The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1.พัฒนาการและการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์
2.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของมนุษย์
3.พัฒนาการของมนุษย์กับการจัดการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by introit2016, 2021-08-12 00:15:06

บทที่ 2 เรื่อง ทฤษฎีพัฒนาของมนุษย์กับการจัดการเรียนรู้

1.พัฒนาการและการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์
2.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของมนุษย์
3.พัฒนาการของมนุษย์กับการจัดการเรียนรู้

Keywords: ทฤษฎีพัฒนาของมนุษย์,การจัดการเรียนรู้

บทที่ 2
ทฤษฎพี ัฒนาของมนุษย์

กบั การจดั การเรียนรู้

นาบสถาวร ใจจุมปา สาขาวิชาบรหิ ารการศึกษา
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งราย

หัวขอ้ เนอ้ื หา

1. พัฒนาการและการศกึ ษาพัฒนาการของมนุษย์
1. ความหมาย ความมุ่งหมายและประโยชนข์ องการศึกษาพฒั นาการของมนษุ ย์
2. หลกั ของพัฒนาการและวธิ ีการศึกษาพฒั นาการของมนุษย์
3. องคป์ ระกอบท่เี กยี่ วขอ้ งกับการพัฒนาการของมนษุ ย์
4. แนวคดิ เกย่ี วกับสมองทสี่ ัมพนั ธก์ ับพัฒนาการของมนษุ ย์

2. ทฤษฎีทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั พฒั นาการของมนุษย์
1. ทฤษฎีจติ วเิ คราะหข์ องฟรอยด์
2. ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสงั คมของอิริคสนั
3. ทฤษฎพี ัฒนาการทางสตปิ ัญญาของพอี าเจต์
4. ทฤษฎีพัฒนาการทางจรยิ ธรรมของโคลเบอร์ก

3. พฒั นาการของมนษุ ยก์ บั การจัดการเรียนรู้
1. พัฒนาการวัยเด็กกบั การจัดการเรยี นรู้
2. พฒั นาการวยั รุ่นกบั การจัดการเรยี นรู้
3. พฒั นาการวัยรนุ่ กบั การจัดการเรียนรู้
4. พฒั นาการวยั ผ้ใู หญก่ ับการจดั การเรียนรู้

ทฤษฎีพฒั นาของมนุษยก์ ับการจดั การเรียนรู้

การพฒั นามนุษย์เปน็ หน้าทแ่ี ละภารกจิ ทีส่ าคัญของทกุ
องคก์ ร ทกุ สถาบนั ซึง่ จะตอ้ งตระหนักให้ความสาคัญถอื ว่าเป็น
หน้าที่ทต่ี ้องทาให้ดีใหส้ มั ฤทธ์ิผลให้ได้ โดยเนน้ การพัฒนาตนเอง
แตล่ ะครอบครัว จะต้องพัฒนาสมาชกิ ภายในครอบครัวและ
ร่วมมอื กับองคก์ ร สถาบนั อื่น ๆ ทุกคนจะพฒั นาตนเองและ
รว่ มมอื พฒั นาองค์กร สถาบันตา่ ง ๆ ดว้ ย การพัฒนามนุษย์
จาเปน็ ตอ้ งอาศัยความรู้ ใช้ความเพยี ร ใช้ปญั ญาคิดวธิ ีการใช้
แนวคิดตา่ ง ๆ ทกี่ ล่าวมารว่ มในการพัฒนา ควรสรา้ งความ
ภาคภมู ิใจเมื่อมีโอกาสพฒั นาบุคคล เห็นความเจริญก้าวหนา้ ของ
ผทู้ เ่ี ราพฒั นามีแนวคิดในการพฒั นามนษุ ยด์ ังนี้

1.พฒั นาการและการศกึ ษาพัฒนาการมนษุ ย์

1.1 ความหมายของพัฒนาการของมนุษย์

พัฒนาการ (development) และการเจริญเตบิ โต (growth) ใน
บางครัง้ จะใชใ้ นความหมายท่เี หมอื นในความเข้าใจโดยท่วั ไป แต่ทง้ั 2
คานี้ ลักษณะการใช้และความหมายท่ีแตกตา่ งกนั ในรายละเอียด ดงั น้ี

Carter. V., Good[] กลา่ วว่า พัฒนาการหมายถึงการเปลี่ยนแปลง
โครงสรา้ ง การทาการจัดระเบียบส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึง่ ทาให้มี
การเพ่มิ พนู ทางดา้ นขนาด ความแตกต่าง ความสลับซับซอ้ น การผสม
กลมกลืน ขีดความสามารถประสิทธิภาพ กอ่ ใหเ้ กดิ การเพมิ่ วฒุ ิภาวะ
และรวมถงึ การเปลีย่ นแปลงที่มีความคงทนถาวร อันเนอ่ื งมาจากการ
เรยี นรู้ การเจริญเติบโตจะหมายถงึ การเปลย่ี นแปลงทางด้านปรมิ าณ
ทาให้มีจานวนเพม่ิ ขนึ้ มากข้นึ

1.พัฒนาการและการศึกษาพัฒนาการมนุษย์

1.1 ความหมายของพัฒนาการของมนษุ ย์

สรุปได้ว่า พัฒนาการหมายถึงกระบวนการ
เปล่ียนแปลง (process of change) ในด้านต่าง ๆ ของ
มนษุ ยท์ ีเ่ ปน็ ไปอย่างมรี ะเบยี บแบบแผนสืบเนื่องตอ่ กนั ไป
การพัฒนาไมเ่ พียงจะมีการเพิ่มในดา้ นขนาด รปู ร่าง หรอื
นา้ หนกั เท่าน้ัน แต่จะรวมถึงการมลี กั ษณะใหม่ ๆ เกดิ ขึน้ มี
ความสามารถใหม่ ๆ เกดิ ขน้ึ ซง่ึ เปน็ การเปล่ยี นแปลง
ทางด้านคณุ ภาพ(quality) ดว้ ย

1.พฒั นาการและการศึกษาพัฒนาการมนษุ ย์

1.1 ความหมายของพัฒนาการของมนษุ ย์

กระบวนการเปลย่ี นแปลงทางพัฒนาการมลี กั ษณะสาคัญ ดงั นี้

1) การเพิ่มขนาดและรูปร่าง เช่น รปู รา่ งใหญข่ ึน้ สงู ขน้ึ น้าหนกั เพิ่มขึ้น
การเปล่ยี นแปลงลกั ษณะนีม้ ักจะใช้คาวา่ เจรญิ เติบโต

