ส่วนที É 2 ลก ั ษณะของวฒ ั นธรรมทางการเมืองของไทย101 ก. วฒ ั นธรรมทางการเม ื องแบบอ ํ านาจน ิ ยมและระบบอ ุ ปถม ั ภ ์ : อตั ลกัษณ์ของสง ั คมไทย วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบอ ํ านาจน ิ ยม คอ ื แนวโน ้ มทÉี สมาชก ิในสง ั คมเห็ นว่า “อา ํ นาจคอ ื ธรรม” ระบบอ ุ ปถม ั ภ ์ประกอบด ้ วยผ ู อ ้ ุ ปถม ั ภ ์ และผ ู ้ รบ ั การอ ุ ปถม ั ภ ์โดยฝ่ายหนึÉงยอมรบัอท ิ ธพ ิ ลและความค ุ ม ้ ครองของฝ่ายทมÉี อ ีํ านาจเหน ื อกว่า ระบบอ ุ ปถม ั ภ ์ของไทยมีทีมาจากÉ ” ระบบไพร่” และ “ระบบศก ั ดน ิ า” มล ู นายตอ ้ งคอยควบค ุ มดแ ู ลไพร่ขณะเดย ี วกน ั มล ู นายกต ็ อ ้ งใหค ้ วามค ุ มครองไพร่ ้ ส่วนไพร่กม ็ ห ี น ้ าทตÉี อ ้ งปฏบ ิ ต ั ต ิ่อมล ู นายดว ้ ยความจงรก ั ภก ั ด ี ลก ั ษณะความสม ั พน ั ธเ ์ ช่นน Ê ีไดร ้ บ ั การเกอ Ê ื หน ุ นใหด ้ า ํ รงอย่ด ู ว ้ ยหลก ั ธรรมเรองความÉื กตญ ั sก ู ตเวทใี นพระพท ุ ธศาสนา และความเชอเรืÉื อÉงกรรมเก่าแต่ชาตปิ างก่อน
102 ความสม ั พน ั ธใ์ นการผล ิ ต วฒ ั นธรรมอ ํ านาจน ิ ยม วฒั นธรรมประชาธิปไตยว ั ฒนธรรมประชาธปิไตยอปุ ถั มภ์ ว ั ฒนธรรมอาํนาจน ิ ยม อป ุ ถ ั มภ ์ ระบบอุปถัมภ์ ระบบทุนนิยม ว ั ฒนธรรมท ุ นน ิ ยมอภ ิ สท ิธิ Í ว ั ฒนธรรมเสรีประชาธปิไตย รป ู แบบของวฒ ั นธรรมในสง ั คมไทย นักการเมือง นายทุน ประชาชนข้าราชการ อาํนาจผ ู กขาด สมั ปทาน เล ื อกตÊัง เงินทุนสนับสนุน ซื Ê อเสย ี ง ส่วย วิÉงเต ้ น ตาํแหน่ง ส่วย วิÉงเต้น อภิสทิธ Í เส้นสายิ สมั ปทาน สทิธปิระโยชน ์ ส่วยวÉงเต้นิ
103 ข.วฒ ั นธรรมทางการเม ื องแบบไพร ่ฟ้ า : พฤต ิ กรรมขาดการม ีส ่ วนร ่ วมในทางการเมอ ื งของสง ั คมไทย “ตว ั ละครในทางการเม ื อง”ล ้ วนแลว ้ แต่เป็ นกล ่ ุ มผ ้ใ ู ช ้ อา ํ นาจปกครองประเทศทังสิ Ê Êน ซึÉงเป็นลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า (The subject political culture) ตาม Model ของ Almond & Verba นันเองวัฒนธรรมทางÉการเมอ ื งแบบอ ํ านาจน ิ ยม คอ ื แนวโน ้ มทสÉี มาชก ิในสง ั คมเหน ็ ว่า “อา ํ นาจคอธรรม” ื “ส ั มพ ั นธภาพเช ิ งอ ํ านาจ” ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2475 เป็ นเรืÉองระหว่าง พระมหากษต ั รย ิ์– เจา ้ นาย – ขน ุ นาง สว่นในช่วงหลง ัปี พ.ศ. 2475 เป็ นการแย่ งช ิ งอ ํ านาจของ พรรคการเม ื อง – กองทพ ั– กล ุ่มท ุ นทางการเมอ ื งเท่านั น แÊ ต่ ประชาชนซึงÉเป็ นกลไกสา ํ คญ ั ทสÉี ุ ดในการขบ ั เคลÉอ ื นระบอบประชาธปิไตยกลบั มไิด้เขา ้ มาร่วมเล่น “เกมการเมอ ื ง” เหล่านันเลย เพราะประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ Ê ยงัมีวฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบไพร่ฟ้ าทเÉี พก ิ เฉยต่อการมส ี่วนร่วมในการปกครองอยู่มากนันÉเองระบบอ ุ ปถม ั ภ ์ประกอบด ้ วยผ ู ้ อ ุ ปถม ั ภ ์ และผ ู ้ รบ ั การอ ุ ปถมภ์ โดยฝ่ายั หนึÉงยอมรบ ั อท ิ ธพ ิ ลและความค ุ ม ้ ครองของฝ่ายทมÉี อ ีํ านาจเหน ื อกวา่
ส่วนที É 3 วฒ ั นธรรมทางการเม ื องท ี É เอื Ê อต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย104 วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งเป็ นกรอบหรอ ื แนวทางของพฤตก ิ รรมทางการเมอ ื งในสงัคมทีÉถ ื อปฏ ิ บต ั ส ิ บ ื ต่อจนฝั งรากล ึ กในสง ั คม หรอ ื เป็ นกรอบของพฤตก ิ รรมตามสภาพความเป็ นจรง ิ วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งจง ึ เป็ นเรÉอ ื งของพฤตก ิ รรมร่วมทางการเมอืงซึงÉอาจจะถ ู กหรอ ื ผด ิ ดห ี รอ ืไม่ดก ีไ็ ด ้ และมก ั เป็ นเรÉองที ื อÉยู่ เหน ืออํานาจทางกฎหมาย การใช ้ กฎหมายสร ้ างวฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งอย่างใดอย่างหนÉึงนันเป็นไปได้ Ê ยาก และในทางกล ั บกน ั จะใช ้ อ ํ านาจกฎหมายหย ุ ดยง ั Ê วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งทÉไม่ ี พงึปรารถนากม ็ ก ัไมป่ระสบความสา ํ เรจ ็ เช่นกน ั วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งนน ั Ê มห ี ลายรป ู แบบ หากแต่รป ู แบบท É ีเหมาะสมหรือเอืÊ อต่ อระบอบประชาธ ิปไตยมากท É ีส ุ ดกลบ ัไม ่ใช ่ วฒ ั นธรรมทางการเม ื องแบบมีส่ วนร ่ วม (The participant political culture) บร ิ ส ุ ทธ Íิ เพ ี ยงอย ่ างเด ี ยว เพราะหากประชาชนทัวทัÉง Ê ประเทศพากน ั เรย ี กรอ ้ งท ุ กอย่าง ความสงบเรย ี บรอ ้ ยกไ็ มอ่าจเกดิขนÊึได ้ เนÉื องจากปั จเจกชนแต่ละคนยอ่มม ี“ความตอ ้ งการ” ในการเรย ี กรอ ้ งทแÉี ตกต่างกนัไป จ ึ งไม่มท ี างเป็ นไปได ้ เลยทÉท ี ุ กคนจะได ้ รบ ั ความพ ึ งพอใจส ู งส ุ ดหรอ ืได้ รบั การตอบสนองการเรย ี กรอ ้ งท ุ กอยา่ง
