45 ศศิธร สุทธิแพทย์(2554 : 72) ได้ศึกษาพบว่าแบบฝึกที่นักเรียนสนใจและกระตือรือร้น ที่จะทำเป็นแบบฝึกที่มีลักษณะดังนี้ 1. ใช้หลักจิตวิทยา 2. สำนวนภาษาง่าย 3. ให้ความหมายต่อชีวิต 4. คิดได้เร็วและสนุก 5. ปลุกความสนใจ 6. เหมาะกับวัยและความสามารถ 7. อาจศึกษาด้วยตนเอง นิตยา ฤทธิ์โยธี(2552 : 1) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้ 1. เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดับ วัย หรือความสามารถของเด็ก 3. มีคำชี้แจ้งสั้น ๆ ที่ทำให้เด็กเข้าใจวิธีทำได้ง่าย 4. ใช้เวลาเหมาะสมคือ ไม่ใช้เวลานานหรือเร็วเกินไป 5. เป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ River (1999 : 97-105) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้ 1. ต้องมีการฝึกนักเรียนมากพอสมควรในเรื่องหนึ่งๆก่อนที่จะมีการฝึกเรื่องอื่น ๆต่อไป ทั้งนี้แบบฝึกต้องสร้างขึ้นเพื่อการสอนมิใช่สร้างขึ้นเพื่อทดสอบ 2. แต่ละบทควรฝึกโดยใช้แบบประโยคเพียงหนึ่งแบบเท่านั้น 3. ฝึกโครงสร้างใหม่กับสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้ว 4. ประโยคที่ฝึกควรเป็นประโยคสั้น ๆ 5. ประโยคและคำศัพท์ควรเป็นแบบที่ใช้พูดกันในชีวิตประจำวันที่นักเรียนรู้จักดีแล้ว 6. เป็นแบบฝึกที่นักเรียนใช้ความคิดด้วย 7. แบบฝึกควรมีหลาย ๆ แบบ เพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย 8. ควรฝึกให้นักเรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนแล้วไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ Harless (1998 : 93-94) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกไว้ว่าการเขียนแบบฝึกต้องแน่ใจ ใน ภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียน และควรสร้างโดยใช้หลักจิตวิทยาในการแก้และสนองตอบ ดังนี้ 1. ใช้แบบฝึกหลาย ๆ ชนิด เพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจ 2. แบบฝึกที่จัดทำขึ้นนั้นต้องให้นักเรียนสามารถแยกออกมาพิจารณาได้ว่าแต่ละแบบ แต่ละข้อต้องการให้ทำอะไร 3. ให้นักเรียนได้ฝึกการตอบแบบฝึกแต่ละชนิด แต่ละรูปแบบว่ามีวิธีการตอบอย่างไร
46 4. นักเรียนได้มีโอกาสตอบสนองสิ่งเร้าดังกล่าว ด้วยการแสดงออกทางความสามารถ และความเข้าใจลงในแบบฝึก 5. นักเรียนได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนมาตอบในแบบฝึกให้ตรงเป้าหมายที่สุด ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะมีประโยชน์ต่อการเรียนวิชาทักษะมาก มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวไว้ ดังนี้ Petty (1999 : 469-472) ได้กล่าวไว้ว่า 1. แบบฝึกทักษะเป็นส่วนที่เพิ่มหรือเสริมหนังสือเรียน เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลด ภาระของครูได้มากเพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบ 2. แบบฝึกทักษะช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษา เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กฝึกทักษะ การใช้ภาษาได้ดีขึ้น แต่ต้องอาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่จากครูผู้สอน 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษา แตกต่างกัน การให้เด็กทำแบบฝึกทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของเขาจะช่วยให้เด็กประสบ ผลสำเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น 4. แบบฝึกทักษะช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทนโดยกระทำ ดังนี้ 4.1 ฝึกทันทีหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้เรื่องนั้น ๆ 4.2 ฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง 4.3 เน้นเฉพาะเรื่องที่ต้องการฝึก 5. แบบฝึกทักษะที่จะใช้เครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง 6. แบบฝึกทักษะที่จัดทำขึ้นเป็นรูปเล่ม เด็กสามารถเก็บรักษาไว้ใช้เป็นแนวทางเพื่อ ทบทวนด้วยตนเองได้ต่อไป 7. การให้เด็กทำแบบฝึกทักษะช่วยทำให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็ก ได้ชัดเจนซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที 8. แบบฝึกทักษะที่จัดขึ้นนอกเหนือจากที่อยู่ในหนังสือแบบเรียนจะช่วยให้เด็กได้ ฝึกฝนอย่างเต็มที่ 9. แบบฝึกทักษะที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยจะช่วยให้ครูประหยัดทั้งแรงงาน และเวลา ในการที่จะต้องเตรียมสร้างแบบฝึกทักษะอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝึกทักษะ จากตำราเรียนทำให้มีโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ มากขึ้น
47 10.แบบฝึกทักษะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการจัดพิมพ์ขึ้นเป็นรูปเล่มที่แน่นอน ย่อมลงทุนต่ำกว่าที่พิมพ์ลงในกระดาษไขทุกครั้ง และผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้า ของตนเองได้อย่างมีระบบและเป็นระเบียบ จากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะดังกล่าวสรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อที่จำเป็นต่อ การฝึกทักษะทางภาษาของนักเรียน และการฝึกแต่ละทักษะนั้นควรมีหลาย ๆ รูปแบบ เพื่อนักเรียน จะได้ไม่เบื่อ แบบฝึกทักษะนอกจากจะเป็นสื่อที่สำคัญต่อการเรียนทักษะทางภาษาของนักเรียนแล้ว ยังมีประโยชน์สำหรับครูในการสอนทำให้ทราบพัฒนาการทางทักษะนั้น ๆของเด็กและเห็นข้อบกพร่องใน การเรียนซึ่งจะได้แก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงทีทำให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จทางการเรียน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ อรทัย นุตรดิษฐ (2550 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ความมุ่งหมายของการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้แบบฝึก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2550 ของโรงเรียนในโครงการร่วมพัฒนาหลักสูตร สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดราชบุรีและจังหวัดสมุทรสงคราม ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ก่อนการสอนโดยใช้แบบฝึก การเขียนสะกดคำนักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำ ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 49.48 ต่ำกว่าระดับความน่าพอใจ (ร้อยละ 50) หลังการสอนโดยใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำนักเรียน ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำ ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 67.63 สูงกว่าระดับความน่าพอใจ (ร้อยละ 50) และการเปรียบเทียบคะแนนสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำ ก่อนและหลังการสอนโดยการใช้ แบบฝึกของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่คะแนนผลสัมฤทธิ์ หลังการสอนสูงกว่าก่อนเรียน พงศ์จันทร์ปิ่นสุวรรณ (2552 : 2-3) ได้ศึกษาเรื่องการวิเคราะห์แบบของการเขียนสะกด การันต์และพยางค์ในภาษาไทยจากบรรดาคำในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พบว่า มีสาเหตุ ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความยุ่งยากหลายประการคือ 1. ธรรมชาติของภาษาซึ่งมีสัญลักษณ์คือ พยัญชนะ 44 ตัว แต่มีเสียงเพียง 21 เสียง จึงทำให้เสียงซึ่งใช้ตัวอักษรแทนได้หลายตัว หรือตัวอักษรตัวเดียวกันสามารถแทนได้หลายเสียง
48 2. ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการถ่ายทอดเสียงลงเป็นตัวอักษร เพราะภาษาไทยมีวิธี เขียนได้หลายแบบ อาทิคำที่มีความหมายต่างกันแต่เสียงเดียวกัน เช่น ค่า ข้า ฆ่า 3. ภาษาไทยยืมคำจากต่างประเทศมาใช้มาก และยังยืมวิธีการเขียนแทนเสียงหรือ ถ่ายทอดรูปเขียนจากภาษาเดิมมาใช้ด้วย โดยมีแนวโน้มที่จะรักษาหรือถ่ายทอดรูปของการเขียน แบบเดิมไว้ซึ่งมักจะไม่ตรงกับอักขรวิธีของไทยตามปกติจึงทำให้มีการเขียนซับซ้อนและมากแบบยิ่งขึ้น 4. ในพจนานุกรมมีคำจำนวนหนึ่งซึ่งมีวิธีการเขียนที่ต่างไปจากเสียงพูดซึ่งมีผู้ใช้อยู่ใน ภาษาปัจจุบัน เช่น ประณีต อีหลุยฉุยแฉก ทำให้การเขียนคำเหล่านี้ผิดไปจากพจนานุกรมได้ง่ายและ นอกจากนี้ยังปรากฏคำซึ่งไม่มีที่ใช้ในปัจจุบันเลย หรือคำจำนวนมากที่มีใช้และเป็นที่ยอมรับกัน ในภาษาปัจจุบัน แต่ไม่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมจึงไม่อาจจะกำหนดได้แน่นอนว่ามีวิธีเขียนอย่างไร พนมวัน วรดลย์(2552 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการสร้างแบบฝึกหัดการเขียนสะกดคำของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 คน ใช้เวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 3 คาบ (คาบละ 20 นาที) ทำการสอนใน เวลาเรียนปกติทุกวัน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 09.30-10.30 น. ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกหัด การเขียนสะกดคำ มีผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (E1 ) และผลลัพธ์(E2 ) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 85.74 / 82.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เกณฑ์ที่ตั้งไว้เท่ากับ 80 / 80 และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางการเขียนสะกดคำก่อนและหลังการใช้แบบฝึกหัดเขียนสะกดคำ พบว่า ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำหลังได้รับการสอนด้วยแบบฝึกหัดการเขียนสะกดคำสูงกว่าก่อนได้รับการสอน ด้วยแบบฝึกหัดการเขียนสะกดคำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พิมล แจ่มแจ้ง (2552 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการสร้างชุดฝึกซ่อมเสริมการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกซ่อมเสริม การเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์80 / 80 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดดิสหงสาราม เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการสอน โดยใช้ชุดฝึก ซ่อมเสริมการเขียนสะกดคำที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ใช้เวลาในการทดลอง13 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ข้อมูล ได้แก่ชุดฝึกซ่อมเสริมการเขียนสะกดคำ ประกอบด้วยชุดย่อย จำนวน 5 ชุด แผนการสอนซ่อม เสริมประกอบชุดฝึกซ่อมเสริมการเขียนสะกดคำแบบฝึกซ่อมเสริมการเขียนสะกดคำ แบบทดสอบท้าย ชุดฝึกซ่อมเสริมการเขียนสะกดคำ และแบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนสะกดคำ ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกซ่อมเสริมการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 89.22 / 82.01 งามจิตต์อำไพ (2553 : 95) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสะกดการันต์ ระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในกรุงเทพมหานคร เป็นนักเรียนชาย 208 คน นักเรียนหญิง