2) การเปลีย่ นแปลงสดั สว่ น เช่น สัดสว่ นของ แขน ขา ลาตัว ศีรษะ
สดั ส่วนของรา่ งกายเด็กและผ้ใู หญจ่ ะแตกตา่ งกัน

3) การเปลี่ยนแปลงโดยลกั ษณะเกา่ บางอยา่ งหายไป เช่น ขนออ่ นในวัย
ทารก ฟันนา้ นมในวัยเดก็

4) มีลกั ษณะใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น ฟันแท้ ขนในทล่ี บั อารมณ์อจิ ฉา
อารมณเ์ พศ เปน็ ต้น

5) การมีความสามารถใหม่ ๆ เกดิ ขึ้น เชน่ การยืน การเดนิ การวิ่ง การ
เรียนรู้ นามธรรมการปรับตัวในการอยู่ร่วมกบั ผอู้ ่นื เป็นต้น

1.พฒั นาการและการศึกษาพัฒนาการมนุษย์

1.2 ความมุ่งหมายของการศกึ ษาพัฒนาการมนษุ ย์

การศึกษาพัฒนาการของมนษุ ย์มีความมุง่ หมายที่สาคัญ 4 ประการ คือ

1) เพื่อการบรรยาย (description) ลักษณะของกระบวนการ
เปลยี่ นแปลงในรปู แบบของการพัฒนา

2) เพ่อื การอธบิ าย (explanation) สาเหตขุ องการเปลย่ี นแปลงและ
กระบวนการทีท่ าให้เกิดการพัฒนา

3) เพอ่ื การทานาย (prediction) พฤตกิ รรมหรอื การเปลี่ยนแปลงทจ่ี ะ
ปรากฏขน้ึ เมื่อถงึ วัยอนั สมควร

4) เพอ่ื การควบคุม (control) สภาพต่าง ๆ ให้อยู่ในลกั ษณะท่ีเป็นไป
ตามธรรมชาตขิ องพัฒนาการ

1.พฒั นาการและการศึกษาพัฒนาการมนษุ ย์

1.3ประโยชนข์ องการศกึ ษาพัฒนาการของมนุษย์

การศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ เป็นการศึกษาความเปลี่ยนแปลง
ในตัวของมนุษย์ในเชิงพฤติกรรมท่ีมีขอบข่ายกว้างขว้าง ซึ่งก่อให้เกิด
ประโยชน์หลายประการ ดังต่อไปน้ี

1) เป็นพ้นื ฐานทาให้เข้าใจพฤตกิ รรมมนษุ ย์ และเปน็ พืน้ ฐานของ
การศึกษาจิตวิทยาสาขาอนื่ ๆ เช่น จติ วิทยาการศกึ ษา จิตวทิ ยาสงั คม จติ วทิ ยา
คลนิ กิ จิตวิทยาการแนะแนวและการให้คาปรกึ ษา เป็นต้น

2) ช่วยให้มคี วามรคู้ วามเข้าใจเกยี่ วกบั พฒั นาการของมนุษยใ์ นวยั ต่าง ๆ
อันจะทาให้เกดิ การรจู้ ักตนเอง รูจ้ ักผู้อน่ื ไดด้ ยี ิง่ ขน้ึ

3) ช่วยให้ทราบถงึ องค์ประกอบต่าง ๆ ทมี่ อี ิทธิพลตอ่ มนษุ ย์ในแต่ละวัย
เพ่ือจะได้หาทางสง่ เสริมปรบั ปรุงแก้ไขให้เกิดการพัฒนาไปในทางทีถ่ กู ต้องสมบรู ณ์
ยง่ิ ขึ้น

1.พัฒนาการและการศึกษาพัฒนาการมนุษย์

1.3ประโยชนข์ องการศกึ ษาพัฒนาการของมนษุ ย์

การศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ เป็นการศึกษาความเปลี่ยนแปลง
ในตัวของมนุษย์ในเชิงพฤติกรรมที่มีขอบข่ายกว้างขว้าง ซ่ึงก่อให้เกิด
ประโยชน์หลายประการ ดงั ตอ่ ไปน้ี

4) ช่วยใหเ้ กิดความเข้าใจในความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล ยอมรบั ใน
ความเปน็ เอกัตบคุ คล ทาให้สามารถปรบั ตัวให้เขา้ กบั บุคคลในวัยต่าง ๆ ได้อย่าง
เหมาะสม

5) ช่วยในการหาทางปอ้ งกันแก้ไขหรอื ควบคมุ พฤติกรรม ใหเ้ ป็นไปในทาง
ที่สอดคลอ้ งกับปทัสถานของสังคม ขนบธรรมเนยี มประเพณี ระเบยี บข้อบงั คบั และ
กฎหมายของสงั คม

6) ช่วยใหร้ ูจ้ กั ตนเองไดด้ ีลึกซง้ึ ยิง่ ข้นึ สามารถวิเคราะหต์ นเองและหาทาง
แกไ้ ขพฤติกรรมของตนเองให้เป็นไปในทางท่ถี ูกต้องเหมาะสม ไม่เกดิ โรคทางอารมณ์
หรอื โรคจิตโรคประสาทขนึ้ ได้

1.พัฒนาการและการศกึ ษาพฒั นาการมนษุ ย์

1.3 ประโยชน์ของการศกึ ษาพัฒนาการของมนุษย์

กล่าวโดยสรุป จากประโยชน์ของการศึกษาพัฒนาการของ
มนุษย์ดังกล่าวข้างต้นสามารถนามาเป็นกรอบแนวคิดในการ
จดั การเรียนรู้ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลยง่ิ ข้ึน ดงั น้ัน ผู้ท่ี
เก่ียวข้องกับการศึกษา การจดั การเรยี นรู้จาเปน็ ต้องมีความรู้ความ
เข้าใจเก่ียวกับพัฒนาการของมนุษย์เป็นอย่างดี จึงจะสามารถจัด
การศึกษา จัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับพัฒนาการของ
ผู้เรียน เพ่ือผู้เรียนจะได้พัฒนาได้เต็มตามศักยภาพและเพื่อให้
บรรลวุ ัตถุประสงค์ของการจดั การศกึ ษาและการจดั การเรยี นรู้

2.หลกั ของการพัฒนาและวิธีการศกึ ษาพฒั นาการของมนษุ ย์

พัฒนาการของมนุษย์มีระยะเวลาท่ียาวนานตาม
อายุขัย เร่ิมต้ังแต่ปฏิสนธิจนถึงวาระสุดท้ายคือ ความ
ตาย โดยการพัฒนาจะเป็นไปตามหลักของพัฒนาการซึ่ง
เป็นข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยเก่ียวกับ
พัฒนาการของมนุษย์มาตลอดระยะเวลายาวนาน ดังจะ
นาเสนอดังตอ่ ไปนี้

