บทบรรณาธิการ
สวัสดปี ใี หม่ พ.ศ. 2561 เพอื่ นครู ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา (ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธ)ิ์
และผู้อ่านทุกทา่ นครับ วารสารวิทยาจารย์ฉบับเดอื นมกราคม 2561 ต้อนรับ บรรณาธกิ าร
ทุกท่านสู่ศักราชใหม่ และต้อนรับเข้าสู่เดือนวันครู เดือนท่ีมีวันส�ำคัญของ
ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษาทวั่ ประเทศนนั่ คอื วนั ท่ี 16 มกราคม เปน็ วนั ครู
สืบเน่ืองมาจากปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจ�ำปี
จอมพลป.พบิ ลู สงครามนายกรฐั มนตรแี ละประธานกรรมการอำ� นวยการครุ สุ ภา
กิตติมศักดิ์ ได้กล่าวปราศัยต่อท่ีประชุมครูทั่วประเทศว่า “ที่อยากเสนอ
ในตอนนก้ี ค็ อื วา่ เนอ่ื งจากผเู้ ปน็ ครู มบี ญุ คณุ เปน็ ผใู้ หแ้ สงสวา่ งในชวี ติ ของเรา
ท้ังหลาย ข้าพเจา้ คิดว่า “วันครู” ควรมสี ักวนั หนึ่ง สำ� หรับให้บรรดาลูกศษิ ย์
ท้ังหลายได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย”
กอปรกบั ความคดิ เหน็ ของครทู แี่ สดงออกทางสอื่ มวลชนและอนื่ ๆทลี่ ว้ นเรยี กรอ้ ง
ให้มี “วันครู” เพ่ือให้ร�ำลึกถึงความส�ำคัญของครู ในฐานะท่ีเป็นผู้เสียสละ
ประกอบคุณงามความดีเพ่ือประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก
คณะรฐั มนตรีจึงได้มมี ติให้วนั ท่ี 16 มกราคม ของทกุ ปเี ปน็ “วนั ครู” และให้
กระทรวงศึกษาธิการส่ังการให้ครูและนักเรียนหยุดในวันน้ี คุรุสภาจึงได้
จัดงานวันครูขึ้น ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2500 เป็นต้นมา เพ่ือร�ำลึกถึง
พระคณุ บรู พาจารย์ สง่ เสรมิ สามคั คธี รรมระหวา่ งครู และเพอ่ื สง่ เสรมิ ความเขา้ ใจ
อันดีระหวา่ งครกู ับประชาชน
สำ� หรับปี 2561 น้ี เป็นการจัดงานวนั ครคู รงั้ ท่ี 62 ภายใตแ้ ก่นสาระ
“เฉลมิ รชั สมยั ครไู ทยพฒั นา” เพอ่ื เฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
มหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู รชั กาลที่ 10โดยจดั งานทง้ั สว่ นกลาง
ทค่ี รุ สุ ภาและสว่ นภมู ภิ าคทสี่ ำ� นกั งานศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั ทวั่ ประเทศ ในโอกาสนี้
จงึ ขอเชญิ ชวนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกท่าน ตั้งใจพัฒนาตัวเอง
อย่างเต็มก�ำลังความสามารถ เพ่ือให้การศึกษาของชาติเจริญก้าวหน้า
และ “ลูกศิษย์” ของพวกเราทกุ คน เตบิ โตเปน็ “คนดแี ละคนเกง่ ” มที ง้ั วชิ า
ความรคู้ วามสามารถ และคุณธรรมจรยิ ธรรม รว่ มกนั สรา้ งสงั คมน่าอยูใ่ ห้กับ
ประเทศชาติของเรา ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปีและตลอดไป รวมทั้ง
ขอใหท้ กุ ทา่ นทมี่ คี รกู ลบั ไปคารวะครใู นวนั ครูวนั ท่ี16มกราคม2561กนั นะครบั
ขอเชญิ รว่ มสง่
บทความ เรือ่ งส้ัน บทกวี
เกยี่ วกับการประกอบวชิ าชีพครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา
เพือ่ เผยแพร่ในวารสารวิทยาจารย์ โดยสามารถสง่ ผลงาน ได้ดังนี้
1. e-mail : [email protected]
2. ไปรษณยี ์ : กองบรรณาธิการวารสารวิทยาจารย์ ส�ำ นักงานเลขาธิการครุ สุ ภา
128/1 ถนนนครราชสมี า แขวงดสุ ิต เขตดสุ ติ กรงุ เทพฯ 10300
3. โทร. / โทรสาร : 0 2282 1308
ผลงานที่สง่ มานนั้ ต้องมิไดล้ อกเลียน ดดั แปลงงานของผ้อู น่ื
ผลงานท่ีไดร้ ับคัดเลอื กเผยแพร่ จะไดร้ บั คา่ ตอบแทนตามท่กี องบรรณาธกิ ารก�ำ หนด
วิทยาจารย์ 1
วารสารเพอ่ื การพัฒนาวชิ าชีพครู ปที ี่ 117 ฉบบั ท่ี 3 เดือนมกราคม 2561
01 บทบรรณาธิการ 10 34
04 สก๊ปู พเิ ศษ
25 พทุ ธศาสนา
การถวายพระราชสมญั ญา
พระผทู้ รงเปน็ ครแู หง่ แผ่นดิน วาทะของพระบรมครู เรอ่ื ง
แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช การลา้ งวาทะเรอ่ื งตบะ ตอนท่ี 2
10 นเิ ทศการศกึ ษา 29 หอ้ งเรียนวิชาการ
ย้อนรอยอดีตศกึ ษานิเทศก์ ยกระดบั คณุ ภาพการศกึ ษา เพอ่ื เตรยี ม
เมอ่ื คราแรกเรม่ิ อาจารยส์ มพงษ์ พละสูรย์ นักเรียน (กทม.) รองรับ Thailand 4.0 ตอนท่ี 2
15 34 บริหารการศึกษา
15 โรงเรียนดี โครงการเดน่ โรงเรยี นกบั กิจกรรม
นวัตกรรม “การด�ำเนินงานกิจกรรมส่งเสริม 38 วชิ าการอ่านง่าย
ศักยภาพผู้เรียนโดยใช้รูปแบบบ้านสามหลัง
(PMI Home)” โรงเรยี นบา้ นเขาพริกอนุสรณ์ ปฏริ ปู การศึกษา : วงั เอ๋ยวังเวง
20 เรียนรอบตัว 43 ข้อเขียนวันครรู างวัลชนะเลิศ
1S2C การคดิ วิเคราะห์แบบนักประวตั ิศาสตร์ “ลมหายใจของคนเป็นคร”ู
ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรขู้ องชมรมมคั คเุ ทศกน์ อ้ ย
โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ 45 ข้อเขยี นวนั ครูรางวลั รองชนะเลิศ
จงั หวดั สมทุ รปราการ ตอนที่ 1
ครูในดวงใจศษิ ยน์ ิจนิรนั ดร์
47 ข้อเขียนวนั ครูรางวลั รองชนะเลิศ
“ครชู าวนา”
49 วิจยั น่ารู้
58 หนึ่งโรงเรียน หนึง่ นวตั กรรม
65 ประสบการณ์
บันทกึ ถึงดวงดาว 88
2 วิทยาจารย์
69 กองบรรณาธกิ าร
69 บทความพเิ ศษ ทป่ี รึกษา :
คุณลักษณะของคนทม่ี คี ณุ สมบตั ิ คณะกรรมการครุ สุ ภา
เพอ่ื การขับเคล่อื นประเทศไทย ยคุ 4.0 ดร.บรู พาทศิ พลอยสุวรรณ์
ดร.ทินสริ ิ ศิรโิ พธิ์
72 IT Hero นายไพบลู ย์ เสยี งกอ้ ง
นางสาวจุไรรตั น์ แสงบญุ นำ�
สอ่ื การเรยี นการสอนยุคเทคโนโลยี นายธีรวุฒิ ทองโอษฐ์
นายดำ�รง พลโภชน์
77 เรอื่ งสัน้ นายยทุ ธชัย อุตมา
ผิดเป็นครู ผู้ทรงคุณวฒุ ิ/นักวชิ าการประจ�ำ :
81 ประโยคสัญลักษณ์ ศ.กิตตคิ ุณสมนุ อมรววิ ฒั น์
รศ.ดร.วชิ ัย วงษใ์ หญ่
ประโยคสัญลกั ษณท์ ี่ 68 รศ.ดร.สนานจติ ร สคุ นธทรัพย์
เส้ือยืดของเขา รศ.ดร.สมศักด์ิ คงเทย่ี ง
รศ.ดร.พรพิพัฒน์ เพ่มิ ผล
84 ดรรชนกี ฬี า รศ.ดร.กล้า ทองขาว
รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรพั ย์
ศพั ท์ในกฬี ากอลฟ์ รศ.ดร.มนสชิ สทิ ธิสมบรู ณ์
ดร.ประพัฒน์พงศ์ เสนาฤทธ์ิ
89 พชิ ิตการออม ดร.ปฐมพงศ์ ศภุ เลิศ
ดร.จกั รพรรดิ วะทา
ออมอยา่ งไรใหเ้ งินงอกเงย ดร.พลสณั ห์ โพธศ์ิ รีทอง
ฉบบั มนุษยเ์ งนิ เดอื น ลงทุน RMF ตอนท่ี 2 บรรณาธิการ : ดร.สมศักด์ิ ดลประสิทธ์ิ
หวั หนา้ กองบรรณาธิการ:
92 รูร้ อบทิศ นางราณี จนี สุทธิ์
รองหวั หนา้ กองบรรณาธิการ:
การบูชาบูรพาจารย์ในงานวนั ครู นายจนั ทร์ยงยทุ ธ บญุ ทอง
ประจ�ำ กองบรรณาธิการ:
96 วชิ าการบนั เทงิ นางภทั ราวรรณ ประกอบใน
นางจิรภฎา ทองขาว
ความสวา่ งไสวของหัวใจดวงน้อย นางสาววนิ ตี า รังสวิ รารกั ษ์
นางสาวธัญรัตน์ ศิรเิ มฆา
1 00 สกวาารงคโจดวที ..อ่ .มงหเทานย่ี ควรเทพบันดาล นางสาววรวรรณ พรพิพัฒน์
108 ย�ำสามกรอบ นายวัชรพล เหมืองจา
นายทรงชยั ช่ืนลว้ น
ปีใหม่ 2561 คยุ กับ SANTA สบตา… GALAXY
ประสานงานฝ่ายผลติ :
วารสารวิทยาจารย์
กองบรรณาธกิ าร/ฝ่ายสมาชิก โทร./โทรสาร 0 2282 1308 นางภทั ราวรรณ ประกอบใน
ทอ่ี ยู่ 128/1 ถนนนครราชสมี า แขวงดสุ ติ เขตดสุ ิต กรงุ เทพฯ 10300 นางจิรภฎา ทองขาว
e-mail : [email protected]
ศลิ ปกรรม/รูปเล่ม/จดั พิมพ์ :
บรษิ ทั ออนป้า จำ�กัด
111/1 อาคารนวสร ถนนพระรามที่ 3
แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร 10120
โทร. 0 2689 1056
โทรสาร 0 2689 1081
www.onpa.co.th
สกู๊ปพิเศษ
ถวลั ย์ มาศจรัส
การถวายพระราชสมัญญา พระผทู้ รงเป็นครแู หง่ แผน่ ดิน
แดพ่ ระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เนอ่ื งในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม พทุ ธศักราช 2554
ความเปน็ มา
วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2554 เป็นวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในพระบาท
สมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ซงึ่ เปน็ วนั ทมี่ คี วามสำ�คญั ยงิ่ ของพสกนกิ รชาวไทยทวั่ ทง้ั แผน่ ดนิ
ท่ีได้พ่ึงพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมให้ดำ�รงชีวิตและประกอบสัมมาอาชีพด้วยความสงบร่มเย็นมาอย่าง
ยาวนาน
ดว้ ยสำ�นึกในพระมหากรณุ าธคิ ุณเป็นลน้ พน้ คณะอนกุ รรมการจดั งานวันครู พ.ศ. 2554 กอปรดว้ ย
ความเห็นของที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ เม่ือวันที่ 13 กันยายน 2553 เห็นสมควร
แตง่ ตง้ั คณะอนกุ รรมการขอพระราชทานนอ้ มเกลา้ นอ้ มกระหมอ่ มถวายพระราชสมญั ญา เพอ่ื เฉลมิ พระเกยี รติ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชในพระราชกรณยี กจิ ดา้ นการศกึ ษาและในฐานะทท่ี รงเปน็
ครแู หง่ แผน่ ดนิ นายชนิ วรณ์ บณุ ยเกยี รติ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ไดม้ คี ำ�สง่ั กระทรวงศกึ ษาธกิ ารท่ี
825/2553 เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาขอพระราชทานน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา
ส่ัง ณ วนั ท่ี 10 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2553 โดยมีคณะอนกุ รรมการ จำ�นวน 27 คน ประกอบดว้ ย ผทู้ รงคุณวฒุ ิ
อาทิ ปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ประธานกรรมการครุ สุ ภา เปน็ อนกุ รรมการทป่ี รกึ ษา ศาสตราจารยพ์ เิ ศษ ธงทอง
จนั ทรางศุ เลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา เป็นประธานอนกุ รรมการ ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐติ ิ ศาสตราจารย์
กติ ติคุณสุมน อมรววิ ัฒน์ รองศาสตราจารยส์ ขุ ุม เฉลยทรัพย์ เปน็ อาทิ เป็นอนกุ รรมการผูท้ รงคณุ วุฒิ
4 วิทยาจารย์
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชกบั การพฒั นาการศกึ ษาของมนษุ ยชาติ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์
ลำ�ดบั ที่ 9 แหง่ พระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวนั ท่ี 9 มิถนุ ายน พุทธศกั ราช 2489
วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามอย่างโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่ง
ไพศาลทกั ษณิ ในพระบรมมหาราชวงั เฉลมิ พระบรมนามาภไิ ธย ตามทจ่ี ารกึ ในพระสพุ รรณบฏั วา่ พระบาทสมเดจ็
พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหติ ลาธเิ บศรรามาธบิ ดีจกั รนี ฤบดนิ ทรสยามนิ ทราธริ าชบรมนาถบพติ ร
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกน้ี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทาน
พระปฐมบรมราชโองการวา่ “เราจะครองแผน่ ดนิ โดยธรรม เพอ่ื ประโยชนส์ ขุ แหง่ มหาชนชาวสยาม”
วทิ ยาจารย์ 5
นับแต่ทรงครองสิริราชสมบัติ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการครองแผ่นดินโดยธรรม
เพอ่ื ประโยชนส์ ขุ แหง่ มหาชนชาวสยาม ดว้ ยพระวริ ยิ ะอตุ สาหะ นำ�ความเจรญิ รงุ่ เรอื งสปู่ ระเทศชาติ และประชาชน
อยา่ งไพศาล โดยเฉพาะพระราชกรณยี กจิ ดา้ นการพฒั นาการศกึ ษาไทย นน้ั พระองคท์ รงสนพระราชหฤทยั
เป็นพิเศษ ส่งผลให้การพัฒนาการศึกษาของชาติมีความเจริญก้าวหน้าแผ่ขยายครอบคลุมทั้งในเมืองและ
ในชนบทโดยท่ัวถงึ
ในรชั สมยั ของพระองค์ การศกึ ษาของไทยพฒั นากา้ วหนา้ ครอบคลมุ ทงั้ การศกึ ษาในระบบ การศกึ ษา
นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งเป็นคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยและ
การศกึ ษาไทยท่ีสำ�คัญยิ่งในประวตั ศิ าสตร์การพัฒนาของประเทศไทย
ความเจริญก้าวหน้าดังกล่าว เนื่องด้วยพระปรีชาสามารถในความเป็นครูและมีพระราชวิสัยทัศน์
ที่ทรงมองเห็นความสำ�คัญของการศึกษาในอนาคตว่ามีความสำ�คัญย่ิงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและ
ศกั ยภาพของมนษุ ย์ ใหม้ คี วามเจรญิ กา้ วหนา้ เตม็ ตามศกั ยภาพของแตล่ ะบคุ คล พระราชกรณยี กจิ ทที่ รงปฏบิ ตั ิ
นอกจากในฐานะพระมหากษตั รยิ ์ ซง่ึ เปน็ ทเ่ี คารพสงู สดุ ของปวงชนชาวไทยแลว้ พระองคย์ งั ทรงเปน็ ครยู ง่ิ กวา่
ครขู องแผน่ ดนิ เปน็ ทเ่ี ทดิ ทนู ทง้ั ของพสกนกิ รชาวไทยและเปน็ ทน่ี อ้ มเคารพของนานาอารยประเทศทง้ั หลายในโลก
พระราชภารกจิ ทท่ี รงปฏบิ ตั ิ เปน็ พระราชภารกจิ ทส่ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ พระราชหฤทยั ของความเปน็ ครู
โดยเด่นชัด เป็นพระราชภารกิจที่ทรงต้องการเห็นพสกนิกรและมนุษยชาติได้รับการพัฒนาให้มี
ความเจรญิ กา้ วหนา้ ทง้ั ดา้ นวชิ าการและความเปน็ มนษุ ยท์ เ่ี พยี บพรอ้ มดงี ามอยา่ งสมดลุ ระหวา่ งสตปิ ญั ญา
ความดี ความงาม ด้วยความวิริยะอุตสาหะที่จะทรงปฏิบัติพระราชภารกิจความเป็นครูของพระองค์
ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมาย เพอ่ื ความสุขของพสกนกิ รชาวไทยและของมวลมนุษยชาติ
6 วทิ ยาจารย์
พระมหากรุณาธิคุณอนั ไพศาลตอ่ การพัฒนาการศึกษาของชาติ
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 21 ธันวาคม พุทธศักราช 2553 คณะรัฐมนตรี
ไดล้ งมตเิ หน็ ชอบการถวายพระราชสมญั ญา “พระผทู้ รงเปน็ ครแู หง่ แผน่ ดนิ ” เพอื่ เฉลมิ พระเกยี รตแิ ดพ่ ระบาท
สมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธนั วาคม
พทุ ธศักราช 2554 ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช และเพอ่ื เป็นสิรสิ วสั ดพิ์ ิพฒั นมงคล
แก่พสกนิกรชาวไทยสบื ไปตลอดกาลนาน ตามท่กี ระทรวงศึกษาธกิ ารรายงานเสนอ โดยมสี าระสำ�คัญสรปุ ถงึ
พระมหากรณุ าธิคุณต่อการพฒั นาการศึกษาของชาติ ดังน้ี
1. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยะ
อุตสาหะ นำ�ความเจริญรุ่งเรืองสู่ประเทศชาติ และประชาชนอย่างไพศาล โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจ
ด้านการพัฒนาการศึกษาไทย พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ ส่งผลให้พัฒนาการศึกษาของชาติ
มคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ แผข่ ยายครอบคลมุ ทง้ั ในเมอื งและในชนบทโดยทวั่ ถงึ ในรชั สมยั ของพระองค์ การศกึ ษา
ของไทยพัฒนาก้าวหน้าครอบคลุมท้ังการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
ซง่ึ เปน็ คณุ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของคนไทยและการศกึ ษาทส่ี ำ�คญั ยง่ิ ในประวตั ศิ าสตรก์ ารพฒั นา
ของประเทศไทย
2. พระราชกรณียกิจในส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับการศึกษาในระบบโดรงเรียนนั้น เร่ิมจากใน พ.ศ. 2498
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนจิตรลดาข้ึนส�ำหรับพระราชโอรส พระราชธิดา บุตร ข้าราชบริพาร
ในพระราชวัง ตลอดจนเปิดโอกาสให้บคุ คลทว่ั ไปได้รว่ มเรยี นด้วย ต่อมาเมอื่ พระองคไ์ ดเ้ สดจ็ พระราชดำ� เนิน
เยย่ี มราษฎรบรเิ วณชายแดนทรุ กนั ดารทำ� ใหท้ รงทราบถงึ ปญั หาการขาดแคลนทเ่ี รยี นของเดก็ และเยาวชน จงึ มี
พระราชดำ� ริให้จัดสรา้ งโรงเรยี นใหแ้ กเ่ ด็กและเยาวชนท่ขี าดแคลนโอกาสทางการศกึ ษา ทั้งน้ี โรงเรียนทจ่ี ัดตงั้
ขนึ้ ตามพระราชดำ� ริและอยใู่ นพระบรมราชปู ถัมภ์โดยพระราชทานพระราชทรพั ย์ช่วยเหลือ ทรงอุปถมั ภ์ หรือ
ทรงใหค้ �ำแนะนำ� มจี �ำนวน 104 โรงเรยี น จ�ำแนกเป็นโรงเรยี นประเภทตา่ งๆ ไดแ้ ก่
วทิ ยาจารย์ 7
2.1 โรงเรยี นจติ รลดา ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้ 2.5 โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์จัดต้ังขึ้นตาม
สรา้ งอาคารชนั้ เดยี วในบรเิ วณสวนจติ รลดา และพระราชทาน พระราชดำ�รโิ ดยพระราชทานพระราชทรพั ย์ รว่ มสรา้ งโรงเรยี น
นามโรงเรียนว่า “โรงเรียนจิตรลดา” เปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ ตำ�รวจตระเวนชายแดน เพอ่ื สอนหนงั สอื ใหแ้ กช่ าวเขาและ
