ท่ีลดลงของกลุ่มทดลองมีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ วัดโดยใช้ประสาทสัมผัสของผู้ประเมินซึ่งผ่านการฝึกฝนตาม
กับกลุ่มควบคุม (p=0.001 และ <0.001 ตามล�ำดับ) แต่ระดับ มาตรฐานมาเปน็ เกณฑ2์ 2) การตรวจวดั ดว้ ยวธิ กี า๊ ซโครมาโทกราฟฟี
ความเข้มข้นของไอระเหยของไฮโดรเจนซัลไฟด์และไดเมทิลซัล (gas chromatography) ซงึ่ ใช้แผน่ frame photometric เป็นตัว
ไฟด์หลังการรับประทานกระเทยี ม 15 นาที และระดับความเขม้ ข้น ตรวจจับไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ (volatile sulphur
ท่ีลดลงของกลุ่มทดลองไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทาง compounds) ในกลิ่นปาก ข้อเสียของการตรวจวัดด้วยวิธีก๊าซ
สถิติกับกลุ่มควบคุม ผลส�ำรวจความรู้สึกต่อกล่ินปากพบว่า ค่า โครมาโทกราฟฟี (gas chromatography) คือเคร่ืองมือมี
กล่ินปากหลงั การรับประทานกระเทยี ม 15 นาที ของกล่มุ ทดลอง ราคาแพง และขน้ั ตอนในการวดั ย่งุ ยาก ผ้ใู ช้ตอ้ งมีความชำ� นาญ12-14
ลดลงอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติเม่ือเทียบกับกลุ่มควบคุม สรุป : 3) การตรวจวัดด้วยเคร่ืองวัดซัลไฟด์โมนิเตอร์แบบพกพา
การอมดอกกานพลูแห้งมีประสิทธิผลในการลดลงของความเข้มข้น (portable volatile sulfide monitors) เชน่ Halimeter แสดง
ของไอระเหยของเมทิลเมอแคปเทน แต่ไม่มีผลต่อการลดลงของ ผลเป็นร้อยละของปริมาณก๊าซท้ังหมด, OralChromaTM สามารถ
ความเข้มข้นของไอระเหยของไฮโดรเจนซัลไฟด์และไดเมทิลซัล ตรวจจับไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ตัวหลักได้ท้ัง 3 ชนิด
ไฟด์ ผลการส�ำรวจความรูส้ ึกตอ่ กล่ินปากพบว่าลดลง ซ่ึงสอดคล้อง คือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulfide) เมทิลเมอแคปเทน
กับการลดลงของความเข้มข้นของไอระเหยของเมทิลเมอแคปเทน (Methyl mercaptan) และไดเมทิลซัลไฟด์ (Dimethyl
ดังนั้นสรุปได้ว่าการอมดอกกานพลูแห้งมีประสิทธิผลในการลด sulfide)12, 14-16 ซ่งึ สารประกอบซลั เฟอร์ท้ัง 3 ชนดิ น้ีเปน็ ตวั หลกั ที่
ภาวะกล่ินปากเหม็นจากก๊าซเมธิลเมอแคปแทนซึ่งเกิดภายหลัง ท�ำใหเ้ กิดกลิ่นปากเหม็น และแสดงผลการคำ� นวณไดใ้ นระดับ ส่วน
การรับประทานกระเทยี ม ในพันล้านส่วน (part per billion, ppb) มีความความจ�ำเพาะ
ค�ำส�ำคัญ : ดอกกานพลูแห้ง อมดอกกานพลูแห้ง รับ (specificity) 100% และความไว (sensitivity) 69% ในการตรวจ
ประทานกระเทียม ลดภาวะกลิ่นปากเหม็นช่ัวคราว ไอระเหยของ จับไอระเหยของสาร ประกอบซัลเฟอรส์ งู 15, 17
สารประกอบซัลเฟอร์ วิธีการลดกล่ินปากท�ำได้ 4 วิธี คือ 1) การใช้สารกลบกลิ่น
ปากหรือเจือจางกล่ิน เช่น มิ้นท์ เมนทอล เคี้ยวหมากฝรั่ง
เป็นต้น18-21 2) วิธีเชิงกลลดปริมาณจุลินทรีย์หรือลดอาหารของ
บทนำ� จุลนิ ทรีย์ในชอ่ งปาก เช่น การแปรงฟันและลน้ิ 1, 22, 23 3) ใชส้ ารเคมี
กล่ินปากเหม็น (halitosis) คือ ความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ ลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ เช่น คลอร์เฮกซิดีน (chlorhexidine)
ไม่พึงปรารถนาหรือน่ารังเกียจต่อกล่ินปากของบุคคลหน่ึง นับเป็น ไตรโครซาน (triclosan) คลอรีนไดออกไซด์ (chlorine dioxide)
อุปสรรคต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางตรงระหว่างบุคคล กล่ินปาก น้�ำมันหอมระเหย (essential oils) เป็นต้น14, 22 4) สารที่มีองค์
เหม็นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ กลิ่นปากแท้จริง (genuine นปสแี้จระตะกนแอตนบกัสเตฟปัวลน็ ไูอดเกอ้ปลไรรอื ะดขจ์ อ(ุบSงวnโลกFห2)(ะpซoงิเชคsiน่์คtiลvคอeอไรปcดhเป์ a(อZrgรne์ Cs(Il)I2))ไคเปปลจน็ อับตไกรน้ ดับส์ป(ารCระuเจหCุลลlบ2่า)
100 halitosis) กลน่ิ ปากเทียม (pseudo-halitosis) และภาวะวิตกวา่ มี
กล่ินปาก (halitophobia)1-3 กลิ่นปากเหม็นชั่วคราว (transient
disturbing odor)1 จัดเป็นประเภทหนึ่งของกลิ่นปากแท้จริง (negative charges) ของสารประกอบซัลเฟอร์ท�ำให้กลายเป็น
(genuine halitosis) โดยมีสาเหตุมาจากอาหารทร่ี ับประทาน เชน่ สารประกอบซลั เฟอรท์ ่ไี มร่ ะเหย1, 24 จึงท�ำให้ไม่เกดิ กลิ่นปาก
กระเทยี ม ต้นหอม ทุเรียน และเคร่ืองเทศต่างๆ การแปรงฟันและลิ้นเป็นการลดกลิ่นปากที่ดีที่สุด แต่ต้อง
กระเทียม (Allium sativum Linn) เป็นเครื่องเทศใช้แต่ง อาศัยทักษะ สถานที่ และเวลาค่อนข้างมาก การใช้สารเคมี เช่น
กลิ่นและให้รสเผ็ดซึ่งคนไทยนิยมใช้ในการประกอบอาหารแต่มี คลอร์เฮกซิดีน (chlorhexidine) และน้�ำมันหอมระเหย (essen-
กลิ่นฉนุ กลิน่ ของกระเทยี มเกดิ จากเอนไซม์อัลลเิ นส (allinase) ใน tial oils) อาจมีผลข้างเคยี งต่อผใู้ ช้ เชน่ คราบสีตดิ ท่ีฟนั ลิ้น วัสดุ
แวควิ โอลของเซลลร์ วมกบั อัลลอิ นิ (alliin) แล้วเปลีย่ นสารอินทรีย์ บูรณะคอมโพสติ เรซิน25 การรบั รสเปลยี่ นไป26 เกดิ ภาวะปากแห้ง
กำ� มะถนั ของอลั ลอิ นิ (S-allyl cysteine sulfoxide) ทีไ่ ม่ระเหยให้ จากแอลกอฮอลท์ ีเ่ ปน็ ส่วนประกอบ27
กลายเป็นสารระเหยอัลลิซิน (allicin) ซึ่งเป็น oxide ของไดแอล ปจั จบุ นั มีการใช้ผลิตภัณฑจ์ ากสมนุ ไพรมากขน้ึ 28 เชน่ นำ�้ ยา
ลลิ ซลั ไฟด์ (diallyl sulfide) ทมี่ กี ลนิ่ ฉนุ 4,5 การศกึ ษาของ Suarez6 บ้วนปากจากเปลือกมังคุด29 ซ่ึงสารละลายจากเปลือกมังคุดมีผล
และคณะ พบว่าหลังการรับประทานกระเทียมมีการเพ่ิมขึ้นของ ตอ่ การเปล่ียนสีของผวิ เคลือบฟัน29 นำ้� ยาบว้ นปากกานพลู เป็นตน้
กา๊ ซที่มีส่วนประกอบของซลั เฟอร์ เชน่ แอลลิลเมอแคปแทน (allyl มีการศึกษาพบว่ากานพลูมีสารประกอบฟีนอลิก (phenolic
mercaptan)แอลลิลไดซลั ไฟด์(allyldisulfide)ไฮโดรเจนซัลไฟด์ compounds) เป็นส่วนประกอบ30 ในรูปของฟีนิลโพรพานอยด์
(hydrogen sulfide) สงู ขน้ึ ทันที 10-20 เท่า ภายใน 5 นาทีแรก (phenylpropanoid) และกรดแกลลิก (gallic acid)31 ซ่ึงสูตร
และลดลงใน 3 ชั่วโมง6 การศึกษาของ Chareonvit7 พบว่ากล่ิน โครงสรา้ งทางเคมเี ป็นวงแหวนแอโรมาติก (aromatic ring) ทม่ี หี มู่
ปากท่ีเกิดจากการรับประทานกระเทียมมีความรุนแรงกว่ากลิ่น ไฮดรอกซิล (hydroxyl group) รวมอยู่ในโมเลกุล วงแหวนแอโร
ปากจากต้นหอมและทุเรียน และยังมีการน�ำกระเทียมมาใช้เป็น มาติกในโมเลกุลเป็นซัลไฟด์ออกซิเดช่ัน (sulfide oxidation)
ตัวแทนในการเป็นสารท�ำให้เกิดกล่ินในการศึกษาเรื่องกลิ่นปาก ท�ำให้ไฮโดรเจนซัลไฟด์เปล่ียนแปลงโครงสร้างเป็นสารไม่ระเหย
อกี ดว้ ย เชน่ การศึกษาของ Sirichompun8 และ Munch9 และ ส่งผลให้กลิ่นลดลง32 ซ่ึงสารประกอบฟีนอลิกในพืชออกมาได้โดย
Tamaki10 เปน็ ตน้ การเคี้ยว น้�ำลาย และแบคทีเรียที่ผลิตเบต้ากลูโคซิเดสเอนไซม์
การตรวจวดั กลิ่นปากนัน้ ท�ำได้ 3 วิธี คือ 1) การวัดด้วยความ (β-glucosidase)33 องค์การอาหารและยาของอเมริกา (U.S.
รู้สึกของตนเอง (self-examination)11 หรือผู้ใกล้ชิด เป็นวิธีการ Food and drug Administration; FDA) จัดให้น้�ำมันกานพลู
วารสารกรมการแพทย์
ปลอดภยั ในการใช้ในทางทันตกรรมและในการปรงุ แตง่ อาหาร34, 35 ใบหนั ้ผทู้เึกขค้าะรแ่วนมนศึกควษาามวรา้สู งึกมตือ่อหกนล้า่ินปปาากกแขลอะงพผเู้่นขล้ารมว่ หมาศยึกใษจอาอ(Tกbม.1า) ทโดายง
เนื่องจากอาหารไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบ ปากจากน้ันดมกลนิ่
แบ่งผู้เข้าร่วมศึกษาเป็น 2 กลุ่ม (กลุ่มควบคุมและกลุ่ม
ท�ำใหเ้ กิดกลิน่ ปากเหม็น การใช้กานพลู (Syzygium aromaticum ทดลอง) กลุ่มละ 22 คน แต่ละกลุ่มเรม่ิ รับประทานกระเทียมในรูป
(Linn) Merr.&Perry) ท่ีมีสารประกอบฟีนอลิกเป็นซัลไฟด์ออก แบบของขนมปังกรอบ ซึ่งมีกระเทียมไทยสดผ่านการปั่นด้วย
ซเิ ดช่นั (sulfide oxidation)32 และเป็นสมุนไพรดับกลิน่ ปากทีใ่ ช้ เคร่อื งปั่นปรมิ าณ 5 กรมั (ท่นี าทีท่ี 4) เคี้ยวเป็นเวลา 1 นาที แลว้
มาต้ังแต่ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช4, 36 ด้วยวิธีอมดอกกานพลูแห้ง กลืน วัดความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์คร้ังท่ี
2-3 ดอก4, 37-39 เป็นวิธีท่ีง่าย สะดวก ราคาไม่แพง อีกท้ังไม่ต้อง 2 หลังการรับประทานกระเทียม แ5ลนะบาทันี ท(Tึก0ค,ะทแ่ีนนานทคีทวี่า1ม0ร)ู้สึกดต้ว่อย
กังวลถึงอาการแพ้จากสารอ่ืนๆ ท่ีเป็นส่วนประกอบ จึงเป็นท่ีมา เครื่อง Oral Chroma CHM-2
ของการท�ำการศึกษาวิจัยประสิทธิผลของการอมดอกกานพลูแห้ง กลนิ่ ปากกลขุ่มอคงวผบเู้ ขค้าุมรห่วลมังวจิจายั ก(เTก0็บ.1)ข้อมูลกลิ่นปากครั้งที่ 2 ผเู้ ขา้ รว่ ม
ในการลดภาวะกล่ินปากเหม็นช่ัวคราวภายหลังการรับประทาน ศึกษานั่งพักเพ่ือรอวัดความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบ
กระเทียม ซกกลัลลเิ่นืนฟปนอา้�ำรกลค์ ขารอั้งยงทไผดี่ ู้เ3ข้ต้า(าTรม1่ว,ปมทศกน่ี กึตาษิ ทแาที ต(ี่ T2่ห10.้า1))มแขดลณ่ืมะะนบร้�นัำอ ทผหึกู้เข้าค้ามะรแบ่วน้มวนศนคกึนวษ้�ำา ามสหรารสู้ มือกึ ารตรับ่อถ
ประทานอาหาร
วตั ถแุ ละวธิ กี าร กลุ่มทดลองหลังจากเก็บข้อมูลกล่ินปากคร้ังท่ี 2 ผู้เข้าร่วม
ศึกษาอมดอกกานพลูแห้งน�้ำหนัก 0.35 กรัม กลั้วให้ทั่วช่องปาก
กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนทั่วไปจ�ำนวน 44 คน เพศชาย เป็นเวลา 30 วนิ าที แลว้ บ้วนเศษออก กลนื น้ำ� ลายได้ตามปกติ แต่
8 คน เพศหญงิ 36 คน อายุระหวา่ ง 18-40 ปี สุขภาพดี ไมม่ โี รค ห้ามด่ืมน�้ำ ห้ามบ้วนน้�ำ หรือรับประทานอาหาร วัดความเข้มข้น
ประจ�ำตัวหรือรอยโรคในช่องปากท่ีส่งผลต่อกล่ินปาก ไม่ดื่มเหล้า ขแ(แลอผะงนไบอภนั รมู ทะทิ เึกหี่ ค1ยะ)ขแอนงนสคาวราปมรระสู้กึกอตบ่อซกัลลเฟ่นิ อปรา์คกรขั้งอทงี่ผ3ู้เข้า(Tร1่ว,มทศ่ีนกึ าษทา5ีท(่ี T210.1))
ไม่สูบบุหรี่ และงดอาหารท่ีมีกระเทียมเป็นส่วนประกอบเป็นเวลา
3 ช่วั โมงกอ่ นการทดลอง เริ่มการทดลองโดยใหก้ ลุ่มตัวอยา่ งแปรง
ฟันและล้ินโดยไม่ใช้ยาสีฟันแล้วบ้วนปากด้วยน�้ำสะอาดปริมาณ
200 มิลลิลิตร เก็บข้อมูลกลิ่นปากครง้ั ที่ 1 วดั ความเขม้ ขน้ ของ
ไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ โดยใช้หลอดดูดก๊าซชนิดใช้คร้ัง
เดียวทิ้ง ขนาดความยาว 8 เซนติเมตร บรรจุก๊าซได้ 1 มิลลิลิตร
ดูดกา๊ ซจากช่องปากผเู้ ข้าร่วมศกึ ษาทนั ทหี ลงั จากบ้วนปาก แลว้ ฉดี
กา๊ ซเขา้ ไปในเครื่อง Oral Chroma CHM-2 (FIS Inc.,Japan) และ
แแผผนนภภมู ูมิทิท่ี ่ี11ววธิ ิธีกกี าารรววจิ ิจยั ยั 101
ปที ่ี 44 ฉบบั ที่ 6 ประจำ� เดอื นพฤศจิกายน-ธนั วาคม 2562
6
102
การศึกษาน้ีผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณา คแวตpา่รมpะแbดตับกคตวา่ างอมยเขา่ ้งมมขีน้นัยขสอำ� งคไัญอทราะงเสหถยติ ขกิ อับงกไฮลโมุ่ ดครวเบจคนมุ ซัล(pไ=ฟ0ด.0์แ1ล8ะ)
จริยธรรมในมนุษย์ของสถาบันทนั ตกรรม กรมการแพทย์ เมทิลเมอแคปเทน ในกลุ่มทดลองไม่มีความแตกต่างอย่างมี
ซัลเฟอคร�ำ์ในนชวณ่องรปะาดกับท12ค80ี่ 1ว5ามนเขา้ทมขีห้นลงัขกอางรไรอบั รปะรเหะทยขานอกงสระาเรทปยี รมะกแอลบะ นัยส�ำคัญทางสถิติกับกลุ่มควบคุม (p=0.420, 0.147 ตามล�ำดับ)
ความเข้มข้นของไ1อ6ระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ที่ลดลง
ทโโดดีร่ ยยะใกดช�ำบัส้ หนถนัยติ ดสิ รIำ�nะคdดัญeับpค0eว.1110nา08425dมeเขn้มtขT้น-ทte่ีลsดtลแงลเปะ็นMคa่าn n∆-TWโhดitยn e∆yTU=Tt0e-Tst1
[]±2.287
[]±2.823
[]±23.402
[]±17.714
[]±7.260
[]±5.692
[]±23.054
[]±17.810
[]±22.900
[]±18.895
หลงั การรบั ประทานกระเทียม 5เมนทาลิ ทเมี (อTแ0)ครปะเดทับนคแวลามะไเขดม้เมขท้นลิขซอลัง
ไอระเหยของไฮโดรเจนซลั ไฟด์
ไฟด์ ในกลุ่มทดลองไมม่ คี วามแตกตา่ งอย่างมนี ยั สำ� คัญทางสถติ กิ ับ
กลมุ่ ควบคุม (p=0.078, 0.064, 0.120 ตามลำ� ดบั ) แตพ่ บว่าระดับ
6 ความเข้มข้นของไอระเหยของเมทิลเมอแคปเทนเพิ่มข้ึนมากที่สุด
(2109.86±931.748 ppb ในกลุ่มควบคุม และ 2773.55±
ผล ค่าเฉล่ีย 4 และค่านัยส�ำคัญทางสถิติ 1340.811 ppb ในกลุ่มทดลอง) เมอ่ื เปรียบเทยี บความเข้มขน้ ของ
ส่วนเ02บ่ียงเบนมาตรฐาน
ของระดับความเข้มข้นของไอรTะbเหยของสารปรTะ0กอบซัลเฟอร์ T1ไอระเหยของสT0า-รbประกอบซัลเฟTอ0-ร1์ที่เพิ่มข้ึนหลังการรับประทาน
กใน่อชนอ่ กงาปรารกับป(ไฮระโดทราเจนนกซรลัะไเฟทดีย์มเมหทลลิ เังมกอาแรครปับเปทนระไทดาเมนทกลิ รซะลัเcทไoฟnียดtมr)์ ol กไฮรโะดเรทเียจนมซ(ัล∆ไtฟTes0ดt-b์ท)ี่เพพ่ิมบขว้ึน่าหรละังดกับารครวับาปมรเขะ้มทขาน้นกขรอะงเไทอียรมะเหในยกขลอุ่มง
5 นแาผทนี ภ1มู5ิทนี่ 2าคทา่ ีเฉคลวี่ยามแลเขะ้มสข่ว้นขเบอ่ียงงไเอบรนะมเหาตยรขฐอางนสขาอรงปรระะดกบั อคบวามเขทม้ดขลน้องขมอีคงวไาอมรแะตเหกยตข่าองงอไยฮ่าโงดมรีนเัยจสน�ำซคลั ัญไทฟาดง์ เสมถทิติลิกเับมกอลแุ่มคคปวบคุม
ครสเหซขบััลถวล้มปาเิตังฟเคTTขpTมครทกิขpา่10b้นอา่=ะเbาผ==อน(ข(รท-ขค=ร+ล)คคง้ม์ทวไอ)าทหสววกคาขหนด่ีเาาง่วมมาด่าพมม้มนนไเการเคมลเเขอยา่ิมขขใศขรมยถ้นวอทมมร้้ขะกึถอึขงพาขขะงิลึเงึ้นษน้งคนนมทน้้ัเซคขไวหาหขขล(รียวอาอพลัแออลาย้มูา้สมงรนงงมไบัผงเขไึขกไไะสเฟอกว5ขอนออม้่วเตรา่มา้ดรรหขงนะภน่อะะรขนส้์กเยเเหูมนาร้กหหขาอ่ขยทับขิอยยทรลนขออขขงีปปิ่่ีนอกแไงอองงรไรอ2งงาปลไสอะระสสรด)ะาาระาาทกรรเะเกรรหบรัมป1อเาปปหขยร้5อปนทบรรยขะอะะรยกิขลซอกนกกงะอองลรัซลออาผไงทบะับบะเลทไฮู้เฟซาเฮซซโขแไีทนลัโดอฟ(ลลัั้ลาเตดียกรเเฟรฟฟดรรเะามรจอ์ใเออ่ว์รจคนะนรรรนมาใ์กเซ์์่แชททานทงซ่อศลั่ีี่ลน่อทน51ลัยกีไึก5ะงัไยฟกี่นมลษ1ฟปรนาดาสุ่มร)ดทะ(าทา์า�Tรำททท์ีหดก่ีหับ1คbีหี่ลดับท51)ปลัลญงั5ลรรนค่ีลักงงั ะนะกาทอากดวททาราดางลาทาารรี หับมมนัรบรีงงหับลกีปลงัปรรกงัะระกาเะททราเใ(ไคเนทpารทรีทอนยวานารับม=รกนนนับทบกปะ0กลปรแทีรคเระ.ุ่มระ(ลห0ีุ่มะลเTะทททเะ3ยททด1าียด7ไ)ขนา(ียมลดpน)มลกอแงกเ=รองแมลหระเ0งะเตมะทลทไ.เท่1รรทมียิัลงีะยะม2่มลิกซมดด1มเีคัาลมนัับบ,าวรไกออ้คคาฟท0กยแมวววก.ดด1คาาา่แว์ทลท5มมปา่ตที่่ีอเ55เเเกพขขี่ท5งนต้้มม่ิมนตนา่าทขข(ขาาง∆ทีห้้นนม้ึหนอี ลหTขขลลยหงลงััออ0�ำ่าลก-กงัดงง1งากัง)าไไมรับากออรรรีนข)ับรารรรัยับบัปรอะะรสปรรเเปงะหหะ�ำัรบกรดทะคยยปะลทัาบัญขขนทุาร่มคออนกทะาทวรกงงนทาะารเเดงกมมเะามทสลเรทนททียเถขอะมียิิลลกิตเ้มมงเเรทิกมมมขะยี ับออีค้นเมทแแกวขคคีลยา1อปปุ่มมม5ง
วารส∆าTร0ก-bร=มคกวารมเแขพม้ ขทน้ยข์ องไอระเหยของสารประกอบซลั เฟอร์ที่เพม่ิ ข้ึนหลงั การรับประทานกระเทียม
∆T0-1 = ความเขม้ ขน้ ของไอระเหยของสารประกอบซลั เฟอร์ที่ลดลงหลงั การทดลอง
ppb
20 []±2.287
18 []±2.823
16
14 []±23.402
12 []±17.714
10 []±7.260
[]±5.692
8
6 []±23.054
4 []±17.810
2 []±22.900
0 []±18.895
Tb T0 T1 T0-b T0-1
control test
เมทเแทลิ ผซนนแัลผภไไดฟนูมเิภทดม์มูี่ท2ทิ คิลี่า่ซ2เลฉั คไลฟา่ี่ยเดฉแ์ลลี่ยะสแ่วลนะเสบว่ ี่ยนงเเบบ่ยีนงมเบาตนรมฐาาตนรขฐาอนงขระอดงรบั ะคดวบั าคมวเขามม้ เขขน้้มขขน้อขงไอองไรอะรเหะเยหขยอขงอไงฮไฮโโดดรรเจเจนนซซลัลั ไไฟฟดด์ ์ เเมมททิลิลเเมมออแแคคปปเทน ได 103
ก5านรค∆T∆TpTคารp่าb01า่=TTทbับ==((00∆TคคT∆pT-ค=ี--+ป)คค1bห01bวา่p่)าTTหสวว==รา00หลาาb===่วมมะ--คค(มม1bมน(ัง-าเววทเเข+)=ยคคกาค==ขขใาามยาถ้นมมมม)หววา้้วถึขงนสคเเพคขขราาาขขมึงน้หคก่วนนรน้้มมวมวัมม้้คาขวนับขขราลมาขขเเเวยาอขขขออมะาม้ในนม้้ปาางถนนงง้้มมมม้เเเขขไเยรขไไทขงึสขเอขขพขออขออมะ้ถ่วม้้มียรงง้น้นม้น้รรคนัขทนึะไไงขมขะะขนขข้ขวเออลาเเห้นนน้้หหขารรอออนคา้ยขะะขอยยมขงงนงขกวเอเขขงอหหอไไเไอสไงขารอออออยยงงงไองงะว่ม้มขขสรรไรไอรสสนเออออะะเขาะระทาาขรงงะรเรเเรรเ้นหปสสียหหหเ้ปปมะะหขยราามรรยยยเเขยขรระอหหะะขขขปปขอก้นกกงยยอรองรอออออไขไงะะขบของงงบบไฮกกอซออสสสฮรซซโออลังงโาางดะาลลัับบเดสสไรรรรเเฟเซซฟฟรอหเปปาปาจอลลััเออจรรรนยรรรรเเรรฟฟน์ปปกะซขะะะ์์ททออซอ่ลัรเรกกอกีี่่ รรน15ลหัไะะออง์์อทท5ไฟกนกยกไบบีี่่ฟลเบนาดพาฮออขรดดทาซซทซ์่ิมโรลทบบท์อีหด่ีัลัลัลับข1งีห่ีซซล้งึนร51เเหปเลฟฟงฟั5ไลัลัเหรลนกงจัฮะนออเอเงลักาานฟฟทโกทารงัารรรดทาการซรอีอท์์ทก์หรนัรบีารลัรหรท่อ่่ีีัรบลกปเ51ท์ไ์ทรลดงันปรจรฟับ5กงัละ่ลี่ีเระนกนกพปาเอดะทดทรานาาซงรทม่ิ์ทารรียลระทานัารัลบมขี่ทงรนทับกหีป1ไหน้ึบัากปรหีฟร5นลรหละประกลังะดเะทังทลรนรกเงัททก์ทาียะะงัากานาียมาเกท่ีททนรามกรา1ียรากรีรทรมบัหนระ5รรดะเับกลปทเบัลทีนยปงัรรปอียมกะะรามงราเมทะททะนราทาีกทยีรอ้ นาหกยับมานวกกลนปา่วกรทังกรา่ ะรท่ีกะร5เะี่ ทะทา5นเเทรนยีาาททรนาียมยีทีับหมกีมหปลรงลัะรกงัเะากทรทาียรรับารมับนปปรมกะรารทะกะทานกาเนทกวรกา่ียะรทมเะท่ีเทีย5มนียมน้อาย7ทกี วห่าลทงั ่ี
ตาตราารงาทงี่ ท1ี่ 1รร้อ้อยยลละะขขอองงคค่า่าคคววาามมรรสูู้้สกึ ึกตตอ่ ่อกกลลน่ิ ิ่นปปากาขกอขงอผงู้เผขู้าเ้ ขรา้่วรม่ววมจิ ยัวิกจยอ่ั กน่อกนารกราบั รปรรับะปทราะนทกรานะเกทรยี ะมเทหียลมงั กหาลรงัรกับาปรรระับทปานรกะทระาเนทียม 5
นาทกี แรละเะท1ีย5ม น5านทาี ที และ 15 นาที
กลมุ่ จานวน (คน) มากที่สุด มาก กลิ่นปาก* นอ้ ย นอ้ ยมาก p-value**
ปานกลาง
Tb.1 ควบคุม 22 0 0 50.0 50.0 0 0.192
ทดลอง 22 0 0
36.4 50.0 13.6
T0.1 ควบคุม 22 59.1 40.9 0 0 0 0.345
ทดลอง 22 0 0
50.0 36.4 13.6
T1.1 ควบคุม 22 59.1 36.4 4.5 0 0 <0.001(s)
ทดลอง 22 0 9.1 36.4 22.7 31.8
* ร้อยละ ** Mann-Whitney U test (s) Significant differences
TTT01b...111===TTTคคค1b0...่่าาา่111คคค ===วววาาา ผมมมคคคลรรรููู้้้สสส่่า่าากคคคึึึกกการตตตวววาาาศอ่่่ออมมมกกกึกลลลรรรษ่ิิิ่่นนนสสูู้้สู้ าปปปกึึกึกพาาาตตตบกกกอ่่ออ่ ขขขวกกกอออา่ ลลลงงงกผผผนน่ิิน่่ิ เเเููู้้้่อปปปขขขนาาา้้้าาารรรกกกก่่่วววขขขมมมาอออรวววริจิจจิงงงยยยผผผับััั ททก้้เ้เูููเปขขข่อ่ีี่ 15า้้า้ารน5รรรนะกนว่่ว่วาทาทมมมาราทรีหวววนับีหจิจจิิลกปลัยัยัยงั กรงรักททกะาะอ่่่ีีรทาเ15รนรทา5ัรบนกนียับปกานมาปรรรทาระะร(ทีหะทTเบั ททีหลาbปีย)นาลงั มนรรกกงั ะกระกาทระดราะเารรทบัเนับทรียคับียกมปวมรปราะะรมเทะทเขทายี นม้ามนกขกรน้ ะรขเะทอเทยีงไยีมอมระเหยของไดเมทิลซลั ไฟด์ ใน
กลุ่มทดลองมีความแตกต่างอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติกบั กลุ่มควบคุม (p=0.018) แต่ระดบั ความเขม้ ขน้ ของไอระเหยของ
ไฮโดรเจนซัลไฟด์และเมทิลเมอแคปเทน ในกลุ่มทดลองไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติกับกลุ่มควบคุม
ไ(pฮ=โ0ด.ร42เจ0น, ซลั 0ไ.ฟ14ด7์ เมทติลาเมมอลแาคดปับเ)ทหนลแงั ลกะาไรดรเับมทปิลรซะลัทไาฟนดก์ รในะเกทลียุ่มมทด5ลนอางทไีม(ป่มTที ีค0่ี)4ว4ราะมฉดแบตับับทกค่ีต6ว่าาปงมรอเะยขจา่ำ�ม้ งเดมขอื ีน้นนยัขพสอฤางศคไจญั อกิ ทารยาะนงเ-สหธถันยิตวขาิกอคบั งม 2562
กลุ่มควบคุม (p=0.078, 0.064, 0.120 ตามลาดบั ) แตพ่ บวา่ ระดบั ความเขม้ ขน้ ของไอระเหยของเมทิลเมอแคปเทนเพมิ่ ข้ึนมาก
แตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติกับกลุ่มควบคุม (p=0.001 และ ที่เค้ียวกระเทียมดิบแล้วกลืน พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของก๊าซท่ีมี
<0.001 ตามล�ำดับ) แต่ระดับความเข้มข้นของไอระเหยของ ส่วนประกอบของซัลเฟอร์ เช่น แอลลิลเมอแคปแทน (allyl
ไฮโดรเจนซลั ไฟดแ์ ละไดเมทลิ ซลั ไฟดห์ ลงั การรบั ประทานกระเทยี ม mercaptan) แอลลิลไดซลั ไฟด์ (allyl disulfide) ไฮโดรเจนซัลไฟด์
ข15องนกาลทุ่มี (ทTด1)ลแอลงะไรมะ่มดีคบั วคาวมาแมตเขกม้ ตข่าน้ งทอลี่ ยด่าลงงมหีนลัยงั สก�าำรคทัญดทลาองงส(ถ∆ิตTิก0-ับ1) (hydrogen sulfide) สงู ขน้ึ ทันที 10-20 เท่า ภายใน 5 นาทีแรก
การวัดระดับความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์
กลุ่มควบคุม (p=0.486, 0.238 และ 0.598, 0.335 ตามล�ำดับ) ในชอ่ งปากแตล่ ะครั้งหา่ งกนั 10 นาที คือ ท่ี 5 นาที และ 15 นาที
ส่วนผลการส�ำรวจความรู้สึกต่อกล่ินปากพบว่า ค่ากล่ินปากก่อน หลังการรับประทานกระเทียม ซ่ึงเท่ากับระยะเวลาในการท�ำงาน
กแตารกรตับ่าปงอรยะ่าทงามนีนกัยรสะ�ำเคทัญียมทา(งTสbถ.1ิต) ิกขับอกงลกุ่มลคุ่มวทบดคลุมอ งไม่มีความ ของเครอื่ ง Oral Chroma CHM-240
(p=0.192) ขนมปังกรอบซึ่งรับประทานพร้อมกระเทียมมีส่วน
คท่าดกลลอ่นิ งไปมา่มกีคหวลาังมกแาตรรกบัตป่างรอะยท่าางนมกีนรัยะสเท�ำคยี ัญมท5างนสาถทิตี ิก(Tับ0ก.1ล) ุ่มขคอวงบกคลุมุม่ ประกอบหลักคือ แป้งและน�้ำตาลซึ่งเป็นสารอาหารประเภท
คาร์โบไฮเดรต เร่ิมย่อยตั้งแต่สัมผัสกับน้�ำลายในช่องปาก (เอ็น
(p=0.345) แต่คา่ กลิน่ ปากหลังการรบั ประทานกระเทยี ม 15 นาที ไซม์อะไมเลสในน้�ำลายย่อยแป้งเป็นน้�ำตาล) และผลจากการย่อย
ก(Tล1ุ่ม.1)ควขบอคงกุมล(ุ่มpท<ด0ล.0อ0ง1ล)ดลงอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับ คารโ์ บไฮเดรตทำ� ใหเ้ กดิ กา๊ ซไฮโดรเจนและกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด3์ 1
ทั้งในกในลกุ่มารคศวึกบษคาุมคแรั้งลนะ้ีคก่าลเฉุ่มลท่ียดTล0อขงอมงีคกว๊าซามเมเทขิล้มเมขอ้นรม์แาคกปทแี่ทสุนด
วจิ ารณ์ (2109.86±931.748 ppb และ 2773.55±1340.811 ppb ตาม
การศึกษาครั้งน้ีศึกษาประสิทธิผลของการอมดอกกานพลู ล�ำดับ) เม่ือเทียบกับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์และก๊าซไดเมทิลซัลไฟด์
แห้งในการลดภาวะกล่ินปากเหม็นช่ัวคราวภายหลังการรับ ขซึ่องสงกอ๊าดซคเลม้อทงิลกเับมอกรา์แรศคึกปษแาทขนอในง กSลuุ่มaทreดzล6อแงลนะ้อพยกบวว่า่ากคล่าุ่มเฉคลวี่ยบคTุม1
ประทานกระเทียม โดยใช้วิธีเปรียบเทียบระดับความเข้มข้นของ
ไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ในช่องปากภายหลังการรับ ประมาณ 63% ซง่ึ แตกตา่ งอย่างมนี ัยส�ำคัญทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05
ปเขร้มะขท้นาขนอกงรไะอเรทะียเหมย1ข5องสนาารทปี ร(Tะ1ก)อแบลซะัลเเปฟรอียรบ์ในเทชีย่อบงประาดกับทค่ีลวดาลมง และค่าเฉล่ียของ ∆T ของก๊าซเมทิลเมอร์แคปแทนในกลุ่มทดลอง
มากกว่ากลุ่มควบคมุ ประมาณ 70% แตกต่างอย่างมีนยั ส�ำคญั ทาง
ภายหลังการรับประทานกระเทียม 15 นาที (∆T) ค่านี้ได้จาก สถิติท่ีระดับ 0.05 และสอดคล้องกับผลส�ำรวจความรู้สึกต่อกลิ่น
ค่าความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ในช่องปาก ปากของผู้เข้าร่วมศึกษาหลังการรับประทานกระเทียม 15 นาที
ภเขา้มยขห้นลขังอกงาไรอรรับะปเหรยะขทอานงสการระปเทระียกมอบ5ซนัลาเฟทอี (รT์ใ0น)ชล่อบงปดา้วกยภคา่ายคหวาลมัง พบว่าค่ากล่ินปากของกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
104 ทรี่ ะดบั 0.05 เมอ่ื เทยี บกับกลุ่มควบคมุ แสดงใหเ้ ห็นว่าการอมดอก
การรับประทานกระเทียม 15 นาที แ(ลTะ1ไ)ดขเมอทงลิกซ๊าัลซไแฟตด่ล์) ะโดชยนไิดด้ กานพลูแห้งมีประสิทธิผลในการลดกล่ินปากเหม็นที่เกิดจากก๊าซ
(ไฮโดรเจนซลั ไฟด์เมทลิ เมอรแ์ คปแทน เมทิลเมอแคปแทนซ่ึงเกิดภายหลังการรับประทานกระเทียม
แวิเจคกรแาจะงหท์สาถงติสขิถอติ งแิ คบา่ บปT0ก,ตTิ (1n, o∆rTmaขlอdงกisา๊ tซriแbตu่ลtiะoชnน) ิดขอพงบก๊าวซ่ามเมกี ทาิลร เนอื่ งจากสารประกอบฟนี อลกิ (ฟนี ลิ โพรพานอยดแ์ ละกรดแกลลกิ )
คเใไเมมนด่าอ่ือเกมTรเ๊าท0ปแ์ซ, ลิครไ∆ฮียซปTโบัลแดพไเทรฟทบเนจีดยกทนข์บา่ีคอซคร่างัลแ่าแจไTเฟฉตก0,ล่ลดแTี่ยะท์จ1กงี่ค, ทTล่า∆0มุ่าTTงโข0สดแ,อถยลTงิตใะ1ชก,ิแก ส้๊าบ∆า๊ ถซTบซิตไไไฮแิดมMโลเ่ปดมaะกรทnกเตnา๊จลิ ิซ(-นซขWไัลซด้อไhัลมเฟมiไtูลดฟทnไท์ดeมลิ ่ีคy์แซ่ได่าัลลUแ้ ไะTฟสtก1eดดแ๊าsงท์ตซt)่ี่ ในกานพลู มีสูตรโครงสร้างทางเคมีเป็นวงแหวนแอโรมาติกท่ีมีหมู่
ไฮดรอกซิลรวมอยู่ในโมเลกุล32 แตกตัวได้ประจุบวก (positive
charges) ไปจับกับประจุลบ (negative charges) ของสาร
ประกอบซัลเฟอร์ (ซัลไฟด์ออกซิเดชัน)1 ท�ำให้โครงสร้างของสาร
ประกอบซัลเฟอร์ในช่องปากเปล่ยี นโครงสร้างเปน็ สารไมร่ ะเหย
การศึกษาครั้งน้ีพบอาการอันไม่พึงปรารถนาจากอมดอก
พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 กานพลแู หง้ เพยี งอาการชาบรเิ วณปลายลน้ิ เล็กนอ้ ย และอาการดงั
และเมอ่ื เปรยี บเทียบคา่ เฉลย่ี T0 ของก๊าซเมทลิ เมอรแ์ คปแทนของ กลา่ วหายไปหลังจากคายดอกกานพลแู ห้ง แต่ผลข้างเคยี งอืน่ ยังไม่
แตล่ ะกลุ่มโดยใช้สถติ ิ Independent T-test พบว่าไม่มีความแตก พบ เนื่องจากระยะเวลาที่ดอกกานพลูแห้งสัมผัสในช่องปากเป็น
ต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ดังนั้นค่า ∆T จึงเป็น ระยะเวลาส้ัน ดังนั้นควรมีการศึกษาผลข้างเคียงจากการใช้ใน
คา่ ทแ่ี สดงถงึ ความเขม้ ขน้ ของไอระเหยของสารประกอบ ซลั เฟอรใ์ น ระยะยาวตอ่ ไป
ช่องปากท่ีเปล่ียนแปลงเป็นผลจากการทดลอง ไม่ได้มาจาก T0 ท่ี
แตกต่างกนั ในแต่ละกลุ่ม สรปุ
กระเทียมที่ใช้ในการทดลองปริมาณ 5 กรัม ซ่ึงเท่ากับ การอมดอกกานพลูแห้งไม่มีผลต่อการลดลงของระดับ
ปริมาณที่ใช้ในการทดลองท่ีผ่านมา7, 8 ดอกกานพลูแห้งปริมาณ ความเข้มข้นของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์และก๊าซไดเมทิลซัลไฟด์
0.35 กรมั (ดอกกานพลแู หง้ 3 ก้าน) เท่ากับปรมิ าณท่แี นะนำ� ใหใ้ ช้ ภายหลังการรับประทานกระเทียม แต่มีผลต่อก๊าซเมธิลเมอร์แคป
และไม่เกิดพษิ 4, 5, 38 เวลาในการอมดอกกานพลูแหง้ 30 วินาที มา แทน ซงึ่ เป็นก๊าซทีม่ ีความเขม้ ขน้ มากทส่ี ดุ ภายหลงั การรบั ประทาน
จากการท�ำวิจัยน�ำร่อง วัดระดับความเข้มข้นของไอระเหยของ กระเทียม มีระดบั ความเขม้ ขน้ ลดลงอยา่ งมีนยั ส�ำคญั ทางสถิติ และ
สารประกอบซัลเฟอร์ในช่องปากภายหลังการรับประทาน สัมพันธ์กับความรู้สึกต่อกลิ่นปากที่ลดลงของผู้เข้าร่วมศึกษาอย่าง
กระเทียม 5 นาที อ้างอิงจากการศึกษาของ Suarez6 ได้ทดสอบ มีนยั สำ� คัญทางสถติ ิ
วัดกลิ่นจากช่องปาก ลมหายใจ และปัสสาวะในกลุ่มตัวอย่าง
วารสารกรมการแพทย์
กติ ตกิ รรมประกาศ คลินิกทนั ตกรรม และเครื่องมอื ทางทนั ตกรรม ในการทำ� งานศึกษา
ขอขอบพระคุณสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ท่ีให้ทุน จนสำ� เร็จลุลว่ ง ทางคณะผูศ้ ึกษาขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
อดุ หนุนโครงการวิจัยทางทันตกรรม รวมถึงไดอ้ นญุ าตใหใ้ ช้สถานที่
References 105
1. Yaegaki K, Coil J.M. Examination classification and treatment of halitosis; clinical perspective. J Can Dent Assoc 2000; 66:257-61.
2. Van den Broek A.M, Feenstra L, de Baat C. A review of the current literature on aetiology and measurement methods of halitosis. J
Dent 2007; 35:627-35.
3. Donaldson A.C, Riggio M.P, Rolph H.J, Bagg J, Hodge P.J. Clinical examination of subjects with halitosis. Oral Diseases 2007; 13:63-70.
4. Phutiyanan S. Garlic. Herbs around 2008; 13.
5. Faculty of Pharmaceutical Sciences, Prince of Songkla University. Herbs for primary health care 2008.
6. Suarez F, Springfield J, Furne J, Levitt M. Differentiation of mouth versus gut as site of origin of odorferous breath gases after garlic
ingestion. Am J Physiol 1999; 276: 425-30.
7. Chareonvit S, Sirichompun C, Naksang S, Plodprong Ch. Degrees and duration of temporary halitosis from garlic, spring online and
durian. J CU dent 2005; 3:169-77.
8. Sirichompun C, Chareonvit S, Jarunamsiri K, Chearjaraswongs T. Efficiency of drinking water, chewing guava, or chewing cucumber on
reduction of temporary halitosis after garlic ingestion. J CU dent 2007; 30:245-54.
9. Munch R, Barringer S.A. Deodorization of garlic breath volatiles by food and food components. J Food Sci 2014; 79:526-33.
10. Tamaki K, Tamaki T, Yamazaki T. Studies on the deodorization by mushroom (Agaricus bisporus) extract of garlic extract-induced oral
malodor. J Nutr Sci Vitaminol (Tokyo) 2007; 53:277-86.
1 1. Eli I, Baht R, Koriat H, Rosenberg M. Self-perception of breath odor. J Am Dent Assoc 2001; 132:621-6.
12. Yaegaki K, Coil J.M. Genuine halitosis, pseudo-halitosis, and halitophobia: classification, diagnosis, and treatment. Compend Contin
Educ Dent 2000; 21:880-9.
1 3. Greenman J, El-Maaytah M, Duffield J, Spencer P, Rosenberg M, Corry D, et al. Assessing the relationship between concentrations
of malodor compounds and odor scores from judges. J Am Dent Assoc 2005; 136:749-57.
14. Armstrong BL, Sensat ML, Stoltenberg JL. Halitosis: A Review of Current Literature. The journal of dental hygiene 2010; 84:65-74.
15. Tangerman A, Winkel EG. The portable gas chromatograph OralChroma: a method of choice to detect oral and extra-oral halitosis.
J Breath Res 2008; 2:1-7.
16. Tangerman A, Winkel E.G, de Laat L, van Oijen A.H, de Boer W.A. Halitosis and Helicobacterpylori infection. J Breath Res 2012; 6:1-7.
17. Tangerman A. Halitosis in medicine: a review. Int Dent J 2002; 52:201-6.
1 8. Reingewirtz Y, Girault O, Reingewirtz N, Senger B, Tenenbaum H. Mechanical effects and volatile sulfur compound-reduceing effect
of chewing gum: comparison between test and base gums and a control group. Quintessence Int 1999; 30:319-23.
1 9. Replogle W.H, Beebe D.K. Halitosis. AM Fam Physician 1996; 53:1215-18.
20. Dadamio J, Van Tournout M, Teughels W, Dekeyser C, Coucke W, Quirynen M. Efficacy of different mouthrinse formulations in re
ducing oral malodour: a randomized clinical trial. J Clin Periodontol 2013; 40:505-13.
21. Kleinberg I, Wolff M.S, Codipilly D.M. Role of saliva in oral dryness, oral feel and oral malodour. Int Dent J 2002; 52:236-40.
2 2. Van den Broek A.M, Feenstra L, de Baat C. A review of the current literature on management of halitosis. Oral Diseases 2008; 14:30-9.
23. Quirynen M. Management of oral malodour. J Clin Periodontol 2003; 30: 17-8.
24. Young A, Jonski G, Rolla G, Waler S.M. Effects of metal salts on the oral production of volatile sulfur-containing compounds (VSC).
J Clin Periodontol 2001; 28:776-81.
2 5. Lang N.P, Hotz P, Graf H, Geering A.H, Saxer U.P, Sturzenberger O.P, et al. Effects of supervised chlorhexidine mouthrinses in children.
A longitudinal clinical trial. J Periodontal Res 1982; 17:101-11.
26. Löe H. Does Chlorhexidine have a place in the prophylaxis of dental diseases? J Periodontal Res 1973; 8:93-9.
2 7. Spackman S.S. Periodontal treatment for older adults. Carranza’s clinical periodontology 2015; 12:447-50.
2 8. Asawakitwari W, Wongyai S. How to herbs development to endurance ;2015.
29. Damiyanti M, Soufyan A, Kusuma E.Y, Ditta S.U.P.A. Effect of mangosteen (Garcinia mangostana) peel solution on human enamel
surface color. J Med Sci 2014; 14: 297-302.
3 0. Cortés-Rojas D.F, Souza C.R.F.d, Oliveira W.P. Clove (Syzygium aromaticum): a precious spice. Asian Pacific Journal of Tropical Bio
medicine 2014; 4:90-6.
31. Shan B, Cai Y.Z, Sun M, Corke H. Antioxidant capacity of 26 spice extracts and characterization of their phenolic constituents. J Agric
Food Chem 2005; 53:7749-59.
32. Alcantara S, Velasco A, Munoz A, Cid J, Revah S, Razo-Flores E. Hydrogen sulfide oxidation by a microbial consortium in a recirculation
reactor system: sulfur formation under oxygen limitation and removal of phenols. Environmental science & technology 2004; 38: 918-23.
33. Aromdee C. Pharmacokinetics of flavonoids. FDA journal 2013:4-10.
34. Melton S. Guidance for Industry: Concerns Related to the Use of Clove Oil as an Anesthetic for Fish. U.S. Department of Health and
Human Services Food and Drug Administration Center for Veterinary Medicine; 2007.
35. Chaieb K, Hajlaoui H, Zmantar T, Kahla-Nakbi A.B, Rouabhia M, Mahdouani K, et al. The chemical composition and biological activity of
clove essential oil, Eugenia caryophyllata (Syzigium aromaticum L. Myrtaceae): A short review. Phytotherapy Res 2007; 21: 501-6.
36. Bhowmik D, Kumar KPS, Yadav A, Srivastava S, Paswan S, Dutta As. Recent Trends in Indian Traditional Herbs Syzygium aromaticum
and its Health Benefits. Journal of Pharmacognosy and phytochemistry 2012; 1:13-22.
3 7. clove [Internet] 2010 [cited 10 january 2018]. Available from: http://www.thaicrudedrug.com/ main.php? action=viewpage& pid=18
38. Singhabutra S. Clove. Medical properties of 200 thai herb; 1997.
3 9. Herbs to cure bad breath [Internet]. Suksala. 2014 [cited 17 february 2018]. Available from: http://www.muslim4health.or.th/2014/
index.php?op=muslimhealth-detail&id=95 # WofzUqiWbIU.
4 0. Inc. F. halitosis measuring device CHM-2: Thanes Development Co. 32 p.
ปีท่ี 44 ฉบบั ท่ี 6 ประจำ� เดือนพฤศจกิ ายน-ธันวาคม 2562
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะกระดูกพรุนกับดัชนีการตรวจกระดูกขากรรไกร
ลา่ งจากภาพถา่ ยรงั สพี านอรามา
ดนัย พรสถาพันธ์ ท.บ., ว.ท.
กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลเลดิ สนิ แขวงสลี ม เขตบางรัก กรงุ เทพมหานคร 10500
Abstract: Relationship between Osteoporosis and Indices of
Mandible from Panoramic Radiograph
Pornsathapant D
Dental Department, Lerdsin Hospital, Khwang Silom, Khet Bang Rak, Bangkok, 10500
(E-mail:[email protected])
(Received: July 1, 2019; Revised: August 22, 2019; Accepted: October 25, 2019)
The objective of this research is to examine the relationship between Bone Mass Density (BMD) and parameters
from Panoramic Radiograph, including Panoramic Mandibular Index (PMI), Mental Index (MI) and Mandibular Cortical
index (MCI). The subjects of this research consist of volunteers who participated in the Refracture Prevention Projects
of osteoporotic patients with broken hip bones, who underwent surgical treatment and bone mass measurements.
The patients were sent to the Dental Department to have Panoramic Radiograph taken, and based on the Radiograph,
were measured the parameters PMI, MI, and MCI. The total number of patients in this research is 96, including 25
male and 71 female, aged from 53 to 103 years. The Pearson correlation analyses show that PMI and MI are not
correlated with BMD. (p>0.05) The Analysis of Variance (ANOVA) results show that the differences in BMD among
106 patients with different MCI values are statistically significant for the BMD at Total Femur and Spine locations, but not
significant for the Total Body BMD. The Chi-square test also confirms the differences of BMD of patients with different
MCI values. In conclusion, the results in this paper suggest that the screening of osteoporotic patients can be done
with Panoramic Radiograph by using MCI values; however, PMI and MI values cannot be used for this purpose.
Keywords: Refracture prevention, Osteoporosis, Mandible, Panoramic radiograph
บทคดั ยอ่ การวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าความหนาแน่นมวลกระดูก
จ�ำแนกตามลักษณะดัชนีคลิเมตติด้วยการวิเคราะห์ความ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบ แปรปรวนทต่ี �ำแหน่ง Total femur และต�ำแหนง่ Spine พบวา่ คา่
ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีพานอรามิกแมนดิบูลาร์อินเด็กซ์ (PMI), เฉล่ียของความหนาแน่นมวลกระดูกมีความแตกต่างกันระหว่าง
ดัชนีเมนตัล (MI) และดัชนีคลิเมตติ (MCI) จากถ่ายภาพรังสี กลุ่มดัชนีคลิเมตติอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ แต่ท่ีต�ำแหน่ง Total
พานอรามากับค่าความหนาแน่นมวลกระดูกในผู้ป่วยกระดูก body พบว่าค่าเฉล่ียของความหนาแน่นมวลกระดูกท่ีต�ำแหน่ง
สะโพกหัก โดยศึกษาจากอาสาสมัครโครงการการรักษากระดูก Total body ไมม่ คี วามแตกต่างกันระหว่างกลุม่ ดัชนคี ลเิ มตติอยา่ ง
สะโพกหักในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนอย่างบูรณาการเพื่อป้องกัน มีนัยส�ำคัญทางสถิติและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของลักษณะ
กระดูกหักซ�้ำที่ได้รับการผ่าตัดและตรวจค่าความหนาแน่นมวล ดัชนีคลิเมตติกับภาวะกระดูกพรุนด้วยสถิติไคสแควร์พบว่าภาวะ
กระดูกแล้ว เมื่อส่งตัวมาที่กลุ่มงานทันตกรรมท�ำการเก็บข้อมูล กระดูกพรุนมีความแตกต่างกันในกลุ่มผู้ท่ีมีลักษณะดัชนีคลิเมตติ
ทวั่ ไปและถา่ ยภาพรังสีพานอรามา ท�ำการวดั ดัชนีพานอรามกิ แมน แตกตา่ งกนั โดยสรุป การตรวจคดั กรองผปู้ ่วยกระดูกพรนุ ด้วยการ
ดิบูลาร์อินเด็กซ์, ดัชนีเมนตัลและดัชนีคลิเมตติจากภาพรังสี ใช้ภาพถ่ายรังสีพานอรามาสามารถใช้ดัชนีคลิเมตติในการตรวจ
พานอรามา รวบรวมข้อมูลท้ังหมดมาวิเคราะห์ ผลการศึกษา วินิจฉัยคัดกรองเบ้ืองต้นถึงภาวะกระดูกพรุนได้ ส่วนดัชนีพานอรา
ผปู้ ่วยทง้ั หมด 96 รายอายุ 53-103 ปี แบ่งเปน็ เพศชาย 25 ราย มิกแมนดิบูลาร์อินเด็กซ์และดัชนีเมนตัลยังไม่สามารถใช้ตรวจ
และเพศหญิง 71 ราย พบว่าการศึกษาความสัมพันธ์ของดัชนีพา วนิ ิจฉัย คดั กรองเบอ้ื งตน้ ถึงภาวะกระดกู พรุนได้
นอรามิกแมนดิบูลาร์อินเด็กซ์และดัชนีเมนตัลกับค่าความหนา
แน่นมวลกระดูกโดยใช้สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน พบว่าท้ังดัชนีพา ค�ำส�ำคัญ: โครงการการรักษากระดูกสะโพกหักในผู้ป่วย
นอรามิกแมนดิบูลาร์อินเด็กซ์และดัชนีเมนตัลไม่มีความสัมพันธ์กับ โรคกระดูกพรุนอย่างบูรณาการเพื่อป้องกันกระดูกหักซ้�ำ ภาวะ
ค่าความหนาแน่นมวลกระดูกอย่างมีนัยส�ำคัญ (p-value>0.05) กระดกู พรุน ขากรรไกรล่าง ภาพถ่ายรังสพี านอรามา
วารสารกรมการแพทย์
บทนำ� แต่การศึกษาดังกล่าวในไทยมีไม่มากนัก วัตถุประสงค์ของการ
ศึกษาน้ีจึงเพ่ือศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างค่า PMI,
ประเทศไทยมีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุจะมีอายุยืนยาวและ MI, MCI กับความหนาแนน่ มวลกระดูกในผ้ปู ่วยกระดกู สะโพกหัก
จ�ำนวนเพิ่มข้ึนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปี พ.ศ. 2564 ไทยจะก้าวสู่
สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2562 จะมีอายุขัยเฉลี่ย วตั ถแุ ละวธิ กี าร
ผู้ชาย 73.0 ปีและผู้หญิง 80.1 ปี1 ท�ำให้มีโอกาสพบโรคเรื้อรัง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยพื้นฐานเชิงพรรณนาประเภทภาพ
ในผ้สู ูงอายมุ ากขึน้ ดว้ ย รวมถึงโรคกระดูกพรุนซ่ึงมีความชุกเพมิ่ ขึ้น ตัดขวาง (Cross-sectional) ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ
ทุกปี ส่งผลให้เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับชาติ โรคกระดูกพรุน จริยธรรมการวิจัยในคน โรงพยาบาลเลิดสินเรียบร้อยแล้ว เวลา
จัดเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะรุนแรงจากกระดูกหัก วิจยั ท้ังหมด 2 ปี 6 เดอื น (มกราคม 2560 ถึง มถิ นุ ายน 2562)
เนื่องจากความเปราะบางของกระดูก ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ ท�ำการวิจยั ท่กี ลุม่ งานทนั ตกรรม โรงพยาบาลเลดิ สิน กลมุ่ ตวั อยา่ ง
กระดูกหักซ�้ำ ทุพพลภาพและอาจน�ำไปสู่การเสียชีวิตได้ ส�ำหรับ เปน็ ผ้ปู ว่ ยจำ� นวน 96 รายตามสูตรการค�ำนวณคอื N = 3 + [(Z∞/2
การส�ำรวจภาวะกระดูกพรุนในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2543– + Zβ)/C]2 โดยที่ C =0.5ln [(1+r) / (1-r)]
2544 พบหญงิ ไทยอายุ 40–80 ปี เกิดภาวะกระดกู พรนุ ท่ี lumbar r= expected correlation coefficient = 0.28217, Z∞/2
spine 19.8%, ท่ี femoral neck 13.6%2 สว่ นภาวะกระดูกพรุน = 1.96, Zβ= 0.842
ในเพศชาย ปี 2549 พบกระดูกพรุนที่ femoral neck 12.6% และ และตามเกณฑก์ ารคัดเลอื กผูเ้ ขา้ ร่วมในการศกึ ษาดังนี้
ท่ี lumbar spine 4.6%3 อบุ ตั กิ ารณ์การเกิดกระดูกสะโพกหกั ใน Inclusion criteria
ผสู้ งู อายุคนไทยจะเพิม่ ขึน้ จากปีละ 180 รายต่อแสนประชากรผสู้ ูง 1. ผ้ปู ่วยกระดูกสะโพกหกั และได้รับการผ่าตัดทีโ่ รงพยาบาล
วัยเป็น 450-750 รายต่อแสนประชากรผู้สูงวัยภายในปี พ.ศ. เลดิ สินเรียบรอ้ ยแล้ว
25684 และจากสถิติการเกิดกระดูกหักซ�้ำพบว่าจะมีกระดูก 2. ผู้ป่วยได้รับการตรวจค่ามวลกระดูกมาอย่างน้อย
สะโพกหกั ซำ้� อีกขา้ งถงึ รอ้ ยละ 10 และกระดูกสว่ นอ่นื ๆ หกั อีกร้อย 1 ตำ� แหนง่
ละ 12.20 ดงั น้ันหากสามารถลดการเกดิ กระดูกหักซ�ำ้ ลงได้รอ้ ยละ 3. ผูป้ ่วยในโครงการการรักษากระดกู สะโพกหกั ในผปู้ ่วยโรค
25-50 ยอ่ มลดกระดกู สะโพกหักซ�้ำใหเ้ หลอื รอ้ ยละ 5 และกระดูก กระดูกพรุนอย่างบูรณาการเพื่อป้องกันกระดูกหักซ้�ำและมีอายุ
หกั ในสว่ นอนื่ ๆ เหลอื รอ้ ยละ 6-10 ต้ังแต่ 45 ปขี ้นึ ไป
4. ผูป้ ว่ ยท้ังเพศชายและเพศหญงิ
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยโรงพยาบาล 5. ยนิ ดเี ขา้ รว่ มโครงการ
เลิดสิน จัดท�ำโครงการการรักษากระดูกสะโพกหักในผู้ป่วยโรค Exclusion criteria
กระดูกพรุนอย่างบูรณาการเพื่อป้องกันกระดูกหักซ้�ำตามนโยบาย 107
ของกระทรวงสาธารณสุขในโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ
2560 โดยปกติการคัดกรองผู้ป่วยกระดูกพรุนท่ีเป็นที่ยอมรับคือ 1. ผู้ป่วยที่ไม่สามารถลุกข้ึนยืนและ/หรือนั่งเพื่อถ่ายภาพ
การตรวจค่าความหนาแน่นมวลกระดูกท่ีอ่านได้จากเครื่อง DXA รงั สีพานอรามาได้
(Dual energy X-ray Absorptiometry) ในขณะท่ีภาพถา่ ยรงั สี ตวั แปรในการศกึ ษาไดแ้ ก่ ตวั แปรอสิ ระ ประกอบดว้ ย คา่ MI,
พานอรามาเป็นภาพถ่ายรังสีที่ทันตแพทย์ใช้ในการตรวจวินิจฉัย PMI, MCI และตวั แปรตามคอื ค่าความหนาแนน่ มวลกระดกู
โรคเป็นประจ�ำและมีการน�ำมาศึกษาเพ่ือใช้เป็นตัวบ่งชี้เบ้ืองต้น Mental Index (MI): ดัชนเี มนตัล หมายถึง คา่ ที่เรม่ิ วัดความ
ของการเกิดภาวะกระดูกพรุน พบว่าผู้ป่วยที่มีการหักของกระดูก กว้างจากขอบบนถึงขอบล่างของ Cortex ที่ต�ำแหน่งใต้ mental
จากภาวะกระดูกพรุน มีแนวโน้มที่จะมีการละลายตัวและบางตัว foramen ทั้งด้านซ้ายและขวามาเฉล่ียมีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
ของ mandibular cortex5 การศึกษากลา่ ววา่ ภาวะกระดกู พรนุ (mm)
ท�ำให้เนื้อกระดูกบางและเปล่ียนแปลงโครงสร้างของขากรรไกร Panoramic Mandibular Index (PMI): ดัชนีพานอรามิก
ลา่ งโดยเฉพาะขอบล่างของขากรรไกรล่าง6,7 มคี ่าทเี่ ก่ยี วข้องกับขา แมนดิบลู ารอ์ ินเด็กซ ์ หมายถึง ค่าท่เี ริ่มวัดระยะใต้ขอบของ Men-
กรรไกรล่างท่ีใช้ท�ำนายความหนาแน่นของกระดูกของคนไข้ เช่น tal foramen ถงึ ขอบลา่ ง Mandibular Cortex และวัดความหนา
Mandibular Cortical index (MCI), Mandibular Cortical ของ Mandibular Cortex แล้วจึงน�ำค่าท้ังสองมาค�ำนวณเป็น
Width (MCW) และ Panoramic Mandibular Index (PMI)8 แต่ สดั สว่ นตามวิธีของ Ledgerton18
คา่ ท่ีดที สี่ ดุ คือ Mental Index (MI) ที่เป็นคา่ เฉล่ยี ความกวา้ งของ Mandibular Cortical index (MCI): ดัชนคี ลเิ มตติ หมายถึง
Cortex ใต้ Mental foramen โดยลักษณะของ Cortex ทแ่ี คบ ลักษณะขอบดา้ นในของ Cortex จำ� แนกตาม Klemetti19 แบง่ เปน็
พบวา่ สัมพนั ธ์กบั การลดลงของความหนาแนน่ กระดกู 9-12 สว่ นคา่ ท่ี 3 ระดับดงั น้ี
ใช้อธิบายลักษณะความพรุนของขากรรไกรล่างคือค่า MCI ซ่ึง C1 หมายถึง ขอบด้านใน (endosteal margin) ของกระดกู
หลายการศึกษา5,13-16 ช้ีให้เห็นว่าค่า MCI มีประโยชน์ในการคัด ทึบ มีความคมชัด เรียบ ทัง้ สองดา้ น
กรองภาวะกระดูกพรุน อีกท้ังภาพถ่ายรังสีพานอรามามีค่าใช้จ่าย C2 หมายถึง ขอบด้านในของกระดูกทึบ มีการสูญเสีย
ที่ถูกกว่า ท�ำให้เพ่ิมโอกาสท่ีผู้ป่วยในการเข้าถึงการคัดกรองภาวะ กระดูกเป็นรูปเส้ียวพระจันทร์ และ/หรือ เหมือนมีการสร้างช้ัน
กระดูกพรุน นอกจากนี้ผู้ป่วยยังได้รับปริมาณรังสีที่น้อยกว่าโดย กระดกู ทบึ ด้านใน ท่ีด้านใดด้านหน่งึ หรอื ทัง้ สองดา้ น
เฉพาะเคร่อื งเอก็ ซเ์ รยร์ ะบบดิจติ อล C3 หมายถึง ขอบดา้ นในของกระดกู ทบึ แสดงการละลายตวั
เปน็ ชั้น มรี พู รนุ อย่างชัดเจน
หลายการศกึ ษาแสดงวา่ คา่ MI, MCI, PMI สมั พันธ์กับภาวะ ภาวะกระดกู พรุน หมายถึง ภาวะทวี่ ินิจฉัยด้วยเครือ่ ง DXA
กระดูกพรุน น�ำมาใช้ในการคัดกรองภาวะกระดูกพรุนเบ้ืองต้นได้
ปที ่ี 44 ฉบับท่ี 6 ประจำ� เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม 2562
โดยวดั คา่ ความหนาแนน่ มวลกระดกู เทยี บกบั T-score (Japanese รวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศและอายุ
standard reference) และแบง่ ตามเกณฑ์ WHO ดงั นี้ ภาวะปกติ ใช้สถติ ิพรรณนาแจกแจงเป็นความถี่ รอ้ ยละ แสดงคา่ สงู สุด-ต่�ำสุด
(Normal) T-score≥-1, ภาวะกระดกู บาง (Osteopenia) T-score – 1 ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าฐานนิยมและแจกแจงอายุ
ถงึ – 2.5 และภาวะกระดกู พรนุ (Osteoporosis) T-score≤-2.5 เปน็ ชว่ งๆ ละ 5 ปี ส่วนความสมั พันธ์ของคา่ MI, PMI กบั คา่ ความ
หนาแน่นมวลกระดูกวิเคราะห์โดยใช้สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ภาพถ่ายรังสี ความแตกต่างของค่าความหนาแน่นมวลกระดูกจ�ำแนกตาม
พานอรามาในรูปแบบดจิ ติ อล ขอ้ มลู คา่ ความหนาแนน่ มวลกระดูก ลักษณะ MCI ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนและวิเคราะห์ความ
แบบบันทึกข้อมูล ใบแสดงความยินยอมเข้าร่วมการศึกษาเอกสาร สมั พนั ธข์ องลกั ษณะ MCI กบั ภาวะกระดกู พรนุ โดยใชส้ ถติ ไิ คสแควร์
แนะน�ำอาสาสมคั ร
ขั้นตอนการวิจัยเริ่มจากคัดเลือกอาสาสมัครท่ีเป็นผู้ป่วย
กระดูกสะโพกหักและได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ได้รับตรวจค่า ผล
ความหนาแน่นมวลกระดูกด้วยเคร่ือง DXA ท่ีกลุ่มงานรังสีวิทยา การศึกษาคร้ังนี้ท�ำการศึกษาในผู้ป่วยโครงการการรักษา
ของโรงพยาบาลเลิดสิน อยา่ งนอ้ ย 1 ต�ำแหน่ง (Total femur หรอื กระดูกสะโพกหักในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนอย่างบูรณาการเพื่อ
L1-L4 หรือ Total body) มีหน่วยเป็นกรัมต่อตารางเซนติเมตร ป้องกันกระดกู หกั ซ�ำ้ ท้งั ส้นิ 96 ราย ชว่ งอายตุ ั้งแต่ 53-103 ปี อายุ
(g/cm2) ผู้ปว่ ยยินดเี ขา้ รว่ มในโครงการการรักษากระดกู สะโพกหัก เฉล่ีย 75.66±10.19 ปี ประกอบด้วยเพศชาย 25 ราย คิดเป็น
ในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนอย่างบูรณาการเพ่ือป้องกันกระดูก ร้อยละ 26.04 สว่ นใหญ่มีอายุ 79 ปี อายเุ ฉลย่ี 75.32±12.84 ปี
หักซ�้ำ จากนั้นถูกส่งตัวมาที่กลุ่มงานทันตกรรม ผู้ศึกษาอธิบาย และเพศหญิง 71 ราย คิดเปน็ รอ้ ยละ 73.96 ส่วนใหญม่ ีอายุ 82 ปี
ข้ันตอนการศึกษาและให้ผู้ป่วยตัดสินใจยินยอมเข้าร่วมการศึกษา อายุเฉลย่ี 75.77±9.18 ปี โดยผู้ป่วยท้งั หมดไดร้ ับการผ่าตัดกระดูก
แล้วจึงเก็บข้อมูลท่ัวไปและถ่ายภาพรังสีพานอรามาที่กลุ่มงาน สะโพกจากกลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ท้ัง 4 ต�ำแหน่ง ได้แก่ Femoral
ทันตกรรม โดยเจ้าหน้าท่ีทนั ตรังสวี ิทยา 1 คนด้วยเครอ่ื งเอกซเรย์ neck ด้านซ้ายจ�ำนวน 28 รายคิดเป็นร้อยละ 29.17 Femoral
Planmeca Proline XC หมายเลขเคร่อื ง XC428732 ซึง่ ใชค้ ่าการ neck ด้านขวาจ�ำนวน 26 รายคิดเป็นร้อยละ 27.08 Intertro-
ถ่ายภาพรงั สคี ำ� นวณจากฟิล์ม Kodak Ektavision green sensi- chanteric ด้านซ้ายจ�ำนวน 22 รายคิดเป็นร้อยละ 22.92 และ
tive และKodak Ektavision screen มีกำ� ลังสูงสดุ 80 kV 12 mA Intertrochanteric ด้านขวาจำ� นวน 20 รายคิดเปน็ ร้อยละ 205.83
โดยการจัดต�ำแหน่งระนาบ Midsagital และระนาบ Frankfart (ตารางที่ 1)
5
ตารางท่ี 1 ตาแหน่งที่ไดร้ บั การผา่ ตดั กตราะรดาูกงสทะ่ี 1โพตก�ำแหหกั น่งท่ไี ด้รบั การผา่ ตัดกระดกู สะโพกหกั
108 ตารางที่ 1 ตาแหน่งLทef่ีไt ดFeร้ mบั oกraาlรNผeา่ cตkดั กระดูกสRiะgโhพt Fกeหmoกั ral Neck Left Intertrochanteric Right Intertrochanteric รวม
Left Femoral Neck Right Femoral Neck Left Intertrochanteric Right Intertrochanteric รวม
จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
หญิง จานว2น1 ร้อยล3ะ0 จานว2น2 ร้อยล3ะ1 จานว1น4 ร้อยล2ะ0 จานว1น4 ร้อยล2ะ0 71
หญชิงาย 217 3028 224 3116 148 2032 146 2024 7125
รวชมาย 7 28 2289.17 4 26 1267.08 8 22 3222.92 6 20 2240.83 2596
รวม ผปู้ ่ วย2ท8ุกคนไดร้ ับ29ก.1า7รตรวจคา่ ค2ว6ามหนาแน2่น7.ม08วลกระดูกน22อ้ ย 2 ตาแห2น2.9่ง2(Total fem2u0r, Total bo20d.y83หรือ Total96femur,
ขภใจSอ(sนุอดตcาpนคSอตs(oงาทพiตcาผpnrนอราoศeามถieรู้ปามาnrรผนงยาัe่ม-ห่วาพeาวู้งท1โิยยงยยัริจิ-ทวหลี่ทม1โื2อรถัยเผร่ีกรตล2่ี)ังึทงวืปู2อถ้Sอก2สสมก่)�ำึงpว-รS่ีวกถาพส2iย์ซตpnรน-างึ.ท่วา52ieึ่�ตงำวรnใน,น.ุกสวแธิร5หeจTใคาดักีอว,หาญหoมจนTคจานรนtาราญคเ่่าoaไาปว่นงถรlดt่าดม่เ็aนนถา่bปควัชรl้โายo็วนวโนนับbด3จdภัดราoตี7โกยy3มาาคd่ารา)ท7พกรหกy่างครหันา)รๆอรโนตรกยังรปหะตอารารคสืไอดยกแแรรวดะิีปดตคูืกอนจมแพด้แเฏริดพคตปากู่กกนทวิบเเ็า่รร่พนรปมปยจคMัตุวน็มรรควน์็ผนวติจIุน้อลกร,คูา้รวคหายมกบP้่ามิาอจรคนลรหMรทัคยยบT่า่วะะลดู่มน้ท-งัIทยTดsูะือ3ภา�แมำ้c3-งัูก8แsกoเลิาล3cต3พ.นrา(ะ58พลoeBารียต่4.นrิเ5แถใM≤Meมงาชม4หแ่แาต≤C้งDว-ลน1หยาแร2Iล)ะน-แ่ล.งรนจก52แนคัละงา่.(งรลจ5นอ้Tกสนะะะา(ยีoจดอ้Tนภทtาูกยoaาวน่ีสltทนวนaอS(นวfุะดTี่สlอ้epงนอ้5กoคfmุยดคiยe2nรtือ5คmu์กa2ะeร22ปrือlรผuด,ตารกอปตหrยูSู้กปfา,าeตนคำ�รpกแพย่วSแmิือiิดาหตคยTpnรหมเิุieิดนuทน-ปSTnนัsย,เr็ุก่pงeนc-ปT,่งโs,oคi็ลร(oนcnTS(rTน้Tอoกteepรoaoroยไ,l้อtei≥tดnaลtสabยTal้รe≥lะ่oวลolbั-บf,dนะ15toefyกae-Tใm4d51)หจlาmo.y1u4แรา)ญtbจ7r.uนaตบ1,แาo่เrlร7รTว่นงปบ,dอวนผoรbTว่็งนyงจtปูอ้ooนผ)aลโ7ค่งlรtวdูป้หงa่ลา7bคย่รyมวรlคoงตาก)ยาอืรมbdวยารคตาตแyาคoามะยือารบคมิdดหเดคมกวกือ่งหyเูิกรดจเรปผณกกนือคพะเห็ู้ปนรปณฑาดรรร่ะวT็รแนบูอืกฑุขน์ยดo้อนรทบอตtูกข์Tยa้่อนั้งคาาบoลอlยงมมอ่าftะงา3ลeaวเงคงอกmะ7lคลTา่ตงคณ.fกก์-u27ำ�คTe่าsrฑรรแ9.ก์-cm,2Tะห์ขoร9-ดuนอrูกreงง่ ,
วตพTTSTรตาวpoooราาบตพPSรTTTมitttรรสnaaaวpMoooวาบllleาามiาtttรnา่,aaafffIงงรวeeellleาTทททกmmmา่,fffงoeeeรTี่ี่้งทัtuuuท32mmmaมoคrrrกlี่้,,,งัtuuuคก3กaา่bTSSาคrrrกlาาว,,,oรคppoPา่รbรdSSTาาiitศวoMnnแayรตppมoPึdกleeาพiitศรMสnn,ayIbมษึกleeทวToมัแส,IbาdจoยษTลพoคyมtัแค์aาdoะวนลlัพคา่ytaาbคะMธวนlัมoวาข์bdMธตIสมoาyอข์าไdมมัIสงyรมอหพไคมัาง่มมนนา่ังพคีคPม่ทาPธน่าัMว1แีค่ีMข์ Pธา2นIวอมM์ขIา่นกงสอมแIคามมังลสแร่าวคพะมัตลลP่าคนรัพะMกP่าวคธนัรMจIMา่ก์ะธคแบIัดM์กIา่ลแูก(คกบัคITะล่าบัว(ค-(กคคTsะNBาค่าcบา่ั-ควมooคMsNา่ คMrาcM07340r่าหควmoeoมD่าMrานI34700rว≥Iaคmหeม)lาากว≥Ia-นมหแแ1บlัาก)ลหน-านมค1บัแะน่น)หาา่นคภแมคานา่่านนแววคาวนลมา่นแวะมก่วนนมากหรลมม่วรนะกนหะลวมดT(รดาลกนTกูวoะแู(ก-กรtาลTsดaนะ(พแรcOl-กBูกos่ดนะนfรsรcMrOeอtดูกeุoมน่mนeะsย32roDูกอ-447tวดeuม172าe่pย)r32ลoูกง-e(447วถ127า่pBnแมกลึงงe(iถลMaรีนBnมก-ึงะะ2iยMัaรีนD.-ภด5สะ2ยั))Dูกา.ดา5สวค))ูกวะาญัเิคกวคญัรเิร(คะpารS(ด-ะpvpาหูกi-ะanvพ(์lโหeTuaOดร(-์leโTsuุนsย>Oดct-eeo0ssPย>ocrt153.eepe32o00P207ooar≤5135.epe320rr027)ooas≤5-sorr(2)iosต.ns-5so(2าi)ต.cnsร5oา)าcrรTงorาoทerงtrlaี่aทe3ltlb่ีi)a3ooรt6119in)dว6o0376รyม1916nว60376ม
ตารางที่ 2 การตรวจค่าความหนาแน่นมวลกระดูก (BMD) และภาวะกระดูกพรุน
Normal Osteopenia Osteoporosis รวม
น(หทค≤ตกb่าอ้นั้ง-าoSTTTรคร2ยาTรวpdoooะ.่าแทา5-มitttynดaaasงน่สีกlllecจPทเูก่น,ุดามfffoำ�Meeeท่ีTรมค่ืนอmmm2roศ่ีeIือว)วTtuuuกMกึaลปนrrrแoก-lา,,,ษ1กCกtbรลSTSา5aารoรวppตะoถIl2dคะiitศเิิงึมfnnayคTดวรeึกMleeีคร-าา-m,ูกbษ2sยาม่าTIocu.ะาdคoวส5Cไorคyหtิเดิมมัa2คrแจวl์คเe่มพรป�ำลาbม่าีคมาoนัน≥ะน็คีคdะวสวธรวyา่S-หานข์อ้1มัเาpมพ์โอยมพiด3จสnมิ่งลห7ยนำ�ััมคeะขนนธ่าพร้มึนP5วาข์าันีแeP4จนแยอนธa.Mาน1คง7ก์กrว7่นsดิIคคับโรoเแ่ารม่านาปคnอลเPวยฉ่าน็ม้ งะลMคcคลลรลคกoดิว้องี่Iยดา่ รrเามยขแลปrะมMาeลอลงน็ด(คหlะTงเะIaูรกมอืน-คกtอ้C3sื่กอiา(c่าับo8ย1Bรคoแ.Mnลค04307ะr5า่Mนแeดะา่ 4ล≥IM่นพคDกู 7ะกมแบว-บC).ม1บัล2าววา)เIีคมฉล9ะา่งเา่พลเคฉ่ีย่มิ วลขจกกทโรขา่ีย้ึานดมับารอ�ำแลยระหกกงในดวจดคาานนลกเิารูกรว(คขกาTงกตตวาแรณตา-ขิเาร(มsานคBร่มาcว้อะะหoสร่MวนจลมทหrนาิุเดeทมกัDูลี่คค์คะา32เ-447่ีตษวคม)ห่า172วแรล�ำเณ่าา่ือา์ถนฉจแกมคAึะงะ�ำ่นลMหรแวNหแ-่ียมะ2MนาปCนOค์.ควดม5่งรCIกวล)VวูกหปเาตIATากปนรมวาoพมร็วนาเิหมเtะคแบนแพaลนดCรตวนl่ือักาูกา(3า่ก่นทAะษแfคeอตมหnดนณสา่ mย่วาa(เส์โ�ำ่นฉTะา่ลงlดอหuงy-มลขกsบยไรrsMcว่ียอรiัรบoสsPลคจะCrงก351มกee32กว�ำด072คIoต็a≤มลนารูกr่fาาทมุต่มsะวข-มคo2�ำหิฐVดนตอค.nวกา5aูกัวนง่า)านาrc8อทกเาiรมoฉเa6ยแลี่กวrTหnล่rนาุ่มิเี่ยeรocคี่ยนง่ตนวlาteทครaaากัวยม:tาlวี่มแiอับะoวาAีคนสยค1169หnมล6N่า6307า่า่่าน์โมO6งดเมฉMทายVวลร่ีไใACดลชถี่ย)I้้
กหรพะนดบากู แวอนา่ ย่ทน่า้งมั คมวา่นีลPยักMสระ�ำIคดแญัูกลเะ(มpMื่อ-vMIaไlCuมIeม่ ม>ีคีค0ว.่า0มC5ส)1มั(อตพาาจนัรไาธมง์กทน่ บั ่ี า3คเช)่าคื่อวถาือมเนห่ือนงาจแานก่นมมกีขลวอ้ ลุ่มกตูลร่าเพะงๆดียงูกจอ3ะยตเา่ หวังอ็นมยไีนดา่ ยัง้วส่า(าตคคา่าญรัตาัวง(สpท-ถี่v4ิตa)ิluFe>เ0ท.่า0ก5)ับ(ต1า7ร.า0ง6ที่ โ3ด)ยตัวสถิติ
ตตารารางาทงท่ี 4ี่ 3คคา่ ควาวมามสหมั นพตานั แาธนร์ขา่นองมทงควี่ 3ลา่ กPครMวะาIดมแูกสลมั(ะBพคMันา่ ธDMข์ )อIเฉงกคลบั ่า่ียคP่าจคMาแวIานแมกลหตะนาคมา่าแลMนกั ่นษI กณมบัวะคลM่ากครCวะIาดมูกห(นBาMแนDน่) มวลกระดูก (BMD)
ลกั ษณะ MCI PMCI 1 MI CT2otal femur Spine C3 Total body
PMตI าแหน่ง Total Sp1ine Total body Total Spine Total body Total Spine Total body
MI femur 0.6805 1 femur femur
จานวน 2 03 3 28 25 23 56 62 53 6
MTeoatnal femur 0.905 -01..0006898 1.1127 0.01202.6801 0.8973 1 1.1735 0.5658 0.8103 1.0995
Stpd-.vDaleuve. การวเิ คร0า.1ะ2ห02์คา่ คว0า.ม903ห256น60าแน่นม0ว.0ล7ก12ระด0ูก.91(B103.M09D03) เฉลี่ย จ0า.2แ2น30กตามลกั 0ษ.1ณ47ะ7 MCI พ0.บ11ว9า่ 8คา่ เฉลี่ย0ค.2ว4า0ม9หนาแน0่น.1ม76ว5ล
MMกไขเทSppTกดbหตาอai--่าpnรooรรxา้vvงนลกitdวรัะบnaaaคกัาบัylllเeิาตดuuคกวแษbงาeeเูกา1ารนoณมทแมรdท7าห่น่ือะ่ีyตกะ.4ห่ีน0TMมหารM6นค่งรoววC์คา่CtาวโลจIaวคแดเิIทกlคาวนยมfรม่ีตราeต่นะีคมแาาmวัดะแมา่ป00หfuสTห..ูกหeวC89รนromถ29์คลนปเ2tแามิauตวก่งแรlลrม่ืิอมารวนตะTีมคีกะนM่านoา่แSดารtเ000มต(pรC0aพูก11า...Ai070.lแวก..IS4งnิม่00793fสnลจ0pตทมe94350eขa4iกก46า972า่mn่ีีค้มClึนห4งyแeรา่1ีแuขจsะจรrคiนCาอดังบsจกา่1วแงูกoกคาคคโบfอนลว(า่Tนา่BVาบ11าเุ่มวoคฉจม้..มMtaน10ตวaไFลลr84หlาวัiมD89ี่ย8ดbaมมนอน่oข6n)ลีหคายdcอ่เางรแyฉ่าา่eนเ000งเ-าชอนง:ม0ล...ยา079ทC.A่ืองน่่ือแี่0ย352ศสี่ถ0ม1847มNคนจ600471าาือีควา่แ่Oน..าfอมT84ลเe่าแลMนิม58Vสomากนะ45tMรื่อวaรuACรมถกlrลงะะCI)ีคทตจกดเI2โา่าพาารกู ดเกมกกฉะิ่มแยมลา(ลดลขBลจรีขกัุ่10มูก่ีย้ึนMะวา..อษS้ล24ตกเิ(pDC8คม81ใณBด่าขi583น2n0000ร)ลูงลMอะ้.e...าๆขเ0213เซงพมฉะ2431MD่ณตึงไ2160หลูลีย่มา)8764Cดะ่ยีงค์สจีคAทด้I่า3ุดาจ่าTNคี่งคัแ0วำ�เตo1แมวา่.Oนแtกิ.9วัaเส6าื่อฉ5นVlกฤอ3ม3ดbลกMตตยAหoง่ียตา่าทdใCนงคมเyาี่นพรIมวาล(ะตือ่ตแเาลกัปดมทาานักษ็บนัรรห0ด00่ษน0ณาา.fน..Tส.น202Cณeงงม91ะ5o43mยัทท8อา3ว8t47ะสaแuMี่บี่41ลอl4r6นาMสก)Cยค่นจรมาC่Iญั งะมะIมทไเดว0ตหราลูก.0ิกฐก็0น2ก.ขSาา.20ต็ 1ไpCรนร6อ14าiด5ะ3วnงเมเกวดe้เิกทคค่ียาู่กล่ารา่ควทกุ่มเาก่าฉะ่ีบัตตTบัลห1วTัวัoี่ยค410์โอoสtค...่าat8ด76ยaถเlว492ฉlยา่ ิตา59bงลใจมoิทชF่ียึงd่ีy้
สจาามนาวรนถปฏิเสธสมมติฐ2านวา่ งที่ร3ะบุวา่ ค่าเฉล่ีย3ของความห2น8าแน่นมวล2ก5ระดูกไม่แต2ก3ต่างกนั แล5ะ6สรุปไดว้ า่ ค6่า2เฉล่ียของค5ว3าม
หMนeาaแnน่นมวลกระดูก0.ม9ี0ค5วามแต1ก.0ต6่า9งกนั ระห1.ว1า่1ง2ก7 ลมุ่ MC0.I6อ80ย1า่ งมีนยั ส0.า8ค97ญั 3ทางสถ1ิต.1ิ 735 0.5658 0.8103 1.0995 109
Std. Dev. ตรวจค่าคว0า.1ม2ห02นาแน0่น.0ม26ว0ลกระด0ูก.0ท7ี่ต12าแหน่ง0S.0p9in03e จานวน0.292030ราย สา0ม.1า4ร7ถ7ทาการว0.ิเ1ค1ร9า8ะห์ AN0O.2V40A9 เพ่ือท0ด.ส17อ6บ5
เมลเใจทพมนvSคกสทกตตจำ�หดวี่ ่ือaยีoTแMMกหไขสเจสหะลขรร่าลาามดตนทruoงดเนรระiเาะะกอมณงาานนiaมMarสฉหา่าnรแาtาcเตมรxดด้tกรง3มหแกกาตiaาeอลงง็วะนหCับoะ่ำ�คููกกตาแแตlนบาททิัฐ็oเี่นnิบยตทนสรดIไคกทวทานนfริฐาf่ข่ีนี่ัว่ถงดุได่ีสกูมมคา15าeร6วี่่ีนตต่นา่นออดมรเปตวม7้ีคลาม่mิเนาาามคเมยเคตกะงตวมา.้่จหกรวกัา่แฏแเมม0เ่อืวค่าคuหาฉว่ารรกระววี่ลยษหห6ินเื่อตางคCร่าลาrววสวลจ่ีลเยว์คMกมณหนนิตฐาวโา่2ะจากจว(คกี่แกธยวsรSMแแตตดเิCาวม่่็ังหงนะทqคกรคบ่าลuัสาระคมนนตาวuสยัICหะmคม์่ีบค่าตSTัไระะดMคaมวรคีสกตเ่เนถคดIตrดวpแา่าดาoนปกคูากาา่o่าeมตวถCSัิะตแูวกiาามคtมป00วงเ้sูี่fกย่า็นมเทnาaฉสตpา่ิตมหI..รพาิหทเา่วคีววแ89รlทeFมงหฉี่พตมิลาiฐิถคหC92์คาี่ม่ิลnน่าปกbFนขี่ีมตคง4ลนาเ่ีหายบิตม่า3oวขeกทนบั่องร่ทแนน)วีาคเี่ยตขCิาวมTdหานทึน้รว่งแาาอคหาTี่ขDวมมมวอ่าวแ1yัoีกกะนคแน5จม่าาหfย่าtาคoอสeนา่แีงแวนraกแดาไบานัา่าเมแge่างtอlน่าคงฉคนต(ลรถ่คงกaมบนe่ัูrแกน11งต่ทfAแนเาคedl2วแว่งวกิกeลต..วคฉไ่มน่eSน00มจกตo่ีmรร.2fมวสnาาโจsาตี่ิรยลา649Smีคpe่ไนนตกFกมมวะม.aามuกว46าเoะข9ม6่า่ยีmipวlมฉrต็่าล้มบตมแnหหfวงลหyแ9เดคอi่นางโทuลeาnหลตขา่กลวุsวกจนรูมกนวงก่าโดrงมieี่ยล่ดากอาก่รันงบไsราคเทดแนากัยาจกคขคชกลตะแงไรมมsMะแoแาวกตยคน่ีาัตรอqบ่าอ่ืั่คางรา่มะบดแหดf่แนานนคลกeu่าะเเเางรถงะา่ดูม่ฉแฉaกนVูaบตมกน11่1่าุ่่นมแตหวนขคะpือnดrูกลตC..หทลอื่ท.ก่าeนaนห01่าอ-หpตวม5มวเูกFทยี่vแrก184ี่คงยนตี่่ี-นตง9มาาว่ัiนววว89av8คกนขี่aตตา่มคมTง่ือ่าาอาวาลแล่l(a่6nงวนงักuน่โ่อาแา่าBoีงหคแงลยlลMกกcากงeแuจคดรลกTมหรงMน่tาา่eนกะมรรกeนาหัาCควaะมุ่ยอเลง:oวน่มะนทระหDยากนัาหทคเlItลAวไsงมุ่นSแดทะีคaด่Mงqม่มานม)ศสไuดเา่กาี่มวlN่นงuดูกกา่bพู่กาMหmมีขาวดT00ารทาาC้a่เีpคเกูบก่Oันแ..oSมิ่อ้อลbฉrนงฉะห(oท้48ส-Cี่oIรe่าบัBนpoกvขิมม85Vdดลสtกลาาsสf0ี่นระาอaIid54aMMรล่นึน้แ่ีูลูก่ียยรวy.ร0nหAlะาดยlอ0yาถุม่นะลu.eะหดCแDาบ7่รั0)ยbทeดกน่ง3บั7รนับจMIา2ไ่oโ)นมาูกรม33งับdาดมเ่นDกจนกกมรแสแวจยัทะCีมน3นวแyfกยจา่สแลeะS่าย�สำัตมrลมีกลดล่ีานIลแยgeัวจึจงรpลงดตนุ่สมากมาุ่01กมูะกeวrกจอสiนสะึนทงยวาัหeุ่มับd..nรกควตตาตลสบั24ตรากeสยสเิาoe(าี่กรแคนต8นคตร18ญนsา่ัวะิฐักBร9ตค่mาา่มขะาาจ85ต3ับงญัวoร่าัยดองาัุง0ป0รวมญคMรัาบอ้กกfาง90นมาๆอสกู.กยซะนรไวาญัม2มุวระแนัทก.00Dีเนยำ�า่ด่รถด1ลึงจ1ก่ไาาจหล.(ูลนรทงัคาา7่0ถ1มB้ปู)ุ่ยมกวั1ยคคดี่ยงะงรกทงัค9์ัญsM0าแปส1M่จีาคAไแฏต่าสqวาดทห้่ษสาง่ี่ามลาคeuมาฏแเบ่ยาลกิวเัNสDครงถคั่ีมฉณาจaแสีaคค00วะ่ล่ิาแเบัอ1ะบแาn่าrมิตวถ)ึ.วOลสงีนค.่ญิกาธสeั.9สเะยะต0งสยสค6าิไิตาจา่ียฉ5่าธVสกฤการ3Mส0าFม่ทกรา่รมM3ดมำ�ิขลสุมตงสตลMปม1Aุเถรปหตแา่งสCอหฉ่ียทมมาCุ่มาทุมางปไทนใ่าไCนงลามเรเIขมน่ีีคสมมIดงี่นตพรทไดคกมาMถยี่Iาลกอ่ากาีตถาคะวิกฐ้ด่าตอ่ืตวว้แาทขกรอกลัsงSCแนัิิดตฐา่่าาการาว้า่ทาqานอถ�ำลuคงษุ่มคนรIานิคมบuถบััรมา่Mmศก0(งด่ทแนุ่มนววa0่อณาตคาวต่หาปล.่นคนาrาส.2ลเาิเางตCมเยoว9่า4eา่่าาฉักคนะอวร5ฉฏยัมกมsทf8ะงองเ่รา่าา่.วI8าวษฉรลสิ8าสิลเทๆงาMงสงวหบา่ีลสมิเแา2่ีร6ณยลรทมงๆี่กยาคี่ลรรนสะกหธะCไนขวทคี่ยขีนลีุ่ระรปะกจหจรมไาดสนเิ่นIขอญ่ีัะาอบุ่ยัมคะ25ึงระไดแD์ดม้MามะทองTบสงAสุวต)fรเดะดนดแ้eง0ตัrคหหoมควงา�ำุวแาCา่าge่าNดูวก้นtแ.งั่0นิกฐคลวคe์คะar็วตม0นาง่2ลIาู่แe.ขdกสl่นOาาคAา.2กวญั0หๆาม่าิาฐะeค1ไobสนรม6อทมดมเs1า่รรNาV4mวาo์ด่ฉาท5วไมดงเAถเหoะวงี่หนd8ตลเOเฉกAว้เลาิดfฉกทyใลดงปหค3N�นำนกวี่ยงา่ลV่ียนดใล้ลกูก่าฏรนสคแา่เวรOาA่ีายขนกพซุ่งมัี่รยตไางเิถแก่าแะหาขมอVสแะะ่ึงบตขMทัตื่าอติตแนบนดัเอนม่ดหแธงสราอAพี่วทรัวeันิูก่่ค4นนสงคีราตกู01่aดง์โองะคสื่อด่.นงn..่ามาา่กมม8คด67คงบยวเทถเทงสมวพsส94ม2มSฉตใวววยา่วาุqวทิตด95กิ่ีีอคำ�นตงp่ว7มาื่ลลอลใาuาจ6า่ิ่ีสฤหบทวงaมชมิฐลF่ียึ6iงrอตnกราา่ี้eบทบันันมe่ี
MกCรIะดูกท่ีตาแห0น.4่ง2S09pine มีความ2แตกตา่ งก0นั .2ร1ะ05หวา่ งกล0.มุ่ 29M32CI อยา่ งมีน2ยั สาคญั ท0า.ง1ส46ถ6ิติ 0.0882 2 0.0441
Residual ตรวจ1ค.0่า2ค39วามหนาแน83่นมวลกระ0.ด01ูก2ท3ี่ตาแห4น.7่ง3T64otal body87จานวน 790.0ร5า44ย สามา2ร.1ถ1ท11าการวิเคร7า6ะห์ ANOV0A.02เ7พ8ื่อ
Toทtaดlสอบสมมต1ิฐ.4า4น4เ8ก่ียวกบั ค่า8เฉ5ลี่ยของค0ว.0า1ม7ห0นาแน5่น.0ม2ว96ลกระดูก ส8า9หรับกลุ่ม0ต.0วั 5อ65ยา่ งที่มีค2.่า19M93CI กลุ่มต7่า8งๆ ไดด้ งั แ0ส.0ด2ง8ใ2น
pFพข-คกตตอvvรaaร่าุาางนตllเรระกuuาฉใแาาeeดานลงงหรูกทท่ีกยแนทข่ี่ีลจ่งใ56ี่ตอกนุ่มาคแงตจกแวคจะ01วาัหา.7งรวเอ0มหน.เวา00ยทแม60่็งเินา่ค่าต0หงTไกรกทดoนบาั ต่ีะมtว้ าa่า2หา่ีคแlงคซ์คb่นาข่าo่ึวงอ่MนตTdมางมวyัoมCคีคtสวaสไIา่่าlลถคมมัfpริกeตว่มพ-ะmvาิรีคFนดัมuaะวrlบัธหเดuาทข์ตeูมกน่าอ่าทเแากทงงแตี่ตบัๆล่านกากกั 1โ่แตนบัษ.ดห่า5มณง0ย9นวก.ใะ0ล่งนชัโ0กMด20้Tร0Cร..ะย206oCะh79หคtจดIai3่-าวlึง3ูกกsาส่pqบัbง(-uาBoกภvมadaMลาrาleyวุม่uรDะพeถMไก)ปบมเรจทCฏวะา่แS่าาI่ิเแดpตสกคอiนูกnกธบ่าัยeกพตตสา่ ตร่วงาัม0ุานงมส.มม2กีนถ1ตจลนั ิยตั1ปาิฐกั แส1กิทีาษCลกนี่า4ณจhคะาว4ึiงรญสัะ-า่ ไsทฉงรทqมMวบุดปuา่สา่ับCสaงไภทา01rสIดอeาม..่ี 52ถ6วบว้ าม19ะิตา่ร1สปีคคก1ิถรม(่า่ารตปะมเจะ1าฉฏำ�ต6ดรเลิเ.ดิฐาูกส8่ียงือาพ6ธขทนน3รสอ่ีพเุ5นกมงTโ)ฤไ่ียคoมดศมtววaยตจlก่แามิฐิกbมตบั ีคาoากหยนdภ่าyตนอานว-ว่างา่าธงะศงแันกทกานวนัอร่ีรา่นไิะสคะดมดมบรทู้วกะุว2ล่ีา่562
พรุนในกลุ่มตวั อยา่ งที่มีค่า MCI ระดบั ต่างๆ โดยใช้ Chi-square พบวา่ ค่าตวั สถิติ Chi-square มีค่า 16.863 โดยมีค่าองศาอิสระ
ของการแจกแจงเท่ากบั 2 ซ่ึงมีค่า p-value เท่ากบั 0.0002 จึงสามารถปฏิเสธสมมติฐานวา่ งวา่ ภาวะกระดูกพรุนไม่แตกต่างกนั ไดท้ ี่
ระดบั นยั สาคญั 0.001 และสรุปไดว้ า่ ภาวะกระดูกพรุนมีความแตกตา่ งกนั ในกลุ่มผทู้ ี่มีลกั ษณะ MCI แตกต่างกนั (ตารางท่ี 6)
ตารางที่ 6 ความสมั พนั ธข์ อตงาลรกั าษงทณ่ี ะ6MควCาIมกสบั มั ภพาันวธะ์ขกอรงะลดักูกษพณรุนะ MCI กบั ภาวะกระดูกพรนุ
MCI จานวนตวั อยา่ ง Rank Sum chi-squared = 16.863 with 2 d.f.