105 Gabriel Almond และ Sidney Verba จง ึ เสนอรป ู แบบ (Model) วฒั นธรรมทางการเมืองแบบผสมซึÉงเอื Êอต่อการสถาปนาระบอบเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy) ทีมัÉนคง É (Stable Democracy) รป ู แบบทว่านีÉี Ê คอ ื “Civic Culture” ซึงÉผเ ู ้ ขย ี นขอเรย ี กว่า “วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบพลเม ื อง” Model นี Ê เกด ิ ขน Êึ จากการวจ ิ ย ั เชง ิ สา ํ รวจ (Survey research) ของนก ั วช ิ าการทังสองÊ ท่าน ในประเทศซึÉงมร ี ะบอบประชาธ ิปไตยในระดบ ั ต่าง ๆ อยู่ แล ้ วในช่วงปี ค.ศ. 1959 –1960 ค ื อ สหรฐ ั อเมร ิ กา สหราชอาณาจก ั ร เยอรมน ั ตะวน ั ตก อ ิ ตาลีและเมก ็ ซ ิโก และได ้ ขอ ้ สร ุ ปว่า ระบอบประชาธ ิปไตยทÉมัี นÉคง หรอ ื มเ ี สถ ี ยรภาพน่าจะเกด ิ ขน Êึในสง ั คมทมÉี ว ี ฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบทนÉีั กวช ิ าการทงสองเ ั Ê รย ี กว่า “CivicCulture” ซึÉงเป็นการผสมผสานของ Model วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งทงสามรูปแบบั Ê คอ ื วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบคบ ั แคบ แบบไพร่ฟ้ าและแบบมส ี ว่นรว่มเขา ้ ดว้ ยกนั
106 วฒ ั นธรรมทางการเม ื องแบบพลเม ื อง เป็ นวฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบผสมโดยมว ี ฒ ั นธรรมแบบมส ี่วนร่วมเป็ นหลก ั และมว ี ฒ ั นธรรมแบบไพร่ฟ้ ากบ ั แบบคบแคบั คานอยู่ แต่มส ี ด ั ส่วนน ้ อยกว่าแบบมส ี่วนร่วม โดยวฒ ั นธรรมแบบมส ี่วนร่วมโน้ มนํ าใหป้ ระชาชนแสดงออกซงÉึ ความมส ี ท ิ ธม ิ เ ี สย ี งและเรย ี กรอ ้ งการแกป้ั ญหาจากรฐ ั บาล จง ึ แสดงลก ั ษณะทประชาชนเป็น Éี “พลเมอ ื ง” ทีมÉค ี วามกระตอ ื รอ ื รน ้ ทางการเมอื งแบบมเ ี หต ุ มผ ี ล (Rationalist – activist) แต่ในขณะเดย ี วกน ั วฒ ั นธรรมแบบไพร่ฟ้ ากโน้ม็น ้ าวให ้ประชาชนส ํ าน ึ กในความเป็ น “ราษฎร” ภายใต ้ การปกครอง ค ื อ ยอมรบัอ ํ านาจอน ั ชอบธรรมของผ ู ้ปกครองดว ้ ย จง ึไม่ดง ึ ดน ั ทจÉี ะได ้ รบ ั การแก ้ปัญหาให้ตรงตามทีตนต้องการทุกประการ ณ จุดนีÉ Ê ความสงบเรย ี บร ้ อยจง ึไม่ถ ู กท ้ าทายจนเกิด้ ความวุ่นวายทางการเมืองจากการเรียกร้องทางการเมืองต่าง ๆ นอกจากนีÊวฒ ั นธรรมแบบคบ ั แคบหร ื อแบบท ้ องถÉิ นก ็ ยง ั คงหลงเหล ื ออยู่ ท ํ าให ้ พลเมองไม่ถูกื ครอบง ํ าโดยวฒ ั นธรรมแบบอÉน ื ๆ ของส่วนกลางเสย ี ทงหมด โดยนัยนี ั Ê Ê วฒั นธรรมทางการเมอ ื งแบบพลเมอ ื งจง ึ น่าจะเออ Ê ื ต่อระบอบการปกครองแบบประชาธปิไตยทมีÉีเสถย ี รภาพ
กล่าวโดยสรุป พลเมืองในประเทศทีÉมีวัฒนธรรมแบบ Civic Culture จะมีลก ั ษณะร่วม 2 ประการ คอ ื ประการแรก มีความสามารถในการเป็นพลเมืองทีÉดี คือ เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมอ ื งอยา่งมเ ี หต ุ มผ ี ล (Citizen Competence) ประการทีสอง Éมค ี วามสามารถในการเป็ นราษฎรทีดÉี(Subject Competence) คอ ื เป็ นผอ ู ้ ย่ใ ู ตก ้ ารปกครองทรÉี จ ู ้ ก ั การประน ีประนอมและมร ี ะเบย ี บวน ิ ย ั สหราชอาณาจก ั รมว ี ฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งใกล ้Model Civic Culture มากทีสุดÉโดยมีสหรฐ ั อเมร ิ การองลงมา และอธิบายว่าทัง Ê สองประเทศประชาชนมคี วามยอมรบ ั น ั บถอ ื หรอ ื เคารพ (Respect) และความไวเ ้ น Ê ือเชือใจ É (Trust) ในรฐ ั บาลมากและประชาชนสว่นมากกส ็ า ํ น ึ กในภารกจ ิ ทจÉี ะมส ี ว่นร่วม รวมทงเชื ั Ê อว่Éาการมสี่วนร่วมทําให้เขาสามารถมีอิทธิพลต่อรัฐบาลได้ด้วย แต่สองประเทศนีÊ ต่างกันตรงทีÉวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้าในสหราชอาณาจักรมีมากกว่าในสหรัฐอเมริกาซึÉงมีวฒ ั นธรรมแบบมส ี่วนร่วมมากกว่า 107
108 เอกสารอ ่ านประกอบ สมบัติ ธํารงธัญวงศ์. การเม ื อง แนวค ิ ดและการพ ั ฒนา. พิมพ์ครังทีÊ É 18. กรุงเทพฯ : เสมาธรรม, 2553. ทน ิ พน ั ธ ุ ์ นาคะตะ. รฐ ั ศาสตร ์ :ทฤษฎ ี แนวความค ิ ด ปั ญหาสา ํ คญ ั และแนวทางศึ กษาว ิ เคราะห ์ การเม ื อง. กร ุ งเทพฯ : ส ํ าน ั กพม ิ พ ์ จ ุ ฬาลงกรณ ์ มหาว ิ ทยาลยั,2563. รง ั สรรค ์ ธนะพรพน ั ธ ุ ์. วฒ ั นธรรมอ ํ านาจน ิ ยมอ ุ ปถ ั มภ ์ กบ ั ระบบราชการ. คอลมัน์“จากพระจน ั ทรถ ์ ง ึ สนามหลวง” ผ ้ จ ู ด ั การรายวน ั ฉบบ ั วน ั ศ ุ กรท ์ Éี14 สิงหาคม 2535. รง ั สรรค ์ ธนะพรพน ั ธ ุ ์. วถ ิ แ ี ห่งวฒ ั นธรรมในสง ั คมไทย. คอลม ั น ์“จากพระจนั ทร์ถงึสนามหลวง” ผ ้ จ ู ด ั การรายวน ั ฉบบ ั วน ั ศ ุ กรท ์ Éี4 กน ั ยายน 2535. ร ั งสรรค ์ ธนะพรพ ั นธ ุ ์. บนเส ้ นทางไปสู่ ว ั ฒนธรรมท ุ นน ิ ยมเสร ีประชาธ ิปไตย.คอลม ั น ์“จากพระจน ั ทรถ ์ ง ึ สนามหลวง” ผ ้ จ ู ด ั การรายวน ั ฉบบ ั วน ั ศ ุ กรท ์ 23 ตุลาคม Éี 2535.
109 รง ั สรรค ์ ธนะพรพ ั นธ ุ ์. ว ั ฒนธรรมท ุ นน ิ ยมเสร ีประชาธ ิปไตยก ั บระบบราชการ.คอลัมน์ “จากพระจันทร์ถึงสนามหลวง” ผ ้ ู จ ั ดการรายว ั น ฉบับวันศุกร์ทีÉ 13 พฤศจก ิ ายน 2535. ฌานิทธิÍ สน ั ตะพน ั ธ ุ.์ “วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งของไทย : รฐ ั ธรรมน ูญทแÉี ทจ ้ รง ิ ซงÉึยงัไม่เคยถ ู กยกเลก ิ.” ใน รวมบทความกฎหมายมหาชน จากเวบ ็ไซต ์www.publaw.net เล ่ ม 6. กร ุ งเทพฯ : สา ํ นก ั งานศาลรฐ ั ธรรมน ูญ, 2550 : 305 – 326. ฌานิทธิÍ สน ั ตะพน ั ธ ุ ์. “วฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งแบบพลเม ื อง: แนวทางการสร้างสังคมประชาธิปไตย.” ใน รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net เล ่ ม 7. กรุงเทพฯ: สมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย, 2552, หน้า 166 – 198.
สม ั พน ั ธภาพเช ิ งอ ํ านาจ ของสถาบน ั การเม ื องไทยในระบอบประชาธิปไตยอาจารย ์ ดร.ฌานทิธ Íิสน ั ตะพน ั ธ ุ ์ 110 คณะนิติศาสตร ์ สถาบน ั บณ ั ฑิตพฒั นบริหารศาสตร ์ สง ั คมว ิ ทยากฎหมายกบ ั การพฒั นา หลก ั ส ู ตรนิติศาสตรมหาบณั ฑิต ภาคเรียนทีÉ 2 ปี การศึกษา 2567
111 เคา ้โครงการบรรยายบทนํา ส่วนที É 1 ส ั มพน ั ธภาพเช ิ งอ ํ านาจของสถาบ ั นการเมืองในระบอบกึÉ งประชาธิปไตย ก. ปฐมเหตุแห่งการเปลี Éยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475ข. การเมืองภายหลังการเปลี É ยนแปลงการปกครอง ส่วนที É 2 สัมพันธภาพเชิงอํานาจของสถาบันการเมืองในระบอบประชาธ ิปไตยปั จจ ุ บน ั ก. การเข้ามามีบทบาททางการเมืองของประชาชน ข. ความมั É นคงทางอาํนาจของฝ่ ายทหาร
บทนํา 112 หว ั ขอ ้ น Ê ี จะพาผเ ู ้ รย ี นไปรบ ั ร ู ้“ขอ ้ เทจ ็ จรง ิ” เกียÉวกบ ั ความสม ั พน ั ธ ์ในเช ิ งอา ํ นาจของสถาบ ั นการเม ื องไทย ไม่ว่าจะเป็ นร ั ฐบาล รฐ ั สภา พรรคการเม ื อง กล ุ่มทุ นทางการเมอ ื ง หรอ ื แม ้ แต่กองทพ ั รวมถง ึประม ุ ขของรฐ ั ภายหลง ั การเปลÉยนแปลี งการปกครองในปี พ.ศ. 2475 เนืÉองจากสม ั พน ั ธภาพเชง ิ อ ํ านาจก่อนปี พ.ศ. 2475 เป็นสภาพการเมอ ื งของรฐ ัโบราณซÉง ึ ยง ัไม่ใช่ระบอบรฐ ั ธรรมน ูญ ดง ั น ั น Ê จง ึ ศกษาลงในึ รายละเอย ี ดของสม ั พน ั ธภาพเชง ิ อา ํ นาจช่วงหลง ัปี พ.ศ. 2475 เป็ นตน ้ ไป สิงทีÉอÉยากใหท ้ ุ กท่านเรย ี นรจ ู ้ ากเน Ê อ ื หาในหว ั ขอ ้ น Ê ีไมใ่ช่เพย ี งทราบว่า ใคร ทา ํ อะไรทÉีไหน อย่างไร และเพราะเหตุใดเท่านัน แต่ต้องการให้แสวงหาข้อค้นพบ Ê (finding) จากเหตุการณ์เหล่านีÊ ว่า อะไรคือสาเหตุทีÉทําให้สภาพการเมืองซึÉงแม้จะเปลียÉนแปลงการปกครองมาเกอ ื บ 90 ปี ยง ั คง “เปลียน É (ไม่) ผ่าน” ส่ป ู ระชาธปิไตยเสร ี รวมถ ึ งระบบกฎหมายของไทยทÉแ ี ม ้ จะมค ี วามพยายามปฏ ิ ร ู ปมาหลายครงัÊก็ยง ั คงเต ็ มไปด ้ วยปั ญหาทง ั Êในเชง ิ เน Ê ื อหาของกฎหมายและการบง ั คบ ัใช ้(โจทย์ของรายงานเดียวÉ )
ส่วนที É 1 สม ั พน ั ธภาพเช ิ งอ ํ านาจของสถาบน ั การเม ื องในระบอบก ึงประชาธิปไตยÉ 113 ก. ปฐมเหต ุ แห ่ งการเปลÉียนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 1. สาเหตท ุ างเศรษฐก ิ จ สภาพการณ์ภายนอก : ภาวะเศรษฐกจ ิ ตกตÉาทั ํวÉ โลก หลง ั สงครามโลกครงที ั Ê 1 É สภาพการณ ์ ภายใน : การใช ้ จ่ายเงน ิ ของประเทศอย่างฟุ่ มเฟื อย มค ี วามพยายามแกป้ั ญหาโดยการตด ั รายจา่ยทไÉี ม่จําเป็ น มก ี ารลดเงน ิ เดอ ื นและการปลดขาราชการ้ ชัน Ê ผน ู ้ ้ อยจาํนวนหนÉึงออก เพือÉ ใหเ ้ กด ิ “ดุลยภาพ” ในการใชจ ้ า่ย ทเÉี รย ี กว่า “ถู กดุ ล” 2. สาเหต ุ ทางสง ั คม สภาพการณ์ภายนอก : กระแสความเปลียÉนแปลงทางการเมอ ื งทวโลก ัÉ สภาพการณ์ภายใน : มค ี นร ุ่นใหม่ทÉไี ด ้ รบ ั การศ ึ กษาจากประเทศตะวน ั ตกจํานวนมากมค ี วามคด ิ ก ้ าวหน ้ า ต ้ องการการเปลÉย ี นแปลงทางการเมอ ื ง ประกอบกบัการขยายตว ั ของก ิ จการหน ั งสอ ื พม ิ พ ์ ทําให ้ ม ี การว ิ พากษ ์ ว ิ จารณ ์ การบรห ิ ารงานของรฐ ั บาลในระบอบสมบร ู ณาญาสท ิ ธร ิ าชยก ์ น ั อย่างกวา ้ งขวาง
