The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อ.ดร.ฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์
คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chanit Suntapun, 2025-03-12 23:44:11

สังคมวิทยากฎหมาย

อ.ดร.ฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์
คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

51 2) การใช ้ การต ี ความรฐ ั ธรรมน ูญจ ึ งต ้ องกระจายอา ํ นาจการต ี ความเช่น การกระทา ํ ทางรฐ ั บาล การออกพระราชกา ํ หนด การสบ ื ราชสมบต ัิ 3) องคก ์ รท É ีใช ้ อา ํ นาจในระดบ ั รฐ ั ธรรมน ูญเหล ่ าน ั น Ê อาจใช ้ อา ํ นาจตอบโต้ กนัได้ตามสมควร ซึงÉ ไม่ใช่ความขด ั แยง ้ ทางการเมอ ื งแต่เป็ นกลไกการด ุ ลและคานกนของั สถาบน ั การเมอ ื งในระบอบเสรปี ระชาธ ิปไตย ทÉีไม่ยอมให้องค์กรใดองค์กรหนึÉงมีอ ํ านาจเด ็ ดขาดเพย ี งองค ์ กรเดย ี ว ตามหลก ั การแบ่งแยกองค ์ กรผ ู ้ใชอ ้ ํ านาจอธปิไตยเชน่กรณโี ครงการ New Deal ของประธานาธบ ิ ดร ี ส ู เวลทแ ์ หง่สหรฐ ั อเมรก ิ า กรณการีใชอ ้ า ํ นาจตอบโตก ้ น ั ระหว่างสภาสามญ ั และสภาขน ุ นางขององ ั กฤษในช่วงตน้ ศตวรรษทีÉ20 เป็ นตน ้


52  เอกสารอ ่ านประกอบ  ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. ล ั ทธ ิ เศรษฐก ิ จการเม ื อง. พิมพ์ครังที Ê É 11. กรุงเทพฯ : สา ํ นก ั พม ิ พแ ์ ห่งจ ุ ฬาลงกรณ ์ มหาวท ิ ยาลย ั , 2566.  ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล. ระบบการเม ื อง ความร ้ ู เบ ื Êองต้น. พม ิ พ์ ครงทีั Ê É 12. กร ุ งเทพฯ : สา ํ นก ั พม ิ พแ ์ ห่งจ ุ ฬาลงกรณ ์ มหาวท ิ ยาลย ั , 2556.  บวรศก ั ด ิÍอุวรรณโณ. กฎหมายมหาชน เล ่ ม 1 ว ิ วฒ ั นาการทางปรชั ญาและลก ั ษณะของกฎหมายมหาชนย ุ คต ่ าง ๆ . พม ิ พค ์ รงที ั Ê É8. กร ุ งเทพฯ : สา ํ นกั พมิพ์แห่งจ ุ ฬาลงกรณ ์ มหาวท ิ ยาลย ั , 2566.  บวรศก ั ด ิÍอุวรรณโณ. กฎหมายมหาชน เล ่ ม 4รฐ ั . กรุงเทพฯ : วญ ิ sช ู น, 2560 คณาจารยภ ์ าควช ิ าสง ั คมวท ิ ยาฯ คณะรฐ ั ศาสตร ์ จ ุ ฬาลงกรณ ์ มหาวท ิ ยาลย ั. สังคมและวัฒนธรรม. พิมพ์ครังที Ê É 12. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวท ิ ยาลย ั , 2553.  แสวง บ ุญเฉลม ิ วภ ิ าส. ประวต ัิ ศาสตรก ์ ฎหมายไทย. พม ิ พค ์ รงที ั Ê É20. กรุงเทพฯ : วญ ิ sช ู น, 2565.


ส ํ านก ั ค ิ ดทางสง ั คมว ิ ทยากฎหมายเยอรมนัอาจารย ์ ดร.ฌานทิธ Íิสน ั ตะพน ั ธ ุ ์ คณะนิติศาสตร ์ สถาบน ั บณ ั ฑิตพฒั นบริหารศาสตร ์ 53 สง ั คมว ิ ทยากฎหมายกบ ั การพฒั นา หลก ั ส ู ตรนิติศาสตรมหาบณั ฑิต ภาคเรียนทีÉ 2 ปี การศึกษา 2567


54 เคา ้โครงการบรรยายส่วนที É 1 รากฐานความคิด ส่วนที É 2 นก ั ค ิ ดในทางสง ั คมว ิ ทยากฎหมาย ก. Rudolf von Jhering : 1818 – 1892 ข. Karl Marx : 1818 - 1883 ค. แนวคิด Neo Marxism ง. Max Weber : 1864 - 1920 ส่วนที É 3 สร ุ ปแนวความค ิ ดในทางสง ั คมว ิ ทยากฎหมายของเยอรมน ั


ส่วนที É 1 รากฐานความคิด55 แนวคด ิ ทฤษฎเ ี หล่าน Ê ี เกด ิ ขนในราวปลายศตวรรษที Êึ É19 (ค.ศ. 1860-1900) โดยเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐก ิ จและส ั งคมซึÉงกําลังเปลีÉยนแปลงอย่างขนานใหญ่ เนืÉองจากการปฏ ิ วต ัิ อ ุ ตสาหกรรมในช่วงปลายศตวรรษทีÉ18 ถง ึ ต ้ นศตวรรษทีÉ19 (ค.ศ. 1760-1850) ไดแ ้ ก่การเก ิ ดข ึ Ê นของชนชัน Ê ใหม ่ ทังชนชั Ê นนายทุนและชนชั Ê นแรงงาน โดยทัÊ งสองÊ ชนชันมี Ê “ช ่ องว ่ างระหว ่ างชนชน ั Ê ” สูง สภาพความเป็นอยู่ทีÉเลวร้ายของชนชันÊแรงงาน ชก ั น ํ าใหน ้ ก ั คด ิ ต่าง ๆ น ํ าเสนอแนวคด ิ สง ั คมน ิ ยมทางเศรษฐก ิ จ ในแง่การเมืองก ็ มก ี ารเปลÉียนแปลงมาสู่ระบอบประชาธ ิปไตย ส่งผลให้ แนวคดิดง ั กล่าวแพรห่ลายเขา ้ มาสฝ่ ายกรรมกร ู่ ทีพÉยายามเรย ี กรอ ้ งบทบาทในเวทกี ารเมอืงมากขึÊ น น ํ าไปสู่ การเก ิ ดข Êึ นของพรรคการเมืองของชนชันแรงงานÊ ซึÉงมีแนวนโยบายเศรษฐกจ ิ แบบสง ั คมน ิ ยมทมÉี ง ุ่ชว่ยเหลอ ื ชนชนแรงงาน ั Ê


ส่วนที É 2 นก ั ค ิ ดในทางสง ั คมว ิ ทยากฎหมาย56 ก. Rudolf von Jhering : 1818 – 1892


57  เยย ี รง ิÉเคยเป็ นสมาชก ิ ของสา ํ นก ั กฎหมายประวต ั ศ ิ าสตรข ์ อง Savigny  งานชิน Ê สา ํ คญ ั ของเยย ี รงÉิ คอ ื “เจตนารมณ ์ ของกฎหมายโรมน ั” จากงานเขียนนีÊ ทาํ ใหเ ้ ยย ี รงเชื ิÉอมัÉนÉวา่ “ตน ้ กา ํ เน ิ ดของกฎหมายวางอย่บ ู นเงอนไขทางสั Éื งคมวทิ ยา” โดยรากฐานอน ั แทจ ้ รง ิ ของกฎหมายเป็ นเรÉองของ ื “สท ิ ธ”ิ หรอ ื “ผลประโยชน ์” สิงเหล่านีÉ Êสะทอ ้ นใหเ ้ หน ็ ถง ึ ภ ู มปิั ญญาของกฎหมายโบราณ  จากงานศก ึ ษาดง ั กล่าวน Ê ี เอง ทา ํ ใหเ ้ ยย ี รง ิÉ ใหค ้ วามสนใจต่อปั ญหาเรอÉืง “ผลประโยชน์” ทีÉเป็นจริงในสังคมและปัญหาการใช้กฎหมายเพืÉอจัดการกับความขัดแย้งซึÉงผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆ  ในปี ค.ศ. 1887 ผลงานอน ั ยงใหญ่ที Éิ สÉุ ดของเยย ี รงปรากฏในชื ิÉ ÉอเรืÉอง “วต ั ถปุ ระสงค์ในกฎหมาย” (Der Zweck in Recht)  งานชิ Ê นนี Ê เป็ นผลมาจากการศก ึ ษา “เจตนารมณ ์ ของกฎหมายโรมน ั ” ซึÉงมจ ี ุ ดเด่นในเรือง É “วต ั ถ ุ ประสงค” และ “อรรถประโยชน์” ของกฎหมาย ์  กฎหมายเป็นเพียงกลไกทีÉมห ี น ้ าทÉี ท ํ าให ้ บรรล ุ วต ั ถ ุ ประสงค ์ ว ั ตถ ุ ประสงค์จึงเป็นเสมอ ื นแหล่งก ํ าเน ิ ดของกฎหมาย แนวคด ิ เรÉอ ื งวต ั ถ ุ ประสงคด ์ ง ั กล่าวปรากฏชดัเจน“กฎหมายในฐานะเครืองมือเพื É É อบรรลเ ุ ป้ าหมาย”


 “วต ั ถป ุ ระสงค” ์ เป็ นผ ้ ส ู ร ้ างกฎหมายทง ั Ê หมด ไม ่ ม ี กฎเกณฑ ์ ทางกฎหมายใดทีÉ ไม ่ ม ี วต ั ถป ุ ระสงค ์กฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึงของการกระทําของมนุษย์ É และภายใตแ ้ นวคด ิ เรÉอ ื งวต ั ถ ุ ประสงค ์ เยย ี รงพบ ิÉว่า ตน ้ เหต ุ สา ํ คญ ั ของกฎหมายอยู่ ทการÉีเป็ นเครืองมือเพื É อสนองตอบความต้องการของสังคม É วัตถุประสงค์ของกฎหมายอยท ู่การÉี ปกป้ องหรอ ื ขยายการปกป้ องผลประโยชน ์ ของสง ั คม  เยย ีริงÉเหน ็ ว่า ผลประโยชน ์ ของปั จเจกชนเป็ นส่วนหนÉึ งในวต ั ถ ุ ประสงค ์ ของสงั คมทÉีเป็นเรืองของการÉเชือมต่อของผลประโยชน์ทั Éง Ê หลายเขา ้ ดว ้ ยกน ั  เสรภ ี าพส่วนบ ุ คคลจะต ้ องถ ู กควบค ุ ม เพราะประโยชน ์ ของปั จเจกชนกบ ั ประโยชน์ของสง ั คมมก ั จะเหลÉอมลํ ื Ê าต่อกน ั เสมอ กรณ ี ทมÉี ค ี วามขด ั แยง ้ กน ั กฎหมายจะตอ้ งดาํ รงอยู่ โดยมจ ี ุ ดม ุ่งหมายเพÉอ ื รก ั ษาประโยชน ์ ของปั จเจกบ ุ คคลพร ้ อมกบ ั ประโยชน์ของสง ั คม 58


59  การไกล่เกลีÉยผลประโยชน ์ ของปั จเจกบ ุ คคลเข ้ าก ั บสง ั คมจ ํ าเป็ นจะต ้ องถ่วงดุลผลประโยชน์ต่างๆ ซึงÉเยย ี รง แบ่งผลประโยชน์ออกเป็น ิÉ 3 ประเภท คอ ื  ประโยชน์ของปัจเจกบุคคล  ประโยชน ์ ของรฐ ั  ประโยชน ์ ของสง ั คม  ทฤษฎใี นทางน ิ ตศ ิ าสตร ์ จง ึ วางอยู่ บนพนฐานปัญหาที Ê ื สÉา ํ คญ ั ระหว่างความสมดุลของผลประโยชน ์ ของปั จเจกบ ุ คคลกบ ัประโยชน ์ ของสว่นรวม (รฐ ั และสง ั คม)  เยย ีริงÉเหน ็ ว่ามน ุ ษยจ ์ ะทา ํ อะไรตอ ้ งอย่ภ ู ายใตแ ้ รงจง ู ใจ หรอ ื แรงผลก ั ดน 2 อย่าง ั  ความเหน ็ แก ่ ตว ั ซึงÉจะถก ู ผลก ั ดน ัโดยความรส ู ้ ก ึ 2 ประการ คอ ื • การใหผ ้ ลประโยชน ์ ตอบแทน สรา ้ งแรงจง ู ใจ เชน่อยากไดเ ้ งน ิ ชอÉื เสย ี ง ความรู้• การขม่ขู่ ลงโทษ ความกลว ั ทจÉี ะไดร ้ บ ัโทษตามกฎหมายหรอ ื สง ั คมจะประณาม ความเหน ็ แก ่ ส ่ วนรวม ซึงÉจะถก ู ผลก ั ดน ัโดยความรส ู ้ ก ึ 2 ประการ คอ ื • ความรก ั เหน ็ใจผอ ู ้ น ืÉ • การปฏบ ิ ต ั ต ิ ามหน ้ าท ีÉ


60  ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์และผลักดันให้สังคมเคลืÉอนตัวไปได้ ในขณะทีÉการลงโทษผฝ ู ้่าฝื นกฎหมายเป็ นเครอÉื งมอ ื รก ั ษาความมนคงของกฎหมาย ัÉ  หน้าทีแÉละความรก ั เป็ นหลก ั การเชง ิ เครÉอ ื งมอ ื ทางสง ั คมทสÉี ม ั พน ั ธ ์ กบ ั มต ิ ก ิ ารเหน็ แก่ประโยชน ์ ผอ ู ้Éน ืในจต ิใจมน ุ ษย ์  หลก ั สองประการน Ê จ ี ง ึ เสมอ ื นเครอÉื งมอ ื ทางศล ี ธรรมทจะช่วยเหนีÉีÉยวนํามน ุ ษยใ์ หม้ กีารจบ ั มอ ื ร่วมกน ัในสง ั คม  กล่าวโดยสรุป การประสานประโยชน์ต่างๆ เพืÉอการด ํ ารงอยู่ ของสง ั คม จ ํ าเป็นต้องอาศัยทัง Ê “ความเห ็ นแก่ต ั ว” และ ความเห ็ นแก่ส่วนรวม” ประกอบควบคู่ กันไปภายใต ้“หลก ั การใหร ้ างวล ั ตอบแทน” “หลก ั การข่มขลู่ งโทษ” “หลก ั การปฏบิ ตั หิ น้ าท” Éีและ “หลก ั ความรก ั เห ็ นใจผ ู ้ อÉื น” หลก ั ดง ั กล่าวเป็ นเครÉอ ื งมอ ื ผลก ั ดน ั สง ั คมให้ ก้าวต่อไปขา ้ งหน ้ า  จากแนวคด ิ ดง ั กล่าวของเย ี ยริงÉจง ึ ท ํ าให ้ เข ้ าใจได ้ ว่าเพราะเหต ุ ใดเยย ีริงÉจ ึ งปฏเ ิสธ“แนวคด ิ ของสา ํ น ั กประวต ั ศ ิ าสตรก ์ ฎหมาย” ทีเÉหน ็ ว่ากฎหมายเกด ิ ขนโดย Êึ ปราศจากความตังใจ ในขณะที Ê เÉยย ี รงÉิ ยน ื ยน ั ว่า “กฎหมายคอ ื การต่อส ู” กฎหมา ้ ยไดเ ้ กดิขนÊึเพราะการต่อสด ู ้ ว ้ ยความยากลา ํ บากท่ามกลางวก ิ ฤตการณ ์ ของมน ุ ษยแ ์ ละทามกลาง่เป้าหมายและผลประโยชน์ของคน


 จากพื Ê นฐานความคิดดังกล่าว เยียริÉงจึงนิยาม “กฎหมาย” ว่าคือ “ผลรวมแห่งเงืÉอนไขทางสง ั คมในความหมายทÉกว้างที ีÉสุด ซึÉงได้รับการประกันคุ้มครองโดยอ ํ านาจรฐ ั ผ่านวถ ิ ท ี างบง ั คบ ั ”  พืน Ê ฐานของแนวคด ิ น Ê ีนําไปสู่  การแก้ไขกฎหมายเอกชนทีÉ ม ี ลก ั ษณะปั จเจกชนให ้ ม ี ลก ั ษณะประกนั สงัคม การให ้ ความค ้ ม ุ ครองแรงงานมากข ึ น Ê  การจา ํ กด ั ส ิ ทธ ิในการใช ้ ทรพ ั ยส ์ิ นของเอกชน  กฎหมายเอกชนซึÉงแต่เด ิ มยน ื อยู่ บนหลก ั ความเสมอภาคและเสร ี ภาพแต่ในความเป็ นจรง ิ ผ ู ไ้ ด ้ รบ ั ประโยชน ์ จากหลก ั การน Ê ี คอ ื ผ ้ ท ู ี Éเข้าถึงทรัพยากรได้มาก จงึตอ ้ งปรบ ั ปรง ุ กฎหมายเอกชนใหม่ โดยรฐ ั “แทรกแซง” เขา ้ มาจด ั “สวสั ดิการ” ใหแ ้ ก่สง ั คม น ํ ามาไปสยู่ ค ุ “กฎหมายมหาชนครอบงา ํ กฎหมายเอกชน” 61


62 ข. Karl Marx : 1818 - 1883


 คาร ์ ล มาร ์ กซ ์ เป็ นน ั กปรช ั ญาทศÉี ก ึ ษาประวต ั ศ ิ าสตร ์ และกฎหมาย เขาเกด ิในเยอรมนัลÊีภย ัไปฝรงเศส เบลเยี ัÉยÉมและทา ้ ยทสÉี ุ ดในอง ั กฤษ ได ้ เหน ็ สง ั คมย ุ โรปและสง ั คมอง ั กฤษในศตวรรษทีÉ 19 ทีเÉต ็ มไปด ้ วยการเอารด ั เอาเปรย ี บ ได ้ เขย ี นผลงานหลายช Êน โดยเ ิ ฉพาะเรืÉอง “ทุน” (Das Kapital) ในปี1867 มาร ์ กซ ์ได ้ รบ ั อท ิ ธพ ิ ลทางปรช ั ญาจาก Hegel ซึÉงเป็ นน ั กปรช ั ญาเยอรมน ัในต ้ นศตวรรษทÉี19 ทีนÉําวภ ิ าษวธ ิี(dialectic) มาวเ ิ คราะหป์ัญหาโดยใช ้ประวต ัิ ศาสตร ์ เป็ นหลก ั สําคญ ั เร ี ยกว่า วต ั ถน ุ ิ ยมว ิ ภาษว ิ ธ ี เช ิ งประวตัิ ศาสตร์(dialectical and historical materialism) มารก ์ ซ ์ ยน ื ยน ั ว่ามน ุ ษยม ์ ี ความสมั พนั ธ์ กนัทางเศรษฐก ิ จ สังคมตามสภาพแวดล้อมของสังคม ไม่ใช่เจตนาของตน และสภาพแวดลอ ้ มสง ั คมม ี2 ระดบ ั ได ้ แก่ โครงสร ้ างส ่ วนล ่ างหร ื อโครงสร ้ างเนื Êอในของสังคม (infrastructure) ซึÉงเป็นความสัมพันธ์เชิงอํานาจในการผลิต อันเป็นเรืÉองเศรษฐกจ ิ แท ้ ๆ กบ ัโครงสร ้ างส ่ วนบนหร ื อโครงสร ้ างเปล ื อกนอก (superstructure)ซึÉงได้แก่ กฎหมาย ระบอบการเม ื อง ค ุ ณค่าทางสง ั คม และอ ุ ดมการณ ์เกิดจากการทีÉผู้ได้เปรียบเชิงอํานาจการผลิตสร้างขึÊ นเพืÉอปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทีÉตนไดเ ้ปรย ี บอยู่ น ั น Ê จากผ ู ท ้ ถÉี ู กเอาเปรย ี บทางเศรษฐกจ ิ และเมÉอตรวจสอบในป ื ระวตั ศิ าสตร์พบวา่มค ี วามขด ั แยง ้ในการผลต ิ ก่อใหเ ้ กด ิ การปฏว ิ ต ั น ิําไปสร ู่ะบอบใหมท่ กครั ุ งไปÊ 63


64 ลก ั ษณะของสง ั คมท ุ นน ิ ยม โครงสร้างส่วนบน (superstructure) (ระบบค ่ าน ิ ยม กฎหมาย การเม ื อง อด ุ มการณ์ และปรั ชญา)โครงสร้างส่วนล่าง (infrastructure) ว ิ ถก ี ารผล ิ ต (mode of production) พลังการผลิต (แรงงาน เครื É องมือ) (ฝ่ ายแรงงาน) ความสมั พั นธใ์ นการผลิต(ระบบกรรมสทิ ธ Í ) (ฝ่ายนายทุน)ิ ความขัดแย้ง/การต ่ อส ้ ท ู างชนช Ê ั น


65


 มาร์กซ์ชีÊให้เห็นว่า สง ั คมทาสเกด ิ จากความขด ั แย ้ งระหว่างทาสกบ ั นายทาสจนน ํ าไปส่ก ู ารโค่นล ้ มจก ั รวรรดโิ รมน ั แลว ้ เปลยÉี นย ุ คเขา ้ ส ู่ย ุ คกลางภายใต้ระบบศกัดินาสวาม ิ ภก ั ด ิ ห Í รอ ื ระบบฟิ วดล ัซึÉงก ็ เกด ิ ความขด ั แยง ้ ระหว่างเจ ้ าของทดÉี นิ กบัไพร่ตด ิ ทดÉี น ิ น ํ าไปส่ก ู ารปฏว ิ ต ั อ ิ ุ ตสาหกรรมและการปฏว ิ ต ั ท ิ างการเมอ ื งเขา ้ ส ู่ระบบเสรีนิยมซึงÉมารก ์ ซเ ์ รย ี กวา่ระบบนายทุน ในระบบนีÊ กเ ็ กด ิ ความขด ั แยง ้ ระหว่างนายทุนกบ ั ชนชนกรรมาชีพ ในที ั Ê Éส ุ ดจะเก ิ ดการปฏ ิ ว ั ต ิโค่นล ้ มนายท ุ นเข ้ าสู่ ระบบสงัคมน ิ ยม ในระบบนีÊ แมจ ้ ะยง ั มค ี วามขด ั แยง ้ อย่เ ู พราะชนชน ั Ê กรรมาชพ ี ยง ั ตอ ้ งใช้ รฐั และกฎหมายเป็นเครืÉองมอ ืปราบปราบพวกนายท ุ นอยู่ ก ็ ตาม แต่จะไม่มก ี ารปฏวิ ตัอิกีเมืÉอนายท ุ นและกระฎ ุ มพห ี มดไป สง ั คมจะเข ้ าสู่ ระบบคอมม ิ วน ิ สต ์ทีÉปราศจากความขด ั แยง ้ ทางชนชน ั Ê เพราะท ุ กคนเท่าเทย ี มกน ั  สิงทีÉมÉาร ์ กซ ์ เน ้ นคอ ื “การต ่ อส ้ ู ทางชนชน ั Ê ” อีกทัง Ê ถอ ื ว่ารฐ ั และระบบกฎหมายทÉียอมรบ ั หลก ั กรรมสท ิ ธแ ิÍ ละสท ิ ธเ ิ สรภ ี าพ เป็ นเครอÉื งมอ ื (โครงสรา ้ งส่วนบน) ทีชนชัÉนÊนายท ุ นสรา ้ งขนเพื Êึ อÉรก ั ษาฐานะทางเศรษฐกจ ิ ของตน และเพอกดขีÉื ชนชัÉน Ê กรรมาชพีในระหว่างการเปลีÉยนผ่านจากท ุ นน ิ ยมไปสู่ สง ั คมน ิ ยม มาร ์ กซ ์ เห ็ นว่า ต ้ องใช้วธิีปฏว ิ ต ั ล ิ ม ้ ล ้ างนายท ุ นโดยชนชน ั Ê กรรมาชพ ี ดว ้ ยวธ ิ ร ี ุ นแรง เพราะนายท ุ นจะไม่ยอมปล่อยใหช ้ นชน ั Ê กรรมาชพ ี ไดเ ้ปรย ี บเหน ื อตน 66


 เมืÉอปฏว ิ ต ั เ ิ ขา ้ ส ู่ย ุ คสง ั คมน ิ ยมแล ้ ว มาร ์ กซ ์ เห ็ นว่าในย ุ คน Ê ีชนชัน Ê กรรมาชพี ยง ั ต้องอาศย ั รฐ ั และกฎหมายเพอÉื ก ํ าจด ั นายท ุ นและกระฎ ุ มพซ ี งÉึ หลงเหลอ ื อย ู่ และต้องโอนกรรมสท ิ ธใิÍ นทรพ ั ย ์ สน ิ และกจ ิ การทง ั Ê หมดมาเป็ นของรฐ ั กรรมาชพ ี โดยกฎหมายและกรรมสท ิ ธ ิ ข Í องรฐ ั เป็ นเพย ี งเครÉอ ื งมอ ื ชวคราวที ัÉ Éเผด็จการกรรมาชีพใช้ กํ าจดันายท ุ นและกระฏ ุ มพเ ี ท่าน ัน เมื Ê อÉ โครงสรา ้ งเน Ê ื อในของสง ั คมไม่มช ี นชน ั Ê แลว ้ กเ ็ ขา้สู่ย ุ คคอมมว ิ น ิ สต ์ รฐ ั กฎหมาย รฐ ั บาลและกรรมสท ิ ธก ิÍไ็ มจ่า ํ เป็ นอก ี ต่อไป  ทฤษฎ ี วต ั ถน ุ ิ ยมว ิ ภาษว ิ ธ ี(dialectical materialism) ของมารก ์ ซ ์  Thesis - ภาวะเดม ิ  Antithesis - ภาวะแยง ้  Synthesis - ภาวะใหม่  มารก ์ ซ ์ แบ่งพฒ ั นาการของสง ั คมมน ุ ษยเ ์ป็ น 4 ยค ุ ตามวถ ิ ก ี ารผลต ิ  ย ุ คแรก - วถ ิ ก ี ารผลต ิ แบบโบราณ (นายทาสขด ั แย ้ งกบ ั ทาส)  ยุคทีสอง É - วถ ิ ก ี ารผลต ิ แบบฟิ วดล ั (เจ้าของทีÉด ิ นขด ั แย ้ งกบ ัไพร ่ ต ิ ดทÉี ด ิ น)  ยุคทีสาม É - วถ ิ ก ี ารผลต ิ แบบท ุ นน ิ ยม (นายท ุ นขด ั แย ้ งกบ ั กรรมกร) 67  ยุคทีสีÉ É - สง ั คมน ิ ยมแบบคอมมว ิ น ิ สต ์(ไร ้ ความขด ั แย ้ ง)


68


69


 อาจสร ุ ปแนวคด ิในทางสง ั คมวท ิ ยาและแนวคด ิในทางกฎหมายของมารก ์ ซไ์ ด้ ดงนีัÊ 1) แนวค ิ ดในทางสง ั คมว ิ ทยา  ท ุ กสง ั คมมพ ี น Ê ื ฐานบนความขด ั แยง ้  พลง ัในการขบ ั เคลอนการเปลีÉื ยÉนแปลงทางสง ั คมคอ ื พลง ัในทางเศรษฐกจ ิ  สง ั คมมล ี ก ั ษณะเป็ นองค ์ รวมทÉก ีํ าก ั บบ ุ คคลอย่างเบ ็ ดเสร ็ จโดยมเ ี ศรษฐกิจเป็นตว ั กา ํ หนด  การเปลีÉยนแปลงทางประวต ัิ ศาสตร ์ และการพฒ ั นาเก ิ ดจากความสม ั พนั ธ์ ของมน ุ ษยก ์ บ ั การรวมกล ุ่มทางเศรษฐกจ ิ  ปั จเจกบ ุ คคลถ ู กหล่อหลอมโดยสง ั คม แต่สามารถเปลยÉี นแปลงสง ั คมไดด้ วยการ้ กระทา ํ ทมÉี เ ี หต ุ ผลบนหลก ั การทางวท ิ ยาศาสตรแ ์ ละวต ั ถ ุ น ิ ยมเชง ิประวต ั ศ ิ าสตร์  สง ั คมสามารถสรา ้ งใหมไ่ดโ้ ดยผา่นการวพ ิ ากษ ์ เชง ิ วท ิ ยาศาสตรแ ์ ละการปฏวิ ตัิ70


71  2) แนวค ิ ดทางกฎหมาย  (ก) กฎหมายเป็ นผลผลต ิ หรอ ื ผลสะทอ ้ นของโครงสรา ้ งทางเศรษฐกจ ิ หรอ ื เงอืÉ นไขทางเศรษฐกจ ิ • ข้อสรุปนี Ê เป็ นผลจากการตีความทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษวิธี (dialectical materialism) โดยถือว่า บรรดารูปการทังหลายซึ Ê Éงเป็นสํานึกในเรืÉองการเมอืงสง ั คม ศาสนา วฒ ั นธรรม หรอ ื กฎเกณฑ ์ ทางสง ั คมต่างๆ ล ้ วนถก ู กา ํ หนดโดยระบบการผล ิ ตหร ื อระบบเศรษฐก ิ จทีเÉป็ นอยู่ สงเหล่านี ิÉ Ê เป็นโครงสรา ้ งสว่นบนวางอยู่ บนพ Ê ืนฐานของระบบเศรษฐกิจ หรือโครงสร้างส่วนล่างของสังคม กฎหมายเป็ นส่วนหนึÉงของโครงสร้างส่วนบน ดังนันรูปแบบเนื Ê Ê อหาหรือแนวความคด ิ ทางกฎหมาย จะเป็ นผลสะทอ ้ นของระบบเศรษฐกจ ิ หรอ ื พฒั นาการทางเศรษฐกจ ิ