ชน้ั อนบุ าลถงึ มธั ยมศกึ ษาตอนปลายเปน็ การเปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ ประชาชนในถน่ิ ทรุ กนั ดาร ทำ�ใหเ้ ยาวชนไทยภเู ขาไดม้ โี อกาส
และเยาวชนทว่ั ไปเขา้ ไปเรยี นและยงั ไดพ้ ระราชทานพระราชทรพั ย์ เรียนรู้หนังสือ พระราชทานนามว่า “โรงเรียนเจ้าพ่อหลวง
สว่ นพระองค์เปน็ คา่ ใช้จ่ายของโรงเรียนจนถงึ ปัจจบุ ัน อุปถมั ภ์”
2.2 กลมุ่ โรงเรยี นราชวนิ ติ จดั ตง้ั ตามพระราชประสงค์ 2.6 โรงเรยี นวงั ไกลกงั วล พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร
ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช พระราชทานอาคารทพ่ี กั กองรกั ษาการณ์
โดยไดพ้ ระราชทานทด่ี นิ สำ�นกั งานทรพั ยส์ นิ สว่ นพระมหากษตั รยิ ์ วังไกลกังวลให้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียน และในปี
เพื่อเป็นโรงเรียนสำ�หรับบุตรหลานของข้าราชการสำ�นัก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ได้มีการจัดการศึกษาระดับ
พระราชวังและประชาชนในท้องถิ่นใช้เป็นท่ีเล่าเรียน และ มัธยมศึกษา ด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม เพ่ือเป็น
ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบกับเงิน ประโยชน์ในการทำ�ให้นักเรียนในส่วนภูมิภาคหรือชนบท
ที่มีผู้บริจาคเปน็ ค่าใชจ้ า่ ยในการก่อสรา้ งโรงเรยี น ห่างไกลได้มีโอกาสรับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
2.3 โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนในพระบรม ไม่ด้อยกว่าโรงเรยี นทม่ี คี ุณภาพและไดม้ าตรฐาน
ราชานเุ คราะห์ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ดั ตง้ั โรงเรยี นขน้ึ 2.7 โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรม
ในวัดและอาราธนาพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยสอน ราชูปถัมภ์ เดิมคือ โรงเรียนราชวิทยาลัย พระบาทสมเด็จ
ในโรงเรยี น โดยพระราชทานทนุ ทรพั ยส์ ว่ นหนง่ึ และทนุ ทไ่ี ดร้ บั พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชไดพ้ ระราชทานนามโรงเรยี น
บริจาคโดยเสดจ็ พระราชกศุ ล วา่ “โรงเรยี น ภ.ป.ร. ราชวทิ ยาลยั ” และทรงรบั ไวใ้ นพระบรม
2.4 กลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า เป็นโรงเรียนท่ีสร้างขึ้น ราชปู ถมั ภเ์ ปน็ โรงเรยี นทร่ี บั นกั เรยี นชายเปดิ สอนสายสามญั
สำ�หรับเด็กนักเรียนยากจนตามบริเวณชายแดนทุรกันดาร ศกึ ษา มจี ดุ มงุ่ หมายอบรมนกั เรยี นใหม้ ศี ลี ธรรมและวฒั นธรรม
หา่ งไกลการคมนาคมโดยทรงพระราชทานทรพั ยส์ ว่ นพระองค์ อนั ดงี ามและใหฝ้ กึ ฝนการกฬี า เพอื่ ชว่ ยมพี ลานามยั สมบรู ณ์
และไดพ้ ระราชทานนามโรงเรยี นวา่ “โรงเรียนร่มเกลา้ ” แขง็ แรง
8 วิทยาจารย์
2.8 โรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำ�ริ และอยู่ 4.2 ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาพกิ ลุ ทองอนั เนอื่ งมาจาก
ในความดูแลของมูลนิธิ หรือองค์กรต่างๆ เช่น โรงเรียน พระราชดำ�ริ ตงั้ อยู่ที่ตำ�บลกะลุวอเหนอื อำ�เภอเมือง จังหวัด
ราชประชานุเคราะห์ ท่ีจัดตั้งขึ้นตามพระราชดำ�ริเพ่ือให้ นราธวิ าส
โอกาสทางการศกึ ษาแกบ่ ตุ รหลานของผปู้ ระสบภยั ธรรมชาติ 4.3ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาอา่ วคงุ้ กระเบนอนั เนอ่ื งมาจาก
ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาในถิ่นทุรกันดาร และอยู่ใน พระราชดำ�ริ ตัง้ อยทู่ ต่ี ำ�บลสนามไชย อำ�เภอท่าใหม่ จังหวัด
ความดูแลของมูลนิธริ าชประชานเุ คราะห์ จนั ทบรุ ี
2.9 โรงเรียนที่จัดต้ังข้ึนเพ่ือเฉลิมพระเกียรติ เป็น 4.4 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจาก
โรงเรียนที่จัดต้ังข้ึนเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระราชดำ�ริ ตง้ั อยทู่ บ่ี า้ นนานกเคา้ ตำ�บลหว้ ยยาง อำ�เภอเมอื ง
พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ไดแ้ ก่ โรงเรยี นรชั ดาภเิ ษก จงั หวัดสกลนคร
จำ�นวน 10 โรงเรียน จัดตั้งขึ้นเพ่ือเฉลิมพระเกียรติเน่ืองใน 4.5ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาหว้ ยฮอ่ งไครอ้ นั เนอ่ื งมาจาก
โอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี เม่ือ พ.ศ. 2514 พระราชดำ�ริ ตงั้ อยบู่ รเิ วณพนื้ ทป่ี า่ ขนุ แมก่ วง อำ�เภอดอยสะเกด็
โรงเรียนนวมินทราชูทิศ จำ�นวน 5 โรงเรียน จัดต้ังขึ้นเพื่อ จงั หวัดเชยี งใหม่
เฉลมิ พระเกยี รตใิ นวโรกาสเจรญิ พระชนมพรรษา 60 พรรษา 4.6 ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาหว้ ยทรายอนั เนอ่ื งมาจาก
เม่ือ พ.ศ. 2530 โรงเรียนรัชมังคลาภิเษก เม่ือ พ.ศ. 2531 พระราชดำ�ริ ตั้งอยู่ตำ�บลสามพระยา อำ�เภอชะอำ� จังหวัด
และโรงเรยี นกาญจนาภเิ ษกวทิ ยาลยั จดั ตงั้ ขน้ึ เนอื่ งในโอกาส เพชรบุรี
ทรงครองสิรริ าชสมบตั ิครบ 50 ปี เม่ือ พ.ศ. 2539 5. ในการสง่ เสรมิ การศกึ ษาของชาตใิ หม้ คี วามเจรญิ
3. พระราชกรณียกิจในส่วนที่เก่ียวกับการศึกษา กา้ วหนา้ ทรงรเิ รม่ิ โครงการทส่ี ง่ เสรมิ การศกึ ษาและการจดั ตง้ั
นอกระบบโรงเรียน ทรงมีพระราชดำ�ริให้จัดตั้งโครงการ ทนุ การศกึ ษา โดยทรงสละพระราชทรพั ยส์ ว่ นพระองคจ์ ดั ตงั้
พระดาบสขนึ้ ดว้ ยความหว่ งใยตอ่ พสกนกิ รทต่ี อ้ งการแสวงหา กองทนุ ตา่ งๆ เพอื่ สง่ เสรมิ สนบั สนนุ การศกึ ษาของชาตอิ ยา่ ง
ความรู้ แตข่ าดโอกาสในการศกึ ษาเรยี นรู้ ทำ�ใหพ้ ลาดโอกาส หลากหลาย อาทิ ทนุ มลู นธิ ิ “อานนั ทมหดิ ล” ทนุ เลา่ เรยี นหลวง
ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง โดยโครงการ ทนุ พระราชทานแกน่ กั เรยี นชาวเขาทนุ ปรญิ ญาเอกกาญจนาภเิ ษก
พระดาบสได้เร่มิ ดำ�เนินการมาต้งั แต่ พ.ศ. 2518 เปิดทำ� โครงการสารานกุ รมไทยสำ�หรบั เยาวชน
การสอนวิชาชีพแขนงต่างๆ เพื่อให้ผู้ผ่านหลักสูตรสามารถ 6. เน่ืองในโอกาสมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา
ออกไปประกอบอาชพี ไดต้ ามแนวพระราชดำ�ริ 7 รอบ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2554 ด้วยความสำ�นึก
4. พระราชกรณียกิจในส่วนท่ีเก่ียวกับการศึกษา ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ ทที่ รงมตี อ่ การศกึ ษาของชาติ กระทรวง
ตามอัธยาศัย เป็นการพระราชความรู้และการศึกษา ศกึ ษาธกิ ารโดยผบู้ รหิ ารขา้ ราชการครูบคุ ลากรนสิ ติ นกั ศกึ ษา
ตามอัธยาศัยแก่ประชาชนผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนา ตลอดจนผู้เก่ียวข้อง เห็นสมควรถวายพระราชสมัญญา
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำ� รทิ ท่ี รงตง้ั ขน้ึ ใน 6 ภมู ภิ าค เพอื่ เปน็ “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่อง
แหลง่ รวมสรรพวชิ าวชิ าการการคน้ ควา้ ทดลองและการสาธติ ในโอกาสมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธนั วาคม
ดา้ นเกษตรกรรมเพอ่ื เผยแพรค่ วามรสู้ ำ� หรบั นำ�้ ไปสกู่ ารปฏบิ ตั จิ รงิ พุทธศักราช 2554
ของเกษตรกร ศูนย์ศกึ ษาการพัฒนาทัง้ 6 ภูมภิ าค ไดแ้ ก่
4.1 ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาเขาหนิ ซอ้ นอนั เนอื่ งมาจาก
พระราชดำ�ริ ต้ังอย่ทู ีต่ ำ�บลเขาหินซ้อน อำ�เภอพนมสารคาม
จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
ที่มา : สารานุกรมวชิ าชีพครู เฉลมิ พระเกียรตพิ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั เน่อื งในโอกาสพระราชพธิ ีมหามงคล เฉลมิ พระชนมพรรษา 7 รอบ
5 ธนั วาคม 2554. กรงุ เทพมหานคร : สำ�นกั งานเลขาธิการครุ ุสภา 2555. 17 – 23
วทิ ยาจารย์ 9
นิเทศการศึกษา
ธเนศ ข�ำเกดิ
ย้อนรอยอดตี ศกึ ษานิเทศก์ เมอ่ื คราแรกเริ่ม
อาจารย์สมพงษ์ พละสูรย์
: ครูคำ� หมาน คนไค เจ้าของบทประพันธ์ “ครบู า้ นนอก” ทีโ่ ดง่ ดัง
ตอนผมเขียนหนังสือ “โลกในใจของบุญถึง” รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ เพราะยังมือใหม่หัดขับ
เลยส่งไปใหค้ ุณประภสั สร เสวกิ ลุ และอาจารย์สมพงษ์ พละสรู ย์ (ครูคำ�หมาน คนไค) อา่ น กไ็ ด้รับกำ�ลงั ใจ
จากทั้งสองท่านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะท่านอาจารย์สมพงษ์ (ตอนนั้นท่านเป็นรองเลขาธิการคุรุสภา)
ท่านเขียนให้กำ�ลังใจมาเยอะมาก ท่านบอกผมว่าอยากให้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชนบทในภาคกลาง
เยอะๆ เพราะไม่มีใครเขียน ส่วนท่านจะคุ้นชินเขียนถึงเด็กๆ ในอีสาณมากกว่า ผลพวงจากครั้งนั้น
พ.ศ.2539 ท่านเชิญผมไปร่วมเป็นคณะทำ�งานเขียนหนังสือประวัติครู และสืบเนื่องมาเป็นผู้เขียนบทความ
ลงในวารสารวิทยาจารย์ ของคุรุสภามาจนถึงทุกวันนี้
10 วทิ ยาจารย์
รู้สึกใจหายท่ีท่านจากไปเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ส�ำเร็จได้รับปริญญาการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) ใน
ท่านอาจารย์จรูญ มิลินทร์ได้เขียนประวัติท่านอาจารย์ พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2511 ไดร้ บั อนมุ ตั ใิ หล้ าศกึ ษาตอ่
สมพงษเ์ พอื่ ลงตพี มิ พใ์ นหนงั สอื ประวตั คิ รู ผมไดร้ ว่ มประชมุ ระดบั ปรญิ ญาโทที่Colorado State College รฐั โคโลราโด
พจิ ารณาตน้ ฉบบั ดว้ ยจงึ ทราบวา่ อาจารยส์ มพงษท์ า่ นเคยเปน็ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุน AID ของรัฐบาล
ศึกษานิเทศก์ท่ีอุบลราชธานีถึง 12 ปี จึงขอน�ำมาสรุป สหรฐั อเมรกิ า สำ� เรจ็ ไดร้ บั ปรญิ ญา Master of Arts (M.A.)
เล่าย้อยรอยประวัติและผลงานอดีตศึกษานิเทศก์ท่านน้ี ใน พ.ศ. 2512
โดยสังเขปครบั อาจารย์สมพงษ์เข้ารับราชการต�ำแหน่งครูตรี
อาจารยส์ มพงษ์ พละสรู ย์ เกดิ เมอื่ วนั ที่ 22 มนี าคม โรงเรียนบ้านอ�ำนาจ ตำ� บลอำ� นาจ อำ� เภออำ� นาจเจริญ
พ.ศ. 2480 ที่บ้านดอนเมย ตำ� บลนาจิก อ�ำเภออ�ำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกองการประถมศึกษา
จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนเดียวของนายยอด กับ กรมสามัญศึกษา ใน พ.ศ. 2502 พ.ศ. 2506 ไปช่วย
นางทมุ พละสูรย์ ราชการท�ำการสอนที่โรงเรียนบ้านไก่ด�ำ ต�ำบลไก่เข่ีย
การศกึ ษาขน้ั ตน้ เขา้ เรยี นชนั้ ประถมปที ี่ 1 ทโี่ รงเรยี น อ�ำเภออ�ำนาจเจริญ พ.ศ. 2509 ช่วยราชการท�ำหน้าที่
ประชาบาลต�ำบลนาจิก 4 วัดบ้านดอนเมย นายสมพงษ์ ครูวิชาการ ส�ำนักงานศึกษาธิการอ�ำเภออ�ำนาจเจริญ
เปน็ เดก็ ฉลาด ฝกั ใฝใ่ นการเรยี น เมอื่ เรยี นจบชน้ั ประถมปที ่ี 4 และในปนี น้ั เองกไ็ ดร้ บั แตง่ ตงั้ ใหเ้ ปน็ ศกึ ษานเิ ทศกจ์ งั หวดั
บิดามารดาอพยพครอบครัวไปท�ำมาค้าขายในตัวจังหวัด อบุ ลราชธานี สงั กดั กรมสามญั ศกึ ษา พ.ศ. 2513 ไดเ้ ลอื่ นขนึ้
เพอื่ ให้อาจารยส์ มพงษ์ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมธั ยมประจ�ำ เปน็ ศกึ ษานเิ ทศกโ์ ท ทำ� หนา้ ทหี่ วั หนา้ หนว่ ยศกึ ษานเิ ทศก์
จังหวัด คือ โรงเรียนเบญจะมะมหาราช ใน พ.ศ. 2492 กรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2518
ในระหว่างเรียนช้ันมัธยม บิดามารดาถึงแก่กรรมทั้ง 2 คน ปรับต�ำแหน่งเป็นศึกษานิเทศก์ ระดับ 6 ปฏิบัติหน้าท่ี
อาจารยส์ มพงษก์ ไ็ ดม้ าอาศยั อยกู่ บั ญาตแิ ละญาตไิ ดส้ ง่ เสยี หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา จังหวัด
ใหเ้ รียนจนจบชน้ั มัธยมปีที่ 6 ใน พ.ศ. 2498 อบุ ลราชธานี พ.ศ. 2520 ชว่ ยราชการกรมวชิ าการ กระทรวง
เนอ่ื งจากอาจารยส์ มพงษเ์ ปน็ นกั เรยี นเรยี นดี จงึ ได้ ศกึ ษาธกิ าร พ.ศ. 2521 โอนมาเปน็ นกั วิชาการศกึ ษา 7
รับคัดเลือกให้ได้รับทุนไปเรียนต่อระดับฝึกหัดครูที่โรงเรียน ต�ำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพัฒนาหลักสูตรประถมศึกษา
ฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ใน พ.ศ. 2498 ได้รับ ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการ พ.ศ. 2528 เป็น
ประกาศนยี บตั รวชิ าการศกึ ษา(ป.กศ.)เปน็ รนุ่ แรกในพ.ศ. 2500 นกั วิชาการศึกษา 8 ต�ำแหน่งผอู้ �ำนวยการศนู ย์แนะแนว
แลว้ ไดร้ บั ทนุ เรยี นตอ่ ชนั้ ประกาศนยี บตั รวชิ าการศกึ ษาชน้ั สงู การศกึ ษาและอาชพี กรมวชิ าการ พ.ศ. 2533 ไดร้ บั อนมุ ตั ิ
(ป.กศ.ช้ันสูง) ในวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และ ใหไ้ ปดำ� รงตำ� แหนง่ ในองคก์ รของรฐั ตำ� แหนง่ รองเลขาธกิ าร
ในปเี ดยี วกนั นนั้ เองทา่ นกส็ มคั รสอบชน้ั ประโยคเตรยี มอดุ มศกึ ษา คุรุสภา พ.ศ. 2537 ลาออกจากราชการต�ำแหน่ง
แผนกอกั ษรศาสตร์ได้อกี ดว้ ย นกั วชิ าการศึกษา 8 ดำ� รงตำ� แหนง่ รองเลขาธิการคุรุสภา
อาจารยส์ มพงษเ์ รยี นสำ� เรจ็ ไดร้ บั วฒุ ปิ ระกาศนยี บตั ร ติดตอ่ กันถึงวาระท่ี 3 ใน พ.ศ. 2542
วิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.ชั้นสูง) เป็นรุ่นแรก อีกเช่นกัน แมจ้ ะพน้ วาระการดำ� รงตำ� แหนง่ ทคี่ รุ สุ ภา ทา่ น
ใน พ.ศ. 2502 และได้รับการบรรจุเข้าเป็นครูในปีนี้เอง ก็ยังได้ปฏิบัติหน้าท่ีให้แก่ทางราชการอีกหลายปี เช่น
ต่อมาไมน่ านก็สอบไดร้ บั วุฒิประโยคครพู ิเศษมัธยม (พ.ม.) พ.ศ. 2542 – 2544 เปน็ ทปี่ รกึ ษาสำ� นกั งานคณะกรรมการ
ใน พ.ศ. 2503 การศึกษาแห่งชาติ ส�ำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2544
พ.ศ. 2507 ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อระดับ เป็นกรรมาธิการการศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ของ
ปรญิ ญาตรี ทวี่ ทิ ยาลยั วชิ าการศกึ ษา ประสานมติ ร กรงุ เทพฯ วฒุ สิ ภา พ.ศ. 2544 – 2546 เปน็ ผชู้ ำ� นาญการในสำ� นกั งาน
ปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ นอกจากนั้น ยังปลีกเวลาให้แก่
ภาคเอกชน โดยรบั เชญิ เปน็ ทปี่ รกึ ษาหนว่ ยงานทางวชิ าการ
เป็นอาจารย์พิเศษในมหาวทิ ยาลยั เอกชน เป็นตน้
วิทยาจารย์ 11
อาจารยส์ มพงษเ์ ปน็ ผมู้ คี วามรู้ ความสามารถทงั้ ในการสอน การนเิ ทศ
การศกึ ษา การสอ่ื สาร การประชาสมั พนั ธ์ เปน็ นกั พดู นกั คดิ นกั เขยี น ผลงานของ
อาจารยส์ มพงษใ์ นดา้ นวชิ าการ วชิ าชพี และสอ่ื สารสัมพันธ์ มเี ปน็ จ�ำนวนมาก
ท่ีส�ำคัญและสร้างช่ือเสียงให้แก่ท่านมากท่ีสุดคือ งานเขียน ท่านได้เล่าไว้
ในหนังสือ “ชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ ค�ำหมาน คนไค มหัศจรรย์ยิ่งนัก”
ความตอนหนงึ่ ว่า
“...ขา้ พเจ้าเขียนหนงั สอื หลายเลม่ ทง้ั เรื่องส้นั บทความ สารคดี เช่น
จดหมายจากครูบ้านนอก (ได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2522)
บา้ นโพนทราย (ไดร้ ับรางวัลสัปดาหห์ นงั สอื แห่งชาติ ปี 2524) ... หนังสอื ของ
ขา้ พเจา้ มดี งั นี้ นยิ าย ไดแ้ ก่ ครบู า้ นนอก ฆา่ ราชการครู (แปลเปน็ ภาษาองั กฤษ)
บักเซียงน้อย บักสีเด๋อ บา้ นโพนทราย ตักเงนิ จากบ่อ รวมเรือ่ งส้นั จดหมาย
จากครคู ำ� หมาน คนไค บนั ทกึ ครปู ระชาบาล หวั อกศกึ ษา ประสาคนภธู ร ประสา
ครบู า้ นนอก ไมบ้ รรทดั คด ครบู า้ นนอกขเ่ี รอื บนิ ปากอสิ าน สารคดี ขา้ มโขงไปลาว
เที่ยวบาหลี ทางก้าวหน้าของครูมืออาชีพ 199 กระบวนท่าของครูมืออาชีพ
ครูมืออาชีพยุคปฏิรูปการศึกษา การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด
การฝึกกระบวนการคิดโดยการปฏิบัติ หนังสือส�ำหรับเด็ก ยอดกับทองเด็ก
อสี าน อารท์ กับดอกหญ้า เพอื่ นรกั เพือ่ นแท้ เหตุเกดิ ท่ีบ้านโพนทราย ชวี ิตใหม่
(ได้รับรางวัลจากธนาคารกรงุ เทพฯ)...”