2.หลักของการพัฒนาและวธิ กี ารศกึ ษาพัฒนาการของมนุษย์

2.1 หลักของพฒั นาการ

ในการพัฒนาการของมนุษย์มีหลกั การท่ีสาคัญ ดงั น้ี

1) พัฒนาการต้องอาศัยวุฒิภาวะ (maturity) และการ
เรยี นรปู้ ระกอบกนั

2) พัฒนาการจะไปตามแบบฉบับ (pattern) ของพัฒนาการ
3) พัฒนาการจะเร่ิมจากส่วนใหญ่ไปส่วนย่อย ส่วนบนไปสู่
สว่ นล่าง ส่วนกลางไปสสู่ ว่ นปลาย
4) พัฒนาการจะต่อเนือ่ งกันไปตามลาดับตลอดเวลา
5) อตั ราการพัฒนาในแต่ละส่วนของรา่ งกายจะแตกตา่ งกนั

2.หลกั ของการพฒั นาและวิธกี ารศกึ ษาพฒั นาการของมนุษย์

2.1 หลักของพฒั นาการ

ในการพฒั นาการของมนุษย์มหี ลักการที่สาคญั ดังน้ี

6) อัตราการพัฒนาของแต่ละคนจะแตกต่างกันทาให้เกิด
ลักษณะเฉพาะแต่ละบคุ คล

7) พฒั นาการทกุ ๆ ด้านจะมคี วามสาคัญควบคู่กันไป
8) พฒั นาการในแต่ละวยั จะมีลักษณะเฉพาะตวั ของมัน
9) พัฒนาการเป็นส่งิ ท่อี าจทานายหรือคาดคะเนได้
10) พัฒนาการจะดาเนินควบคไู่ ปกับความเสื่อม
11)เด็กปกติ จะผา่ นการพัฒนาทุกด้านทุกขั้นไปอย่างสะดวก
และจะพฒั นาไปเร่อื ย ๆ จนเขา้ สู่วัยผใู้ หญ่

2.หลักของการพฒั นาและวิธกี ารศกึ ษาพัฒนาการของมนษุ ย์

2.2 แนวทางและวิธีการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์

การศึกษาพัฒนาการของมนษุ ยม์ ีหลายแนวทางและหลายวธิ ี ดงั นี้

2.2.1แนวทางการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ ท่ีสาคัญและ
ใช้กันโดยทั่วไปมี 2 แบบ คอื

1) การศึกษาระยะยาว (longitudinal approach) การศึกษา
แบบนี้จะเป็นการศึกษากับคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียวตลอดไปเป็นระยะ
ยาวนาน

2) การศกึ ษาระยะสั้นหรือตัดตอน (cross-sectional approach)
การศึกษาแบบนี้เป็นการศึกษาโดยใชก้ ลุ่มตัวอยา่ งเป็นกลุ่ม ๆ หลาย ๆ กลุ่ม
แล้วทาการศกึ ษาพร้อม ๆ กนั ไปในระยะเวลาเดยี วกัน

2.หลักของการพฒั นาและวิธกี ารศึกษาพฒั นาการของมนุษย์

2.2 แนวทางและวิธีการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์

การศึกษาพัฒนาการของมนษุ ย์มีหลายแนวทางและหลายวธิ ี ดังน้ี

2.2.2วธิ กี ารศึกษาพฒั นาการของมนุษย์ ท่ีใช้กันอยู่โดยท่ัวไป

มดี งั นี้

1) การสังเกต การสังเกตเป็นวิธีการขั้นแรกท่ีจะทาให้ได้ข้อมูลท่ี
จะนามาศึกษา ซึ่งอาจแบ่งเป็นการสังเกตออกซ่ึงอาจแบ่งการสังเกต
ออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คอื

1.1 การสังเกตพฤติกรรมในสภาพการณ์ท่ีเป็นไปได้
โดยธรรมชาติ ไม่มกี ารปรับเติมเสริมแตง่ ข้นึ ใหเ้ ปน็ ไปตามสภาพจรงิ

1.2 สังเกตพฤติกรรมภายใต้สภาพการณ์ท่ีปรับเติม
เสริมแต่งหรือสร้างขึ้น แต่พยายามให้คล้ายกับสภาพการณ์จริงตาม

2.หลกั ของการพฒั นาและวธิ ีการศกึ ษาพฒั นาการของมนษุ ย์

2.2 แนวทางและวิธีการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์

การศึกษาพัฒนาการของมนุษยม์ ีหลายแนวทางและหลายวิธี ดงั นี้

2.2.2วธิ ีการศกึ ษาพฒั นาการของมนุษย์ ที่ใช้กันอยู่โดยท่ัวไป

มดี ังนี้

3) การศกึ ษาอัตชวี ประวตั ิ เปน็ วธิ กี ารศกึ ษาจากประวัติของผู้ท่ีถูก
สงั เกต โดยการให้ผถู้ กู ศกึ ษาเขยี นประวตั ขิ องตนเอง โดยผศู้ ึกษาอาจกาหนด
หวั เร่อื ง เคา้ โครงหวั เรือ่ งให้

4) การทาสังคมมิติ เป็นวิธีการศึกษาสภาพสังคมของผู้ท่ีถูกศึกษา
ว่าเป็นคนท่ีกลุ่มช่ืนชอบยอมรับหรือกลุ่มปฏิเสธไม่ยอมรับ หรือเป็นคนที่
แยกตัวจากกลมุ่

2.หลกั ของการพฒั นาและวิธีการศกึ ษาพฒั นาการของมนุษย์

2.2 แนวทางและวิธีการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์

การศึกษาพฒั นาการของมนุษย์มีหลายแนวทางและหลายวธิ ี ดังนี้

2.2.2วิธีการศกึ ษาพัฒนาการของมนุษย์ ที่ใช้กันอยู่โดยท่ัวไป
มีดงั นี้

5) การใช้แบบสอบถามหรือแบบสารวจ การใชแ้ บบสอบถามหรือ
แบบสารวจสามารถจะใช้ได้อย่างกว้างขวางกับทั้งตัวผู้ถูกศึกษาเองและ
บุคคลต่าง ๆ ท่ีมีความสัมพันธ์เก่ียวข้องกับผู้ศึกษา และยังสะดวกและ
ประหยัดเวลาและค่าใชจ้ า่ ยอกี ดว้ ย