49 208 คน และในเขตการศึกษา 1 เป็นนักเรียนชาย 205 คน นักเรียนหญิง 198 คน รวมทั้งสิ้น 819 คน ผลการวิจัย พบว่า 1. นักเรียนหญิงมีความสามารถในการเขียนสะกดการันต์สูงกว่านักเรียนชาย 2. นักเรียนชายและนักเรียนหญิงในกรุงเทพมหานครมีความสามารถในการเขียน สะกดการันต์สูงกว่านักเรียนหญิงและชายในเขตการศึกษา 1 บุญมา สังข์โพธิ์(2553 : 41) ได้สร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยากสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่2 แล้วนำไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 โรงเรียนบ้านกาสเมฆ จังหวัดลำปาง จำนวน 50 คน ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 98.74/84.20 และคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า นักเรียนมีความสามารถทางการเขียนสะกดคำยากดีขึ้น มณฑนา วัฒนถนอม (2553 : 61) วิจัยเรื่อง เปรียบเทียบการสอนซ่อมเสริมทักษะการเขียน สะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างวิธีฝึกสะกดคำและวิธีสัมพันธ์ทักษะทดลองสอน นักเรียนจำนวน 40 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ใช้เวลาสอนกลุ่มละ 9 คาบ คาบละ 60 นาทีโดยแบ่งเนื้อหา การสอนออกเป็น 9 คาบ ผลการวิจัยพบว่า การซ่อมเสริมทั้งสองวิธีทำให้นักเรียนทั้งสองกลุ่มมี ความสามารถในการเขียนสะกดคำสูงขึ้น การสอนโดยวิธีสัมพันธ์ทักษะให้ผลดีกว่าการสอนโดยวิธี ฝึกสะกดคำเพียงอย่างเดียว สมบูรณ์ศุภจริยาวัตร (2553 : 41) ได้สร้างแบบฝึกการเขียนสะกดการันต์สำหรับ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูงปีที่1 แล้วนำไปใช้กับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาการศึกษาชั้นสูงปีที่ 1 วิทยาลัยครูฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 36 คน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีปัญหาในการเขียนสะกดการันต์มากหลังจากการฝึกแล้ว นักศึกษาสามารถเขียนสะกด การันต์ได้ถูกต้องมากขึ้น โดยการนำผลการสอบก่อนและหลังฝึกมาเปรียบเทียบกันปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ ในการเขียนสะกดการันต์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 แสดงว่าแบบฝึกที่สร้างขึ้นนี้ช่วยพัฒนาให้ นักศึกษามีความสามารถทางการเขียนสะกดคำเพิ่มขึ้น สุภาพ ดวงเพ็ชร (2553 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบความสามารถและความคงทน ในการเขียนสะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกทักษะ การเขียนสะกดคำกับการใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครูผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการเขียนสะกดคำ ภาษาไทยของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำกับนักเรียนที่ได้รับ การสอนโดยการใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครู แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พัฒนาการของความสามารถในการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยการใช้ แบบฝึกทักษะการเขียนคำสะกดคำและของนักเรียน ที่ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครู
50 ก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความคงทน ในการเขียน สะกดคำภาษาไทยทั้งสองกลุ่มแตกต่างกัน ขจีรัตน์หงษ์ประสงค์(2554 : 97) ได้สร้างแบบฝึกคำพ้องเสียงขึ้นแล้วนำไปใช้กับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กรุงเทพมหานคร จำนวน 60 คน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถทางการเขียนสะกดคำพ้องเสียงเพิ่มขึ้นหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกแล้ว โดยเปรียบเทียบผลการสอบก่อนและหลังเรียนปรากฏว่าคะแนนความก้าวหน้า ในการเขียนสะกดคำพ้องเสียงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าแบบฝึกที่สร้างขึ้น ช่วยให้นักเรียนเขียนสะกดคำพ้องเสียงได้ถูกต้องมากขึ้น สุรีพร แย้มฉาย (2554 : 56) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยเรื่อง การเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ มัชฌิมจังหวัด นครสวรรค์โดยวิธีสอนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำกับการสอนแบบธรรมดา จำนวน 10 ห้องเรียน รวม 450 คน ผลการวิจัยพบว่า เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกชุดนี้แล้ว นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำสูงขึ้นและนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการสอนแบบธรรมดา บุญปก อ่อนเผ่า (2556 : 61) ได้ศึกษาความสามารถทางการเขียนสะกดคำภาษาไทยของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา ในกรุงเทพมหานคร พบว่า ความสามารถในการเขียนสะกดคำของนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 67.07 จิราภรณ์ ฉัตรทอง (2555 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษา การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ และครู ต้องการให้พัฒนา แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยนำคำ 1 พยางค์ คำ 2 พยางค์ คำ 3 พยางค์และคำ 4 พยางค์ มาสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน ภาษาไทย จากคำที่ง่ายไปหาคำที่ยากขึ้นผล ที่ได้จากแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน และผู้ปกครองพบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน ภาษาไทย มีประโยชน์ ทำให้อ่านออก เขียนได้ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและการสัมภาษณ์ ผู้บริหาร ครูพบว่า ควรนำแบบฝึกไปเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางในการทำแบบฝึกทักษะ สำหรับวิชาอื่นๆ 2) แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที 3 ที่มีความ บกพร่องทางการได้ยินประกอบด้วย คำนำ วัตถุประสงค์ คำชี้แจง แบบฝึกการอ่านและการเขียน คำ 1 พยางค์ คำ 2 พยางค์ คำ 3 พยางค์และคำ 4 พยางค์ จำนวน 11 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วย แบบทดสอบการอ่านและการเขียนคำก่อนเรียน แบบฝึกการอ่าน แบบฝึกการเขียนแบบทดสอบ การอ่านและการเขียนหลังเรียน แบบฝึกทักษะดังกล่าวมีประสิทธิภาพ 80.17/81.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์
51 ที่กำหนดไว้ 80/80 3) การทดลองใช้แบบฝึก ใช้เวลาทั้งหมด 6 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 1-5 สอนสัปดาห์ละ 15 คาบ สัปดาห์ที่ 6 ใช้เวลา 6 คาบๆ ละ 20 นาที รวมใช้เวลาทั้งหมด 81 คาบ โดยผู้วิจัยเป็น ผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง พบว่านักเรียนให้ความสนใจตั้งใจทำแบบฝึกทักษะสามารถอ่านและเขียน คำได้ถูกต้อง ยิ่งขึ้น แบบฝึกเข้าใจง่ายทำให้นักเรียนมีความเพลิดเพลินในการทำแบบฝึกทักษะการอ่าน และการเขียนภาษาไทย 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ 0.05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนหลังการใช้ แบบฝึกทักษะสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการอ่านและการเขียนก่อนการใช้ นักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ และครูมีความคิดเห็น ว่าแบบฝึกมีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนทำให้นักเรียนมี ความเข้าใจ ภาษาไทยด้านการอ่านและการเขียน สนใจในการเรียน นักเรียนมีความคิดเห็นว่าแบบฝึก ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและเข้าใจง่าย สมจิตร เสาร์ศรีจันทร์(2555 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษา การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการ ฝึกทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทยของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ที่สร้างขึ้น กับการฝึกตามปกติผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่า ก่อนการเรียน ทั้งกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ และกลุ่มควบคุมที่เรียน ตามปกติ 2. ผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มทดลอง ซึ่งเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะการเขียนสะกดคำสูงกว่า กลุ่มควบคุมที่เรียนตามปกติ โดยมีค่าความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยุพิน อินทะยะ (2555 : 59-93) ได้ศึกษาความสามารถในการเขียนสะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างประชากร ซึ่งเป็นนักเรียน ชาย 141 คน นักเรียนหญิง 201 คน รวมทั้งสิ้น 342 คน ผลการวิจัย พบว่า 1. ความสามารถทางการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ คิดเป็นร้อยละ 56 2. นักเรียนหญิงมีความสามารถในการเขียนสะกดคำสูงกว่านักเรียนชาย 3. นักเรียนที่ศึกษาในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่มีความสามารถทางการเขียน สะกดคำภาษาไทยสูงกว่านักเรียนที่เคยศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก 4. ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเภทและขนาดของโรงเรียนต่อความสามารถทางการเขียน สะกดคำภาษาไทย สมบูรณ์ทินกร (2555 : 66) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถและความซื่อสัตย์ในการเขียน สะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน
52 สะกดคำกับการใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครูผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำภาษาไทยกับนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครูมีความสามารถในการเขียนสะกด คำภาษาไทยแตกต่างกัน การสอนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยาก ช่วยให้นักเรียน มีความสามารถในการเขียนสะกดคำยากสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามกิจกรรมในแผนการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อดุลย์ไทรเล็กทิม (2554 : 63) ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำยาก แบบสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนชัฎป่าหวาย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรีจำนวน 45 คน ผลการวิจัยปรากฏว่า คะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน กลุ่มทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงขึ้นและสามารถเขียนสะกดคำได้ถูกต้องมากขึ้น ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างนักเรียนชาย และนักเรียนหญิง พบว่า มีความสามารถในการเขียนสะกดคำยากไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า นักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีความสามารถทางการเขียนสะกดคำ ยากใกล้เคียงกัน นวลใย หนูมี(2556 : 34-25) วิจัยเรื่อง การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยากสำหรับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทดลองสอนนักเรียน จำนวน 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน ใช้วิธีสอนแบบเดียวกัน ทั้งสองกลุ่ม สอนกลุ่มละ 8 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีผลการวิจัยพบว่าการสอนโดยใช้แบบฝึกสะกดคำ ยากทำให้นักเรียนมีความสามารถทางการเขียนสะกดคำดีขึ้นทั้งสองกลุ่ม ไพจิตร วัฒนากูล (2556 : 137) ได้ศึกษาสาเหตุการเขียนสะกดการันต์ผิดและเปรียบเทียบ ความสามารถในการเขียนสะกดการันต์ระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนกศิลปะกับแผนก วิทยาศาสตร์ในภาคการศึกษา 7 ผลการวิจัยด้านความสามารถพบว่า 1. นักเรียนในแผนกเดียวกัน นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงจะมีความสามารถ ทางการเขียนสะกดการันต์ดีกว่านักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนต่ำ 2. นักเรียนหญิงแผนกศิลปะมีความสามารถในการเขียนสะกดการันต์ดีกว่านักเรียนชาย 3. แผนก และนักเรียนหญิงแผนกวิทยาศาสตร์มีความสามารถสูงกว่านักเรียนชาย ในแผนกเดียวกัน 4. เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศเดียวกันทั้งแผนก นักเรียนศิลปะกับวิทยาศาสตร์มี ความสามารถในการเขียนสะกดการันต์ไม่แตกต่างกัน 5. นักเรียนแผนกศิลปะมีแนวโน้มที่จะเขียนสะกดการันต์ได้ดีกว่าแผนกวิทยาศาสตร์