72  (ข) กฎหมายเป็ นเสมอ ื นหน ึงเครืÉอÉงมอ ื หรอ ื อาว ุ ธทชนชั ีÉน Ê ปกครองสรา ้ งขนเพืÊึ อÉปกป้องอํานาจของตน “กฎหมายเป็นเครือÉงมอ ื ของชนชน ั Ê ปกครอง ดง ั นันชนÊ ชัน Êใดรา่งกฎหมายกร ็่างเพอ ืÉรบ ัใชช ้ นชนนั ั Ê น Ê ” • ขอ ้ สร ุ ปดง ั กล่าวมาจาก “ค ํ าประกาศของพรรคคอมมว ิ น ิ สต ์” (Manifesto of theCommunist Party) ทีกล่าว่า É “...ปรช ั ญาความคด ิ ทางกฎหมายของชนชนปกคั Ê รองเป็ นเพย ี งเจตจา ํ นงของชนชนปกครองเองที ั Ê ถÉู กน ํ ามาบญ ั ญต ั เ ิป็ นกฎหมายใชบ้ งัคบัสา ํ หรบ ั คนทงปวง โดยที ั Ê ลÉก ั ษณะสา ํ คญ ั และทศ ิ ทางของเจตจ ํ านงนนได้ ั Ê ถูกกําหนดโดยเหล่าเงือÉนไขการดา ํ รงอยท ู่างเศรษฐกจ ิ ของชนชนปกครอง ั Ê ” • ดง ั น ันตามทรรศนะของมาร์กซ์ข้อพิจารณาเกี Ê Éยวกับกฎหมายมีสาระสําคัญ 2 ประการ • 1. ชนชันใดที Ê เÉป็ นผอ ู ้ อกกฎหมาย • 2. ระบบเศรษฐกจ ิ ขณะนน ั Ê เป็ นเชน่ ใด


73 • มข ี อ ้ สง ั เกตว่า กฎหมายในรฐ ั สง ั คมน ิ ยมช่วงต ้ น กลายเป็ นกลไกอน ั น่าสะพรงึกลวัสา ํ หรบ ั การปราบปรามศต ั ร ู ทางชนชน ั Ê ส ํ าหรบ ั ผท ู ้ คÉี ด ิ เหน ็ ตรงขา ้ มกบ ั ระบบหรอื เพอÉืป้ องกน ั การฟ Ê ื นตว ั ของระบบท ุ นน ิ ยม อน ั เป็ นบทบาทของกฎหมายในเชง ิ ทา ํ ลายลา้ง(Destructive) มากกวา่เป็ นกฎหมายในเชง ิ สรา ้ งสรรค ์(Constructive)  3) ในสง ั คมคอมมว ิ น ิ สต ์ ทสมบูรณ์ กฎหมายในฐานะที ีÉเป็นเครืÉอÉงมอ ื ของการควบคุมสง ั คมจะเหอ ื ดหายและสญู สนไปในที Ê ิ สุดÉ • เป็ นการยน ื ยน ั ต่อภาวะทคÉี ลา ้ ยสมบร ู ณภาพของสง ั คมอ ุ ดมคตข ิ องมารก ์ ซ ์ • ได ้ รบ ั การยน ื ยน ั จากน ั กทฤษฎก ี ฎหมายของรส ั เซย ี ว่า การสน Ê ิ ส ุ ดภารกจ ิ หรอื ความจําเป็นทางกฎหมาย ในฐานะทีโÉดยธรรมชาตเ ิป็ นเครÉอ ื งมอ ื หรอ ื อ ุ ดมการณ์ ของชนชันที Ê กดขีÉ ในเมื ÉอÉสง ั คมปราศจากชนชน ั Ê อก ี ต่อไป


74  มม ุ มองเกยÉี วกบ ั สท ิ ธเ ิ สรภ ี าพระหวา่งเสรน ีิ ยมกบ ั สง ั คมน ิ ยม เช่น  บ ุ คคลย่อมมเ ี สรภ ี าพในการประกอบอาชพ ี- บ ุ คคลจะมเ ี สรภ ี าพไม่ไดห ้ ากบุ คคลปราศจากโอกาสในการศก ึ ษา  บ ุ คคลย่อมมเ ี สรภ ี าพในเคหสถาน - บ ุ คคลจะมเ ี สรภ ี าพไม่ไดห ้ ากบ ุ คคลปราศจากทีอÉย่อ ู าศย ั  บุคคลย่อมมีเสรีภาพทีÉจะพัฒนาตนเองตามเจตจํานงแห่งตน - บุคคลจะใช้เสรภ ี าพดง ั กล่าวไมไ่ดห ้ ากบ ุ คคลปราศจากความมน ัÉคงในชว ี ต ิ  บทสร ุ ป แนวความคด ิในทางสง ั คมน ิ ยมของมาร ์ กซ ์ มบ ี ทบาทอย่างส ํ าคญั ทนÉีํ าไปสู่การต ่ อส ้ ู ทางความค ิ ดในทางกฎหมายระหว่าง  “หลก ั น ิ ตร ิ ฐ ัในทางรูปแบบ” หรอ ื “หลก ั น ิ ตร ิ ฐ ัแบบเสรี” ซึÉงมองความเท่าเทยีมของบ ุ คคลในทางกฎหมาย โดยไม่ต ้ องค ํ าน ึ งถ ึ งความเป็ นจรง ิ และโอกาสของบุคคล  “หลก ั น ิ ตร ิ ฐ ัในทางเนื Ê อหา” หรอ ื “น ิ ตร ิ ฐ ัเพื É อสง ั คม” ซึÉงมองความเท่าเทยี มของบุคคลนอกเหนือจากในทางกฎหมายแล้ว จะต้องคํานึงถึงความเป็นจริงและโอกาสของบ ุ คคลดว ้ ย


75 ค. แนวค ิ ด Neo Marxism สํานักนีโอมาร์กซิสม์ (Neo-Marxism) คือกลุ่มของนักคิดทีÉนําเอาทฤษฎีมาร์กซิสม์มาขยายความหรอ ื ตค ี วามใหม่ให ้ สอดรบ ั กบ ั สภาพทแÉี ท ้ จรง ิ ของสงัคมแนวคด ิ หลก ั ๆ ทสํานักนีÉี โอมาร ์ กซ ์ เสนอไว ้ คอ ื เรÉองชนชั ื น Ê ทางสง ัคม และอํานาจครอบงา ํ นก ั คด ิ น ีโอมารก ์ ซส ิ ม ์ไดแ ้ ก่  Georg Lukács : 1885 – 1971  Herbert Macuse : 1898 – 1979  Theodor Adorno : 1903 – 1969  Jürgen Habermas : 1929 – ปั จจ ุ บน ั  Ralph Dahrendorf : 1929 – 2009 แนวคด ิ ของสา ํ นก ั น ีโอมารก ์ ซส ิ มม ์ แ ี นวคด ิ ทสÉี า ํ คญ ั ดง ั น Ê ี  (1) ชนชัน Ê ทางสง ั คม  (2) อ ํ านาจครอบงา ํ (Hegemony)


76  (1) ชนชัน Ê ทางสง ั คม • (ก) อ ํ านาจในการครอบครองทรพ ั ยส ์ น ิ กบ ั ชนชน ั Ê น ีโอมารก ์ ซส ิ มเ ์ หน ็ ว่า มอ ีํ านาจทÉีจะเขา ้ไปครอบครองทรพ ั ยส ์ น ิ อยู่ 3 อย่าง คอ ื o (ก.1) อ ํ านาจในการครอบครองและจด ั สรรทรพ ั ยากรและการลงท ุ น – อํานาจทีÉจะเขา ้ ถง ึ และเขา ้ไปจด ั การทรพ ั ยากร สา ํ คญ ั กว่าการเป็ นผค ู ้ รอบครอง o (ก.2) อ ํ านาจในการควบค ุ มในการผลต ิ- ภาคการผลต ิ หมายรวมถง ึ ภาคบรกิารดว ้ ย คนทคุมเครืÉีÉองมอ ืในการผลต ิไม่ไดม ้ เ ี พย ี งนายท ุ นกบ ั กรรมาชพเท่านั ี น แต่ Ê รฐ ั เขา ้ มาเกยÉี วขอ ้ งดว ้ ย o (ก.3) อํานาจในการควบคุมแรงงาน - การวเ ิ คราะหใ์ นเรองชนชัÉื น Ê ทางสง ั คมตอ้งพิจารณาว่าใครมีอํานาจในการควบคุม ไม่ใช่พิจารณาจากทรัพย์สินทีÉผู้นันÊครอบครอง เมืÉอวิเคราะห์กลุ่มนายทุนจึงต้องรวมถึงผู้บริหารของบริษัท กรรมการบรห ิ าร พน ั กงานระดบ ั white collar เหล่านี Ê ตอ ้ งน ํ ามาพจ ิ ารณารว่มกนัทังหมด เพราะเป็นกลุ่มที Ê มÉอ ีํ านาจในการควบค ุ มแรงงานดว ้ ย


77 • (ข) ชนชันกลาง Ê o สา ํ น ั กน ีโอมารก ์ ซส ิ มอ ์ ธบ ิ ายเรÉองชนชั ื น Ê กลางโดยมองมต ิ ด ิ า ้ นอาชพ ี และความเชÉอืกบ ั ทศ ั นะทางการเมอ ื ง ซงบุคคลในกลุ่มนี Éึ Ê แตกต่างจากชนชันล่างที Ê ถูกควบคุมโดยÉนายทุนโดยสิน Ê เชง ิ ชนชน ั Ê กลางม ี2 แบบ คอ ื o แบบเก่า เกด ิ มาจากกระฎ ุ มพน ี้ อย เกด ิ จากชาวนาอส ิ ระรายใหญ่แลว ้ กลายเป็ นชนชันกลาง Ê o แบบใหม่คอ ื ชนชนแรงงานที ั Ê ไÉต่เตา ้ ขน Êึ มาในอาชพ ี จนไดเ ้ป็ นระดบ ั หวหน้า ั o ชนชันกลางทั Ê งสองแบบนี Ê Ê ควบค ุ มการผลต ิได ้ แต่ไมไ่ดเ ้ป็ นเจา ้ ของ o สํานักนีโอมาร์กซิสม์จึงนําคําว่า “ชนชันกลาง Ê ” เพิมเข้าไประหว่า Éงนายทุ นกบักรรมาชพ ี แนวคด ิ เรÉองชนชั ื นของ Ê ส ํ าน ั กน ีโอมาร ์ กซส ิ มพยายามทําให้ ์ ค ํ าอธบิายเกียÉวกบ ั สง ั คมสมย ัใหม่ของมารก ์ ซ ์ ยง ั คงทา ํ หน ้ าทไÉี ด ้ เพราะลก ั ษณะความสมั พนัธ์ในเชง ิ การเอารด ั เอาเปรย ี บจะยง ั คงมอ ี ยเ ู่สมอตามแนวความคด ิ ของมารก ์ ซ์ o ส ํ าน ั กน ีโอมาร ์ กซ ิ สม ์ สร ุ ปว่า การมช ี นชนกลางทําให้ไม่เกิดการต่ ั Ê อส ู ้ หรอืปฏวิตัิสง ั คมอย่างทมÉี ารก ์ ซค ์ าดคะเน


78 • (ค) สา ํ น ึ กทางชนชน ั Ê o ตามความคิดของมาร์กซ์ การต่อสู้ทางชนชันจะเกิดขึ Ê Ê น หากชนชันแรง Ê งานโดยรวมเข ้ าใจว่าตนเองก ํ าลง ั ถ ู กกดขÉี ถ ู กเอาเปรย ี บ แล ้ วมค ี วามร ู ้ สก ึว่าจําเป็นจะตอ ้ งต่อส ู ้ และมอ ี ุ ดมการณ ์ สงนี ิÉ Ê คอ ื “สํานึกทีถูกต้องÉ ” แต่ถ ้ าแรงงานไม่มสีํ านึกเช่นนัน Ê กห ็ มายความว่า เขาม ี“สา ํ น ึ กทผÉี ด ิ พลาด” คอ ื สถานการณ ์ ทแรงงานไม่ได้Éี รบ ั รส ู ้งทีÉิ เÉป็ นผลประโยชน ์ อน ั แทจ ้ รง ิ ของตน จง ึไมส่รา ้ งสา ํ น ึ กทจÉี ะปฏว ิ ต ั ท ิ างชนชนัÊo ส ํ าน ั กน ีโอมาร ์ กซส ิ ม ์ เหน ็ ว่า แรงงานทงหลายที ั Ê ก่อตัÉงสหภาพแรงง Ê านมส ีํ านึกอยู่เพย ี งแต่เป็ น “สา ํ น ึ กระดบ ั สหภาพ” ไปไมถ่ง ึ “ระดบ ั ชนชน ั Ê ” o กล ุ่มสหภาพต่างรก ั ษาผลประโยชน ์ เพย ี งในกล ุ่มของตนเอง สา ํ น ึ กชนชน ั Ê จง ึไมเ่กดิสหภาพเหล่านี Êทําให้สมาชิกนึกถึงผลประโยชน์ของกลุ่ม และต้องการ “การปฏ ิ รป ู ” (reform) มากกวา่ “การปฏว ิ ต ั ” (revolution) ิ


79 • (ง) การต่อสท ู ้ างชนชน ั Ê o สา ํ นก ั นโี อมารก ์ ซส ิ ม ์ เหน ็ ว่า การต่อสท ู ้ างชนชนเป็นเครื ั Ê องสะท้Éอนใหเ ้ หน ็ พลงั ของชนชัน ในการที Ê มÉน ุ ษยม ์ ช ี ว ี ต ิ อย ู่ในโครงสรา ้ งหนÉึ ง คอ ืโครงสรา ้ งสงคมซึ ั งครอบอยู่Éเหนือชนชัน Ê กรรมาชพ ี โครงสรา ้ งน Ê ค ี อ ื ระบบสง ั คม o การต่อสก ู ้ บ ัโครงสรา ้ งน Ê ีไม่ใช่สก ู ้ บ ั นายท ุ นโดยตรง แต่นายท ุ นท ํ าใหเ ้ กด ิโครงสรา้งสง ั คมทÉไม่เอื ี Ê อต่อชนชัน Ê แรงงาน เกด ิ การเอารด ั เอาเปรย ี บผ่านทางระบบสงัคมเรย ี กว่า อ ุ ปสรรคเชง ิโครงสรา ้ ง หรอ ื ความรน ุ แรงเชง ิโครงสรา ้ ง o การต่อสใ ู ้ นทางชนชนนั ั Ê น ชนชั Ê น Ê กลางอาจร่วมมอ ื หรอ ื ขด ั แยง ้ กบ ั ชนชนล่าง การดูั Ê ความขด ั แยง ้ใหพ ้ จ ิ ารณาดา ้ นเศรษฐกจ ิ เป็ นเรÉองแรก จากนั ื น Ê จง ึ เป็ นดา ้ นการเมอืงซึงปรากฏในเรื Éองของสหภาพ เรืÉอÉงการเป็ นรฐ ั สวส ั ดก ิ าร ซงพยายามให้ Éึ ชนชันล่างÊ ไดป้ ระโยชน ์ สง ู สด ุ จากรฐ ั o การคลีคลายของชนชัÉน Ê กลางในแต่ละสง ั คมจะมค ี วามแตกต่างกน ั ออกไปชนชนัÊกลางในสง ั คมทกÉี า ้ วหน ้ ามากๆ เช่น ย ุ โรป มแ ี นวโน ้ มทชนชัÉี นกลางจะ Ê เขา ้ ขา้ งชนชัน Ê ล่าง ดว ้ ยเหต ุ น Ê ี พรรคการเมอ ื งทเÉีป็ นพลง ั สง ั คมน ิ ยมหรอ ื พรรคแรงงานจง ึไดร้บัเลอ ื กเขา ้ มาอยา่งต่อเนÉื อง


80 o แต่ในสง ั คมของประเทศก ํ าลง ั พฒ ั นา แนวโน ้ มทชนชัÉี น Ê กลางจะร่วมมอ ื กบ ั ชนชนล่างั Ê ในการต่อสย ู ้ ง ัไมช่ด ั เจน o ในบางสง ั คม เนÉืองจากชนชัน Ê กลางมจ ีํ านวนน ้ อย เมÉอชนชั ื น Ê กลางมน ี้ อยกไ็ ม่มพีลงัขบ ั เคลอÉื น ประเทศกจ ็ ะตกอยภ ู่ายใตก ้ ารครอบงา ํ ของนายท ุ น เพราะชนชนบนทีั Ê เป็นÉผค ู ้ วบค ุ มทรพ ั ยากรไม่ไตอ ้ งการใหท ้ รพ ั ยากรของตนกระจายไปส่ก ู ล ุ่มอÉน ื หากมชีนชัน Ê กลางจา ํ นวนเพย ี งพอจะมก ี ารทวงสท ิ ธโิÍ ดยทวงสท ิ ธใิÍ หก ้ บ ั ตนเองก่อน แลว ้ จงึ ทวงสิทธิให้คนอื Í Éนด ้ วย ดง ั น ันปัจจัยด้านชนชั Ê นกลางจึงเป็นปัจจัย Ê ทีÉส ํ าคญั ทÉีจะบ่งชีÊอนาคตของสง ั คมต่างในปั จจ ุ บน ั


81  (2) อา ํ นาจครอบงา ํ • Hegemony หมายถง ึ อา ํ นาจบรห ิ ารปกครองสง ู สด ุ หรอ ื อ ํ านาจทจÉี ะครอบงา ํ • ส ํ าน ั กน ีโอมารกซส ิ ม ์ เหน ็ ว่า Hegemony คอ ื เครÉอ ื งมอ ื ทชนชัÉี นนา Ê ยทุนเอามาใช้บง ั คบ ั ควบคม ุ ชนชน ั Ê แรงงาน การควบค ุ มไม่ไดเ ้ กด ิ ขน Êึโดยตรง แต่เกด ิผ่านอํานาจครอบงา ํ ทมÉี เ ี หน ื อรฐ ั รฐ ั จง ึ เป็ นเครอÉื งมอ ื ของชนชนนายทุน กล่า ั Ê วคอ ื ไม่ใช่มเ ี พยีงนายท ุ นเทา่นนที ั Ê เÉขา ้ มาจด ั การ แต่มร ี ฐ ั เป็ นผค ู ้ วบค ุ มแรงงานแทนนายทุน • สา ํ นก ั น ีโอมารกซส ิ ม ์ จง ึ เน ้ นการวเ ิ คราะหบ ์ ทบาทของรฐ ั และอา ํ นาจรฐ ั นกั คดิ กลุ่มนี Ê เหน ็ ว่า โดยรวมแลว ้ รฐ ั กย ็ ง ั คงรก ั ษาผลประโยชน ์ใหก ้ บ ั นายท ุ น เพราะฉะนนัÊ จงึไม่ม ี ความไว ้ วางใจในรฐ ั การใช ้ อ ํ านาจครอบง ํ าในสง ั คมท ุ นน ิ ยมใช ้ ผ่านการบรโิ ภควฒ ั นธรรมและสÉอ เพื ืÉอท ํ าให ้ประชาชนมอ ี ุ ดมการณ ์ ทถูกครอÉี บง ํ าโดยรฐัและนายทน ุ ในทสุดÉี  สิงทีÉตÉ้ องทราบ หลง ั จากเรย ี นเรÉอง มาร์กซ์และนีโอมาร์กซิสจบ เพราะ ื เหตุใดนีโอมารก ์ ซส ิ จง ึ ตอ ้ งปรบ ้ เปลยÉี นคา ํ อธบ ิ ายปรช ั ญาของมารก ์ ซใ์ นบางเรองÉื


