การพฒั นาการเรียนรู้คำสำนวนไทย ด้วยชดุ แบบฝกึ หัดเสริมทกั ษะทใ่ี ช้ทฤษฎกี ารเชอ่ื มโยง
โดยวธิ กี ารสอนเดมิ ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
โรงเรยี นบา้ นชำสอง
โดย
นางสาวรัตนา นาคโต รหสั นักศึกษา 62031280138
นางสาววราภรณ์ ธิตมิ ูล รหสั นกั ศึกษา 62031280144
นางสาวศิรพิ ร เติบสงู เนิน รหสั นกั ศึกษา 62031280147
นางสาวสุทตั ตา เขียวอมิ่ รหัสนกั ศึกษา 62031280151
เสนอ
อาจารย์อสิ ระ ทบั สีสด
ประกอบวชิ าวิจัยและสมั มนาปญั หาในชั้นเรียนระดบั ประถมศกึ ษา
ภาคเรียนที่ 2/2564
คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุตรดติ ถ์
ก
บทคัดย่อ
ชื่อเรอ่ื ง การพัฒนาการเรยี นรคู้ ำสำนวนไทย ด้วยชุดแบบฝกึ หัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎี
การเชือ่ มโยง โดยวธิ กี ารสอนเดิม
ผ้วู ิจัย นางสาวรัตนา นาคโต รหัสนกั ศึกษา 62031280138
นางสาววราภรณ์ ธิติมลู รหสั นักศึกษา 62031280144
นางสาวศิรพิ ร เติบสูงเนนิ รหสั นกั ศึกษา 62031280147
นางสาวสทุ ัตตา เขยี วอิ่ม รหัสนกั ศกึ ษา 62031280151
ปรญิ ญา ครศุ าสตร์ (สาขาวิชาการประถมศึกษา)
การวจิ ัยครัง้ นี้มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อพฒั นาการเรียนรูด้วยชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎกี าร
เช่ือมโยง โดยวิธีการสอนเดิม พบว่า นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 คน มีความสามารถใน
การเรียนรู้ได้ดีมากทุกคน (K) ทกั ษะการอา่ นออกเสียงของนักเรียน (P) ในภาพรวมถือวา่ ดีมาก การอา่ น
ออกเสียงได้ ผ่านเกณฑท์ ุกคน และการอา่ นออกเสียงตามสระได้ผ่านเกณฑท์ กุ คนซึ่งจากการประเมนิ ผล
แล้วอยู่ในระดบั ท่ดี ีมาก โดยนักเรียนทุกคนนน้ั ผ่านเกณฑข์ องทักษะการอา่ นออกเสียง และการออกเสยี ง
ตามสระได้ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ของการเรยี นร้เู ร่ืองทักษะการอา่ นออกเสียงวิชาภาษาไทย (A)
ของนักเรยี นในภาพรวมถือวา่ ดมี าก ตั้งใจทำงาน นักเรียนท้ังหมดผา่ นเกณฑ์ทุกคน และใหค้ วามร่วมมอื
นกั เรยี นผ่านเกณฑท์ ุกคน ซึ่งจากการประเมินผลแลว้ อย่ใู นระดบั ท่ดี ีมาก โดยนักเรยี นส่วนใหญน่ ัน้ ผ่าน
เกณฑ์ของคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ของการเรยี นรเู้ รอ่ื งทักษะการอ่านออกเสียงความวชิ าภาษาไทย
ของนักเรยี น
ผลการวจิ ัยพบว่า การจัดการเรียนรเู้ รอื่ งคำสำนวนไทย สอื่ การเรียนการสอนวชิ าภาษาไทย ชดุ
แบบฝกึ หดั เสรมิ ทักษะทเี่ ก่ียวข้อง จะชว่ ยทำให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรียนรไู้ ด้เร็วขึ้น ดีขึ้น จะทำให้เกิดความ
น่าสนใจและกระตนุ้ ผู้เรียนมากย่ิงขน้ึ สามารถเพ่ิมประสิทธภิ าพในการอ่านสำนวนไทยของผู้เรยี นได้
ข
สารบัญ
บทคดั ย่อ…………………………………………………………………………………………………………………………………ก
สารบญั ……………………………………………………………………………………………………………………………………ข
บทท่ี 1บทนำ………………………………………………………………..………………………………………………………….1
- ที่มาและความสำคัญของปัญหาการวจิ ัย………………………………………………………………………….1
- คำถามการวิจัย…………………………………………………………………………………………………………….4
- วตั ถุประสงค์การวิจยั …………………………………………………………………………………………………….4
- ผลและประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รับจากการวิจัย…………………………………………………………………5
- ขอบเขตการวจิ ัย…………………………………………………………………………………………………………..5
- นิยามศัพท์นิยามเฉพาะ…………………………………………………………………………………………………6
บทท่ี 2การทดสอบเอกสารและงานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง……………………………………………………………….……...7
- พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ………………………………………………………………………………….7
- หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุถทธศักราช 2551…………………………………………….10
- การวิจยั ในชัน้ เรียน……………………………………………………………………………………………………..11
- นวัตกรรมการศึกษา…………………………………………………………………………………………………….12
- เครอ่ื งมือการวิจยั ………………………………………………………………………………………………………..17
- ความพงึ พอใจ…………………………………………………………………………………………………………….20
- ผลสัมฤทธิก์ ารเรยี นรู้…………………………………………………………………………………………………..20
- งานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้อง……………………………………………………………………………………………………..24
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจัย…………………………………………………………………………………………………………25
- ระเบยี บวธิ วี ิจยั ……………………………………………………………………………………………………………25
- แหลง่ ข้อมูลการวิจยั …………………………………………………………………………………………………….25
- เครอ่ื งมือการวิจัย………………………………………………………………………………………………………..26
- การดำเนนิ การรวบรวมข้อมลู ……………………………………………………………………………………….36
- การวเิ คราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………………………………..37
- การนำเสนอผลวิเคราะหข์ ้อมูล……………………………………………………………………………………..38
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล………………………………………………………………………………………………….39
- ผลการสรา้ งชดุ แบบฝกึ หดั เสริมทกั ษะสำนวนไทย…………………………………………………………..39
- การหาคณุ ภาพของนวัตกรรม………………………………………………………………………………………40
- ผลการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิ………………………………………………………………………………………………42
- ผลวเิ คราะห์เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้…………………………………………………….43
- ระดบั ความพึงพอใจ…………………………………………………………………………………………………….47
บทที่ 5 สรปุ อภปิ ราย และข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………49
- สรปุ ผลการวจิ ัย…………………………………………………………………………………………………………..49
- อภิปรายผลการวจิ ยั …………………………………………………………………………………………………….49
- ขอ้ เสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………………51
- ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………………………..ค
1
บทท่ี 1
บทนำ
ที่มาและความสำคญั ของปัญหาการวจิ ัย
จากการที่ไปฝึกปฏิบตั ิการสอนในสถานศกึ ษา 3 ได้พบปัญหา ในการจัดการเรียนการสอน เรื่อง
คําสํานวนไทย เนื่องจาก ครูผู้สอน ได้สอนเร่ืองคำสำนวนไทย โดยการใช้วิธีการสอนเดิม ซ่ึงไม่มีส่ือ
ประกอบ มีเพียงคําสํานวนไทยและความหมายให้ผู้เรียนท่องจำ ข้าพเจ้า จึงได้เห็นว่า การสอนคำ
สำนวนไทย ที่ใช้วิธีการสอนเดิม ทำให้ผู้เรียน ไม่เข้าใจ ความหมายของคำสำนวนไทย อย่างแท้จริง จึง
ได้จัดทำวิจัย เร่ือง การพัฒนาการเรียนรู้คำสำนวนไทย ด้วยชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการ
เชื่อมโยง ด้วยวิธีการสอนเดิม ขึ้นมาเพื่อพัฒนาและปรับปรุงผลการเรียนรู้ เร่ืองคำสำนวนไทย ของ
นักเรียนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่า การจัดการ
ศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญ
ที่สุด กระบวนการจัดการศกึ ษาต้องส่งเสริมให้ผเู้ รียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเตม็ ตามศกั ยภาพ
ความตามมาตรา 24 (1) บญั ญัติว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง
จดั เน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถงึ ความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล และความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็น
ส่วนหนง่ึ ของกระบวนการเรยี นรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ใหส้ ถานศึกษาพัฒนากระบวนการ
เรยี นการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวจิ ัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูท้ ี่เหมาะสมกับ
ผู้เรียนในแต่ละสถานศึกษา จากความตามมาตราดังกล่าวถึงตีความว่า ภายหลังท่ีผู้สอนจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้สาระการเรียนรู้ใดๆ ด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีการใดวิธีการหน่ึงแล้ว เมื่อทำการวัดและ
ประเมนิ ผลพบว่ามีผลอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงคอื จำนวนผู้เรียนทงั้ ช้ันเรียน จำนวนผู้เรียนส่วนมากของช้ันเรยี น
หรอื ผเู้ รียนจำนวนสว่ นนอ้ ยของช้ันเรียนมผี ลสมั ฤทธก์ิ ารเรียนรู้ต่ำกวา่ เกณฑม์ าตรฐานทผี่ สู้ อนกำหนดข้นึ
ผลการประเมินดงั กลา่ วไม่สามารถลงขอ้ สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผเู้ รียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่
ผู้สอนกำหนดและถูกตัดสินให้ “ตก” ในสาระการเรียนรู้นั้น แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการท่ี
ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานท่ีกำหนดอาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอน
ตามทผี่ ู้สอนนำมาใชจ้ ัดกิจกรรมการเรยี นรู้อาจนัน้ ไม่สอดคลอ้ งกับความถนดั และความสนใจของผูเ้ รียน
ดังน้ัน ผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ท่ีเหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของ
ผเู้ รียน การทำวิจัยของผู้สอนจะใช้เปน็ หลักฐานยนื ยันวา่ วิธีและเทคนคิ การสอนวิธีใหม่ท่ีผู้สอนนำมาใช้
จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้นนั้ มีผลการพฒั นาผลสมั ฤทธก์ิ ารเรียนรู้ของผู้เรียนหรือไม่อย่างไร เมอ่ื เปรียบเทียบ
เปรียบเทียบกับวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบคำถามว่า ทำไมผู้สอนจึงต้องทำ
วิจยั ท้ังวจิ ยั เพ่อื พัฒนาและแกป้ ัญหาผูเ้ รยี น
2
ท 4.1 ป. 6/6 กำหนดข้อความเฉพาะตัวช้ีวัดว่า ใช้พจนานุกรมค้นหาความหมายของคำ(สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน. 2551) สาระการเรียนรู้แกนกลางดังกล่าวกำหนดอยู่ในหนังสือเรียน
รายวิชาพ้ืนฐาน ภาษาไทย เล่ม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้ช่ือเร่ืองว่า คำสำนวนไทย หนังสือ
ดังกล่าวจัดทำโดยสำนกั พิมพ์วัฒนาพานิชหรอื วพ. (วพ. 2554)
คำสํานวนไทยเป็นข้อความที่คนไทยมักนำมาใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันมีความแตกต่างจาก
ข้อความทั่วไปตรงที่มีความหมายอาจต้องวิเคราะห์หรือตีความจึงจะเข้าใจความหมายจริงๆซึ่งถือเป็น
เสน่ห์ทางภาษาที่สะท้อนภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมของไทย ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 มาตรฐานท่ี 4.1 ตัวชี้วดั ป 6/6 กำหนดข้อความเฉพาะตัวชวี้ ดั วา่ ใช้พจนานกุ รมคน้ หา
ความหมายของคำ โดยจะจัดสาระการเรียนรู้ตามหนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน ภาษาไทย กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทยโดยการใช้วิธีการสอนเดิม ซ่ึงไม่มีสื่อประกอบ มีเพียงคําสํานวนไทยและความหมายให้
ผู้เรียนท่องจำ โดยการใช้วิธีการสอนเดิม ซึ่งไม่มีส่ือประกอบ มีเพียงคําสํานวนไทยและความหมายให้
ผเู้ รียนท่องจำ
เมื่อกล่าวเฉพาะสาระสำคัญของทฤษฎีการเชื่อมโยง (Connectionism) ซ่ึงเป็นทฤษฎีการ
เรียนรู้หนึ่งตามแนวคิดของ Gredler, 1997 น้ัน ผู้เรยี นมีพฤตกิ รรมการตอบสนองต่อส่ิงเร้าใดท่ีไดร้ ับผล
ที่ทำให้ผู้เรียนพึงพอใจ ส่วนการวัดและประเมินผล กำหนดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนออกเป็น 4
ระดับคุณภาพตามชว่ งคะแนนเฉลี่ยท้ังชั้นเรียนคือ ระดับดีมาก (ช่วงคะแนนระหว่าง 80 - 100) ระดับดี
(ชว่ งคะแนนระหว่าง70 - 79) ระดับพอใช้ (ช่วงคะแนนระหว่าง 60 - 69) และระดับตอ้ งปรับปรงุ (ช่วง
คะแนนระหว่าง 50 - 59) เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเพื่อตัดสินผู้เรียนทั้งช้ันเรียนผ่านการประเมินคือ
ตอ้ งมีผลสัมฤทธ์ิการเรียนรูโ้ ดยมีคะแนนเฉลี่ยอย่างน้อยต้องผ่านระดับดีรอ้ ยละ 70 จากการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้เร่ือง การพัฒนาการเรียนรู้คำสำนวนไทย ด้วยชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการ
เชือ่ มโยง โดยวิธีการสอนเดิม ให้กบั ผ้เู รียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6 ก่อนปีการศึกษา 2564
จากการวัดและประเมินผลรวมท้ังชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาการเรียนรู้คำสำนวนไทย ด้วยชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง ด้วยวิธีการสอนเดิม พบว่า เม่ือทำการวัดและประเมิน
ผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียนท้ังชั้นเรียน คะแนนเฉล่ียอยู่ท่ี 67.50 คะแนน ซึ่งเป็นระดับคุณภาพ
พอใช้ซ่ึงต่ำกว่าระดับดีคือร้อยละ 70 ผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ดังกล่าวจัดเป็นปัญหาซ้ำซาก จากการ
สัมภาษณ์ผู้เรียนเพ่ือวิเคราะห์สาเหตุท่ีทำให้ผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้มีระดับคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่
กำหนด แล้วประมวลผลการสัมภาษณ์ ด้วยวิธีการที่เรียกว่าการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)
โดยอ้างอิงหลกั ตรรกะ (Logic Approach) พบว่า การเรียนรู้เร่ืองคำสำนวนไทยมลี กั ษณะเป็นนามธรรม
ซึง่ ยากต่อการทำความเข้าใจ จากการสัมภาษณ์นักเรียนพบวา่ สาเหตุท่ีทำให้ผลการเรียนรตู้ ่ำกวา่ เกณฑ์
การประเมินผ่านท่กี ำหนดเป็นเพราะว่าการใชว้ ิธีและเทคนิคการสอนวธิ ีเดิมไม่สามารถส่ือความหมายให้
มีความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เช่น คำให้การสัมภาษณ์ของเด็กหญิงนุชจิรา เจริญกรุง
3
ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ปีการศึกษา 2564 ที่กล่าวว่า “ทำไมเม่ือเรียนรู้คำสำนวนไทยแล้ว แต่ไม่
สามารถเชื่อมโยงกับรปู ภาพได้ หนูไมเ่ ข้าใจว่ารปู ภาพนี้หมายถงึ อะไร”
เช่นเดียวกับเด็กหญิงประภัสสร กลิ่นสกุล ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ปีการศึกษา 2564 ที่กล่าวว่า
“ทำไมรูปภาพนี้ต้องสอดคล้องกับคำสำนวนไทยคำนี้ จึงเป็นหลักฐานท่ียืนยันว่า กฎการเรียนรู้จากการ
เช่ือมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองโดยการกระทำอย่างมีเป้าหมาย” จากสาเหตุของปัญหา
ดังกล่าวลงข้อสรุปว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง พัฒนาเทคนิคการสอนคำสำนวนไทยด้วยวิธีการ
สอนเดิมไม่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ทำให้ผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียนมี
ระดับคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น เม่ืออ้างอิงความตามบัญญัติมาตรา 22 มาตรา 24(1) และ
(5) และมาตรา 30 ของพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 จึงเปน็ หนา้ ท่ีตามความบัญญัติน้ัน
ของผู้วิจัยในฐานะผู้สอนท่ีจะต้องทำวิจัยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทยของผู้เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นบ้านชำสอง ยกตัวอย่างงานวจิ ัยของ เกศสุรพี ร แสนบุญ (2552) ทำการวิจัย
เรอ่ื ง การเปรียบเทียบผลการเรยี นรภู้ าษาไทยดา้ นการอ่านและเขียนของผู้เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 ที่
ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนการ์ตูนและแบบฝึกทักษะ เร่ืองเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ ในการ
วิจัยผูว้ ิจัยสรา้ งบทเรียนการ์ตนู และแบบฝึกทป่ี ระสบความสำเรจ็
ทฤษฎีการเชื่อมโยง (Connectionism) จากการใช้ทฤษฎีการเชอ่ื มโยง ดงั นน้ั ผู้เรยี นจะกระทำ
พฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ อีกหรือเรียนรู้ต่อไป แต่ถ้าไม่ได้รับผลท่ีพึงพอใจผู้เรียนก็จะเลิกทำพฤติกรรมนั้นโดย
ใช้โครงสร้าง/กระบวนการทางสติปัญญา (Cognitive Apparatus หรือ Cognitive Structure) ท่ีเป็น
ลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล และยังกล่าวอีกว่าการพัฒนารูปแบบการสอนเพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียน
สามารถเชื่อมโยงความรู้ด้วยตนเองตามทฤษฎีการเชื่อมโยงน้ัน ควรมีลักษณะท่ีสำคัญ 5 ประการ คือ
ประการท่ีหน่ึง คือ การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจงซ่ึงทำให้
สามารถวัดผลประเมินผลได้ว่าเกิดการเรียนรู้หรือไม่ โดยสังเกตจากพฤติกรรมที่เกิดข้ึน และแจ้งให้
ผู้เรียนทราบพฤติกรรมที่คาดหวัง ประการที่สอง คือ ก่อนเรียนควรสำรวจว่าผู้เรียนมีความพร้อมด้าน
ร่างกาย จิตใจและมีความรู้พ้ืนฐานเดิมที่พร้อมในการเรียนรู้หรือไม่ เพ่ือหาแนวทางในการเตรียมความ
พรอ้ มให้กับผู้เรียน ประการทส่ี าม คือ ควรจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ใี่ ห้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏบิ ัติ
การเผชิญสถานการณ์ปัญหาซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลองถูกลองผิด เพื่อหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง
ซ่ึงจะทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจเม่ือค้นพบวิธีการแก้ปัญหาได้ ประการท่ีส่ี คือ ควรศึกษาว่าอะไร
คอื รางวัลหรือผลที่ผู้เรียนพึงพอใจ เพื่อใช้เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้หรือแสดงพฤติกรรมน้ันซ้ำอีก
และประการที่ห้า คือ ควรให้ผู้เรียนไดฝ้ ึกฝนสิ่งที่เรียนรู้แล้วอย่างสม่ำเสมอเพือ่ ให้เกิดทักษะในสิ่งนน้ั ชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะ หมายถึง นวัตกรรมที่ผู้สอนจัดทำข้ึนเพื่อใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ให้
ผู้เรียนเรียนรู้จากการเช่ือมโยงด้วยการลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ทั้งการกำหนดรูปภาพที่ต้องการ
คดิ ค้นหาคำสำนวนไทย การวเิ คราะห์คำสำนวนไทย และการนำเสนอรปู ภาพที่สอดคล้องกับสำนวนไทย
ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะจึงส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะใน
กระบวนการเชื่อมโยงองค์ความรู้ มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ ผู้สอนมีบทบาทเพียงเป็นผู้ให้คำแนะนำ
4
และกำกับกิจกรรมของผู้เรียนให้เป็นไปตามดังท่ีออกแบบ (วิจิตรา แสงพลสิทธ์. 2522 นภดล จันทร์
เพญ็ . 2534 สุนีติ์ ภู่จิรฐาพันธุ์. 2554 และ โสภณ สาทรสัมฤทธิผ์ ล. 2555) ตวั อยา่ งงานวจิ ยั เชน่ เกศสุรี
พร แสนบุญ (2552) ทำการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านและเขียน
ของผู้เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนการ์ตูนและแบบฝึกทักษะ เร่ือง
เปรียบเทียบผลการเรยี นรู้ ในการวิจัยผ้วู จิ ัยสรา้ งบทเรียนการต์ นู และแบบฝึก
จากดังที่กล่าวมาจะเห็นว่า เม่ือวิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดของทฤษฎีการ
เช่ือมโยงกับแนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะนั้น โดยแท้จริงแล้ว
แนวคิดการจดั การเรยี นรู้ดว้ ยชุดแบบฝกึ หดั เสริมทกั ษะนั้นใชแ้ นวคดิ ของทฤษฎีการเชอื่ มโยงเปน็ ฐาน อีก
ท้ังยังมีผลงานวิจัยสนับสนุนให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ี
พัฒนาข้ึนสามารถทำให้ผู้เรียนเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมมาสู่ความเป็นรูปธรรมมีผลต่อการพัฒนา
ผลสัมฤทธ์ิการเรยี นรู้และความพงึ พอใจของผู้เรียน ดังน้ัน จากสภาพปัญหาที่ผู้เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี
6 โรงเรียนบ้านชำสอง มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง คำสำนวนไทย ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดขึ้น
ผู้วิจัยในฐานะผู้สอนรายวิชาพื้นฐานด้วยหนังสือเรียนภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จึงมี
แนวคิดที่จะทำวิจัยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียนชั้นดังกล่าวโดยใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริม
ทักษะท่ีใช้กจิ กรรมการเรยี นรู้ของผู้เรยี นตามแนวคดิ ทฤษฎีการเชื่อมโยง ผลการวิจัยจะนำมาใชเ้ ป็นแนว
ทางการจดั กิจกรรมการเรียนรเู้ รอ่ื ง คำสำนวนไทย ในรายวชิ าพน้ื ฐานดงั กลา่ ว
คำถามการวิจัย
1. การพัฒนาการเรียนรู้คำสำนวนไทย ด้วยชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง
วธิ ีการสอนเดิม ของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพชิ ัย จังหวดั อุตรดิตถ์ทำ
อยา่ งไร
2. ผลการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง วิธีการสอนเดิม จัด
กิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองคำสำนวนไทยกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง
อำเภอพิชยั จังหวัดอตุ รดิตถ์ เป็นอย่างไร
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอ
พิชัย จังหวัดอตุ รดติ ถ์ ที่มตี ่อการทดลองใช้ชุดแบบฝกึ หัดเสริมทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการเช่อื มโยง วิธีการสอน
เดิม จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เร่อื ง คำสำนวนไทย กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทยเปน็ อยา่ งไร
วัตถปุ ระสงค์การวจิ ยั
1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยงเพื่อ
พัฒนาผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรู้เร่ือง คำสำนวนไทย ของผเู้ รยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบ้านชำสอง
2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้เรื่องชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะของผู้เรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสองระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหัดเสรมิ ทกั ษะทใ่ี ช้ทฤษฎีการเชอ่ื มโยง
5
3. เพื่อวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสองที่มีต่อ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องคำสำนวนไทยโดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการ
เชือ่ มโยง
ผลและประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รบั จากการวจิ ยั
1. ไดช้ ุดแบบฝึกหัดเสริมทกั ษะทใี่ ช้ทฤษฎีการเช่อื มโยงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์กิ ารเรียนรู้เรอื่ ง คำ
สำนวนไทย ของผเู้ รียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบา้ นชำสอง
2. ทราบผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิการเรยี นรู้เร่ืองชุดแบบฝึกหดั เสริมทักษะของผู้เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสองระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหดั เสริมทักษะท่ีใชท้ ฤษฎกี ารเช่ือมโยง