13 34.00 probability = 0.0002
chi-squared with ties = 21.523 with 2 d.f
2 29 1022.00 probability = 0.0001
3 64 3600.00
กลุ่มตัวอวยจิ ่าางรทณ่ีม์ีค่า MCI กลุ่มต่างๆ จะเห็นได้ว่าค่าตัวสถิติ F ซ่ึงผลดังกล่าวมีความไม่สอดคล้องกับหลายการศึกษา9-12, 20-23
เท่ากับ 2.69 โดยคจา่ ากpข-vอ้ aมlลูuทeว่ั เไทปา่ ขกับอง0ก.ล0ุ่ม7ต33วั อจยงึ า่ สงาพมบาวรา่ถเปร่ือฏงเิ สเพธศแลแะลอะายสุอสด่วคนลใ้อหงญกเ่ับปบ็ นาเงพกศาหรศญึกิงษมาก่อกนวา่หเพน้ศานชี้2า4ยเโกดือยบเม3ื่อเพทิจ่าา(ร7ณ1 ารถายึงต่อ
สทสมรีคม่ีตปุว�มำาไแตดมหิฐว้แนา่า2เตตหน่งค5ากา่็วนแตรSเ่าหไฉาา่pงยดงลนiทn)กจ่ีย้่งี่รeแนัาขะกลรอไบะะขงมหเุวคอ้พ่แ่าววมตศ่าาคูลกหงม่าขกตหญเอลฉ่านิงงุ่มงลามกกี่ยแMีอันลขนาุ่มไCอ่นยดตIเุงม้ทฉอวัควี่รลอยวละ่ีย่ายากดสงา่มรัมบงูงหะทีนกนดนัยุวกัยูกาาส่สคทเแำ��ำพนี่ตนคคศม�ำญั่ัญนชแีกมทหาาย0วารนง.ลหแ่ง1สกตัก0ถSรเ่ทติpระแื่่ีกอิ iดnล รงูกeะเะพดศูกแสกกทละาา�ำะรรโโอดผผพายนัันยกผใแแขุชลเปปอม้คกรรง่ือา่าขไกแรปMอลบททงุ่มI่ดงคิศเตตสป่าทวัาอ็นาอPมบงฐMยตเาสาด่ านIงมียแแใไมวหนลมกตกนะ่มันิฐา่งีผาMรตลทนคI่าต้ังำ�โงจนดน่อๆะยี้เวตกเจณวหาิดะิธแน็ จีเหหไาAดนก็นNว้ ว่งว่าOิธกา่ ีกคVรมาAะ่าีครด่าหPพูกใMากสบคIละว่าแเ้โ่าคลพPสียะMากงมกหMI านัักนIรทั้นมถโ้งัีดย4
ตรวจคา่ ควาเมนห่ือนงาจแานกก่นามรวเลกก็บรขะอ้ ดมูกลู ทจต่ี าำ�กแโหคนร่งกTาoรtกaาlรbรักoษdyากระปดูฏกสิเสะธโสพมกมหตกัิฐาในวผ่าูป้ ง่ วไดย้โกรคลก่าวรคะือดคูก่าพเฉรุนลี่ยอขยอา่ งบBูรMณDากาในรเตพ�ำ่ือแปห้ อนง่งกนั
สเกจท�ำมล่านมุ่มกวตตับนิฐัวา1อแแก7น.ย5ลลร9เ9่ากะวะ้ งย่ีดรจกโทดวาึงูกร่ียกยมนหะคบัีคาดกั สค่าค่าูกซา่าา่pพ้มาทเM-นฉราv่ีตุ้ลCรีนa่ามถ่ยีIlทีกuแทข่ีสกeลตอ�ำุลดุ่ม่ถกงเุ่ทมมคตาา้ กาา่วตรวั วกาวลอ่านิมิเับุ่งมยคหิๆจา่ต0รงฉนาวั.ท2จยัาะอ1่ีไแเะหยก1ดนเ์า่ี่ยห1ร้่นงAวั็บนไจมกNดตไึงวบัOดไร้รลมโ้Vวับวกร่สA่าจรกคาคคะามกเ่าวดรพราตาตกู ระ่ือมัวรถดทหสสวปูกดถจ�ำนฏพสหคิตาิเรอรแรสิ ุนบับบนFธ่นทท้มงัาใว3SสกTหลopัานตก้กมtiาnลaรานแelุ่มะรหอดตถfกไeนูกวปัดจm่งอฏ้อ2าทยuิีเกกตา่สุกrดนงาธคสแ้ว้ีใผสนนยห่วลมกนนกคมอลใา่งาตยุ่มหดรจิฐ่าตทาวญางนัวา่ดไน่ออ(รวสรวยกานอ้อ่าจ่า็ตบงยงจ3าใลทส3ะมนะม่ีมมไรก9ีคมมีภาร2่าย่ตสาณ.7แวิาฐM0ีคะลมา)กน่าะาCถเรรโI3ฉกูดถะแลจตปยดต่ียดัาวูฏกกแเิธบิเปBตหสี ็านM่าAธนงงสผNแD่กงมปู้Oลจัน่มวะาทมVยนตกA่ีตีคกิฐวร�ำ่าราะนไพแะนมดหบด6ว่เูกทน3วูก่าพ่่าา่งงบรราาุนยง
สมมติฐาเนพวมิ่ ่าขง้ึนทไี่รดะอ้บีกุว่าจคาก่าเแฉนลวี่ยโขนอม้ งกคาวราเมพหม่ิ นสาูงแข้นึ ่นขมองวกลากรรเะกดิ ูกโรทคี่ กระในดูกพรณรุนีคข่าอเฉงปล่ีรยะชBาMกDรในทป่ีตร�ำะแเหทนศไ่งทTยo4 tal body จากผลการ
ตคต�า่วำงแากมหันหนใรนน่งะกคากหาวTแารวoานรศา่มtวน่ งึกaสิเมกคlษัมวลราbลพมุ่า9ก-oกะ1นัา2Mdรห,รธ2ะyCศ์0ค์กด-2ึIกวบั3กูไอษามแทคมย่แาล่ีต่า่าคสตะคำ�งัมวกสแมวาพตหอีนามัน่ามดนัยสงธหคสง่ กัม์ขลำ�นันTพคออ้oาแญันงังแtลลกaธทนะักบlั์ขา่สนษbบงอรมสณoางุปวถงคdะไกลติด่yาาิก้วMP(รไตร่ามMศCะคา่มึกรIดI่าีคษาเูกกฉวงแาอับทาลกลมยภ่ีี่ย่อะ5่าแขานคง)ตวอ่าหมกะงีนMนัยา้ Iนส้จวภีก2า4ิเาคาบัคโกวญัคดรกะา่ายกา(ะคจเรpรมหาวน-ะ่ือกv์จาด�ำพaมผะคกูlเหิจuล่าพหeากนร็นBร>านุาณM0ไรแดไ.า0ทDดน้วถ5้สด่า่นึ)งทำ�คสกมซห้งั่าอา่วึงรรบ3ลผMับผสกตลตนCัมรำ�ด�ำIแมแะแงั ปสหตดหกราิูฐนกนลมขา่งพง่่าาอนวบT(รงTเมoถวกคoีคใtา่ี่ย่าชtaวaวทl้เPาlปภ้Mfงัมe็นbาคไmIoวต่ามแะdัวuP่สลกบyrMอะ,ร่งแดชะITMล้ีเดคoะบแIูtกล้ือaลSจพอ้ lงะpะงรตfเiกุneนห้นMบัmeท็นขIห่ีอไไuไดไดงลดrม้้ าว้ ่มยา่ ี
กระดูกพคราุ่นPMจาIกแกลาะรทMดIสมอีกบาสรมผมนั ตแิฐปารนไเกปี่ยทวิศกทับาภงาเดวียะวกกรนัะดทูก้งัพนร้ีเุนกิดจาแกลวธิะีกSารpหinาeค)า่ PมMาใIชน้ใน้นั กทาารโวดินยิจใฉชัยค้ โ่าดMยวIิธเปี ็Cนhฐiา-นsqในuaกrาeรdคานพวบณว่า
110 ใคแนจ่ากตกลัวแมุ่สจถตงเตติัวทอิา่าCแยกhห่าับงiน-ทs่2งqี่มuผคีTซaล่าo่ึงrtกมeaMาlีคCรม่าทIคีfeร่าpดmะ-ส1vuดอ6raับ.บl8ตuใส6่าeนง3มๆกเมโทลดตโ่าุ่ดมยิฐกยตมาับในวคีัชอา่โ้0อCยด.0งhา่ยศ0งiว-ทา0sิธอ2q่ีมี ิสAuีคจรaN่าะึงrOeสขMาอVพCมงAบกาIรวาถร่าพแตบกวตา่คสพส่าา่ารงามุนกมMาขนัารอCรถมงถIปีคกปฏเล่าปฏไิเุ่มส็นิมเทสธต่เี่มสทธัวีคมส่บา่ามกม่งตนัชมMิฐี้เตบนาCิฐนื้ออIาวงกนแ่าตจตวง้นาไก่ากใดงตนน้ไ่ากก้ดีผงาลก้ลกร่าันกวลวมินาอ่าีรควิจีกท่าคฉนไดือัยัยมสคภห่เท่าอานเ่าวบฉ่ึงกะคสลันกือี่ยมจรภขมะึงาอสดตวงาูกิฐะมพBากานรMรระุนโถDดดไใดชูกย้้ใวนิธี
ปฏิเสธสAมมNตOิฐVานAว่าพงวบ่าวภา่ าสวาะมการระถดปูกฏพิเรสุนธไสมม่แตมกตติฐ่าางนกวันา่ ไงดใ้ทนี่รกะรดณับีค่าเฉซล่ึงี่ยสอBดMคDล้อทงกี่ตับาแหหลนาย่งกSาpรiศneึกษไาด5-อ้ 7,ีก1ด3-1ว้ 6ย, 2อ0-ย22า่ งใไนรขกณ็ตะามทไ่ียมังม่สีบามางารถ
นัยส�ำคัญปฏ0ิเ.ส0ธ01สมแมลตะิฐสารนุปวไา่ดง้วใ่านภการวณะกีคร่าะเฉดลูก่ียพรBุนMมDีควทา่ีตมาแแตหกนต่างงTotaกl bาoรdศyึกจษาากใผหล้ผกลาทร่ีวไมิเค่สรอาะดหค์จละ้อเงหอ็นยไู่2ด3,ว้ 2า่4คด่าังMนC้ันIเมสื่อามพาิจราถรใณชเ้าปถ็ นึงตวั
สวกว่ันจิ นใานใรหกจญณลาบแมุ่่เกปล่งผ์ขชน็ะทู้ ้อ้ีเเ่ีมบพมSีล้ือูลศpักงiทหnษตจ่ัญวeณนา้)ไงิกปขะมมผขอาMลาองกใกภCงกชากาIวใ้รวล่าแนทะเุต่มกพดกกตาศสรตรัวะชอา่วอดาบงนิยยูกกสิจ่เาพันกมฉงรือพม(ยัุนตบตบโไาิดฐ3วรดาย่าาสเ้นวเทงราทธิเ่าหก่ือีี่ ี่Cย(6งร7วเ)ับh1พภiต-ศราsาวาqแแยะuลหaตกะrนอ่รeอะ่งd2าดT5ยพูกoุ บพtaวรlาุ่นตไMคfสดeา่รทCmา้ดพว่ีไมIกีจu)าดาวrวรรจจ้่าินาแถึงาคมลิจกอปวิเะฉตากาฏัยจอSมาิเเรวสpรหบิเนi์จธนคn้ือาาสeารงกคขตามไภ่าะอ้นดมาหBงส้ตพ์ไMาcิฐถดมoาD่า้วาrนย่าtรทeรกวถงัx้า่งาั ใสงรช3พีไใ้ดชดตาูล้ภน้ากักแาอษลพหร่าณาถนวม่าะอ่งายคีกท(รวTนัง้ังาoสยัม3tีพหaพคlานร่าbน่ึุนงo(อคPdขรyือMอา,ภงมIT,าาMocวใtoะนaIrlกแกtfลรeาeะะxรmดuูกr
ราย) และเพศหญิงมีอายเุ ฉลีย่ สูงกว่าเพศชาย แตเ่ รื่องเพศและอายุ
ของกลุ่มตัวอย่างไม่มีผลต่อต�ำแหน่งกระดูกสะโพกหัก โดยเห็นได้ สรปุ ด้วยข้อจ�ำกัดของงานศึกษาช้ินน้ี การตรวจคัดกรองภาวะ
จากข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างทุกคนมีการหักที่กระดูกสะโพก เม่ือ
แบง่ ตามต�ำแหนง่ ตา่ งๆ จะเหน็ ว่ามคี ่าใกลเ้ คียงกนั ทงั้ 4 ตำ� แหนง่ กระดกู พรุนด้วยภาพถ่ายรงั สีพานอรามาสามารถใชค้ า่ MCI ในการ
เน่ืองจากการเก็บข้อมูลจากโครงการการรักษากระดูก ตรวจวนิ ิจฉยั คดั กรองเบือ้ งต้นถงึ ภาวะกระดูกพรนุ ได้ ส่วนคา่ PMI
สะโพกหักในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนอย่างบูรณาการเพื่อป้องกัน และ MI ยังไม่สามารถใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นถึงภาวะกระดูก
กระดูกหักซ�้ำนี้ มีกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับตรวจความหนาแน่นมวล พรุนได้ ดังน้ันจึงควรมีการตรวจร่วมกับวิธีการอื่นๆ และแพทย์
กระดกู 2 ตำ� แหนง่ จ�ำนวน 33 รายและ 3 ต�ำแหนง่ จำ� นวน 63 ราย ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการวินิจฉัยท่ีถูกต้องแม่นย�ำต่อไป โดยมีข้อเสนอ
แล้วจึงน�ำค่าท่ีต�่ำที่สุดมาวินิจฉัยเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน ท�ำให้ แนะว่า กลุ่มตัวอย่างในงานศึกษาน้ีเป็นกลุ่มท่ีมีภาวะกระดูกบาง
กลมุ่ ตวั อยา่ งสว่ นใหญ่ (ร้อยละ92.70) ถูกจัดเปน็ ผปู้ ว่ ยกระดกู บาง หรือกระดกู พรุน มเี พยี งส่วนนอ้ ยที่เป็นปกติ ซง่ึ อาจมีส่วนท�ำให้ไม่
และกระดูกพรุน แต่ถ้ากลุ่มตัวอย่างได้รับการตรวจครบท้ัง สามารถวิเคราะห์พบความแตกต่างของภาวะกระดูกพรุนในกลุ่ม
3 ต�ำแหน่งทุกคน คาดว่าอาจจะมีภาวะกระดูกบางและกระดูก ตัวอย่างท่ีมีค่าพารามิเตอร์จากภาพถ่ายรังสีพานอรามาแตกต่าง
พรุนเพ่ิมข้ึนได้อีก จากแนวโน้มการเพิ่มสูงข้ึนของการเกิดโรค กัน ดังน้ันจึงควรเพิ่มกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นปกติให้มากขึ้น รวมถึง
กระดกู พรุนของประชากรในประเทศไทย4 ท�ำการตรวจค่าความหนาแน่นมวลกระดูกให้ครบท้ัง 3 ต�ำแหน่ง
การศึกษาความสัมพันธข์ องคา่ PMI และคา่ MI กบั ค่าความ เพ่อื ข้อมูลทช่ี ัดเจนมากขน้ึ
หนาแนน่ มวลกระดูกพบวา่ ทั้งค่า PMI และ MI ไม่มีความสัมพันธ์
กบั คา่ ความหนาแนน่ มวลกระดกู อยา่ งมนี ยั สำ� คญั (p-value>0.05)
วารสารกรมการแพทย์
กติ ตกิ รรมประกาศ กระดูกสะโพกหักในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนอย่างบูรณาการเพื่อ
ป้องกันกระดูกหักซ�้ำที่ให้ความสนับสนุนและช่วยเหลือในการท�ำ
งานศึกษาน้ีได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเงินบ�ำรุง วิจัยครั้งน้ี และขอขอบคุณทันตแพทย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์และเจ้า
ประจ�ำปีงบประมาณ 2561 โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ หน้าท่ีของกลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลเลิดสินทุกท่านที่ช่วย
กระทรวงสาธารณสุข ผู้ศึกษาขอขอบคุณ นายแพทย์สมพงษ์ เตรียมแฟ้มข้อมูล ถ่ายภาพรังสี เก็บข้อมูล ตลอดจนร่วมดูแล
ตนั จรยิ ภรณ์ ผอู้ ำ� นวยการโรงพยาบาลเลดิ สนิ กลมุ่ งานออรโ์ ธปดิ กิ ส์ แนะนำ� ผ้ปู ่วยและญาติผู้ปว่ ยเปน็ อยา่ งดี
กลุ่มงานสนับสนุนวิชาการ กลุ่มงานรังสีวิทยา คณะกรรมการ
จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และคณะกรรมการโครงการการรักษา
References 111
1. สถาบนั วจิ ยั ประชากรและสงั คม มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, สารประชากร มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, ปที ี่ 28 มกราคม 2562.
2. Limpaphayom KK, Taechakraichana N, Jaisamram U. Prevalence of osteopenia and osteoporosis in Thai women.Menopause 2001;
8: 65–9.
3. Pongchaiyakul C, Apinyanurag C, Soonthapa S. Prevalence of osteoporosis in Thai men. J Med Assoc Thai 2006; 89: 160 –9.
4. Pongchaiyakul C, Songpattanasilp T, Taechakraichana N, Burden of osteoporosis in Thailand. J Med Assoc Thai 2008; 91: 261-7.
5. Bollen Am, Taguchi A, Hujoel PP, Hollender LG. Case control study on self-reported osteoporotic fractures and mandibular
cortical bone. Oral Surg Oral Med Oral Pathol Oral Radiol Endod 2000; 90: 518-24.
6. Horner K, Devlin H. Clinic bone densitometric study of mandibular atrophy using dental panoramic tomography. J Dent 1992; 20: 30-7.
7. Law AN, Bollen Am, Chen Sk. Detecting osteoporosis using dental radiographs: a comparison of four methods. J Am Dent Assoc 1996;
127: 1734-42.
8. Benson BW, Prihoda TJ, Glass BJ. Variations in adult cortical bone mass as measured by a panoramic measured by a panoramic
predictors of a panoramic mandibular index. Oral Surg Oral Med Oral Pathol 1991; 71: 349-56.
9. Dutra V, Yang J, Devlin H, Susin C. Radiomorphometric indices and their relation to gender, age, and dental status. Oral Surg Oral
Med Oral pathol Oral Radiol Endod 2005; 99: 479-84.
10. YÜzÜgÜllÜ B, Gulsahi A, Imirzalioglu P. Radiomorphometric indices and their relation to alveolar bone loss in completely edentulous
Turkish patients: a retrospective study. J Prosthet Dent 2009; 101: 160-5.
1 1. Devlin H, Horner K. Mandibular radiomorphometric indices in the diagnosis of reduced skeletal bone mineral density. Osteoporos
Int 2002; 13: 373-8.
12. Devlin H, Karayianni K, Mitsea A, Jacobs R, Lindh C, Vander Stelt P, et al. Diagnosing osteoporosis by using dental panoramic
radiographs: the OSTEODENT project. Oral Surg Oral Med Oral Pathol Oral Radiol Endod 2007; 104: 821-8.
13. Taguchi A, Suei Y, Ohtsuka M, oyani K, Tanimoto K, ohtaki M. Usetulness of panoramic radiography in the diagnosis of pastmenopausal
osteoporosis in women. Width and morphology of inferior cortex of the mandible. Dentomaxillofac Radiol 1996; 25: 263-7.
1 4. Klemetti E, Kolmakow S. Morphology of the mandibular cortex on panoramic radiographs as an indicator of bone quality.
Dentomaxillofac Radiol 1997; 26: 22-5.
15. Nakamoto T, Taguchi A, Ohtsuka M, Suei Y, Fujita M, Tanimoto K, et al. Dental panoramic radiograph as a tool to detect
postmenopausal women with low bone mineral density: untrained general dental practitioners ’ diagnostic performance.
Osteoporus Int 2003; 14: 659-64.
16. White SC, Taguchi A, Kao D, Wu S, Service SK, Yoon D, et al. Clinical and panoramic predictors of femur bone mineral density.
Osteoporus Int 2005; 16: 339-46.
17. Marandi S, Bagherpour A, Imanimoghaddam M, Mr.Hatet, Haghighi AR. Panoramic-Based Mandibular Indieces and
Mineral Density of Femural Neck and Lumbar Vertebrae in Women. Journal of Dentistry 2010; 7: 98-106.
18. Ledgerton D, Horner K, Devlin H, Worthington H. Panoramic mandibular index as a radiomorphometric tool: an assessment of
precision. Dentomaxillofac Radiol 1997; 26: 95-100.
1 9. Klemetti E, Kolmakow S, KrÖger H. Pantomography in assessment of the osteoporosis risk group. Scand J Dent Res 1994; 102: 68-72.
2 0. Valerio CS, Trindade AM, Mazzieiro ET. Use of digital panoramic radiography as an auxiliary means of low bone mineral density
detection in post-menopausal women. Dentomaxillofacial Radiology 2013; 42: 1-6.
21. Bajoria AA, Asha ML, Kamath G. Evaluation of Radiomorphometric Indices in Panoramic Radiograph-A Screening Tool. The Open
Dentistry J 2015; 9: 303-10.
2 2. Govindraju P, Chandra P. Radiomorphometric Indices of the Mandible-An Indicator of Osteoporosis. Journal of Clinical and
Diagnostic Research 2014; 8: 195-8.
23. Dagistan S, Bilge OM. Comparison of antegonial index, mental index, panoramic mandibular index and mandibular cortical index
values in the panoramic radiographs of normal males and male patients with osteoporosis. DentomaxillofacialRadiology 2010; 39:
290-4.
24. Gulsahi A, Paksoy CS, Ozden S. Assessment of bone mineral density in the jaws and its relationship to radiomorphometric indices.
Dento
ปที ี่ 44 ฉบบั ที่ 6 ประจ�ำเดือนพฤศจกิ ายน-ธันวาคม 2562
การแกไ้ ขฟนั สบไขว้ และการจดั การชอ่ งวา่ งดว้ ยเครอ่ื งมอื จดั ฟนั
ชนดิ ถอดได้ : รายงานผปู้ ว่ ย 1 ราย
• กองกาญจน์ พรสงู ส่ง ท.บ., วท.ม.
กลุ่มงานทนั ตกรรม สถาบนั สขุ ภาพเดก็ แห่งชาตมิ หาราชนิ ี แขวงทงุ่ พญาไท เขตราชเทวี กรงุ เทพมหานคร 10400
Interceptive Correction of Crossbite and Space Management with
Removable Appliances: A Case Report
• Pornsoongsong K
Dental Department, Queen Sirikit National Institute of Child Health, Thung Phyathai, Ratchathewi, Bangkok, 10400
(E-mail: [email protected])
(Received: April 30, 2019; Revised: May 23, 2019; Accepted: November 19, 2019)
บทนำ� เรซิน7 การใส่เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ร่วมกับสปริงหรือสกรู8
ทันตกรรมจัดฟันเชิงแก้ไข (Interceptive orthodontics) หรือการใสเ่ ครอื่ งมอื จัดฟันชนิดตดิ แนน่ 9-10
เป็นการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันเบื้องต้นเม่ือมีภาวะการสบฟัน ฟันหลังสบไขว้เป็นความผิดของการสบฟันในแนวขวาง
ผิดปกติเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่พบในระยะฟันชุดผสม (transverse) โดยทั่วไปจะพบในลกั ษณะฟันบนเคลอื่ นไปทางด้าน
เพื่อก�ำจัดสาเหตุ ลดความรุนแรงของความผิดปกติ1 ท�ำให้มีการ ลน้ิ และฟันลา่ งคสู่ บเคล่อื นไปทางด้านแกม้ ฟันหลงั สบไขว้สามารถ
ปรับตัวของการสบฟันให้เป็นปกติได้ด้วยตัวเอง หากปล่อยความ พบไดต้ ง้ั แต่ 1 ซีจ่ นถงึ ฟนั หลงั ทกุ ซ่ี จำ� นวนฟันทส่ี บไขว้สามารถบง่
ผิดปกติไว้เปน็ เวลานานจะท�ำให้ความผิดปกตริ ุนแรงมากขึ้น ทำ� ให้ บอกถึงความรุนแรงของความผิดปกติได้ ฟันสบไขว้ 1-2 ซี่จะมี
ต้องใช้วิธีการแก้ไขท่ียุ่งยากมากข้ึน ความผิดปกติของการสบฟันที่ ความรุนแรงน้อยกว่าฟันท่ีสบไขวจ้ ำ� นวนมาก11 ฟันหลงั สบไขว้ 1-2
112 สามารถได้รับการแก้ไขตั้งแต่ระยะเร่ิมต้น ได้แก่ ฟันสบไขว้ ซี่มักเป็นความผิดปกติของฟัน ซ่ึงอาจเป็นผลมาจากลักษณะการ
ฟันซ้อน ฟันห่าง การสบฟันผิดปกติจากการมีนิสัยที่ผิดปกติ ขึ้นของฟันท่ีผิดไป ท�ำให้การสบฟันติดอยู่ในต�ำแหน่งท่ีจะน�ำไปสู่
เช่น ดูดนิ้ว ดูดจุกหลอกที่นานเกินปกติ การสูญเสียช่องว่าง การสบฟันแบบสบไขว้2 การสบไขว้ท่ีมีสาเหตุมาจากฟันแนะน�ำให้
เน่ืองจากการสูญเสียฟันน�้ำนมก่อนก�ำหนด เป็นต้น การให้การ แก้ไขในชุดฟันผสม เนื่องจากเป็นการก�ำจัดการเกิดการเล่ือนไถล
รักษาทางทันตกรรมจัดฟันเชิงแก้ไขจะข้ึนอยู่กับลักษณะของความ ของขากรรไกรขณะท�ำหนา้ ท่ี (functional shift) เพอื่ ป้องกันการ
ผดิ ปกตทิ ่ีเกิดขึ้น ในทนี่ จ้ี ะกลา่ วถึง ฟนั สบไขว้ และการสญู เสียช่อง เกิดความอสมมาตรของฟันและกระดูกเบ้าฟัน ฟันสบไขว้ที่ได้รับ
ว่างในกรณีที่มีการสญู เสียฟนั น้�ำนมไปกอ่ นเวลาอันควร การแก้ไขในชุดฟันน�้ำนมและชุดฟันผสมพบว่าฟันกรามน้อยและ
ฟนั สบไขวจ้ ำ� แนกตามต�ำแหน่งของฟนั ไดเ้ ปน็ 2 ชนิด ไดแ้ ก่ ฟันกรามจะสามารถขึ้นสู่ช่องปากในต�ำแหน่งท่ีมีความสัมพันธ์เป็น
ฟันหน้าสบไขว้ (anterior crossbite) และฟันหลังสบไขว้ ปกติ11 การแก้ไขฟันหลังสบไขว้เฉพาะต�ำแหน่งสามารถท�ำได้โดย
(posterior crossbite) ฟนั หนา้ สบไขว้เป็นการสบฟันผดิ ปกติ ทีม่ ี การดงึ ยางแก้ไขเฉพาะซ่ที ส่ี บไขว1้ 2 หรอื การใส่เครอื่ งมือจดั ฟนั ชนดิ
ฟันหน้าบนสบอยู่ทางด้านลิ้นต่อฟนั หน้าล่าง ซงึ่ อาจเกิดกบั ฟนั 1 ซี่ ถอดไดร้ ่วมกบั สกรูหรือสปริง13
หรอื มากกวา่ การเกดิ ฟันหน้าสบไขวท้ มี่ สี าเหตุมาจากฟนั เกิดจาก การสูญเสียฟันน้�ำนมก่อนก�ำหนดท�ำให้เกิดการสูญเสียช่อง
การเอยี งตัวของฟันหน้าบน และ/หรือฟนั หนา้ ลา่ งในแนวหนา้ หลงั ว่าง อันเนื่องมาจากฟันข้างเคียงเคล่ือนท่ีเข้าสู่ช่องว่าง โดยเฉพาะ
ผิดปกติ โดยที่ฟันหน้าบนเอียงไปทางเพดานปาก และ/หรือฟัน อยา่ งยิ่งในการสญู เสียฟันกรามน�้ำนมซ่ที ี่ 2 ก่อนฟนั กรามแท้ซ่ที ่ี 1
หน้าล่างเอียงไปทางริมฝีปากมากกว่าปกติ อันเนื่องมาจากมี ข้ึนสู่ช่องปาก14-15 ท�ำให้ฟันแท้ที่อยู่ด้านล่างไม่สามารถขึ้นได้
ทิศทางการข้ึนท่ีผิดปกติ หรือเกิดการได้รับภยันตรายต่อฟันน้�ำนม เน่ืองจากมีช่องว่างไม่เพียงพอ จึงเกิดการซ้อนเก หรือเกิดเป็นฟัน
ทำ� ให้หน่อฟันแทเ้ คลอ่ื นที่ ฟันน�้ำนมหลดุ ช้ากวา่ ปกติ หรือมฟี ันเกนิ คุดหรือฟันฝัง16 การแก้ไขการสูญเสียช่องว่างสามารถท�ำได้ด้วย
ที่อยู่ในต�ำแหน่งทางด้านริมฝีปาก2 ซ่ึงผลเสียท่ีอาจเกิดข้ึนตามมา การขยายช่องว่าง ซ่ึงเครื่องมือท่ีใช้ในการขยายช่องว่างมีทั้งชนิด
จากฟันหน้าสบไขว้ผิดปกติ ได้แก่ ฟันหน้าบนสึก เกิดการ ติดแน่น และชนิดถอดได้2,17-18 เพื่อให้มีเน้ือที่ของสันเหงือกเพียง
สบกระแทกท่ีผิดปกติส่งผลให้เกิดฟันหน้าล่างโยกและเหงือกร่น พอให้ฟนั แทส้ ามารถขนึ้ ไดใ้ นตำ� แหนง่ ที่เหมาะสม
รวมทั้งการเจริญของกระดูกขากรรไกรที่ผิดปกติ3 ดังน้ันเพื่อ การตรวจพบความผิดปกติในการสบฟันต้ังแต่เร่ิมต้น และ
ป้องกันการเกิดความผิดปกติเหล่าน้ี จึงควรรักษาตั้งแต่ในระยะ การให้การรักษาทันตกรรมจัดฟันเชิงแก้ไขท่ีเหมาะสมต้ังแต่แรก
แรกเร่ิมท่ีตรวจพบ การแก้ไขฟันหน้าสบไขว้ท�ำได้หลายวิธี ได้แก่ เรม่ิ ในชดุ ฟันผสมจะช่วยปอ้ งกันการเกดิ การสบฟันผดิ ปกติ หรือลด
การใช้ไม้ไอศกรีม4 การท�ำครอบฟันเหล็กไร้สนิมกลับด้าน5 การใช้ ความรุนแรงของความผิดปกติในชุดฟนั แท้ได1้ 9 ส�ำหรับผปู้ ่วยรายนี้
พื้นเอียงอะคริลิกในขากรรไกรล่าง6 การใช้พื้นเอียงคอมโพสิต มคี วามผิดปกติในการสบฟันหลายชนิด ได้แก่การสบฟันไขว้เฉพาะ
วารสารกรมการแพทย์
ต�ำแหน่งทั้งในฟันหน้าและฟันหลัง ร่วมกับมีการสูญเสียช่องว่าง กำ� หนด และพบว่ามีการสูญเสียชอ่ งว่างส�ำหรับฟนั ซี่ 15
ส�ำหรบั ฟันแท้ เน่ืองจากมีการสญู เสียฟันกรามนำ�้ นมซี่ที่ 2 ไปกอ่ น - ฟนั ซ่ี 16 มลี กั ษณะสบไขวต้ ่อฟนั ซ่ี 46 และมกี ารเคลอ่ื น
ก�ำหนด รวมท้งั มกี ารสญู เสยี ฟันหนา้ แท้ซ่ี 21 ผูป้ ว่ ยได้รับการรกั ษา
ทางทันตกรรมเชิงแก้ไข เพ่ือแก้ไขความผิดปกติของการสบฟัน มาทางดา้ นใกลก้ ลาง ซงึ่ เปน็ สาเหตใุ หส้ ญู เสยี ชอ่ งวา่ งสำ� หรบั ฟนั ซี่ 15
ดังกล่าวตั้งแต่ชุดฟันผสมและได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง - ความสัมพันธ์ของฟันกรามแท้ซี่ท่ี 1 ด้านขวามีการสบ
จนถงึ ชดุ ฟันแท้ โดยใชเ้ คร่ืองมอื จัดฟันชนดิ ถอดได้ร่วมกับสกรูและ
สปริง เมื่อความผิดปกติของการสบฟันได้รับการแก้ไขเรียบร้อย ฟนั แบบแองเกลิ ประเภทที่ 2 (Angle Class II) และด้านซ้ายการ
แลว้ จงึ ใส่ฟันเทียมทดแทนฟนั หนา้ ซ่ี 21 แก่ผู้ปว่ ย สบฟนั แบบแองเกลิ ประเภทที่ 1 (Angle Class I)
รายงานผปู้ ว่ ย ลักษณะรูปร่างใบหนา้ (รปู ท่ี2)
- ใบหนา้ ด้านตรง มลี กั ษณะสมมาตร และใบหนา้ ดา้ นขา้ ง
ผ้ปู ว่ ยหญงิ ไทยอายุ 8 ปี 8 เดือน ไดร้ บั การส่งตอ่ มาเพ่ือใส่ มลี กั ษณะตรง (straight profile)
ฟันซ่ี 21 และดูแลผู้ป่วยต่อเน่ืองตามความเหมาะสม ผู้ป่วยมี
สขุ ภาพแขง็ แรงดี ไม่มโี รคประจ�ำตัว ไม่มีประวตั แิ พย้ า
ประวัติทางทนั ตกรรม รปู ท่ี 2 ก. ลกั ษณะใบหนา้ ดา้ นตรง ข. ลักษณะใบหนา้ ดา้ นขา้ ง 113
ผู้ป่วยเคยได้รับการรักษาทางทันตกรรม ได้แก่ ถอนฟัน การวนิ ิจฉัย
ครอบฟันเหล็กไร้สนิม อุดฟัน และเคลือบหลุมร่องฟัน นอกจากน้ี - ฟันหนา้ สบไขว้ ไดแ้ ก่ ฟันซี่ 22 สบไขว้ตอ่ ฟนั ซ่ี 32
ผู้ป่วยเคยได้รับอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อฟันซี่ 21 และได้รับการ - ฟันหลังสบไขว้ ไดแ้ ก่ ฟันซี่ 16 สบไขวต้ ่อฟนั ซ่ี 46
ติดตามผลการสร้างรากฟันของฟันซี่ 21 อย่างต่อเน่ืองจาก - สนั เหงอื กบริเวณฟนั ซ่ี 55 สญู เสียช่องว่างสำ� หรับฟันแท้
ทันตแพทย์ท่านเดมิ พบวา่ รากฟนั ของซ่ี 21 ไม่สามารถสร้างรากได้ - ฟนั ซ่ี 21 สนั เหงือกว่าง
ตามปกติ มีการสร้างรากฟันเพียง 1 ใน 3 ของความยาวรากฟัน
ปกตใิ นช่วงระยะเวลา 3 ปที ตี่ ิดตามผล ซึง่ เม่ือเปรียบเทยี บกบั ฟันซี่
11 พบว่ามีการสร้างรากฟันตามปกติ และปลายรากฟันสร้างใกล้
เสร็จสมบูรณ์ ส�ำหรับฟันซี่ 21 เดิมมีลักษณะบิดและโยกเล็กน้อย
ผู้ปว่ ยรสู้ ึกวา่ ฟนั เหยนิ จงึ ไดว้ างแผนถอนฟันซี่ 21 และใสฟ่ ันเทียม
ทดแทน หลงั จากนน้ั ผปู้ ่วยได้รบั การถอนฟนั ซ่ี 21
การตรวจทางคลินกิ แผนการรักษา
ลักษณะภายในชอ่ งปาก (รปู ท1ี่ ) เนือ่ งจากผปู้ ว่ ยมกี ารสูญเสยี ฟันหนา้ แท้บนซี่ 21 แตจ่ ากการ
รูปท่ี 1 ลกั ษณะภายในชอ่ งปาก
- ฟันอยูใ่ นระยะชดุ ฟันผสม จ�ำนวน 22 ซ่ี ไดแ้ ก่ ฟันน�้ำนม ตรวจในช่องปากพบว่าผู้ป่วยมีการสบฟันท่ีผิดปกติร่วมด้วย ได้แก่
10 ซ่ี ดงั นี้ 53, 54, 63, 65, 73, 74, 75, 83, 84, 85 และฟันแท้ มีฟันสบไขว้ทั้งฟันหน้าและฟันหลัง รวมท้ังมีการสูญเสียช่องว่าง
12 ซ่ี ดังนี้ 11, 12, 16, 22, 24, 26, 31, 32, 36, 41, 42, 46 สำ� หรบั ฟนั แทเ้ นอ่ื งจากฟนั นำ�้ นมถกู ถอนไปกอ่ นกำ� หนด จงึ วางแผน
การรักษาทางทันตกรรมเชิงแกไ้ ขกอ่ นใสฟ่ นั เทียมใหแ้ กผ่ ้ปู ว่ ย ดงั นี้
- ไมพ่ บฟันซี่ 21 ในชอ่ งปาก เนอื่ งจากถกู ถอนออก
- ฟนั ซ่ี 22 มลี กั ษณะหมนุ และสบไขวต้ อ่ ฟันซ่ี 32 1. แก้ไขการสบฟันผิดปกติโดยการใช้เครื่องมือจัดฟันชนิด
- ไม่พบฟันซี่ 55 ในชอ่ งปาก เนื่องจากถูกถอนออกไปกอ่ น ถอดได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ข้นั ตอน ดงั นี้
ปีท่ี 44 ฉบบั ท่ี 6 ประจำ� เดอื นพฤศจกิ ายน-ธันวาคม 2562
1.1 แกไ้ ขฟนั หนา้ สบไขวซ้ ี่ 22 และแก้ไขฟันหลังสบไขว้ซี่ 16 กรอลดความสูงบริเวณแผ่นระนาบกัดฟันหลังให้ฟันหน้าบนล่างมี
ออกแบบเครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ช้ินท่ี 1 โดยใส่เครื่อง ระยะห่างกันประมาณ 1 มิลลิเมตร และกรอปรับแต่งให้ฟันล่างมี
มอื ทข่ี ากรรไกรบน มีส่วนประกอบ ดังนี้ จุดสัมผัสบนแผ่นระนาบกัดทุกซี่ สอนวิธีการถอดและใส่เคร่ืองมือ
ตวั ยดึ (Retentive component) แก่ผ้ปู ว่ ย ใหผ้ ้ปู ว่ ยใสเ่ ครื่องมอื ตลอดเวลา รวมท้งั ขณะรับประทาน
- ตะขออดัม (Adams’ clasp) ท่ีฟันซ่ี 16, 26 อาหาร หลังรับประทานอาหารให้ถอดเครื่องมือเพื่อท�ำความ
- ลวดบงั คับฟันดา้ นริมฝีปาก (labial arch) สะอาดทุกครั้ง และให้ท�ำความสะอาดเคร่ืองมือด้วยแปรงสีฟัน
- ใส่ฟันเทียมซ่ี 21 และยาสฟี นั วันละ 2 คร้ัง หลงั แปรงฟนั ตามปกติ ผูป้ ว่ ยสามารถ
ตัวเคล่อื นฟัน (Active component) ถอดใส่เองได้ดี เน้นย�้ำความส�ำคัญของความร่วมมือในการใส่
- สปริงคูด่ ีด (double cantilever spring) ทด่ี ้านล้นิ ของ เครื่องมือตอ่ ผลสำ� เร็จของการรักษา
ฟันซี่ 22 3. นัดผู้ป่วยกลับมาตรวจหลังใส่เคร่ืองมือ 1 เดือน ผู้ป่วย
- สกรขู ยายทางเดียว (distal screw) บริเวณด้านลิ้นของ รว่ มมือในการใส่เคร่อื งมอื ดีมาก ตรวจพบฟันซ่ี 22 เรม่ิ เคลือ่ นออก
ฟันซี่ 16 วางสกรูใหม้ ที ิศทางการเคลื่อนฟนั ออกไปทางดา้ นแก้ม มาทางด้านริมฝปี ากเล็กนอ้ ย ไดป้ รับสปริงท่ตี ำ� แหนง่ ฟนั ซี่ 22 และ
- แผน่ ระนาบกดั ฟนั หลัง (posterior raise bite) ให้ผู้ป่วยท�ำการไขสกรูบริเวณซี่ 16 เพิ่ม สอนการไขสกรูให้แก่ผู้
1.2 เพิม่ เน้อื ทสี่ �ำหรับฟนั ซ่ี 15 โดยการเคล่อื นฟันซี่ 16 ไป ปกครองและผู้ป่วย รวมท้ังให้ฝึกปฏิบัติ โดยให้ไขสกรูในทิศทาง
ทางด้านไกลกลาง ตามลูกศร ครงั้ ละ 1 รอบ ทุก 7 วนั และนัดผูป้ ว่ ยมาปรบั เคร่ืองมือ
ออกแบบเคร่ืองมือจัดฟันชนิดถอดได้ช้ินที่ 2 โดยใส่เคร่ือง ทกุ 1 เดือน
มอื ที่ขากรรไกรบน มสี ว่ นประกอบ ดังน้ี 4. ในการนัดปรับเคร่ืองมือ จะท�ำการตรวจสภาพและความ
ตวั ยึด สะอาดของเครื่องมือ ตรวจจ�ำนวนรอบของการไขเครื่องมือ ตรวจ
- ตะขออดัม ที่ฟนั ซี่ 16, 26 สภาวะของเหงอื กและฟัน ตรวจดกู ารเคลอื่ นของฟัน ตรวจภายใน
- ลวดบงั คบั ฟนั ด้านริมฝีปาก ช่องปากขณะที่ใส่เครื่องมือ เนื่องจากฟันของผู้ป่วยอยู่ในระยะชุด
- ใสฟ่ นั เทยี มซี่ 21 ฟันผสม และอย่ใู นชว่ งทม่ี ีการหลดุ ของฟันนำ้� นม และมีการขน้ึ ของ
ตัวเคลือ่ นฟนั ฟันแท้หลายซ่ี ดังนน้ั ต้องตรวจในขณะทีใ่ สเ่ ครื่องมือ เพ่ือดวู า่ มสี ่วน
- สกรูขยายทางเดียว บริเวณด้านล้ินของฟันซ่ี 16 วาง ใดของเครื่องมือขัดขวางการขึ้นของฟันแท้ที่ก�ำลังข้ึนสู่ช่องปาก
สกรใู ห้มีทศิ ทางการเคลอ่ื นฟันออกไปทางด้านไกลกลาง หรือไม่ และท�ำการแก้ไขส่ิงที่ขัดขวางการข้ึนของฟันแท้น้ัน และ
- แผน่ ระนาบกัดฟันหลัง ให้การรักษาโดยการปรับสปริง ไขสกรู และกรอปรับแผ่นระนาบ
114 2. เม่ือแก้ไขการสบฟันผิดปกติเรียบร้อยแล้ว พิจารณาใส่ กัด และสว่ นท่ีขดั ขวางการขนึ้ ของฟนั แท้ตามความเหมาะสม
ฟันเทยี มซี่ 21 เพื่อความสวยงาม และเปน็ การป้องกันฟันข้างเคียง 5. ตามท่ีนัดผู้ป่วยมาปรับเครื่องมือทุก 1 เดือน และได้
ล้มเขา้ สชู่ อ่ งวา่ ง โดยออกแบบเปน็ ฟนั ปลอมชนดิ ถอดได้ เนือ่ งจาก ทำ� การปรับสปรงิ ทต่ี ำ� แหนง่ ฟันซ่ี 22 พบว่าหลังจากการปรบั สปรงิ
ผู้ป่วยอยู่ในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่ยังคงมีการเจริญเติบโต ดังน้ัน 1-2 เดือนฟันหน้าซี่ 22 ท่ีสบไขว้ ได้เคล่ือนออกมาทางด้านริม
สภาวะกระดูกและฟันยังไม่คงที่ อาจมีการเปล่ียนแปลงได้ เมื่อ ฝีปากมากข้ึน และมีการสบเป็นปกติในระยะเวลา 5 เดือน ตรวจ
ผู้ป่วยเจริญเติบโตเต็มที่ จึงค่อยพิจารณาท�ำฟันเทียมท่ีเหมาะสม พบมีการสบเหลื่อมแนวราบ 1 มิลลิเมตร และสบเหล่ือมแนวดิ่ง
ตอ่ ไป เทา่ กบั 1/3 ของความสงู ของฟันหนา้ ล่าง(รปู ที่4) รูปท่ี 4 ระหว่าง
3. ตดิ ตามผลการรักษาทกุ 6 เดือน การรกั ษา 5 เดอื น
6. จากทใ่ี หผ้ ปู้ ว่ ยไขสกรบู รเิ วณซี่ 16 ครง้ั ละ 1 รอบ ทกุ 7 วนั
การรกั ษา เพื่อแกไ้ ขฟนั ซี่ 16 สบไขว้ พบวา่ ชว่ งเดือนแรกมปี ญั หาเก่ียวกับการ
1. พิมพ์ปากเพ่ือท�ำแบบจ�ำลองศึกษา และแบบจ�ำลองใช้ ไขสกรู คือผู้ป่วยไขสกรูผิดทศิ ทาง จงึ สอนวิธกี ารไขสกรูใหมแ่ ละให้
งานเพื่อท�ำเครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ช้ินที่ 1 เพื่อแก้ไขฟันหน้า ฝึกท�ำให้ถูกต้อง ผู้ป่วยเข้าใจและสามารถท�ำได้ หลังจากท่ีผู้ป่วย
สบไขว้ซ่ี 22 และฟนั หลังสบไขว้ซี่ 16 โดยมแี ผน่ ระนาบกัดฟนั หลงั สามารถไขสกรไู ดถ้ กู ต้องและตอ่ เนอื่ ง พบว่าฟนั ซี่ 16 มกี ารเคล่ือน
สปริง และสกรู ตามแผนการรักษาในการออกแบบเครื่องมือชิ้นท่ี ออกมาทางดา้ นแกม้ มากขน้ึ เมือ่ ผา่ นไปประมาณ 1 ปี พบวา่ ฟนั ซ่ี
1 (รูปท3ี่ ) 16/46 มีการสบปลายฟันชนกัน ให้ผู้ป่วยไขสกรูต่อเนื่อง พบว่า
2. นัดผู้ป่วยมาใส่เคร่ืองมือจัดฟัน ปรับเครื่องมือให้แน่น 6 เดือนตอ่ มามกี ารสบเปน็ ปกติ (รปู ท่ี 5)
รูปท่ี 3 ก. เครอ่ื งมอื จัดฟนั ชนดิ ถอดได้ชน้ิ ที่ 1 ข. และ ค.เครอ่ื งมอื จดั ฟันขณะทีใ่ ส่ในช่องปาก
วารสารกรมการแพทย์
รูปท่ี 4 ก. ฟนั หนา้ บนซ่ี 22 สบฟันเปน็ ปกติ ข. ขากรรไกรบน ค. ขากรรไกรลา่ ง
รปู ที่ 5 การสบฟนั ชองฟนั กรามซ่ี 16/46 มกี ารสบเปน็ ปกติ รปู ที่ 7 ลกั ษณะภายในชอ่ งปาก แสดงฟนั ซี่ 15 มชี อ่ งวา่ งเพยี งพอ 115
7. เมอ่ื แกไ้ ขฟนั สบไขวท้ งั้ ฟนั หนา้ และฟนั หลงั เรยี บรอ้ ยแลว้ และเข้าส่แู นวการเรียงของฟันปกติ
ไดต้ รวจสภาพชอ่ งปากพบวา่ ฟนั ซี่ 15 กำ� ลงั ขนึ้ สชู่ อ่ งปาก มลี กั ษณะ 10. เมื่อการสบฟันเป็นปกติแล้ว จึงพิจารณาใส่ฟันเทียมซ่ี
ทเี่ บนออกนอกแนวไปทางดา้ นแก้ม ยังขน้ึ ไมเ่ ต็มซ่ี และชอ่ งวา่ งที่มี 21 โดยออกแบบเป็นฟนั เทยี มชนดิ ถอดได้ และใส่ตะขอสัมผัสฟนั ซี่
อยู่ไม่เพียงพอต่อการขึ้นของฟัน เมื่อวัดขนาดฟันซี่ 15 และ 14 และ 24 ทำ� การพิมพป์ ากเพื่อทำ� ฟันเทยี มใหก้ บั ผ้ปู ่วย และให้
ขนาดช่องว่าง พบว่าขนาดช่องว่างขาดไปประมาณ 3 มิลลิเมตร ผูป้ ว่ ยใส่เครือ่ งมือชิ้นเดมิ เพอ่ื คงสภาพฟันโดยไมต่ ้องไขสกรูเพม่ิ
จึงพิจารณาทำ� เครือ่ งมอื ช้นิ ใหม่ เพอื่ ขยายช่องว่างบริเวณฟนั ซ่ี 15
โดยวธิ ีการถอยฟนั ซ่ี 16 ไปทางดา้ นไกลกลาง ท�ำการพิมพป์ ากเพ่ือ 11. นัดผู้ป่วยกลับมาใน 2 สัปดาห์เพื่อใส่ฟัน ท�ำการใส่ฟัน
ทำ� เครอ่ื งมอื จดั ฟันชนิดถอดได้ชิ้นท่ี 2 โดยมีแผ่นระนาบกัดฟนั หลัง เทียมชนิดถอดได้ให้แก่ผู้ป่วย (รูปท่ี8) กรอปรับแก้ไขให้สามารถ
และสกรูท่ีมีทิศทางการเคลื่อนฟันออกไปทางด้านไกลกลาง ตาม เค้ียวได้เป็นปกติ สอนวิธีการถอดและใส่ฟันเทียม วิธีการใช้งาน
แผนการรักษาในการออกแบบเคร่ืองมือชิ้นท่ี 2 และการท�ำความสะอาดแก่ผู้ป่วย
8. นัดผู้ป่วยมาใส่เคร่ืองมือจัดฟัน ปรับเคร่ืองมือให้แน่น 12. นัดผู้ป่วยกลับมาตรวจภายหลังการใส่ฟันเทียม 1 เดือน
กรอปรับแต่งอะคริลิกบริเวณด้านลิ้นของฟันซี่ 15 ออกเพื่อไม่ให้ พบว่าผู้ป่วยใช้งานฟันปลอมได้ดี สามารถสบฟันได้สนิทขึ้น จาก
ขวางการเคลื่อนทขี่ องฟนั ซ่ี 15 เขา้ สแู่ นวการเรียงของฟัน และกรอ การตรวจในช่องปากพบว่ามีการสบฟันปกติ โดยมีการสบเหลื่อม
ปรบั แตง่ อะครลิ กิ บริเวณด้านบดเคย้ี วและด้านลนิ้ ของฟนั ซ่ี 14, 24 แนวราบ 1.5 มิลลเิ มตร และการสบเหลอ่ื มแนวดิ่ง เทา่ กับ 1/3 ของ
และ 25 เพ่ือให้ฟันสามารถข้ึนสู่ช่องปากได้อย่างอิสระ เนื่องจาก ความสูงของฟนั หน้าล่าง
ฟันซี่ดังกล่าวอยู่ในช่วงก�ำลังข้ึนสู่ช่องปากเพ่ือจะได้ไม่ขัดขวางการ
ขึ้นของฟนั ได้ทบทวนการไขสกรูแก่ผ้ปู ว่ ย ให้ไขสกรูคร้งั ละ 1 รอบ 13. นัดผู้ป่วยมาติดตามผลการรักษา 6 เดือน พบว่าฟัน
ทุก 7 วนั และนดั ผปู้ ่วยมาปรบั เคร่อื งมอื ทุก 1 เดอื น (รปู ท่ี 6)
รปู ท่ี 6 ก. เครือ่ งมอื จดั ฟันชนดิ ถอดไดช้ ิ้นที่ 2 ข. และ ค. เครื่องมือจัดฟันขณะทใี่ สใ่ นชอ่ งปาก
9. ในแต่ละคร้ังท่ีผู้ป่วยมาตามนัดเพื่อปรับเครื่องมือ พบว่า ปลอมอยใู่ นสภาพดี สามารถเคย้ี วได้ปกติ จากการตรวจทางคลนิ กิ
ช่องว่างสำ� หรับซี่ 15 ขยายเพิ่มขึน้ และฟันซ่ี 15 เรม่ิ เคล่ือนเข้าสู่ พบวา่
แนวการเรียงฟันมากขึ้น และเมื่อมีช่องว่างเพียงพอ ฟันซี่น้ีก็
สามารถเคลื่อนทเี่ ขา้ สูแ่ นวการเรียงของฟนั ทเี่ หมาะสมได้ (รปู ท่ี 7) ลกั ษณะรูปร่างใบหน้า (รปู ท่ี 9)
การแกไ้ ขขน้ั ตอนนี้ใชร้ ะยะเวลาประมาณ 12 เดอื น - ใบหน้าด้านตรง มลี กั ษณะสมมาตร และใบหนา้ ด้านขา้ ง
มีลักษณะตรง
ปที ี่ 44 ฉบับที่ 6 ประจ�ำเดอื นพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562
รปู ที่ 8 ก. ฟนั เทียมชนดิ ถอดได ้ ข. และ ค. ฟันเทียมขณะท่ใี สใ่ นชอ่ งปาก
รูปที่ 9 ก. ลกั ษณะใบหนา้ ดา้ นตรง ข. ลกั ษณะใบหนา้ ด้านขา้ ง
ลกั ษณะภายในช่องปาก (รูปที่ 10, 11)
