ ได้ดีด้วยแต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้เขียนสะกดคำไม่ถูกต้องก่อให้เกิด ผลเสียหลายประการ เช่น ผู้อ่านตีความหมายผิด ไม่เข้าใจข้อความที่เขียน ในที่สุดการสื่อสารก็ล้มเหลว งานเขียนของตนก็ด้อยคุณค่าลง (สุทธิวงศ์พงษ์ไพบูลย์2556 : 47) กล่าวว่า การเขียนสะกดคำผิด ทำให้ผู้อ่านประเมินผู้เขียนต่ำลง การเขียนสะกดคำได้ถูกต้องจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนได้รับ ความนิยมเชื่อถือและศรัทธาจากผู้อ่าน เช่นเดียวกับที่กุหลาบ มัลลิกามาศและวิพุธ โสภวงศ์(2554 : 7) ได้กล่าวว่า การเขียนสะกดคำที่ถูกต้องจะทำให้เกิดความประทับใจที่ดีต่อผู้อ่านและผู้เขียน แต่ถ้า ผู้เขียนสะกดคำผิดก็จะเสียความนิยมนับถือจากผู้อ่านตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้น ผู้ที่เรียนสูงขึ้นไปจึงควร สนใจเขียนสะกดคำให้ถูกต้องมากขึ้น จากสภาพปัญหาการอ่านและการเขียนสะกดคำในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่านักเรียนมักอ่านและ เขียนสะกดคำผิดมาก โดยเฉพาะนักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้น (ช่วงชั้นที่ 1) ตัวอย่างเช่น นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่3 ของโรงเรียนบ้านเตยได้เรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ มามากพอสมควร ก็ยัง มีข้อผิดพลาดในอ่านและการเขียน และไม่สามารถอ่านและเขียนคำศัพท์เหล่านั้นได้ถูกต้อง ทั้งนี้ อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การรับเอาตัวอย่างที่ผิดๆจากสิ่งแวดล้อมภายนอกมาเป็นแบบอย่าง ในการอ่านและการเขียนสะกดคำ โดยเฉพาะสื่อสารมวลชนและสิ่งพิมพ์ต่างๆเช่น โทรทัศน์ป้ายโฆษณา หนังสือพิมพ์จะเห็นได้ว่า มีการเขียนสะกดคำภาษาไทยผิดอยู่เสมอ และมักถูกปล่อยปละละเลย ไม่มี การแก้ไขให้ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการใช้วรรณยุกต์คำควบกล้ำ อักษรนำ คำที่ใช้ รร (ร หัน) ตัวการันต์ ไม้ทัณฑฆาต คำคล้องจอง คำพ้องเสียง และคำที่ประวิสรรชนีย์และไม่ประวิสรรชนีย์เป็นต้น หรือ แม้แต่ผู้ที่จบการศึกษาชั้นสูงๆก็ยังเขียนสะกดคำผิดเป็นจำนวนมากถ้าไม่รีบแก้ไขจะทำให้เกิดผลเสียหาย ต่อเยาวชนของชาติ(ช่วย เพิ่มพูล 2555 : 4) การอ่านและการเขียนสะกดคำผิดนั้นนอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังมีสาเหตุสำคัญ อีกประการหนึ่งคือ ครูและวิธีสอนของครูเช่น ครูไม่มีวิธีการจูงใจที่จะทำให้นักเรียนเห็นความจำเป็น ของการเรียนภาษาของตนเอง ครูละเลยในเรื่องความเอาใจใส่หรือครูขาดความพยายามที่จะค้นคว้า


4 วิธีการสอนใหม่ๆ ที่ได้ผล เช่น การผลิตอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหาและผู้เรียน ไม่มีแบบฝึกเพื่อฝึก ทักษะต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ่านและการเขียนสะกดคำ ถ้าครูสอนเพียงให้นักเรียนอ่านคำและ เขียนตามคำบอกลงในสมุด แล้วให้นักเรียนเขียนแก้คำผิดซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง จะก่อให้นักเรียนเกิด ความเบื่อหน่าย ดังนั้น วิธีสอนของครูจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากครูควรพยายามหาวิธีสอนและหากิจกรรม ในการสอนการอ่านและการเขียนสะกดคำที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดทั้งความรู้และ ความสนุกสนานในการเรียนรู้อีกทั้งเป็นการจูงใจให้นักเรียนเกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทย และรัก ที่จะเรียนวิชาภาษาไทยสืบไป การฝึกทักษะทางภาษานั้นจะอาศัยเฉพาะแบบเรียนและแบบฝึกในบทเรียน เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ การสร้างแบบฝึกเพื่อฝึกทักษะหลังจากที่เรียนเนื้อหาในบทเรียนไปแล้ว เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะแบบฝึกมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอน และยังเป็นสิ่งที่ช่วยเสริม ให้ทักษะทางภาษาคงทนอีกด้วย การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำเป็นการจัดกิจกรรมที่สนอง ความแตกต่างระหว่างบุคคลผู้เรียนต้องลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเองตามความสามารถซึ่งวิธีการเหล่านี้จะ ทำให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลาและมีความเชื่อมั่นในตนเอง นอกจากนี้ยังปลูกฝังให้ นักเรียนรู้จักการทำงานอย่างมีระบบระเบียบและทำงานเป็นขั้นเป็นตอน ปฏิบัติตามคำแนะนำและ ข้อตกลงของแบบฝึกอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการเรียนการสอนสะกดคำนั้นต้องอาศัยการฝึกฝน อย่างถูกวิธีฝึกบ่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงจะทำให้เกิดความแม่นยำความชำนาญ และความคล่องแคล่ว สามารถนำความรู้และทักษะจากการเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้นอกจากนี้การใช้แบบฝึกยังเน้น การทบทวนความเข้าใจให้แก่เด็ก และเป็นอุปกรณ์ที่ครูจะใช้พัฒนาการเขียนหรือแก้ไขข้อบกพร่อง เรื่องการเขียนสะกดคำของเด็กได้ จากสาเหตุและความสำคัญดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาแบบ ฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อนำไปพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทย และเพื่อแก้ปัญหาการเรียน ภาษาไทยและวิชาอื่น ๆ ให้เกิดผลดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80


5 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการเรียน ที่ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 3. เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน สะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความส าคัญของการศึกษาค้นคว้า ผลจากการศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ครูภาษาไทยสามารถนำไปใช้ในการสอนเพื่อแก้ไข ข้อบกพร่อง และยกระดับความสามารถในการเขียนได้ถูกต้องยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นแนวทางสำหรับ ครูผู้สอนในการปรับปรุงวิธีการสอนการเขียนสะกดคำ โดยการสร้างแบบฝึกทักษะสำหรับชั้นเรียนอื่น ๆ ต่อไป ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3โรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 18 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนชุมชนบ้านนา โพธิ์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 18 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง กลุ่มตัวอย่างใช้เวลาในการทดลอง จำนวน 20 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง


6 เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองเป็นเนื้อหาวิชาภาษาไทยเรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่3ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ช่วงชั้นที่ 1) แบ่งเป็น 9 เล่ม ดังนี้ 1. คำควบกล้ำ 2. อักษรนำ 3. คำประวิสรรชนีย์ 4. คำไม่ประวิสรรชนีย์ 5. คำที่ใช้บัน 6. คำที่ใช้เครื่องหมายฑัณฑฆาตกำกับ 7. คำที่ใช้ รร (หัน) 8. คำพ้องเสียง 9. คำคล้องจอง ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรต้น ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนแบบฝึก ทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นิยามศัพท์เฉพาะ การอ่าน หมายถึง การแปลความหมายของตัวอักษรที่อ่านออกมาเป็นความรู้ความคิด และเกิดความเข้าใจเรื่องราวที่อ่านตรงกับเรื่อราวที่ผู้เขียนเขียน ผู้อ่านสามารถนำความรู้ความคิด หรือสาระจากเรื่องราวที่อ่านไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้


7 การเขียนสะกดค า หมายถึง การเขียนโดยใช้พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และตัวสะกด การันต์เรียบเรียงให้ถูกต้องและได้ความหมายตรงตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2542 แบบฝึก หมายถึง เครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ใช้สำหรับฝึกการเขียนที่สร้างขึ้นอย่างมีลำดับ ขั้นตอน โดยอาศัยหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และหลักการสร้างแบบฝึกที่ดีเช่น ฝึกจากง่ายไปหายาก เหมาะสมกับวัย เร้าความสนใจ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง เป็นต้น แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน หมายถึง เครื่องมือในการฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนสะกดคำภาษาไทย โดยมีลักษณะดังนี้ 1. มีการใช้สำนวนง่าย ๆ คำที่นำมาสร้างแบบฝึกเป็นคำที่นักเรียนพบเห็นบ่อยและ ได้เรียนรู้มาแล้ว ชนิดของคำและประโยคไม่สลับซับซ้อนเหมาะสมกับเด็กในระดับชั้นนี้ 2. สามารถคิดได้เร็ว คำที่มาสร้างแบบฝึกนั้นเป็นคำที่ใช้สำนวนง่าย ๆ ดังกล่าวมาแล้ว พร้อมกับบอกลักษณะความหมายของคำก่อนที่จะทำแบบฝึกจากประสบการณ์ของนักเรียนจึงทำให้ นักเรียนสามารถทำแบบฝึกได้เร็วขึ้น 3. มีความสนุกสนานเร้าใจ แบบฝึกแต่ละชุดเร้าความสนใจด้วยการจัดทำภาพประกอบใน ลักษณะต่าง ๆ และสำนวนภาษาหลายรูปแบบให้นักเรียนสนุกและเพลิดเพลินกับการทำแบบฝึก 4. มีประโยชน์สามารถให้ความหมายต่อชีวิต ถ้อยคำและประโยคในแบบฝึกมีการให้ ข้อคิดและความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 5. มีความเหมาะสมกับวัยและความสามารถคำที่ใช้เป็นหลักในการสร้างแบบฝึกทักษะแต่ ละชุดนั้นเป็นคำในหนังสือแบบเรียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาแล้วว่าเหมาะสมกับวัยและ ความสามารถที่จะเรียนรู้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 6. นักเรียนสามารถศึกษาแบบฝึกได้ด้วยตนเอง แบบฝึกแต่ละชุดมีองค์ประกอบตั้งแต่ คำชี้แจงในการทำแบบฝึก จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหา คำถามและเฉลยคำตอบ ซึ่งนักเรียนสามารถ ศึกษาได้ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดค า หมายถึง การจัดกิจกรรม การเรียนการสอน โดยให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำพร้อมทั้งตรวจ คำตอบด้วยตนเอง โดยมีลำดับขั้นตอนการสอนดังนี้ 1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน โดยมีการสนทนา อภิปราย ซักถามเพื่อเร้าความสนใจและ ทบทวนพื้นฐานให้แก่นักเรียน


8 2. ขั้นแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ครูเป็นผู้แจ้งให้นักเรียนทราบจุดประสงค์การเรียนรู้ 3. ขั้นดำเนินการสอน ครูสอนเนื้อหาด้วยวิธีต่างๆ มีการอธิบาย อภิปราย ถามตอบ เกม การสาธิต ตามความเหมาะสมของเนื้อหา 4. ขั้นสรุป โดยให้นักเรียนสรุป หรือทั้งครูและนักเรียนช่วยกันสรุป ครูให้นักเรียนทำ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ 5. ขั้นการวัดผลและการประเมินผล การวัดจากแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดค าภาษาไทย หมายถึง พฤติกรรมของ นักเรียนด้านความรู้และความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคำได้ถูกต้อง ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 โดยเรียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และตัวสะกดการันต์ ให้ถูกต้อง วัดได้จากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านและการเขียน สะกดคำภาษาไทยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้วัดหลังจากจบการสอน ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนสะกดค า หมายถึง คะแนนรวมของนักเรียนที่ได้ จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นตาม เนื้อหาในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 รหัส ท 13101 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ช่วงชั้นที่ 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ หมายถึง คุณภาพของแบบฝึกทักษะเรื่องการอ่านและ การเขียนสะกดคำตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ค่าเฉลี่ยเป็นร้อยละของจำนวนคำตอบที่นักเรียนตอบถูกต้อง จากแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ 80 ตัวหลัง หมายถึง ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของแบบทดสอบที่นักเรียนทำได้หลัง การเรียน การอ่านและการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะ สมมติฐานในการศึกษาค้นคว้า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แบบฝึกทักษะ


9 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษาค้นคว้าได้รวบรวมแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน 4. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเขียนสะกดคำ 4.1 ความหมายของการเขียนสะกดคำ 4.2 ความสำคัญของการเขียนสะกดคำ 4.3 วิธีสอนและกิจกรรมการสอนเขียนสะกดคำ 4.4 ปัญหาและสาเหตุในการเขียนสะกดคำ 5. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 5.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ 5.2 การสร้างแบบฝึกทักษะ 5.3 หลักการทางจิตวิทยาในการสร้างแบบฝึกทักษะ 5.4 ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี 5.5 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ 6.2 งานวิจัยต่างประเทศ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ 293/2551 เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 กำหนดให้สถานศึกษา


10 ในสังกัด จัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ 2551 : 121) 1. โรงเรียนต้นแบบการใช้หลักสูตรและโรงเรียน ที่มีความพร้อมตามรายชื่อที่กระทรวง ศึกษาธิการประกาศ ใช้หลักสูตรฯ ดังนี้ 1.1 ปีการศึกษา 2552 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 1.2 ปีการศึกษา 2553 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 2. ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นไป ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทุกชั้นเรียนโรงเรียนทั่วไป ให้ใช้หลักสูตรฯ ดังนี้ 2.1 ปีการศึกษา 2553 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 2.2 ปีการศึกษา 2554 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 2.3 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 เป็นต้นไป ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทุกชั้นเรียน สถานศึกษา ที่ต้องใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตาม กำหนดเวลาดังกล่าว ควรศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางฯ และเตรียมการจัดทำสิ่งต่างๆ ให้พร้อมก่อนที่จะถึงกำหนดเวลา ตามคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวแล้ว เอกสารเกี่ยวกับ หลักสูตรแกนกลางฯ สถานศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการจะทยอยส่งเอกสารเป็นรูปเล่มให้สถานศึกษา ที่ ต้องใช้หลักสูตรแกนกลางฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 ตั้งแต่เดือนมกราคม เอกสารหลักสูตรแกนกลางฯ มี ดังนี้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 การวิจัยในครั้งผู้วิจัยได้นำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นำมาเป็นหลักการแนวทางที่สำคัญในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้เกิดการเรียนรู้สูงสุดแก่ผู้เรียน ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ 2551 : 4-27) วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพล โลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขมีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต


11 โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม ศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาคและมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและการจัด การเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี ศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสารการคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมี ทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์สร้างสิ่งที่ดีงามในสังคมและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี ความสุข


12 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้ มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ดังนี้ สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อัน จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและ ความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเอง และสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้าง องค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ ตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และ การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยี ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้การ สื่อสาร การทำงานการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้


13 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้อง ตามบริบทและจุดเน้นของตนเอง มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญในเรื่อง ของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและ ค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานนอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพ การศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอกซึ่งรวมไปถึงใน การทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษาและการทดสอบระดับชาติระบบตรวจสอบ เพื่อประกันคุณภาพ ดังกล่าว เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่ มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด


14 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอย่างรอบด้าน เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการตนเอง ได้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แบ่งเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถคิด ตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียน และอาชีพ สามารถปรับตนได้ อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยเหลือและให้ คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน 2. กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกัน การรู้จักแก้ปัญหา การตัดสินใจที่เหมาะสม ความมีเหตุผล การช่วยเหลือแบ่งปันกัน เอื้ออาทร และสมานฉันท์ โดยจัดให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน ให้ได้ปฏิบัติด้วยตนเองในทุกขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาวิเคราะห์วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมินและ ปรับปรุงการทำงาน เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับวุฒิภาวะของ ผู้เรียน บริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น กิจกรรมนักเรียนประกอบด้วย 2.1 กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และนักศึกษาวิชาทหาร 2.2 กิจกรรมชุมนุม ชมรม 3. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และ ท้องถิ่นตามความสนใจในลักษณะอาสาสมัครเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบความดีงาม ความเสียสละ ต่อ สังคม มีจิตสาธารณะ เช่น กิจกรรมอาสาพัฒนาต่างๆ กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ระดับการศึกษา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดระดับการศึกษาเป็น 3 ระดับ ดังนี้ 1. ระดับประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6) การศึกษาระดับนี้เป็นช่วงแรกของ การศึกษาภาคบังคับ มุ่งเน้นทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ทักษะการคิด พื้นฐานการติดต่อสื่อสาร กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม และพื้นฐานความเป็นมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพ ชีวิตอย่างสมบูรณ์และสมดุลทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และวัฒนธรรม โดยเน้น จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ


15 2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3) เป็นช่วงสุดท้ายของการศึกษา ภาคบังคับ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สำรวจความถนัดและความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพส่วน ตน มีทักษะในการคิดวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ และคิดแก้ปัญหา มีทักษะในการดำเนินชีวิต มี ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความสมดุล ทั้ง ด้านความรู้ ความคิด ความดีงาม และมีความภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็นพื้นฐานในการ ประกอบอาชีพหรือการศึกษาต่อ 3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6) การศึกษาระดับนี้เน้น การเพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะด้าน สนองตอบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของ ผู้เรียนแต่ละคนทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ มีทักษะในการใช้วิทยาการและเทคโนโลยี ทักษะกระบวนการคิด ขั้นสูงสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ มุ่ง พัฒนาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเป็นผู้นำ และผู้ให้บริการชุมชนในด้านต่าง ๆ การจัดเวลาเรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำสำหรับ กลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมได้ตามความพร้อม และจุดเน้น โดยสามารถปรับให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและสภาพของผู้เรียน ดังนี้ 1. ระดับชั้นประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6) ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายปีโดยมี เวลาเรียนวันละ ไม่เกิน 5 ชั่วโมง 2. ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3) ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายภาค มี เวลาเรียนวันละไม่เกิน 6 ชั่วโมง คิดน้ำหนักของรายวิชาที่เรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์ 40 ชั่วโมงต่อ ภาคเรียนมีค่าน้ำหนักวิชา เท่ากับ 1 หน่วยกิต (นก.) 3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6) ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายภาค มีเวลาเรียน วันละไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง คิดน้ำหนักของรายวิชาที่เรียนเป็นหน่วยกิต โดยใช้เกณฑ์ 40 ชั่วโมงต่อภาคเรียน มีค่าน้ำหนักวิชา เท่ากับ 1 หน่วยกิต โครงสร้างเวลาเรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียน ดังนี้


16 ตารางที่ 2.1 โครงสร้างเวลาเรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้/ กิจกรรม เวลาเรียน ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย ป. 1 ป. 2 ป. 3 ป. 4 ป. 5 ป. 6 ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 –6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 200 200 200 160 160 160 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 240 (6 นก.) คณิตศาสตร์ 200 200 200 160 160 160 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 240 (6 นก.) วิทยาศาสตร์ 80 80 80 80 80 80 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 240 (6 นก.) สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 80 80 80 80 80 80 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 240 (6 นก.) สุขศึกษาและ พลศึกษา 80 80 80 80 80 80 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 120 (3 นก.) ศิลปะ 80 80 80 80 80 80 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 120 (3 นก.) การงานอาชีพและ เทคโนโลยี 80 80 80 80 80 80 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 120 (3 นก.) ภาษาต่างประเทศ 80 80 80 80 80 80 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 240 (6 นก.) รวมเวลาเรียน (พื้นฐาน) 800 800 800 800 800 800 840 (๒๑ นก.) 840 (๒๑ นก.) 840 (๒๑ นก.) 1,560 (๓๙ นก.) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 120 120 120 120 120 120 120 120 120 360 รายวิชา / กิจกรรม ที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติม ตามความพร้อมและ จุดเน้น ปีละไม่เกิน 80 ชั่วโมง ปีละไม่เกิน 240 ชั่วโมง ไม่น้อยกว่า 1,560 ชั่วโมง รวมเวลาเรียนทั้งหมด ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมง/ปี ไม่เกิน 1,200 ชั่วโมง/ปี รวม 3 ปี ไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง


17 การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และเพิ่มเติม สถานศึกษาสามารถดำเนินการ ดังนี้ ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้ ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรียน ต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนด ระดับมัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไปตามที่กำหนดและ สอดคล้องกับเกณฑ์การจบหลักสูตร สำหรับเวลาเรียนเพิ่มเติม ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ให้จัดเป็นรายวิชา เพิ่มเติม หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับความพร้อม จุดเน้นของสถานศึกษา และเกณฑ์การจบหลักสูตร เฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 สถานศึกษาอาจจัดให้เป็นเวลา สำหรับสาระการเรียนรู้พื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีละ 120 ชั่วโมง และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 360 ชั่วโมงนั้น เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะ แนวกิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้ ระดับประถมศึกษา (ป.1-6) รวม 6 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) รวม 3 ปี จำนวน 45 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 1-33) ได้ระบุถึง ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไว้ดังต่อไปนี้ ท าไมต้องเรียนภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกัน


18 ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จาก แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสาน ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป เรียนรู้อะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง 1. การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้วคำประพันธ์ชนิดต่างๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไป ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 2. การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและ รูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียน ตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ 3. การฟัง การดู และการพูดการฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและ ไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ 4. หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย 5. วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิด ความซาบซึ้งและภูมิใจ ในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


19 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1. อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ ถูกต้องคล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ และมี มารยาทในการอ่าน 2. มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทใน การเขียน 3. เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดง ความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญ ชวนให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด 4. สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าที่ ของคำในประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่ายๆ แต่งคำ คล้องจอง แต่งคำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ 5. เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อ นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรอง ที่มีคุณค่าตามความสนใจได้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ใน 8กลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 67 มาตรฐาน ดังนี้ ภาษาไทย สาระที่ 1 การอ่าน


20 มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และ เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ สาระที่4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษา ภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของ ชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และ วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง การวิเคราะห์ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อ นำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.3 1. อ่านออกเสียงคำ ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว 2. อธิบายความหมายของคำและข้อความ ที่อ่าน การอ่านออกเสียงและการบอกความหมาย ของคำ คำคล้องจอง ข้อความ และ บทร้อยกรองง่ายๆ ที่ประกอบด้วยคำ พื้นฐานเพิ่มจาก ป.2ไม่น้อยกว่า 1,200 คำ รวมทั้ง คำที่เรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ประกอบด้วย - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มี รร - คำที่มีพยัญชนะและสระไม่ออกเสียง