3. ทราบระดับความพึงพอใจของผู้เรียนช้ันประถมศึกษาช้ันปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสองท่ีมีต่อ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองคำสำนวนไทยโดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการ
เชื่อมโยง
4. ความสำเร็จของงานวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของ
ผูเ้ รียนกลมุ่ สาระการเรยี นร้อู ่ืนๆ
5. ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ท้ังช้ันเรียน โรงเรียนบ้านชำสองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง
คำสำนวนไทย ท่ีคุณภาพระดับดีข้ึนไป เมื่อใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยงจัด
กิจกรรมการเรียนรูแ้ ทนวิธแี ละเทคนิคการสอนวิธเี ดิม
ขอบเขตการวจิ ัย
1. ขอบเขตด้านแหลง่ ข้อมูล
1.1 ประชากร นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพิชัย จังหวัด
อุตรดิตถ์ ซึ่งเทียบเคียงประชากรท่ีมีจำนวนไม่จำกดั (Infinite Population)
1.2 กลุ่มตวั อยา่ ง จำแนกเป็น 2 กลมุ่
กลุ่มท่ี 1 นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพิชัย
จงั หวดั อตุ รดติ ถ์ ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563 จำนวน 17 คน
กลุ่มที่ 2 นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพิชัย
จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 15 คน
1.3 กลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอ
พิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 15 คน ใช้วิธีการ
คัดเลือกแบบเจาะจง
6
2. ขอบเขตด้านตัวแปร
2.1 ตัวแปรอสิ ระ
2.1.1 การจดั กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง คำสำนวนไทย กับนักเรียนระดับช้ันระถมศึกษาปี
ที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพิชยั จังหวัดอตุ รดิตถ์ โดยใช้วิธีการสอนเดมิ
2.1.2 การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เรื่อง คำสำนวนไทย กับนักเรียนระดับชั้นระถมศึกษาปี
ที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้
ทฤษฎกี ารเชอ่ื มโยง
2.2 ตวั แปรตาม ประกอบดว้ ย 3 ตัวแปรคอื
2.2.1 ผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้เรื่องคำสำนวนไทยของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพชิ ยั จงั หวดั อุตรดติ ถ์ จากการใช้วิธกี ารสอนเดิม
2.2.2 ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องคำสำนวนไทยของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ชุด
แบบฝกึ หัดเสรมิ ทักษะทใี่ ช้ทฤษฎกี ารเชอื่ มโยง
2.2.3 ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสอง
อำเภอพิชัย จังหวัดอตุ รดิตถ์ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่องคำสำนวนไทย โดยการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัด
เสรมิ ทกั ษะทใี่ ช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง
3. ขอบเขตด้านเน้ือหา
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย ตามตัวตัวช้ีวัดที่ ป.6/6 ใช้พจนานุกรมค้นหา
ความหมายของคำ มาตรฐานการเรียนรู้ ท 4.1 กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
4. ขอบเขตดา้ นระยะเวลาและสถานที่
ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมพาพันธ์ พ.ศ. 2565 ทำการวิจัยที่
โรงเรียนบ้านชำสอง ตำบลทา่ สกั อำเภอพิชัย จงั หวัดอุตรดิตถ์
นยิ ามศพั ท์นิยามเฉพาะ
1. นักเรียนระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 หมายถึง นกั เรียนระดับชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 อำเภอ
พชิ ยั จังหวดั อุตรดิตถ์
2. ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง หมายถึง ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ี
สรา้ งขึ้นเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทยของผู้เรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน
บา้ นชำสอง
3. ผลสมั ฤทธกิ์ ารเรียนรู้ หมายถงึ
3.1 ค่าคะแนนเฉล่ยี ทงั้ ช้ันเรียนของผู้เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสอง
จากการจัดกิจกรรมการเรยี นรเู้ รื่อง คำสำนวนไทยด้วยวธิ แี ละเทคนคิ การสอนวิธีเดมิ
3.2 ค่าคะแนนเฉล่ียทง้ั ชน้ั เรยี นของผเู้ รยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี นบ้านชำสอง
7
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทยจากการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะ ท่ีใช้
ทฤษฎกี ารเชอื่ มโยงจดั กิจกรรมการเรียนรู้ คำสำนวนไทย
3.3 คา่ คะแนนเฉลี่ยรวมผลการเรียนรู้ของนกั เรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรยี นบ้านชำ
สอง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 17 คน จาการวัดและประเมินผลภายหลังการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้เร่ือง คำสำนวนไทย โดยใช้วิธีการสอนเดิม
4. ระดับผลการเรียนรู้ หมายถึง ระดบั ผลการเรียนรทู้ ี่กำหนดตามเกณฑ์วัดและประเมินผลของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐานหรือ สพฐ.(2550) ดงั น้ี
ดีเย่ยี ม มีคา่ ร้อยละของค่าคะแนนเฉลย่ี 80-100
ดี มคี ่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลี่ย 65-79
พอใช้ (ผา่ น) มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉล่ีย 50-64
ตอ้ งปรับปรงุ (ต่ำกวา่ เกณฑ์) มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 50
5. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ หมายถึง ผลการเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉล่ียทั้งช้ันเรียน
ของผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2564
ระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎี
การเชื่อมโยงกบั เกณฑ์ระดับผลสัมฤทธิ์ร้อยละ 67.50 ซ่ึงเป็นผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ท่ผี ่านมาโดยใชว้ ิธีการ
สอนเดิม
6. ความพงึ พอใจ หมายถึง ความพงึ พอใจดา้ นเอกสาร กิจกรรม ตัวครู บรรยากาศ และดา้ น
ความรู้ความเข้าใจเน้ือหาของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาช้ันปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ที่มีต่อการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้เรือ่ ง คำสำนวนไทยโดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสรมิ ทกั ษะทใี่ ช้ทฤษฎกี ารเช่อื มโยง
7. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนช้ันประถมศึกษาชั้นปีท่ี 6
โรงเรียนบ้านชำสอง ท่ีมีต่อการทดลองใช้ชุดแบบฝกึ หัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง จัดกิจกรรม
การเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย โดยระดับความพึงพอใจแต่ละด้านดังกล่าวข้อ 7 จะอ้างอิงตามเกณฑ์
ระดับคะแนนเฉลย่ี ของบุญชม ศรีสะอาด (2545) ดังนี้
คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจทร่ี ะดับมากสดุ
คะแนนเฉลย่ี 3.51 – 4.50 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจท่ีระดบั มาก
คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจที่ระดับปานกลาง
คะแนนเฉล่ยี 1.51 – 2.50 หมายถงึ มีความพงึ พอใจทรี่ ะดบั น้อย
คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจที่ระดับน้อยสดุ
8. กิจกรรมการเรยี นรู้ หมายถงึ กิจกรรมของผู้เรยี นที่ 1) เน้นความเชื่อมโยงระหวา่ งคำสำนวน
ไทยกับรูปภาพ 2) ผู้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และ 3) ผู้เรียนสามารถนำเสนอคำสำนวน
ไทยจากผลการเรยี นรทู้ แ่ี ตกต่างจากความรูห้ รอื ประสบการณ์เดิม
9. วธิ ีและเทคนคิ การสอนวิธีเดิม หมายถึง กิจกรรมการเรยี นรทู้ ผ่ี ูส้ อนนำมาใชจ้ ัดกจิ กรรมการ
8
เรียนรู้เรื่องคำสำนวนไทยกับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ก่อนการทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะทใ่ี ช้ทฤษฎีการเช่อื มโยง โดยมีลำดบั ข้นั การจดั กจิ กรรมประกอบด้วย
3.1 การบรรยายพรอ้ มยกตัวอย่างอธิบายประกอบ
3.2 ทำแบบฝึกหัด
3.3 วัดและประเมนิ ผลความรู้ ความเข้าใจ
10. สาระการเรียนรู้เรื่องคำสำนวนไทย หมายถึง สาระการเรียนรู้ประกอบด้วยเร่ือง คำ
สำนวนไทย ได้แก่ ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ , ขี่ช้างจับตั๊กแตน , สีซอให้ควายฟัง , ไก่งามเพราะขน คน
งามเพราะแต่ง , เห็นช้างข้ี ขี้ตามช้าง , ช้างตายท้ังตัว เอาใบบัวมาปิด , เข็นครกข้ึนภูเขา , น้ำข้ึนให้รีบ
ตัก , จับปลาสองมือ , อ้อยเข้าปากช้าง , กระต่ายหมายจันทร์ , รักดีหามจ่ัว รักช่ัวหามเสา , คางคกข้ึน
วอ , วัวหายล้อมคอก , รำไม่ดีโทษป่ีโทษกลอง , เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด , เขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า ,
ยืน่ หมู ย่ืนแมว , กินบนเรือน ข้ีบนหลังคา , อยา่ หวังน้ำบ่อหน้า , สอนจระเข้วา่ ยน้ำ , เล่นกับหมา หมา
เลียปาก , ขิงก็รา ขาก็แรง , หนูตกถังข้าวสาร , เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน , กบในกะลาครอบ , ดิน
พอกหางหมู , ตกกะไดพลอยโจร , เอาไม้ซีกไปงัดไมซ้ งุ และ ตดั บัวไมเ่ หลอื ใย
11. ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง หมายถึง ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะท่ี
สร้างข้ึนเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง คำสำนวนไทยของผู้เรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน
บา้ นชำสอง โดยกิจกรรมการเรียนรู้ของแต่ละชุดแบบฝึกหัดเสริมทกั ษะ จะจัดตามกิจกรรมการเรียนรู้ดัง
นยิ ามคำศพั ท์เฉพาะขอ้ 1
สมมติฐานการวจิ ัย
1. สมมติฐานการวิจัยท่ี 1
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทยโดยใช้วิธีการสอนเดิม กับนักเรียนใน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสอง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่า เม่ือเทียบกับ
ระดบั ผลการเรียนรู้ตามเกณฑ์ของ สพฐ. นักเรียนจำนวนท้ังหมดมีผลการเรยี นรู้ที่ระดับ พอใช้ ซงึ่ ตำ่ กว่า
เกณฑ์ประเมินผ่านคือต้องผ่านอย่างน้อยร้อยละ 70 สาเหตุเป็นเพราะครูผู้สอนได้สอนเร่ืองคำสำนวน
ไทย โดยการใช้วิธีการสอนเดิม ซึ่งไม่มีสื่อประกอบ มีเพียงคําสํานวนไทยและความหมายให้ผู้เรียน
ทอ่ งจำ ทำให้ผเู้ รยี น ไม่เข้าใจ ความหมายของคำสำนวนไทย อย่างแท้จริง
จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยวิจัยที่เก่ียวข้องพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ของชุดแบบฝึกหัด
เสริมทักษะมีความสอดคล้องกับทฤษฎีการเช่ือมโยง และจากผลการวิจัยของ เกศสุรีพร แสนบุญ (2552)
เรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านและเขียนของผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1
ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนการ์ตูนและแบบฝึกทักษะ เร่ืองเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ ในการ
วิจัย ผู้วิจัยสร้างบทเรียนการ์ตูนและแบบฝึกทักษะ ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้
เพ่ิมขึ้นจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการสนับสนุนด้วยแนวคิดบทเรียนการ์ตูนและแบบฝึก
ทกั ษะ และผลการวิจัยทเ่ี กย่ี วข้องดังกล่าว
9
จากการอ้ างอิ งน วัต กรรมท่ีน ำมาใช้ ทด ล องจั ด กิจ กรรมการเรีย น รู้ ของงาน วิจั ยที่ เ ก่ีย วข้อง
ดังกล่าวจึงกำหนดสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะ มีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย ของผู้เรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบา้ นชำสอง อำเภอพิชยั จงั หวัดอตุ รดิตถ์
2.สมมติฐานการวจิ ัยท่ี 2
จากการทบทวนงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องพบว่า ผลการวิจัยของ เกศสุรีพร แสนบุญ (2552) พบว่า
ภายหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ ด้วยบทบทเรียนการ์ตูนและแบบฝึก
ทักษะ พบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จากการสนับสนุนด้วยผลการวิจัยท่ี
เก่ียวข้องดังกล่าว ผู้วิจัยจึงกำหนดสมมติฐานการวิจัยท่ี 2 ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเช่อื มโยง เร่ือง การคำสำนวนไทย มผี ลต่อระดับความพึงพอใจของ
ผ้เู รียนระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง
จากการอ้างอิงนวัตกรรมที่นำมาใช้ทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของงานวิจัยท่ี เก่ียวข้อง
ดังกล่าวจึงกำหนดสมมติฐานการวิจัยข้อท่ี 2 ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะ มีผลต่อความพึงพอใจของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำ
สอง อำเภอพิชยั จังหวดั อตุ รดติ ถ์ ที่ระดบั ดี
10
บทท่ี 2
การทบทวนเอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง
ในการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยเร่ือง การพัฒนาการเรียนรู้คำ
สำนวนไทย ด้วยชุดแบบฝึกหดั เสริมทกั ษะที่ใชท้ ฤษฎีการเช่อื มโยง โดยวธิ ีการสอนเดมิ ผวู้ ิจยั ขอเสนอผล
การทบทวนเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้องประกอบดว้ ยหวั ขอ้ หลักตามลำดับดังนี้
1. พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ
2. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
3. การวจิ ัยในชั้นเรยี น
4. นวัตกรรมทางการศึกษา
5. เคร่ืองมือการวิจยั
6. ความพึงพอใจ
7. ผลสัมฤทธก์ิ ารเรียนรู้
8. งานวจิ ยั ท่เี กย่ี วข้อง
1. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 บญั ญัติความตามมาตรา 22 ว่า การจดั การ
ศึกษาต้องยึดหลักวา่ ผู้เรยี นทุกคนสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือวา่ ผูเ้ รียนทุกคนมีความสำคญั
ท่สี ดุ กระบวนการจดั การศึกษาต้องส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเตม็ ตามศักยภาพ
ความตามมาตรา 24 (1) บญั ญตั ิว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ใหส้ ถานศึกษาและหน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้อง
จดั เน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกบั ความสนใจและความถนดั ของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกตา่ ง
ระหว่างบุคคล และความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็น
ส่วนหนึง่ ของกระบวนการเรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการ
เรยี นการสอนท่ีมีประสิทธิภาพ รวมท้ังส่งเสริมให้ผ้สู อนสามารถวจิ ัยเพ่ือพัฒนาการเรียนรทู้ ีเ่ หมาะสมกับ
ผเู้ รียนในแต่ละสถานศึกษา
2. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
โรงเรียนบ้านชำสอง ทำหน้าท่ีจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ต้ังอยู่ที่ตำบลท่าสัก อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นโรงเรียนขยายโอกาส สังกัด
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จัดการศึกษาต้ังแต่ระดับชั้นบริบาลถึงระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียนจำนวน 141 คน ในปีการศกึ ษา 2564 ผู้วิจัยได้ปฏิบัติวิชาชีพครูระหว่าง
เรียน 3 ท่ีโรงเรียนบ้านชำสอง และได้รับหน้าท่ีให้ปฏิบัตกิ ารสอนในรายวชิ าภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6 โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หน่วยที่ 11 เรื่อง คำ
สำนวนไทย ในมาตรฐานและตัวชี้วัดโดยใช้ EDLTV โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามพระราชดำริ
ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
ในพระบรมราชปู ถัมภ์ เนื้อหาภายในหน่วยน้ีประกอบไปด้วย คำที่มีตัวการันต์ คำควบกลำ้ คำขวญั คำ
คมและคำสำนวนไทย และจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การอภิปรายและยกตัวอย่าง ซึ่งเป็นการจัด
11
กิจกรรมการเรียนรู้แบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง ไม่มีการ
เปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นได้ลงมอื ปฏบิ ตั ิ จากการวัดและประเมนิ ผล โดยใช้สอบถามนักเรียน พบวา่ นักเรียน
ร้อยละ 67.50 มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ซ่ึงอยู่ในระดับพอใช้ ซ่ึงเห็นได้ชัดจากสอบถามนักเรียนและครูพ่ี
เลีย้ ง ซ่ึงเกณฑ์การใหร้ ะดบั คุณภาพไว้ 4 ระดับ คือ ระดบั ดีมาก ระดบั ดี ระดับพอใช้ และระดบั ปรับปรุง
ระดับคุณภาพมาตรฐานท่ีกำหนดให้ผู้เรียนผ่านจุดประสงค์ คือ ระดับดี ดังน้ัน จึงต้องทำการแก้ปัญหา
ดงั กลา่ ว
3.การวจิ ยั ในชนั้ เรียน
3.1 ความหมายของการวิจัยในชัน้ เรียน
การวิจัยในชั้นเรียน เป็นการวิจัยเพ่ือหานวัตกรรมสำหรับแก้ปัญหาหรือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
ของผู้เรียน ซึ่งเน้นในลักษณะการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยมีปัญหาการเรียนรู้เป็น
จุดเร่ิมต้น ผู้สอนหาวิธีการ หรือนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา มีการสังเกตและตรวจสอบผลของการ
แก้ปัญหา/การพัฒนา แล้วจึงบันทึกและสะท้อนการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาน้ันๆ การวิจัยในชั้นเรียน
มักเป็นการวิจัยขนาดเล็ก (Small scale) ที่ดำเนินการโดยผู้สอน เป็นกระบวนการที่ผู้สอนสะท้อนการ
ป ฏิ บั ติ งา น แ ล ะ เส ริ ม พ ลั งอ ำ น าจ ให้ ค รู ผู้ ส อ น ( Field ,1997 อ้ างถึ งใน สุ ภั ท ร า เอ้ื อ
วงศ์ ออนไลน์ 2554)
3.2 ประเภทของการวิจัยในชนั้ เรียน
การวิจัยในชัน้ เรยี นพบว่า ใชก้ ารวิจัยเชิงบรรยายและวจิ ยั เชงิ ทดลอง รายละเอียดเป็นดังน้ี
๖.๑ การวจิ ัยเชิงบรรยาย เป็นการศึกษาค้นคว้าในลักษณะ ต่อไปนี้ ๑) ศกึ ษา
รวบรวมขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ทเี่ กิดข้ึนในปัจจบุ นั คน้ หาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในเหตุการณ์ที่เกดิ ขึ้นแลว้ ๒) ไมม่ ีการ
สรา้ งสถานการณ์ใด ๆ ๓) ไม่มี การกำหนดตัวแปรอิสระและตัวแปรตามใด ๆ
๑) ลกั ษณะของปญั หาหรอื เร่อื งที่เหมาะสมสำหรบั การวจิ ัย เชงิ บรรยาย เป็นดงั นี้
(๑) ลักษณะเปน็ ความสัมพนั ธ์ในปจั จบุ นั
(๒) เป็นสงิ่ ทป่ี ฏิบัติอยเู่ ป็นประจำ
(๓) ความเชื่อ แนวคดิ หรือทศั นคติ
(๔) กระบวนการท่กี ำลงั ดำเนนิ อยู่
(๕) เป็นการทำนายลักษณะของผลทจี่ ะเกดิ ขึน้
(๖) แนวโนม้ หรือความเปลี่ยนแปลงท่ีกำลังพฒั นาอยู่
๒) ประเภทของการวจิ ยั เชิงบรรยาย
สำหรับการวิจัยในชนั้ เรยี นแบบการสำรวจ เป็นแบบทีค่ วรใช้อย่างมากก่อนทจ่ี ะทำการวิจยั เชิงทดลอง
เพราะการวจิ ยั แบบสำรวจจะทำใหผ้ วู้ ิจัยได้รูจ้ กั เด็ก รจู้ กั นักเรยี นอย่างแทจ้ รงิ ร้ปู ญั หาของการเรยี นการ
สอนท่แี ท้จริง รู้สาเหตุของปัญหาท่ีแทจ้ รงิ ทำใหร้ ูว้ า่ มีนกั เรยี นจำนวนเทา่ ใดทีเ่ ปน็ ปญั หา มีปญั หาเรื่อง
ใด เพอ่ื ครูจะสามารถแก้ไขปัญหาไดต้ รงจุดและแก้ปญั หากับกลุ่มนกั เรียนที่เป็นปญั หาจริง ๆ เมอ่ื ครวู จิ ัย
ในชน้ั เรยี นร้จู กั เดก็ อย่างดแี ล้ว ครจู งึ ตอ้ งคิดต่อไปวา่ จะแก้ไขอย่างไร แล้วจึงลงมือแกไ้ ขหรอื ทดลอง
แกไ้ ข ซงึ่ เปน็ การวจิ ยั ในชนั้ เรียน เชิงทดลอง
๖.๒ การวิจยั เชิงทดลอง เปน็ การศกึ ษาโดยจงใจเปลย่ี นแปลงส่วนใดสว่ นหน่ึงของ
สถานการณ์ท่ที ำอยู่ สร้างสถานการณ์ข้ึนเอง เพื่อศึกษาผลของ การเปล่ยี นแปลง การวิจัยในช้ันเรียนก็
12
คอื ทดลองใชน้ วตั กรรมการศึกษาทส่ี ร้างขน้ึ เพ่ือแก้ไขปญั หาการเรียนการสอนท่ีเกิดข้นึ ในหอ้ ง
ตัวอย่างเช่น "ผลของการสอนโดยวิธเี กมต่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาภาษาไทยและความพอใจต่อการ
เรยี นการสอนของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๖/๒ โรงเรยี นปิยะวิทยาคม" จาก ตวั อย่างผสู้ อนจงใจ
เปล่ียนแปลงวธิ ีสอนจากแบบเดมิ มาเปน็ สอนดว้ ยวิธีเกม เพื่อศึกษาวา่ จะเกิดอะไรขึน้ คือผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาภาษาไทยและ ความพอใจต่อการเรยี นการสอนของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๖/๒
จะเป็นอย่างไร
3.3 ความจำเป็นทค่ี รตู อ้ งทำการวิจยั ในชน้ั เรียน
การทำวิจัยในชั้นเรียนน้ัน จะช่วยให้ครูมีวิถีชีวิตของการทำงานครูอย่างเป็นระบบเห็นภาพ
ของงานตลอดแนว มีการตัดสนิ ใจท่ีมีคณุ ภาพเพราะจะมองเห็นทางเลือกต่าง ๆ ไดก้ วา้ งขวางและลึกซึ้ง
ขึ้น แล้วจะตัดสินใจเลือกทางเลือกต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ ครูนักวิจัยจะมีโอกาสมากขึ้น
ในการคิด ใคร่ครวญเก่ียวกับเหตุผลของการปฏิบัติงาน และครูจะสามารถบอกได้ว่างานจัดการเรียน
การสอนนท้ี ่ปี ฏบิ ัติไปน้ันได้ผลหรือไม่ เพราะอะไร นอกจากนีค้ รูท่ีใชก้ ระบวนการวิจัยในการพัฒนาการ
เรียนการสอนน้ี จะสามารถควบคุม กำกบั
และพัฒนาการปฏิบัติงานของตนเองได้อย่างดี เพราะการทำงาน และผลของการทำงานนั้น ล้วนมี
ความหมายและคุณค่าสำหรับครูในการพัฒนานักเรียน ผลจากการทำวิจัยในช้ันเรียน จะช่วยให้ครูได้
ตัวบ่งช้ีที่เป็นรูปธรรมของผลสำเร็จในการปฏิบัติงานของครูอันจะนำมาซึ่งความรู้ และความปิติสุขใน
การปฏิบัติงานท่ีถูกต้องของครู เปน็ ท่ีคาดหวังว่า เมื่อครูผ้สู อนได้สอนได้ทำการวิจัยในช้ันเรยี นควบค่ไู ป
กบั การปฏิบัตกิ ารสอนอยา่ งเหมาะสมแลว้ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลดีต่อการศึกษา และวชิ าชีพครู
3.4 ความสำคัญของการวิจยั ในช้นั เรียน
การวิจัยในช้ันเรียนน้ันมุ่งแก้ปัญหาและ/หรือพัฒนางานท่ีเก่ียวกับการเรียนการสอนในชั้น
เรียน ซ่ึงต้องบังเกิดประโยชน์แก่นักเรียนให้ในการพัฒนาการเรียนรู้อยู่แล้ว และต้องส่งผลต่อผลงาน
ของครูผู้สอนและโรงเรียนตามมา และนอกจากน้ีการวิจัยในชั้นเรียนน้ียังสอดคล้องกับแนวทางของ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 24(5) ส่งเสริม
สนับสนุนให้ครูผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ส่ือการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมท้ัง
สามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน
จากการเรยี นการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ มาตรา 30 …ส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจยั เพื่อ
พัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษาในหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ.
