๑๙๕
ชอ่ื เสยี งเกียรติคณุ ของรัฐ อันจะสง่ ผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนใน
การสรา้ งสรรค์ความสาเร็จแกห่ น่วยราชการและประเทศชาตโิ ดยรวม. และ “แจกเอกสาร” เปน็ วิธกี ารกระจาย
ข่าวสารในงานประชาสัมพันธ์นั่นเอง แต่งานยุติธรรมเคล่ือนท่ี ในสิ่งท่ีอยู่เบ้ืองหลังที่แท้จริงคือ การนาบริการ
ของหน่วยงานในท่ีตั้งปกติไปสู่บริการประชาชนในพื้นที่ หากแต่เป้าหมายท่ีแท้จริงกลับถูกแปลงเป็น “สร้าง
การรับรูด้ ้านกฎหมายและงานยตุ ธิ รรม” ดงั น้นั “การสร้างการรบั รู้” ท้ายสุดก็คอื “การเรียนรู้” เม่ือการเรียนรู้
ดาเนินกิจกรรมเพียงการพูดคุยเล็กน้อยกับการแจกเอกสาร แล้ว “ผลการเรียนรู้” จะเกิดขึ้นเพียงใด นั่นคือ
“ยุตธิ รรมเคลอื่ นท”ี่ ในบรบิ ทปัจจบุ ัน ไมต่ ่างอะไรกบั การ “ขชี่ า้ งจบั ตั๊กแตน”
ยุติธรรมเคลื่อนที่ของยะลาที่ควรจะเป็น “ต้องยึดหลักการรับรู้ ท้ายสุดคือกิจกรรมการเรียนรู้
การเรียนรู้ในวัยผู้ใหญ่ (หลักการเรียนรู้ผู้ใหญ่) ก็มิใช่การจัดการเรียนรู้ด้วยระบบการศึกษาในระบบ หรือ
การศึกษาในโรงเรียน ดังน้ัน แนวทางการเรียนรู้ผู้ใหญ่ โดยกลุ่มสัมพันธ์ คือ การรวมกลุ่ม ขนาดเล็ก (ไม่เกิน
๑๐ คน) มาคุยกันในเร่ืองยุติธรรมที่ใกล้ตัว หรือในชีวิตประจาวัน นั่นคือ เราจะต้องหาให้ได้ว่า “ยุติธรรมท่ี
ใกล้ตัว หรือในชีวิตประจาวันของชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ คืออะไร” “ยุติธรรมเคลื่อนที่ในบริบทปัจจุบัน”
ย่อมแตกต่างจากยุติธรรมเคลื่อนที่ในอดีต ซ่ึงใช้แนวคิดและวิธีการจาก “จังหวัดเคล่ือนที่ หรืออาเภอเคลื่อนท่ี
ของกระทรวงมหาดไทย” หากไม่ปรับเปลี่ยน mind set “ยุติธรรมเคลื่อนที่” ก็จักเป็นยุติธรรมเคลื่อนที่
ทมี่ ีรูปแบบเดมิ ๆ ประชาชนยังคงไมร่ ู้เรื่องยตุ ิธรรมดงั เดมิ
สรุป ยุติธรรมเคลื่อนท่ีในบริบทใหม่ คือ การสร้างพื้นท่ีเรียนรู้ของประชาชนเร่ืองยุติธรรมในพ้ืนที่
นั่นๆ โดยการสร้างกลุ่มสนทนา หรือ “Dialogue (สุนทรียสนทนา)” คือ กระบวนการสนทนาท่ีเน้นการฟัง
อย่างลึกซงึ้ ใครค่ รวญ และไมด่ ว่ นตัดสนิ
๑๙๖
อา้ งอิง
๑ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ม.ป.พ. ทฤษฎที ี่เกย่ี วของกับเทคโนโลยีทางการศึกษา. เขา้ ถงึ ข้อมลู ไดจ้ าก
http://pirun.ku.ac.th/~g5414600546/images/Perception.pdf วนั ทีส่ ืบค้นข้อมูล ๖ พฤศจิกายน
๒๕๖๓.
๒ วกิ ิพเี ดีย สารานกุ รมเสร.ี ๒๕๕๖. ผสั สะ. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/
วนั ท่ีสบื ค้นข้อมูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๓ ชาญวทิ ย์ ปรชี าพาณิชพฒั นา. ม.ป.พ. “สง่ิ มีชีวติ กับกระบวนการดารงชีวิต” วิทยาศาสตร์ ม.๒ (หลกั สตู ร
๒๕๕๑). เขา้ ถงึ ข้อมูลไดจ้ าก https://sites.google.com/site/akadahtwongrat/1-sing-mi-chiwit-kab-
krabwnkar-darng-chiwit/08 วนั ทส่ี ืบค้นขอ้ มลู ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๔ วกิ พิ ีเดีย สารานุกรมเสร.ี ๒๕๕๖. ความเขา้ ใจ. เข้าถึงขอ้ มลู ไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/
วันทส่ี ืบค้นขอ้ มูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๕ ดุจดาว วัฒนปกรณ.์ ๒๕๖๓. “การสร้าง Empathy สาหรับอตุ สาหกรรมไมซ์” ดูแล “หวั ใจ” ตลอดเส้นทาง
ประสบการณ์. เข้าถงึ ข้อมูลไดจ้ าก MICE intelligence center: https://intelligence.
businesseventsthailand.com/en/blog/mice-empathy วันทสี่ บื คน้ ข้อมลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๖ jobsdb.com. ม.ป.พ. สอ่ื สารอย่างไรใหเ้ พื่อนร่วมงานเข้าใจเรา. เข้าถึงข้อมลู ได้จาก https://th.jobsdb.
com/th-th/articles/ วนั ท่ีสบื ค้นขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๗ max social. ม.ป.พ. ทฤษฎกี ารเรียนรู้ของบลมู . เข้าถึงขอ้ มูลได้จาก https://sites.google.com/site/
anansak2554/thvsdi-kar-reiyn-ru-khx-ngblum วันทสี่ ืบคน้ ขอ้ มูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๘ วกิ ิพเี ดีย สารานุกรมเสรี. ๒๕๕๖. การประชาสัมพนั ธ.์ เข้าถงึ ข้อมลู ได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/
วนั ทส่ี บื คน้ ขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๙ ประภาศรี สวัสด์อิ าไพรกั ษ.์ ม.ป.พ. “เรือ่ งท่ี 8.3.2 การประชาสัมพันธข์ องรัฐบาล” หน่วยที่ ๘ การส่งเสริม
การตลาด : การประชาสมั พันธ์. เข้าถงึ ข้อมูลไดจ้ ากสาขาวชิ าวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมา-
ธิราช https://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sms/market/Unit8/SUBM3/U832-1.htm
วนั ท่สี บื คน้ ข้อมลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๑๐ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา. ม.ป.พ. หลกั การและทฤษฏกี ารประชาสัมพันธ์. เข้าถึงขอ้ มูลไดจ้ าก
http://www.elfms.ssru.ac.th/wipanee_ma/file.php/1/PCC2201/Document/chapter_1_
conceptPR.pdf วนั ทีส่ บื ค้นขอ้ มลู ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๑๑ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม.่ ม.ป.พ. หลักการประชาสัมพันธ.์ เข้าถึงข้อมลู ได้จาก http://agecon-extens.agri.
cmu.ac.th/Course_online/Course/352311/9.pdf วันที่สบื คน้ ข้อมูล ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
1๒ สานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา. 2560. สานกั งานยุติธรรมยะลา ออกหน่วยเคลอื่ นที่เผยแพร่งานยุตธิ รรม
สูช่ ุมชน. เข้าถงึ ข้อมูลได้จาก https://www.moj.go.th/view/12204 วนั ที่สืบคน้ ข้อมูล 26 มีนาคม
2560.
๑๙๗
ยุติธรรมเดนิ เทา้ ท.ี่ ..ยะลา
ดร.อภริ ชั ศักดิ์ รชั นวี งศ์
จุดเริ่มต้นของงาน “เดินเท้า” หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. (มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จ
พระศรีนครินทราบรมราชชนนี) หรือแพทย์เดินเท้าได้ปฏิบัติงานคร้ังแรกท่ีอาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
ในการปฏิบัติงานแต่ละครั้งจะประกอบไปด้วย อาสาสมัครท่ีเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล
อาสาสมัครสมทบ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของแต่ละท้องท่ีเป็นหลัก ในพ้ืนที่มีขาวไทยภูเขาหลายเผ่าอาศัย
อยู่ถึงแม้จะมีถนนเข้าไปถึงหลายพื้นท่ีแล้ว แต่ยังเป็นดินโคลน และบางหมู่บ้านไม่มีถนนมีเฉพาะทางเดินเท้า
ของชาวบ้านทุกฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูฝนยานพาหนะจะเข้าไปไม่ถึงประชาชนจะขาดการติดต่อจากภายนอก
ประชาชนมีการ จึงเกิดหน่วยแพทย์เดินเท้าขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนอาสาสมัครจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค
และอาสาสมัครในพ้ืนท่ีร่วมกันปฏิบัติงานรักษาผู้ป่วยท่ีไม่สะดวกเดินทางมารักษาท่ีโรงพยาบาลโดยเฉพาะ
ฤดฝู น12
ทม่ี า https://www.pmmv.or.th/project-detail.php?id=47
๑๙๘
ต่อมา กระทรวงสาธารณสุขได้นาแนวคิดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. มาประยุกต์กับการ
ใหบ้ รกิ ารสาธารณสขุ เช่น การรักษาทางไกล (Telemedicine) สขุ ศึกษาทางไกล ตอ่ มา รองศาสตราจารย์ ดร.
ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ได้ร่วมงานและเป็นวิทยากร โครงการพัฒนายุติธรรมชุมชน กระทรวงยุติธรรม จึงได้นาแนวคิดและวิธีการ
“การเดินเท้าเข้าชุมชน” มาเผยแพร่ในงานยุติธรรมชุมชน และกลุ่มนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความม่ันคง
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สานักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้กาหนดโครงการเดินเท้า ในงานของ
ศูนย์ยุติธรรมชุมชน จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนถึงปัจจุบัน จาการสอบถามผู้ปฏิบัติงาน “เดินทางยุติธรรม”
กิจกรรม (๑) สารวจสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนในพ้ืนท่ีของประชาชนในพ้ืนที่ (๒) แนะนา
การให้บริการของศูนยย์ ตุ ธิ รรมชมุ ชน (๓) ประชาสมั พันธ์บทบาทภารกิจและงานบริการของสานักงานยุติธรรม
จังหวัดยะลา (๔) ประชาสัมพันธ์บทบาทภารกิจของกระทรวงยุติธรรม แนวคิดพื้นฐาน “การเดินเท้า” คือ
รักษาผู้ป่วยท่ีไม่สะดวกเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลโดยเฉพาะฤดูฝน เม่ือนาแนวคิดการเดินเท้ามา
ดาเนินการในงานยุติธรรมชุมชนก็จะเห็นกิจกรรมที่มีการดาเนินการข้างต้น หากเดินเท้าสารวจสภาพปัญหา
และความต้องการของประชาชนในพน้ื ทีข่ องประชาชนในพื้นที่ จะต้องมีการเดินเท้าก่อน แล้วจึงนาปัญหาและ
ความตอ้ งการมาวิเคราะห์ แล้วจึงนาไปสู่การแก้ไขปัญหาในลาดับถัดไป หากเป็นการเดินเท้าเช่นนี้ ไม่แน่ใจว่า
ผลท่เี กิดขน้ึ หรือประชาชนจะได้รับอะไร เพียงใด
ประสบการณ์ของผู้เขียน เม่ือคร้ังทางานที่กองสุขศึกษา สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
“การเดินเท้าสุขศึกษาในชุมชน” หรือโครงการสุขศึกษาเคล่ือนที่ ข้ันที่ ๑ ในภาคเช้า และภาคกลางวัน จะทา
การสารวจชุมชนอย่างเร่งด่วน (Rapid survey) (รูปแบบของการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพตามวิธีการได้ 5
รปู แบบ (1) การสารวจเร่งด่วน (Rapid survey) โดยการสัมภาษณ์หรือการทดสอบแบบสอบถาม (2) การทา
การสังเกต (Observation) โดยการเฝ้าติดตาม สังเกตพฤติกรรมและปัจจัยของพฤติกรรมสุขภาพตลอดเวลา
หรือเป็นระยะๆ แล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นการสังเกตจากภายนอก (3) การเข้าไปเป็นสมาชิกของครอบครัว ชุมชน
และสังคม (Membership involvement) เป็นการสังเกตอย่างหน่ึง ซ่ึงเป็นการสังเกตจากภายใน และเป็นไป
ตามบริบทของบุคคลที่อาศัยอยู่ในครอบครัว กลุ่มชุมชน หรือสังคมท่ีต้องการเฝ้าระวัง (4) การทาแผนที่
พฤติกรรม (Behavioral mapping) โดยการจดบันทึกข้อมูลที่ได้พบเห็นจากบุคคล ครอบครัว ชุมชนเกี่ยวกับ
พฤติกรรมสุขภาพที่ระบุถึงพื้นท่ี ช่วงเวลา แล้วนามาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาการกระจาย ขอบเขต และกลไก
ทางพฤติกรรม และความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพกับปัจจัยอื่นๆท่ีเกี่ยวข้อง (5) การใช้ข้อมูลทุติยภูมิ
(Secondary data) เป็นการใช้ข้อมูลจากบุคคลและเอกสารที่มีอยู่แล้วในลักษณะของข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่
ข้อมูลในระบบรายงาน)๑๓ ขั้นที่ ๒ ภาคบ่าย การวิเคราะห์ข้อมูล และวางแผนให้ความรู้ในภาคกลางคืน
ข้ันที่ ๓ การให้ความรู้ด้านสุขศึกษา พร้อมกับการฉายภาพยนตร์ ข้ันที่ ๔ ภาคเช้าวันต่อมา เดินเยี่ยมบ้านใน
ชมุ ชนในการประเมินผลการให้ความรู้ด้านสุขศึกษา ขั้นท่ี ๕ เมื่อกลับสานักงาน จัดทารายงานการประเมินผล
น่ีคอื กิจกรรมการเดนิ เทา้ ตามแบบฉบบั สาธารณสขุ โดยองคค์ วามรู้ทนี่ ามาใช้ในการปฏิบัติงาน คือ ความรู้การ