21 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - คำพ้อง - คำพิเศษอื่น ๆ เช่น คำที่ใช้ ฑ ฤ ฤๅ 3. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผล เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - นิทานหรือเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่น 4. ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเน เหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดยระบุ เหตุผลประกอบ 5. สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน - เรื่องเล่าสั้น ๆ - บทเพลงและบทร้อยกรอง - บทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น - ข่าวและเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ในท้องถิ่นและชุมชน 6. อ่านหนังสือตามความสนใจ อย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 7. อ่านข้อเขียนเชิงอธิบายและปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อแนะนำ การอ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อแนะนำ - คำแนะนำต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน - ประกาศ ป้ายโฆษณา และคำขวัญ 8. อธิบายความหมายของข้อมูลจาก แผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ การอ่านข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และ แผนภูมิ 9. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน เช่น - ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น - ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน - ไม่ทำลายหนังสือ - ไม่ควรแย่งอ่านหรือชะโงกหน้าไปอ่าน ขณะที่ผู้อื่นกำลังอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงาน การศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ


22 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.3 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตาม รูปแบบการเขียน ตัวอักษรไทย 2. เขียนบรรยายเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้ อย่างชัดเจน การเขียนบรรยายเกี่ยวกับลักษณะของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ 3. เขียนบันทึกประจำวัน การเขียนบันทึกประจำวัน 4. เขียนจดหมายลาครู การเขียนจดหมายลาครู 5. เขียนเรื่องตามจินตนาการ การเขียนเรื่องตามจินตนาการจากคำ ภาพ และหัวข้อที่กำหนด 6. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน เช่น - เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า - ไม่ขีดเขียนในที่สาธารณะ - ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกับเวลา สถานที่ และบุคคล - ไม่เขียนล้อเลียนผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดง ความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.3 1. เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและ ดูทั้งที่เป็นความรู้และความบันเทิง 2. บอกสาระสำคัญจากการฟังและการดู 3. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่อง ที่ฟังและดู 4. พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก จากเรื่องที่ฟังและดู การจับใจความและพูดแสดงความคิดเห็น และความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็น ความรู้และความบันเทิง เช่น - เรื่องเล่าและสารคดีสำหรับเด็ก - นิทาน การ์ตูน เรื่องขบขัน - รายการสำหรับเด็ก - ข่าวและเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน - เพลง 5. พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตาม วัตถุประสงค์ การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น - การแนะนำตนเอง - การแนะนำสถานที่ในโรงเรียนและในชุมชน


23 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - การแนะนำ/เชิญชวนเกี่ยวกับการปฏิบัติ ตนในด้านต่างๆ เช่น การรักษาความ สะอาดของร่างกาย - การเล่าประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน - การพูดในโอกาสต่าง ๆ เช่น การพูด ขอร้อง การพูดทักทาย การกล่าว ขอบคุณและขอโทษ การพูดปฏิเสธ และ การพูดชักถาม 6. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง เช่น - ตั้งใจฟัง ตามองผู้พูด - ไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่ฟัง - ไม่ควรนำอาหารหรือเครื่องดื่มไป รับประทานขณะที่ฟัง - ไม่แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม เช่น โห่ ฮา หาว - ให้เกียรติผู้พูดด้วยการปรบมือ - ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง มารยาทในการดู เช่น - ตั้งใจดู - ไม่ส่งเสียงดังหรือแสดงอาการรบกวนสมาธิ ของผู้อื่น มารยาทในการพูด เช่น - ใช้ถ้อยคำและกิริยาที่สุภาพ เหมาะสมกับ กาลเทศะ - ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล - ไม่พูดสอดแทรกในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด - ไม่พูดล้อเลียนให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย หรือเสียหาย


24 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของ ภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.3 1. เขียนสะกดคำและบอกความหมาย ของคำ การสะกดคำ การแจกลูก และการอ่านเป็นคำ มาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตราและไม่ตรง ตามมาตรา การผันอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ คำที่มีอักษรนำ คำที่ประวิสรรชนีย์และคำที่ไม่ประวิสรรชนีย์ คำที่มี ฤ ฤๅ คำที่ใช้ บัน บรร คำที่ใช้ รร คำที่มีตัวการันต์ ความหมายของคำ 2. ระบุชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของคำ ได้แก่ - คำนาม - คำสรรพนาม - คำกริยา 3. ใช้พจนานุกรมค้นหาความหมายของคำ การใช้พจนานุกรม 4. แต่งประโยคง่ายๆ การแต่งประโยคเพื่อการสื่อสาร ได้แก่ - ประโยคบอกเล่า - ประโยคปฏิเสธ - ประโยคคำถาม - ประโยคขอร้อง - ประโยคคำสั่ง 5. แต่งคำคล้องจองและคำขวัญ คำคล้องจอง คำขวัญ 6. เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและ ภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาถิ่น


25 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.3 1. ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณกรรม เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 2. รู้จักเพลงพื้นบ้านและเพลงกล่อมเด็ก เพื่อปลูกฝังความชื่นชมวัฒนธรรม ท้องถิ่น 3. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณคดี ที่อ่าน วรรณคดี วรรณกรรม และเพลงพื้นบ้าน - นิทานหรือเรื่องในท้องถิ่น - เรื่องสั้นง่ายๆ ปริศนาคำทาย - บทร้อยกรอง - เพลงพื้นบ้าน - เพลงกล่อมเด็ก - วรรณกรรมและวรรณคดีในบทเรียนและ ตามความสนใจ 4. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและ บทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ ค าอธิบายรายวิชาพื้นฐาน ท 13101 ภาษาไทยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3เวลา 240 ชั่วโมง ศึกษา เรียนรู้ การอ่านออกเสียงคำและบอกความหมายของคำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ที่ประกอบด้วยคำพื้นฐาน เพิ่มจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ไม่น้อยกว่า 1,200 คำ รวมทั้งคำที่ใช้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ การอ่านหนังสือตาม ความสนใจ หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน การอ่านข้อความเชิงอธิบาย และปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อแนะนำ การอ่านข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่และแผนภูมิ ศึกษา เรียนรู้ การคัดลายมือด้วยตัวบรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบการเขียนอักษรไทย การเขียนบรรยายเกี่ยวกับลักษณะของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ การเขียนบันทึกประจำวัน จดหมายลาครู การเขียนเรื่องตามจินตนาการ ศึกษา เรียนรู้ การจับใจความสำคัญ การพูดแสดงความคิดเห็น การบอกความรู้สึกจาก เรื่องที่ฟังและดู ทั้งที่เป็นความรู้และความบันเทิง การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน ศึกษา เรียนรู้ การเขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ การแจกลูก การอ่านเป็นคำ มาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา การผันอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ


26 คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ คำที่มีอักษรนำ คำที่ประวิสรรชนีย์และไม่ประวิสรรชนีย์ คำที่มี ฤ ฦๅ คำที่ใช้ บัน บรร คำที่ใช้ รร คำมี่มีตัวการันต์ การระบุชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค การใช้ พจนานุกรมค้นหาความหมายของคำ การแต่งประโยคเพื่อการสื่อสาร การแต่งคำคล้องจอง คำขวัญ การเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่น ศึกษา เรียนรู้ การระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณกรรม วรรณคดีและเพลงพื้นบ้าน การท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า โดยใช้กระบวนการอ่าน กระบวนการเขียน การฟัง การดู และการพูดอย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ บอก ระบุ เขียน สะกดคำ แจกลูก ผันอักษร แต่งประโยค แต่งคำคล้องจอง และคำขวัญ เลือกใช้แสดงความคิดเห็น ศึกษา เรียนรู้ปฏิบัติ และท่องจำ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด หลักการใช้ภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม นำความรู้ ข้อคิด จากการอ่าน ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีมารยาทในการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด มีนิสัยรักการอ่าน เหมาะสมกับ ระดับชั้น สาระท้องถิ่น การฟัง พูด อ่าน และเขียน คำภาษาไทย-ภาษาถิ่นในชีวิตประจำวัน (คำเมือง) โดยฟัง พูด อ่าน เปรียบเทียบคำไทยกับคำภาษาถิ่น บอกความหมายของคำเมือง คัดตัวบรรจง คำเมือง แล้ว จัดทำพจนานุกรม คำเมือง และศึกษา เรียนรู้อ่านคำเมืองวันละคำ รหัสตัวชี้วัด ท 1.1 ป 3/1 ป 3/2 ป 3/3 ป 3/4 ป 3/5 ป 3/6 ป 3/7 ป 3/8 ป 3/9 ท 2.1 ป 3/1 ป 3/2 ป 3/3 ป 3/4 ป 3/5 ป 3/6 ท 3.1 ป 3/1 ป 3/2 ป 3/3 ป 3/4 ป 3/5 ป 3/6 ท 4.1 ป 3/1 ป 3/2 ป 3/3 ป 3/4 ป 3/5 ป 3/6 ท 5.1 ป 3/1 ป 3/2 ป 3/3 ป 3/4 รวม 31 ตัวชี้วัด


27 ตารางเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 เวลา วัน 9.00- 10.00 10.00- 11.00 11.00- 12.00 12.00- 13.00 13.00- 14.00 14.00- 15.00 15.00- 16.00 จันทร์ ไทย ป. 3/2 คอม ป. 2/1 คอม ป. 1/2 พัก รับประทาน อาหาร กลางวัน คอม ป. 4/2 ต้านทุจริต ป.4/2 อังคาร ไทย ป. 3/2 ศิลปะ ป.4/2 ศิลปะ ป.4/1 คอม ป. 4/1 พุธ ไทย ป. 3/2 คอม ป. 3/2 คอม ป. 1/1 คอม ป. 5/1 คอม ป. 5/2 พฤหัสบดี ไทย ป. 3/2 คอม ป. 3/2 ศิลปะ ป.4/1 ศิลปะ ป.4/2 ลูกเสือ ป.6 ศุกร์ คอม ป. 3/1 ไทย ป. 3/2 คอม ป. 6/2 คอม ป. 6/1 หมายเหตุ : เพิ่มจำนวนหน่วยกิตจากโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางการศึกษา พุทธศักราช 2551 จาก 200 หน่วยกิต เป็น 240 หน่วยกิต (อ่านออกเขียนคล่อง (จุดเน้น) ) แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน ความหมายของการอ่าน การอ่านถือเป็นเครื่องมือสําคัญในการเรียนรู้ของนักเรียน และคุณภาพการอ่านของนักเรียน ย่อมส่งผลกระทบถึงคุณภาพของการจัดการศึกษา นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการอ่าน ไว้ ดังนี้ วรรณี โสมประยูร (2557 : 121) กล่าวว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องการ ใช้สายตาสัมผัสตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของคําหรือสัญลักษณ์ โดยแปล ออกมาเป็นความหมายที่ใช้สื่อความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจตรงกันและผู้อ่าน สามารถนําเอาความหมายนั้นๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ บันลือ พฤกษะวัน (2558 : 2) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า 1. การอ่าน เป็นการเปล่งเสียงออกมาเป็นคําพูดโดยการผสมผสานเสียงเพื่อใช้ในการ ออกเสียงให้ตรงกับคําพูด