82 ง. Max Weber : 1864 - 1920


83  Max Weber เป็ นน ั กคด ิ ชาวเยอรมน ั ทมÉี บ ี ทบาทสําคญ ั ในฐานะน ั กทฤษฎค ี นส ุ ดทายของ้ กลุ่มนักทฤษฎีคลาสสิค ทีÉเริÉมจาก ออกุสต์ ก็องต์, เอม ี ล เดอร ์ไคร ์ ม และมาร์ กซ์เนืÉองจากมารก ์ ซ ์ไดเ ้ สนอทฤษฎ ี มาร ์ กซส ิ มข ์ น Êึ ก่อนเวเบอร ์ เวเบอรจ ์ ง ึได ้ รบ ั ความคดิ ของมารก ์ ซม ์ าดว ้ ย และไดค ้ ร ุ่นคด ิ เพม ิÉเตม ิ จากทมÉี ารก ์ ซไ์ ดเ ้ สนอไว ้  ผลงานทีโดดเด่นที ÉสÉุ ดของเวเบอรค ์ อ ื ระบบราชการ (bureaucracy) ซึงÉ ไดก ้ ลายมาเป็นกระบวนทศ ั น ์ หลก ั ซงทัÉึ วÉ โลกใชใ้ นการบรห ิ ารงานภาครฐ ั มานานหลายสบ ิ ปี  ส่วนมุมมองของ Max Weber เกีÉยวกบ ั สง ั คมวท ิ ยาน ั น Ê เวเบอร ์ เหน ็ ว่า สง ั คมวทยาเป็นิ ศาสตรซ ์ งÉึ พยายามเขา ้ใจและตค ี วามหมายของการกระทําทางสง ั คม (Social action) โดยพยายามหาคาํอธบ ิ ายวา่การกระทาํของสง ั คมนน ั Ê มเ ี หต ุ ผลต่อเนÉื องกน ั อย่างไร  เวเบอร ์ เห ็ นว่าพล ั งการเม ื อง เศรษฐก ิ จและสง ั คม ม ี อ ิ ทธ ิ พลอย่างสําคญั ต่อกฎหมายพัฒนาการทางกฎหมายนันมีผลเชื Ê Éอมโยงโดยใกล้ชิดจากองค์ประกอบทางสังคม เศรษฐกจ ิ และการเมอ ื ง เชน่การพฒ ั นาเศรษฐกจ ิ แบบท ุ นน ิ ยมสง่ผลอย่างสาํคญั ต่อระบบกฎหมาย  เวเบอร์ได้เสนอเรืÉอง กลุ่มสถานภาพ (Status Group) หมายถึง กลุ่มทีÉมีแบบแผนการบรโิ ภคและการใชช ้ ว ี ต ิ (life style) เหมอ ื นกน ั กล ุ่มสง ั คมของเวเบอรเ ์ป็ นกล ุ่มทมÉี มี ติ สิ งัคมมากกวา่ทางเศรษฐกจ ิ


84  หากแบ่งคนตามอ ํ านาจเศรษฐกจ ิ หรอ ื ทรพ ั ยส ์ น ิ เวเบอรแ ์ บ่งคนในสง ั คมออกเป็ น2ชัน Ê คอ ื ชนชนที ั Ê มÉท ี รพ ั ยส ์ น ิ และชนชนที ั Ê ไÉม่มท ี รพ ั ยส ์ น ิ การแบ่งของเวเบอรม์ ุ่งเน้นในเรือง É 3P คอ ื  การมอ ีํ านาจเหน ื อคนอÉน ื (power)  การมอ ี ภส ิ ท ิ ธเ ิÍ หน ื อผอ ู ้Éน ื (privilege)  การไดร ้ บ ั การยอมรบ ั (prestige)  3P ดง ั กล่าวท ํ าใหค ้ นอย ู่ในกล ุ่มสถานภาพทต่างจากคนอืÉีÉน คนทีได้ Éรบ ั การยกย่องมช ีÉอ ื เสย ี งจะมช ี่วงชน ั Ê สง ู กว่าคนอÉน ืโดยไม่จ ํ าเป็ นตอ ้ งรวย การพจารณาสถานภาพิ ของบ ุ คคลอยา่พจ ิ ารณาทความรวยÉี-จนเท่านัน Ê แต่ใหด ้ ว ู่าคนมส ี ถานภาพอย่างไร ในเรืองของชนชัÉน Ê ในทางเศรษฐกจ ิ เวเบอรค ์ ด ิ คลา ้ ยมารก ์ ซว ์่ากล ุ่มทมÉี ท ี ุ นกบั กลุ่มทÉีไม่มท ี ุ นจะขด ั แยง ้ กน ั แต่ละกล ุ่มมว ี ถ ิใี นการมองโลกแตกต่างกน ั แต่ความสมั พนัธ์ของมน ุ ษย ์ไม่ได ้ อยู่ บนพ Ê น ื ฐานทางเศรษฐกจ ิ อย่างเดย ี ว ยง ั มม ี ต ิ ท ิ างสง ั คมแบบแผนการบรโิ ภคและการใช ้ ชว ี ต ิ ความสม ั พน ั ธ ์ ทางสง ั คมจง ึ ซบ ั ซ ้ อนกว่าทมาร์กซ์Éี เสนอไว ้


85  การอธบ ิ ายความสม ั พน ั ธ ์ ทางสง ั คม เวเบอรเ ์ หน ็ ว่าจะตอ ้ งเขา ้ใจคําสองคําก่อนคอืคําว่า “อํานาจ” (Power) และ “สท ิ ธอ ิ าํนาจ” (Authority)  “อํานาจ” (Power) คือ ความสามารถแสดงความต้องการของตนเองได้และความตอ ้ งการของตนเองเหน ื อความตอ ้ งการผอ ู ้Éน ื คอ ื ผม ู ้ อ ีํานาจ  “สท ิ ธอ ิํานาจ” (Authority) คอ ื สท ิ ธโิ ดยชอบธรรมทÉจ ี ะคาดหวง ัให ้ ผ ู ้ อÉนเต็ ื มใจเชืÉอฟังคาํสงของตน ัÉ  “ส ิ ทธ ิ อา ํ นาจ” (Authority) มท ี มÉี าได ้3 แบบ คอ ื  1. สท ิ ธอ ิ าํนาจอน ั เกด ิ จากประเพณ ี(Traditional Authority)  2. สท ิ ธอ ิ าํนาจอน ั เกด ิ จากบ ุญบารม ี(Charismatic Authority)  3. สท ิ ธอ ิ าํนาจอน ั เกด ิ จากเหต ุ ผลหรอ ื กฎหมาย (Rational-Legal Authority)  ผลงานทีÉสําคญ ั ทÉี สุดของเวเบอร ์ คอ ื หน ั งส ื อเรÉอง ื “จร ิ ยธรรมของน ิ กายโปสเตสแตนส์และจ ิ ตว ิ ญญาณของท ุ นน ิ ยม” (The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism – 1905) เป็นงานทีตÉอ ้ งการคน ้ ควา ้ หาคาํตอบเกยÉี วกบ ั ระบบเศรษฐกจแบบิ ท ุ นน ิ ยมสมย ัใหม่และต ้ องการตอบโต ้ เช ิ งวช ิ าการกบ ั แนวคด ิ เรÉอ ื งวต ั ถ ุ น ิ ยมของคาล มารก ์ ซ ์


86  เวเบอรม ์ ว ี ต ั ถ ุ ประสงค ์4 ประการในการเขย ี นหนง ั สอ ื เล่มน Ê ี  (1) ตอ ้ งการจะปฏเ ิ สธการวเ ิ คราะหต ์ ามแนวคด ิ ของมารก ์ ซส ิ ม ์  (2) ต ้ องการอธ ิ บายว่าท ํ าไมวฒ ั นธรรมท ุ นน ิ ยมทÉม ี ล ีั กษณะเด่นอยู่ ทÉี การใช้ หลกัเหต ุ ผลจง ึไดถ ้ อ ื ก ํ าเน ิ ดและครอบงา ํ การกระทา ํ ของผค ู ้ นทางตะวน ั ตก  (3) ต ้ องการแสดงใหเ ้ หน ็ ค ุ ณค่าเชง ิ วฒ ั นธรรมมส ี่วนในการก ํ าหนดการกระทํ าทางสง ั คม โดยวธ ิ ก ี ารชน Ê ีํ าความสนใจและผลประโยชน ์ ของผค ู ้ น  (4) ต้องการชี Êให้เห็นว่าสาขาทีÉมล ีั กษณะภวว ิ สย ั (objectivity) อย่างสังคมวิทยาสามารถศก ึ ษาเรอÉื งราวในทางประวต ั ศ ิ าสตรไ์ ดเ ้ ช่นกน ั  เวเบอร์เชืÉอว่า การเปลียนแปลงระบบความเชืÉ Éอในศาสนาครส ิ ต ์ มค ี วามสา ํ คญั ทสุดÉีต่อการท ํ าให ้ เก ิ ดการปฏ ิ วต ัิ อ ุ ตสาหกรรม หน ั งสอ ื “จร ิ ยธรรมของน ิ กายโปสเตสแตนสแ ์ ละจต ิ วญ ิ ญาณของท ุ นน ิ ยม” อธบ ิ ายว่า การปฏร ิ ู ปทางศาสนาโดยมารต์ นิลูเธอร์ ก่อกําเนิดนิกายโปรเตสแตนท์ซึÉงเชืÉอว่ามนุษย์จะต้องเกรงกลัวและมคี วามรบ ั ผด ิ ชอบต่อพระเจ ้ าโดยตรง ไม่มน ีั กบวช (บาทหลวง) เป็นสืÉอกลางอย่างโรมนัคาธอลก ิ