114 ผกู้ ่อตงคณะราษฎรัÊนายรอ้ยโทประยรูภมรมนตรีอดตีผบู้งัคบัหมวดทหารมหาดเลก็รกษาัพระองค ์ในรชักาลทÉี6 นักศก ึ ษารฐัศาสตร ์ฝรงเศสัÉนายรอ้ยโทแปลก ขตีตะสงัคะ ศก ึ ษาทโÉีรงเรยีนนายทหารปืนใหญ่ฝรงเศสัÉนายรอ้ยตรทีศันยัมติรภกัดีศก ึ ษาทโÉีรงเรยีนนายทหารมา้ฝรงเศสัÉนายตัวÊลพานุกรม นักศก ึ ษาวทิยาศาสตรใ์ นสวติเซอรแ ์ ลนด์ หลวงสริริาชไมตรีผชู้ว่ยสถานทตูสยามประจาํกรุงปารสีนายแนบ พหลโยธนิเนตบิณัฑติองักฤษ นายปรดีีพนมยงค ์ นักศก ึ ษากฎหมาย มหาวทิยาลยัปารสี ฝรงเัÉศส สีทÉหารเสอืหวัหน้าคณะราษฎร นายพนัเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พนัธุมเสน) นายพนัเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน ์ พหลโยธนิ) นายพนัเอก พระยาฤทธอิคัเนย ์(สละ เอมะศริ) และ ินายพนัโท พระประศาสน ์ พทิยายทุธ (วนัชถูนิÉ )
115 สารคดี 2475 ตอนที É 1 ความทรงจา ํ สารคดี 2475 ตอนทีÉ2 สองฝังÉประชาธิปไตยสารคดี 2475 ตอนที É 3 ชะตาชาต ิ อภิวฒัน ์ สยาม 2475 การล่มสลายของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ส่กูารสถาปนาระบอบกษตัริยภ ์ ายใต้รฐัธรรมนูญ
116 9 Rue Du Sommerard, Paris จ ุ ดกาํเน ิ ดประชาธปิไตยของสยาม ปัจจุบันกลายเป็นโรงแรม Best Western
117
118 ข. การเม ื องภายหลง ั การเปล ีÉยนแปลงการปกครอง หลง ั คณะราษฎรเปลÉี ยนแปลงการปกครองในวน ั ทÉี24 มิถุนายน 2475 ได้สําเร็จ พระบาทสมเดจ ็ พระปกเกล ้ าเจ ้ าอย ู่หว ั ทรงลงพระปรมาภไิ ธยใน “พระราชบญัญตัิธรรมน ูญการปกครองแผ ่ นด ิ นสยามชว ัÉคราว พ ุ ทธศก ั ราช 2475” เมืÉอวนั ทÉ 27 ีมถ ิ ุ นายน 2475 สภาผ ู แ ้ ทนราษฏรซงมาจากการแต่งตัÉึ ง Ê ของคณะราษฎรไดป้ ระช ุ มกน ั ครงแร ั Ê ก ณ พระทีÉนังÉอน ั นตสมาคม ม ี มต ิ เลอ ื ก “มหาอํามาตย ์โท พระยามโนปกรณ ์ น ิ ตธ ิ าดา” เป็น“ประธานกรรมการราษฎร” (เทย ี บไดก ้ บ ั นายกรฐ ั มนตร) ี มก ี ารแต่งตงคณะกรรมกั Ê ารราษฎร (เทย ี บไดก ้ บ ั คณะรฐ ั มนตร)ี14 คน สว่นใหญ่เป็ นแกนนําคณะราษฎร นอกจากนี Ê ยง ั ม ี การตง ั Ê “คณะกรรมการร่างพระราชบญ ั ญ ั ต ิ ธรรมน ูญการปกครองแผ่นดน ิ ฉบบ ั ถาวร” ขึน Ê 6 คน มพ ี ระยามโนปกรณ ์ น ิ ตธ ิ าดาเป็ นประธาน ในระหวางที่Éกําลง ั ยกร่างอยู่ ไดม ้ ก ี ารเปลÉยนชื ีÉอเรย ี กจาก “พระราชบญ ั ญต ั ธ ิ รรมน ูญการปกครองแผน่ดน ิ” เป็ น “รฐ ั ธรรมน ูญ” ตามขอ ้ เสนอของหมอ่มเจา ้ วรรณไวยากร วรวรรณ ครัน Ê ร่างรฐ ั ธรรมน ูญแลว ้ เสรจ ็ รช ั กาลทÉี7 ไดเ ้ สดจ ็ ฯ ไปพระราชทานรฐ ั ธรรมนูญฉบบัถาวร ณ พระทีนัÉ งอนันตสมาคมใน Éวน ั ท ีÉ10 ธน ั วาคม 2475
119
120 เคา ้ ลางแห่งความขด ั แยง ้ เรมขึ ิÉน Ê หลง ั รฐ ั บาลพระยามโนปกรณ ์ น ิ ตธ ิ าดา ช ุ ดทีÉ2 บรหิารประเทศไดร ้ าว 4 เดอ ื น เมอÉื หลวงประดษ ิ ฐมน ู ธรรมไดเ ้ สนอ “เค้าโครงการเศรษฐกิจแห ่ งชาต ิ” ตามทีไÉดร ้ บ ั มอบหมายใหจ ้ ด ั ทา ํ ขนเพื Êึ อÉเป็ นแนวนโยบายดา ้ นเศรษฐกจิของรฐ ั บาล โดยมห ี ลก ั การสา ํ คญ ั เช่น รฐ ั จะเขา ้ จด ั การเศรษฐกจ ิ ของชาตท ิงด้ ั Ê านเกษตรกรรและอ ุ ตสาหกรรมโดยใช ้“ระบบสหกรณ ์” สมาชก ิ สหกรณ ์ เป็ นผ ู อ ้ อกแรงร่วมกนัผลต ิ ส่วนรฐ ั จะจด ั หาทÉด ี น ิ ออกเงน ิ ท ุ น ควบค ุ มการผล ิ ต โดยดง ึปั จจย ั การผลิตทงัÊทีดÉน ิ ท ุ นและแรงงานมาใชป้ ระโยชน ์ เตม ็ ทÉี เสนอให ้ เกบ ็ ภาษ ี มรดก ภาษ ี รายไดแ้ ละภาษท ี างอ ้ อม (ภาษบ ี ุ หร สุราÉี ) เพิมขึ Éน บุคคลอายุตั Ê งแต่ Ê 18 ถง ึ 55 ปี เป็ นขา ้ ราชการทา ํ งานใหร ้ ฐ ั ตามกา ํ ลง ั ความสามารถและค ุ ณว ุ ฒ ิ แต่ถา ้ ผ ู ใ้ ดสามารถประกอบธ ุ รกจิ ของตนม ี รายได ้ อย ู่แล ้ ว รฐ ั บาลจะอน ุญาตให ้ประกอบการต่อไปได ้ ราษฎรได้ รบั การประกน ั สวส ั ดก ิ ารจากรฐ ั บาลตง ั Ê แต่เกด ิ จนตาย เค ้ าโครงเศรษฐกจ ิ ดง ั กล่าวท ํ าให ้ คณะรฐ ั มนตรม ี ค ี วามเห ็ นแตกแยกเป็ น 2 ฝ่ายคอืฝ่ายสน ั บสน ุ นและฝ่ายคด ั คา ้ น
121
122 รฐ ั บาลพระยามโนฯ ออกพระราชกฤษฎ ี กาปิ ดสภาผ ู แ ้ ทนราษฎรและงดใชร ้ ฐ ั ธรรมนูญบางมาตรา ในวันทีÉ 1 เมษายน 2476 ซึÉงเป็นการรฐ ัประหารครงแรก ั Ê ของไทย และออกพระราชบญ ั ญต ัิ ว่าด ้ วยคอมมว ิ น ิ สต ์ พ.ศ. 2476 ทําใหห ้ ลวงประดษ ิ ฐ ์ มน ู ธรรมต ้ องเดนิทางออกจากประเทศไทยไปพาํน ั กทฝรัÉี งเศสระยะหนึ É Éง ต่อมาคณะทหารนําโดย นายพน ั เอก พระยาพหลพลพย ุ หเสนา เข้ายึดอํานาจการปกครองประเทศจากรฐ ั บาลพระยามโนฯ ในวน ั ทÉี20 มถ ิ ุ นายน 2476 ม ี การเชิ ญหลวงประดษ ิ ฐมน ู ธรรมกลบ ั มาสยาม อนÉึ ง การรฐ ัประหารน Ê ีไมไดย ้ กเลก ิ รฐ ั ธรรมน ูญ เกิดกบฏบวรเดชในช่วงเดือนตุลาคม 2476 เป็นการโต้กลับของฝ่ ายทีÉไม่เห็นด้วยกับคณะราษฎร หลง ัฝ่ายกบฎพา่ยแพ ้ มก ี ารปราบปรามฝ่ายอน ุ รก ั ษ ์ น ิ ยมอย่างรน ุ แรง พระบาทสมเด ็ จพระปกเกล ้ าเจ ้ าอยู่ หว ั เสด ็ จออกจากสยามเพÉือทรงรักษาพระวรกายทีÉประเทศอง ั กฤษในเดอ ื นมกราคม 2476 (น ั บศก ั ราชอยา่งใหม่คอ ื 2477) รฐ ั บาลมค ี วามเห ็ นไม่ตรงกบ ั รช ั กาลทÉี7 ในหลายเรืÉอง เช่น การจด ั การกบ ั ผ ู ้ เหนต่างทาง็ การเมอ ื ง การยบ ั ยง ั Ê ร่างพระราชบญ ั ญต ัิ การแต่งตง ส ั Ê .ส. ประเภททีÉ2 ฯลฯ รช ั กาลทÉี7 มพ ี ระราชหต ั ถเลขาสละราชสมบต ัใิ นวน ั ทÉี2 มน ี าคม 2477 รฐ ั สภาลงมตเ ิ ลอ ื กพระวรวงศเ ์ ธอพระองคเ ์ จ ้ าอาน ั นทมห ิ ดลขึน Ê เสวยราชยเ ์ป็ นรชกาลทีัÉ8
123 กบฏบวรเดช 2476 ประวตัศิาสตรน ์ อกขนบ ยวุชนทหาร วรีกรรมของเยาวชนไทยทตÉีอ้งสรา้งอนุสาวรยีใ์ห้เพลงชาตสิยาม (พ.ศ. 2477-2482) เป็นอารยะ ดว้ยการดถ ู ู กรากเหงา้ของตวัเอง
124
125
126
127
128
129 เกด ิ กบฏนายสบ ิ ในวน ั ทÉี5 สง ิ หาคม 2478 กน ั ยายน 2481 รฐ ั บาลพระยาพหลฯ แพโ้ หวตงบประมาณในสภา จง ึประกาศย ุ บสภาเป็นครัง Ê แรกของประวต ั ศ ิ าสตรก ์ ารเมอ ื งไทย และจด ัใหม ้ ก ี ารเลอ ื กตง ั Êใหมใ่นพฤศจกายน 2481ิ ธน ั วาคม 2481 หลง ั การเลอ ื กตง ั Ê พระยาพหลฯ ปฏเ ิ สธทจÉี ะรบ ั ตําแหน่งนายกรฐ ั มนตรอีกีสภาจง ึ มม ี ตเ ิ ลอ ื กนายพน ั เอก หลวงพ ิ บ ู ลสงครามขึน Ê เป็ นนายกรฐ ั มนตรค ี นท 3 ของไทย Éี ต่อมาไดร ้ บ ั พระราชทานยศจอมพล ในปี พ.ศ. 2484 รฐ ั บาลจอมพล ป.ฯ ดําเน ิ นนโยบายสรา ้ งชาตท ิ ง ั Ê ทางเศรษฐกจ ิ และวฒ ั นธรรม เรย ี กวา ่ “รฐัน ิ ยม” มก ี ารเปลยนชืÉี อประเทศจากสยามเป็นไทย เปลี ÉยÉนวน ั ขนปีใหม่จาก Êึ 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม ยกเลก ิ บรรดาศก ั ดข ิÍ องขา ้ ราชการ ตง ั Ê สภาวฒ ั นธรรมแห่งชาต ิ เพÉอ ื ขบัเคลืÉอนนโยบายรฐ ั น ิ ยม เช่น หา ้ มกน ิ หมาก เลก ิ น ุ่งโจงกระเบน สวมหมวก สวมรองเทา ้ ทุ กครงทีัÊÉออกจากบา ้ น ใชล ้ ะครและเพลงเป็ นสอÉืในการปล ู กฝั งใหเ ้ กด ิ ความรก ั ชาต ิ ต่อมาเกด ิ สงครามโลกครังที Ê É2 ญีปÉุ่ นยกพลเขา ้ มายง ัประเทศไทยในเชา ้ วน ั ทÉี8 ธนั วาคม2484 รฐ ั บาลไทยยอมใหก ้ องทพ ั ญÉปีุ่ นตง ั Ê ทพ ั ในประเทศและเดน ิ ทพ ั ผ่าน ไทยไดประกาศ้ สงครามกบ ั ฝ่ายสม ั พน ั ธมต ิ รในตน ้ ปี พ.ศ. 2485 แต่ในขณะเดย ี วกน ั มก ี ารจด ั ตง ั Ê ขบวนการเสรีไทยเพือÉต่อตา ้ นการดาํเน ิ นการของรฐ ั บาลในระหวา่งสงครามมหาเอเชย ี บ ู รพา
130
131 ขบวนการเสรีไทยนับเป็นจุดเปลีÉยนประการหนึÉงของการเมืองไทยในช่วงนัน Êเพราะกล ุ่มเสรน ีิ ยมน ํ าโดยนายปรด ีี พนมยงค ์ ซงÉึ ถ ู กกน ั ออกจากอ ํ านาจทางการเมอืงหลง ั จากมค ี วามเห ็ นไม่ลงรอยกบ ั จอมพล ป. ได ้ หน ั มาร่วมมอ ื กบ ั ฝ่ายอน ุ รกษ์นิยม ั เช่น กล ุ่มเสรไี ทยในสหรฐ ั อเมรก ิ า ซÉง ึ ม ี ม.ร.ว.เสน ี ย ์ปราโมช เอกอค ั รราชทู ตไทยประจ ํ าสหรฐ ั อเมรก ิ าเป็ นผ ู ้ น ํ า และกล ุ่มเสรไี ทยในอง ั กฤษ เช่น หม่อมเจ ้ าศุ ภสวสัดิÍวงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้ารําไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเดจ ็ พระปกเกลา ้ เจา ้ อย่ห ู ว ั ในช่วงใกล้สินสุดสงครามโลกครั Ê งที Ê É2 สง ิ หาคม 2487 จอมพล ป.ฯ แพโ้ หวตในสภาเรืÉองการยา ้ ยเมอ ื งหลวงไปยง ั เพชรบ ู รณ ์ จง ึประกาศลาออก สภามม ี ตเ ิ ลอ ื กนายควง อภย ั วงศข ์ น Êึ มาเป็ นนายกรฐ ั มนตรค ี นทÉี4 หลง ั จากสนสุดสงครามโลกครั Ê ิ งที Ê É2 ฝ่ายทหารนําโดยจอมพล ป. ถูกลดอํานาจและบทบาทลงอยา่งมาก ฝ่ายเสรน ีิ ยมน ํ าโดยนายปรด ี ฯ ี ขน Êึ มาเรอ ื งอ ํ านาจแทน แต่อย่ใูนอ ํ านาจไม่นานได ้ เกด ิ เหต ุ การณ ์ สวรรคตของรช ั กาลทÉี8 นายปรด ี ซ ีÉงดํา ึ รงตําแหน่งนายกรฐ ั มนตรถ ี ู กกล่าวหาว่ามส ี ว่นเกยÉี วขอ ้ งจง ึไดล ้ าออกจากตา ํ แหน่ง