53 จากงานวิจัยดังกล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า การใช้แบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคำ ในการเรียนการสอนเรื่องการสะกดคำนั้น ช่วยให้นักเรียนมีความสามารถในการเขียนสะกดคำได้ถูกต้อง มากขึ้น งานวิจัยต่างประเทศ Horn (1999 : 213) ได้ทำการศึกษาเรื่องการเขียนสะกดคำในโรงเรียนมัธยมพบว่า เด็ก มักสะกดผิดตัวมากโดยเฉพาะเด็กในระดับ 4-12 ปีซึ่งแสดงถึงความไม่สนใจในการใช้ภาษา เขากล่าวว่า การเขียนผิดนั้นทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกว่าคนเขียนไม่มีความสามารถ Schwartz (2001 : 8028-A) ได้ศึกษาถึงพัฒนาการด้านความสามารถของนักเรียนที่ได้รับ ความรู้เรื่องการสะกดคำโดยการผันคำ และการสะกดการันต์กับนักเรียนในระดับ 2 ถึงระดับ 5 โดยใช้ กลุ่มตัวอย่างระดับละ 40 คน ใน 40 คนนี้จัดแบ่งเป็นนักเรียนที่สะกดคำเก่ง และไม่เก่งกลุ่มละ 20 คน เท่าๆ กัน เครื่องมือที่ใช้คือแบบทดสอบแบบเลือกตอบ ซึ่งเกี่ยวกับคำที่ไม่มีความหมายและในการเขียน ตามคำบอกที่เกี่ยวกับคำที่ไม่มีความหมายผลปรากฏว่า นักเรียนทั้งกลุ่มสะกดเก่งและไม่เก่งมีแนวโน้มใน การพัฒนาการด้านสะกดคำดีขึ้น Arron (2002 : 431) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับความสามารถในการเขียนสะกดคำของเด็ก ระดับชั้นปีที่ 4 กับชั้นปีที่ 8 โดยสร้างแบบทดสอบทั้งหมด 60 คำ นำไปทดสอบกับกลุ่มทดลอง ซึ่งเป็นเด็กระดับชั้นปีที่ 4 จำนวน 57 คน ระดับชั้นปีที่ 8 จำนวน 54 คน จากนั้น ได้นำแบบทดสอบ มาวิเคราะห์ความเชื่อมั่นดังนี้เด็กระดับชั้นปีที่4 แบบทดสอบมีค่าความเชื่อมั่น .97 และระดับชั้นปีที่ 8 แบบทดสอบมีค่าความเชื่อมั่น .96 และได้ไปทดสอบกลุ่มตัวอย่างระดับชั้นปีที่ 4 จำนวน 193 คน ระดับชั้นปีที่ 8 จำนวน 174 คน เพื่อหาผลสัมฤทธิ์การสะกดคำผลการศึกษาพบว่า 1. เด็กที่สามารถออกเสียงเป็นพยางค์ได้ดีนั้น จะเป็นเด็กที่เขียนสะกดคำได้ดีด้วย 2. สติปัญญาของเด็กสามารถทำนายผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของเด็กได้ นั่นคือเด็กที่มีสติปัญญาสูงมีผลสัมฤทธิ์ทางการสะกดคำสูง และเด็กที่มีสติปัญญาต่ำมีผลสัมฤทธิ์ ทางการสะกดคำต่ำ Johnson (2004 : 6217-A) ได้ศึกษาการเขียนสะกดคำและเหตุผลที่นักเรียนเกรด 5 เคยเขียนคำที่ใช้เสมอ พบว่า นักเรียนเขียนสะกดคำผิดเพราะออกเสียงผิดและเขียนผิด เพราะมี ประสบการณ์มาผิด ๆ Olson (2008 : 1174-A) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการออกเสียงคำที่สอนและคำที่ไม่สอน ซึ่งแบ่ง การสะกดคำที่สม่ำเสมอกับนักเรียนระดับ 2 จำนวน 436 คน โดยใช้คำมาทดสอบ จำนวน 230 คำ แบ่งเป็นคำที่สะกดคำสม่ำเสมอและสะกดไม่สม่ำเสมออย่างเท่าๆ กัน พบว่า
54 1. ชนิดของคำ ความสามารถในการอ่าน คำที่ใช้สม่ำเสมอและเพศมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. จากการทดสอบคำที่สอนนักเรียนจะมีการออกเสียงได้ถูกต้องเกือบสองเท่าของคำ ที่ไม่ได้สอน 3. นักเรียนมีความสามารถในการอ่านสูงจะออกเสียงคำต่างๆ ได้ถูกต้องเกือบสองเท่า ของนักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านต่ำ 4. คำที่นักเรียนได้สะกดอย่างสม่ำเสมอจะมีการออกเสียงได้ดีและถูกต้องมากกว่าคำ ที่นักเรียนสะกดอย่างไม่สม่ำเสมอ 5. ชนิดของคำและความสามารถในการอ่านมีการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน 6. ชนิดของคำและคำที่ใช้อยู่สม่ำเสมอจะมีปฏิสัมพันธ์กัน 7. นักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านต่ำจะรู้สึกว่าคำที่ไม่ได้สอนยากกว่าคำที่สอน กันน้อยเมื่อมีการสอน และมีความแตกต่างกันมากเมื่อไม่ได้สอนคำเหล่านั้น Hymer (2009 : 573-A) ได้กล่าวว่า จากการวิเคราะห์และศึกษาเหตุผลในการเขียน สะกดคำผิดของนักเรียนเกรด 4 และเกรด 5 พบว่าคำที่นักเรียนเขียนผิดเป็นคำที่นักเรียนไม่เคยเห็น มาก่อนซึ่งมีทั้งคำพยางค์เดียวและสองพยางค์ Dailey (2012 : 5667-A) ได้ศึกษาเปรียบเทียบการสะกดคำของนักเรียนระดับ 3 ถึง ระดับ 6 โดยใช้การสอนแบบสะกดการันต์แบบเดิมกับการสอนแบบเรียงตามลำดับอักษรก่อนใน โรงเรียนชุมชนครอวฟอร์ดสวิลลี่ (Crawfords Ville Community School)กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ที่ เรียนด้วยแบบเรียงตามลำดับอักษรก่อน 61 คน นักเรียนที่เรียนด้วยแบบสะกดการันต์แบบเดิม 100 คน มี การทดสอบโดยให้ดูภาพยนตร์เงียบแล้วเขียนเรียงความบรรยายถึงสิ่งที่เห็นในภาพยนตร์ พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยการสอนทั้งสองแบบนั้นได้คะแนนการสะกดคำไม่แตกต่างกัน แต่การสอนแบบ เรียงตามลำดับอักษรก่อนได้ผลดีทุกระดับ ส่วนการสอนแบบสะกดการันต์ตามแบบเดิมจะได้ผลดี ในระดับ 4 ถึงระดับ 6 Catalano (2012 : 4983-A) ได้ศึกษาความแตกต่างของความเข้าใจในการอ่าน และ คะแนนคำศัพท์ของนักเรียนที่ใช้การสะกดคำในเนื้อเรื่องที่กำหนดให้กับนักเรียนที่ไม่ได้ใช้การสะกดคำ ในเนื้อเรื่องที่กำหนดให้โดยได้ทำการทดสอบกับนักเรียนประถมศึกษา6โรงเรียน ใช้เวลาในการทดลอง 7 สัปดาห์ในแต่ละโรงเรียนจะมีกลุ่มทดลองซึ่งเรียนสะกดคำและความหมายของคำในเนื้อเรื่องที่ กำหนดให้และกลุ่มควบคุมจะเรียนตามโครงการ ซึ่งไม่มีเนื้อเรื่องกำหนดให้ผลปรากฏว่า ทั้งกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุมได้ผลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของอ่านและการเขียนสะกดคำผิดของ ต่างประเทศพบว่า ธรรมชาติของภาษา ครูวิธีสอน และนักเรียนต่างก็มีส่วนที่เป็นสาเหตุของการอ่าน
55 และการเขียนสะกดคำผิดทั้งสิ้น แต่ปัญหาสำคัญคือ นักเรียนขาดความเอาใจใส่ ไม่เห็นความสำคัญ ในการเขียนสะกดคำให้ถูกทำให้เกิดผลเสียในด้านการใช้ภาษา จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคำสรุปว่า การอ่าน และเขียนสะกดคำเป็นพื้นฐานที่ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอคำที่จะนำมาใช้สอนต้องเกี่ยวข้องกับตัวนักเรียน และผลวิจัยยังพบว่านักเรียนที่มีความสามารถในการเขียนสะกดคำอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ นักเรียน เก่งหรืออ่อนมีโอกาสเขียนผิดได้เท่า ๆ กัน นอกจากนี้การสอนสะกดคำควรใช้วิธีสอนหลายรูปแบบ แต่ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าแบบใดดีที่สุด
56 บทที่ 3 วิธีด าเนินการศึกษาค้นคว้า รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ดำเนินการเป็นขั้นตอนโดยมีรายละเอียดของการศึกษา ค้นคว้าดังนี้ 1. รูปแบบการวิจัย 2. ประชากร 3. กลุ่มตัวอย่าง 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 5. วิธีดำเนินการเก็บข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบ One – Group Pretest – Protest Design ดังตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 แสดงลักษณะการทดลองตามรูปแบบการวิจัยแบบ Pretest – Posttest Group Design Pretest Treatment Posttest 1 T X 2 T X คือ การทดลองโดยใช้แบบฝึก 1 T คือ การทดสอบก่อนการใช้แบบฝึก (pretest) 2 T คือ การทดสอบหลังการใช้แบบฝึก (posttest)
57 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเตย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 2 ห้องเรียน นักเรียน 33 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเตย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา2559 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 18 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ประกอบด้วย 1. แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งแบ่งเป็น 9 เล่ม ได้แก่ 1.1 คำควบกล้ำ 1.2 อักษรนำ 1.3 คำประวิสรรชนีย์ 1.4 คำไม่ประวิสรรชนีย์ 1.5 คำที่ใช้บัน 1.6 คำที่ใช้เครื่องหมายฑัณฑฆาตกำกับ 1.7 คำที่ใช้ รร (หัน) 1.8 คำพ้องเสียง 1.9 คำคล้องจอง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนแบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 ข้อ
58 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 1. แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดค า กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่3 1.1 ศึกษาทฤษฎีตำรา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกทักษะ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ 1.2 ผู้วิจัยคัดเลือกคำที่นักเรียนมักอ่านผิดและคำที่มักเขียนสะกดคำผิด จาก หนังสือเรียนวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท 13101 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และจากบัญชีคำพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คัดจากจำนวนคำทั้งสิ้น 1,210 คำตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ช่วงชั้นที่ 1) โดยแบ่งคำที่มักเขียนสะกดคำผิดออกเป็น 9 ชุด ดังนี้1) คำควบกล้ำ 2) อักษรนำ 3) คำประวิสรรชนีย์4) คำไม่ประวิสรรชนีย์5) คำที่ใช้บัน 6) คำที่ใช้เครื่องหมายทัณฑฆาต กำกับ 7) คำที่ใช้ รร (ร หัน) 8) คำพ้องเสียง และ 9) คำคล้องจอง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการลำดับ ขั้นตอนของเนื้อหาในแบบฝึก 1.3 ดำเนินการสร้างแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่อง การอ่านและการเขียน สะกดคำเป็นจำนวน 9 เล่ม โดยลำดับเนื้อหาจากง่ายไปหายากแต่ละแบบฝึกจะมีแบบทดสอบเก็บคะแนน เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านการเขียนสะกดคำของนักเรียน โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ เกณฑ์การให้คะแนน 1 คะแนน เมื่อนักเรียนตอบถูกต้อง 0 คะแนน เมื่อนักเรียนตอบผิด 1.4 นำแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน เป็นผู้ตรวจสอบ ประกอบด้วย 1.4.1 ดร.ปัญญา ตรีเลิศพจน์กุล ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการพิเศษ สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 1.4.2 ดร.สมฤทัย ประสานพิมพ์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุบลราชธานี 1.4.3 นางอรทัย พรหมวงศ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านโนนเขืองจงเจริญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 1.5 นำแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้วไปทดลองกับนักเรียนที่ มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะและแบบทดสอบการอ่าน การเขียนสะกดคำ โดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80