2.หลักของการพฒั นาและวธิ กี ารศึกษาพฒั นาการของมนษุ ย์

2.2 แนวทางและวิธีการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์

การศึกษาพัฒนาการของมนษุ ย์มหี ลายแนวทางและหลายวิธี ดงั น้ี

2.2.2วิธีการศกึ ษาพฒั นาการของมนุษย์ ท่ีใช้กันอยู่โดยท่ัวไป

มีดังนี้

6) การใช้แบบทดสอบ แบบทดสอบท่ีใช้ในการศึกษาพัฒนาการ
ของมนษุ ย์มหี ลายประเภท เชน่

6.1) แบบทดสอบเชาว์ปัญญา เช่น ของสแตนฟอร์ด-บิเนย์
(Standford-Binet)

6.2) แบบทดสอบบคุ ลิกภาพ เช่น MMPI (The Minnesota
Multiphasic Personality Inventory)

6.3) แบบทดสอบโดยวธิ ีการฉายภาพจิต (projective test)

2.หลกั ของการพฒั นาและวิธกี ารศึกษาพฒั นาการของมนุษย์

2.2 แนวทางและวิธีการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์

การศกึ ษาพัฒนาการของมนษุ ย์มีหลายแนวทางและหลายวิธี ดังนี้

2.2.2วิธีการศกึ ษาพัฒนาการของมนุษย์ ท่ีใช้กันอยู่โดยท่ัวไป

มดี งั น้ี

7) การทดลอง เป็นการทดลองการนาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มา
ใช้ในการศกึ ษาพฒั นาการของมนุษย์

8) การศึกษาแบบสัมพันธ์ร่างกายกับจิตใจ(psycho-physical
study)

9) ศึกษารายกรณี การศึกษารายกรณีเป็นการศึกษาบุคคลเป็น
ราย ๆ โดยเฉพาะด้วยการเก็บข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับบุคคลท่ีต้องการศึกษา
อยา่ งละเอยี ดกวา้ งขวางทุกแงท่ กุ มุม

3. องค์ประกอบที่เกย่ี วขอ้ งกบั การพัฒนาการของมนษุ ย์

1. วุฒิภาวะ (maturation) หมายถึง การบรรลุขั้นของการ

เจริญเติบโตเต็มท่ีในระยะใดระยะหน่ึง หรือถึงจุดจุดหนึ่งที่พร้อม
จะตอบสนองหรือประกอบกิจการใด ๆ ได้เหมาะสมกบั วัยอายุ

เดนิสและเดนิส (Danis and Danis อ้างใน
จาเนียร ชว่ งโชติ และคณะ) จาเนียร ช่วงโชติ และคณะ. จิตวิทยา
เด็กและวัยรุ่น, (2524; กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พอ์ ักษรไทย.นรา
สม), 35. ได้สรุปว่า เมื่อเด็กมีอายุและขั้นพัฒนาการที่เหมาะสม
จะมีความพร้อมต่อการเรียนรู้และการฝึกหัดมากกว่าเม่ือยังมีวุฒิ
ภาวะนอ้ ย

3. องคป์ ระกอบท่เี กี่ยวขอ้ งกับการพฒั นาการของมนษุ ย์

2. การเรียนรู้ (learning) คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอัน

เป็นผลมาจากประสบการณ์และการฝึกฝนและพฤติกรรมที่
เปล่ียนไปน้ันมีลักษณะค่อนข้างถาวร ในการเรียนรู้จาเป็นต้องมี
วุฒิภาวะ ระบบประสาทและอวัยวะมีความพร้อมที่จะสามารถ
กระทาพฤตกิ รรมได้

วุฒิภาวะมีส่วนสัมพันธ์เก่ียวข้องกับการเรียนรู้และ
การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์เป็นอย่างย่ิง จนอาจจะ
กล่าวได้ว่าการเรียนรู้จะไม่เกิดข้ึนถ้ายังไม่เจริญเติบโตบรรลุถึงวุฒิ
ภาวะตามวยั ท่คี วรจะเปน็

3. องค์ประกอบทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการพฒั นาการของมนษุ ย์

3. พันธุกรรม (heredity) เป็นกระบวนการที่ลักษณะต่าง ๆ

จากบรรพบุรุษถ่ายทอดมายังลูกหลานรุ่นต่อ ๆ มาด้วยวิธีการ
สืบพนั ธุ์ มอี ิทธิพลต่อกนั พัฒนาการของมนษุ ยใ์ นด้านตา่ ง ๆ ดังนี้

3.1 ด้านลักษณะของร่างกาย พันธุกรรมเป็นตัวกาหนด
ลักษณะทางกายทีป่ รากฏให้เหน็ ถึงความเหมอื นและไม่เหมือนของ
ลูกหลานกบั บรรพบุรุษ

3.2 ด้านความผิดปกติของร่างกายอันเน่ืองมาจากความไม่
สมบูรณ์ของโครโมโซมซึ่งตามปกติมนุษย์จะมี 42 โครโมโซม โดย
เพศหญิงจะมีโครโมโซมเป็น 44+XX และเพศชายจะมีโครโมโซม
เป็น 44+XY แต่ในบางคนจะมีลักษณะผิดปกติซึ่งได้รับถ่ายทอด
จากพันธุกรรม เช่น

3. องค์ประกอบทเ่ี กี่ยวข้องกับการพัฒนาการของมนุษย์

3. พนั ธุกรรม (heredity)

3.2 ด้านความผิดปกติของร่างกายอันเนื่องมาจากความไม่
สมบรู ณข์ องโครโมโซม

- เพศชายมีโครโมโซมเป็น 44+XXY พวกนี้จะมีความเป็น
เพศชายไม่สมบูรณ์เต็มที่ บางคนมีนมขึ้นเป็นเต้าเล็ก ๆ มีลูก
อณั ฑะเล็กไม่มีการสร้างอสุจิมักจะเป็นหมัน และอาจจะมีลักษณะ
ปัญญาอ่อนดว้ ย ซ่งึ โอกาสท่ีจะเกิดข้นึ คือ 1 ใน 500 ของเด็กผู้ชาย
ทีเ่ กดิ ท้ังหมด เราเรยี กพวกน้วี ่า Klinefelter’s syvdrome

- เพศชายมโี ครโมโซมเปน็ 44+XYY เรยี กว่า supermale
จะมีลักษณะร่างกายสูงใหญ่แข็งแรงมาก โดยเฉลี่ยจะสูงกว่าผู้ชาย
ปกตถิ งึ 2 น้วิ มโี อกาสทีจ่ ะเกิดขึน้ คือ 1 ใน 1000 ราย

3. องคป์ ระกอบทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับการพฒั นาการของมนษุ ย์

3. พันธกุ รรม (heredity)