งานเขยี นของทา่ นทเ่ี ปน็ บทความและเรอื่ งสนั้ ในชว่ งระยะเวลา 20 กวา่ ปี
ตง้ั แต่ พ.ศ. 2521 เปน็ ตน้ มา มมี ากมาย และไดล้ งพมิ พใ์ นหนงั สอื พมิ พท์ งั้ รายวนั
รายสปั ดาห์ และรายเดอื น ทม่ี ชี อ่ื เสยี งทง้ั หลาย เปน็ บทความเกย่ี วกบั การศกึ ษา
สังคม และวัฒนธรรม ประมาณ 2,500 เร่ือง ส่วนที่เป็นเร่ืองส้ันท่ีลงพิมพ์ใน
วารสารรายเดือน มีประมาณ 350 เร่อื ง
ในบรรดางานเขียนประเภทนวนิยาย เร่ืองท่ีสร้างความโด่งดังให้แก่
ท่านมากที่สุด คือ นวนิยายเร่ือง ครูบ้านนอก ซ่ึงนอกจากจะโด่งดังอยู่ใน
ประเทศไทยหลายทศวรรษแล้ว ยังแพร่หลายไปยังนานาประเทศอีกด้วย
ซง่ึ ทา่ นไดเ้ ลา่ ไวใ้ นคำ� นำ� ของผปู้ ระพนั ธ์ ในการพมิ พค์ รงั้ ท่ี 12 ของนวนยิ ายเรอื่ ง
“ครบู า้ นนอก” ความตอนหนึง่ ว่า
“...นิยายเร่ืองครูบ้านนอก มีความเป็นมาดังน้ี ในปี 2518 ในขณะท่ี
ผมเป็นข้าราชการครูในจังหวัดอุบลราชธานี ผมได้เขียนเร่ืองส้ันชุดหนึ่ง จาก
ประสบการณ์ท่ีได้สัมผัสด้วยตนเอง ผสมผสานกับเร่ืองราวท่ีผมได้รับรู้ จาก
ค�ำบอกเล่าของครูและชาวบ้าน ท่ีเคยรู้เห็นเหตุการณ์และเร่ืองราวของ
ครปู ระชาบาลในทอ้ งถนิ่ เรอื่ งสน้ั ชดุ นน้ั มสี าระเกยี่ วกบั ความเปน็ อยขู่ องครปู ระชาบาล
จังหวัดอุบลฯ ในช่วง พ.ศ. 2500 – 2519 หนังสือเล่มนั้นชื่อ บันทึกของ
ครูประชาบาล ประกอบด้วยเรื่องส้ัน 69 ตอน ตอนละประมาณ 1 หน้า
กระดาษฟลุ สแกป๊ ผมขอให้ ดร.เอกวทิ ย์ ณ ถลาง (ขณะดำ� รงตำ� แหนง่ รองอธบิ ดี
กรมสามัญศึกษา) เขียนค�ำน�ำ และท่านได้กรุณาเขียนค�ำน�ำให้ เม่ือวันที่
15 มีนาคม 2519 ... หนังสือเล่มน้ีได้รับรางวัลชมเชยหนังสือดีเด่นประเภท
นวนยิ ายในงานสัปดาห์หนงั สอื แหง่ ชาติ พ.ศ. 2519
12 วทิ ยาจารย์
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2520 บุคคลคณะหน่ึงไปพบผมที่บ้านพัก
ในเมอื งอบุ ลฯ...บคุ คลดงั กลา่ ว ขอซอ้ื ลขิ สทิ ธห์ิ นงั สอื บนั ทกึ ของครปู ระชาบาล
เพอ่ื นำ� ไปสรา้ งภาพยนตร์ ผมแยง้ วา่ หนงั สอื เลม่ นน้ั เปน็ รวมเรอื่ งสนั้ ไมม่ พี ระเอก
นางเอก คงไมเ่ หมาะทจี่ ะนำ� ไปสรา้ งภาพยนตร์ ผมเสนอวา่ ถา้ บคุ คลคณะนนั้
เหน็ วา่ สาระของบันทึกของครปู ระชาบาล ควรสร้างเป็นภาพยนตร์ ผมจะเขยี น
นิยายข้ึนใหม่ให้มีสาระตามบันทึกของครูประชาบาล บุคคลคณะนั้นเห็นด้วย
แตข่ อรว่ มวางโครงเรอ่ื งพรอ้ มทงั้ ขอตงั้ ชอ่ื เรอ่ื งวา่ ครบู า้ นนอก ...ผมขอใหบ้ คุ คล
คณะนนั้ เขยี นบทภาพยนตร์ และผมกจ็ ะเรม่ิ เขยี นนิยาย...หนงั สือครบู า้ นนอก
พมิ พ์เสรจ็ พร้อมกบั ภาพยนตรเ์ รื่องครบู า้ นนอก ฉายในกรุงเทพฯ ในต้นปี 2521
หนงั สอื ครบู า้ นนอกไดถ้ กู พมิ พห์ ลายครง้ั โดยหลายสำ� นกั พมิ พ.์ ..การพมิ พค์ รงั้ นี้
จงึ ถอื เปน็ การพิมพค์ รัง้ ที่ 12 ของสำ� นวนภาษาไทย
การแปลและพมิ พเ์ ปน็ ภาษาตา่ งประเทศมดี งั นี้ ค.ศ.1980 (พ.ศ. 2523)
พมิ พ์เปน็ ภาษาญี่ปุ่น ครง้ั แรกในช่ือออกเสยี งว่า “อนิ าคาโนคโิ อชิ” (Inaka no
Kyoshi) โดยส�ำนกั พิมพ์สถาบนั อิมูรา และพมิ พ์อีกถึงคร้ังที่ 5 เม่อื ค.ศ.1996
(พ.ศ. 2539) สำ� นวนภาษาองั กฤษชอื่ เรอื่ ง The Teachers of MadDog Swamp
พมิ พ์โดยสำ� นกั พิมพม์ หาวิทยาลยั ควีนสแลนด์ ประเทศออสเตรเลยี ค.ศ.1982
(พ.ศ. 2525) พมิ พค์ ร้ังท่ี 2 โดย Silkworm Book ส�ำนกั พมิ พ์สุรวิ งศ์ เชียงใหม่
ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) สำ� นวนภาษาอดู ู (Urdu) ชอื่ เรอ่ื ง The Death of Dream
พมิ พโ์ ดยสถาบนั MASHAL เมอื ง Lahore ประเทศปากสี ถาน เมอ่ื ค.ศ. 2003...”
งานส�ำคัญอีกอย่างหน่ึงท่ีท่านท�ำควบคู่ไปกับงานเขียน คือ การเป็น
วิทยากร โดยเป็นวิทยากรมาโดยตลอดตั้งแต่เป็นครูในโรงเรียนประชาบาล
เปน็ ศึกษานิเทศก์ เป็นนักวิชาการ เปน็ ผบู้ ริหารที่ครุ ุสภา นอกจากเปน็ วทิ ยากร
ในประเทศแล้ว ท่านยังได้รับเชิญร่วมประชุมและเป็นวิทยากรในต่างประเทศ
หลายครั้งท่ีส�ำคัญ เช่น พ.ศ. 2523 ประชุมวรรณกรรมท่ีเมืองมนิลา ประเทศ
ฟลิ ปิ ปนิ ส์ พ.ศ. 2524 ประชมุ วรรณกรรมและวฒั นธรรมทม่ี หาวทิ ยาลยั แหง่ ชาติ
แคนเบอรา่ ประเทศออสเตรเลยี พ.ศ. 2525 บรรยายเกย่ี วกับเรื่องวัฒนธรรม
และสงั คมไทย ให้แก่คนไทยในนครนวิ ยอร์ก วอชิงตนั ดี.ซ.ี และลอสแอนเจลิส
ประเทศสหรฐั อเมรกิ า พ.ศ. 2535 เสนอรายงาน Country Report ในท่ีประชุม
สภาครอู าเซยี นทปี่ ระเทศสงิ คโปร์ พ.ศ. 2540 เปน็ ผบู้ รรยายผหู้ นง่ึ ในการประชมุ
สมาคมครขู องมลู นธิ ชิ สิ โุ อกะ ประเทศญีป่ ุ่น ฯลฯ
อาจารยส์ มพงษไ์ ดใ้ หข้ อ้ คดิ ในการทำ� งานของตน ตลอดจนความสำ� เรจ็
ท่ีน่าภาคภูมิใจไว้ในประวัติซ่ึงน�ำมาลงไว้ในหนังสือชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์
เลม่ เดยี วกนั ความตอนหนงึ่ วา่ “...ขา้ พเจา้ ไมอ่ าจอา้ งตนไดว้ า่ ทำ� งานเพอ่ื สงั คม
เพราะงานที่ท�ำส่วนใหญ่เป็นงานราชการ ซึ่งข้าพเจ้าต้องท�ำตามระเบียบและ
กฎหมาย ข้าพเจ้าท�ำงานด้วยความส�ำนึกสุจริต ค�ำสอนของพ่อแม่และ
เครือญาติ ท�ำให้ข้าพเจ้าท�ำงานด้วยใจสุจริต ข้าพเจ้าท�ำงานโดยไม่ยึดมั่น
ในยศตำ� แหนง่ แตถ่ อื ประโยชนข์ องสว่ นรวมเปน็ สำ� คญั เมอ่ื มโี อกาสจงึ คดิ และทำ�
ในสิ่งทเี่ ป็นประโยชนต์ อ่ สว่ นรวมอยเู่ สมอ
วทิ ยาจารย์ 13
ต�ำแหน่งทางราชการของข้าพเจ้าไม่ใหญ่ไม่เล็ก ท่ีผมพูดมายดื ยาวก็เพือ่ จะอธบิ ายว่า ครูมอี ิทธพิ ล
งานราชการทขี่ า้ พเจา้ ปฏบิ ตั มิ สี ว่ นรว่ มคดิ และรว่ มทำ� (อยา่ งมาก) ตอ่ ผมหลายทาง ทงั้ ดา้ นการเรยี น ดา้ นนสิ ยั และการปฏบิ ตั ติ น
ทม่ี คี ณุ คา่ ตอ่ การศกึ ษา และวงการครขู องชาติ ไดแ้ ก่ หลกั สตู ร ต่อศิษย์ ผมจึงเชื่อว่า ถ้าบ้านเมืองเรามีครูดีๆ ท่ีเข้าใจ
ประถมศึกษา พ.ศ. 2521 แผนการสอนช้ัน ป.1 – 6 ของ ปัญหาของศิษย์ และมีน้�ำใจช่วยแก้ปัญหาของศิษย์เท่าที่
กรมวิชาการ มาตรฐานวิชาชีพครู พ.ศ. 2537 ของคุรุสภา บทบาทของครูจะท�ำได้ ผมว่าเด็กๆ เราจะเรียนดี เรียนเก่ง
และจรรยาบรรณครู พ.ศ. 2539 ของคุรุสภา...” และมคี วามประพฤตดิ มี ากปญั หาสงั คมอาจนอ้ ยกวา่ ทเ่ี ปน็ อยู่
ในดา้ นความเปน็ ครู ทา่ นเชอ่ื มน่ั วา่ ตนไดร้ บั อทิ ธพิ ล กไ็ ด.้ ..”
หรอื แรงบนั ดาลใจจากครูโดยไดเ้ ลา่ เรอื่ งราวเกย่ี วกบั ครขู องตน เกียรตคิ ณุ ท่ที า่ นไดร้ บั การยกยอ่ ง เขน่ พ.ศ. 2546
ซง่ึ นำ� มาลงไวใ้ นหนงั สือชีวติ สมพงษ์ พละสูรย์ เล่มเดยี วกัน ไดร้ บั เลอื กเปน็ “คนดศี รอี ำ� นาจเจรญิ ” พ.ศ. 2552 ไดร้ บั เลอื กเปน็
อีกตอนหน่ึงว่า “...เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เข้าโรงเรียน “ปราชญ์เมืองอุบลฯ” พ.ศ. 2546 ได้รับเลือกเป็น “ศิลปิน
จนเรยี นจบมธั ยมศกึ ษา ครทู กุ คนมอี ทิ ธพิ ลตอ่ ผมมาก ผมเปน็ มรดกอีสาน” พ.ศ. 2556 ได้รับเลือกเป็น “ผู้ทดแทน
คนเชื่อฟังครู รักโรงเรียน ไม่อยากขาดเรียน ครูบอกหรือ คณุ แผน่ ดิน”
สง่ั อะไรกต็ อ้ งรบี ทำ� ถอื เปน็ เรอื่ งสำ� คญั ทเี ดยี วผมวา่ ผมสอนงา่ ย ชีวิตครอบครัวของท่าน มีแต่ความสงบสุข
จดั เปน็ ประเภท เดก็ ยากจน เรียนดี ความประพฤตเิ รียบรอ้ ย ไมเ่ งยี บเหงาเพราะการทเ่ี ปน็ ศกึ ษานเิ ทศก์นกั วชิ าการนกั เขยี น
ไมค่ อ่ ยกล้าแสดงออก... นกั อภปิ ราย ฯลฯ ยอ่ มไดร้ บั การเชญิ ใหเ้ ขา้ รว่ มในงานสำ� คญั ๆ
เพราะความท่ีผมเช่ือครู ผมจึงขยันเรียน การบ้าน ของสงั คมอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งสงู อายมุ ากขน้ึ รา่ งกาย
ไม่เคยค้าง ให้ปุ๊บท�ำปั๊บ...ผมว่าถ้าคนเราศรัทธา ในตัว จึงทรดุ โทรมลง ตอ้ งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยขนึ้
ครอู าจารยแ์ ลว้ การเรยี นมนั จะดขี นึ้ เอง เพราะเจา้ ตวั ขยนั ขนึ้ จนกระทั่งถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559
รกั การเรยี นมากขน้ึ ทำ� งานทคี่ รมู อบหมาย ถา้ สงสยั กส็ อบถาม สิริอายุ 78 ปี แม้ท่านจะจากโลกน้ีไปแล้ว แต่เราก็ยังคง
แต่ถ้านกั เรยี นไมช่ อบครู หรือไมศ่ รทั ธาครู ผลมันจะออกมา จดจำ� ชื่อและผลงานของทา่ นไว้นานเท่านาน
ตรงกนั ข้ามเลย
การที่ผมเอ่ยถึงครูเก่าของผม...เพราะเห็นว่า
ทา่ นเหลา่ นเ้ี ปน็ ผเู้ ขา้ ใจนกั เรยี น สนใจนกั เรยี น ตอบสนองตอ่
ปญั หาของนกั เรยี นแตล่ ะคนเปน็ รายๆไปเดก็ มปี ญั หาอยา่ งผม
เม่ือมีครูดีๆ อย่างนี้ก็มีก�ำลังใจ อยากเล่าเรียน และนิสัย
ทว่ี า่ นพี้ ลอยติดตามตวั ผมมาด้วย คือ เมื่อผมเปน็ ครูผมกท็ ำ�
อยา่ งเดียวกบั ครูท่ีผมศรทั ธา ผมให้ความใส่ใจเดก็ รกั และ
เมตตาเด็กเหมือนพี่น้อง เท่าท่ีสังเกตรู้สึกว่าเด็กๆ ศิษย์ผม
เขารกั ผมมากนะ หลายคนปจั จบุ นั มกี ารงานทำ� รายไดด้ กี วา่
ผมกม็ แี ตเ่ ขาเรยี กผมวา่ ครู ทง้ั ๆ ทคี่ นอน่ื ๆ เรยี กผมวา่ อาจารย์
และเขายงั ทำ� ตวั เป็นลูกศิษยเ์ หมอื นกบั เมือ่ 25 ปีกอ่ น
14 วทิ ยาจารย์
โรงเรียนดี โครงการเดน่
ดร.วทิ ยา ศรีชมพู
นวัตกรรม “การด�ำเนินงานกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพ
ผู้เรียนโดยใช้รูปแบบบ้านสามหลัง (PMI Home)”
โรงเรียนบ้านเขาพริกอนุสรณ์
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รัก โรงเรียนดี โครงการเด่นฉบับนี้ เสนอ นวัตกรรม “การดำ�เนินงานกิจกรรม
ส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนโดยใช้รูปแบบบ้านสามหลัง (PMI Home)” เป็นนวัตกรรมด้านการบริหารและ
จัดการงานวิชาการที่โรงเรียนบ้านเขาพริกอนุสรณ์ สังกัดสำ�นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
กำ�แพงเพชร เขต 2 สำ�นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีสภาพเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก
(มีนักเรียนต่ำ�กว่า 120 คน) ได้พัฒนารูปแบบของการจัดกิจกรรมการสอนซ่อมเสริม ให้มีประสิทธิภาพ
มีความครอบคลุมนักเรียนทุกกลุ่ม ซึ่งโดยทั่วไปปัญหาที่พบในการจัดกิจกรรมสอนซ่อมเสริมก็คือ
สว่ นใหญค่ รจู ะท�ำ การสอนซอ่ มการเรยี นรใู้ หก้ บั นกั เรยี นทเ่ี รยี นออ่ น ท�ำ ใหน้ กั เรยี นกลมุ่ ทเี่ รยี นปานกลาง และ
กลุ่มเก่ง ถูกละเลยไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร ทำ�ให้ขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และเรียนรู้
ไม่เต็มศักยภาพของตน ส่วนทางด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้มักพบว่า ครูผู้ทำ�การสอนซ่อมเสริม
จะเป็นแค่ครูประจำ�ชั้นคนเดียว เทคนิควิธีการสอนก็ไม่มีความหลากหลาย ไม่น่าสนใจ และไม่สนองต่อ
การเรียนรู้ของนักเรียน จากการประเมินและทดสอบทางด้านการจัดการศึกษาของสำ�นักทดสอบ
ทางการศึกษา (สทศ.) และสำ�นักงานรับรองและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) พบว่า ปัญหาที่โรงเรียน
สว่ นใหญป่ ระสบอยคู่ อื ปญั หาการอา่ นออก เขยี นได้ คดิ ค�ำ นวณเปน็ และปญั หาการสง่ เสรมิ กระบวนการคดิ
ของนกั เรยี น จงึ เปน็ ทม่ี าของการก�ำ หนดนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารในการแกไ้ ขปญั หาการอา่ นออก
เขียนได้ คิดคำ�นวณเป็น และส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนากระบวนการคิด คณะครูโรงเรียน
บ้านเขาพริกอนุสรณ์ จึงได้ร่วมมือกันคิดค้นพัฒนานวัตกรรมการสอนซ่อมเสริมให้กับนักเรียน กิจกรรม
ส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนโดยใช้รูปแบบบ้านสามหลัง (PMI Home) ได้เริ่มดำ�เนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา
2556 จนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์ คือ
วิทยาจารย์ 15
1. เพอื่ จดั กจิ กรรมการสอนซอ่ มและสอนเสรมิ ใหแ้ ก่ นกั เรยี น คอื กลมุ่ ออ่ น กลมุ่ ปานกลาง และกลมุ่ เกง่ แลว้ จดั
นกั เรยี นทกุ คนตามศกั ยภาพการเรยี นรู้ นักเรียนเข้าเรียนในห้องเรียนที่เรียกเป็นบ้าน คือ กลุ่มอ่อน
2. เพื่อให้ครูคิดค้นนวัตกรรม เทคนิควิธีการสอน Primary อย่บู า้ น P กล่มุ ปานกลาง Middle อยู่บ้าน M และ
ในการปรบั การเรยี นเปลย่ี นการสอนใหม้ ี ความหลากหลาย กล่มุ เกง่ Improving อยบู่ า้ น I โดยนักเรยี นจะแบ่งหนา้ ทก่ี ัน
นา่ สนใจ เหมาะสมกบั ศกั ยภาพการเรยี นรขู้ องนกั เรยี น ในบ้าน คือ ผู้น�ำ เรียกว่า ผู้ใหญ่บ้าน เลขานุการ เรียกว่า
3. เพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกระบวน แม่บ้าน และสมาชิกอ่ืน เรียกว่า ลูกบ้าน ในแต่ละบ้าน
การเรียนรู้ มีการช่วยเหลือซ่ึงกันและกันในการเรียนรู้และ จะมเี พลงประจำ� บา้ นของตน กอ่ นการเรยี นรจู้ ะมกี ารรอ้ งเพลง
การทำ� งาน และเล่นเกมทุกคร้ัง ด้านครูผู้สอนจะมีการจัดครูเข้าสอน
4. เพ่อื ศึกษาความพึงพอใจในการด�ำเนินงานของ ตามความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความถนัด
ผทู้ เ่ี กย่ี วขอ้ ง ของครู ให้เหมาะสมกับจุดเน้นในการเรียนรู้ ของนักเรียน
กรอบแนวคดิ การดำ� เนนิ งานกจิ กรรมสง่ เสรมิ ศกั ยภาพ แตล่ ะกลมุ่ และใชเ้ ทคนคิ วธิ กี ารสอนใหม้ หี ลากหลาย มคี วาม
ผเู้ รยี นโดยใชร้ ปู แบบบา้ นสามหลงั (PMI Home) กค็ อื การแบง่ นา่ สนใจ สนองตอ่ การเรยี นรขู้ องผเู้ รยี น และมคี วามสอดคลอ้ ง
นักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ตามศักยภาพด้านการเรียนรู้ของ กับทฤษฎกี ารเรยี นร้ขู องนกั จิตวิทยาการเรียนรู้ ได้แก่
16 วทิ ยาจารย์
กล่มุ ออ่ น กลมุ่ ปานกลาง กลุม่ เกง่
Primary Home Middle Home Improving Home
ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ ใช้ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ ใชท้ ฤษฎีการเรียนรู้
ของบลมู และคณะ
ของธอร์นไดค์ ของการด์ เนอร์
ในการดำ� เนนิ งานจะมกี ารประเมนิ ผลทกุ 2 เดอื น ผลการด�ำเนินงาน จากการดำ� เนินงานจดั กจิ กรรม
หากนกั เรยี นคนใดมคี ะแนนผา่ นเกณฑก์ ารเลอ่ื นขน้ั จะไดร้ บั ส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนโดยใช้รูปแบบบ้านสามหลัง
การจดั ใหเ้ ปน็ Star ของบา้ น มสี ทิ ธทิ จ่ี ะเลอ่ื นชน้ั ไปอยใู่ นบา้ นที่ (PMI Home) มาใช้ในการสอนซ่อมและสอนเสริมให้กับ
สงู กวา่ และถา้ หากนกั เรยี นคนใดมผี ลการประเมนิ ไมผ่ า่ นเกณฑ์ นักเรียน พบว่า นักเรียนทุกคนได้รับการส่งเสริมศักยภาพ
กจ็ ะถกู ลดชนั้ ไปเรยี นในชน้ั ทเ่ี หมาะสมกบั ศกั ยภาพการเรยี นรู้ การเรียนรู้จากครูด้วยความเสมอภาค นักเรียนมีความ
ของตน ยกเวน้ กลมุ่ ออ่ น Primary Home สว่ นครกู จ็ ะตอ้ ง กระตือรือร้นในการเรียนรู้ ให้ความร่วมมือ ในการจัด
ประเมนิ เทคนคิ วธิ กี ารสอนของตนเชน่ กนั และมกี ารปรบั เปลยี่ น การเรียนรู้และช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างนักเรียน
ใหส้ อดคลอ้ งกบั จดุ เนน้ และศกั ยภาพการเรยี นรขู้ องนกั เรยี น ทง้ั ดา้ นการเรยี นรแู้ ละการทำ� งานสง่ ผลใหน้ กั เรยี นมพี ฒั นาการ
แตล่ ะกลมุ่ ดว้ ย เรยี นรทู้ ด่ี ขี น้ึ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นสงู ขน้ึ ครไู ดม้ กี ารคดิ คน้
พัฒนานวัตกรรม การจัดการเรียนรู้ ปรับเปล่ียนเทคนิค
วธิ กี ารสอนอยเู่ สมอและมกี ารทำ� งานรว่ มกนั เปน็ ทมี ทำ� ใหเ้ กดิ
ความรักใคร่กลมเกลียว สามัคคีในหมู่คณะ ผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทุกฝา่ ย ได้แก่ นักเรียน ครู และผู้ปกครองมคี วาม พึงพอใจ
ตอ่ การด�ำเนนิ งานที่มีระดบั คุณภาพมากขึ้นไป
วิทยาจารย์ 17
จากการด�ำเนินงานที่ประสบผลส�ำเร็จ มีผลงานที่
เกิดผลงานที่เป็นเชิงประจักษ์ จากการด�ำเนินงานส่งเสริม
ศักยภาพผู้เรียนโดยใช้รูปแบบบ้านสามหลัง (PMI Home)
ไดแ้ ก่โรงเรยี นไดร้ บั เกยี รตบิ ตั รมผี ลการทดสอบความรพู้ น้ื ฐาน
ระดับชาติ (O-NET) สูงกว่าระดับประเทศ จากส�ำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ได้รับรางวัลโรงเรียน
พระราชทาน ระดบั ประถมศกึ ษาขนาดเลก็ รางวลั หนง่ึ โรงเรยี น
หนึ่งนวัตกรรม จากส�ำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เป็นต้น
นักเรียนได้รับรางวัลนักเรียนพระราชทาน รางวัลเด็ก
และเยาวชนดเี ดน่ เน่ืองในวนั เด็กแห่งชาติ เข้าเยีย่ มคารวะ
ฯพณฯนายกรฐั มนตรีรางวลั ชนะเลศิ ระดบั ประเทศการประกวด
โครงงานสุขภาพระดับประถมศึกษา จากกรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสขุ ไดร้ บั รางวลั ระดบั เหรยี ญทองเหรยี ญเงนิ
การประกวดและแขง่ ขนั ทกั ษะทางวชิ าการงานศลิ ปหตั ถกรรม
นักเรียนภาคเหนือหลายรายการ ตลอดจนได้รับโอกาส
แสดงออกซง่ึ ศกั ยภาพของตนในการแสดงออก เชน่ การแสดง
พนื้ บา้ นลำ� ตดั เปน็ ตน้ สว่ นครไู ดร้ บั รางวลั เชดิ ชเู กยี รติ เช่น
รางวลั ครดู ใี นดวงใจ รางวลั ครุ สุ ดดุ ี รางวลั ครผู สู้ อนดเี ดน่ ของ
คุรุสภา รางวัลทรงคณุ คา่ สพฐ. OBEC AWARDS เป็นต้น
18 วทิ ยาจารย์
การด�ำเนินงานกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน
โดยใช้รปู แบบบา้ นสามหลงั (PMI Home) เปน็ นวตั กรรมท่ี
สามารถเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการงานวิชาการ
ให้กับโรงเรียนอื่นได้ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ให้มี
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามนโยบายของหน่วยงาน
ต้นสังกดั ในการเร่งรดั การอ่านออก เขยี นได้ คิดค�ำนวณเป็น
และพัฒนากระบวนการคิดให้กับนักเรียน ซ่ึงจะมีผลดีต่อ
การพฒั นาการศึกษาของชาตติ อ่ ไป
วิทยาจารย์ 19
เรียนรอบตวั
ธนินท์รัฐ กฤษฎฉิ์ นั ทัชท์ ศริ วิ ิศาลสุวรรณ
1S2C การคิดวเิ คราะห์แบบนักประวัติศาสตร์
ในการจดั กิจกรรมการเรยี นร้ขู องชมรมมัคคเุ ทศก์น้อย
โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ จงั หวดั สมุทรปราการ
(ตอนท่ี 1)
ตราสญั ลกั ษณ์ (Logo)
ประจ�ำกจิ กรรม
“กจิ กรรม
มัคคเุ ทศก์นอ้ ย เรยี งรอ้ ยถ่ินไทย
หวั ใจคุณธรรม งามลำ้� สถาบัน
”
โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ จังหวัดสมุทรปราการ
1. มติ กิ ารจดั กระบวนการเรยี นรดู้ ว้ ยวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตรแ์ ละสรา้ งเสรมิ ทกั ษะทางประวตั ศิ าสตร์
การจดั กระบวนการเรียนรู้ด้วยวธิ กี ารทางประวัติศาสตร์ 5 ขัน้ ตอน
(1) ตั้งประเด็นศึกษา
เนอ่ื งจากกจิ กรรม “มคั คเุ ทศก์นอ้ ย เรียงร้อยถ่นิ ไทย หวั ใจคณุ ธรรม งามล้�ำสถาบัน” ของโรงเรยี นอนุบาล
พระสมทุ รเจดยี ์ จงั หวดั สมทุ รปราการ ครผู สู้ อนมกี ารจดั กจิ กรรมกระบวนการเรยี นรแู้ บบ Active Learning โดยผเู้ รยี น
ท�ำหน้าที่ในบทบาทผู้ปฏิบัติ จึงเกิดประสบการณ์ตรงและเรียนรู้ได้จริงสามารถพัฒนาศักยภาพในด้านวิธีการ
ทางประวตั ิศาสตร์ และทกั ษะทางประวตั ิศาสตร์ อยา่ งเปน็ รูปธรรมและเกดิ ประโยชนส์ ูงสุดตอ่ ตนเอง เพ่ือนๆ ชมุ ชน
สังคม จังหวัด และประเทศ ตามล�ำดับ ทั้งน้ีผู้เรียนมีวิธีการคัดสรรประเด็นท่ีศึกษามีความน่าสนใจ สอดคล้องกับ
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และมีการใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ินอย่างเหมาะสม โดยประเด็นศึกษาของพวกเรา คือ
“ความส�ำคญั ของสถานท่ีต่างๆ ในองค์พระสมทุ รเจดยี ์ แหล่งเรียนรู้ทางประวตั ศิ าสตร์ท้องถิ่นของจงั หวดั
สมุทรปราการ”
20 วิทยาจารย์
(2) รวบรวมหลักฐานทีเ่ ก่ียวขอ้ งให้ครบถว้ น
ด้วยครูผู้รับผิดชอบกิจกรรม “มัคคุเทศก์น้อย เรียงร้อยถ่ินไทย หัวใจคุณธรรม งามล�้ำสถาบัน”
มกี ารจดั กระบวนการเรยี นรทู้ คี่ รลู ดบทบาทการสอนและการใหค้ วามรโู้ ดยตรง แตเ่ ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นมสี ว่ นรว่ ม
สร้างองค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูท�ำหน้าที่เป็นผู้อ�ำนวยความสะดวก (Education
Facilitator) สว่ นผเู้ รยี นไดฝ้ กึ ปฏบิ ตั จิ ากประสบการณต์ รง (Active Learning) โดยผเู้ รยี นมกี ารใชท้ กั ษะทาง
ประวัติศาสตร์ Sourcing (กระบวนการรวบรวมข้อมูลหลักฐานจากแหล่งต่างๆ) ในประเด็นการศึกษา
“ความส�ำคัญของสถานที่เชิงประวัติศาสตร์องค์พระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ” ท้ังน้ีผู้เรียนได้มี
กระบวนการรวบรวมข้อมูลหลักฐานจากแหล่งต่างๆ โดยจ�ำแนกแหล่งท่ีมาของข้อมูล (Source of Data)
ดงั นี้
ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เป็นข้อมูลท่ีผู้ใช้หรือหน่วยงานที่ใช้เป็นผู้ท�ำการเก็บข้อมูลด้วย
ตนเอง ซงึ่ วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู อาจใชว้ ธิ กี ารสมั ภาษณ์ การทดลอง หรอื การสงั เกตการณ์ ขอ้ มลู ปฐมภมู ิ
เป็นขอ้ มลู ท่มี รี ายละเอียดตรงตามท่ีผูใ้ ช้ต้องการ แตม่ กั จะเสยี เวลาในการจดั หาและมีค่าใช้จ่ายสงู
ขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary Data) เปน็ ขอ้ มลู ทผ่ี ใู้ ชไ้ มไ่ ดเ้ กบ็ รวบรวมเอง แตม่ ผี อู้ น่ื หรอื หนว่ ยงานอนื่ ๆ
ทำ� การเกบ็ รวบรวมไว้แลว้ เชน่ จากรายงานท่พี ิมพ์แล้ว หรือยังไมไ่ ด้พมิ พข์ องหน่วยงานของรฐั บาล สมาคม
บรษิ ทั สำ� นกั งานวจิ ยั นกั วจิ ยั วารสาร หนงั สอื พมิ พ์ เปน็ ตน้ การนำ� เอาขอ้ มลู เหลา่ นมี้ าใชเ้ ปน็ การประหยดั เวลา
และคา่ ใชจ้ า่ ย แตใ่ นบางครง้ั ขอ้ มลู อาจจะไมต่ รงกบั ความตอ้ งการของผใู้ ช้ หรอื มรี ายละเอยี ดไมเ่ พยี งพอท่จี ะ
น�ำไปวิเคราะห์ นอกจากนี้ในบางครั้ง ข้อมูลนั้นอาจมีความผิดพลาดและผู้ใช้มักจะไม่ทราบข้อผิดพลาด
ดงั กลา่ ว ซงึ่ อาจมผี ลกระทบตอ่ การสรปุ ผล ดงั นนั้ ผทู้ จี่ ะนำ� ขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู มิ าใชค้ วรระมดั ระวงั และตรวจสอบ
คณุ ภาพข้อมูลก่อนทจ่ี ะน�ำไปวเิ คราะห์
วทิ ยาจารย์ 21
(3) วิพากษแ์ ละประเมินคา่ หลักฐาน
ครผู สู้ อนใชท้ กั ษะทางประวตั ศิ าสตร์ Corroborating
ในการจัดกิจกรรม “มัคคุเทศก์น้อย เรียงร้อยถิ่นไทย
หวั ใจคณุ ธรรม งามลำ้� สถาบนั ” โดยใชร้ ปู แบบ Access Build
Integrate และ Operate เขา้ มามบี ทบาทในการวพิ ากษแ์ ละ
ประเมนิ คา่ หลกั ฐานทไี่ ดจ้ ากขอ้ มลู ในชน้ั ปฐมภมู แิ ละชน้ั ทตุ ยิ ภมู ิ
ใหม้ คี วามสมเหตสุ มผล มคี วามหมายทแี่ ทจ้ รงิ และไมบ่ ดิ เบอื น
จากข้อเท็จจริง ดังนี้
Access Build Integrate Operate
การเข้าถงึ ขอ้ มลู การสรา้ งขอ้ มลู ท่มี ี การรวบรวมข้อมูล การปฏิบัตกิ ารประเมินคา่
สารสนเทศทถ่ี ูกตอ้ ง คณุ ภาพและเหมาะสมกับ สารสนเทศแบบง่าย เนอ้ื หาขอ้ มูลอย่างมี
บรบิ ทของแหล่งเรยี นรูท้ าง และสะดวก หลักเกณฑ์อิงข้อเท็จจริง
ประวัติศาสตร์
22 วิทยาจารย์
(4) การตีความและวเิ คราะหห์ ลักฐาน
ครผู สู้ อนใชท้ กั ษะทางประวตั ศิ าสตร์ Contextualizing ในการจดั กระบวนการเรยี นรู้
ให้กับผู้เรียนโดยให้ผู้เรียนทุกคนท�ำงานแบบเป็นกลุ่มเน้นกระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง
ร่วมมอื และร่วมใจ ใช้กระบวนทศั น์ทางปญั ญา 6T Model (Think Talk Turn Teach Thai
Skills and Technology) ทค่ี รูผสู้ อนเป็นผู้สรา้ งสรรคน์ วตั กรรมข้นึ ในเรือ่ งของรปู แบบการจดั
กิจกรรมการเรียนรู้เน้นการปฏิบัติแบบ Active Learning ผสมผสานการเรียนรู้แบบ
“สขุ สมอารมณ์ หมาย” ทงั้ นผี้ เู้ รยี นนนั้ สามารถเปรยี บเทยี บเนอ้ื หาและขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากแหลง่ นนั้ ๆ
กบั หลกั ฐาน เอกสารอน่ื ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและถกู ตอ้ งตามขน้ั ตอนทกุ ประการ โดยเร่ิมจาก
การแยก/จ�ำแนกข้อมูลสารสนเทศในชั้นปฐมภูมิและชั้นทุติยภูมิอย่างเป็นระบบ ตรวจสอบ
ขอ้ เทจ็ จรงิ และสน้ิ สดุ โดยการจดั เรยี งขอ้ มลู สารสนเทศในรปู แบบใหมข่ องกจิ กรรม“มคั คเุ ทศกน์ อ้ ย
เรียงร้อยถิ่นไทย หัวใจคุณธรรม งามล้�ำสถาบัน” ทั้งน้ีเพื่อการเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย
มีคณุ ภาพ และเพือ่ เผยแพรป่ ระกอบแหลง่ เรียนร้ทู างประวัติศาสตร์ต่อไป
วทิ ยาจารย์ 23
(5) การน�ำเสนอผลการศึกษา
ครูผู้รับผิดชอบและนักเรียนในกิจกรรม “มัคคุเทศก์น้อย เรียงร้อยถ่ินไทย หัวใจคุณธรรม
งามล�้ำสถาบัน” ได้นำ� เสนอผลงานของนกั เรยี นใน 2 รปู แบบ ประกอบด้วย 1) เลม่ รายงานการจัดกจิ กรรม
ทส่ี ง่ เสรมิ การเรยี นรปู้ ระวตั ศิ าสตร์ กจิ กรรม “มคั คเุ ทศกน์ อ้ ย เรยี งรอ้ ยถน่ิ ไทย หวั ใจคณุ ธรรม งามลำ้� สถาบนั ”
ของโรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และ 2) วีดิทัศน์กิจกรรม “มัคคุเทศก์น้อย
เรยี งรอ้ ยถน่ิ ไทย หวั ใจคณุ ธรรม งามลำ�้ สถาบนั ” ของโรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ จงั หวดั สมทุ รปราการ