59 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน 2.1 ศึกษาทฤษฎีตำรา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการสร้างแบบทดสอบ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบการอ่านและการเขียนสะกดคำ 2.2 ผู้วิจัยได้สำรวจคำที่นักเรียนมักอ่านและเขียนสะกดคำผิด จากหนังสือเรียน วิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 รหัสวิชา ท 13101 และจากบัญชีคำพื้นฐานชั้นประถมศึกษา ปี ที่ 3 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551(ช่วงชั้นที่1) โดยแบ่งคำที่มักอ่านและ เขียนสะกดคำผิดออกเป็น 9 ชุด ดังนี้1) คำควบกล้ำ 2) อักษรนำ 3) คำประวิสรรชนีย์4) คำไม่ประ วิสรรชนีย์5) คำที่ใช้บัน 6) คำที่ใช้เครื่องหมายทัณฑฆาตกำกับ 7) คำที่ใช้ รร (ร หัน)8) คำพ้องเสียง และ 9) คำคล้องจอง 2.3 คัดเลือกคำที่นักเรียนมักอ่านผิดและเขียนสะกดคำผิดตามที่สำรวจไว้ในข้อ 2.2 โดยคัดเลือกคำ เพื่อนำไปสร้างแบบทดสอบการอ่านและการเขียนสะกดคำวิชาภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ โดยหนึ่งข้อจะมีด้วยกัน 4 ตัวเลือก คือ ก. ข. ค. ง. ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมการฝึกทั้ง 9 เล่ม คือ คำควบกล้ำ อักษรนำ คำประวิสรรชนีย์คำไม่ประวิสรรชนีย์ คำที่ใช้บัน คำที่ใช้เครื่องหมายทัณฑฆาต กำกับ คำที่ใช้ รร (ร หัน)คำพ้องเสียง และคำคล้องจอง โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ เกณฑ์การให้คะแนน 1 คะแนน เมื่อนักเรียนตอบถูกต้อง 0 คะแนน เมื่อนักเรียนตอบผิด 2.4 นำแบบทดสอบวิชาภาษาไทยเรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ ที่ปรับปรุง แก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทั้ง5 ท่าน ไปทำการทดสอบกับนักเรียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่ม ตัวอย่าง เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้แบบของ คูเดอร์ริชาร์ดสัน KR 20 แล้ว คัดเลือกข้อที่มีค่าความเชื่อมั่นของมาตรฐานให้เหลือเพียง 30 ข้อ 2. แบบวัดความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดค า กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องการในการวิจัย จากวัตถุประสงค์การวิจัย กำหนด โครงสร้างเนื้อหาของแบบสอบถาม ขั้นที่ 2 ศึกษาวิธีสร้างแบบวัดความพึงพอใจและกำหนดรูปแบบของแบบวัด ความพึงพอใจของคนอื่น ๆ ที่วิจัยในเรื่องที่คล้ายกันและกำหนดรูปแบบของแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้ กำหนดข้อคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของ Likert ขั้นที่ 3 สร้างแบบวัดความพึงพอใจที่สร้างเสร็จ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ภาษา และด้านการวัดผลประเมินผล จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสม โดยมีเกณฑ์
60 การให้คะแนน ดังนี้ เห็นด้วย 1 คะแนน ไม่แน่ใจ 0 คะแนน และไม่เห็นด้วย -1 คะแนน ผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย 1. ดร.ปัญญา ตรีเลิศพจน์กุล ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 2. ดร.สมฤทัย ประสานพิมพ์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 3. นางอรทัย พรหมวงศ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านโนนเขืองจงเจริญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ขั้นที่ 4 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความพึงพอใจตามความคิดเห็นและการชี้แนะของ ผู้เชี่ยวชาญนำแบบวัดความพึงพอใจที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 3 คน และ 10 คน เพื่อพิจารณาความชัดเจนของคำถามต่าง ๆ เวลาที่ใช้ในการตอบคำถาม หลังจากตอบเสร็จแล้วทำการสัมภาษณ์ผู้ตอบเกี่ยวกับความเข้าใจในข้อคำถามต่าง ๆ ขั้นที่ 5 จัดพิมพ์แบบสอบถามวัดความพึงพอใจฉบับสมบูรณ์ วิธีด าเนินการเก็บข้อมูล ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. ทำการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนการฝึก โดยใช้แบบทดสอบวิชาภาษาไทยเรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำที่หาค่าความเชื่อมั่นแล้วไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง 2. ทำการฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ จากแบบฝึก ทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้งหมด 9 เล่ม เล่มละ 60 นาทีสำหรับวิธีการ ฝึกมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่1 ขั้นนำ ผู้วิจัยแจกแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำให้นักเรียนทุกคน อธิบาย จุดมุ่งหมายของกิจกรรมการฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านและเขียนสะกดคำวิชาภาษาไทย ขั้นที่2 ขั้นฝึก 1. ผู้วิจัยแนะนำ อธิบาย และยกตัวอย่างการฝึกทักษะการอ่านและการเขียน สะกดคำตามกิจกรรมที่กำหนดให้ 2. นักเรียนแต่ละคนฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคำในแต่ละกิจกรรมในเวลา ที่ กำหนด
61 ขั้นที่3 ขั้นสรุป ผู้วิจัยให้นักเรียนตรวจคำตอบที่ถูกต้อง และช่วยกันอภิปรายข้อผิดพลาดของแต่ละ บุคคลเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกกิจกรรมครั้งต่อไป 3. ทำการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังการฝึกอีกครั้ง โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกับที่สอบ ก่อนการฝึกเพื่อนำผลที่ได้จากการวัดมาวิเคราะห์ทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้ 1. ค่าสถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้ 1.1 ค่าเฉลี่ย (Mean) ใช้สูตรดังนี้ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2538 : 73) X = N x เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 1.2 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ล้วน สายยศและ อังคณา สายยศ 2538 : 79) S.D. = N N 1 N x x 2 2 เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียนในแต่ละกลุ่ม 2 x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง
62 2. KR 20 แบบของ คูเดอร์ริชาร์ดสัน เพื่อใช้หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ rtt = 2 t S Σpq 1 n 1 n เมื่อ tt แทน ค่าความเชื่อมั่น n แทน จำนวนข้อ X แทน คะแนนเฉลี่ย 2 t S แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งหมด 2 การหาค่าแปรปรวนของคะแนนใช้สูตร ดังนี้ 2 S = N N 1 N x x 2 2 เมื่อ 2 S แทน ค่าความแปรปรวน N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง 2 ΣX แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละคนยกกำลังสอง 2 (ΣX) แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง 3. สถิติที่ใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ค่าเฉลี่ยเป็นร้อยละของจำนวนคำตอบที่นักเรียนตอบถูกต้อง จากแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ E = 100 A N F Σ
63 เมื่อ E แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนจากแบบฝึก ΣF แทน คะแนนรวมของแบบฝึก N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มตัวอย่าง A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกทุกแบบฝึกรวมกัน 80 ตัวหลัง หมายถึง ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของแบบทดสอบที่นักเรียนทำได้หลัง การเรียนการอ่านและการเขียนสะกดคำโดยใช้แบบฝึกทักษะ ซึ่งมีสูตรดังนี้ E = 100 A N F Σ เมื่อ E แทน ประสิทธิภาพของทักษะกระบวนการระหว่างเรียน ΣF แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบ N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มตัวอย่าง A แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ 4. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบความก้าวหน้าของนักเรียนก่อนและหลังการฝึกการอ่านและการเขียน สะกดคำโดยใช้t – test แบบ Dependent Samples (ชูศรีวงศ์รัตนะ 2537 : 201) t = n 1 n D ( D) D 2 2 Σ Σ Σ df = n – 1 เมื่อ t แทน ค่าวิกฤติที่ใช้ในการพิจารณาการแจกแจงแบบที ΣD แทน ผลรวมความแตกต่างจากการทดสอบก่อนและหลังการฝึก 2 ΣD แทน ผลรวมความแตกต่างจากการทดสอบก่อนและหลังการฝึก แต่ละตัวยกกำลังสอง n แทน จำนวนคู่ของคะแนนจากการทดสอบครั้งแรกและครั้งหลัง df แทน ค่าความเป็นอิสระ
64 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่าน และการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง X แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E1 แทน ร้อยละของค่าเฉลี่ยที่ได้จากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย E2 แทน ร้อยละของค่าเฉลี่ยที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย t แทน ค่าสถิติทดสอบที่ใช้พิจารณาใน t – test for Dependent Group ล าดับขั้นในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการเสนอผลการวิเคราะห์ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตอนที่ 2 วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
65 ตอนที่ 3 เปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ตอนที่ 4 วิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อที่การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดค า กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะระหว่างเรียน จากคะแนนทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน คะแนนระหว่างเรียนแต่ละแบบฝึก (ทดสอบท้ายแบบฝึกทักษะ) และคะแนน ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน ดังตารางที่ 4.1-4.2 ตารางที่ 4.1 คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน คะแนนระหว่างเรียน (ทดสอบท้ายแบบฝึกทักษะ) และคะแนนทดสอบหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 18 คน คนที่ คะแนน ก่อน เรียน คะแนนทดสอบหลังเรียนท้ายแบบฝึกทักษะ เล่มที่ คะแนน หลัง เรียน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 รวม 30 10 10 10 10 10 10 10 10 10 90 30 1 19 8 9 8 8 8 8 8 8 6 71 26 2 17 9 8 9 9 9 9 9 7 8 77 25 3 15 6 6 6 8 6 6 8 10 8 64 27 4 11 7 7 7 6 7 8 9 10 7 68 27 5 16 9 9 9 4 9 8 7 9 9 73 29 6 10 9 8 9 4 9 7 7 9 9 71 28 7 21 8 9 8 6 8 6 8 7 8 68 29 8 21 8 7 8 6 8 9 8 8 8 70 29 9 16 7 9 8 6 8 8 8 8 8 70 28