วิจัย ความรู้แนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ ความรู้การประเมินผล ส่วนการเดินเท้าตามแบบฉบับยุติธรรม
ได้แก่ (๑) สารวจสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนในพ้ืนที่ของประชาชนในพ้ืนท่ี (๒) แนะนาการ
ให้บริการของศูนย์ยุติธรรมชุมชน (๓) ประชาสัมพันธ์บทบาทภารกิจและงานบริการของสานักงานยุติธรรม
จังหวัดยะลา (๔) ประชาสัมพันธ์บทบาทภารกิจของกระทรวงยุติธรรม โดยองค์ความรู้ท่ีนามาใช้ในการ
ปฏบิ ตั ิงาน คอื ความรู้เกย่ี วกบั กระทรวงยุติธรรม ความรู้ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและ
คา่ ใชจ้ ่ายแกจ่ าเลยในคดอี าญา พ.ศ.2544 พ.ร.บ.กองทนุ ยุติธรรม 2558
๑๙๙
ศูนยย์ ุตธิ รรมชุมชนอาเภอกาบัง จัดกิจกรรม "เดินเท้าเขา้ พ้ืนท"ี่ ในพื้นทหี่ มู่ ๑ บ้านบาละ ตาบลบาละ
อาเภอกาบงั จงั หวัดยะลา
ท่ีมา https://www.moj.go.th/view/65789
จากวันวานจนถึงวันนี้ “กิจกรรมเดินเท้าเข้าพ้ืนที่” เป็นเพียงกิจกรรม (๑) สารวจสภาพปัญหาและ
ความต้องการของประชาชนในพื้นท่ีของประชาชนในพ้ืนท่ี (๒) แนะนาการให้บริการของศูนย์ยุติธรรมชุมชน
(๓) ประชาสัมพันธ์บทบาทภารกิจและงานบริการของสานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา (๔) ประชาสัมพันธ์
บทบาทภารกิจของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งส่วนกลางเป็นผู้กาหนดให้สานักงานยุติธรรมจังหวัดเป็นผู้ดาเนินการ
โดยการส่งหนังสือในการปฏิบัติการ “เดินเท้าเข้าพื้นท่ี” การจัดสรรงบประมาณให้ดาเนินการ แต่ขาดการให้
ความรู้การดาเนินงาน “เดินเท้าเข้าพ้ืนที่” ความรู้หลักการ หรือหลักวิชาการ “เดินเท้าเข้าชุมชน” ท่ีถูกต้อง
ดังนัน้ ผลท่ไี ดก้ ็เปน็ เพียงการประชาสัมพันธ์เท่านั้นเอง และการประชาสัมพันธ์จะถูกต้องตามหลักการ หรือไม่
ก็ไม่เคยมีการประเมินผล การทางานก็เป็นเพียงตามการส่ังการของส่วนกลางเท่านั้นเอง เม่ือติดเม็ดดุมต้ังแต่
เม็ดแรก แล้วจะติดเม็ดสุดท้ายได้ถูกต้องเช่นน้ันฤา จึงใคร่ทาความเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อให้ติดเม็ดดุมได้ถูกต้อง
เสยี ที
๒๐๐
การรับรู (Perception)๑
การรับรู คอื กระบวนการแปลหรอื ตคี วามตอสิ่งเราขาวสารท่ผี านอวัยวะรบั สัมผสั ทัง้ หลาย ไดแก
ตา หู จมกู ลิ้นและกาย เขาไปยงั สมองในรปู ของไฟฟาและเคมี สมองจึงเปนคลังเก็บขอมูลมหาศาลก็จะตีความ
ส่งิ เรา หรือขาวสารนน้ั โดยอาศัยการเทยี บเคียงกบั ขอมูลทเ่ี คยสะสมไวกอน หรือที่เรยี กวา ประสบการณเดิม
การรับรู คือ การสัมผัสท่ีมีความหมาย หรือการรู รูสึกส่ิงตางๆ สภาพตางๆ ที่เปนสิ่งเรามาทา
ปฎิกิริยากับตัวเราเปนการแปลอาการสัมผสั ใหมีความหมายขึ้นเกิด ซ่ึงเปนความรูสึกซ่ึงเฉพาะตัวสาหรับบุคคล
นน้ั ๆ เม่อื มีการรูสึกเกดิ ข้ึนจากอวัยวะในการรับความรูสกึ อันไดแก ตา หู ปาก จมูก ผิวหนัง อ่ืนๆ ถาการรูสึกมี
การตคี วามวา การรูสึกที่เกิดขึ้นคืออะไร นั่นถือวามีการรับรูเกิดขึ้นแลว๑ (ส่ิงเร้า (Stimulus) คือสัญญาณหรือ
การเปล่ียนแปลงที่มีผลต่อกิจกรรมของส่งิ มชี วี ิต แบ่งเปน็ ๒ ชนดิ คอื ๑) สงิ่ เรา้ ภายนอก (External stimulus)
เช่น อุณหภูมิ แสง เสยี ง สารเคมี ความช้ืน กลิ่นและแรงดึงดูดของโลก ๒) สิ่งเร้าภายใน (Internal stimulus)
เช่น การเปล่ยี นแปลงสรีระท่เี กิดข้นึ ในร่างกาย เชน่ ระดับออกซิเจนในเลือด ฮอร์โมน เอนไซม์ ความหิว ความ
โกรธ และความเหนือ่ ย๓)
การรบั รู หมายถึง การรูสกึ สัมผัสทไี่ ดรบั การตีความใหเกิดความหมายแลว เชน ในขณะนี้เราอยูใน
ภาวะการรูสึก (Conscious) คือลืมตาต่ืนอยู ในทันใดนั้น เรารูสึกไดยินเสียงดังปงมาแตไกล (การรูสึกสัมผัส
Sensation) แตเราไมรูความหมายคือไมรูวาเปนเสียงอะไร เราจึงยังไมเกิดการรับรู แตครูตอมามีคนบอกวา
เปนเสียงระเบดิ ของยางรถยนต เราจึงเกิดการรูความหมายของการรูสึกสมั ผสั น้ัน ดังน้เี รียกวาเราเกดิ การรับรู
กระบวนการรับรูขาวสารของมนุษยแบงเปน ๒ สวน คือ ๑) กระบวนการรับสัมผัส (Sensation) และ
๒) กระบวนการรับรู (Perception)
สิ่งเรา้ การรับรู้ การตอบสนอง
กระบวนการรบั รู (Perception)
การรับรูเปนกระบวนการนาความรูหรือขอมลู ขาวสารเขาสูสมอง โดยผานอวัยวะสัมผัส (Sensory
Organ) สมองจะเก็บรวบรวมและจดจาสิ่งตาง ๆ เหลาน้ันไวเปนประสบการณ เพื่อเปนองคประกอบสาคัญ
ท่ีทาใหเกิดมโนภาพหรือความคิดรวบยอด (Concept) และทัศนคติ (Attitude) ในการเปรียบเทียบหรือ
ถายโยงความหมายกับส่ิงเราใหมที่จะรับรูตอ ๆ ไป ดังน้ัน การรับรูและการเรียนรูจึงมีความเก่ียวของกัน
ถาไมมกี าร รับรู การเรียนรูยอมเกิดข้ึนไมได้
กระบวนการรับสัมผัส (Sensation) และอวยั วะสมั ผสั (Sensory Organ)
กระบวนการรับสมั ผสั เปนการรบั ขาวสารในระยะแรกระหวางอนิ ทรียกบั ส่งิ เรา โดยอวัยวะ
รับสัมผัส (Reception) เชน อวัยวะในการมองเห็น (Vision) การฟง (Audition) รับความรูสึกทางผิวหนัง
(Skin Senses) เปนตน ในระยะแรกนี้แมวาสิ่งเราจะยังไมถูกตีความหรือใหความหมายใด ๆ ก็ถือวากลไกการ
รบั สัมผัสมคี วามสาคัญมากในอันทจี่ ะสงผลถึงการรับรู (Perception) และการเรยี นรู (Learning) ตอไป มนุษย
๒๐๑
เรารับรูจากการสัมผัสโดยอาศัยอวัยวะรับสัมผัส (Reception) ดังนี้ ๑) ตาใหความรูสึกจากการเห็น เรียกวา
จักษุสัมผัส ๒) หูใหความรูสึกจากการไดยิน เรียกวา โสตสัมผัส ๓) จมูกใหความรูสึกจากการไดกล่ิน เรียกวา
ฆานสัมผัส ๔) ลิ้นใหความรูสึกจากการรูรส เรียกวา ชิวหาสัมผัส และ ๕) ผิวหนังใหความรูสึกจากการสัมผัส
เรียกวา การสัมผัส๑ ในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า ผัสสะ หมายถึง สัมผัส การกระทบ การถูกต้องท่ีให้เกิด
ความรู้สึก ผัสสะเป็นความประจวบกันแห่งสามส่ิง คือ อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ) อายตนะ
ภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และวิญญาณ, สัมผัสหรือผัสสะมีหกอย่าง คือ
๑) จักขสุ มั ผัส หมายถึง ความกระทบทางตา คือ ตา+รูป+จักขุวิญญาณ ๒) โสตสัมผัส หมายถึง ความกระทบ
ทางหู คอื ห+ู เสยี ง+โสตวญิ ญาณ ๓) ฆานสัมผัส หมายถงึ ความกระทบทางจมูก คือ จมูก+กล่นิ +ฆานวญิ ญาณ
๔) ชิวหาสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางลิ้น คือ ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ ๕) กายสัมผัส หมายถึง ความ
กระทบทางกาย คือ กาย+โผฏฐัพพะ (เช่น ร้อน เย็น อ่อน แข็ง)+กายวิญญาณ ๖) มโนสัมผัส หมายถึง ความ
กระทบทางใจ คอื ใจ+ธรรมารมณ์ (สงิ่ ทีใ่ จนึกคดิ )+มโนวญิ ญาณ๒
องคประกอบของกระบวนการรับรู การรับรูขาวสารของมนุษยจะมีประสิทธิภาพมากนอยเพียงใด
ยอมขนึ้ อยกู บั องคประกอบดังนี้
๑. อาการรับสัมผัส หมายถึง อวัยวะรับสัมผัสตาง ๆ ไดรับกระตุนจากสิ่งเราแลวจะแปลความหมาย
โดยอาศยั ประสบการณเขามาชวย
๒. การแปลความหมายของอาการสัมผัส การแปลความหมายของส่ิงเราทร่ี บั เขามาจะถกู ตองเพียงใด
ขน้ึ อยูกบั ปจจัย ๒ ประการ คือ
๒.๑ ปจจัยทางดานสรีระ (Physiologial Factor) เปนขดี จากัดความสามารถของอวัยวะรบั
สัมผสั ท่ีตอบสนองตอสิง่ เรา เชน ขนาดของสิง่ เรา ความสกึ หรอของอวยั วะรับสัมผัส เปนตน
๒.๒ ปจจัยทางจติ วทิ ยา (Phycological Factor) เน่อื งจากสงิ่ เราที่มากระทบกับอวัยวะรับสัมผัส
มีมาก มนุษยจะเลือกรับรูเฉพาะสิ่งเราท่ีมีความหมาย แตการรับรูดังกลาวจะเกิดข้ึนหรือไมนั้นยอมอยูกับ
ปจจัยดานจิตวิทยา เชน (๑) ความต้ังใจ โดยมีสาเหตุหลายประการ เชน ความเปลี่ยนแปลง ความแปลกใหม
ขนาดและความเขม การกระทาซ้าเคลื่อนไหว เปนตน (๒) สติปญญา ทาใหบุคคลเขาใจเหตุการณหรือ
ส่ิงตาง ๆ ไดชา หรอื รวดเรว็ ตางกัน (๓) ความระวังระไว เปนความคลองแคลวหรือไวตอการรับรูสิ่งเราตาง ๆ
(๔) คุณภาพของจิตใจ ความเหนื่อยลาหรือความแจมใสของจิตใจยอมมีผลกระทบตอความเขาใจสิ่งเราตาง ๆ
ได (๕) บุคลิกภาพ ผูท่ีมีบุคลิกภาพเปดเผยชอบสังคมกับผูท่ีมีบุคลิกภาพเก็บตัวมักจะรับรูส่ิงในทางตรงขาม
เสมอ
๓. ประสบการณเดิม บุคคลจะรับรูส่ิงตาง ๆ ดวยการคาดคะเน หรือตั้งสมมุติฐานไวกอน เมื่อไดรับ
สิ่งเราท่เี กดิ ขน้ึ แลว ประสบการณเดมิ ท่เี คยมีมากอนจะชวยใหสามารถยืนยันการคาดคะเนได หรือทาการแกไข
การคาดคะเนเสียใหม กรณีท่ีส่ิงท่ีเกิดขึ้นใหมเขมแข็งกวาและสามารถพิสูจนไดวาประสบการณน้ันผิดพลาด
อยางแนนอน
๒๐๒
อิทธพิ ลของสงิ่ เราทม่ี ีตอการรบั รู
1. สิ่งเราภายนอก คณุ สมบัตขิ องสงิ่ เราภายนอกจะมีอทิ ธพิ ลตอการรบั รูมากนอยเพียงใดยอมข้นึ อยู
กับคุณลักษณะดังนี้ (๑) ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเรา การเปล่ียนแปลงอยูเสมอยอมดึงดูดความสนใจและ
เอาใจใสตอสง่ิ เรานนั้ (๒) การเคลือ่ นไหวของสิง่ เรา การเคลอ่ื นไหวจะชวยกระตุนเรตนิ าในนยั นตา ทาใหเกดิ
พลงั งานประสาทสมอง (๓) ขนาดของสิ่งเรา วัตถุที่มีขนาดผิดปกติ เชน ใหญมากหรือเล็กมากยอมไดรับความ
สนใจมากกวาวตั ถทุ ีม่ ีขนาดปกติ (๔) การเกิดซ้าซากของส่ิงเรา การเกิดซ้าซาก หมายถึง การตอกย้าดวยความ
เขมขนหรือจังหวะท่ีแตกตางกัน มิฉะน้ันแลวเกิดการซ้าซากบอยครั้งจะทาใหขาดความเอาใจใสตอสิ่งเรานั้น
ไดเหมอื นกัน (๕) ความเขมขนหรอื ความหนักเบาของสิ่งเรา ส่ิงเราท่ีมีความเขมขนสูงกวาปกติยอมดึงดูดความ
สนใจไดดีกวาสิ่งเราปกตธิ รรมดา (๖) องคประกอบอน่ื ๆ ที่มอี ิทธพิ ลตอการรบั รู เชน สี ความถ่ีของเสียง ความ
แปลกใหม เปนตน
2. ส่งิ เราภายใน ได้แก่ (๑) ความตองการ เมอ่ื มนษุ ยเกดิ ความตองการอะไรมักจะเอาใจใสในสิ่งนั้น ๆ
อยูเสมอและกลายเปนจุดเนนของการรับรู (๒) คุณคาและความสนใจ บุคคลจะสนใจกับส่ิงเราหรือเหตุการณ์
ท่ีมีคุณคาและมีความหมายตอตนเอง บางครั้งกอใหเกิดความตองการและความหวังท่ีจะรับรูในสิ่งน้ัน ๆ ดวย
ความต้งั ใจและสนใจ
3. คุณลักษณะของส่ิงเรา สิ่งเราที่มีอิทธิพลตอการรับรูมีคุณลักษณะ 2 อยาง คือ (๑) ส่ิงเราที่มี
โครงสรางหรือแบบแผน ไดแก ส่ิงเราที่ชัดเจนเปนรูปธรรม (๒) สิ่งเราท่ีไมมีโครงสรางหรือแบบแผน ไดแก
สง่ิ เราทม่ี ีลักษณะกากวม ไมชดั เจน
หลักการรบั รูสาหรบั การศึกษา
1. การรบั รูจะพฒั นาตามวัยและความสามารถท่จี ะรบั รูส่ิงภายนอกอยางถูกตองและเหมาะสม
2. การรับรูโดยการเห็นจะกอใหเกิดความเขาใจดีกวาการไดยินและประสาทสัมผัสอ่ืนๆ ดังน้ัน การ
เรยี นรู้โยผา่ นประสบการณ์สมั ผสั ได้มากจะก่อนให้เกดิ ความเข้าใจที่สมบรู ณ์ย่ิงข้นึ
3. ลกั ษ ณะและวิธกี ารรับรูของแตละคน จะแตกตางกนั ตามพืน้ ฐานบุคลิกภาพและจะแสดงออก
ตามทีไ่ ดรับรูและทรรศนะของเขา
4. การเขา้ ใจผูเรยี นท้ังในดานคุณลักษณะและสภาพแวดลอมจะเปนผลดตี ่อการจัดการเรยี นการสอน
การเรยี นรู (Learning)
การเรียนรู หมายถึง การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมจากเดิมไปสูพฤติกรรมใหมคอนขางถาวร และ
พฤติกรรมใหมนี้เปนผลมาจากประสบการณหรือการฝกฝน มิใชผลจากการตอบสนองจากธรรมชาติ
สญั ชาตญาณ อบุ ัติเหตหุ รือความบงั เอญิ
กระบวนการเรียนรู้ เปนกระบวนการตอเนื่องเช่ือมโยงจากการรับรู กลาวคือ เมื่อประสาทสัมผัส
กระทบส่ิงเราและเกิดความรูสึกสงไปยังสมอง สมองบันทึกความรูสึกน้ันไวเปนประสบการณและเมื่ออวัยวะ