- ฟนั อยใู่ นระยะชดุ ฟนั แท้ จำ� นวน 27 ซี่
- การสบฟันเป็นปกติ มีการสบเหล่ือมแนวราบ 1.5 รูปท่ี 10, 11 ลักษณะภายในช่องปากขณะใสฟ่ ันเทียม
มิลลิเมตร การสบเหลื่อมแนวดิ่งเท่ากับ 1/3 ของความสูงของฟัน
หนา้ ล่าง
116 - ความสัมพันธ์ของฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 ด้านขวาและซ้ายมี การเลือกใช้เคร่ืองมือในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันเชิง
แก้ไขควรพิจารณาถึงความผิดปกติของฟันท่ีจะได้รับการแก้ไข
การสบฟนั แบบแองเกลิ ประเภททสี่ าม 2 มิลลเิ มตร อายขุ องเดก็ และความร่วมมอื ของผูป้ ว่ ย การเลอื กใชเ้ คร่อื งมอื จดั
- ความสัมพันธ์ของเข้ียวด้านขวาและซ้ายมีการสบฟัน ฟันชนิดถอดได้เหมาะสมกับการใช้ส�ำหรับชุดฟันผสม20 และเป็น
เคร่ืองมือท่ีทันตแพทย์ท่ัวไปและทันตแพทย์ส�ำหรับเด็กสามารถใช้
ประเภทท่หี นึ่ง
วจิ ารณ์ ในการรักษาผปู้ ว่ ยทพ่ี บการสบฟนั ท่ีผดิ ปกตติ ง้ั แตแ่ รกเร่ิมได้21 ขอ้ ดี
ของเครอื่ งมอื จดั ฟันชนดิ ถอดได้ คอื เครื่องมือสามารถถอดออกเพ่ือ
ความผิดปกติของการสบฟันที่พบในชุดฟันผสม เม่ือได้รับ ท�ำความสะอาดได้ และในกรณีท่ีมีการสูญเสียฟันหน้าแท้จากการ
การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันเชิงแก้ไขสามารถช่วยให้การสบฟัน เกิดการบาดเจ็บต่อฟัน (trauma) สามารถใช้เครื่องมือจัดฟันชนิด
ท่ีผิดปกติดีขึน้ ได1้ 9 เนือ่ งจากการแก้ไขความผดิ ปกติของการสบฟนั ถอดไดร้ ่วมกบั การใสซ่ ฟ่ี นั เทยี มเพอื่ รกั ษาชอ่ งว่าง และปอ้ งกนั การ
ตั้งแต่แรกเร่ิมในชุดฟันผสมจะช่วยก�ำจัด หรือลดความรุนแรงของ เบ่ียงเบนของแนวกลาง รวมท้ังเพื่อความสวยงามของผู้ป่วยได้20
การเกิดความผิดปกติในการสบฟัน ท�ำให้เกิดการเปล่ียนแปลงไป แต่เครื่องมือชนิดน้ีก็มีข้อจ�ำกัดท่ีต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วย
ในทางที่ดีข้ึน ช่วยลดความยุ่งยากในการรักษาทางทันตกรรมที่ ในการใส่เครื่องมือและไขสกรูการรักษาจึงจะประสบความส�ำเร็จ
อาจจะเกิดข้ึนตามมาได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยมีความเชื่อม่ัน ส�ำหรับผู้ป่วยรายนี้เลือกใช้เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ เน่ืองจาก
ตนเอง และผู้ปกครองมีความพึงพอใจ1 ผลการรักษาทางทันต เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สามารถแก้ไขฟันสบไขว้ได้
กรรมเชงิ แก้ไขสำ� หรับผู้ป่วยรายน้มี ีผลการรกั ษาท่ีดี แม้วา่ ก่อนการ สำ� เร็จ8,22,23 และเป็นเครื่องมือทใ่ี ช้ขยายช่องว่างได้อย่างเหมาะสม2
รักษาผู้ป่วยมีการสบฟันผิดปกติหลายประเภทในช่องปาก ทั้งฟัน รวมทงั้ ผ้ปู ่วยได้มีการสญู เสยี ฟันหนา้ ซี่ 21 รว่ มด้วย ซึง่ การเลอื กใช้
หน้าสบไขว้ ฟันหลังสบไขว้ และมีช่องว่างท่ีไม่เพียงพอต่อการขึ้น เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้สามารถเติมฟันหน้าได้ง่ายและ
ของฟันแท้ เม่ือได้รับการรักษาแล้วก็สามารถแก้ไขความผิดปกติ สวยงาม และในการประเมินความร่วมมือของผู้ป่วยก็พบว่าผู้ป่วย
ดังกล่าวได้ทั้งหมด โดยไม่จ�ำเป็นต้องจัดฟันชนิดติดแน่นเพิ่มเติม สามารถใหค้ วามรว่ มมอื ในการใสเ่ ครือ่ งมือไดด้ มี าก
เนื่องจากผู้ป่วยให้ความร่วมมือได้ดี และได้รับการรักษาในช่วง ถึงแม้ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของการสบฟันหลายประเภท
เวลาท่ีเหมาะสมคือ ให้การรักษาตั้งแต่ระยะแรกเร่ิมในชุดฟันผสม ในชอ่ งปาก ผลการรักษากเ็ ป็นทีน่ ่าพึงพอใจ การรักษาของผ้ปู ่วยใช้
และดูแลต่อเนื่องจนถึงชุดฟันถาวร พบว่าผู้ป่วยมีการเรียงตัวของ เคร่อื งมอื จัดฟนั ชนิดถอดได้ 2 ช้ินในการแก้ไขความผิดปกตใิ นการ
ฟันและการสบฟนั เปน็ ปกติ สามารถเคีย้ วอาหารไดด้ ี มคี วามมนั่ ใจ สบฟนั เครื่องมอื ช้ินที่ 1 ออกแบบเพื่อแก้ไขฟนั หนา้ สบไขว้ โดยใส่
ในการพูดและการยมิ้ มากขน้ึ ผูป้ กครองและผปู้ ่วยมีความพึงพอใจ สปริงเพ่ือดันฟันซ่ี 22 และแก้ไขฟันหลังสบไขว้โดยใส่สกรูเพื่อ
ในผลการรักษา เคลอ่ื นฟันซี่ 16 ไปทางด้านแก้ม ซึง่ ฟันหนา้ สบไขว้ซ่ี 22 ได้รบั การ
วารสารกรมการแพทย์
แก้ไขเสร็จสิ้นก่อน ในระยะเวลา 5 เดือน ซ่ึงใช้เวลาในการรักษา จัดฟนั ชนดิ ถอดได้ ผูป้ ว่ ยมอี าการเหงอื กอักเสบเพิ่มมากข้นึ ซงึ่ เม่ือ 117
เท่ากับกรณีศึกษาของ Beycan22 ที่ท�ำการแก้ไขฟันหน้าสบไขว้ ได้รับการดูแลอนามัยช่องปากซ�้ำหลังจากการใส่เคร่ืองมือ สภาวะ
หน่ึงซ่ีโดยใช้เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ร่วมกับสปริงในชุดฟัน ของเหงือกอักเสบมีอาการดีข้ึน23 เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยรายน้ีท่ีพบ
ถาวร จากน้ันให้ผู้ป่วยใส่เคร่ืองมือชิ้นเดิมต่อไปเพ่ือแก้ฟันหลัง ว่าเม่ือรักษาไประยะหน่ึงผู้ป่วยมีอาการเหงือกอักเสบ ขอบเหงือก
ซี่ 16 สบไขว้ ซ่ึงการใส่เคร่ืองมือชิ้นเดิมน้ีสามารถใช้เป็นการคง ด้านลิ้นที่สัมผัสกับเครื่องมือมีลักษณะอักเสบแดง ท้ังท่ีก่อนเริ่ม
สภาพฟันซี่ 22 ท่ีได้รับการแก้ไขแล้วร่วมด้วย ฟันหลังสบไขว้ใน การรักษาสภาพเหงือกของผู้ป่วยอยู่ในสภาพปกติ จึงอธิบาย
ผู้ป่วยรายนี้ใช้ระยะเวลาในการแก้ไข 18 เดือน ซ่ึงเป็นระยะเวลา สภาวะเหงือกอักเสบให้ผู้ป่วยทราบ และเน้นย�้ำการท�ำความ
ที่มากกว่ากรณีศึกษาของ Bindayel23 ท่ีแก้ไขฟันหลังสบไขว้ข้าง สะอาดช่องปาก ผู้ป่วยรับทราบและให้ความร่วมมือในการ
เดียวในชุดฟันผสมโดยใช้เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ร่วมกับสกรู ท�ำความสะอาดเป็นอย่างดี หลังจากนั้นพบว่าเหงือกที่อักเสบก็
โดยใช้เวลาเพียง 4 เดือน ซ่ึงระยะเวลาที่ต่างกันนี้อาจเป็นผลจาก หายเป็นปกติ และไมเ่ กิดซ้�ำอกี
ลักษณะของความผดิ ปกตใิ นการสบฟนั สภาวะของฟนั ในช่องปาก
ขณะท่ไี ด้รบั การรักษา การออกแบบเคร่อื งมอื และชนิดของสกรูท่ี เนื่องจากผู้ป่วยมีการสูญเสียฟันหน้าแท้ซี่ 21 จึงวางแผนใส่
มีความแตกต่างกัน ส�ำหรับเครื่องมือช้ินท่ี 2 ออกแบบเพ่ือขยาย ฟนั เทยี มใหแ้ กผ่ ปู้ ว่ ยหลงั จากแกไ้ ขการสบฟนั ผดิ ปกตเิ รยี บรอ้ ยแลว้
ช่องว่างที่ไม่เพียงพอส�ำหรับฟันแท้โดยใส่สกรูเพ่ือเคล่ือนฟันซ่ี 16 เมื่อการแก้ไขการสบฟันผิดปกติเสร็จส้ิน พบว่าผู้ป่วยมีอายุ 12 ปี
ไปทางด้านไกลกลาง ซ่ึงใช้ระยะเวลาประมาณ 12 เดือนในการ ในช่องปากพบฟนั ทุกซเี่ ป็นฟันแท้ อยา่ งไรก็ตามผปู้ ่วยเพง่ิ เริม่ เขา้ สู่
ขยายช่องว่างให้เพียงพอต่อการข้ึนของฟันซี่ 15 ดังน้ันรวมระยะ วยั รุ่นช่วงแรก และฟันเรมิ่ เขา้ ส่ชู ดุ ฟนั ถาวร ซงึ่ เปน็ วยั ทยี่ ังคงมกี าร
เวลาที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยเครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ เปลย่ี นแปลงของกระดูกขากรรไกร และเนอื้ เยอ่ื ออ่ น24 ดังน้ันการ
ประมาณ 3 ปี โดยที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาเริ่มต้นตั้งแต่ในชุดฟัน ใส่ฟันเทียมในผู้ที่ยังคงมีการเจริญเติบโตและพัฒนาของช่องปาก
ผสม เม่ือเสร็จสิ้นการรักษาพบว่าฟันของผู้ป่วยเข้าสู่ชุดฟันถาวร และใบหน้าควรค�ำนึงถึงการบดเคี้ยว การออกเสียง และความ
และมีการสบฟันเป็นปกติ ในการตรวจติดตามผลหลังการรักษาท่ี สวยงามให้เหมาะสม โดยต้องไม่ขัดขวางการเจริญของกระดูกขา
ระยะเวลา 6 เดอื น พบว่าการสบฟันสบสนิทดขี ึ้น และฟนั กรามแท้ กรรไกร ส่วนโค้งแนวฟัน และฟันแท้25 ส�ำหรับผู้ป่วยรายน้ี
ซ่ที ่ี 2 ได้ขึน้ ส่ชู อ่ งปากเรียบร้อยแลว้ ไมพ่ บความผดิ ปกติอ่ืน ผูป้ ่วย ได้วางแผนใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้เป็นฟันเทียมเฉพาะกาล
และผู้ปกครองมีความพึงพอใจ ไม่จ�ำเป็นต้องจัดฟันด้วยเคร่ืองมือ เน่ืองจากผู้ป่วยอยู่ในช่วงวัยท่ียังไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถาวร
จัดฟันชนิดติดแน่นเพิ่มเติม ดังนั้นจึงเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายใน ได้ ซ่ึงฟันเทียมชนิดถอดได้มีข้อดีคือ สามารถถอดใส่ได้ง่าย ราคา
การจัดฟันท่ีอาจจะเกิดขึ้นหากผู้ป่วยไม่ได้รับการแก้ไขต้ังแต่แรก ไม่สูง หากมีความจ�ำเป็นต้องเปลี่ยนชิ้นฟันปลอมใหม่ให้เหมาะสม
เริ่มนี้ กับสภาวะช่องปากและฟันท่ีเปลี่ยนแปลงไปก็สามารถท�ำได้ไม่
ยุ่งยาก และมีความสวยงาม เม่ือผู้ป่วยมีการเจริญเติบโตเต็มที่จึง
อย่างไรก็ตาม การดูแลผู้ป่วยที่ใส่เคร่ืองมือจัดฟันชนิดถอด ค่อยพจิ ารณาการท�ำฟันเทยี มชนดิ ถาวรตอ่ ไป
ได้ในระยะยาว การดูแลอนามัยช่องปากมีความส�ำคัญอย่างมาก
ถึงแม้ข้อดีของเคร่ืองมือชนิดนี้คือ สามารถถอดเคร่ืองมือเพื่อ สรปุ
ท�ำความสะอาดได้20 และผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการถอดใส่
เคร่ืองมืออย่างดี รวมทั้งท�ำความสะอาดช่องปากและเคร่ืองมือ การให้การรักษาทันตกรรมจัดฟันเชิงแก้ไขสามารถลดความ
สม่�ำเสมอ แต่ในบางครัง้ ผปู้ ว่ ยอาจละเลยการดแู ลสุขภาพชอ่ งปาก รุนแรงของการสบฟันผิดปกติ และส่งเสริมให้เกิดการสบฟันท่ีเป็น
ได้บ้าง หากทันตแพทย์ตรวจพบและให้ค�ำแนะน�ำเน้นย้�ำความ ปกติได้ ท้ังน้คี วรค�ำนงึ ถงึ ปัจจัยทมี่ ผี ลตอ่ ความส�ำเร็จของการรกั ษา
ส�ำคัญในการดูแลสุขภาพของปากเป็นประจ�ำก็จะท�ำให้ผู้ป่วย ได้แก่ ระดับความรุนแรงของความผิดปกติในการสบฟัน อายุของ
ตระหนัก และดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองให้ดีได้อย่าง ผู้ป่วย ความร่วมมือของผู้ป่วยและผู้ปกครอง รวมถึงการเลือกใช้
สม่�ำเสมอ มีกรณีศึกษาที่พบว่าในระหว่างการรักษาด้วยเครื่องมือ เคร่ืองมือท่ีเหมาะสม เพื่อช่วยในการพิจารณาเลือกผู้ป่วยท่ีมารับ
การรกั ษาได้อย่างเหมาะสม
References
1. Wong ML, Che FA, Ng LK, Norlian D, Rashidah DB, Gere MJ. Role of interceptive orthodontics in early mixed dentition. Singapore Dent
J 2004; 26:10-4.
2. Dean JA, McDonald RE, Avery DR. Management of the developing occlusion. In: McDonald RE, Avery DR, Dean JA, eds. Dentistry for
the child and adolescent. 8th ed. St.Louis: Mosby; 2004; 625-683.
3. Vithanaarachchi SN, Nawarathna LS. Prevalence of anterior cross bite in preadolescent orthodontic patients attending an orthodontic
clinic. Ceylon Med J 2017; 62:189-192.
4. McEvoy SA. Rapid correction of a simple one-tooth anterior crossbite due to an overretained primary incisor: clinical report. Pediatr
Dent 1983; 5:280-82.
5. Sexton T, Croll TP. Anterior crossbite correction in the primary dentition using reversed stainless steel crowns. ASDC J Dent Child 1983;
50:117-20.
6. Prakash P, Durgesh BH. Anterior Crossbite Correction in Early Mixed Dentition Period Using Catlan’s Appliance: A Case Report. ISRN
Dent 2011; 2011:298931.
7. Bayrak S, Tunc ES. Treatment of anterior dental crossbite using bonded resin-composite slpoes: Case reports. Eur J Dent 2008; 2:303-6.
8. Ulusoy AT, Bodrumlu EH. Management of anterior dental crossbite with removable appliances. Contemp Clin Dent 2013; 4:223-6.
ปที ่ี 44 ฉบบั ท่ี 6 ประจ�ำเดือนพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม 2562
9. Sunil MM, Zareena MA, Ratheesh MS, Anjana G. Early orthodontic interception of anterior crossbite in mixed dentition. J Int Oral
Health2017; 9:88-90.
1 0. Sockalingam SNMP, Khan KAM, Kuppusamy E. Interceptive Correction of Anterior Crossbite Using Short-Span Wire-Fixed Orthodontic
Appliance: A Report of Three Cases. Case Rep Dent 2018; 2018:4323945.
1 1. Narang S, Khinda VIS, Brar GS. Interceptive orthodontics. Saarbrücken. Lab Lambert academic publishing; 2016.
12. Fatima J, Saha S, Mitra M, Saha N, Arora K. Maxillary First Permamnent Molar Crossbite Correction- Case Reports. IJIRD 2015;
4:160-162.
13. Petren S, Bondermark L. Correction of unilateral posterior crossbite in the mixed dentition: a randomized controlled trial. Am J
Orthod Dentofacial Orthop 2008; 133:790:e7-13.
14. Alnahwi HH, Donly KJ, Contreras CI. Space loss following premature loss of primary second molars. Gen Dent 2015; 63:e1-4.
15. Ngan P, Alkire RG, Fields H. Management of space problems in the primary and mixed dentitions. J Am Dent Assoc 1999; 130:1330-9.
1 6. Posen AL. The Effect of premature loss of deciduous molars on premolar eruption. Angle Orthod 1965; 35:249-52.
17. Paranna S, Shetty P, Anandakrishna L, Rawat A. Distalization of maxillary first permanent molar by pendulum appliance in mixed
dentition period. Int J Clin Pediatr Dent 2017; 10:299-301.
18. Akin E, Gurton AU, Sagdic D. Effects of a segmented removable appliance in molar distalization. Eur J Orthod 2006; 28:65-73.
19. King GJ, Brudvik P. Effectiveness of interceptive orthodontic treatment in reducing malocclusions. Am J Orthod Dentofacial Orthop
2010; 137:18-25.
20. Littlewood SJ, Tait AG, Mandall NA, Lewis DH. The role of removable appliances in contemporary orthodontics. Br Dent J 2001;
191:304-6, 309-10.
21. Rankine CA. Orthodontic treatment in the mixed dentition for the general dentist. Curr Opin Dent 1992; 2:14-8.
2 2. Beycan K, Nevzatoğlu S. Treatment of simple anterior crossbite with a removable appliance in the permanent dentition: A case report.
Clin Exp Health Sci2016; 6: 98-100.
23. Bindayel NA. Simple removable appliances to correct anterior and posterior crossbite in mixed dentition: Case report. Saudi Dent J
2012; 24:105-13.
24. Sharma P, Arora A, Valiathan A. Age changes of jaws and soft tissue profile. ScientificWorldJournal 2014; 2014:301501.
2 5. Zoran V, Miloš B, Dušan K, Ivana R, Jelena J, Dragan I. Prosthetics in Paediatric Dentistry. Balk J Dent Med 2017; 21:78-82.
118
วารสารกรมการแพทย์
ฟนั กรามซที่ ี่ 4 ฝงั คดุ บรเิ วณขากรรไกรลา่ งทงั้ สองขา้ ง: รายงานผปู้ ว่ ย
• ดนยั แกว้ กำ� เนิด ท.บ.
กลุ่มงานทนั ตกรรม โรงพยาบาลเลิดสิน 190 ถนนสลี ม เขตบางรกั กรงุ เทพมหานคร 10500
Fourth Molars – Bilateral Impaction in Mandible – A Case Report
• Kaewkumnerd D
Dental Department, Lerdsin Hospital, 190 Silom Rd., Bangrak, Bangkok, 10500
(E-mail:[email protected])
(Received: April 5, 2019; Revised: May 16, 2019; Accepted: November 19, 2019)
บทนำ� ฟันเกินโดยทั่วไปสามารถพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 119
ต้งั แต่ 2:1 ถึง 5:1 แต่จากการศกึ ษาของ Shahzad10 พบใกลเ้ คยี ง
ฟันเกิน (supernumerary teeth) หมายถึงฟันที่เพ่ิมขึ้น กัน (1:1) และยังพบอีกว่าคนผิวสีพบฟันเกินมากกว่าคนผิวขาวใน
กว่าฟันปกติซ่ึงอาจเพิ่มข้ึนแบบเดี่ยวหรือคู่ เกิดขึ้นซ่ีเดียวหรือ อัตราสว่ น 7:1 โดยฟนั กรามซท่ี ่ี 4 เปน็ ฟันเกนิ ชนดิ ทพี่ บบอ่ ยในคน
หลายซ่ีก็ได้ พบได้ท้ังขากรรไกรบนและขากรรไกรล่าง อาจพบ ผิวสี ส่วนคนผวิ ขาวมกั พบฟนั เกนิ ชนดิ ฟันตดั ซ่หี น้าบอ่ ยที่สดุ
บริเวณขากรรไกรข้างใดข้างหนึ่งอย่างเดียวหรือท้ังสองข้าง
ก็ได้ ปัจจุบันสาเหตุของการเกิดฟันเกินยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด Kokten11 ได้ศึกษาการเกิดฟันกรามซี่ที่ 4 พบว่ามัก
อาจเกิดจากผลของการแยกตัวของหน่อฟัน (tooth bud) พบในขากรรไกรบนมากกว่าขากรรไกรล่าง และพบในขากรรไกร
แบบ horizontal proliferation หรือ ทฤษฎีไฮเพอร์แอคทีพ ล่างน้อยมาก12-13 และจะพบได้น้อยในผู้ป่วยอายุน้อยโดยเฉพาะ
ของเดนทัลลามินาของฟันแท้หรือฟันน้�ำนม (Hyperactivity of อยา่ งย่ิงในขากรรไกรล่าง14
the permanent or deciduous dental lamina)1-4
รายงานนเี้ ป็นรายงานผ้ปู ว่ ยเพศหญงิ อายุ 19 ปี ถกู สง่ ตัวมา
ในกรณีที่พบฟันเกินจ�ำนวนมากในขากรรไกรมักพบว่า จากคลินิกเอกชนเพ่ือท�ำการรักษาผ่าตัดฟันกรามล่างคุดเพ่ือการ
เกี่ยวข้องกับสภาพของปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft lip and จดั ฟันทีก่ ลมุ่ งานทันตกรรม โรงพยาบาลเลิดสิน
palate) หรือ กลุ่มอาการไคลโดเครเนยี ลดสี เพลเซยี (Cleidocra-
nialdysplasia syndrome) และกลุ่มอาการการ์ดเนอร์ การตรวจรา่ งกายทว่ั ไป
(Gardner’s syndrome)2-3 การตรวจร่างกายทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วยปฏิเสธการ
มีโรคประจ�ำตัวและการแพ้ยา ความดันโลหิต 118/78 มิลลิเมตร
บริเวณที่มักพบฟันเกินได้บ่อยคือบริเวณด้านหน้าของ ปรอท อตั ราการเต้นของหวั ใจ 68 คร้ัง/นาที
ขากรรไกรบน (maxillary anterior regions) และบรเิ วณฟันกราม การตรวจในชอ่ งปาก
ของขากรรไกรทัง้ บนและล่าง (molar regions)5 สภาพฟัน เหงือกและเย่ือบุช่องปากโดยรอบอยู่ในเกณฑ์
ปกติ ไม่มีฟันผุ มีฟันขึ้นในช่องปาก 28 ซี่ ไม่พบฟันกรามซี่ที่ 3
ฟันเกินสามารถมีรูปร่างคล้ายฟันปกติเสมือนเป็นฟันส�ำรอง ทั้ง 4 ซี่ข้ึนในช่องปาก ผู้ป่วยใส่เคร่ืองมือจัดฟันชนิดติดแน่น
(supplementary teeth) ในทางกลบั กันฟันเกนิ อาจมีรปู ร่างเรียว ในต�ำแหน่งขากรรไกรบนต้ังแต่ฟันซี่ 16 ถึง 26 ยกเว้นฟันซี่ 14
เล็กกวา่ ฟันปกตไิ ด้ เราพบว่าในรายท่ีมีฟันเกินรูปร่างและขนาดใกล้ และ 24 ขากรรไกรลา่ งต้ังแต่ฟันซี่ 34 ถึง 45 ยกเว้นฟนั ซ่ี 44 รว่ ม
เคยี งฟนั ปกตเิ ปน็ ฟนั เกนิ ทเ่ี กดิ แบบ distomolar ในขากรรไกรลา่ ง6 กับการท�ำ posterior raise bite ในขากรรไกรบนท่ีตำ� แหนง่ ฟันซี่
14 และ 24 (รูปที่ 1-3)
ฟันเกินอาจท�ำให้เกิดปัญหาในการข้ึนและการเรียงตัวของ
ฟันปกติ และพบบ่อยท่ีไม่ขึ้นในช่องปากหรือข้ึนผิดต�ำแหน่งท�ำให้ รูปที่ 1 ลักษณะในชอ่ งปากบนและล่าง
เกิดฟันซ้อนเก (crowding) อาจท�ำให้มีการละลายของรากฟันซี่
ขา้ งเคียงจนถงึ อาจเกดิ เดนตเิ จอรร์ ัสซสิ (dentigerous cyst) ร่วม ปที ่ี 44 ฉบบั ที่ 6 ประจำ� เดือนพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม 2562
ด้วย7
Fourth molars เป็นฟนั เกนิ ชนดิ หนึ่ง ซงี่ จากการศึกษาพบ
ว่ามีรายงานผู้ป่วยเก่ียวกับ fourth molars น้อยมาก โดยพบว่า
ฟันเกินชนิดนี้สามารถเกิดได้ท้ังขากรรไกรบนและล่าง เกิดข้าง
เดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ ซ่ึงบางรายงานเรียกฟันเกินชนิดนี้ว่า
paramolar หรอื distomolar8
Stafne9 รายงานว่าพบอบุ ตั ิการณข์ องการเกดิ ฟันกรามเกนิ
ประมาณร้อยละ 1 ในขณะทร่ี ายงานของ Shahzad10 รายงานวา่
พบอุบัติการณ์ของการเกิดฟันกรามเกินประมาณร้อยละ 2, 1.9
และ 2.2 ตามล�ำดับ
รปู ที่ 2 ลักษณะในชอ่ งปากซ้ายและขวา ตามล�ำดบั การวินจิ ฉยั
38 mesioangular impaction, class II, position B
48 distoangular impaction, class II, position A
39 embeded tooth (distomolar)
49 embeded tooth (distomolar)
ผู้ป่วยถูกส่งตัวมาจากคลินิกเอกชนโดยทันตแพทย์เฉพาะ
ทางจัดฟัน เพ่ือผ่าตัดฟันกรามล่างท่ีฝังคุดอยู่ในขากรรไกรล่างท้ัง
4 ซี่ ก่อนท�ำการรักษาได้ท�ำการอธิบายถึงวิธีการรักษาและข้อ
แทรกซ้อนท่ีอาจเกิดขึ้นระหว่างและหลังการผ่าตัดให้ผู้ป่วยและ
ผู้ปกครองของผู้ป่วยรับทราบแล้ว และได้รับการยินยอมจาก
ผู้ปกครองให้ท�ำการผา่ ตัดฟนั กรามลา่ งที่ฝงั คุดอยูท่ งั้ 4 ซไี่ ด้
การรักษา
ข้ันตอนในการรักษาใช้วิธีการผ่าตัดภายใต้ยาชาเฉพาะท่ี
โดยใช้ 2% lidocaine HCl with 1:100,000 epinephrine
(octacaine 2%) แบ่งการรักษาเป็น 2 ครั้ง ครงั้ แรกผ่าตดั ด้านขวา
และคร้ังท่ี 2 ด้านซา้ ยตามลำ� ดับ วิธีการผ่าตัดใชว้ ธิ กี ารผา่ ตัดแบบ
มาตรฐานส�ำหรับการผ่าฟันคุดและการผ่าฟันฝังคุดโดยท่ัวไป โดย
ผ่าตดั น�ำฟนั คุดคอื ฟนั กรามลา่ งซีท่ ่ี 3 ออกมากอ่ นแล้วจงึ เปิดขยาย
แผ่นเหงือกไปทางด้านหลังต่อต�ำแหน่งฟันคุดอีก 3-4 มิลลิเมตร
เพ่ือท�ำการผ่าตดั น�ำฟนั กรามล่างซีท่ ี่ 4 ออกตอ่ ไป โดยควกั ถุงคลมุ
รูปท่ี 3 posterior raise bite ในขากรรไกรบนที่ต�ำแหน่ง ฟัน (dental sac) ออกหมด ปิดแผ่นเหงือกเข้าท่ีด้วยไหมเย็บ
ซฟ่ี ัน 14 และ 24 3/0 เย็บแบบอินเตอรร์ ัพเตด็ ซเู จอร์ (interrupted suture) ข้างละ
ลักษณะภาพรังสีพาโนรามิก 4 จุด หลังผ่าตัดให้ผู้ป่วยกัดผ้าก๊อซ 1 ช่ัวโมงครึ่ง และนัดผู้ป่วย
จากภาพรังสีพาโนรามิกพบโพรงอากาศใต้ปีกจมูก (maxil- มาดูแผล ตดั ไหม 7 วนั หลงั ผา่ ตดั (รูปท่ี 5-9)
120 lary sinus) มีสภาพปกติ ขากรรไกรล่างพบฟันคุด (Impacted
teeth) และฟนั ฝงั คดุ (embeded teeth) ได้แก่ ฟันกรามลา่ งซี่
ท่ี 3 และ 4 ตามล�ำดับ โดยฟันกรามล่างซา้ ยซีท่ ่ี 3 อยหู่ ลังต่อฟันซี่
37 เป็น 38 mesioangular impaction, class II, position B ส่วน
ฟนั กรามล่างขวาซ่ีท่ี 3 อยูห่ ลังตอ่ ฟันซี่ 47 เปน็ 48 distoangular
impaction, class II, position A ฟันทั้งสองซี่มีการสร้างตัวฟัน
สมบรู ณแ์ ล้ว ส่วนรากฟนั มกี ารสรา้ งเกือบสมบูรณ์
ในส่วนของฟันกรามล่างซ่ีที่ 4 ท้ัง 2 ซี่ ฝังคุดอยู่ใน
ขากรรไกรล่างบริเวณหลังต่อฟันกรามซี่ท่ี 3 (ซี่ฟัน 38 และ 48)
จากภาพรังสีพาโนรามิกพบการสร้างตัวฟันกรามล่างแท้ซ่ีที่ 4
เกือบสมบรู ณ์ แตไ่ ม่เห็นสว่ นของรากฟนั
ความสัมพันธ์ของฟันกรามล่างซ่ีท่ี 3 และ 4 ทั้ง 4 ซี่ต่อ
inferior alveolar canal พบวา่ รากฟันซี่ 38 48 และตวั ฟนั ของ
ฟันกรามลา่ งซี่ที่ 4 อยู่ในระยะท่ใี กล้กันมาก (รปู ท่ี 4)
รปู ท่ี 5-7 การผา่ ตดั ฟนั กรามลา่ งซา้ ยซท่ี ี่ 3 และ 4 และเยบ็ แผล
รปู ท่ี 4 ภาพรังสพี าโนรามิก
วารสารกรมการแพทย์
รปู ท่ี 8-9 ฟนั กรามลา่ งซ่ีท่ี 3 และ 4 ขวาและซา้ ย ตามล�ำดับ ผลการรกั ษา 121
การตดิ ตามผลการรกั ษาหลังการผา่ ตัด 7 วัน ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจและสัมฤทธ์ิผลตามที่วางแผนไว้
การผ่าตัดครงั้ แรกท�ำการผ่าตัดฟันกรามล่างขวาซ่ีที่ 3 และ 4 ด้วยดี เป็นท่ีน่าสังเกตเมื่อน�ำภาพรังสีพาโนรามิกก่อนผ่าตัด
และหลังผ่าตัด 1 ปีมาเปรียบเทียบกันพบว่ามีการเปล่ียนแปลง
แผลผ่าตัดปกติดี มีการอักเสบเหลืออยู่เล็กน้อย มีอาการปวดและ ของเงาทึบรังสีบริเวณหลังต่อฟันกรามบนซี่ที่ 3 ท้ังสองข้างของ
บวมประมาณ 4 วันหลังผา่ ตัดและอาการดีขึ้นตามล�ำดับ การหาย ขากรรไกรเล็กน้อย (ทึบรังสีข้ึนเล็กน้อย) มีความเป็นไปได้ว่าอาจ
ของแผลเป็นไปตามลกั ษณะของการหายของแผลปกติ พบว่ายังคง เกิดการสร้างหน่อฟันกรามบนซ่ีที่ 4 ในบริเวณดังกล่าวแบบล่าช้า
มีอาการชาบริเวณริมฝีปากล่างขวาและแก้มขวาหลังผ่าตัด โดย (delayed formation) ข้ึนได้จึงแนะน�ำให้ผู้ป่วยกลับมาติดตามผล
อาการชาดังกล่าวรู้สึกชาน้อยลงเม่ือเทียบกับความรู้สึกชาระหว่าง และถา่ ยภาพรังสพี าโนรามกิ ไว้ตรวจสอบทุกปตี อ่ ไป
ท�ำหัตถการ บรเิ วณทช่ี ามพี ้นื ทีล่ ดลงประมาณรอ้ ยละ 50 ใน 7 วัน
ผู้ป่วยรู้สึกชาลดลงตามล�ำดับ จึงจ่ายวิตามินบีรวม (รับประทาน วจิ ารณ์
คร้ังละ 1 เม็ด เชา้ -เย็นหลังอาหารเปน็ เวลา 1 เดอื น) และนดั ผปู้ ่วย
เพ่ือติดตามอาการทุก 2 สัปดาห์ พบว่าอาการชาหายสนิทใน มหี ลายสมมตฐิ านเกยี่ วกับสาเหตขุ องการเกดิ ฟันเกิน แตย่ ัง
1 เดือนหลังผา่ ตัด ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด บ้างว่าฟันเกินเป็นผลจากกระบวนการเกิด
ย้อนกลับของช่วงการสร้างตวั ออ่ น (embryological formation)
การผา่ ตดั ครงั้ ที่ 2 ท�ำการผ่าตดั ฟันกรามลา่ งซา้ ยซที่ ่ี 3 และ 4 หรอื ฟันเกนิ อาจเกิดจากการแบ่งตวั ชว่ งเจริญเติบโตของหนอ่ ฟนั
4 หลงั จากอาการชาจากการผ่าตัดคร้งั แรกของผู้ป่วยหายสนิท พบ (dichotomy) เพราะมีปัจจัยหลายชนิดท่ีสามารถแบ่งหน่อฟัน
ว่าแผลผา่ ตดั เปน็ ปกติ ไม่มีอาการชาหลังผ่าตัด 7 วนั ปกติเพ่ิมจ�ำนวนฟันให้มากข้ึนได้15 พันธุกรรมอาจเป็นอีกปัจจัย
หน่ึงท่ีส่งผลให้เกิดฟันเกินได้ เราพบว่าส่วนใหญ่ฟันเกินเกิดข้ึน
จากนั้นนัดผู้ป่วยมาติดตามผลการรักษาในระยะเวลา ในครอบครัวเดียวกัน16 ฉะน้ันเราสามารถสืบค้นประวัติตามสาย
6 เดอื น และ 1 ปหี ลังการผา่ ตดั ครัง้ ที่ 2 ได้ท�ำการซักประวัติ ถา่ ย พันธุกรรมของผู้ป่วยรายน้ี เพื่อน�ำมาวิเคราะห์สาเหตุการเกิดฟัน
ภาพรังสีพาโนรามิกพบว่าอาการทุกอย่างปกติไม่พบปัญหาใดๆ เกิน โดยการตรวจวินิจฉัยในช่องปากร่วมกับการถ่ายภาพรังสีพา
ในตำ� แหน่งฟันท้ัง 4 ซ่ี (รูปท่ี 10-11) โนรามกิ ของบุคคลร่วมสายพนั ธุกรรมเดียวกนั ตอ่ ไป
รปู ท่ี 10-11 แสดงภาพรังสพี าโนรามกิ หลงั ผ่าตัด 6 เดอื นและ ในปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยในช่องปากร่วมกับการถ่ายภาพ
1 ปี ตามลำ� ดับ รังสีพาโนรามิกเป็นส่ิงส�ำคัญย่ิงในการรักษาทางทันตกรรม ท�ำให้
เราสามารถพบลักษณะผิดปกติต่างๆ เช่น ฟันเกิน ได้เป็นอย่างดี
เราจึงพบพบอุบัติการณ์ของการเกิดฟันกรามเกินเพ่ิมข้ึนประมาณ
ร้อยละ 1-2.29-10 Stafne9 รายงานว่าพบฟันเกินในขากรรไกรบน
ประมาณ 90% และคร่ึงหนึ่งเป็นฟันเกินบริเวณฟันหน้า พบฟัน
เกินบริเวณฟันหลัง 38.9% โดยพบฟันเกินบริเวณฟันหลังของขา
กรรไกรล่างเพียง 2% เท่าน้ัน ด้านรูปร่างลักษณะของฟันเกินที่มี
รูปร่างคล้ายคลึงกบั ฟันปกตเิ รยี กวา่ supplementary teeth แต่
ส่วนใหญม่ ักพบฟันเกินทมี่ ีรปู ร่างเรียวและเล็กกวา่ ฟนั ปกติ16 และมี
รายงานเกยี่ วกบั ฟันกรามซท่ี ี่ 4 น้อยมากโดยพบในคนผวิ สมี ากกว่า
คนผิวขาวในอัตราสว่ น 7:1 โดยฟนั กรามซ่ีที่ 4 เปน็ ฟันเกินชนดิ ที่
พบบ่อยในคนผิวสี ส่วนคนผิวขาวมักพบฟันเกินชนิดฟันตัดซ่ีหน้า
บ่อยท่สี ุด4,10
รายงานผู้ป่วยน้ีนับว่าเป็นรายงานผู้ป่วยท่ีพบได้ยากมาก
จากการเทียบสถิติข้างต้น ผู้ป่วยรายน้ีเป็นคนผิวขาว พบอุบัติ
การณ์ของการเกิดฟันเกินบริเวณฟันหลังของขากรรไกรล่างทั้งสอง
ข้างและรปู รา่ งลักษณะของฟันเกินมรี ปู ร่างคลา้ ยคลงึ กบั ฟันปกติ
ฟันเกินอาจท�ำให้เกิดความผิดปกติในช่องปากได้เช่นท�ำให้
การขึ้นของฟันล่าช้า เกิดฟันคุด และฟันฝังคุดในฟันปกติได้
บางการศกึ ษารายงานวา่ เกดิ ฟนั ขนึ้ ผดิ ตำ� แหนง่ เนอื่ งมาจากฟนั เกนิ
การป้องกันการขึ้นของฟันล่าช้าท�ำได้โดยการตรวจวินิจฉัยฟันเกิน
แต่เน่ินๆ เพื่อท�ำการรักษาที่ถูกต้องโดยการผ่าตัดน�ำฟันเกิน
ดังกล่าวออกโดยเร็ว ในผู้ป่วยรายนี้ถูกส่งตัวมาตามใบส่งต่อผู้ป่วย
จากคลินิกเอกชนโดยทันตแพทย์เฉพาะทางจัดฟัน เพ่ือผ่าตัดฟัน
กรามล่างที่ฝังคุดอยู่ในขากรรไกรล่างท้ัง 4 ซี่ จึงพิจารณาท�ำการ
รกั ษาเฉพาะส่วนทที่ นั ตแพทยเ์ ฉพาะทางจัดฟันต้องการเท่าน้นั
สิ่งส�ำคัญในการผ่าตัดฟันคุดหรือฟันเกินจ�ำเป็นต้องท�ำการ
ปที ี่ 44 ฉบับที่ 6 ประจ�ำเดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม 2562
ผ่าตัดร่วมกับการมีภาพถ่ายรังสีพาโนรามิกเป็นอย่างน้อย ลักษณะภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวอาจเกิดในระหว่างการผ่าตัดเอา
ในปัจจุบันหากท�ำการผ่าตัดร่วมกับภาพถ่ายรังสีสามมิติย่ิงท�ำให้ ฟันคุดหรือฟันฝังคุดออกโดยการผ่าตัดได้รบกวนท�ำให้เส้น
การผ่าตัดน้ันประสบผลส�ำเร็จดียิ่งข้ึน สามารถช่วยลดเวลาในการ ประสาทอินฟีเรีย อัลวีโอล่าบริเวณผ่าตัดเกิดการบาดเจ็บเล็กน้อย
ผ่าตัด ช่วยลดความรุนแรงในการผ่าตัดและช่วยลดความเส่ียงจาก ท�ำให้มีอาการชาบริเวณริมฝีปากล่างขวาและแก้มขวาซ่ึงเป็นพ้ืนท่ี
การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการผ่าตัดและหลังผ่าตัดได้เป็น รับความรู้สึกของเส้นประสาทดังกล่าวและเนื่องจากสาเหตุเกิด
อย่างดี ฉะนั้นทันตแพทย์ผู้ผ่าตัดจึงควรศึกษาด้านการอ่านและ จากการบาดเจบ็ ของเสน้ ประสาทจงึ จา่ ยวติ ามนิ บรี วม (รบั ประทาน
วิเคราะห์ภาพถ่ายสามมิติให้ช�ำนาญและน�ำมาเป็นประโยชน์ ครั้งละ 1 เมด็ เชา้ -เย็นหลงั อาหารเปน็ เวลา 1 เดือน) เพอื่ บ�ำรงุ เส้น
ในการรักษาผ้ปู ว่ ยตอ่ ไป ประสาทให้ฟื้นกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็วท�ำให้อาการชาค่อยลดลง
และหายสนิทใน 1 เดือนหลังผ่าตัดซึ่งสนับสนุนว่าเส้นประสาท
วิธีการผ่าตัดในรายงานนี้ใช้วิธีการผ่าตัดแบบมาตรฐาน อินฟีเรีย อัลวีโอล่าบริเวณผ่าตัดเกิดการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
ส�ำหรับการผ่าฟันคุดและการผ่าฟันฝังคุดโดยท่ัวไป โดยวางแผน หากเกดิ การบาดเจบ็ มากอาจทำ� ใหอ้ าการชาตอ่ เนอ่ื งนานมากกวา่ น้ี
ผ่าตัดน�ำฟันกรามล่างซี่ที่ 3 ออกมาก่อนซ่ึงเป็นการผ่าตัดฟันคุด ถึง 6 เดือนหรือเป็นปีได1้ 7
ทั่วไปอาจท�ำการกรอกระดูกแบ่งฟันตามปกติจากน้ันจึงเปิดขยาย
แผ่นเหงือกไปทางด้านหลังต่อต�ำแหน่งฟันคุดอีก 3-4 มิลลิเมตร สรปุ
เพ่ือท�ำการผ่าตัดนำ� ฟนั กรามล่างซท่ี ี่ 4 ออกซง่ึ วิธีผา่ ตัดตามลำ� ดบั นี้
เป็นวิธผี า่ ตดั ทีง่ า่ ยไมต่ ้องใช้เทคนิคพิเศษมาก ทนั ตแพทย์ผูช้ ำ� นาญ รายงานน้ีเป็นรายงานผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 19 ปี ท่ีพบฟัน
การผ่าตัดฟันคุดสามารถท�ำการผ่าตัดโดยใช้วิธีนี้เพียงเพ่ิมความ เกินบริเวณฟันหลังของขากรรไกรล่าง จากการวางแผนการรักษา
ระมัดระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัดซึ่งต้องศึกษา ทางทันตกรรมจัดฟันโดยท่ีผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆ ท�ำการรักษาโดย
ลักษณะกายวิภาคศาสตร์ของขากรรไกรล่างในต�ำแหน่งดังกล่าวให้ การผ่าตัดฟันคุดและฟันเกินทีละข้างภายใต้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับ
เข้าใจดีก่อนการผา่ ตดั การใช้ภาพถ่ายรังสีพาโนรามิก การผ่าตัดฟันเกินดังกล่าวมีความ
ยากกว่าการผ่าตัดฟันคุดท่ัวไปแต่การผ่าตัดทั้งสองครั้งมีความยาก
หลังการผ่าตัดคร้ังแรกในผู้ป่วยน้ีพบภาวะแทรกซ้อนหลัง ง่ายในระดับท่ีใกล้เคียงกัน ผลการรักษาเป็นท่ีน่าพอใจ การตรวจ
การผ่าตัดโดยมีอาการชาต่อเนื่องบริเวณริมฝีปากล่างขวาและแก้ม วินิจฉัยฟันเกินได้ตั้งแต่เน่ินๆ น�ำไปสู่การรักษาฟันเกินที่ดีและการ
ขวาแต่ความรู้สึกชาน้อยกว่าเม่ือเทียบกับความรู้สึกชาระหว่างท�ำ ผ่าตัดควรท�ำโดยทนั ตแพทยผ์ เู้ ชีย่ วชาญดา้ นศลั ยศาสตร์ชอ่ งปาก
หัตถการ บริเวณที่ชามีพ้ืนท่ีลดลงประมาณร้อยละ 50 ใน 7 วัน
ผู้ป่วยรู้สึกชาลดลงตามล�ำดับและติดตามอาการทุก 2 สัปดาห์
122 References
1. Gündüz K, Muglali M. Non-syndrome multiple supernumerary teeth: A case report. J Contemp Dent Pract 2007; 8: 81–8.
2. Regezi JA, Sciubba J. Oral Pathology: Clinical-Pathologic Correlations. 2nd ed. Philadelphia: WB Saunders Company; 1993.
3. Spauge JD.Oral Pathology. St Louis: Mosby Co; 1973.
4. Arathi R, Ashwini R. Supernumerary Teeth: A case report. J Indian Soc Pedod Prev Dent2005; 23: 103-5.
5. Pindborg J. J. Pathology of the dental hard tissues. Munksgaard: Copenhagen; 1970.
6. Qaradaghi IF. Supernumerary tooth: Report of a rare case of a fourth mandibular molar. Rev Clín Pesq Odontol Curitiba2009; 5: 157-60.
7. Das S, Suri RK, Kapur V. Supernumerary maxillary tooth: its topographical anatomy and its clinical implications. Folia Morphol 2004;
63: 507–9.
8. Clementini M, Ottria L, Pandolfi C, Agrestini C, Barlattani A. Four Impacted Fourth Molars in a Young Patient: A Case Report. Oral
Implantol 2012; 5: 100–3.
9. Stafne EC. Supernumerary Teeth. Dent Cosmos. 1935; 74: 653-9.
1 0. Shahzad KM, Roth LE. Prevalence and management of fourth molars: a retrospective study and literature review. .J Oral Maxillofac
Surg 2012; 70: 272-5.
11. Kokten G, Balcioglu H, Buyukertan M. Supernumerary fourth and fifth molar: a report of two cases. J Contemp Dent Pract 2003; 4: 67-76.
12. Sykaras SN. Mesiodens in primary and permanent dentitions: Report of a case. Oral Surg Oral Med Oral Pathol 1975; 39 : 870–4.
13. Timocin N, Yalacin S, Ozgen M, Tanyeri H. Supernumerary molars and paramolars. J Nihon Univ Sch Dent 1994; 36: 145-50.
14. Tochichara Y. Studies of supernumerary teeth in Japanese I-IV. J Tokyo Dent Coll Soc 1990; 40: 651-64.
15. Yusuf WZ. Multiple impacted supernumerary teeth. Literature review. J Can Dent Assoc1990; 56: 147-9.
16. Christopher SD, Savitha AN, Lazarus F, Sankar P. Fourth Molars – Bilateral Impaction - A Case Report. J Dent Res Updates 2014; 1: 79-81.
17. Baratollah S, Sara Kh. Incidence of Inferior Alveolar Nerve Damage and Recovery Following Mandibular Third Molar Surgery: Two Year
Prospective Study. JDMS 2015;14: 82-4.
วารสารกรมการแพทย์
การดแู ลรกั ษาโรคปรทิ นั ตอ์ กั เสบเฉพาะท่ี ทเ่ี กดิ จากรอ่ งดา้ นเพดาน
และเหงอื กในฟนั ตดั บนซขี่ า้ ง : รายงานผปู้ ว่ ย
• วราภรณ์ อธิปัตยกุล ท.บ.