66 10 16 6 9 8 6 8 9 7 9 8 70 29 11 14 9 9 10 6 10 8 8 10 10 80 25 12 18 9 9 10 6 10 7 7 10 10 78 29 13 15 9 8 9 8 9 9 9 9 9 79 29 14 18 9 8 8 10 8 9 10 8 8 78 29 15 15 8 7 6 8 6 9 9 6 6 65 29 16 17 9 8 8 8 8 8 7 8 8 72 28 17 14 10 8 8 4 8 7 6 8 8 67 29 18 13 10 8 9 6 9 9 8 10 9 78 28 รวม 286 150 146 148 119 148 144 143 154 147 1299 503 X 15.89 8.33 8.11 8.22 6.61 8.22 8.00 7.94 8.56 8.17 72.17 27.94 % 52.97 83.33 81.11 82.22 66.11 82.22 80.00 79.44 85.56 81.67 80.19 93.13 S.D. 2.97 1.19 0.90 1.11 1.72 1.11 1.03 1.00 1.20 1.10 5.03 1.39 จากตารางที่ 4.1 พบว่า คะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 15.89 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 52.97 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.97 มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบท้ายแบบฝึกทักษะ ทั้ง 9 เล่ม เท่ากับ 72.17 จาก คะแนนเต็ม 90 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.19 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 5.03 และคะแนน การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 27.94 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 93.13 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.39 ตารางที่ 4.2 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2559 จำนวนนักเรียน 18 คน รายการ คะแนน เต็ม X S.D. ร้อยละ ประสิทธิภาพของ แบบฝึกทักษะ คะแนนทดสอบ หลังเรียนแบบฝึกทักษะ 90 72.17 5.03 80.19 คะแนนทดสอบ 80.19/93.13 วัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนหลังเรียน 30 27.94 1.39 93.13
67 จากตารางที่ 4.2 พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนจากการทดสอบหลังเรียนแบบฝึกทักษะ มีค่าเท่ากับ 72.17 และคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 27.94 ดังนั้น ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 80.19/93.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ตอนที่ 2 วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน และการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 วิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ โดยทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกัน การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของ Goodman, Fletcher and Schneider (1980 : 30-34, อ้างถึงใน สมนึก ภัททิยธนี 2545 : 30-36) ดัชนีประสิทธิผล = (จำนวนน ั กเ ี รยน คะแนนเต ็ ม) ผลรวมของคแะนนทดสอบอก่นเร ี ยน ผลรวมของคแะนนทดสอบห ั ลงเร ี ยน ผลรวมของคแะนนทดสอบอก่นเร ี ยน ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) = (18 30) 286 503 286 ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) = 254 217 ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) = .85 ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน และการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากผลรวมคะแนน การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังตารางที่ 4.3
68 ตารางที่ 4.3 การวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 18 คน การทดสอบ จ านวนนักเรียน ผลรวมของคะแนน ดัชนีประสิทธิผล ก่อนเรียน 18 286 .85 หลังเรียน 18 503 จากตารางที่ 4.3 พบว่า ดัชนีประสิทธิผลด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่า .85 แสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 85
69 ตอนที่ 3 เปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 การเปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ การทดสอบค่า t (t-test) ปรากฏผลดังตารางที่ 4.4 ตารางที่ 4.4 การเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการทดสอบ N Mean S.D. t df Sig ก่อนเรียน 18 15.89 2.97 16.83 17 2.45 หลังเรียน 18 27.94 1.39 * นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.4 พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
70 ตอนที่ 4 วิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อที่การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การ อ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์คะแนนความพึงพอใจของนักเรียน โดยใช้แบบวัดความพึงพอใจของ นักเรียน ดังตารางที่ 4.5 ตารางที่ 4.5 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ข้อที่ รายการประเมิน ความพึงพอใจ X S.D. ระดับ ด้านเนื้อหา 1. เนื้อหาที่เรียนเป็นเรื่องที่ชอบ 4.62 1.23 มากที่สุด 2. ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่เรียนตามที่ต้องการ 4.57 1.14 มากที่สุด 3. เนื้อหาที่เรียนไม่ยากเกินไป 4.75 1.12 มากที่สุด 4. ความรู้ที่ได้รับเป็นเรื่องที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.58 1.36 มากที่สุด 5. เรื่องที่เรียนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน 4.65 1.17 มากที่สุด รวมด้านเนื้อหา 4.63 1.20 มากที่สุด ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 6. มีความสนุกสนานกับการร่วมกิจกรรมในชั่วโมงที่เรียน 4.65 1.28 มากที่สุด 7. ได้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข 4.51 1.18 มากที่สุด 8. รู้สึกภูมิใจมากเมื่อตอบคำถามได้ถูกต้อง 4.17 2.03 มาก 9. พอใจที่สามารถตรวจสอบคำถามได้ด้วยตนเอง 4.26 1.94 มาก 10. ได้ฝึกทักษะด้านการอ่านและเขียนอย่างมั่นใจ 4.29 1.68 มาก รวมด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 4.38 1.62 มาก ด้านสื่อและอุปกรณ์ในการเรียนการสอน 11. ในการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะน่าสนใจมาก 4.35 1.25 มากที่สุด 12. การเรียนรู้ทีละน้อยทำให้เข้าใจได้ดีและไม่เบื่อง่าย 4.57 1.84 มากที่สุด
71 ข้อที่ รายการประเมิน ความพึงพอใจ X S.D. ระดับ 13. ภูมิใจที่ได้เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ 4.72 1.98 มากที่สุด 14. แบบฝึกทักษะทำให้ประสบความสำเร็จได้ 4.59 1.28 มากที่สุด ด้านการวัดผลและประเมินผล 15. นักเรียนมีโอกาสได้ทราบผลคะแนนของกิจกรรมทันที 4.16 1.36 มากที่สุด 16. คุณครูมีวิธีการสอนที่น่าสนใจ 4.64 1.20 มากที่สุด 17. เมื่อมีการทดสอบท้ายบทนักเรียนพอใจมาก 4.77 1.18 มากที่สุด 18. เมื่อตั้งใจเรียนคุณครูชมเชยเสมอ 4.89 1.25 มากที่สุด รวมด้านการวัดผลและประเมินผล 4.62 1.25 มากที่สุด รวมทั้งหมด 4.54 1.42 มากที่สุด จากตารางที่ 4.5 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก ทักษะ โดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.54) โดยแยกเป็นรายด้านได้ดังนี้ด้านเนื้อหา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.63) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( X = 4.38) ด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.56) ด้านการวัดและประเมินผล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.62)
72 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน สะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้สรุปผลการศึกษาค้นคว้าและ ข้อเสนอแนะดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 2. สรุปผลการศึกษา 3. อภิปรายผล 4. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการเรียน ที่ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 3. เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน สะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สรุปผลการศึกษา รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ผู้วิจัยขอสรุปผลการศึกษา ดังนี้
73 1. แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 80.19/93.13ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างไม่มี นัยสำคัญทางสถิติ 3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน สะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .85 หรือร้อยละ 85 นั่นคือผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังจากเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร้อยละ 85 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกด คำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด จากการศึกษาแสดงว่า แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จึงนับว่า เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้เป็นสื่อแก้ปัญหาในการเรียนการสอน วิชาภาษาไทย ควรส่งเสริมให้ครูพัฒนาแบบฝึกทักษะสำหรับการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ที่เน้น นักเรียนเป็นสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาได้เป็นอย่างดี อภิปรายผล จากการศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประเด็นที่น่าสนใจควรนำมาอภิปรายผล ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 80.19/93.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 ที่ผู้ศึกษา ค้นคว้าได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ หมายความว่า ค่าเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบหลังเรียนแต่ละชุด ของแบบฝึกทักษะ เฉลี่ยร้อยละ 80.19 และค่าเฉลี่ยคะแนนจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังจากเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ ร้อยละ 93.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ เสมือนกับการเรียนครูผู้สอนโดยตรงสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียน ทำให้นักเรียนมีความ กระตือรือร้น อยากเรียน และสนุกสนานตื่นเต้น ซึ่งสอดคล้องกับ บุญมา สังข์โพธิ์(2553 : 41) ได้ สร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยากสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แล้วนำไปใช้กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกาสเมฆ จังหวัดลำปาง จำนวน 50 คน ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึก
74 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 98.74/84.20 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า นักเรียนมีความสามารถทางการเขียนสะกด คำยากดีขึ้น และสอดคล้องกับ พิมล แจ่มแจ้ง (2552 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการสร้างชุดฝึกซ่อมเสริม การเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพ ของชุดฝึกซ่อมเสริมการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 ตามเกณฑ์80/80 ผลการวิจัย พบว่าชุดฝึกซ่อมเสริมการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 มีประสิทธิภาพ 89.22 / 82.01 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ พนมวัน วรดลย์(2552 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการสร้างแบบฝึกหัด การเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำ หลังได้รับการสอนด้วยแบบฝึกหัดการเขียนสะกดคำสูงกว่าก่อนได้รับการสอนด้วยแบบฝึกหัดการเขียน สะกดคำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและ สามารถเขียนสะกดคำได้ถูกต้องมากขึ้น และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของ สมบูรณ์ศุภจริยาวัตร (2553 : 41) ได้สร้างแบบฝึกการเขียนสะกดการันต์สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา ชั้นสูงปีที่1 แล้วนำไปใช้กับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาการศึกษาชั้นสูงปีที่ 1 วิทยาลัยครู ฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีปัญหาในการเขียนสะกดการันต์มาก หลังจากการฝึกแล้ว นักศึกษาสามารถเขียนสะกดการันต์ได้ถูกต้องมากขึ้น โดยการนำผลการสอบก่อน และหลังฝึกมาเปรียบเทียบกันปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดการันต์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ ระดับ .01 แสดงว่าแบบฝึกที่สร้างขึ้นนี้ช่วยพัฒนาให้นักศึกษามีความสามารถทางการเขียนสะกดคำ เพิ่มขึ้น 3. จากการหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3จากคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียน พบว่า ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .85 หรือร้อยละ 85 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น มีความก้าวหน้าและมีพัฒนาการทางการเรียน จึงทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน จากการเรียนด้วย แบบฝึกทักษะ สอดคล้องกับการวิจัยของ สุรีพรแย้มฉาย (2554 : 56) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ การเรียนภาษาไทยเรื่อง การเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนนวมินท ราชินูทิศ มัชฌิมจังหวัด นครสวรรค์โดยวิธีสอนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำกับการสอนแบบ ธรรมดา จำนวน 10 ห้องเรียน รวม 450 คน ผลการวิจัยพบว่า เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกการเขียน สะกดคำโดยใช้แบบฝึกชุดนี้แล้ว นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำสูงขึ้นและนักเรียนที่เรียน
75 โดยใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการสอนแบบ ธรรมดา นอกจากนี้ผลการศึกษาค้นคว้ายังสอดคล้องกับงานวิจัยของ บุญปก อ่อนเผ่า (2556 : 61) ได้ศึกษาความสามารถทางการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนสังกัด กรมสามัญศึกษา ในกรุงเทพมหานคร พบว่าความสามารถในการเขียนสะกดคำของนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 67.07 4. ผลจากการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ย 4.54 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.42 แสดงว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการสอน เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย จิราภรณ์ ฉัตรทอง (2555 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษา การพัฒนา แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความ บกพร่องทางการได้ยิน ผลการวิจัยพบว่า การทดลองใช้แบบฝึก ใช้เวลาทั้งหมด 6 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 1-5 สอนสัปดาห์ละ 15 คาบ สัปดาห์ที่ 6 ใช้เวลา 6 คาบๆ ละ 20 นาที รวมใช้เวลาทั้งหมด 81 คาบ โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง พบว่านักเรียนให้ความสนใจตั้งใจทำแบบฝึกทักษะสามารถ อ่านและเขียนคำได้ถูกต้องยิ่งขึ้น แบบฝึกเข้าใจง่ายทำให้นักเรียนมีความเพลิดเพลินในการทำแบบฝึก ทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย และสอดคล้องกับ Horn (1999 : 213) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การเขียนสะกดคำในโรงเรียนมัธยมพบว่า เด็กมักสะกดผิดตัวมากโดยเฉพาะเด็กในระดับ 4-12 ปี ซึ่งแสดงถึงความไม่สนใจในการใช้ภาษา เขากล่าวว่า การเขียนผิดนั้นทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกว่าคนเขียน ไม่มีความสามารถผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด สำหรับระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก ทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในด้านต่างๆ 4 ด้าน ปรากฏผลเป็นดังนี้ 4.1 ด้านเนื้อหา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.63) เนื่องจากก่อนหน้านั้น นักเรียนจะได้เรียนเฉพาะในหนังสือเรียน โดยมีครูผู้สอนคอยบรรยาย แต่เมื่อนักเรียนได้เรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะ นักเรียนให้ความสนใจและเรียนด้วยความเข้าใจ อีกทั้งเนื้อหาที่เรียนเป็นเรื่องที่ชอบ ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่เรียนตามที่ต้องการ เนื้อหาที่เรียนไม่ยากเกินไป ความรู้ที่ได้รับเป็นเรื่องที่นำไปใช้ ใน ชีวิตประจำวันได้ เรื่องที่เรียนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
76 4.2 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.38) ซึ่งหมายความว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีความเหมาะสมมาก เพราะนักเรียนมีความสนุกสนาน กับการร่วมกิจกรรมในชั่วโมงที่เรียน ได้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข รู้สึกภูมิใจมากเมื่อตอบคำถามได้ ถูกต้อง พอใจที่สามารถตรวจสอบคำถามได้ด้วยตนเอง ได้ฝึกทักษะด้านการอ่านและเขียนอย่างมั่นใจ 4.3 ด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.56) ซึ่งหมายความว่า สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนมีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะ ในการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะน่าสนใจมาก การเรียนรู้ทีละน้อยทำให้เข้าใจได้ดีและไม่เบื่อง่าย ภูมิใจ ที่ได้เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะทำให้ประสบความสำคัญได้ 4.4 ด้านการวัดและประเมินผล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.62) ซึ่งหมายความว่า การวัดและประเมินผลมีความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีโอกาส ได้ทราบผลคะแนนของแบบฝึกหัดทันที คุณครูมีวิธีการสอนที่น่าสนใจ เมื่อมีการทดสอบท้ายบท นักเรียนรู้สึกพอใจมาก และตั้งใจเรียนและคุณครูให้คำชมเชยเสมอเมื่อตอบถูก จากผลการศึกษาค้นคว้าแสดงว่า การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นมีความก้าวหน้าและพัฒนาการทางการเรียนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการ สร้างแบบฝึกทักษะ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีขั้นตอนที่สมบูรณ์ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคล ความสามารถของนักเรียน มีการเสริมแรงตามทฤษฎีการวางเงื่อนไขของ Skinner ที่กล่าว ว่า “การเสริมแรงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อระยะเวลาระหว่างการแสดงพฤติกรรม ที่ ถูกต้องกับการได้รับการเสริมแรงใกล้เคียงกันมากที่สุดการที่ได้รู้ว่าคำตอบของตนเองถูกต้องก็จะเป็น การเสริมแรงได้อย่างหนึ่ง” ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการสร้างแบบฝึกทักษะ 1. ควรศึกษาหลักสูตรและเนื้อหาที่จะใช้ให้ละเอียด เพื่อจะได้กำหนดเนื้อหาให้เหมาะสม กับระดับชั้นความรู้ของนักเรียน 2. ศึกษาหลักการสร้างแบบฝึกทักษะที่ดี จากตำราเอกสารอย่างละเอียดถี่ถ้วน และ ระดับชั้นของผู้เรียน
77 3. ภาพที่นำมาประกอบควรเป็นภาพที่มีสีสันสวยงามเหมาะสมกับเนื้อหา 4. แบบฝึกทักษะแต่ละเล่มไม่ควรมีจำนวนกิจกรรมมากเกินไป เพราะจะทำให้นักเรียน เกิดความเบื่อหน่าย ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ก่อนใช้แบบฝึกทักษะแต่ละเล่ม ครูผู้สอนและนักเรียนต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ วิธีการใช้ โดยเฉพาะครูผู้สอนต้องเน้นย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ต่อตนเองให้กับนักเรียน และดูแลเอาใจใส่ อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. การใช้แบบฝึกทักษะติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายได้ ดังนั้น ครูผู้สอนควรมีกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างอื่นแทรก ก่อนการเริ่มเรียนเล่มต่อไป เช่น การสรุปเนื้อหาในเล่มที่เรียนผ่านมาร่วมกันเป็นกลุ่ม ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในสาระอื่น ๆ และระดับชั้นอื่น 2. ควรศึกษาเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ด้วยแบบฝึกทักษะกับวิธีการสอนหรือรูปแบบการสอนอื่น ๆ 3. ควรศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความยั่งยืนในการจัดการเรียนรู้จากการทำ แบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ
78 บรรณานุกรม กมล ดิฐกมล. กลวิธีการสอนทักษะ. กรุงเทพฯ : วารสารศูนย์ศึกษา, 2554. ก่อ สวัสดิพาณิชย์. “แนวการสอนภาษาไทย,” คู่มือครูภาษาไทย เอกสารการนิเทศการศึกษา. กรุงเทพฯ : หน่วยศึกษานิเทศก์กระทรวงศึกษาธิการ, 2554. กำชัย ทองหล่อ. หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพฯ: รวมศาสน์, 2555. กุหลาบ มัลลิกามาศ และวิพุธ โสภวงศ์. หนังสือเรียนภาษาไทยรายวิชาการเขียน. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2554. ขจีรัตน์หงษ์ประสงค์. การสร้างแบบฝึกการเขียนค าพ้องส าหรับชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2554. งามจิตต์ อำไพ. การเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสะกดการันต์ระหว่างนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ในกรุงเทพมหานคร และเขตการศึกษา 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553. จิราภรณ์ ฉัตรทอง. การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2555. จุไร วรศักดิ์โยธิน. การสร้างคู่มือการสอนเขียนภาษาไทยระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา ชั้นสูง. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553. ช่วย เพิ่มพูน. สนุกกับภาษาไทยเขียนให้ถูกต้องเพียงวันละค า. กรุงเทพฯ : ไทยรัฐ, 2555. ชุติมา สัจจานนท์. “มาแข่งขันอ่านหนังสือกันเถิด,” คุรุปริทัศน์. 3,52(มกราคม 2555) : 8-15. ชูศรีวงศ์รัตนะ. เทคนิคการใช้สถิติเพื่อการวิจัย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2537. ณรงค์ ทองปาน. การสร้างหนังสือสาหรับเด็ก. กรุงเทพฯ : หน่วยศึกษานิเทศก์, 2556. เตือนใจ กรุยกระโทก. การศึกษาผลการสอนซ่อนเสริมด้านความเข้าใจในการอ่านและการเขียน สะกดคาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 โดยใช้หนังสือแผ่นเดียวเป็นสื่อ. วิทยานิพนธ์การศึกษาหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2553. ถนอมวงศ์ ลํ้ายอดมรรคผล. การอ่านให้เก่ง. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์, 2555. ทัศนีย์ ศุภเมธี. วิธีการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : ธนการพิมพ์, 2554.