2544 ได้กล่าวถึงการวิจยั ในกระบวนการจัดการศึกษา ของผู้เก่ียวข้อง ดงั เช่น ศึกษา ค้นควา้ วิจัยเพ่ือ
พัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน..ให้ผู้สอนน ำกระบวนการวิจัยมา
ผสมผสานหรือบูรณาการใช้ในการจัดการเรยี นรู้เพ่อื พัฒนาคุณภาพของผเู้ รียนและเพื่อให้ ผู้เรยี นเกิด
การเรียนรู้สามารถใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรยี นรู้ ด้วย
4. นวัตกรรมการศกึ ษา
ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะ เร่ือง คำสำนวนไทย เป็นนวัตกรรมท่ีคณะผู้วิจัยจัดทำขึ้น เพ่ือใช้จัด
กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้นพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย ดังนั้น การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ด้วยนวัตกรรมดังกล่าว จึงส่งเสริมการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย คณะ
13
ผู้จัดทำวิจัยมีบทบาทเพียงเป็นผู้ให้คำแนะนำและกำกับกิจกรรมของนักเรียนให้เป็นไปตามดังที่ได้
ออกแบบขน้ึ กล่าวโดยละเอียด ดงั นี้
4.1 แนวคิด/ทฤษฎ/ี กฎหรอื หลักการ
สำนวนไทย
ถอ้ ยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแลว้ มีความหมายไมต่ รงตามตัวหรอื มี
ความหมายอ่ืนแฝงอย่หู รืออาจกลา่ วอีกนัยหนงึ่ ไดว้ ่า สำนวน คือถ้อยคำ กล่มุ คำ หรือความที่เรียบเรยี ง
ขน้ึ ในเชงิ อุปมาอปุ มัยโดยมนี ัยแฝงเร้นซอ่ นอยู่อยา่ งลึกซ้งึ แยบคาย เพื่อให้ผู้รับได้ไปตีความ ทำความ
เข้าใจด้วยตนเองอีกชัน้ หนงึ่ ซึ่งอาจแตกต่างไปความหมายเดิมหรืออาจคลา้ ยคลึงกับความหมายเดมิ ก็ได้
สนั นษิ ฐานว่า สำนวนนัน้ มอี ยใู่ นภาษาพดู กอ่ นทีจ่ ะมีภาษาเขียนเกิดขนึ้ ในสมัยสโุ ขทัย โดยเม่อื พิจารณา
จากข้อความในศลิ าจารกึ พ่อขุนรามคำแหงแลว้ กพ็ บวา่ มีสำนวนไทยปรากฏเป็นหลกั ฐานอยู่ เชน่ ไพร่
ฟ้าหน้าใส หมายถึง ประชาชนอยู่เยน็ เปน็ สุข
โวหาร ทำนองพดู ถ้อยคำที่เรียบเรียง เป็นลักษณะความหมายเชงิ อุปมาเปรียบเทยี บ ไม่แปล
ความหมายตามตัวอกั ษร จึงฟังแลว้ มกั จะไม่ได้ความหมายของตัวมนั เอง ตอ้ งนำไปประกอบกบั เร่ือง
หรือเหตุการณ์จงึ จะไดค้ วามหมายเป็นคตเิ ตือนใจ เช่นเดียวกับคำทีเ่ ป็นสุภาษิต(ยุวดี. 2549 : ออนไลน์)
ประเภทของสำนวนไทย
การแบ่งตามมูลเหตุ
- หมวดท่ีเกิดจากธรรมชาติ เชน่ ตนื่ แตไ่ กโ่ ห่ ปลากระด่ไี ด้น้ำ แมวไม่อยู่หนูรา่ เริง ไกแ่ ก่แมป่ ลา
ช่อน
- หมวดที่เกดิ จากการกระทำ เช่น ไกลปนื เท่ียง สาวไสใ้ หก้ ากิน ชักใบให้เรือเสีย ปิดทองหลงั
พระ สี่เทา้ ยงั รู้พลาด นกั ปราชญ์ยังรู้พลั้ง
- หมวดทเ่ี กดิ จากสภาพแวดแวดลอ้ ม เชน่ ตีวัวกระทบคราด ใกลเ้ กลือกนิ ดา่ ง ฆ่าควายอยา่
เสยี ดายพรกิ
- หมวดทีเ่ กดิ จากอบุ ตั ิเหตุ เช่น ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ น้ำเช่ียวอย่าขวางเรอื
- หมวดท่ีเกิดจากระเบียบแบบแผนประเพณีความเช่ือ เช่น กงเกวยี นกำเกวียน คู่แล้วไม่แคล้ว
กนั ปลูกเรือนตามใจผูอ้ ยู่
- หมวดทีเ่ กิดจากความประพฤติ เช่น หงิมหงมิ หยบิ ชิน้ ปลามัน ตักน้ำใสก่ ะโหลกชะโงกดเู งา
คบคนดหู น้าซ้ือผ้าดูเนื้อ ข้เี กียจสันหลงั ยาว
มีเสียงสัมผสั คำสัมผสั เชน่ คอขาดบาดตาย (ขาด กับ บาด คลอ้ งจองกนั ) มั่งมีศรีสขุ (มี กบั ศรี
คล้องจองกนั ) ทำมาค้าขาย (มา กับ ค้า คล้องจองกนั ) 6–7 คำสัมผัส เชน่ ปากเป็นเอก เลขเปน็ โท (เอก
กับ เลข คล้องจองกนั ) คดในข้องอในกระดูก (ข้อ กับ งอ คลอ้ งจองกนั ) แพ้เปน็ พระชนะเปน็ มาร (พระ
กบั ชนะ คลอ้ งจองกนั ) ขิงกร็ าขา่ กแ็ รง (รา กบั ขา่ คลอ้ งจองกนั ) 8–9 คำสมั ผัส เช่น ไก่งามเพราะขน
คนงามเพราะแต่ง รกั วัวใหผ้ กู รกั ลูกให้ตี ตักนำ้ ใสก่ ะโหลก ชะโงกดูเงา
ไมม่ ีเสียงสมั ผัส คือ 2 คำเรยี งกัน เชน่ กัดฟัน ของร้อน กอ่ หวอด 3 คำเรียงกนั เช่น ไกลปนื
เทยี่ ง กา้ งขวางคอ ดาบสองคม พริกกบั เกลือ 4 คำเรยี งกนั เช่น ใกลเ้ กลอื กนิ ดา่ ง ผักชีโรยหน้า เขา้ ดา้ ย
เขา้ เขม็ 5 คำเรยี งกัน เช่น ชักแม่นำ้ ทง้ั ห้า ลางเน้ือชอบลางยา ขว้างงูไม่พ้นคอ 6–7 คำเรียงกนั เช่น ยก
ภูเขาออกจากอก วนั พระไมม่ ีหนเดยี ว ตำนำ้ พรกิ ละลายแม่นำ้
14
ทฤษฎีการเช่ือมโยงความรู้
ทฤษฎีสมั พนั ธ์เชื่อมโยง กลา่ วถงึ การเช่ือมโยงระหวา่ งส่ิงเร้ากับการตอบสนอง โดยมีหลัก
พืน้ ฐานว่า การเรยี นรูเ้ กิดจากการเช่อื มโยงระหว่างส่ิงเรา้ กับการตอบสนองที่มกั จะออกมาในรูปแบบ
ต่างๆ หลายรปู แบบ โดยการลองถกู ลองผิด จนกวา่ จะพบรูปแบบทด่ี แี ละเหมาะสมทีส่ ุด
วตั ถปุ ระสงค์การสรา้ งบทเรียนการเชือ่ มโยงความรู้
เพอ่ื พัฒนารูปแบบการจดั การเรยี นรตู้ ามทฤษฎีการเชื่อมโยงความคิด เพ่อื สง่ เสริมความแม่นยำ
ดา้ นเน้อื หาความรู้ ความชำนาญในการปฏิบัตงิ าน และความสามารถในการเชือ่ มโยงการเรยี นรขู้ อง
ผเู้ รยี น และเพื่อประเมินประสทิ ธผิ ลของรูปแบบการจัดการเรียนรตู้ ามทฤษฎกี ารเชอื่ มโยงความคดิ โดย
การเปรียบเทยี บความแมน่ ยำด้านเนื้อหาความรู้ และความชำนาญในการปฏบิ ตั ิงานของผู้เรียนกลุม่
ทดลอง ที่ไดร้ ับการจัดการเรยี นรู้ด้วยรูปแบบที่พฒั นาขนึ้ กับผ้เู รยี นกลุ่มควบคุมท่ีไดร้ บั การจดั การเรียนรู้
แบบปกติ และเปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงการเรียนรู้ของผู้เรียน (วิภาวรรณ วงษส์ ุวรรณ.์
2548: ออนไลน)์
ลักษณะและประเภทของการเรยี นรู้ดว้ ยการเชื่อมโยงความรู้
วภิ าวรรณ วงษส์ วุ รรณ์(2548) ได้กลา่ วถึงการเรยี นรู้แบบเชื่อมโยง มีลักษณะ ดงั นี้
รปู แบบการจดั การเรยี นรูท้ ่ีพัฒนาขึน้ มหี ลกั การ 3 ประการคอื การขยายความคดิ การเชื่อมโยง
มโนทศั น์ในการเรยี นรู้ และการถา่ ยโยงการเรียนรู้ ขัน้ ตอนการจัดการเรยี นรมู้ ีข้นั ตอนใหญ่ๆ 2 ขนั้ ได้แก่
1) ขน้ั เตรียมการ เปน็ ขนั้ ตอนในการเตรียมและจัดลำดับเน้ือหาตามทฤษฎเี ชอื่ มโยงความคิด
และการเตรียมแนวคิดนำ
2) ขั้นสอน มีขน้ั ตอนยอ่ ย 4 ข้ันตอน ได้แก่
2.1) ข้นั นำ คือนำเขา้ ส่บู ทเรียน การเสนอแนวคดิ นำ และการให้ผู้เรยี นระบคุ วามรเู้ ดิม
ท่ีสมั พันธ์กบั ส่ิงที่จะเรียน
2.2) ขัน้ ขยายความคดิ ของผูเ้ รยี นจากฐานความร้เู ดมิ และฝึกปฏบิ ัตจิ นทำได้
2.3) ขั้นใหผ้ ้เู รยี นฝกึ ปฏิบตั ิจนชำนาญ เปน็ ขน้ั ตอนท่ใี หผ้ เู้ รียนฝกึ ปฏบิ ัตจิ นชำนาญ
และขยายการเรียนรู้โดยอสิ ระ
2.4) ขั้นจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนถ่ายโยงการเรยี นรู้ เป็นขั้นตอนที่ใหผ้ เู้ รียนสรุปสาระ
ท่ีไดเ้ รียนรู้ เช่ือมโยงความรูเ้ ดิมกบั ความรู้ใหม่ และเช่ือมโยงความรู้ท่ีได้เรยี นรไู้ ปสูบ่ รบิ ท ใหม่ สว่ นการ
วดั และประเมินผลทำทง้ั ในระหว่างการจดั การเรยี นรู้และหลงั การจดั การเรียนรู้
คุณสมบัตขิ องวัสดุการเรียนทใี่ ชใ้ นการเรยี นด้วยการเช่อื มโยงความรู้
วสั ดุการเรียนมคี วามจำเป็นและสำคัญย่งิ ต่อการเรยี นด้วยการเชื่อมโยงความรู้ เพราะวสั ดุการ
เรียนจะทำหนา้ ที่เป็นผู้สอน ใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดการเรยี นรแู้ ละเข้าใจในสงิ่ ทีผ่ เู้ รียนจะเรยี นรู้ ดงั นัน้ วัสดกุ าร
เรยี นทจี่ ะใช้ในการเรียนด้วยการเช่อื มโยงความรู้ จะมลี ักษณะและคณุ สมบตั ิ ดงั นี้
ทฤษฎกี ารเชื่อมโยงความรู้ (Connectivism) มคี วามเช่ือว่า การเรยี นร้เู กดิ ขน้ึ จากการสรา้ งการ
เช่ือมโยงเพื่อการพฒั นาเป็นเครอื ขา่ ย (Network) โดยเหน็ ว่า ทฤษฎีการเรยี นรูใ้ นยุคเดิม ๆ ไมส่ ามารถ
ตอบ สนองวธิ ีการเรยี นรู้ของเยาวชนในยคุ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ได้ ท่ามกลางการพัฒนาของเทคโนโลยตี ่าง ๆ
ทีอ่ ย่รู อบ ตวั เช่น โทรศพั ทม์ ือถอื กล้องดจิ ิทัล ไอพอด เคร่ืองเลน่ ดวี ีดี คอมพวิ เตอร์ โน้ตบุ๊ก อนิ เทอรเ์ นต็
ฯลฯ ซ่งึ เยาวชนใชเ้ วลาสว่ นใหญเ่ รยี นรูผ้ า่ นเทคโนโลยตี ่าง ๆ เหล่านี้ การเรยี นรภู้ ายใต้ทฤษฎี
Connectivism เกิด ขนึ้ จากการตัดสินใจของผูเ้ รยี นทจ่ี ะเลอื กสรรทรัพยากรการเรียนรู้ต่าง ๆ ซงึ่ อยู่
15
รอบตวั โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ที่อยู่ในโลกออนไลน์นัน้ มาคัดกรอง และทำใหท้ รัพยากรการเรียนรู้ตา่ ง ๆ
เหล่านน้ั มีความหมายสำหรบั ตวั เอง การเรยี นรู้จำเป็นต้องเกิดจากการเชือ่ มโยงกับสังคม รอบตวั และ
การสรา้ งเครือข่าย เม่ือใดทีข่ ้อมลู สารสนเทศ ความคดิ เห็น ความรูส้ ึก ภาพ การมีปฏิสมั พนั ธ์ทดี่ เู หมือน
จะไม่ชดั เจนในความสมั พันธ์หากเม่ือ ผูเ้ รยี นสามารถทจี่ ะนำมาร้อยเรียงใหเ้ กดิ เป็นการเช่ือมโยง ทม่ี ี
ความหมายสำหรบั การเรียนรู้ของตนเองและ นำไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ในการเรยี นร้ไู ด้น้ัน เมื่อน้ันการ
เรียนรไู้ ด้เกดิ ข้นึ แลว้
ขอ้ ควรคำนงึ ในการสรา้ งบทเรยี นการเชอื่ มโยงความรู้
วภิ าวรรณ วงษ์สุวรรณ(์ 2548) ได้กล่าวถึงข้อควรคำนงึ ในการสรา้ งบทเรยี นดว้ ยการเช่ือมโยง
ความรู้ ไว้ดงั นี้
1. จดุ ศูนยก์ ลางของทฤษฎเี ช่ือมโยงความรเู้ ป็นการเรยี นในรูปแบบการเช่อื มตอ่ การเรียนรู้
ชมุ ชน และผลประโยชน์จากการค้นควา้ ข้อมลู การเรียนรชู้ ุมชน คือการศึกษากลุ่มประชาชนร่วมกัน
ผ่านการหารอื แลกเปล่ียนความรู้ทน่ี า่ สนใจ
2. ชมุ ชนได้รบั ความสำคัญว่าเป็นสว่ นหนงึ่ ของเครือขา่ ยทีก่ วา้ งข้ึน เครือขา่ ยซงึ่ มคี วาม
หลากหลาย แต่สามารถเชื่อมตอ่ การสนับสนนุ บนพ้ืนฐานความหลากหลายและการพฒั นาความรู้ในเชงิ
สรา้ งสรรค์
3. ความรู้ไม่ไดจ้ ำกดั อย่ทู บ่ี ุคคลใด บคุ คลหนึง่ แตส่ ามารถกระจายเผยแพร่ความรู้ข้อมูล
เครอื ข่าย หรอื บคุ คลทั่วไป ดงั น้ัน การเรียนรู้และการสรา้ งความรจู้ ะตอ้ งขึ้นอยู่กับความหลากหลายของ
มมุ มองและ ความคดิ เหน็ และความสามารถในการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ที่แตกต่าง
4. ข้อมูลจะมีการเปลย่ี นแปลงและมีความจำเปน็ ต้องถูกประเมนิ อย่างต่อเน่ือง เพ่ือใหไ้ ด้องค์
ความ รูแ้ ละข้อมลู อย่างแทจ้ ริง
5. มีการเชอื่ มต่อระหว่างทางวนิ ยั ในกระบวนการสร้างองค์ความรูโ้ ดยเฉพาะอย่างย่งิ การสรา้ ง
ระบบโดยเฉพาะอย่างย่งิ internet- environment กับการกระจายข้อมลู ผ่านระบบ
การจัดการเรียนรโู้ ดยใชเ้ ทคนคิ Active Learning
1. ความหมายของการจดั การเรียนรโู้ ดยใชเ้ ทคนิค Active Learning
Active Learning เปน็ กระบวนการจัดการเรียนรตู้ ามแนวคิดการสรา้ งสรรคท์ างปญั ญา
(Constructivism) ทเี่ นน้ กระบวนการเรยี นรมู้ ากกวา่ เนอ้ื หาวชิ า เพือ่ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชอ่ื มโยง
ความรู้ หรอื สรา้ งความรู้ใหเ้ กิดข้ึนในตนเอง ด้วยการลงมือปฏบิ ัติจริงผ่านส่ือหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ท่ีมี
ครผู สู้ อนเป็นผู้แนะนำ กระตุ้น หรอื อำนวยความสะดวก ใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ขึน้ โดยกระบวนการ
คดิ ข้ันสงู กล่าวคือ ผเู้ รียนมกี ารวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินคา่ จากสง่ิ ที่ไดร้ บั จากกจิ กรรม
การเรียนรู้ ทำให้การเรยี นรู้เป็นไปอยา่ งมีความหมายและนำไปใช้ในสถานการณ์อ่นื ๆไดอ้ ยา่ งมี
ประสิทธภิ าพ (สถาพร พฤฑฒิกุล, 2558)
2. ขั้นตอนของการจัดการเรียนรโู้ ดยใชเ้ ทคนิค Active Learning (ไชยยศ เรืองสวุ รรณ
, 2553) ลกั ษณะของการจัดการเรยี นการสอนแบบ Active Learning เป็น ดังนี้
2.1 เป็นการเรยี นการสอนที่พฒั นาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การ
แก้ปญั หา และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
2.2 เป็นการเรียนการสอนท่เี ปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนมีส่วนร่วมในกระบวนการ
เรียนรู้สูงสุด
16
2.3 ผู้เรยี นสรา้ งองค์ความรู้และจัดกระบวนการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง
2.4 ผเู้ รยี นมีส่วนรว่ มในการเรยี นการสอนท้งั ในด้านการสร้างองค์ความรู้
การสรา้ งปฏิสัมพันธร์ ่วมกนั ร่วมมือกันมากกวา่ การแขง่ ขัน
2.5 ผูเ้ รียนเรยี นรูค้ วามรับผดิ ชอบรว่ มกัน การมวี ินัยในการทาํ งาน และการ
แบ่งหนา้ ทีค่ วามรับผดิ ชอบ
2.6 เปน็ กระบวนการสรา้ งสถานการณ์ให้ผู้เรียนอา่ น พูด ฟัง คดิ อยา่ งลมุ่ ลึก
ผู้เรยี นจะเปน็ ผจู้ ดั ระบบการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง
2.7 เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนท่เี น้นทักษะการคดิ ขัน้ สูง
2.8 เปน็ กิจกรรมทีเ่ ปิดโอกาสให้ผเู้ รียนบูรณาการข้อมูลข่าวสาร หรอื
สารสนเทศ และหลกั การ ความคิดรวบยอด
2.9 ผสู้ อนจะเป็นผอู้ ำนวยความสะดวกในการจดั การเรียนรู้ เพ่อื ใหผ้ เู้ รียนเป็น
ผปู้ ฏิบัตดิ ้วยตนเอง
2.10 ความรู้เกดิ จากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้ และการสรปุ ทบทวน
ของผเู้ รียน
บทบาทของอาจารย์ผู้สอนในการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ตู ามแนวทางของ Active Learning
ดงั นี้ (ณัชนัน แกว้ ชยั เจริญกิจ, 2550) จดั ให้ผเู้ รยี นเปน็ ศนู ย์กลางของการเรยี นการสอน กิจกรรมต้อง
สะท้อนความต้องการในการพัฒนาผู้เรียนและเน้นการนำไปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ จรงิ ของผู้เรียน
1. สร้างบรรยากาศของการมีสว่ นรว่ ม และการเจรจาโต้ตอบที่สง่ เสริมให้ผูเ้ รียนมปี ฏิสมั พนั ธ์ที่ดี
กบั ผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียน
2. จัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนให้เป็นพลวตั ส่งเสรมิ ใหผ้ ้เู รียนมสี ว่ นร่วมในทกุ กิจกรรมรวมทั้ง
กระตุ้นให้ผเู้ รยี นประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
3. จัดสภาพการเรียนรู้แบบร่วมมือ สง่ เสรมิ ให้เกิดการร่วมมือในกลมุ่ ผู้เรยี น
4. จดั กิจกรรมการเรียนการสอนให้ทา้ ทาย และใหโ้ อกาสผเู้ รียนไดร้ บั วธิ ีการสอนทหี่ ลากหลาย
5. วางแผนเกีย่ วกับเวลาในจัดการเรียนการสอนอย่างชดั เจน ทง้ั ในสว่ นของเนื้อหาและกิจกรรม
6. ครผู สู้ อนตอ้ งใจกวา้ ง ยอมรบั ในความสามารถในการแสดงออก และความคิดเของที่ ผเู้ รยี น
4.2 องค์ประกอบของนวตั กรรม
ลักษณะของแบบฝึกที่ดีในการสร้างแบบฝึกสำหรับเด็กมีองค์ประกอบหลายประการซ่ึงนักการศึกษา
หลายท่านได้ใหข้ ้อเสนอแนะเก่ียวกบั ลักษณะของแบบฝึกท่ดี ีไว้ ดงั นี้
ถวัลย์ มาศจรสั และคณะ (2550 : 21) ไดก้ ล่าวถงึ แบบฝึกทักษะที่ดีจะต้องมีลกั ษณะดงั นี้
1. จดุ ประสงค์
1.1 จดุ ประสงค์ชัดเจน
1.2 สอดคลอ้ งกบั การพฒั นาทักษะสาระการเรยี นรู้และกระบวนการการเรียนรู้ของกลมุ่ สาระการเรียนรู้
2. เนื้อหา
2.1 ถกู ต้องตามหลกั วชิ าการ
2.2 ใช้ภาษาเหมาะสม
17
2.3 ใชค้ ำอธบิ ายและคำส่ังทชี่ ดั เจนไดแ้ กก่ ารปฏบิ ตั ิ
2.4 สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของกลุ่ม
สาระการเรียนรู้
2.5 เปน็ ไปตามลำดบั ขนั้ ตอนการเรียนรู้สอดคล้องกับวิธกี ารเรยี นรแู้ ละความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
2.6 มีคำถามและกิจกรรมที่ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของธรรมชาติวิชา 2.7 มีกลยุทธ์
การนำเสนอและการต้ังคำถามที่ชัดเจนน่าสนใจปฏิบัติได้สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการ
เรียนไดอ้ ย่างต่อเนื่อง
3. ข้ันตอนในการสรา้ งแบบฝึกทักษะ
มีนักวิชาการหลายท่าน ไดก้ ล่าวถึง ขั้นตอนในการสร้างแบบฝกึ ทักษะ ไวด้ งั น้ี
ดวงมณี กันทะยอม (255 1 : 29) กลา่ วถงึ ข้ันตอนการสรา้ งแบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้
1. สำรวจสภาพปัญหาความต้องการท่ีจะพัฒนาการเรียนการสอนแตล่ ะจุคประสงค์
2. กำหนดจดุ ประสงค์ในการสรา้ งแบบฝกึ ใหช้ ัคเจน คือ ฝกึ อะไร ต้องการให้นักเรยี น เป็นอยา่ งไร
3. วิเคราะห์เน้ือหาที่เรียนในแต่ละจุดประสงค์ว่าประกอบด้วยอะไร มีปัญหาในการอ่าน เขียนอย่างไร
แลว้ ระบปุ ญั หารวบรวมไว้
4. ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้การอ่าน การเขียน ประกอบด้วย การใช้ส่ิงเร้าเพื่อตอบสนอง ความพอใจ
การฝึกหัดทำซ้ำ สร้างความรู้ความเข้าใจความแม่นยำและการให้ผู้เรียน ได้ทราบผล การทำงานของ
ตนเอง ข้อดี ข้อบกพรอ่ งเพ่อื ปรับปรงุ แก้ไข
5. กำหนดกรอบการสร้างแบบฝึกว่าควรประกอบด้วย เรื่องอะ ไร บ้างมีลักษณะอย่างไร กิจกรรมมี
อะไรบา้ ง นำเสนอในรูปแบบไหน ระบุใหช้ ดั เจน
6. ลงมือเขยี นและสรา้ งแบบฝึกแตล่ ะชดุ
7. นำแบบฝึกที่สร้างไปให้ผู้เชี่ยวชาญการตรวจความถูกต้อง ความตรงต่อเน้ือหา เช่น ครู สอนที่มี