รับสมั ผสั กระทบกบั สง่ิ เราเดิมอกี สามารถระลกึ ได (Recall) หรือจาได (Recognition) ถอื วาเกิดการเรยี นรูข้ึน
๒๐๓
การเรียนรู คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซ่ึงองคประกอบสาคัญของทฤษฏีการเรียนรู
กลุมนี้คือพฤติกรรมน่ันเอง การเรียนรูในทัศนะกลุ่มพฤติกรรมเกิดจากกระบวนการตอบสนองเมื่อมีการเสนอ
สงิ่ เรา องคประกอบสาคัญของการเรียนรูตามทฤษฏีนมี้ ี 4 ประการ คือ 1) แรงขบั (Drive) หมายถึง ความตอง
การของผูเรียนในบางส่ิงบางอยางแลวจูงใจใหผู้เรียนหาหนทางตอบสนองความตองการน้ัน ๒) สิ่งเรา
(Stimulus) เม่ือมีส่ิงเราผูเรียนจะไดรับความรู หรือการชี้แนะทันทีทันใดจากสิ่งเราน้ันกอนท่ีจะตอบสนอง
๓) การตอบสนอง (Response) หมายถึง การที่ผูเรียนแสดงปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเรา ซ่ึงอธิบายไดดวย
พฤติกรรมท่ีผูเรียนแสดงออก ๔) การเสริมแรง (Reinforcement) หมายถึง การใหรางวัล เชน การปรบมือ
การชมเชยในกรณีทีผ่ ูเรียนตอบสนองถูกตอง
สรุปการรับรู้
สงิ่ เรา้ การรบั รู้ การตอบสนอง
สง่ิ เร้าภายนอก: (เชน่ อณุ หภมู ิ แสง กระบวนการรับรู้ นาความรขู้ ้อมูลขา่ วสาร การรสู้ ึกท่เี กดิ ขึน้ :
เสยี ง สารเคมี ความช้ืน กลิ่น และ เข้าสูส่ มองโดยผา่ นอวัยวะสมั ผสั สมอง การตอบสนองเม่อื แสงเปน็ ส่ิงเร้า
แรงดึงดูดของโลก) โดยมอี ทิ ธพิ ลต่อ จะเกบ็ รวบรวมและจดจาไว้เปน็ เช่น การหรี่ตาเมอื่ แสงเขา้ ตามาก
ส่ิงเร้าคอื ความเปลยี่ นแปลงของ ประสบการณ์ เพ่ือเกดิ มโนภาพและ เกินไป การบินเข้าหาแสงของแมลง
ส่ิงเรา้ การเคล่อื นไหวของสิ่งเร้า ทศั นคติ การท่นี กบินออกจากรังในตอนเชา้ ๓
ขนาดของสิ่งเร้า การเกิดซ้าซากของ กระบวนการรับสมั ผสั ๑) อนิ ทรยี ์ (ตา หู การตอบสนองเม่ืออณุ หภมู ิเป็นสง่ิ เรา้
สิ่งเร้า ความเขม้ ขน้ หรือความหนัก จมกู ล้ิน กาย) กบั สิง่ เรา้ ยงั ไมถ่ กู ตคี วาม เชน่ แมวจะเลยี อ้งุ เท้าตอนอากาศมี
เบาของส่งิ เร้า และอนื่ ๆ ๒) รับรูจ้ ากสัมผสั (ผสั สะ) (จักขสุ มั ผสั อณุ หภูมสิ ูง หมจู ะหนีรอ้ นดว้ ยการ
โสตสมั ผสั ฆานสมั ผสั ชวิ หาสมั ผสั การ แชโ่ คลน กิง้ ก่าจะหลบรอ้ นอย่ตู าม
ส่ิงเราภายใน: (เช่น ระดับฮอรโ์ มน สัมผสั ) การแปลความหมายขนึ้ กบั ปัจจัย โพรงไม้ เมื่ออากาศหนาวหมี
เอนไซม์ ความหิว ความโกรธ และ ดา้ นสรรี ะ ปัจจยั จิตวิทยาและ จะจาศลี ๓
ความเหน่ือย) โดยมอี ทิ ธิพลต่อ ประสบการณเ์ ดมิ
สิ่งเร้าคือ ความตอ้ งการ,
คุณคา่ และความสนใจ
การเรยี นรู้
การสรา้ งความเขา้ ใจ
การสร้างความเข้าใจเป็นคาท่ีนิยมนามาใช้กับประชาชน โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจกับ
ประชาชนในเรื่องต่างๆ ลองมาดูกนั วา่ “ความเขา้ ใจ” เปน็ อยา่ งไร
ความเข้าใจ คอื กระบวนการทางจติ วทิ ยาทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั สง่ิ ใดสิ่งหนง่ึ ซึ่งทาให้บคุ คลสามารถครุ่นคิด
ถึงส่ิงน้ันและสามารถใช้มโนทัศน์ (concept) เพื่อจัดกับกับส่ิงนั้นได้อย่างเพียงพอ สิ่งท่ีกล่าวถึงน้ีอาจจะมี
ลกั ษณะเปน็ นามธรรมหรอื เป็นสิ่งทางกายภาพก็ได้ เชน่ บุคคล สถานการณ์และสาร๔
ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) คือการเข้าใจจุดยืนของอีกฝ่ายหนึ่ง การส่ือสารด้วยความเข้าอก
เข้าใจ ผู้พูดจะไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ศูนย์กลางจะอยู่ท่ีผู้รับสาร ใช้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นตัวต้ัง
เข้าใจความคิด มองเห็นคุณค่าและความเชื่อท่ีเขายึดถือ รับรู้ประสบการณ์ท้ังหมดของเขาจากมุมที่เขายืนอยู่
๒๐๔
โดยปราศจากทัศนคติส่วนตัว ปราศจากการตัดสิน ทักษะน้ีบางคนมีต้ังแต่ยังเด็ก บางคนไม่มี แต่เป็นทักษะท่ี
ฝึกฝนได้และประยุกต์ใช้ได้หลายช่องทาง ในสถานการณ์โควิด-๑๙ ลูกค้าหลายคนท่ีเคยมีความมั่นคงในชีวิต
สูง ตอ้ งเผชญิ กับความไมม่ ัน่ คงหลายดา้ นพร้อมกนั ทั้งดา้ นเศรษฐกิจ การเงิน ความเป็นอยู่ จนส่งผลกระทบไป
ถึงความม่ันคงทางจิตใจ ความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจจึงกลายมาเป็นประเด็นหลักและ Empathy
คือเคร่ืองมือสาคัญทีส่ ร้างสงิ่ นี้๕
“การสร้างความเข้าใจ” ในการทางานระหว่างเพ่ือนร่วมงานนั้น เกิดจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง
แต่โดยรวมแล้วมีจุดมุ่งหมายที่เหมือนกัน คือ ต้องการเข้าใจในเน้ือหาที่ตรงกันและทาให้การทางานมีความ
สะดวกมากยิง่ ขึน้ เมอ่ื เรารู้สกึ วา่ เราไม่เข้าใจเขา และเขาไม่เข้าใจเรา มักจะเกิดจากหลาย ๆ อย่างประกอบกัน
แต่สิ่งท่เี ราทาไดค้ อื การปรับตัวเองให้เขา้ กับคนอนื่ เพราะอยา่ งน้อยท่สี ุด เราก็จะได้ไม่มปี ัญหาในการทางาน๖
เม่ือพิจารณาจากคาใกล้เคียงข้างต้น พอจะเห็นได้ว่า “การสร้างความเข้าใจ” จะมุ่งเน้นไปใน
ทิศทางการสื่อสาร ซ่ึงการส่ือสารจะมีองคประกอบของการสื่อสาร ดังน้ี๑ 1) ผูสง ผูสื่อสารหรือตนแหลงของ
การสง (Sender, Communicator or Source) เปนแหลงหรือผูท่ีนาขาวสาร เร่ืองราว แนวความคิด ความรู
ตลอดจนเหตุการณตาง ๆ เพื่อสงไปยังผูรับ ซึ่งอาจเปนบุคคลหรือกลุมชนก็ได โดยการใชภาษาหรือใชวิธีการ
อ่ืนๆ ก็ได เพ่ือใหผูรับเขาใจการกระทาดังกลาว เรียกวา "การเขารหัส" (encode) เปนภาษาพูด ภาษาเขียน
ภาษามือ รูปภาพ สัญลักษณ เปนตน 2) เนื้อหาเร่ืองราว (Message) ไดแก เน้ือหาของสารหรือเร่ืองราว
ท่ี สง ออกมา เชน ความรู ความคิด ขาวสาร บทเพลง ขอเขียน ภาพ ฯลฯ เพ่ือใหผูรับรับขอมูลเหลาน้ัน
3) ส่ือหรือ ชองทางในการนาสาร (Media or Channel) หมายถึง ตัวกลางที่ชวยถายทอดแนวความคิด
เหตกุ ารณเร่อื งราวตาง ๆ ที่ผูสงตองการใหไปถึงผูรับ สื่อท่ีใชมากที่สุด คือ "ภาษาพูด" ซ่ึงใชเสียงเปนสื่อ เวลา
เขยี นหรืออานหนังสือ ส่อื ที่ใชคือ "ภาษาเขียน" หรือถามีการสื่อความหมายกับคนใบก็ใชสื่อซ่ึงเปน "ภาษามือ"
นอกจากน้ีอาจมีการใชส่ืออุปกรณ เชน วิทยุ โทรทัศน ส่ือสิ่งพิมพ ประเภท แผนที่ รูปภาพ การแสดง
นิทรรศการ เปนส่ือหรือชองทางเพ่ือการสื่อความหมายได 4) ผูรับหรือกลุมเปาหมาย (Reciever or Target
Audience) ไดแก ผูรับเน้ือหาเร่ืองราวจากแหลงหรือผูสง ผูรับอาจเปนบุคคล กลุมชนหรือสถาบันก็ได
เมื่อรับเรื่องราวแลวผูรับตองมี "การถอดรหัส" (decode) คือ การแปลขาวสารน้ันใหเขาใจ 5) ผล (Effect)
หมายถึง สิ่งท่ีเกิดข้ึนจากการท่ีผูสงสงเรื่องราวไปยังผูรับ เชน ความเขาใจ ไมรูเร่ือง ยอมรับหรือปฏิเสธ พอใจ
หรือโกรธ ฯลฯ ซ่ึงผลของการส่ือสารจะเปนผลสืบเน่ืองถึงการบรรลุผลสาเร็จตามจุดมุงหมายของการส่ือสาร
ทงั้ นี้ ยอมขึน้ อยกู บั ทัศนคติของผูรบั สือ่ ทใี่ ช้และสถานการณในการสอื่ สารเปนสาคัญดวย และ 6) ผลยอนกลับ
(Feedback) เปนสงิ่ ท่เี ก่ียวเนอ่ื งจากผลซึง่ ผูรบั สงกลบั มายังผูสง โดยผูรบั อาจแสดงอาการใหเห็น เชน งวงนอน
ปรบมือ ย้มิ พยักหนา สายหนา การพูดโตตอบหรือการแสดงความคิดเห็น เพ่ือเปนขอมูลที่ทาใหผูสงทราบวา
ผูรับมคี วามพอใจหรือมคี วามเขาใจในความหมายท่ีสงไปหรือไม
หากพิจารณา “ความเข้าใจ” ในมิติการเรียนรู้อันเกิดมาจากการรับรู้ (การรับรู้เป็นเร่ืองจิตวิทยา)
การเรยี นรู้เป็นเรื่องการศกึ ษา หากใช้ทฤษฎีการเรยี นรู้ของบลูมเป็นแนวทางการเทียบเคียง “การสร้างความรู้”
ดังน้ี ทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956)๗ จาแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้
๒๐๕
ออกเป็น ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ๒) ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)
๓) ด้านเจตพิสัย (Affective Domain) ดงั นี้
๑. พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเก่ียวกับสติปัญญา ความรู้
ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงเป็นความสามารถ
ทางสติปญั ญา พฤติกรรมทางพทุ ธิพิสยั 6 ระดบั ไดแ้ ก่ 1) ความรู้ความจา ความสามารถในการเก็บรักษามวล
ประสบการณต์ า่ ง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้และระลึกสิ่งน้ันได้เม่ือต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวิดีทัศน์ที่
สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราวต่างๆ ได้ สามารถเปิดฟังหรือดูภาพเหล่านั้นได้ เมื่อต้องการ
2) ความเข้าใจเป็นความสามารถในการจับใจความสาคัญของส่ือและสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปล
ความ ตีความ คาดคะเน ขยายความหรือการกระทาอ่ืน ๆ 3) การนาความรู้ไปใช้ เป็นข้ันที่ผู้เรียนสามารถนา
ความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะ
สามารถนาไปใช้ได้ 4) การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิดหรือแยกแยะเร่ืองราวส่ิงต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเป็น
องค์ประกอบท่ีสาคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เก่ียวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์
จะแตกตา่ งกนั ไปแล้วแต่ความคดิ ของแตล่ ะคน 5) การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ
เข้าเป็นเรอ่ื งราวเดียวกนั อย่างมีระบบ เพื่อให้เกิดส่งิ ใหมท่ ่สี มบูรณ์และดกี ว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิด
ออกมาให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้ง่าย การกาหนดวางแผนวิธีการดาเนินงานข้ึนใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่
จะสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นนามธรรมข้ึนมาในรูปแบบหรือแนวคิดใหม่ 6) การประเมินค่า
เปน็ ความสามารถในการตัดสิน ตีราคาหรือสรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมี
กฎเกณฑ์ทเ่ี หมาะสม ซงึ่ อาจเปน็ ไปตามเนือ้ หาสาระในเรอ่ื งน้นั ๆ หรอื อาจเปน็ กฎเกณฑท์ ีส่ งั คมยอมรบั ก็ได้
๒๐๖
๒. จิตพิสัย (Affective Domain)(พฤติกรรมด้านจิตใจ) ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซ้ึง ทัศนคติ
ความเช่ือ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านน้ีอาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังน้ัน การจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทาให้พฤติกรรมของผู้เรียน
เปล่ียนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้ ด้านจิตพิสัยจะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ได้แก่
1) การรบั รู้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์หรือส่ิงเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซ่ึงเป็นไปในลักษณะของการ
แปลความหมายของส่ิงเร้าน้ันว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกที่เกิดข้ึน 2) การตอบสนอง
เป็นการกระทาท่ีแสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อส่ิงเร้าน้ัน ซ่ึงเป็นการตอบสนอง
ที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว ๓) การเกิดค่านิยม การเลือกปฏิบัติในสิ่งท่ีเป็นท่ียอมรับกันในสังคม การยอมรับ
นับถือในคุณค่าน้ัน ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหน่ึง จนกลายเป็นความเช่ือ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีใน
สิ่งน้ัน 4) การจัดระบบ การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดข้ึนโดยอาศัยความสัมพันธ์ ถ้าเข้ากันได้
ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า 5) บุคลิกภาพ
การนาค่านิยมท่ียึดถือมาแสดงพฤติกรรมท่ีเป็นนิสัยประจาตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่ส่ิงที่ถูกต้องดีงาม
พฤติกรรมด้านน้ี จะเกีย่ วกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยา
โต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ
ซึ่งจะเปน็ ควบคมุ ทศิ ทางพฤติกรรมของคนคนจะรดู้ รี ้ชู ่ัวอยา่ งไรนั้นก็เปน็ ผลของพฤติกรรมดา้ นน้ี
๓. ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเน้ือประสาท) พฤติกรรมท่ีบ่งถึง
ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชานิชานาญ ซ่ึงแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและ
คุณภาพของงานเป็นตัวช้ีระดับของทักษะ พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ ๕ ขั้น
ดังน้ี 1) การรับรู้ เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติท่ีถูกต้องหรือเป็นการเลือกหาตัวแบบท่ีสนใจ
2) กระทาตามแบบหรือเครอื่ งช้ีแนะ เปน็ พฤตกิ รรมท่ผี เู้ รียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจและพยายามทาซ้า
เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบท่ีตนสนใจให้ได้หรือสามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนา 3) การหาความ
ถกู ต้อง พฤติกรรมสามารถปฏิบัตไิ ดด้ ้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ เมื่อได้กระทาซ้าแล้ว ก็พยายาม
หาความถูกต้องในการปฏิบัติ 4) การกระทาอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะ
กระทาตามรูปแบบนน้ั อยา่ งตอ่ เนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว การที่
ผู้เรียนเกิดทักษะได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทาอย่างสม่าเสมอ 5) การกระทาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
พฤติกรรมท่ีได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปฏิบัติได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่าง
ธรรมชาติ ซึง่ ถือเปน็ ความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง
๒๐๗
จะเห็นได้วา่ ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลมู ประกอบด้วย ดา้ นพุทธพิ ิสยั (ความรู้ที่เกิดจากความจา ความ
เข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า) ด้านจิตพิสัย (การรับรู้ (Rerceive: ต้ังใจ
สนใจในสิ่งเร้า) การตอบสนอง คุณค่าค่านิยม การจัดระบบและบุคลิกภาพ) และด้านทักษะพิสัย (การรับรู้
(Imitation: สังเกตและทาตาม) การลงมือปฏิบัติและทาตาม ความถูกต้อง ความชัดเจนและต่อเนื่องในการ
ปฏิบัติ และความเป็นธรรมชาติ) ในด้านจิตพิสัยและทักษะพิสัยต่างมีขั้นตอนการรับรู้เช่นเดียวกัน
แต่ความหมายต่างกัน หากใช้แนวคิดตามทฤษฎีของบลูม “ความเข้าใจ” เป็นข้ันตอนที่สองต่อจากขั้นความรู้
อันเกดิ จากความจา นั่นหมายถงึ ว่า การสร้างความเข้าใจจกั ต้องใหค้ วามรู้จนเกิดความจาเสียก่อน แล้วจึงจะถึง
ความเขา้ ใจ
การประชาสมั พนั ธ์
การประชาสัมพันธ์ (Public relations หรือ PR) คือ การทางานในการจัดการการสื่อสารระหว่าง
องค์กรและสาธารณะ การประชาสัมพันธ์นั้นช่วยทาให้องค์กรหรือบุคคล ได้แสดงสู่ผู้ชม ผู้อ่าน โดยใช้เร่ืองท่ี
เปน็ ที่สนใจของสาธารณะและใช้เป็นการรายงานข่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยตรง กิจกรรมโดยท่ัวไป เช่น การ
พดู ในงานชุมนมุ การทางานร่วมกับแหล่งข่าว๘
การประชาสมั พันธ์ (Public Relation) เปน็ การติดต่อส่ือสารจากองค์การไปสู่สาธารณชนท่ีเกี่ยวข้อง
รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและประชามติจากสาธารณชนที่มีต่อองค์การ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างความ
เชอ่ื ถอื ภาพลกั ษณ์ ความรแู้ ละแกไ้ ขข้อผิดพลาดในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง๙
การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คือ การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐอันได้แก่ กระทรวง
ทบวง กรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซ่ึงอยู่ภายใต้การกากับดูแลของรัฐบาล โดยวิธีการกระจายข่าวสาร
เกยี่ วกับนโยบาย กิจกรรมและผลงานต่างๆ ของรัฐ เพ่ือการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและช่ือเสียงเกียรติคุณ
ของรัฐ อันจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนในการสร้างสรรค์
ความสาเร็จแก่หน่วยราชการและประเทศชาติโดยรวม
๒๐๘
ลักษณะของการประชาสัมพนั ธม์ ดี งั น้ี๙
๑. การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way communication) เป็นการสื่อสารจาก
ผสู้ ง่ ไปยงั ผ้รู บั เกีย่ วกบั ข่าวสารขององคก์ ารทีต่ อ้ งการสอื่ สารใหส้ าธารณชนรับทราบและเข้าใจ และยังเปน็
การสอ่ื สารย้อนกลับจากผู้รับ คือ สาธารณชนไปยงั องคก์ ารเกย่ี วกับความคิดเหน็ ท่ีเกยี่ วกบั องคก์ าร
๒. การประชาสัมพนั ธอ์ าจมกี ลมุ่ เปา้ หมายหลายกลมุ่ (Multiple target group) เชน่ พนกั งาน
ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ชุมชน รัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับวัตถุระสงค์ในการประชาสัมพันธ์ว่า
ตอ้ งการประชาสมั พันธ์ไปยังกลุ่มเป้าหมายใดบา้ ง
๓. การประชาสมั พันธ์เปน็ การสื่อสารเพ่ือโน้มน้าวใจ ท้ังนกี้ ารประชาสัมพันธ์ต้องตั้งอยู่บนหลักความ
จริง เพ่อื มุ่งใหเ้ กดิ ความเช่ือถอื และปฏบิ ตั ติ ามดว้ ยความสมคั รใจ
๔. การประชาสัมพันธ์เป็นการดาเนนิ งานอยา่ งตอ่ เนอื่ งและสม่าเสมอ โดยคาดหวังผลตอ่ เนอื่ ง
ในระยะยาวเพอื่ ให้สาธารณชนมีความศรทั ธาและมคี วามไวเ้ นอ้ื เชือ่ ใจต่อองค์การเพื่อให้องค์การสามารถดาเนิน
กจิ การอยใู่ นระยะยาวได้
๕. การประชาสัมพันธ์เป็นการดาเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยจะมีการวางแผน ควบคุมและ
ประเมินผลของการประชาสัมพันธ์ เพ่ือให้มั่นใจว่าการดาเนินการประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และประสิทธผิ ล
การประชาสัมพนั ธข์ องรัฐบาลมีวัตถปุ ระสงคด์ งั นี้๙
๑. เพื่อให้สาธารณชนได้ทราบถึงบริการหรือหน่วยงานตา่ งๆ ของรฐั บาลทีม่ อี ยู่ อันจะส่งผลใหเ้ กดิ
การสนับสนุนและไดร้ บั ประโยชนจ์ ากการใช้บริการหนว่ ยงานนน้ั ๆ ไดอ้ ย่างเต็มที่
๒. เพ่อื ใหไ้ ดร้ บั ความเห็นชอบจากสาธารณชนในการออกกฎหมายใหม่ๆ รวมถึงการแก้ไขกฎหมาย
ตามสถานการณ์ทีเ่ ปล่ยี นแปลงไป
๓. เพ่อื ขจดั หรือลดความขดั แยง้ ต่างๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ กบั งานใหมๆ่ ของรฐั บาล
๔. เพ่อื ใหส้ าธารณชนไดม้ โี อกาสในการเสนอความคดิ เห็นตอ่ รฐั บาล
๕. เพือ่ อธิบายเก่ยี วกับประชามตขิ องประชาชนตอ่ หน่วยงานราชการตา่ งๆ เพอื่ จะได้ดาเนนิ การให้
สอดคลอ้ งกับความต้องการของสาธารณชน
๖. เพ่ือสรา้ งให้เกิดการสนบั สนนุ จากประชามตแิ ละความร่วมมอื อนั ดีจากสาธารณชน ดว้ ยการช้ีแจง
ถงึ ความจาเป็นและความเข้าใจในกฎระเบยี บตา่ งๆ ของหนว่ ยงานราชการ
๗. เพอ่ื สรา้ งความนยิ มและความสัมพันธอ์ ันดีจากสาธารณชน
๘. เพ่ือเรียกร้องความร่วมมือและการสนับสนุนจากสาธารณชนในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
และการพฒั นาประเทศดา้ นต่างๆ
๙. เพ่อื เผยแพรผ่ ลงานความกา้ วหนา้ ต่างๆ ดา้ นการปกครองและการบริหารประเทศของรฐั บาล
๒๐๙
การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท๙ ได้แก่ ๑) การประชาสัมพันธ์
ภายในประเทศ จะเก่ียวข้องกับงานด้านข่าวสารและการเผยแพร่เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาล
และประชาชน อันจะส่งผลให้เกิดการลดช่องว่างระหว่างกันได้ โดยประชาชนจะได้รับทราบข่าวสารความ
เคล่ือนไหวต่างๆ ของรัฐบาล อันได้แก่ นโยบาย การดาเนินงานและผลงานของโครงการต่างๆ เพ่ือเรียกร้อง
การสนับสนุนจากประชาชนและป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิดของประชาชนท่ีมีต่อหน่วยงานของรัฐบาล
หน่วยงานราชการมักจะใช้การประชาสัมพันธ์ในกรณีต่อไปนี้ เมื่อเร่ิมโครงการใหม่หรือนโยบายใหม่ท่ีต้องการ
ความร่วมมือจากหลายฝ่าย เม่ือโครงการใหม่หรือนโยบายใหม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อ
ประชาชน เมื่อมีกฎหมายหรือระเบียบราชการใหม่ๆ ที่ประชาชนควรทราบเพ่ือจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
เมื่อหน่วยงานราชการต้องการแถลงผลงานท่ีปฏิบัติไปแล้ว เมื่อมีเรื่องที่ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ
ปฏิบัติงานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการ และเม่ือเกิดวิกฤติการณ์ต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ
วธิ กี ารในการประชาสัมพนั ธภ์ ายในประเทศอาจทาได้โดย (๑) การรณรงค์เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ของหน่วยงาน
ราชการและรัฐบาลท่ีประชาชนควรทราบ เช่น การจัดตั้งหน่วยราชการใหม่ การดาเนินงานโครงการใหม่
การออกกฎหมายหรือการปรับปรุงกฎหมาย เป็นต้น (๒) การรณรงค์วางแผนระยะยาวหรือโครงการต่อเนื่อง
เพื่อชักจูงใจให้ประชาชนร่วมมือและสนับสนุน เช่น การรณรงค์ให้ประชาชนเสียภาษีอากร การรักษาความ
สะอาด เป็นต้น (๓) การเผยแพร่ความเคล่ือนไหวของทางราชการ เช่น ข่าวการส่งเสริมการท่องเท่ียว
ภายในประเทศการป้องกันการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อย เป็นต้น ๒) การประชาสัมพันธ์ภายนอกประเทศ
เปน็ การสร้างความเขา้ ใจ ความรูจ้ ักและความสมั พันธอ์ ันดีของประชาชนในประเทศต่างๆ อันจะนามาซึ่งความ
นิยมชมชอบและมิตรภาพอันดีระหวา่ งประเทศ โดยรฐั บาลจะทาการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกทราบถึงนโยบาย
วัตถุประสงค์และการดาเนินงานของรัฐบาล เพ่ือป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิด สนับสนุนนโยบาย
ตา่ งประเทศของรฐั บาลในดา้ นต่างๆ รวมถึงเพ่อื เผยแพรศ่ ลิ ปวฒั นธรรมอันดขี องประเทศ
สรุป การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นการเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐ เพ่ือการ
เสรมิ สรา้ งความเขา้ ใจอันดแี ละช่อื เสยี งเกียรตคิ ุณของรฐั อันจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและ
การสนับสนุนจากประชาชนในการสร้างสรรค์ความสาเร็จแก่หน่วยราชการและประเทศชาติโดยรวม ,
เมื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นการเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐ ลองตามไปดูให้รู้
“การเผยแพรข่ ่าวสารของหน่วยราชการ” วา่ เป็นอยา่ งไร
การประชาสัมพันธ์กับการเผยแพร่ โดยการเผยแพร่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์