79 นพดล จันทร์เพ็ญ. การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : แสงการพิมพ์, 2555. นพดล จันทร์เพ็ญ และคนอื่น ๆ. ภาษาไทยชุด พ.กศ. ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2549. นวลใย หนูมี. การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดค ายาก เพื่อใช้ในการสอนซ่อมเสริมส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนช่วงพรานวิทยา จังหวัด ราชบุรี. วิทยานิพนธ์ศึกษา ศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556. นิตยา ฤทธิ์โยธี. การท าและการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ. กรุงเทพฯ : กรมสามัญศึกษา, 2552. นิภา เล็กบำรุง. พฤติกรรมการสอนของครูระดับประถมศึกษาในจังหวัดสมุทรสาครเกี่ยวกับ การก าหนดงานให้นักเรียนและการทบทวนเมื่อจบบทเรียน. ปริญญานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2555. บันลือ พฤกษะวัน. การสอนอ่านเบื้องต้น .กรุงเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์, 2555. ___________. มิติใหม่ในการสอนอ่าน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2558. บุญปก อ่อนเผ่า. การศึกษาความสามารถทางการเขียนสะกดค าภาษาไทยของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา ในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556. บุญมา สังข์โพธิ์. การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดค ายาก ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2553. ประเทิน มหาขันธ์. การสอนอ่านเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2550. ประภาศรี สีหอำไพ. วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2556. ผอบ โปษะกฤษณะ. หลักการเขียน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2554. พงษ์จันทร์ปิ่นสุวรรณ. การวิเคราะห์แบบการเขียนสะกดการันต์พยางค์ในภาษาไทยจากบรรดา ค าในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต วิทยาลัย วิชาการศึกษา, 2552. พนมวัน วรดลย์. การสร้างแบบฝึกหัดการเขียนสะกดค าของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2552. พรรณีชูทัย. สารัตถทางจิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาควิชาจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2552.
80 พิมล แจ่มแจ้ง. การสร้างชุดฝึกซ่อมเสริมการเขียนสะกดค า ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2552. ไพจิตร วัฒนกุล. สาเหตุแห่งการเขียนสะกดการันต์ผิด และเปรียบเทียบความสามารถทางการเขียน สะกดการันต์ระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 แผนกศิลปะและแผนกวิทยาศาสตร์ ในภาคการศึกษา 7. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2556. มณฑนา วัฒนถนอม. การเปรียบเทียบการสอนซ่อมเสริมทักษะการเขียนสะกดค าส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ระหว่างวิธีการสะกดค าและวิธีสัมพันธ์ทักษะ. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553. ยุพา ส่งศิริ. การสอนเขียน คู่มือวิชาภาษาไทย เล่ม 3. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2556. ยุพิน อินทะยะ. การศึกษาความสามารถทางการเขียนสะกดค าภาษาไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2555. ระวิวรรณ ศรีคร้ามครัน. การพัฒนาหลักสูตรในโรงเรียนมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2557. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. หลักการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศึกษาพร, 2538. วรรณีโสมประยูร. การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2557. วิจิตรา แสงพลสิทธิ์และคนอื่น ๆ. การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2552. วิภาดา ประสานทรัพย์. พฤติกรรมการสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ : สถาบันสถาบันราชภัฏ สวนสุนันทา, 2552. ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม. การซ่อมเสริม (การสอนเพื่อบรรดิการ). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2555. ศศิธร สุทธิแพทย์. แบบฝึกหัดส าหรับสอนเรื่องวลีในภาษาไทยระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554. ศึกษาธิการ, กระทรวง. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ, 2551. ________. การเรียนรู้อนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ, 2551. สนิท ตั้งทวี. ศิลปะการสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2556.
81 สมจิตร เสาร์ศรีจันทร์. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการฝึกทักษะการเขียนสะกดค าภาษาไทย ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ที่สร้างขึ้น กับการฝึกตามปกติ. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช, 2555. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. ภาษาเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : ม.ป.ป. สมบูรณ์ทินกร. เปรียบเทียบความสามารถและความซื่อสัตย์ในการเขียนสะกดค าภาษาไทย ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2. ม.ป.ท. : ม.ป.พ., 2555. สมบูรณ์ศุภจริยาวัตร. การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดการันต์ส าหรับระดับประกาศนียบัตรวิชา การศึกษาชั้นสูงปีที่1. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2553. สาวลักษณ์ รัตนวิชช์. การพัฒนาการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา. กรุงเทพฯ : ประยูรวงศ์, 2553. สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์. วิธีสอนภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2555. สุทธิวงศ์พงศ์ไพบูลย์. การเขียนเรียงความและเขียนกลอน. สงขลา : จิงจิงการพิมพ์, 2556. สุธีพร ปาคะดี. การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการอ่าน เขียน และการระลึกสิ่งที่อ่านได้ ในวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่5 ที่ได้รับการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา กับนักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครู. ปริญญานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2551. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. หลักและวิธีการสอนอ่านภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิช, 2553. สุพิณ เลิศรัตนการและคนอื่น ๆ. คู่มือภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ : พี.เอส.พี., 2552. สุภาพ ดวงเพ็ชร. การเปรียบเทียบความสามารถและความคงทนในการเขียนสะกดค าภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดค ากับการใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครู. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2553. สุรีพร แย้มฉาย. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยเรื่อง การเขียนสะกดค า ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ มัชฌิมจังหวัด นครสวรรค์. นครสวรรค์ : โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ, 2554.
82 อดุลย์ไทรเล็กทิม. การศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดค ายากและทักษสัมพันธ์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนชุมชนบ้านชัฎป่าหวาย จังหวัดราชบุรี. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2554. อรทัย นุตรดิษฐ. การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดค าส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2550. อรพรรณ ภิญโญภาพ. การศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดค ายากแบบทักษสัมพันธ์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนในแหล่งเสื่อมโทรมคลองเตย. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2551. Arron, I. E. “The Relationship of Selected Measures to Spelling Achievement at the Fourth and Eight Levels,” Journal of Educational Research. 4 (December 2002) : 138-142. Blair, Paul. “Spelling Teaching of,” A Encyclopedia of Education. Detroit : GaleResearch, 1998. Catalana, Erilecn Aiken. “The Effect of a Spelling Program Using Works in given Context on Reading Comprehension and Vocabulary Scores,” Dissertation Abstracts International. 7 (February 2012) : 4983-A. Dailey, Charles Merrill. “A Comparison of the Spelling Performance of Children Taught Traditional Orthography (t.o.) With that of Children Taught the Initial Teaching Alphabet (i.t.a.) in the Crawfordsville Community School, Grade Three Throught Six,” Dissertation Abstracts International. 9 (March2012) : 5677-A. Dale, Edgar and others. Teaching use of Teaching Vocabulary. California : Field Education, 1997. Hanna, Paul R. and others. Spelling :Structure and Strategies. Boston : Houghton Mifflin, 1989. Harless, J. H. “The Two Meanings of Mathmatics,” A Handbook of Programed Learning. Anand : India nodete, 1998.
83 Horn, Earnest. “Spelling,” Encyclopedia of Educational Research. New York : Macmillan, 1999. Hymer, Robert Gharles. “An Analysis of Spelling Errors Found in the Writing Composition of Fourth Fifth and Sixth Grade Children,” Dissertation Abstracts. 24 (August 2009) : 573-A. Johnson, D. Spelling : Structure and Strategies. New York : McGraw-Hill, 2004. King, Babel Houk. College Spelling. 3 rd. New York : South-Western, 1995. Merry, R. “Spelling of Proficiency and Early Training with I.T.A.,” Resources In Education. 7 (July 1999) : 64. Olson, James Harry. “A Study of the Performance of Second Grade Children on “Taught” and “Untaught” Words Having Regular and Less Regular Spelling Patterns,” Dissertation Abstracts International. 3 (September 2008) : 1147-A. Petty, G. “Language Workbook and Practice Materials,” Development Language Skills in the Elementary School. New York : Allyn and Bacon, 1999. Petty, W. T. and J. M. Jensen. The Spelling Program Developing Children’ s Language. Boston : Allyn and Bacon, 1980. River, Willga M. Teaching Foreign Language Skills. Chicago : The University of Chicago, 1999. Schwartz, Sybil. “A Development Study of Children’s Ability to Acquire Knowledge of Spelling Patterns,” Dissertation Abstracts International. 12 (June 2001) : 8020-A. Webster, N. Webter’s Third New International Dictionary. Massachusetts : G and C Merrjam, 1996.