ประสบการณ์ ศกึ ษานเิ ทศก์ เป็นต้น เพอื่ นำมาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องก่อนนำไป ดลองกบั นักเรียน
8. จดั พิมพห์ รืออดั สำเนาแบบฝึกเพอ่ื ใหน้ ักเรยี นได้ทดลองใช้
4. ประโยชนข์ องแบบฝึกทักษะ
มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึง ประโยชน์ของแบบฝกึ ทักษะ ไว้ดังน้ี
ถวลั ย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ได้สรปุ ว่า แบบฝกึ ทักษะมปี ระโยชน์ ดังนี้
1. เปน็ สอื่ การเรยี นรู้ เพ่ือพฒั นาการการเรยี นรใู้ ห้แกผ่ ูเ้ รียน
2. ผู้เรียนมีสอ่ื สำหรบั ฝกึ ทักษะด้านการอ่าน การคิด การวเิ คราะห์ และการเขียน
3. เป็นสอ่ื การเรียนรสู้ ำหรบั การแก้ปญั หาในการเรยี นรู้ของผเู้ รียน
4. พฒั นาความรสู้ ำหรับการแกป้ ญั หาในการเรยี นรขู้ องผ้เู รยี น
5. เคร่อื งมือการวจิ ัย
เคร่ืองมือสำหรับการรวบรวมขอ้ มูลประกอบด้วย แบบประเมินความเหมาะสมในองค์ประกอบ
ต่าง ๆ ของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะส่ือนวัตกรรมภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 (สำหรับผู้เชี่ยวชาญ) และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน
โรงเรียนบ้านชำสอง ที่มีผลต่อวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6
โรงเรียนบ้านชำสอง เรื่อง คำสำนวนไทยดว้ ยชดุ แบบฝกึ หดั เสริมทกั ษะท่ีใชท้ ฤษฎีการเชื่อมโยงความรู้
18
ความหมาย
การสร้างเครื่องมอื วิจยั เป็นกระบวนการทผี่ วู้ ิจยั จะต้องพิถีพถิ ันสร้างให้ตรง กับความตอ้ งการขอ้ มลู ของ
ผู้วิจัย ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบเพราะถ้าสร้างเคร่ืองมือที่ ไม่เหมาะสมจะทำให้ได้ข้อมูลท่ี
ผิดพลาด คลาดเคล่ือนและจะนำไปสู่ผลการวิจัยท่ีผิด ตามมา ผู้วิจัยควรได้ศึกษาคุณลักษณะของ
เครื่องมือการวิจัยท่ีดี หลักการและข้อเสนอแนะ ในการสร้างเคร่ืองมือแต่ละประเภทอย่างละเอียด
เมอื่ สร้างเสร็จแลว้ จะตอ้ งไตร่ตรอง ทบทวน ทดลองใช้ และหาคณุ ภาพเครอ่ื งมือกอ่ นนำไปใชจ้ รงิ
การจำแนกประเภท
เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัยจำแนกได้ 2 ประเภท ดังน้ี
1. เคร่ืองมือท่ีใช้สำหรับการทดลอง (Treatment) เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพ่ือ
นำไปใช้ในการวิจัย ตัวอย่าง เช่น การทดลองเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับ
ปริญญาตรีโดยใช้แบบบรรยายและใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ส่ือในการวิจัยในท่ีน้ีคือ ชุดการ
สอน ซึ่งในทางการศึกษาเครือ่ งมือในการวจิ ัยมีมากมาย เช่น ชุดการสอน แบบเรียน แบบฝึกทักษะ ส่ือ
และอปุ กรณต์ ่างๆ เป็นตน้
2. เคร่ืองมือสำหรับรวบรวมข้อมูล เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนเพื่อเก็บรวบรวม
ข้อมูล ซึ่งมีหลายชนดิ แตท่ ่นี ยิ มใช้ คือ
2.1 แบบสอบถาม (Questionnaire)
2.2 แบบสมั ภาษณ์ (Interview)
2.3 แบบสงั เกต (Observation)
2.4 แบบทดสอบ (Test)
2.5 แบบวัดมาตราสว่ นประมาณค่า (Rating Scale)
ซ่งึ เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่าน้ีมีวธิ ีเก็บรวบรวมข้อมูล 4 วธิ ี (ล้วน สาย)
1. การสอบถาม เป็นวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เคร่ืองมือคือ แบบสอบถาม แบบ
วดั มาตราส่วนประมาณค่า เพ่ือช่วยให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับ ความรสู้ ึก ความคิดเห็น ความจริง เจตคติ เป็น
ตน้
2. การสังเกต เป็นวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เคร่ืองมือคือ แบบสังเกต เพื่อช่วยให้ได้ข้อมูล
เก่ียวกับ พฤติกรรมต่างๆ ลกั ษณะการปฏิบัติ สภาพแวดล้อม บรรยากาศการจัดการเรียนการสอน เป็น
ตน้
3. การสมั ภาษณ์ เป็นวิธกี ารในการเก็บรวบรวมข้อมลู โดยใช้เคร่อื งมือคือ แบบสัมภาษณ์ เพ่ือช่วยใหไ้ ด้
ข้อมลู เกีย่ วกับ ความจรงิ ความคดิ เหน็ ปัญหา ข้อเสนอแนะ ความรู้สึก เจตคติ เปน็ ตน้
4. การทดสอบ เป็นวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เคร่ืองมือคือ แบบทดสอบ เพ่ือช่วยให้ได้
ข้อมลู เก่ียวกับผลการเรยี นรู้ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นในรายวิชาตา่ งๆ
ขน้ั ตอนการหาคุณภาพ
1. แบบประเมินความเหมาะสมในองค์ประกอบต่าง ๆ ของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะส่ือนวัตกรรม
ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย สำหรบั นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 (สำหรับผู้เชย่ี วชาญ)
จะใชแ้ บบประเมินความเหมาะสมการหาคา่ IOC ของผู้เช่ียวชาญ โดยใช้สูตรของโรวิเนลลีและ
แฮมแบลตัน (Rowinelli and Hambleton 1977, อา้ งใน บญุ ชม ศรีสะอาด 2545 : 64-65)
19
IOC คือ ค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม หรือค่าสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ
วัต ถุป ระสงค์ ห รือเน้ื อห า (IOC: Index of item objective congruence) ป กติ แล้ วจะให้
ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบตั้งแต่ 3 คนข้ึนไปในการตรวจสอบโดยให้เกณฑ์ในการตรวจพิจารณาข้อคำถาม
ดงั นี้
ให้คะแนน +1 ถ้าแน่ใจวา่ ข้อคำถามวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์
ให้คะแนน 0 ถา้ ไมแ่ น่ใจวา่ ขอ้ คำถามวัดไดต้ รงตามวัตถุประสงค์
ใหค้ ะแนน -1 ถ้าแน่ใจวา่ ข้อคำถามวดั ได้ไมต่ รงตามวตั ถุประสงค์
แลว้ นำผลคะแนนท่ีไดจ้ ากผเู้ ชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่า IOC ตามสูตร
R
IOC = N
IOC = คา่ ดชั นคี วามสอดคล้องระหวา่ งขอ้ คำถามกบั จุดประสงค์
R = ผลรวมของคะแนนความคิดเหน็ ของผูเ้ ช่ียวชาญ
N = จำนวนผูเ้ ช่ยี วชาญ
หลกั เกณฑก์ ารคัดเลอื กข้อคำถามมดี ังนี้
1. ขอ้ คำถามที่มคี า่ IOC ต้งั แต่ 0.5 - 1.00 คัดเลือกไว้ใชไ้ ด้
2. ขอ้ คำถามท่ีมคี ่า IOC ตำ่ กว่า 0.5 ควรพจิ ารณาปรบั ปรุงหรอื ตดั ทิ้ง
วิธกี ารหาคา่ ความเท่ียงตรงของแบบสอบถาม (IOC)
ตวั อยา่ งเช่น ข้อคำถาม ข้อ 1 ผเู้ ช่ียวชาญ 3 ท่าน แต่ละทา่ น ใหค้ ะแนนมา คือ +1 ทั้ง 3 ท่าน
การหาค่า IOC คือ หาผลรวมของคะแนนในข้อ 1 โดยการบวก 1+1+1 เท่ากับ 3 คะแนน แล้วนำมา
หารด้วยจำนวนผู้เช่ียวชาญ คือ ผลรวมคะแนน/จำนวนผู้เชย่ี วชาญ เทา่ กบั 3/3 = 1.00 จากนัน้ นำผลไป
เทียบกับเกณฑ์ท่ีตั้งไว้ จากผลการหาค่าความเท่ียงตรงของแบบสอบถาม IOC แสดงว่า ข้อคำถามมี
ความเทย่ี งตรงสูงนำไปใช้ไดส้ ว่ นข้ออ่ืน ๆ ก็ทำหลกั การเดียวกนั ทั้งหมดทุกข้อคำถาม
กรณีผู้เชย่ี วชาญ 3 ทา่ น
ตัวอย่าง
ผลคะแนน ทั้ง 3 ท่าน ได้ 5 คะแนน = 1.00 มคี ่าความเทย่ี งตรง
ใชไ้ ด้
ผลคะแนน ทง้ั 3 ท่าน ได้ 4 คะแนน = 0.8 มคี ่าความเทย่ี งตรง ใช้ได้
ผลคะแนน ทั้ง 3 ท่าน ได้ 3 คะแนน = 0.6 มีคา่ ความ
เทีย่ งตรง ใชไ้ ด้
ผลคะแนน ทั้ง 3 ท่าน ได้ 2 คะแนน = 0.4 ค่าความเที่ยงตรงต่ำกว่า0.50 ยังใช้ไม่ได้ ต้อง
ปรับปรงุ
ผลคะแนน ท้ัง 3 ท่าน ได้ 1 คะแนน = 0.2 ค่าความเที่ยงตรงต่ำกว่า0.50 ยังใช้ไม่ได้ ต้อง
ปรับปรุง
20
6.ความพึงพอใจ
แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน โรงเรียนบ้านชำสอง ท่ีมีผลต่อวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การ
เรียนรู้ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยา เรื่อง คำสำนวนไทยด้วยชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะทใ่ี ชท้ ฤษฎกี ารเชอ่ื มโยง
โดยอ้างอิงตามเกณฑ์การให้คะแนนและเกณฑ์การประเมินของลิเคิร์ทสเกล ซึ่งมีรายละเอียด
ดังน้ี
เกณฑ์การให้คะแนน
มากท่สี ุด = 5
มาก = 4
ปานกลาง = 3
น้อย = 2
นอ้ ยทสี่ ดุ = 1
เกณฑ์การประเมนิ
มากที่สดุ = 4.21 – 5.00
มาก = 3.41 – 4.20
ปานกลาง = 2.61 – 3.40
นอ้ ย = 1.81 – 2.60
น้อยทส่ี ดุ = 1.00 – 1.80
7.ผลสัมฤทธกิ์ ารเรยี นรู้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับ
ประสบการณ์จากกระบวนการเรยี นการสอนของครู โดยครูตอ้ งศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล
การสร้างเครือ่ งมอื วัดให้มีคุณภาพนนั้ ได้มผี ู้ให้ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนไว้ดังน้ี
สมพร เชื้อพันธ์ (2547) สรุปว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิ ตศาสตร์ หมายถึง
ความสามารถ ความสำเรจ็ และสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเปน็ ผลมาจากการ
เรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซ่ึงสามารถวัดได้จากการทดสอบด้วยวธิ ีการ
ตา่ งๆ
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง
ขนาดของความสำเรจ็ ที่ได้จากกระบวนการเรยี นการสอน
ปราณี กองจินดา (2549) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ
ผลสำเร็จท่ีได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้
ทางด้านพุทธพิ ิสยั จิตพิสยั และทกั ษะพิสยั และยังไดจ้ ำแนกผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นไวต้ ามลกั ษณะของ
วัตถุประสงคข์ องการเรียนการสอนทแี่ ตกต่างกนั
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ให้ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นการวัด
ความสำเรจ็ ทางการเรียน หรอื วดั ประสบการณท์ างการเรียนท่ีผเู้ รียนไดร้ บั จากการเรยี นการสอน โดยวัด
ตามจุดมุง่ หมายของการสอนหรือวดั ผลสำเรจ็ จากการศกึ ษาอบรมในโปรแกรมตา่ ง ๆ
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้
ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคล
21
ได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพ
ทางสมอง ซ่ึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้
อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดข้ึนจากการเรียนการฝึกฝนหรือ
ประสบการณ์ต่างๆ ท้ังในโรงเรียน ท่ีบ้าน และส่ิงแวดล้อมอ่ืนๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรม
ต่างๆ กเ็ ป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย
ดังน้ันจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ผลท่ีเกิดจากกระบวนการเรียนการสอนท่ี
จะทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาท้ัง 3 ด้าน คือ
ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และดา้ นทกั ษะพสิ ยั
การจำแนกประเภท
ประเภทของจดุ ประสงค์การเรียนรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้แบ่งตามลักษณะการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เสนอโดยบลูม (Bloom) แครท
โรล (Krathrohl) และแฮร์โรว์ (Harrow) ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุ ทธิพิสัย (cognitive
domain) ด้ าน ทั ก ษ ะ พิ สั ย (psychomotor domain) แ ล ะ ด้ าน จิ ต พิ สั ย (affective domain)
(Kellough & Roberts, 1991, pp. 210-218)
1. ด้านพุทธิพิสัย จุดประสงค์การเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย หมายถงึ จุดประสงคท์ ่ีแสดง ความสามารถของ
สติปัญญาในการประมวลข้อมูล พฤติกรรมที่ชี้บ่งความสามารถในด้านนี้สามารถแบ่งได้ 6 ระดับ จาก
ระดบั พืน้ ฐานไปสรู่ ะดับที่ซบั ซอ้ น ดงั นี้
1) ความรู้ ความจำ (knowledge) หมายถึง การรับรู้ข้อมูล ความรู้ความสามารถในการ
ระลึกได้ จำได้ ซ่ึงเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความสามารถระดับสูงข้ึนไป คำกริยาที่ใช้บ่งบอกพฤติกรรม
ในระดับน้ี ได้แก่ เลือก ระบุ อธิบาย เติมคำให้สมบูรณ์ ชี้บ่ง จัดทำรายการ จับคู่ เรียกชื่อ ระลึก จ า
บอก และกำหนด เป็นตน้
2) ความเข้าใจ (comprehension) หมายถึง ความสามารถในการแปลความ อธิบาย
ความรู้ ตีความ คาดคะเน คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ เปล่ียน อธิบาย ประมาณการ ขยายความ สรุป อ้างอิง
แปลความหมาย คาดคะเน ตคี วาม ขยายความ อุปมาอปุ มยั ลงสรปุ และยกตัวอย่าง เป็นต้น
3) การนำไปใช้ (application) หมายถึง ความสามารถในการน าข้อมูลไปใช้ คำกริยาที่ ใช้
ได้แก่ การประยุกต์ การคำนวณ การสาธิต การพัฒนา การค้นพบ การดัดแปลง การดำเนินการ การมี
สว่ นร่วม การแสดง วางแผน ทำนาย เชอื่ มโยง แสดง และทำให้ดู เปน็ ต้น
4) การวิเคราะห์ (analysis) หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบ
ย่อย ด้วยเกณฑ์หรือคุณสมบัติที่กำหนด คำกริยาท่ีใช้ ได้แก่ วิเคราะห์ แยกแยะ จัดพวก จัดชั้น จัด
ประเภท จัดกลุ่ม เปรียบเทียบ หาความแตกต่าง วิจารณ์ แสดงแผนภูมิ จำแนก สรุปอ้างอิง และ
กำหนดองค์ประกอบ เป็นต้น
5) การสงั เคราะห์ (synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมองคป์ ระกอบย่อย เพ่ือ
การสร้างส่ิงใหม่ท่ีมีคุณลักษณะแตกต่างจากเดิม ได้แก่ การออกแบบ วางแผน และนำเสนอโครงการ
คำกริยาที่แสดงทักษะการสังเคราะห์ ได้แก่ จัดเตรียม จัดประเภท แบ่งพวก ผสมผสาน รวบรวม
กำหนด สร้าง ออกแบบ พัฒนา ผลิต ดัดแปลง จัดระบบ วางแผน ปฏิรูป วางระบบ ปรับปรุง ทบทวน
สรุปรวบยอด สังเคราะห์ ประพนั ธ์ แต่ง นำเสนอ และจัดการแสดง เป็นต้น
22
6) การประเมินคุณค่า (evaluation) เป็นระดับข้ันสูงสุดของความสามารถทางสติปัญญา
หมายถึง การแสดงความคิดเห็นและการตัดสินคุณค่า คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ โต้แย้ง ประเมิน เปรียบเทียบ
สรุปความ วจิ ารณ์ ตดั สนิ อธิบาย ตคี วาม จดั ลำดับท่ี จดั ช้นั และเทียบกับมาตรฐาน เป็นต้น
2. ด้านจิตพิสัย จุดประสงค์การเรียนรู้ด้านจิตพิสัย หมายถึง จุดประสงค์ท่ีแสดงพฤติกรรม ท่ีเกี่ยวกับ
ความรู้สึก เจตคติและค่านิยม ซึ่งการเรียนรู้ด้านเจตคติและค่านิยม มีลำดับข้ันของการเกิด พฤติกรรม
ดังนี้
1) การรับรู้ (receiving) เปน็ ลำดับของการตระหนกั รบั ร้ตู ่อสงิ่ เร้า ซึ่งเป็นจดุ เริ่มต้น ของ
ความรู้สกึ พึงพอใจ นักเรียนจะแสดงออกให้เห็นถึงความต้ังใจ ความสนใจ ตอ่ ส่ิงเรา้ หรือประสบการณ์ ที่
ได้รับ คำกริยาท่ีใช้ ได้แก่ ถาม เลือก อธิบาย ตอบ บอกช่ือ สาธิต ระบุ บอกความแตกต่าง และบอก
จุดเดน่ เป็นตน้
2) การตอบสนอง (responding) เป็นขัน้ ของการตอบสนองต่อสง่ิ เร้า ซ่งึ อาจเนอ่ื งมาจาก
การถูกควบคุมซึ่งเป็นปัจจัยจากภายนอก หรือโดยความสนใจของนักเรียนเองซ่ึงเป็นปัจจัยภายใน
เพราะเห็นวา่ สิ่งเร้านั้นน่าสนใจ หรือเกิดความพึงพอใจต่อสิ่งเร้านั้น คำกริยาท่ีใช้ ได้แก่ พิสูจน์ รวบรวม
ทำตามคำส่ัง แสดง ฝึกปฏบิ ตั ิ นำเสนอ และเลือก เป็นต้น
3) การเห็นคุณค่า (valuing) เป็นข้ันที่นักเรียนแสดงพฤติกรรมด้วยความเช่ือ ความ
ประทับใจ ความซาบซึ้ง และศรัทธาทม่ี ีต่อสงิ่ นั้นดว้ ยตัวของนักเรียนเอง คำกริยาท่ีใช้ ได้แก่ อธิบาย ทำ
ตาม ริเร่ิม เขา้ ร่วม นำเสนอ และทำใหส้ มบูรณ์ เป็นต้น
4) การจัดระเบียบ (organizing) เป็นขั้นที่นักเรียนสร้างระบบค่านิยมส่วนตนข้ึนมา โดย
การยอมรับและจัดระเบียบคุณค่าต่าง ๆ ให้เช่ือมโยงเข้ากับค่านิยมเดิมท่ีมีมาก่อนของตนเอง เป็น
คา่ นยิ ม ในชวี ติ คำกริยาทใ่ี ช้ ได้แก่ จัดระเบียบ รวบรวม สรุป บรู ณาการ ดดั แปลง จดั ลำดับ สังเคราะห์
สรา้ ง และ จัดระบบ เป็นต้น
5) การสร้างระบบค่านิยมของตนเอง (internalization of values) เป็นจุดประสงค์
ระดับสูงสุด พฤติกรรมในระดับน้ีมีความคงเส้นคงวา แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงต่อความเชื่อของตนเอง
คำกริยาท่ีใช้ ได้แก่ ปฏิบัติ แสดงออก แก้ปัญหา ประกาศตัว แสดงตน อุทิศตน ทุ่มเท ยอมรับ และเกิด
สำนกึ เป็นตน้
3. ด้านทักษะพิสัย ทกั ษะเป็นความสามารถทางกาย ที่อาศัยการเคลอ่ื นไหวของกล้ามเนื้อ ในการทำงาน
เชน่ ทักษะที่อาศัยการท างานของกลา้ มเน้ือมัดใหญเ่ ป็นหลกั ได้แก่ การเล่นกีฬาต่าง ๆ การเต้นรำ เป็น
ต้น ทักษะท่ีอาศัยการท างานของกล้ามเน้ือมัดเล็กเป็นหลัก ได้แก่ การใช้มือและสายตา ประกอบกัน
ได้แก่ งานช่างฝีมือต่าง ๆ การประกอบอาหาร การท างานประดิษฐ์ การเล่นเครื่องดนตรี เป็นต้น การ
จัดประเภทของจุดประสงค์ด้านทักษะพิสัยน้ียังไม่เป็นท่ียอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ได้มี การน าเสนอ
ทกั ษะท่ีเป็นความสามารถทางกายที่มีการพัฒนามาเป็นลำดับข้นั ตงั้ แต่เกิดดังน้ี
1) การเคล่ือนไหวสะท้อน (reflex movement) เป็นพฤติกรรมท่ีแสดงการตอบสนอง โดยไม่
ต้ังใจ เป็นไปเองเมื่อไดร้ บั สิง่ กระตนุ้
2) การเคลื่อนไหวพื้นฐาน (fundamental movement) เป็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหว
พนื้ ฐานทพ่ี ัฒนาข้นึ ในขวบปแี รกของชีวิต เป็นส่ิงทเ่ี กิดข้ึนเองตามพัฒนาการตามวัยโดยไม่ตอ้ งสอน
23
3) ความสามารถรบั รู้ (perception abilities) เป็นพฤติกรรมท่พี ัฒนาจากการรับรู้ ดงั น้ันในวัย
เด็กเล็ก ควรส่งเสริมให้เด็กสำรวจ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมท่ีใช้ประสาทสัมผัสเพื่อพัฒนา
ความสามารถในการรบั รู้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
4) ความสามารถทางกาย (physical abilities) เปน็ พฤตกิ รรมที่แสดงความสามารถ
ของการเคลื่อนไหวร่างกาย ประกอบด้วย ความทนทาน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความ
คลอ่ งแคลว่
5) การเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว (skilled movement) เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึง ทักษะในการ
เคลื่อนไหว ทำใหก้ ารท างานมีประสิทธภิ าพ คอื ไดท้ ้ังผลงานและการประหยัดพลงั งานในการ ทำงาน
6) การสื่อสารโดยไม่อาศัยการพูดหรือการเขียน (nondiscursive communication) เป็น
พฤติกรรมทางกายที่แสดงออกหรือส่ือถึงความรู้สึกนึกคิดด้วยท่าทางหรือภาษาใบ้ การพัฒนาทักษะ
ต้องอาศัยการพัฒนาเป็นลำดับข้ัน จากระดับที่ทำได้พื้นฐานไปสู่การปฏิบัติ อย่างเช่ียวชาญชำนาญการ
ซ่งึ เริ่มต้นจากการทำได้โดยอาศัยการท าตามแบบ หรือตามกรอบท่ีกำหนดไว้ และพัฒนามาเป็นการทำ
ได้ด้วยตนเอง มาสู่ข้ันที่ทำได้อย่างคล่องแคล่ว การทำได้อย่างชำนาญการและสุดท้าย ทำได้อย่าง
สร้างสรรค์ คือสามารถคิดประดษิ ฐ์สร้างงานหรือออกแบบการทำไดถ้ ึงขน้ั ท่ีมีเอกลกั ษณ์เฉพาะ เป็นของ
ตนเอง สามารถส่ือถงึ หลกั การและแนวคดิ ทแ่ี ฝงอยู่ในการแสดงพฤติกรรมนั้นได้
ขัน้ ตอนการเขยี นจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
การเขยี นจดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมมีลำดับข้นั ตอนในการดำเนินงาน ดงั น้ี
1) กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้หรือผลการเรียนรู้ท่ีต้องการให้เกิดกับผู้เรียนจากแหล่งข้อมูล เช่น การ
วิเคราะห์จากมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั บ่งชก้ี ารเรียนรขู้ องสาระการเรยี นรู้ต่าง ๆ ในหลกั สูตร
2) เขียนจุดประสงค์ปลายทางท่ีแสดงพฤติกรรมท่ีคาดหวังให้ผู้เรียนมีความรู้และความสามารถ ในการ
ปฏบิ ตั ซิ งึ่ วิเคราะหจ์ ากผลการเรียนรทู้ ค่ี าดหวงั
3) เขียนจุดประสงค์นำทางซึ่งวิเคราะห์ได้จากทักษะย่อยที่ผู้เรียนพึงมี พึงปฏิบัติได้เพ่ือทำให้ บรรลุ
จดุ ประสงค์ปลายทาง
4) เขยี นจดุ ประสงคข์ องทักษะท่ีผู้เรยี นควรมีตดิ ตัวกอ่ นเรยี นรเู้ รอ่ื งใหม่
5) เขยี นจุดประสงคข์ องความรูเ้ ดิมซ่ึงเป็นพืน้ ฐานในการเรยี นรเู้ รอ่ื งใหม่
หน้าท่ขี องจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมีหน้าท่ีหลายประการท่ีมีความสำคัญต่อการออกแบบการเรียน
การสอน ดังนี้
1) บอกให้รูว้ า่ หลังเรยี น ผ้เู รยี นรู้อะไรและสามารถทำอะไรไดเ้ พื่อใช้เปน็ พฤตกิ รรมบง่ ช้ี ความสำเรจ็ ของ
การเรยี นการสอน
2) ใช้ในการสอื่ สารระหวา่ งผสู้ อนและผูเ้ รยี น ให้รจู้ ุดหมายปลายทางของการเรยี นการสอน
3) ใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์ประกอบเชิงระบบใน กระบวนการ
ออกแบบการเรยี นการสอนได้
4) ใช้เป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือเพ่ือวัดประเมินผลผู้เรียนก่อนเรียน ทำให้ได้ข้อมูลท่ีใช้ ในการ
ออกแบบข้ันตอนการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการจัดกลุ่มผู้เรียน เป็นต
จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ เชิ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ เขี ย น ขึ้ น จ ะ ท ำ ให้ ท ร า บ ว่ า ผู้ เรี ย น จ ะ มี พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ ส ะ ท้ อ น ค ว า ม รู้
24
ความสามารถอะไรภายหลังการเรียนรู้ ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการออกแบบการเรียนการสอนได้อย่าง
เหมาะสม
8. งานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วข้อง
จากการศึกษาเอกสารและตําราต่าง ๆ ได้มีผูทรงคุณวุฒิใหความหมายของสํานวนไว ดังน้ี
กาญจนาคพันธุ (2522 : บทนํา) ได้ใหความหมายของสํานวนไววา คําพูดของมนุษย์ เราไม่วาชาติใด
ภาษาใด แยกออกได้กว้าง ๆ เป็นสองอย่าง อย่างหน่ึงพูดตรงไปตรงมาตามภาษา ธรรมดา พอพูด
ออกมากเ็ ขาใจกันไดทันที อีกอย่างหนึ่งพูดเป็นชนั้ เชิงไม่ตรงไปตรงมา แต่ใหมี ความหมายในคาํ พูดน้ัน ๆ
คนฟงอาจเขาใจความหมายทันทีถาคําพูดนั้นใชกันแพรหลายท่ัวไปจน อยู่ตัวแลว แต่ถาไม่แพรหลาย
คนฟงก็ไม่อาจเขาใจได้ทันที ตองคิดจึงเขาใจหรือบางทีคิดแลว เขาใจไปอย่างอ่ืนก็ได้ หรือไม่เขาใจเอา
เลยกไ็ ด้ คําพดู เป็นช้ันเชิงนีเ้ ราเรยี กกนั วา สํานวน
ประเทือง คล้ายสุบรรณ (2529 : 1 - 5) ได้กลาวถึงความหมายของสํานวนไววา สํานวน
หมายถึง ถ้อยคําในภาษาไทยท่ีใชพูดจาสื่อสารกัน โดยมีความหมายเป็นนัย กินความ กว้างหรือลึกซ้ึง
มิใชแปลความหมายของคําตรงตัว เป็นความหมายในเชิงอุปมาเปรียบเทียบ หมายรวมไปถึง คําคม
สุภาษติ คําพังเพย คาํ ขวัญ โวหาร หรือคํากลาวต่าง ๆ ดว้ ย
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542 : 1187) ได้ใหความหมายของสํานวนไว หลาย
ความหมายด้วยกัน สรุปได้ดังน้ี สํานวน หมายถึง ถ้อยคําท่ีเรียบเรียง โวหาร บางทีก็ใชวา สํานวน
โวหารถ้อยคําหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาชานานแลวมีความหมายไม่ตรงตามตัว หรือมีความ
หมายอ่ืนแฝงอยู่สุภาษิต คําพังเพย คําคม คําขวัญ โวหารหรือคํากล่าวต่าง ๆ ก็ตาม ลวนเป็นข้อความท่ี
มคี วามหมายโดยนัยเป็นการเปรียบเปรยความหมายกินใจกว้างหรือลึกซึ้ง ทํานองเดียวกันจึงกล่าวเรียก
รวมๆกนั ไปวา สาํ นวนไทย
ขนิษฐา จิตชินะกุล (2545 : 62) ได้กลาวถึงสํานวน สุภาษิตและคําพังเพยไวดังนี้ สํานวน
สุภาษิตและคําพังเพยเป็นคํากล่าวที่ไพเราะคมคาย มีการใชถ้อยคําท่ีส้ัน กะทัดรัด แต่ให ความหมายที่
ลึกซงึ้ ทัง้ น้เี พอ่ื เปน็ คติสอนใจ รวมทง้ั อาจเป็นถอ้ ยคําทก่ี ล่าวประชดประชนั เปรียบเทียบ
วรวรรณ คงมานุสรณ.(2545 : 7) ได้ใหความหมายวา สํานวนไทย หมายถึง คํากล่าว หรือ
ถอ้ ยคําคมคายส้นั ๆ ทผี่ ูกเขาเป็นประโยคหรอื วลี (กลุมคาํ ) มีความหมายกระชับรัดกุม แต่มี ความหมาย
เป็นนัย มีความหมายลึกซ้งึ และมีความหมายในเชงิ อุปมาเปรียบเทียบ โดยแบง ออกเป็นสํานวน สุภาษิต
และคําพังเพย
จากความหมายท่ีกล่าวมาข้างตนนี้ พอสรุปได้วา สํานวน หมายถึง ถ้อยคําท่ีคมคายซ่ึง เป็น
ถ้อยคําที่ใชพูดสื่อสารกันโดยมีความหมายท่ีกว้างและลึกซึ้ง เป็นความหมายโดยนัยมิได้แปล คําตรงตัว
เพ่ือใชเป็นคําพูดในเชิงส่ังสอน เตือนสติ มุงสอนใจหรือชี้แนะใหประพฤติปฏิบัติตาม ซ่ึง สํานวน หมาย
รวมถงึ คําคม สภุ าษิต คาํ พงั เพยและโวหารต่าง ๆ
25
บทที่ 3
วธิ ดี ำเนินการวิจัย
การวิจัยเร่ืองวิจัยการพัฒนาการเรียนรู้คำสำนวนไทย ผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียน
บ้านชำสอง เรือ่ ง คำสำนวนไทย ด้วยชุดแบบฝึกหัดเสรมิ ทักษะท่ีใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง โดยวิธีการสอน
เดิม ผวู้ จิ ยั ดำเนนิ การวิจยั ตามกรอบของหัวขอ้ ต่าง ๆ ดังนี้
ระเบยี บวธิ ีวิจัย
เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยเร่ิมดำเนินการวิจยั ตั้งแตป่ ีการศึกษา 2563 – ปีการศกึ ษา 2564
โดยปีการศกึ ษา 2563 ทำการวิเคราะห์ผู้เรยี นและค้นพบปญั หาผลสัมฤทธ์กิ ารเรียนรเู้ ร่ืองคำสำนวนไทย
ของผูเ้ รียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง มีระดับคุณภาพต่ำกวา่ เกณฑ์มาตรฐานท่ีกำหนด
ปีการศึกษา 2563 ทำการทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องเพื่อหาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ
วิธีการท่ีสอดคล้องเพื่อใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาด้วยกระบวนการวิจัย พร้อมทั้งจดั ทำชดุ แบบฝกึ หัดเสริม
ทกั ษะท่ีใช้ทฤษฎีการเช่อื มโยง และหาประสิทธภิ าพของนวัตกรรมท่ีสรา้ งข้ึนท้ังประสิทธิภาพเชิงเหตุผล
(Rational Efficiency) และเชิงประจักษ์ (Empirical Efficiency) โดยการทดลองใช้กับผู้เรียนชั้น
ประถมศึกษาศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ประจำปีการศึกษา 2563 พร้อมทั้งทำการปรับปรุงแก้ไข
ทง้ั ชุดแบบฝึกหดั เสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง และเครื่องมือการวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ส่วนปีการศึกษา
2564 นำชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะมาทดลองใช้กับผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านนาอิซาง ซึ่ง
เป็นกล่มุ ตวั อยา่ งเป้าหมายการวจิ ัย รวบรวมและวิเคราะห์ขอ้ มูลพร้อมทงั้ จดั ทำรายงานการวิจยั
แหลง่ ขอ้ มลู การวจิ ยั
โรงเรยี นบา้ นชำสอง ตง้ั อยู่ที่ ตำบลท่าสกั อำเภอพิชยั จงั หวดั อุตรดิตถ์รหัสไปรษณีย์ 53000
1. ประชากร
ผู้เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นบา้ นชำสอง จำนวนประชากรจัดเปน็ ประชากรท่ีไม่
ทราบจำนวน (Infinite Population) การระบุเชน่ นอี้ า้ งตามเหตผุ ลดงั กลา่ วแล้วในหัวข้อขอบเขตการ
วจิ ัยดา้ นประชากร
2. กลุ่มตัวอย่าง
ผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ประจำปีการศึกษา 2564 ภาคเรียนที่ 2
จำนวน 15 คน
ด้วยเหตุผลท่ีว่า ผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 น้ันที่เข้ามาศึกษาในโรงเรียนบ้านชำลอง
น้ัน มิได้มีการคัดเลือกแบบเจาะจงด้วยวิธีใดวิธีการหน่ึง เช่น การสอบคัดเลือก เป็นต้น ผู้เรียนทุกคนมี
26
สิทธิ์เท่าเทยี มกัน ดังนั้น เมื่อเทียบเคียงกบั วิธีการคัดเลือกกล่มุ ตัวอย่าง จึงเป็นการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง
ดว้ ยวธิ กี ารส่มุ อย่างง่ายโดยใช้ความนา่ จะเป็น (Probability Simple Random Sampling)
เครื่องมือการวจิ ัย
1. เครอ่ื งมือการวจิ ยั ประกอบดว้ ย
1.1 เคร่ืองมือการวิจัยที่เป็นนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
เร่ืองคำสำนวนไทยของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างสำหรับนักเรียนช้ันประจำชั้นปีท่ี 6 คือ ชุดแบบฝึกหัด
เสรมิ ทกั ษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง
1.2 วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพท้ังเชิงเหตุผล
(Rational Approach) และเชิงประจักษ์(Empirical Approach) ตามแนวคิดของ เผชิญ กิจระการ
(2544)ดงั นี้
การสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องมือการวิจัย การสร้างและหาประสิทธิภาพ
เครื่องมอื ของการวิจยั แตล่ ะชนิด ผวู้ จิ ยั นำเสนอกลา่ วควบคกู่ ัน ดงั น้ี
1. ชุดแบบฝึกหัดเสรมิ ทกั ษะใช้ทฤษฎกี ารเช่ือมโยง ดำเนินการตามลำดบั ขั้น ดงั นี้
1.1 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือจัดทำโครงสร้างของชุด
แบบฝึกหดั เสริมทกั ษะใช้ทฤษฎกี ารเช่อื มโยง
1.2 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องเพ่ือยกร่าง ชุดแบบฝึกหัดเสริม
ทกั ษะใช้ทฤษฎีการเชอ่ื มโยง
1.3 สร้างแบบประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผลของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้
ทฤษฎีการเช่ือมโยง ดำเนินการตามลำดบั ขัน้ ดังนี้
1.3.1 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องเพื่อหาแนวคิด
หลักการ วิธีการประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผล ผลการทบทวนดังกล่าวพบว่า ใช้วิธีประเมินความ
เหมาะสมโดยมีหลักการเช่นเดียวกับการประเมนิ ความเหมาะสมของหลักสตู รที่พัฒนาดังตวั อยา่ งงานวิจัย
ของ เกศสรุ ีพร แสนบุญ (2552) ลักษณะแบบประเมินเป็นแบบสอบถามชนิดประมาณค่า (Rating
Scale) 5 อนั ดบั ตัวเลือก
1.3.2 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องเพ่ือกำหนดประเด็นที่
จะทำการประเมินชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง ผลการทบทวนดังกล่าวจะกำหนด
ประเด็นที่จะทำการประเมินโดยอ้างอิงแนวคิด หลักการ วิธีการของกรมวิชาการ (2545) และ สถาบัน
สรา้ งสรรคส์ อื่ เพือ่ การเรียนรู้ (ออนไลน์. 2559)
1.3.3 ยกร่างแบบประเมินความเหมาะสมชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะ
ใชท้ ฤษฎีการเช่อื มโยง
1.3.4 อย่างไม่เป็นทางการ ร้องขอให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาโรงเรียน
ปา่ ขนนุ เจรญิ วทิ ยา ให้คำแนะนำ และตรวจสอบความถูกต้องของภาษา พรอ้ มท้ังนำมาปรบั ปรุงแกไ้ ข
27
1.4 นำชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง ฉบับร่างพร้อมแบบ
ประเมินให้ผู้สอนท่ีมีตำแหน่งทางวิชาการเป็น ครูชำนาญการพิเศษ (ค.ศ. 3) จำนวน 3 คน เป็น
ผู้เชี่ยวชาญทำหน้าท่ีประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผลของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง
สำหรับเกณฑ์การประเมินระดับความเหมาะสมแต่ละข้อคำถามของแบบประเมินจะใช้ค่าเฉล่ียจากผล
การประเมินของผ้เู ชี่ยวชาญทกุ คน และเกณฑ์ระดับคา่ เฉลยี่ จะอ้างอิงของพวงรตั น์ ทวีรัตน์ (2540) ดังน้ี
4.50 – 5.00 หมายถึง มคี วามเหมาะสมท่ีระดบั มากทส่ี ุด
3.50 – 4.49 หมายถึง มีความเหมาะสมท่รี ะดับมาก
2.50 3 3.49 หมายถงึ มีความเหมาะสมที่ระดบั ปานกลาง
1.50 – 2.49 หมายถงึ มีความเหมาะสมท่ีระดบั น้อย
1.00 – 1.49 หมายถงึ มคี วามเหมาะสมท่ีระดบั น้อยสดุ
แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินต้องมีผลการประเมินอย่างน้อยต้องมีความเหมาะสม
ระดับมาก (≥3.50) ข้อใดมีผลการประเมินต่ำกว่า 3.50 ผู้เชี่ยวชาญอาจเสนอแนะให้ตัดออก หรือ
ปรบั ปรงุ (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2540)
1.5 ปรับปรุงชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยงตามคำแนะนำของ
ผู้เชยี่ วชาญ จัดทำเปน็ ฉบับพร้อมทจ่ี ะใช้ทดลองหาประสิทธภิ าพเชงิ ประจักษ์
1.6 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องเพื่อหาแนวคิด หลักการ วิธีการที่
เหมาะสมเพื่อนำมาหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง
แนวคดิ หลักการ วิธีการที่เลือกใช้คอื ใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1 /E2 (ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ .2531) ซง่ึ ปจั จบุ ัน
ยังเป็นที่ยอมรับสำหรับใชห้ าประสิทธิภาพเชงิ ประจักษข์ องนวตั กรรมทางการศึกษา
สตู รการคำนวณหาเกณฑป์ ระสทิ ธภิ าพ E1 /E2 เป็นดงั น้ี
E1 =
เม่ือ
E1 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ระหว่างการทดลองใช้ชุด
แบบฝกึ หดั เสรมิ ทกั ษะใช้ทฤษฎกี ารเชอ่ื มโยง
หมายถึง ผลรวมของคะแนนการทำกิจกรรมท้ายบทของแต่ละชุดแบบฝึกหัด
เสรมิ ทักษะใช้ทฤษฎกี ารเชอื่ มโยง
N หมายถึง จำนวนผู้เรียนท่ีใช้ในการทดลองเพ่ือหาประสิทธิภาพของชุด
แบบฝกึ หัดเสรมิ ทักษะใชท้ ฤษฎีการเชือ่ มโยง
P หมายถึง คะแนนเต็มของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยงทุกชุด
รวมกัน
28
และ
E2 =
เมื่อ
E2 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้หลังการทดลองใช้ชุด
แบบฝกึ หดั เสริมทกั ษะใชท้ ฤษฎีการเช่อื มโยง ครบทุกชดุ
หมายถึง ผลรวมของคะแนนของผู้เรียนทุกคนจากแบบทดสอบเม่ือทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง ครบทกุ ชดุ
N หมายถึง จำนวนผู้เรียนท่ีใช้ในการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎี
การเชอื่ มโยง
0 หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียน
จากการทดลองใช้ชดุ แบบฝึกหัดเสรมิ ทกั ษะใชท้ ฤษฎีการเช่ือมโยง
ภายหลงั การทดลองใชห้ ลกั สูตรเพ่ือหาประสทิ ธภิ าพเชิงประจักษ์แลว้ นำค่าคำนวณจาก
สูตร E1/E2 มาเทียบค่าประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นตามเกณฑ์เพื่อท่ีจะยอมรับหรือปฏิเสธประสิทธิภาพ
เชงิ ประจักษข์ องชดุ แบบฝึกหัดเสริมทักษะ ซงึ่ ผู้วิจยั ใช้เกณฑ์ของ ฉลองชัย สรุ วัฒนสมบูรณ์ (2528)
1. สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนด เมื่อค่าประสิทธิภาพจากการคำนวณสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนด
มากกวา่ ค่ารอ้ ยละของความแปรปรวน 2.5
2. เท่ากบั เกณฑ์ท่ีกำหนด เม่ือค่าประสิทธิภาพจากการคำนวณเท่ากบั หรือสูงกว่า
เกณฑท์ ่กี ำหนดแตไ่ มเ่ กินคา่ ร้อยละของความแปรปรวน 2.5