(การเผยแพร่ (publicity) หมายถึง การเผยแพร่หรือการกระจายข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับองค์การผ่านส่ือ
ทเ่ี หมาะสมไปยังกลุ่มประชาชนเป้าหมาย) ซึ่งนักประชาสัมพันธ์นิยมใช้การเผยแพร่มาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง
เพอื่ ชว่ ยใหง้ านประชาสัมพนั ธ์มีประสิทธิภาพมากยง่ิ ข้นึ นอกจากน้ียังมีคาที่อยู่ในหมวดใกล้เคียงกันท่ีก่อให้เกิด
ความสับสน เข้าใจผิดคิดว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การสารนิเทศ (information) ซ่ึงหมายถึง การ
ให้บริการขา่ วสารหรือข้อมลู ตา่ ง ๆ ที่เปน็ ประโยชน์แกป่ ระชาชนเพ่ือสร้างความรู้ ความเขา้ ใจแก่ประชาชนหรือ
๒๑๐
ผู้ที่มาติดต่อองค์การ โดยบางองค์การมีการตั้งเป็นศูนย์สารนิเทศ (information center) หรือศูนย์บริการ
ข่าวสาร (information service center) และอีกคาท่ีทาให้เกิดความสับสนคือการประกาศ
(announcement) ซ่ึงเป็นการบอกกล่าวแพร่กระจายข่าวสารต่าง ๆ ให้ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบ
มักจะทาเป็นคร้ังคราวตามโอกาสหรือความจาเป็นแต่ละกรณี๑๐ ความหมายอ่ืนท่ีใกล้เคียงกับการ
ประชาสัมพันธ์ ๑) การเผยแพร่ (Publicity) คือการกระจายข่าวสารต่างๆ ของแหล่งความรู้ไม่สู่บุคคลท่ัวไป
๒) สารสนเทศ (Information) คือ การให้บริการข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่คนทั่วไป เพื่อให้
ความรู้ รับทราบข้อมูลและสร้างความเข้าใจ ๓) การโฆษณา (Advertising) คือ การเผยแพร่ สื่อสาร ชักจูงใน
เรื่องที่เก่ียวข้องกับสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยใช้ส่ือโฆษณาต่างๆ เป็นตัวกลางในการเผยแพร่
๔) การประกาศ (Announcement) คือการบอกกล่าวแพร่กระจายข่าวสารต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปหรือ
ผูเ้ ก่ียวข้องไดทราบในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง๑๑
สอ่ื หรือเครอื่ งมือในดา้ นการประชาสมั พันธ์ที่ทางภาครัฐจะนิยมใช้ คือส่ือวิทยุโทรทัศน์และกิจกรรม
คือการจัดเหตุการณ์พิเศษ (Special Events) ซึ่งมีหลายประเภท คือ ๑) การจัดวันและสัปดาห์พิเศษ
(Special Days and Weeks) ๒) นิทรรศการ (Exhibitions) ๓) การจัดงานวันครบรอบปี (Anniversaries)
๔) การจัดประชุม (Meetings and Conferences) ๕) การให้รางวัลพิเศษ (Special Awards) ๖) การเปิดให้
เย่ียมชมองค์กร (Open Houses) ๗) การจัดงานประกวด (Contest) ๘) การจัดขบวนแห่ (Parades and
Pageants) ๙) การอปุ ถมั ภง์ านของชุมชน (Sponsored Community Events)๑๑
สรุปภาพรวม “การรบั รู้ การประชาสมั พนั ธ์และการสรา้ งความเขา้ ใจ”
ส่ิงเรา้ การรับรู้ การตอบสนอง
กระบวนการรบั รู้ การรู้สึกท่เี กดิ ขึ้น
สง่ิ เร้าภายนอก กระบวนการรับสัมผัส
สง่ิ เราภายใน
การเรียนรู้
การประชาสัมพันธข์ องรัฐบาล การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วย เพอื่ การเสริมสร้างความเข้าใจอันดี
ราชการของรฐั และชือ่ เสยี งเกียรติคุณของรฐั
อนั จะสง่ ผลใหเ้ กิด
๑) ความรู้ ความเข้าใจ ความนิยม
๒) การสนบั สนนุ จากประชาชน
๒๑๑
ตัวอย่าง แผนการสร้างการรับรู้ตามแผนการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจระดับยุทธศาสตร์
กิจกรรม ประกอบด้วย ๑) การสัมมนาเชิงบูรณาการสื่อมวลชนภาครัฐสร้างการรับรู้ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน
กลุม่ จงั หวดั ๒) การพบปะพัฒนาสมั พนั ธ์เครือขา่ ยมวลชนสร้างการรับรู้ ๓) การสัมมนาเชิงบูรณาการเครือข่าย
สอื่ สงั คมออนไลน์ ๔) การพบปะพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายนักจัดรายการวิทยุกระจายเสียง ๕) การพบปะพัฒนา
สัมพนั ธ์ส่วนราชการและสื่อมวลชน จะเห็นได้ว่า “ชื่อแผนเป็นการสร้างการรับรู้” ซึ่งการสร้างการรับรู้ภายใต้
กระบวนการส่ิงเร้า การรับรู้และการตอบสนอง อันทาให้เกิดการเรียนรู้ “ตามแผนการประชาสัมพันธ์”
น่ันหมายถึง เป็นการดาเนินการกรอบแนวคิดการประชาสัมพันธ์ (การประชาสัมพันธ์ของรัฐเป็นการเผยแพร่
ขา่ วสารของหนว่ ยราชการของรัฐ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและช่ือเสียงเกียรติคุณของรัฐ อันจะส่งผลให้
เกิด ๑) ความรู้ ความเข้าใจ ความนิยม และ ๒) การสนับสนุนจากประชาชน) “เพ่ือสร้างความเข้าใจ”
เป็นกรอบทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม โดยมีข้ันตอนของกิจกรรมจักต้องผ่านข้ันตอนท่ี ๑ ขั้นความรู้อันเกิดจาก
ความจา และข้ันท่ี ๒ ข้ันความเข้าใจ ในความจริงเป็นเช่นน้ันหรือไม่ หากดูแผนน้ีเป็นการบูรณาการคือ
บรู ณาการ ๓ เรอ่ื งเขา้ ดว้ ยกนั (การรบั รู้ การประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้) สุดปลายทางกลุ่มเป้าหมาย
ท่ีเข้าร่วมกิจกรรม ๑) จะเกิดการรับรู้เพียงใด ๒) มีความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมเพียงใด ๓) การสนับสนุน
จากประชาชนเพียงใด ๔) เกดิ ความเข้าใจเพียงใด
สรุป “การเดินเท้าเข้าพื้นท่ี” รูปแบบมาตรฐาน ได้แก่ รูปแบบของการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ
ตามวิธีการได้ 5 รูปแบบ (1) การสารวจเร่งด่วน (Rapid survey) โดยการสัมภาษณ์หรือการทดสอบ
แบบสอบถาม (2) การทาการสังเกต (Observation) โดยการเฝ้าติดตาม สังเกตพฤติกรรมและปัจจัยของ
พฤติกรรมสุขภาพตลอดเวลาหรือเป็นระยะๆ แล้วแต่กรณี ซ่ึงเป็นการสังเกตจากภายนอก (3) การเข้าไปเป็น
๒๑๒
สมาชิกของครอบครัว ชุมชนและสังคม (Membership involvement) เป็นการสังเกตอย่างหนึ่ง ซ่ึงเป็นการ
สังเกตจากภายใน และเป็นไปตามบริบทของบุคคลที่อาศัยอยู่ในครอบครัว กลุ่มชุมชน หรือสังคมที่ต้องการ
เฝา้ ระวงั (4) การทาแผนท่ีพฤติกรรม (Behavioral mapping) โดยการจดบันทึกข้อมูลที่ได้พบเห็นจากบุคคล
ครอบครัว ชุมชนเก่ียวกับพฤติกรรมสุขภาพที่ระบุถึงพ้ืนที่ ช่วงเวลา แล้วนามาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาการ
กระจาย ขอบเขต และกลไกทางพฤติกรรม และความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพกับปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
(5) การใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) เป็นการใช้ข้อมูลจากบุคคลและเอกสารที่มีอยู่แล้วในลักษณะ
ของข้อมลู ทุติยภูมิ ได้แก่ ข้อมูลในระบบรายงาน) ส่วนรูปแบบการเดินเท้าเข้าพื้นที่ของกระทรวงยุติธรรมที่นา
แบบมาจากกระทรวงสาธารณสุขมีกิจกรรม (๑) สารวจสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนในพ้ืนท่ี
ของประชาชนในพ้ืนที่ (๒) แนะนาการให้บริการของศูนย์ยุติธรรมชุมชน (๓) ประชาสัมพันธ์บทบาทภารกิจ
และงานบริการของสานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา (๔) ประชาสัมพันธ์บทบาทภารกิจของกระทรวงยุติธรรม
ดังน้ัน ผลการปฏิบตั งิ านตอ้ งหาคาตอบไดป้ ระชาชนวา่ ประสบผล หรือไม่ อยา่ งไร
ทม่ี า https://www.moj.go.th/view/65789
๒๑๓
อ้างอิง
๑ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์. ม.ป.พ. ทฤษฎที ีเ่ กย่ี วของกับเทคโนโลยีทางการศึกษา. เขา้ ถึงข้อมูลได้จาก
http://pirun.ku.ac.th/~g5414600546/images/Perception.pdf วันท่สี บื ค้นขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน
๒๕๖๓.
๒ วกิ ิพเี ดยี สารานุกรมเสร.ี ๒๕๕๖. ผัสสะ. เขา้ ถึงขอ้ มลู ไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/
วันที่สืบคน้ ขอ้ มูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๓ ชาญวิทย์ ปรีชาพาณชิ พัฒนา. ม.ป.พ. “ส่ิงมชี ีวิตกบั กระบวนการดารงชีวติ ” วิทยาศาสตร์ ม.๒ (หลกั สูตร
๒๕๕๑). เข้าถึงขอ้ มูลไดจ้ าก https://sites.google.com/site/akadahtwongrat/1-sing-mi-chiwit-kab-
krabwnkar-darng-chiwit/08 วนั ทีส่ บื คน้ ขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๔ วกิ ิพีเดยี สารานกุ รมเสร.ี ๒๕๕๖. ความเขา้ ใจ. เขา้ ถงึ ข้อมลู ได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/
วันทีส่ บื คน้ ขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๕ ดุจดาว วัฒนปกรณ์. ๒๕๖๓. “การสรา้ ง Empathy สาหรบั อตุ สาหกรรมไมซ์” ดแู ล “หวั ใจ” ตลอดเสน้ ทาง
ประสบการณ์. เข้าถึงข้อมลู ได้จาก MICE intelligence center: https://intelligence.
businesseventsthailand.com/en/blog/mice-empathy วันทส่ี บื ค้นข้อมลู ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๖ jobsdb.com. ม.ป.พ. ส่ือสารอยา่ งไรใหเ้ พ่ือนร่วมงานเข้าใจเรา. เขา้ ถงึ ข้อมูลไดจ้ าก https://th.jobsdb.
com/th-th/articles/ วนั ท่ีสืบคน้ ขอ้ มูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๗ max social. ม.ป.พ. ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ของบลูม. เข้าถงึ ข้อมลู ได้จาก https://sites.google.com/site/
anansak2554/thvsdi-kar-reiyn-ru-khx-ngblum วันทีส่ บื คน้ ขอ้ มูล ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๘ วิกิพเี ดีย สารานุกรมเสร.ี ๒๕๕๖. การประชาสมั พันธ์. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/
วนั ทีส่ ืบคน้ ข้อมูล ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๙ ประภาศรี สวสั ด์ิอาไพรักษ์. ม.ป.พ. “เรือ่ งที่ 8.3.2 การประชาสัมพันธ์ของรฐั บาล” หนว่ ยที่ ๘ การส่งเสริม
การตลาด : การประชาสมั พนั ธ์. เขา้ ถึงขอ้ มลู ไดจ้ ากสาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมา-
ธิราช https://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sms/market/Unit8/SUBM3/U832-1.htm
วนั ทีส่ บื ค้นข้อมลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๑๐ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา. ม.ป.พ. หลกั การและทฤษฏกี ารประชาสัมพันธ.์ เขา้ ถึงขอ้ มูลไดจ้ าก
http://www.elfms.ssru.ac.th/wipanee_ma/file.php/1/PCC2201/Document/chapter_1_
conceptPR.pdf วันทีส่ ืบค้นขอ้ มูล ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๑๑ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. ม.ป.พ. หลักการประชาสัมพนั ธ.์ เข้าถึงข้อมลู ได้จาก http://agecon-extens.agri.
cmu.ac.th/Course_online/Course/352311/9.pdf วนั ท่สี บื คน้ ขอ้ มูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
1๒ มูลนธิ ิแพทยอ์ าสาสมเด็จพระศรนี ครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.). ม.ป.พ. กจิ กรรมหน่วยแพทย์เคล่ือนที่
เดนิ เทา้ พอ.สว. เข้าถงึ ข้อมูลได้จาก https://www.pmmv.or.th/project-detail.php?id=47
วันท่สี บื ค้นขอ้ มลู 26 มนี าคม 2565.
๒๑๔
๑๓ กระทรวงสาธารณสขุ กรมอนามยั สานกั อนามัยผสู้ ูงอายุ. 2563. คู่มือการดาเนนิ งาน ตัวชวี้ ัด : รอ้ ยละ
ของประชากรสงู อายทุ ่ีมพี ฤติกรรมสขุ ภาพที่พงึ ประสงค์ ประจาปี 2563. เข้าถึงขอ้ มลู ไดจ้ าก
https://www.chiangmaihealth.go.th/cmpho_web/document/200423158761378143.pdf
วนั ทส่ี บื ค้นขอ้ มูล 26 มีนาคม 2565.