132 พล.ร.ต.ถว ั ลย ์ ธ ํ ารงนาวาสว ั สด ÍิซึÉงเป็นฝ่ ายเสรีนิยมได้รับเลือกจากสภาผแ ู ้ ทนราษฎรใหด ้ า ํ รงตา ํ แหน่งนายกรฐ ั มนตร ี แต่ต่อมาถ ู กรฐ ัประหารในปลายปี พ.ศ.2490 โดยกลุ่มนายทหารนอกราชการซึงÉเคยถ ู กลดบทบาทไปหลง ั สงครามโลกครงทีัÊÉ 2 น ํ าโดยพลโทผน ิ ช ุ ณหะวณ ั และพน ั เอกกาจ กาจสงคราม ได ้ เชญ ิ นายควง อภยัวงศม ์ าเป็ นนายกรฐ ั มนตร ี ซงÉึ นบ ั เป็ นการกลบ ั มาร่วมมอ ื กน ั ของฝ่ายอน ุ รก ั ษ์ นิ ยมกบัฝ่ายทหาร แต่นายควงอยู่ ในต ํ าแหน่งไม่นานก ็ มก ี าร “จี Ê” ให้นายควงฯ ลาออกเพืÉอเปิ ดทางใหจ ้ อมพล ป.ฯ มาดา ํ รงตา ํ แหน่งแทน ในช่วงทีÉจอมพล ป.ฯ ขึÊ นมาเป็ นนายกรฐ ั มนตรใี นรอบน Ê ี มค ี วามแตกต่างจากสมยัสงครามโลก เพราะจอมพล ป.ไม่ได ้ มอ ีํ านาจเบ ็ ดเสรจ ็ เด ็ ดขาดเพย ี งผ ู ้ เดย ี ว แต่ได้อาศัยขุนศึก 2 คนเป็นผู้ “คํ Êาบัลลังก์” ได้แก่ พลเอกสฤษด Íิ ธนะรช ั ต์ เป็นผู้บญ ั ชาการทหารบก และกล ุ่มทหาร ไดแ ้ ก่พล.ท.ถนอม กต ิ ตข ิ จร และพล.ต.ประภาสจาร ุ เสถย ี ร เรย ี กว่า “กลุ่มสีเสาเทเวศร์ É ” กลุ่มหนึÉง และพล.ต.อ.เผ ่ า ศร ี ยานนท์เป็นอธบ ิ ดก ี รมต ํ ารวจ กบ ั เครอ ื ญาต ิไดแ ้ ก่จอมพลผน ิ ช ุ ณหะวณ ั พล.ต.ประมาณอดเ ิรกสาร และพล.จ.ชาตช ิ าย ชณ ุ หะวณ ั เรย ี กว่า “กลุ่มราชครู” อก ี กล ุ่มหนÉึ ง
133
134 การทีจอมพล ปÉ . เลีย Ê งเสอ ื สองตว ัไวใ้ นถ Ê า ํ เดย ี วกน ั น Êเอง เป็นสาเหตุหนึ ีÉงของการหมดอํานาจของจอมพล ป. ในเวลาต่อมา ตลอดช่วงรัฐบาลจอมพล ป.ในสมยั ทÉี2 นีÊรฐ ั บาลมพ ี ฤตก ิ รรมปราบปรามผ ู ้ เห ็ นต่างทางการเมอ ื งอย่างร ุ นแรงและเฉี ยบขาดเช่น ในปี2492 มก ี ารจบ ั ก ุ มน ั กการเมอ ื งฝ่ายเสรน ีิ ยม 4 คน ไดแ ้ ก่นายทองอินทร์ภร ู ิ พฒ ั น ์ , นายจา ํ ลอง ดาวเร ื อง, นายถว ิ ล อด ุ รและ ดร.ทองเปลว ชลภมู ิซึงถูกÉยง ิ เสย ี ชว ี ต ิ ทง ั Ê 4 คนระหว่างการควบค ุ มตว ั เพÉอ ื ย ้ ายไปฝากขง ั ทกองสัÉี นติบาล สน.บางเขน โดยทางการอ ้ างว่า มโี จรแบ่งแยกดน ิ แดนมลาย ู บ ุ กเขา ้ ชง ิ ตว ั ผ ู ้ ต ้ องหาและเกด ิ การยง ิ ต่อสก ู ้ น ั จนทง ั Ê 4 คนโดนล ู กหลงเสย ี ชว ี ต ิ ทงหมด ต่อมาในปี ั Ê 2495 มกีารลอบสง ั หารนายเต ี ยง ศ ิ ร ิ ขน ั ธ ์ ส.ส. สกลนคร หว ั หน ้ าพรรคไทยอส ี าน รวมถงึ กรณีการบง ั คบ ัใหส ้ ญู หายของหะย ีส ุ หลง อบ ั ดล ุ กอเดร ์โตะ ๊ ม ี นา ในปี 2497 นอกจากนี Ê ยง ั มเ ี หต ุ การณ ์ กบฏหลายครง ั Ê เช่น กบฏเสนาธก ิ าร (2491) กบฏวังหลวง (2492) นําโดยนายปรีดีฯ กบฏแมนฮัตตัน (2494) โดยฝ่ ายทหารเรือ กบฏสน ั ตภ ิ าพ (2495) แต่ทก ุ ครง ั Ê ลว ้ นถก ู รฐ ั บาลปราบปรามลงได ้ มก ี าร “ยด ึ อ ํ านาจตว ั เอง” เกด ิ ขนเป็นครั Êึ ง Ê แรกในพฤศจก ิ ายน 2494 โดยพลเอกผนิช ุ ณหะวณ ั เพอÉื ยกเลก ิ รฐ ั ธรรมน ูญปี2492 และน ํ ารฐ ั ธรรมน ูญปี2475 กลบ ั มาใชใ้ หม่
135
136 ต่อมาจอมพล ป.ฯ จด ัใหม ้ ก ี ารเลอ ื กตงทั ั Ê วไปในปี พ É .ศ. 2500 ผลการเลอ ื กตงปรากฏั Ê ว่าพรรคเสรม ี น ั งคศล ิ าของจอมพล ป. ชนะเลือกตัง Ê แต่มปี ระชาชนออกมาชุ มนุ มประท ้ วงผลการเลอ ื กตง ั Ê เพราะมข ี้ อกล่าวหาว่ารฐ ั บาลท ุ จรต ิ เลอ ื กตง จนสื ั Ê Éอมวลชนเรียกว่า “การเลือกตังสกปรก Ê ” (เวียนเทียน, พลร่ม,ไพ่ไฟ) รัฐบาลได้ตัง จÊ อมพลสฤษดิฯ Í เป็ นผบ ู ้ ญ ั ชาการรก ั ษาความสงบเรย ี บรอ ้ ย ปรากฏว่าจอมพลสฤษดไิÍ ดส้งัÉหา ้ มทหารทา ํ รา ้ ยประชาชนจง ึไดร ้ บ ั กระแสชนชมเป็นอย่างมาก ต่อมากระแสÉื ต่อตา้นรฐ ั บาลกลบ ั มาอก ี ครง ั Ê และเรย ี กรอ ้ งใหจ ้ อมพลสฤษดย ิÍ ด ึ อ ํ านาจโค่นลม ้ รฐบาลจอมพล ั ป.ฯ จอมพลสฤษดิไÍ ดด ้ า ํ เน ิ นการตามนน ั Ê เป็ นเหต ุ ใหท ้ งจอมพล ป ั Ê . และ พล.ต.อ.เผ่าฯ ตอ ้ งลภ Ê ี ย ัไปอยตู่่างประเทศ หลังจากนัน Ê ประเทศไทยก ็ เข ้ าสู่ การปกครองระบอบประชาธ ิปไตยแบบไทยภายใตอ ้ ํ านาจของจอมพลสฤษดตัิÍ งแต่ พ Ê .ศ. 2500-2506 แมจ ้ ะเป็ นเวลาไม่นานแต่ก็เหมอ ื นยาวนาน เพราะจอมพลสฤษดได้ใช้อํานาจเผด็จการอย่างเฉียบขาดโดยมีิÍ มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองเป็นเครืÉองมอ ื แม ้ จอมพลสฤษดจะถึงแก่ ิÍ อสญ ั กรรมไปในเดอ ื นธน ั วาคม 2506 แต่ทายาททางการเมอ ื งคอ ื จอมพลถนอมกติติขจรกข ็ น Êึ มาก ุ มอา ํ นาจต่อ จนถ ู กประชาชนล ุ กฮอ ื ขน Êึโค่นลม ้ ในวน ั ทÉี14 ตุลาคม 2516
137
138 คนหน ุ่มกบัการปฏวิตัิ2475 ดว ้ ยแผนอนับา ้ บนิÉ 12 นาท ี13 รฐัประหาร ยอ ้ นรอยประวตัศิาสตรร ์ ฐัประหารไทยการเมอ ื งไทย (ฉบบัยอ่ ) : ความจรงิไม่ตาย