ทง้ั นผี้ ลงานทงั้ 2 รปู แบบ เกดิ จากความรว่ มมอื รว่ มใจระหวา่ งครแู ละนกั เรยี นในกจิ กรรมอยา่ งดเี ยยี่ ม และ
กิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นกิจกรรมเชิงประจักษ์ท่ีสร้างช่ือเสียงให้กับโรงเรียน องค์การบริหารส่วนต�ำบล
พระสมุทรเจดีย์ อ�ำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศอีกด้วย
อน่ึงกิจกรรม “มัคคุเทศก์น้อย เรียงร้อยถิ่นไทย หัวใจคุณธรรม งามล้�ำสถาบัน” คณะท�ำงานได้เผยแพร่
ผลงานในสื่อสารสนเทศออนไลน์เพ่ือให้นักเรียนหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาหาข้อมูลแหล่งเรียนรู้
ทางประวัตศิ าสตรไ์ ด้อยา่ งสะดวกและเขา้ ใจได้งา่ ย
(โปรดติดตามต่อฉบบั หนา้ )
24 วิทยาจารย์
พทุ ธศาสนา
สุนทร การบรรจง
แด่คณุ ครู
ตอนท่ี 45
วาทะพระบรมครู เร่อื ง
การลา้ งวาทะเร่ืองตบะ
(ตอนท่ี 2)
“จติ นด้ี น้ิ รน กวดั แกวง่ รกั ษายาก หา้ มยาก บณั ฑติ ผมู้ ปี ญั ญา
ยอ่ มท�ำจติ นใี้ หต้ รงเหมอื นชา่ งศรดดั ลกู ศรจติ นี้เมอ่ื ผทู้ �ำความเพยี ร
ยกขึ้นจากอาลัยคือ กามคุณ 5 แล้ว ปฏิบัติอยู่ในวิปัสสนา
กัมมัฏฐาน เพื่อให้คงบ่วงแห่งมาร ย่อมดิ้นรนเหมือนปลาที่
พรานเบด็ ยกขน้ึ จากน้ำ� วางไว้บนบก ดนิ้ รนอยฉู่ ะนนั้ ”
วิทยาจารย์ 25
พบกันฉบับน้ี ข้ึนต้นหรืออารัมภบทด้วยพุทธภาษิตเรื่องจิตที่ดิ้นรนกลับกลอก ที่องค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภพระเมฆิยะ ผู้ที่ไม่สามารถท�ำความเพียรอย่างที่ตั้งใจไว้ เนื่องจาก
ถกู วติ กทง้ั 3คอื กามวติ กพยาบาทวติ กและวหิ งั สาวติ กครองงำ� ใหส้ ามารถทำ� ความเพยี รได้มาในธรรมบท
ซ่ึงเรียบเรียงโดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ เพ่ือน�ำไปสู่เรื่องการล้างวาทะเร่ืองตบะ ตอนที่ 2
ดงั ต่อไปน้ี
อบุ าลคี ฤหบดจี งึ รบั ดว้ ยคำ� นคิ รนภน์ าฏบตุ รแลว้ ลาไปเฝา้ พระพทุ ธองค์ ณ ปาวารกิ อมั พวนั วหิ าร
ซึ่งเป็นวัดท่ีทุสสเศรษฐีสร้างถวาย ครั้นไปถึงจึงทูลถามขึ้นว่าทีมตปัสสีนิครนถ์ได้มาที่น่ีหรือไม่
ตรัสตอบว่า มาพระพุทธองค์ได้มีการสนทนาอย่างไรกับทีมตปัสสีนิครนถ์หรือไม่ มีแล้วพระพุทธองค์
ก็ทรงเล่าให้ฟัง อุบาลคี ฤหบดจี งึ ทลู ขึ้นว่า ดีละ ดีละ ทีมตปสั สีได้แก้ต่อพระพทุ ธองค์ตามสาวกผ้ทู ไี่ ด้
สดับค�ำสอนของอาจารย์ ผู้รู้ค�ำสอนของอาจารย์แท้ ข้าแต่พระพุทธองค์ มโนทัณฑะอันเล็กน้อยน้ี
เมอ่ื เทยี บกบั กายทณั ฑะอนั ใหญแ่ ลว้ จะดงู ามไดอ้ ยา่ งไร ในการทำ� บาปกรรม ในการประพฤตบิ าปกรรม
กายทณั ฑะอยา่ งเดยี วเทา่ นนั้ ทมี่ โี ทษมากกวา่ วลที ณั ฑะมโนทณั ฑะไมเ่ หมอื นกายทณั ฑะเลยพระพทุ ธองค์
จงึ ตอบวา่ ถ้าเธอจะต้งั อยใู่ นความจริง ก็จะมีการสนทนาได้ ขา้ แต่พระพทุ ธองค์ ขา้ พระองค์จะตง้ั อยู่
ในความจริงของการสนทนากันเถดิ
26 วทิ ยาจารย์
กอ่ นทจ่ี ะมกี ารโตว้ าทะนี้ ขอยกเอาเนอื้ ความในอรรถกถามาแสดงให้ทราบกอ่ น เพอื่ ใหเ้ ปน็ ที่
เขา้ ใจแกท่ า่ นผู้อา่ นและผู้ฟังทัง้ หลาย คอื ในอรรถกถากลา่ วไวว้ ่า ทุสสปาวารกิ เศรษฐไี ดฟ้ ังพระธรรม
เทศนาของพระพทุ ธองคแ์ ลว้ เกดิ ความเลอ่ื มใส จงึ ไดส้ รา้ งวดั พรอ้ มดว้ ยกฏุ ิ เงอื่ มปะรำ� เปน็ ตน้ ลงในสวน
มะมว่ งของตน แล้วตัง้ ชือ่ วา่ ปาวาริกอมั พวนั เหมอื นกบั ชีวกอมั พวันวิหารฉะนน้ั
พวกนคิ รนถเ์ หน็ วา่ เมอ่ื ลมพดั มากงิ่ ไมก้ ไ็ หวนำ�้ กก็ ระเพอ่ื ม ในกงิ่ ไมแ้ ละนำ้� ไมม่ จี ติ ตเ์ ลย ฉนั ใด
ถงึ กายทณั ฑะกไ็ มม่ จี ติ ตฉ์ นั นนั้ เมอื่ ลมพดั มาใบไมท้ ง้ั หลายมใี บตาลเปน็ ตน้ กม็ เี สยี งนำ�้ กม็ เี สยี งใบตาล
เปน็ ตน้ นน้ั ไมม่ จี ติ ตเ์ ลย ฉนั ใด ถงึ วจที ณั ฑะกไ็ มม่ จี ติ ตฉ์ นั นนั้ เขาเหน็ อยา่ งน้ี เขาจงึ ไดบ้ ญั ญตั ทิ ณั ฑะ 2
คอื กายทัณฑะ วจที ณั ฑะ วา่ เป็นของไมม่ จี ติ ต์ พวกนคิ รนถก์ ็ได้บัญญัติ มโนทณั ฑะเท่านน้ั วา่ มีจติ ต์
แต่เขาถอื วา่ กายทณั ฑะ คอื การกระทำ� ทางกายอยา่ งเดียวเท่านั้น เป็นของมโี ทษมาก
พระพทุ ธองค์ทรงเห็นว่า ทีฆตปสั สจี กั จำ� เอาขอ้ ที่พระพุทธองคท์ รงดำ� รสั ออกไปนัน้ ไปบอกแก่
นิครนถ์ผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นศาสดาของตน ท้ังทรงเห็นว่า อุบาลีคฤหบดีจักนั่งอยู่ในที่ประชุมน้ัน เขาได้ฟัง
เรอ่ื งนแ้ี ลว้ กจ็ ะมาหาเรา เพอ่ื โตว้ าทะกบั เรา เราจะแสดงธรรมใหเ้ ขาฟงั เขาจกั ประกาศตวั นบั ถอื พระพทุ ธ
พระธรรมและพระสงฆ์ ถึง 3 ครั้ง แลว้ เราจกั ประกาศ สจั จะ 4 เขาจกั ได้ตง้ั อยใู่ นโสดาปัตตผิ ลในเวลา
จบการประกาศสจั จะ เราไดบ้ ำ� เพญ็ บารมที ง้ั หลายกเ็ พอ่ื สงเคราะหผ์ อู้ น่ื พระพทุ ธองคท์ รงเหน็ ประโยชน์
อนั น้ี จึงได้ทรงกระท�ำอยา่ งน้ัน
ในคำ� วา่ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมนัน้ มีค�ำอธิบายว่า เจตนา 20 คอื กามเวจร กุศล
เจตนา 8 อกุศลเจตนา 12 ซงึ่ ถงึ การยดึ การถอื การปลอ่ ย การไหวในกายทวาร ช่ือว่า กายกรรม เจตนา
20 น้ันแหละ ยังไม่ถึงการยึดเป็นต้นในกายทวาร เพียงให้ถือความเปล่งวาจา ในวจีทวารเท่านั้น
ชื่อว่า วจีกรรม กุศลเจตนา อกุศลเจตนา 19 อันไม่ถึงความไหวในทวารท้ัง 2 อันเกิดขึ้นในมโนทวาร
ช่อื วา่ มโนกรรม เมือ่ ว่าโดยยอ่ กายทุจริต 3 ชือ่ วา่ กายกรรม วจที จุ รติ 4 ช่อื ว่า วจกี รรม มโนทจุ ริต 3
ชื่อว่า มโนกรรม
ในพระสูตรน้ี กล่าวถงึ แตก่ รรมที่เปน็ บาปเทา่ นัน้ ส่วนในพระสูตรอกี พระสตู รหนง่ึ ได้กล่าวถงึ
กรรมที่เป็นบุญ 4 ประการ ก็พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติกรรมว่าเป็นกรรมไว้ด้วยการถือเจตนาเป็น
ใหญ่กว่า ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม เพราะบุคคลคิดแล้วจึงกระท�ำกรรม
เพราะเหตุไรพระพุทธองค์จึงตรัสว่าเจตนาเป็นกรรม เพราะเหตุว่ากรรมมีเจตนาเป็นมูลราก เมื่อจะ
กล่าวถึงอกุศล บุคคลกล่าวว่า กายกรรม วจีกรรม เป็นของใหญ่ดังน้ี ย่อมไม่เป็นการล�ำบาก พอถึง
การกล่าวถึงกุศล เมื่อกล่าวว่ามโนกรรมเป็นของใหญ่ ย่อมไม่เป็นการล�ำบาก เพราะบุคคลพยายาม
ดว้ ยกายและกระทำ� กรรม 4 มมี าตฆุ าตเปน็ ตน้ ดว้ ยกาย กระทำ� สงั ฆเภทกรรมอนั ทำ� ใหต้ กนรกอยตู่ ลอดกลั ป์
ดว้ ยวาจาเปน็ อนั วา่ ถงึ การกลา่ วถงึ อกศุ ล เมอื่ กลา่ ววา่ กายกรรม วจกี รรม เปน็ ของใหญก่ ช็ อ่ื วา่ ไมล่ ำ� บากใจ
วิทยาจารย์ 27
แต่เจตนาในญาณเพียงอย่างเดียว ก็น�ำมาซ่ึงสวรรค์สมบัติตลอดถึง 8 หมื่น 4 กันกัลป์
เพยี งเจตนาในมรรคอยา่ งเดยี วกเ็ พกิ ถอนอกศุ ลอยา่ งเดยี วได้ แลว้ ถอื เอาซง่ึ ความเปน็ พระอรหนั ต์ เปน็ อนั วา่
เวลาถงึ การกลา่ วถงึ กศุ ล เมอ่ื กลา่ ววา่ มโนกรรมเปน็ ของใหญ่ กช็ อื่ วา่ ไมล่ ำ� บากใจอยา่ งน้ี สำ� หรบั ในทน่ี ้ี
เม่ือกล่าวถึงอกุศล พระพุทธองค์ได้ทรงด�ำรัสว่า มโนกรรมเป็นของมีโทษมาก ท่ีทรงด�ำรัสอย่างน้ีทรง
หมายถงึ นติ ยมิจฉาทฏิ ฐิ (ความเหน็ ผิดทแี่ น่วแน่) พระพทุ ธองคไ์ ด้ทรงแสดงไวว้ ่า เราไมเ่ ล็งเหน็ ส่ิงอ่ืน
สกั อยา่ งเดยี วซงึ่ มโี ทศมากเหมอื นมจิ ฉาทฏิ ฐิ ดกู อ่ นภกิ ษทุ งั้ หลายโทษทง้ั หลายมมี จิ ฉาทฏิ ฐเิ ปน็ อยา่ งเยยี่ ม
ดังน้ี
ต่อจากนี้ไปเป็นการเร่ิมต้นการโต้วาทะ ดังเนื้อความในพระบาลีว่า เม่ืออุบาลีคฤหบดีได้ทูล
ยืนยนั ตามความเหน็ ของพวกนคิ รนถ์วา่ กายทัณฑะอยา่ งเดยี วเปน็ ของมโี ทษมาก จึงตรสั ว่า คฤหบดี
เธอจะเข้าใจความข้อนี้อย่างไร คือ นิครนถ์ในท่ีนี้เจ็บหนัก นิครนถ์นั้นเขาเป็นผู้ปฏิเสธน�้ำเย็น ใช้แต่
น�้ำร้อน เมื่อเขาไม่ได้น�้ำเย็นเขาก็จะตายไป นิครนถ์นาฏบุตรบัญญัติว่าเขาไปเกิด ณ ท่ีไหน อุบาลี
คฤหบดี ทูลว่า ข้าแต่พระพุทธองค์มีเทวดาอยู่จ�ำพวกหน่ึงช่ือว่า จ�ำพวกมโนสัตตา เขาได้ไปเกิดเป็น
เทวดาจ�ำพวกนั้น เพียงเขาเน่ืองด้วยมโนในเวลาจะตาย จึงตรัสว่า คฤหบดี เธอจงจ�ำค�ำน้ีไว้ให้ดี
ครนั้ เธอจำ� ไวใ้ หด้ แี ลว้ เธอจงแก้ เราเหน็ วา่ คำ� ปลายกบั คำ� ตน้ ของเธอ หรอื ตน้ กบั คำ� ปลายของเธอไมส่ มกนั
เธอไดก้ ล่าวไว้ว่า จกั ต้ังอยูใ่ นความจรงิ ของให้มีการสนทนา อบุ าลคี ฤหบดจี ึงทลู ว่า ถงึ อย่างน้นั กจ็ รงิ
นิครนถน์ าฏบตุ ร ก็ยังกล่าวว่า กายทัณฑะอยา่ งเดยี วมีโทษมากกวา่ พระพทุ ธเจ้าขา้
เม่อื กลา่ วหรือเขยี นมาถึงตรงน้ี การโตว้ าทะยงั มเี นอื้ หาอีกยาว ผลการโต้วาทะจะเป็นอย่างไร
ถ้าอยากรู้เร่ืองต่อต้องติดตามตอนที่ 3 ตอนสุดท้าย จากกันฉบับน้ี จากกันเรื่องพุทธภาษิตเรื่องจิตน้ี
ละเอยี ดยง่ิ นักทว่ี า่ “ผ้มู ปี ัญญาพึงรกั ษาจติ อนั เห็นได้ยากละเอียดยง่ิ นัก มกั ตกไปในอารมณ์ตามท่ีใคร่
เพราะจติ ทีค่ ้มุ ครองดีแล้วย่อมน�ำความสุขมาให้”
(อา่ นตอ่ ฉบบั หน้า)
28 วทิ ยาจารย์
ห้องเรยี นวิชาการ
ดร.พลสัณห์ โพธ์ิศรีทอง
ยกระดับคุณภาพการศกึ ษา
เพ่อื เตรยี มนักเรียน (กทม.)
รองรับ Thailand 4.0
(ตอนท่ี 2)
(ต่อจากฉบบั ทีแ่ ล้ว)
3.3 ตัวครูผู้สอน (Instructor) ซ่ึงเป็นผู้มีบทบาทส�ำคัญในการน�ำหลักสูตร (Curriculum)
ในลำ� ดบั ทสี่ องไปปฏบิ ตั ใิ หเ้ ปา้ ประสงคข์ องผเู้ รยี นในลำ� ดบั ทหี่ นงึ่ แตล่ ะชว่ งชนั้ ปดี งั กลา่ วแลว้ บรรลเุ ปา้ หมาย/
เป้าประสงค์ทั้ง 3 ด้าน (ความรู้ ทักษะ และคุณลกั ษณะ) ดังนนั้ คณุ ภาพของตวั ครแู ละคณุ ภาพการสอน
ของครจู ะเปน็ ตวั บง่ ชที้ ส่ี ำ� คญั ทส่ี ดุ ในการบง่ บอกถงึ ความสำ� เรจ็ ตามเปา้ ประสงคข์ องผเู้ รยี น และคณุ ภาพ
ของการวัดการเรยี นการสอนท่ีเปน็ เป้าหมายที่ต้องการ อาจพจิ ารณาไดด้ ังน้ี
3.3.1คณุ ภาพของตวั ครู(TeacherQuality)เรมิ่ พจิ ารณาตรวจสอบตง้ั แตก่ ระบวนการผลติ
จากสถาบันการผลิตครูต่างๆ ที่ผ่านมาแต่ละสถาบันต่างคนต่างผลิต (ยกเว้นวิทยาลัยครูและสถาบัน
ราชภฏั เดมิ ) ตามปรชั ญา หลกั การของตนเอง จงึ ไมแ่ นใ่ จวา่ จะไดค้ รใู หมท่ มี่ สี มรรถนะทง้ั ความรู้ทกั ษะและ
คณุ ลกั ษณะความเปน็ ครทู ส่ี อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการใชง้ าน แตห่ ลงั มโี ครงการครุ ทุ ายาท และครพู นั ธใ์ุ หม่
ท่ีกรมการฝึกหัดครูในอดีตเสนอก็มีเสียงเรียกร้องให้ผลิตครูโดยเน้นหลักสมรรถนะ (Competency
Eased Teacher) ด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะความเป็นครู และพบว่าครู 5 ปี เพ่ือบ่มเพาะ
คุณลักษณะความเป็นครูให้มากข้ึน เช่น การจัดให้อยู่หอพักประจ�ำ ฝึกอบรมบ่มเพาะโดยปฏิบัติจริง
เปน็ หลกั สูตรพิเศษ มีการฝกึ ประสบการณ์วิชาชพี จากครปู ระจำ� การที่เปน็ ครูต้นแบบและโรงเรยี นที่มีผล
การปฏบิ ัตงิ านทดี่ ีเยย่ี มเปน็ แม่แบบ (แบบอยา่ ง) เป็นเวลา 1 ปเี ต็ม (คลา้ ยการฝึกงานของหมอใหมใ่ น
โรงพยาบาลทเี่ ปน็ ศนู ยข์ องกรมการแพทย)์ และตอ่ มากระทรวงศกึ ษาธกิ ารกจ็ ดั สรรทนุ ใหค้ รไู ดเ้ รยี นรใู้ หม่
5 ปี (แต่ใหต้ งั้ แต่นกั ศึกษาเรยี นอยู่ ป5ี ,ปี4,ป3ี ,ปี2,ป1ี กม็ )ี เรียกวา่ ครคู ืนถนิ่ คอื จบแล้วจะเรยี กบรรจุ
โดยไม่ต้องสอบแข่งขันในภูมิล�ำเนาของครูแต่ละคน ท่ีจริงถ้ากระทรวงศึกษาธิการประกาศผลิตครูเป็น
กจิ จะลกั ษณะ โดยกำ� หนดวิชาเอกใหก้ บั ครเู สยี ใหมเ่ ป็น (1) ครูอนบุ าล (2) ครปู ระถม (3) ครมู ธั ยมศกึ ษา
โดยแบง่ เปน็ วชิ าเอกตา่ งๆ ตามทม่ี อี ยปู่ จั จบุ นั (4) ครอู าชวี ะ (5) ครกู ารศกึ ษาพเิ ศษ และ (6) ครทู จี่ ะสง่ เสรมิ
ให้เรียนต่อในระดบั มหาวิทยาลยั (ครขู องครู) โดยครูทกุ วิชาเอกดังกล่าวต้องฝกึ สมรรถนะในการผลติ ครู
และต้องออกเป็นกฎหมายควบคุมการผลิตในช่วงเวลาที่ก�ำหนด คือ ถ้าบทบาทของครูเปลี่ยนไป
วทิ ยาจารย์ 29
ก็คอ่ ยมาก�ำหนดสมรรถนะครดู า้ นใหม่ (ดา้ นความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ) และก�ำหนดใหห้ นว่ ยงาน
ผใู้ ชค้ รตู อ้ งสอบคดั เลอื กครใู หต้ รงกบั ความตอ้ งการแตล่ ะวชิ าเอก โดยสอบความรู้ ทกั ษะ และคณุ ลกั ษณะ
ความเป็นครู และใช้ครูให้ตรง การพัฒนาครูโดยหน่วยที่ใช้ครูต้องตรวจสอบสมรรถนะครูท่ีขาดหรือ
มนี อ้ ยกอ่ น (ยกเวน้ เรอื่ งเปน็ นโยบาย, เทคโนโลย)ี แลว้ พฒั นาตามนนั้ โดยใชเ้ วลานอกเหนอื การสอนของครู
เมื่อกระทรวงประกาศสมรรถนะครูแต่ละเอกเพื่อใช้ในการผลิต การพัฒนาสามารถใช้เป็นเกณฑ์
ในการกำ� หนดคา่ จา้ ง คา่ ตอบแทนครู การเลอื่ นขน้ั ตำ� แหนง่ การโยกยา้ ย การใหข้ วญั และกำ� ลงั ใจ กใ็ ชเ้ ปน็
หลักสมรรถนะครูชุดเดียวกัน ก็เชื่อว่าจะได้ตัวครูท่ีมีคุณภาพของการปฏิบัติหน้าท่ีต่อไป แต่ถ้าสงสัยก็