3. ตำ่ กว่าเกณฑท์ ี่กำหนด เมอ่ื คา่ ประสิทธภิ าพจากการคำนวณต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
แต่ยอมรบั ไดถ้ า้ ไมต่ ำ่ กวา่ ค่ารอ้ ยละของความแปรปรวน 2.5
4. ค่ารอ้ ยละความแปรปรวนระหว่าง E1 และ E2 ตอ้ งไม่เกิน 5.0
สำหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของชุดแบบฝึกหัดเสริม
ทักษะใชท้ ฤษฎีการเช่อื มโยง ทีเ่ กณฑป์ ระสิทธิภาพ E1 /E2 = 67.50/76
1.7 พร้อมแบบทดสอบเพ่ือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเรื่อง คำสำนวนไทย
และแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่ทำการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้ว ทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง เพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับผู้เรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ปีการศึกษา 2564 จำนวน 15 คน ผู้เรียนดังกล่าวเป็นคนละ
กลุ่มตัวอยา่ งกับที่เปน็ เป้าหมายการวจิ ัย
1.8 ปรับปรุงชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง และจัดทำเป็น
ฉบับท่ีจะใชท้ ดลองกบั ผู้เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรยี นบ้านชำสอง ปีการศึกษา 2564
จำนวน 15 คน ซง่ึ เปน็ กลุ่มตัวอย่างเปา้ หมายการวิจัย
29
2. เครือ่ งมือรวบรวมขอ้ มูล
2.1 ชนดิ ของเคร่อื งมือ
2.1.1 เคร่ืองมือการวิจัยท่ีเปน็ นวตั กรรม โดยมเี ปา้ หมายเพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธกิ์ าร
เรียนรูเ้ รอื่ งคำสำนวนไทยของผเู้ รยี นที่เปน็ กลุ่มตัวอย่าง คือ ชดุ แบบฝึกหดั เสรมิ ทักษะใช้ทฤษฎีการ
เชื่อมโยง
2.1.2 เครอื่ งมือสำหรับการรวบรวมข้อมูล
2.2.1 แบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทยของผู้เรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี นบ้านชำสอง
2.2.2 แบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบ้าน
ชำสอง ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง
เร่ือง คำสำนวนไทย
2.2 วธิ ีการสร้างและประสทิ ธิภาพ การสร้างและหาประสทิ ธภิ าพเครื่องมือของการวจิ ัยแต่
ละชนิด ผูว้ จิ ัยนำเสนอกล่าวควบคกู่ นั ดังนี้
การสร้างและหาประสทิ ธภิ าพเชิงเหตผุ ล
1. ชดุ แบบฝึกหัดเสรมิ ทักษะใช้ทฤษฎกี ารเช่อื มโยง ดำเนนิ การตามลำดบั ขัน้ ดังน้ี
1.1 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องเพื่อจัดทำโครงสร้างของชุด
แบบฝกึ หัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎกี ารเช่ือมโยง
1.2 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือยกร่าง ชุดแบบฝึกหัดเสริม
ทกั ษะใช้ทฤษฎีการเช่อื มโยง
1.3 สร้างแบบประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผลของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้
ทฤษฎกี ารเช่ือมโยง ดำเนินการตามลำดับขัน้ ดงั นี้
1.3.1 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพื่อหาแนวคิด
หลักการ วิธีการประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผล ผลการทบทวนดังกล่าวพบว่า ใช้วิธีประเมินความ
เหมาะสมโดยมีหลกั การเช่นเดียวกับการประเมนิ ความเหมาะสมของหลักสตู รทพ่ี ัฒนาดงั ตัวอยา่ งงานวจิ ัย
ของ เกศสุรีพร แสนบุญ (2552) ลักษณะแบบประเมินเป็นแบบสอบถามชนิดประมาณค่า (Rating
Scale) 5 อันดับตวั เลือก
1.3.2 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องเพื่อกำหนดประเด็นที่
จะทำการประเมินชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง ผลการทบทวนดังกล่าวจะกำหนด
ประเด็นท่ีจะทำการประเมินโดยอ้างอิงแนวคิด หลักการ วิธีการของกรมวิชาการ (2545) และ สถาบัน
สรา้ งสรรคส์ ่อื เพ่ือการเรยี นรู้ (ออนไลน์. 2559)
1.3.3 ยกร่างแบบประเมินความเหมาะสมชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะ
ใชท้ ฤษฎีการเช่ือมโยง
1.3.4 อย่างไม่เป็นทางการ ร้องขอให้ผู้เช่ียวชาญทางด้านภาษาโรงเรียน
ปา่ ขนุนเจรญิ วทิ ยา ใหค้ ำแนะนำ และตรวจสอบความถกู ต้องของภาษา พร้อมทง้ั นำมาปรับปรุงแกไ้ ข
30
1.4 นำชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง ฉบับร่างพร้อมแบบ
ประเมินให้ผู้สอนที่มีตำแหน่งทางวิชาการเป็น ครูชำนาญการพิเศษ (ค.ศ. 3) จำนวน 3 คน เป็น
ผู้เช่ียวชาญทำหน้าท่ีประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผลของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง
สำหรับเกณฑ์การประเมินระดับความเหมาะสมแต่ละข้อคำถามของแบบประเมินจะใช้ค่าเฉลี่ยจากผล
การประเมนิ ของผ้เู ชี่ยวชาญทุกคน และเกณฑร์ ะดบั คา่ เฉลีย่ จะอ้างอิงของพวงรตั น์ ทวรี ัตน์ (2540) ดังนี้
4.50 – 5.00 หมายถงึ มคี วามเหมาะสมทีร่ ะดับมากทสี่ ดุ
3.50 – 4.49 หมายถงึ มีความเหมาะสมท่ีระดับมาก
2.50 3 3.49 หมายถงึ มีความเหมาะสมท่ีระดบั ปานกลาง
1.50 – 2.49 หมายถงึ มคี วามเหมาะสมท่ีระดับน้อย
1.00 – 1.49 หมายถึง มีความเหมาะสมท่รี ะดบั น้อยสดุ
แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินต้องมีผลการประเมินอย่างน้อยต้องมีความเหมาะสม
ระดับมาก (≥3.50) ข้อใดมีผลการประเมินต่ำกว่า 3.50 ผู้เช่ียวชาญอาจเสนอแนะให้ตัดออก หรือ
ปรบั ปรุง (พวงรัตน์ ทวรี ตั น.์ 2540)
1.5 ปรับปรุงชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยงตามคำแนะนำของ
ผู้เชี่ยวชาญ จัดทำเป็นฉบบั พร้อมท่ีจะใชท้ ดลองหาประสทิ ธิภาพเชงิ ประจกั ษ์
1.6 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพื่อหาแนวคิด หลักการ วิธีการที่
เหมาะสมเพ่ือนำมาหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง
แนวคดิ หลักการ วิธีการที่เลอื กใช้คือ ใช้เกณฑป์ ระสิทธิภาพ E1 /E2 (ชยั ยงศ์ พรหมวงศ์ .2531) ซง่ึ ปจั จุบัน
ยังเป็นที่ยอมรับสำหรบั ใช้หาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของนวัตกรรมทางการศึกษา สูตรการคำนวณหา
เกณฑป์ ระสทิ ธิภาพ E1 /E2 เปน็ ดังนี้
E1 =
เมอ่ื
E1 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ระหว่างการทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหัดเสริมทกั ษะใช้ทฤษฎกี ารเชอ่ื มโยง
หมายถึง ผลรวมของคะแนนการทำกิจกรรมท้ายบทของแต่ละชุดแบบฝึกหัด
เสรมิ ทักษะใชท้ ฤษฎีการเชอ่ื มโยง
N หมายถึง จำนวนผู้เรียนท่ีใช้ในการทดลองเพ่ือหาประสิทธิภาพของชุด
แบบฝกึ หัดเสริมทักษะใชท้ ฤษฎกี ารเชือ่ มโยง
P หมายถึง คะแนนเต็มของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยงทุกชุด
รวมกัน
และ
31
E2 =
เม่อื
E2 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้หลังการทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหดั เสรมิ ทกั ษะใชท้ ฤษฎกี ารเชอื่ มโยง ครบทุกชุด
หมายถึง ผลรวมของคะแนนของผู้เรียนทุกคนจากแบบทดสอบเม่ือทดลองใช้ชุด
แบบฝกึ หัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง ครบทกุ ชุด
N หมายถึง จำนวนผู้เรียนที่ใช้ในการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎี
การเชื่อมโยง
0 หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบเพ่ือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
จากการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหดั เสริมทกั ษะใชท้ ฤษฎีการเชื่อมโยง
ภายหลงั การทดลองใช้หลักสตู รเพอ่ื หาประสิทธภิ าพเชิงประจักษ์แล้ว นำคา่ คำนวณจาก
สูตร E1/E2 มาเทียบค่าประสิทธิภาพท่ีกำหนดข้ึนตามเกณฑ์เพื่อท่ีจะยอมรับหรือปฏิเสธประสิทธิภาพ
เชงิ ประจักษข์ องชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะ ซึง่ ผ้วู ิจัยใช้เกณฑข์ อง ฉลองชัย สรุ วัฒนสมบรู ณ์ (2528)
1. สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เม่ือค่าประสิทธิภาพจากการคำนวณสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนด
มากกว่าค่ารอ้ ยละของความแปรปรวน 2.5
2. เท่ากบั เกณฑ์ที่กำหนด เมอื่ ค่าประสทิ ธภิ าพจากการคำนวณเท่ากับหรือสงู กวา่
เกณฑท์ กี่ ำหนดแตไ่ ม่เกินคา่ รอ้ ยละของความแปรปรวน 2.5
3. ตำ่ กวา่ เกณฑ์ท่ีกำหนด เม่ือคา่ ประสทิ ธภิ าพจากการคำนวณต่ำกว่าเกณฑ์ทีก่ ำหนด
แต่ยอมรับไดถ้ า้ ไมต่ ำ่ กว่าคา่ ร้อยละของความแปรปรวน 2.5
4. คา่ ร้อยละความแปรปรวนระหว่าง E1 และ E2 ต้องไม่เกิน 5.0
สำหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของชุดแบบฝึกหัดเสริม
ทกั ษะใชท้ ฤษฎกี ารเชื่อมโยง ท่เี กณฑป์ ระสิทธิภาพ E1 /E2 = 67.50/76.00
1.7 พร้อมแบบทดสอบเพ่ือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเร่ือง คำสำนวนไทย
และแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนท่ีทำการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้ว ทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง เพ่ือหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับผู้เรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ปีการศึกษา 2564 จำนวน 15 คน ผู้เรียนดังกล่าวเป็นคนละ
กลุ่มตวั อยา่ งกับท่เี ป็นเปา้ หมายการวจิ ยั
1.8 ปรับปรุงชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง และจัดทำเป็น
ฉบับที่จะใชท้ ดลองกับผ้เู รียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ปีการศึกษา 2564 จำนวน 15
คน ซ่งึ เป็นกล่มุ ตัวอยา่ งเป้าหมายการวจิ ัย
2. แบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียน วัตถุประสงค์หนึ่งของการวิจัยคือ
ต้องการตอบโจทย์ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย โดยการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัด
32
เสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยงน้ัน มีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยาหรือไม่ อย่างไรเม่ือเปรียบเทียบกับการใช้วิธีและเทคนิค
การสอนวิธีเดิม เพ่ือให้เห็นการเปรียบเทียบดังกล่าว แบบทดสอบเพ่ือวัดผลสัมฤทธิก์ ารเรยี นรูข้ องผู้เรียน
ทั้ง 2 กลุ่มจึงเป็นฉบับเดียวกนั และผู้วิจยั ใช้สำหรบั การวัดและประเมินผลผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียน
มาแล้วในปีการศึกษา 2563 ก่อนที่จะนำมาหาประสิทธิภาพในปีการศึกษา 2563 และทดลองใช้ในปี
การศึกษา 2564ดังน้ัน ตามข้ันตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพเคร่ืองมือการวิจัย ถือว่าแบบทดสอบ
เพ่ือวัดผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียนถูกสร้างข้ึนแล้วโดยผ่านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละ
ขอ้ คำถามของแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ท่ีทำการวัดและประเมินผล แต่เพื่อให้แบบทดสอบ
มีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกระบวนการวิจัย ผู้วิจัยจึงดำเนินการหาประสิทธิภาพตามลำดับ
ข้นั ตอน ดงั นี้
2.1 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพ่ือทำความรู้ ความเข้าใจ หลักการ
วิธีการหาประสิทธิภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเรื่อง คำสำนวนไทย ของผู้เรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นบ้านชำสอง
2.2 ยกร่างแบ บป ระเมิน ค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective
Congruence) ตัวย่อคือ IOC) เพื่อหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) แบบประเมินที่สร้างข้ึนจัดเป็นแบบ
ประเมนิ ประสทิ ธภิ าพเชงิ เหตผุ ล
2.3 นำแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้องท่ีสร้างข้ึนมาให้ผู้เช่ียวชาญจำนวน 3
คน ทำการประเมนิ อยา่ งเปน็ อิสระต่อกัน ดังนี้
ผเู้ ชี่ยวชาญจะทำการประเมินความสอดคลอ้ งระหว่างแต่ละขอ้ คำถามของแบบทดสอบ
กับจุดประสงค์การเรียนรู้ของแบบทดสอบนั้น รายการประเมินมี 3 ตัวเลือกคือ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ามี
ความสอดคล้อง (+1) ไม่แน่ใจว่ามีความสอดคล้อง (0) และ ไม่มีความสอดคล้อง (-1) สัญลักษณ์ท่ีกำกับคือ
คา่ คะแนนของแตล่ ะตัวเลือก
2.4 นำผลการประเมินแบบทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์หาค่าดรรชนีความ
สอดคล้องของแบบทดสอบเป็นรายข้อด้วยค่าเฉล่ีย ค่าดรรชนีความสอดคล้องแต่ละข้อของแบบทดสอบ
มีค่ามากสุดเท่ากับ 1 และเกณฑ์การประเมินของแบบทดสอบแต่ละรายข้อต้องมีค่าดรรชนีความ
สอดคล้องมากกว่าหรือเท่ากับ(≥) 0.50 จึงจะตัดสินวา่ แบบทดสอบสอบข้อน้ันมีความเท่ียงตรงสามารถ
ใช้สำหรับการวัดและประเมินผลตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ถ้าแบบทดสอบข้อใดมีค่าดรรชนีความ
สอดคล้องน้อยกว่า (<) 0.50 จะตัดสินว่าแบบทดสอบข้อน้ันไม่มีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญอาจให้
คำแนะนำเพื่อปรับปรุงหรอื ตดั ออกแล้วแต่กรณี
2.5 ปรับปรงุ แกไ้ ขแบบทดสอบตามคำแนะนำของผเู้ ชยี่ วชาญ
2.6 จดั ทำแบบทดสอบเป็นฉบบั เพ่ือใช้สำหรบั การทดลองหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์
ซ่ึงประกอบด้วยการหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ค่าอำนาจการจำแนก (Discrimination) ค่าความยาก
ง่าย (Difficulty)
33
2.7 พร้อมกับชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยงและแบบวัดระดับความ
พึงพอใจท่ีทำการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้ว ใช้แบบทดสอบผลเพ่ือวัดผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของ
ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 15 คน ภายหลังสิ้นสุด
การจดั กิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ ง คำสำนวนไทย โดยการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการ
เชื่อมโยง
2.8 นำคะแนนจากการใช้แบบทดสอบผลเพ่ือวัดผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียนเรื่อง
คำสำนวนไทย ดงั กลา่ วขอ้ 2.7 มาหาประสทิ ธภิ าพเชงิ ประจักษ์ด้วยวิธกี ารดงั กล่าวข้อ 2.6 ดงั นี้
2.8.1 การหาค่าความเช่ือม่ัน หาค่าความเช่ือม่ันของแบบทดสอบท้ังฉบับด้วย
การหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’ Alpha Coefficient) ซึ่งสูตรท่ีใช้ในการ
คำนวณคือ
α=
เมอื่
α = คา่ สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค
k = จำนวนข้อของแบบทดสอบ แตล่ ะขอ้ มีคะแนนเปน็ อิสระต่อกัน
= ความแปรปรวนคะแนนของแบบทดสอบแต่ละข้อ
= ความแปรปรวนของคะแนนรวมของผู้เรียนแตล่ ะคน
ค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาคต้องมีค่าอย่างน้อยที่ 0.8 จงึ จะถอื ว่า
แบบทดสอบทัง้ ฉบับมคี วามเช่อื มน่ั ระดับดี (ศริ ิชัย กาญจนวาส.ี 2544)
2.8.2 การหาค่าความยากงา่ ย หาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละข้อโดย
ใชส้ ูตร
เมอื่
P = ความยากง่ายของแบบทดสอบข้อที่ทำการวเิ คราะห์
R = จำนวนผูเ้ รียนทตี่ อบแบบทดสอบข้อที่ทำการวิเคราะห์ถูกต้อง
N = จำนวนผเู้ รยี นทง้ั หมด
สำหรับการตัดสินค่าความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละข้อตัดสินท่ีP =. 20 –.80
แบบทดสอบขอ้ ใดต่ำกว่า .20 จะตดั ออก เพราะค่อนขา้ งง่าย สว่ นขอ้ ใดมากกวา่ .80 จะตัดออก เพราะ
ค่อนขา้ งยาก
2.8.3 การหาค่าอำนาจการจำแนก ผู้เรียนมีจำนวนทั้งหมด 15 คน คัดเลือกผู้ท่ี
มคี ะแนนสูงสดุ เรียงลำดับลงจำนวน 5 คน (สดั ส่วน 1/3) และคัดเลอื กผู้ท่ีมีคะแนนจากต่ำสุดเรยี งลำดับ
34
ขนึ้ มา 5 คน (สดั ส่วน 1/3) นำคะแนนของผู้เรียนท้ังสองกลุ่มมาหาค่าการจำแนกของแบบทดสอบแตล่ ะ
ข้อโดยใชส้ ตู รสดั สว่ น
แบบทดสอบแต่ละข้อตัดสินอำนาจการจำแนกท่ี D มีค่าอย่างน้อย. 30 ซ่ึง
หมายความว่า แบบทดสอบขอ้ น้นั มอี ำนาการจำแนกอยา่ งน้อยทร่ี ะดับพอใช้
2.9 ปรับปรุงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรขู้ องผู้เรยี นเร่ือง คำสำนวนไทย ตาม
ขอ้ ค้นพบจากการนำมาทดลองหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ร่วมกับ ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใชท้ ฤษฎกี าร
เชื่อมโยง
2.10 จัดทำเป็นฉบับสำหรับการทดลองใช้วัดผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียนเร่ือง คำ
สำนวนไทย โดยการใช้ชดุ แบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชอื่ มโยง กับผู้เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ปี
การศกึ ษา 2562 โรงเรียนปา่ ขนุนเจริญวิทยา
3. แบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียน เป็นแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยาท่ีมีต่อการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้
ทฤษฎีการเช่อื มโยง จัดกิจกรรมการเรยี นร้เู ร่ือง คำสำนวนไทย การสร้างและหาประสิทธภิ าพดำเนินการ
ตามลำดับ ดังนี้
3.1 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาวิธีการ แนวคิด หลักการ
ทีจ่ ะนำมาเป็นหลักคิดวธิ กี ารประเมิน และประเดน็ ทจี่ ะทำการประเมนิ
3.2 ออกแบบและยกร่างแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียน ลักษณะของ
แบบวัดระดับความพึงพอใจดังกล่าว จะเป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 อันดับโดยค่าเฉลี่ย เรียง
ตามลำดับจากมากมาหาน้อยคือ พึงพอใจท่ีระดับมากสุด พึงพอใจท่ีระดับมาก พึงพอใจท่ีระดับปาน
กลาง พึงพอใจท่ีระดับน้อย และพึงพอใจที่ระดับน้อยสุด ส่วนเกณฑ์ค่าเฉล่ียความพึงพอใจแต่ละระดับ ใช้
เกณฑ์ของพวงรตั น์ ทวีรตั น์ (2540) ซ่ึงเป็นเกณฑ์เดียวกับที่ใช้ประเมินความเหมาะสมชดุ แบบฝกึ หัดเสริม
ทักษะใชท้ ฤษฎีการเช่อื มโยง
3.3 นำแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนให้ผู้เช่ียวชาญชุดเดียวกับท่ี
ประเมินค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบเพอื่ วัดผลสัมฤทธิ์การเรียนร้ขู องผเู้ รยี น ทำการประเมินความ
เท่ียงตรงของแต่ละข้อคำถามด้วยค่าดรรชนีความสอดคลอ้ ง วธิ ีการปะเมนิ ของผู้เชี่ยวชาญใชว้ ิธีเดียวกับ
การประเมนิ ค่าความเท่ยี งตรงของแบบทดสอบดังกลา่ วถึง ผลการประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้องของ
แต่ละข้อคำถามมคี ่ามากกวา่ 0.05 จึงถอื ว่า แบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่
3 โรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยาที่มีต่อการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง จัด
กิจกรรมการเรียนรูเ้ รอื่ ง คำสำนวนไทย
3.4 ปรับปรุงแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนตามคำของผู้เชี่ยวชาญ
พร้อมจดั ทำเป็นฉบับเพือ่ ทดลองใช้หาคา่ ความเช่ือมน่ั
35
3.5 พร้อมกับชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง และแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง คำสำนวนไทย นำแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนมาทดลองใช้กับ
ผ้เู รยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านชำสอง จำนวน 15 คน เพ่ือหาค่าความ
เชื่อม่ันด้วยค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค ซ่ึงการคำนวณน้ันใช้สูตรเดียวกับที่การคำนวณหา
สมั ประสิทธ์แิ อลฟาของแบบทดสอบ และเกณฑ์ค่าสัมประสิทธแ์ิ อลฟาของครอนบาคทตี่ ้องการคือ 0.8
ผลการหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาคพบว่ามีค่ามากกว่า 0.8 จึงถือว่า แบบ
วดั ระดับความพึงพอใจของผูเ้ รียนช้ันประถมศึกษาช้นั ปีที่ 6 โรงเรียนบา้ นชำสองที่มีต่อการทดลองใช้ชุด
แบบฝกึ หดั เสรมิ ทักษะใช้ทฤษฎกี ารเชอ่ื มโยง จดั กจิ กรรมการเรยี นรเู้ รื่อง คำสำนวนไทย
3.6 ปรับปรุงแบบวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนจากข้อค้นพบขณะทำการ
ทดลองเพ่ือหาค่าความเช่ือมั่น พร้อมท้ังจัดทำฉบับเพื่อใช้วัดระดับความพึงพอใจของผู้เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 15 คน
4. นำเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่สร้างเป็นฉบับร่างไปให้ผู้เช่ียวชาญด้านภาษา
ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลทุกด้าน ทำการประเมินความ
เท่ียงตรงเชิงเน้ือหาด้วยแบบประเมิน IOC แต่ละข้อคำถาม(Item) ของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมี
ค่าเฉล่ียอย่างน้อย 0.5 จงึ จะตดั สินว่า ข้อคำถามนั้นมีความเทยี่ งตรง ผลการประเมนิ พบว่า แบบทดสอบ
แตล่ ะข้อมีคา่ ดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง ถึง 0.00 – 1.00 ลงข้อสรปุ ว่า แบบทดสอบที่สร้างทั้งฉบับ
มีความเที่ยงตรง ส่วนผลการประเมินแบบสอบถามความพึงพอใจพบว่าแต่ละข้อมีค่าดรรชนีความ
สอดคล้องระหว่าง 4.60 ถึง 4.80 จงึ ลงข้อสรุป แบบทดสอบที่สรา้ งทง้ั ฉบบั มีความเที่ยงตรง ส่วนผลการ
ประเมินความเทยี่ งตรงทัง้ ฉบบั ของแบบทดสอบและแบบสอบถามความพึงพอใจแสดงแลว้ ดังภาคผนวก
5. นำเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดท่ีผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไข
ปรบั ปรุงตามคำแนะนำของผเู้ ชย่ี วชาญ (ถา้ มี)
6. จัดทำรปู เล่มเครอ่ื งมือรวบรวมข้อมลู แต่ละชนิดท่ีทำการแก้ไขแลว้
7. นำเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาหาค่าความเช่ือมั่น
(Reliability) ซงึ่ เป็นการหาประสทิ ธิภาพเชิงประจกั ษ์ โดยทดลองใช้กบั นักเรียนระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปี
ท่ี 3 โรงเรียนนาอิซาง ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มที่เป็นเป้าหมายการวิจัย การหาค่าความเชื่อมั่นใช้วิธีการ
หาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficienty) โดยมีเกณฑ์ประเมินผ่าน
ทง้ั ฉบับที่ 0.7 ถ้าน้อยกวา่ ต้องทำการปรบั ปรงุ เคร่ืองมือใหม่
8. ปรับปรุงเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดหากพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาต่ำ
กว่า 0.7
9. ยกเว้นแบบทดสอบ จัดทำรูปเล่มเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด พร้อมสำหรับ
การนำไปใชก้ บั นกั เรยี นระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ซงึ่ เปน็ กล่มุ เปา้ หมายการวิจัย
สำหรับแบบทดสอบนั้น เมื่อทำการประเมินความเที่ยงตรงและความเช่ือม่ันแล้ว ก่อน
นำไปทดลองใช้กบั นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านชำสอง ซ่ึงเป็นกลมุ่ ที่เป้าหมายการ
วจิ ัย ต้องดำเนนิ การต่อจากข้อ 8 เพอ่ื หาค่าความยากงา่ ย และค่าอำนาจ การจำแนกตอ่ ดังน้ี
10. นำแบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะหค์ วามยากง่ายด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ข้อคำถามท่ี
ดีของแบบทดสอบประเภท 4 ตวั เลอื กจะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 (สมุ าลี จันทร์ชะลอ.
36
2542) ถ้าเป็นประเภทแบบถูก-ผิด จะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.60 – 0.95 (Nunnally.1967; อ้าง
ถงึ ใน เยาวดี รางชยั กลุ วบิ ลู ยศ์ รี. 2552)
11. นำแบบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ค่าอำนาจการจำแนกโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
แบบทดสอบที่มคี า่ อำนาจการจำแนกต้ัง 0.2 เปน็ แบบทดสอบทส่ี ามารถใช้ได้
12. จัดทำรปู เลม่ ของแบบทดสอบ พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใชก้ บั นักเรยี นระดับ
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นปา่ ขนุนเจริญวทิ ยา ซึ่งเปน็ กลุ่มเปา้ หมายการวจิ ัย
ขอ้ ตกลง เน่ืองดว้ ยปัจจัยจำกัดบางประการเชน่ เดียวกับดงั กล่าวแลว้ ในหวั ข้อ “วิธีการ
สร้างและหาคุณภาพของนวัตกรรม” จึงสร้างข้อตกลงว่า การวิจัยคร้ังนี้จะละเว้นการหาประสิทธิภาพ
เชงิ ประจักษ์ซ่งึ ประกอบดว้ ย การหาคา่ ความเชื่อม่ันของเคร่ืองมือรวบรวมข้อมลู ทกุ ชนดิ การหาค่าความ
ยากงา่ ยและคา่ อำนาจการจำแนกซึง่ เฉพาะสำหรับแบบทดสอบ
การดำเนนิ การรวบรวมขอ้ มูล
เนอ่ื งจากงานวจิ ยั ดำเนินการวิจัยโดยการบูรณาการเขา้ กบั การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ตามปกติ
ของรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ซ่ึงมีสาระการเรียนรู้สว่ นหนึ่งคือ เรื่อง คำสำนวน
ไทย ดังนั้น การเก็บรวบรวบรวมข้อมูลจะกระทำเฉพาะภาคเรียนท่ี 2 ของแต่ละปีการศึกษา ระหว่างปี
การศึกษา 2563 – 2564 การเก็บรวมข้อมูลจงึ แบง่ เป็น 2 ระยะ ดงั นี้
1. ระยะที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของ
ชดุ แบบฝึกหดั เสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง เรอ่ื ง คำสำนวนไทย เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยจดั กิจกรรม
การเรียนรู้เร่ืองคำสำนวนไทย ให้กับผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านชำ
สอง จำนวน 15 คนโดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะ ดังกล่าว ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจะถูกนำมา
วิเคราะหเ์ พือ่ หาคณุ ภาพเชิงประจักษ์
2. ระยะที่ 2 ปีการศึกษา 2564 เป็นการรวบรวมเพื่อศึกษาผลการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัด
เสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง เรื่อง คำสำนวนไทย โดยจัดกิจกรรมการเรยี นรู้กับผู้เรียนช้ันปาระถม
ศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบา้ นชำสอง จำนวน 15 คน ดำเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลตามลำดบั ขน้ั ดงั น้ี
2.1 ชี้แจงเพ่ือทำความเข้าใจกับผู้เรียนถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง
คำสำนวนไทย โดยการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหดั เสริมทกั ษะใชท้ ฤษฎีการเชอื่ มโยง
2.2 ให้ผู้เรยี นทำแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธก์ิ ารเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย ก่อนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง พร้อมทั้งประเมิน
ผลสมั ฤทธิก์ ารเรียนรู้ของผเู้ รยี นทง้ั ชน้ั ดว้ ยค่าเฉล่ยี และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
2.3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย ให้กับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนชำสอง จำนวน 15 คน โดยทดลองใช้ชุดแบบฝกึ หัดเสรมิ ทกั ษะใช้ทฤษฎีการเช่อื มโยง
2.4 เมื่อส้ินสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัด
เสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยง ประเมินผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งชั้นด้วยค่าเฉล่ียและส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน
37
2.5 พรอ้ มกับการสิ้นสดุ กิจกรรมดังกลา่ วข้อ 2.4 ให้ผูเ้ รียนตอบแบบวัดระดับความพึงพอใจที่
มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง คำสำนวนไทย โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการ
เช่ือมโยง พร้อมทั้งวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนทั้งชั้นด้วยค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
2.6 วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เร่ือง คำสำนวนไทย
ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยท ดลองใช้ ชุดแบบ ฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีกา ร
เช่ือมโยง ด้วยวิธีการใช้ Independent t-Test หรือ Two Sample t- Test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ
α 0.05
การวเิ คราะห์ข้อมลู
1.การวิเคราะห์ขอ้ มลู เพ่อื หาคุณภาพและประสิทธิของเครอ่ื งมอื การวจิ ัย
1.1 ระดับผลสัมฤทธิ์การเรยี นรู้ของผู้เรยี นเร่ือง คำสำนวนไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย
ควบค่กู ับ (Mean) สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
1.2 การเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิก์ ารเรียนร้ขู องผเู้ รียนเรอ่ื ง คำสำนวนไทย ระหว่างก่อนและหลัง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง วิเคราะห์ด้วย
สถิติอ้างอิง Independent t-Test หรือ Two Sample t- Test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ α 0.05
โดยใชส้ ูตร
เมอ่ื
เม่ือ
= ผลการเปรยี บเทียบค่าเฉลย่ี ผลสมั ฤทธิก์ ารเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นทง้ั 2 กลมุ่
= ขนาดกลุ่มตัวอยา่ งของผู้เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ปกี ารศกึ ษา 2563
จำนวน 15 คน
= ขนาดกลุ่มตัวอยา่ งของผเู้ รียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศกึ ษา 2564
จำนวน 15 คน
และ ค่าเฉล่ยี ผลสัมฤทธิ์การเรยี นรู้จากการทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิการเรยี นรู้
ของ และ ตามลำดบั
= ค่าองศาความเป็นอิสระ (Degree 0f Freedom)
และ = ค่าความแปรปรวน และ ตามลำดับ
38
= ความแปรปรวนร่วม (Pooled Variance)
การใชส้ ตู รคำนวณดังกล่าวเพราะ
1. ขนาดกลมุ่ ตัวอยา่ งท้งั 2 กลุ่มคอื ผู้เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาชนั้ ปที ี่ 6
โรงเรยี นบา้ นชำสอง ปกี ารศึกษา 2563 และ ปีการศกึ ษา 2564 มจี ำนวน 30 คน
2. ไม่ทราบค่า และคา่ ของผูเ้ รยี นทัง้ 2 กล่มุ ดังกลา่ วขอ้ 1
3. ผูเ้ รยี นทั้ง 2 กลุม่ เปน็ อิสระต่อกนั
4. ทราบว่า = หรอื อาจใชส้ ตู รหากทราบวา่ ดังน้ี
เมือ่
สูตรการคำนวณทั้ง 2 สูตรดังกล่าว จะเลือกใช้สูตรใดข้ึนอยู่กับว่า ค่าความแปรปรวนของ
ประชากร ( ) ของท้ัง 2 กลุ่มเท่ากัน หรือ แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจจะใช้สูตรใด ต้องทำการ
ทดสอบความแปรปรวนด้วย F- test เสียก่อน สำหรับการวิจัยครั้งนี้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม
คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการวิเคราะห์จะระบุว่า ความแปรปรวนของประชากรท้ังสองกลุ่มแตกต่างกัน
หรือ ไม่แตกต่างกัน พร้อมท้ังแสดงค่า t ตามที่ผลการวิเคราะห์ระบุ ดังน้ัน การนำเสนอสูตรคำนวณ t-
Test ดังกล่าว จงึ ต้องการแสดงให้เห็นเฉพาะสตู รสำหรบั การคำนวณเท่านัน้ มิได้นำมาคำนวณจริง
1.3 ระดับความพึงพอใจของผเู้ รียนที่มีต่อการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะใช้ทฤษฎีการ
เชอ่ื มโยง จดั กิจกรรมการเรยี นรู้เร่ือง คำสำนวนไทย วเิ คราะห์ด้วยคา่ เฉลยี่ และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ช่วงระดบั คา่ เฉลี่ย ระดบั ความพงึ พอใจ
4.21 – 5.00 มากทส่ี ดุ
3.41 – 4.20 มาก
2.61 – 3.40 ปานกลาง
1.81 – 2.60 นอ้ ย
1.00 – 1.80 น้อยที่สดุ
การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย
ตาราง พร้อมเขียนบรรยายดว้ ยความเรยี งประกอบ
39
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
การวิจัยในช้ันเรียนเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนบ้านชำสอง เรื่อง คำสำนวนไทยด้วยชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยงความรู้
ผู้วจิ ยั เสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลตามประเด็นของวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัยดงั น้ี
1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยงเพ่ือ
พฒั นาผลสมั ฤทธกิ์ ารเรียนรเู้ รื่อง คำสำนวนไทย ของผ้เู รยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านชำสอง
2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เร่ืองชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะของผู้เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยาระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย
ทดลองใชช้ ดุ แบบฝึกหดั เสริมทกั ษะท่ีใชท้ ฤษฎกี ารเชื่อมโยง
3. เพื่อวัดระดับความพึงพอใจของผู้เรยี นช้ันประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 โรงเรยี นบ้านชำสอง ทีม่ ีต่อ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองคำสำนวนไทยโดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการ
เช่ือมโยง
ผลการสรา้ ง ชุดแบบฝกึ หดั เสรมิ ทักษะสำนวนไทย
1. ตัวนวัตกรรม
มีชุดแบบฝึกหดั เสริมทกั ษะสำนวนไทย ทง้ั หมด 4 ชดุ
ชดุ ที่ 1 มีคำสำนวนไทย ดงั น้ี
ไก่เหน็ ตีนงู งูเหน็ นมไก่ , ขชี่ า้ งจบั ตก๊ั แตน
สซี อใหค้ วายฟงั , ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแตง่
เห็นช้างข้ี ข้ตี ามช้าง , ช้างตายทัง้ ตัว เอาใบบัวมาปดิ
เขน็ ครกขึน้ ภูเขา , นำ้ ขึน้ ให้รีบตัก
จับปลาสองมือ , อ้อยเขา้ ปากชา้ ง
ชุดท่ี 2 มีคำสำนวนไทย ดงั นี้
กระตา่ ยหมายจันทร์ , รกั ดีหามจ่วั รักชวั่ หามเสา
คางคกขน้ึ วอ , วัวหายลอ้ มคอก
รำไมด่ ีโทษป่โี ทษกลอง , เดินตามผใู้ หญ่หมาไม่กดั
เขยี นด้วยมอื ลบด้วยเท้า , ยน่ื หมู ย่นื แมว
กินบนเรือน ขีบ้ นหลังคา , อย่าหวังน้ำบ่อหน้า