28 2. การอ่านเป็นการใช้ความสามารถในผสมผสานของตัวอักษร ออกเสียงเป็นคําหรือ เป็นประโยค ทําให้เข้าใจความหมายในการสื่อสารโดยการอ่าน 3. การอ่าน เป็นการสื่อความหมายที่ถ่ายโยงความคิด ความรู้ จากผู้เขียนถือผู้อ่าน 4. การอ่านเป็นการพัฒนาความคิด โดยที่ผู้อ่านต้องใช้ความสามารถหลาย ๆ ด้าน เช่น ใช้การสังเกต จํารูปคํา นพดล จันทร์เพ็ญ (2555 : 73 ) กล่าวว่าการอ่าน เป็นกระบวนการแปลความหมายของ ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ออกมาเป็นถ้อยคําหรือความคิดของตนเองแล้วผู้อ่านก็นําความคิด ความเข้าใจ ที่ ได้จากการอ่านนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เตือนใจ กรุยกระโทก (2553 : 15) กล่าวว่า การอ่าน เป็นกระบวนการแปลความหมาย ของตัวอักษร เป็นความคิดโดยอาศัยประสบการณ์เดิม แล้วนําความคิดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป จากความหมายของการอ่านดังกล่าว สรุปได้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการคิดที่ผู้อ่านเกิด ความเข้าใจและถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคําที่มีความหมายสื่อให้ตรงกันระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน เป็นการแปลความหมายจากสัญลักษณ์หรือการเปล่งเสียงออกมาเป็นคําพูดให้ตรงกับตัวอักษรหรือ ตัวอักษรที่อ่านเข้าใจความหมายของคําแล้วเข้าตรงกับที่ผู้เขียนต้องการโดยอาศัยประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ มาเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่จนเกิดความเข้าใจในเรื่องนั้น ความส าคัญของการอ่าน การอ่านเป็นทักษะที่มีความสําคัญยิ่ง เพราะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ใน ทักษะ วิชา ด้านอื่น ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และนํามาใช้ในการดําเนินชีวิตต่อไป มีนักการศึกษาได้กล่าวถึง ความสําคัญของการอ่านไว้ ดังนี้ ชุติมา สัจจานันท์ (2555 : 8-15) อธิบายว่า การอ่านทําให้เกิดการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นด้าน สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ พฤติกรรม และด้านการดําเนินชีวิตศีลธรรม จริยธรรม ค่านิยม การอ่านช่วยปรับปรุงชีวิตให้สดใสสมบูรณ์ การอ่าน หมายถึงการมีชีวิตอยู่ (Reading is Living) เพราะตราบที่โลกไม่หยุดหมุนวิทยาการต่าง ๆ จะเจริญอย่างมากมายมีการค้นคว้าค้นพบ ทฤษฎีความรู้ใหม่ ๆ ได้เรียนรู้โดยไม่สิ้นสุด ความสําเร็จของการศึกษามักจะเป็นผลมาจาก ความสามารถในการอ่านขอบเขตและลักษณะของการอ่านอีกด้วย นอกจากนี้การอ่านยังทําให้เกิด ความสนุกสนานสร้างจินตนาการ ขยายขอบเขตของชีวิต และเนื่องจากคนคือประชากรของ ประเทศชาติการอ่านจึงเป็นปัจจัยในการพัฒนาสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของประเทศด้วย ระวิวรรณ ศรีคร้ามครัน (2557 : 1) กล่าวว่า ความเจริญของการอ่านอยู่ที่ว่าผู้อ่านมี ความสามารถในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้หรือไม่ 1. สามารถเข้าใจในสิ่งที่อ่านไปแล้วมากน้อยแค่ไหน


29 2. สามารถจับใจความสําคัญได้หรือไม่ 3. สามารถที่จะเปรียบเทียบหรือแยกความแตกต่างได้ว่า ในบทความหรือสิ่งที่อ่าน ไปแล้วนั้น ส่วนไหนที่เป็นความจริงเป็นเนื้อเรื่องที่สําคัญ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนหรือ ความคิดเห็นโดยทั่วไป 4. สามารถที่จะเข้าใจและปฏิบัติตามที่อ่านมาได้อย่างถูกต้อง ประเทิน มหาขันธ์ (2550 : 161) ได้กล่าวถึงความสําคัญของการอ่านไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ได้รับความรู้หรือสนองในสิ่งที่อยากรู้ 2. ช่วยให้พัฒนาตนเองทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยนําความรู้จาก การอ่านมาปรับปรุงพัฒนาชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น 3. ช่วยปรับปรุงสถานภาพของตนเองให้ดีขึ้น พัฒนาอาชีพของตนเองให้ก้าวหน้าจาก การอ่าน 4. ช่วยให้เกิดความเพลิดเพลิน ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ 5. ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า เพราะถ้าประชาชนอ่านหนังสือ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายได้ถูกต้อง เกิดความสงบในบ้านเมือง สุธีพร ปาคะดี (2551 : 20) ได้สรุปว่า การอ่านมีความจําเป็นต่อชีวิตมนุษย์ในการติดต่อสื่อสาร ทําความเข้าใจและแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ที่จําเป็น ในการดํารงชีวิต ดังนั้นการสอนอ่านจึงเป็นทักษะ ที่สําคัญที่ครูผู้สอนจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนอย่างสมํ่าเสมอและสามารถนําไปใช้ประโยชน์ ในชีวิตประจําวันได้ วรรณี โสมประยูร (2557 : 121-122) ให้ความสําคัญของการอ่านไว้ ดังนี้ 1. การอ่านเป็นเครื่องมือที่สําคัญยิ่งในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ 2. ในชีวิตประจําวันต้องอาศัยการอ่านติดต่อสื่อสารเพื่อทําความเข้าใจกับบุคคลอื่น 3. การอ่านช่วยให้บุคคลสามารถนําความรู้และประสบการณ์จากสิ่งที่อ่านไปปรับปรุง พัฒนา อาชีพหรือธุรกิจการงาน 4. การอ่านสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคลในด้านต่าง ๆ 5. ช่วยเสริมให้บุคคลได้ขยายความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างลึกซึ้ง และกว้างขวาง 6. การอ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์หลายชนิด เป็นกิจกรรมนันทานาการที่น่าสนใจมาก 7. การอ่านเรื่องราวในอดีตช่วยให้คนรุ่นหลังรู้จักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของไทย บันลือ พฤกษะวัน (2555 : 10-11) กล่าวถึงความสําคัญของการอ่านไว้ว่า 1. การอ่านเป็นเครื่องมือสําคัญในการเรียนรู้ 2. นักเรียนที่อ่านเป็นย่อมได้รับการยอมรับสามารถอยู่ร่วมกับบุคคลในสังคมได้อย่าง มั่นใจ


30 3. การอ่านได้ อ่านเป็น เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ได้อย่างกว้างขวาง 4. การอ่านเป็นเครื่องมือสําคัญในการประกอบอาชีพของผู้เรียนในอนาคต 5. การอ่านมีความจําเป็นต่อการเป็นพลเมืองดีในการรับรู้ข่าวสาร เหตุการณ์บ้านเมือง 6. การอ่านเป็นเครื่องมือสําคัญในการวิเคราะห์ ตัดสินใจในการเลือกตัวแทนในด้าน การเมือง การปกครอง 7. การอ่านนับเป็นกิจกรรมสําคัญในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ได้รับความสนใจ เพลิดเพลินและพัฒนาด้านจิตใจอีกด้วย 8. การอ่านช่วยให้ผู้เรียนทราบและสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม พัฒนาตนเองและอาชีพของตนได้ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์(2553 : 1) กล่าวว่า การอ่าน เป็นเครื่องมือสําคัญที่ใช้ในการแสวงหา ความรู้ การรู้และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับผู้อ่านทุกคน จากความสําคัญของการอ่านดังกล่าวสรุปได้ว่า การอ่านมีความสําคัญต่อการเรียนรู้ และ จําเป็นอย่างยิ่งต่อการดําเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน เพราะเป็นทักษะพื้นฐานที่จําเป็นที่ใช้เป็น เครื่องมือในการเรียนศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ในด้านอื่น ๆ ต่อไปและสามารถนําไปใช้ในการประกอบ อาชีพ การดําเนินชีวิตให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข จุดมุ่งหมายของการอ่าน การสอนของแต่ละบุคคล แต่ละวัย และแต่ละอาชีพ ย่อมจะมีจุดมุ่งหมายในการอ่านที่ แตกต่างกันออกไป ซึ่งมีนักการศึกษาได้เสนอแนะจุดมุ่งหมายในการอ่านไว้หลายประการ ดังนี้ เสาวลักษณ์ รัตนวิชช์ (2553 : 21) กล่าวไว้ว่า การอ่านโดยทั่ว ๆ ไปมีจุดมุ่งหมายหลัก 3 ประการ คือ 1. อ่านเพื่อบันเทิง 2. อ่านเพื่อรู้และเข้าใจวิธีกระบวนการ (เพื่อทําเป็น) 3. อ่านเพื่อศึกษาค้นคว้า(เพื่อคิดเป็น) วรรณี โสมประยูร (2557 : 127-128) ได้สรุปจากประสบการณ์ที่ได้ทดลองปฏิบัติและ ทดลองสอนมาแล้ว ซึ่งจุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้มีดังนี้ 1. อ่านเพื่อค้นหาความรู้เพิ่มเติม เช่น อ่านตํารา อ่านบทความ อ่านสารคดี 2. อ่านเพื่อความบันเทิง เช่น อ่านนวนิยาย อ่านการ์ตูน อ่านวรรณคดี 3. อ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น อ่านหนังสือประเภทชวนหัวต่าง ๆ 4. อ่านเพื่อหารายละเอียดของเรื่อง เช่น อ่านสารคดี อ่านประวัติศาสตร์


31 5. อ่านเพื่อวิเคราะห์วิจารณ์จากข้อมูลที่ได้ เช่น การอ่านข่าว 6. อ่านเพื่อหาประเด็นว่า ส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง เช่น การอ่านคําโฆษณาต่าง ๆ 7. การอ่านเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่องที่อ่าน เช่น อ่านบทความในวารสาร 8. อ่านเพื่อปฏิบัติตาม เช่น อ่านคําสั่ง อ่านคําแนะนํา คู่มือการใช้เครื่องไฟฟ้า 9. อ่านเพื่อออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน มีนํ้าเสียงเหมาะกับเนื้อเรื่องและเหมือนกับพูด เช่น อ่านบทละครต่าง ๆ สนิท ตั้งกวี (2556 : 4) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ดังนี้ 1. อ่านเพื่อศึกษาหาความรู้ในเรื่องราวต่าง ๆ โดยละเอียดหรือโดยย่อ 2. อ่านเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็น 3. อ่านเพื่อศึกษาค้นคว้า 4. อ่านเพื่อต้องการทราบข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง 5. อ่านเพื่อต้องการเป็นที่ยอมรับในวงสังคม 6. อ่านเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เตือนใจ กรุยกระโทก (2553 : 18) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านหนังสือ ทุกครั้ง ผู้อ่านควรกําหนดจุดมุ่งหมายของการอ่าน เช่น อ่านเพื่อศึกษาหาความรู้ อ่านเพื่อความสนุกสนาน หรืออ่านเพื่อต้องการอยากรู้ จากจุดมุ่งหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การอ่านของแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาหาความรู้ เพื่อสนองความต้องการของตนเอง เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินและอ่านเพื่อให้มีความรู้เท่าทันต่อ เหตุการณ์และการดํารงชีวิตในปัจจุบัน ประเภทของการอ่าน วิจิตรา แสงพลสิทธิ์และคนอื่น ๆ (2552 : 135) ได้แบ่งประเภทของการอ่านไว้ 2 ชนิดคือ 1. การอ่านออกเสียง คือการอ่านตามตัวหนังสือเพื่อให้ผู้อื่นฟัง ผู้อ่านจะต้องอ่านได้ชัดเจน ถูกต้องตามหลักภาษาและความนิยม 2. การอ่านในใจ คือ การทําความเข้าใจกับตัวอักษร เป็นการอ่านเพื่อตัวผู้อ่านเอง ซึ่งจะได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้อ่านแต่ละคน นอกจากนั้น ทัศนีย์ ศุภเมธี (2554 : 67-70) ก็ได้แบ่งประเภทของการอ่านเป็น 2 ประเภท เช่นเดียวกัน คือ 1. การอ่านในใจ ซึ่งเป็นสิ่งจําเป็นมากในชีวิตประจําวันที่จะทําให้วัตถุประสงค์ทั้งหมดนี้ บรรลุผล อาทิเช่น การอ่านเพื่อจับใจความสําคัญ การอ่านเพื่อตอบคําถาม การอ่านเพื่อเรียงลําดับ เหตุการณ์ แม้แต่การอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน


32 2. การอ่านออกเสียง มีคุณค่าทางการเรียนมากช่วยให้เด็กมีทักษะมากขึ้นอ่านได้ คล่องแคล่ว ถูกต้อง รู้จักความไพเราะของบทร้อยกรองต่าง ๆ การอ่านออกเสียงมีกระบวนการแตกต่างจากการอ่านในใจทฤษฎีทางจิตภาษาศาสตร์ (Psycholinguistics) ได้อธิบายกระบวนการของการอ่านไว้ว่า กระบวนการของการอ่านเป็นการแสดง ปฏิกิริยาร่วมระหว่างความคิดและภาษา กล่าวคือ ไม่ว่าผู้อ่านจะใช้วิธีออกเสียงปากเปล่าหรือออกเสียง ใน ใจต่างก็ใช้ความคิดของตนเองเข้าไปวิเคราะห์ความหมายของภาษาเขียนซึ่งใช้ตัวหนังสือเป็นสื่อ สุพิณ เลิศรัตนการ และคนอื่น ๆ (2552 : 193-195) ได้แนะนําวิธีการอ่านไว้ดังนี้ 1. การฝึกอ่านแบบคร่าว ๆ ในการอ่านแบบคร่าว ๆ นักเรียนควรอ่านให้เร็วกว่าการอ่านปกติ 2 เท่าและต้อง เปลี่ยนวิธีการอ่านกล่าวคือ แทนที่จะอ่านทุกคําให้อ่านข้ามคําหรือประโยคที่ไม่สําคัญ อ่านเพียงคําสําคัญที่ บอกให้รู้ใจความสําคัญเท่านั้น นักเรียนควรปฏิบัติดังนี้ 1.1 อ่าน 2-3 ประโยคแรกและตั้งคําถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร 1.2 อ่านย่อหน้าต่อไปอย่างเร็วเท่าที่จะจับใจความได้ 1.3 อ่านเพียง 2-3 คําในแต่ละย่อหน้าโดยหาคําที่บอกใจความสําคัญ ซึ่งโดยปกติ จะอยู่ตอนต้นของย่อหน้า แต่บางครั้งอาจอยู่ตอนท้ายของย่อหน้า 1.4 อ่านอย่างเร็วและจําไว้เสมอว่ารายละเอียดขอบเรื่องไม่ใช้เรื่องสําคัญ 2. การอ่านเร็ว เมื่อความเร็วในการอ่านมีความสําคัญดังกล่าว จึงควรส่งเสริมให้นักเรียนเพิ่มความเร็ว ในการอ่าน ในการฝึกอ่านเร็วมีวิธีการอ่านดังนี้ 2.1 พยายามอ่านเป็นหน่วยความคิดไม่ใช่อ่านทีละคํา 2.2 ฝึกอ่านในใจ การอ่านออกเสียงจะทําให้การอ่านช้าลง 2.3 การสร้างภาพจากตัวหนังสือให้เป็นรูปธรรมจะช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ และจําได้ 2.4 ควรอ่านข้อความอย่างเร็ว 1 รอบก่อนอย่าอ่านข้อความกลับไปกลับมาให้อ่าน ไปเรื่อย ๆ อาจจะเข้าใจได้ในที่สุด 2.5 ควรจับสายตาไว้เหนือตัวหนังสือเล็กน้อย แล้วให้กวาดสายตาอ่านจับข้อความ เป็นกลุ่ม ๆ อ่านจากบนลงไม่ใช่จากซ้ายไปขาว กล่าวคือ ต้องฝึกช่วงสายตาให้กว้างเท่ากับความยาว 1 ช่วงบรรทัดเพื่อไม่ให้เสียเวลาในการกวาดตา 2.6 ควรอ่านประโยคแรกและประโยคสุดท้ายของแต่ละย่อหน้าก่อนเสมอ 2.7 มีสมาธิในการอ่าน


33 วิธีการอ่านที่จะทําให้ได้ผลดีที่สุด คือ ผู้อ่านจะต้องมีความเข้าใจเรื่องที่อ่านและมี ความสามารถในการอ่านเร็ว ดังที่ ถนอมวงศ์ ลํ้ายอดมรรคผล (2555 : 54) กล่าวไว้ว่า ผู้อ่านทั้งหลาย ปรารถนาจะมีสามารถดังนี้ 1. อ่านได้เร็ว 2. เข้าใจทุกเรื่องที่อ่าน 3. ใช้เวลาอ่านน้อยแต่ได้ประโยชน์จากการอ่านมาก 4. มีเวลามากพอที่จะอ่านได้ตามต้องการ 5. อ่านแล้วจําได้มากที่สุด 6. นําความรู้ความคิดและสาระไปใช้ได้ดีและมากที่สุด ความสามารถทั้งหมดดังที่กล่าวมาแล้วนั้นผู้อ่านแต่ละคนจะมีไม่ครบถ้วนแต่อาจเรียนรู้ได้ หากได้รับการฝึกที่ถูกต้องนั่นคือ ฝึกอ่านเพื่อจับใจความสําคัญ และเมื่อผู้อ่านสามารถจับใจความสําคัญเป็น แล้วต่อไปก็จะสามารถอ่านได้เร็วขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาอ่านสิ่งที่ไม่สําคัญหรือส่วนที่ไม่ต้องการใน การอ่านอีกต่อไป วิภาดา ประสานทรัพย์(2552 : 76) ยังได้กล่าวถึงการสอนอ่านว่า ทักษะการอ่านเป็นทักษะ ที่ใช้ในการรับสาร เช่นเดียวกับทักษะการฟังและมีความสําคัญมากในยุคนี้ เนื่องจากผู้คนเป็นจํานวนมาก ที่สื่อสารกันด้วยตัวหนังสือ ในการสอนทักษะการอ่านได้ทําการแบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้คือ 1. กิจกรรมการสอนช่วงก่อนการอ่าน เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีความสนใจหรือเพื่อเป็น การโน้มน้าวให้นักเรียนให้เข้ามาสู่เรื่องที่จะอ่าน โดยอาศัยกิจกรรมที่สําคัญอย่างหนึ่งคือการคาดการณ์ ล่วงหน้านั่นคือ ก่อนที่นักเรียนจะได้อ่านเรื่องราวของบทเรียนที่ครูได้เตรียมมาสอนก็จะให้นักเรียน ได้ลองคาดเดาเรื่องราวนั้น ๆ ก่อนประกอบกับการใช้ประ สบการณ์เดิมเข้าช่วยโดยอาศัยข้อมูลเบื้องต้น เป็นแนวทาง ซึ่งสามารถทําได้หลายวิธีดังนี้ 1.1 ใช้ชื่อเรื่อง รูปภาพประกอบเรื่องที่จะอ่านและคําถามนําเป็นแนวทางในการ โน้มน้าวนักเรียนมาสู่เรื่องที่จะเรียน 1.2 ให้ชื่อเรื่องและรายการคําศัพท์มาจํานวนหนึ่งแล้วให้นักเรียนเดาว่าจะมี คําศัพท์ใดอยู่ในเรื่องที่จะเรียนบ้าง 1.3 ใช้รูปภาพที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะสอนเป็นสื่อให้นักเรียนล่วงหน้าจากเรื่องที่อ่าน 1.4 ใช้รูปภาพของเรื่องที่จะใช้สอนเป็นสื่อในการให้นักเรียนลองแต่งประโยค ล่วงหน้าจากคําศัพท์ในเรื่อง 2. กิจกรรมการสอนระหว่างการอ่าน


34 เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนได้เข้าใจเรื่องที่จะได้อ่านมากขึ้นโดยจะยึดหลักว่า จุดมุ่งหมายของการอ่านครั้งนี้คืออะไรแล้วพยายามทํากิจกรรมเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ดังตัวอย่างกิจกรรม ต่อไปนี้ 2.1 Jigsaw Reading เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อส่วน ที่ตนเองจะต้องอ่าน เพื่อนํามาแบ่งปันข้อมูลกับเพื่อน เพื่อทําให้งานที่ได้รับมอมหมายจากการอ่านสําเร็จ 2.2 ให้นักเรียนจับคู่รูปภาพและคําบรรยายจากเรื่องที่อ่าน 2.3 ให้นักเรียนเรียงลําดับก่อน-หลังจากการอ่าน 3. กิจกรรมการสอนหลังการอ่าน กิจกรรมที่หลังจากการอ่านจัดได้ว่ามีประโยชน์มากเพราะนอกจากจะเป็นเหมือนการสรุป เรื่องที่อ่านแล้วยังสามารถใช้เวลานี้ในการรวบรวมความคิดในด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องคําศัพท์ สํานวน จากเรื่อง ทฤษฎีการอ่าน ณรงค์ ทองปาน (2556 : 3) ได้กล่าวถึงความพร้อมในการอ่านของนักเรียนว่าเกิดจาก ปัจจัยที่สําคัญ 2 ประการ คือ ปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวเด็ก และปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่ เกี่ยวกับตัวเด็ก ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ 1. ความพร้อมทางด้านร่างกาย ได้แก่ ความสามารถในการมองเห็น ความสามารถ ในการฟัง การออกเสียง นอกจากนี้ยังรวมถึงเพศด้วย 2. ความพร้อมทางด้านสมอง ได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้ ความสามารถในการ จําแนกความแตกต่างของภาพและเสียง ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหา ในการเรียนอ่าน 3. ความพร้อมทางด้านอารมณ์ การที่ครูช่วยให้เด็กเกิดความอบอุ่นเกิดความมั่นคง ทางอารมณ์จิตใจ จะทําให้เด็กมีความสบายใจ มีความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เด็กเกิด ความพร้อมในการอ่านหนังสือ 4. ความพร้อมทางวิชาการ หมายถึง ความรู้ที่เด็กมีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ได้แก่ การรู้จักภาพ รู้จักหาความสัมพันธ์ของภาพ รู้ จักวิธีการอ่านจากซ้ายไปขวา การรู้จักคําศัพท์ออกเสียง ได้ถูกต้องหรือสนใจที่จะอ่าน ฉะนั้น การอ่านจะมีประสิทธิภาพดี ก็เนื่องจากมีความพร้อมในด้านต่าง ๆ ทั้งความพร้อม ทางร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และวิชาการ ตลอดจนความพร้อมทางสภาพแวดล้อมจึงเป็น