3.2 ด้านความผิดปกติของร่างกายอันเนื่องมาจากความไม่
สมบูรณ์ของโครโมโซม

- เพศหญิงที่มีโครโมโซมเป็น 44+XXY หรือมากกว่า
เรียกว่า super-female บางคนจะมลี ักษณะเป็นผู้หญิงปกติและมี
ลกู ได้ บางคนจะเป็นหมัน แต่พวกนมี้ ลี กั ษณะปญั ญาออ่ น

- พวก Down’s syndrome หรือ Mongoloid ซึ่งเกิดได้
ทางเพศชายและหญิง โดยจะมี 47 โครโมโซมเกินคนปกติ
ลักษณะของพวกน้ีจะมี จมูกแบนกว้าง ล้ินจุกปาก ตาช้ันเดียว มี
ความบกพรอ่ งทางสมอง และสติปัญญา โอกาสจะเกิดประมาณ 1
ใน 200 และมกั เกดิ ในเดก็ ท่ีมแี มอ่ ายมุ ากเป็นส่วนใหญ่

3. องคป์ ระกอบทเ่ี กีย่ วข้องกับการพัฒนาการของมนุษย์

3. พันธุกรรม (heredity)

3.3 ด้านความบกพร่องในระบบการทางานของอวัยวะ
ร่างกายบางส่วน เช่น ตาบอดสี สายตาสั้น เบาหวาน น้ิวเกิน
ปากแหว่งเพดานโหว่ ศรีษะล้าน ลมบ้าหมู โลหิตไม่หยุด
(hemophilia) ผวิ สีเผือก เป็นตน้

3.4 ด้านเชาว์ปัญญา เป็นที่ยอมรับกันว่า ชาวปัญญาของคน
ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางพันธุกรรมส่วนหนึ่ง และสิ่งแวดล้อมมี
สว่ นชว่ ยในการพฒั นาเชาวป์ ญั ญาอกี ส่วนหนงึ่ ดว้ ย

3. องค์ประกอบที่เก่ยี วข้องกับการพฒั นาการของมนษุ ย์

4. สง่ิ แวดล้อม (environment)

สิ่งแวดล้อมในท่ีน้ี หมายถึง ส่ิงต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมนุษย์
และมสี ่วนเข้ามาเกี่ยวขอ้ งกับมนุษย์ ส่ิงแวดล้อมเหล่าน้ีอาจเป็นไป
ได้ท้ังสิ่งมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิตตลอดจนรวมถึงขนบธรรมเนียม
ประเพณีต่าง ๆ ด้วยซึ่ง เม่ือเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ท้ังโดย
ทางตรงและทางอ้อมแล้ว จะทาให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการได้
ท้งั ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ส่ิงแวดล้อมท่ีมี
ผลกระทบต่อพัฒนาการมนุษย์อาจแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่
ๆ คอื

3. องคป์ ระกอบท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การพฒั นาการของมนุษย์

4. ส่งิ แวดล้อม (environment)

4.1 สิ่งแวดล้อมท่ีเป็นบุคคล เช่นพ่อ แม่ ญาติพ่ีน้อง ครู
เพอื่ น และบคุ คลอน่ื ๆ หรือกลุ่มบคุ คลท่ีเขา้ มามสี ่วนเกย่ี วข้อง

4.2 ส่ิงแวดล้อมเป็นวัตถุ เช่น บ้าน โรงเรียน ยารักษาโรค
อาหาร เคร่ืองดื่มเครื่องนุ่งห่ม สื่อมวลชน เครื่องมือเคร่ืองใช้ วัสดุ
อปุ กรณ์ต่าง ๆ ที่มนษุ ย์ต้องใช้และเข้าไปเก่ยี วข้องกบั สิ่งเหลา่ นี้

4.3 ส่ิงแวดล้อมที่เป็นบรรยากาศ เช่น สภาพทางธรรมชาติ
สภาวะอากาศ ความร้อน หนาว ความมืด ความสว่าง ความเงียบ
สงบ ความสะอาด ความรัก ความอบอุ่น ความเป็นกันเองความ
ขดั แยง้ เปน็ ตน้

4. แนวคิดเกีย่ วกบั สมองท่สี มั พนั ธก์ ับพฒั นาการของมนษุ ย์

ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์และการศึกษาวิจัย
เก่ียวกับสมอง ส่งผลให้เกิดข้อค้นพบที่นาไปสู่แนวคิดใหม่
ๆ เป็นความรู้เก่ียวกับสมอง หน้าท่ี และการทางานของ
สมองท่ีสัมพันธ์กับพัฒนาการของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น
ความฉลาด การเรยี นรู้ และการเรียนรู้ภาษา เป็นต้น ซ่ึงใน
ที่นี้จะกล่าวถึงสมองในส่วนที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการ
ของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ดังกล่าว พอสังเขป ดังน้ี (กมล
พรรณ ชีวพนั ธ์ศรี)

4. แนวคิดเกี่ยวกับสมองทสี่ มั พันธ์กบั พัฒนาการของมนษุ ย์

4.1 สมองซีกซ้ายซกี ขวา

สมองแบ่งออกเปน็ 2 ซีกคือ สมองซีกซ้าย และซีกขวา ซ่ึงจะ
ทาหนา้ ท่แี ตกตา่ งกนั ไปแต่สมองทง้ั 2 ซกี จะทางานไปพร้อม ๆ กัน
และประสานงานกันเป็นอยา่ งดี โดยสมองแต่ละซีกจะมีไดท้ เี่ ด่นแต่
ละอย่าง คอื

สมองซีกซ้าย จะทาหน้าที่เกี่ยวกับรูปธรรมท้ังหลาย เช่น
การคิด เหตุผล การวิเคราะห์ ภาษา การพูด การเขียน
วทิ ยาศาสตร์ การคานวณและการเคลือ่ นไหวตา่ ง ๆ

สมองซีกขวา จะทาหน้าทเ่ี กี่ยวกับนามธรรม เช่น จิตนาการ
การคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ ดนตรีญาณปญั ญา (intuition)

4. แนวคดิ เกยี่ วกับสมองทีส่ มั พนั ธ์กับพัฒนาการของมนุษย์

4.1 สมองซกี ซา้ ยซีกขวา

การเจริญเติบโตของสมองซีกซ้ายจะเร่ิมเร็วกว่าในตอนอายุ
ประมาณ 2 ปี แล้วสมองซีกขวาจะเจริญมาทันตอนอายุประมาณ
4 ปี อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสมองที่สมบูรณ์นั้นต้องได้รับการ
พัฒนาท้ังทางด้านรูปธรรมและนามธรรมควบคู่กันไปเสมอ
กลา่ วคือ ต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาสมองทั้งสองซีกซ้ายและซีก
ขวา ไปพรอ้ ม ๆ กัน