ตรวจสอบได้และการพัฒนาคุณภาพครุก็ควรเป็นของครูรวมตัวกันเองเป็น (Professional Learning
Community)
3.3.2 คณุ ภาพการสอนของครู (Teaching Quality) ได้แก่ (1) การวางแผนการสอน
ทเี่ ปน็ ระบบ ตงั้ แตก่ ารหาขอ้ มลู ขา่ วสารเพอ่ื มาวางแผนการสอนและเตรยี มการสอน การกำ� หนดเปา้ หมาย/
เป็นเป้าประสงค์ของผู้เรียนแต่ละช่วงปีอย่างชัดเจนพร้อมตัวชี้วัดการบรรลุเป้าหมายหรือความส�ำเร็จ
เพ่ือเตรียมสร้างเคร่ืองมือวัดประเมิน เลือกสาระและกระบวนการท่ีจะท�ำให้บรรลุเป้าประสงค์
เกิดคุณภาพและตอบสนอง ประเทศไทย 4.0 เลือกวิธีการประเมินที่เช่ือได้ว่าจะสะท้อนผลลัพธ์ได้จริง
(2) ปฏบิ ตั กิ ารสอนทต่ี อบสนองแผนทว่ี างไวเ้ นน้ ผเู้ รยี นไดป้ ฏบิ ตั จิ รงิ ผเู้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง เชน่ ใช้ Active
Learning Project Based Learning, Problem Based Learning, Discovery Learning, Inquiry
Learning เป็นต้น และท่สี ำ� คญั ในทศวรรษที่ 21 ตอ้ งสอนให้นกั เรยี นรจู้ กั ภาษาองั กฤษในการสอื่ สารได้
และสอนให้นักเรียนรู้และเลือกท�ำอาชีพควบคู่กับการเรียนปกติด้วย (3) การบริหารจัดการช้ันเรียน
ทนี่ กั เรยี นทกุ คนมสี ว่ นรว่ มในกระบวนการเรยี นการสอน กจิ กรรมการสอนอยา่ งตงั้ ใจผเู้ รยี นทเ่ี รยี นไดเ้ รว็
สนใจช่วยเหลือเพื่อนท่ีเข้าเรียนช้าด้วยความเต็มใจโดยการบริหารจัดการของครู ท�ำให้นักเรียนทุกคน
บรรลเุ ปา้ หมายของการเรียนพรอ้ มกันอยา่ งมคี วามสุขผู้เรียนสว่ นใหญส่ นใจที่จะค้นหาความจริง พิสูจน์
ความจรงิ อยา่ งกระตอื รอื รน้ ทำ� ใหบ้ รรยากาศในชน้ั เรยี นมชี วี ติ ชวี า นกั เรยี นรกั ครู ครรู กั นกั เรยี น (4) การวดั
ประเมินผลในสมรรถนะทุกด้านของผู้เรียนแต่ละคนจนครูมีข้อมูลสารสนเทศของเด็กแต่ละคน ทั้งด้าน
ความรู้ ทกั ษะ และคณุ ลกั ษณะ ตามเปา้ หมายทต่ี งั้ ไวว้ า่ เดก็ คนนนั้ ในวชิ าทสี่ อน (สาระทส่ี อน) ไดแ้ คไ่ หน
สว่ นทเี่ หลอื อกี เทา่ ไหรใ่ นแตล่ ะคน (5) การใหค้ ำ� ปรกึ ษา แนะแนวการเรยี น การดำ� รงตน การใหม้ ที กั ษะชวี ติ
การประกอบอาชพี เพอ่ื หารายไดร้ ะหวา่ งเรยี น รวมถงึ แกป้ ญั หาชวี ติ /ครอบครวั ซงึ่ เหลา่ นเี้ ปน็ ภาระหนา้ ท่ี
ของครูท่ีสอนในรายวิชาต่างๆ ในทศวรรษที่ 21 ก็เชื่อได้ว่า หากครูท�ำได้ดังน้ีคุณภาพการสอนของครู
ตอ้ งเกดิ ขึ้นแนน่ อน
30 วทิ ยาจารย์
3.4 การตรวจสอบผลลัพธ์หรือการประเมินผลจากการก�ำหนดเป้าหมาย/เป้าประสงค์
ซ่ึงเป็นเร่ืองจ�ำเป็นย่ิงกว่าครูต้ังเป้าหมาย/เป้าประสงค์ในตัวผู้เรียนน้ันมีความส�ำเร็จ บรรลุผลมากน้อย
เพียงใดในผู้เรียนเป็นรายบุคคลและเป็นรายได้ด้านในสมรรถนะที่ก�ำหนดคือด้านความรู้ ทักษะ และ
คุณลกั ษณะวา่ บรรลุมคี ่ารอ้ ยละเท่าไร และต้องหาสาเหตุของปัญหาที่ไมบ่ รรลุ (สำ� เรจ็ ) ว่ามคี า่ รอ้ ยละ
เทา่ ไรในแต่ละด้านและครตู ้องวิเคราะหใ์ หไ้ ด้วา่ ปญั หาและการไมบ่ รรลุมสี าเหตุจากอะไรคือ (1) ตวั ครู
(2) ตัวหลกั สูตร (2.1) เนอ้ื หาสาระ และ (2.2) กจิ กรรม/กระบวนการ/วธิ ีการเรยี นการสอน (3) ตัวผู้เรยี น
(4) เครอ่ื งมอื วัดประเมินผลท่ีอาจไมม่ ีคณุ ภาพ (5) ช่วงเวลาของวัดผลอาจไมเหมาะสม เปน็ ต้น จากข้อ
สงั เกตการตรวจสอบผลลพั ธก์ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารและขอ้ สอบเขา้ เรยี นตอ่ ในมหาวยิ าลยั จะเนน้ ดา้ นความรู้
ความจ�ำมาก ทางดา้ นทักษะและโดยเฉพาะคุณลกั ษณะของคน เชน่ ดา้ นจิตสาธารณะ การตรงต่อเวลา
การเสียสละเห็นแก่ส่วนรวมมีน้อยหรือไม่มีเลย ท�ำให้ผู้ปกครองและผู้เรียนยึดม่ันในแนวทางน้ี
จงึ ตอ้ งไปเสยี เงินจำ� นวนมากเพ่อื กวดวิชาเตบิ เปน็ ผ้ใู หญ่ จงึ เปน็ อปุ สรรคของการพฒั นาประเทศ พัฒนา
ประชาธปิ ไตยและพฒั นาหรอื เตรยี มคนรองรบั ประเทศไทย 4.0 หรอื ทศวรรษที่ 21 ในสงั คมโลก ถงึ เวลาแลว้
ที่ต้องมาทบทวนการวัดประเมินผลท่ีเป็นจริง สะท้อนความเป็นจริงของผู้เรียนในทุกด้านท้ังความรู้
ทกั ษะ และคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ คงตอ้ งมกี ารพฒั นาครหู รอื เปลยี่ นแปลงกระบวนการวดั ผลประเมนิ
ผลอย่างขนานใหญ่แบบท่ีเรียกว่า “Evaluation Revolution” การปฏิวัติการประเมินผลการศึกษาของ
ประเทศเลยทเี ดียว
3.5 การบริหารจัดการชั้นเรียน (lassroom Management) ของครูเป็นเรื่องท่ีจ�ำเป็นและ
ตอ้ งทำ� อยา่ งจรงิ จงั โดยทวั่ นกั ศกึ ษาครไู มไ่ ดถ้ กู ฝกึ หรอื เรยี นการบรหิ ารจดั การชนั้ เรยี น(จากการสอบสมั ภาษณ์
นักศึกษาครู) แต่ต่อไปนี้ต้องถือว่าการบริหารจัดการช้ันเรียนเป็นสมรรถนะด้านความรู้ที่ต้องเรียนเป็น
ทกั ษะทตี่ อ้ งฝกึ ฝน ฝกึ ปฏบิ ตั ใิ หม้ ที กั ษะและถอื วา่ เปน็ ดา้ นคณุ ลกั ษณะของครทู จี่ ะตอ้ งตระหนกั ใหเ้ ขา้ ใจ
ถึงบรรยากาศช้ันเรียนว่าประกอบด้วยผู้เรียนที่มาจากครอบครัวต่างๆ ที่ถูกหล่อหลอมมาจากบริบท
ท่แี ตกต่างกันครตู ้องมีลักษณะท่ีรัก เมตตา ผเู้ รยี นท่ีมฐี านไมเ่ ทา่ กันครูต้องมลี กั ษณะที่ชอบสังเกต สนใจ
ใสใ่ จในอปุ นสิ ยั (Traits) พฤตกิ รรม (Behaviors) ในเดก็ เปน็ รายบคุ คล และโดยเฉพาะครตู อ้ งมคี ณุ ลกั ษณะ
เป็นนกั สงั เกตการเปลย่ี นแปลงทีเ่ กิดขึ้นในตวั ผูเ้ รียนแต่ละคนเพ่อื ที่ครูจะได้ใช้ความรูแ้ ละทักษะท่ถี ูกฝกึ
มาดีแล้วไปส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กเป็นรายบุคคลเป็นข้อมูลสารสนเทศ
ในการเรียนการสอน ในการแนะแนวให้คำ� ปรกึ ษา ในการช่วยเหลอื ดูแล รวมถงึ การป้องกนั แก้ไข และ
หา้ มปรามในสิ่งท่ผี ้เู รียนประพฤติไม่ถกู ต้อง ส�ำหรับผู้บริหารท่ีสงู ไปกวา่ ครูผู้สอน เชน่ หัวหน้าหมวดวิชา
วทิ ยาจารย์ 31
หวั หน้าสาย ผู้ช่วยผู้อ�ำนวยการทกุ คน ทุกฝ่าย ตวั ผูอ้ ำ� นวยการเองในระดบั ทีส่ งู กวา่ โรงเรยี นขึน้ ไป ต้องมี
ความรู้ ทกั ษะ และคณุ ลกั ษณะในการบรหิ ารจัดการเรียนรู้ (Learning Manaegment) ในระดบั อนบุ าล
ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวะ มหาวิทยาลัย เพ่ือจะได้สนับสนุนส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้
ให้เกิดคุณภาพ ขจัดปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนรู้พร้อมทั้งส่งเสริมขวัญก�ำลังใจให้กับ
ผปู้ ฏบิ ัติงานโดยเฉพาะในระดบั สถานศกึ ษา
3.6 เครอื ขา่ ยสง่ เสรมิ การเรยี นรู้ (Learning Networks) คอื เครอื ขา่ ยทงั้ ภายในและภายนอก
สถานศกึ ษาท่ีมีบทบาทในการสนบั สนนุ ส่งเสริมการเรยี นร้แู ละพัฒนาผูเ้ รียนท้งั ด้านความรู้ ทักษะ และ
คณุ ลกั ษณะผูเ้ รยี น รวมท้งั การมสี ว่ นพัฒนาครู ผบู้ ริหาร สถานศกึ ษา และชุมชน โดยรอบสถานศกึ ษา
โดยจะมบี ทบาทมากยิ่งข้นึ ในยุคประเทศไทย 4.0 และทศวรรษท่ี 21 ต้องสรา้ งกฎระเบยี บขนึ้ มารองรบั
เพอื่ สรา้ งความมน่ั คงในการดำ� เนนิ งานของแตล่ ะเครอื ขา่ ย สรา้ งขวญั กำ� ลงั ใจใหก้ บั อาสาสมคั รทเ่ี สยี สละ
ในด้านต่างๆ เข้ามาร่วมท�ำงานเป็นเครือข่าย ตัวอย่าง (1) เครือข่ายผู้ปกครอง (2) เครือข่ายศิษย์เก่า
(3) เครอื ขา่ ยชมุ ชน (4) เครอื ขา่ ยชมรมตา่ งๆ ในโรงเรยี น เปน็ เครอื ขา่ ยเพอ่ื ทจี่ ำ� เปน็ ในระดบั ประถมศกึ ษา
ตอนปลาย และมธั ยมศึกษา (5) เครอื ข่ายทางศาสนา (6) เครือขา่ ยองค์กรภาคเอกชน เปน็ ต้น ซึง่ ในหลกั
การของประเทศไทย 4.0 จ�ำเป็นทที่ กุ สถานศึกษาต้องจดั ต้ังหรอื จดั ใหม้ เี ครอื ข่ายสง่ เสริมการเรยี นรู้
3.7 ทรพั ยากรเพอื่ สง่ เสรมิ การเรยี นรู้ (Learning Recourses) เปน็ ทรพั ยากรทที่ ง้ั ฝา่ ยเจา้ สงั กดั
สงั คม ชมุ ชน และผมู้ ใี จอนั เปน็ กศุ ลรว่ มกนั จดั ขนึ้ มาสนบั สนนุ การดำ� เนนิ งานตามภารกจิ ของสถานศกึ ษา
เพื่อให้ภารกิจของสถานศึกษาบรรลุเป้าหมาย/เป้าประสงค์อย่างมีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับอย่างน้อย
หน่วยงานต้นสังกัดก็วางแผนจัดสรรมาให้อย่างพอเพียงในการจัดด�ำเนินงานให้บรรลุตามภารกิจ
อยา่ งมคี ณุ ภาพทตี่ ง้ั ไวใ้ นสว่ นอนื่ ๆ กน็ ำ� มาเสรมิ เพอ่ื ใหเ้ กดิ คณุ ภาพทสี่ งู ขนึ้ และไดเ้ ปา้ หมายเพม่ิ ขน้ึ โดยทาง
สถานศกึ ษากจ็ ะใชท้ รพั ยากรหรืองบประมาณตามแผนงานโครงการทต่ี ้งั ไวอ้ ยา่ งชาญฉลาด คุม้ ค่า และ
บรรลเุ ป้าหมายอยา่ งมคี ุณภาพ โปรง่ ใส ตรวจสอบได้
4. การประเมินผลโครงการคลองเตยโมเดลโดยการเก็บข้อมลู
(1) สภาพก่อนการด�ำเนินโครงการด้วยการ (1.1) บันทึกสภาพของโรงเรียนท้ัง 4 โรงเรียน
(1.2) เกบ็ ขอ้ มลู สภาพกอ่ นดำ� เนนิ การในปจั จยั /องคป์ ระกอบทง้ั 7 องคป์ ระกอบ (2) สภาพเมอื่ จบการศกึ ษา
ในภาคเรียนที่ 1 ดว้ ยการ (2.1) บนั ทกึ สภาพทีเ่ ปลี่ยนไปใน 4 เดือนของทัง้ 4 โรงเรยี น (2.2) เก็บข้อมูล
สภาพของปัจจัย/องค์ประกอบทั้ง 7 องค์ประกอบ เมื่อเวลาผ่านไป 4 เดือน (2.3) สัมภาษณ์ผู้บริหาร
ทัง้ 4 โรงเรยี นถงึ ความรูส้ กึ ในการปฏบิ ตั ิงานตามโครงการการคลองเตยโมเดลถงึ ความพอใจหรอื พอใจ
ในผลงาน 4 เดอื น และถามขอ้ เสนอแนะว่ามีปญั หาอุปสรรคใดบ้าง และตอ้ งการปรับแก้ในประเด็นใด
(3) สภาพเม่ือส้ินปีการศึกษา (2560) ราว 15 เมษายน 2560 (3.1) บันทึกสภาพที่เปล่ียนไปเมื่อส้ินปี
การศกึ ษา 2560 (15 เมษายน 2560 (3.2) เก็บขอ้ มลู สภาพของปัจจุบนั /องค์ประกอบทง้ั 7 องคป์ ระกอบ
32 วทิ ยาจารย์
เมอ่ื สนิ้ ปกี ารศึกษา 2560 (15 เมษายน 2561) (3.3) สมั ภาษณผ์ ูบ้ รหิ ารทง้ั 4 โรงเรียน (4) ฝา่ ยประเมิน
โครงการจดั ทำ� รายงานการประเมนิ โครงการคลองเตยโมเดล แลว้ นำ� เสนอ (4.1) คณะกรรมการดำ� เนนิ งาน
(4.2) คณะกรรมการอ�ำนวยการโครงการ (5) จัดท�ำแบบประเมินโครงการคลองเตย ระยะปีท่ี 2
(15 เมษายน 2561) และเสนอใหข้ ยายผลการทดลองตลองเตยโมเดลไปยงั โรงเรยี นทกุ โรงเรยี นใน 49 เขต
ของกรงุ เทพมหานคร
5. สงิ่ ทคี่ าดหวงั จะได้จากโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาคลองเตยโมเดล
5.1 ผเู้ รยี นในแตล่ ะชว่ งชนั้ ปี (อนบุ าล 1 - 3 ประถมศกึ ษา 1 - 6 และมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 - 6 ของ
กรุงเทพมหานคร ไดร้ บั การพฒั นาทัง้ ดา้ นความรู้ ทักษะ คณุ ลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์ตามที่ต้งั เป้าหมายไว้
เห็นการพัฒนาจากการประเมินผลของแต่รายวิชาในภาพรวม เพ่ือส่ังสมเป็นคุณภาพของการศึกษา
ในรอบปนี ำ� ไปสกู่ ารศกึ ษาตอ่ ๆ ไป เพอื่ รองรบั Thailand 4.0 และการเปน็ Smart City ของกรงุ เทพมหานคร
5.2 ได้หลักสูตรซ่ึงประกอบด้วยเน้ือหาสาระและกระบวนการ/วีการ/กิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ
และเปน็ แบบอย่างหรอื ตน้ แบบในการพฒั นาผเู้ รยี นได้
5.3 ได้ครูผสู้ อนท่มี ีคณุ ภาพในตัวครู และคณุ ภาพการสอนของครู
5.4 ไดเ้ ครอ่ื งมอื วดั ประเมนิ ผล กระบวนการการวดั ประเมนิ ผล และผลลพั ธท์ สี่ ะทอ้ นความเปน็ จรงิ
จากการวัดประเมนิ ทม่ี คี ณุ ภาพ มีประสทิ ธภิ าพน่าเชื่อถอื
5.5 ครูผู้สอนได้รับการพัฒนา จนเกิดประสบการณ์และมีความเช่ียวชาญในด้านการบริหาร
จัดการช้ันเรียน จนท�ำให้ผู้เรียนมีความสุข สนุกสนานในการเรียน ร่วมเรียนรู้ด้วยมีจุดมุ่งหมาย
มแี รงบนั ดาลใจ
5.6 เกิดเครือข่ายผู้ปกครองเข้ามาเป็นหุ้นส่วนช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของบุตรหลานโดยเฉพาะ
ในระดับอนุบาล ประถมศึกษา หรือแม้แต่ชั้นมัธยมศึกษา เกิดเครือข่ายกลุ่มเพื่อนต้ังแต่ประถมศึกษา
ตอนปลายและชน้ั มธั ยมศกึ ษาในรปู แบบชมรมตา่ งๆ เครอื ขา่ ยชมุ ชน เครอื ขา่ ยศษิ ยเ์ กา่ เครอื ขา่ ยศาสนา
เครือขา่ ยตา่ งๆ
5.7 ได้ผูเ้ รยี นทถ่ี กู พัฒนาเพอ่ื เตรียมเข้าสู่แผนการพัฒนาประเทศในแผน 20 ปี
วทิ ยาจารย์ 33
บริหารการศกึ ษา
วนั ชยั ตง้ั ทรงจติ ร
โรงเรียนกับกิจกรรม
กิจกรรมเป็นสิ่งส�ำคัญมากในโรงเรียน ที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียน
รู้จักการรับผิดชอบ รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความ
ซื่อสัตย์สุจริตขยันหมั่นเพียร รู้จักการบ�ำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น
และสาธารณะ รกั ความยตุ ธิ รรม ตลอดจนชว่ ยสง่ เสรมิ ความสามารถ
ของนักเรียน ส่ิงเหล่านี้เป็นส่ิงดีงามท่ีเราควรปลูกฝังให้กับ
พลเมืองของชาติต้ังแต่ยังวัยเยาว์ กิจกรรมจึงเป็นส่ิงดีงาม