ส่วนที É 2 สม ั พน ั ธภาพเช ิ งอ ํ านาจของ สถาบน ั การเม ื องในระบอบประชาธ ิปไตยปั จจุ บนั139 ก. การเข้ามามีบทบาททางการเมืองของประชาชน ผลจากการพฒ ั นาด ้ านการศก ึ ษาในระดบ ั อ ุ ดมศก ึ ษาตง ั Ê แต่สมย ั จอมพลสฤษดฯ ิÍส่งผลให้เกิดกลุ่มปัญญาชนขึÊนในประเทศจํานวนมาก ซึÉงส่วนใหญ่เป็นบรรดาน ั กศก ึ ษาในมหาวท ิ ยาลย ั ซÉง ึ ทนไม่ไหวกบ ั การอยู่ ภายใตร ้ ะบอบกงประÉึ ชาธปิไตยสลบ ั กบ ั ระบอบเผดจ ็ การอน ั ยาวนานถง ึ 26 ปี(ตัง Ê แต่การรฐ ัประหารของกลุ่มจอมพล ป. ในปี พ.ศ. 2490) เหต ุ การณ ์ในเดอ ื นต ุ ลาคม 2516 เป็ นการล ุ กฮอ ื (Uprising) ของประชาชนเพือÉ โค่นลม ้ รฐ ั บาลเป็ นครง ั Ê แรกในประวต ั ศ ิ าสตร ์ การเมอ ื งไทย เหต ุ การณ ์ น่าเศรา ้ คอื ทหารไดใ้ ชก ้ า ํ ลง ั เขา ้ ท ํ ารา ้ ยประชาชนผช ู ้ ุ มน ุ มในเชา ้ วน ั ทÉี14 ต ุ ลาคม จากความเขา ้ใจผดิในการติดต่อสืÉอสารกัน ในคํÉาวันนันจอมพลถนอมฯ ได้ลาออกจากตําแหÊ น่งนายกรฐ ั มนตรแ ี ละเดน ิ ทางออกนอกประเทศ
140 ประชาชนก้าวขึÊนมามีบทบาทในการชุมนุมเพืÉอโค่นล้มรัฐบาลอีกครังในเดือนÊ พฤษภาคม 2535 เพือÉขบ ัไล่รฐ ั บาล รสช. ของ พล.อ.สจ ุ น ิ ดา คราประยร ู หลง ั จากการนองเลอ ื ด พระบาทสมเดจ ็ พระเจา ้ อย่ห ู ว ั รช ั กาลทÉี9 ไดม ้ พ ี ระราชกระแสใหผ ้ น ู ้ ํ ารฐ ั บาลและฝ่ายต่อตา ้ นเขา ้ เฝ้ าฯ เพอÉื พระราชทานพระบรมราโชวาทใหเ ้ หน็ แก่ความเสย ี หายของชาตบ ิ า ้ นเมอ ื ง ฝ่ายรฐ ั บาลจง ึ ลาออกและฝ่ายต่อตา ้ นไดส ้ ลายการช ุ มน ุ มไปดว ้ ยเดชะพระบารม ี หลง ั จากนน ั Ê การเมอ ื งไทยไดก ้ ลบ ั ส่ก ู ารเมอ ื งในระบบรฐ ั สภาต่อเนÉื องกน ั หลายปี ตงแต่ ัÊ พ.ศ. 2535-2549 อย่างไรก ็ ตาม ความว ุ่นวายทางการเมอ ื งในช่วงปลายรฐั บาลพ.ต.ท.ท ั กษ ิ ณ ช ิ นว ั ตร ได ้ น ํ าไปสู่ การร ั ฐประหารเมÉือวันทีÉ 19 กันยายน 2549 นับเป็นการกลับมาอีกครังของการมีบทบาททางการการเมืองของฝ่ ายทหาร Ê หลง ั จากว่างเวน ้ มานานกวา่ 14 ปี ประวัติศาสตร์การเมืองเรืÉองอาํนาจโดยลู กทุ ง่คนยาก
141
142 ข. ความมัน É คงทางอา ํ นาจของฝ่ ายทหาร 1. ทหารมีบทบาทในทางการเมืองมานานมาก ร่องรอยทีÉเก่าทีÉสุดคือ การปฏิรูประบบราชการของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึÉงเป็น “รากฐาน” สําคญั ให ้ ระบบราชการของไทยดําเนินรอยตามมาอีกหลายร้อยปี ครังนั Ê น เป็นครั Ê งแรกที Ê Éมีการสถาปนาตําแหน่ง “อคัรมหาเสนาบดี” ซึÉงในปัจจ ุ บนัก ็ประมาณตําแหน่ง “นายกรฐัมนตร” ี นันเอง หากแต่ กรุงศÉรอี ยุ ธยามี“นายกรฐัมนตร ี2 คน” คนหนึÉงเป็นนายกรัฐมนตรีฝ่ ายพลเรือน มีบรรดาศักดิแลราชทินนามว่า Í “ออกญาจักรีศรีองครกัษ ์” ควบค ุ มราชการบรหิารอนัได ้ แก่การรกัษาความสงบเรย ี บร ้ อยภายใน (นครบาล)กจิการของราชสํานักและการศาล (ธรรมาธกิรณ ์) กจิการดา ้ นการค ้ าขายและตดิต่อสมัพนัธก์บัต่างบ้านต่างเมือง (โกษาธิบดี) กิจการด้านการเกษตร (เกษตราธิการ) อีกคนหนึÉงเป็นนายกรฐัมนตรฝี่ายทหาร มบ ี รรดาศกัดแิÍ ลราชทนินามว่า “ออกญามหาเสนาบดี” ควบคุมราชการบรหิารกองทพัทงัÊ ปวงในพระราชอาณาจกัร แมใ้ นทางหลกัการตําแหน่งอคัรมหาเสนาบดท ี งัÊ สองจะมส ี ถานะเสมอกนัแต่ในทางปฏบิตัิย่อมเป็นทีแน่นอนว่า ออกญามหาเสนาซึ É Éงเป็นฝ่าย “ค ุ มกําลงัทหาร” ย่อมอย่ใ ู นสถานะทจะสามารถÉี ลุกขึน Ê มาทา ้ ทายอาํนาจของมหากษตัรยิไ์ ด ้ และการณ ์ ครงัÊ สาํคญักค ็ อ ื คราวทออกญากลาโหมสุริÉี ยวงศ์ปราบดาภเิษกขนเป็น Êึ “สมเดจ ็ พระเจา ้ปราสาททอง”
143 ในเมืÉอเราใหค ้ วามสาํคญ ั กบ ั ผ ู น ้ ํากองทพ ั เท่า ๆ กบ ั ผ ู น ้ ําพลเรอ ื นมาตลอด จงเป็นธรรมดาึ อยู่ เองทÉก ี องทพ ั จะร ู ้ สก ึ ว่า ตนไม่ได ้ อย ู่ใต ้ บง ั คบ ั บญ ั ชาของพลเรอ ื น แมเปลี ้Éยนแปลงการปกครองแล ้ ว แนวความคด ิ ทวÉี่ากองทพ ั เป็ นส่วนหนÉึ งของรฐ ั บาลจง ึไม่อาจใชไ้ ดก้ บั รฐัไทยหากแต่สาํหรบ ั กองทพ ัไทย คอ ื “รฐ ั ภายในรฐ ั ” 2. เมืÉอพ ิ จารณาเหต ุ การณ ์ ทางการเม ื องในประวต ัิ ศาสตร ์ไทยย ุ คใหม ่ จรง ิ อยู่ ทีÉว่าคณะราษฎรถือกําเนิดขึนที Ê Éกร ุ งปารส ี โดยน ั กเรย ี นไทยในย ุ โรป ทÉม ี ค ี วามคดก้าวหน้าในิ เวลานัน Ê แต่ลําพง ั น ั กเรย ี นไทยเพย ี งไม่กคนคงไม่อาจก่อการเปลี Éี ยนแปลงกาÉ รปกครองได้สาํเรจ ็ เมอÉื ทก ุ คนเดน ิ ทางกลบ ั ประเทศไทย จง ึไดข ้ ยายเครอ ื ขา่ยของคณะราษฎรออกไปยงักล ุ่มนายทหารระดบ ั ค ุ มกําลง ั และก ็ได ้ นายพน ั เอก พระยาฤทธอ ิ ค ั เนย ์(สละ เอมะศริิ) ผู้บง ั คบ ั การกรมทหารปื นใหญ่ทÉี1 รก ั ษาพระองค ์(ป. 1 รอ.) และถอ ื เป็ นผเ ู ้ ดย ี วทมÉี กีําลงัพลในบง ั คบ ั บญ ั ชา ไดน ้ ายพน ั เอก พระยาทรงส ุ รเดช (เทพ พน ั ธ ุ มเสน) อาจารยใ์ หญ่ ฝ่ายวชิาทหาร โรงเรย ี นนายรอ ้ ยทหารบก เป็ นผว ู ้ างแผนก่อการ และไดน ้ ายพน ั เอก พระยาพหลพลพย ุ หเสนา (พจน ์ พหลโยธน ิ) รองจเรทหารบก ผ ู ม ้ อ ี าว ุ โสส ู งส ุ ดในบรรดาพระยาทงสั Ê ามรบัเป็ นหว ั หน ้ าคณะราษฎร