4. แนวคดิ เกย่ี วกับสมองที่สมั พันธ์กับพฒั นาการของมนษุ ย์

4.2 สมองของชายและหญิง

การรบั ร้ใู นสมองในเพศชายและเพศหญิง จะมีความแตกต่าง
กนั โดยจะมีความเดน่ แตล่ ะด้าน ดังนี้

เพศชาย จะมีความสามารถและมคี วามถนดั เกี่ยวกบั

1) คณติ ศาสตร์ การคานวณตา่ ง ๆ 6) การทดสอบส่ิงต่าง ๆ

2) ความเขา้ ใจในเรอื่ งหลกั การและเหตุผล 7) การเคล่อื นไหวรา่ งกาย

3) การใช้ภาษาในเชิงเหตุผล 8) ขนาดและรปู รา่ งของสงิ่ ตา่ ง ๆ

4) การสงั เกตตา่ ง ๆ 9) การมองเห็นในเวลากลางวัน

5) การใช้แผนทท่ี ิศทางและระยะทาง

4. แนวคดิ เกยี่ วกบั สมองทสี่ มั พันธก์ ับพัฒนาการของมนุษย์

4.2 สมองของชายและหญิง

การรับรู้ในสมองในเพศชายและเพศหญิง จะมีความแตกต่าง
กัน โดยจะมีความเดน่ แต่ละดา้ น ดงั นี้

เพศหญงิ จะมีความสามารถและมีความถนดั เกีย่ วกบั

1) ภาษา ความคล่องตวั ทางภาษา การพดู
2) ความรู้สึกไวในเสียงและสมั ผัส
3) การมีปฏสิ มั พนั ธ์กับผู้อืน่
4) ความเข้าอกเขา้ ใจผู้อืน่ ได้ดี
5) ความเขา้ ใจในเร่อื งการแสดงออกของคน
6) ความจาใบหนา้ และเสยี งของคน
7) การรับรู้ทางสายตา

4. แนวคดิ เกยี่ วกับสมองท่สี ัมพันธก์ บั พฒั นาการของมนุษย์

4.3 สมองกับความฉลาด

ความฉลาด (intelligence) เป็นความสามารถในการ
ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ หรือเป็นสิ่งท่ีมาจากสมองและความรู้สึกนึก
คิด ถ้าสมองท่ีสลับซับซ้อนมากและพัฒนาได้สมบูรณ์ สมองจะมี
ความสามารถทจ่ี ะเรียนรูม้ ปี ระสบการณ์มากข้ึน

โดยปกตธิ รรมชาติจะค่อย ๆ ทาให้เรามีความสามารถ หรือมี
ความฉลาดข้ึนไปลาดับ ตามช่วงเวลาของพัฒนาการหรือ
ระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าการดูแลในเร่ืองของสติปัญญาหรือ
ความฉลาดของเด็กไม่เหมาะสม คือเร่งมากเกินไป หรือปล่อยปละ
ไมส่ นใจที่จะใหเ้ ดก็ ได้รบั การกระตนุ้ อยา่ งเหมาะสมตามวยั

4. แนวคดิ เก่ยี วกับสมองทสี่ มั พนั ธ์กับพฒั นาการของมนุษย์

4.4 สมองกบั การเรยี นรู้

โดยปกติคนเราเม่ือแรกเกิดสมองจะหนักประมาณ 1 ปอนด์
และจะเจริญเต็มท่ีมีน้าหนักประมาณ 3 ปอนด์ เมื่ออายุประมาณ
18-20 ปีแรก เกิดจานวนเซลล์ในสมองมีประมาณคร่ึงแสนล้าน
เซลล์ มีสายใยประสาทเช่ือมโยงถึงกันบ้างแต่ไม่มากนักประมาณ
20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใดเจริญเติบโตจานวนเซลล์ในสมองจะไม่ได้
เพ่ิมขึ้นแต่จะขยายตัวและเพ่ิมสายใยประสาทเพ่ือเชื่อมระหว่าง
เซลลท์ าให้เกดิ การเรยี นรแู้ ละสง่ ผ่านข้อมูลสื่อสารถึงกันได้เกิดการ
ทางานของสมองต่อไป ใยประสาทจะเกิดขึ้นมากน้อยหรือไม่
เกิดขึน้ เลยก็ขึ้นอย่กู ับประสบการณข์ องชีวิต

4. แนวคิดเกี่ยวกบั สมองที่สมั พนั ธ์กับพฒั นาการของมนุษย์

4.4 สมองกบั การเรียนรู้

กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี เสนอว่า สมองจะเจริญเติบโตและมี
การเรียนรู้ไดด้ ีเกดิ จาก
1) ส่ิงแวดล้อมทางสังคมและอาหารที่สมบูรณ์โดยเฉพาะในระยะ
วยั เดก็ (ประมาณก่อน 10 ขวบ)
2) การมกี จิ กรรมทางสังคมและการเรียน
3) การสมั ผสั ทอี่ ่อนโยนอบอนุ่ ในการเลีย้ งดู
4) การมีปฏิกิริยาต่อส่ิงแวดลอ้ ม
5) การที่สมองถกู ใช้และกับถูกกระตุ้นให้คิดสงิ่ ต่าง ๆ
6) การเล่นการทากิจกรรม การทางาน
7) การใหม้ ีความเครยี ดนอ้ ยท่ีสดุ คดิ และทาสิ่งท่ที า้ ทายมากทส่ี ดุ

4. แนวคิดเกีย่ วกับสมองท่สี มั พันธก์ บั พัฒนาการของมนษุ ย์

4.4 สมองกบั การเรยี นรู้

สรุปได้ว่า การเจริญเติบโตของสมองและใยประสาทเป็นผล
มาจากการที่เด็กมีปฏิกิริยาต่อสังคม การได้รับการเลี้ยงดูที่ดีการ
ได้รับสัมผัสที่อ่อนโยนอบอุ่น การใช้สมองทากิจกรรมท่ีท้าทาย
การเล่น การทากิจกรรมกลุ่ม และการทางานที่เหมาะสมตามวัย
ทัง้ ท่บี า้ นที่โรงเรยี น ในกลุม่ ในชมุ ชนสงั คม ซ่งึ จะมผี ลอยา่ งมากต่อ
การเรียนรูข้ องเดก็