35 หน้าที่ที่สําคัญยิ่งของผู้สอน และผู้ปกครองจะช่วยเหลือให้ผู้เรียนมีพัฒนาการในการอ่านที่ดีโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในระดับประถมศึกษา จากทฤษฎีเกี่ยวกับการอ่านจะเห็นได้ว่าในการสอนอ่านจะต้องคํานึงถึงหลักการเรียนรู้ ซึ่ง เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมากในแต่ละวัย ดังนั้นครูผู้สอนจึงควรจะมีความรู้ ทางด้านการสอนที่ถูกต้องตามพัฒนาการต่างๆ ตามวัยและสภาพแวดล้อม การสอนอ่านจึงจะบรรลุผล แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเขียนสะกดค า ความหมายของการเขียนสะกดค า นักการศึกษาและนักภาษาศาสตร์ได้ให้ความหมายของการเขียนสะกดคำไว้ดังนี้ Webster (1996 : 77) กล่าวว่า การเขียนสะกดคำคือศิลปะหรือเทคนิคในการสร้างคำ โดยใช้อักษรตามแบบที่สังคมยอมรับ Hanha and others (1989 : 43) ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับการสะกดคำว่าการสะกดคำ คือการถ่ายทอดภาษา เมื่อใดก็ตามที่ต้องการจะถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกเป็นภาษาเขียน จะต้องเกี่ยวข้องกับการสะกดคำโดยเขียนเป็นตัวอักษรลงบนวัสดุให้ผู้อื่นมองเห็นและเข้าใจได้ อรพรรณ ภิญโญภาพ (2551 : 14) อธิบายว่า การเขียนสะกดคำเป็นการฝึกทักษะ การเขียนให้ถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และจะต้องให้ผู้เขียนเข้าใจกระบวนการ ประสมคำ รู้หลักเกณฑ์ที่จะเรียบเรียงอักษรในคำหนึ่ง ๆ ให้ได้ความหมายที่ต้องการเพื่อจะนำไปใช้ ประโยชน์ในการสื่อสาร อดุลย์ไทรเล็กทิม (2554 : 63) ได้ให้ความหมายของการเขียนสะกดคำว่าเป็นการเขียน โดยเรียงลำดับพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์รวมทั้งตัวสะกดการัตน์ภายในคำหนึ่ง ๆ ได้ถูกต้องตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พุทธศักราช 2542 จากความหมายของการเขียนสะกดคำที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พอสรุปได้ว่าการเขียนสะกดคำ หมายถึง ความสามารถในการเขียนคำโดยเรียงลำดับพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และตัวสะกดการันต์ ได้ถูกต้องตามหลักภาษาและตรงตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พุทธศักราช 2542


36 ความส าคัญของการเขียนสะกดค า การสะกดคำให้ถูกต้องมีความสำคัญในการสื่อความหมายถึงกันด้วยภาษาเขียนเพราะถ้า เขียนสะกดคำผิดจะทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปการสื่อสารก็ล้มเหลว มีผู้กล่าวถึงความสำคัญของ การเขียนสะกดคำไว้ดังนี้ Dale and others (1997 : 114) ได้กล่าวถึงความสำคัญของปัญหาการสะกดคำไว้ว่า 1. การสะกดคำผิด ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของคำผิดไปด้วย 2. การสะกดคำถูก จำเป็นที่จะต้องแยกความหมายของคำแต่ละคำได้ 3. นักเรียนที่รู้จักสะกดคำสามารถที่จะหาคำในพจนานุกรมได้เร็ว 4. การรู้จักสะกดคำถือว่าเป็นความสามารถ เป็นการศึกษา และทำให้อ่านหนังสือได้ 5. ความบกพร่องในการสะกดคำทำให้เสียเวลาทั้งครูและนักเรียนในการเรียนการสอน 6. ผู้ที่มีความบกพร่องในการสะกดคำ ทำ ให้หมดโอกาสที่จะใช้คำ เพื่อเน้นความหมายใน ข้อเขียนของตนได้ ผอบ โปษะกฤษณะ (2554 : 38) ได้กล่าวว่า ขณะนี้คนไทยส่วนมากรู้สึกว่าภาษาไทย กำลังอยู่ในอันตรายทั้งการออกเสียงคำการใช้คำและการเขียนตัวอักษร วิธีหนึ่งที่จะรักษาความเป็นไทย ของชาติคือ ศึกษาภาษาไทยของเราและการใช้ภาษาให้ถูกต้อง คนไทยส่วนมากเขียนหนังสือไม่ค่อยถูก ไม่ระมัดระวังในการเขียนพยัญชนะ สระ ตลอดจนการวางรูปวรรณยุกต์ กำชัย ทองหล่อ (2555 : 190) ได้กล่าวว่า ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงพูด เพราะฉะนั้นการเขียนคำจึงนับเป็นความสำคัญส่วนหนึ่งของการใช้ภาษา การเขียนสะกดคำผิดทำให้ ความหมายเปลี่ยนไปหรืออาจจะไม่มีความหมายเลยก็ได้ จากความสำคัญของการเขียนสะกดคำดังกล่าวจะเห็นได้ว่าข้อบกพร่องที่พบเห็นในการเขียน สะกดคำมีความสำคัญต่อการสะกดคำเป็นอันมาก เพราะถ้าเขียนผิดทำให้เกิดการเข้าใจผิดในการสื่อ ความหมาย งานเขียนของบุคคลนั้นก็จะด้อยค่าไปอย่างน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง วิธีสอนและกิจกรรมการสอนเขียนสะกดค า การเขียนสะกดคำเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ของนักเรียนในการเริ่มต้นฝึกหัดการเขียน จึงจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนให้แก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในระดับชั้นประถมศึกษา มีนักการศึกษา ทั้งในประเทศและนอกประเทศได้เสนอแนะวิธีสอน และกิจกรรมการสอนเขียนสะกดคำซึ่งสามารถ นำมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำได้ดังนี้ สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์(2555 : 120-121) ได้เสนอแนะการจัดกิจกรรม ในการสอนเขียนสะกดคำในระดับมัธยมศึกษาโดยสรุปได้ดังนี้ 1. ทำบัญชีคำยากแจกให้นักเรียนได้ศึกษา แต่ละสัปดาห์นำคำเหล่านี้มาให้นักเรียน เขียนเป็นคำ ๆ แล้วให้ตรวจคำตอบเองหรือแลกกันตรวจก็ได้


37 2. ให้นักเรียนแต่งประโยคซึ่งประกอบด้วยคำที่มักสะกดผิด แล้วให้นักเรียนบอกให้ เพื่อนเขียนตามจากนั้นก็บอกคำเฉลยที่ถูกต้องด้วย 3. แบ่งหมู่นักเรียนเพื่อแข่งขันเขียนคำหรือข้อความที่ยาก ๆ 4. แจกบัญชีที่เขียนถูกและผิดปนกันแล้วให้นักเรียนเขียนเครื่องหมายถูก-ผิดหน้าคำ นั้น ๆ 5. นำคำยากมาแต่งเป็นแบบสอบถามแบบให้เลือกตอบแล้วให้นักเรียนทำเครื่องหมาย หน้าคำตอบที่ถูก 6. กำหนดให้นักเรียนทำบัญชีคำยากเรียงตามลำดับตัวอักษร 7. แจกข้อความสั้น ๆซึ่งประกอบด้วยคำยากที่เขียนสะกดถูกและผิดปนกันให้นักเรียนหา คำที่สะกดผิดแล้วแก้ไขให้ถูกต้อง คนที่ไม่แน่ใจให้เปิดดูในพจนานุกรม บุญปกอ่อนเผ่า (2556 : 19) กล่าวถึงหลักการสอนเขียนสะกดคำ สรุปว่าครูต้องให้นักเรียน ได้เห็นรูปคำ เรียนรู้ความหมายของคำ ฝึกออกเสียงคำให้ถูกต้องจนเกิดมโนภาพในคำนั้น ๆ และ สามารถเขียนคำนั้น ๆ ได้ถูกต้อง ประภาศรีสีหอำไพ (2556 : 349) ได้เสนอแนะวิธีการสะกดคำไว้ดังนี้ 1. แบ่งกลุ่มให้นักเรียนค้นคว้าหาคำในเรื่องที่เรียนมาแลกเปลี่ยนกันบอกและเฉลย พร้อมทั้งเก็บคะแนนไว้ 2. รวบรวมศัพท์ไว้ในสมุดให้เป็นหมวดหมู่เรียบร้อย เช่น เรียงลำดับตามพยัญชนะ เรียงตามความหมาย ฯลฯ 3. ครูบอกให้เขียนแล้วตรวจโดยใช้บัตรคำและพจนานุกรมประกอบการสอน 4. แข่งขันกันสะกดคำยากบนกระดาน 5. ใช้เอกสารประกอบให้เลือกคำที่สะกดถูก 6. นำเกณฑ์การเขียนสะกดคำมาแต่งเป็นคำประพันธ์เพื่อให้จำได้ง่ายยิ่งขึ้น 7. ฝึกการเขียนเรียงความแล้วใช้พจนานุกรมตรวจตัวสะกดการันต์ของตนหรือของเพื่อน 8. หาประโยคหรือข้อความสั้น ๆ มาให้เติมคำ 9. เขียนรายงานคำที่มักสะกดผิด 10.นำเนื้อหาจากหลักภาษาไทย เช่น คำที่มาจากภาษาบาลีภาษาสันสกฤต คำสมาส สนธิคำควบกล้ำ ฯลฯ มาแต่งประโยครวมกันไว้ 11. กำหนดคำศัพท์ให้มาเขียนเป็นรูปประโยคหรือเรื่อง 12. ควรตรวจแก้ไขตัวสะกดในการฝึกเขียนทุกครั้งไม่ปล่อยให้นักเรียนสะกดผิดไว้ โดยไม่แก้ไข


38 ยุพา ส่งศิริ(2556 : 382) ได้เสนอแนะเกี่ยวกับการฝึกเขียนสะกดคำไว้ดังนี้ การสอนเขียนสะกดคำการันต์ควรฝึกในช่วงสั้น ๆ แต่ให้บ่อยครั้ง ควรนำคำที่นักเรียน มักเขียนผิดมาให้แก้ไข การที่จะให้นักเรียนจดจำได้นอกจากจะให้ท่องจำได้กันตรง ๆ แล้ว ควรทำด้วย การให้นักเรียนได้เห็นคำที่สะกดถูกต้องนั้นบ่อยๆ สนิท ตั้งทวี(2556 : 32-33) ได้เสนอแนะกิจกรรมการสอนเขียนสะกดคำไว้ดังนี้ 1. ครูจัดหาเรียงความซึ่งอาจจะเป็นข่าวหรือบทความมาแจกให้นักเรียนอ่านในเวลา ที่กำหนด แล้วให้นักเรียนลอกข้อความที่เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์และข้อคิดที่เห็นว่าดีมาส่งครูโดยที่ครู จะต้องเน้นในเรื่องความถูกต้องของการเขียน รวมทั้งความประณีตสวยงามของตัวหนังสือ 2. ครูมอบให้นักเรียนไปอ่านบทความจากหนังสือพิมพ์หรือจากวารสารต่าง ๆ แล้วให้ คัดลอกข้อความที่น่าสนใจลงไปในบัตรรายการ โดยบอกแหล่งที่มาของข้อความนั้นให้ชัดเจน 3. แบ่งกลุ่มให้ไปหาคำยากจากหนังสือเรียนหรือหนังสืออื่น ๆ มาแจกกันแล้วบอก ให้เขียน 4. รวบรวมคำศัพท์ต่างๆ โดยเขียนเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น อาจจะเรียงตาม ตัวอักษร หรือเรียงตามความหมาย 5. ให้นักเรียนแต่ละคนเขียนศัพท์ลงในบัตรคำ แล้วใช้คำเหล่านั้นเขียนเป็นข้อความ ลงบนแถบประโยค 6. แข่งขันสะกดคำยากบนกระดานหน้าชั้น 7. ให้นักเรียนเขียนประกาศ โฆษณา บัตรเชิญ หรือบัตรอวยพร โดยครูเน้นถึงความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงามและประณีต 8. ครูทำบัญชีคำยากแล้วนำมาให้นักเรียนเขียนเป็นคำ ๆ โดยเน้นความถูกต้องชัดเจน ครูอาจให้นักเรียนผลัดกันตรวจแล้วให้คะแนนแต่ละคน ให้นักเรียนบันทึกผลการสะกดคำยากของตน ไว้เพื่อดูพัฒนาการของตน 9. ครูให้นักเรียนแต่งประโยคโดยการกำหนดคำที่มักเขียนผิดให้เช่น กังสดาล ขโมย ครหา ประติมากรรม นัยน์ตา เวทมนต์ฯลฯ 10. ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นหมู่ๆ ให้แข่งขันเขียนคำที่มักเขียนผิด King (1995 : 15) ได้กล่าวถึงการฝึกให้มีความสามารถในการเขียนสะกดคำ ซึ่งมี6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การตรวจสอบ ได้แก่การตรวจสอบคำที่ให้นักเรียนเขียนสะกดคำอย่างระมัดระวัง เช่น คำที่มีอุปสรรคและคำที่มีปัจจัย เป็นต้น และให้นักเรียนบันทึกไว้ 2. การออกเสียง ได้แก่การให้นักเรียนออกเสียงคำที่เขียนให้ถูกต้อง เป็นต้น