กลุม่ งานทันตกรรม, โรงพยาบาลสรรพสทิ ธปิ ระสงค์ อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั อบุ ลราชธานี 34000
Treatment of Localized Periodontal Disease Induced by
Palato-Gingival Groove in Maxillary Lateral Incisor: A Case Report
• Atipatyakul W
Dental Department, Sunprasitthiprasong Hospital, Muang Ubon Ratchathani, Ubon Ratchathani, 34000
(E-mail : [email protected])
(Received : April 21, 2019; Revised: August 22, 2019; Accepted: November 19, 2019)
บทนำ� เบ้ารากฟันเป็นจ�ำนวนมาก การรักษาจึงอาจต้องพิจารณาถอนฟัน 123
และใส่ฟนั ปลอมทดแทน9
ร่องด้านเพดานและเหงือก คือลักษณะความผิดปกติของ
รากฟัน โดยเป็นร่องทอดจากปุ่มคอฟันถึงรอยต่อเคลือบฟันและ การวินิจฉัย การพยากรณ์โรค และการวางแผนการรักษา
เคลือบรากฟนั (cemento-enamel junction: CEJ) และทอดยาว โดยการก�ำจัดคราบจุลินทรีย์ที่เหมาะสม และความร่วมมือในการ
ลงไปที่ระดับต่างๆ ของรากฟนั พบไดบ้ ่อยในฟันตดั บนซี่ข้าง และ ดูแลท�ำความสะอาดของผู้ป่วย ส่ิงเหล่านี้ล้วนมีความส�ำคัญต่อ
ฟันตัดบนซี่กลาง1 ร่องด้านเพดานและเหงือกยังมีช่ือเรียกอื่นโดย ความส�ำเร็จในการรักษาโรคปริทันต์อักเสบเฉพาะที่ที่เกิดจากร่อง
ข้ึนอยู่กับบริเวณที่พบ เช่น ร่องด้านรากฟันและลิ้น (radicular ด้านเพดานและเหงือก ทันตแพทย์จึงควรให้ความส�ำคัญในการ
lingual groove) ร่องด้านไกลกลางและเหงือก (distolingual ตรวจและวางแผนการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมในผู้ป่วย
groove) ร่องด้านรากฟันและเหงือก (radicular gingival แต่ละราย
groove)1- 2 เป็นต้น ซ่ึงต�ำแหน่งท่ีพบได้บ่อยในฟันตัดบนซี่ข้างคือ
ดา้ นเพดานส่วนกลาง (mid-palatal) ดา้ นไกลกลาง (distal) และ รายงานผปู้ ว่ ย
ด้านใกล้กลาง (mesial) ตามล�ำดับ1 โดยรายงานความชุกของร่อง
ดา้ นเพดานและเหงอื กอยู่ระหวา่ ง 1.01-18.1%3-4 ผู้ป่วยชายไทย อายุ 16 ปี มาด้วยอาการบวมด้านเพดาน
บริเวณปลายรากฟันตัดข้างด้านซ้ายบน (ซ่ี 22) มีอาการปวดเล็ก
การเกิดร่องด้านเพดานและเหงือกได้รับการสันนิษฐานว่า นอ้ ย ผปู้ ว่ ยปฏเิ สธโรคประจ�ำตวั และไม่มีประวตั ิอาการแพย้ า จาก
อาจมีสาเหตุมาจากหลายประการ ได้แก่ การม้วนกลับของ การซักประวัติทางทันตกรรมพบว่าเหงือกบริเวณด้านเพดานฟันซี่
อวัยวะสร้างฟัน (enamel organ) และเยื่อบุผิวหุ้มรากเฮิร์ตวิก 22 มอี าการบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ (รปู ท่ี 1) จากการตรวจในช่อง
(Hertwig’s epithelial root sheath) คล้ายกับการกระตุ้น ปากพบเหงือกอักเสบ บวมแดงบริเวณปลายรากฟันซ่ี 22 ด้าน
การเกิดภาวะฟันในฟัน (mild form of dens invaginatus)5 เพดาน ร่วมกับฟันซี่ 22 พบคราบจุลินทรีย์ เหงือกอักเสบ มีร่อง
การพยายามสร้างแขนงรากฟันส่วนเกิน(supernumerary root)6 ด้านเพดานส่วนกลาง(mid-palatal)ทอดผ่านรอยต่อเคลือบ
หรอื อีกแนวคดิ หนึ่งคือเกดิ การเปลี่ยนแปลงกลไกทางพนั ธกุ รรม7 รากฟันและเคลือบฟันไปทางปลายราก วัดร่องลึกปริทันต์ด้าน
เพดานได้ 12 มิลลิเมตร (รปู ท่ี 2) ส่วนด้านใกลแ้ ก้ม ดา้ นใกลก้ ลาง
ประเภทของร่องด้านเพดานและเหงือกแบ่งตามระดับความ และด้านไกลกลางวดั รอ่ งปรทิ ันต์ได้ 2 มิลลเิ มตร ฟนั เรยี งตวั อยใู่ น
รุนแรงได้ 3 ระดับ6,8 ดังนี้ 1) ระดับน้อย (mild) คือ มีร่องตื้นท่ี ตำ� แหนง่ ปกติ ระดบั การโยกเปน็ ศูนย์ และไมม่ ีจุดสบกระแทก ภาพ
เคลือบฟันและสิ้นสุดไปยังรอยต่อเคลือบฟันและเคลือบรากฟัน รังสีพบความวิการของกระดูกในแนวด่ิง (Vertical bone loss)
ให้การรักษาโดยการขูดหินนำ้� ลายและเกลารากฟนั (scaling and สัมพันธ์กับต�ำแหน่งร่องด้านเพดานและเหงือก พบช่องเอ็นยึด
root planing) หรือการตัดเหงือก (gingivectomy)5, 9 2) ระดับ ปรทิ นั ตก์ วา้ งกวา่ ปกติ และมเี งาโปรง่ รงั สรี อบปลายราก (periapical
ปานกลาง (moderate) คือ มีร่องยาวผ่านรอยต่อเคลือบฟัน radiolucency) (รปู ที่ 2) ทำ� การทดสอบความมีชวี ติ ของเน้ือเยือ่ ใน
และเคลือบรากฟันไปยังทางปลายรากฟัน ควรให้การรักษาโดย โดยการใช้ไฟฟ้า (Electric pulp tester (EPT), ย่หี อ้ Sybronen-
ทนั ตแพทย์สหสาขา (interdisciplinary treatment) ทั้งการรกั ษา do Vitality Scanner Model 2006) พบว่าฟันมีการตอบสนองต่อ
ทางปริทันต์และทันตกรรมหัตถการ และ 3) ระดับรุนแรงและ การตรวจความมีชีวิตปกติ ไม่พบรอยโรคร่วมระหว่างโรคเนื้อเยื่อ
ซับซ้อน (severe and complex) คือ มีร่องม้วนลึกยาวตลอด ในและโรคปริทันต์ (endodonticperiodontal lesion) จึงได้
ความยาวราก หรือเกดิ การแยกออกจากรากหลกั เปน็ แขนงรากฟัน แนะน�ำและอธิบายขั้นตอนการรักษาด้วยการขูดหินน้�ำลายและ
เน่ืองจากมีการสูญเสียการยึดติดของเนื้อเยื่อปริทันต์และกระดูก
ปที ี่ 44 ฉบบั ที่ 6 ประจ�ำเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562
เกลารากฟนั เพอื่ กำ� จัดการสะสมคราบจลุ นิ ทรยี ์ในร่องด้านเพดาน นัดครั้งที่สองห่างจากครั้งแรก 4 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยไม่มี
และเหงือก ร่วมกับศัลยกรรมเปิดเหงือกเพื่อมุ่งก�ำจัดร่องด้าน อาการใดๆ เหงอื กบรเิ วณเพดานบวมน้อยลง ให้การรักษาโดยการ
เพดานและเหงือกโดยการกรอและอุดปิดด้านเพดาน เพื่อส่งเสริม ผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือกเพื่อขูดท�ำความสะอาดและก�ำจัดเนื้อเยื่อ
การยดึ ตดิ ของเน้ือเยอ่ื บผุ ิวและเนอื้ เยอ่ื เก่ียวพนั สามารถลดร่องลกึ แกรนูเลชน่ั รว่ มกับการก�ำจดั ร่องด้านเพดานและเหงือก (รูปท่ี 3)
ปริทันต์ เพ่ิมการยึดเกาะอวัยวะปริทันต์ของรากฟันซ่ี 22 ที่มีร่อง เริ่มจากการฉีดยาชาเฉพาะท่ี โดยใช้ยาชาท่ีมีส่วนประกอบของ
ด้านเพดานและเหงือก ซ่ึงผู้ป่วยและผู้ปกครองเข้าใจและให้ความ ลิโดเคนความเข้มข้นร้อยละ 2 ผสมอิพิเนฟฟริน 1:100,000
รว่ มมอื ในการรกั ษา ท่ีด้านแก้มและด้านเพดาน วัดร่องลึกปริทันต์ได้ 10 มิลลิเมตร
ท�ำการผ่าตัดแผ่นเหงือกด้านเพดานฟันซ่ี 22 โดยการเปิดแผ่น
เหงือกเต็มท่ี (full thickness flap) ตั้งแต่บริเวณฟันตัดกลางบน
ซ้ายถึงฟันกรามน้อยซ่ีท่ีหนึ่งบนซ้าย (ซี่ 21-24) เพ่ือขูดท�ำความ
สะอาด (Open flap debridement) กำ� จดั เย่อื บุผวิ ร่องลกึ ปริทันต์
เน้ือเยื่อยึดต่อที่อักเสบ และเกลารากฟันให้เรียบด้วยเคร่ืองมือ
คิวเร็ตต์ บริเวณท่ีมีความวิการของกระดูกเบ้าฟัน ได้ขูดทําความ
สะอาดก�ำจัดเนื้อเย่ือแกรนูเลช่ัน (granulation tissue) ออกให้
หมด ลา้ งดว้ ยน้�ำเกลือใหส้ ะอาด หลงั จากน้ันจึงกรอกำ� จดั ร่องดา้ น
เพดานและเหงือกท่ีส่วนรากฟันด้วยหัวกรอเร็วกลมชนิดกากเพชร
แล้วจงึ บรู ณะรอ่ งฟนั ด้วยซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ ยห่ี อ้ ฟูจิทแู อล
ซี (Fuji II LC, GC Corporation) ลา้ งใหส้ ะอาดดว้ ยน�ำ้ เกลอื อกี ครัง้
รูปท่ี 1 ภาพทางคลินิกด้านเพดานของฟันตัดบนซี่ข้างด้านซ้าย หลังจากนั้นจึงเย็บปิดแผลด้วยวิธี interrupted ด้วยไหมละลาย
(ซ่ี 22) แสดงรอ่ งดา้ นเพดานและเหงือก (ลกู ศรชี)้ (Coated VICRYL) ในกรณีนี้ไม่ได้ปิดแผลด้วยยาปิดแผล
ก. ปริทันต์ เนื่องจากผู้ป่วยกัดโดนวัสดุ ให้ผู้ป่วยรับประทานยา
ข. ปฏิชีวนะ Amoxicillin ขนาด 500 มิลลิกรัม คร้ังละ 1 แคปซูล
วนั ละ 3 ครงั้ เปน็ เวลา 5 วนั 10 และยาแกป้ วด Ibuprofen ขนาด
400 มิลลิกรัม ครงั้ ละ 1 เม็ด ทุก 8 ช่วั โมง หลังอาหาร เมือ่ มีอาการ
ใช้น�้ำยาบ้วนปากคลอเฮ็กซิดีน 0.12% บ้วนปากเป็นเวลา 2
124 สัปดาห์ แนะน�ำให้ผู้ป่วยท�ำความสะอาดด้วยส�ำลีชุบน�้ำ นัดผู้ป่วย
กลบั มาตดิ ตามผลการรักษาในอกี 7 วัน
รูปที่ 2 ก. วัดร่องลึกปริทันต์ที่ด้านเพดานปากได้ 12 มิลลิเมตร ก. ข.
และ ข. ภาพถ่ายรังสีแสดงความวิการของกระดูกในแนวดิ่งด้าน
เพดาน ซง่ึ สามารถสอดแท่ง กัตตาเปอรช์ าลงไปในกระเป๋าปรทิ นั ต์ ค. ง.
ไดล้ กึ จนถึงระดับปลายรากฟนั
.
การรักษาฟนั ตัดบนขา้ งดา้ นซ้าย (ซ่ี 22)
ก่อนการรักษา ทันตแพทย์ได้ช้ีแจงรายละเอียดการรักษา จ.
ท้ังวิธีการ ข้ันตอน จ�ำนวนครั้งที่ผู้ป่วยต้องมารับการรักษา
การพยากรณ์โรค และค่าใช้จ่ายให้ผปู้ ว่ ยรบั ทราบ รูปที่ 3 การผา่ ตัดแผน่ เหงือกและอุดปิดร่องด้านเพดานและเหงอื ก
เนื่องจากฟันซี่ 22 มีลักษณะร่องด้านเพดานและเหงือก บรเิ วณรากฟนั ของฟนั ตดั บนซข่ี ้างซ้าย ก. กอ่ นการเปิดแผน่ เหงือก
ระดับปานกลาง (Moderate palate-gingival groove) ซ่ึงเป็น ข. หลงั การเปิดแผ่นเหงือก ค. หลังก�ำจัดเน้อื เย่ือแกรนเู ลชั่น ง. อดุ
ร่องทอดผ่านรอยต่อเคลือบรากฟันไปทางปลายราก และความลึก ร่องท่ีกรอด้วยซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ และ จ. เย็บปิดแผ่น
ของร่องท่ีมากข้ึนสัมพันธ์กับโรคปริทันต์รุนแรงระดับปานกลาง เหงือก
(Moderately advanced periodontal disease) จงึ วางแผนการ
รักษาโดยการท�ำศัลยกรรมปริทันต์ร่วมกับการจัดการร่องเพดาน
และเหงือก โดยการรักษาโรคปริทันต์อักเสบ เร่ิมด้วยการขูดหิน
น้�ำลายและเกลารากฟัน ท�ำศัลยกรรมเปิดเหงือกเพื่อก�ำจัดร่อง
ดา้ นเพดานและเหงือก ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
คร้ังแรกของการรักษา วัดร่องลึกปริทันต์ได้ 12 มิลลิเมตร
ให้การรักษาโดยการขูดหินปูน เกลารากฟัน แนะน�ำการท�ำความ
สะอาดช่องปากและฟัน โดยสาธิตการใช้แปรงกอเดียวในการ
ท�ำความสะอาดเหงือกโดยรอบตัวฟันให้แก่ผู้ป่วย และเน้นย�้ำให้
ผปู้ ว่ ยรักษาความสะอาดในชอ่ งปากใหด้ ี
วารสารกรมการแพทย์
หลงั การรักษา 7 วนั ทันตแพทย์นดั ผู้ป่วยกลับมาติดตามผล วจิ ารณ์
การรักษา พบว่าแผ่นเหงือกอยู่ในต�ำแหน่งเดิมและยึดติดกับ
กระดูกได้ดี มีอาการบวมเล็กน้อย (รูปที่4) ผู้ป่วยไม่มีอาการปวด การเกิดโรคปริทันต์อักเสบเฉพาะท่ี เกิดจากการสะสมของ
แผลแต่แจง้ วา่ มกั มีเศษอาหารตดิ บรเิ วณแผล ทันตแพทยจ์ ึงตัดไหม เช้ือจุลินทรีย์ท่ีอยู่ลึกลงไปในเนื้อเย่ือปริทันต์11 ซ่ึงการมีร่องด้าน
และนัดตดิ ตามผลอกี ใน 1 เดือน เพดานและเหงือกไม่จ�ำเป็นต้องเกิดการสูญเสียการยึดเกาะของ
อวัยวะปรทิ นั ตเ์ สมอไป แตก่ ็ถอื ว่าเป็นปัจจยั เส่ียง (risk factor) ที่
ก. ข. กอ่ ใหเ้ กดิ โรคปรทิ นั ตอ์ กั เสบเฉพาะท1่ี 2 และอาจเปน็ ปจั จยั สนบั สนนุ
(contributing factor) ในกรณีที่ฟันมีรอยโรคร่วมระหว่างโรค
รูปท่ี 4 ติดตามผลการรักษา 7 วนั แสดงการหายของแผน่ เหงือก เน้ือเย่ือในและโรคปริทันต์ ซ่ึงในรายงานผู้ป่วยน้ีฟันยังมีชีวิตและ
ด้านเพดานฟนั ตัดบนซี่ข้าง (ซ่ี 22) ก.ก่อนตดั ไหม ข. หลังตดั ไหม ไม่พบรอยโรคของเนอ้ื เยอื่ ใน แต่อยา่ งไรกต็ าม รอ่ งด้านเพดานและ
เหงอื กอาจมที างเชอ่ื มตอ่ ระหวา่ งอวยั วะปรทิ นั ตก์ บั คลองรากฟนั ได้13
เนือ่ งจากผูป้ ว่ ยไม่มาตามนดั 1 เดอื น จึงได้โทรติดตามผูป้ ว่ ย การกรอฟนั เพอ่ื กำ� จดั หรอื ปดิ ผนกึ รอ่ งจงึ อาจสง่ ผลตอ่ เนอ้ื เยอื่ ในฟนั
ผู้ปว่ ยมาติดตามผลได้หลงั การรักษา 2 เดือน ไม่พบการอักเสบของ ทันตแพทย์จึงควรติดตามผลการรักษาและวัดความมีชีวิตของฟัน
เหงือก วสั ดุอดุ อยใู่ นสภาพดี ไมม่ รี อยร่วั ผู้ปว่ ยไมม่ อี าการใดๆ พบ เป็นระยะ หากตรวจพบเนื้อเย่ือในฟันอักเสบหรือตายจะได้ให้การ
คราบจลุ นิ ทรยี ์ทบี่ ริเวณคอฟันซี่ 22 เลก็ นอ้ ย วดั รอ่ งลกึ ปรทิ นั ตไ์ ด้ รักษาคลองรากฟนั ต่อไป
6 มลิ ลิเมตร จึงไดเ้ น้นย�้ำใหผ้ ู้ปว่ ยดูแลรกั ษาความสะอาดใหด้ ยี งิ่ ขึ้น
วัสดุท่ีใช้ในการผนึกร่องด้านเพดานและเหงือกมีอยู่หลาย
ก. ข. ชนิดด้วยกัน มีรายงานว่าสามารถก�ำจัดร่องเพดานและเหงือก
โดยการกรอฟันและบูรณะด้วยซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์
(glass-ionomer cement: GIC)14 ซึ่งเปน็ วัสดุท่นี ยิ มใช้ในปัจจบุ นั 125
เนื่องจากมีคุณสมบัติยึดติดด้วยพันธะเคมีต่อเนื้อฟัน จึงให้ความ
รูปที่ 5 ติดตามผล 2 เดือนหลังการรักษา ก. แสดงการหายของ แนบสนทิ ดี สง่ เสรมิ การยดึ ตดิ ของเนอื้ เยอ่ื บผุ วิ และเนอื้ เยอ่ื เกยี่ วพนั
แผน่ เหงอื กดา้ นเพดานฟนั ตัดบนซข่ี ้าง (ซี่ 22) ข. วัดร่องลกึ ปริทันต์ ในการติดตามผลระยะยาวพบว่าสามารถลดร่องลึกปริทันต์ เพิ่ม
ได้ 6 มิลลิเมตร การยึดเกาะอวัยวะปริทันต์ของฟันที่มีร่องด้านเพดานและเหงือก
นอกจากนย้ี งั สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย15 ส�ำหรบั วสั ดุ
หลังการรกั ษา 3 เดือน พบคราบจุลนิ ทรยี ์โดยทวั่ ไป มีเหงือก อ่ืนๆท่ีมีการน�ำมาบูรณะฟันเพ่ือปิดร่องเพดานและเหงือก ได้แก่
อักเสบปานกลาง พบหินน้�ำลายและมีคราบจุลินทรีย์เหนือเหงือก อะมลั กมั (amalgum) ซงึ่ ไมน่ ยิ มเนอื่ งจากมกี ารตดิ สแี ละปดิ ผนกึ ไมด่ 8ี
เล็กน้อย เน่ืองจากผู้ป่วยรักษาความสะอาดได้ไม่ดีนัก วัดร่องลึก เรซินคอมโพสิต (composite resin) ก็สามารถน�ำมาอุดปิดได้
ปริทันต์ได้ 6 มิลลิเมตร ฟันไม่โยก จากภาพถ่ายรังสีไม่พบ นอกจากจากนย้ี งั มกี ารศกึ ษาทใ่ี ชซ้ เี มนตแ์ คลเซยี มซลิ เิ กต (calcium
ความวิการของกระดูกเบ้าฟันบริเวณปลายรากของฟันซ่ี 22 silicate-based cement) เช่น ไบโอเดนทนี (Biodentine™) พบ
สามารถมองเห็นผิวกระดูกเบ้าฟันได้โดยตลอดรอบปลายรากฟัน ว่ามีการปิดผนึกและเข้ากันได้ทางชีวภาพท่ีด1ี 6,17 จึงเป็นวัสดุทาง
ผปู้ ว่ ยสามารถใช้งานไดต้ ามปกติ เลือกหนึ่งในการบรู ณะฟันเพอ่ื ปดิ ผนกึ ร่องดา้ นเพดานและเหงอื ก
ก. ข. ค. เป้าหมายในการรักษาโรคปริทันต์ คือ มีการสร้างอวัยวะ
ปริทันต์ข้ึนมาใหม่ รวมถึงมีการสร้างใหม่ของเคลือบรากฟันและ
รปู ที่ 6 ติดตามผล 3 เดือนหลงั การรักษา ก. ภาพทางดา้ นใบหนา้ กระดูกเบ้าฟัน และมีการยึดติดของเอ็นยึดปริทันต์ระหว่างผิว
ข. ภาพทางดา้ นเพดาน และ ค. ภาพถ่ายรังสี แสดงความหนาแน่น รากฟันกบั กระดูกเบา้ ฟนั ซ่ึงการขดู หินนำ้� ลาย เกลารากฟนั จะได้
ของกระดูกท่เี พม่ิ ข้ึน ผลดีในการรักษาโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์อักเสบท่ีมีร่อง
ลึกปริทันต์ไม่เกิน 4 มิลลิเมตร18 ส่วนในบริเวณท่ีมีร่องลึกปริทันต์
มากกวา่ 4 มิลลเิ มตร โดยเฉพาะบริเวณท่ีมีความวกิ ารของกระดูก
เบ้าฟันร่วมด้วยเป็นบริเวณท่ีน�ำเครื่องมือเข้าได้ยาก ท�ำให้
ประสิทธิภาพของการเกลารากฟันลดลง ในบริเวณที่มีร่องลึก
ปรทิ ันต์มากกว่า 4 มิลลิเมตร การรักษาโดยการขดู หินน้ำ� ลายและ
เกลารากฟันนั้นไม่เพียงพอที่จะท�ำให้เกิดการซ่อมแซมของกระดูก
ขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะบริเวณทม่ี ีการละลายของกระดูกเบ้าฟนั ตาม
แนวด่งิ (vertical bone loss) ไม่พบว่ามกี ารเปลยี่ นแปลงของรอย
โรคภายหลังการขูดหินน้�ำลายและเกลารากฟัน19-20 เนื่องจาก
ผูป้ ว่ ยในรายงานการศึกษานี้ มีร่องลึกปรทิ ันต์ 12 มิลลิเมตร และ
ยังพบร่วมกับร่องด้านเพดานและเหงือก จึงควรท�ำการรักษา
โดยการผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือกเพื่อขูดท�ำความสะอาด (open flap
debridement) ซึ่งจะช่วยให้มีทางเข้าไปยังกระดูกและรากฟัน
อยา่ งเพยี งพอ สามารถเกลารากฟนั ก�ำจัดเนือ้ เย่ือปริทนั ตท์ อ่ี ักเสบ
รวมถึงกรอก�ำจัดร่องด้านเพดานและเหงือกได้ในเวลาเดียวกัน
ปีท่ี 44 ฉบับที่ 6 ประจำ� เดอื นพฤศจกิ ายน-ธันวาคม 2562
นอกจากวิธีนี้ ยังมีการรักษาด้วยศัลยกรรมทางปริทันต์อ่ืนๆ การรักษาอย่างเหมาะสม นอกจากนี้การดูแลรักษาความสะอาด
ท่ีสามารถใช้ร่วมกับการจัดการร่องด้านเพดานและเหงือกได้ เช่น ของผู้ป่วยก็มีความส�ำคัญต่อการหายของแผลจึงควรเน้นย�้ำและ
ศัลยกรรมกระดูก (osseous surgery) การชักน�ำเน้ือเย่ือคืน กระตุ้นให้ผู้ป่วยควบคุมคราบจุลินทรีย์ให้ดี จึงจะส่งผลให้ประสบ
สภาพหรือจีทีอาร์ (guided tissue regeneration: GTR) ผลส�ำเรจ็ ในการรกั ษาท่ดี ีได้
และศลั ยกรรมเหงือก-เยอ่ื เมอื ก (mucogingival surgery)8
สรปุ
จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า พ บ ว ่ า ก า ร ผ ่ า ตั ด เ ป ิ ด แ ผ ่ น เ ห งื อ ก เ พื่ อ
ขูดท�ำความสะอาด สามารถลดร่องลึกปริทันต์ได้ 2-3 มิลลิเมตร ฟันที่มีร่องด้านเพดานและเหงือกน้ันอาจจะมีหรือไม่มีพยาธิ
เม่ือติดตามผลการรักษา 2-6 เดือน17,21 และความสามารถในการ สภาพ ในกรณีท่ีฟันมีพยาธิสภาพเกิดขึ้น จากการสะสมของคราบ
ดูแลความสะอาดช่องปากและการควบคุมจุลินทรีย์ของผู้ป่วยเป็น จุลินทรีย์ ท�ำให้เกิดโรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งต้องจ�ำแนกอาการและ
หนึ่งในปัจจัยในความส�ำเร็จของการรักษา ซึ่งในรายงานผู้ป่วยนี้ เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมถูกต้อง โดยเฉพาะในฟันซ่ี 22 น้ี
พบว่ามีการลดลงของร่องลึกปริทันต์รวมทั้งสิ้น 6 มิลลิเมตร โดย หากไม่ได้ทดสอบความมีชีวิตของฟันแล้วท�ำการรักษาตามอาการ
ผู้ป่วยยังท�ำความสะอาดได้ไม่ดีนักเน่ืองจากพบคราบจุลินทรีย์และ ทางคลินิกโดยการรักษารากร่วมกับเกลารากฟัน จะส่งผลให้
หินน้�ำลายในทุกคร้ังที่มาติดตามผล หากผู้ป่วยสามารถท�ำความ สูญเสียการมีชีวิตของฟันโดยไม่จ�ำเป็นและอาจไม่ประสบผลส�ำเร็จ
สะอาดไดด้ ี การรกั ษานา่ จะประสบผลสำ� เรจ็ มากยิ่งขน้ึ นอกจากน้ี ทางการรกั ษาอกี ดว้ ย จากรายงานผู้ปว่ ยน้ี สิง่ ส�ำคัญคือการวินจิ ฉยั
ความส�ำเร็จของการรักษายังข้ึนอยู่กับความลึกและความยาวของ และเคร่ืองมือส�ำคัญประกอบการวินิจฉัยก็คือเครื่องมือวัดความมี
ร่องด้านเพดานและเหงือก13 ความซับซ้อนของความวิการ ความ ชีวิตของฟันเป็นตัวช่วยก�ำหนดวิธีการรักษาท่ีถูกต้อง นอกจากน้ี
รุนแรงในการท�ำลายอวัยวะปริทันต์ และสภาวะของเนื้อเย่ือรอบ ความร่วมมือในการควบคุมคราบจุลินทรีย์ของผู้ป่วยก็ถือเป็น
ปลายรากฟนั และอวัยวะปรทิ ันต์8,22 ปจั จยั สำ� คญั ของความสำ� เรจ็ ในการรกั ษา
การตรวจและวินิจฉัยร่องด้านเพดานและเหงือกให้พบ กติ ตกิ รรมประกาศ
ตั้งแต่แรกเร่ิมมีความส�ำคัญในการป้องกันและรักษาโรคปริทันต์
อักเสบเฉพาะที่17,23 ทนั ตแพทย์จึงควรให้ความสำ� คัญโดยการตรวจ ขอขอบคณุ ทันตแพทยห์ ญิงศิริกาญจน์ สรา้ งสขุ ทนั ตแพทย์
ทางด้านเพดานของฟันอย่างถ่ีถ้วน นอกจากน้ี ฟันท่ีมีการท�ำลาย เฉพาะทางดา้ นปริทันต์ กล่มุ งานทันตกรรม โรงพยาบาลสรรพสทิ ธิ
ของกระดูกในแนวดิ่งควรมีการวินิจฉัยแยกโรคจากฟันแตก หรือ ประสงค์ ผูร้ ับปรึกษาในการผา่ ตดั แผ่นเหงอื ก
รากแตก (cracked crown or a vertical root fracture)23 เพื่อ
126 References
1. Kogon SL. The prevalence, location and conformation of palato-radicular grooves in maxillary incisors. Journal of periodontology
1986;57:231-4.
2. Al-Hezaimi K, Naghshbandi J, Simon JH, Rotstein I. Successful treatment of a radicular groove by intentional replantation and Emdogain
therapy: four years follow-up. Oral surgery, oral medicine, oral pathology, oral radiology, and endodontics 2009;107:e82-5.
3. Attam K, Tiwary R, Talwar S, Lamba AK. Palatogingival groove: endodontic-periodontal management--case report. Journal of
endodontics 2010;36:1717-20.
4. Hou GL, Tsai CC. Relationship between palato-radicular grooves and localized periodontitis. Journal of clinical periodontology
1993;20:678-82.
5. Lee KW, Lee EC, Poon KY. Palato-gingival grooves in maxillary incisors. A possible predisposing factor to localised periodontal disease.
British dental journal 1968;124:14-8.
6. Goon WW, Carpenter WM, Brace NM, Ahlfeld RJ. Complex facial radicular groove in a maxillary lateral incisor. Journal of endodontics
1991;17:244-8.
7. Ennes JP, Lara VS. Comparative morphological analysis of the root developmental groove with the palato-gingival groove. Oral
diseases 2004;10:378-82.
8. Meeleesawasdi B, Louwakul P. The Importance and Management of Palato-gingival Groove. CM Dent J 2015;36:47-56.
9. Everett FG, Kramer GM. The disto-lingual groove in the maxillary lateral incisor; a periodontal hazard. Journal of periodontology
1972;43:352-61.
10. Oswal S, Ravindra S, Sinha A, Manjunath S. Antibiotics in periodontal surgeries: A prospective randomised cross over clinical trial.
Journal of Indian Society of Periodontology 2014;18:570-4.
11. Takata T, Donath K. The mechanism of pocket formation. A light microscopic study on undecalcified human material. Journal of
periodontology 1988;59:215-21.
1 2. Kerezoudis NP, Siskos GJ, Tsatsas V. Bilateral buccal radicular groove in maxillary incisors: case report. 2003;36:898-906.
13. Peikoff MD, Perry JB, Chapnick LA. Endodontic failure attributable to a complex radicular lingual groove. Journal of endodontics
1985;11:573-7.
1 4. Ballal NV, Jothi V, Bhat KS, Bhat KM. Salvaging a tooth with a deep palatogingival groove: an endo-perio treatment--a case report.
International endodontic journal 2007;40:808-17.
1 5. Vermeersch G, Leloup G, Delmee M, Vreven J. Antibacterial activity of glass-ionomer cements, compomers and resin composites:
relationship between acidity and material setting phase. Journal of oral rehabilitation 2005;32:368-74.
16. Puthukkudy Liji Mele Puthukkudy Liji M. Integration of PRF and Biodentine in Palatogingival Groove case2013; p. 26-30.
วารสารกรมการแพทย์
1 7. Sharma S, Deepak P, Vivek S, Ranjan Dutta S. Palatogingival Groove: Recognizing and Managing the Hidden Tract in a Maxillary Incisor:
A Case Report. Journal of international oral health : JIOH 2015;7:110-4.
1 8. Caffesse RG, Sweeney PL, Smith BA. Scaling and root planing with and without periodontal flap surgery. Journal of clinical
periodontology 1986;13:205-10.
19. Brayer WK, Mellonig JT, Dunlap RM, Marinak KW, Carson RE. Scaling and Root Planing Effectiveness: The Effect of Root Surface Access
and Operator Experience1989;60:67-72.
20. Rabbani GM, Ash MM Jr, Caffesse RG. The effectiveness of subgingival scaling and root planing in calculus removal. Journal of
periodontology 1981;52:119-23.
21. Hungund S, Kumar M. Palato-radicular groove and localized periodontitis: a series of case reports. The journal of contemporary
dental practice 2010;11:056-62.
2 2. Simon JH, Glick DH, Frank AL. Predictable endodontic and periodontic failures as a result of radicular anomalies. Oral surgery, oral
medicine, and oral pathology 1971;31:823-6.
2 3. Kapil H, Sachdeva S, Kochar D, Kaur R. Treatment of Palatogingival groove associated with bone loss-case series2016; p.76-80.
127
ปีที่ 44 ฉบบั ท่ี 6 ประจำ� เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม 2562
การแกไ้ ขฟนั กรามถาวรขน้ึ ผดิ ตำ� แหนง่ : รายงานผปู้ ว่ ย
• ปยิ ะวรรณ ตัง้ ละมยั ท.บ., วท.ม.
กลุ่มงานทนั ตกรรม โรงพยาบาลปากชอ่ งนานา อำ� เภอปากชอ่ ง จังหวดั นครราชสมี า 30130
Correction of Ectopic Eruption of Permanent Molar: Case Report
• Tanglamai P
• Dental Department, Pakchongnana Hospital, Pakchong, Nakhon Ratchasima, 30130
(E-mail:[email protected])
(Received: July 7, 2019; Revised: August 27, 2019; Accepted: November 19, 2019)
บทนำ� ผิดปกตนิ ้ีไดเ้ ชน่ กนั 8 โดยพบว่า มีฟันลักษณะนเ้ี กิดขน้ึ ในกล่มุ เครอื
การขึ้นผิดต�ำแหน่ง (Ectopic eruption) ของฟันกราม ญาติถึงรอ้ ยละ 19.89 หรอื ประมาณ 5 เท่าของปกติ และพบไดถ้ งึ
ถาวรซี่ท่ีหน่ึงเป็นการข้ึนของฟันท่ีไม่ปกติโดยมีทิศทางการข้ึนซ้อน รอ้ ยละ 25 ในผ้ปู ว่ ยที่มปี ากแหว่งเพดานโหว1่ 0
ทับกับฟันกรามน้�ำนม ซ่ึงอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อฟันน้�ำนมที่อยู่ ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาผู้ป่วยเด็กมักเป็นผู้ตรวจพบความ
ติดกัน1 การขนึ้ ผิดตำ� แหน่งน้ีสามารถแบง่ ได้เปน็ 2 ชนิดได้แก่ ชนิด ผิดปกติน้ีได้ในระยะเร่ิมแรกจากการตรวจทางคลินิกโดยฟันกราม
ท่สี ามารถกลับคนื สู่ตำ� แหนง่ ปกติไดเ้ องโดยธรรมชาติ (Reversible ถาวรซ่ีที่หน่ึงจะมีลักษณะโผล่ขึ้นมาในช่องปากเพียงบางส่วนหรือ
หรอื jump type) และชนดิ ทไี่ มส่ ามารถกลับคนื สตู่ ำ� แหนง่ ปกตไิ ด้ ไม่ขึ้น หรือจากการสังเกตภาพรังสีท่ีใช้ประเมินสุขภาพช่องปาก
เอง (Irreversible หรอื hold type) รอ้ ยละ 50-70 ของฟันกราม เด็กเป็นประจ�ำ การวินิจฉัยท่ีถูกต้องและให้การรักษาในเวลาที่
ถาวรซ่ที ีห่ น่งึ สามารถกลับคืนสู่ตำ� แหนง่ ปกติได้เองกอ่ นอายุ 7-8 ป ี เหมาะสมเป็นปัจจัยส�ำคัญอย่างยิ่งท่ีจะป้องกันความยุ่งยากท่ีอาจ
โดยไม่ต้องให้การรักษาใดๆ2 นอกจากน้ียังมีการแบ่งประเภทของ เกิดขึ้นในอนาคต หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอาจก่อให้เกิด
128 การขึ้นผิดต�ำแหน่งโดยใช้ผลท่ีมีต่อฟันกรามน�้ำนมซ่ีท่ีสองซ่ึงอยู่ติด อันตรายต่อฟันน�้ำนม โดยท�ำให้ฟันโยก ติดเช้ือและสูญเสียฟันไป
กันออกเปน็ 4 ประเภทคือ ประเภททขี่ ึน้ ผิดต�ำแหน่งเพียงเลก็ น้อย ในท่ีสุด มีผลให้เกิดการสูญเสียช่องว่างในขากรรไกรจนน�ำไปสู่
(Mild) ท�ำให้เกิดการละลายท่ีเคลือบรากฟันและหรือเน้ือฟันเล็ก ปญั หาอืน่ ๆตามมาเช่น เกดิ การสบฟันท่ีผดิ ปกติ ฟันคุด เป็นต้น11
นอ้ ย หากการละลายเกิดลกึ ถึงช้ันเนือ้ ฟนั อยา่ งชัดเจนแต่ยังไม่ทะลุ การขึ้นผิดต�ำแหน่งของฟันกรามถาวรมักเป็นตัวบ่งชี้ถึง
ถงึ เนอ้ื เย่อื ในจดั เปน็ ประเภทปานกลาง (Moderate) สว่ นประเภท ปัญหาในการพัฒนาส่วนโค้งของขากรรไกร จึงมักพบในผู้ป่วยท่ีมี
รุนแรง (Severe) จะท�ำให้เกิดการละลายของรากด้านไกลกลาง ฟันซ้อนเก หากพบว่าเกิดขึ้นกับฟันกรามถาวรในหลายต�ำแหน่ง
ของฟันกรามน้�ำนมจนทะลุถึงเน้ือเย่ือในและหากมีการละลายของ ควรมกี ารจัดการปัญหาดงั กลา่ วอยา่ งระมัดระวัง12
รากดา้ นใกล้กลางจะถอื ว่าเปน็ ประเภทรนุ แรงมาก (Very severe)3 เมื่อพบการขึ้นผิดต�ำแหน่งของฟันกรามถาวรซี่ที่หนึ่งใน
ความชุกของการข้ึนผิดต�ำแหน่งของฟันถาวรเกิดข้ึนร้อยละ ระยะเร่ิมแรก ควรมีการสังเกตอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความเป็น
2-6 โดยพบในขากรรไกรบนมากกว่าในขากรรไกรล่าง4 มีรายงาน ไปไดใ้ นการแก้ไขเองตามธรรมชาตเิ ป็นเวลาประมาณ 3-6 เดอื น11
การศึกษาพบว่า ฟันในขากรรไกรบนข้ึนผิดต�ำแหน่งมากกว่าในขา เน่ืองจากส่วนใหญ่มักสามารถแก้ไขคืนสู่ต�ำแหน่งปกติได้เอง แต่
กรรไกรลา่ งถึง 25 เทา่ พบในเพศชายมากกวา่ เพศหญิง2 โดยฟันซี่ หากพบว่าไม่สามารถเกิดการแก้ไขได้ ควรพิจารณาให้การรักษา
ทพ่ี บวา่ ขึ้นผดิ ต�ำแหนง่ ไดม้ ากท่ีสุดคอื ฟันกรามถาวรบนซท่ี ห่ี นง่ึ 5 โดยสิ่งที่ควรค�ำนึงในการเลือกวิธีรักษาได้แก่ อายุของผู้ป่วย13
ปัจจัยท่ีอาจเป็นสาเหตุของการขึ้นผิดต�ำแหน่งของฟันกราม สถานภาพของฟันกรามน้�ำนม การมีอยู่ของฟันกรามน้อยซ่ีท่ีสอง
ถาวรซ่ีที่หนึ่งได้แก่ ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระหว่าง และระดับความรุนแรงของการข้ึนผิดต�ำแหน่ง14 เป้าหมายส�ำคัญ
อตั ราการเจรญิ เตบิ โตของขากรรไกร อัตราการข้ึนของฟันและหรือ ของการรักษาคือ พยายามเคล่ือนฟันกรามถาวรซ่ีท่ีหน่ึงให้ห่าง
ขนาดของฟันเช่น ความยาวของส่วนโค้งขากรรไกรมีไม่เพียงพอ ออกจากฟนั กรามน้�ำนมเพื่อให้ฟันขน้ึ สู่ต�ำแหน่งปกตไิ ด้ โดยวิธกี าร
การเจริญเติบโตบริเวณส่วนหลังของขากรรไกรมีน้อย ขนาด ที่ใช้มี 2 วิธีได้แก่ การบีบอัดบริเวณซอกฟัน (Interproximal
และรูปร่างของฟันกรามน้�ำนมและฟันกรามถาวรผิดปกติหรือ wedging) และการเคลื่อนฟันกรามถาวรไปในทิศด้านไกลกลาง
ทิศทางการขึ้นของฟันกรามถาวรเอียงมาด้านใกล้กลางมาก6-7 (Distal tipping)11, 15
Chintakanon5 พบว่า ปัจจัยท่ีส่งผลมากที่สุดต่อการข้ึนผิด การบบี อัดบริเวณซอกฟนั เพือ่ ใหฟ้ ันแยกห่างออกจากกนั มัก
ต�ำแหน่งของฟันกรามถาวรบนซ่ีท่ีหน่ึงได้แก่ ทิศทางและมุมการ ใช้ในกรณีที่ฟันขึ้นผิดต�ำแหน่งไม่เกินประเภทปานกลาง16 โดยใช้
ขึ้นท่ีผิดปกติ ขณะท่ีขนาดของฟันกรามน้�ำนมล่างซี่ท่ีสองเป็น อปุ กรณ์ช่วยแยกฟนั ได้แก่ ยาง โลหะ สปรงิ และลวดทองเหลือง11,
ปัจจัยส�ำคัญที่มีผลต่อการข้ึนผิดต�ำแหน่งของฟันกรามถาวรล่าง 17-20 แต่หากเป็นประเภทรุนแรงอาจใช้วิธีการเคลื่อนฟันกรามถาวร
นอกจากน้ียังพบว่า พันธุกรรมอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความ ไปในทิศด้านไกลกลางโดยใช้เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้หรือติด
วารสารกรมการแพทย์
แนน่ และอาจใช้อุปกรณ์เสรมิ อ่ืนๆ รว่ มดว้ ย21- 26 ภาพท่ี 1 ฟันซี่ 16 โผล่ขึ้นมาใน
การใช้ยางแยกฟันมีข้อดีคือ ผู้ป่วยเด็กยอมรับอุปกรณ์นี้ได้ ชอ่ งปากเพียงบางสว่ น
งา่ ย ใช้เวลาในการท�ำน้อย ไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายต่อตวั ฟนั และ
เสียค่าใช้จ่ายไม่มาก สามารถใช้ได้ผลในกรณีท่ีฟันขึ้นผิดต�ำแหน่ง
เพียงเล็กน้อย แต่หากฟันข้ึนผิดต�ำแหน่งมาก การใช้ยางแยกฟัน
อาจให้แรงไม่เพียงพอท่ีจะแยกฟันออกจากกัน นอกจากน้ีวิธีดัง
กล่าวมีความเส่ียงท่ียางจะหลุดเข้าไปในร่องเหงือก ท�ำให้เกิด
ปัญหาโรคปรทิ ันตต์ ามมาได้
ลวดทองเหลืองถูกน�ำมาใช้แยกฟันครั้งแรกโดย Levitas19
ข้อดีของการใช้ลวดทองเหลืองคือ ใช้เวลาในการท�ำน้อย ไม่ต้อง
พิมพ์ปาก ไม่ท�ำอันตรายต่อฟัน11 และให้แรงในการแยกฟันได้มาก
ขนึ้ ตามการปรบั และเปล่ียนขนาดของลวด อย่างไรก็ตาม ลวดทอง
เหลืองมีความอ่อนท�ำให้ผ่านซอกฟันได้ยากโดยเฉพาะกรณีที่ฟัน
กรามถาวรอยู่ใต้เหงือก ขณะสอดลวดผ่านซอกฟันจะเกิดการ
ผิดรูปของลวดได้และหากท�ำซ�้ำหลายคร้ังอาจก่อให้เกิดความ
เสียหายต่อเน้ือเยื่ออ่อนบริเวณนั้น1 จึงอาจต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วย
ในการสอดลวดและใชย้ าชาเฉพาะที่รว่ มดว้ ย
นอกจากนี้ หากการขึ้นผิดต�ำแหน่งเป็นประเภทรุนแรง
หรือรุนแรงมาก วิธีการรักษาจะมีความยุ่งยากและซับซ้อนมาก
ข้ึน17, 27-28 เชน่ การตัดฟันน้ำ� นมออกบางสว่ น การถอนฟันรว่ มกบั
ใส่เครอ่ื งมือจดั ฟัน เป็นตน้
รายงานผู้ป่วยรายนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือแสดงถึงวิธีการแก้ไข
การข้ึนผิดต�ำแหน่งของฟันกรามถาวรบนซ่ีที่หน่ึง โดยใช้ยางและ
ลวดทองเหลืองในการแยกฟนั
รายงานผปู้ ว่ ย 129
ผู้ป่วยเด็กหญิงไทยอายุ 8 ปี มาที่กลุ่มงานทันตกรรม ภาพท่ี 2 ภาพรงั สฟี ันซ่ี 16 ก่อนการรกั ษา
โรงพยาบาลปากช่องนานา เพ่ือต้องการตรวจสุขภาพฟัน ผู้ป่วย
มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจ�ำตัว ปฏิเสธการแพ้ยา เคยได้รับ การรักษา
การรักษาทางทันตกรรม ได้แก่ ขัดฟัน เคลือบฟลูออไรด์ อุดฟัน 1. ให้ทันตสุขศึกษา ผนึกหลุมและร่องฟันซ่ี 16 และ 26
ถอนฟัน ผนึกหลุมและร่องฟัน ถ่ายภาพรังสีในช่องปาก โดยพบ ถ่ายภาพรังสีบริเวณฟันซี่ 16 ก่อนเร่ิมการรักษา ใส่ยางแยกฟัน
ทันตแพทย์ครง้ั สุดท้ายเมอื่ 6 เดือนท่ีผา่ นมา โดยใชไ้ หมขดั ฟนั น�ำยางเขา้ ไปอยู่ระหวา่ งฟันซี่ 55 และ 16 (ภาพที่
3 และ 4) ขดั ฟนั เคลือบฟลูออไรด์ อธบิ ายถงึ อาการท่ีอาจเกดิ ขึน้
จากการตรวจร่างกายและสภาพภายนอกช่องปากไม่พบ และข้อควรปฏบิ ตั ขิ ณะใสย่ างแยกฟนั นัดตดิ ตามผล 2 สัปดาห์
ความผิดปกติ ตรวจภายในช่องปากพบว่า มีฟันชุดผสม ฟันถาวร 2. เมื่อผู้ป่วยกลับมาพบว่า ยางที่แยกฟันยังอยู่ แต่มีเศษ
และฟันน้ำ� นมข้ึนรวม 24 ซี่ ไมพ่ บรอยผุ ฟนั กรามถาวรลา่ งซท่ี ห่ี น่ึง อาหารติดมาก จึงเปลี่ยนยางแยกฟันเส้นใหม่ให้ในบริเวณดังกล่าว
ทั้งสองข้างสามารถข้ึนได้ปกติและได้รับการผนึกหลุมและร่องฟัน นดั ตดิ ตามผล 2 สัปดาห์
แล้ว ส่วนฟันกรามถาวรบนยังไม่ได้รับการผนึกหลุมและร่องฟัน 3. ยางแยกฟันยงั อยแู่ ต่หลวม เมือ่ เอายางออกพบวา่ มชี ่อง
ฟันซี่ 16 โผลข่ ึ้นมาในชอ่ งปากเพยี งบางส่วนโดยตัวฟันเอยี งมาด้าน ว่างระหว่างฟันซ่ี 55 และ 16 จึงพิจารณาไม่ใส่ยางแยกฟันต่อ
ใกล้กลาง (ภาพท่ี 1) จากภาพรังสีพบว่า ฟันเอียงมาดา้ นใกลก้ ลาง นัดติดตามดกู ารขึ้นของฟันเปน็ ระยะเวลา 2 เดือน
มากจนมีบางส่ วนของตัวฟันอยู่ต่�ำกว่าส่วนป่องด้านไกลกลางของ 4. ฟันซ่ี 16 โผล่ขึ้นมาในช่องปากมากกว่าเดิมแต่ยังมี
ฟันกรามน้�ำนมซ่ีที่สอง ไม่มีการละลายของรากฟันกรามน�้ำนม
(ภาพที่ 2) ฟันซี่ 26 ขน้ึ ได้ปกติ มหี ลมุ และร่องฟันลกึ ปีท่ี 44 ฉบับที่ 6 ประจำ� เดอื นพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562
การวนิ จิ ฉัยคอื ฟนั ซี่ 16 ข้ึนผดิ ตำ� แหน่ง
แผนการรักษาได้แก่ ให้ทันตสุขศึกษาแก่ผู้ป่วยและ
ผู้ปกครอง ผนึกหลุมและร่องฟันซี่ 16 และ 26 ขัดฟัน เคลือบ
ฟลอู อไรด์ ให้การรกั ษาเพื่อแกไ้ ขใหฟ้ นั ซ่ี 16 สามารถขนึ้ สู่ตำ� แหนง่
ปกติ นดั ตดิ ตามการข้ึนของฟันเป็นเวลา 3 เดือน
ภาพท่ี 3 การใช้ไหมขัดฟนั นำ� ยางแยกฟนั เขา้ ไปทซี่ อกฟนั ภาพที่ 6 การแยกฟันโดยใช้ลวดทองเหลือง
ภาพที่ 7 ภาพรังสฟี นั ซี่ 16 หลงั การรกั ษา 1 เดอื น
130 ภาพท่ี 4 การแยกฟันโดยใชย้ าง
ลักษณะเอียงมาด้านใกล้กลางและชิดกับฟันซี่ 55 ตรวจพบว่า
มีช่องว่างใต้จุดสัมผัสพอที่จะสอดลวดแยกฟันเข้าไปได้โดยไม่ต้อง
ฉีดยาชา จึงพิจารณาใช้ลวดทองเหลืองในการแยกฟัน (ภาพที่ 5)
โดยเร่ิมใช้ลวดขนาด 0.5 มิลลิเมตร (22 gauge) นัดติดตามผล
2 สัปดาห์ เพ่ือปรบั ความแนน่ ของลวดแยกฟนั
ภาพที่ 8 ฟนั ซ่ี 16 หลังการรกั ษา 3 เดอื น
ภาพท่ี 5 ลักษณะของลวดทองเหลอื งแยกฟนั ภาพที่ 9 ภาพรงั สีฟันซ่ี 16 หลังการรักษา 3 เดอื น
5. ลวดหลวมข้ึนและขาด แต่ฟันทั้ง 2 ซี่ยังคงชิดกัน
จึงเปล่ียนลวดเส้นใหม่เป็นขนาด 0.6 มิลลิเมตร (26 gauge)
(ภาพท่ี 6) นัดติดตามผล 1 สัปดาห์
6. ลวดหลวมข้นึ ปรับลวดแยกฟนั ใหแ้ นน่ ขึ้น นัดติดตามผล
ทกุ 1 สปั ดาห์
7. หลงั จากนัดผปู้ ่วยมาปรับลวดทกุ สปั ดาหเ์ ป็นเวลา 3 คร้ัง
พบว่า ลวดหลุดก่อนวันนัด 2 วัน เมื่อตรวจดูในช่องปากพบว่า
มชี ่องวา่ งระหว่างฟันซี่ 55 และ 16 จึงพิจารณาไม่ใสล่ วดแยกฟัน
ต่อ นดั ติดตามดกู ารขึ้นของฟันซี่ 16 เปน็ ระยะเวลา 1 เดอื น
วารสารกรมการแพทย์
8. ฟันซี่ 16 ตั้งตรงขึน้ (ภาพท่ี 7) ตวั ฟันสามารกโผล่ขึน้ มา สำ� เรจ็ 131
ในช่องปากไดม้ ากขึน้ นัดตดิ ตามผล 2 เดือน การใช้ยางแยกฟันมักถูกใช้กรณีที่ฟันเอียงไม่มาก ในผู้ป่วย
9. ฟนั ซ่ี 16 สามารกข้ึนสตู่ �ำแหนง่ ปกตไิ ด้ (ภาพที่ 8 และ 9) รายน้ี มีฟนั กรามถาวรเอียงชิดกบั ฟนั กรามน�ำ้ นมมาก แตใ่ ช้ยางใน
ผลการรักษา ตอนแรกของการรักษาเนื่องจากมีวัตถุประสงค์ท่ีจะแยกฟันที่ชิด
ฟันซี่ 16 สามารถขึ้นสูต่ ำ� แหน่งปกติได้ กันแน่นให้ห่างออกจากกัน เพื่อให้เกิดช่องว่างเพียงพอท่ีจะสอด
ผลการตดิ ตาม ลวดทองเหลืองผ่านซอกฟันได้ง่ายในเวลาต่อมา ยางมีความอ่อน
หลงั การรกั ษา 3 เดอื นพบวา่ ปญั หาฟนั ซี่ 16 ข้ึนผดิ ตำ� แหนง่ นุ่มจึงให้แรงในการแยกฟันอย่างนุ่มนวล ประกอบกับเป็นอุปกรณ์
หายไป ฟันสามารถขึ้นสู่ต�ำแหน่งปกติและสบกับฟันกรามถาวร ที่หาได้ไม่ยาก ราคาไม่แพง วิธีการใช้ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่นาน
ลา่ งซี่ทห่ี นึ่งได้ ไม่ท�ำอันตรายต่อฟันและไม่ต้องฉีดยาชา ท�ำให้ผู้ป่วยเด็กยอมรับ
การรักษาได้ง่ายข้ึนและท�ำให้เกิดช่องว่างเพียงพอที่จะใช้ลวดทอง
วจิ ารณ์ เหลอื งแยกฟันโดยไมต่ ้องใช้อุปกรณ์ช่วยและไมต่ อ้ งฉดี ยาชา
ผู้ป่วยรายนี้มีฟันกรามถาวรบนด้านขวาซี่ที่หนึ่งขึ้นผิด อย่างไรก็ดี ฟันท่ีขึ้นผิดต�ำแหน่งมีทิศเอียงมาด้านใกล้กลาง
ต�ำแหนง่ ความผิดปกตนิ ้มี ักถกู ตรวจพบตงั้ แต่ระยะแรกของการขน้ึ มาก จึงใชเ้ วลาในการรักษานานและอาจต้องมีการรกั ษาอ่ืนๆ เกิด
ของฟัน โดยพบจากภาพรังสีท่ีใช้ประเมินสุขภาพช่องปากเด็กเป็น ขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้นก่อนเร่ิมรักษาควรท�ำความเข้าใจกับผู้ป่วย
ประจ�ำหรือจากการสังเกตลักษณะท่ีฟันโผล่ขึ้นมาในช่องปากเพียง และผู้ปกครองถึงปัญหาที่เกิดข้ึน วัตถุประสงค์ในการรักษา ทาง
บางสว่ น ซงึ่ ในผ้ปู ว่ ยรายน้ีถูกพบจากวธิ ีดงั กลา่ วเชน่ กัน ดังน้ันการ เลอื กในการรกั ษา คา่ ใช้จา่ ย สิง่ ทอี่ าจเกดิ ขนึ้ ระหวา่ งการรกั ษาและ
ตรวจทางคลินิกและภาพรังสีด้วยความละเอียดรอบคอบในระยะ ผลที่ได้รับ ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ผู้ให้การรักษา
เริ่มแรกของชุดฟันผสมจึงเป็นปัจจัยส�ำคัญที่ท�ำให้สามารถวินิจฉัย ต้องรับฟังและช่วยแก้ไขปัญหารวมท้ังให้ก�ำลังใจผู้ป่วยและ
โรคได้ถูกต้อง แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ป้องกันความยุ่งยากในการ ผู้ปกครองเพ่ือให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี จึงจะได้รับความร่วมมือจาก
รักษาฟนั ขนึ้ ผิดตำ� แหนง่ ทัง้ เด็กและผูป้ กครองตลอดการรักษาจนแกไ้ ขปญั หาไดส้ �ำเรจ็
Bjerklin13 แนะนำ� ว่า หากฟนั กรามถาวรซที่ ห่ี นึ่งไม่สามารถ สรปุ
โผล่ข้ึนมาในช่องปากได้เต็มซ่ีเมื่ออายุ 7 ปี แสดงว่า ไม่สามารถ
แก้ไขให้ขน้ึ สูต่ ำ� แหนง่ ปกตไิ ด้เองในผปู้ ว่ ยรายน้ี ไดร้ ับการวินิจฉยั วา่ รายงานน้ีแสดงถึงการแก้ไขการข้ึนผิดต�ำแหน่งของฟันกราม
มีฟันกรามถาวรบนซี่ที่หนึ่งข้ึนผิดต�ำแหน่งเม่ืออายุ 8 ปี จากภาพ ถาวรบนด้านขวาซี่ท่ีหน่ึงให้ข้ึนสู่ต�ำแหน่งปกติ โดยอาศัยการตรวจ
รังสีพบว่า ทิศทางการข้ึนของฟันถาวรเอียงเข้าไปอยู่ใต้ความป่อง พบในระยะเร่ิมแรก การวินิจฉัยที่ถูกต้อง ให้การรักษาในเวลา
ของฟันกรามน�้ำนมมาก มีเพียงบางส่วนของตัวฟันโผล่ให้เห็น ที่เหมาะสม โดยใช้วิธีการท่ีไม่ซับซ้อน ผู้ป่วยยอมรับได้ง่ายและ
ในชอ่ งปาก โอกาสทจ่ี ะกลบั คืนสู่ต�ำแหนง่ ปกตไิ ดเ้ องโดยธรรมชาติ เสียค่าใช้จ่ายน้อย โดยอาศัยความร่วมมือจากผปู้ ่วยและผปู้ กครอง
มีน้อย จึงตัดสินใจเร่ิมให้การรักษาโดยเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับ
คำ� แนะนำ� ของ Kupietzky11 กติ ตกิ รรมประกาศ
การรักษาผู้ป่วยรายน้ีใช้วิธีท่ีไม่ยุ่งยากซับซ้อน ไม่ก่อให้เกิด ขอขอบพระคุณอาจารย์ผู้ให้ความรู้และแนวคิดจนสามารถ
อันตรายกับฟนั เสียคา่ ใชจ้ า่ ยน้อย และผปู้ ว่ ยยอมรับได้งา่ ย โดยได้ นำ� มารักษาผ้ปู ่วยไดส้ �ำเรจ็ ขอบคณุ ผปู้ กครองและผปู้ ่วยทใ่ี หค้ วาม
รับความร่วมมือจากผู้ป่วยและผู้ปกครองในการแก้ไขปัญหาจน รว่ มมอื ในการรกั ษา ตลอดจนเจ้าหนา้ ที่ที่เกย่ี วขอ้ งทกุ ทา่ น
References
1. Huang WJ, Childers NK. Clinical aid in placing brass wires to treat ectopically erupting permanent first molars. Pediatr Dent 1995; 17:
122-3.