4. แนวคิดเก่ียวกบั สมองทีส่ ัมพนั ธ์กบั พฒั นาการของมนุษย์

4.5 สมองกับการเรยี นรู้ภาษา

การเรียนรู้ภาษาเปน็ การตอบสนองต่อเสียงและการพูดท่ีเกิด
จากการทางานของกลุ่มเซลล์ประสาทที่ติดต่อถึงกัน เพื่อสร้าง
คาพูดข้ึนมา การเรียนรู้ภาษาจะเป็นไปได้โดยอัตโนมัติเหมือนกับ
ฟันขึ้น แต่ที่สาคัญที่สุดคือเด็กจะต้องอยู่ในส่ิงแวดล้อมที่มีการ
พดู คุย มขี ้อมลู ทางด้านภาษาปอ้ นเข้าไปอยู่ตลอดเวลา เด็กทารกท่ี
มแี มเ่ ปน็ ใบ้และหหู นวกจะไมม่ ีการเคลือ่ นไหวของกล้ามเนื้อท่ีใช้ใน
การพูด และไม่สามารถพูดได้จนกว่าจะได้รับการเล้ียงดูจากคน
เลยี้ งท่พี ูดได้

5. ทฤษฎีท่เี กีย่ วขอ้ งกบั การพัฒนาการของมนุษย์

1. ทฤษฎีจิตวิเคราะหข์ องฟรอยด์

ฟรอยด์ (Freud, 1856-1939) เป็นชาวออสเตรีย มคี วามเชอื่
ว่า บุคลิกภาพของผู้ใหญ่ที่แตกต่างกันเน่ืองมาจากประสบการณ์
ของแต่ละคนเมื่อเวลาอยู่ในวัยเด็ก และขึ้นอยู่กับว่าเด็กแต่ละคน
แก้ปัญหาของความขัดแย้งของแต่ละวัยอย่างไร โดย 5 ปีแรกของ
ชีวิตจะมีความสาคัญมาก ฟรอยด์ได้แบ่งจิตของมนุษย์ออกเป็น 3
ระดบั คือ

1. จิตสานกึ (Conscious)
2. จิตกอ่ นสานึก (Pre-conscious)
3. จิตไร้สานกึ (Unconscious)

5. ทฤษฎที เี่ ก่ยี วข้องกับการพฒั นาการของมนษุ ย์

1. ทฤษฎจี ิตวเิ คราะห์ของฟรอยด์

ได้แบง่ สัญชาตญาณออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. สญั ชาตญาณเพอื่ การดารงชีพ (Life Instinct)
2. สัญชาตญาณเพื่อความตาย (Death Instinct)

มนุษย์เรามีพลังงานอยู่ในตัวตั้งแต่เกิดเรียก
พลังงานน้ีว่า "Libido“ เป็นพลังงานที่ทาให้คนเราอยากมีชิตอยู่
อยากสรา้ งสรรคแ์ ละอยากมคี วามรัก

5. ทฤษฎที เ่ี กีย่ วขอ้ งกับการพัฒนาการของมนษุ ย์

1. ทฤษฎจี ิตวิเคราะห์ของฟรอยด์

ส่วนต่างๆ ของร่างกายทไ่ี วตอ่ ความรสู้ ึกและได้เรียกส่วนน้ีว่า
Erogenous Zones แบง่ ออกเป็นสว่ นต่างๆ ดังน้ี

1.ขั้นปาก (Oral Stage) 0-18 เดือน ฟรอยด์เรียกขั้นนี้ว่า
เปน็ ข้ัน Oral เพราะความพึงพอใจอยู่ทช่ี ่องปาก เรม่ิ ตง้ั แต่เกดิ

2.ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) 18 เดือน – 3 ปี เด็กวัยนี้
ได้รับความพงึ พอใจทางทวารหนกั คือ จากการขับถ่ายอุจจาระ

3. ขน้ั อวยั วะเพศ (Phallic Stage) 3-5 ปี ความพงึ พอใจของ
เด็กวัยนี้อยู่ท่ีอวัยวะสืบพันธุ์ เด็กมักจะต้องลูบคลาอวัยวะเพศ
ระยะนี้ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กผู้ชายมีปมเอ็ดดิปุส (Oedipus
Complex)

5. ทฤษฎที ่ีเก่ียวขอ้ งกบั การพัฒนาการของมนษุ ย์

1. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์

สว่ นตา่ งๆ ของร่างกายท่ีไวต่อความรู้สึกและได้เรียกส่วนน้ีว่า
Erogenous Zones แบง่ ออกเป็นสว่ นต่างๆ ดงั น้ี

4. ข้ันแฝง (Latency Stage) เด็กวัยนี้อยู่ระหว่างอายุ 6-12
ปี เป็นระยะที่ ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กเก็บกดความต้องการทาง
เพศหรือความตอ้ งการทางเพศลดลง (Quiescence Period)

5. ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital Stage) วัยนี้เป็นวัยรุ่นเริ่ม
ตัวแต่อายุ 12 ปีข้ึนไป จะมีความต้องการทางเพศ วัยนี้จะมีความ
สนใจในเพศตรงข้าม ซึง่ เป็นระยะเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่

5. ทฤษฎีทเ่ี กย่ี วข้องกับการพัฒนาการของมนษุ ย์

1. ทฤษฎีจิตวเิ คราะห์ของฟรอยด์

ฟรอยด์ เช่ือว่า ถ้าเด็กโชคดีและผ่านวัยแต่ละวัยโดยไม่มี
ปัญหาก็จะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ท่ีมีบุคลิกภาพปกติ ซ่ึงอาจจะมี
ลกั ษณะต่างๆ ดังน้ี

1. เปน็ คนเจ้าสะอาดมากเกินไป (Obsessively Clean)
2. อาจจะมีลักษณะตรงข้ามเลย คือ รุงรัง ไม่เปน็ ระเบยี บ
3. อาจจะเป็นคนสรุ ยุ่ สรุ ่าย หรือตระหน่กี ไ็ ด้

5. ทฤษฎที ่เี กี่ยวขอ้ งกับการพฒั นาการของมนุษย์

1. ทฤษฎจี ติ วิเคราะห์ของฟรอยด์

Id เป็นส่วนหน่ึงของบุคลิกภาพท่ีติดตัวเรามาต้ังแต่เกิด แต่
เป็นส่วนที่เป็นจิตไร้สานึก มีหลักการท่ีจะสนองความต้องการของ
ตนเองเท่านั้น เอาแต่ได้อย่างเดียว และจุดเป้าหมายก็คือ หลัก
ความพึงพอใจ (Pleasure principle) Id จะผลักดันให้ Ego
ประกอบในส่งต่างๆ ตามท่ี Id ต้องการ Ego เป็นส่วนของ
บุคลิกภาพที่พัฒนามาจากการท่ีทารกได้ติดต่อหรือมีปฏิสัมพันธ์
กบั โลกภาพนอก