ที่โรงเรียนจะขาดเสียมิได้ ถ้าขาดก็เท่ากับว่า ท่านก�ำลังสร้าง
“เด็ก” ในวันนี้เป็น “ผู้ใหญ่” ที่เลวในวันหน้านั่นเอง
34 วิทยาจารย์
บางท่านอาจยังไม่เขา้ ใจพอถงึ ค�ำวา่ “กิจกรรม” ความจริงแล้วไม่ใช่สง่ิ ใหม่อะไรเลย โรงเรยี น
ทุกโรงเรียนได้จัดให้มีอยู่แล้ว เป็นต้นว่า ลูกเสือ ยุวกาชาด เว้นแต่ว่าครูจะเป็นผู้ส่งเสริมกิจกรรม
เหล่านมี้ ากนอ้ ยเพียงใดเท่านั้นเอง
กิจกรรมที่พอจะจัดขึ้นในโรงเรียนมีมากมาย เป็นต้นว่า การแข่งขันกีฬา การประกอบพิธี
ในทางศาสนา การจดั ตง้ั ชมุ นมุ ตา่ งๆ เชน่ ชมุ นมุ ภาษาไทย ชมุ นมุ คณติ ศาสตร์ ชมุ นมุ สงั คมศกึ ษา ชมุ นมุ
วิทยาศาสตร์ ชมนมุ เพลงพน้ื เมอื ง ชมุ นมุ ศลิ ปะ ชมุ นมุ การละคร ชมุ นุมดนตรีไทย ชมุ นุมถ่ายรปู ชุมนมุ
ชา่ งเครื่องยนต์ ชมุ นมุ ดอกไม้สด ชุมนมุ ช่างวทิ ยุ ชุมนุมการศึกษานานาชาติ ชมุ นมุ ชาวพทุ ธ เปน็ ต้น
บางทีท่านอาจจะคิดวา่ กิจกรรมเป็นส่ิงเบยี ดบงั เวลาเรียน นักเรยี นมีเวลาเรียนน้อย ความจริง
ไมเ่ ปน็ เชน่ นนั้ เลย เราอาจจดั เวลาเรยี นพเิ ศษขน้ึ เพอ่ื กจิ กรรมโดยเฉพาะกไ็ ด้ อยา่ ลมื วา่ การอบรมสง่ิ เดยี ว
ไม่ช่วยให้นักเรียนเกิดความซาบซึ้งได้เลย เราต้องปฏิบัติท�ำจริงๆ อย่างเช่น วิชาลูกเสือยุวกาชาด
วิทยาจารย์ 35
ครูควรพานกั เรียนไปบ�ำเพญ็ ประโยชนเ์ พ่ือสาธารณะจริงๆ จัดใหอ้ ยู่คา่ ยพักแรม ฝึกใหร้ จู้ ักการปกครอง รจู้ กั
ชว่ ยเหลอื ตนเองและผอู้ น่ื รจู้ กั การเสยี สละ การกฬี ากเ็ ชน่ กนั ควรจดั ใหน้ กั เรยี นแขง่ ขนั กนั เสมอระหวา่ งหมคู่ ณะ
หรือจดั คละกนั ระหว่างหมู่ ปีหน่ึงๆ อาจจดั ใหม้ ีการแข่งขนั ทยี่ ่งิ ใหญส่ ักครั้งภายในโรงเรียน โดยแบ่งออกเป็น
สายหรือสีท่ีเรียกว่า “กีฬาสาย” หรือ “กีฬาสี” ก็ยิ่งเป็นการดีเพราะนักเรียนมีโอกาสเตรียมตัว เตรียมงาน
เพอ่ื ใหเ้ ดน่ ทสี่ ดุ ในสายหรอื สขี องตน ครคู วรฝกึ ใหน้ กั เรยี นไมม่ งุ่ เอาแพ้ ชนะ เปน็ สำ� คญั ควรมงุ่ ในทางสามคั คี
มีน�้ำใจนักกีฬา และรับผิดชอบในการท�ำงาน รู้จักแบ่งงานกันท�ำเป็นแผนกๆ เช่น แผนกขบวนพาเหรด
แผนกกองเชยี ร์ แผนกสวสั ดกิ าร แผนกพยาบาล เปน็ ตน้ สง่ิ เหลา่ นเี้ ปน็ สง่ิ ทชี่ ว่ ยฝกึ ใหน้ กั เรยี นเกดิ ความสามคั คี
และความรบั ผดิ ชอบไดเ้ ปน็ อย่างดี
ส�ำหรับชุมนุมต่างๆ ก็เช่นกัน นอกจากจะให้ความรู้แล้วยังช่วยส่งเสริมความสามารถของนักเรียน
อีกดว้ ย ครคู วรใหน้ กั เรยี นเลอื กอยชู่ ุมนุมต่างๆ ได้ตามความพอใจ และใหม้ ีการหมนุ เวยี นอยูต่ าม
ชุมนุมต่างๆ ได้ตามโอกาสอันควร เพ่ือให้นักเรียนศึกษาแต่ละชุมนุมอย่างถ่องแท้ แต่ละชุมนุม
ต้องมคี รเู ปน็ ทปี่ รึกษาให้ความรู้ และแนะกิจกรรมตา่ งๆ ให้สมาชิกในชุมนุม เช่น ชมุ นมุ ชาวพุทธ อาจจดั ให้
มกี ารประกอบพธิ ที างศาสนา ใหน้ กั เรยี นเปน็ ผจู้ ดั การทง้ั หมด โดยครเู ปน็ ผแู้ นะนำ� ตง้ั แตจ่ ดั สถานท่ี จนกระทง่ั
อาราธนาศีล การท�ำเช่นนี้นักเรียนจะเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และกระท�ำได้อย่างถูกต้อง
เหมาะควร ไม่เคอะเขิน
36 วทิ ยาจารย์
กจิ กรรมตา่ งๆ ควรจดั ใหม้ กี ารปฏบิ ตั อิ ยา่ งจรงิ จงั เพราะจะทำ� ใหน้ กั เรยี นรซู้ งึ้ ถงึ ความสามารถของตน
เป็นการช่วยส่งเสริมอย่างแท้จริง นักเรียนบางคนอาจเรียนไม่เก่ง แต่อาจมีพรสวรรค์ในการร้องเพลง
เลน่ ดนตรี เลน่ ละคร สนใจเกยี่ วกบั เครอื่ งยนตก์ ลไกตา่ งๆ สง่ิ เหลา่ นมี้ คี ณุ ประโยชนโ์ ดยแท้ เพราะจะทำ� ใหน้ กั เรยี น
ตัดสินใจอย่างถูกตอ้ งเมื่อจบการศึกษา และเลือกเรียนในทางที่ถูก โดยเลือกเรยี นวิชาชพี ทีต่ นชอบ และเป็น
ความตอ้ งการของประเทศชาตดิ ว้ ย ที่ต้องการใหน้ ักเรียนหนั มาสนใจในอาชพี ทชี่ ่วยส่งเสรมิ สภาพเศรษฐกจิ
ของประเทศชาติให้ม่ันคงย่ิงข้ึน เช่น อาชีพธุรกิจการค้า ช่างฝีมือต่างๆ จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันอาชีพเหล่าน้ี
ตกอยใู่ นก�ำมือของคนต่างชาติเป็นสว่ นใหญ่
โปรดระลกึ เสมอวา่ ไมว่ า่ กจิ กรรมใดๆ กต็ าม มผี ลอำ� นวยประโยชนใ์ หก้ บั นกั เรยี นและประเทศชาตเิ สมอ
อย่าละเลยเป็นอนั ขาด เพราะถ้านักเรียนของทา่ นเก่งในภาควิชาการ แต่ไมเ่ กิดความรักชาติ ไม่รูจ้ กั เสียสละ
เพ่ือส่วนรวม ไมม่ คี วามสามคั คี ไม่ซอื่ สัตยส์ จุ รติ และรบั ผดิ ชอบในการท�ำงานแล้วกลบั เป็นภยั อยา่ งร้ายกาจ
ต่อประเทศชาติเสียอกี
ขอเพ่อื นครจู งหนั มาเอาใจใส่ในกิจกรรมกันอย่างจรงิ ๆ จงั ๆ เสยี ที เพอ่ื “เด็ก” ในวันนี้ เปน็ “ผู้ใหญ่”
ที่มคี ณุ สมบัตทิ างจรรยาโดยพร้อมและชว่ ยอ�ำนวยประโยชน์ใหก้ บั ประเทศชาติไดใ้ นท่ีสุด
วทิ ยาจารย์ 37
วิชาการอ่านง่าย
ประทมุ เรืองฤทธ์ิ
ปฏริ ูปการศกึ ษา : วงั เอ๋ยวังเวง
ต้นเดือนธันวาคมเมฆคร้ึมทางทิศตะวันออก ลมหนาวพัดมาเป็นระลอกพอเหน็บเน้ือ
ท้องฟ้าทึมทึบตลอดวัน ฟ้าแลบ ฟ้าร้องเป็นระยะ ส่งสัญญาณภาคใต้ฝั่งตะวันออก
ถึงเวลาฝนมาเย่ียมเยือน และเพียงสองสามวัน ฝนเทลงมา ด้วยพ้ืนท่ีของจังหวัด
มีลักษณะ เขา ป่า นา เล มีลักษณะเป็นสามตอน คือ สูง ลาดสูง ท่ีราบ และริมทะเล
โดยสภาพดังกล่าวเป็นพื้นท่ีท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ในระบบนิเวศน์ ซ่ึงมีท้ังพืชสวน
สวนยางพารา ผลไม้ ข้าว ปลา ท่ีสมบูรณ์ เมื่อฝนตกลงมาทุกปี น้�ำจากเทือกเขา
บรรทัดไหลลงผ่านสายห้วย ล�ำคลอง บึง หนอง แล้วค่อยบ่าล้นท่วมพื้นที่ ก่อนไหล
ลงทะเลสาบสงขลา เป็นเช่นนี้ทุกปี ปีน้ีก็เช่นกัน โรงเรียนบ้านที่มีค�ำว่า “วัง” น�ำหน้า
หมายถึงที่ของน�้ำ มักจะมีน้�ำท่วมเป็นประจ�ำ เพราะเป็นทางน�้ำอยู่ในที่ลุ่มของพื้นที่
แถบน้ัน เกือบสัปดาห์ท่ีต้องหยุดกิจกรรมทั้งหมด นักเรียนไม่สามารถมาโรงเรียนได้
ครูเดินทางเข้าถึงพ้ืนท่ีไม่ได้ และบ้านของครูก็ถูกน�้ำท่วมเหมือนกัน จนต้องหยุด
ไปตามธรรมชาติ
จ�ำได้ว่า..ในอดีตเม่ือถึงฤดูน้�ำท่วมเป็นช่วงอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ท่ีมีปลาสมบูรณ์ น�้ำท่วม (น้�ำพะ)
มีประจ�ำทุกปีของพ้ืนที่รอบทะเลสาบสงขลา การเตรียมตัวรับฤดูกาลมีมาต้ังแต่หลังจากเสร็จฤดูเก็บเกี่ยว
งานของพอ่ วา่ งๆ จะไปนานำ� ใบตาลโตนดขนกลบั บา้ น เตรยี มไวเ้ ยบ็ “จาก” เมอื่ เยบ็ เสรจ็ แลว้ แชน่ ำ้� ไวใ้ นคขู า้ งบา้ น
ประมาณ 1 เดือน เพ่ือความคงทนใช้ได้นานไม่เปื่อยยุ่ยง่าย เอาขึ้นมาตากให้แห้ง เปลี่ยนหลังคา ซึ่งส่วนมาก
เป็นหลังคานอกจาก ลอมขา้ ว หรอื ครวั สว่ นบ้านหลังใหญ่ท่หี ลบั ทนี่ อนหลังคาจะเป็นกระเบอ้ื งดนิ เผาหรือสงั กะสี
หลงั จากเสรจ็ งานเยบ็ จาก บางวนั กข็ ดุ แตง่ โคกขา้ งบา้ นใหส้ งู ขนึ้ เตรยี มไวท้ ท่ี อี่ ยขู่ องสตั วเ์ ลยี้ ง ใบตน้ ลานขนาดใหญ่
แก่จัดข้างบ้านถูกตัดผ่าซีกมุงหลังคาเป็นคอกวัว เล้าไก่ ข้างคอกวัว รวมท้ังเป็นหลังคาของครกต�ำข้าว
ปลกู ตะไคร้ พริก (ดีปลี) ขม้ิน ข่า เตรียมไว้ ส่วนงานบ้าน แม่และลูกๆ เตรียมนวดข้าว ตาก สี ด้วยครกสีพื้นบ้าน
เปน็ ขา้ วกล้องเก็บไว้ พรอ้ มกับเตรยี มไม้ฟนื จากไม้ขา้ งๆ บ้าน เชน่ ไม้สังแก จามจุรี หรือทางโตนด ตดั ขนาดศอก
มัดรวมไว้เป็นกองฟืนเรียงเต็มข้างลอมข้าว
38 วทิ ยาจารย์
วทิ ยาจารย์ 39
ในช่วงท่ีฤดูกาลยังเดินทางมาอย่างเท่ียงตรง หลังจากชักพระ (วันออกพรรษา) ฝนเร่ิมตกทยอย
ส่ังสมปริมาณน้�ำ จนกระทั่งเดือนสิบสองลอยกระทงน้�ำก็เต็มท้องทุ่ง “เดือนสิบเอ็ดน้�ำนอง เดือนสิบสอง
น�้ำทรง” ซึ่งค�ำกล่าวมาต้ังแต่โบราณ แต่เมื่อเตรียมสรรพส่ิงไว้พร้อมในครอบครัว น้�ำท่วม (น�้ำพะ)
กลายเป็นเรื่องปกติของพ้ืนที่รอบลุ่มทะเลสาบ
ในสภาวะปัจจุบัน...ผลพวงจากการพัฒนาในทุกด้านได้พัดพาวิถีของคนลุ่มน้�ำเปล่ียนไปด้วย
แนวคิดที่แตกต่างไปจากอดีต เพราะเป็นวิถีชีวิตที่มุ่งเอาชนะธรรมชาติด้วยการสร้าง ถม ปรับเปลี่ยนระบบ
ธรรมชาติ หรือกระท่ังการรุกท่ีทางระบายน้�ำที่เคยมีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างไปจากอดีตท่ีปลอดวิถี
เป็นไปตามธรรมชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เรียนรู้เพื่อเตรียมตนเองให้ปลอดภัยจากการสร้าง
บ้านเรือนที่ยกพื้นสูงให้พ้นน�้ำ ตระเตรียมด้านอาหารการกิน รวมท้ังพาหนะเดินทาง
วิถีการพัฒนาได้พาพลัดหลงทั้งทางภาครัฐและตัวตนของคนในพ้ืนที่ หลังจากล่มสลายของระบบ
ครอบครัว ขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวในวิถีบริโภค องค์ความรู้ของคนในอดีตขาดช่วง การส่งต่อ
การยอมรับในพ้ืนเพห่างไปจากฐานรากตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงสังคมส่วนรวม ทางด้าน
การพัฒนาของภาครัฐในเชิงการจัดการด้านส่ิงแวดล้อมได้รับการตอบสนองน้อย เพราะมุ่งเน้นตอบสนอง
ด้านทุน และการกระจายตัวทางเศรษฐกิจ รวมศูนย์เข้าสู่การเป็นตลาด เพ่ือการบริโภคในทุกระดับ มากกว่า
การสร้างการเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ จึงปรากฏของการพัฒนาแบบการขุด ถม ดัดแปลง บุกรุก
ท�ำถนน ที่ขาดการค�ำนึงของวิถีธรรมชาติ โดยเฉพาะยังขาดการเชื่อมโยงถึงระบบใหญ่ในเชิงนิเวศน์
รอบลุ่มทะเลสาบ ซงึ่ ในอดีตระบบทางน�้ำตามอย่างธรรมชาติเป็นสายห้วย ล�ำคลองจะเชื่อมโยงท้งั 3 นำ�้ คอื
นำ้� เคม็ นำ�้ กรอ่ ย และนำ้� จดื โดยมลี ำ� คลองกง่ิ กา้ นสาขากระจายตวั ไปทกุ พน้ื ทขี่ องการระบายนำ�้ รบั นำ�้ เขา้ ออก
เพื่อความสมดุลตามธรรมชาติ
40 วทิ ยาจารย์
จ�ำได้ว่า..บริเวณพ้ืนท่ีทุ่งระโนด สทิงพระ หัวไทร พื้นท่ีเหล่านี้จะเต็มไปด้วยคลองท่ีขุดเพ่ิมขึ้นมา
และมีตามธรรมชาติ เพื่อรองรับเป็นเส้นทางคมนาคม เพ่ือการเกษตร และระบายน�้ำ เต็มไปทุกพ้ืนท่ี
เม่อื นำ้� เหนือ (หมายถงึ น้ำ� จากจงั หวัดพัทลุง) ลงมาจากฟากตะวันตกก็จะไหลลงส่อู า่ วไทย และคลองเหลา่ น้ี
ยังบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ด้านอาหาร มีปลา กุ้ง เต็มไปหมด สภาพปัจจุบันคลองเหล่านี้หายไปแทบ
ไม่ปรากฏรอ่ งรอย และบางลำ� คลองถูกปิดตายดว้ ยระบบชลประทานแผนใหมเ่ พราะระบบการผลติ (ทำ� นา)
เปล่ียนแปลงไป
วทิ ยาจารย์ 41
และจ�ำได้อีกว่า...ภาพในอดีตเมื่อถึงฤดูน�้ำท่วม (น�้ำพะ) ไม่มีใครบ่นถึงความขาดแคลน แต่อาจ
จะเครียดเรื่องการเดินทางในบางครั้ง เมื่อพ่อแม่ต้องการสร้างบ้านใหม่ พ่อกับญาติๆ บ้านใกล้เรือนเคียง
เลือกเอาช่วงเวลานำ�้ ท่วมใช้เรือเดินทางเข้าตลาด และกลับมาด้วยกระดานไม้เค่ียมขนาดหน้ากว้าง 12 นิ้ว
หนา 2 นิ้ว และยาว 12 เมตร จ�ำนวน 20 แผ่น ลากจูงเป็นแพเตรียมไว้สร้างบ้านใหม่แทนหลังเก่าท่ีมักจะ
แกว่งไกวไปตามแรงลม
แนน่ อนวา่ ..ภาพในอดตี ของคนลมุ่ นำ�้ รอบทะเลสาบจะเครยี ดมากขนึ้ เมอื่ ปใี ดฝนทงิ้ ชว่ งเปน็ เวลานาน
เกินไปจนท�ำให้ต้นข้าวยืนแห้งตาย หรือเมล็ดลีบรวงข้าวช้ีตรงรับแสงตะวัน แต่กับสภาพน้�ำท่วมชุมชน
ไมไ่ ดเ้ ครยี ดไปกบั สายนำ�้ ทเ่ี ออ่ ทน้ ทว่ มทอ้ งทงุ่ แตต่ า่ งจากสภาวะปจั จบุ นั เมอ่ื เหตกุ ารณน์ ำ้� ทว่ มจะกลายเปน็
เรื่องใหญ่ทั้งในระดับชาติ ท้องถ่ิน ต่างตระเตรียมข้าวของเพ่ือแจกน้�ำท่วม ส่วนมากมักจะเป็นข้าวสาร
ปลากระป๋อง น�้ำปลา ไข่ กระท่ังยารักษาโรคน้�ำกัดเท้า ซึ่งในอดีตขณะท่ีน�้ำกัดเท้าไม่มีหยูกยาได้แต่ใช้
ใบฝรั่งเคี้ยวหรือต�ำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณท่ีถูกน้�ำกัดเท้าไม่กี่วันก็หายและเล่นน�้ำต่อ
องค์ความรู้ การเรียนรู้ท่ีจะใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติหายไป เมื่อหลักสูตรทางการศึกษาถูกผลิตขึ้น
มาเพื่อรองรับการเคลือ่ นตวั ของแรงงานตามระบบเศรษฐกจิ ทนุ สมยั ใหม่ และวิถแี ผนใหมเ่ ปลย่ี นแปลงชีวิต
ไปอย่างสิ้นเชิงในทุกด้าน เป็นการพัฒนาท่ีน�ำไปสู่ความถดถอยไกลไปจากรากเหง้าตนเอง
แต่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งว่า...การเคลื่อนของสังคมได้ถูกฉุดรั้งก่อนที่ไปไกลจนเกินดึงกลับด้วย
แนวคดิ ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ไดท้ รงพระราชทาน
ไวใ้ หก้ บั คนไทยได้วางแนวทางการใชช้ วี ิตทีม่ ีฐานบนวถิ ที างธรรมชาติอันทนั สมัย
เป็นการเรียนรู้จะอยู่กับธรรมชาติอย่างมีองค์ความรู้และท่ีส�ำคัญคือ การมีความรู้คู่คุณธรรม
ใช้ในการอยู่ร่วมกัน..เรียนรู้ในตนเองและครอบครัว สร้างความม่ันคงในด้านอาหารให้กับครอบครัว
พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด คือ แก่นของชีวิตที่มีมาตั้งแต่ในอดีต...แต่เราหลงลืมไปนั่นเอง ?