87  คา ํ สอนของโปรเตสแตนทส ์ อนใหค ้ นระวง ั เรอÉื งความประพฤตใิ นโลกปั จจ ุ บนั เพราะถา ้ ทา ํ ผด ิไปแลว ้ จะไม่มก ี ารแก ้ ตว ั กบ ั พระผเ ู ้ป็ นเจา ้ได ้ คนธรรมดาไมม่ท ี างร ู อ้ นาคตของตนว่าเมืÉอตายแลว ้ จะไดไ้ปอยู่ ในอาณาจก ั รของพระเจ ้ าหรอ ืไม่ซงเÉึ ป็นไปตามค ํ าสอนของคาลวน ิ (Calvin) เรย ี กว่า ลท ั ธ ิ คาลว ิ น ซึÉงเชืÉอว่าพระเจ้าได้กําหนดชะตาชว ี ต ิ ของแต่ละคนไวแ ้ ลว ้ (predestination) คําสอนนี Ê กลบ ั มไิ ดก ้ ่อใหเ ้ กดิ ความทอ ้ ถอย เวเบอรอ ์ ธบ ิ ายว่า ยงÉิ ทา ํ ใหค ้ นตอ ้ งการพส ิ จ ู น ์ หรอ ื ตอ ้ งการทราบว่าพระเจ้ากา ํ หนดชว ี ต ิ ของคนไวอ ้ ยา่งไร การจะไดร ้ เ ู ้ ชน่นน ั Ê จง ึปรากฏในรป ู ของความสา ํ เรจ็ในการด ํ าเน ิ นชว ี ต ิ ผลของความเชÉอเช่นนี ื Ê คอ ื ท ํ าให ้ คนมค ี วามรบ ั ผด ิ ชอบต่อตนเอง (individual responsibility) ในการดําเนินชีวิต แทนทีÉจะให้คนอืÉนหรือสังคมรบ ั ผด ิ ชอบ บ ุ คคลมค ี วามร ู ส ้ ก ึ ว่าอนาคตของตนอยู่ ในอ ํ านาจของตนทจÉีะแก้ไขและเกด ิ ความเชอมัÉื นในตนเอง É  เวเบอร์สรุปว่า คําสอนนีÊ สม ั พน ั ธ ์ ก ั บแนวค ิ ดปั จเจกชนน ิ ยมทีÉเน้นคุณค่าของมน ุ ษยแ ์ ต่ละคนและน ํ าไปส่ก ู ารขยายตว ั ของลท ั ธเ ิ ศรษฐกจ ิ แบบท ุ นน ิ ยมทเน้นการÉี ประกอบการของเอกชน


88  เวเบอร์เชืÉอว่าคําสอนของโปสเตสแตนท ์ มส ี่วนสม ั พน ั ธ ์ กบ ั ค่าน ิ ยมทางเศรษฐกจิของผค ู ้ นในระบบท ุ นน ิ ยมอย่างสง ู ดง ั น Ê ี  (1) โปสเตสแตนท์เชืÉอว่า ความมังคัÉงเป็นพรจากพระเจ้า คนทีÉ ÉทํางานหนักจะรํÉารวย แต่ความมังคัÉงÉจะต ้ องน ํ าไปสู่ การเกบ ็ ออมและลงท ุ นใหม่และเพÉอื เชดิชูพระจ้า ไม่ใช่เพืÉอการใช ้ จ่ายอย่างฟุ่ มเฟื อย ค่าน ิ ยมน Ê ีเป็นพืน Ê ฐานส ํ าคญั สํ าหรบัการพฒ ั นาหลง ั การปฏว ิ ต ั อ ิ ุ ตสาหกรรม  (2) ความเคารพในพระเจ้าเป็นเรืÉองของปัจเจกบุคคล ยึดหลักประชาธิปไตยมากกวา่ยด ึ หลก ั ของศาสนจก ั รและนก ั บวช  (3) โปสเตสแตนท ์ ยด ึ หลก ั เหต ุ และผล ปฏ ิ เสธพธ ิี กรรมทÉฟีุ่ มเฟื อยและคํ าสอนต่างๆ ทีอÉธบ ิ ายเชง ิ เหต ุ ผลไม่ได ้  (4) การทํางานหนักและการสังÉสมก ํ าไร เป็ นหนทางไปสู่ การหล ุ ดพ้ นเป็นสญ ั ญาณว่าไดร ้ บ ั เลอ ื กจากพระเจา ้  ดว ้ ยเหต ุ น Ê ี การทา ํ งานหน ั กและสงสมกําไรของโปส ัÉ เตสแตนท์จง ึ เป็ นการสะสมทุนทีÉจา ํ เป็ นสา ํ หรบ ั ความแขง ็ แกร่งของระบบท ุ นน ิ ยม


ส่วนที É 3 สรุปแนวความคิดในทางสง ั คมว ิ ทยากฎหมายของเยอรมนั89 ก. Rudolf von Jhering : 1818 – 1892 1) พลง ัในการขบ ั เคลÉื อนสง ั คม - เป็ นพล ั งของปั จเจกบ ุ คคล แต่ไม่อาจยอมรบัเสรภ ี าพสมบ ู รณ ์ ของปั จเจกบ ุ คคลได ้ เพราะประโยชน ์ ของบ ุ คคลย่อมขดั แยง้ กบัประโยชน ์ ของสว่นรวม 2) แนวคด ิในทางกฎหมาย - “วต ั ถ ุ ประสงค ์” ของกฎหมายเป็ นรากฐานสํ าคญัทÉีก่อใหเ ้ กด ิ กฎหมาย ดง ั นนเพื ั Ê อÉ ใหก ้ ฎหมายเกด ิ ด ุ ลภาพระหว่างประโยชน ์ ของบุคคลกบ ัประโยชน ์ ของสว่นรวม รฐ ั จง ึ ตอ ้ งเขา ้ มาควบค ุ มเสรภ ี าพของบ ุ คคล


90 ข. Karl Marx : 1818 – 1883  1) พลง ัในการขบ ั เคลÉอ ื นสง ั คม - มาจากความขด ั แยง ้ ของชนชน ั Ê ในสง ั คม ซงมีÉึ พืนฐานมาÊ จากระบบเศรษฐกจ ิ เป็ นตว ั กําหนด  2) แนวคด ิในทางกฎหมาย  กฎหมายเป็นผลผลิตหรือผลสะท้อนของโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเงืÉอนไขทางเศรษฐกจ ิ  กฎหมายเป็ นเสมอ ื นหนÉึงเครืÉองมอ ื หร ื ออาว ุ ธทÉชนชั ี นปกครองสร้างขึ Ê Ê นเพืÉอปกป้องอาํนาจของตน ค. แนวค ิ ด Neo Marxism  1) พลง ัในการขบ ั เคลÉอน ื - มาจากความขด ั แยง ้ ของชนชน ั Êในสง ั คม แต่ชนชนในทั Ê างสงัคมมไิ ดม ้ เ ี พย ี งสองชนชน ั Ê แต่มช ี นชนที ั Ê สÉาํคญ ั เกด ิ ขน Êึ คอ ื “ชนชันกลา Ê ง” ซึงÉมค ี วามสาํคญัต่อการเปลียÉนแปลงสง ั คม  2) แนวคด ิในทางกฎหมาย - กฎหมายเป็นส่วนหนึÉงของ “ระบบสง ั คม” ซึงนายทุนทําÉ ให้เกด ิโครงสรา ้ งสง ั คมทไม่เอื Éี Ê อต่อชนชัน Ê แรงงาน เกด ิ การเอารด ั เอาเปรย ี บผ่านทางระบบสง ั คม เรย ี กวา่อ ุ ปสรรคเชง ิโครงสรา ้ ง หรอ ื ความรน ุ แรงเชง ิโครงสรา ้ ง


91 ง. Max Weber : 1864 – 1920 ก. พลง ั ขบ ั เคลÉอ ื นสง ั คม - เวเบอรค ์ ด ิ คลา ้ ยมาร ์ กซ ์ ว่ากล ุ่มทมÉี ท ี ุ นกบ ั กล ุ่มทไÉี ม่มทีุ นจะขด ั แยง ้ กน ั แต่ความสม ั พน ั ธ ์ ของมน ุ ษยไ์ ม่ไดอ ้ ยู่ บนพนฐานทางเศ Ê ื รษฐกจิ อย่างเดย ี ว ยง ั มม ี ต ิ ท ิ างสง ั คม แบบแผนการบรโิ ภคและการใช ้ ชว ี ต ิ ความสม ั พนธ์ทางั สง ั คมจง ึ ซบ ั ซอ ้ นกว่าทมÉี ารก ์ ซเ ์ สนอไว ้ ข. แนวคด ิในทางกฎหมาย - พลง ั การเมอ ื ง เศรษฐกจ ิ และสง ั คม มอ ี ท ิ ธพิ ลอย่างส ํ าคญ ั ต่อกฎหมาย พฒ ั นาการทางกฎหมายน ันมีผลเชื Ê Éอมโยงโดยใกล้ชิดจากองคป์ ระกอบทางสง ั คม เศรษฐกจ ิ และการเมอ ื ง เช่น การพฒ ั นาเศรษฐกจ ิ แบบทุ นน ิ ยมสง่ผลอย่างสา ํ คญ ั ต่อระบบกฎหมาย


92  เอกสารอ ่ านประกอบ  ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. ล ั ทธ ิ เศรษฐก ิ จการเม ื อง. พิมพ์ครังที Ê É 11. กรุงเทพฯ : สา ํ นก ั พม ิ พแ ์ ห่งจ ุ ฬาลงกรณ ์ มหาวท ิ ยาลย ั , 2566.  บวรศก ั ด ิÍอุวรรณโณ. กฎหมายมหาชน เล ่ ม 1 ว ิ วฒ ั นาการทางปรชั ญาและลก ั ษณะของกฎหมายมหาชนย ุ คต ่ าง ๆ . พม ิ พค ์ รงที ั Ê É8. กร ุ งเทพฯ : สา ํ นกั พมิพ์แห่งจ ุ ฬาลงกรณ ์ มหาวท ิ ยาลย ั , 2566.  ปรด ีี เกษมทรพ ั ย ์. น ิ ต ิปรช ั ญา. พม ิ พ ์ ครงที ั Ê É 15. กรุงเทพฯ : โครงการตําราและเอกสารประกอบการสอน คณะน ิ ตศ ิ าสตร ์ มหาวท ิ ยาลย ั ธรรมศาสตร, 2560. ์  จรัญ โฆษณานันท์. น ิ ต ิปร ั ชญา. พิมพ์ครังที Ê É 20. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์มหาวท ิ ยาลย ั รามคา ํ แหง, 2561.  วรเจตน ์ ภาคร ี ต ั น ์. ประวต ัิ ศาสตรค ์ วามค ิ ดน ิ ต ิปรช ั ญา. พม ิ พค ์ รงที ั Ê É2. กรุงเทพฯ : อ่าน, 2564