๒๑๕
เน้ือหา
(๔) ชดุ ความร้กู ารบริหารงานทวั่ ไป
ชดุ ความรกู้ ารบริหารงานทว่ั ไป ประกอบด้วย ความรู้สานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา งานธุรการ
งานการเงินและบัญชี งานประชาสัมพันธ์ งานร้องเรียนร้องทุกข์ งานเย่ียมญาติผ่านจอภาพ งาน ๕ส การมี
ส่วนร่วมของประชาชน การรายงาน การฝึกปฏิบัติ (การเยี่ยมญาติทางจอภาพ Justice Care และ
ศูนยย์ ตุ ธิ รรมชมุ ชน)
๒๑๖
หลักสูตรการพฒั นาศนู ยย์ ตุ ิธรรมชุมชนจงั หวัดยะลา พ.ศ.๒๕๖๕
สานักงานยุตธิ รรมจงั หวดั ยะลา
ดร.อภริ ัชศกั ดิ์ รัชนีวงศ์
๑. หลักการและเหตผุ ล
เมอ่ื กลา่ วถึง “ศนู ย์ยุติธรรมชุมชน” มักจะมีคาอ่ืนที่ได้ยินควบคู่กันเสมอ ดังเช่น เครือข่ายยุติธรรม
ชุมชน มีหน้าท่ี (๑) รับเร่ืองราวร้องทุกข์ ช่วยเหลือ ดูแล ให้คาแนะนาและแก้ปัญหาเบื้องต้นแก่ผู้ที่ถูกละเมิด
สิทธิและเสรีภาพ หรือต้องการคาแนะนาเบ้ืองต้นทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
(2) เสริมสรา้ งความสมานฉันท์ในชุมชน (3) ป้องกันปัญหาอาชญากรรมในชุมชุน (4) ให้ความช่วยเหลือ ดูแล
ผู้ที่ได้รับความเสียหายและผลกระทบจากอาชญากรรม หรือประสานงานหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องเพ่ือให้ความ
ชว่ ยเหลือดังกล่าว (5) ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการบาบัดแก้ไขฟื้นฟูและการสงเคราะห์ผู้พ้นโทษให้กลับตน
เป็นพลเมืองดีและไม่หวนกลับไปกระทาผิดซ้า (6) เฝ้าระวังแจ้งข่าว แจ้งเบาะแสทางคดีความหรือการกระทา
ความผิดกฎหมาย (7) พิจารณาส่งต่อเรื่องตาม (1) – (6) ไปยังศูนย์ยุติธรรมชุมชน หรือสานักงานยุติธรรม
จังหวัด รวมถึงการติดตามและแจ้งผลการดาเนินงานหรือความคืบหน้า แล้วแต่กรณีแก่ผู้ร้องหรือผู้ขอความ
ชว่ ยเหลือ (8) หนา้ ท่ีอื่นๆ ตามทีค่ ณะกรรมการกาหนด
ศนู ยย์ ตุ ธิ รรมชุมชนตาบล มภี ารกิจดงั นี้ (๑) เฝา้ ระวงั และป้องกนั ปัญหาอาชญากรรม การทุจริตและ
ประพฤติมิชอบและการกระทาผิดกฎหมายต่าง ๆ (๒) รับเรื่องร้องเรียนหรือร้องทุกข์ปัญหาความไม่เป็นธรรม
ของประชาชนและรับแจ้งเบาะแสข้อมูลการกระทาผิดกฎหมายต่าง ๆ ตลอดจนการช่วยเหลือ ดูแล
ให้คาแนะนาและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือผู้ท่ีต้องการคาแนะนาเบ้ืองต้นทางด้าน
กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (๓) ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับความแพ่ง หรือความอาญา
ทเ่ี ป็นความผดิ อนั ยอมความได้ หรือความผิดอ่ืนตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวงหรือจัดการความขัดแย้งในชุมชน
ตามหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การเสริมสร้างความสมานฉันท์ในชุมชน รวมถึงการติดตามดูแลให้มีการ
ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลงที่ไดม้ กี ารไกล่เกลยี่ และประนอมข้อพพิ าทหรือความขดั แยง้ นัน้ (๔) ให้ความช่วยเหลือ ดูแล
ผู้ท่ีได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการกระทาความผิดและอาชญากรรม ประสานงานหน่วยงาน
ท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือดาเนินการตามอานาจหน้าที่ (๕) ให้ความช่วยเหลือ สงเคราะห์และบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูผู้กระทา
ความผิดและผู้พ้นโทษ รวมทั้งผู้ถูกคุมประพฤติ ให้กลับตนเป็นพลเมืองดี และไม่หวนกลับไปกระทาผิดซ้าอีก
(๖) สนับสนุนศูนย์ดารงธรรม สานักงานยุติธรรมจังหวัด รวมถึงส่วนราชการ หน่วยงานและองค์กรส่วน
ปกครองท้องถ่ิน ในการส่งเสริมความเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน (๗) การส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้
ทางกฎหมาย สิทธิและเสรีภาพและกระบวนการยตุ ิธรรมให้แก่ประชาชนในชุมชน (๘) พิจารณาส่งต่อเร่ืองตาม
(๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ไปยงั หนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง หรอื สานักงานยตุ ิธรรมจังหวัด รวมถึงการติดตามและ
แจ้งผลการดาเนินงานหรือผลความคืบหน้าแล้วแต่กรณี แก่ผู้ร้องหรือผู้แจ้งและผู้เก่ียวข้อง (๙) จัดประชุม
ปรึกษาหารือร่วมกับเครือข่ายยุติธรรมชุมชนในพื้นท่ี เพ่ือกาหนดแนวทางการดาเนินงานร่วมกัน รวมถึง
๒๑๗
การรับเรื่องจากเครือข่ายยุติธรรมชุมชนเพ่ือดาเนินการตามอานาจหน้าที่ (๑๐) ดาเนินการจัดโครงการหรือ
กิจกรรมตามอานาจหน้าท่ี รวมท้ังการพัฒนาและส่งเสริมการจัดโครงการหรือกิจกรรมของเครือข่ายยุติธรรม
ชุมชนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย (๑๑) รายงานผลการดาเนินงานไปยังสานักงานยุติธรรมจังหวัด
(๑๒) อานาจหน้าทอ่ี น่ื ๆ ตามที่ผู้มอี านาจกาหนด กลา่ วโดยรวมภารกิจศนู ย์ยุติธรรมชมุ ชน ดังน้ี
1. การป้องกนั และควบคุมอาชญากรรมในชุมชน (Crime Control & Prevention) ด้วยการยับย้ัง
หรือชะลอสถานการณ์มิให้เกิดความขัดแย้ง ข้อพิพาท หรือการกระทาผิดทางอาญาโดยการเฝ้าระวังป้องกัน
การใหค้ วามรู้ความเขา้ ใจแกป่ ระชาชน เช่น ระเบียบ กฎหมายทป่ี ระชาชนควรรู้ เป็นต้น
2. การรับเรื่องราวร้องทุกข์ แจ้งเบาะการทุจริตคอรัปชั่น รวมท้ังปัญหาความเดือดร้อนของ
ผดู้ อ้ ยโอกาส (เดก็ สตรี คนชรา ผู้พิการ) แลว้ ส่งต่อไปยังหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องดาเนินการต่อไป และติดตามผล
การดาเนนิ งานและแจ้งให้ผูร้ บั บริการรบั ทราบเปน็ ระยะ
3. การไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท (Conflict Management) ตามหลักยุติธรรมเชิงสมานฉันท์
หรอื หลักสันติวฒั นธรรม
4. การเยียวยาเสริมพลังแก่เหยื่ออาชญากรรมและความรู้สึกของชุมชน ( Community&
Empowerment) ด้วยการให้ความเข้าใจ กาลังใจช่วยเหลือสนับสนุนให้เหย่ืออาชญากรรมและชุมชนน้ัน
มีความรู้สึกท่ีดีและใช้ชีวิตเป็นปกติต่อไป รวมทั้งการให้ความรู้หรือคาแนะนาในการยื่นขอรับความช่วยเหลือ
จากทางราชการที่เก่ียวขอ้ ง
5. การรับผู้พ้นโทษหรือผู้ถูกคุมประพฤติกลับสู่ชุมชน (Reintegration) เพ่ือให้บุคคลนั้น สามารถ
ดารงชวี ติ อยู่ในชมุ ชน สังคมไดเ้ ปน็ ปกติและไม่หวนกลับไปกระทาผดิ ซา้ อกี ต่อไป
การให้บรกิ ารแกป่ ระชาชนของศูนย์ยุติธรรมชมุ ชน (ศยช.)
ประชาชนมาตดิ ตอ่ ขอรับบรกิ ารจาก ศยช.
ผู้ขอรบั บรกิ ารแจง้ ความประสงคต์ อ่ เครือขา่ ยยุติธรรมชุมชน/หรอื คณะกรรมการยุตธิ รรมชุมชน
ผรู้ บั เรื่อง สอบถามความประสงคแ์ ละบันทกึ ขอ้ มูลเบอ้ื งต้น (แบบสอบชอ้ เท็จจรอง ศยช.๑)
พิจารณาดาเนินการตามลกั ษณะงานบริการ
๑. ไกลเ่ กลย่ี ข้อพิพาท
๒. ขอรับสทิ ธิประโยชน์
๓. ร้องเรยี น/ร้องทกุ ข์
๔. ปรึกษากฎหมาย
๕. แกป้ ัญหาทุกข์ร้อนด้านกระบวนการยตุ ิธรรม/ประสานงานราชการ
บันทึกเรื่องในสมดุ คมุ ทะเบยี นคมุ รบั เร่ือง/รวบรวมเอกสารเป็นแฟ้มสานวน
จัดเกบ็ ขอ้ มลู เพ่ือการตดิ ตามและประเมินผล
๒๑๘
โครงสร้างงานยุตธิ รรมชมุ ชน
สานักงานยุติธรรมจังหวดั (สยจ.)
ศนู ยย์ ตุ ิธรรมชุมชนอาเภอ
ศูนยย์ ตุ ิธรรมชุมชนตาบล การบรู ณาการ ศนู ยย์ ตุ ิธรรมชมุ ชน
(ยธ. มท. สตช. พม. อปท.) (กรมคมุ ประพฤติ/สยจ.)
ผ้ปู ระสานงาน
ยุตธิ รรมชมุ ชน
เครอื ข่าย เครอื ขา่ ย
ยตุ ธิ รรมชุมชน ยุติธรรมชมุ ชน
สมาชกิ เครือข่ายยตุ ิธรรมชมุ ชน
ประชาชน
แนวทางการขับเคล่อื นงานยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้
(๑) การพฒั นาคน พฒั นาระบบงาน พฒั นาการมีสว่ นร่วมของประชาชน
(๒) การปรับบทบาทภาครฐั จากการเปน็ “เจ้าของ” เปน็ “พเ่ี ล้ียง” ให้แกศ่ นู ย์ยุตธิ รรมชุมชน
(๓) ให้ศูนย์ยุติธรรมชุมชนสามารถให้บริการแก่ประชาชนในระดับชุมชนและหมู่บ้านได้จริงและ
ย่งั ยืน โดยเพมิ่ ภารกิจศนู ย์ยตุ ิธรรมชมุ ชนใหบ้ ริการงานของหนว่ ยงาน (กรม) ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมสู่ระดับ
ชุมชนไดอ้ ยา่ งทว่ั ถึงและครอบคลมุ
(๔) การจัดทาหลักสูตรศูนย์ยุติธรรมชุมชน ประกอบด้วย หลักสูตร ศยช.สาหรับผู้ปฏิบัติงานใหม่
และหลกั สตู ร ศยช.ฟืน้ ฟู (สาหรับผ้ปู ฏิบตั ิงานมาแล้ว จดั ฟ้ืนฟเู ปน็ ประจาทกุ ปี)
(๔) การให้ความรู้ศูนย์ยุติธรรมชุมชนกับผู้เก่ียวข้อง โดยเพิ่มเติมความรู้หน่วยงานสังกัดกระทรวง
ยุตธิ รรมในการส่งผา่ นงานถงึ ระดับชมุ ชน
(๕) การจัดระบบงานศูนย์ยุติธรรมชุมชน โดยจัดให้ศูนย์ยุติธรรมชุมชนที่ดูแลโดยกลุ่มนโยบาย
ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สานักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นศูนย์แม่ข่าย
๒๑๙
ของศูนย์ยุติธรรมชุมชนที่ดูแลโดยสานักงานยุติธรรมจังหวัด ซ่ึงระบบงานศูนย์ยุติธรรมชุมชน ประกอบด้วย
(๑) การให้ความรู้ศูนย์ยุติธรรมชุมชน (๒) การมอบหมายงานและการรายงานแก่ศูนย์ยุติธรรมชุมชน (๓) การ
นิเทศงานศนู ยย์ ุติธรรมชมุ ชน (๔) การตดิ ตามและประเมนิ ผลศูนย์ยตุ ธิ รรมชมุ ชน
(๖) การผลักดันศูนย์ยุติธรรมชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่แผนบูรณาการและขับเคลื่อน
การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพ่ือให้เกิดความเท่าเทียมและทิศทางการดาเนินงานให้บริการ
ประชาชนในจงั หวัดชายแดนภาคใต้ในทศิ ทางเดยี วกัน
(๗) ประสานงานและร่วมมือการทางานงานยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น สานักงาน
คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหน้า ศูนย์อานวยการบริหารจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ กองอานวยการรกั ษาความม่นั คงภายในภาค ๔ สว่ นหน้า และหนว่ ยงานอนื่ ๆ
จากแนวทางการขับเคลอ่ื นงานยุติธรรมในจงั หวัดชายแดนภาคใต้และภารกิจศูนย์ยุติธรรมชุมชน ๕
ภารกิจ จะเห็นได้ว่า ภารกิจของหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรมในระดับกรม บางกรมภารกิจยังขาดการ
เช่ือมต่อถึงระดับชุมชน จึงมีแนวคิดว่า “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน ควรเป็นศูนย์รวมของงานกระทรวงยุติธรรม
ทั้งหมดท่ีถ่ายทอดถึงชุมชนหรือประชาชนอย่างแท้จริง ดังเช่น ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานประจาหมู่บ้านของ
กระทรวงสาธารณสุข” ดังนั้น สมควรขยายขอบข่ายงานศูนย์ยุติธรรมชุมชนในการรองรับงานกระทรวง
ยุติธรรมทัง้ หมดและกระจายบริการสู่ประชาชนในชุมชนและหมู่บ้านได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมอย่างแม้จริง
และยั่งยืน ก่อนดาเนินการขับเคลื่อนต่อไป ส่ิงสาคัญประการแรกคือ การจัดทาหลักสูตร การพัฒนา