2. Young DH. Ectopic eruption of the first permanent molar. J Dent Child 1957; 24: 153-62.
3. Barberia-Leache E, Suarez-Clua MC, Saavedra-Ontiveros D. Ectopic eruption of the maxillary first permanent molar : characteristics and
occurrence in growing children. Angle orthod 2005; 75: 610-5.
4. Kennedy DB. Clinical management of an ectopically erupting permanent mandibular molar : a case report. Pediatr Dent 2008; 30:
63-5.
5. Chintakanon K, Boonpinon P. Ectopic eruption of the first permanent molars : Prevalence and etiologic factors. Angle Orthod 1998;
68: 153-60.
6. Pulver F. The etiology and prevalence of ectopic eruption of the maxillary first permanent molar. J Dent Child 1968; 35: 138-46.
7. Raghoebar GM, Boering G, Vissink A, Stegenga B. Eruption disturbances of permanent molars : a review. J Oral Pathol Med 1991; 20:
159-66.
8. Kurol J, Bjerklin K. Ectopic eruption of maxillary first permanent molars : familial tendencies. J Dent Child 1982; 49: 35-8.
9. Bjerklin K. Ectopic eruption of the maxillary first permanent molar. An epidemiological, familial, aetiological and longitudinal clinical
study. Swed Dent J 1994; 100: 1-66.
10. Carr GE, Mink JR. Ectopic eruption of the first permanent maxillary molar in cleft lip and cleft palate children. J Dent Child 1965; 32:
179-88.
ปีที่ 44 ฉบบั ท่ี 6 ประจำ� เดอื นพฤศจกิ ายน-ธันวาคม 2562
11. Kupietzky A. Correction of ectopic eruption of permanent molars utilizing the brass wire technique. Pediatr Dent 2000; 22: 408-12.
12. Kennedy DB, Turley PR. The clinical management of ectopically erupting first permanent molars. Am J Orthod Dentofacial Orthop
1987; 92: 336-45.
13. Bjerklin K, Kurol J. Prevalence of ectopic eruption of the maxillary first permanent molar. Swed Dent J 1981; 5: 29-34.
14. Hennessy J, AI-Awadhi EA, Dwyer LO, Leith R. Treatment of ectopic first permanent molar teeth. Dent Update 2012; 39: 656-8.
15. Yaseen SM, Naik S, Uloopi KS. Ectopic eruption - A review and case report. Contemp Clin Dent 2011; 2: 3-7.
16. Hafiz ZZ. Ectopic eruption of the maxillary first permanent molar : a review and case report. J Dent Health Oral Disord ther 2018; 9:
154-8.
17. Hirayama K, Chow MH. Correcting ectopic first permanent molars with metal or elastic separators. Pediatr Dent 1992; 14: 342-4.
18. Kim YH, Park KT. Simple treatment of ectopic eruption with a triangular wedging spring. Pediatr Dent 2005; 27: 143-5.
1 9. Levitas TC. A Simple technique for correcting an ectopically erupting maxillary first permanent molar. J Dent Child 1964; 31: 16-8.
2 0. Venn RJ. Ectopic eruption of permanent first molars : a clinical technique. J Pedod 1985; 10: 81-8.
21. Grimm SE. Treatment of ectopically erupting molars. J Clin Orthod 1988; 22: 512-3.
22. Humphrey WP. A simple technique for correcting an ectopically erupting first permanent molar. J Dent Child 1962; 29: 176-8.
2 3. Croll TP. Correction of first permanent molars : ectopic eruption. Quintessence Int 1984; 15: 1239-46.
24. Mitsuhata C, Konishi Y, Kaihara Y, Kozaia K. Treatment of ectopic eruption of permanent mandibular first molars with innovative
dental appliances. Eur J Paediatr Dent 2014; 15: 181-3.
25. Weinberger SJ. Correction of bilateral ectopic eruption of first permanent molars using a fixed appliance. Pediatr Dent 1992; 14: 382-3.
26. Kinzinger GS, Wehrbein H, Gross U, Diedrich PR. Molar distalization with pendulum appliances in the mixed dentition : Effects on the
position of unerupted canines and premolars. Am J Orthod Dentofacial Orthop 2006; 129: 407-17.
27. Auychai S, Feigal RJ, Walker PO. Management of mandibular molar ectopic eruption using primary molar hemisection : case report.
Pediatr Dent 1996; 18: 399-402.
28. Duncan WK, Ashrafi MH. Ectopic eruption of the mandibular first permanent molar. J Am Dent Assoc 1981; 102: 651-4.
132
วารสารกรมการแพทย์
วารสารกรมการแพทย์ 133
คำ� ชี้แจงการสง่ เร่ืองเพื่อลงพิมพ์
วารสารกรมการแพทยย์ ินดรี บั เรอื่ งวิชาความรทู้ างการแพทยแ์ ละวชิ าท่ีมคี วามสมั พันธ์กับวชิ าแพทยต์ ลอดจนประวัติท่ีเกยี่ วกับกรมการแพทย์
ตลอดจนประวตั ิทีเ่ ก่ียวกับกรมการแพทยแ์ ละการสาธารณสุข เพอื่ ลงพมิ พ์ โดยสนบั สนนุ ให้บทความเปน็ ภาษาไทย แตม่ บี ทคัดยอ่ เป็นภาษาอังกฤษ
เรื่องท่ีสง่ มาพมิ พต์ อ้ งไมเ่ คยตพี ิมพ์ในวารสารฉบับอ่ืนมาก่อน และเมื่อตพี ิมพแ์ ลว้ ตอ้ งไมต่ ีพิมพ์ในวารสารอ่ืน
การสง่ ตน้ ฉบบั
ใหพ้ ิมพห์ น้าเดียวบนกระดาษสั้น ขนาด A4 TH Sarabun PSK ขนาด Font 16 point บนมุมขวาของกระดาษพิมพ์ใส่เลขหนา้ ก�ำกับทกุ หนา้
การเขียนต้นฉบบั ควรใช้ภาษาไทยใหม้ ากทส่ี ุด ยกเวน้ แต่ค�ำภาษาองั กฤษทีแ่ ปลไมไ่ ด้ หรือแปลแลว้ ท�ำให้ใจความไมช่ ัดเจน ส่งต้นฉบับ 3 ชุด (รวมทงั้
ตารางและภาพ ไม่ควรเกนิ 5 ตาราง/รปู ) พรอ้ ม CD หรือ DVD (Program Microsoft Word) ตน้ ฉบับไม่ตอ้ งพับ ลงทะเบยี นถา้ ส่งทางไปรษณยี พ์ ร้อม
ทัง้ จดหมายกำ� กบั จากผู้เขยี นเพอื่ ขอให้พจิ ารณาตพี ิมพ์
ประเภทของบทความ
นพิ นธต์ ้นฉบับ (Original Article) เป็นรายงานผลการศึกษา คน้ คว้า หรอื วิจัย ควรประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ตามล�ำดับตอ่ ไปนชี้ อื่ เรอ่ื งชือ่ ผ้นู ิพนธ์
บทคดั ยอ่ ทงั้ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ บทนำ� วตั ถวุ ธิ กี าร ผล วจิ ารณ์ สรปุ กติ ตกิ รรมประกาศ เอกสารอา้ งองิ ความยาวเรอื่ งไมค่ วรเกนิ 12 หนา้ พมิ พ์
รายงานผูป้ ว่ ย (Case Report) ควรเปน็ รายงานผปู้ ่วยที่ไม่ธรรมดา เป็นโรคหรอื กลุ่มอาการโรคใหมท่ ่พี บได้ไม่บ่อย หรือไมเ่ คยมีอาการมาก่อน
หรอื โรคทม่ี ีลกั ษณะหรอื การด�ำเนนิ โรคทไ่ี ม่ตรงแบบควรประกอบดว้ ยหัวข้อดงั ตอ่ ไปน้ี บทน�ำ รายงานผู้ปว่ ย วิจารณ์ สรปุ กติ ตกิ รรมประกาศ และ
เอกสารอา้ งอิง
บทฟื้นวิชา (Refresher Course) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้เร่ืองใดเรื่องหนึ่งทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยเรียบเรียงจาก
วารสารหรือหนงั สือตา่ งๆ ทั้งในและตา่ งประเทศประกอบด้วย บทนำ� ความร้เู ร่อื งโรคทนี่ ำ� มาเขียน บทวจิ ารณแ์ ละเอกสารอ้างองิ ความยาวเร่ืองไม่
ควรเกนิ 12 หนา้ กระดาษพมิ พ์
ปกิณกะ (Miscellany) เปน็ บทความทัว่ ไปท่มี ขี นาดเลก็ เนอื้ หาอาจเข้าขา่ ยหรือไม่เขา้ ขา่ ยบทความตา่ งๆทีก่ ลา่ วมาข้างตน้
ยอ่ เอกสาร (Abstract) เปน็ การย่อเอกสารจากบทความภาษาต่างประเทศหรอื บทความภาษาไทย ซ่ึงตพี ิมพ์ไม่เกิน 2 ปี ควรมีบทวจิ ารณ์ส้ันๆ
ของผู้ย่อประกอบด้วย
จดหมายถึงบรรณาธิการ (Letter to the Edi-tor) หรือจดหมายโต้ตอบ (Correspondence) เป็นเวทีโต้ตอบระหว่างนักวิชาการผู้อ่าน
กับเจา้ ของบทความทีต่ พี มิ พ์ ชค้ี วามคิดเห็นทแ่ี ตกต่างหรือความไม่สมบูรณ์ ขอ้ ผดิ พลาดของรายงาน
การเตรียมต้นฉบับ ชื่อเรื่อง ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษควรส้ันได้ใจความ และส่ือเป้าหมายหลักของการศึกษา (Concise but
informative)
ช่อื -สกุล/คณุ วฒุ ขิ องผู้เขยี นและหนว่ ยงานชือ่ -สกุลและหนว่ ยงาน ใชเ้ ปน็ คำ� เตม็ ทั้งภาษาไทยและภาษาองั กฤษ ปรญิ ญาหรอื คณุ วุฒิใชต้ วั ยอ่ ที่
เป็นสากลท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
บทคัดยอ่ วารสารกรมการแพทยใ์ ช้บทคัดยอ่ ในรูปแบบร้อยแก้ว หรอื Unstructured abstracts ใช้ภาษาที่รดั กุมและเปน็ ประโยคสมบรู ณ์
ควรระบุเนื้อหาท่ีจ�ำเป็นสิ่งตรวจพบหลักและผลสรุปและข้อมูลทางสถิติที่ส�ำคัญ เน้นผลการศึกษาท่ีพบใหม่และส�ำคัญ ในภาษาอังกฤษควรเป็น
ประโยคอดีต ไมค่ วรมีคำ� ยอ่ ไม่มกี ารอา้ งอิงเอกสาร และ/หรือ เขียนในรปู แบบของ Structured abstracts ซ่งึ ประกอบด้วย ภูมิหลัง (background)
วัตถุประสงค์ (objectives) วธิ ีการทำ� วจิ ัย (methods) ผลการวจิ ยั (results) และบทสรปุ การวจิ ัย (conclusions)
บทคัดย่อภาษาไทยของบทความภาษาอังกฤษให้ใส่ช่ือผู้นิพนธ์ ช่ือเร่ืองเป็นภาษาไทยไว้เหนือเน้ือความย่อส�ำหรับบทคัดย่อภาษาอังกฤษ
ของบทความภาษาไทยให้ใส่ช่อื เรอ่ื ง ช่อื เต็มของผนู้ พิ นธเ์ ปน็ ภาษาองั กฤษไวเ้ หนอื เนื้อความยอ่
คำ� ส�ำคัญหรอื คำ� หลกั (Keywords) ควรมี 3 - 5 คำ� ใสไ่ ว้ทา้ ยบทคดั ย่อส�ำหรับท�ำดชั นีเรอื่ ง (subject index)
เนื้อเร่ือง ควรใชภ้ าษาไทยใหม้ ากท่ีสดุ ยกเว้นคำ� ศัพทท์ างเทคนคิ ทจี่ ำ� เปน็ ใชภ้ าษาที่อา่ นงา่ ยเขา้ ใจงา่ ย กะทัดรดั ชัดเจน หากจะใชค้ ำ� ย่อตอ้ ง
ระบุคำ� เตม็ ในครง้ั แรกก่อน มีการอา้ งอิงเอกสารเปน็ ตวั เลขเรยี งตามลำ� ดับเนือ้ เรื่องควรประกอบด้วย
บทน�ำ ให้อธิบายถึงเหตุผล ความเป็นมาที่น�ำไปสู่วัตถุประสงค์ของการศึกษา ทบทวนวรรณกรรมท่ีจ�ำเป็น ไส้วัตถุประสงค์ของการศึกษาไว้
เป็นรอ้ ยแลว้ ทที่ า้ ยบทน�ำ ไมต่ ้องใสข่ อ้ มลู และผลสรุปของการศกึ ษา
วัตถุและวิธีการ อธิบายถึงวิธีการศึกษา รูปแบบ ช่วงเวลา สถานท่ี การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มควบคุม เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศึกษา
มาตรการหรือวิธี (Intervention) ท่ีใช้ ถ้าเป็นวิธีท่เี ป็นทีร่ ้จู กั กันทัว่ ไปให้ระบใุ นเอกสารอ้างองิ ถา้ เป็นวธิ ใี หม่ใหอ้ ธบิ ายให้ผอู้ ่านเขา้ ใจและสามารถน�ำ
ไปใช้ได้ ระบวุ ธิ ีการเกบ็ ขอ้ มลู การวิเคราะห์ วธิ ีการทางสถิติที่ใช้
ผล แสดงผลที่ได้จากการศกึ ษาอย่างชัดเจนให้ผูอ้ ่านอา่ นและท�ำความเข้าใจไดง้ า่ ย ผลตอ้ งสอดคล้องกบั วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษา บรรยาย
เปน็ รอ้ ยแก้วในกรณีที่มตี วั เลขไม่มากหรอื ไม่ซับซ้อนถ้าตัวเลขมากตวั แปรมากให้ใช้ตาราง และแปลความหมายของผลท่ีพบหรือวิเคราะหจ์ ากตาราง
แสดงเฉพาะที่ส�ำคัญและเปน็ ประเดน็ ในการวิเคราะห์ หรอื เปรยี บเทียบกบั สมมตฐิ านทว่ี างไว้
วิจารณ์ วิจารณ์ผลการศึกษาว่าตรงกับวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ เหมือนหรือแตกต่างจากงานของผู้อ่ืนหรือไม่อย่างไร และ
เหตใุ ดจงึ เปน็ เชน่ นนั้ เนน้ เฉพาะท่ีสำ� คัญและใหม่ๆ และผลสรปุ ที่ไดจ้ าการคน้ พบนัน้ ๆ อย่าน�ำเนอ้ื หาในบทน�ำหรอื ผลมากล่าวซ�้ำในบทวิจารณ์ ควร
แสดงข้อเดน่ ข้อด้อย Implication ของการศกึ ษา รวมทั้งข้อเสนอแนะในการศึกษาในอนาคต
สรปุ สรปุ ใหต้ รงกบั ผลที่ตอ้ งการจากวัตถุประสงคข์ องการศึกษา ให้ข้อเสนอแนะในการน�ำผลการศึกษาไปใช้ หรือประเดน็ ปญั หาส�ำหรับการ
ศกึ ษาคร้ังตอ่ ไป
ปที ี่ 44 ฉบบั ท่ี 6 ประจ�ำเดอื นพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562
เอกสารอ้างองิ
ผูเ้ ขียนตอ้ งรับผดิ ชอบในความถูกต้องของเอกสารอา้ งอิง
การอา้ งอิงเอกสารใชร้ ะบบ Vancouver โดยใส่หมายเลขอารบคิ (Arabic) เอกสารอ้างองิ บนไหล่บรรทัดด้านขวา ไมต่ อ้ งใสว่ งเลบ็ เรยี งตาม
ล�ำดับและตรงกับท่ีอ้างอิงไว้ในเนื้อเรื่อง ถ้าต้องการอ้างอิงซ�้ำให้ใช้หมายเลขเดิม การอ้างอิงผู้เขียนในบทความภาษาไทยให้เรียงล�ำดับจากช่ือต้น
ตามด้วยนามสกุล การอ้างอิงผเู้ ขยี นในบทความภาษาองั กฤษให้เรยี งล�ำดบั จากนามสกุลผ้เู ขยี น ตามด้วยอักษรย่อของชอ่ื ตน้ และช่ือกลาง
การอ้างอิงเอกสารให้ใช้ช่ือเรื่องตามรูปแบบของ U.S. National Library of Medicine ท่ีตีพิมพ์ใน Index Medicusทุกปี หรือดูจาก
web site http://nim.nih.govหรอื ใช้ตามแบบทีใ่ ชใ้ นเอกสารนน้ั ๆ
ผ้เู ขยี นตอ้ งอ้างอิงและเขยี นเอกสารอา้ งอิงเป็นภาษาอังกฤษเท่านน้ั
การเขยี นเอกสารอา้ งองิ ในวารสารกรมการแพทยม์ ีหลกั เกณฑด์ งั ตัวอย่างต่อไปนี้
1.การอา้ งองิ จากวารสารวิชาการ ลำ� ดบั ท่.ี ช่ือผูน้ ิพนธ.์ ช่ือบทความ. ชอื่ ย่อวารสาร. ปีทพ่ี ิมพ์; ปีที่ (vol): หน้าแรก-หน้าสดุ ทา้ ย.
1.1 ชัยเยนทร์ รัตนวิจารณ์, กุหลาบ หวังดีศิริกุล. การศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสายตาผิดปกติของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จฬุ าลงกรณ์เวชสาร 2529; 28:279-70.
1.2 Campbell D, Hall M, Lemon J, Carr-Hill R, Pritchard C, Samphier M. Clinical birthweight standards for a total
population in the 1980. Br J ObstetGynaecol 1987; 100:436-45.
หากมผี ้นู ิพนธม์ ากกว่า 6 คน ให้ใส่ช่อื เพียง 6 คนแรก แล้วตามด้วย “et al.” ในวารสารภาษาองั กฤษหรือตามด้วย “และคณะ” ในวารสาร
ภาษาไทย
2.การอา้ งองิ จากหนังสือ ตำ� รา หรอื รายงาน
2.1 หนังสือหรือต�ำราท่ีผู้นิพนธ์เขียนทั้งเล่ม ล�ำดับที่. ผู้นิพนธ์/หน่วยงาน. ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์. เมืองที่พิมพ์. ส�ำนักพิมพ์; ปีท่ีพิมพ์.
หนงั สอื หรอื ตำ� รา แตง่ โดยผู้นิพนธ์
1. พรจันทร์ สุวรรณชาต. กฎหมายกับการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ.์ กรุงเทพมหานคร. เดอะเบสทก์ ราฟฟคิ แอนด์
ปริน้ ท;์ 2542
2.Jones KL. Smith’s recognizable patterns of human malformation. 5th ed. Philadelphia: WB Saunder; 1997.
หนังสือมบี รรณาธกิ าร
1. วิลาวัณย์ จึงประเสรฐิ , สุจรติ สุนทรธรรม, บรรณาธกิ าร. อาชวี เวชศาสตร์ ฉบบั พิษวทิ ยา. กรงุ เทพมหานคร : ไซเบอร์เพรส; 2542.
2. Norman IJ, Reddfern SJ, editors. Mental health care for elderly people. New York: Churchill Livingstone;1996.
บทใดบทหนึ่งในหนงั สอื หรอื ตำ� รา ลำ� ดับท.่ี ผู้นพิ นธ.์ ช่อื เสยี ง. ใน: ชอื่ บรรณาธิการ, บรรณาธกิ าร. ช่อื หนงั สือ. คร้งั ทพ่ี ิมพ.์ เมืองทพ่ี มิ พ.์
134 สำ� นักพมิ พ์; ปที ่ีพมิ พ.์ หน้าแรก-หน้าสุดทา้ ย
1. ธีระ ลลี านันทกิจ, ชูทติ ย์ ปานปรีชา. นิเวศบ�ำบดั (Milieu Therapy) ใน: เกษม ตนั ตผิ ลาชีวะ, บรรณาธิการ. ต�ำราจติ เวชศาสตร์
เล่ม2. พิมพค์ ร้ังท่ี 2 กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์; 2536 หน้า 961-96.
2. Wentz AC. Infertility. In: Jones HW III, Wentz AC, Burnett LS, eds. Novak’s text-book of gynecology. 11th ed.
Baltimore: Williams & Wilkins; 1988.p. 263-302.
3. การอา้ งอิงรายงานการประชุม/สัมมนา (Conference Proceedings) ล�ำดบั ที.่ ชื่อบรรณาธิการ, บรรณาธกิ าร. ชือ่ เรอื่ ง. ชอ่ื การประชุม.
วันเดอื นปีทปี่ ระชมุ ; สถานท่ีจัดประชมุ . เมอื งท่พี มิ พ์: สำ� นักพิมพ;์ ปีทีพ่ มิ พ.์
1. Kimura J, Shibasaki H, editors. Recent advances in clinical neurophysiology. Proceedings of the 10th International
Congress of EMG and Clinical Neuro-physiology; 1995 Oct. 15-19; Kyoto, Japan. Amsterdam: Elsevier; 1996.
4. การอา้ งองิ วิทยานิพนธ์ ล�ำดบั ท.ี่ ชอ่ื ผ้เู ขียน. ชอ่ื เรอ่ื ง (ประเภทปรญิ ญา). ภาควิชา, คณะ. เมอื ง: มหาวทิ ยาลัย; ปที ่ีไดป้ ริญญา.
1. Kaplan SJ. Post-hospital home health care: the elderly’s access and utilization (disser-tation). St.Louis (MO):
Washington Univ.:1995.
5. การอา้ งอิงจากรายงานการวจิ ยั พิมพโ์ ดยผ้ใู หท้ ุน ลำ� ดบั ท่.ี ชอ่ื ผเู้ ขียน. ชอื่ เร่ือง. เมืองทพ่ี มิ พ:์ หน่วยงานท่ีพิมพ์/แหล่งทุน; ปีทพ่ี ิมพ.์ เลขท่ี
รายงาน.
6. การอา้ งองิ จากส่อื อิเลก็ ทรอนกิ ส์
1. Morse SS. Factors in the emergence of infectious disease. Emerg Infect Dis (serial online) 1995; Jan-Mara (cited 1996
Jun 5): 1(1):[24 screens]. Available from: URL; http://www.cdc.gov / ncidod/EID/eid.htm.
2. Hemodynamics III: the ups and down of hemodynamics (computer program). Ver-sion 2.2. Orlando (FL):
Computerized Educational Systems: 1993.
3. CDI, clinical dermatology illustrated (monograph on CD-ROM). Reeves JRT, Maibach H. CMEA Multimedia Group,
producers. 2nd ed. Verison 2.0. San Diego : CMEA: 1995.
7. อ่นื ๆ
1. พจนานุกรมราชบณั ฑิตสถาน พ.ศ.2525 พมิ พค์ รงั้ ท่ี 5 กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทศั น;์ 2538. หน้า 545
2. พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบบั ที่ 98 พ.ศ.2529, ราชกิจจานเุ บกษาฉบับพิเศษเล่มท่ี 103,
วารสารกรมการแพทย์
ดรรชนปี ีท่ี 44
มกราคม – ธนั วาคม 2562
ดรรชนีผนู้ ิพนธ์ ชตุ ิมา สุดประเสริฐ 47(3) นพมาศ ศภุ รพันธ์ 114(2)
โชตริ ส ดกี ลา้ 48(4) นนั ทพร พรธีระภัทร 47(3)
ก ชนดั ดา แนบเกษร 125(4) นราภรณ์ พิศิษฐการ 47(3)
กรองแกว้ โตชยั วฒั น ์ 42(1), 42(2) ชยันตร์ธร ปทมุ านนท ์ 155(4) นิตพิ ร เวฬุสวุ รรณ 82(3)
กัลยา ปรดี ีคณติ 42(1), 42(2) ชญานนั ท์ ทิพย์ละมัย 54(5) นฤมล ไฝพรม 133(3)
กมลรัตน์ ศรสี บุ ัติ ชลิดา เขมวรานนั ท์ 11(6) นิภา มหารชั พงษ ์ 90(4)
กิจกลุ ขยันกจิ 95(1) 113(1) นัยนา วฒั นากูล 132(4)
ก�ำพล เครอื คำ� ขาว 95(1) ซ 48(4) นุชนารถ เขียนนกุ ูล 132(4), 144(4)
กรรณิการ์ โคตรชาร ี 119(1) ซ�ำซูดนิ ดายะ 136(1) นฤมล สวรรค์ปญั ญาเลิศ 132(4)
กชชกุ ร หว่างนุ่ม 127(1) 47(2) นาฏยพร จรัลเรืองธีรกลุ 152(4)
กรรณกิ าร์ เมากว้าง 32(2) ฌ 96(2), 101(2), 108(2) นดาพิม ใจกาศ 62(5)
กรชนก วฒุ สิ มวงศก์ ลุ 47(2) ฌาน ปทั มะ พลยง 133(3) นธร ขจรไพร 87(5)
กนกเวทย์ ตง้ั พมิ ลรัตน์ 83(2) 48(4) นพดล จริงจิตร 158(5)
กฤตริ ัตน์ เกยี รตศิ ริ โิ รจน์ 96(2), 101(2), 108(2) ณ 54(4) บ
กาญจนา พิบลู ย์ 121(2) ณฏั ฐ์วรัตถ์ อเนกวทิ ย ์ 119(4) บรรณศาสตร์ ไชยพรรณนา 36(1)
กมลชนก กวยรักษา 66(3) ณัฐพงศ์ เลปนานนท์ 114(5) บุญรักษา เหลา่ นภาพร 67(1)
กฤติกา บุญมาก 100(3) ณัฐพล ชโยพิทกั ษ ์ 145(5) บุษกร โลหารชุน 96(2), 101(2), 108(2), 167(5)
เกศสดุ า หาญสทุ ธิเวชกุล 100(3) ณรงค์วทิ ย์ นาขวญั 47(2) บตุ รี เทพทอง 48(4)
กัลยา แก้วธนะสิน 108(3) ณัฐพล สาระพมิ พา 80(4),119(6) บญุ ธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ทุ ธิ ์ 90(4)
กหุ ลาบ รัตนสจั ธรรม 73(4) ณฐั พล อันนานนท ์ 119(4) เบญจมาศ เกษมพิมล 85(6)
กฤษฎี ปณั ณะรัส 96(4) ณฎั ฐณิชา คมกล้า 106(6) ป
เกรียงไกร เฮงรศั มี 81(5) ณัฐกานต์ หุ่นธาน ี ปรีดา กงั แฮ 52(1)
กฤษณ์ พงศ์พริ ฬุ ห ์ 120(5) ณติ ยา ไชยกุล 74(2), 93(3), 108(3) ปยิ ะวรรณ ตั้งละมัย 131(1), 128(6)
กิตพิ ันธ์ ขาวน่ิม 134(5) 95(5) ปารสี ผุยพานิชยส์ ริ ิ 83(2)
กรกช วจิ ิตรสงวนเจด็ วรรณะ 158(5) ด 73(4) ปริศนา พานชิ กุล 90(2)
กริ ณา ประเสริฐเมฆ 158(5) เดอื นเพญ็ ห่อรตั นาเรือง 145(5) ประพนธ์ จิตรกรยี าน 96(2)
กองกาญจน์ พรสูงสง่ 158(5) ดนยั แกว้ กำ� เนดิ 182(5) ปานจติ ต์ พรหมโชติ 47(3)
112(6) ดวงใจ ดวงฤทธ์ ิ 61(6)
ดนัย พรสถาพนั ธ์
ข 42(1), 42(2) ปิยะเมธ ดิลกธรสกลุ 58(3) 135
ขวญั ชนก แสนเตชะ ต 47(1) ปริชญา งามเชิดตระกลู 54(4)
ขวญั ประชา เชยี งไชยสกุลไทย 119(1) ถ 119(1) ประจกั ษ์ จริยพงศ์ไพบูลย ์ 84(4)
ขวญั ลดา บญุ สิน 95(5) ถริ พร ตงั้ จิตติพร 32(2) ปิยบุตร กิตตธิ รรมวงศ์ 134(5)
158(5) ถาวร สกุลพาณชิ ย์ 90(2) ประพนธ์ พพิ ัทธสัจก ์ 139(5)
ค 70(5) ท 121(2) ปวีนชุ จนี กูล 77(6)
คัคนนันท์ วิริยาภรณป์ ระภาส 120(5) ทรรศนันทน์ อ่วมประเสรฐิ ประภาศิริ วมิ ลศิลปนิ 77(6)
คมสงิ ห์ เมธาวกี ุล 36(1) ทพิ สคุ นธ์ มลู จันท ี 52(3), 139(3) ปราโมทย์ ถ่างกระโทก 77(6)
67(1) ทศพล ชุ่มสูงเนนิ 90(4) ประภาพรรณ จเู จริญ 85(6)
จ 113(1) เทวินทร์ โชตธิ นประสทิ ธ์ ิ 96(4) พ
จันทร์ฉาย คำ� แสน 32(2) ธ 120(5) พรสวรรค์ โพธิ์สวา่ ง 73(1)
จติ รดา ทองด ี 32(2) ธรรมรุจา อดุ ม 55(6) แพงศรี แกว้ มาตย์ 55(2)
เจษฎากร โนอนิ ทร ์ 82(3) ธงธน เพ่มิ บถศรี 77(6) พชั ญพ์ ิชา พพิ ฒั ฤทธิศักด ์ิ 61(2)
จามรี ณ บางช้าง 114(3) ธีรดนย์ จินตจ์ ิระนนั ท ์ 67(1) พมิ พ์ชนก องคส์ นั ติภาพ 83(2)
เจษฎา มณชี วขจร 133(3) ธญั ญลักษณ์ ธนโรจนวณชิ 113(1) พวงทอง อินใจ 66(3)
จฑุ าทพิ อาธีรพรรณ 133(3) ธานินทร์ พิรณุ เนตร 113(1) พรพรรณ บุญธรรม 82(3)
จตพุ ร ศริ ิกุล 54(4) ธนษิ ฐา สิมรวี งษ ์ 119(1) พร้อมพร วงศว์ ัฒนฤกษ ์ 93(3)
จอม สวุ รรณโณ 84(4) ธฤต แตระกลุ 127(1) พรทิพย์ กรี ะพงษ์ 120(3)
เจนเนตร พลเพชร 125(4) ธนพงษ์ เทศนยิ ม 55(2) พมิ พร พลดงนอก 48(4)
จักรพนั ธุ์ ศริ บิ รริ ักษ์ 132(4) ธารารตั น์ ขาวเขียว 61(2) พรทิพย์ สิมะด�ำรง 67(4)
จริ วรรณ ชาตพิ ทิ กั ษ์ 137(4) ธรรมรัฐ ฉันทแดนสุวรรณ 61(2) พรธิภา ไกรเทพ 96(4)
จิณหจ์ ุฑา ชัยเสนา ดาลลาส 46(6) ธรี ภทั ร์ พุ่มพวง 67(2) พรนภา เอ่ยี มลออ 132(4), 144(4)
จริ าภรณ์ คุม้ ศร ี 69(6) ธญั รดี ครามเขียว 96(2) เพยี งพิมพ์ ตนั ติลีปิกร 132(4)
จันทรเ์ พ็ญ นพพรพรหม 139(5) น 114(2) พชิ ญตุ ม์ ภิญโญ 155(4), 70(5)
จารพุ งษ์ นอ้ ยต�ำแย 63(1) นนั ทนา ชปลิ เลส พมิ พา วรี ะค�ำ 70(5)
จารุวรรณ หม่ันมี 136(1) นริ ชั รา ลิลละฮ์กลุ พัชนี ธรรมวนั นา 95(5)
55(2) นุรอยั นี มาหามดั พรชนัน ดุริยะประพันธ์ 114(5)
ฉ 90(2) นนทรี คมวชั รพงศ์ พรเอก อภิพนั ธ ์ุ 127(5)
ฉววี รรณ ภักดีธนากลุ นริ ุวรรณ เทริ น์ โบล์ แพรวไพลิน สมพีรว์ งศ์ 139(5)
นสิ ากร วิบูลชยั พีรพฒั น์ เกตคุ า้ งพลู 174(5)
ช นนั ทิยา วัฒาย ุ พรสรุ ยี ์ ควู ิจติ รสุวรรณ 20(6)
ชยั รตั น์ วุฒวิ งศานนท์ นันทวนั สวุ รรณรปู เพลนิ พิศ ลอื ลาภ 77(6)
ชาญวชิ ญ์ โพธิสวุ รรณ นภสั สรณ์ รงั สิเวโรจน์
ชนาภา เหงา่ ง่า นิยม หนเู ลก็
ชชั ชญา ปุณญาภัสส์ นงนภสั ดวงดี
ปีที่ 44 ฉบับท่ี 6 ประจ�ำเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562
ฟ วจิ ิตรา สุวรรณพนั ธ์ 62(5) สริ ยิ ากร พกุ การะเวก 48(4)
ฟารีดา กาเซ็ง 29(6) วันวสิ า ทองทา 66(5) สชุ า คำ� นณู ทรพั ย์ 105(4)
ภ วิชยั อทิ ธิชัยกุลฑล 114(5) สมพร สุวรรณมาโจ 119(4)
ภคอร สายพนั ธ ์ 57(1) วรี ศักด์ิ มณี 158(5) สินจยั เขอื่ นเพชร 132(4), 144(4)
ภาณพุ งศ์ กุลรตั น์ 114(2) วไิ ล คุปต์นิรัตศิ ยั กุล 167(5) สายสมร บรสิ ทุ ธิ ์ 137(4)
ภานุวัฒน์ ขนั ธสะอาด 112(4) วรรณนสิ า ภู่เจริญ 29(6) สิริสรรค์ จรยิ พงศ์ไพบูลย ์ 152(4)
ภชั ราภร บุญรกั ษ์ 137(4) วรี วตั อคุ รานันท ์ 39(6) สจุ ติ รา ทองทรัพย ์ 62(5)
ภาสกร สวนเรอื ง 95(5) วินัย ศรีสะอาด 69(6) สุนนั ทา พฤฒิธาดา 114(5)
ภพู ิงค์ เอกะวพิ าต 20(6) วรรณา ปดิฐพร 69(6) สมจนิ ต์ จินดาวิจกั ษณ์ 127(5)
ม วราภรณ์ อธิปตั ยกุล 123(6) สมชยั อศั วสดุ สาคร 150(5)
มณฑชิ า มว่ งเงนิ 57(1) ศ สุรสิทธ์ิ จติ รพิทกั ษเ์ ลิศ 150(5)
มลั ลิกา สมพร 163(1) เศกสรร จิตวเิ ศษ 144(1) สาวติ รี วษิ ณโุ ยธิน 150(5)
มรกต สุวรรณวนิช 103(5) ศราวธุ แกว้ มาตย ์ 55(2) สปุ ระวีณ์ โอภาเฉลิมพันธุ์ 167(5)
ย ศศิเมษ มศี ริ ิ 74(2) สมชาย อนิ ทรศิริพงษ 182(5)
ยุวดี มณีทอง 73(1) ศกั ด์ิชยั ถริ วิทยาคม 83(2) สรุ เนตร ลออวงศ ์ 46(6)
ยทุ ธนา สมานมติ ร 132(4) ศภุ วทิ ู สขุ เพง็ 40(2) สกุ ัญญา สบายสขุ 77(6)
ร ศริ ิวรรณ ศรใี ส 52(3) สายพิน กองแก้ว 77(6)
รัตนาวรรณ ตันกุระ 74(2) ศิรริ ัตน์ อุฬารตนิ นท ์ 93(3), 108(3) สนิ นี าถ ค้าไกล 99(6)
รมณยี ์ ขดั เงางาม 136(2) ศศิธร สกลุ กมิ 90(4) ฬ
เรวดี เพชรศริ าสัณห์ 133(3) ศรณั ยา ทัดทอง 54(5) ฬุฬญี า โอชารส 167(5)
รมร แยม้ ประทุม 54(4) ศกุ ฤตา แสงเปลีย่ น 66(5) อ
รตกิ ร เมธาวีกุล 120(5) ศริ พิ ร จักรออ้ ม 70(5) อรรถสทิ ธ์ิ ศรสี บุ ตั ิ 42(1), 42(2), 100(3), 139(5), 167(5), 11(6)
รยากร มูลละ 20(6) ศรัณย์พร วงษม์ านิตย์ 87(5) อรุณี ไทยะกลุ 42(1), 42(2), 100(3)
รงั สรรค์ นิรามษิ 29(6) ศรยิ ามน ตริ พัฒน์ 85(6) อิสระ เจยี วริ ิยบญุ ญา 81(1)
รัศมี เกศสวุ รรณรกั ษ ์ 92(6), 99(6) ส อาภาภรณ์ เอีย่ มกุลวรพงษ์ 108(1)
ล สมชาย ภานมุ าศววิ ฒั น ์ 36(1) อรัญญา แพจุ้ย 67(2)
ลาวณั ย์ แจ่มประเสรฐิ 32(2) สมจนิ ต์ โฉมวฒั นะชยั 47(1) อาทิตย์ พวงมะล ิ 83(2)
ลษิตา ศรธี รรมชาติ 67(2) สมฤดี เนียมหอม 47(1) อมรรัตน์ สัทธาธรรมรักษ์ 83(2)
ลาวัลย์ เชยชม 54(5) สุจิตรา ดวงด ี 47(1) อบุ ลวรรณ วฒั นาดิลกกุล 96(2), 101(2), 108(2)
ลขิ สิทธ์ิ แสงลทู่ อง 182(5) สุภาพร กิตหิ ลา้ 73(1) เอศเธระ ประทปี ทองค�ำ 114(2)
ว สมศักด์ิ จรรยาวัตวิ งศ ์ 87(1), 95(1) อภิชญา มน่ั เกษวิทย์ 114(3)
วษิ ณุ แก้วศร ี 36(1) สุภาพรรณ ชุณหการกจิ 101(1) อารยา ประเสรฐิ ชัย 120(3)
136 วภิ าวดี เจยี รกลุ 36(1) สมั ฤทธ์ิ สุขหรอ่ ง 149(1) อัญชนา มหาเทพ 62(4)
วรภัทร์ ธรี ะบญุ ญกุล 63(1) สชุ าดา กมลเพชร 47(2) อนามยั เทศกะทึก 96(4)
วรี ะศักดิ์ อศั ววงศ์อารยะ 67(1) สุดาทิพย์ ดวงพลพรม 55(2) อุไรวรรณ สถาพร 119(4)
วราภรณ์ ภูธวิ ฒุ ิ 81(1) สฑุ าวรรณ์ ไชยมลู 74(2) อษุ ณี อนิ ทสวุ รรณ 125(4)
วรชาติ กันธิยะ 119(1) สพุ ชิ ชพงศ์ ธนาเกยี รติภิญโญ 83(2) อภญิ ญา ศรีเลขะรัตน ์ 161(4)
วิพา ชุปวา 127(1) แสงแข ช�ำนาญวนกิจ 90(2) อภชิ ยั คณุ พี งษ ์ 75(5)
วิลาวัณย์ ชาดา 127(1) สมศักด์ิ ศรพี นารตั นกุล 96(2), 101(2), 108(2) อุทุมพร วงษ์ศิลป์ 95(5)
วีรนันท์ วิชาไทย 157(1),96(2), 101(2), 108(2), สายทพิ ย์ ลวี รกานต ์ 96(2), 101(2), 108(2) อ�ำนาจ ลขิ ิตกุลธนพร 108(5)
121(2), 139(5) สุมนา โพธศิ์ รที อง 121(2) อัญชลี เนาวรตั นโสภณ 139(5)
วสี ธีราทร 47(2) สราณฐั จนั ทร์เพ็ญมงคล 40(3) อัจฉรยิ า แวจูนา 145(5)
วันชัย เหล่าเสถียรกจิ 128(2) สุรนิ ทร์ อวดรา่ ง 40(3) อุไรรตั น์ ศิริวฒั นเ์ วชกลุ 167(5)
วริศรา ศรสี ระหลวง 58(3) สิทธ์ิ ภคไพบูลย์ 75(3) อรญั ญา ยนั ตพนั ธ์ 11(6)
วลั ย์ลดา ฉนั ทเ์ รืองวณิชย ์ 114(3) สมชาย ธนะสิทธชิ ยั 100(3) อจั ฉรยิ า ทองสนิ 46(6)
วษิ ณุ อนิลบล 120(3) สพุ ร ดนยั ดุษฎีกลุ 114(3) อรวรรณ พงษพ์ ชิ ยเดช 92(6)
วราพร พฒั นะโชต ิ 119(4) สชุ าดา ภทั รมงคลฤทธ์ 114(3)
วรรณวรา ตณั ฑ์กลุ รัตน ์ 132(4), 144(4) สกุล เล็กศรสี กลุ 130(3)
ดรรชนีหวั เร่ือง
ก
การประยุกตใ์ ช้ TB FastAmp ในการค้นหาผปู้ ่วยวณั โรคในกลุ่มสเมยี รล์ บระหวา่ งปี 2556-2560: ผลจากห้องปฏบิ ตั ิการชนั สูตรสาธารณสขุ ศนู ยว์ ิทยาศาสตร์การแพทย์ท่ี 10 อบุ ลราชธานี 6(1)
การศึกษาผลของการนวดตอ่ อาการเกร็งในผ้ปู ว่ ยระบบประสาท: การทบทวนอย่างเปน็ ระบบ 42(1)
การศกึ ษาประสิทธผิ ลของการฝกึ เดนิ ด้วยหุ่นยนตฝ์ ึกเดนิ (ชนดิ มีโครงพยุงขา: โลโคแมต) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง: การทบทวนอยา่ งเป็นระบบ 57(1)
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บประสทิ ธผิ ลของสารผสม 0.025% oxymetazoline กบั 1% lidocaine เทยี บกบั สารผสม 1% ephedrine กบั 2% lidocaine ในการเตรยี มผปู้ ว่ ยกอ่ นการสอ่ งกลอ้ งโพรงจมกู 63(1)
การทำ� งานตอ่ มไทรอยด์ลดต่�ำกว่าปกตภิ ายหลงั การผ่าตัดตอ่ มไทรอยด์ออก 1 ขา้ ง: อุบตั กิ ารณ์และปจั จยั เสย่ี ง 108(1)
การพัฒนารูปแบบการเสริมสรา้ งพลังอำ� นาจในผู้ปกครองเด็กอายุ 0-5 ปี เพ่อื รบั บรกิ ารสร้างเสรมิ ภูมิคุม้ กนั โรคด้วยวคั ซีน โดยการมีสว่ นรว่ มของชุมชน: กรณีศกึ ษาจงั หวดั ยะลา 113(1)
การแยกผูข้ ับขแี่ ละผซู้ ้อนรถจกั รยานยนต์จากลักษณะการบาดเจ็บในจงั หวดั ลำ� ปางและจังหวดั ใกลเ้ คียง 119(1)
การใชย้ า Amlodipine ในผูป้ ่วยความดนั โลหติ สงู ลดการเกดิ โรคหลอดเลอื ดสมองในโรงพยาบาลศรีเทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์ 149(1)
การบรู ณะฟนั ที่เกดิ การแตกหักของส่วนตวั ฟันและรากฟนั โดยการรักษาแบบสหสาขา: รายงานผู้ป่วย 157(1)
การรกั ษาคลองรากฟนั รปู ซปี ระเภทซสี องรว่ มกับฟนั รา้ ว: รายงานผู้ปว่ ย 1 ราย 163(1)
การพัฒนาระบบการดแู ลแบบทีมสหสาขาวิชาชพี ในผู้ปว่ ยมะเรง็ วยั สงู อายทุ ่ีไดร้ ับยาเคมีบ�ำบัด 32(2)
วารสารกรมการแพทย์
การศกึ ษาอุบัติการณก์ ารเกดิ ภาวะแทรกซ้อนทางวิสญั ญใี นเดก็ ของสถาบนั สขุ ภาพเดก็ แห่งชาตมิ หาราชินี: จากฐานขอ้ มลู กลุ่มงานวิสัญญีวิทยา จำ� นวน 44,263 ราย ระยะเวลา 6 ป ี 47(2)
การวิจัยและพฒั นานวตั กรรมของเลน่ รถถงั เพ่อื กระต้นุ พฒั นาการด้านการเคลื่อนไหวในเดก็ อายุ 3-5 ปี ทีม่ ีพัฒนาการสงสยั ล่าชา้ 55(2)
การศกึ ษาเปรียบเทียบประสิทธผิ ลของการบ�ำบัดรกั ษาภาวะข้อเข่าเสอ่ื มในผูส้ ูงอายดุ ้วยการประคบดว้ ยนวัตกรรมแผ่นประคบรอ้ น วิธีการฝงั เข็ม และการออกกำ� ลงั กาย 83(2)
การศึกษาเปรียบเทยี บผลการประเมินระบบประสาทระหวา่ งทารกกลมุ่ เส่ยี งท่ีมีผลการตรวจวิเคราะหแ์ กส๊ ในหลอดเลอื ดแดงสายสะดือผิดปกติและทารกทม่ี ผี ลการตรวจปกต ิ 90(2)
การพัฒนาเดน็ ทัลแพลตฟอร์มตน้ แบบส�ำหรับผู้ป่วยทันตกรรมท่ีใช้เก้าอ้ีลอ้ เล่อื นและประเมินการใชง้ านเบ้อื งตน้ 96(2)
การศึกษาความดนั ระหวา่ งผวิ สัมผสั ผู้ป่วยที่ใช้เก้าอล้ี ้อเล่ือนและเด็นทัลแพลตฟอรม์ ตน้ แบบ 101(2)
การประเมินความพงึ พอใจผูป้ ว่ ยและทนั ตแพทยท์ ่ใี ชเ้ ด็นทัลแพลตฟอร์มต้นแบบเพ่อื การรักษาทางทันตกรรม 108(2)
การเปรยี บเทียบปริมาณฟลูออไรดแ์ ละคาเทชนิ ในสารสกัดชาเขียวตามแตล่ ะพ้นื ท่ีในประเทศไทย 114(2)
การพฒั นาและการประเมนิ ผลรูปแบบการก�ำกับติดตามการกินยาของผู้ปว่ ยวัณโรคเสมหะพบเชอ้ื รายใหม่ ในจังหวดั ศรสี ะเกษ 128(2)
การรกั ษาภาวะเหน็ เหงือกเกินด้วยวธิ ผี ่าตดั ประยุกต์ร่นรมิ ฝปี าก: รายงานผู้ปว่ ย 136(2)
การเปรยี บเทยี บปรมิ าณรงั สีและสัญญาณรบกวนของภาพจากการใช้ระบบปรบั กระแสหลอดอตั โนมตั แิ ละการใชค้ า่ กระแสหลอดคงที่สำ� หรบั การเอกซเรยค์ อมพวิ เตอร์ทรวงอก 40(3)
การศึกษาความแตกต่างของค่า Left Ventricular Ejection Fraction ทีไ่ ดจ้ าก การตรวจ Two-Dimensional Transthoracic Echocardiography
และการตรวจ Myocardial Perfusion Scintigraphy โดยใช้โปรแกรม 2 ชนิดประมวลผล 52(3)
การศึกษาตน้ ทุนและมลู ค่ายาทป่ี ระหยัดไดข้ องการบรกิ ารจัดการยาเหลอื ใชใ้ นผู้ปว่ ยนอกเดก็ : กรณีศกึ ษาผู้ป่วยเด็กโรครูมาตสิ ซม่ั สถาบนั สขุ ภาพเด็กแหง่ ชาติมหาราชินี 58(3)
การพัฒนารปู แบบการดแู ลผ้สู ูงอายแุ บบไปกลับ 66(3)
การตรวจไตและทางเดินปัสสาวะทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ในทางคลนิ ิก 139(3)
การพัฒนาแนวทางปฏิบตั ิการพยาบาลในการป้องกนั และควบคมุ เช้ือเอนเทอร์โรแบคทีเรยี ทดี่ ้อื ตอ่ ยาคารบ์ าพเี นมส์ ในการดแู ลผปู้ ่วยเด็ก 73(4)
การศึกษาภาวะเลอื ดออกมากผิดปกติหลังการผ่าตัดกระดูกในชอ่ งปากในผปู้ ่วยทไ่ี ม่หยุดยาแอสไพรินก่อนการผ่าตัด 80(4)
การเปรียบเทยี บแรงบิดสูงสุดขณะปกั และแรงดงึ ออกของหมุดเกลียวขนาดเลก็ ที่ผลติ ข้นึ เองกับหมดุ เกลยี วขนาดเลก็ ทางการค้า 84(4)
การศึกษาเปรยี บเทียบการผ่าตัดนิว่ ในถุงน้�ำดีผ่านทางกลอ้ งวีดทิ ัศนร์ ะหวา่ งการผา่ ตัดแบบแผลเดยี วผ่านทางสะดอื กับแบบมาตรฐานสามแผล 112(4)
การเฝ้าระวังการติดเชอื้ ในกระแสเลือด หอผู้ปว่ ยวกิ ฤต โรงพยาบาลนพรตั นราชธาน ี 132(4)
การดูแลทางทนั ตกรรมของภาวะรอยโรคกระดูกเปดิ ในชอ่ งปากของผปู้ ่วยเด็กท่เี ป็นมะเร็งในเม็ดเลอื ดขาวมกี ารติดเชือ้ รามิวคอร์: รายงานผู้ป่วย 1 ราย 152(4)
การเปรยี บเทียบประสทิ ธิผลของการป้องกันภาวะกรามติด (Trismus) ระหว่างการบรหิ ารขากรรไกรด้วยวิธีพลวตั และวิธีผสมผสานในผปู้ ่วยมะเรง็ ศรี ษะและลำ� คอทไ่ี ด้รบั การฉายรงั ส ี 66(5)
การเปลีย่ นแปลงของจมกู หลงั การใช้เคร่ืองมือจัดสนั กระดูกขากรรไกรบนโดยใชเ้ ทคนิคนาโซแอลวโี อลารโ์ มลด้ิงดดั แปลงในผปู้ ว่ ยปากแหวง่ เพดานโหว่ข้างเดยี วชนดิ สมบูรณ์ 81(5)
การรกั ษาทางทนั ตกรรมจัดฟนั ภายหลงั การปลกู ถา่ ยฟัน 108(5)
การพัฒนารูปแบบการบรกิ ารทนั ตกรรมผ้สู งู อายทุ ีเ่ หมาะสมส�ำหรบั ประเทศไทย:ตวั อยา่ งเครือขา่ ยโรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดรอ้ ยเอ็ด 139(5)
การบูรณาการระบบบริการสุขภาพเพอื่ คดั กรองและลดกลมุ่ เสยี่ งสงู ตอ่ การเกดิ โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด จังหวดั นครราชสีมา 2560-2561 150(5)
การศึกษาผลส�ำเร็จและความปลอดภัยของการตรวจรกั ษาผูป้ ว่ ยโรคหัวใจเต้นผดิ ปกตชิ นิด Idiopathic outflow tract VT
หรือ PVC โดยใชว้ ธิ กี ารศกึ ษาสรรี ะไฟฟ้าหัวใจโดยการสรา้ งภาพสามมติ ิ โดยคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้าและจร้ี ักษาโดยคลื่นวทิ ย ุ 174(5)
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในการประเมนิ ผลการรักษาจากการใหส้ ารละลายชนิด hyperosmolar เพ่อื รักษาภาวะสมองบวมในผปู้ ่วยท่ีมเี ลอื ดออกในสมอง 20(6)
การฉายรงั สีแบบปรับความเข้มและแบบปรบั ความเขม้ หมุนรอบตวั ผปู้ ว่ ยในผปู้ ว่ ยมะเรง็ หลงั โพรงจมูก 33 ราย 61(6)
การศกึ ษาความแตกต่างระหว่างแรงสนับสนนุ ทางสังคมของผูเ้ ข้ารับการฟ้นื ฟูสมรรถภาพผตู้ ิดยาเสพตดิ ระบบสมัครใจและระบบบังคบั บ�ำบดั 85(6)
การแกไ้ ขฟนั สบไขว้ และการจดั การชอ่ งว่างดว้ ยเครือ่ งมอื จัดฟนั ชนิดถอดได้ : รายงานผู้ป่วย 1 ราย 112(6) 137
การดูแลรกั ษาโรคปริทนั ต์อกั เสบเฉพาะท่ี ทเี่ กดิ จากรอ่ งด้านเพดานและเหงอื กในฟันตัดบนซีข่ า้ ง: รายงานผู้ป่วย 123(6)
การแก้ไขฟันกรามถาวรขนึ้ ผิดต�ำแหนง่ : รายงานผู้ป่วย 128(6)
ค
คณุ ภาพชีวติ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนดิ ที่ 2 ทร่ี ับการรักษาโรงพยาบาลสบปราบ จงั หวดั ลำ� ปาง 101(1)
ความครบถ้วนของขอ้ มูลในใบส่งตรวจเอกซเรย์คอมพวิ เตอรใ์ นชว่ งเวลาฉุกเฉนิ ของโรงพยาบาลราชวถิ ี 144(1)
ความพรอ้ มของครอบครวั และปัจจยั ที่เกยี่ วขอ้ งกบั ความพร้อมของครอบครัวในการดูแลเดก็ ป่วยประคับประคอง ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาตมิ หาราชนิ ี 74(2)
ความคดิ อตั โนมัตดิ ้านลบทส่ี ัมพนั ธก์ ับภาวะซึมเศรา้ ในผูด้ ูแลเดก็ สมาธิสนั้ ที่คลินกิ จติ เวชเด็กและวัยรุ่น สถาบนั สุขภาพเด็กแห่งชาตมิ หาราชินี 93(3)