5. ทฤษฎีท่เี กี่ยวข้องกบั การพัฒนาการของมนุษย์

1. ทฤษฎีจิตวิเคราะหข์ องฟรอยด์

Ego เป็นส่วนของบุคลิกภาพท่ีพัฒนามาจากการที่ทารกได้
ติดตอ่ หรือมปี ฏิสัมพันธก์ บั โลกภาพนอก

Superego เป็นส่วนของบุคลิกภาพท่ีเกิดข้ึนในระยะที่ 3
ของพัฒนาการที่ชื่อว่า Phallic Stage เป็นส่วนของบุคลิกภาพ
ท่ีต้ังมาตรการของพฤติกรรมให้แต่ละบุคคล โดยรับค่านิยมและ
มาตรฐานจรยิ ธรรมของบดิ ามารดาเป็นของตน

5. ทฤษฎที ่เี กี่ยวขอ้ งกับการพฒั นาการของมนุษย์

1. ทฤษฎีจติ วเิ คราะหข์ องฟรอยด์

องค์ประกอบท่ีมีส่วนในพัฒนาการทางบุคลิกภาพท่ีฟรอยด์
ได้กลา่ วไว้ มีดงั นี้

1. วฒุ ิภาวะ หมายถงึ ข้นั พฒั นาการตามวยั
2. ความคับข้องใจท่ีเกิดจากความสมหวังไม่สมหวัง เม่ือมี
ปฏสิ มั พนั ธก์ บั สง่ิ แวดล้อมภายนอก
3. ความคับข้องใจ เน่ืองมาจากความขดั แยง้ ภายใน
4. ความไม่พรอ้ มของตนเอง ท้ังทางดา้ นร่างกาย เชาว์ปญั ญา
การขาดประสบการณ์
5. ความวิตกกังวล เนื่องมาจากความกลัวหรือความไม่กล้า
ของตน

5. ทฤษฎีท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั การพัฒนาการของมนษุ ย์

2. ทฤษฎกี ารพฒั นาการทางจติ สงั คมของอีรคิ สนั

ท ฤ ษ ฎี พั ฒ น า ก า ร ท า ง จิ ต สั ง ค ม ( Psychosocial

Development) ของอีริคสัน (Erik H. Erikson) เน้น

ถึงองคป์ ระกอบทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการ

หรือบุคลิกภาพของบุคคลซึ่งในแต่ละช่วงระยะของการพัฒนาที่

บุคคลจะตอ้ งประสบกบั ปญั หาหรอื ความขัดแยง้ ตา่ ง ๆ ทจี่ ะต้อง

แก้ไข ถ้าบุคคลสามารถแก้ไขและผ่านขั้นของพัฒนาการแต่ละข้ัน

ไปได้ตามท่ีควรจะเป็นก็จะมีพัฒนาการขั้นตอนต่อ ๆ ไป ได้มี

บุคลกิ ภาพทเี่ หมาะสมกับตัวได้

อรี คิ สัน เป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์

5. ทฤษฎที ่เี กย่ี วขอ้ งกับการพฒั นาการของมนุษย์

2. ทฤษฎีการพฒั นาการทางจิตสังคมของอีรคิ สัน

บคุ ลิกภาพของคนกเ็ ปล่ยี นไปเรื่อยๆ ทฤษฎจี ติ สังคม (Psychological
Theory) ไดแ้ บง่ พฒั นาทางบคุ ลิกภาพออกเปน็ 8 ข้ัน คอื

ข้ันที่ 1 ความไว้วางใจ – ความไม่ไว้วางใจ (Trust vs Mistrust) ซ่ึง
เป็นขน้ั ในวัยทารก

ข้ันที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ – ความสงสัยไม่แน่ใจ
ตัวเอง (Autonomous vs Shame and Doubt) อย่ใู นวยั อายุ 2-3 ปี

ขน้ั ท่ี 3 การเปน็ ผู้คดิ ริเร่ิม – การรู้สึกผิด (Initiative vs Guilt) วัยเด็ก
อายุประมาณ 3-5 ปี

ข้ันท่ี 4 ความต้องการที่จะทากิจกรรมอยู่เสมอ – ความรู้สึกด้อย
(Industry vs Inferiority) อีริคสันใช้คาว่า Industry กับเด็กอายุประมาณ
6-12 ปี

5. ทฤษฎที ี่เกี่ยวข้องกบั การพัฒนาการของมนษุ ย์

2. 3. ทฤษฎพี ฒั นาการทางสตปิ ญั ญาของพีอาเจต์

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Development) ของพี
อาเจต์ (Jean Piaget) เปน็ ทฤษฎที ี่เหน็ ถึงพัฒนาการของกระบวนการ
ทางการรับรู้ การคดิ และความเข้าใจเก่ียวกบั สงิ่ แวดล้อมของแต่ละบุคคลซ่ึง
พีอาเจต์ เสนอหลักของพัฒนาการไว้ 3 ขอ้ คอื

1) พฒั นาการจะเป็นไปตามระดับวฒุ ิภาวะ 2
2) พัฒนาการจะเป็นไปตามการสะสมการเรียนรู้ ท่ีได้จากการมี
ประสบการณก์ บั สง่ิ แวดลอ้ มและการปรับตัวให้เข้ากับสง่ิ แวดล้อม

3) พฒั นาการเกิดข้นึ จากการผสมผสานระหวา่ งวุฒภิ าวะกับการเรียนรู้



5. ทฤษฎที เี่ กี่ยวข้องกับการพฒั นาการของมนุษย์

2. 3. ทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปัญญาของพีอาเจต์

พีอาเจต์ เช่ือว่าการพัฒนาการทางสติปัญญามีเป้าหมายสาคัญ 3
ประการ คอื

1) การมคี วามสามารถที่จะคิดอยา่ งมเี หตผุ ลในสิง่ ที่เปน็ นามธรรม
2) การมีความสามารถท่ีจะต้ังสมมติฐานอยา่ งสมเหตุสมผล
3) การมีความสามารถทีจ่ ะตั้งกฎเกณฑ์และแก้ไขปัญหา



5. ทฤษฎที ีเ่ กีย่ วข้องกับการพฒั นาการของมนษุ ย์

2. 3. ทฤษฎพี ฒั นาการทางสติปญั ญาของพอี าเจต์

โดยพีอาเจต์ อธิบายว่าการที่บุคคลสามารถปรับตนเองให้เข้ากับ
สภาพแวดล้อมสามารถคิดแก้ปัญหาและแสดงพฤติกรรมออกมาได้อย่าง
เหมาะสมน้ันเป็นผลมาจากกระบวนการสาคญั 2 ชนดิ คอื

1) การซมึ ซาบหรือรับเขา้ ไว้ (assimilation)
2) การปรบั ใหเ้ หมาะสม (accommodation)


Click to View FlipBook Version