144 บทบาทของทหารและกองทพ ั ในระบอบประชาธปิไตยจง ึ เรมต้นตัÉิ ง Ê แต่วน ั ทÉี24 มิถุนายน 2475 หลง ั จากน ั น Ê ก ็ มก ี ารรฐ ัประหารทงโดย ั Ê พลเรอ ื นและโดยทหารอก ี หลายต่อหลายครัง Êทังที Ê สÉาํเรจ ็ และไมส่ ําเรจ ็ (กลายเป็นกบฏ) หากแต่ “เหตุผล” ทีคÉณะผก ู ้ ่อการยกขนÊึ อา ้ งและสถานการณ ์ บา ้ นเมอ ื งในแต่ละช่วงของการก่อการกอ ็ าจแตกต่างกน ัไป แต่ทีสÉําคญ ั คอ ื ปั จจย ั ความผน ั ผวนทง ั Ê การเมอ ื งไทย (การต่อส ู ก ้ น ั ระหว่างฝ่ายกา ้ วหน้ าและฝ่ายอน ุ รก ั ษ ์ น ิ ยม) และการเมอ ื งระหว่างประเทศ (สงครามโลกครังที Ê É 2 และการขยายตวัของลท ั ธค ิ อมมว ิ น ิ สต ์) กเ ็ ออ Ê ืใหผ ้ ู น ้ ําสายทหารของคณะราษฎรขนมากุมอํา Êึ นาจในตําแหน่งนายกรฐ ั มนตรต ี่อเนÉื องยาวนานรวมแลว ้ กว่า 21 ปี คอ ื พระยาพหลฯ (พ.ศ. 2476-2481)และจอมพล ป. (พ.ศ. 2481-2487และ 2491-2500) โดยเฉพาะอย่างยิงการกุมอํานาจอย่างÉเบด ็ เสรจ ็ ของจอมพล ป. ในฐานะ “ท่านผน ู ้ ํา” แมส ้ น Ê ิ ส ุ ดอํานาจของกล ุ่มคณะราษฎรไปแลว ้ การเมอ ื งไทยทวÉี ุ่นวายกย ็ ง ัไมพ่น ้ จากเงาของกองทพ ั ทสÉี บ ื ทอดอํานาจยาวนานอก ี กวา่ 17 ปี คอ ื จอมพลสฤษดิฯ (พ.ศ. 2500-2506) และÍ จอมพลถนอมฯ (พ.ศ. 2506-2516) แม ้ จะผ่านเหต ุ การณ ์ ล ุ กฮอ ื ทางการเมอ ื งในปี พ.ศ.2516 มา แต่การเมอ ื งไทยกย ็ ง ั วน ุ่วาย
145 ยิงÉการล ุ กฮอ ืในเดอ ื นต ุ ลาคม 2519 กองทพ ั กย ็ ง ิÉร ู ส ้ ก ึ ว่าเป็ น “หน้าที” Éของตนทีต้องÉรก ั ษาความสงบและพ ิ ท ั กษ ์ไว ้ ซÉึงสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ และกองทพ ั กย ็ ง ั คงยด ึ มนในสิ ัÉงทีÉตÉนเรย ี กว่าเป็ น “หน้าที” Éนี Ê อย่ไ ู มเ่สอมคลาย Éื จ ึ งอาจจะพออธ ิ บายได ้ ว่า เหต ุ ใดกองทพ ั จ ึ งถ ื อว่าการออกมา “ร ั กษาความสงบเรย ี บรอ ้ ย” กเ ็ พราะกองทพ ั ถอ ื วา่เป็ นภาระ หน ้ าทÉี หรอ ื พน ั ธะของตน เมือใดที ÉรÉฐ ั ธรรมน ูญซงเป็นเครืÉึ อÉงมอ ืในการจด ัโครงสรา ้ งสถาบน ั การเมอ ื งและจดัสรรอํานาจทางการเมืองได้ “ตัด” กองทัพออกจากการมีส่วนร่วมในการใช้อํานาจการเมอ ื ง เชน่รฐ ั ธรรมน ูญปี พ.ศ. 2540 ทีตÉอ ้ งการปฏร ิป ู ระบบการเมอ ื ง โดยดงึกลุ่มนายทุน ชนชันกลาง และกลุ่มข้าราชการ Ê (โดยเฉพาะอย่างยิงข้าราชการทหารÉ ) “ออกจากระบบการเมอ ื ง” คอ ื ออกจากว ุ ฒส ิ ภาในระบบแต่งตง ั Ê เดม ิ (ซึงผสานเข้Éากบัวฒ ั นธรรมทางการเมอ ื งของไทยไดเ ้ป็ นอยา่งด) ี ว ุ ฒส ิ ภาซงเคยเป็น Éึ “เวที” ใหค้ นกลุ่มนี Êได้แสดงออกถูกปิดลง ดังนัน Ê “เกลียว” ทีÉถูกขันจนเขม็งถึงทีÉสุดจึงแตกออก ยังผลให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนแตกสลายลงในชัวข้ามคืน พร้อมกับการทีÉ Éกองทพ ั ทวงบทบาทของตนกลบ ั คน ื มา
146 เอกสารอ ่ านประกอบ ลข ิ ต ิ ธร ี เวคน ิ. ว ิ วฒ ั นาการการเม ื องการปกครองไทย. พม ิ พค ์ รงที ั Ê É10. กรุงเทพฯ :สาํน ั กพม ิ พม ์ หาวท ิ ยาลย ั ธรรมศาสตร, 2554. ์ นครน ิ ทร ์ เมฆไตรรต ั น ์. พระผ ้ ท ู รงปกเกล ้ าประชาธ ิปไตย : 60 ปีส ิ ร ิ ราชสมบตัิกบัการเมืองการปกครองไทย. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549. นครน ิ ทร ์ เมฆไตรรต ั น ์. การปฏ ิ วต ัิ สยาม พ.ศ. 2475. กร ุ งเทพฯ : ฟ้ าเดย ี วกนั , 2553 ฌานิทธิ สันตะพันธุ์ Í . “ประชาธิปไตยแบบพอเพียง : แนวทางการสร้างสังคมประชาธิปไตยอย่างยังยืนÉ .” ใน รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็ บไซต์www.pub-law.net เล ่ ม 7. กรุงเทพฯ: สมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย, 2552 : 371 – 392. ฌานิทธิÍ สน ั ตะพน ั ธ ุ ์. “แนวทางการน ้ อมนําปรช ั ญาเศรษฐก ิ จพอเพ ี ยงมาเป็ นกรอบแนวคด ิในการปรบ ั โครงสร ้ างรฐ ั สภา.” ใน รายงานสืบเนืÉองการประช ุ มวิ ชาการระดบ ั ชาต ิ เน ืÉองในโอกาสครบรอบปี ทีÉ51 แห ่ งการสถาปนาสถาบน ั บณั ฑิตพฒันบร ิ หารศาสตร ์31 มีนาคม พ.ศ. 2560, หน้า 1114-1132.