คุณภาพชวี ติ ของผูป้ ว่ ยเด็กโรคเหา ก่อนและหลังรับการรกั ษา 54(4)
ความชุกและความสัมพันธข์ อง Myofascial pain syndrome บริเวณแขนและไหล่ในผู้ปว่ ยที่สงสยั เปน็ โรคอุโมงค์ ข้อมอื กดทับเสน้ ประสาทมีเดียน 105(4)
ความคุ้มคา่ ในการตรวจวินจิ ฉยั และรกั ษาผูป้ ่วยท่ีมเี ลือดออกผดิ ปกตทิ างช่องคลอดเปรยี บเทียบระหว่างการสอ่ งกลอ้ ง
ตรวจโพรงมดลูกเพ่อื การวินจิ ฉัยและผ่าตัดแบบไม่ยงุ่ ยากซบั ซอ้ นกับการขูดมดลูก 11(6)
ความสัมพันธร์ ะหว่างภาวะกระดกู พรุนกับดัชนีการตรวจกระดกู ขากรรไกรลา่ งจากภาพถา่ ยรังสีพานอรามา 106(6)
ความเครยี ดและปจั จัยทส่ี มั พันธ์กับความเครยี ดของแรงงานไทยในมาเลเซยี 69(6)
ต
ตน้ ทุนตอ่ หนว่ ยและจุดค้มุ ทุน ของเคร่อื ง visual biofeedback ในการรักษาผูป้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง ณ โรงพยาบาลสมเดจ็ พระสังฆราชญาณสงั วรเพ่อื ผสู้ ูงอายุ จังหวดั ชลบรุ ี 42(2)
ตน้ ทนุ ประสิทธิผลของการออกก�ำลงั กายท่เี พมิ่ ความม่ันคงต่อกระดูกสนั หลงั สว่ นคอกับการออกก�ำลงั กายทีเ่ พม่ิ ความแข็งแรงของกล้ามเนอื้ คอ ในผปู้ ว่ ยปวดคอเรอื้ รัง 82(3)
ตน้ ทนุ -ประสิทธผิ ลของการใช้ Tamoxifen 10 ปี เปรยี บเทียบกบั 5 ปี ในผปู้ ว่ ยมะเร็งเต้านม 100(3)
ตน้ ทุน-ประสทิ ธผิ ลของการดูแลผ้ปู ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมองหลังระยะเฉียบพลันดว้ ยรปู แบบการดูแลระยะกลางแบบผู้ป่วยใน ( intermediate care)
เปรยี บเทยี บกบั การฟน้ื ฟูสมรรถภาพแบบผูป้ ่วยนอก 167(5)
ท
ทบทวนโอกาสการเสียชีวติ ของผปู้ ว่ ยตบั แข็งเข้ารกั ษาในโรงพยาบาลนพรตั นราชธานีโดย MELD Score
ในชว่ งเวลาหา่ งกัน 10 ปี เมอ่ื การเข้าถงึ การรกั ษาพยาบาลดีขน้ึ ตามโครงการประกนั สขุ ภาพพน้ื ฐาน 130(3)
น
นวัตกรรมท่นี อนลดหรือรกั ษาแผลกดทับ 52(1)
บ
บทบาทของตัวแปรในการอนมุ านความเป็นเหตุเปน็ ผลในวิจัยคลินิก 155(4)
ป
ประสทิ ธิผลการออกกำ� ลังกายแบบแรงต้านในผ้สู ูงอายภุ าวะมวลกล้ามเนอื้ นอ้ ย: การทบทวนอยา่ งเป็นระบบ 47(1)
เปรียบเทยี บผลของรอยรบกวนชนดิ Susceptibility และ Echo-Time (TE) ยาว ในการตรวจ Diffusion MRI
ปที ี่ 44 ฉบบั ท่ี 6 ประจำ� เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม 2562
โดยเทคนิค Single-Shot Echo-Planar Imagingและเทคนิค Readout-Segmented Echo-Planar Imaging ของสถาบันประสาทวทิ ยา 87(1)
ปัญหาและการจดั การปัญหาของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศภาพถา่ ยทางรงั สใี นโรงพยาบาลทง้ั ภาครัฐและเอกชน 95(1)
ปัจจยั ท่มี คี วามสมั พันธ์ตอ่ การดูแลผูส้ งู อายุกล่มุ ติดบา้ นของผูด้ แู ลผูส้ ูงอายใุ นเขตพน้ื ท่อี �ำเภอช่ืนชม จังหวดั มหาสารคาม 127(1)
ปจั จยั ที่มีความสัมพนั ธ์ตอ่ พฤติกรรมความผกู พันของผปู้ ่วยด้านความปลอดภยั ทางยาในโรงพยาบาลชุมชน 61(2)
ประสทิ ธผิ ลของการใชเ้ ลเซอรใ์ นการรักษาการเกิดโรครอบรากฟนั เทยี มเปรียบเทยี บกบั วิธีการรักษาแบบไมผ่ ่าตดั : การทบทวนอย่างเป็นระบบ 121(2)
ประสทิ ธผิ ลของการท�ำกลุม่ บ�ำบัดความคดิ ดว้ ยการฝึกสตริ ูต้ วั เปน็ พ้นื ฐานสำ� หรบั ลดอาการซึมเศร้าในผดู้ ูแลหลกั ของเด็กสมาธิสั้นที่แผนกผปู้ ว่ ยนอกจติ เวชเดก็
และวัยรนุ่ สถาบนั สขุ ภาพเดก็ แห่งชาตมิ หาราชินี 108(3)
ปัจจัยท�ำนายการฟนื้ ตวั ดา้ นการหายใจของผปู้ ่วยอุบตั ิเหตุหลงั การผา่ ตดั 114(3)
ปจั จยั ท่สี ัมพันธ์กบั ภาวะหายใจลม้ เหลวท่ีตอ้ งใสท่อชว่ ยหายใจในผูป้ ่วยโรคปอดอดุ กนั้ เรอื้ รงั ที่มอี าการกำ� เรบิ รนุ แรงเฉยี บพลนั 133(3)
เปรยี บเทียบการทรงตัวในผสู้ ูงอายุท่อี อกก�ำลังกายระหว่างไทชิ เดิน วิ่ง และลลี าศ 67(4)
ปัจจยั ทำ� นายในการคงอย่ใู นระบบระยะเวลา 1 ปี ของผ้บู �ำบัดด้วยเมทาโดนระยะยาวในคลินกิ เมทาโดน ณ สถาบนั บำ� บัดรักษาและฟื้นฟูผ้ตู ิดยาเสพติดแห่งชาตบิ รมราชชนนี 119(4)
ปัจจยั ทำ� นายภาวะซึมเศร้าของนักเรยี นมธั ยมศึกษาตอนตน้ 125(4)
ปจั จัยเสย่ี งท่ีทำ� ใหเ้ กดิ แผลฝีเยบ็ อักเสบในผคู้ ลอด โรงพยาบาลนพรัตนราชธาน ี 144(4)
ประสทิ ธิผลของการอบรมการคัดแยกผู้ป่วยตามระบบ MOPH ED Triageตอ่ ความถกู ตอ้ งของการคดั แยกผปู้ ่วยโดยเจ้าหนา้ ทก่ี ลมุ่ งานอุบตั ิเหตุและฉกุ เฉิน โรงพยาบาลแมส่ าย 70(5)
ปจั จัยทม่ี อี ิทธพิ ลต่อการเขา้ ถงึ บรกิ ารสุขภาพของผสู้ ูงอายใุ นจังหวัดปทุมธานี 75(5)
ปัจจยั เสี่ยงของการเกิดพยาธสิ ภาพในโพรงมดลูกของกลุ่มผู้ปว่ ยท่ีมาดว้ ยเลือดออกผดิ ปกติจากมดลกู 103(5)
ปัจจยั เสย่ี งต่อการเกิด delirium จากการขาดสุราในผปู้ ว่ ยติดสุราของโรงพยาบาลธญั ญารักษแ์ ม่ฮอ่ งสอน 39(6)
ประสิทธผิ ลของการผา่ ตัดรักษาโรคไสเ้ ลอื่ นกระบงั ลมในทารกแรกเกดิ ระหว่างการผา่ ตัดส่องกลอ้ งและการผ่าตดั แบบเปดิ : การทบทวนอยา่ งเปน็ ระบบ 46(6)
เปรยี บเทยี บผลลัพธก์ ารผา่ ตัดรดิ สีดวงทวารดว้ ย Vessel-Sealing Devices Hemorrhoidectomy
กบั การผ่าตัดแบบด้ังเดมิ (Conventional Ferguson Hemorrhoidectomy) ในโรงพยาบาลสมุทรปราการ 55(6)
ประสทิ ธิผลของการอมดอกกานพลแู ห้งในการลดภาวะกล่นิ ปากเหม็นช่วั คราวภายหลังการรับประทานกระเทยี ม 99(6)
ผ
ผลลพั ธก์ ารบรกิ ารการฟอกเลือดดว้ ยเครือ่ งไตเทยี มในโรงพยาบาลนพรตั นราชธาน ี 67(1)
ผลของดนตรบี �ำบดั ในเด็กสมองพกิ าร: การทบทวนอยา่ งเปน็ ระบบ 73(1)
ผลการยดึ ติดของสารผนกึ หลมุ และรอ่ งฟนั Ultraseal XT Hydro และ Embrace บนดา้ นบดเคี้ยวของฟนั กรามถาวรท่ขี น้ึ ยงั ไม่สมบรู ณ ์ 131(1)
ผลของการให้การบำ� บดั แบบยอ่ โดยการปรบั ความคดิ และพฤตกิ รรมตอ่ ภาวะซึมเศรา้ และพฤตกิ รรมการดมื่ สรุ าในผตู้ ดิ สุราทีเ่ ขา้ รับการบ�ำบัดรกั ษาในโรงพยาบาลธญั ญารกั ษ์เชยี งใหม่ 67(2)
ผลของการใชโ้ ปรแกรมการจัดการความรขู้ องพยาบาลต่อการปฏิบัติตามแนวทางการดแู ลผู้ป่วยท่ใี สส่ ายสวนหลอดเลอื ดด�ำสว่ นกลาง
หอผปู้ ่วยศลั ยกรรมเดก็ โตสถาบนั สุขภาพเดก็ แหง่ ชาติมหาราชนิ ี 47(3)
ผลการเปรยี บเทียบคุณภาพชวี ติ ของผูต้ ิดเชอ้ื เอชไอวีและผ้ปู ว่ ยเอดสท์ ไ่ี ดร้ ับการรกั ษาในโรงพยาบาลของรัฐ 120(3)
ผลกระทบต่อระบบโครงรา่ งและกล้ามเนอ้ื สว่ นบนจากการสะพายกระเป๋านักเรยี นของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4-6 ในโรงเรยี นแหง่ หนงึ่ กรงุ เทพมหานคร 48(4)
ผลของโปรแกรมการส่งเสรมิ ความสามารถของตนเองต่อการป้องกนั การหกลม้ ของผสู้ ูงอายุในอำ� เภออู่ทอง จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี 90(4)
ผลของการใชแ้ นวปฏิบตั คิ ุณภาพและความปลอดภัยในหนว่ ยตรวจวนิ ิจฉัยโรคลมชกั สถาบนั ประสาทวิทยา 137(4)
138 ผลของการใช้แนวทางปฏิบตั ใิ นการป้องกันการเกิดพลดั ตกหกล้มในหอผ้ปู ่วยสามัญหญิง 1 โรงพยาบาลมะเรง็ ลพบุรี 54(5)
ผลของการอมนำ้� แขง็ ต่ออาการเยอื่ บุช่องปากอกั เสบในผ้ปู ว่ ยมะเร็งล�ำไสแ้ ละทวารหนกั ท่ไี ดร้ บั ยาเคมีบ�ำบัดสูตร 5FU/LV 62(5)
ผลการรักษาคลองรากฟันในผปู้ ่วยที่ไดร้ บั การรกั ษาจากคลนิ ิกทนั ตกรรม โรงพยาบาลพรหมบรุ ี จงั หวัดสงิ หบ์ ุร ี 87(5)
ผลของโปรแกรมการใหก้ ารปรึกษาแบบกล่มุ ตามแนวคดิ การพจิ ารณาเหตผุ ลอารมณ์และพฤติกรรม (Rational Emotional Behavior Therapy Counseling)
ตอ่ การควบคุมความอยากใชย้ าเสพติด ซำ�้ ของผปู้ ว่ ยเฮโรอีน ในโรงพยาบาลธญั ญารักษป์ ตั ตานี 145(5)
ผลการปฏบิ ัตงิ านทางคลินิกและคณุ ภาพการดูแลผู้ปว่ ยกล้ามเนอื้ หัวใจตายเฉยี บพลนั ชนดิ เอสทยี กสงู ในหนว่ ยผปู้ ่วยฉกุ เฉิน สถาบนั โรคทรวงอก 77(6)
ผลของสเปรยจ์ ากสารสกดั ใบฝรัง่ ตอ่ กลิน่ ปากหลงั รับประทานกระเทยี ม 92(6)
ฟ
ฟันกรามถาวรทขี่ น้ึ ยังไม่สมบรู ณ์ 131(1)
ฟันกรามซ่ีที่ 4 ฝงั คดุ บรเิ วณขากรรไกรลา่ งทั้งสองข้าง: รายงานผปู้ ว่ ย 119(6)
ภ
ภาระคา่ ใช้จา่ ยในการจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉนิ ในสถานพยาบาลเอกชนโครงการพฒั นาข้อเสนอ UCEP ด้านการเงินการคลัง 95(5)
ม
มมุ มองของศัลยแพทยก์ ระดูกและข้อต่อปจั จัยทมี่ ผี ลตอ่ การจา่ ยยาตา้ นกระดูกพรนุ ในผู้ป่วยทม่ี กี ระดกู สะโพกหักจากภาวะกระดกู พรุน 134(5)
ร
ระบาดวิทยาของโรคไขเ้ ลือดออกและความสมั พันธ์กบั สภาพภมู อิ ากาศของจังหวดั ก�ำแพงเพชร ปี พ.ศ. 2551-2560 75(3)
รปู แบบการออกกำ� ลงั กายพรบี รา้ (PREBRA) เพือ่ ลดปจั จยั เสี่ยงภาวะสมองเสื่อมในผสู้ ูงอายหุ ญิง 96(4)
โรคทางระบบกลา้ มเน้อื และโครงกระดูกและการยศาสตรท์ างทนั ตกรรม 161(4)
ระดบั INR ที่เหมาะสมในผปู้ ่วยทไ่ี ด้รับยา Warfarin ร่วมกบั Clopidogrel และ Aspirin 120(5)
โรคล�ำไส้อักเสบรุนแรงทีไ่ ดร้ บั การผา่ ตดั : ผลลัพธแ์ ละปจั จัยที่มีผลตอ่ การเสียชวี ติ 29(6)
ศ
ศกั ยภาพด้านการบริการดูแลผปู้ ว่ ยโรคผวิ หนังเบ้ืองต้นของโรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตำ� บลใน 14 จงั หวัดภาคใต้ 158(5)
อ
อัตราการรอดชีพผปู้ ่วยโรคมะเร็งท่ีพบมาก 5 อันดับแรก ท่เี ข้ารบั การรกั ษาปี 2553 ในโรงพยาบาลมะเรง็ อดุ รธานี 81(1)
อตั ราการหยดุ สูบบุหรใ่ี นผ้ทู ม่ี ีปัญหาการสบู บุหร่ีท่มี ารับบรกิ ารท่ีโรงพยาบาลบณุ ฑรกิ จงั หวัดอุบลราชธาน ี 136(1)
อบุ ตั กิ ารณแ์ ละปัจจัยทมี่ ีผลต่อการเกดิ ภาวะแทรกซ้อนของระบบหวั ใจและหลอดเลอื ดหลังระงับความรู้สกึ ในการผา่ ตัดกระดูกสะโพกหัก โรงพยาบาลล�ำพนู 62(4)
อัตราการเกิดภาวะคลนื่ ไส้อาเจียนหลงั ผา่ ตัดในผูป้ ว่ ยผา่ ตัดสมองและปัจจัยทเ่ี กี่ยวข้อง 114(5)
อตั ราความส�ำเร็จและปจั จยั ทส่ี มั พนั ธใ์ นการรักษาภาวะต่อมพาราไทรอยด์ท�ำงานสงู ท่เี กดิ ในโรคไตวายเรื้อรงั ด้วยการผ่าตดั และความถูกต้องของการหาตำ� แหนง่ ของตอ่ มก่อนการผา่ ตดั 127(5)
วารสารกรมการแพทย์
ดรรชนีค�ำส�ำคญั การบริหารขากรรไกรวธิ พี ลวตั 66(5) ความเครยี ด จ 70(6)
การบริหารขากรรไกรวธิ ีผสมผสาน 66(5)
ก การฉายรงั ส ี 66(5) จังหวดั อุบลราชธาน ี 137(1)
การนวด 42(1)
การนวดรกั ษา 42(1) การคัดแยกผู้ปว่ ย 70(5) จุดคุม้ ทนุ 43(2)
การเข้าถงึ บริการสุขภาพ 75(5) จิตบ�ำบดั ความคิดบนพน้ื ฐานการฝึกสต ิ 108(3)
การออกก�ำลงั กายแบบแรงต้าน 47(1) การรกั ษาคลองรากฟนั 87(5) 14 จงั หวดั ภาคใต้ 159(5)
การส่องกลอ้ งโพรงจมูก 63(1)
การใสย่ าในจมกู 63(1) การรกั ษาทางทันตกรรมจดั ฟัน 108(5) ฉ
การปลกู ถา่ ยฟนั 108(5) ฉุกเฉิน 144(1)
การบรกิ ารฟอกเลอื ดดว้ ยเครือ่ งไตเทีย 67(1) การหาตำ� แหนง่ ต่อมพาราไทรอยดก์ อ่ นการผา่ ตัด 127(5) ช
การฟอกเลอื ดด้วยเครอื่ งไตเทยี มในโรงพยาบาล 67(1)
การบริหารจัดการปัญหาของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ กระดกู สะโพกหัก 134(5) ชาเขยี ว 114(2)
การใหก้ ารปรกึ ษาแบบกลุ่ม 146(5) ชมุ ชน 67(3)
ภาพถ่ายทางรังส ี 95(1) การพิจารณาเหตุผลอารมณ์และพฤติกรรม (REBT- Coun- เชอื้ เอนเทอร์โรแบคทเี รียที่ด้ือตอ่ ยาคารบ์ าพเี นมส์
การผ่าตดั ตอ่ มไทรอยดอ์ อก 1 ข้าง 108(1)
การเสรมิ สรา้ งพลังอ�ำนาจ 114(1) seling) 146(5) (เช้ือดื้อยา CRE) 73(4)
การวางแผนพัฒนาพฤตกิ รรมสุขภาพ 150(5) ซ
การรับบรกิ ารสรา้ งเสริมภูมคิ ุ้มกนั โรคดว้ ยวคั ซนี 114(1) การดแู ลแบบระยะกลาง 168(5) ไซเนนซิส 114(2)
การมีสว่ นร่วมของชุมชน 114(1)
การบรหิ ารรา่ งกาย 33(2) การฟน้ื ฟสู มรรถภาพ 168(5) ด
การศกึ ษาโดยใชค้ ลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า 174(5) ดนตรบี �ำบัด 74(1)
การวเิ คราะหต์ ้นทนุ ต่อหนว่ ย 43(2) การดูแลผู้ป่วยวกิ ฤติ 20(6) เดก็ 47(2)
การระงับความรู้สึก 47(2), 114(5)
การกระตุ้นพัฒนาการ 55(2) การผา่ ตัดส่องกลอ้ งรักษาโรคไสเ้ ลือ่ นกระบงั ลม 47(6) เด็กอายุ 3-5 ป ี 55(2)
การผา่ ตัดรักษาโรคไสเ้ ลอ่ื นกระบงั ลมแบบเปิด 47(6) เดน็ ทลั แพลตฟอรม์ 102(2), 108(2)
การบำ� บดั แบบย่อโดยการปรบั ความคิดและพฤตกิ รรม6 7(2) การผ่าตัดริดสีดวงทวารวิธี เด็กสมาธิสนั้ 94(3)
การดูแลเดก็ ป่วยแบบประคบั ประคอง 75(2)
การตรวจประเมินทางระบบประสาท 90(2) Vessel-Sealing Devices Hemorrhoidectomy 56(6) ดชั นมี วลกาย 114(3)
การผา่ ตดั รดิ สดี วงทวารวิธี ดอกกานพลูแห้ง 100(6)
การพฒั นาเด็นทัลแพลตฟอรม์ 96(2) Conventional Ferguson hemorrhoidectomy 56(6) ต
การทดสอบมาตรฐาน 96(2)
การตา้ นฟนั ผ ุ 114(2) การปฏิบัตงิ านทางคลนิ ิก 78(6) ตน้ ทนุ ตอ่ หนว่ ย 43(2)
กล้ามเนอ้ื หัวใจตายเฉียบพลันชนดิ เอสทียกสูง 78(6) ต้นทนุ ฐานกิจกรรม 59(3)
การรักษารอยโรครอบรากฟันเทียม 122(2) กลิน่ ปาก 93(6) ตน้ ทุน 59(3)
การอักเสบรอบรากฟันเทยี ม 122(2)
การรักษาแบบไมผ่ า่ ตดั 122(2) กระเทยี ม 93(6) ต้นทนุ ประสิทธผิ ล 82(3)
การฉายรงั สแี บบปรับความเข้ม 61(6) ตบั แข็ง 130(3)
การดแู ลผู้ปว่ ยวัณโรคแบบ 2-2-2 128(2) การฉายรังสีแบบปรับความเข้มหมุนรอบตัวผู้ปว่ ย 61(6) ตอ่ มพาราไทรอยดท์ ำ� งานสงู จากมภี าวะอนื่ มากระตนุ้ 127(5)
การเปลย่ี นจากเสมหะบวกเป็นเสมหะลบ 128(2)
การจัดการความรู้ 48(3) ข ท
ข้อเข่าเส่ือม 84(2) เทคนิคภาพเน้นน�ำ้ หนักดฟิ ฟิวชนั่ 87(1)
การดูแลสายสวนหลอดเลอื ดด�ำส่วนกลาง 48(3) ไข้เลอื ดออก 75(3) เทคนคิ echo-planar imaging ชนดิ อา่ นคา่ เปน็ สว่ นๆ 87(1) 139
การตดิ เช้ือในกระแสโลหติ 48(3)
การตรวจ Myocardial Perfusion Scintigraphy 52(3) ขากรรไกรล่าง 106(6) เทคนิค echo-planar imaging ชนิดยงิ ครง้ั เดียว 87(1)
ค ทนั ตแพทย ์ 108(2)
การตรวจ Echocardiography 52(3) เคร่อื งห่นุ ยนตฝ์ กึ เดนิ 57(1) ทาม็อกซิเฟน 101(3)
การใหบ้ รกิ ารโดยเภสัชกร 59(3)
การจัดบรกิ ารแบบไปกลบั 67(3) คุณภาพชวี ติ 101(1), 120(3), 54(4) ทันตกรรมส�ำหรบั ผูส้ งู อาย ุ 140(5)
ความครบถ้วน 144(1) น
การประเมนิ ทางเศรษฐศาสตร ์ 82(3) เคมีบ�ำบัด 33(2) นวดแผนไทย 42(1)
การออกก�ำลงั กายที่เพม่ิ ความมัน่ คงตอ่ กระดูกสนั หลงั
ส่วนคอ 82(3) เครื่องฝกึ การเคลือ่ นไหวรยางคส์ ว่ นบนและรยางค์ส่วนลา่ ง นวัตกรรมท่ีนอนลดหรอื รกั ษาแผลกดทบั 52(1)
แบบให้ข้อมูลปอ้ นกลบั ทางชวี ภาพ 43(2) นติ ิเวชคลินิก 119(1)
การออกกำ� ลงั กายทเี่ พมิ่ ความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื คอ 82(3) ความผกู พนั ของผู้ปว่ ย 62(2) นวัตกรรมรถถงั 55(2)
การฟน้ื ตัวด้านการหายใจ 114(3)
การตดิ เชือ้ ทางเดนิ หายใจ 133(3) ความปลอดภัยของผปู้ ่วย 62(2) นวตั กรรมแผ่นประคบร้อน 84(2)
ความปลอดภัยทางยา 62(2) แนวทางปฏิบัตใิ นการป้องกนั และควบคมุ เชอื้ ดอื้ ยา 73(4)
กระเป๋านกั เรียน 48(4) ความพร้อมของครอบครัว 75(2) น�ำเมทาโดนกลับไปรับประทานท่บี า้ น 119(4)
การวัดคุณภาพชีวิตของผูป้ ่วยโรคผิวหนังในเดก็ 54(4)
การทรงตัว 67(4) ความดันพืน้ ผวิ สัมผสั 102(2) นักเรยี น 125(4)
ความพึงพอใจ 108(2) นิยามการเฝ้าระวังทปี่ รบั จากนิยามการตดิ เช้ือ
การออกก�ำลังกาย 67(4) คาเมเลยี 114(2) ในกระแสเลือดของศนู ยป์ ้องกันและควบคุม
การสง่ เสริมความรแู้ ละสนบั สนนุ การปฏิบัต ิ 73(4)
การผ่าตดั กระดกู ในช่องปาก 80(4) คณุ ภาพของภาพซที ี 41(2) โรคแห่งชาตสิ หรัฐอเมรกิ า 133(4)
ความคิดอตั โนมัติด้านลบภาวะซมึ เศร้า 94(3) แนวปฏบิ ัต ิ 137(4)
การรบั รู้ความสามารถของตนเอง 90(4) ความรุนแรงของการบาดเจ็บ 114(3) แนวทางการประเมินภาวะเสย่ี ง 54(5)
การป้องกนั การหกลม้ 90(4)
กลุ่มอาการปวดกลา้ มเน้อื และเยื่อพังผืด 105(4) โครงร่างและกลา้ มเนอื้ ส่วนบน 48(4) นาโซแอลวโี อลาร์โมลดง้ิ 81(5)
ความสามารถในการเผชญิ ปัญหาและฟันฝ่าอปุ สรรค1 25(4) แนม 81(5)
การผา่ ตดั นิว่ ในถุงนำ้� ดผี ่านทางกล้องวดี ิทัศน์ คุณภาพและความปลอดภัย 137(4) บ
แบบแผลเดยี วผา่ นทางสะดือ 112(4)
การผ่าตดั นิ่วในถงุ น�ำ้ ดผี า่ นทางกล้องวดี ทิ ัศน์ ความเร่งด่วน 70(5) ใบส่งตรวจ 144(1)
คลื่นไสอ้ าเจียน 114(5) ใบสง่ ตรวจเอกซเรย์คอมพวิ เตอร์ 144(1)
แบบมาตรฐานสามแผล 112(4) ความคิดเหน็ 134(5) บรกิ ารการแพทย์ฉุกเฉนิ 95(5)
การวเิ คราะหต์ ้นทนุ – ประสิทธผิ ล 112(4)
การคงอยใู่ นระบบ 119(4) ความอยาก 146(5) บรเิ วณหัวใจด้านบน 174(5)
คะแนนความเสยี่ งตอ่ การเกดิ โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด1 50(5) ป
การเสพตดิ เกมอินเทอร์เนต็ 125(4) ความดนั ในกะโหลกศีรษะ 20(6) ปัจจัยเสยี่ ง 108(1), 144(4), 39(6)
การอบรมเลี้ยงดูแบบมเี หตผุ ล 125(4)
การตดิ เช้อื ในกระแสเลอื ด 132(4) คุณภาพการดูแล 78(6) ประสทิ ธิผล 122(2)
โครงการการรักษากระดูกสะโพกหักในผู้ป่วยโรคกระดูก ปริมาณรังส ี 41(3)
การพลดั ตกหกล้ม 54(5) พรนุ อย่างบรู ณาการเพอ่ื ป้องกันกระดกู หักซ�ำ้ 106(6) ปวดคอเรอื้ รงั 82(3)
การอมน�้ำแข็ง 62(5)
ปที ่ี 44 ฉบบั ที่ 6 ประจำ� เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562
ปีสขุ ภาวะ 101(3) ภาวะซึมเศร้า 108(3) ระบบสมัครใจ 86(6)
ปอดอดุ กน้ั เรื้อรัง 133(3) ภาวะภมู คิ มุ้ กันบกพร่อง 120(3) ระบบบงั คับบำ� บัด 86(6)
ประถมศึกษา 48(4) ภาวะหายใจลม้ เหลว 133(3) ล
ปัจจัยเสี่ยงสมองเส่อื ม 96(4) ภาวะเลอื ดออกมากผดิ ปกตหิ ลงั การผ่าตดั 80(4) ลกั ษณะการบาดเจ็บ 119(1)
ปจั จัยทำ� นาย 119(4), 75(5) ภาวะสมองเสอื่ ม 96(4) เลเซอร์ 122(2)
ปัจจัยเสยี่ งตอ่ การพลดั ตกหกล้ม 54(5) ภาระค่าใชจ้ ่าย 95(5) เลอื ดออกผิดปกตจิ ากมดลูก 103(5)
ปากแหว่งเพดานโหว ่ 81(5) ภาวะ secondary hyperparathyroid เลอื ดออก 120(5)
ปากแหว่งเพดานโหว่ข้างเดยี วชนดิ สมบูรณ ์ 81(5) ท�ำงานสงู เองแม้วา่ จะไมม่ ภี าวะอน่ื กระตุ้น 127(5) ลดภาวะกลิน่ ปากเหม็นชัว่ คราว 100(6)
ปัจจยั ต่อผลการรกั ษา 87(5) ภาวะท่ีมีระดับฮอร์โมนสูงมากกว่า 650 pg/ml ก่อน 6 ว
โปรแกรมการจัดการความเสยี่ งตอ่ โรคหวั ใจและหลอดเลือด เดือนหลงั จากผ่าตดั 127(5) วัณโรค 36(1)
150(5) ภาวะท่มี รี ะดบั ฮอร์โมนสูงมากกวา่ 650 pg/ml มากกว่า 6 วณั โรคปอดเสมหะบวกรายใหม่ 128(2)
ปจั จยั ที่มผี ลต่ออตั ราตาย 29(6) เดอื นหลงั ผ่าตัด 127(5) ศ
ปัจจัย 70(6) ภาวะเลือดออกในสมอง 20(6) ศกั ยภาพ 159(5)
ผ ภาวะสมองบวม 20(6) ส
ผปู้ ่วยระบบประสาท 42(1) ภาวะกระดูกพรุน 106(6) สเมยี รล์ บ 36(1)
ผ้สู ูงอายุ 47(1), 127(1), 84(2), 67(3), 67(4), 90(4), 75(5) ภาพถา่ ยรงั สีพานอรามา 106(6) สมองพกิ าร 74(1)
ผู้ปว่ ยมีแผลกดทับ 52(1) ม สารผนึกหลมุ และร่องฟัน 131(1)
ผลลพั ธข์ องผู้ป่วยฟอกเลือด 67(1) มะเร็งเต้านม 101(3) สหสาขาวชิ าชพี 33(2)
ผูป้ ่วยเบาหวานชนดิ ท่ี 2 101(1) เมทาโดนระยะยาว 119(4) สัมพนั ธภาพระหวา่ งผ้รู บั บรกิ ารและบคุ ลากร
ผู้ขับขี่ 119(1) มัธยมศึกษาตอนตน้ 125(4) ทางการแพทย์ 62(2)
ผซู้ ้อน 119(1) มะเร็งเย่ือบโุ พรงมดลูก 103(5) สภาพภูมิอากาศ 75(3)
ผดู้ ูแลผสู้ ูงอายุ 127(1) มะเรง็ หลังโพรงจมกู 61(6) สภาพผู้ปว่ ยระหว่างผ่าตัด 114(3)
ผลการยึดติด 131(1) มาเลเซีย 70(6) เสถียรภาพปฐมภูมิ 84(4)
ผู้ที่มปี ัญหาการสบู บุหร ี่ 137(1) ย สารยึดฟันเทียม 81(5)
ผู้สงู อายมุ ะเรง็ 33(2) ยาแอมโลดิปนิ 149(1) สถานพยาบาลเอกชน 95(5)
ผู้ปว่ ยโรคหลอดเลือดสมอง 43(2) ยากล่มุ แคลเซยี มแชนแนลบลอ็ กเกอร ์ 149(1) สมองขาดเลอื ด 120(5)
ผูต้ ิดสุรา 67(2) เย่อื เมือกรากฟนั เทยี มอักเสบ 122(2) สทิ ธกิ ารรกั ษา 134(5)
ผลแกส๊ จากหลอดเลอื ดสายสะดอื 90(2) ยาเหลอื ใช้ 59(3) สถานบริการสุขภาพภาครัฐ 140(5)
ผปู้ ่วยท่ีใช้เก้าอล้ี ้อเลอ่ื น 96(2), 102(2), 108(2) ยาแอสไพริน 80(4) สารนำ�้ 20(6)
ผดู้ แู ลเดก็ สมาธิสัน้ 94(3) เยื่อบุชอ่ งปากอกั เสบ 62(5) สารสกดั จากใบฝรงั่ 93(6)
ผดู้ ูแลหลัก 108(3) เยือ่ บุโพรงมดลกู หนาตวั มากผดิ ปกติ 103(5) ห
ผู้ปกครอง 108(3) ยาต้านเกล็ดเลอื ด 2 ชนดิ 120(5) หนุ่ ยนต์ช่วยฝกึ เดนิ 57(1)
140 ผปู้ ว่ ยอบุ ตั เิ หตุ 114(3) ยาต้านเกลด็ เลือด 2 ชนิดร่วมกับยาละลายลมิ่ เลือด 120(5) เหตกุ ารณไ์ มพ่ ึงประสงค์ 47(2)
ผู้ทต่ี ดิ เช้ือเอชไอว ี 120(3) ยาตา้ นกระดูกพรนุ ร 134(5) หมดุ เกลียวขนาดเลก็ ทางทันตกรรมจดั ฟัน 84(4)
ผลลพั ธท์ างคลินิก 112(4) หน่วยตรวจวินิจฉัยโรคลมชัก 137(4)
ผปู้ ่วยวิกฤต 133(4) โรคหลอดเลือดสมอง 57(1), 149(1) หัวใจส่นั พล้ิว 120(5)
แผลฝีเยบ็ อักเสบ 144(4) โรคมะเรง็ ทพ่ี บมาก 5 อันดับแรก 81(1) หวั ใจห้องล่างเตน้ สะดุด 174(5)
ผปู้ ว่ ยมะเรง็ ท่ไี ด้รบั เคมีบ�ำบัด 62(5) รอยรบกวนชนดิ susceptibility 87(1) หวั ใจหอ้ งลา่ งเตน้ เร็วผดิ ปกต ิ 174(5)
ผลการรักษา 87(5) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภาพถ่ายทางรังส ี 95(1) อ
ผลส�ำเรจ็ 87(5) โรงพยาบาลสบปราบ 101(1) อตั ราการรอดชีพ 81(1)
ผ่าตดั สมอง 114(5) โรงพยาบาลบณุ ฑริก 137(1) อุบัตเิ หตรุ ถจักรยานยนต ์ 119(1)
ผลการรักษาและภาวะน�้ำดคี ัง่ ตบั 29(6) โรคความดันโลหติ สูง 149(1) อตั ราการหยุดสูบบุหรี่ 137(1)
ผตู้ ิดสุรา 39(6) ระบบปรับกระแสหลอดอตั โนมัต ิ 41(3) ออ่ นเพลยี เหน่อื ยล้า 33(2)
ผู้เข้ารบั การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผตู้ ิดยาเสพตดิ 86(6) ระบาดวทิ ยา 75(3) อุบตั ิการณ์ 47(2)
ฝ โรคสมาธสิ ั้น 108(3) ออกก�ำลังกาย 84(2), 96(4)
ฝงั เข็ม 84(2) ระบบสารธารณสขุ พื้นฐาน 130(3) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอก 41(3)
พ โรคเหา 54(4) อาการก�ำเริบ 133(3)
พฤตกิ รรมการดูแลสขุ ภาพผสู้ ูงอาย ุ 127(1) แรงบิดสงู สดุ ขณะปัก 84(4) อโุ มงคข์ อ้ มือกดทับเสน้ ประสาทมีเดยี น 105(4)
พฒั นาการสงสัยลา่ ช้า 55(2) แรงดึงออก 84(4) อุบัติเหตแุ ละฉุกเฉิน 70(5)
พฤตกิ รรมการดม่ื สุรา 67(2) โรงพยาบาลนพรตั นราชธานี 133(4) อัตราตาย 29(6)
ฟ โรคลมชัก 137(4) อาการ delirium จากการขาดสรุ า 39(6)
ฟันกรามถาวรทข่ี ้นึ ยังไมส่ มบรู ณ์ 131(1) รปู แบบการบรกิ าร 140(5) ออรัลโครมา 93(6)
ฟลอู อไรด ์ 114(2) โรคผิวหนัง 159(5) อมดอกกานพลแู หง้ 100(6)
ภ โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพต�ำบล 159(5) ไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร ์ 100(6)
ภาวะกลา้ มเนือ้ หดเกร็ง 42(1) โรคหลอดเลอื ดสมองหลงั ระยะเฉียบพลัน 168(5) ฮ
ภาวะมวลกลา้ มเน้อื นอ้ ย 47(1) โรคลำ� ไส้อักเสบรนุ แรง 29(6) เฮโรอีน 146(5)
ภาวะตอ่ มไทรอยด์ท�ำงานตำ่� 108(1) โรคไส้เลือ่ นกระบงั ลม 47(6)
ภาวะโภชนาการ 33(2) ระดบั ออกซเิ จนในเลือด 47(6)
ภาวะแทรกซอ้ น 47(2) ระดับคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นเลือด 47(6)
ภาวะซมึ เศร้า 67(2), 125(4) รับประทานกระเทยี ม 100(6)
ภาวะสมองขาดออกซิเจน 90(2) แรงงานไทย 70(6)
ภาวะซมึ เศรา้ ในผู้ปกครอง 94(3) แรงสนับสนนุ ทางสังคม 86(6)
วารสารกรมการแพทย์
JInandAueuaxtrhtyoo–rVD–oelIuncmedmeexb4e4r G 100(3) Kramkeaw T 77(6)
Guayraksa K 120(3) Kasempimon B 85(6)
A 136(1) Geerapong P 47(2) Kessuwanrak R 92(6), 100(6) 141
Anekwit N 82(3) 108(3) Karglai S 100(6)
Artheeraphan J 120(3) H 114(5) Laonapaporn B L
Aninlabon W 54(4) Horatanaruang D 120(5) Lillahkul N 67(1)
Annanon N 73(4) Hansudewechakul K 125(4) Lepananon N 113(1)
Aumprasert T 132(4), 144(4) Hoontanee N 114(5) Loharjun B 47(2)
Aiumlaor P 127(5) Hengrussamee K 182(5) Leevarakarn S 96(2), 101(2), 108(2), 167(5)
Apipan P 150(5) 36(1) Lausatianragit W 96(2), 101(2), 108(2)
Asawasudsakorn S 20(6) I 119(1) Leksrisakul S 128(2)
Akavipat P 123(6) Intasuwan U 32(2) Likitkulthanaporn A 130(3)
Atipatyakul W 82(3) Ittichaikulthol W 96(2) Laorwong S 108(5)
100(3) Insiripong S 133(3) Luelarb P 46(6)
B 137(4) 84(4) Muangngoen M 77(6)
Boontham P 137(4) J 152(4) Maneetong Y M
Boonmark K 158(5) Jearakul W 62(5) Maharmud N 57(1)
Borisut S 36(1) Jinjiranun T 70(5) Maneejavakajorn J 73(1)
Bunyarak P 47(1) Jamprasert L 158(5) Mao-kwang K 113(1)
Boonsin K 81(1) Jitkreeyarn P 158(5) Meesiri S 32(2)
87(1), 95(1) Jom S 77(6) Munketwit A 47(2)
C 101(1) Jariyapongpaiboon P 36(1) Mahathep A 74(2)
Chaipanna B 127(1) Jariyapongpaiboon S 36(1) Maharachpong N 114(3)
Chomwattanachai S 127(1) Jaikard N 52(1) Methavigul R 62(4)
Chiawiriyabunya I 144(1) Jakaom S 73(1) Methavigul K 90(4)
Chanyawattiwongse S 74(2) Jetwanna Wichitsa-nguan K 95(1) Moonjuntee T 120(5)
Chunhakankit S 90(2) Jingjit N 119(1) Manee W 120(5)
Chuppawa W 90(2) Jeanagool P 119(1) Moonla R 145(5)
Chada W 96(2), 101(2), 108(2) 119(1) Manmee C 158(5)
Chitwiset S 40(3) K 127(1) Niamhom S 20(6
Chaiyamool S 114(3) Khamsaen J 47(2) Noin J 69(6)
Chamnanvanakij S 133(3) Khewsri W 55(2) Na Bangxang J N
Chamnanvanakij S 84(4) Kanghae P 55(2) Ngaonga C 47(1)
Chayopitak N 152(4) Kittila S 114(2) Nulek N 113(1)
Chunpenmongkol S 54(5) Khayankit K 121(2) Naruemorn F 32(2)
Chanruangvanich W 95(5) Kluakamkao G 136(2) Narongwit N 55(2)
Chennet P 120(5) Komwatcharapong N 73(4) Ngamcherdtrakul P 96(2)
Chartpitak J 127(5) Kantiya W 80(4), 119(6) Nabkasorn C 133(3)
Charunruengterakul N 145(5) Kodchalee K 90(4) Noppornprom C 133(3)
Choeychom L 150(5) Kamonpet S 96(4) Nuruzzaman K 54(4)
Chiangchaisakulthai K 182(5) Kaewmart S 96(4) Naovaratsophon A 125(4)
Chantadansuwan T 61(6) Kaewmart P 105(4) Nipattasat P 137(4)
Chindavijak S 85(6) Kulrath P 112(4) Niramis R 152(4)
Chaiyakul N 47(1) Kiatsirirote K 119(4) Noitumyae J 139(5)
Chitpitaklert S 113(1) Kudngaongarm R 132(4) Ongsantiphap P 139(5)
Chumsungnern T 55(2) Kaewthanasin K 132(4), 144(4) O-charot L 29(6)
Chottetanaprasith T 114(2) Kaewkumnerd D 132(4), 144(4) Opachalermphan S 46(6)
Chucharoen P 58(3) Kijpreedarborisuthi B 75(5) Panumaswiwat S O
114(3) Kraitap P 87(5) Predeekanit K 83(2)
D 48(4) Khaokhiew T 134(5) Permbotasi T 167(5)
Duangdee S 119(4) Kumnoonsup S 158(5) Posawang P 167(5)
Daya S 125(4) Khantasa-ard P 167(5) Phutivut V P
Duangphonprom S 114(5) Komkla N 174(5) Pothisuwan C 36(1)
Duangdee N 108(1) Khumsri J 11(6) Pipatrittisak P 42(1), 42(2)
Dilokthornsakul P Khuanped S 20(6) Phajuy A 47(1)
Danaidutsadeekul S Kiennukul N 29(6) Paungmali A 73(1)
Deekla C Khuneepong A 77(6) Puipanichsiri P 81(1)
Duangrithi D Khajornprai N 136(1)
Dallas C.J Kittithamvongs P 61(2)
Duriyaprapan P Khaonim K 67(2)
Kuptniratsaikul V 83(2)
E Katekangplu P 83(2)
Eiamkulvorapong A Khemvaranan C
Kuvijitsuwan P
Kaseng F
Kongkaew S
ปีที่ 44 ฉบบั ท่ี 6 ประจำ� เดือนพฤศจกิ ายน-ธันวาคม 2562
Punyaphat C 90(2) Sangplian S 66(5) Wimonsinrapin P 77(6)
Pirunnet T 90(2) Suanrueang P 95(5) Y
Prateeptongkum E 114(2) Sakunphanit T 95(5) Yampratoom R 54(4)
Posritong S 121(2) Suwanwanich M 103(5) Yantapant A 11(6)
Promchot P 47(3) Sompeewong P 139(5)
Porntheerapat N 47(3) Siriwatvejakul U 167(5) KEY WORD INDEX
Pisittakarn N 47(3) Sanglutong L 182(5)
Piboon K 66(3) Sabaisook S 77(6) A
Paungtong I 66(3) Srisa-ard W 69(6) Amlodipine 149(1)
Pakapaiboon S 75(3) T Anesthesia 47(2), 114(5)
Pattramongkolrit S 114(3) Tochaiwat K 42(1), 42(2) Alcohol dependents 67(2)
Prasertchai A 120(3) Thaiyakul A 42(1), 42(2), 100(3) Acupuncture 83(2)
Polyong C. P 48(4) Teeraboonyakul W 63(1) Anti-cariogenic 114(2)
Phukkarawek S 48(4) Thongdee C 67(1) Automatic tube current modulation 40(3)
Poldongnok P 48(4) Turnbull N 127(1) Activity-based costing 58(3)
Phattanachot W 119(4) Tanglamai P 131(1), 128(6) ADHD 93(3), 108(3)
Phinyo P 155(4), 70(5) Thanarojanawanich T 32(2) Acquired Immune Deficiency Syndrome 120(3)
Patumanond J 155(4) Teeratorn W 47(2) Aspirin 80(4)
Phannarus K 81(5) Tangjittiporn T 74(2), 93(3), 108(3) Adversity quotient 125(4)
Pruitthithada S 114(5) Tankura R 74(2) Authoritative parenting styl 125(4)
Pongpirul K 134(5) Thiravitayokom S 83(2) Abnormal uterine bleeding 103(5)
Pakdethanakul C 139(5) Tanakietpinyo S 83(2) Autotransplantation 108(5)
Praserdmek K 158(5) Tungpimolrut K 96(2), 101(2), 108(2) Atrial fibrillarion 120(5)
Poocharoen W 29(6) Taerakul T 52(3), 139(3) Anti-osteoporosis medication 134(5)
Pumpuang T 55(6) Thanasitthichai S 100(3) Aging and dental health 139(5)
Pongpitchayadej O 92(6) Thepthong B 48(4) Abnormal Uterine Bleeding 11(6)
Pornsathapant D 106(6) Tedniyom T 90(4) Alcohol dependence(s) 39(6)
Padithaporn W 69(6) Tadkatuk A 96(4) Alcohol withdrawal delirium 39(6)
Pornsoongsong K 112(6) Tonkulrat W 132(4), 144(4) Arterial Oxygen level: PaO2 46(6)
R Tantilipikara P 132(4) Arterial Carbon dioxide level: PaCO2 46(6)
Rungsiwaroj N 67(2) Tiplamai C 54(5) B
Rewwadee P 133(3) Thadthong S 54(5) Behaviour of elderly care 127(1)
142 Rudtanasudjatum K 96(4) Thongsup S 62(5) Buntharik hospital 136(1)
S Thongta W 66(5) Break-even point 42(2)
Srisubat A 42(1), 42(2), 100(3), 139(5), 167(5), 11(6) Thumvanna P 95(5) Brief cognitive behavior therapy 67(2)
Saipan P 57(1) Tongsin A 46(6) Blood stream infection 47(3)
Spilles N 67(1) Thangkratok P 77(6) Breast cancer 100(3)
Srisubat K 95(1) Tiraphat S 85(6) Body mass index 114(3)
Saentecha K 119(1) U Balance 67(4)
Sukrong S 149(1) Udom T 42(1), 42(2) BSI rates 132(4)
Somporn M 163(1) Ussawawongaraya W 67(1) Bleeding 120(5)
Suwanaroop N 61(2) Uadrang S 40(3) Brain edema 21(6)
Srithammachart L 67(2) Ularntinon S 93(3), 108(3) C
Sutthathummaruk A 83(2) Ukranun W 39(6) Cerebral palsy 73(1)
SripanaratanaKul S 96(2), 101(2), 108(2) V Community participation 113(1)
Supornpun N 114(2) Vichathai W 157(1), 96(2), 101(2), 108(2), 121(2), 139(5) Clinical Forensic medicine 119(1)
Simreewong T 121(2) Vibulchai N 55(2) Caregiver 127(1)
Sookpeng S 40(3) Varusuvan N 82(3) Completion 144(1)
Sudprasert C 47(3) Visanuyothin S 150(5) Computerized tomography request form 144(1)
Sisai S 52(3) W Calcium channel blockers 149(1)
Srisraluang W 58(3) Wuttiwongsanon C 63(1) Cancer’s older adults 32(2)
Sirikun J 114(3) Wangnum K 32(1) Chemotherapy 32(2)
Sarapimpha N 48(4) Watthayu N 61(2) Critical incidents 47(2)
Siriboriruk J 54(4) Wuttisomwongkul K 83(2) Complications 47(2)
Simadamrong P 67(4) Wathanadilokul U 96(2), 101(2), 108(2) Children ages 3-5 years 55(2)
Sakulkim S 90(4) Wongvattanaroek P 93(3) Camellia sinensis 114(2)
Suwanmajo S 119(4) Wattanakul N 132(4) CT Image quality 40(3)
Sathaporn U 119(4) Weerakhama P 70(5) Chest CT 40(3)
Samanmit Y 132(4) Wiriyaphonpraphat K 70(5) Central venous catheter care 47(3)
Sawanpanyalert N 132(4) Wongmanit S 87(5) Cost 58(3)
Srilekarat A 161(4) Wongsin U 95(5) Community 66(3)
Suwannapan W 62(5) Waejuna A 145(5) Climate 75(3)
วารสารกรมการแพทย์
Cost effectiveness 82(3) Endodontic treatments 87(5) Junior high school K 125(4)
Cervical stabilization exercise 82(3) Expenditure burden 95(5)
Chronic neck pain 82(3) Emergency medical services 95(5) Knee osteoarthritis 83(2)
Caregiver 108(3) Endometrial hyperplasia 103(5) Knowledge management 47(3)
Cirrhotic 130(3) Endometrial cancer 103(5) L
COPD 133(3) Elderly dental services 139(5) Lokomat 57(1)
Children Dermatology Life Quality Index 54(4) Electro-anatomical mapping (EAM) 174(5) Lidocaine 63(1)
Cardiovascular complication 62(4) F Laser 121(2)
Carbapenem resistant Fatigue 32(2) Left ventricular ejection fraction 52(3)
Enterobacteriaceae (CRE) 73(4) Family preparedness 74(2) Leftover medicine 58(3)
Carpal tunnel syndrome 105(4) Five most common cancers 81(1) Long term outcomes and Intestinal failure
Clinical outcomes 112(4) Fluoride 114(2) associated liver disease 30(6)
Cost-effectiveness analysis 112(4) Fall prevention 90(4) M
2017 CDC definitions 132(4) Fall 54(5) Massage 42(1)
Critically ill patients 132(4) Fragility hip fracture 134(5) Massage therapy 42(1)
Cancer patient 62(5) Fourteen Provinces in the Southern Region Music therapy 73(1)
Chemotherapy 62(5) of Thailand 158(5) Motorcycle accident 119(1)
Complete unilateral cleft lip and cleft palate 81(5) Factor 69(6) Multidisciplinary 32(2)
Craniotomy 114(5) G Medication safety 61(2)
Craving 145(5) Green tea 114(2) 2-2-2 Model 128(2)
Cardiovascular risk score 150(5) Guideline for Prevent and Control Myocardial perfusion scintigraphy 52(3)
CVD risk management program 150(5) drug resistance 73(4) Mindfulness-Based Cognitive Therapy 108(3)
Cost-effectiveness 11(6) Guidelines 137(4) MELD Score 130(3)
Critical care 21(6) Guideline risk fall assessment 54(5) Maximum insertion torque 84(4)
Congenital Diaphragmatic Hernia 46(6) Guava leaf extract Myofascial pain syndrome 105(4)
Conventional Ferguson hemorrhoidectomy 55(6) 92(6) Methadone maintenance therapy 119(4)
Clinical performance 77(6) Garlic 92(6) Modified jaw exercise 66(5)
Compulsory system 85(6) Garlic ingestion 99(6) MOPD ED Triage 70(5)