วฒ ั นธรรมทางการเมื อง กบ ั การพฒ ั นาประชาธ ิปไตยอาจารย ์ ดร.ฌานทิธ Íิสน ั ตะพน ั ธ ุ ์ 93 คณะนิติศาสตร ์ สถาบน ั บณ ั ฑิตพฒั นบริหารศาสตร ์ สง ั คมว ิ ทยากฎหมายกบ ั การพฒั นา หลก ั ส ู ตรนิติศาสตรมหาบณั ฑิต ภาคเรียนทีÉ 2 ปี การศึกษา 2567


94 เคา ้โครงการบรรยายบทนา ํ : วฒ ั นธรรมทางการเม ื อง สภาพปั ญหาพ Êนฐานของกฎหมายไทยื ส่วนทีÉ 1 แนวคิดเกียÉวกบ ั วฒ ั นธรรมทางการเม ื อง  ก. ความหมาย  ข. ลักษณะ  ค. รป ู แบบของว ั ฒนธรรมทางการเม ื องตามระบอบการปกครอง ส่วนทีÉ 2 ลก ั ษณะของวฒ ั นธรรมทางการเม ื องของไทย  ก. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบอํานาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ : อัตลักษณ์ของสง ั คมไทย  ข. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้ า : พฤติกรรมขาดการมีส่วนร่วมในทางการเม ื องของสง ั คมไทย ส่วนทีÉ 3 วฒ ั นธรรมทางการเม ื องท ีเอืÉ Êอต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย


บทนํา 95 สภาพปัญหาพืนฐาน Ê ของกฎหมายไทยในอดต ี คอ ื ใหค ้ วามสา ํ คญ ั กบ ั ระบบราชการแบบรวมศน ู ยอ ์ ํ านาจ ใหอ ้ํ านาจและเอกสท ิ ธแ ิÍ ก่ระบบราชการมากกว่าการควบคม ุ การใชอ ้ํ านาจ ขาดอ ุ ดมการณ ์ เชง ิ ค ุ ณคา่และคณ ุ ธรรมของกฎหมาย สาเหต ุ ของปั ญหาดง ั กล่าวขา ้ งตน ้ ส่วนหนÉึ งมท ี มาจากÉี “วฒ ั นธรรมทางการเมือง”ของไทย ซึงÉเป็ นตว ั กา ํ หนดหรอ ื เครอÉื งหล่อหลอมกฎหมายของไทยในอดต ี ดง ั น ัน การที Ê Éจะเข ้ าใจสภาพปั ญหาของกฎหมายไทยในปั จจ ุ บน ั ได ้ ต ้ องทํ าความเขา ้ใจ “ตน ้ ราก” แห่งปั ญหา เสย ี ก่อน ซงหนึ Éึ Éงในแขนงของรากแห่งปัญหาเหล่านันÊ คอืวฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งของไทยนนเอง ัÉ


ส่วนที É 1 แนวคิดเกีย É วกบ ั วฒั นธรรมทางการเมือง96 ก. ความหมายของวฒ ั นธรรมทางการเม ื อง ความสําคัญ วัฒนธรรมทางการเมืองเป็น software สถาบันการเมืองเป็ น hardware ความหมายของวฒ ั นธรรมทางการเม ื อง Gabriel Almond : รป ู แบบของทศ ั นคตส ิ่วนบ ุ คคลและความโน ้ มเอย ี งของบุ คคลทีมีÉต่อการเมอ ื ง ในฐานะทบุคคลนัÉี น Ê เป็ นสมาชก ิ ของระบบการเมอ ื ง ความโน ้ มเอย ี งม ี3 ดา ้ น ไดแ ้ ก่  ความโน ้ มเอย ี งดา ้ นความรบ ั ร ู ้(Cognitive orientations)  ความโน ้ มเอย ี งดา ้ นความรส ู ้ ก ึ (Affective orientations)  ความโน ้ มเอย ี งดา ้ นการประเมน ิ ค่า (Evaluative orientations) (Gabriel A. Almond & Bingham Powell, Comparative Politics : A Developmental Approach (Boston : Little, Brown and company,1966), p. 50.)


97 ข. ลก ั ษณะของวฒ ั นธรรมทางการเม ื อง ตามแนวคด ิ ของ Almond & Verba ซึงÉเป็ นน ั กวช ิ าการทางรฐ ั ศาสตร ์ ทมÉี ผี ลงานศก ึ ษาเรอÉื งวฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งเป็ นทยÉี อมรบ ั และถ ู กอา ้ งอง ิ มากทสุÉี ด วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบคบ ั แคบ (The parochial political culture) วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบไพร่ฟ้ า (The subject political culture) วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบมส ี ว่นรว่ม (The participant political culture) วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบผสม  คบ ั แคบผสมไพร่ฟ้ า (The parochial-subject culture)  ไพร่ฟ้ าผสมมส ี ว่นรว่ม (The subject-participant culture)  คบ ั แคบผสมมส ี ว่นร่วม (The parochial-participant culture) (Gabriel A. Almond & Sidney Verba, The Civic Culture : Political Attitudes and Democracy in Five Nations (Boston : Little, Brown and company, 1965), pp. 13 – 29.)


98 ค. รป ู แบบของวฒ ั นธรรมทางการเม ื องตามระบอบการปกครอง วฒ ั นธรรมทางการเม ื องแบบอา ํ นาจน ิ ยม (Authoritative political culture)  เป็ นวฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งทเอืÉี อ Ê ต่อการปกครองระบอบเผดจ ็ การ  ลก ั ษณะแนวโน ้ มทสÉี มาชก ิในสง ั คมเหน ็ ว่า “อาํนาจคอ ื ธรรม”  ความเหน ็ ของผม ู ้ อ ีํานาจย่อมถ ู กต ้ องเสมอและจําเป็ นทผÉี ถ ู ้ ู กปกครองจะตอ ้ งปฏบิ ตัติามเคารพ เชือÉฟั ง ยกย่องและเกรงกลว ั ผม ู ้ อ ีํานาจ วฒ ั นธรรมทางการเม ื องแบบประชาธ ิปไตย (Democratic political culture)  แนวค ิ ดปั จเจกชนน ิ ยม (Individualism) ความร ู ้ ส ึ กว่าคนแต่ละคนมค ี ุ ณค่าในตวเอง ัรฐ ั บาลไม่ควรเขา ้ ควบค ุ มกระบวนการทางเศรษฐกจ ิ และทางสง ั คม เอกชนหรอืปัจเจกชนจะตอ ้ งมส ี ท ิ ธใิ นการตด ั สน ิใจของตนเองโดยเสร ี  ความเชืÉอในระบบสังคมเปิด (Open society) มีใจกว้าง ยอมรับในความคิดเห็นทีÉแตกต่าง ยอมรบ ั ความสามารถของบ ุ คคลอÉน ื เปิ ดโอกาสใหพ ้ ฒ ั นาตนเอง  การมส ี่วนร่วม (Participation) การกระทําของปั จเจกบ ุ คคลหรอ ื กล ุ่มบ ุ คคล โดยมงุ่หวงัใหก ้ ารกระทํานน ั Ê ส่งผลกระทบต่อการตด ั สน ิใจของผใ ู ้ ชอ ้ํานาจทางการเมอ ื ง หรอื ต่อการเปลียÉนแปลงทางการเมอ ื งในทศ ิ ทางทตÉี นตอ ้ งการ


99 ทวภิพ สนธสิญัญาเบาวร ์ งิ ระบบวรรณะในอนิเดย ี (1) ระบบวรรณะในอนิเดย ี (2)


100  อย่างไรกต ็ าม ไม่ว่าจะเป็ นวฒ ั นธรรมอํานาจน ิ ยมหรอ ื วฒ ั นธรรมประชาธปิไตย ต่างกม็ไิด้ดาํรงอย่ใ ู นสญุ ญากาศ หากแต่ดํารงอยใ ู่นสง ั คมทมÉีี“ระบบความสม ั พน ั ธใ์ นการผลิต” ซึงÉก่อใหเ ้ กด ิ “วฒ ั นธรรมทางเศรษฐก ิ จ” ซึงÉส่งผลกระทบเป็ นล ู กโซ่ต่อวฒ ั นธรรมทางสงัคมและการเมอ ื งดว ้ ย  วฒ ั นธรรมทางเศรษฐกจ ิ ซงÉึ เกด ิ ขน Êึ จากระบบความสม ั พน ั ธใ์ นการผลต ิ ไดแ ้ ก่  1. ระบบอ ุ ปถม ั ภ ์(Patronage system) ประกอบด ้ วยผ ู อ ้ ุ ปถม ั ภ ์ และผ ู ร ้ บ ั การอ ุ ปถมั ภ์ซÉึงเป็ นความสม ั พน ั ธ ์ ของคน 2 ฝ่ายทีไÉม่เท่าเทย ี มกน ั โดยฝ่ายหนÉึ งยอมรบ ั อท ิ ธพิ ลและความค ุ ม ้ ครองของฝ่ายทมÉี อ ีํานาจเหน ื อกว่า ระบบความสม ั พน ั ธเ ์ ชง ิ อ ุ ปถม ั ภก ์ ่อใหเ ้ กด ิ วฒั นธรรมการรวมกลุ่มและเล่นพรรคเล่นพวก  2. ระบบท ุ นน ิ ยม (Capital system) คอ ื ระบบทเÉีปิ ดโอการใหบ ้ ุ คคลเป็ นเจา ้ ของปั จจยัการผล ิ ตและดําเน ิ นการตามความสามารถของตน ทําให ้ เก ิ ดวฒ ั นธรรมปั จเจกชนนิ ยมและสง่เสรม ิ การแขง่ขน ั  ยอมรบักรรมสทิธใิÍ นทรพัยส ์ นิของบ ุ คคล  ยด ึ หลกัเสรภ ี าพในการประกอบกจิการ  ยอมรบัเสรภ ี าพของผบ ู ้ รโิภคในการเลอ ื กใชส ้ นิคา ้ และบรกิาร


Click to View FlipBook Version