39 3. การสะกดคำ ได้แก่ การฝึกให้นักเรียนหัดสะกดคำที่จะเขียนด้วยปากเปล่าโดย ออกเสียงดัง ๆ ให้นักเรียนทำเช่นนั้นหลาย ๆ ครั้ง 4. การเขียน ได้แก่การฝึกให้นักเรียนเขียนคำที่สะกดนั้น 5-10 ครั้ง แล้วตรวจ 5. ให้นักเรียนนำคำที่เขียนสะกดคำมาแต่งประโยค 6. การทบทวน หมายถึง ครูทบทวนคำที่เขียนสะกดแต่ละคำในการเรียนครั้งต่อไป Merrey (1999 : 64) ได้กล่าวถึงวิธีสอนการเขียนสะกดคำว่า การสร้างรายการของคำ ควรจะจัดขึ้นด้วยความรอบคอบ เช่น 1. คำนึงถึงความหมายของคำศัพท์แต่ละตัว 2. เน้นการป้องกันการเขียนผิดมากกว่าการแก้ไข และเน้นวิธีการสอนมากกว่าการสอน 3. เป็นคำที่มีความสำคัญต่อนักเรียนคือ เป็นคำที่นักเรียนต้องใช้เขียนอยู่เสมอ นอกจากนี้Merrey ได้เสนอความคิดเห็นต่อไปว่า มีวิธีสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ในคำแต่ละคำได้โดย 1. บอกความหมายของคำแต่ละคำด้วยคำพูด ท่าทาง จากรูปภาพ หรือวัสดุอื่น ๆ 2. สอนวิธีออกเสียงคำนั้น 3. สอนวิธีการจัดลำดับตัวอักษรในการเขียนคำนั้น จากข้อเสนอแนะการฝึกทักษะในการเขียนสะกดคำดังกล่าวพบว่า การที่จะให้นักเรียน สามารถเขียนสะกดคำได้ถูกต้องนั้น ครูผู้สอนต้องใช้กลวิธีการสอนหลายวิธีเพื่อเร้าความสนใจให้ นักเรียนเขียนสะกดคำอย่างสนุกสนาน มีความตั้งใจที่จะฝึกทักษะการเขียนสะกดคำและให้นักเรียน ทราบถึงความสำคัญในการเขียนสะกดคำให้ถูกต้อง เปิดโอกาสให้ได้ฝึกฝนเขียนคำยากเหล่านั้นบ่อยๆ จึง จะทำให้นักเรียนจดจำคำเหล่านั้นได้และเขียนถูกต้อง ปัญหาและสาเหตุในการเขียนสะกดค า สาเหตุของการเขียนสะกดคำผิดมีหลายประการดังที่นักการศึกษาได้กล่าวถึงสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้ Blair (1998 : 67) ได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับสาเหตุของการเขียนสะกดคำผิดสรุปได้ว่า สาเหตุต่าง ๆ อาจเนื่องมาจากความไม่พร้อมหรือข้อบกพร่องในด้านสุขภาพ ร่างกาย และอารมณ์ การออกเสียงและการรับฟังเสียงไม่ถูกต้อง การจำคำไปใช้อย่างผิด ๆ จำการเรียงลำดับอักษรไม่ได้ ได้รับการฝึกหรือการออกเสียงผิดมาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และไม่ได้รับแรงจูงใจหรือฝึกให้เขียนสะกดคำ Petty (1999 : 13) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบด้านต่าง ๆ ที่มีต่อความสามารถในการเขียน สะกดคำ เช่น ความสามารถในการอ่าน การฟัง การพูด เจตคติที่มีต่อการสะกดคำความเอาใจใส่ ในการเรียน สุขภาพทั่วไป และความสามารถพิเศษของแต่ละคน องค์ประกอบเหล่านี้จะมีผลกระทบ ต่อความสามารถทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนทั้งสิ้น


40 นพดล จันทร์เพ็ญ และคนอื่นๆ (2555 : 547-548) ได้กล่าวถึงสาเหตุที่เด็กสะกดคำผิด มีดังนี้ 1. ครูมีความรู้ไม่ดีพอ เขียนหนังสือไม่ถูกต้อง 2. สิ่งตีพิมพ์ตำรับตำรา โฆษณา ป้ายประกาศ ชื่อห้างร้าน แม้กระทั่งตัวหนังสือในรถ โดยสารยังมีการสะกดตัวหนังสือผิด 3. โทรทัศน์สะกดตัวหนังสือผิด เด็กคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็เลยเอาอย่าง 4. ผู้ปกครองและคนในบ้านของเด็กเขียนหนังสือผิด 5. โรงเรียนจัดครูภาษาไทยไม่เหมาะสมเอาคนที่ไม่สนใจไม่ถนัดในวิชาภาษาไทยมาสอน 6. ครูอื่น ๆ ในโรงเรียนไม่สนใจว่าจะสะกดคำผิดหรือถูก ไม่มีการแก้ไข ปล่อยให้คำผิด ปรากฏในสายตาเด็กเสมอ 7. เด็กไม่สนใจ เรียนมาไม่ดีพอ เด็กไม่มีความรู้เรื่องหลักภาษา ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม (2555 : 160-161) ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจ เกี่ยวกับสาเหตุการเขียนสะกดคำผิด โดยคำนึงถึงตัวเด็กเป็นประเด็นสำคัญ พร้อมทั้งได้เสนอแนะ การฝึกสะกดคำโดยพิจารณาจากสาเหตุการเขียนสะกดคำของนักเรียน ดังนี้ 1. สะกดผิดเพราะความเลินเล่อ 1.1 เด็กที่เขียนเลินเล่อและอ่านไม่เก่ง ครูควรฝึกด้านการอ่านให้ก่อนแล้วค่อยมา ฝึกหัดเขียนโดยให้สัมพันธ์กับเรื่องที่อ่าน 1.2 เลินเล่อแต่อ่านเก่ง ครูต้องให้เด็กเข้าใจว่าการสื่อความคิดจะมีประสิทธิภาพดี เพียงใดขึ้นอยู่กับความถูกต้องในการเขียนและการสะกดคำด้วย 2. สะกดคำผิดเพราะไม่ชอบอ่าน เด็กที่ไม่ชอบอ่านมักจะขาดความสังเกตขาด ประสบการณ์ควรแก้ไขด้วยการหาหนังสือดีๆ ที่นอกเหนือจากตำราเรียนมาอ่านหรือฝึกใช้ พจนานุกรมเมื่อสงสัยในตัวสะกดตัวใด 3. สะกดผิดเพราะแยกเสียงไม่ดีอาจมีความบกพร่องทางด้านการฟัง ควรแก้ไขด้วย การเน้นทักษะการฟัง 4. สะกดผิดเพราะสายตาไม่ดีเนื่องมาจากเป็นคำที่คล้ายคลึงกัน เช่น กาน กานต์เป็นต้น ควรแก้ไขด้วยการฝึกจำแนกคำ ฝึกสังเกตตัวสะกดอย่างละเอียด หากมีการอ่านไม่ดีขึ้น อาจใช้วิธีใช้นิ้ว ลากหรือสัมผัสไปตามอักษร จนกระทั่งจำตัวสะกดได้และให้เขียนคำในรูปประโยคหรือเล่าเรื่อง เมื่อ คล่องขึ้นก็ตัดอันแรกออกไป เขียนสะกดคำโดยไม่ต้องใช้การสัมผัสแต่ใช้มองด้วยสายตา 5. สะกดผิดเพราะขาดหลักเกณฑ์แก้ไขด้วยการให้เข้าใจหลักเกณฑ์นั้น ๆ เช่น หลักการ ใช้สระไอไม้ม้วน “ ใ ” เป็นต้น


41 จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า สาเหตุที่ทำให้การเขียนสะกดคำผิดเป็นเพราะไม่ทราบ ความหมายของคำ ใช้แนวเทียบที่ผิดออกเสียงผิด การรับฟังไม่ถูกต้อง รูปวรรณยุกต์ผิดจึงทำให้เขียนผิด เขียนผิดเพราะไม่รู้หลักภาษาอิทธิพลของภาษาถิ่น ขาดการสังเกตและผู้ใช้ภาษาถือความสะดวกเป็นใหญ่ ในการเขียนเป็นผลให้การเขียนสะกดคำผิด แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ ความหมายของแบบฝึกทักษะ การที่จะเรียนภาษาไทยได้ดีนั้นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ และให้ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะทางภาษาได้คล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพ ดังที่ กมล ดิษฐกมล (2554 : 16) ได้กล่าวถึงกลวิธีการสอนวิชาทักษะไว้ว่า หัวใจของการสอนวิชาทักษะ อยู่ที่การฝึก (Drill) การฝึกอย่างถูกวิธีเท่านั้นจะทำให้เกิดความชำนาญ ทักษะทางด้านภาษาเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องฝึกให้แก่ นักเรียนเพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในการติดต่อสิ่งความหมายอันเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของ การสอนภาษา ลำดับขั้นของการฝึกทักษะ มีดังนี้ 1. ให้นักเรียนเข้าใจวิธีการเสียก่อน เช่น วิธีออกเสียง “ ร ” “ ล ” เป็นต้น 2. เมื่อแน่ใจว่านักเรียนเข้าใจวิธีการแล้วจึงลงมือฝึกโดยการให้ทำแบบฝึกหัดหรือ กิจกรรมเพื่อฝึกทักษะที่ต้องการ 3. ฝึกบ่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอไม่ทิ้งระยะจนนักเรียนลืม 4. แบบฝึกหรือกิจกรรมการฝึกทักษะจำเป็นต้องทำซ้ำ ๆ กัน แต่ทั้งนี้ครูควรพลิกแพลง ให้แบบฝึกหรือกิจกรรมมาในรูปต่าง ๆ กัน เพื่อนักเรียนจะได้ไม่เบื่อหน่ายต่อการฝึกนั้น ๆ 5. ติดตามผลเพื่อสังเกตดูความก้าวหน้าของนักเรียนภายหลังการฝึกไปแล้วใน ระยะเวลาหนึ่ง การติดตามผลจะช่วยให้ครูทราบว่านักเรียนคนไหนมีทักษะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดและ ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของนักเรียนเป็นรายบุคคลซึ่งไม่เหมือนกันอย่าปล่อยให้ข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านไป โดยถือว่าไม่สำคัญ เพราะนักเรียนจะติดเป็นนิสัยนอกจากนี้ยังรวมถึงการเอาใจใส่ของครูใน การควบคุมการฝึกอย่างใกล้ชิดไม่ควรปล่อยให้เด็กไปฝึกกันเองโดยครูไม่ตรวจแบบฝึกหัด การสร้างแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุตาม วัตถุประสงค์ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนการสอน ที่เกี่ยวกับการฝึกทักษะต่าง ๆ การเขียนเป็นการฝึกทักษะทางภาษา การเรียนแต่เฉพาะในบทเรียน เพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้นักเรียนเกิดทักษะทางการเขียนสะกดคำได้อย่างดีครูจึงต้อง สร้างและนำแบบฝึกไปใช้ในการเรียนการสอน ดังนั้น ครูจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ


42 การสร้างแบบฝึก เพื่อที่จะสามารถสร้างแบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพสูง เหมาะสมกับระดับความรู้ ความสามารถของนักเรียน มีนักการศึกษาและผู้รู้กล่าวถึงความสำคัญและเสนอแนะ หลักการสร้าง แบบฝึกที่ดีไว้หลายประการสรุปได้ดังนี้ ก่อ สวัสดิพานิชย์(2554 : 20) เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกทักษะไว้ว่า ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ครูต้องเตรียมแบบฝึกให้ตอบว่าจะใช้แบบฝึกแบบใดและแบบฝึกนั้น ๆ จะช่วยฝึก ทักษะทางภาษาจนเด็กสามารถนำทักษะที่ฝึกนั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่อย่างไร 2. ใช้แบบฝึกสั้นแต่หลายแบบ เพื่อฝึกทักษะในเรื่องเดียวกันเด็กจะไม่เบื่อ แต่เกิด ความสนุกสนานและมีความแม่นยำในเรื่องที่จะฝึก 3. ฝึกสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น จับคู่หัวใจ เก็บผลไม้ฯลฯ 4. การประเมินผลนั้นต้องประเมินเพื่อดูความก้าวหน้าของเด็ก และเพื่อประเมินค่า แบบฝึกว่าจะช่วยให้เด็กก้าวหน้าเพียงใด ถ้าเด็กไม่มีความก้าวหน้าครูต้องสนใจที่จะค้นหาสาเหตุว่า เป็นเพราะอะไร 5. การประเมินผลนั้นไม่ควรนำเด็กไปเปรียบเทียบกับกลุ่ม แต่ควรให้เด็กได้เปรียบ เทียบกับตนเอง นิภา เล็กบำรุง (2555 : 14-15) ได้กล่าวถึงหลักการให้แบบฝึกแก่นักเรียนไว้ว่าครูควรมี หลักในการให้แบบฝึกเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียน ดังนี้ 1. แบบฝึกต้องแจ่มแจ้งและแน่นอน ครูต้องอธิบายวิธีทำอย่างชัดเจนให้นักเรียน เข้าใจถูกต้อง และกำหนดขอบเขตให้แน่นอนไม่กว้างขวางเกินไป 2. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะกับวัยและพื้นฐานความรู้ของนักเรียน 3. แบบฝึกควรเป็นเรื่องที่นักเรียนได้เรียนมาแล้ว เพราะความรู้หรือประสบการณ์เดิม ย่อมเป็นรากฐานหรือประสบการณ์ที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายและสะดวกขึ้น 4. ชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจถึงความสำคัญของแบบฝึก เพื่อให้นักเรียนมองเห็นคุณค่า อันเป็นเครื่องเร้าใจให้นักเรียนทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี 5. ครูต้องเร้าความสนใจของนักเรียนให้มีต่อแบบฝึกทักษะ 6. ครูควรเป็นผู้ตั้งปัญหาขึ้นและปัญหานั้นไม่ยากเกินความสนใจของนักเรียนแต่เร้าใจ ให้อยากรู้อยากเห็นและยั่วให้นักเรียนแก้ปัญหา 7. การให้นักเรียนรู้เค้าโครงเสียก่อนจะเป็นเครื่องเร้าใจนักเรียนให้ทำต่อไปจนสำเร็จ 8. เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แบบฝึกทักษะที่กำหนดสำหรับ นักเรียนเก่ง นักเรียนปานกลางและนักเรียนอ่อนนั้นควรยากง่ายต่างกัน แต่ถ้าให้แบบฝึกอย่างเดียวกัน ก็ ควรจะพิจารณาด้านคุณภาพของแบบฝึกทักษะให้แตกต่างกันหรือให้เด็กที่เรียนอ่อนมีเวลามากกว่า


43 นวลใย หนูมี(2556 : 34-35) ให้ข้อเสนอแนะว่าการฝึกเขียนสะกดคำไม่ควรเกินครั้งละ 10 คำ เพื่อให้นักเรียนสามารถเขียนสะกดคำได้ถูกต้อง และไม่เบื่อหน่าย แบบฝึกควรมีความยากง่าย เหมาะสมกับวุฒิภาวะและความสามารถของผู้เรียน แบบฝึกควรมีกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง และควร คำนึงถึงเวลาที่ใช้ในการฝึกด้วย ควรมีการเปรียบเทียบการสอนโดยใช้แบบฝึกกับ เครื่องมืออื่น ๆ ผู้วิจัย แบ่งเนื้อหาของการฝึกออกเป็น 8 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 ฝึกการสะกดคำที่ประวิสรรชนีย์ ชุดที่ 2 ฝึกการเขียนสะกดคำที่ใช้ตัวการันต์และคำที่ไม่ใช้ตัวการันต์ ชุดที่ 3 ฝึกการเขียนสะกดคำที่ใช้ตัวการันต์ ชุดที่ 4 ฝึกการเขียนสะกดคำที่ใช้ไม้หันอากาศ และ รร ชุดที่ 5 ฝึกการเขียนสะกดคำที่ใช้ตัวสะกดในมาตราแม่กด ชุดที่ 6 ฝึกการเขียนสะกดคำที่ใช้ตัวสะกดในมาตราแม่กน ชุดที่ 7 ฝึกการเขียนสะกดคำที่ใช้อักษรควบกล้ำ ชุดที่ 8 ฝึกการเขียนสะกดคำที่มีอักษรนำ จากข้อเสนอแนะของนักการศึกษาเกี่ยวกับหลักการสร้างแบบฝึก และหลักการสร้าง แบบฝึกการเขียนสะกดคำต่าง ๆ ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการสอนทักษะการเขียนสะกดคำนั้น ควรจัดให้ นักเรียนได้มีโอกาสฝึกทักษะซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง โดยจัดกิจกรรมให้หลากหลายเพื่อให้นักเรียนเกิด ความสนุกสนานในการฝึก และควรจัดเนื้อหาการสอนสะกดคำที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันของนักเรียน หลักการทางจิตวิทยาในการสร้างแบบฝึกทักษะ ในการสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำเพื่อใช้ในการสอนนั้น ต้องใช้หลักการทางจิตวิทยา การศึกษาเข้าช่วย เพื่อให้แบบฝึกที่สร้างขึ้นนั้นมีความสมบูรณ์เหมาะที่จะนำไปใช้กับนักเรียนให้สอดคล้อง กับวัย ความสามารถ ความสนใจของนักเรียน หลักจิตวิทยาการศึกษาที่เกี่ยวข้องมีหลายประการ ดังที่ พรรณีชูทัย (2552 : 142) ได้สรุปแนวความคิดของนักจิตวิทยาการศึกษาไว้ดังต่อไปนี้ 1. กฎแห่งผล หมายถึง หลักการของธอร์นไดค์ที่ว่าการกระทำใด ๆ ก็ตามถ้าเป็นสิ่งที่ ผู้กระทำพึงพอใจก็จะทำพฤติกรรมนั้นๆซ้ำอีกในทางตรงข้ามการกระทำใดๆ ถ้ามีผลที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ ผู้กระทำจะเลิกทำพฤติกรรมนั้น ดังนั้นแบบฝึกที่สร้างขึ้นตามหลักจิตวิทยาข้อนี้จึงต้องให้นักเรียน สามารถทำแบบฝึกนั้นได้พอสมควร มีคำเฉลยให้นักเรียนสามารถตรวจคำตอบได้หลังจากทำแบบฝึก เสร็จแล้ว 2. การฝึกหัด หมายถึงสรุปผลจากการทดลองของวัตสันที่ว่าการเรียนรู้เกิดจากการฝึกหัด และความใกล้ชิด โดยเฉพาะการฝึกหัดนั้นเป็นการแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าหนึ่งซ้ำ ๆ เพื่อให้จำได้คงทน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นในการฝึกทักษะต่าง ๆ ดังนั้น การสร้างแบบฝึกตามหลักจิตวิทยานี้


44 จึงควรเน้นให้มีการกระทำซ้ำๆเพื่อให้จำคำได้นานและสามารถเขียนได้ถูกต้องเพราะการเขียนเป็นทักษะที่ ต้องฝึกหัดอยู่เสมอ 3. การเสริมแรง หมายถึง หลักการของธอร์นไดค์ที่ว่าการกระทำใดๆถ้าได้รับการเสริมแรง จะทำให้มีแนวโน้มให้เกิดการกระทำนั้น ๆอีกส่วนการกระทำใดๆ ที่ไม่ได้รับการเสริมแรงย่อมลดความถี่ ของการกระทำนั้น ๆให้ห่างและหายไป ดังนั้น การเรียนการสอนผู้เรียนมีปัญหาอยู่แล้วครูจึงควรเสริมแรง ด้วยการให้กำลังใจอย่างดีแก่นักเรียนเพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง และรู้สึก ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำ 4. แรงจูงใจ เป็นสิ่งสำคัญในการเรียน ครูต้องรู้จักกระตุ้นให้นักเรียนตื่นตัว อยากรู้ อยากเรียน แบบฝึกที่น่าสนใจจะเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ทำให้นักเรียนอยากทำอยากฝึกและเกิด การเรียนรู้ นอกจากนี้สุจริต เพียรชอบและสายใจ อินทรัมพรรย์(2555 : 52) ได้ศึกษาหลักจิตวิทยา ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนซึ่งสามารถนำไปใช้ในการสร้างแบบฝึกได้ดังต่อไปนี้ 1. กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์เกี่ยวกับกฎการฝึกหัดที่สอดคล้องกับการทดลองของ วัตสัน นั่นคือสิ่งใดก็ตามที่มีการฝึกหัดหรือกระทำบ่อย ๆ ย่อมทำให้ผู้ฝึกคล่องแคล่ว สามารถทำได้ดี ในทางตรงกันข้ามสิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้รับการฝึกหัด ทอดทิ้งไปนานแล้วย่อมทำได้ไม่ดีเหมือนเดิมต่อเมื่อ มีการฝึกฝนหรือกระทำซ้ำ ๆ ก็จะช่วยให้เกิดทักษะเพิ่มขึ้น 2. ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสิ่งที่ครูควรคำนึงด้วยว่านักเรียนแต่ละคนมีความรู้ ความถนัด ความสามารถ และความสนใจที่ต่างกัน ฉะนั้นในการสร้างแบบฝึกจึงควรพิจารณาถึงความ เหมาะสม ไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป และควรมีหลายแบบ 3. การจูงใจผู้เรียนนั้นครูสามารถทำได้โดยการจัดแบบฝึกจากง่ายไปหายาก เพื่อดึงดูด ความสนใจของนักเรียน เป็นการกระตุ้นให้ติดตามต่อไป และทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการ ทำแบบฝึก นอกจากนั้นการใช้แบบฝึกสั้น ๆ จะช่วยไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย 4. การนำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตและการเรียนรู้มาให้นักเรียนได้ทดลองทำ ภาษา ที่ใช้พูดใช้เขียนในชีวิตประจำวันจะทำให้ผู้เรียนได้เรียน และทำแบบฝึกสิ่งที่ใกล้ตัว นอกจากจะจำได้ แม่นยำแล้ว นักเรียนยังสามารถนำหลักและความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย หลักจิตวิทยาดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจะช่วยเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกที่ดีและ น่าสนใจ เหมาะกับวัย และความสามารถของนักเรียน ทั้งช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างสนุกสนาน นักเรียนมีความพอใจที่จะเรียนและประสบผลสำเร็จในการเรียนนั้น ลักษณะของแบบฝึกที่ดี ในการสร้างแบบฝึกสำหรับเด็กมีองค์ประกอบหลายประการซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้


Click to View FlipBook Version