D H Model development 139(5)
Diffusion Weighted Imaging (DWI) 88(1) Hemodialysis services 67(1) Mannitol 21(6)
Developmental stimulation 55(2) Hemodialysis patient outcomes 67(1) Mortality 30(6)
Depression 67(2), 125(4) Hospital-based hemodialysis 67(1) Minimally Invasive Surgery or Thoracoscopic
Drinking behavior 67(2) Hypothyroidism 108(1) Repair-TR 46(6) 143
Dental Platform Development 96(2) Hemithyroidectomy 108(1) Mandible 106(6)
Dental platform 101(2), 108(2) Hypertension 149(1) Malaysia 69(6)
Dentist 108(2) Hot Pack Innovation 83(2) N
Day care 67(3) Hypoxic ischemic encephalopathy 90(2) Negative acid fast stain 36(1)
Dengue diseases 75(3) Human Immunodeficiency Virus 120(3) Neurological 42(1)
Depression 93(3), 108(3) Hip fracture surgery 62(4) Neurological patient 42(1)
Dementia 96(4) Head and neck cancer 66(5) Nasal endoscopy 63(1)
Dynamic jaw exercise 66(5) Health Services Access 75(5) Nasal packing 63(1)
Denture adhesives 81(5) Heroin 145(5) Nutritional status 32(2)
Dual antiplatelets 120(5) Health Promoting Hospital 158(5) Neurological assessment 90(2)
Drug rehabilitation 85(6) Hysteroscopic diagnosis and resection 11(6) Non-surgical treatment 121(2)
Dilatation and curettage 11(6) Hypertonic saline New smear-positive 128(2)
Dried clove buds 99(6) Halitosis 92(6) Negative automatic thoughts 93(3)
Dried clove buds mouthing 99(6) I Nopparatrajathanee Hospital 132(4)
E Innovative bed reduce or treat pressure ulcer5 2(1) Nasoalveolar molding 81(5)
Elderly 47(1), 127(1), 83(2), 66(3), 67(4), 90(4), 75(5) Injury characteristics 119(1) Nausea 114(5)
Ephedrine 63(1) Incidents 47(2) Nasophayngeal carninoma 61(6)
Empowermen 113(1) Interface pressure 101(2) O
Emergency 144(1) Isometric exercise 82(3) Oxymetazoline 63(1)
Exercise 32(2), 83(2), 67(4), 96(4) Injury severity score 114(3) Oral surgery 80(4)
Effectiveness 121(2) Internet games addiction 125(4) Orthodontic miniscrews 84(4)
Echocardiography 52(3) Ice-chips 62(5) Oral mucositis 62(5)
Epidemiology 75(3) Influence factors 87(5) Orthodontic treatment 108(5)
Economic evaluation 82(3) Intervention mapping 150(5) Opinion 134(5)
Exacerbation 133(3) Intermediate care 167(5) Outflow tract 174(5)
Epilepsy 137(4) Intracerebral hemorrhages 21(6) Open Repair-OR 46(6)
Epilepsy monitoring unit 137(4) IMRT 61(6) Oral ChromaTM 92(6)
Episiotomy wound infection 144(4) J
Emergency department 70(5)
ปีที่ 44 ฉบับท่ี 6 ประจำ� เดอื นพฤศจกิ ายน-ธันวาคม 2562
Osteoporosis P 106(6) Robotic assisted gait training 57(1) Success rate 87(5)
Risk factors 108(1), 144(4), 39(6) Stroke 120(5)
Patient with pressure ulcer 52(1) Receiving service of EIP with vaccine 113(1) Secondary hyperparathyroidism 127(5)
Picture Archiving and Communication System Riders 119(1) Setamibi 127(5)
(PACS) 95(1) Retention 131(1) Skin Diseases 158(5)
Problem management 95(1) Request form 144(1) Surgical necrotizing enterocolitis 30(6)
Patients with Diabetes Mellitus type 2 101(1) Readout-Segmented Echo-Planar ST-elevation myocardial infarction 77(6)
Passengers 119(1) Imaging (RS-EPI) 88(1) Stress 69(6)
Partially erupted permanent molars 131(1) Relationship between patient and Social support 85(6)
Pediatric 47(2) healthcare provider 61(2) T
Patient engagement 61(2) Radiation dose 40(3) Tuberculosis 36(1)
Patient safety 61(2) Respiration recovery 114(3) TB FastAmp 36(1)
Pediatric palliative care 74(2) Respiratory infection 133(3) Thyroid antibody 108(1)
Peri-implant disease 121(2) Respiratory failure 133(3) Tobacco used disorder 136(1)
Peri-implantitis Peri-implant Mucositis 121(2) Risk factors of dementia 96(4) Tank toy innovation 55(2)
Pulmonary tuberculosis 128(2) Retention 119(4) Tamoxifen 100(3)
Pharmacy service 58(3) Risk factors for fall 54(5) Trauma patients 114(3)
Parenting children with ADHD 93(3) Radiotherapy 66(5) The promotion of knowledge and practical
Parental depression 93(3) Recurrent hyperparathyroidism 127(5) support 73(4)
Parent 108(3) Rational Emotional Behavior Therapy 145(5) Take home dose 119(4)
Public health policy 130(3) Rehabilitation 167(5) Triage 70(5)
Primary school 48(4) Re-bleeding 11(6) Training 70(5)
Pediculosis capitis 54(4) Reduction of transient disturbing odor 99(6) Treatment outcomes 87(5)
Postoperation bleeding 80(4) Refracture Prevention 106(6) Triple therapy 120(5)
Primary stability 84(4) S Tertiary hyperparathyroidism 127(5)
Pull-out strength 84(4) Spastic 42(1) Type of reimbursement 134(5)
Predictors 119(4) Sarcopenia 47(1) Thai workers 69(6)
Predictive factors 75(5) Stroke 57(1), 149(1), 42(2) U
Private hospitals 95(5) Survival rate 81(1) Ubonratchatani province 136(1)
Persistent hyperparathyroidism 127(5) Susceptibility artifact 88(1) Unit cost 42(2)
Preoperative localization 127(5) Single-shot Echo-Planar Imaging (SS-EPI) 88(1) Unit cost analysis 42(2)
Public hospitals 139(5) Sop-Prap Hospital 101(1) Umbilical cord gas 90(2)
144 Psycho-bio-social program 145(5) Sealant 131(1) Upper musculoskeletal disorder 48(4)
Potential 158(5) Smoking cessation rate 136(1) Ultrasound V 127(5)
Post-acute stroke 167(5) Suspected developmental delay 55(2)
Premature ventricular contraction (PVC) 174(5) Standard Testing 96(2) Visual biofeedback 42(2)
Prognostic factors 30(6) Satisfaction 108(2) Vomiting 114(5)
Panoramic radiograph 106(6) Sputum conversion 128(2) Ventricular tachycardia (VT) 174(5)
Q Surgical apgar score 114(3) Vessel-Sealing Devices hemorrhoidectomy 55(6)
Quality of life 101(1), 120(3), 54(4) School bag 48(4) Volatile sulfur compound 99(6)
QALY 100(3) Self-efficacy 90(4) VMAT 61(6)
Quality and safety 137(4) Single incision transumbilical laparoscopic Voluntary system 85(6)
Quality of care 77(6) cholecystectomy 112(4) W
R Standard 3 - port laparoscopic Wheelchair Patients 96(2), 101(2), 108(2)
Resistance exercise 47(1) cholecystectomy 112(4) Warfarin 120(5)
SUBJECT INDEX
A
A Comparison of Quality of Life among HIV/AIDS Patients Attending Government Hospitals 120(3)
Achalasia 182(5)
A systematic review of treatment outcomes following hyperosmolar solutions for the treatment of brain edema in patients with intracerebral hemorrhage 20(6)
B
Bloodstream Infection (BSI) Surveillance in Critical Care Units at Nopparatrajathanee Hospital, 2017 132(4)
Benefit of Post-Radio-Frequency Ablation (RFA) under Electro-Anatomical Mapping (EAM) in the Idiopathic
Outflow Tract Ventricular Tachycardia (VT) or Premature Ventricular Complex (PVC)
Patients at Central Chest Institute of Thailand (CCIT) Single Center Study 174(5)
C
Comparative study between Efficacy of 0.025% Oxymetazoline with 1% Lidocaine and 1% 63(1)
Ephedrine with 2% Lidocaine in Nasal Preparation before Nasal Endoscopy
Critical Incidents in Pediatric Anesthesia at Queen Sirikit National Institute of Child Health: A Database of 44,263 Anesthetics over a 6-Year Period 47(2)
Comparative Study for an Effectiveness of Therapeutic Treatments for Knee Osteoarthritis in Elderly Using Hot Pack Innovation, Acupuncture and Exercise 83(2)
Comparison of Neurological Assessment between Abnormaland Normal Umbilical Arterial Blood Gas Analysis in High Risk Infants 90(2)
วารสารกรมการแพทย์
Comparison of Fluoride and Catechin Levels in Green Tea Extract at Various Geographical Locations in Thailand 114(2)
Comparison of Left Ventricular Ejection Fraction from Two-Dimensional Transthoracic Echocardiography and Myocardial Perfusion Scintigraphy from 2 Softwares 52(3)
Cost Effectiveness of Cervical Stabilization Exercise Versus Isometric Exercise in Patients with Non-Specific Chronic Neck Pain 82(3)
Cost-Effectiveness Analysis of 10 Years Versus 5 Years of Tamoxifen in Breast Cancer 100(3)
Clinical Genitourinary System Imaging in Nuclear Medicine 139(3)
Comparison of Balance in Exercise Elderly among Tai Chi, Walking, Running and Ballroom Dancing 67(4)
Comparison of Insertion Torque and Pull-Out Strength between Custom-Made Miniscrews and Commercial Miniscrews 84(4)
Comparative Study between Single Incision Transumbilical and Standard 3 - port Laparoscopic Cholecystectomy 112(4)
Comparative Study for Effeciency between Dynamic and Modified Jaw Exercise toPrevent Trismus in Irradiated Head and Neck Cancer Patients 66(5)
Cost-Effectiveness of Intermediate Care (inpatient) in Post-Acute Stroke Compared with Out-Patient Rehabilitation Program 167(5)
Cost–Effectiveness Analysis Comparison of Hysteroscopic Diagnosis with Surgery and Dilatation
& Curettage for Diagnosis and Treatment of Abnormal Uterine Bleeding (AUB) 11(6)
Comparison Outcome of Vessel-Sealing Devices Hemorrhoidectomy Versus Conventional Ferguson Hemorrhoidectomy in Samut Prakan Hospital 55(6)
Clinical Performance and Quality of Care for Patient with ST-Elevation Myocardial Infarction at the Emergency Department in Central Chest Institute of Thailand 77(6)
Correction of Ectopic Eruption of Permanent Molar: Case Report 128(6)
D
Development of a Parent Empowerment Model in Receiving Service of the Expanded Program on Immunization with Vaccines of
Children Aged 0-5 Years Old Through Community Participation: A Case Study in Yala Province 113(1)
Differentiation between Motorcycle Riders and Passengers by Injury Characteristics in Lampang and Neighbouring Provinces 119(1)
Development of a Multidisciplinary Care System in Older Adult Cancer Patients Undergoing Chemotherapy Treatment 32(2)
Development and Evaluation of the Model of Directly Observed Treatment among New Sputum Smear-Positive Pulmonary Tuberculosis Patients in Sisaket Province, Thailand 128(2)
Development of Elderly of Day Care Model 66(3)
Development of Nursing Guideline for Prevention and Control of Carbapenem Resistant Enterobacteriaceae (CRE) in Pediatric Patients Care 73(4)
Dental Consideration of Exposed Maxillary Bone Secondary to Mucormycosis in Acute Lymphoblastic Leukemia: Case Report 152(4)
Different Social Support among Drug Addiets in Varlantary System and Compalsovy System 85(6)
E
Effect of Brief Cognitive Behavior Therapy on Depression and Drinking Behavior among Alcohol Dependents Receiving Services in Thanyarak Chiangmai Hospital 67(2)
Epidemiology of Dengue Diseases and Correlation with Climate of Kamphaeng Phet Province, Thailand in 2008-2017 75(3)
Effects of Upper Musculoskeletal Disorder from School Bag Usage among Primary School Grade 4-6 Students for a School in Bangkok Metropolis 48(4)
Effects of the Self-Efficacy Enhancement Program on Fall Prevention among the Elderly in Autong District, Suphanburi Province 90(4)
Effect of Guidelines of Quality and Safety at Epilepsy Monitoring Unit in Prasat Neurological Institute 137(4)
Effect of Fall Precaution Guideline in the Women General Ward 1 at Lop Buri Cancer Hospital 54(5)
Efficacy of MOPD ED Triage Training Program on Triage Accuracy of Nurses and Emergency Medical Staff in Maesai District Hospital 70(5) 145
Evaluation of Nasal Changes after Using Modified Nasoalveolar Molding in Complete Unilateral Cleft Lip and Palate Patients 81(5)
Effect of Guava Leaf Extract Spray on Halitosis after Garlic Ingestion 92(6)
Effectiveness of Dried Clove Buds mouthing on Reduction of Transient Disturbing Odor after Garlic Ingestion 99(6)
F
Factors Associated with Elderly Care from Caregivers in Chuen Chom District, Mahasarakham Province, Thailand 127(1)
Factors Associated with Patient Engagement behavior in Medication Safety in Community Hospitals 61(2)
Factors Related to Respiratory Failure Requiring Invasive Mechanical Ventilator in Chronic Obstructive Pulmonary Disease with Acute Severe Exacerbation 133(3)
Factors Influencing Elderly’s Health Services Access in Pathum Thani Province 75(5)
Fourth Molars – Bilateral Impaction in Mandible – A Case Report 119(6)
H
Healthcare Expenditure Burden for Emergency Medical Services of Private Hospitals under a Project of Financial Recommendation for
Universal Coverage for Emergency Patients (UCEP) 95(5)
I
Innovative Bed Reduce or Treat Pressure Ulcer 52(1)
Incidence and Risk Factors for Development of Hypothyroidism after Hemithyroidectomy 108(1)
Incidence and Associated Factors of Postoperative Nausea and Vomiting in Patients Undergoing Craniotomy 114(5)
Integration of Service Plans for Screening and Reducing High Risk Groups of Cardiovascular Disease, Nakhon Ratchasima, 2017-2018 150(5)
IMRT/VMAT in Nasopharyngeal Carcinoma Patients: An Analysis of 33 Cases 61(6)
Interceptive Correction of Crossbite and Space Management with Removable Appliances: A Case Report 112(6)
M
Modified TB Fast Amp to Finding Negative Acid Fast Stain in Tuberculosis’ Patient during 2013-2017: 36(1)
Reports of Pathological Laboratory of Regional Medical Science Center 10th Ubon Ratchathani
Massage Therapy for Spastic Neurological Patients: A Systematic Review 42(1)
Music Therapy for Children with Cerebral Palsy: A Systematic Review 73(1)
Musculoskeletal disorders and ergonomic dentistry 161(4)
Model Development of Appropriate Elderly Dental Services in Thailand: Phonthong Hospital Network, Roi-Et Province 139(5)
N
Negative Automatic Thoughts associated with Depressive Symptoms in Caregivers of Children with Attention Deficit and
ปที ่ี 44 ฉบบั ที่ 6 ประจ�ำเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562
Hyperactivity Disorder at Child and Adolescent Psychiatry Clinic, Queen Sirikit National Institute of Child Health 93(3)
O
Outcome of Hemodialysis Services in Nopparat Rajathanee General Hospital 67(1)
Outcomes of Endodontic Treatment in Dental Clinic, Phrom Buri Hospital, Sing Buri Province 87(5)
Orthodontic Treatment after Autotransplantation of a Mature Tooth 108(5)
Optimal INR Level in Patients Receiving the Triple Therapy 120(5)
Orthopedist’s Perspective on Determinants of Anti-osteoporosis Medication Prescription in Osteoporotic Hip Fracture 134(5)
P
Problems and Problem Management of PACS system in Government and Private Hospital 95(1)
Predicting Factors of Respiration Recovery among Postoperative Trauma Patients 114(3)
Predicted Death Rate in Groups of Cirrhotic Patients Admitted in Nopparat - Rachathani Hospital, a Decade Later 130(3)
Prevalence and Correlation of Myofascial Pain Syndrome in Patient with Possible Carpal Tunnel Syndrome 105(4)
Predictors – One Year Retention Methadone Maintenance Therapy at Princess Mother Institute on Drug Abuse Treatment 119(4)
Perdictive Factors of Depression among Students in Junior High School 125(4)
Q
Quality of Life of Patients with Diabetes Mellitus Type 2 in Sop-Prap Hospital, Lampang Province 101(1)
Quality of Life among Children with Head Lice; Before and After Treatment 54(4)
R
Retention of Fissure Sealing using Ultraseal XT Hydro and Embrace on Occlusal Surfaces of Partially Erupted Permanent Molars 131(1)
Restoration of Crown-Root-Fracture Tooth by Interdisciplinary Approach: A Case Report 157(1)
Root Canal Treatment in C – Shaped (C2) with Cracked Tooth: A Case Report 163(1)
Research and Development of the Tank Toy Innovation to Stimulate Gross Motor Skills in Children 55(2)
Ages 3-5 Years with Suspected Developmental Delays Risk factors for Episiotomy Wound Infection of Parturients Delivered, Nopparatrajathanee Hospital 144(4)
Roles of Variables for Causal Inference in Clinical Research 155(4)
Relative Risk Factors of Abnormal Endometrial Pathologies in Patients with Abnormal Uterine Bleeding 103(5)
Risk factors for alcohol withdrawal delirium in patient with alcohol dependence of Thanyarak Maehongson Hospital 39(6)
Relationship between Osteoporosis and Indices of Mandible from Panoramic Radiograph 106(6)
S
Survival Rate of the Five Most Common Cancers in 2010 at Udonthani Cancer Hospital, Thailand 81(1)
Smoking Cessation Rate of Tobacco use Disorder in Patients at Buntharik Hospital, Ubonratchatani Province 136(1)
Success Rate and Factors Related to Surgical Treatment in Secondary and Tertiary Hyperparathyroidism in Chronic Renal Failure and the
Accuracy of Preoperative Localization 127(5)
146 Surgical Necrotizing Enterocolitis: Outcomes and Factors Affecting Mortality 29(6)
Surgical Approaches for Congenital Diaphragmatic Hernia - Thoracoscopic Repair Versus Open Repair: A Systematic Review and Meta-Analysis 46(6)
Stress and Related Factors for Thai Workers in Malaysia 69(6)
T
The Effectiveness of Resistance Exercise in Elderly with Sarcopenia: A Systematic Review 47(1)
The Effectiveness of Robotic Assisted Gait Training (Exoskeleton Devices: Lokomat) in Stroke Patients: A Systematic Review 57(1)
The Comparison of Effects of Susceptibility Artifacts and Long Echo Time (TE) in Diffusion MRI 87(1)
by Single-Shot Echo-Planar Imaging and Readout-Segmented Echo-Planar Imaging at Prasat Neurological Institute
The Completeness of CT Scan Request forms in the Emergency Period of Rajavithi Hospital 144(1)
The Family Preparedness and Associated Factors with Their Preparedness of Caring Pediatric Palliative Patient at Queen Sirikit National Institute of Child Health 74(2)
The Development and Pre-Evaluation of Dental Platform Prototype for Wheelchair Patients 96(2)
The Study of Interface Pressure between Wheelchair Patients and Dental Platform Prototype 101(2)
The Satisfaction Assessment of Patients and Dentists from Using Dental Platform Prototype for Dental Treatment 108(2)
The Effectiveness of Laser Compared to Non-Surgical Treatment of Peri-Implant Disease: A Systematic Review 121(2)
Treatment of Excessive Gingival Display Using a Modified Lip Repositioning Technique: A Case Report 136(2)
The Comparison of Radiation Dose and Image Quality from Using Automatic Tube Current Modulation System and Fixed Tube Current Technique for
Chest Computed Tomography Examination 40(3)
The Effect of Knowledge Management Program of Nurses for practice on Pediatric Patient with Central Venous Catheters Care Guidelines at Pediatric’s Surgical Ward 47(3)
The Cost and Cost Saving Study of the Pharmacy Service on Leftover Medicine in Pediatric Out-Patient: A Case Study for Rheumatism in Pediatric Patients
at Queen Sirikit National Institute of Child Health 58(3)
The Effectiveness of Mindfulness-Based Cognitive Therapy to Reduce Depressive Symptoms in Primary Caregivers of Children with Attention
Deficit Hyperactivity Disorder at Child and Adolescent
Psychiatric Outpatient Department Queen Sirikit National Institute of Child Health 108(3)
The Incidence and Risk Factors of Cardiovascular Complication after Hip Fracture Surgery Lamphun Hospital 62(4)
The Study of Postoperative Bleeding in Dental Osteotomy with Continued Aspirin Therapy 80(4)
The PREBRA Exercise Model for Reducing Factors Causing Dementia among Aging Females in Thailand 96(4)
The Effects of Ice-Chips Symptoms Oral Mucositis in Colorectal Cancer Patients Receiving Chemotherapy Formula 5FU/LV 62(5)
The Effect of Rational Emotional Behavior Therapy Program for Control of Re-craving Heroin Use Disorder
Patients in ThanyarakPattani Hospital 145(5)
The Potential of Primary Care on Skin-Diseased Patients of the Health Promoting Hospital in 14 Southern Provinces, Thailand 158(5)
วารสารกรมการแพทย์
Treatment of Localized Periodontal Disease Induced by Palato-Gingival Groove in Maxillary Lateral Incisor: A Case Report 123(6)
U 149(1)
42(2)
Utilization of Amlodipine Drug in Hypertensive Patients Reduces Stroke Outcomes at Srithep Hospital, Petchabun Province
Unit Cost and Break-Even Point of Visual Biofeedback Therapy for Treatment Stroke Patient at the
Supreme Patriarch Nyanasanwara Geriatric Medicine Hospital, Chonburi Province
หมายเหตุ:
(1) ฉบบั ท่ี 1 มกราคม – กุมภาพันธ ์
(2) ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน
(3) ฉบบั ท่ี 3 พฤษภาคม – มิถนุ ายน
(4) ฉบับท่ี 4 กรกฎาคม – สงิ หาคม
(5) ฉบับท่ี 5 กันยายน – ตุลาคม
(6) ฉบบั ที่ 6 พฤศจิกายน – ธนั วาคม
ดรรชนี HALL OF FAME Vein Clinic 147
ฉบบั ท่ี 4 กรกฎาคม – สิงหาคม
ฉบับท่ี 1 มกราคม – กมุ ภาพนั ธ์ โรงพยาบาลเลดิ สิน ผลงานผ่าตัดแปลงเพศ 20 ปี เลิดสินมอบชีวติ ใหมใ่ หช้ ายใจหญงิ ได้
นายแพทยส์ มศกั ด์ิ อรรฆศิลป์ อธบิ ดกี รมการแพทย์ ผ้นู ำ� การเปล่ียนแปลงเชงิ รกุ ถึง 300 ราย
ฉบบั ท่ี 2 มนี าคม – เมษายน ฉบับที่ 5 กนั ยายน – ตุลาคม
ทนั ตแพทยห์ ญงิ นงวภิ า พุฒิภาษ สถาบันทันตกรรม การพัฒนาระบบการให้บริการคลินิกสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้
ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน จังหวดั ตรัง
แพทย์หญงิ ม่งิ ขวญั วชิ ยั ดษิ ฐ ผอู้ ำ� นวยการสถาบันโรคผวิ หนัง ผ้นู ำ� แหง่ การเปลีย่ นแปลง
ฉบับท่ี 4 กรกฎาคม – สงิ หาคม ดรรชนี POTHO QUIZ
นายแพทยส์ มพงษ์ ตนั จรยิ ภรณ์ ผอู้ ำ� นวยการโรงพยาบาลเลดิ สิน
ฉบับท่ี 5 กันยายน – ตุลาคม ฉบบั ท่ี 1 มกราคม – กมุ ภาพนั ธ์
นายแพทยว์ รเชษฐ อนนั ตรงั สี ผอู้ ำ� นวยการโรงพยาบาลโรคผวิ หนงั เขตรอ้ นภาคใต้ จงั หวดั ตรงั ลักษณะของเพศกัญชา/การเพาะปลูก/ลักษณะของใบ
ฉบับท่ี 2 มีนาคม – เมษายน
ดรรชนี INNOVATION Photo Quiz สถาบนั ทันตกรรม
ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถนุ ายน
ฉบับท่ี 1 มกราคม – กมุ ภาพนั ธ์ Photo Quiz สถาบันโรคผวิ หนงั
การพัฒนาแพลตฟอร์มเพ่ือใหค้ ำ� แนะน�ำวธิ กี ารใช้ยาส�ำหรบั ผู้ปว่ ยเมยี นมา ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม
ฉบบั ที่ 2 มนี าคม – เมษายน Photo Quiz โรงพยาบาลเลิดสิน
สญั ญาณชว่ ยชวี ติ (Alarm Life) ฉบบั ท่ี 5 กันยายน – ตลุ าคม
ฉบบั ที่ 3 พฤษภาคม – มิถนุ ายน Photo Quiz โรงพยาบาลโรคผิวหนงั เขตรอ้ นภาคใต้ จังหวัดตรงั
การพฒั นานวตั กรรมดา้ นยาและเวชสำ� อาง สถาบนั โรคผิวหนัง
ฉบบั ท่ี 4 กรกฎาคม – สิงหาคม ดรรชนี เรื่องเด่นประจำ� ฉบับ
อุปกรณป์ ระกอบเตยี งผ่าตัดสำ� หรบั ช่วยใสเ่ ฝือกสะโพกในเดก็
ฉบับท่ี 5 กันยายน – ตลุ าคม ฉบับท่ี 1 มกราคม – กุมภาพันธ์
ตฉู้ ายแสงอลั ตราไวโอเลตเอและบสี ำ� หรบั มอื – เทา้ UV Phototherapy for Hand and Feet การบำ� บัดรักษาผู้ตดิ กญั ชา การใชส้ ารสกดั กญั ชาสำ� หรบั ผ้ปู ่วยทีม่ ีปญั หาสุขภาพจติ
นโยบายสขุ ภาพท่ีเก่ยี วกบั การใชก้ ัญชาทางการแพทย ์
ดรรชนี PRO & CON ฉบบั ที่ 2 มีนาคม – เมษายน
เครื่องมือส่งเสริมการเคล่ือนฟันชนิดไม่ต้องท�ำศัลยกรรมส�ำหรับเคร่ืองมือจัดฟันถอดได้
ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์ แบบใส ภาวะแทรกซอ้ นทไี่ มพ่ งึ ประสงคข์ องเนอื้ เยอ่ื ออ่ นจากการตดั ปมุ่ กระดกู โลกดจิ ติ อล
ค�ำแนะน�ำการใชก้ ัญชาทางการแพทย์ Guidance on Cannabis for Medical Use กับทันตกรรมท่ไี มใ่ ช่แต่ในช่องปากเทา่ นั้น !!
ฉบบั ที่ 2 มีนาคม – เมษายน ฉบบั ท่ี 3 พฤษภาคม – มิถุนายน
แอลกอฮอลอ์ าจเป็นอนั ตรายนอ้ ยกว่าส�ำหรบั ผู้สงู วัย Skinomics กับการฟื้นฟูและชะลอวยั ของผิวหนงั บทบาทวิตามินซตี ่อผิวหนัง แผ่นแปะ
ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถนุ ายน microneedle ชนิดละลาย (Dissolving Microneedle Patch): เทคโนโลยแี หง่ อนาคต
ยาความดนั โลหิตทวั่ ไปอาจเพิ่มความเสย่ี งต่อการเกดิ โรคหัวใจ ในการรกั ษารวิ้ รอยบริเวณหางตาพิษจากสารปรอท Mercury toxicity
ฉบับท่ี 4 กรกฎาคม – สิงหาคม ฉบับท่ี 4 กรกฎาคม – สิงหาคม
เช่ือหรือไม่ อกี ไมน่ านเราจะเสรมิ สร้างกระดูกใหม่ได้โดยการสง่ั สมอง ถอดบทเรียนการประเมินรับรองเฉพาะโรค (Disease specific Certification: DSC)
ฉบบั ท่ี 5 กนั ยายน – ตุลาคม ระบบจัดการฐานข้อมูลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากภาวะกระดูกพรุน (Thailand
เชอ่ื หรอื ไม่ การอาบแดดในร่ม กอ็ าจเปน็ มะเรง็ ผิวหนังได้ National Hip Registy) การประเมินผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
คลินิกป้องกนั การหกลม้ โรงพยาบาลเลดิ สนิ
ดรรชนี HOSPITAL VISIT ฉบับที่ 5 กนั ยายน – ตุลาคม
Laboratory for Skin การพฒั นาการเตรยี มยา 5% coal tar + 0.05% betametha-
ฉบบั ท่ี 1 มกราคม – กมุ ภาพันธ์ sone valerate cream การศัลยกรรมและเลเซอร์ผิวหนัง ทุกปัญหาผิวหนัง ดูแลด้วย
สถาบนั โรคผวิ หนงั สาขา DMS 6 กระทรวงสาธารณสขุ ใจหายได้ดว้ ยเทคโนโลยี วิธีใชย้ าต้านการแข็งตวั ของเลือดกลุ่มใหม่ในผ้ปู ่วยโรคหวั ใจห้อง
ฉบับท่ี 2 มนี าคม – เมษายน บนสั่นพลวิ้ Practical Use of Non-Vitamin K
สถาบันทนั ตกรรมศนู ย์ความเปน็ เลศิ ทางทันตกรรมระดับสากล Antagonist in Atrial Fibrillation แนวทางใหม่ในการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ
ฉบบั ท่ี 3 พฤษภาคม – มิถุนายน (Update in cardiac arrhythmia treatments)
ปที ี่ 44 ฉบบั ท่ี 6 ประจำ� เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม 2562
ดรรชนี HALL OF FAME ดรรชนี POTHO QUIZ
ฉบบั ที่ 1 มกราคม – กมุ ภาพนั ธ์ ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์
นายแพทยส์ มศกั ดิ์ อรรฆศิลป์ อธบิ ดกี รมการแพทย์ ผู้นำ� การเปลย่ี นแปลงเชิงรกุ ลักษณะของเพศกัญชา/การเพาะปลกู /ลกั ษณะของใบ
ฉบับท่ี 2 มนี าคม – เมษายน ฉบบั ที่ 2 มีนาคม – เมษายน
ทนั ตแพทย์หญงิ นงวิภา พุฒิภาษ สถาบันทันตกรรม Photo Quiz สถาบนั ทันตกรรม
ฉบบั ที่ 3 พฤษภาคม – มถิ ุนายน ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มถิ ุนายน
แพทย์หญิงมง่ิ ขวัญ วชิ ัยดษิ ฐ ผ้อู �ำนวยการสถาบันโรคผวิ หนงั ผนู้ �ำแห่งการเปล่ยี นแปลง Photo Quiz สถาบนั โรคผวิ หนงั
ฉบับท่ี 4 กรกฎาคม – สิงหาคม ฉบบั ที่ 4 กรกฎาคม – สงิ หาคม
นายแพทยส์ มพงษ์ ตันจรยิ ภรณ์ ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลเลดิ สิน Photo Quiz โรงพยาบาลเลดิ สิน
ฉบบั ที่ 5 กนั ยายน – ตลุ าคม ฉบบั ที่ 5 กนั ยายน – ตุลาคม
นายแพทยว์ รเชษฐ อนนั ตรงั สี ผอู้ ำ� นวยการโรงพยาบาลโรคผวิ หนงั เขตรอ้ นภาคใต้ จงั หวดั ตรงั Photo Quiz โรงพยาบาลโรคผวิ หนังเขตรอ้ นภาคใต้ จังหวัดตรงั
ดรรชนี INNOVATION ดรรชนี เรอ่ื งเด่นประจำ� ฉบับ
ฉบบั ท่ี 1 มกราคม – กมุ ภาพันธ์ ฉบบั ท่ี 1 มกราคม – กุมภาพันธ์
การพัฒนาแพลตฟอร์มเพ่ือใหค้ ำ� แนะนำ� วธิ กี ารใช้ยาสำ� หรับผปู้ ่วยเมียนมา การบ�ำบัดรกั ษาผ้ตู ิดกญั ชา การใช้สารสกัดกัญชาส�ำหรบั ผูป้ ว่ ยท่มี ปี ัญหาสขุ ภาพจติ
ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน นโยบายสุขภาพท่เี กยี่ วกับการใชก้ ัญชาทางการแพทย ์
สัญญาณชว่ ยชีวติ (Alarm Life) ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน
ฉบบั ที่ 3 พฤษภาคม – มถิ นุ ายน เครื่องมือส่งเสริมการเคลื่อนฟันชนิดไม่ต้องท�ำศัลยกรรมส�ำหรับเคร่ืองมือจัดฟันถอดได้
การพัฒนานวัตกรรมด้านยาและเวชสำ� อาง สถาบันโรคผวิ หนงั แบบใส ภาวะแทรกซอ้ นทไี่ มพ่ งึ ประสงคข์ องเนอ้ื เยอ่ื ออ่ นจากการตดั ปมุ่ กระดกู โลกดจิ ติ อล
ฉบับท่ี 4 กรกฎาคม – สิงหาคม กบั ทันตกรรมที่ไม่ใช่แตใ่ นช่องปากเทา่ น้ัน !!
อปุ กรณ์ประกอบเตยี งผา่ ตัดสำ� หรบั ช่วยใส่เฝอื กสะโพกในเดก็ ฉบบั ที่ 3 พฤษภาคม – มิถนุ ายน
ฉบับท่ี 5 กนั ยายน – ตุลาคม Skinomics กับการฟ้ืนฟแู ละชะลอวัยของผวิ หนงั บทบาทวิตามินซีตอ่ ผวิ หนงั แผน่ แปะ
ตฉู้ ายแสงอลั ตราไวโอเลตเอและบสี ำ� หรบั มอื – เทา้ UV Phototherapy for Hand and Feet microneedle ชนดิ ละลาย (Dissolving Microneedle Patch): เทคโนโลยีแหง่ อนาคต
ในการรกั ษารว้ิ รอยบรเิ วณหางตาพิษจากสารปรอท Mercury toxicity
ฉบบั ที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม
ดรรชนี PRO & CON ถอดบทเรียนการประเมินรับรองเฉพาะโรค (Disease specific Certification: DSC)
148 ฉบบั ที่ 1 มกราคม – กมุ ภาพนั ธ์ ระบบจัดการฐานข้อมูลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากภาวะกระดูกพรุน (Thailand
คำ� แนะน�ำการใช้กัญชาทางการแพทย์ Guidance on Cannabis for Medical Use National Hip Registy) การประเมินผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
ฉบับที่ 2 มนี าคม – เมษายน คลนิ ิกป้องกนั การหกล้ม โรงพยาบาลเลิดสนิ
แอลกอฮอล์อาจเป็นอนั ตรายนอ้ ยกวา่ สำ� หรบั ผู้สงู วัย ฉบบั ท่ี 5 กนั ยายน – ตุลาคม
ฉบบั ที่ 3 พฤษภาคม – มถิ นุ ายน Laboratory for Skin การพัฒนาการเตรียมยา 5% coal tar + 0.05% betametha-
ยาความดันโลหติ ทั่วไปอาจเพม่ิ ความเสย่ี งตอ่ การเกดิ โรคหัวใจ sone valerate cream การศัลยกรรมและเลเซอร์ผิวหนัง ทุกปัญหาผิวหนัง ดูแลด้วย
ฉบับท่ี 4 กรกฎาคม – สิงหาคม ใจหายได้ดว้ ยเทคโนโลยี วธิ ใี ชย้ าต้านการแขง็ ตัวของเลอื ดกลุ่มใหม่ในผปู้ ว่ ยโรคหวั ใจหอ้ ง
เช่ือหรือไม่ อีกไมน่ านเราจะเสริมสรา้ งกระดูกใหมไ่ ดโ้ ดยการสงั่ สมอง บนสน่ั พลวิ้ Practical Use of Non-Vitamin K
ฉบบั ท่ี 5 กนั ยายน – ตุลาคม Antagonist in Atrial Fibrillation แนวทางใหม่ในการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ
เช่ือหรอื ไม่ การอาบแดดในร่ม ก็อาจเป็นมะเรง็ ผวิ หนังได้ (Update in cardiac arrhythmia treatments)
ดรรชนี HOSPITAL VISIT ดรรชนี INTERESTING CASE
ฉบบั ที่ 1 มกราคม – กมุ ภาพันธ์ ฉบับท่ี 1 มกราคม – กมุ ภาพันธ์
สถาบันโรคผิวหนัง สาขา DMS 6 กระทรวงสาธารณสขุ Clinico – Pathological Conference
ฉบับที่ 2 มนี าคม – เมษายน ฉบบั ที่ 2 มนี าคม – เมษายน
สถาบันทนั ตกรรมศนู ย์ความเป็นเลิศทางทันตกรรมระดบั สากล Interesting Case สถาบนั ทนั ตกรรม
ฉบับท่ี 3 พฤษภาคม – มถิ นุ ายน ฉบบั ที่ 3 พฤษภาคม – มถิ ุนายน
Vein Clinic ประโยชน์ของเทคนิคการปลูกผมแบบใหม่ในผู้ป่ วยที่มีผมร่วงแบบ androgenetic
ฉบบั ที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม โดยเทคนิคการปลูกถ่ายเซลล์รากผม follicular unit extraction (FUE) ร่วมกับการ
โรงพยาบาลเลิดสิน ผลงานผา่ ตดั แปลงเพศ 20 ปี เลิดสินมอบชวี ติ ใหมใ่ หช้ ายใจหญิง ได้ รักษาทางการแพทย์ (การให้ยา) และการดูแลแบบองคร์ วม (holistic care)
ถึง 300 ราย ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สงิ หาคม
ฉบบั ที่ 5 กันยายน – ตลุ าคม Orthopaedics
การพัฒนาระบบการให้บริการคลินิกสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ ฉบบั ท่ี 5 กันยายน – ตุลาคม
จังหวัดตรงั Interesting Case โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จงั หวัดตรัง
วารสารกรมการแพทย์