ชุดท่ี 3 มีคำสำนวนไทย ดงั นี้
สอนจระเข้วา่ ยนำ้ , เลน่ กบั หมา หมาเลียปาก
ขงิ ก็รา ขาก็แรง , หนตู กถงั ข้าวสาร
เอามะพรา้ วห้าวไปขายสวน , กบในกะลาครอบ
ดนิ พอกหางหมู , ตกกะไดพลอยโจร
เอาไมซ้ กี ไปงัดไมซ้ ุง , ตัดบัวไมเ่ หลอื ใย
รายละเอยี ดของชดุ แบบฝึกหัดเสรมิ ทักษะสำนวนไทย แสดงแลว้ ดังภาคผนวกท่ี 1
40
2. การหาคณุ ภาพของนวตั กรรม
2.1 การหาคุณภาพเชิงประจักษ์ จากการประเมินความเหมาะสมของชุดแบบฝึกหัดเสริม
ทักษะสำนวนไทยด้วยแบบสอบถามประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ผลการ
ประเมิน
แสดงดังตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1: แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของชุดแบบฝึกหัดเสริมทกั ษะสำนวนไทย จากผเู้ ช่ยี วชาญจำนวน 3
คน
รายการประเมิน ป ระม าณ ค่ าค วา ม ค่ า แป ล
คิ ด เ ห็ น ข อ ง IOC ผล
1. ดา้ นคำชแี้ จง ผทู้ รงคณุ วุฒิ
1.1. องคป์ ระกอบมคี วามชดั เจน ครบถว้ นเพยี งพอ
1.2. สาระการเรยี นรูส้ อดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ คนท่ี คนที่ คนที่
123
+1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
+1 0 0 1
0.33 ป รั บ
ปรงุ
1.3. จำนวนแผนการจัดการเรียนรู้ครอบคลุมสาระการเรียนรู้ +1 +1 0 2 0.67 ใชไ้ ด้
1.4. ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ นการทำกจิ กรรมการเรยี นรเู้ ขา้ ใจง่าย ชัดเจน +1 +1 0 2
2. ดา้ นเนอ้ื หา 0.67 ใชไ้ ด้
2.1. ความสอดคล้องเหมาะสมกบั หลกั สูตร +1 0 +1 2
2.2. ความสอดคล้องเหมาะสมกบั วยั ของผเู้ รียน +1 +1 +1 3 0.67 ใช้ได้
2.3. ความสอดคล้องเหมาะสมกบั ธรรมชาตขิ องวิชา 0 +1 +1 2 1.00 ใช้ได้
3. ด้านรปู แบบของชุดแบบฝึกหัดเสรมิ ทักษะ 0.67 ใช้ได้
3.1. ความทนั สมยั ของเน้ือหา +1 0 0 3
0.33 ป รั บ
ปรงุ
3.2. ความยากง่ายของกิจกรรม 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้
3.3. คามเหมาะสมของการใชภ้ าษา +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
3.4 ความเหมาะสมของเน้อื หาและการจัดวางเน้อื หา +1 0 +1 2 0.67 ใชไ้ ด้
4. ดา้ นการวัดและประเมนิ ผล
4.1. วดั และประเมินผลเนน้ การประเมินตามสภาพจริง +1 +1 0 2 1.00 ใชไ้ ด้
1.00 ใช้ได้
4.2. มีการประเมินผลที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้/ 0 0 -1 0
ตวั ช้ีวดั /กจิ กรรม
จากตารางท่ี 1 พบว่า แตล่ ะรายการทีป่ ระเมินของแต่ละประเด็นมีคา่ IOC ตงั้ แต่ 0.00 – 1.00
มีคา่ IOC รวม 0.74 ดงั น้นั จงึ สรุปวา่ ชุดแบบฝกึ หดั เสริมทักษะสำนวนไทย มีความใช้ได้
จากผู้เช่ยี วชาญ ทั้ง 3 ทา่ น
41
ด้านท่ี 1 ด้านคำช้ีแจง
ข้อ 1.1 องค์ประกอบมีความชัดเจน ครบถ้วนเพียงพอ มีระดับความเหมาะสมอยู่ที่ 1.00 มี
ความเหมาะสมใช้ได้
ข้อ 1.2 สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ มีระดับความเหมาะสมอยู่ที่ 0.33
ต้องปรับปรงุ
ข้อ 1.3 จำนวนแผนการจัดการเรียนรู้ครอบคลุมสาระการเรียนรู้ มีระดับความเหมาะสมอยู่ที่
0.67 มคี วามเหมาะสมใชไ้ ด้
ข้อ 1.4 ข้อปฏิบัติในการทำกิจกรรมการเรียนรู้เข้าใจง่าย ชัดเจน มีระดับความเหมาะสมอยู่ที่
0.67 มีความเหมาะสมใชไ้ ด้
ด้านที่ 2 ด้านเน้ือหา
ข้อ 2.1 ความสอดคล้องเหมาะสมกับหลักสูตร ชัดเจน มีระดับความเหมาะสมอยู่ท่ี 0.67 มี
ความเหมาะสมใช้ได้
ข้อ 2.2 ความสอดคล้องเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีระดับความเหมาะสมอยู่ที่ 1.00 มีความ
เหมาะสมใช้ได้
ข้อ 2.3 ความสอดคล้องเหมาะสมกับธรรมชาติของวิชา มีระดับความเหมาะสมอยู่ที่ 0.67 มี
ความเหมาะสมใชไ้ ด้
ด้านที่ 3 ด้านรปู แบบของชุดแบบฝึกหัดเสรมิ ทักษะ
ข้อ 3.1 ความทนั สมยั ของเนื้อหา มรี ะดบั ความเหมาะสมอยทู่ ่ี 0.33 ต้องปรับปรงุ
ขอ้ 3.2 ความยากง่ายของกิจกรรม มีระดับความเหมาะสมอยทู่ ี่ 0.67 มีความเหมาะสมใชไ้ ด้
ข้อ 3.3 ความเหมาะสมของการใช้ภาษา มีระดับความเหมาะสมอยู่ท่ี 1.00 มีความเหมาะสม
ใช้ได้
ข้อ 3.4 ความเหมาะสมของเนื้อหาและการจัดวางเน้ือหา มีระดับความเหมาะสมอยู่ท่ี 0.67 มี
ความเหมาะสมใชไ้ ด้
ด้านท่ี 4 ดา้ นการวัดและประเมินผล
ข้อ 4.1 วัดและประเมินเน้นการประเมินตามสภาพจริง มีระดับความเหมาะสมอยู่ท่ี 0.67 มี
ความเหมาะสมใชไ้ ด้
ขอ้ 4.2 มีการประเมนิ ผลทส่ี อดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชวี้ ดั /กจิ กรรม
2.2 การหาคุณภาพเชิงประจกั ษ์ วิธีการหาคุณภาพเชิงประจักษข์ องชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะ
สำนวนไทย จะใช้วิธีการเทียบกบั เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 = 67.50 /76 โดยนำชุดแบบฝกึ หัดเสริม
ทักษะสำนวนไทย ที่หาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์แล้วไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นคนละกลุ่ม
ตวั อย่างเป้าหมายการวิจัยแต่ตามขอ้ ตกลงดงั ระบใุ นบทที่ 3 วา่ เนื่องด้วยปัจจยั จำกดั บางประการคอื 1)
โรงเรียนบ้านชำสอง ซ่ึงสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 แล้วเปิดการเรียนการสอนเพียงช้ัน
เรยี นเดียวและมีนกั เรยี นจำนวนทัง้ สน้ิ 15 คน
42
ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
1. คะแนนผลสมั ฤทธ์กิ ารเรยี นรู้
จากการทำแบบทดสอบก่อนการทดลอง(pretest)จัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง สำนวนไทย
สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โดยใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะสำนวนไทย เพ่ือวัดความคงทนของความรู้
เดิมจากจัดกิจกรรมการเรียนรู้การใช้ยกตัวอย่างสถานการณ์ในห้องเรียนหรือเหตุการณ์ในปัจจุบัน และ
การทำแบบทดสอบหลังการจัดกิจกรรมการเรียนสาระการเรียนรู้ ภาษ าไทย เรื่องเดียวกัน
(posttest)โดยทดลองใช้ชดุ แบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเช่ือมโยง จากการทำกจิ กรรมการวิจัย
ดงั กลา่ ว คะแนนผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรขู้ องแต่ละกจิ กรรมดังกล่าวแสดงดังตารางท่ี 2
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สำนวนไทย สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้
วธิ กี ารยกตัวอย่างสถานการณ์ในห้องเรยี นหรอื เหตกุ ารณ์ในปัจจุบัน พบวา่ นักเรยี นมคี ะแนนเฉลี่ย 67.50
และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้/เร่ืองเดียวกันโดยลองใช้ ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะ
สำนวนไทย จากการทำกิจกรรมการวจิ ัยดงั กลา่ ว คะแนนผลสมั ฤทธิ์การเรยี นรู้แสดงดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 : แสดงผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง สำนวนไทย ระหว่างการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ยกตัวอย่างสถานการณ์ในห้องเรียนหรือเหตุการณ์ในปัจจุบันกับการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้การเรียนรู้โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะสำนวนไทย ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6โรงเรยี นบ้านชำสอง
ท่ี คะแนนหลงั การทดลอง (10)
17
27
38
45
57
68
75
89
98
10 10
11 9
12 8
13 10
14 7
15 6
รวม 114
7.6
1.54
43
จากตารางที่ 2 พบว่า มีคะแนนผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้เฉล่ียจากการจัดกิจกรรมการเรียน
สาระการเรียนรู้ภาษาไทยเร่ืองเดียวกัน(posttest)โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะสำนวนไทย
7.6 คะแนน มีค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของคะแนน 1.54
2. ผลการวิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บคะแนนผลสมั ฤทธิ์การเรียนรู้
วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เร่ืองสำนวนไทยระหว่างการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้ยกตัวอย่างสถานการณ์ในห้องเรียนหรือเหตุการณ์ในปัจจุบัน และชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะสำนวนไทย ด้วยสถิติ one sample t-test ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบแสดง
ตามลำดบั ดงั นี้
1. สร้างตารางแสดงคะแนนรายบคุ คล คา่ คะแนนเฉลย่ี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานจากการ
วัดและประเมินผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริม
ทักษะสำนวนไทยดังนี้
ตารางที่ 3 : แสดงค่าคะแนน คะแนนเฉล่ยี และส่วนเบ่ยี งบนมาตรฐานของคะแนนจากผลการทดลองใช้
ชดุ แบบฝกึ หัดเสรมิ ทักษะสำนวนไทยของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นบา้ นชำสอง
() 7-15 64
7-15 64
7 8-15 49
7 5-15 100
8 7-15 64
5 8-15 49
7 5-15 100
8 9-15 36
5 8-15 49
9 10-15 25
8 9-15 36
10 8-15 49
9 10-15 25
8 7-15 64
10 6-15 81
7
6 = 855
114 = 7.81
= 7.6
ร้อยละค่าคะแนนเฉลีย่ ..........
2. คำนวณหาค่า t จากสูตร
44
เมื่อ
โดย
= ค่าคะแนนเฉล่ียของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีเกิดจากการทดลองใช้นวัตกรรมท่ี
ตอ้ งการ
พัฒนาจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เรื่องใดเรื่องหน่ึงกบั นักเรยี นทเี่ ปน็ กลมุ่ เป้าหมายการวจิ ัย
= คา่ คะแนนเฉล่ยี ของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนท่เี กิดจากการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เรอ่ื ง
เดียวกันกับนักเรียนทีเ่ ป็นกลุ่มเป้าหมายการวิจยั จากการใช้นวตั กรรมเดิมกอ่ นทำการวิจัย
= ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน =
= จำนวนนักเรียนของกล่มุ เปา้ หมายการวจิ ัย
แทนค่าสูตร
= 1.54
3. ตรวจสอบค่า t จากการเปิดตารางท่ีระดับนัยสำคัญทางสถติ ิท่ี α= .05 = 15-1 และ
เป็นการทดสอบแบบสองทาง พบว่า t = ± 2.1448
4. เปรียบเทียบค่า t จากการคำนวณและจากการเปิดตารางพบว่า ค่า t จากการเปิดตาราง
มากกว่า ผลการเปรียบเทียบดังกล่าวจึงสรุปว่าชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะสำนวนไทย การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้โดยทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะสำนวนไทย มีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้
เรื่องสำนวนไทยของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นปา่ ขนุนเจริญวทิ ยา
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี α= .05 เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยยกตัวอย่าง
สถานการณใ์ นห้องเรยี นหรอื เหตุการณ์ในปัจจบุ นั
วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการ
เรียนรู้ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยา เร่ือง คำสำนวนไทยด้วยชุด
แบบฝึกหัดเสริมทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเชื่อมโยงความรู้ ด้วยสถิติ two sample t-test (Independent
t-test) ผลการวเิ คราะห์เปรยี บเทียบแสดงตามลำดับขัน้ ดังน้ี
1. สร้างตารางเพื่อแสดงคะแนนรายบุคคล ค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานที่
เป็นผลจากการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ระหว่างก่อนการใช้นวัตกรรมที่พัฒนาและหลังการ
ทดลองใช้นวตั กรรมที่พฒั นา ดงั น้ี
ตารางท่ี 3 : แสดงค่าคะแนน ค่าคะแนนเฉลยี่ และส่วนเบี่ยงบนมาตรฐานจากการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
เร่ืองสำนวนไทยด้วย ยกตัวอย่างสถานการณ์ในห้องเรียนหรือเหตุการณ์ในปัจจุบัน และจากการทดลอง
ใช้ชดุ แบบฝึกหดั เสริมทักษะสำนวนไทย
45
7 7-15=-8 64
7 7-15=-8 64
8 8-15=-7 49
5 5-15=-10 100
7 7-15=-8 64
8 8-15=-7 49
5 5-15=-10 100
36
9 9-15=-6 49
8 8-15=-7 25
10 10-15=-5 36
9 9-15=-6 49
8 8-15=-7 25
10 10-15=-5 64
7 7-15=-8 81
6 6-15=-9
=855
=114 -
- =61.07
= 15 -
= 7.6
รอ้ ยละของคะแนน
เฉลี่ย
2. วิเคราะห์ค่าความแปรปรวน ( ) ของคะแนนผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่าง
เพ่อื เลือกใชส้ ตู รการทดสอบ t การวเิ คราะห์ดงั กล่าวแสดงโดยการใชส้ ตู ร
เมอ่ื
ดงั นั้น
0.35
เทียบค่า F จากการคำนวณกับค่าท่ีเปิดตารางที่ F.05, = 2.26 น่ันคือ ค่าท่ีคำนวณ มากกว่า
ค่าท่ีเปิดตาราง ดังนั้น สรุปว่า ค่าความแปรปรวนของค่าคะแนนเฉล่ียผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ
ตัวอยา่ งทงั้ 2 กลุม่ ไม่เทา่ กัน หรือ
46
3. ทดสอบหาค่า t เน่ืองจากผลการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนของคะแนนจากท้ัง 2 กลุ่มตัวอย่าง ไม่
เทา่ กัน ดังนน้ั
การทดสอบหาค่า t จงึ ใช้สูตร (เลือกสูตรใดสูตรหน่ึง ขน้ึ อยกู่ ับผลการวเิ คราะห์ค่า F)
เม่อื 2.68
เฉพาะ
=
แทนค่าสตู ร
= 16
เมือ่ เปรยี บเทียบค่า t แบบสองทางจากการคำนวณและจากตารางท่รี ะดับนัยสำคัญทางสถิติ α
=
.05 และ df=16 พบว่า ค่า t จากการคำนวณ (-4.08) สูงกว่า ค่า t จากการเปิดตาราง (±2.1199) จึง
สรปุ ว่า การจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ รอ่ื งสำนวนไทย พฒั นามผี ลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เมอ่ื เทยี บกบั การจัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้นวตั กรรมเดมิ
47
ระดบั ความพึงพอใจ
จากการจดั กจิ กรรมการเรียนร้เู ร่ือง สำนวนไทย สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย โดยทดลอง
ใช้ชุดแบบฝึกหัดเสริมทักษะสำนวนไทย จัดกิจกรรมกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เม่ือวัดระดับ
ความพึงพอใจ ผลการวัดแสดงดังตารางท่ี 4
ตารางที่ 4: แสดงระดับความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี จำนวน 15 คนท่ีมีต่อการทดลองใช้ชุด
แบบฝึกหดั เสรมิ ทกั ษะสำนวนไทย จัดกิจกรรมการเรยี นรู้เรอ่ื ง สำนวนไทย สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย
ประเดน็ และรายการทปี่ ระเมิน ระดบั ความพึงพอใจ
1. ด้านปัจจยั นำเขา้
1.1. คำชีแ้ จงของกจิ กรรมการเรยี นรูท้ ำให้ฉันเข้าใจงา่ ย 72 4.80 มากที่สุด
1.2. การไดร้ บั คำชมเชยและรางวัลทำให้กลุ่มฉนั ทำกิจกรรมสำเรจ็ 72 4.80 มากที่สดุ
1.3. ชดุ กจิ กรรมมีความหลากหลายน่าสนใจทำใหฉ้ นั อยากเรียน 69 4.60 มากที่สุด
1.4. ฉนั มเี วลาเพียงพอสำหรับทำชดุ กิจกรรม 70 4.67 มากที่สุด
1.5. เนื้อหาของชุดกจิ กรรมมคี วามเหมาะสมกับวยั 73 4.87 มากทสี่ ดุ
รวม 356 23.74
ประเด็นและรายการทปี่ ระเมนิ ระดบั ความพึงพอใจ
2. ด้านกระบวนการ
2.1. ชุดกจิ กรรมสง่ เสรมิ ใหฉ้ ันเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง 72 4.80 มากทส่ี ดุ
2.2. ชุดกจิ กรรมทำให้ฉันเข้าใจเรอื่ งท่เี รียนง่ายข้นึ 74 4.53 มากทส่ี ดุ
2.3. กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมกบั ความสามารถของฉนั 70 4.67 มากทส่ี ดุ
2.4. ฉันฝึกปฏบิ ัตกิ ิจกรรมการเรยี นรจู้ ากงา่ ยไปหายาก 75 5.00 มากทีส่ ดุ
2.5. ขั้นตอนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทำให้ฉันมีความรู้ ความเข้าใจใน 72 4.80 มากที่สุด
บทเรียนมากขึ้น
รวม 363 24.2
ประเด็นและรายการท่ปี ระเมิน ระดบั ความพึงพอใจ
3. ดา้ นผลผลติ
3.1. ฉันไดเ้ รยี นรู้ตามขั้นตอนการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ 71 4.73 มากที่สุด
3.2. ฉันสามารถหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบจากการเรียนรู้ด้วย 72 4.80 มากทส่ี ดุ
ชุดกิจกรรม
มากทส่ี ดุ
3.3. ฉนั ไดร้ ับทราบความก้าวหน้าของตนเองจากการทำชุดกิจกรรม 67 4.47 มากที่สดุ
มากท่สี ดุ
3.4. กจิ กรรมการเรียนรู้ช่วยให้ฉนั ประสบผลสำเร็จในการเรยี น 68 4.53
3.5. การเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมฉันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน 68 4.53
ชวี ติ ประจำวนั ได้
รวม 346 23.06
รวมทงั้ หมด 1,065 71
จากตารางท่ี 4 พบว่า เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึง
พอใจใช้ต่อการทดลองใช้ชุดแบบฝึกหัดเสรมิ ทกั ษะสำนวนไทย จดั กจิ กรรมการเรียนร้เู ร่ือง สำนวนไทย
สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระดับมากที่สุด ( = 1,065 =71) แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดย
เรียงลำดับระดับค่าเฉล่ียจากระดับมากสุด 3 ลำดับ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อด้านด้าน