42 วทิ ยาจารย์
ข้อเขียนวนั ครูรางวัลชนะเลิศ
“ลมหายใจของคนเป็นครู”
นายแพทย์ วทญั ญู ชินภกั ดี
ผมเป็นหมอครับ ชีวิตผมลืมตาข้ึนมาก็ตรวจรักษาคนไข้ เข้าห้องผ่าตัด ตรวจคนไข้
นอกเวลาวนเวยี นอยอู่ ยา่ งนที้ กุ วนั มบี างชว่ งเวลาทรี่ สู้ กึ เหนอื่ ยจนไมอ่ ยากทำ� งาน ดว้ ยอาชพี ของผม
ท�ำให้ในแต่ละวันต้องพบเจอกับคนไข้หลากหลายอาชีพที่มารักษา ผมมีคนไข้อยู่คนหน่ึงครับ
ทา่ นเป็นคุณครู ผมไมอ่ าจเปดิ เผยช่อื ทา่ นได้ เนื่องจากเป็นความลับของผู้ป่วย
วิทยาจารย์ 43
คุณครูท่านน้ีมารักษาด้วยอาการคอพอกขนาดใหญ่มาเป็นหลายสิบปี เคยผ่าตัดออก
บางส่วนแต่ก้อนเน้ือก็โตข้ึนมาใหม่ จนกดเบียดหลอดลม และเส้นประสาทเสียง ท�ำให้หายใจ
ไม่สะดวกและมีอาการเสยี งแหบเล็กนอ้ ย จ�ำเป็นตอ้ งผ่าตดั รักษา
การผา่ ตดั คอพอกผา่ นไปไดด้ ว้ ยดี แตโ่ ชครา้ ยของครทู เ่ี สน้ ประสาททไ่ี ปเลยี้ งกลอ่ งเสยี ง
ได้รับบาดเจ็บขณะผ่าตัด มีผลให้เส้นเสียงไม่ขยับและตีบเข้าหากันเกือบแนบสนิท ครูจึงเหลือ
ทางเดนิ หายใจเพยี ง 1 มลิ ลเิ มตรเทา่ นนั้ ภาวะเชน่ นมี้ โี อกาสทจ่ี ะเกดิ ทางเดนิ หายใจอดุ ตนั หายใจ
ไม่ออกและเสยี ชวี ติ ได้ จำ� เป็นตอ้ งเจาะคอเพือ่ ใชห้ ายใจ หรือตัดเสน้ เสียงที่ตีบ เพ่ือเปดิ ทางเดิน
หายใจ แตไ่ มว่ า่ จะเลือกวิธีการใด เสยี งจะแหบมากข้ึนหรือไมม่ เี สียงพูดได้
จำ� ไดว้ า่ วนั นนั้ ผมเดนิ ไปบอกครทู เี่ ตยี งคนไขบ้ นหอผปู้ ว่ ย ถงึ ขอ้ ดขี อ้ เสยี โอกาสเสยี ชวี ติ
หากไมร่ กั ษา หรอื โอกาสทเี่ สยี งจะหายไป หลงั จากผมเลา่ จบ สหี นา้ ครเู ศรา้ อยา่ งเหน็ ไดช้ ดั ครนู งั่ นง่ิ
อยู่ครหู่ นง่ึ ผมเร่มิ สังเกตเหน็ น�ำ้ ตาเอ่อลน้ ดวงตาของครู ผมไดแ้ ตย่ นื จบั มือครไู วแ้ นน่ กอ่ นท่คี รจู ะ
เงยหนา้ มองผมอกี ครง้ั และพดู กบั ผมวา่ “คณุ หมอคะ ปา้ จะสอนหนงั สอื นกั เรยี นไดอ้ กี ไหมคะ”
ผมยืนนิ่ง... ไม่มีแม้ค�ำพูดท่ีจะซักถามถึงการรักษาของครู เหมือนน�้ำตาเอ่อล้นออกมา
ภาพข้อความพระราชด�ำรัสของพระราชบิดาท่ีจารึกบนตึกอาคารเรียนคณะแพทย์ศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ สมยั เปน็ นกั ศกึ ษาแพทย์ ยอ้ นแจม่ ชดั ขน้ึ วา่ “ขอใหถ้ อื ประโยชนส์ ว่ นตวั
เป็นที่สอง ประโยชน์ของเพ่ือนมนุษย์เป็นกิจหน่ึง” ในวินาทีท่ีครูคนหน่ึงต้องตัดสินใจ
บนความเป็นความตายของชีวติ ทา่ นกลับนึกถงึ คนอ่นื เป็นอันดับแรกนัน้ คอื ลกู ศิษย์ ครูไม่กลวั
การผา่ ตัดจะลม้ เหลว หลอดลมตบี ซ�้ำ หรอื เสียชวี ิต แตก่ ลบั กลวั ท่ีจะไมม่ ีเสยี งพดู ไวส้ อนนกั เรยี น
ไม่มีชีวิตต่อเพ่ือท�ำหน้าท่ีครู ลมหายใจของครูเป็นลมหายใจของความหวังที่จะมีต่อไป
เพอ่ื การไดท้ ำ� หนา้ ท่ี “คร”ู ...ทา่ นทำ� ใหผ้ มคดิ ถงึ ครทู เี่ คยสอนผมจบั ใจ ครขู องผมเหลา่ นนั้ กบั คณุ ครู
ทอี่ ยตู่ รงหนา้ ไมเ่ คยพบเจอรจู้ กั กนั แตค่ ณุ ครมู จี ติ วญิ ญาณความเปน็ ครเู หมอื นกนั รกั และศรทั ธา
ในวิชาชีพครู ครสู รา้ งความดที ีบ่ รสิ ทุ ธิ์ เปน็ ความดที ่ีกระท�ำออกมาจากจติ ใจภายใน เป็นความดี
ทไี่ ดท้ ำ� ไวท้ งั้ ตอ่ หนา้ และลบั หลงั ความดที ไี่ มต่ อ้ งการการรบั รดู้ ว้ ยคำ� สรรเสรญิ เยนิ ยอใดๆ จากใคร
คณุ ครทู อ่ี ยตู่ รงหนา้ ผมไมใ่ ชเ่ ปน็ เพยี งคนไขข้ องผม แตท่ า่ นเปรยี บเหมอื นครขู องผมกว็ า่ ได้
เพราะสง่ิ ทท่ี า่ นท�ำสอนให้ผมตระหนกั ถึง “หนา้ ทีข่ องตน” รวมถึงหน้าที่ของศิษยท์ พี่ ึงตอบแทน
พระคณุ ผมสัญญาว่าผมจะเป็นหมอที่ดี ต้ังใจดูแลคนไขท้ ำ� หนา้ ทข่ี องตนเองให้ดีทส่ี ุด และเกดิ
ประโยชนต์ อ่ สว่ นรวมเปน็ คนดขี องสงั คมใหค้ คู่ วรกบั “ความด”ี ทค่ี รคู วรปฏบิ ตั ติ อ่ สงั คมเปน็ แบบอยา่ ง
ตลอดมา สองมือของครูมีไว้สร้างความดี สร้างคนดี ... สองมือของผมก็จะสร้างความดี
ต่อสงั คมเช่นกนั ผมขอสัญญา
คนื ก่อนผา่ ตดั รกั ษาจะเรม่ิ ขน้ึ คุณครยู ม้ิ ให้ผม กอ่ นจะบอกผมว่า “ไมเ่ ป็นไรนะหมอ
ถึงป้าจะไมม่ เี สยี ง ปา้ ก็จะเขียนกระดานแทนการใชเ้ สยี งสอนนักเรียนต่อไป”
ด้วยร�ำลกึ ถงึ พระคุณครู
44 วทิ ยาจารย์
ข้อเขียนวันครรู างวลั รองชนะเลิศ
ครใู นดวงใจศษิ ย์นจิ นิรันดร์
นายอกนษิ ฐ์ ศรีภธู ร
ครใู นดวงใจที่ผมไม่เคยลมื เลือน มสี มญาว่า “ครูอวบ” หญิงสาวร่างอวบในเครื่องแบบสกี ากี
ผวิ ขาวผมสน้ั ประบา่ ทา่ ทรี บี เรง่ สหี นา้ แววตาแสนหว่ งกงั วล ตระกองอมุ้ ผมขนึ้ นง่ั ซอ้ นทา้ ยมอเตอรไ์ ซค์
คนั เก่าบโุ รทงั่ ของลุงภารโรงเพ่อื พาไปสง่ โรงพยาบาลยงั คงกระจ่างชัดเจนตราบจนวันนี้
ครอู วบ คอื ครูคนแรกในชีวติ ของผมและเดก็ ทกุ คนในหมู่บ้าน เพราะเปน็ ครปู ระจำ� ช้ันอนบุ าล
คนเดยี วของโรงเรยี น แมว้ นั เวลาจะลว่ งเลยผา่ นไปเนน่ิ นานแคไ่ หน ครยู งั คงอยใู่ นภาพจำ� ของศษิ ยท์ กุ คน
เมื่อมีใครเอ้ือนเอ่ยถึงครู แววตาเปี่ยมสุขใจจะเปล่งประกายเด่นชัดข้ึนทันที เพราะครูเป็นคนส�ำคัญ
ในเร่ืองเล่าวยั เยาว์
วิทยาจารย์ 45
เม่ือผมเติบใหญ่ถึงได้รู้ว่าโรงเรียนบ้านป่าหลังเขามีครูที่ใช้เทคนิคการสอนด้วยวิธีท่ีชาวบ้าน
มองวา่ ผดิ แปลกแคส่ นกุ ไปวันๆ หลอกลอ่ ใหเ้ ด็กๆ อยู่โรงเรยี นจนครบวนั ไมร่ ้องกลบั บ้านก่อนก็เปน็ พอ
แตห่ ารไู้ มว่ า่ ครฝู กึ ใหพ้ วกเราคดิ วเิ คราะหม์ านบั แตน่ น้ั ดว้ ยตรรกะทสี่ มเหตสุ มผล เปดิ โลกแหง่ ความจรงิ
ให้มองโลกจากเรื่องง่ายๆ ตามวัยไร้เดียงสาให้รู้ถูกรู้ผิด ครูมีวิธีสร้างความสนใจใฝ่เรียนรู้โดยไม่ซ้�ำ
ครมู อบความรกั ใหค้ วามอบอนุ่ ทมุ่ เทความหว่ งใยใสใ่ จพวกเราดจุ แมผ่ เู้ ลย้ี งลกู หลายคนโดยไมร่ เู้ หนด็ เหนอื่ ย
นำ�้ เสยี งทอี่ อ่ นละมนุ จะขน้ึ ตน้ ลงทา้ ยดว้ ยคำ� วา่ ลกู เสมอ ไมเ่ คยดุ ไมเ่ คยตี แตค่ รมู วี ธิ จี ดั การปใู นกระดง้
ให้นิง่ ฟังและสนใจครไู ดง้ ่ายดาย
แมจ้ ะมงี อแงแยง่ ของเลน่ กลน่ั แกลง้ ตกี นั บา้ งเปน็ ปกติ แตท่ กุ เหตกุ ารณล์ ว้ นจบลงดว้ ยหลกั ชนะ
กบั ชนะพรอ้ มคำ� สอนทที่ กุ คนตอ้ งจดจำ� ให้รู้จกั แบ่งปัน ขอบคุณ ขอโทษ และให้อภัย ครทู ำ� ใหพ้ วกเรา
ทุกคนอยากมาโรงเรียน ห้องเรียนสี่เหลี่ยมถูกตกแต่งด้วยสีสันสดใสสวยงามทุกมุมทุกด้านเอื้อต่อ
การเรยี นรซู้ ง่ึ ครเู ปน็ ผเู้ นรมติ กอ่ นเขา้ นอนชว่ งบา่ ยครจู ะนำ� รอ้ งเพลงและทำ� กจิ กรรมเขา้ จงั หวะจนพอเหนอ่ื ย
เสยี งเพลงกลอ่ มลกู ภาคอสี าน นทิ านพน้ื บา้ นถน่ิ ทคี่ รเู คยเลา่ ใหพ้ วกเราฟงั ยงั คงดงั กงั วานในความทรงจำ�
ท่ีมคี ณุ คา่ ควรจดจ�ำ
จากอนบุ าลถงึ ป.6ครยู งั คงสอนการบา้ นผมทกุ ครงั้ ทหี่ อบหนงั สอื ไปปรกึ ษาเนอ้ื หาทไ่ี มเ่ ขา้ ใจรแู้ จง้
รจู้ รงิ ไดเ้ พราะครู ผมไม่แปลกใจเลยว่าท�ำไมเด็กๆ ทุกคนในโรงเรยี นถึงรกั ครู เพราะครไู มเ่ คยหยุดท่ีจะ
เปน็ ผใู้ ห้ ใหด้ ว้ ยหวั ใจอนั บรสิ ทุ ธ์ิ ครนู อ้ มนำ� พระราชดำ� รสั ในพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช
บรมนาถบพิตร เป็นหลักชัยในชีวิต “จงเป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เม่ือเหลียวไปดูอดีต
เราจะเสียใจในส่ิงท่ีอยากท�ำแล้วไม่ได้ท�ำมากกว่าเสียใจในส่ิงท่ีท�ำไปแล้ว” เปน็ พระราชด�ำรัส
ทคี่ รคู อยยำ�้ และพร่�ำสอนเสมอมา ครูเคยบอกกับผมว่า “หาฝันของตัวเองให้เจอ ท�ำให้เป็นจริง
ก่อนทกุ สง่ิ จะสายเกินไป” ผมยังจดจ�ำคำ� สอนนีไ้ ด้ไม่ลบลมื
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปแล้วกว่าสามสิบกว่าปี นับต้ังแต่ครูย้ายจากไป ผมไม่ได้ติดต่อและ
ทราบข่าวครูอีกเลย ด้วยนวัตกรรมด้านการส่ือสารไร้พรมแดนในศตวรรษที่ 21 ได้เช่ือมโยงให้ผมได้
พบเจอครอู กี ครง้ั ในวยั ใกลเ้ กษยี ณ ครยู งั สอนชน้ั อนบุ าลทศี่ นู ยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ ในคา่ ยทหารแหง่ หนง่ึ ใน
จังหวดั สมทุ รสาคร ซึ่งอย่ไู ม่ไกลจากทที่ ำ� งานผมเทา่ ใดนัก พอวา่ งเวน้ จากงาน ผมรบี เดินทางไปหาครู
หญงิ ชราร่างอวบในเครือ่ งแบบสีกากีหนั มาตามเสียงเรียกด้วยความสงสยั ผมนั่งลงกราบทต่ี ัก
ของครู มอบมาลัยข้อมือพร้อมโอบกอดครูด้วยความคิดถึง ครูถามว่า “ใครลูก” ผมตอบครูว่า
“เด็กข้ีโรคของครูอวบ” เพียงเท่าน้ันน�้ำตาแห่งความปลื้มปีติของครูและผม พลันหลั่งไหลออกมา
ไมท่ ันตั้งตัวครจู ำ� ลูกศษิ ย์ไดท้ ุกคน
ผมกลบั ไปหาครูอกี ครัง้ ในวนั ที่ทราบขา่ ว วนั นั้นทำ� ใหผ้ มเขา้ ใจลึกซ้ึงในพระราชด�ำรสั และถ้อยคำ�
ที่ครูเคยยำ�้ พรำ่� สอน แม้ผมจะภาคภมู ิใจทส่ี ามารถท�ำความฝันใหเ้ ป็นจรงิ ไดเ้ พราะมคี รเู ป็นแบบอยา่ ง
เป็นพลังใจให้มุ่งมั่นต้ังใจ แม้ผมจะเสียใจท่ียังไม่เคยบอกค�ำว่า “ผมรักครู” ครูศิลินทิพย์ เข็มวงศ์
(ครอู วบ) จะยงั คงอยูใ่ นหวั ใจศิษย์คนนี้ตลอดไป ด้วยรักและอาลยั “ครูในดวงใจศษิ ยน์ ิรันดร์”
46 วทิ ยาจารย์
ข้อเขยี นวันครรู างวัลรองชนะเลิศ
“ครูชาวนา”
นายประกอบ ตนั มูล
สายฝนปรอยๆ ตกกระทบกับผิวโคลนท่ีผ่านการไถคราดเสียงดังเปาะแปะ สร้างความชุ่มฉ่�ำ
เยน็ สบายผอ่ นคลายความเหนยี วเหนอะของหยาดเหงอ่ื ทไี่ หลทว่ มกาย หลงั จากตอนเชา้ ตอ้ งทรมานกบั
เปลวแดดท่ีแผดเผาแผ่นหลังในยามก้มลงปักต้นกล้า คราวละ 4 - 5 คร้ัง สลับกับการเงยตัวขึ้นตรง
เพอื่ ขอพกั “ใชม้ อื ปักตน้ กลา้ ลงในโคลนเบาๆ เด้อลกู ระวงั อยา่ ให้คอกล้าหกั ” เสยี งของชายรปู ร่าง
ผอมสงู
วิทยาจารย์ 47
ผวิ คลำ้� จากการตากแดดกรำ� งานทค่ี นรจู้ กั กนั วา่ “กระดกู สนั หลงั ของชาต”ิ ภารโรงบนั เลงิ กำ� ลงั สาธติ วธิ ี
การอุ้มมัดต้นกล้าด้วยมือซ้าย ในขณะท่ีมือขวาค่อยๆ จับบริเวณเหนือรากของต้นกล้า 2 - 3 ต้น
แลว้ บรรจงปกั ลงดนิ ดว้ ยทา่ ทางทะมดั ทะแมง การทำ� นาทถ่ี กู ตอ้ งคอื ดำ� แลว้ เดนิ ถอยหลงั อยา่ หกั คอกลา้
เพราะจะทำ� ใหต้ น้ กลา้ ตาย ภารโลงบนั เลงิ พรำ่� สอนนกั เรยี นตวั โตชนั้ ป.4 - 6 ใหร้ จู้ กั วธิ กี ารทำ� นา เรมิ่ ตง้ั แต่
การไถโดยใช้ควายเม่ือหลายปีก่อน เม่ือวันเวลาเปลี่ยนไปจึงหันมาใช้รถไถนาเดินตามแทน การไถนา
จะเป็นหน้าท่ีของนักเรียนชาย กระผมและเพื่อนๆ มีความสุขมากเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เพราะแต่ละคน
ต่างรอคอยที่จะได้แสดงฝีมือการไถนาที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากภารโลงบันเลิง ส่วนนักเรียนหญิง
มีหน้าท่ีในการถอนต้นหญ้าโดยการใช้สองมือถอนให้ได้เต็มก�ำ หลังจากนั้นจะจุ่มรากของต้นกล้า
ลงในน�้ำ แล้วใช้เท้าเตะไล่ดินบริเวณรากของต้นกล้าออกให้หมด มัดบริเวณตรงกลางของต้นกล้า
ด้วยตอกไม้ไผ่ท่ีภารโรงสอนให้พวกเราจักเป็นเส้นความยาวประมาณหนึ่งศอก แรกๆ กระผมจักตอก
ไม่เป็นท�ำให้มีดบาดมือได้เลือดอยู่เป็นประจ�ำ แต่ภารโรงบันเลิงได้สอนด้วยวิธีการสาธิตให้เรารู้จักวิธี
การจับพร้า การผ่า และเหลาไม้ไผ่ ฝึกท�ำอยู่ซ้�ำๆ จนสามารถท�ำด้วยตนเอง ตอกนอกจากจะใช้มัด
ต้นกล้าแล้วยังสามารถจักเป็นเส้นยาวเพ่ือใช้ส�ำหรับมัดฟ่อนข้าวในเวลาเก็บเกี่ยวอีกด้วย หลังจาก
นักเรียนชายไถคราดนาเสร็จแล้ว นักเรียนหญิงจะช่วยกันหาบมัดกล้าไปวางกระจายไว้จนท่ัวไร่นา
หลงั โรงเรยี นประมาณ 5 ไร่ ซงึ่ เปน็ ผนื นาทม่ี คี วามอดุ มสมบรู ณด์ ว้ ยปยุ๋ หมกั ทภ่ี ารโรงบนั เลงิ สอนใหน้ กั เรยี น
น�ำเศษใบไม้ท่ีร่วงหล่นภายในบริเวณโรงเรียนและนักเรียนร่วมกันเก็บ แล้วนำ� มาหมักจนเปื่อยยุ่ยเป็น
ปยุ๋ ชน้ั ดี สำ� หรบั รองพน้ื กอ่ นการไถสขี องนำ้� ยง่ิ ดำ� เทา่ ไหรย่ งิ่ แสดงวา่ จะสามารถปลกู ขา้ วไดง้ าม การดำ� นา
จะใชเ้ วลา 2 - 3 วนั ดว้ ยความรว่ มแรงแขง็ ขนั ของครู นกั เรยี น และภารโรงบนั เลงิ ตลอดระยะเวลา 3 เดอื น
นักเรียนจะได้เรียนรู้การดูแลปริมาณน�้ำให้พอเหมาะ เมื่อถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เป็นเวลาของ
การเก็บเกี่ยว วันเก่ียวข้าวเปรียบเสมือนเป็นงานบุญของโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชนมาร่วมกัน
ลงแขกเก่ียวข้าว ภารโรงบันเลิงสอนให้พวกเรารู้จักวิธีการจับเคียว การวางฟ่อนข้าวตากแดด และ
การมดั ฟอ่ นขา้ ว พวกเราดงึ ตอกมดั ขา้ วจนมอื แตกและดา้ น หลงั จากขนฟอ่ นขา้ วมากองรวมกนั บนลาน
นวดข้าว ตอนกลางคืนพวกเราช่วยกันตีฟ่อนข้าวกระทบกับแผ่นไม้ นักเรียนชายส่วนหน่ึงจะช่วยกัน
ตกั เมลด็ ขา้ วใสใ่ นกระสอบ แลว้ แบกไปเกบ็ ใสใ่ นถงุ ฉางสำ� หรบั เปน็ อาหารกลางวนั ของโรงเรยี นไดต้ ลอดปี
การเรียนรู้ของพวกเราไม่ได้เกิดจากต�ำรา แต่เกิดจากภูมิปัญญาของภารโรงบันเลิงท่ีได้ถ่ายทอด
ให้กับนกั เรียนผ่านการท�ำงานในชีวติ ประจำ� วัน ซงึ่ ไมส่ ามารถรหู้ รอื ปฏิบัตไิ ด้ถ้าไมล่ งมือทำ� วธิ ีการสอน
ของภารโรงบันเลิงจึงไม่ได้ต่างจากครูผู้หนึ่งที่มีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนสามารถน�ำความรู้ไปใช้
ในการดำ� รงชวี ิต กระผมและเพอื่ นๆ มีความภาคภมู ใิ จท่ีจะมอบค�ำว่า “ครชู าวนา” ใหก้ ับทา่ น
48 วทิ ยาจารย์