ศูนย์ยุติธรรมชุมชนจังหวัดยะลา พ.ศ.๒๕๖๕ ของสานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา ในการเป็นกรอบขับเคลื่อน
การพฒั นาศนู ย์ยุติธรรมชมุ ชนในจังหวดั ยะลาให้เป็นแนวทางเดยี วกนั
๒. วัตถุประสงค์หลักสตู ร
๑. ผู้ผ่านเกณฑ์หลักสูตรมีความรู้ เจตคติและทักษะในการปฏิบัติงานศูนย์ยุติธรรมชุมชนในจังหวัด
ยะลา โดยตอบสนองประชาชนในพ้นื ที่อยา่ งทั่วถงึ และยงั่ ยืน
๒. ผู้ผา่ นเกณฑ์หลกั สตู ร มีคณุ ธรรมและจริยธรรมการใหบ้ ริการประชาชนตามทิศทางทพ่ี ึงประสงค์
๓. กลุ่มเป้าหมาย
๑. ผู้เก่ียวข้องกับศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลในจังหวัดยะลา ประกอบด้วย ท่ีปรึกษาและ
คณะกรรมการศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบล ซ่ึงที่ปรึกษา ได้แก่ (๑) ปลัดอาเภอประจาตาบล (๒) พัฒนากรตาบล
(๓) กานัน (๔) นายกองค์การบริหารส่วนตาบล และ/หรือนายกเทศมนตรีตาบล (๕) ผู้แทนยุติธรรมจังหวัด
๑ คน ในส่วนคณะกรรมการศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบล ได้แก่ (๑) ประธานกรรมการ (กรรมการเลือกกันเอง)
(๒) รองประธานกรรมการ (กรรมการเลือกกันเอง จานวน ๒ คน ตามลาดับ) (๓) กรรมการ ประกอบด้วย
๑) ประธานคณะทางานด้านอานวยการในกรรมการหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน เลือกกันเอง ๒ คน ๒) สมาชิก
๒๒๐
สภาองค์การบริหารส่วนตาบลหรือสมาชิกสภาเทศบาลท่ีเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านในตาบล เลือกกันเอง ๒
คน ๓) ผู้แทนผู้นาองค์กร/กลุ่มอาชีพในตาบล เลือกกันเอง ๑ คน ๔) ตารวจชุมชน ๑ คน (๔) กรรมการและ
เลขานุการ นิติกร/เจ้าหน้าที่ท่ีได้รับมอบหมายจากนายกองค์การบริหารส่วนตาบล/นายกเทศมนตรีตาบล ๑
คน
๒. ผู้เก่ยี วข้องกับศนู ยป์ ระสานงานยตุ ธิ รรมชุมชนในจงั หวัดยะลา
๓. คณะกรรมการประจาศูนย์ยุตธิ รรมชุมชน
๔. เจ้าหน้าท่ปี ระจาศนู ยย์ ุติธรรมชมุ ชน
๔. กรอบมาตรฐาน
๑. ดานความรู
๑.1 มีความรอบรูในบทบาทกระทรวงยตุ ิธรรม
๑.2 มีความรูตามหลกั สิทธิมนษุ ยชน
๑.3 มีความรูในสาขาอ่ืนท่เี ก่ียวของ
๒. ดานเจตคติ คุณธรรม จรยิ ธรรม
๒.1 มเี จตคตทิ ่ีดีหรอื เชงิ บวกต่องานศนู ยย์ ตุ ธิ รรมชุมชนในจังหวดั ยะลา
๒.๒ มคี ุณธรรมในการดาเนินชีวิตอยางพอเพียงรับผิดชอบตอตนเอง อดทน อดกล้ัน ซ่ือสัตยและ
มีระเบยี บวนิ ัย
๒.๓ ตระหนักและสานึกในความเปนไทย
๒.๔ มจี ิตสานึกและตระหนกั ในการปฏบิ ัตติ ามจรรยาบรรณวชิ าชีพและการบริการประชาชนอย่าง
ประทับใจ
๒.๕ เคารพและปฏิบตั ิตามกฎระเบียบขอบังคบั ขององคกรและสงั คม
3. ดานทักษะ
3.1 มีทักษะการแสวงหาและการเรยี นรูดวยตนเองในงานศนู ย์ยตุ ิธรรมชุมชน
3.2 มีทักษะการคิด ไดแก การคิดแบบองครวมการคิดสรางสรรคการคิด วิจารณญาณและแกไข
ปญหาตางๆ ได
3.๓ มีทักษะภาคปฏิบัติตามที่ได รับการฝ กฝนปฏิบัติการในภาคสนามในการนาบริการ
ศนู ย์ยตุ ธิ รรมชุมชนสปู่ ระชาชนในพน้ื ทจี่ งั หวัดยะลา
๒๒๑
๓. โครงสร้างหลกั สตู ร
หลักสูตรที่ ๑ หลักสูตรการพัฒนาศูนย์ยุติธรรมชุมชนจังหวัดยะลา พ.ศ.๒๕๖๕ สาหรับ
ผู้เกีย่ วข้องกับศนู ย์ยตุ ิธรรมชมุ ชน
จานวนช่ัวโมง...ชั่วโมง
หมวดวิชาพื้นฐาน
๑. ชดุ ความรูก้ ารบริการประชาชนเพ่อื อานวยความยุตธิ รรม
๑.๑ บทบาทหนา้ ที่ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยตุ ิธรรม)
๑.๒ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยตุ ธิ รรมระดับจังหวัด กรณจี งั หวัดยะลา
๑.๓ พระราชบญั ญัติค่าตอบแทนผเู้ สยี หายและคา่ ทดแทนและคา่ ใช้จ่ายแกจ่ าเลยในคดีอาญา
พ.ศ. 2544
๑.๔ พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘
๑.๕ ระเบียบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าด้วยการให้
ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายและผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทา ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
อันสืบเนอ่ื งมาจากเหตกุ ารณค์ วามไม่สงบในจังหวดั ชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕)
๒. ชุดความร้กู ารบริการประชาชนเพ่ืออานวยความยุติธรรม : งานตามนโยบาย
๒.๑ "Justice Care : ยุตธิ รรมใส่ใจ"
๒.๒ การให้คาปรึกษากฎหมายแก่ประชาชน “คลินิกยุติธรรม”
๒.๓ ศูนยย์ ุติธรรมสรา้ งสุข
๒.๔ ศูนย์เฉพาะกิจเฝา้ ระวังความปลอดภัยของประชาชน หรอื ศนู ย์ JSOC)
หมวดวชิ าเฉพาะ
๑. ชดุ ความรู้สทิ ธมิ นษุ ยชน
๑.๑ ความรู้ดา้ นสทิ ธิมนุษยชน
๑.๒ การส่งเสริมสทิ ธแิ ละเสรีภาพ
๑.๓ การพทิ ักษส์ ิทธแิ ละเสรภี าพ
๑.๔ การสง่ เสรมิ การระงับข้อพพิ าท
๑.๕ งานสิทธมิ นุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
๒๒๒
หลักสูตรท่ี ๒ หลักสูตรการพัฒนาศูนย์ยุติธรรมชุมชนจังหวัดยะลา พ.ศ.๒๕๖๕ สาหรับ
ประชาชน
จานวนชั่วโมง ๒ ช่วั โมง
หมวดวชิ าพืน้ ฐาน
๑. ชดุ ความร้กู ารบรกิ ารประชาชนเพอ่ื อานวยความยุตธิ รรม
๑.๑ บทบาทหน้าทีส่ ่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุตธิ รรม
๑.๒ หน่วยงานในสงั กดั กระทรวงยตุ ธิ รรมระดบั จงั หวัด กรณีจงั หวัดยะลา
๑.๓ พระราชบญั ญัติคา่ ตอบแทนผู้เสยี หายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จาเลยในคดีอาญา
พ.ศ. 2544
๑.๔ พระราชบัญญตั ิกองทุนยตุ ธิ รรม พ.ศ. ๒๕๕๘
๑.๕. ระเบียบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าด้วยการให้
ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายและผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทาของเจ้าหน้าที่ ของรัฐ
อนั สบื เนื่องมาจากเหตุการณ์ความไมส่ งบในจังหวดั ชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕
๒. ชดุ ความรู้การบริการประชาชนเพ่อื อานวยความยุติธรรม: งานตามนโยบาย
๒.๑ "Justice Care : ยุติธรรมใส่ใจ"
๒.๒ การใหค้ าปรกึ ษากฎหมายแกป่ ระชาชน “คลินิกยตุ ธิ รรม”
๒.๓ ศูนย์ยตุ ิธรรมสรา้ งสุข
๒.๔ ศนู ย์เฉพาะกจิ เฝา้ ระวงั ความปลอดภัยของประชาชน หรอื ศนู ย์ JSOC)
หมวดวิชาเฉพาะ
๑. ชดุ ความรู้สทิ ธมิ นุษยชน
๑.๑ ความรู้ดา้ นสทิ ธมิ นษุ ยชน
๑.๒ การสง่ เสริมสิทธแิ ละเสรีภาพ
๑.๓ การพิทกั ษส์ ทิ ธแิ ละเสรีภาพ
๑.๔ การสง่ เสรมิ การระงบั ขอ้ พิพาท
๑.๕ งานสทิ ธมิ นุษยชนในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้
๔. วธิ ีการ
การจดั การหลักสตู ร โดยระบบการศกึ ษานอกระบบ ดงั น้ี
“การศึกษานอกระบบ” หมายถึง กระบวนการทางการศึกษาที่จัดข้ึนเพ่ือเพ่ิมหรือพัฒนาศักยภาพ
ให้แก่ประชาชน ท้ังในด้านความรู้ ความชานาญ หรืองานอดิเรกต่างๆ ผู้ท่ีสาเร็จการศึกษาอาจได้รับหรือ
ไม่ได้รับเกียรติบัตรก็ได้ ซึ่งเกียรติบัตรน้ีไม่เกี่ยวข้องกับการปรับเทียบเงินเดือนหรือศึกษาต่อ ยกเว้นการศึกษา
สายสามญั ของสานกั งานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยท่ีมีการมอบวุฒิบัตรท่ีสามารถ
๒๒๓
ปรับเทียบเงินเดือนหรือศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นได้ หรือการศึกษานอกระบบ (Non-formal Education)
เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายรูปแบบ ไม่มีข้อจากัดเร่ืองอายุและสถานท่ีโดยมุ่งหมายให้เป็น
การศึกษาเพ่ือพัฒนา คุณภาพมนุษย์ มีการกาหนดจุดมุ่งหมาย หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน ส่ือ การวัดผล
และประเมินผลที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจแบ่งได้ 3 ประเภท
ใหญ่ๆ คอื ประเภทความรู้พน้ื ฐานสายสามัญ ประเภทความรแู้ ละทกั ษะอาชพี และประเภทข้อมูลความรู้ท่วั ไป
๕. สือ่ หลักสตู ร
สื่อการสอนตามแบบ (Form) (ชอร์ส : Shorse. 1960 : 11) จาแนกส่ือการสอนตามแบบเป็น
หมวดหมู่ ซึ่งเลือกใช้ไดต้ ามความเหมาะสม ดงั น้ี
1. ส่ิงพิมพ์ (Printed Materials) ได้แก่ หนังสือแบบเรียน (Text Books) หนังสืออุเทศก์
(Reference Books) หนงั สอื อา่ นประกอบ (Reading Books) นิตยสารหรือวารสาร (Serials)
2. วัสดุกราฟิก (Graphic Materials) ได้แก่ แผนภูมิ (Chats) แผนสถิติ (Graph) แผนภาพ
(Diagrams) โปสเตอร์ (Poster) การ์ตูน (Cartoons)
3. วัสดุและเคร่ืองฉาย (Projector materials and Equipment) ได้แก่ เครื่องฉายภาพนิ่ง (Still
Picture Projector) เครื่องฉายภาพเคลื่อนไหว (Motion Picture Projector) เคร่ืองฉายข้ามศีรษะ
(Overhead Projector) ฟลิ ์มสไลด์ (Slides) ฟิลม์ ภาพยนตร์ (Films) แผ่นโปร่งใส (Transparancies)
4. วัสดุถ่ายทอดเสียง (Transmission) ได้แก่ เคร่ืองเล่นแผ่นเสียง (Disc Recording) เคร่ือง
บนั ทึกเสยี ง (Tape Recorder) เครอื่ งรับวทิ ยุ (Radio Receiver) เครื่องรับโทรทัศน์ (Television Receiver)
๖. การวัดและประเมนิ ผล
การวดั ผล คือ การเปรียบเทียบผลการเรียนรูด้ ว้ ยตัววัดผล (Indicator) มีวิธีการท่ีชัดเจน และกาหนด
ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ทราบความก้าวหน้า ทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะ และทัศนคติเพ่ือการสร้างพฤติกรรมในการ
ทางาน ประกอบด้วย ตวั วัดผล (Indicator) วิธกี ารวดั (Measurement Method) และระดับ (Level)
1. ตัววัดผล (Indicator) คือ การระบุตัวช้ีวัดเพ่ือการระบุผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดผล เช่น ความพึง
พอใจของผู้ร่วมงาน จานวนขอ้ รอ้ งเรียนตอ่ เดอื น จานวนสินคา้ ท่ผี ลติ ได้ต่อวนั เปน็ ต้น
2. วิธีการวัด (Measurement Method) คือ เครื่องมือ หรือวิธีการที่จะใช้ เพ่ือให้ได้ข้อมูลตาม
ตัววัดผลที่ได้กาหนดไว้ เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต การใช้กรณีศึกษา (Case Study) การจาลอง
สถานการณ์ (Role Play / Simulation Workshop) เป็นต้น โดยการเลือกใช้เคร่ืองมือนั้น จะต้องคานึงถึง
ระดับการวดั ผลทีต่ ้องการรว่ มด้วย
3. ระดับ (Level) ในการวัดระดับการเรียนรู้ สามารถอา้ งองิ ได้จากแนวคิดการเรียนรู้
๒๒๔
การประเมินผล (Evaluation) หมายถึง การตัดสินคุณค่า หรือคุณภาพของผลที่ได้จากการวัดโดย
เปรียบเทยี บกับผลการวดั อื่นๆ หรอื เกณฑ์ท่ีต้ังไว้
องค์ประกอบของการประเมินผล ดังนี้ (1) ข้อมูล (๒) เกณฑ์ (3) การตดั สินคุณค่าหรือการตดั สินใจ
๒๒๕
แผนการสอนงาน (Coaching Techniques)
เจ้าหน้าที่ ศนู ยย์ ุตธิ รรมชมุ ชนในจังหวัดยะลา
ราย.........................................................................
วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ถึงวันท่ี ๔ มนี าคม ๒๕๖๕
วัน เดอื น ปี เนอื้ หา ผู้สอนงาน
วนั ที่ 1
09.00-10.00 กระทรวงยตุ ิธรรม และหน่วยงานในสังกัด วรรนีดา กตุ งกือเดง็
10.00-11.00
11.00-12.00 สานกั งานยตุ ธิ รรมจังหวัดยะลา : ฝา่ ยอานวยการ สุกรี สะมะแอ
13.00-14.00 สานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา : กลุ่มอานวยความ ชญาทิตย์ จติ หลัง
14.00-15.00 ยุติธรรมและนิตกิ าร
15.00-16.00
วันท่ี 2 สานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา : กลุ่มพัฒนาและส่งเสริม วรรนดี า กุตงกอื เด็ง
09.00-12.00
13.00-15.00 ระบบงานยตุ ิธรรม
15.00-16.00
สานกั งานยุติธรรมจงั หวดั ยะลา สุกรี สะมะแอ
วันที่ 3
19.00-10.30 รายงานผลการเรยี นรปู้ ระจาวัน ดร.อภริ ัชศักดิ์ รัชนีวงศ์
10.30-12.00
13.00-14.30 ศูนยย์ ตุ ิธรรมชมุ ชน : ภาคทฤษฎี จริ วรรณ ศรไี ชย
14.30-1๕.๓0 ศนู ย์ยตุ ิธรรมชมุ ชน : ภาคปฏบิ ตั ิ มยั สูรี จงิ ดารา
15.30-16.00 รายงานผลการเรยี นรู้ประจาวนั ดร.อภิรัชศักด์ิ รัชนีวงศ์
วันท่ี 4
09.00-12.00 สานกั งานยุติธรรมจงั หวดั ยะลา และงานธุรการ สกุ รี สะมะแอ
13.00-15.00 งานการเงินและบัญชี จฑุ ารัตน์ ยุทธธ์ นอดุ ม
15.00-16.00 งานประชาสมั พันธ์ มยั สรู ี จิงดารา
วนั ท่ี 5 งานบริการประชาชน มะสาดี วารี
09.00-12.00 รายงานผลการเรียนรู้ประจาวัน (VDO Call) ดร.อภิรชั ศักดิ์ รัชนีวงศ์
13.00-15.00 ศนู ยย์ ุตธิ รรมชุมชนในจงั หวดั ยะลา จริ วรรณ ศรีไชย
ประสบการณ์การทางานศนู ย์ยุตธิ รรมชมุ ชน อามนะห์ อาแย
15.00-16.00 รายงานผลการเรยี นรปู้ ระจาวัน (VDO Call) ดร.อภิรชั ศกั ด์ิ รัชนีวงศ์
พระราชบัญญตั คิ า่ ตอบแทนผเู้ สียหายและคา่ ทดแทน อบิ รอเฮม แวฮามะ
และค่าใช้จา่ ยแกจ่ าเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ :
ภาคทฤษฎี
พระราช บัญญัติกองทุนยุติธ รรม พ . ศ. ๒๕๕๘ : อบิ รอเฮม แวฮามะ
ภาคทฤษฎี
รายงานผลการเรยี นรูป้ ระจาวนั ดร.อภิรชั ศกั ดิ์ รัชนีวงศ์
๒๒๖
วัน เดือน ปี เน้อื หา ผ้สู อนงาน
วันท่ี 6
พระราชบญั ญัติค่าตอบแทนผู้เสยี หายและคา่ ทดแทน ชลธชิ า ชูทอง
09.00-1๒.00 และค่าใชจ้ า่ ยแก่จาเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ :
ภาคปฏบิ ตั ิ
13.00-15.00 พระราช บัญญัติกองทุนยุติธ รรม พ . ศ. ๒๕๕๘ : มรู นี หมัดบิลเฮด
ภาคปฏิบัติ
วันที่ 7 รายงานผลการเรยี นรปู้ ระจาวัน ดร.อภิรัชศกั ดิ์ รชั นวี งศ์
09.00-10.30
10.30-12.00 งานส่งเสริมสทิ ธแิ ละเสรีภาพ มาหามะ กเู ต๊ะ
13.00-14.30 งานสง่ เสริมและระงับข้อพพิ าท นาซอรี กะมะอดลุ ภักดี
14.30-15.30 งานพิทกั ษ์สทิ ธแิ ละเสรภี าพ นาซอรี กะมะอดลุ ภกั ดี
15.30-16.00 งานช่วยเหลอื ประชาชนทางกฎหมาย อมั สะ ยโู ซะ
วันท่ี 8 รายงานผลการเรยี นรู้ประจาวัน ดร.อภิรชั ศกั ดิ์ รัชนวี งศ์
09.00-10.30
10.30-12.00 งานรอ้ งเรยี นร้องทกุ ข์ มะสาดี วาลี
13.00-14.30 งานประชาสัมพนั ธ์ สุกรี สะมะแอ
14.30-15.30 งานยุตธิ รรมใสใ่ จ (Justice Care) อิบรอเฮม แวฮามะ
15.30-16.00 งานเย่ียมญาติผา่ นจอภาพ มยั สรู ี จงิ ดารา
วนั ท่ี 9 รายงานผลการเรียนรูป้ ระจาวัน ดร.อภิรชั ศักดิ์ รัชนวี งศ์
09.00-10.30
10.30-12.00 งานคลนิ ิกยุติธรรม อมั สะ ยโู ซะ
13.00-14.30 งาน ๕ส วรรนดี า กุตงกอื เดง็
14.30-15.30 การมสี ่วนรว่ มของประชาชน จิรวรรณ ศรีไชย
15.30-16.00 การรายงานของศูนย์ยตุ ธิ รรมชุมชน มัยสูรี จิงดารา
วันที่ 10 รายงานผลการเรยี นรปู้ ระจาวนั ดร.อภิรชั ศกั ด์ิ รัชนวี งศ์
09.00-12.00
13.00-15.00 ฝกึ ปฏิบตั ิการเยี่ยมญาติทางจอภาพ มัยสูรี จงิ ดารา
15.30-16.00 ฝึกปฏิบัติ Justice Care อิบรอเฮม แวฮามะ
วันท่ี 11 รายงานผลการเรยี นร้ปู ระจาวัน ดร.อภริ ัชศักด์ิ รัชนวี งศ์
09.00-12.00
ผรู้ บั การฝึกงาน รายงานสรปุ การฝึกงาน ดร.อภริ ัชศักด์ิ รัชนีวงศ์
และคณะ
๒๒๗
แผนการสอนงาน (Coaching Techniques)
เจา้ หน้าท่ี สานกั งานยตุ ยิ ุตธิ รรมจงั หวดั ยะลา
ราย.........................................................................
วันที่ ๑๗ กมุ ภาพันธ์ ถงึ วันที่ ๔ มนี าคม ๒๕๖๕
วนั เดอื น ปี เนือ้ หา ผสู้ อนงาน
วนั ท่ี 1
09.00-10.00 กระทรวงยตุ ธิ รรม และหนว่ ยงานในสังกดั วรรนดี า กตุ งกือเด็ง
10.00-11.00
11.00-12.00 สานักงานยุตธิ รรมจงั หวดั ยะลา : ฝ่ายอานวยการ สุกรี สะมะแอ
13.00-14.00 สานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา : กลุ่มอานวยความ ชญาทิตย์ จติ หลัง
14.00-15.00 ยุติธรรมและนิติการ
15.00-16.00
วนั ที่ 2 สานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา : กลุ่มพัฒนาและส่งเสริม วรรนีดา กตุ งกอื เดง็
09.00-12.00
13.00-15.00 ระบบงานยุติธรรม
15.00-16.00
สานกั งานยตุ ธิ รรมจังหวัดยะลา สาขาเบตง สุกรี สะมะแอ
วนั ท่ี 3
19.00-10.30 รายงานผลการเรยี นรู้ประจาวนั ดร.อภิรชั ศักดิ์ รชั นวี งศ์
10.30-12.00
13.00-14.30 ศนู ย์ยตุ ธิ รรมชมุ ชน : ภาคทฤษฎี จิรวรรณ ศรีไชย
14.30-1๕.๓0 ศนู ย์ยุติธรรมชมุ ชน : ภาคปฏิบัติ มัยสูรี จิงดารา
15.30-16.00 รายงานผลการเรียนรู้ประจาวนั ดร.อภิรัชศกั ดิ์ รัชนวี งศ์
วนั ท่ี 4
09.00-12.00 สานกั งานยตุ ธิ รรมจังหวัดยะลา และงานธุรการ สุกรี สะมะแอ
13.00-15.00 งานการเงินและบญั ชี จฑุ ารัตน์ ยทุ ธธ์ นอดุ ม
15.00-16.00 งานประชาสัมพันธ์ มัยสรู ี จิงดารา
วนั ที่ 5 งานบริการประชาชน มะสาดี วารี
09.00-12.00 รายงานผลการเรียนรปู้ ระจาวัน (VDO Call) ดร.อภิรัชศกั ดิ์ รชั นีวงศ์
13.00-15.00 ศนู ย์ยุติธรรมชมุ ชนในจงั หวัดยะลา จิรวรรณ ศรีไชย
ประสบการณ์การทางานศนู ย์ยตุ ธิ รรมชุมชน อามนะห์ อาแย
15.00-16.00 รายงานผลการเรียนรูป้ ระจาวัน (VDO Call) ดร.อภิรชั ศกั ด์ิ รชั นีวงศ์
พระราชบญั ญตั คิ า่ ตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน อิบรอเฮม แวฮามะ
และคา่ ใช้จา่ ยแก่จาเลยในคดอี าญา พ.ศ. ๒๕๔๔ :
ภาคทฤษฎี
พระราช บัญญัติกองทุนยุติธ รรม พ . ศ. ๒๕๕๘ : อบิ รอเฮม แวฮามะ
ภาคทฤษฎี
รายงานผลการเรยี นรู้ประจาวัน ดร.อภิรชั ศักดิ์ รชั นีวงศ์
๒๒๘
วัน เดือน ปี เน้อื หา ผ้สู อนงาน
วันท่ี 6
พระราชบญั ญัติค่าตอบแทนผู้เสยี หายและคา่ ทดแทน ชลธชิ า ชูทอง
09.00-1๒.00 และค่าใชจ้ า่ ยแก่จาเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ :
ภาคปฏบิ ตั ิ
13.00-15.00 พระราช บัญญัติกองทุนยุติธ รรม พ . ศ. ๒๕๕๘ : มรู นี หมัดบลิ เฮด
ภาคปฏิบัติ
วันที่ 7 รายงานผลการเรยี นรปู้ ระจาวัน ดร.อภิรัชศกั ดิ์ รัชนวี งศ์
09.00-10.30
10.30-12.00 งานส่งเสริมสทิ ธแิ ละเสรีภาพ มาหามะ กเู ต๊ะ
13.00-14.30 งานสง่ เสริมและระงับข้อพพิ าท นาซอรี กะมะอดลุ ภกั ดี
14.30-15.30 งานพิทกั ษ์สทิ ธแิ ละเสรภี าพ นาซอรี กะมะอดุลภักดี
15.30-16.00 งานช่วยเหลอื ประชาชนทางกฎหมาย อมั สะ ยโู ซะ
วันท่ี 8 รายงานผลการเรยี นรู้ประจาวัน ดร.อภิรชั ศกั ดิ์ รัชนีวงศ์
09.00-10.30
10.30-12.00 งานรอ้ งเรยี นร้องทกุ ข์ มะสาดี วาลี
13.00-14.30 งานประชาสัมพนั ธ์ สุกรี สะมะแอ
14.30-15.30 งานยุตธิ รรมใสใ่ จ (Justice Care) อิบรอเฮม แวฮามะ
15.30-16.00 งานเย่ียมญาติผา่ นจอภาพ มยั สรู ี จงิ ดารา
วนั ท่ี 9 รายงานผลการเรียนรูป้ ระจาวัน ดร.อภิรชั ศักด์ิ รชั นวี งศ์
09.00-10.30
10.30-12.00 งานคลนิ ิกยุติธรรม อมั สะ ยโู ซะ
13.00-14.30 งาน ๕ส วรรนดี า กุตงกือเด็ง
14.30-15.30 การมสี ่วนรว่ มของประชาชน จิรวรรณ ศรไี ชย
15.30-16.00 การรายงานของศูนย์ยตุ ธิ รรมชุมชน มัยสูรี จิงดารา
วันที่ 10 รายงานผลการเรยี นรปู้ ระจาวนั ดร.อภิรชั ศกั ด์ิ รัชนวี งศ์
09.00-12.00
13.00-15.00 ฝกึ ปฏิบตั ิการเยี่ยมญาติทางจอภาพ มัยสูรี จงิ ดารา
15.30-16.00 ฝึกปฏิบัติ Justice Care อิบรอเฮม แวฮามะ
วันท่ี 11 รายงานผลการเรยี นร้ปู ระจาวัน ดร.อภริ ัชศักดิ์ รัชนวี งศ์
09.00-12.00
ผรู้ บั การฝึกงาน รายงานสรปุ การฝึกงาน ดร.อภริ ัชศักด์ิ รัชนวี งศ์
และคณะ
๒๒๙
ผู้จัดทา
ช่ือ-สกลุ ดร.อภริ ชั ศักด์ิ รชั นีวงศ์
ตาแหน่ง ผูอ้ านวยการสานกั งานยุตธิ รรมจงั หวัดยะลา
การศกึ ษา รัฐศาสตรบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช
ศึกษาศาสตรบัณฑิต (การศึกษานอกระบบ) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ศึกษาศาสตรบัณฑิต (การวัดและประเมินผลการศกึ ษา) มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช
สง่ เสริมการเกษตรและสหกรณ์บัณฑติ มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช
เกษตรศาสตรบัณฑิต (สง่ เสริมการเกษตร) มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช
ประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการวางแผนและประเมินผล สถาบนั บณั ฑติ พัฒนบริหารศาสตร์
ประกาศนยี บัตรช้ันสงู ทางพฒั นาการเศรษฐกิจ สถาบนั บัณฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร์
ประกาศนยี บัตรบัณฑิตการวจิ ัยสังคม มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต (สงั คมวิทยาประยุกต์) มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
บรหิ ารธุรกจิ มหาบณั ฑติ (การจัดการสาธารณะ) มหาวิทยาลยั บูรพา
ปรัชญาดษุ ฎีบัณฑิตทางสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมคธ อินเดีย