84 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดความพึงพอใจ
85 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน-หลังเรียน ท ๑๓๑๐๓ วิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เวลา ๓๐ นาที คะแนนเต็ม ๓๐ คะแนน ค าชี้แจง ให้นักเรียนทำเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในกระดาษคำตอบทับข้อที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว ๑. คำควบกล้ำ หมายถึง ข้อใด ก. พยัญชนะที่มี ๓ ตัว ข. พยัญชนะต้นที่มีตัว ร ล ว ค พยัญชนะที่ออกเสียง ร ล ว ง. พยัญชนะต้นที่มี ๒ ตัว ออกเสียงควบกับ ร ล ว ๒. “ โครงการปลูกต้นไม้ลดโลกร้อน” ประโยคนี้มีคำควบกล้ำกี่คำ ก. ๑ คำ ข. ๒ คำ ค. ๓ คำ ง. ๔ คำ ๓. ข้อใดเป็นพยัญชนะที่ออกเสียงควบกล้ำ ก. ผว กว กร ข. พร ขร นว ค. ปร มร พล ง. คว ปล กร ๔. “ต้นไทรต้นนี้มีนกมาสร้างรังอยู่ พวกเราอย่าเอาไม้ไปขว้างนะ” จากข้อความมีคำควบกล้ำแท้และ คำควบกล้ำไม่แท้อย่างละกี่คำ ก. ควบแท้ ๑ ควบไม่แท้ ๒ ข. ควบแท้ ๑ ควบไม่แท้ ๓ ค ควบแท้ ๒ ควบไม่แท้ ๑ ง. ควบแท้ ๒ ควบไม่แท้ ๒
86 ๕. คำใดที่มี ห นำ ล ก. หมวก ข. เหยื่อ ค. หนัก ง. หลาย ๖. “เขาเป็น............รักของปู่” ควรเติมคำใด ก. หมอ ข. เหมือน ค. หลาน ง. หมา ๗. ข้อใดเป็นคำที่มี ห เป็นอักษรนำ ก. ห่างหาย ข. หดหู่ ค. หุ่นยนต์ ง. หลากหลาย ๘. คำในข้อใดที่เป็นคำประวิสรรชนีย์ ก. เสวนา ข. ถวาย ค. พลเมือง ง. ทะนุถนอม ๙. คำในข้อใดที่เขียนและอ่านได้ถูกต้อง ก. กระตือรือร้น (กะ – ตือ – รือ – ร้น) ข. พงศ์ประยูร (พง – ปะ – ยูน) ค. ตะลีตะลาน (ตะ – หลี – ตะ – หลาน) ง. กระวนกระวาย (กระ – วน – กระ – วาย) ๑๐. น้องของเธอตัวเล็ก______________ควรเติมคำใดในช่องว่าง ก. สะพรั่ง ข. ประลอง ค. กระจ้อยร่อย ง. ทะลสาบ
87 ๑๑. “สะพรั่ง” หมายถึงข้อใด ก. ห้วงน้ำใหญ่ ข. รีบเร่ง ค. ล้มพุ่งถลาไปเพราะสะดุด ง. อาการของสิ่งที่เป็นอย่างเดียวกัน ปรากฏพร้อม ๆ กัน จำนวนมาก ๑๒. คำที่ใช้ “บัน” ได้ถูกต้อง ก. บันดาล ข. บันจุ ค. บันเทา ง. บันทุก ๑๓. คำที่ใช้ “บัน” ได้ถูกต้อง ก. บันนารักษ์ ข. บันเทิง ค. บันเลง ง. บันยาย ๑๔. คำที่ใช้ “บัน” ได้ถูกต้อง ก. บันพต ข. บันจง ค. บันลือ ง. บันทม ๑๕. ข้อใดใช้ตัวการันต์ไม่ถูกต้อง ก. สัปดาห์ ข. พระองค์ ค. เบอค์ ง. สวรรค์ ๑๖. เครื่องหมายทัณฑฆาต ถ้าอยู่บนพยัญชนะตัวใดจะเกิดอะไรขึ้น ก. มีพยางค์เพิ่มขึ้น ข. คำสมบูรณ์ขึ้น ค. เป็นพยัญชนะตาย ง. พยัญชนะตัวนั้นไม่ออกเสียง
88 ๑๗. คำในข้อใดเขียนผิด ก. สวดมนต์ ข. รถยนต์ ค. ภาพยนต์ ง. วอลเลย์บอล ๑๘. เขาคิดว่าเป็น_____กรรมที่ต้องถูก______คืนที่ดินบริ_____บ้านของเขา ก. เวณ เวร เวน ข. เวร เวณ เวน ค. เวร เวน เวณ ง. เวน เวณ เวร ๑๙. เขาเอาเงินยี่สิบ_____ใส่ใน_____พระที่มาบิณฑ______ ก. บาท บาตร บาต ข. บาท บาตร บาตร ค. บาท บาต บาต ง. บาท บาต บาตร ๒๐. เมื่อ_____เวลาผ่านไป ทำให้เรามีประสบ______ใน______ท างาน ก. การ กาล การณ์ ข. กาล การณ์ การ ค. การณ์ การ กาล ง. การ การณ์ กาล ๒๑. ข้อใดคือคำคล้องจอง ก. แหวน แหวก ข. เขียน เรียน ค. ป่วย บ่าว ง. สาว สวย ๒๒. ข้อใดเป็นคำคล้องจองของคำว่า “ยาเสพติด” ก. สิ้นเปลืองเงินทอง ข. ไร้ญาติขาดมิตร ค. พ่อแม่เสียใจ ง. ชีวิตจะสั้น
89 ๒๓. ข้อใดเป็นคำคล้องจองของ “พ่อของฉัน ฟันสีขาว.........................” ก. ยาของหมอ ข. ราวตากผ้า ค. ถามเพื่อรู้ ง. น้ำใจงาม ๒๔. คำที่ใช้ รร ร ตัวหน้าทำหน้าที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต์ ค. ไม้หันอากาศ ง. ไม้ยมก ๒๕. คำที่ใช้ รร ร ตัวหลังทำหน้าที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต์ ค. ไม้หันอากาศ ง. ไม่ออกเสียง ๒๖. คำในข้อใดเขียนผิด ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ ง. บรรทัด ๒๗. “แม่ใช้ไม้..............วัดผ้าแล้วจึงตัด” ก. บรรณทัด ข. บรรทัด ค. บันทัด ง. บัณทัด ๒๘. คำในข้อใดเป็นคำไม่ประวิสรรชนีย์ไม่ถูกต้อง ก. จักรยาน ข. สวรรค์ ค. เยาวชน ง. ภาพยนต์
90 ๒๙. คำในข้อใดเป็นคำไม่ประวิสรรชนีย์ทั้งหมดก. พนมมือ พระองค์ คุณธรรมข. สลับ อนุญาต ระหว่างค. ธรรมชาติ มารยาท พิจารณา ง. ผลไม้ ต้นมะพร้าว ต้นองุ่น ๓๐. คำประวิสรรชนีย์ข้อใดอ่านได้ถูกต้องก. ผลผลิต อ่านว่า ผน – ผะ – ลิดข. นาฏศิลป์ อ่านว่า นา – ตะ – สินค. เชลย อ่านว่า ชะ – เหลย ง. ธรรมชาติ อ่านว่า ทำ – มะ – ชาด
91 เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน-หลังเรียน ท ๑๓๑๐๓ วิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ คะแนนเต็ม ๓๐ คะแนน ข้อ เฉลย ข้อ เฉลย ๑. ง ๑๖. ง ๒. ข ๑๗. ค ๓. ง ๑๘. ค ๔. ก ๑๙. ก ๕. ง ๒๐. ข ๖. ค ๒๑. ข ๗. ง ๒๒. ง ๘. ง ๒๓. ข ๙. ง ๒๔. ค ๑๐. ค ๒๕. ก ๑๑. ง ๒๖. ข ๑๒. ก ๒๗. ข ๑๓. ข ๒๘. ง ๑๔. ค ๒๙. ค ๑๕. ค ๓๐. ง
92 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ค าชี้แจง แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 9 เล่ม โปรดกาเครื่องหมาย ลงในช่องว่างที่ตรงกับความคิดเห็นของท่าน ซึ่งมี 5 ระดับ คือ เหมาะสมมากที่สุด ให้ 5 คะแนน เหมาะสมมาก ให้ 4 คะแนน เหมาะสมปานกลาง ให้ 3 คะแนน เหมาะสมน้อย ให้ 2 คะแนน เหมาะสมน้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น 5 4 3 2 1 ด้านเนื้อหา 1. เนื้อหาที่เรียนเป็นเรื่องที่ชอบ 2. ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่เรียนตามที่ต้องการ 3. เนื้อหาที่เรียนไม่ยากเกินไป 4. ความรู้ที่ได้รับเป็นเรื่องที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 5. เรื่องที่เรียนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 6. มีความสนุกสนานกับการร่วมกิจกรรมในชั่วโมงที่เรียน 7. ได้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข 8. รู้สึกภูมิใจมากเมื่อตอบคำถามได้ถูกต้อง 9. พอใจที่สามารถตรวจสอบคำถามได้ด้วยตนเอง 10. ได้ฝึกทักษะด้านการอ่านและเขียนอย่างมั่นใจ ด้านสื่อและอุปกรณ์ในการเรียนการสอน 11. ในการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะน่าสนใจมาก
93 ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น 5 4 3 2 1 12. การเรียนรู้ทีละน้อยทำให้เข้าใจได้ดีและไม่เบื่อง่าย 13. ภูมิใจที่ได้เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ 14. แบบฝึกทักษะทำให้ประสบความสำคัญได้ ด้านการวัดผลและประเมินผล 15. ฉันมีโอกาสได้ทราบผลคะแนนของแบบฝึกหัดทันที 16. คุณครูมีวิธีการสอนที่น่าสนใจ 17. เมื่อมีการทดสอบท้ายบทฉันพอใจมาก 18. เมื่อตั้งใจเรียนคุณครูชมเชยเสมอ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ............................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ......................................................ผู้ประเมิน (...........................................................)
94 ภาคผนวก ข คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน