๑๔๕
พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจกั ร พ.ศ.2551
เน้ือหาโดยย่อพระราชบัญญัติฉบับนี้๔ เป็นกฎหมายจัดตั้งและเป็นที่มาของอานาจของกอง
อานวยการรักษาความม่ันคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยให้เป็นองค์กรที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
(มาตรา 5) ตามปกติแล้วมีหน้าที่ติดตามตรวจสอบสถานการณ์ท่ีอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง เสริมการ
ปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เก่ียวข้อง และดาเนินการอื่นตามท่ีได้รับมอบหมาย (มาตรา 7) ในกรณีที่ปรากฏ
เหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่ยังไม่มีความจาเป็นต้องประกาศสถานการณ์
ฉุกเฉิน และเหตุการณ์น้ันมีแนวโน้มว่าจะอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน ท้ังอยู่ในอานาจของหน่วยงานหลายหน่วย
ใหค้ ณะรฐั มนตรมี อี านาจมอบหมายให้ กอ.รมน. เปน็ ผ้รู ับผดิ ชอบในการป้องกัน ปราบปรามเหตุการณ์ดังกล่าว
(มาตรา 15) ผู้อานวยการ กอ.รมน. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอานาจออกข้อกาหนด ห้ามเข้าไป
ในบริเวณพ้ืนที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กาหนด ห้ามออกนอกเคหสถาน ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้
ยานพาหนะ ให้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเก่ียวกับเคร่ืองมืออิเล็กทรอนิคส์ (มาตรา 18) ข้อกาหนด ประกาศ
คาสั่งหรือการกระทาตามกฎหมายน้ีไม่อยู่ในอานาจการตรวจสอบของศาลปกครอง แต่อยู่ในอานาจของ
ศาลยุติธรรม (มาตรา 23) รายละเอยี ดมาตรา ดงั นี้๕
มาตรา ๕ ใหจัดตั้งกองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เรียกโดยย อว า
“กอ.รมน.” ขึ้นในสานักนายกรัฐมนตรี มีอานาจหน้าท่ีและรับผิดชอบเก่ียวกับการรักษาความม่ันคงภายใน
ราชอาณาจักร กอ.รมน. มีฐานะเป นสวนราชการรูปแบบเฉพาะอยู ภายใตการบังคับบัญชาข้ึนตรง
ตอนายกรฐั มนตรี โดยวิธกี ารปฏบิ ัตริ าชการและการบรหิ ารงาน การจัดโครงสราง การแบงสวนงานและอานาจ
หนาที่ของสวนงาน และอัตรากาลัง ใหเปนไปตามท่ีคณะรัฐมนตรีกาหนดใหนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหนา
รัฐบาลเปนผูอานวยการรักษาความม่ันคงภายในราชอาณาจักร เรียกโดยยอวา “ผอ.รมน.” เปนผูบังคับ
บัญชาขาราชการ พนักงาน และลูกจางใน กอ.รมน. และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ กอ.รมน. โดย
มีผูบัญชาการทหารบกเปนรองผูอานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผูอานวยการอาจแตงต้ัง
ผูชวยผูอานวยการจากขาราชการในสังกัด กอ.รมน. หรือเจาหนาท่ีของรัฐอื่นไดตามความเหมาะสม โดย
คานึงถึงโครงสรางและการแบงสวนงานภายในของ กอ.รมน. ใหเสนาธิการทหารบกเปนเลขาธิการ กอ.รมน.
มีหนาที่รับผิดชอบงานอานวยการและธุรการของ กอ.รมน. รองผูอานวยการ ผูชวยผูอานวยการ และ
เลขาธิการ กอ.รมน. มีอานาจบังคับบัญชาขาราชการ พนักงาน และลูกจางใน กอ.รมน. รองจากผูอานวยการ
และมีอานาจหนาที่อ่ืนตามทผี่ ูอานวยการกาหนด ใหผูอานวยการมีอานาจทานิติกรรม ฟองคดี ถูกฟองคดี และ
ดาเนินการท้ังปวงเก่ียวกับคดีอันเกี่ยวเน่ืองกับอานาจหนาท่ีของ กอ.รมน. ท้ังนี้ โดยกระทาในนามของสานัก
นายกรัฐมนตรีในการปฏิบัติหนาท่ีและการใชอานาจตามพระราชบัญญัตินี้ ผูอานวยการจะมอบอานาจ
เปนหนงั สือใหรองผูอานวยการเปนผูปฏิบตั ิหรอื ใชอานาจแทนกไ็ ด
๑๔๖
มาตรา ๗ ให กอ.รมน. มอี านาจหนาท่ี ดังตอไปนี้
(๑) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโนมของสถานการณท่ีอาจกอใหเกิดภัยคุกคามดานความ
มน่ั คงภายในราชอาณาจกั รและรายงานคณะรฐั มนตรีเพื่อพิจารณาดาเนินการตอไป
(๒) อานวยการในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในการนี้ใหมีอานาจหนาท่ีเสนอแผน
และแนวทางในการปฏิบัติงานและดาเนินการต อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให ความเห็นชอบ เม่ือ
คณะรัฐมนตรีใหความเห็นชอบแลว ใหหนวยงานของรฐั ปฏิบัติตามแผนและแนวทางน้ัน
(๓) อานวยการ ประสานงาน และเสริมการปฏบิ ตั ขิ องหนวยงานของรฐั ท่เี กย่ี วของในการดาเนินการ
ตามแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานตาม (๒) ในการนี้ คณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให กอ.รมน. มีอานาจใน
การกากบั การดาเนินการของหนวยงานของรฐั ตามที่คณะรัฐมนตรีกาหนดดวยก็ได
(๔) เสริมสรางใหประชาชนตระหนักในหนาที่ท่ีตองพิทักษรักษาไว ซ่ึงชาติ ศาสนา และพระมหา
กษัตริย สรางความรักความสามัคคีของคนในชาติ รวมทั้งสงเสริมใหประชาชนเขามามีสวนรวมในการปองกัน
และแกไขปญหาตาง ๆ ท่ีกระทบตอความมัน่ คงภายในราชอาณาจกั รและความสงบเรยี บรอยของสงั คม
(๕) ดาเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติหรือตามท่ีคณะรัฐมนตรี สภาความม่ันคงแหงชาติ หรือ
นายกรัฐมนตรมี อบหมาย
มาตรา ๑๕ ในกรณีท่ีปรากฏเหตุการณอันกระทบตอความม่ันคงภายในราชอาณาจักรแตยังไมมี
ความจาเปนตองประกาศสถานการณฉกุ เฉนิ ตามกฎหมายวาดวยการบรหิ ารราชการในสถานการณฉุกเฉิน และ
เหตุการณนั้นมีแนวโนมที่จะมีอยูตอไปเปนเวลานานทั้งอยูในอานาจหนาท่ีหรือความรับผิดชอบในการแกไข
ปญหาของหนวยงานของรัฐหลายหนวยคณะรัฐมนตรีจะมีมติมอบหมายให กอ.รมน. เป็นผูรับผิดชอบในการ
ป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแกไขหรือบรรเทาเหตุการณ ที่กระทบต อความมั่นคงภายใน
ราชอาณาจักรนั้นภายในพื้นที่และระยะเวลาที่กาหนดได ทั้งนี้ ใหประกาศให ทราบโดยท่ัวไป
ในกรณที ่ีเหตุการณตามวรรคหนึ่งส้ินสุดลงหรือสามารถดาเนินการแกไขไดตามอานาจหนาท่ีของหนวยงานของ
รัฐทรี่ บั ผิดชอบตามปกติ ใหนายกรัฐมนตรีประกาศใหอานาจหนาที่ของ กอ.รมน. ท่ีไดรับมอบหมายตามวรรค
หน่ึงสนิ้ สุดลง และใหนายกรัฐมนตรีรายงานผลตอสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาทราบโดยเร็ว
มาตรา ๒๑ ภายในเขตพ้ืนที่ท่ีคณะรัฐมนตรีมีมติให กอ.รมน. ดาเนินการตามมาตรา ๑๕
หากปรากฏว าผู ใดต องหาว าได กระทาความผิดอันมีผลกระทบต อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามที่
คณะรัฐมนตรีกาหนด แตกลับใจเขามอบตัวตอพนักงานเจาหนาที่หรือเปนกรณีที่พนักงานสอบสวนได้
ดาเนินการสอบสวนแลวปรากฏวาผูน้ันไดกระทาไปเพราะหลงผิดหรือรูเทาไมถึงการณและการเปดโอกาสให
ผูน้ันกลับตัวจะเปนประโยชนตอการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในการนี้ใหพนักงานสอบสวน
สงสานวนการสอบสวนของผูตองหานั้น พรอมท้ังความเห็นของพนักงานสอบสวนไปใหผูอานวยการ ในกรณีที่
ผูอานวยการเห็นดวยกับความเห็นของพนักงานสอบสวนใหสงสานวนพรอมความเห็นของผูอานวยการให
พนกั งานอัยการเพ่ือย่ืนคารองตอศาล หากเห็นสมควรศาลอาจส่ังใหสงผูตองหาน้ัน ให้ผูอานวยการเพ่ือเขารับ
การอบรม ณ สถานที่ที่กาหนดเปนเวลาไมเกินหกเดือน และปฏิบัติตามเงื่อนไขอ่ืนท่ีศาลกาหนดดวยก็ได
การดาเนินการตามวรรคสอง ใหศาลสั่งไดตอเมื่อผูตองหาน้ันยินยอมเขารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไข
๑๔๗
ดังกลาว เม่ือผูตองหาไดเขารับการอบรมและปฏิบัติตามเง่ือนไขท่ีศาลกาหนดดังกลาวแลว สิทธินาคดีอาญา
มาฟองผูตองหาน้ันเปนอันระงับไป
มาตรา ๒๓ บรรดาขอกาหนด ประกาศ คาส่ัง หรือการกระทาตามหมวดนี้ไม อยูในบังคับของ
กฎหมายวาดวยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองการดาเนินคดีใด ๆ อันเนื่องมาจากขอกาหนด ประกาศ คาส่ัง
หรือการกระทาตามหมวดนี้ ใหอยูในอานาจของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ในกรณีที่ศาลจะตองพิจารณาเพื่อใช
มาตรการหรอื วิธีการช่ัวคราวกอนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงหรือประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา แลวแตกรณี ใหศาลเรียกเจาพนักงานหรือพนักงานเจาหนาที่ซ่ึงออกขอกาหนด
ประกาศ หรือคาส่ัง หรือกระทาการนั้น มาเพื่อชี้แจงขอเท็จจริง รายงาน หรือแสดงเหตุผลเพ่ือประกอบการ
พจิ ารณาสั่งใชมาตรการหรอื วธิ ีการช่ัวคราวดงั กลาวดวย
การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความม่ันคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551๔ ประกาศใช้
เม่ือวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ในยุคท่ี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้ังแต่ประกาศใช้
คณะรฐั มนตรมี ีมตใิ หป้ ระกาศเขตพืน้ ทีท่ ่ีปรากฏเหตุการณ์อัน กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและ
มอบอานาจให้ กอ.รมน. ควบคุมดแู ล
ครั้งท่ี 1 ในยุครัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศพ้ืนที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความ
มั่นคงภายในราช อาณาจักร ในพ้ืนท่ีจังหวัดภูเก็ตและทะเลอาณาเขต 5 กิโลเมตรรอบจังหวัดภูเก็ต ระหว่าง
วันที่ 10–24 กรกฎาคม 2550 ซึง่ เปน็ ช่วงเวลาการประชมุ รฐั มนตรีตา่ งประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา
ครั้งท่ี 2 ในยุครัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความ
มั่นคงภายในราช อาณาจักร ในพ้ืนที่เขตดุสิต ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2552 ซ่ึงเป็น
ชว่ งเวลาที่กลุม่ ผ้ชู ุมนุมเสอ้ื แดงจะทาการเคล่ือนไหวครัง้ ใหญ่
ครั้งที่ 3 ในยุครัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศพ้ืนท่ีปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความ
มั่นคงภายในราช อาณาจักร ในพ้ืนที่เขตดุสิต เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 ซ่ึงเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มผู้ชุมนุม
เสอ้ื แดงจะทาการเคลอื่ นไหวครั้งใหญ่
ครั้งท่ี 4 ในยุครัฐบาลนาย อภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะประกาศพ้ืนที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความ
มนั่ คงภายในราช อาณาจกั ร ในพ้ืนที่หลายอาเภอในจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันท่ี
12 ถึง 27 ตุลาคม 2552 ซ่ึงเป็นช่วงเวลาท่ีกาลังจะมีการประชุมสุดยอดผู้นาอาเซียนและการประชุมอื่น
ท่เี กีย่ วขอ้ ง
ครั้งที่ 5 ในยุครัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศพื้นท่ีปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความ
มั่นคงภายในราช อาณาจักร ในพื้นท่ีเขตดุสิต ระหว่างวันท่ี 15-25 ตุลาคม 2552 ซ่ึง เป็นช่วงเวลาท่ีกลุ่ม
ผชู้ มุ นุมเส้อื แดงจะทาการเคล่อื นไหวครงั้ ใหญ่ในกรงุ เทพ มหานครขณะที่มีการประชุมสุดยอดผู้นาอาเซียนอยู่ที่
อาเภอหวั หนิ จังหวัดประจวบครี ีขันธ์
๑๔๘
คร้ังท่ี 6 ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ เร่ิมประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในในเขต
กรุงเทพฯ และหลายจงั หวัดใกล้เคียง ต้ังแต่วันที่ 11-23 มี.ค. 2553 และต้ังศูนย์อานวยการรักษาความสงบ
(ศอ.รส.) การประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการชุมนุมใหญ่ของคนเส้ือแดงท่ีคาดว่า จะมีขึ้นในวันท่ี 14
มี.ค. 53 จากนั้นมีการประกาศขยายเวลาต่ออายุ พ.ร.บ.ความม่ันคงฯ ต่อไปอีก 7 วัน ตั้งแต่วันท่ี 24-30
มี.ค. 2553 ในเขตกรุงเทพฯ และบางอาเภอในจังหวัดปริมณฑล ถัดจากน้ัน ก็มีการขยายเวลาประกาศ
พ.ร.บ.ความมนั่ คงต่อ ต้งั แตว่ นั ท่ี 2-5 เม.ย. ๒๕3 ด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวกในการดูแลความปลอดภัยการ
ประชุมผู้นาประเทศในลุ่ม น้าโขง โดยระหว่างน้ัน เม่ือวันที่ 4 มิ.ย.๒๕๕๓ ศอ.รส. ก็ได้ออกประกาศห้ามเข้า
ออกบริเวณที่ชุมนุมละแวกราชประสงค์ จากน้ันคณะรัฐมนตรีมีการประชุมในวันท่ี 7 เม.ย.๒๕๕๓ ประกาศ
จะต่ออายุ พ.ร.บ.ความมั่นคงออกไปจนถึงวันท่ี 20 เม.ย. ๒๕๕๓ ก่อนที่คืนวันเดียวกันนั้นรัฐบาลจะตัดสินใจ
ประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ แทน
ครั้งที่ 7 ในยุคท่ีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อัน
กระทบต่อความมั่นคงภายในราช อาณาจักร ในพื้นท่ีเขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตดุสิต
ระหว่างวันท่ี 22-30 พฤศจิกายน 2555 จากกรณีที่จะมีการจัดการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม
"แช่แขง็ นักการเมอื ง" บริเวณหนา้ ทาเนียบรฐั บาล
ครั้งหลังสุด ในยุคท่ีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยราชกิจจานุเบกษา เล่มท่ี
138 ตอนพิเศษ 129ง ได้เผยแพร่ประกาศเรื่อง "พื้นท่ีปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความม่ันคงภายใน
ราชอาณาจักร" อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีเม่ือวันที่ 15 มิถุนายน ๒๕64 เห็นชอบให้ยกเลิกการประกาศ
สถานการณ์ฉุกเฉินท่ีมีความร้ายแรงในเขตพื้นท่ีอาเภอกาบัง จังหวัดยะลา หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ยกเลิก
การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพ้ืนที่อาเภอกาบัง แล้วให้ใช้พระราชบัญญัติการรักษาความม่ันคงภายใน
ราชอาณาจกั ร พ.ศ.2551 หรอื พ.ร.บ.ความมนั่ คงฯ
การปกระกาศยกเลกิ พ.ร.ก.ฉกุ เฉิน และประกาศใช้ พ.ร.บ.ความม่นั คง
อาเภอ จงั หวัด ยกเลิก: พ.ร.ก.ฉกุ เฉนิ ประกาศใช้: พ.ร.บ.ความม่นั คง
1. อ.แมล่ าน จ.ปตั ตานี ๑๙ มกราคม ๒๕๕๔ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๔
2. อ.ไมแ้ ก่น จ.ปัตตานี ๑๙ กนั ยายน ๒๕๖๓ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๓
3. อ.เบตง จ.ยะลา ๑๙ มนี าคม ๒๕๖๑ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑
4. อ.กาบัง จ.ยะลา 15 มถิ ุนายน 2564 15 มิถุนายน 2564
๕. อ.ศรีสาคร จ.นราธวิ าส ๑๙ กนั ยายน ๒๕๖๒ ๑ ธนั วาคม ๒๕๖๒
๖. อ.สคุ ริ นิ จ.นราธวิ าส ๑๙ ธนั วาคม ๒๕๖๑ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๒
๗. อ.สไุ หงโก-ลก จ.นราธวิ าส ๑๙ มถิ นุ ายน ๒๕๖๑ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑
๘. อ.แว้ง จ.นราธวิ าส ๑๙ ธนั วาคม ๒๕๖๔ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๔
๑๔๙
การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) จานวน ๑2 อาเภอ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี (๑) อาเภอแม่ลาน (๒) อาเภอ
ไม้แก่น จังหวัดยะลา (๓) อาเภอเบตง (๔) อาเภอกาบัง จังหวัดนราธิวาส (๕) อาเภอสุไหงโก-ลก (๖) อาเภอ
สุคิริน (๗) อาเภอศรีสาคร (๘) อาเภอแว้ง จังหวัดสงขลา (๙) อาเภอจะนะ (๑๐) อาเภอเทพา (๑๑) อาเภอ
สะบา้ ยอ้ ย (๑๒) อาเภอนาทวี
หมายเหตุ ขอ้ มลู วันที่ ๖ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๔
กฎหมายรักษาความม่ันคงของชาติ" มีอยู่ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายใน
ราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และ พ.ร.บ.
กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ซึ่งในการท่ีรัฐจะนากฎหมายพิเศษดังกล่าวมาประกาศใช้ จะต้องเป็นไปตาม
วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนั้นๆ ต้องมีเหตุผลความจาเป็นเพียงพอในการที่จะประกาศใช้
กฎหมายดังกล่าว เน่ืองจากกฎหมายรักษาความมั่นคงของชาติน้ัน มีลักษณะเป็นการจากัดสิทธิและเสรีภาพ
ของประชาชนด้วยเชน่ กัน๖
๑๕๐
การเปรยี บเทยี บกฎหมายพิเศษ ๓ ฉบับ๖
รายการ พ.ร.บ.การรกั ษาความ พ.ร.ก.การบริหารราชการ พ.ร.บ.กฎอยั การศึก พ.ศ.
มน่ั คงภายในราชอาณาจกั ร ในสถานการณ์ฉุกเฉนิ พ.ศ. 2457
พ.ศ. 2551 2548
ลาดับความรุนแรงของ ลาดับแรก ลาดับสอง ลาดบั สาม ถือเปน็ กฎหมาย
ก.ม. รักษาความม่ันคงที่มีระดับ
ความเข้มข้นมากที่สุด
องคก์ รทใ่ี ช้อานาจ กองอานวยการรักษาความ น า ย ก รั ฐ ม น ต รี แ ล ะ เจา้ หน้าที่ฝ่ายทหารจะเป็น
มนั่ คงภายในราชอาณาจักร คณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจมีการ องค์กรผู้ใช้อานาจเหนือ
( ก อ . ร ม น . ) โ ด ย มี จดั ต้ังหน่วยงานพเิ ศษขน้ึ องค์กรพลเรือน
น า ย ก รั ฐ ม น ต รี เ ป็ น เพ่ือจัดการสถานการณ์
ผู้อานวยการและเสนาธิ ฉุกเฉิน
ก า ร ท ห า ร บ ก เ ป็ น
เลขาธิการ
วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ใ น ก า ร ครม.จะมอบอานาจให้ กอง เพ่ือให้มีเอกภาพในการ เ พ่ื อ ก า ร ร บ ข อ บ เ ข ต
ประกาศใช้10
อานวยการรักษาความ ส่ังการแก้ไขสถานการณ์ อานาจ ต้องบอกว่าทาได้
ม่ันคงภายในราชอาณาจกั ร ฉุกเฉิน ไม่ต้องติดเง่ือนไข ทุกอย่าง ไม่ว่าจะจับกุม
บรหิ ารจดั การปญั หา โดยมี ร ะ เบี ย บ ก ฎ หม า ย ข อ ง คุ ม ขั ง ต ร ว จ ค้ น โ ด ย
มาตรการพิเศษท่ีใช้ได้ 6 หน่วยงาน เจ้าหน้าท่ีทหาร ไม่ต้อง
มาตรการ รั บ ผิ ด ท า ง ก ฎ ห ม า ย ใ ด ๆ
บางคนใช้คาวา่ "อานาจล้น
ฟ้า" แต่เมื่อเป็นช่วงศึก
สงครามกต็ อ้ งยอม
ประกาศเม่ือใด กรณที ี่ปรากฏเหตกุ ารณ์อัน กรณีเกิดเหตุท่ีอาจกระทบ กรณมี เี หตจุ าเป็นเพื่อรักษา
กระทบต่อความมั่นคง ตอ่ ความสงบเรียบร้อยหรือ ความเรียบร้อยจากภัยท่ีมา
ภายในประเทศ แต่ยังไม่มี เป็นภัยต่อความมั่นคงของ ท้ั ง จ า ก ภ า ย น อ ก ห รื อ
ความจาเป็นต้องประกาศ รั ฐ ห รื อ ส่ ว น ห นึ่ ง ข อ ง ภายในประเทศเช่นเมื่อมี
สถานการณฉ์ กุ เฉนิ ประเทศอยู่ในภาวะคับขัน สงครามหรือการจลาจล
ห รื อ มี ก า ร ก ร ะ ท า ผิ ด เกดิ ขึน้
เก่ียวกับการก่อการร้ายมี
การใช้กาลังประทุษร้ายต่อ
ชีวิต ทรัพย์สิน การรบ
ส ง ค ร า ม หรื อภั ย พิ บั ติ
สาธารณะ ฯลฯ
๑๕๑
การเปรียบเทียบกฎหมายพเิ ศษ ๓ ฉบบั
รายการ พ.ร.บ.การรักษาความ พ.ร.ก.การบริหารราชการ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.
มัน่ คงภายในราชอาณาจกั ร ในสถานการณฉ์ ุกเฉนิ พ.ศ. 2457
พ.ศ. 2551 2548
สิทธิในการชุมนุมในพื้นท่ี ส า ม า ร ถ ใ ช้ สิ ท ธิ ต า ม ไม่สามารถการชุมนุมทาง ไม่สามารถการชุมนุมทาง
สาธารณะ รัฐธรรมนูญในการชุมนุม การเมือง หากมีการฝ่าฝืน การเมอื ง
ทางการเมอื งได้ รั ฐ ส า ม า ร ถ ใ ช้ ก า ลั ง เ ข้ า
ส ล า ย ก า ร ชุ ม นุ ม ต า ม
หลกั การสากลได้
อานาจหนา้ ท่ตี ามกฎหมาย กฎหมายไม่ได้ให้อานาจ พนักงานเจา้ หนา้ ท่ีมอี านาจ เจ้าหน้าท่ีทหารมีอานาจใน
พิเศษเกี่ยวกับการตรวจค้น ท่ีจะใช้มาตรการพิเศษ การ ปิดล้อม ตรวจค้น
จับกุม และควบคุมตัวบุคล เกี่ยวกับการตรวจค้น การ จบั กมุ และกักตัวบุคคล ได้
ไว้ดังเช่นในกฎอัยการศึก จับกุ ม แ ละค วบคุ มตั ว โดยทันทีท่ีมีเหตุอันควร
และพ.ร.ก.ฉกุ เฉนิ บุคคลท่ีต้องสงสัยว่ามีส่วน สงสัยว่าบุคคลน้ันเป็นราช
ร่วมในการกระทาให้เกิด ศัตรู หรือได้ ฝ่าฝืนกฎ
ส ถ า น ก า ร ณ์ ฉุ ก เฉิ น ไ ด้ อัยการศึก หรือคาส่ังของ
ตามท่ีกาหนด แต่ในการ เจ้าหน้าทฝ่ี ่ายทหาร โดยไม่
จับกุมนั้นต้องมีหมายจับ ต้องแจ้ง ข้อกล่าวหา
ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ศาล และไม่ต้อง แจ้งเหตุแห่ง
ออกให้ การต้องกักตัวแต่อย่างใด
ทหารสามารถจับกุมบุคคล
ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล
และแม้ไม่ใช้การกระทาผิด
ซ่ึงหนา้
อานาจจับกมุ และ ไมม่ อี านาจในการควบ มีอานาจจับกุมและควบคุม กกั บคุ คลท่ีต้องสงสัยว่า
ควบคมุ ตัว11
หลงั การใช้กฎหมาย7 คุมตัว แต่ใช้การควบคุม ตัวบุคคลท่ีต้องสงสัยว่า จะเป็นราชศัตรู หรือเป็น
ตามปกติ เป็นผ้มู ีสว่ นร่วมกระทาการ บุคคลท่ีฝ่าฝืนบทบัญญัติ
ให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือคาส่ังเจ้าหน้าท่ีฝ่าย
หรือผู้ใช้ หรือผู้โฆษณา ทหารไว้สอบสวนได้ไม่เกิน
ผู้สนับสนุน โดยต้องขอ ๗ วนั โดยไมต่ ้องขออานาจ
อนุญาตศาลควบคุมตัวครั้ง ศาล
แรกไม่เกนิ ๗ วนั นับแตว่ นั
จับกุม กรณีจาเป็นขยาย
เวลาควบคุม ครั้งละไม่เกิน
๗ วัน รวมแล้วไม่เกิน ๓๐
วนั
ตารวจเปน็ หลกั ตารวจข+ทหาร หรือใช้ ใช้ทหารเป็นหลกั
ทหารเป็นหลัก
๑๕๒
การเปรยี บเทียบกฎหมายพิเศษ ๓ ฉบับ
รายการ พ.ร.บ.การรักษาความ พ.ร.ก.การบรหิ ารราชการ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.
หลังเสร็จสิน้ การใช้12 2457
ม่ันคงภายในราชอาณาจักร ในสถานการณฉ์ ุกเฉนิ พ.ศ.
-
พ.ศ. 2551 2548
รัฐบาลต้องทารายงานไป ถือเป็นอานาจของฝ่าย
ยงั รัฐภา และเปิดให้รัฐสภา บริหาร ไม่ จา เป็น ต้อง
สอบถาม ดังน้ันปฏิบัติการ รายงานต่อรัฐสภา
ต่ า ง ๆ จึ ง ต้ อ ง มี แ ผ น ง า น
ชัดเจน
ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ ข อ ง ฟ้องรอ้ งเอาผดิ เจา้ หนา้ ท่ไี ด้ ฟ้องร้องเอาผิดเจ้าหน้าที่ ฟ้องร้องเอาผิดเจ้าหน้าท่ี
เจ้าหนา้ ที่7
ไม่ได้ ไม่ได้ ยกเว้น ความผิดทาง
แ พ่ ง ท า ง อ า ญ า แ ล ะ
ทางวนิ ัย๙
ระยะเวลา๘
ตามกาหนดท่ีคณะรัฐมนตรี ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่ นั บ ต้ั ง แ ต่ ป ร ะ ก า ศ
มมี ติประกาศ นายกรัฐมนตรีกาหนด แต่ จ น ก ร ะ ทั่ ง มี ป ร ะ ก า ศ
ตอ้ งไมเ่ กิน ๓ เดือนนับแต่ กระแสพระราชโองการ
วันประกาศ ในกรณีท่ีมี ยกเลิก
ความจาเป็นต้องขยายเวลา
ขยายได้เป็นคราวๆ ละไม่
เกิน ๓ เดอื น
ระยะเวลาการประกาศใช้ ตัง้ แตป่ ี 2551 ตง้ั แต่ปี 2548 ต้ังแต่ปี 2457 หรือ 106
๑๐ ปี
ผมู้ อี านาจประกาศใช้๙ ครม.จะมีมติมอบหมายให้ นากรัฐมนตรี โดยความ พระบรมราชโองการหรอื
กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบ เหน็ ชอบของคณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารท่ีมีกาลัง
โดยนายกรัฐมนตรีอยู่ใน อยู่ใต้บงคับบัญชาไม่น้อย
ฐานะผู้อานวยการ กอ. กว่า ๑ กองพัน
อตั ราโทษผฝู้ า่ ฝืน๙ รมน.
จาคุกไม่เกิน ๑ ปี หรอื ปรับ จาคกุ ไม่เกนิ ๒ ปี หรือปรับ จ ะ พิ จ า ร ณ า โ ด ย ศ า ล
ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท ยุติธรรม ศาลอาญาศึก
หรือทัง้ จาทงั้ ปรับ หรอื ท้ังจาท้ังปรับ หรือศาลทหาร แล้วแต่
กรณี
๑๕๓
สรุปการประกาศใช้กฎหมายพเิ ศษในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ดงั นี้
จังหวดั กฎอยั การศกึ พ.ร.ก.ฉุกเฉนิ พ.ร.บ.ความมัน่ คง
(๑) อาเภอแม่ลาน
ปตั ตานี (๑) อาเภอเมืองปตั ตานี (๑) อาเภอเมืองปตั ตานี (๒) อาเภอไม้แก่น
(๒) อาเภอโคกโพธิ์ (๒) อาเภอโคกโพธ์ิ (๓) อาเภอเบตง
(๔) อาเภอกาบงั
(๓) อาเภอหนองจกิ (๓) อาเภอหนองจกิ
(๔) อาเภอยะรงั (๔) อาเภอยะรัง (5) อาเภอสคุ ิรนิ
(๕) อาเภอยะหร่งิ (๕) อาเภอยะหริง่ (6) อาเภอศรสี าคร
(7) อาเภอสไุ หงโก-ลก
(๖) อาเภอมายอ (๖) อาเภอมายอ (๘) อาเภอแวง้
(๗) อาเภอท่งุ ยางแดง (๗) อาเภอทุ่งยางแดง
(๘) อาเภอปะนาเระ (๘) อาเภอปะนาเระ (๙) อาเภอจะนะ
(๑๐) อาเภอเทพา
(๙) อาเภอกะพ้อ (๙) อาเภอกะพอ้ (๑๑) อาเภอสะบา้ ย้อย
(๑๐) อาเภอสายบรุ ี (๑๐) อาเภอสายบุรี (๑๒) อาเภอนาทวี
ยะลา (๑๑) อาเภอเมืองยะลา (๑๑) อาเภอเมืองยะลา
(๑๒) อาเภอยะหา (๑๒) อาเภอยะหา
(๑๓) อาเภอรามนั (๑๓) อาเภอรามัน
(๑๔) อาเภอกรงปนิ ัง (๑๔) อาเภอกรงปินัง
(๑๕) อาเภอบันนงั สตา (๑๕) อาเภอบันนังสตา
(๑6) อาเภอธารโต (๑6) อาเภอธารโต
นราธิวาส (๑7) อาเภอเมืองนราธวิ าส (๑7) อาเภอเมืองนราธิวาส
(๑8) อาเภอบาเจาะ (๑8) อาเภอยี่งอ
(19) อาเภอยีง่ อ (19) อาเภอบาเจาะ
(๒0) อาเภอรือเสาะ (๒0) อาเภอรือเสาะ
(๒1) อาเภอระแงะ (๒1) อาเภอระแงะ
(๒2) อาเภอจะแนะ (๒2) อาภอจะแนะ
(๒3) อาเภอเจาะไอร้อง (๒3) อาเภอเจาะไอร้อง
(๒4) อาเภอตากใบ (๒4) อาเภอสไุ หงปาดี
สงขลา
๑๕๔
อา้ งอิง
1 ปรชั ญา โต๊ะอิแต. 2554. อา่ นกฎหมายรู้ ดูกฎหมาย (พเิ ศษ) เป็น...เกราะป้องกันการละเมดิ สทิ ธิที่
ชายแดนใต้. เขา้ ถงึ ข้อมูลได้จากสานักข่าวอศิ รา https://www.isranews.org/content-page/item/
3502B8 วนั ทส่ี ืบค้นข้อมูล ๖ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๕.
๒ กระปกุ ดอทคอม. ม.ป.พ. พ.ร.บ.อัยการศึก มารู้จกั กฎหมาย พระราชบญั ญัตกิ ฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗.
เข้าถงึ ข้อมลู ได้จาก https://hilight.kapook.com/view/102510 วันที่สืบคน้ ขอ้ มูล ๖ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๕.
๓ บางกอก โพสต์ จากัด (มหาชน). ๒๕๖๓. เปิดสาระสาคัญอานาจตามกฎหมายของ "พ.ร.ก.ฉกุ เฉนิ ฯ"
เข้าถงึ ข้อมูลไดจ้ าก https://www.posttoday.com/politic/news/618615 วันทส่ี ืบคน้ ขอ้ มูล
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕.
๔ ประชาไท. ๒๕๕๕. iLaw: เปดิ เนอ้ื หา-ประวัติการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง-พ.ร.ก.ฉุกเฉนิ . เข้าถึงขอ้ มูลไดจ้ าก
https://prachatai.com/journal/2012/11/43828 วนั ท่สี ืบคน้ ข้อมูล ๖ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๕.
๕ สานักงาน ก.พ. ๒๕๕๑. พระราชบัญญัตกิ ารรักษาความม่นั คงภายในราชอาณาจกั ร พ.ศ. ๒๕๕๑.
เขา้ ถงึ ขอ้ มลู ได้จาก https://www.ocsc.go.th/sites/default/files/attachment/page/stabitity-
2551.pdf วนั ท่สี บื คน้ ขอ้ มลู ๖ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๕.
๖ S SANOOK. ๒๕๕๗. เปรยี บเทยี บอานาจ พ.ร.บ.มนั่ คง พ.ร.ก.ฉุกเฉนิ กฎอัยการศกึ เด็ดขาดรุนแรง แคไ่ หน
เพยี งไร? เข้าถึงขอ้ มูลได้จาก https://www.sanook.com/news/1595874/ วนั ทีส่ ืบคน้ ขอ้ มลู
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕.
๗ MGR Online. ๒๕๕๗. เปรยี บเทยี บ พ.ร.บ.ความมัน่ คง-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-กฎอยั การศึก. เข้าถึงข้อมูลได้จาก
https://mgronline.com/infographic/detail/9570000055826 วันท่สี บื คน้ ข้อมลู ๖ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๕.
๘ สมชาย ปรีชาศิลปกลุ . ม.ป.พ. เปรยี เทียบเนือ้ หากฎหมาย ๓ ฉบับ กฎอัยการศึกษา – พ.ร.ก.ฉกุ เฉนิ –
พ.ร.บ.ความม่ันคง. เขาถึงขอ้ มูลไดจ้ ากมหาวทิ ยาลัยเท่ยี งคนื https://www.yumpu.com/xx/document/
read/44522130/-3- วนั ที่สบื ค้นขอ้ มูล ๖ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๕.
๙ KAPOOK. ม.ป.พ. ความแตกตา่ งระหวา่ ง กฎอัยการศึก-พ.ร.ก.ฉุกเฉนิ -พ.ร.บ.มน่ั คง. เข้าถงึ ขอ้ มลู ไดจ้ าก
https://hilight.kapook.com/view/102346 วนั ท่ีสืบคน้ ข้อมลู ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕.
๑๐ บรษิ ัท เนชนั่ บรอดแคสติง้ คอรป์ อเรช่นั จากัด (มหาชน). 2564. https://www.nationtv.tv/news/
378767250 วนั ท่สี บื ค้นข้อมลู ๖ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๕.
๑๑ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. ม.ป.พ. ตารางเปรียบเทียบระหวา่ ง พ.ร.บ.กฎอัยการศกึ พ.ศ.2457
พ.ร.ก.การบรหิ ารราชการในสถานการณ์ฉกุ เฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ และ พ.ร.บ.การรกั ษาความม่ันคงภายใน
ราชอาณาจกั ร พ.ศ.๒๕๕๑ และทแี่ ก้ไขเพ่มิ เติม โดยคาสัง่ หวั หนา้ คสช. ท่ี ๕๑/๖๐ ลงวันท่ี ๒๑
พฤศจิกายน ๒๕๖๐. เข้าถึงขอ้ มลู ไดจ้ าก https://multi.dopa.go.th/isab/work_manual/read10
วันท่ีสบื ค้นข้อมลู ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕.
๑๒ WordPress.com. 2557. พ.ร.บ. ความมนั่ คง กับ พ.ร.ก. ฉกุ เฉิน มีข้อแตกต่างกัน. เข้าถงึ ขอ้ มลู ไดจ้ าก
https://teachernew.wordpress.com/2014/01/31/ วันทส่ี บื ค้นข้อมูล ๖ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๕.
๑๕๕
๑๓ วิกพิ ีเดยี สารานุกรมเสรี. ๒๕๖๔. กฎอยั การศกึ . เขา้ ถึงข้อมลู ได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/
วนั ทีส่ บื ค้นข้อมลู ๖ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๕.
๑๔ มติชนออนไลน์. ๒๕๖๔. ‘กบฉ.’ ตอ่ พ.ร.ก.ฉุกเฉนิ ฯจชต. ปรบั ลด ‘อ.แว้ง’ จากพนื้ ท่ีประกาศฯฉุกเฉนิ
เขม้ เฝ้าระวงั เหตุ-โควิด. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://www.matichon.co.th/politics/news_3068472
วนั ที่สบื ค้นขอ้ มูล ๖ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๕.
--------------------------------------
การขับเคล่ือนงานสิทธิมนุษยชนในศนู ย์ยุตธิ รรมชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้
ดร.อภิรชั ศักด์ิ รชั นวี งศ์
ศูนยย์ ตุ ิธรรมชมุ ชนมีกรอบภารกิจ 5 ดา้ น๑ ดงั น้ี (1) การป้องกนั และควบคุมอาชญากรรมในชุมชน
(Crime Control & Prevention) ด้วยการยับย้ังหรือชะลอสถานการณ์มิให้เกิดความขัดแย้ง ข้อพิพาทหรือ
การกระทาผิดทางอาญาโดยการเฝ้าระวังป้องกัน การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน เช่น ระเบียบ
กฎหมายท่ีประชาชนควรรู้ เป็นต้น (2) การรับเร่ืองราวร้องทุกข์ แจ้งเบาะการทุจริตคอรัปช่ัน รวมทั้งปัญหา
ความเดือดร้อนของผู้ด้อยโอกาส (เด็ก สตรี คนชรา ผู้พิการ) แล้วส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดาเนินการ
ต่อไป และติดตามผลการดาเนินงานและแจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบเป็นระยะ (3) การไกล่เกล่ียประนอม
ข้อพิพาท (Conflict Management) ตามหลักยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ หรือหลักสันติวัฒนธรรม (4) การ
เยียวยาเสรมิ พลังแก่เหย่ืออาชญากรรมและความรู้สึกของชุมชน (Community & Empowerment) ด้วยการ
ให้ความเข้าใจ กาลังใจช่วยเหลือสนับสนุนให้เหยื่ออาชญากรรมและชุมชนน้ัน มีความรู้สึกท่ีดีและใช้ชีวิตเป็น
ปกติต่อไป รวมทั้งการให้ความรู้หรือคาแนะนาในการย่ืนขอรับความช่วยเหลือจากทางราชการที่เกี่ยวข้อง
(5) การรับผพู้ น้ โทษหรือผู้ถูกคุมประพฤติกลับสู่ชุมชน (Reintegration) เพ่ือให้บุคคลนั้นสามารถดารงชีวิตอยู่
ในชมุ ชน สังคมได้เปน็ ปกตแิ ละไม่หวนกลับไปกระทาผิดซ้าอีกต่อไป
ในขณะท่ีสถานการณ์สิทธิมนุษยชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พบมักเป็นการร้องเรียนเรื่องการ
ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าท่ีของรัฐ การซ้อมทรมาน สัดส่วนการปฏิบัติ โดยองค์กรภาคประชาสังคมใน
กรุงเทพฯ และในพ้ืนท่ี หน่วยงานท่ีปฏิบัติงานสิทธิมนุษยชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย
(๑) สานักงานคณะกรรมการวิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ศึกษาและประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค
วัตถุประสงค์ ๑) เพ่ือให้ประชาชนในพ้ืนที่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนได้โดยสะดวก
๒) เพื่อให้มีการเฝ้าระวังและติดตามเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในพ้ืนท่ี ตลอดจนการ
ประสานการคุ้มครอง การรับและส่งเรื่องร้องเรียน เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ๓) เพ่ือให้การ
ประสานงานระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กับภาคส่วนต่าง ๆ ในพ้ืนที่เป็นไป โดยรวดเร็วและ
ทันต่อสถานการณ์ หน้าท่ีและอานาจ ๑) ส่งเสริมและดาเนินกิจกรรมเพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิ
มนุษยชน ๒) รับและส่งเรื่องร้องเรียนให้สานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมท้ังให้คาแนะนา
๑๕๖
เก่ยี วกับการร้องเรียน ๓) ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเบื้องต้นตามที่ได้รับมอบหมาย ๔) เฝ้าระวังและ
ติดตามเหตุการณ์หรือสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ๕) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชน
เบ้ืองต้น เพ่ือเสนอประเด็นการศึกษาวิจัยด้านสิทธิมนุษยชน ๖) ประสานหรือแสวงหาความร่วมมือกับ
หน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษาและหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติงานด้าน
สทิ ธิมนษุ ยชน ๗) หน้าที่และอานาจอ่ืนตามท่ีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมอบหมาย ศูนย์ศึกษาและ
ประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน จังหวัดชายแดนภาคใต้๓ จัดต้ังเม่ือวันท่ี 24 มิถุนายน 2557
ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นศูนย์กลางการ
ประสานงานด้านสทิ ธิมนษุ ยชนในพ้ืนทจ่ี ังหวดั ชายแดนภาคใต้ และให้ประชาชนในพ้ืนที่ได้รับการคุ้มครองและ
ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ในพื้นท่ี ช่องทางการ
เรียกร้อง (๑) ย่ืนต่อสานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยตนเอง (๒) ยื่นต่อกรรมการสิทธิ
มนษุ ยชนแห่งชาติคนใดคนหนึ่ง (๓) สง่ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ : ศูนย์ราชการลิมพระเกียรติฯ อาคาร
รัฐประศาสนภักดี สานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชั้น 6-7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง
เขตหลักส่ี กรุงเทพฯ 90210 (๔) ส่งด้วยวิธีการหรือรูปแบบอื่น เช่น เว็บไซต์สานักงานคณะกรรมการสิทธิ
มนุษยชนแห่งชาติ www.nhrc.or.th อีเมล [email protected] โทรศัพท์สายด่วน 1377 หรือ 0-2141-
3800, 0-2141-3900 โทรสาร 0-2143-9578 (๕) ส่งผ่านศูนย์ศึกษาและประสานงานสิทธิมนุษยชน
จังหวดชายแดนภาคใต้ (๓) จัดตั้งศูนย์ศึกษาและประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค มหาวิทยาลัย
ราชภฏั ยะลา๔ วนั ที่ 11 มีนาคม ๒๕64 ตั้งอยู่ชั้น 1 อาคาร 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยมีวัตถุประสงค์
เพ่ือให้เกิดความร่วมมือในการสร้างกลไกและเป็นแนวทางอย่างเป็นระบบในการส่งเสริมและคุ้มครอง
สิทธมิ นษุ ยชนในทกุ ภูมิภาคของสังคม โดยให้บรกิ ารประชาชนทมี่ ีปัญหาทางด้านกฎหมาย หรือกรณีประชาชน
ถกู ละเมิดสิทธ์ิ ซ่งึ มีอาจารย์สาขานิติศาสตร์ ทนายความ ให้คาปรึกษา ขั้นตอนวิธีการดาเนินดาเนินคดี ซ่ึงเปิด
บริการวนั จันทร์–ศุกร์ ในวนั และเวลาราชการ
(๒) กระทรวงยุติธรรม โดยสานักงานยุติธรรมจังหวัด ในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสานักงาน
ยุติธรรมจังหวัดยะลา เป็นหัวหน้ากลุ่มจังหวัด (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) มีกลุ่มอานวยความยุติธรรมและ
นติ กิ าร เป็นหน่วยใหบ้ รกิ ารงานค้มุ ครองสทิ ธเิ สรีภาพประชาชน และกลมุ่ พัฒนาและสง่ เสรมิ ระบบงานยุติธรรม
เป็นหน่วยดแู ลงานศนู ย์ยุตธิ รรมชุมชน ซ่ึงบทบาทภารกิจศูนย์ยุติธรรมชุมชนยังมีบทบาทไม่ครอบคลุมงานของ
หน่วยงานสงั กัดกระทรวงยตุ ธิ รรม โดยเฉพาะงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่หน่วยงานอ่ืนๆ กลับมอง
ว่า สานักงานยุติธรรมจังหวัด โดยศูนย์ยุติธรรมชุมชนจะเป็นกลไกสาคัญในการขับเคล่ือนงานยุติธรรมลงสู่
ชุมชนได้เปน็ อย่างดี แต่โดยเนอื้ งานและความจรงิ กลับมิไดเ้ ปน็ ดงั หน่วยงานอนื่ คาดหวังแต่อย่างใด
(๓) กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า ได้กาหนดกลยุทธ์ไว้ประการหนึ่งว่า
“การอบรมความรู้ให้กับกาลังพลที่ปฏิบัติงานใน จชต.” โดย ๑) จัดการอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและ
สิทธิมนุษยชนกับเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ๒) จัดชุดวิทยากรให้ความรู้ด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนกับ
ประชาชน โดยร่วมกับศูนย์ยุติธรรมชุมชนและสานักงานยุติธรรมจังหวัด ซึ่งงานตรงนี้ในส่วน กอ.รมน.ภาค ๔
สน. จะเป็นงานของสานักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน แต่หน่วยดังกล่าวมิได้ปฏิบัติ หากแต่มอบหมายให้
๑๕๗
ศูนย์สันติวิธี โดยกองภาคประชาสังคม จัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้
องค์ประกอบ (๑) คณะท่ีปรึกษา ๘ คน (๒) คณะกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ ๔๔ คน โดยมีอานาจหน้าท่ี
๑) สง่ เสริมการเผยแพร่ความรู้และพฒั นาการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการเคารพ
ในการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศตลอดจนสร้างเสริมทุกภาคส่วน
ของสังคมใหต้ ระหนักถึงความสาคญั ของสิทธมิ นุษยชน ๒) เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและ
คุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อผู้อานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ตลอดทั้งการเสนอและแก้ไขปรับปรุง
กฎ ระเบยี บ ข้อบังคับหรือคาส่ังใดๆ เพ่ือให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ๓) ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อกรณี
มีการร้องทุกข์ ร้องเรียนท่ีเกี่ยวเน่ืองกับการกระทาหรือละเลยการกระทาอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
๔) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคล หรือหน่วยงานของรัฐ ท่ีเก่ียวข้องมาให้ข้อเท็จจริงหรือส่งมอบ
พยานหลักฐาน เอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน
๕) จัดทารายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้ความเห็น หรือข้อเสนอแนะที่จะช่วยป้องกันและแก้ไข
มิให้เกิดการกระทาหรือละเลยการกระทา อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสนอต่อผู้อานวยการรักษาความ
ม่ันคงภายในภาค ๔ ๖) ติดตามและประเมินผล และจัดทารายงานผลการดาเนินการด้านการคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอต่อผู้อานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ๗)แต่งต้ัง
อนุกรรมการตามมติในที่ประชุม เพื่อปฏิบัติงานตามท่ีคณะกรรมการมอบหมาย ๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามท่ี
ประธานมอบหมาย การสนับสนุนกองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า สนับสนุน
งบประมาณตามความเหมาะสมและยดึ ถือตามกรอบของทางราชการ
(๔) ศูนย์อานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนา
เพ่ือความม่ันคง โดยมีอานาจหน้าท่ีประการหน่ึงคือ “อานวยความเป็นธรรมช่วยเหลือผู้ได้ผลกระทบจาก
กระบวนการยุติธรรมและเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งพัฒนาระบบงานยุติธรรม
เรง่ รดั ติดตาม สนบั สนุนและประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพ่ืออานวยความเป็นธรรม
และความยุติธรรมแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยการรับเร่ืองราวร้องทุกข์
ให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายพลเรือน”
โดยมีกลุ่มงานรองรับคอื กลุม่ งานบริหารงานยุติธรรมและอานวยความเปน็ ธรรม และกลุ่มงานเยียวยา๕
การขบั เคล่ือนงานสิทธมิ นษุ ยชนในศนู ย์ยตุ ธิ รรมชมุ ชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของสานักงานยุติธรรม
จังหวดั ยะลา โดย (๑) พัฒนาระบบงานศูนย์ยุติธรรม ด้วยการ ๑) จัดทาหลักสูตรศูนย์ยุติธรรมชุมชนให้รองรับ
งานของหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรมได้ครบและครอบคลุมในระดับชุมชน ๒) ปรับบทบาทของ
คณะกรรมการศูนย์ยุติธรรมชุมชน เครือข่ายยุติธรรมชุมชน ผู้ประสานเครือข่ายยุติธรรมชุมชนให้เป็น
อาสาสมัครยุติธรรมชุมชน ๓) ปรับบทบาทเจ้าหน้าที่สานักงานยุติธรรมจังหวัดจาก “ผู้ส่ังการ”เป็น “พ่ีเล้ียง”
ด้วยการสนับสนุนทางวิชาการ กาลังใจและทรัพยากร (ถ้ามี) และ ๔) วางระบบการทางานและประสานงาน
ของศูนย์ยุติธรรมชุมชนในจงั หวัดชายแดนภาคใต้ (๒) การพัฒนาคน ด้วยการจัดอบรมหรอื ใหค้ วามรู้เจ้าหน้าที่
ศนู ยย์ ุตธิ รรมชมุ ชนใหม่ และเจา้ หนา้ ที่ศนู ย์ยตุ ิธรรมชุมชน (เดิมหรอื ฟืน้ ฟู) ในแตล่ ะปี
๑๕๘
อ้างอิง
๑ กระทรวงยตุ ิธรรม. ม.ป.พ. กรอบภารกจิ เครอื ข่ายยุติธรรมชมุ ชนและศูนยย์ ตุ ิธรรมชุมชน. เขา้ ถงึ ขอ้ มูลได้จาก
http://www.sangpaen.com/20170623055758_1_I0jCv7Y.pdf วนั ที่สบื คน้ ข้อมูล ๑๑ สิงหาคม
๒๕๖๔.
๒ สานกั งานคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ. ม.ป.พ. กลุม่ งานศูนยศ์ กึ ษาและประสานงานดา้ น
สทิ ธิมนษุ ยชนในภมู ิภาค. เข้าถึงข้อมูลได้จาก http://www.nhrc.or.th/getattachment/ita/data/
O33-4-(1).pdf.aspx วนั ทีส่ ืบคน้ ข้อมูล ๑๑ สงิ หาคม ๒๕๖๔.
๓ คณะรฐั ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปัตตานี. ๒๕๖๔. ศนู ยศ์ ึกษาและประสานงานดา้ น
สิทธมิ นษุ ยชน จงั หวดั ชายแดนภาคใต้. เขา้ ถึงข้อมลู ได้จาก https://www.polsci.psu.ac.th/?page=
detailCenter&type=1 วนั ทส่ี บื คน้ ขอ้ มลู ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๔.
๔ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ยะลา. ๒๕๖๔. มหาวิทยาลยั ราชภัฏยะลาเปดิ ศนู ย์ศึกษาและประสานงานด้าน
สิทธิมนุษยชนในภูมภิ าค. เขา้ ถงึ ข้อมูลได้จาก https://wb.yru.ac.th/handle/yru/2134 วันทสี่ บื คน้ ข้อมลู
๑๑ สงิ หาคม ๒๕๖๔.
๕ ศูนยอ์ านวยการบริหารจงั หวัดชายแดนภาคใต้. ๒๕๖๑. กองสง่ เสริมและสนบั สนนุ งานพฒั นาเพอ่ื ความม่นั คง
(กสม.). เข้าถึงขอ้ มูลได้จาก http://www.sbpac.go.th/?p=27787 วนั ทส่ี บื คน้ ข้อมูล ๑๑ สิงหาคม
๒๕๖๔.
๑๕๙
การนิเทศ (Supervision)
ดร.อภริ ชั ศกั ดิ์ รชั นวี งศ์
การนิเทศ มักคุ้นชินการคาว่า “นิเทศการศึกษา” หรือตาแหน่ง “ศึกษานิเทศก์” ศาสตร์อื่นได้นา
คาว่า “การนเิ ทศการศกึ ษา” ไปปรับใชเ้ ปน็ “การนิเทศงาน” เชน่ การนิเทศในงานส่งเสริมการเกษตร ซึ่งคาว่า
“การนิเทศ” มาจากภาษาอังกฤษว่า “Supervision” จากความหมายตามรูปศัพท์คือ การให้ความช่วยเหลือ
แนะนา และการปรับปรุง ตามรู้ศัพท์จากพจนานุกรม หมายถึง การช้ีแจง การแสดง การจาแนก ความหมาย
โดยรวมการนเิ ทศคือ กระบวนการท่ีจะทาให้เกิดการปรับปรุงการเรียนการสอนของครู โดยการทางานร่วมกับ
บุคคลท่ีเก่ียวข้องเป็นการกระตุ้นความเจริญก้าวหน้าของครู และมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือครูเพ่ือให้ครูช่วยเหลือ
ตนเองได้ (Spears. 1967) โดยเป็นการให้บริการเกย่ี วกบั ความชานาญทางเทคนิคด้านวิชาการในการเรียนการ
สอน การจัดสื่อ การสอน สงิ่ อานวยความสะดวก การเตรียมและพฒั นาครู รวมทงั้ การประเมินผลการเรียนการ
สอน (Glickman. 1990) และปรับปรุงสภาพการเรียนและพัฒนาการของผู้เรียน (Burton and Bruckner.
1995) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และส่งผลสะท้อนไปถึงการพัฒนานักเรียนด้วย (Harris; Marks and
Others. 1978) โดยผูน้ เิ ทศช่วยในการใหค้ าแนะนาแก่ครหู รอื ผู้อ่ืนท่ีทาหน้าทเี่ กย่ี วข้องกับการศึกษา กระตุ้นให้
ให้มีการพัฒนาการที่จะนาวิธีการสอน ส่ือการเรียนการสอนมาใช้ โดยเน้นถึงทักษะในการติดต่อส่ือสาร
(Goldhammer and Other. 1980) โดยสรุปแล้ว การนิเทศการสอนเป็นกระบวนการของผู้นิเทศที่มุ่งจะ
ปรับปรงุ และพฒั นาการสอนในสถานศกึ ษา โดยมุ่งทพ่ี ฤติกรรมของครทู ีจ่ ะสง่ ผลตอ่ พฤติกรรมของผู้เรียน๑ หรือ
การนิเทศ (Supervision) คือ การชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการ
ประสานงานใหบุคคลทปี่ ฏิบตั งิ านของแตละหนวยงานทางานไดดีขนึ้ ๒
หลักการของการนิเทศภายในโรงเรียนคือ๒ ผูนิเทศตองมีความรูความเขาใจในหลักการนิเทศอยาง
ถูกตอง ตรงประเด็น มีระบบและข้ันตอนท่ีชัดเจนในกระบวนการนิเทศ กระบวนการนิเทศท่ีเกิดขึ้นต องเกิด
จากความรวมมือของคณะครูทุกคนที่ปฏิบัติหนาท่ีอยูในโรงเรียน และการนิเทศตองเปนไปเพื่อการพัฒนา
กระบวนการเรียนการสอนของครู และการนิเทศการศึกษาควรมีการบริหารเปนกระบวนการเชิงระบบ มีการ
วางแผนการดาเนินงาน มีขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ถือหลักการมีส วนร วมในการทางานมีความ
เปนประชาธปิ ไตย มกี ารดาเนนิ งานอยางสรางสรรค มกี ารแกปญหาทีเ่ กดิ ขน้ึ จากการเรยี นการสอน สรางสภาพ
แวดลอมในการทางานใหดีข้ึน สรางความผูกพันและความม่ันคงตองานอาชีพ รวมทั้งพัฒนาและสงเสริม
วิชาชพี ครใู หมีความรูสึกภาคภูมิใจในวิชาชีพของตนเองพรอมทีจ่ ะรบั การพัฒนาอยางตอเน่ือง
เมื่อทราบหลกั การของการนเิ ทศการศกึ ษาแลว้ ลองมาดกู ารนเิ ทศในงานสง่ เสริมการเกษตร ซึ่งต้องมี
ความรู้ด้านส่งเสริมการเกษตรก่อนว่าคืออะไร การส่งเสริมการเกษตร๓ คือ การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง
เกษตรกรกับแหล่งวิทยาการเพื่อท่ีจะกระจายความรู้ใหม่ๆ และหลักการท่ีดีไปสู่เกษตรกรและทาให้เกษตรกร
เหล่านี้ได้นาวิทยาการแผนใหม่ไปใช้ในฟาร์มของตน ซึ่งการส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการ
เรียนการสอนและการค้นคว้าวิจัย กล่าวคือผลของการค้นคว้าวิจัยทางเกษตรกรรมจะไม่มีประโยชน์อย่าง
๑๖๐
แทจ้ รงิ ถ้าไมไ่ ดน้ าผลเหล่าน้ีไปมอบให้แก่เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติความสัมพนธ์ระหว่างการส่งเสริมเกษตรกับ
การค้นคว้าวิจัย ลักษณะของงานส่งเสริมการเกษตร (1) งานส่งเสริมการเกษตรเป็นแบบของการศึกษานอก
โรงเรียนที่รัฐหรือเอกชนก็สามารถทาได้ (๒) การส่งเสริมการเกษตรเป็นการติดต่อสองทางกลับไปกลับมา
ระหว่างสถาบันกับเกษตรกร โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเป็นตัวก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลง (3) ควรเร่ิมด้วยสภาพ
ที่เป็นอยู่จริง ๆ ของเกษตรกรและเร่ืองท่ีจะส่งเสริมน้ันจะต้องเป็นความต้องการที่แท้จริงของเขาด้วย
(4) เกษตรกรต้องมีโอกาสเรียนรู้ด้วยการกระทาของจริง (5) เป็นการติดต่อกับคนในชนบทเป็นส่วนใหญ่และ
เป็นการปฏิบัติงานกับสมาชิกทุกคนในครอบครัวโดยไม่จากัดเพศและอายุ (6) ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็น
จุดเริ่มต้น (7) มีวิธีปฏิบัติงานท่ีต่อเนื่องกัน (8) มีวิธีดาเนินงานที่เป็นประชาธิปไตย (9) เป็นการสร้างผู้นาใน
ท้องถ่ิน (10) มีโครงการหรือแผนปฏิบัติงานที่แน่นอนและรู้ว่าจะประสานงานกับใครบ้าง (11) มีการติดตาม
ผลงานหลังการปฏิบัติ 12) มีการรายงานผลเพื่อวางแผนปรับปรุงในปีต่อ ๆ ไป บทบาทและหน้าที่ของ
นกั ส่งเสริมหรือพัฒนากร นักส่งเสริมเกษตรเป็นนักพัฒนาคนหน่ึงที่จะช่วยให้เกษตรกรมีความรู้ใหม่ ๆ เพ่ือไป
ช่วยในการเพ่ิมผลผลิตของเขา จึงมีบทบาทดังนี้ (1) เป็นผู้นาทางวิชาการและเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดการ
เปลย่ี นแปลง หมายความว่าเขาจะต้องมคี วามรูแ้ ละมหี ูตากว้างไกล (2) เปน็ ผู้ประสานงานทางวิชาการและการ
ปฏิบัติ กล่าวคือนักส่งเสริมจะต้องประสานเช่ือมโยงระหว่างสถาบัน (นักวิชาการ) กับเกษตรกรผู้ปฏิบัติ
(3) เป็นผู้แกป้ ญั หาของชุมชน กล่าวคือนักส่งเสริมซ่ึงเป็นผู้ท่ีอยู่ใกล้ชิดกับเกษตรกร ย่อมจะรู้ปัญหาของชุมชน
เขาจะตอ้ งร่วมมอื กันแก้ปัญหาต่าง ๆ ดว้ ย (4) เปน็ ผู้เชอื่ มโยงบุคคลและองค์การต่างๆ เข้าด้วยกัน กล่าวคือใน
การทางานในท้องถิ่น เขาย่อมจะพบกับบุคคลหลายฝ่าย นอกจากเขาจะเชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการกับ
เกษตรกรแลว้ เขาจะต้องประสานงานกับบคุ คลและหนว่ ยงานอื่นๆ ดว้ ย ลกั ษณะของนกั สง่ เสรมิ ทีพ่ งึ ประสงค์
เนอื่ งจากงานสง่ เสริมการเกษตรเปน็ งานทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั บุคคลหลายประเภท ใครท่ีจะเป็นนักส่งเสริมหรือพัฒนา
กรที่ดีควรจะได้พิจารณาตัวเองและเสริมสร้างให้มีคุณลักษณะดังน้ีไว้ด้วยคือ (1) ต้องมีความรู้ท้ังภาคทฤษฏี
และภาคปฏิบตั ใิ นสาขาวิชาของตนอย่างดี (2) รู้หลักการถ่ายทอคความรู้ คือการฝึกอบรม การเรียน การสอน
และการแนะนาต่างๆ ได้ดี ดังนั้นจึงต้องรู้ในเรื่องหลักการติดต่ออส่ือสาร การใช้โสตทัศนูปกรณ์ หลักจิตวิทยา
และสังคมชนบทด้วย (3) เป็นผูท้ ม่ี ีมนุษยสัมพนั ธด์ แี ละชอบงานท่ีใหบ้ ริการแกป่ ระชาชน (4) เป็นผู้ที่มีความคิด
ริเร่ิมและชอบดัดแปลงแก้ไขส่ิงต่าง ๆ (5) เป็นผู้ท่ีนาเอาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นมาใช้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เช่น สอนให้เกษตรกรทาปุ๋ยจากเศษพืชต่าง ๆ ทาแก๊สจากมูลสัตว์ (6) เป็นผู้ที่กระตุ้นให้
เกษตรกรรจู้ ักปัญหาและแก้ไขปัญหาโดยทว่ั ของเขาเอง หรือโดยการทางานเป็นกลุ่ม (7) เป็นผู้สื่อสารระหว่าง
เกษตรกรในชุมชนกับโลกภายนอก 8) ต้องร่วมคิด ร่วมทา ร่วมสุข ร่วมทุกข์กับเกษตรกรด้วยความสุจริตใจ
อดทนและหนักแน่น หลักของการติดต่อสื่อสาร ในการส่งเสริมการเกษตร นักส่งเสริมควรจะเข้าใจถึง
องค์ประกอบของการติดต่อสื่อสาร เพื่อให้การทางานของเขามีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน ในการส่ือความหมาย
เราจะพบแหล่งขา่ วหรือผูส้ ่ือข่าว (source and Sender) และจะมีตัวข่าวหรือข้อมูล (Message) ข่าวน้ีจะผ่าน
ไปตามวถิ ีหรอื วิธีตา่ ง ๆ (channels) เชน่ น.ส.พ วิทยุ สื่อออนไลน์ ฯลฯ ไปยังผู้รับข่าว (Receiver) นักส่งเสริม
จึงเป็นทั้งแหล่งข่าวและผู้ส่ือข่าวที่จะต้องเตรียมข่าวให้ถูกต้องเหมาะสม ตรงกับความต้องการของผู้รับข่าว
และใช้วิธีการท่ีดีเพื่อให้ข่าวน้ัน ๆ ได้ถึงไปยังเกษตรกรจานวนมากโดยท่ีหวังว่าเกษตรกรจะคล้อยตามและ
๑๖๑
ยอมรับข่าว (วิทยาการแผนใหม่) ไปปฏิบตั บิ า้ ง องค์ประกอบที่สาคัญมากอย่างหนึ่งก็คือผู้รับข่าวหรือเกษตรกร
ซงึ่ นกั ส่งเสรมิ บางทา่ นอาจจะลืมพิจารณาไป เช่น นกั ส่งเสรมิ บางคนเมอื่ ไดร้ ับมอบหมายให้ไปบรรยายเรื่องการ
ปลูกมะพร้าว หรือการติดตาเปลี่ยนยอด (ยางพารา) ให้เกษตรกรฟัง เขาก็เตรียมเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนไป
บรรยายเป็นช่ัวโมงๆ โดยไม่คานึงถึงตัวผู้ฟังเลยก็ทาให้ผู้ฟังเบื่อ และไม่ยอมรับเรื่องท่ีนักส่งเสริมพูด อย่างนี้
ก็จะเกิดการสูญเปล่าขึ้นได้ นักส่งเสริมท่ีดีต้องศึกษากลุ่มผู้ฟัง(ผู้รับข่าว) ในประเด็นต่อไปนี้ (1) กลุ่มผู้ฟังเป็น
ใคร ดูว่าเขาเป็นชาวสวนมะพร้าว หรือชาวสวนยาง เขาปลูกมะพร้าวหรือยางมานานก่ีปี เขามีประสบการณ์
หรือความรู้เร่ืองมะพร้าวหรือยางเพียงใด เพ่ือจะได้เตรียมเรื่องให้เหมาะสม (2) ปัญหาของผู้ฟัง เช่น ดูว่า
ชาวสวนยางกลุ่มน้ีมีปัญหาอะไร มีปัญหาเร่ืองโรคใบร่วง หรืออย่างไร โรคน้ีจะแก้ได้ด้วยวิธีใด วิธีน้ันๆ
จะปฏิบตั ิไดไ้ หมในชมุ ชนน้ันๆ (3) ดวู ่าเขามีความต้องการอะไร สมมุติว่าเขาต้องการแก้ปัญหาเรื่องโรคใบร่วง
ของยาง นักส่งเสริมจะต้องพูดถึงวิธีแก้ปัญหาโรคใบร่วง ไม่ใช่จะพูดอ้อนวอนให้เขาปลูกมะพร้าวถ่ายเดีย ว
(4) ต้องศึกษาอายุของผู้ฟัง เพราะการพูดให้เด็กและผู้ใหญ่ฟังไม่เหมือนกัน (5) ดูเพศของผู้ฟัง เพราะเร่ือง
ท่ีจะพูดให้ผู้หญิงหรือผู้ชายฟังอาจมีเกล็ดย่อยแตกต่างกัน (6) พิจารณาการศึกษาของผู้ฟัง เพราะถ้าผู้ฟังมี
การศึกษาต่านักส่งเสริมต้องใช้ภาษาง่าย ๆ และต้องเตรียมอุปกรณ์อ่ืน ๆ มาเสนอประกอบด้วย (7) ดูลัทธิ
ศาสนาของผู้ฟัง เช่น ถ้าผู้ฟังเป็นชาวไทยมุสลิมเราอาจต้องใช้ภาษาและเทคนิคที่ไม่เหมือนชาวไทยพุทธ
(8) ดูจานวนของผู้ฟัง เพราะถ้าผู้ฟังน้อยอาจใช้วิธีสาธิตปฏิบัติ แต่ถ้าผู้ฟังมากอาจต้องใช้วิธีบรรยาย
(9) ดูฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ฟัง ตามปกติเกษตรที่มีฐานะดีจะยอมรับวิทยาการแผนใหม่ได้ง่าย การส่งเสริม
กส็ ะดวกยิง่ ขนึ้ (10) ดูปัจจัยอนื่ ๆ เชน่ ภาวะการตลาด สภาพของดินฟ้าอากาศ ผู้นาในท้องถิ่นและจานวนของ
เจ้าหน้าท่ีส่งเสริมเองว่าจะเอื้ออานวยให้การส่งเสริมเรื่องนั้น ๆ ได้ผลดีเพียงใด นอกจากนี้ นักส่งเสริมต้อง
เข้าใจจิตวิทยาและการเรียนรู้ของเกษตรกรด้วย ตามปกติเราถือว่าการส่งเสริมการเกษตรเป็นการศึกษา
นอกโรงเรียน หรือการส่งเสริมเกษตรเป็นแบบหนึ่งของการศึกษาผู้ใหญ่ (Adult Education) ดังนั้น
นักส่งเสริมท่ีดีจะต้องคานึงถึงหลักของการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ด้วย หลักของการเรียนรู้และการสอนผู้ใหญ่
(1) ผู้ใหญ่จะเรียนได้ดีเม่ือเขามีความต้องการท่ีจะเรียน ดังน้ันนักส่งเสริมต้องคอยยั่วยุ และช้ีให้เขาเห็น
ประโยชน์ของการเรียน และต้องให้ผู้ใหญ่เกิดความต้องการท่ีจะเรียนข้ึนเอง อย่าบังคับให้เขาเรียนในสิ่งท่ี
นักส่งเสริมคิคว่าดี (2) ผู้ใหญ่จะเรียนได้ดีและเรียนเฉพาะสิ่งท่ีเขามีความจาเป็น ดังน้ันเรื่องที่จะเรียนจะต้อง
เป็นปัญหาของผู้เรียน หากผู้เรียนยังแยกแยะปัญหาไม่ออก นักส่งเสริมก็ค้นหาปัญหา หรือทาการสารวจหา
ปญั หาของเกษตรกรขึ้นมาเสยี กอ่ น (3) ผูใ้ หญ่จะเรียนได้ดีที่สุดเมื่อเขารู้จุดมุ่งหมายของการเรียนที่ชัดเจน เช่น
รู้ว่าเม่ือเรียน แล้วจะติดตาเขียวเป็น ตอนไก่เป็น (4) ผู้ใหญ่จะเรียนได้ดีท่ีสุด เมื่อเขาได้รับผลตอบแทนหรือ
ประโยชน์จากการเรียน เร่ืองน้ัน ๆ ในระยะเวลาอันสมควร ดังนั้นนักส่งเสริมต้องหาวิธีการสอนท่ีสามารถ
จะแสดงผลการเรียนให้เกษตรกรได้เห็นอย่างรวดเร็ว (5) ผู้ใหญ่เรียนรู้โดยการกระทา นักส่งเสริมต้องเปิด
โอกาสให้ผู้ใหญ่ได้ทดลอง ปฏิบัติมาก ๆ จะเป็นวิธีการเรียนท่ีได้ผลท่ีสุด (6) เร่ืองหรือหัวข้อท่ีผู้ใหญ่จะเรียน
ต้องเป็นปัญหาสาคัญ ๆ และต้องเป็นความจริง (7) ผู้ใหญ่จะเรียนได้ดีเม่ือเรื่องนั้นสอดคล้องกับประสบการณ์
ของเขา เชน่ ถ้าเขามคี วามรเู้ ร่อื งการเพาะเห็ดฟางมาบา้ ง จะทาให้การเรียนเร่อื งการเพาะเหด็ เปาฮื้อไดผ้ ลดขี ึ้น
๑๖๒
(8) ผู้ใหญ่จะเรียนได้อย่างดีย่ิงในบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เป็นกันเอง ดังนั้นนักส่งเสริมจะต้องพยายาม
สร้างบรรยากาศของความเป็นพี่น้องมิตรสหาย ฯลฯ เพื่อให้ผู้ใหญ่เรียนได้ดีข้ึน (9) การสอนผู้ใหญ่ควรใช้
วิธีการสอนหลายๆอย่าง เช่นการบรรยายคู่กับสาธิต ใช้โสฅอุปกรณ์ประกอบ แล้วให้ทดลองปฏิบัติด้วยตัว
เกษตรกรเอง หากยังมีเวลาก็ควรพาไปทัศนาจรดูไร่นา หรือกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสาเร็จแล้ว
(10) ผู้ใหญ่ต้องการแนะแนว ต้องการคาแนะนาไม่ใช่คะแนนหรือการสอบไล่ ดังน้ัน นักส่งเสริมต้องคอย
แนะนาและบอกให้เขาทราบว่า เขาทาถูกหรือผิดอย่างไร ผู้ใหญ่ต้องการยกย่องชมเชย หากจาเป็นต้องตาหนิ
จะต้องทากนั สองตอ่ สองดว้ ยใบหน้าท่ยี ม้ิ แย้มแบบญาตมิ ิตร เทคนิคในการส่งเสรมิ การเกษตร สาหรับเทคนิคใน
การตดิ ตอ่ แนะนาหรือการสอนประชาชนเป็นเร่ืองท่ีนักส่งเสริมจะต้องสนใจให้มาก นักส่งเสริมเป็นจานวนมาก
มอี ายุน้อย รุน่ ราวคราวเดียวกับลกู หลานของเกษตรกร ดังน้ัน การที่นักส่งเสริมผู้เยาว์จะไปทางานกับชาวบ้าน
อาวุโส หรือติดต่องานกับส่วนราชการอื่น ๆ ควรใช้หลักมนุษยสัมพันธ์บางประการ เช่น (1) เข้าเยี่ยมคานับ
ผู้บังคับบัญชาในท้องถิ่น เช่น นายอาเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายกเทศมนตรี (2) ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่
ร่วมงานทราบตั้งแต่ชั้นผู้น้อยข้ึนไป (3) พบปะผู้นาในท้องถ่ิน พระสงฆ์ กานัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มเกษตรกร
ชาวนา ชาวไร่ พ่อค้า ประชาชน (4) ทาความรู้จักกับสถาบันวิชาการในท้องถ่ิน เช่น โรงเรียน วิทยาลัย
มหาวทิ ยาลยั ศนู ย์วจิ ัย สถานที ดลองต่าง ๆ (5) พบปะรู้จักกับส่ือมวลชนในท้องถิ่น เช่น น.ส.พ. วารสาร วิทยุ
โทรทัศน์ หนังตะลุง ลิเก ฯลฯ (6) ในการแนะนาหรือสอนผู้อาวุโส ควรใช้หลักของการสอนพระคือ จงไหว้
หรือพนมมือไว้ขา้ งหน้า พอจะสอนหรือขอร้องใหเ้ ขาทาอะไร ก็ไหว้เสียทีหนึ่งรับรองว่าได้ผลแน่ (7) การพูดต่อ
หน้าชุมชน หรือพบปะเกษตรกรเป็นรายบุคคลควร “ยิ้ม” ไว้เสมอ รับรองว่าจะชนะใจคนแน่ ๆ (8) อย่ากิน
เหล้าเมายากับชาวบ้านจนเสียบุคคลิก (9) อย่าก่อเร่ืองชู้สาว หรือหลอกลวงลูกสาวชาวบ้าน (10) ควรฝึก
อุดมการณ์ 4ร และ 4ส ดังน้ีคือ ริเริ่ม ร่วมคิด ร่วมทา ร่วมทุกข์ เสียสละ สุจริต เสมอภาค และสามัคคี
วิธีการส่งเสริมการเกษตร เทคนิคและวิธีการส่งเสริมเกษตรมีมากมายหลายชนิด นักส่งเสริมท่ีดีจะต้องเข้าใจ
พ้ืนฐานของผู้ฟังและเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีอย่างถูกต้อง ให้เหมาะกับการเรียนของผู้ฟัง วิธีการ
สง่ เสรมิ พอจะแยกออกเป็น 2 ประเภทคือ ก. แบ่งตามลักษณะการใช้ (use) ได้เเก่ (1) การติดต่อสื่อสารแบบ
รายบุคคล (individual Contacts) เช่น เจ้าหน้าท่ีไปพบเกษตรกรท่ีบ้าน (Farm Visit) เกษตรกรไปพบ
เจ้าหน้าที่ท่ีสานัก (office Call) การติดต่อระหว่างกันทางโทรศัพท์ การติดต่อกันทางจดหมาย การสาธิตให้
ดูผล (2) การตดิ ตอ่ สอ่ื สารแบบกลุม่ (Group Contacts) เชน่ การสาธิตวิธที าในเร่ืองต่าง ๆ การประชุมต่าง ๆ
การบรรยาย การอบรมสัมมนา การประชุมอภิปราย การประชุมดูผลของการสาธิต การทัศนศึกษา การสอน
การเรียนในโรงเรยี น (3) การติดตอ่ สือ่ สารแบบมวลชน (Mass Contacts) เชน่ การทาปา้ ยประกาศ/แจง้ ความ
เอกสารใบปลิว หนังสือเวียน หนังสือพิมพ์ วารสารต่าง ๆ ภาพโฆษณา ( Posters) การจัดนิทรรศการ
วิทยกุ ระจายเสียง โทรทศั น์ ส่อื สังคม ข. แบ่งตามรูปร่างของอุปกรณ์ (Form) ได้แก่ (1) การติดต่อสื่อสารแบบ
ใช้ข้อความ (written Materials) เช่น ป้ายประกาศ/แจ้งความ เอกสารใบปลิว บทความทางหนังสือพิมพ์
จดหมายส่วนตัว จดหมายเวียน (2) การติดต่อสื่อสารแบบใช้ภาษาพูด (spoken Words) เช่น การ
ประชุมสัมมนาต่าง ๆ เจ้าหน้าท่ีไปพบเกษตรกรท่ีบ้าน เกษตรกรไปพบเจ้าหน้าท่ี โทรศัพท์ วิทยุ สื่อออนไลน์
(3) การติดต่อสื่อสารแบบใช้โสตทัศนูปกรณ์ (Visuals) เช่น แผนภูมิ/แผนผัง/ตารางต่าง ๆ ภาพยนตร์ สไลด์
๑๖๓
ฟิล์มสตริฟ เทปโทรทัศน์ ฯลฯ การจัดนิทรรศการ ภาพโฆษณา (โปสเตอร์) การให้ดูผลสาธิต (4) การติดต่อ
แบบใช้ภาษาพูดควบคู่กับโสตอุปกรณ์ เช่น การสาธิตวิธีทา การประชุมให้ดูผลสาธิต การประชุมต่าง ๆ ท่ีใช้
โสตอุปกรณ์ชว่ ย รายการทางโทรทัศน์ต่าง ๆ การสง่ เสริมเกษตร โดยวิธีใด ๆ ก็ตาม ยังมีผลทางอ้อมท่ีจะทาให้
เกษตรกรข้างเคียงได้รับประโยชนไ์ ปดว้ ย กลา่ วคอื เกษตรกรข้างเคียงอาจจะยอมรับ ปฏิบัติวิทยาการแผนใหม่
ดว้ ยท้งั ๆ ทีต่ วั เองไมไ่ ด้รบั ฟงั จากปากของนกั ส่งเสริมโดยตรง แต่ทว่า เขาเหล่านั้นได้สนทนากับเพื่อนเกษตรกร
ด้วยกัน นักส่งเสริมเกษตรที่จะต้องเลือกใช้วิธีการส่งเสริมให้เหมาะสมกับเน้ือเร่ือง เวลาสถานท่ี อุปกรณ์
กลุ่มเป้าหมาย โดยถือหลักง่าย ๆ ว่าถ้าคนฟังมีมาก แต่มีเวลาน้อย เร่ืองที่จะพูดก็ยาว จงใช้วิธีการบรรยาย
แต่ถ้าคนฟังมีน้อย และมีเวลามาก ควรใช้การส่งเสริมแบบกลุ่มเช่น ประชุมอภิปราย สาธิต ปฏิบัต ฝึกในไร่
ฯลฯ ในการที่นักส่งเสริมจะเลือกใช้วิธีหนึ่งวิธีใดก็ขอให้นึกถึงหลักความจริงเก่ียวกับการจาของมนุษย์ว่า
“การอ่าน เพียงคร้ังเดียว มนุษย์จะจาได้ 10% การฟัง เพียงคร้ังเดียว มนุษย์จะจาได้ 20% การเห็น
เพยี งครั้งเดยี ว มนษุ ยจ์ ะจาได้ 30% และการฟงั และเหน็ ค่กู ัน มนุษย์จะจาได้ 60%”
หลักเกณฑ์ในการเลือกใช้วิธีส่งเสริม๓ ก. ดูนโยบายท่ัว ๆ ไปของราชการ เช่น ความจาเป็นรีบด่วน
ของเรื่องท่ีจะ ส่งเสริม ปัญหาของเกษตรกร จานวนของเกษตรกร จานวนของเจ้าหน้าท่ี เคร่ืองอานวยความ
สะดวกตา่ ง ๆ เช่น ในระหวา่ งเดือนมีนาคม เป็นระยะท่หี นูออกทาลายข้าวในนาอย่างหนัก การส่งเสริมแนะนา
เร่ืองการปราบหนูนา อาจจะขอให้ระดมกาลังกันทาอย่างรวดเร็ว โดยใช้การประชุม สาธิต การแถลงข่าวทาง
น.ส.พ. วิทยุ โทรทัศน์ ตลอดจนการใช้โสตอุปกรณ์ช่วยด้วย ข. เลือกวิธีส่งเสริมโดยดูกลุ่มเป้าหมาย เช่น
(1) แม่บ้านท่ีมีลูกมาก งานยุ่งย่อมจะไม่มีเวลาไปน่ังประชุม จึงควรใช้จดหมายเวียน เอกสารสิ่งพิมพ์ วิทยุ
โทรทศั น์ตา่ ง ๆ (2) ชนกล่มุ น้อย เช่น ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ตลอดจนชาวไทยมุสลิมท่ีมีวัฒนธรรมแตกต่างออกไป
อาจตอ้ งใชภ้ าษาและผูน้ าของเขาเอง (3) เกษตรกรทมี่ ีการศกึ ษาต่ายากจนและอยู่ในที่ทุรกันดาร ควรใช้วิธีการ
ไปเย่ียมเยียน การให้ดูผลสาธิต และการใช้เอกสารส่ิงพิมพ์ที่ง่าย ๆ (4) วิทยุ โทรทัศน์ น.ส.พ.และการจัด
นิทรรศการเหมาะสาหรับเกษตรกรท่ีทาเป็นงานอดิเรกและผู้ท่ีอยู่ใกล้ ๆ หรือผู้ท่ีอยู่ในเมือง (5) คนที่มี
การศึกษาดีและรักก้าวหน้า ควรใช้วิธีการประชุมอภิปราย การสาธิตวิธีทาและเอกสารต่าง ๆ ค. เลือกวิธี
สง่ เสริมโดยดูเนอ้ื หาของเร่อื งทจี่ ะส่งเสรมิ (1) ถ้าวิธีใหมท่ ่ีกาลังส่งเสริมนั้นเป็นวิธีท่ีง่ายหรือคล้ายๆ กับของเก่า
ควรใช้ น.ส.พ. วทิ ยุ จดหมายเวียนก็ได้ แต่ถ้าเรื่องน้นั ยากซับซอ้ น ควรใช้การติดต่อเป็นราย บุคคลหรือเอกสาร
ส่ิงพิมพ์ (2) ถ้าเรื่องน้ันเป็นของใหม่ และเพิ่งเร่ิมทาการส่งเสริมเป็นครั้งแรก ควรแนะนาส่งเสริมโดยใช้การ
สาธิตวธิ ีการเย่ียมเยียนท่บี ้านเกษตรกรและการใหด้ ูผลสาธิต (3) ถา้ เน้ือเร่ืองนั้นตอ้ งการให้เกดิ ทักษะในตัวผู้ชม
ก็ควรใช้การสาธิตวิธีและการแสดงทางโทรทัศน์ ง. เลือกวิธีส่งเสริมโดยดูวิธีการสอน (1) การท่ีนักส่งเสริมไป
เย่ียมบ้านของเกษตรกร จะสร้างความสัมพันธ์อย่างดีเย่ียมทาให้ เจ้าหน้าที่รู้ปัญหาของเกษตรกร ควรใช้กับ
เกษตรกรท่หี วั ดอื้ หรือไมค่ ่อยสนใจต่อของใหม่ ๆ (2) เมื่อเกษตรกรไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ จะประหยัดเงินของทาง
ราชการ แต่เร่ืองน้ีต้องกระตุ้นให้เขาปฏิบัติ เพราะปกติเกษตรกรจะไม่ค่อยไปหาเจ้าหน้าท่ี (3) การติดต่อทาง
โทรศัพท์ สะดวกดีใหป้ ระโยชน์เหมือนการเยี่ยมเยยี น แต่ทวา่ ใช้กนั น้อย เพราะเกษตรกรไม่มีโทรศัพท์ (4) การ
๑๖๔
ติดต่อทางจดหมายอาจใชไ้ ด้ ถา้ ผู้รบั ผูส้ ง่ เป็นคนขยันเขียน (5) การสาธิตวิธี มีประโยชน์ท่ีสุดในการสอนทักษะ
ภาคปฏิบตั ิ (6) การสาธติ ผลลพั ธ์ มปี ระโยชนใ์ นการอวดผลสาเรจ็ ใหเ้ กษตรกรเชื่อถือ แต่ทวา่ ลงทุนแพงมาก
(7) การประชุมต่างๆ ช่วยในการกระจายข่าวโดยการบรรยายและอภิปราย สมาชิกได้ เรียนพร้อมกัน และ
ลดต้นทุนของการไปเย่ียมเป็นรายตัว (8) โสตอุปกรณ์ ช่วยในการจา เสริมสร้างความเข้าใจ ดึงดูดผู้ฟัง และ
ทาให้การเสนอเร่ืองเป็นขั้นตอนดี (9) เอกสารส่ิงพิมพ์ ป้ายประกาศต่าง ๆ ช่วยแสดงตัวเลขข้อมูลต่าง ๆ เพ่ือ
การอ้างอิงเหมาะที่จะใช้เสริมพวกภาพยนตร์ สไลด์ วิทยุและโทรทัศน์ (10) บทความในหนังสือพิมพ์ดีเพราะ
ถึงชนกลุ่มใหญ่ ลงทุนไม่แพง (11) จดหมายเวียน ช่วยในการส่งข่าวเฉพาะเร่ืองไปยังเกษตรกรเฉพาะคน
(12) วิทยุ เป็นวธิ สี ่งเสรมิ ท่ีรวดเรว็ ที่สดุ ใชเ้ พอื่ การประกาศขา่ วสารสาหรับชนหมู่มาก และใช้ในการออกคาสั่ง
คาเตือน ข่าวโรคระบาด อุทกภัยวาตภัยต่าง ๆ (13) โทรทัศน์ ทาให้ผู้ชมได้เห็นไอ้ฟังส่ิงของท่ีจะแสดง
เหมาะสมกับชาวเมือง แต่อาจไม่ถึงคนในชนบทไกล ๆ (14) งานนิทรรศการและงานออนร้าน ช่วยในการ
เผยแพร่โฆษณามากกว่าท่ีจะสอนวิทยาการแผนใหมแ่ ก่ผู้ชม ประสิทธิภาพของวิธีต่าง ๆ ผลของการศึกษาเรื่อง
ประสิทธิภาพของวิธีการส่งเสริมต่างๆ เหล่าน้ีในสหรัฐอเมริกา พบว่าการส่งเสริมแบบรายบุคคลจะทาให้
เกษตรกรปฏิบัติตาม 25% การส่งเสริมแบบกลุ่มเกษตรกรจะปฏิบัติตาม 33% แต่เกษตรกรเพียง 23%
จะปฏิบัติ่ตามคาแนะนาจากส่ือมวลชน อย่างไรก็ดีเกษตรกร 19% จะปฏิบัติตามเพ่ือนบ้านข้างเคียง เม่ือพูด
ถึงวิธีต่าง ๆ โดยเฉพาะแล้วพบว่า การสาธิตวิธีทา (Method Demonstration) เป็นวิธีท่ีดีท่ีสุด ส่วนการใช้
โทรศัพท์เป็นวิธีท่ีไม่ดีเลยดังน้ี วิธีการส่งเสริม/ร้อยละเกษตรกรปฏิบัติตาม (1) การสาธิตวิธี
18.2 (2) การประชุมต่างๆ 14.6 (3) เจ้าหน้าท่ีไปเยี่ยมเกษตรกร 10.8 (4) บทความ สารคดีใน น.ส.พ.
9.7 (5) ป้ายประกาศ แจ้งความ 8.5 (6) เกษตรกรไปเย่ียมเจ้าหน้าท่ี 6.5 (7) การสาธิตผล 6.1
(8) จดหมายเวียน 3.0 (9) วิทยุ 1.2 (10) การโต้ตอบทางจดหมาย 1.1 (11) การจัดนิทรรศการและปิด
โปสเตอร์ต่างๆ 0.9 (12) การติดต่อทางโทรศัพท์ 0.3 (13) ผลทางอ้อม (คือเกษตรกรสนทนาและเลียน
แบบกนั ) 19.0
ผู้เขียนนาความรู้จากศาสตร์นิเทศการศึกษากับศาสตร์ส่งเสริมการเกษตร นามาประยุกต์ในการใช้
งานการนเิ ทศสาหรบั หนว่ ยงานอื่นๆ ไดด้ งั น้ี
การนเิ ทศ (Supervision) คือ การชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการ
ประสานงานใหบคุ คลทป่ี ฏิบตั ิงานของแตละหนวยงานทางานไดดีข้นึ หลกั การของการนิเทศภายในโรงเรียนคือ
ผูนิเทศตองมีความรูความเขาใจในหลักการนิเทศอยางถูกตอง ตรงประเด็น มีระบบและข้ันตอนที่ชัดเจนใน
กระบวนการนเิ ทศ กระบวนการนเิ ทศทเี่ กดิ ขนึ้ ตองเกดิ จากความรวมมือของคณะครูทุกคนที่ปฏิบัติหนาที่อยูใน
โรงเรียน การนิเทศการศึกษามีการบริหารเปนกระบวนการเชิงระบบ มีการวางแผนการดาเนินงาน มีขั้นตอน
ในการปฏิบัติงาน ถือหลักการมีสวนรวมในการทางานมีความเปนประชาธิปไตย มีการดาเนินงานอยางสราง
สรรค มีการแกปญหาที่เกิดขึ้นจากการเรียนการสอน สรางสภาพแวดลอมในการทางานใหดีข้ึน สรางความ
ผูกพันและความม่ันคงตองานอาชีพ รวมท้ังพัฒนาและสงเสริม วัตถุประสงค์ของการนิเทศงาน๔ ได้แก่
(1) เพ่ือให้เจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานภายในองค์กรได้ปฏิบัติงานของตนสาเร็จตามวัตถุประสงค์และนโยบาย
ตลอดจนหน้าท่ีรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย (2) เพ่ือช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานด้วยความสะดวก
๑๖๕
รวดเร็ว (3) เพ่ือสนับสนุนให้เจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงานสามารถนาบริการต่างๆ เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด
(4) เพื่อช่วยให้เกดิ ความคล่องตัวในการติดต่อประสานงานระหว่างผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ (5) เพื่อสนับสนุนให้
เจ้าหน้าที่สามารถทางานได้ปริมาณและคุณภาพตามเป้าหมายและมาตรฐานที่กาหนด (6) เพื่อเสริมสร้าง
ความรู้ด้านวิชาการ นโยบายของหน่วยงานและความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ดีย่ิงข้ึน
ทั้งผู้นิเทศงานและผู้รับการนิเทศ และ (7) เพ่ือรวบรวมและศึกษาข้อมูลต่างๆ ซึ่งได้จากการนิเทศงานอันจะ
เป็นประโยชน์ตอ่ การพฒั นาและปรับปรงุ งานต่อไป
สรุป การนิเทศเป็นการให้ความชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการประสานงาน
ใหบุคคลที่ปฏิบัติงานของแตละหนวยงานทางานไดดีขึ้น หลักการนิเทศงานต้องมีการบริหารเปนกระบวนการ
เชิงระบบ (มีการวางแผนการดาเนินงาน มีข้ันตอนในการปฏิบัติงาน มีขั้นตอนการติดตามและประเมินผล)
และวัตถุประสงคก์ ารนิเทศงาน เพื่อให้เจ้าหน้าท่ีแต่ละหน่วยงานภายในองค์กรได้ปฏิบัติงานของตนสาเร็จตาม
วัตถุประสงค์/นโยบายและความรับผิดชอบท่ีได้รับมอบหมาย สนับสนุนให้เจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงานนาบริการ
ต่างๆ เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด การเสริมสร้างความรู้ด้านวิชาการทั้งผู้นิเทศงานและผู้รับการนิเทศ และ
รวบรวมและศกึ ษาขอ้ มูลตา่ งๆ ซึ่งไดจ้ ากการนิเทศงานในการพัฒนาและปรบั ปรงุ งานต่อไป
ตัวอย่าง การนิเทศศูนย์ยุติธรรมชุมชน โดยกาหนดกรอบการนิเทศไว้ดังนี้ (๑) โครงสร้างทาง
กายภาพ จานวน ๔ ข้อ (๒) ด้านบุคลากร จานวน ๔ ข้อ (๓) ด้านการบริหารงานศูนย์ยุติธรรมชุมชน จานวน
๕ ข้อ (๔) ด้านการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชน จานวน ๑๑ ข้อ กรอบนิเทศ ๔ ด้าน จานวน ๒๔ ข้อ
และระดับการประเมิน คือ ๐ ไม่มี, ๑ น้อย, ๒ ปานกลาง, ๓ มาก นอกจากน้ี ยังมีหัวข้อสารวจความต้องการ
ซ่อมแซม/เปล่ียนแปลงป้ายศูนย์ยุติธรรมชุมชน อีกทั้ง (๑) การกาหนดหัวข้อ/รายวิชาที่ใช้ในการนิเทศ และ
กิจกรรมที่ใช้ในการทิเทศ (๒) หัวข้อปัญหาการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชน และแนวทางการแก้ไข
ปัญหา (๓) หวั ขอ้ ปญั หาอาชญากรรม/ปญั หาท่เี กดิ ขนึ้ ในพนื้ ที่ศูนยย์ ตุ ธิ รรมชุมชน และแนวทางการแก้ไขปัญหา
(๔) หัวข้อความต้องการพัฒนาศักยภาพ อุปกรณ์หรืออื่นๆ ของศูนย์ยุติธรรมชุมชน (๕) หัวข้อจุดแข็งของ
ศูนย์ยุติธรรมชุมชน (๖) หัวข้อปัญหาท่ีศูนย์ยุติธรรมชุมชนต้องการให้แก้ไขอย่างเร่งด่วน และ (๗) หัวข้อ
เจ้าหนา้ ท่บี ันทกึ ข้อมลู และผ้รู ับรองขอ้ มลู
จะเห็นได้ว่า แบบการนิเทศศูนย์ยุติธรรมชุมชน เป็น (๑) การนิเทศงาน (Supervision)
(ศูนย์ยุติธรรมชุมชน) หรือ (๒) การติดตามผล (Monitoring) หรือ (๓) การประเมินผล (Evaluation) หรือ
(๔) การรายงาน (Reporting) เพราะในแบบการนเิ ทศประกอบดว้ ย ๔ ส่วนข้างต้นรวมผสมกันอยู่ เช่น หัวข้อ/
รายวิชาท่ีใช้ในการนิเทศ ข้อ ๑ ติดตามผลการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนตามภารกิจ ๕ ด้าน ส่วนใน
ตารางคู่ขนานในหัวข้อกิจกรรมที่ใช้ในการนิเทศ หน่วยรายงานระบุว่า “ประชุมเชิงปฏิบัติการ” จะเห็นว่า
หัวข้อนิเทศในรายละเอียดบอกติดตามผล (Monitoring) และกิจกรรมท่ีใช้ในการนิเทศเป็นการประชุมเชิง
ปฏิบัติการ (การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในลักษณะนี้ ตามปกติแล้ว จะต้องมีทั้งข้ันตอนให้ความรู้
ซงึ่ ได้วางแผนเตรียมการไว้เปน็ การลว่ งหนา้ อย่างสมบรู ณพ์ รอ้ มแล้ว อกี ทั้งยังต้องมีการฝึกปฏิบัติควบคู่กันไปใน
๑๖๖
ท่ีละจุด หากแต่จุดเน้นที่สาคัญที่ทุกคนจะต้องตระหนักคือ ความสามารถในการปฏิบัติงานในเร่ืองน้ันๆ ได้
อย่างมีประสิทธิภาพเห็นผลจริง รวมทั้งมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกจุด)๕ ข้อสังเกตคือ มีการให้ความรู้
พร้อมกับการปฏิบัติ จริงหรือไม่ และหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเร่ืองนี้ขาดความเข้าใจ “การนิเทศงาน
(Supervision)” “การติดตามผล (Monitoring)” “การประเมินผล (Evaluation)” “การรายงาน
(Reporting)” อย่างถอ่ งแทแ้ ละลกึ ซ้งึ จึงได้มกี ารกาหนดโครงการนิเทศ ติดตามประเมนิ ผลศูนยย์ ุตธิ รรมชมุ ชน
พร้อมกับกาหนดแบบนิเทศศูนย์ยุติธรรมชุมชนดังกล่าวเช่นนั้น ส่วนหน่วยปฏิบัติก็จัดให้ตามหน่วยงานกลาง
กาหนดมาให้ เม่อื ไมร่ ายงานทางหน่วยงานกลางกจ็ ะทวงถาม แล้วนาไปแสดงในผลการปฏิบัติงาน หากเนื้อแท้
แล้ว หน่วยงานกลางข้ึนเป็นลาไม้ไผ่ ส่วนปลายทางไม่รู้เป็นอะไร เพราะผลท่ีออกจากการกาหนดดังกล่าว
ไม่ต่างกับ “ขนมรวมมติ ร”
เม่ือการนิเทศเป็นการให้ความชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการ
ประสานงานใหบุคคลที่ปฏิบัติงานของแตละหนวยงานทางานไดดีข้ึน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เจ้าหน้าท่ี
ผูป้ ฏบิ ตั ิงานนาบริการต่างๆ เขา้ ถงึ ประชาชนให้มากที่สุด การเสริมสร้างความรู้ด้านวิชาการทั้งผู้นิเทศงานและ
ผ้รู ับการนิเทศ และรวบรวมและศกึ ษาขอ้ มูลต่างๆ ซ่ึงได้จากการนิเทศงานในการพัฒนาและปรับปรุงงานต่อไป
การนิเทศศูนย์ยุติธรรมชุมชน จึงควรเป็นเร่ือง (๑) ผู้เกี่ยวข้องกับศูนย์ยุติธรรมชุมชนมีพุทธิพิสัย เจตพิสัยและ
ทักษะพิสัย เพียงใด และอย่างไร (๒) ระเบียบและระบบการบริการของศูนย์ยุติธรรมชุมชน เป็นอย่างไร
(๓) เจ้าหน้าท่ีศูนย์ยุติธรรมชุมชน จะนาบริการในภารกิจ ๕ ด้าน ได้แก่ ๑) การป้องกันและควบคุม
อาชญากรรมชุมชน (Crime and Prevention) ๒) การรับเร่ืองราวร้องทุกข์ แจ้งเบาะแสการทุจริตคอรัปชั่น
๓) การไกล่เกล่ียประนอมข้อพิพาท (Conflict Management) ๔) การเยียวยาเสริมพลังแก่เหยื่ออาชญากร
และความรู้สึกของชุมชน (Community and Empowerment) ๕) การรับผู้พ้นโทษหรือผู้ถูกคุมความ
ประพฤติกลับสู่ชุมชน (Reintegration) จะนาสู่ประชาชนในพ้ืนท่ีได้อย่างไร มิใช่เพียงให้ประชาสชนในพ้ืนท่ี
เดินทางมารับบริการจากศูนย์ยุติธรรมชุมชนเท่าน้ัน หากเทียบเคียงกับ “การนิเทศการสอนเป็นกระบวนการ
ของผู้นิเทศท่ีมุ่งจะปรับปรุงและพัฒนาการสอนในสถานศึกษา โดยมุ่งที่พฤติกรรมของครูท่ีจะส่งผลต่อ
พฤติกรรมของผู้เรียน” ในทานองเดียวกัน การนิเทศงานศูนย์ยุติธรรมชุมชนก็เป็นการท่ีผู้นิเทศมุ่งปรับปรุง
ความรู้ของเจ้าหน้าที่ศูนย์ยุติธรรมชุมชนและพฤติกรรมการบริการประชาชนในพ้ืนท่ีที่จะส่งผลต่อประชาชน
ท่มี ารบั บรกิ าร หรือการประชาชนทีป่ ระทับใจ นัน่ เอง
สรุป การนิเทศเป็นการให้ความชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการ
ประสานงานใหบุคคลที่ปฏิบัติงานของแตละหนวยงานทางานไดดีขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่
ผู้ปฏิบัติงานนาบริการต่างๆ เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด หากหน่วยงานกลางและผู้นิเทศไม่มีองค์ความรู้การ
นิเทศอย่างถ่องแท้และลึกซึ้งก็ควรพัฒนาตนเองก่อนเถิด ก่อนจะไปพัฒนาผู้อ่ืน มิฉะน้ัน จะเกิดปรากฏการณ์
“สวนสมรมในภาคใต้” “สวนสะป้ะการเกษตรในภาคเหนือ” “แกงโฮะ อาหารพื้นบ้านล้านนา” “แกงเปอะ
อาหารพ้นื บา้ นอีสาน”
๑๖๗
อา้ งอิง
๑ กุลกาญจน์ สุวรรณรักษ.์ ม.ป.พ. การนิเทศการสอนในยคุ 4.0. สาขาวชิ าการประถมศึกษา คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภฏั บา้ นสมเด็จเจ้าพระยา. เขา้ ถึงข้อมูลไดจ้ าก http://edu.bsru.ac.th/images/196/%
204.0%20%20new.pdf วนั ท่ีสืบคน้ ขอ้ มูล ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๔.
๒ สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษาเขต ๑๑ กลมุ งานนิเทศ ติดตามและประเมินผลระบบบรหิ ารและ
การจัดการศึกษา กลมุ นิเทศ ติดตามและประเมินผลการจดั การศกึ ษา. คูมอื การนิเทศภายในโรงเรียน.
เข้าถงึ ข้อมูลได้จาก http://thungkaow.ac.th/client-upload/thungkaow/uploads/files/
วนั ทีส่ บื ค้นข้อมลู ๒๗ ตลุ าคม ๒๕๖๔.
๓ ไทยเกษตรศาสตร์. ๒๕๕๕. การสง่ เสรมิ การเกษตร. เขา้ ถึงข้อมูลได้จาก https://www.thaikasetsart.com
วันท่ีสบื ค้นขอ้ มูล ๓๐ ตลุ าคม ๒๕๖๔.
๔ จินตนาภร. ๒๕๕๕. วัตถุประสงคข์ องการนเิ ทศงานและการติดตามนเิ ทศงาน. เขา้ ถงึ ข้อมูลไดจ้ าก
https://www.gotoknow.org/posts/168793 วันทสี่ ืบค้นข้อมูล ๓๐ ตลุ าคม ๒๕๖๔.
๕ The Emerge Conference. ๒๕๖๒. การประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั ิการ มคี วามหมายอยา่ งไร. เขาถงึ ข้อมลู ได้จาก
https://www.theemergeconference.org/ วันท่ีสืบค้นข้อมลู ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๔.
๑๖๘
การรับรู้ การประชาสมั พันธแ์ ละการสรา้ งความเข้าใจ
ดร.อภริ ัชศกั ดิ์ รัชนวี งศ์
หน่วยงานหลายหน่วยงานมักใช้คา “การรับรู้” “การประชาสัมพันธ์” “การสร้างความเข้าใจ”
ใชส้ ับเปลย่ี นกนั ไปมา โดยมุ่งหวังจะสร้างงานให้ตรงกับท่ีได้รับมอบหมาย อาจด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ประเด็น
สาคัญคือความไม่รู้เบื้องหลังคาท้ังคาดังกล่าว เมื่อติดเม็ดดุมต้ังแต่เม็ดแรก แล้วจะติดเม็ดสุดท้ายได้ถูกต้อง
เช่นน้ันฤา จึงใคร่ทาความเข้าใจใหถ้ ูกต้องเพื่อให้ตดิ เมด็ ดมุ ไดถ้ ูกต้องเสียที
การรับรู (Perception)๑
การรบั รู คอื กระบวนการแปลหรอื ตคี วามตอสง่ิ เราขาวสารที่ผานอวัยวะรับสมั ผสั ทั้งหลาย ไดแก
ตา หู จมกู ล้นิ และกาย เขาไปยังสมองในรปู ของไฟฟาและเคมี สมองจึงเปนคลังเก็บขอมูลมหาศาลก็จะตีความ
สง่ิ เรา หรือขาวสารนั้นโดยอาศยั การเทียบเคียงกบั ขอมลู ทเ่ี คยสะสมไวกอน หรอื ทีเ่ รยี กวา ประสบการณเดิม
การรับรู คือ การสัมผัสที่มีความหมาย หรือการรู รูสึกสิ่งตางๆ สภาพตางๆ ท่ีเปนส่ิงเรามาทา
ปฎิกริ ยิ ากบั ตวั เราเปนการแปลอาการสัมผัสใหมคี วามหมายขึ้นเกิด ซ่ึงเปนความรูสึกซ่ึงเฉพาะตัวสาหรับบุคคล
นัน้ ๆ เมอ่ื มกี ารรูสึกเกดิ ขนึ้ จากอวยั วะในการรบั ความรูสกึ อนั ไดแก ตา หู ปาก จมูก ผิวหนัง อื่นๆ ถาการรูสึกมี
การตีความวา การรูสึกที่เกิดขึ้นคืออะไร น่ันถือวามีการรับรูเกิดขึ้นแลว๑ (สิ่งเร้า (Stimulus) คือสัญญาณหรือ
การเปลยี่ นแปลงท่ีมีผลต่อกจิ กรรมของสง่ิ มชี วี ิต แบ่งเปน็ ๒ ชนิด คอื ๑) สิ่งเร้าภายนอก (External stimulus)
เช่น อุณหภมู ิ แสง เสียง สารเคมี ความชื้น กล่ินและแรงดึงดูดของโลก ๒) สิ่งเร้าภายใน (Internal stimulus)
เช่น การเปลี่ยนแปลงสรีระทีเ่ กิดขึ้นในร่างกาย เช่น ระดับออกซิเจนในเลือด ฮอร์โมน เอนไซม์ ความหิว ความ
โกรธ และความเหนอ่ื ย๓)
การรับรู หมายถงึ การรูสกึ สัมผสั ทไ่ี ดรับการตคี วามใหเกิดความหมายแลว เชน ในขณะนี้เราอยูใน
ภาวะการรูสึก (Conscious) คือลืมตาตื่นอยู ในทันใดนั้น เรารูสึกไดยินเสียงดังปงมาแตไกล (การรูสึกสัมผัส
Sensation) แตเราไมรูความหมายคือไมรูวาเปนเสียงอะไร เราจึงยังไมเกิดการรับรู แตครูตอมามีคนบอกวา
เปนเสยี งระเบดิ ของยางรถยนต เราจึงเกิดการรูความหมายของการรูสกึ สัมผัสนั้น ดงั นเ้ี รียกวาเราเกดิ การรับรู
กระบวนการรับรูขาวสารของมนุษยแบงเปน ๒ สวน คือ ๑) กระบวนการรับสัมผัส (Sensation) และ
๒) กระบวนการรบั รู (Perception)
สงิ่ เร้า การรบั รู้ การตอบสนอง
๑๖๙
กระบวนการรับรู (Perception)
การรับรูเปนกระบวนการนาความรูหรอื ขอมูล ขาวสารเขาสูสมอง โดยผานอวัยวะสมั ผสั (Sensory
Organ) สมองจะเก็บรวบรวมและจดจาสิ่งตาง ๆ เหลานั้นไวเปนประสบการณ เพื่อเปนองคประกอบสาคัญท่ี
ทาใหเกิดมโนภาพหรือความคดิ รวบยอด (Concept) และทัศนคติ (Attitude) ในการเปรียบเทียบหรือถายโยง
ความหมายกับสิ่งเราใหมที่จะรับรูตอ ๆ ไป ดังนั้น การรับรูและการเรียนรูจึงมีความเก่ียวของกัน ถาไมมีการ
รับรู การเรียนรูยอมเกิดขน้ึ ไมได้
กระบวนการรับสมั ผัส (Sensation) และอวยั วะสมั ผสั (Sensory Organ)
กระบวนการรบั สัมผัสเปนการรับขาวสารในระยะแรกระหวางอินทรียกบั สง่ิ เรา โดยอวยั วะ
รับสัมผัส (Reception) เชน อวัยวะในการมองเห็น (Vision) การฟง (Audition) รับความรูสึกทางผิวหนัง
(Skin Senses) เปนตน ในระยะแรกน้ีแมวาสิ่งเราจะยังไมถูกตีความหรือใหความหมายใด ๆ ก็ถือวากลไกการ
รบั สัมผสั มีความสาคัญมากในอันทีจ่ ะสงผลถงึ การรบั รู (Perception) และการเรียนรู (Learning) ตอไป มนุษย
เรารับรูจากการสัมผัสโดยอาศัยอวัยวะรับสัมผัส (Reception) ดังนี้ ๑) ตาใหความรูสึกจากการเห็น เรียกวา
จักษุสัมผัส ๒) หูใหความรูสึกจากการไดยิน เรียกวา โสตสัมผัส ๓) จมูกใหความรูสึกจากการไดกลิ่น เรียกวา
ฆานสัมผัส ๔) ลิ้นใหความรูสึกจากการรูรส เรียกวา ชิวหาสัมผัส และ ๕) ผิวหนังใหความรูสึกจากการสัมผัส
เรียกวา การสัมผัส๑ ในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า ผัสสะ หมายถึง สัมผัส การกระทบ การถูกต้องท่ีให้เกิด
ความรู้สึก ผัสสะเป็นความประจวบกันแห่งสามส่ิง คือ อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อายตนะ
ภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และวิญญาณ, สัมผัสหรือผัสสะมีหกอย่าง คือ
๑) จักขุสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางตา คือ ตา+รูป+จักขุวิญญาณ ๒) โสตสัมผัส หมายถึง ความกระทบ
ทางหู คอื ห+ู เสยี ง+โสตวิญญาณ ๓) ฆานสัมผสั หมายถึง ความกระทบทางจมกู คอื จมกู +กล่ิน+ฆานวิญญาณ
๔) ชิวหาสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางล้ิน คือ ล้ิน+รส+ชิวหาวิญญาณ ๕) กายสัมผัส หมายถึง ความ
กระทบทางกาย คือ กาย+โผฏฐัพพะ (เช่น ร้อน เย็น อ่อน แข็ง)+กายวิญญาณ ๖) มโนสัมผัส หมายถึง ความ
กระทบทางใจ คือ ใจ+ธรรมารมณ์ (สง่ิ ทใี่ จนกึ คิด)+มโนวิญญาณ๒
องคประกอบของกระบวนการรับรู การรับรูขาวสารของมนุษยจะมีประสิทธิภาพมากนอยเพียงใด
ยอมขึน้ อยกู ับองคประกอบดังนี้
๑. อาการรบั สัมผสั หมายถึง อวัยวะรับสัมผัสตาง ๆ ไดรับกระตุนจากสิ่งเราแลวจะแปลความหมาย
โดยอาศยั ประสบการณเขามาชวย
๒. การแปลความหมายของอาการสมั ผสั การแปลความหมายของส่งิ เราที่รับเขามาจะถกู ตองเพียงใด
ข้นึ อยูกับปจจัย ๒ ประการ คอื
๒.๑ ปจจัยทางดานสรรี ะ (Physiologial Factor) เปนขดี จากดั ความสามารถของอวัยวะรับ
สัมผสั ท่ตี อบสนองตอสิ่งเรา เชน ขนาดของสิ่งเรา ความสกึ หรอของอวยั วะรับสัมผัส เปนตน
๑๗๐
๒.๒ ปจจัยทางจติ วิทยา (Phycological Factor) เนือ่ งจากสิ่งเราท่ีมากระทบกับอวัยวะรับสัมผัส
มีมาก มนุษยจะเลือกรับรูเฉพาะสิ่งเราที่มีความหมาย แตการรับรูดังกลาวจะเกิดข้ึนหรือไมน้ันยอมอยูกับ
ปจจัยดานจิตวิทยา เชน (๑) ความต้ังใจ โดยมีสาเหตุหลายประการ เชน ความเปล่ียนแปลง ความแปลกใหม
ขนาดและความเขม การกระทาซ้าเคลื่อนไหว เปนตน (๒) สติปญญา ทาใหบุคคลเขาใจเหตุการณหรือ
สง่ิ ตาง ๆ ไดชา หรือรวดเรว็ ตางกนั (๓) ความระวังระไว เปนความคลองแคลวหรือไวตอการรับรูส่งิ เราตาง ๆ
(๔) คุณภาพของจิตใจ ความเหนื่อยลาหรือความแจมใสของจิตใจยอมมีผลกระทบตอความเขาใจสิ่งเราตาง ๆ
ได (๕) บุคลิกภาพ ผูท่ีมีบุคลิกภาพเปดเผยชอบสังคมกับผูท่ีมีบุคลิกภาพเก็บตัวมักจะรับรูส่ิงในทางตรงขาม
เสมอ
๓. ประสบการณเดิม บุคคลจะรับรูสิ่งตาง ๆ ดวยการคาดคะเน หรือต้ังสมมุติฐานไวกอน เมื่อไดรับ
สง่ิ เราที่เกิดขึ้นแลว ประสบการณเดมิ ท่ีเคยมมี ากอนจะชวยใหสามารถยืนยันการคาดคะเนได หรือทาการแกไข
การคาดคะเนเสียใหม กรณีท่ีสิ่งท่ีเกิดขึ้นใหมเขมแข็งกวาและสามารถพิสูจนไดวาประสบการณน้ันผิดพลาด
อยางแนนอน
อิทธพิ ลของส่ิงเราท่มี ตี อการรับรู
1. สิง่ เราภายนอก คุณสมบตั ขิ องส่ิงเราภายนอกจะมีอทิ ธิพลตอการรบั รูมากนอยเพยี งใดยอมข้ึนอยู
กับคุณลักษณะดังนี้ (๑) ความเปล่ียนแปลงของสิ่งเรา การเปล่ียนแปลงอยูเสมอยอมดึงดูดความสนใจและ
เอาใจใสตอสิ่งเรานน้ั (๒) การเคลื่อนไหวของสิ่งเรา การเคล่อื นไหวจะชวยกระตุนเรตินาในนยั นตา ทาใหเกิด
พลังงานประสาทสมอง (๓) ขนาดของส่ิงเรา วัตถุที่มีขนาดผิดปกติ เชน ใหญมากหรือเล็กมากยอมไดรับความ
สนใจมากกวาวตั ถุทมี่ ขี นาดปกติ (๔) การเกิดซ้าซากของส่ิงเรา การเกิดซ้าซาก หมายถึง การตอกย้าดวยความ
เขมขนหรือจังหวะท่ีแตกตางกัน มิฉะน้ันแลวเกิดการซ้าซากบอยคร้ังจะทาใหขาดความเอาใจใสตอส่ิงเรานั้น
ไดเหมือนกัน (๕) ความเขมขนหรือความหนักเบาของส่ิงเรา ส่ิงเราที่มีความเขมขนสูงกวาปกติยอมดึงดูดความ
สนใจไดดีกวาส่ิงเราปกติธรรมดา (๖) องคประกอบอื่น ๆ ทม่ี ีอทิ ธพิ ลตอการรับรู เชน สี ความถ่ีของเสียง ความ
แปลกใหม เปนตน
2. ส่งิ เราภายใน ไดแ้ ก่ (๑) ความตองการ เม่อื มนุษยเกิดความตองการอะไรมักจะเอาใจใสในสิ่งนั้น ๆ
อยูเสมอและกลายเปนจุดเนนของการรับรู (๒) คุณคาและความสนใจ บุคคลจะสนใจกับสิ่งเราหรือเหตุการณ์
ท่ีมีคุณคาและมีความหมายตอตนเอง บางคร้ังกอใหเกิดความตองการและความหวังท่ีจะรับรูในสิ่งนั้น ๆ ดวย
ความต้ังใจและสนใจ
3. คุณลักษณะของส่ิงเรา ส่ิงเราท่ีมีอิทธิพลตอการรับรูมีคุณลักษณะ 2 อยาง คือ (๑) สิ่งเราท่ีมี
โครงสรางหรือแบบแผน ไดแก สิ่งเราท่ีชัดเจนเปนรูปธรรม (๒) ส่ิงเราที่ไมมีโครงสรางหรือแบบแผน ไดแก
สิง่ เราที่มลี ักษณะกากวม ไมชดั เจน
๑๗๑
หลกั การรบั รูสาหรับการศึกษา
1. การรับรูจะพัฒนาตามวยั และความสามารถที่จะรบั รูสงิ่ ภายนอกอยางถกู ตองและเหมาะสม
2. การรับรูโดยการเห็นจะกอใหเกิดความเขาใจดีกวาการไดยินและประสาทสัมผัสอ่ืนๆ ดังน้ัน การ
เรยี นรู้โยผ่านประสบการณ์สมั ผัสไดม้ ากจะกอ่ นใหเ้ กิดความเขา้ ใจที่สมบูรณย์ ง่ิ ข้ึน
3. ลกั ษ ณะและวธิ กี ารรบั รูของแตละคน จะแตกตางกันตามพื้นฐานบคุ ลิกภาพและจะแสดงออก
ตามท่ีไดรับรูและทรรศนะของเขา
4. การเขา้ ใจผูเรยี นทั้งในดานคุณลักษณะและสภาพแวดลอมจะเปนผลดีต่อการจัดการเรียนการสอน
การเรียนรู (Learning)
การเรียนรู หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากเดิมไปสูพฤติกรรมใหมคอนขางถาวร และ
พฤติกรรมใหมนี้เปนผลมาจากประสบการณหรือการฝกฝน มิใชผลจากการตอบสนองจากธรรมชาติ
สญั ชาตญาณ อุบัติเหตุหรอื ความบังเอญิ
กระบวนการเรียนรู้ เปนกระบวนการตอเน่ืองเชื่อมโยงจากการรับรู กลาวคือ เม่ือประสาทสัมผัส
กระทบสิ่งเราและเกิดความรูสึกสงไปยังสมอง สมองบันทึกความรูสึกน้ันไวเปนประสบการณและเม่ืออวัยวะ
รับสัมผัสกระทบกบั สิง่ เราเดิมอีก สามารถระลึกได (Recall) หรอื จาได (Recognition) ถอื วาเกดิ การเรียนรูข้ึน
การเรียนรู คือ กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมซึ่งองคประกอบสาคัญของทฤษฏีการเรียนรู
กลุมน้ีคือพฤติกรรมนั่นเอง การเรียนรูในทัศนะกลุ่มพฤติกรรมเกิดจากกระบวนการตอบสนองเม่ือมีการเสนอ
ส่งิ เรา องคประกอบสาคัญของการเรยี นรูตามทฤษฏนี ม้ี ี 4 ประการ คอื 1) แรงขบั (Drive) หมายถึง ความตอง
การของผูเรียนในบางส่ิงบางอยางแลวจูงใจใหผู้เรียนหาหนทางตอบสนองความตองการนั้น ๒) ส่ิงเรา
(Stimulus) เม่ือมีสิ่งเราผูเรียนจะไดรับความรู หรือการชี้แนะทันทีทันใดจากส่ิงเราน้ันกอนท่ีจะตอบสนอง
๓) การตอบสนอง (Response) หมายถึง การที่ผูเรียนแสดงปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเรา ซ่ึงอธิบายไดดวย
พฤติกรรมท่ีผูเรียนแสดงออก ๔) การเสริมแรง (Reinforcement) หมายถึง การใหรางวัล เชน การปรบมือ
การชมเชยในกรณีท่ผี ูเรียนตอบสนองถกู ตอง
๑๗๒
สรปุ การรับรู้
สิง่ เร้า การรบั รู้ การตอบสนอง
สิง่ เรา้ ภายนอก: (เชน่ อุณหภมู ิ แสง กระบวนการรับรู้ นาความรู้ขอ้ มูลข่าวสาร การรสู้ ึกทีเ่ กดิ ขึ้น:
เสียง สารเคมี ความชืน้ กลิน่ และ เขา้ สู่สมองโดยผา่ นอวัยวะสมั ผสั สมอง การตอบสนองเม่ือแสงเปน็ สง่ิ เร้า เช่น
แรงดงึ ดูดของโลก) โดยมอี ทิ ธิพลตอ่ จะเกบ็ รวบรวมและจดจาไว้เป็น การหรต่ี าเมอื่ แสงเขา้ ตามากเกนิ ไป
สง่ิ เร้าคือ ความเปลีย่ นแปลงของ ประสบการณ์ เพอื่ เกดิ มโนภาพและ การบินเข้าหาแสงของแมลง การท่ี
สง่ิ เร้า การเคลือ่ นไหวของส่งิ เร้า ทัศนคติ นกบินออกจากรงั ในตอนเช้า๓
ขนาดของสิ่งเรา้ การเกิดซ้าซากของ กระบวนการรบั สัมผัส ๑) อินทรีย์ (ตา หู การตอบสนองเม่อื อณุ หภมู เิ ป็นส่งิ เรา้
สิง่ เร้า ความเขม้ ข้นหรอื ความหนัก จมูก ลนิ้ กาย) กบั สิ่งเร้า ยงั ไมถ่ กู ตีความ เชน่ แมวจะเลยี อุง้ เทา้ ตอนอากาศมี
เบาของสง่ิ เรา้ และอ่นื ๆ ๒) รับรจู้ ากสมั ผสั (ผสั สะ) (จกั ขุสัมผสั อณุ หภูมสิ งู หมจู ะหนีร้อนด้วยการ
โสตสมั ผสั ฆานสัมผสั ชิวหาสมั ผสั การ แชโ่ คลน ก้ิงกา่ จะหลบรอ้ นอยตู่ าม
สง่ิ เราภายใน: (เช่น ระดับฮอรโ์ มน สมั ผสั ) การแปลความหมายข้นึ กบั ปจั จัย โพรงไม้ เมือ่ อากาศหนาวหมี
เอนไซม์ ความหิว ความโกรธ และ ดา้ นสรรี ะ ปจั จัยจิตวทิ ยาและ จะจาศลี ๓
ความเหนอื่ ย) โดยมีอทิ ธิพลตอ่ ประสบการณเ์ ดิม
ส่งิ เร้าคือ ความตอ้ งการ,
คุณค่าและความสนใจ
การเรียนรู้
การสร้างความเข้าใจ
การสร้างความเข้าใจเป็นคาท่ีนิยมนามาใช้กับประชาชน โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจกับ
ประชาชนในเรือ่ งต่างๆ ลองมาดกู นั วา่ “ความเข้าใจ” เปน็ อย่างไร
ความเข้าใจ คือ กระบวนการทางจติ วทิ ยาทเ่ี กี่ยวข้องกบั สิ่งใดส่งิ หนึง่ ซ่งึ ทาใหบ้ คุ คลสามารถครุ่นคิด
ถึงส่ิงน้ันและสามารถใช้มโนทัศน์ (concept) เพื่อจัดกับกับสิ่งนั้นได้อย่างเพียงพอ ส่ิงที่กล่าวถึงน้ีอาจจะมี
ลักษณะเปน็ นามธรรมหรือเป็นสง่ิ ทางกายภาพก็ได้ เชน่ บคุ คล สถานการณแ์ ละสาร๔
ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) คือการเข้าใจจุดยืนของอีกฝ่ายหนึ่ง การส่ือสารด้วยความเข้าอก
เข้าใจ ผู้พูดจะไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ศูนย์กลางจะอยู่ท่ีผู้รับสาร ใช้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นตัวต้ัง
เข้าใจความคิด มองเห็นคุณค่าและความเช่ือท่ีเขายึดถือ รับรู้ประสบการณ์ทั้งหมดของเขาจากมุมที่เขายืนอยู่
โดยปราศจากทัศนคติส่วนตัว ปราศจากการตัดสิน ทักษะน้ีบางคนมีต้ังแต่ยังเด็ก บางคนไม่มี แต่เป็นทักษะท่ี
ฝึกฝนได้และประยุกต์ใช้ได้หลายช่องทาง ในสถานการณ์โควิด-๑๙ ลูกค้าหลายคนท่ีเคยมีความม่ันคงในชีวิต
สูง ตอ้ งเผชิญกับความไมม่ ่นั คงหลายดา้ นพร้อมกนั ทัง้ ด้านเศรษฐกิจ การเงิน ความเป็นอยู่ จนส่งผลกระทบไป
ถึงความมั่นคงทางจิตใจ ความปลอดภัยท้ังทางร่างกายและจิตใจจึงกลายมาเป็นประเด็นหลักและ Empathy
คือเคร่ืองมอื สาคัญท่สี รา้ งสิ่งนี้๕
“การสร้างความเข้าใจ” ในการทางานระหว่างเพื่อนร่วมงานนั้น เกิดจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง
แต่โดยรวมแล้วมีจุดมุ่งหมายท่ีเหมือนกัน คือ ต้องการเข้าใจในเน้ือหาที่ตรงกันและทาให้การทางานมีความ
สะดวกมากยง่ิ ขน้ึ เม่อื เรารสู้ ึกว่าเราไมเ่ ข้าใจเขา และเขาไม่เข้าใจเรา มักจะเกิดจากหลาย ๆ อย่างประกอบกัน
แตส่ ่ิงทีเ่ ราทาไดค้ ือการปรบั ตวั เองใหเ้ ขา้ กับคนอืน่ เพราะอยา่ งนอ้ ยทส่ี ุด เราก็จะได้ไม่มปี ัญหาในการทางาน๖
๑๗๓
เม่ือพิจารณาจากคาใกล้เคียงข้างต้น พอจะเห็นได้ว่า “การสร้างความเข้าใจ” จะมุ่งเน้นไปใน
ทิศทางการสื่อสาร ซง่ึ การสื่อสารจะมีองคประกอบของการสอ่ื สาร ดังนี้๑ 1) ผูสง ผูส่ือสารหรือตนแหลงของกา
รสง (Sender , Communicator or Source) เปนแหลงหรือผูที่นาขาวสาร เรื่องราว แนวความคิด ความรู
ตลอดจนเหตุการณตาง ๆ เพ่ือสงไปยังผูรับ ซ่ึงอาจเปนบุคคลหรือกลุมชนก็ได โดยการใชภาษาหรือใชวิธีการ
อ่ืนๆ ก็ได เพื่อใหผูรับเขาใจการกระทาดังกลาว เรียกวา "การเขารหัส" (encode) เปนภาษาพูด ภาษาเขียน
ภาษามือ รูปภาพ สัญลักษณ เปนตน 2) เนื้อหาเร่ืองราว (Message) ไดแก เนื้อหาของสารหรือเร่ืองราวที่
สง ออกมา เชน ความรู ความคิด ขาวสาร บทเพลง ขอเขียน ภาพ ฯลฯ เพื่อใหผูรับรับขอมูลเหลานั้น
3) ส่ือหรือ ชองทางในการนาสาร (Media or Channel) หมายถึง ตัวกลางท่ีชวยถายทอดแนวความคิด
เหตุการณเร่ืองราวตาง ๆ ท่ีผูสงตองการใหไปถึงผูรับ สื่อท่ีใชมากที่สุด คือ "ภาษาพูด" ซึ่งใชเสียงเปนส่ือ เวลา
เขยี นหรอื อานหนงั สือ ส่อื ท่ีใชคือ "ภาษาเขียน" หรือถามีการส่ือความหมายกับคนใบก็ใชสื่อซ่ึงเปน "ภาษามือ"
นอกจากน้ีอาจมีการใชส่ืออุปกรณ เชน วิทยุ โทรทัศน สื่อส่ิงพิมพ ประเภท แผนที่ รูปภาพ การแสดง
นิทรรศการ เปนส่ือหรือชองทางเพื่อการส่ือความหมายได 4) ผูรับหรือกลุมเปาหมาย (Reciever or Target
Audience) ไดแก ผูรับเน้ือหาเร่ืองราวจากแหลงหรือผูสง ผูรับอาจเปนบุคคล กลุมชนหรือสถาบันก็ได
เมื่อรับเร่ืองราวแลวผูรับตองมี "การถอดรหัส" (decode) คือ การแปลขาวสารนั้นใหเขาใจ 5) ผล (Effect)
หมายถึง สงิ่ ท่ีเกิดขึ้นจากการที่ผูสงสงเร่ืองราวไปยังผูรับ เชน ความเขาใจ ไมรูเรื่อง ยอมรับหรือปฏิเสธ พอใจ
หรือโกรธ ฯลฯ ซ่ึงผลของการส่ือสารจะเปนผลสืบเน่ืองถึงการบรรลุผลสาเร็จตามจุดมุงหมายของการสื่อสาร
ท้งั น้ี ยอมขึน้ อยกู บั ทัศนคติของผูรบั สื่อที่ใช้และสถานการณในการสอ่ื สารเปนสาคัญดวย และ 6) ผลยอนกลับ
(Feedback) เปนส่ิงท่ีเกีย่ วเนอ่ื งจากผลซ่ึงผูรับสงกลบั มายงั ผูสง โดยผูรับอาจแสดงอาการใหเห็น เชน งวงนอน
ปรบมอื ย้ิม พยักหนา สายหนา การพูดโตตอบหรือการแสดงความคิดเห็น เพ่ือเปนขอมูลท่ีทาใหผูสงทราบวา
ผูรับมีความพอใจหรือมีความเขาใจในความหมายทส่ี งไปหรือไม
หากพิจารณา “ความเข้าใจ” ในมิติการเรียนรู้อันเกิดมาจากการรับรู้ (การรับรู้เป็นเรื่องจิตวิทยา)
การเรียนรเู้ ป็นเรอ่ื งการศกึ ษา หากใช้ทฤษฎกี ารเรียนรขู้ องบลูมเปน็ แนวทางการเทียบเคียง “การสร้างความรู้”
ดังน้ี ทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956)๗ จาแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้
ออกเป็น ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ๒) ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)
๓) ดา้ นเจตพสิ ัย (Affective Domain) ดงั น้ี
๑. พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้
ความคดิ ความเฉลยี วฉลาด ความสามารถในการคิดเร่ืองราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงเป็นความสามารถ
ทางสติปญั ญา พฤตกิ รรมทางพุทธพิ ิสัย 6 ระดับ ได้แก่ 1) ความรู้ความจา ความสามารถในการเก็บรักษามวล
ประสบการณต์ ่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้และระลึกส่ิงน้ันได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวิดีทัศน์ที่
สามารถเก็บเสียงและภาพของเร่ืองราวต่างๆ ได้ สามารถเปิดฟังหรือดูภาพเหล่าน้ันได้ เมื่อต้องการ
2) ความเข้าใจเป็นความสามารถในการจับใจความสาคัญของสื่อและสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปล
ความ ตีความ คาดคะเน ขยายความหรือการกระทาอ่ืน ๆ 3) การนาความรู้ไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนา
ความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซ่ึงจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะ
๑๗๔
สามารถนาไปใช้ได้ 4) การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิดหรือแยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเป็น
องค์ประกอบท่ีสาคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนท่ีเกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์จะ
แตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน 5) การสังเคราะห์ ความสามารถในการท่ีผสมผสานส่วนย่อย ๆ
เขา้ เป็นเร่อื งราวเดยี วกนั อยา่ งมรี ะบบ เพือ่ ให้เกดิ สง่ิ ใหมท่ ี่สมบรู ณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิด
ออกมาให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้ง่าย การกาหนดวางแผนวิธีการดาเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่
จะสร้างความสัมพันธ์ของส่ิงท่ีเป็นนามธรรมขึ้นมาในรูปแบบหรือแนวคิดใหม่ 6) การประเมินค่า
เปน็ ความสามารถในการตดั สิน ตีราคาหรือสรุปเก่ียวกับคุณค่าของส่ิงต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมี
กฎเกณฑท์ ี่เหมาะสม ซง่ึ อาจเปน็ ไปตามเนอ้ื หาสาระในเร่อื งน้นั ๆ หรอื อาจเป็นกฎเกณฑ์ท่ีสงั คมยอมรบั ก็ได้
๒. จิตพิสัย (Affective Domain)(พฤติกรรมด้านจิตใจ) ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติ
ความเช่ือ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านน้ีอาจไม่เกิดข้ึนทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทาให้พฤติกรรมของผู้เรียน
เปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้ ด้านจิตพิสัยจะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ได้แก่
1) การรบั รู้ เป็นความรู้สึกท่ีเกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์หรือส่ิงเร้าอย่างใดอย่างหน่ึง ซ่ึงเป็นไปในลักษณะของการ
แปลความหมายของส่ิงเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น 2) การตอบสนอง
เป็นการกระทาที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อส่ิงเร้าน้ัน ซ่ึงเป็นการตอบสนอง
ท่ีเกิดจากการเลือกสรรแล้ว ๓) การเกิดค่านิยม การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นท่ียอมรับกันในสังคม การยอมรับ
นับถือในคุณค่าน้ัน ๆ หรือปฏิบัติตามในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง จนกลายเป็นความเช่ือ แล้วจึงเกิดทัศนคติท่ีดีใน
ส่ิงน้ัน 4) การจัดระบบ การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ ถ้าเข้ากันได้
ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า 5) บุคลิกภาพ
การนาค่านิยมท่ียึดถือมาแสดงพฤติกรรมท่ีเป็นนิสัยประจาตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม
พฤติกรรมด้านน้ี จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเร่ิมจากการได้รับรู้จากส่ิงแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยา
๑๗๕
โต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ
ซ่ึงจะเปน็ ควบคมุ ทิศทางพฤตกิ รรมของคนคนจะรดู้ รี ู้ช่ัวอยา่ งไรน้นั ก็เป็นผลของพฤตกิ รรมดา้ นนี้
๓. ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเน้ือประสาท) พฤติกรรมท่ีบ่งถึง
ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชานิชานาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและ
คุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะ พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ ๕ ขั้น
ดังนี้ 1) การรับรู้ เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือเป็นการเลือกหาตัวแบบท่ีสนใจ
2) กระทาตามแบบหรอื เคร่อื งช้ีแนะ เปน็ พฤติกรรมที่ผเู้ รียนพยายามฝกึ ตามแบบที่ตนสนใจและพยายามทาซ้า
เพ่ือที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้หรือสามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนา 3) การหาความ
ถูกตอ้ ง พฤติกรรมสามารถปฏบิ ตั ไิ ด้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องช้ีแนะ เมื่อได้กระทาซ้าแล้ว ก็พยายาม
หาความถูกต้องในการปฏิบัติ 4) การกระทาอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะ
กระทาตามรปู แบบน้นั อยา่ งตอ่ เนื่อง จนปฏิบัติงานท่ียุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว การท่ี
ผู้เรียนเกิดทักษะได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทาอย่างสม่าเสมอ 5) การกระทาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปฏิบัติได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่าง
ธรรมชาติ ซ่งึ ถอื เปน็ ความสามารถของการปฏิบตั ิในระดับสงู
จะเหน็ ได้วา่ ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม ประกอบดว้ ย ด้านพทุ ธพิ สิ ัย (ความรู้ท่ีเกิดจากความจา ความ
เข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า) ด้านจิตพิสัย (การรับรู้ (Rerceive: ต้ังใจ
สนใจในสิ่งเร้า) การตอบสนอง คุณค่าค่านิยม การจัดระบบและบุคลิกภาพ) และด้านทักษะพิสัย (การรับรู้
(Imitation: สังเกตและทาตาม) การลงมือปฏิบัติและทาตาม ความถูกต้อง ความชัดเจนและต่อเน่ืองในการ
ปฏิบัติ และความเป็นธรรมชาติ) ในด้านจิตพิสัยและทักษะพิสัยต่างมีข้ันตอนการรับรู้เช่นเดียวกัน
๑๗๖
แต่ความหมายต่างกัน หากใช้แนวคิดตามทฤษฎีของบลูม “ความเข้าใจ” เป็นขั้นตอนที่สองต่อจากข้ันความรู้
อันเกดิ จากความจา นั่นหมายถึงวา่ การสรา้ งความเขา้ ใจจกั ตอ้ งให้ความรู้จนเกิดความจาเสียก่อน แล้วจึงจะถึง
ความเขา้ ใจ
การประชาสมั พันธ์
การประชาสัมพันธ์ (Public relations หรือ PR) คือ การทางานในการจัดการการสื่อสารระหว่าง
องค์กรและสาธารณะ การประชาสัมพันธ์นั้นช่วยทาให้องค์กรหรือบุคคล ได้แสดงสู่ผู้ชม ผู้อ่าน โดยใช้เร่ืองท่ี
เปน็ ทส่ี นใจของสาธารณะและใช้เป็นการรายงานข่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยตรง กิจกรรมโดยท่ัวไป เช่น การ
พดู ในงานชุมนมุ การทางานร่วมกับแหลง่ ขา่ ว๘
การประชาสมั พนั ธ์ (Public Relation) เป็นการติดต่อสื่อสารจากองค์การไปสู่สาธารณชนที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและประชามติจากสาธารณชนท่ีมีต่อองค์การ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างความ
เชือ่ ถือ ภาพลักษณ์ ความรู้และแกไ้ ขข้อผดิ พลาดในเร่ืองใดเรื่องหน่ึง๙
การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คือ การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐอันได้แก่ กระทรวง
ทบวง กรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งอยู่ภายใต้การกากับดูแลของรัฐบาล โดยวิธีการกระจายข่าวสาร
เกยี่ วกับนโยบาย กิจกรรมและผลงานต่างๆ ของรัฐ เพื่อการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและช่ือเสียงเกียรติคุณ
ของรัฐ อันจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนในการสร้างสรรค์
ความสาเรจ็ แก่หน่วยราชการและประเทศชาติโดยรวม
ลกั ษณะของการประชาสัมพันธม์ ีดังน้ี๙
๑. การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way communication) เป็นการสื่อสารจาก
ผสู้ ง่ ไปยงั ผู้รบั เกยี่ วกับขา่ วสารขององค์การทตี่ ้องการสือ่ สารให้สาธารณชนรบั ทราบและเขา้ ใจ และยังเป็น
การส่ือสารย้อนกลับจากผู้รบั คือ สาธารณชน ไปยงั องค์การเก่ยี วกับความคิดเหน็ ที่เกี่ยวกับองคก์ าร
๒. การประชาสัมพันธ์อาจมกี ลุม่ เป้าหมายหลายกลุ่ม (Multiple target group) เชน่ พนักงาน
ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ชุมชน รัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับวัตถุระสงค์ในการประชาสัมพันธ์ว่า
ตอ้ งการประชาสัมพนั ธ์ไปยงั กลุม่ เป้าหมายใดบา้ ง
๓. การประชาสัมพนั ธ์เป็นการส่อื สารเพ่ือโนม้ นา้ วใจ ท้ังนก้ี ารประชาสัมพันธ์ต้องตั้งอยู่บนหลักความ
จริง เพือ่ มุง่ ให้เกดิ ความเชือ่ ถือและปฏบิ ัตติ ามดว้ ยความสมัครใจ
๔. การประชาสัมพนั ธ์เปน็ การดาเนินงานอยา่ งต่อเนอ่ื งและสม่าเสมอ โดยคาดหวังผลต่อเนื่อง
ในระยะยาวเพอื่ ให้สาธารณชนมีความศรัทธาและมีความไวเ้ นอื้ เช่อื ใจต่อองคก์ ารเพ่ือให้องค์การสามารถดาเนิน
กจิ การอยใู่ นระยะยาวได้
๕. การประชาสัมพันธ์เป็นการดาเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยจะมีการวางแผน ควบคุมและ
ประเมินผลของการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้มั่นใจว่าการดาเนินการประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล
๑๗๗
การประชาสมั พนั ธ์ของรฐั บาลมีวัตถุประสงค์ดงั น้ี๙
๑. เพ่ือให้สาธารณชนได้ทราบถึงบริการหรอื หน่วยงานต่างๆ ของรฐั บาลทม่ี ีอยู่ อันจะสง่ ผลใหเ้ กดิ
การสนบั สนนุ และไดร้ ับประโยชนจ์ ากการใชบ้ ริการหนว่ ยงานนนั้ ๆ ไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่
๒. เพ่ือใหไ้ ด้รับความเห็นชอบจากสาธารณชนในการออกกฎหมายใหม่ๆ รวมถงึ การแกไ้ ขกฎหมาย
ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
๓. เพื่อขจัดหรือลดความขดั แยง้ ตา่ งๆ ที่เกดิ ข้ึนกับงานใหมๆ่ ของรัฐบาล
๔. เพอื่ ให้สาธารณชนได้มโี อกาสในการเสนอความคิดเหน็ ต่อรฐั บาล
๕. เพื่ออธบิ ายเก่ยี วกับประชามติของประชาชนต่อหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อจะได้ดาเนนิ การให้
สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของสาธารณชน
๖. เพื่อสรา้ งให้เกิดการสนับสนนุ จากประชามติและความรว่ มมืออันดีจากสาธารณชน ดว้ ยการชี้แจง
ถงึ ความจาเป็นและความเข้าใจในกฎระเบียบตา่ งๆ ของหนว่ ยงานราชการ
๗. เพือ่ สร้างความนิยมและความสัมพันธ์อนั ดจี ากสาธารณชน
๘. เพื่อเรียกร้องความร่วมมือและการสนับสนุนจากสาธารณชนในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
และการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ
๙. เพื่อเผยแพร่ผลงานความก้าวหน้าตา่ งๆ ดา้ นการปกครองและการบริหารประเทศของรัฐบาล
การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท๙ ได้แก่ ๑) การประชาสัมพันธ์
ภายในประเทศ จะเก่ียวข้องกับงานด้านข่าวสารและการเผยแพร่เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาล
และประชาชน อันจะส่งผลให้เกิดการลดช่องว่างระหว่างกันได้ โดยประชาชนจะได้รับทราบข่าวสารความ
เคล่ือนไหวต่างๆ ของรัฐบาล อันได้แก่ นโยบาย การดาเนินงานและผลงานของโครงการต่างๆ เพ่ือเรียกร้อง
การสนับสนุนจากประชาชนและป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิดของประชาชนท่ีมีต่อหน่วยงานของรัฐบาล
หน่วยงานราชการมักจะใช้การประชาสัมพันธ์ในกรณีต่อไปน้ี เมื่อเร่ิมโครงการใหม่หรือนโยบายใหม่ท่ีต้องการ
ความร่วมมือจากหลายฝ่าย เมื่อโครงการใหม่หรือนโยบายใหม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางท่ีดีต่อ
ประชาชน เม่ือมีกฎหมายหรือระเบียบราชการใหม่ๆ ท่ีประชาชนควรทราบเพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
เม่ือหน่วยงานราชการต้องการแถลงผลงานที่ปฏิบัติไปแล้ว เม่ือมีเร่ืองที่ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ
ปฏิบัติงานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการ และเม่ือเกิดวิกฤติการณ์ต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ
วิธีการในการประชาสัมพนั ธภ์ ายในประเทศอาจทาไดโ้ ดย (๑) การรณรงค์เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ของหน่วยงาน
ราชการและรัฐบาลท่ีประชาชนควรทราบ เช่น การจัดต้ังหน่วยราชการใหม่ การดาเนินงานโครงการใหม่ การ
ออกกฎหมายหรือการปรับปรุงกฎหมาย เป็นต้น (๒) การรณรงค์วางแผนระยะยาวหรือโครงการต่อเน่ือง เพ่ือ
ชักจงู ใจใหป้ ระชาชนร่วมมือและสนับสนุน เช่น การรณรงค์ให้ประชาชนเสียภาษีอากร การรักษาความสะอาด
เป็นต้น (๓) การเผยแพร่ความเคล่ือนไหวของทางราชการ เช่น ข่าวการส่งเสริมการท่องเท่ียวภายในประเทศ
การป้องกันการระบาดของโรคปากเท้าเป่ือย เป็นต้น ๒) การประชาสัมพันธ์ภายนอกประเทศ เป็นการสร้าง
ความเขา้ ใจ ความรู้จักและความสัมพันธ์อันดีของประชาชนในประเทศต่างๆ อันจะนามาซึ่งความนิยมชมชอบ
๑๗๘
และมิตรภาพอันดีระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลจะทาการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกทราบถึงนโยบาย
วัตถุประสงค์และการดาเนินงานของรัฐบาล เพื่อป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิด สนับสนุนนโยบาย
ต่างประเทศของรฐั บาลในดา้ นตา่ งๆ รวมถงึ เพอื่ เผยแพร่ศลิ ปวัฒนธรรมอนั ดีของประเทศ
สรุป การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นการเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐ เพื่อการ
เสรมิ สร้างความเขา้ ใจอันดแี ละชื่อเสียงเกยี รตคิ ุณของรฐั อันจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและ
การสนับสนุนจากประชาชนในการสร้างสรรค์ความสาเร็จแก่หน่วยราชการและประเทศชาติโดยรวม ,
เม่ือการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นการเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐ ลองตามไปดูให้รู้
“การเผยแพรข่ า่ วสารของหนว่ ยราชการ” วา่ เปน็ อย่างไร
การประชาสัมพันธ์กับการเผยแพร่ โดยการเผยแพร่เป็นเพียงส่วนหน่ึงของการประชาสัมพันธ์
(การเผยแพร่ (publicity) หมายถึง การเผยแพร่หรือการกระจายข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับองค์การผ่านส่ือ
ที่เหมาะสมไปยังกลุ่มประชาชนเป้าหมาย) ซ่ึงนักประชาสัมพันธ์นิยมใช้การเผยแพร่มาเป็นเครื่องมืออย่างหน่ึง
เพ่ือช่วยให้งานประชาสัมพันธม์ ีประสทิ ธิภาพมากย่งิ ขน้ึ นอกจากนี้ยังมีคาที่อยู่ในหมวดใกล้เคียงกันท่ีก่อให้เกิด
ความสับสน เข้าใจผิดคิดว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การสารนิเทศ (information) ซึ่งหมายถึง การ
ให้บริการข่าวสารหรือขอ้ มูลต่าง ๆ ท่เี ป็นประโยชน์แกป่ ระชาชนเพอ่ื สร้างความรู้ ความเขา้ ใจแก่ประชาชนหรือ
ผู้ท่ีมาติดต่อองค์การ โดยบางองค์การมีการต้ังเป็นศูนย์สารนิเทศ (information center) หรือศูนย์บริการ
ข่าวสาร (information service center) และอีกคาท่ีทาให้เกิดความสับสนคือการประกาศ
(announcement) ซ่ึงเป็นการบอกกล่าวแพร่กระจายข่าวสารต่าง ๆ ให้ประชาชนหรือผู้ที่เก่ียวข้องได้ทราบ
มักจะทาเป็นครั้งคราวตามโอกาสหรือความจาเป็นแต่ละกรณี๑๐ ความหมายอ่ืนที่ใกล้เคียงกับการ
ประชาสัมพันธ์ ๑) การเผยแพร่ (Publicity) คือการกระจายข่าวสารต่างๆ ของแหล่งความรู้ไม่สู่บุคคลทั่วไป
๒) สารสนเทศ (Information) คือ การให้บริการข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆ ท่ีเป็นประโยชน์แก่คนทั่วไป เพ่ือให้
ความรู้ รับทราบข้อมูลและสร้างความเข้าใจ ๓) การโฆษณา (Advertising) คือ การเผยแพร่ สื่อสาร ชักจูงใน
เร่ืองท่ีเก่ียวข้องกับสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยใช้สื่อโฆษณาต่างๆ เป็นตัวกลางในการเผยแพร่
๔) การประกาศ (Announcement) คือการบอกกล่าวแพร่กระจายข่าวสารต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปหรือ
ผ้เู กย่ี วขอ้ งไดทราบในเรอ่ื งใดเรอื่ งหนึ่ง๑๑
สื่อหรือเครอ่ื งมอื ในด้านการประชาสัมพันธ์ท่ีทางภาครัฐจะนิยมใช้ คือสื่อวิทยุโทรทัศน์และกิจกรรม
คือการจัดเหตุการณ์พิเศษ (Special Events) ซึ่งมีหลายประเภท คือ ๑) การจัดวันและสัปดาห์พิเศษ
(Special Days and Weeks) ๒) นิทรรศการ (Exhibitions) ๓) การจัดงานวันครบรอบปี (Anniversaries)
๔) การจัดประชุม (Meetings and Conferences) ๕) การให้รางวัลพิเศษ (Special Awards) ๖) การเปิดให้
เย่ียมชมองค์กร (Open Houses) ๗) การจัดงานประกวด (Contest) ๘) การจัดขบวนแห่ (Parades and
Pageants) ๙) การอปุ ถมั ภ์งานของชุมชน (Sponsored Community Events)๑๑
๑๗๙
สรปุ ภาพรวม “การรับรู้ การประชาสัมพนั ธ์และการสร้างความเขา้ ใจ”
สงิ่ เรา้ การรบั รู้ การตอบสนอง
กระบวนการรบั รู้ การรสู้ ึกทเี่ กิดขน้ึ
สิ่งเร้าภายนอก กระบวนการรบั สมั ผสั
สง่ิ เราภายใน
การเรียนรู้
การประชาสัมพันธ์ของรฐั บาล การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วย เพือ่ การเสริมสร้างความเข้าใจอันดี
ราชการของรฐั และช่อื เสียงเกียรตคิ ณุ ของรัฐ
อันจะส่งผลให้เกดิ
๑) ความรู้ ความเข้าใจ ความนิยม
๒) การสนบั สนนุ จากประชาชน
ตัวอย่าง แผนการสร้างการรับรู้ตามแผนการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจระดับยุทธศาสตร์
กิจกรรม ประกอบด้วย ๑) การสัมมนาเชิงบูรณาการสื่อมวลชนภาครัฐสร้างการรับรู้ขับเคล่ือนไทยไปด้วยกัน
กลุม่ จังหวัด ๒) การพบปะพฒั นาสัมพันธ์เครอื ข่ายมวลชนสร้างการรับรู้ ๓) การสัมมนาเชิงบูรณาการเครือข่าย
ส่อื สงั คมออนไลน์ ๔) การพบปะพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายนักจัดรายการวิทยุกระจายเสียง ๕) การพบปะพัฒนา
สัมพนั ธส์ ่วนราชการและสื่อมวลชน จะเห็นได้ว่า “ช่ือแผนเป็นการสร้างการรับรู้” ซึ่งการสร้างการรับรู้ภายใต้
กระบวนการสิ่งเร้า การรับรู้และการตอบสนอง อันทาให้เกิดการเรียนรู้ “ตามแผนการประชาสัมพันธ์”
น่ันหมายถึง เป็นการดาเนินการกรอบแนวคิดการประชาสัมพันธ์ (การประชาสัมพันธ์ของรัฐเป็นการเผยแพร่
ขา่ วสารของหน่วยราชการของรัฐ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและช่ือเสียงเกียรติคุณของรัฐ อันจะส่งผลให้
๑๘๐
เกิด ๑) ความรู้ ความเข้าใจ ความนิยม และ ๒) การสนับสนุนจากประชาชน) “เพ่ือสร้างความเข้าใจ”
เป็นกรอบทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม โดยมีขั้นตอนของกิจกรรมจักต้องผ่านขั้นตอนท่ี ๑ ขั้นความรู้อันเกิดจาก
ความจา และขั้นท่ี ๒ ข้ันความเข้าใจ ในความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ หากดูแผนน้ีเป็นการบูรณาการคือ
บรู ณาการ ๓ เรือ่ งเขา้ ด้วยกัน (การรบั รู้ การประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้) สุดปลายทางกลุ่มเป้าหมาย
ที่เข้าร่วมกิจกรรม ๑) จะเกิดการรับรู้เพียงใด ๒) มีความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมเพียงใด ๓) การสนับสนุน
จากประชาชนเพยี งใด ๔) เกดิ ความเข้าใจเพยี งใด
อา้ งอิง
๑ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. ม.ป.พ. ทฤษฎีทเี่ ก่ียวของกบั เทคโนโลยที างการศึกษา. เขา้ ถึงข้อมูลได้จาก
http://pirun.ku.ac.th/~g5414600546/images/Perception.pdf วันท่สี ืบคน้ ขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน
๒๕๖๓.
๒ วกิ ิพเี ดยี สารานุกรมเสรี. ๒๕๕๖. ผสั สะ. เข้าถึงขอ้ มลู ไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/
วนั ทีส่ ืบคน้ ขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๓ ชาญวิทย์ ปรีชาพาณชิ พัฒนา. ม.ป.พ. “สงิ่ มีชวี ิตกบั กระบวนการดารงชวี ิต” วิทยาศาสตร์ ม.๒ (หลักสตู ร
๒๕๕๑). เขา้ ถึงขอ้ มูลไดจ้ าก https://sites.google.com/site/akadahtwongrat/1-sing-mi-chiwit-kab-
krabwnkar-darng-chiwit/08 วนั ท่ีสบื ค้นข้อมลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๔ วิกพิ เี ดยี สารานกุ รมเสร.ี ๒๕๕๖. ความเข้าใจ. เขา้ ถึงขอ้ มูลไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/
วันทส่ี ืบคน้ ข้อมลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๕ ดุจดาว วัฒนปกรณ์. ๒๕๖๓. “การสรา้ ง Empathy สาหรบั อตุ สาหกรรมไมซ์” ดูแล “หวั ใจ” ตลอดเสน้ ทาง
ประสบการณ.์ เข้าถงึ ขอ้ มลู ได้จาก MICE intelligence center: https://intelligence.
businesseventsthailand.com/en/blog/mice-empathy วันทส่ี บื ค้นขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๖ jobsdb.com. ม.ป.พ. ส่อื สารอย่างไรใหเ้ พื่อนร่วมงานเขา้ ใจเรา. เขา้ ถงึ ขอ้ มลู ไดจ้ าก https://th.jobsdb.
com/th-th/articles/ วันที่สบื ค้นข้อมูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๗ max social. ม.ป.พ. ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ของบลูม. เขา้ ถึงขอ้ มูลไดจ้ าก https://sites.google.com/site/
anansak2554/thvsdi-kar-reiyn-ru-khx-ngblum วนั ที่สืบคน้ ขอ้ มูล ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๘ วกิ พิ เี ดยี สารานุกรมเสรี. ๒๕๕๖. การประชาสัมพันธ์. เขา้ ถึงข้อมลู ไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/
วนั ที่สืบคน้ ข้อมลู ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
๙ ประภาศรี สวสั ดิอ์ าไพรกั ษ์. ม.ป.พ. “เร่ืองท่ี 8.3.2 การประชาสัมพันธข์ องรฐั บาล” หน่วยท่ี ๘ การส่งเสรมิ
การตลาด : การประชาสัมพันธ์. เขา้ ถงึ ขอ้ มูลไดจ้ ากสาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมา-
ธิราช https://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sms/market/Unit8/SUBM3/U832-1.htm
วนั ที่สืบค้นข้อมลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๑๘๑
๑๐ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสนุ นั ทา. ม.ป.พ. หลกั การและทฤษฏกี ารประชาสัมพนั ธ์. เขา้ ถงึ ขอ้ มูลได้จาก
http://www.elfms.ssru.ac.th/wipanee_ma/file.php/1/PCC2201/Document/chapter_1_
conceptPR.pdf วนั ที่สืบคน้ ขอ้ มลู ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๑๑ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ ม.ป.พ. หลักการประชาสัมพนั ธ์. เข้าถงึ ขอ้ มลู ได้จาก http://agecon-extens.agri.
cmu.ac.th/Course_online/Course/352311/9.pdf วนั ทีส่ บื ค้นข้อมูล ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.
๑๘๒
ยุติธรรมเคล่อื นท่.ี ..ยะลา
ดร.อภริ ชั ศักด์ิ รัชนวี งศ์
ท่มี า https://www.tnews.co.th/headshot/414841/ ทม่ี า https://www.moj.go.th/view/32074
“เมื่อวันท่ี 7 พฤศจิกายน 2560 ยุติธรรมจังหวัดยะลา มอบหมายเจ้าหน้าที่กลุ่มงานพัฒนาและ
ส่งเสริมระบบงานยุติธรรม ลงพื้นท่ีประชาสัมพันธ์บทบาทภารกิจสานักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา พร้อมท้ัง
แจกเอกสารแผน่ พับบทบาทภารกิจและหนังสือกฎหมายท่ีจาเป็นในชีวิตประจาวัน ภายใต้โครงการออกหน่วย
บริการจังหวัดเคลื่อนท่ี/หน่วยแพทย์เคลื่อนท่ี พอ.สว. "หน่วยบาบัดทุกข์ บารุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน"
โดยผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานในพิธี ณ วัดศรีนคร หมู่ 6 ตาบลคีรีเขต อาเภอธารโต จังหวัด
ยะลา”๑๒
จากวันวานจนถงึ วันน้ี ยุตธิ รรมเคล่ือนที่มีรูปแบบคือ การนาบริการจากท่ีต้ังปกติไปตั้งในพ้ืนท่ี หรือ
ชุมชนนั้นๆ เท่าน้ันเอง เม่ือพิจารณาจาก “คาสาคัญ” ได้แก่ “ประชาสัมพันธ์” “แจกเอกสาร” ส่วนคาใหญ่
ท่มี ักใชค้ อื “สรา้ งการรับรูด้ า้ นกฎหมาย” สถานการณ์เช่นนี้ยังดาเนินมาจวบจนปัจจุบัน ลองมาทาความเข้าใจ
กันใหม่…หน่วยงานหลายหน่วยงานมักใช้คา “การรับรู้” “การประชาสัมพันธ์” “การสร้างความเข้าใจ”
ใช้สบั เปล่ยี นกนั ไปมา โดยมุ่งหวังจะสรา้ งงานให้ตรงกับท่ีได้รับมอบหมาย อาจด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ประเด็น
สาคัญคือความไม่รู้เบ้ืองหลังคาทั้งคาดังกล่าว เม่ือติดเม็ดดุมตั้งแต่เม็ดแรก แล้วจะติดเม็ดสุดท้ายได้ถูกต้อง
เชน่ น้นั ฤา จงึ ใครท่ าความเข้าใจใหถ้ กู ตอ้ งเพ่ือให้ติดเมด็ ดมุ ไดถ้ ูกต้องเสยี ที
การรบั รู (Perception)๑
การรับรู คอื กระบวนการแปลหรือตคี วามตอสิง่ เราขาวสารทผ่ี านอวยั วะรับสัมผัสทงั้ หลาย ไดแก
ตา หู จมกู ลิ้นและกาย เขาไปยงั สมองในรปู ของไฟฟาและเคมี สมองจึงเปนคลังเก็บขอมูลมหาศาลก็จะตีความ
สงิ่ เรา หรือขาวสารนั้นโดยอาศัยการเทียบเคียงกับขอมลู ที่เคยสะสมไวกอน หรือท่เี รยี กวา ประสบการณเดิม
๑๘๓
การรับรู คือ การสัมผัสที่มีความหมาย หรือการรู รูสึกสิ่งตางๆ สภาพตางๆ ที่เปนสิ่งเรามาทา
ปฎิกริ ยิ ากบั ตวั เราเปนการแปลอาการสัมผสั ใหมคี วามหมายข้ึนเกิด ซ่ึงเปนความรูสึกซ่ึงเฉพาะตัวสาหรับบุคคล
นน้ั ๆ เมื่อมีการรูสกึ เกิดขึ้นจากอวยั วะในการรบั ความรูสกึ อันไดแก ตา หู ปาก จมูก ผิวหนัง อื่นๆ ถาการรูสึกมี
การตีความวา การรูสึกที่เกิดขึ้นคืออะไร นั่นถือวามีการรับรูเกิดขึ้นแลว๑ (สิ่งเร้า (Stimulus) คือสัญญาณหรือ
การเปล่ียนแปลงที่มผี ลต่อกิจกรรมของสิ่งมชี ีวิต แบ่งเปน็ ๒ ชนิด คอื ๑) สิง่ เรา้ ภายนอก (External stimulus)
เช่น อณุ หภมู ิ แสง เสียง สารเคมี ความชื้น กล่ินและแรงดึงดูดของโลก ๒) สิ่งเร้าภายใน (Internal stimulus)
เช่น การเปลยี่ นแปลงสรีระทเี่ กิดขน้ึ ในรา่ งกาย เชน่ ระดบั ออกซิเจนในเลือด ฮอร์โมน เอนไซม์ ความหิว ความ
โกรธ และความเหนอ่ื ย๓)
การรับรู หมายถงึ การรูสกึ สมั ผัสทไี่ ดรบั การตีความใหเกดิ ความหมายแลว เชน ในขณะน้ีเราอยูใน
ภาวะการรูสึก (Conscious) คือลืมตาตื่นอยู ในทันใดน้ัน เรารูสึกไดยินเสียงดังปงมาแตไกล (การรูสึกสัมผัส
Sensation) แตเราไมรูความหมายคือไมรูวาเปนเสียงอะไร เราจึงยังไมเกิดการรับรู แตครูตอมามีคนบอกวา
เปนเสียงระเบิดของยางรถยนต เราจงึ เกดิ การรูความหมายของการรสู กึ สมั ผสั น้ัน ดงั นเี้ รียกวาเราเกดิ การรับรู
กระบวนการรับรูขาวสารของมนุษยแบงเปน ๒ สวน คือ ๑) กระบวนการรับสัมผัส (Sensation) และ
๒) กระบวนการรบั รู (Perception)
สงิ่ เร้า การรับรู้ การตอบสนอง
กระบวนการรบั รู (Perception)
การรบั รูเปนกระบวนการนาความรูหรือขอมลู ขาวสารเขาสูสมอง โดยผานอวยั วะสัมผสั (Sensory
Organ) สมองจะเก็บรวบรวมและจดจาส่ิงตาง ๆ เหลาน้ันไวเปนประสบการณ เพื่อเปนองคประกอบสาคัญ
ที่ทาใหเกิดมโนภาพหรือความคิดรวบยอด (Concept) และทัศนคติ (Attitude) ในการเปรียบเทียบหรือ
ถายโยงความหมายกับสิ่งเราใหมที่จะรับรูตอ ๆ ไป ดังน้ัน การรับรูและการเรียนรูจึงมีความเกี่ยวของกัน
ถาไมมีการ รับรู การเรียนรูยอมเกดิ ขึ้นไมได้
กระบวนการรับสมั ผัส (Sensation) และอวัยวะสัมผัส (Sensory Organ)
กระบวนการรับสัมผสั เปนการรับขาวสารในระยะแรกระหวางอินทรียกบั ส่ิงเรา โดยอวยั วะ
รับสัมผัส (Reception) เชน อวัยวะในการมองเห็น (Vision) การฟง (Audition) รับความรูสึกทางผิวหนัง
(Skin Senses) เปนตน ในระยะแรกนี้แมวาส่ิงเราจะยังไมถูกตีความหรือใหความหมายใด ๆ ก็ถือวากลไกการ
รบั สัมผสั มีความสาคัญมากในอันท่จี ะสงผลถึงการรับรู (Perception) และการเรยี นรู (Learning) ตอไป มนุษย
เรารับรูจากการสัมผัสโดยอาศัยอวัยวะรับสัมผัส (Reception) ดังนี้ ๑) ตาใหความรูสึกจากการเห็น เรียกวา
จักษุสัมผัส ๒) หูใหความรูสึกจากการไดยิน เรียกวา โสตสัมผัส ๓) จมูกใหความรูสึกจากการไดกลิ่น เรียกวา
ฆานสัมผัส ๔) ล้ินใหความรูสึกจากการรูรส เรียกวา ชิวหาสัมผัส และ ๕) ผิวหนังใหความรูสึกจากการสัมผัส
เรียกวา การสัมผัส๑ ในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า ผัสสะ หมายถึง สัมผัส การกระทบ การถูกต้องท่ีให้เกิด
๑๘๔
ความรู้สึก ผัสสะเป็นความประจวบกันแห่งสามสิ่ง คือ อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อายตนะ
ภายนอก (รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และวิญญาณ, สัมผัสหรือผัสสะมีหกอย่าง คือ
๑) จกั ขสุ ัมผัส หมายถึง ความกระทบทางตา คือ ตา+รูป+จักขุวิญญาณ ๒) โสตสัมผัส หมายถึง ความกระทบ
ทางหู คอื หู+เสียง+โสตวญิ ญาณ ๓) ฆานสัมผัส หมายถงึ ความกระทบทางจมูก คือ จมกู +กลิ่น+ฆานวิญญาณ
๔) ชิวหาสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางลิ้น คือ ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ ๕) กายสัมผัส หมายถึง ความ
กระทบทางกาย คือ กาย+โผฏฐัพพะ (เช่น ร้อน เย็น อ่อน แข็ง)+กายวิญญาณ ๖) มโนสัมผัส หมายถึง ความ
กระทบทางใจ คอื ใจ+ธรรมารมณ์ (ส่ิงท่ใี จนึกคิด)+มโนวิญญาณ๒
องคประกอบของกระบวนการรับรู การรับรูขาวสารของมนุษยจะมีประสิทธิภาพมากนอยเพียงใด
ยอมขึ้นอยกู บั องคประกอบดังน้ี
๑. อาการรับสมั ผสั หมายถึง อวัยวะรับสัมผัสตาง ๆ ไดรับกระตุนจากส่ิงเราแลวจะแปลความหมาย
โดยอาศัยประสบการณเขามาชวย
๒. การแปลความหมายของอาการสมั ผัส การแปลความหมายของส่งิ เราทีร่ ับเขามาจะถกู ตองเพียงใด
ข้ึนอยูกับปจจัย ๒ ประการ คือ
๒.๑ ปจจยั ทางดานสรรี ะ (Physiologial Factor) เปนขีดจากดั ความสามารถของอวัยวะรับ
สัมผัสทตี่ อบสนองตอสง่ิ เรา เชน ขนาดของสงิ่ เรา ความสกึ หรอของอวัยวะรบั สมั ผัส เปนตน
๒.๒ ปจจยั ทางจติ วทิ ยา (Phycological Factor) เน่ืองจากสงิ่ เราที่มากระทบกับอวัยวะรับสัมผัส
มีมาก มนุษยจะเลือกรับรูเฉพาะสิ่งเราท่ีมีความหมาย แตการรับรูดังกลาวจะเกิดข้ึนหรือไมนั้นยอมอยูกับ
ปจจัยดานจิตวิทยา เชน (๑) ความตั้งใจ โดยมีสาเหตุหลายประการ เชน ความเปลี่ยนแปลง ความแปลกใหม
ขนาดและความเขม การกระทาซ้าเคล่ือนไหว เปนตน (๒) สติปญญา ทาใหบุคคลเขาใจเหตุการณหรือ
ส่งิ ตาง ๆ ไดชา หรอื รวดเรว็ ตางกนั (๓) ความระวงั ระไว เปนความคลองแคลวหรือไวตอการรบั รูส่ิงเราตาง ๆ
(๔) คุณภาพของจิตใจ ความเหน่ือยลาหรือความแจมใสของจิตใจยอมมีผลกระทบตอความเขาใจสิ่งเราตาง ๆ
ได (๕) บุคลิกภาพ ผูท่ีมีบุคลิกภาพเปดเผยชอบสังคมกับผูท่ีมีบุคลิกภาพเก็บตัวมักจะรับรูสิ่งในทางตรงขาม
เสมอ
๓. ประสบการณเดิม บุคคลจะรับรูส่ิงตาง ๆ ดวยการคาดคะเน หรือต้ังสมมุติฐานไวกอน เม่ือไดรับ
สิ่งเราท่ีเกิดข้ึนแลว ประสบการณเดมิ ท่ีเคยมมี ากอนจะชวยใหสามารถยืนยันการคาดคะเนได หรือทาการแกไข
การคาดคะเนเสียใหม กรณีที่สิ่งที่เกิดข้ึนใหมเขมแข็งกวาและสามารถพิสูจนไดวาประสบการณน้ันผิดพลาด
อยางแนนอน
อทิ ธพิ ลของสง่ิ เราท่มี ตี อการรับรู
1. ส่งิ เราภายนอก คณุ สมบัตขิ องส่งิ เราภายนอกจะมีอิทธิพลตอการรับรูมากนอยเพียงใดยอมข้นึ อยู
กับคุณลักษณะดังน้ี (๑) ความเปล่ียนแปลงของสิ่งเรา การเปลี่ยนแปลงอยูเสมอยอมดึงดูดความสนใจและ
เอาใจใสตอส่ิงเรานั้น (๒) การเคลือ่ นไหวของส่งิ เรา การเคลอ่ื นไหวจะชวยกระตุนเรตินาในนยั นตา ทาใหเกดิ
๑๘๕
พลงั งานประสาทสมอง (๓) ขนาดของส่ิงเรา วัตถุที่มีขนาดผิดปกติ เชน ใหญมากหรือเล็กมากยอมไดรับความ
สนใจมากกวาวัตถุที่มขี นาดปกติ (๔) การเกิดซ้าซากของส่ิงเรา การเกิดซ้าซาก หมายถึง การตอกย้าดวยความ
เขมขนหรือจังหวะที่แตกตางกัน มิฉะน้ันแลวเกิดการซ้าซากบอยคร้ังจะทาใหขาดความเอาใจใสตอส่ิงเรานั้น
ไดเหมอื นกัน (๕) ความเขมขนหรอื ความหนักเบาของสิ่งเรา สิ่งเราท่ีมีความเขมขนสูงกวาปกติยอมดึงดูดความ
สนใจไดดกี วาสิง่ เราปกติธรรมดา (๖) องคประกอบอ่นื ๆ ท่มี อี ทิ ธพิ ลตอการรับรู เชน สี ความถ่ีของเสียง ความ
แปลกใหม เปนตน
2. สิ่งเราภายใน ไดแ้ ก่ (๑) ความตองการ เม่ือมนุษยเกดิ ความตองการอะไรมักจะเอาใจใสในส่ิงน้ัน ๆ
อยูเสมอและกลายเปนจุดเนนของการรับรู (๒) คุณคาและความสนใจ บุคคลจะสนใจกับส่ิงเราหรือเหตุการณ์
ท่ีมีคุณคาและมีความหมายตอตนเอง บางครั้งกอใหเกิดความตองการและความหวังที่จะรับรูในสิ่งนั้น ๆ ดวย
ความตั้งใจและสนใจ
3. คุณลักษณะของส่ิงเรา สิ่งเราที่มีอิทธิพลตอการรับรูมีคุณลักษณะ 2 อยาง คือ (๑) ส่ิงเราท่ีมี
โครงสรางหรือแบบแผน ไดแก สิ่งเราที่ชัดเจนเปนรูปธรรม (๒) สิ่งเราที่ไมมีโครงสรางหรือแบบแผน ไดแก
สิง่ เราท่ีมลี กั ษณะกากวม ไมชัดเจน
หลกั การรับรูสาหรับการศึกษา
1. การรบั รูจะพัฒนาตามวัยและความสามารถท่จี ะรับรูส่ิงภายนอกอยางถกู ตองและเหมาะสม
2. การรับรูโดยการเห็นจะกอใหเกิดความเขาใจดีกวาการไดยินและประสาทสัมผัสอื่นๆ ดังนั้น การ
เรียนร้โู ยผา่ นประสบการณส์ มั ผสั ไดม้ ากจะก่อนให้เกิดความเข้าใจที่สมบูรณย์ งิ่ ขนึ้
3. ลักษ ณะและวธิ ีการรบั รูของแตละคน จะแตกตางกันตามพืน้ ฐานบุคลกิ ภาพและจะแสดงออก
ตามทีไ่ ดรับรูและทรรศนะของเขา
4. การเข้าใจผูเรียนท้ังในดานคณุ ลักษณะและสภาพแวดลอมจะเปนผลดตี อ่ การจัดการเรยี นการสอน
การเรียนรู (Learning)
การเรียนรู หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากเดิมไปสูพฤติกรรมใหมคอนขางถาวร และ
พฤติกรรมใหมนี้เปนผลมาจากประสบการณหรือการฝกฝน มิใชผลจากการตอบสนองจากธรรมชาติ
สัญชาตญาณ อุบตั ิเหตหุ รือความบงั เอญิ
กระบวนการเรียนรู้ เปนกระบวนการตอเนื่องเช่ือมโยงจากการรับรู กลาวคือ เมื่อประสาทสัมผัส
กระทบสิ่งเราและเกิดความรูสึกสงไปยังสมอง สมองบันทึกความรูสึกน้ันไวเปนประสบการณและเมื่ออวัยวะ
รบั สัมผัสกระทบกับส่ิงเราเดิมอีก สามารถระลึกได (Recall) หรือจาได (Recognition) ถือวาเกดิ การเรยี นรูขึ้น
การเรียนรู คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งองคประกอบสาคัญของทฤษฏีการเรียนรู
กลุมนี้คือพฤติกรรมนั่นเอง การเรียนรูในทัศนะกลุ่มพฤติกรรมเกิดจากกระบวนการตอบสนองเมื่อมีการเสนอ
สงิ่ เรา องคประกอบสาคญั ของการเรยี นรูตามทฤษฏีนี้มี 4 ประการ คอื 1) แรงขับ (Drive) หมายถึง ความตอง
การของผูเรียนในบางสิ่งบางอยางแลวจูงใจใหผู้เรียนหาหนทางตอบสนองความตองการน้ัน ๒) สิ่งเรา
๑๘๖
(Stimulus) เมื่อมีสิ่งเราผูเรียนจะไดรับความรู หรือการชี้แนะทันทีทันใดจากส่ิงเรานั้นกอนท่ีจะตอบสนอง
๓) การตอบสนอง (Response) หมายถึง การท่ีผูเรียนแสดงปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเรา ซึ่งอธิบายไดดวย
พฤติกรรมที่ผูเรียนแสดงออก ๔) การเสริมแรง (Reinforcement) หมายถึง การใหรางวัล เชน การปรบมือ
การชมเชยในกรณีท่ีผูเรยี นตอบสนองถกู ตอง
สรปุ การรบั รู้
สง่ิ เรา้ การรบั รู้ การตอบสนอง
ส่ิงเรา้ ภายนอก: (เช่น อุณหภูมิ แสง กระบวนการรับรู้ นาความรู้ขอ้ มูลข่าวสาร การรสู้ กึ ท่ีเกิดขน้ึ :
เสยี ง สารเคมี ความชื้น กลนิ่ และ เข้าสู่สมองโดยผา่ นอวยั วะสมั ผสั สมอง การตอบสนองเมื่อแสงเปน็ สงิ่ เรา้
แรงดงึ ดดู ของโลก) โดยมอี ิทธิพลตอ่ จะเก็บรวบรวมและจดจาไวเ้ ปน็ เช่น การหรตี่ าเม่ือแสงเข้าตามาก
สิ่งเรา้ คอื ความเปลี่ยนแปลงของ ประสบการณ์ เพอื่ เกดิ มโนภาพและ เกนิ ไป การบนิ เข้าหาแสงของแมลง
สง่ิ เรา้ การเคล่ือนไหวของส่งิ เร้า ทศั นคติ การที่นกบนิ ออกจากรงั ในตอนเชา้ ๓
ขนาดของสิง่ เร้า การเกิดซา้ ซากของ กระบวนการรับสมั ผสั ๑) อินทรีย์ (ตา หู การตอบสนองเมือ่ อุณหภมู ิเป็นสิง่ เรา้
สง่ิ เรา้ ความเขม้ ขน้ หรอื ความหนกั จมูก ล้ิน กาย) กบั สิง่ เรา้ ยังไมถ่ กู ตคี วาม เช่น แมวจะเลยี อ้งุ เทา้ ตอนอากาศมี
เบาของสิ่งเรา้ และอ่นื ๆ ๒) รบั รจู้ ากสัมผสั (ผสั สะ) (จกั ขสุ มั ผสั อุณหภูมสิ ูง หมจู ะหนรี อ้ นด้วยการ
โสตสมั ผสั ฆานสมั ผสั ชิวหาสมั ผสั การ แชโ่ คลน กิ้งก่าจะหลบรอ้ นอยตู่ าม
สงิ่ เราภายใน: (เชน่ ระดบั ฮอรโ์ มน สัมผสั ) การแปลความหมายข้นึ กบั ปจั จัย โพรงไม้ เมื่ออากาศหนาวหมี
เอนไซม์ ความหิว ความโกรธ และ ดา้ นสรรี ะ ปจั จัยจิตวทิ ยาและ จะจาศลี ๓
ความเหนือ่ ย) โดยมีอิทธิพลตอ่ ประสบการณเ์ ดมิ
ส่ิงเร้าคือ ความตอ้ งการ,
คณุ คา่ และความสนใจ
การเรียนรู้
การสร้างความเข้าใจ
การสร้างความเข้าใจเป็นคาที่นิยมนามาใช้กับประชาชน โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจกับ
ประชาชนในเรอื่ งตา่ งๆ ลองมาดกู นั ว่า “ความเขา้ ใจ” เปน็ อยา่ งไร
ความเข้าใจ คอื กระบวนการทางจติ วิทยาท่เี กยี่ วข้องกบั ส่ิงใดสงิ่ หนง่ึ ซึง่ ทาใหบ้ คุ คลสามารถครุ่นคิด
ถึงส่ิงน้ันและสามารถใช้มโนทัศน์ (concept) เพ่ือจัดกับกับส่ิงน้ันได้อย่างเพียงพอ ส่ิงท่ีกล่าวถึงน้ีอาจจะมี
ลกั ษณะเปน็ นามธรรมหรือเปน็ สิง่ ทางกายภาพกไ็ ด้ เช่น บคุ คล สถานการณ์และสาร๔
ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) คือการเข้าใจจุดยืนของอีกฝ่ายหนึ่ง การสื่อสารด้วยความเข้าอก
เข้าใจ ผู้พูดจะไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ศูนย์กลางจะอยู่ที่ผู้รับสาร ใช้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นตัวตั้ง
เข้าใจความคิด มองเห็นคุณค่าและความเช่ือที่เขายึดถือ รับรู้ประสบการณ์ท้ังหมดของเขาจากมุมท่ีเขายืนอยู่
โดยปราศจากทัศนคติส่วนตัว ปราศจากการตัดสิน ทักษะน้ีบางคนมีต้ังแต่ยังเด็ก บางคนไม่มี แต่เป็นทักษะท่ี
ฝึกฝนได้และประยุกต์ใช้ได้หลายช่องทาง ในสถานการณ์โควิด-๑๙ ลูกค้าหลายคนที่เคยมีความมั่นคงในชีวิต
สงู ตอ้ งเผชญิ กบั ความไมม่ น่ั คงหลายดา้ นพร้อมกนั ทงั้ ดา้ นเศรษฐกิจ การเงิน ความเป็นอยู่ จนส่งผลกระทบไป
๑๘๗
ถึงความมั่นคงทางจิตใจ ความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจจึงกลายมาเป็นประเด็นหลักและ Empathy
คอื เครื่องมอื สาคัญทส่ี รา้ งสิ่งนี้๕
“การสร้างความเข้าใจ” ในการทางานระหว่างเพ่ือนร่วมงานนั้น เกิดจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง
แต่โดยรวมแล้วมีจุดมุ่งหมายท่ีเหมือนกัน คือ ต้องการเข้าใจในเน้ือหาท่ีตรงกันและทาให้การทางานมีความ
สะดวกมากย่ิงข้ึน เม่ือเราร้สู ึกวา่ เราไม่เข้าใจเขา และเขาไม่เข้าใจเรา มักจะเกิดจากหลาย ๆ อย่างประกอบกัน
แตส่ ิ่งทเ่ี ราทาได้คือการปรบั ตัวเองใหเ้ ขา้ กับคนอนื่ เพราะอยา่ งนอ้ ยทีส่ ุด เรากจ็ ะได้ไม่มีปัญหาในการทางาน๖
เม่ือพิจารณาจากคาใกล้เคียงข้างต้น พอจะเห็นได้ว่า “การสร้างความเข้าใจ” จะมุ่งเน้นไปใน
ทิศทางการส่ือสาร ซ่ึงการส่ือสารจะมีองคประกอบของการสื่อสาร ดังน้ี๑ 1) ผูสง ผูสื่อสารหรือตนแหลงของ
การสง (Sender, Communicator or Source) เปนแหลงหรือผูที่นาขาวสาร เร่ืองราว แนวความคิด ความรู
ตลอดจนเหตุการณตาง ๆ เพื่อสงไปยังผูรับ ซ่ึงอาจเปนบุคคลหรือกลุมชนก็ได โดยการใชภาษาหรือใชวิธีการ
อ่ืนๆ ก็ได เพ่ือใหผูรับเขาใจการกระทาดังกลาว เรียกวา "การเขารหัส" (encode) เปนภาษาพูด ภาษาเขียน
ภาษามือ รูปภาพ สัญลักษณ เปนตน 2) เนื้อหาเรื่องราว (Message) ไดแก เนื้อหาของสารหรือเรื่องราว
ที่ สง ออกมา เชน ความรู ความคิด ขาวสาร บทเพลง ขอเขียน ภาพ ฯลฯ เพ่ือใหผูรับรับขอมูลเหลานั้น
3) สื่อหรือ ชองทางในการนาสาร (Media or Channel) หมายถึง ตัวกลางที่ชวยถายทอดแนวความคิด
เหตุการณเรือ่ งราวตาง ๆ ท่ีผูสงตองการใหไปถึงผูรับ สื่อท่ีใชมากที่สุด คือ "ภาษาพูด" ซึ่งใชเสียงเปนส่ือ เวลา
เขยี นหรืออานหนังสือ ส่ือที่ใชคือ "ภาษาเขียน" หรือถามีการสื่อความหมายกับคนใบก็ใชส่ือซึ่งเปน "ภาษามือ"
นอกจากน้ีอาจมีการใชสื่ออุปกรณ เชน วิทยุ โทรทัศน ส่ือส่ิงพิมพ ประเภท แผนท่ี รูปภาพ การแสดง
นิทรรศการ เปนสื่อหรือชองทางเพ่ือการส่ือความหมายได 4) ผูรับหรือกลุมเปาหมาย (Reciever or Target
Audience) ไดแก ผูรับเนื้อหาเร่ืองราวจากแหลงหรือผูสง ผูรับอาจเปนบุคคล กลุมชนหรือสถาบันก็ได
เม่ือรับเร่ืองราวแลวผูรับตองมี "การถอดรหัส" (decode) คือ การแปลขาวสารนั้นใหเขาใจ 5) ผล (Effect)
หมายถงึ สิง่ ท่ีเกิดขึ้นจากการที่ผูสงสงเร่ืองราวไปยังผูรับ เชน ความเขาใจ ไมรูเร่ือง ยอมรับหรือปฏิเสธ พอใจ
หรือโกรธ ฯลฯ ซึ่งผลของการส่ือสารจะเปนผลสืบเนื่องถึงการบรรลุผลสาเร็จตามจุดมุงหมายของการส่ือสาร
ท้งั นี้ ยอมขนึ้ อยกู ับทศั นคตขิ องผูรบั ส่อื ทใี่ ชแ้ ละสถานการณในการสอ่ื สารเปนสาคัญดวย และ 6) ผลยอนกลับ
(Feedback) เปนส่ิงที่เกี่ยวเนอ่ื งจากผลซึ่งผูรับสงกลบั มายงั ผูสง โดยผูรับอาจแสดงอาการใหเห็น เชน งวงนอน
ปรบมือ ยิ้ม พยักหนา สายหนา การพูดโตตอบหรือการแสดงความคิดเห็น เพื่อเปนขอมูลที่ทาใหผูสงทราบวา
ผูรบั มีความพอใจหรอื มคี วามเขาใจในความหมายที่สงไปหรือไม
หากพิจารณา “ความเข้าใจ” ในมิติการเรียนรู้อันเกิดมาจากการรับรู้ (การรับรู้เป็นเรื่องจิตวิทยา)
การเรียนร้เู ป็นเร่อื งการศกึ ษา หากใช้ทฤษฎีการเรยี นรขู้ องบลูมเปน็ แนวทางการเทียบเคียง “การสร้างความรู้”
ดังนี้ ทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956)๗ จาแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้
ออกเป็น ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ๒) ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)
๓) ดา้ นเจตพิสัย (Affective Domain) ดงั นี้
๑๘๘
๑. พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเก่ียวกับสติปัญญา ความรู้
ความคิด ความเฉลยี วฉลาด ความสามารถในการคิดเร่ืองราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงเป็นความสามารถ
ทางสติปัญญา พฤติกรรมทางพุทธพิ สิ ัย 6 ระดบั ไดแ้ ก่ 1) ความรูค้ วามจา ความสามารถในการเก็บรักษามวล
ประสบการณต์ า่ ง ๆ จากการทไ่ี ด้รับรู้ไว้และระลึกส่ิงน้ันได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวิดีทัศน์ที่
สามารถเก็บเสียงและภาพของเร่ืองราวต่างๆ ได้ สามารถเปิดฟังหรือดูภาพเหล่านั้นได้ เมื่อต้องการ
2) ความเข้าใจเป็นความสามารถในการจับใจความสาคัญของสื่อและสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปล
ความ ตีความ คาดคะเน ขยายความหรือการกระทาอ่ืน ๆ 3) การนาความรู้ไปใช้ เป็นข้ันที่ผู้เรียนสามารถนา
ความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซ่ึงจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะ
สามารถนาไปใช้ได้ 4) การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิดหรือแยกแยะเรื่องราวส่ิงต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเป็น
องค์ประกอบท่ีสาคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์
จะแตกต่างกนั ไปแล้วแต่ความคดิ ของแต่ละคน 5) การสังเคราะห์ ความสามารถในการท่ีผสมผสานส่วนย่อย ๆ
เขา้ เป็นเรอ่ื งราวเดยี วกันอยา่ งมรี ะบบ เพ่อื ให้เกดิ ส่งิ ใหมท่ สี่ มบรู ณ์และดกี ว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิด
ออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย การกาหนดวางแผนวิธีการดาเนินงานข้ึนใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่
จะสร้างความสัมพันธ์ของส่ิงท่ีเป็นนามธรรมข้ึนมาในรูปแบบหรือแนวคิดใหม่ 6) การประเมินค่า
เปน็ ความสามารถในการตัดสิน ตีราคาหรือสรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมี
กฎเกณฑ์ทเ่ี หมาะสม ซ่ึงอาจเปน็ ไปตามเนือ้ หาสาระในเรอื่ งน้ัน ๆ หรืออาจเป็นกฎเกณฑ์ที่สงั คมยอมรับก็ได้
๒. จิตพิสัย (Affective Domain)(พฤติกรรมด้านจิตใจ) ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซ้ึง ทัศนคติ
ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนโดยจัดสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมและสอดแทรกส่ิงท่ีดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทาให้พฤติกรรมของผู้เรียน
เปลี่ยนไปในแนวทางท่ีพึงประสงค์ได้ ด้านจิตพิสัยจะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ได้แก่
1) การรบั รู้ เป็นความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนต่อปรากฏการณ์หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหน่ึง ซ่ึงเป็นไปในลักษณะของการ
๑๘๙
แปลความหมายของสิ่งเร้าน้ันว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกท่ีเกิดขึ้น 2) การตอบสนอง
เป็นการกระทาท่ีแสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อสิ่งเร้าน้ัน ซึ่งเป็นการตอบสนอง
ที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว ๓) การเกิดค่านิยม การเลือกปฏิบัติในส่ิงท่ีเป็นท่ียอมรับกันในสังคม การยอมรับ
นับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเร่ืองใดเรื่องหน่ึง จนกลายเป็นความเช่ือ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีใน
ส่ิงนั้น 4) การจัดระบบ การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดข้ึนโดยอาศัยความสัมพันธ์ ถ้าเข้ากันได้
ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า 5) บุคลิกภาพ
การนาค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจาตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่ส่ิงท่ีถูกต้องดีงาม
พฤตกิ รรมดา้ นน้ี จะเกยี่ วกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยา
โต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ
ซ่งึ จะเป็นควบคมุ ทศิ ทางพฤติกรรมของคนคนจะรดู้ รี ู้ชั่วอย่างไรนัน้ กเ็ ปน็ ผลของพฤตกิ รรมดา้ นน้ี
๓. ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อประสาท) พฤติกรรมที่บ่งถึง
ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชานิชานาญ ซ่ึงแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและ
คุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะ พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ ๕ ขั้น
ดังนี้ 1) การรับรู้ เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติท่ีถูกต้องหรือเป็นการเลือกหาตัวแบบท่ีสนใจ
2) กระทาตามแบบหรอื เคร่ืองชี้แนะ เป็นพฤตกิ รรมท่ีผเู้ รยี นพยายามฝึกตามแบบท่ีตนสนใจและพยายามทาซ้า
เพ่ือที่จะให้เกิดทักษะตามแบบท่ีตนสนใจให้ได้หรือสามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนา 3) การหาความ
ถกู ตอ้ ง พฤติกรรมสามารถปฏบิ ตั ไิ ดด้ ว้ ยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ เม่ือได้กระทาซ้าแล้ว ก็พยายาม
หาความถูกต้องในการปฏิบัติ 4) การกระทาอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะ
กระทาตามรูปแบบนน้ั อยา่ งต่อเน่ือง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว การท่ี
ผู้เรียนเกิดทักษะได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทาอย่างสม่าเสมอ 5) การกระทาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
พฤติกรรมท่ีได้จากการฝึกอย่างต่อเน่ือง จนสามารถปฏิบัติได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่าง
ธรรมชาติ ซง่ึ ถือเปน็ ความสามารถของการปฏิบัตใิ นระดบั สูง
๑๙๐
จะเห็นได้วา่ ทฤษฎกี ารเรียนรขู้ องบลมู ประกอบดว้ ย ด้านพุทธิพิสยั (ความรู้ที่เกิดจากความจา ความ
เข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า) ด้านจิตพิสัย (การรับรู้ (Rerceive: ตั้งใจ
สนใจในสิ่งเร้า) การตอบสนอง คุณค่าค่านิยม การจัดระบบและบุคลิกภาพ) และด้านทักษะพิสัย (การรับรู้
(Imitation: สังเกตและทาตาม) การลงมือปฏิบัติและทาตาม ความถูกต้อง ความชัดเจนและต่อเนื่องในการ
ปฏิบัติ และความเป็นธรรมชาติ) ในด้านจิตพิสัยและทักษะพิสัยต่างมีข้ันตอนการรับรู้เช่นเดียวกัน
แต่ความหมายต่างกัน หากใช้แนวคิดตามทฤษฎีของบลูม “ความเข้าใจ” เป็นขั้นตอนท่ีสองต่อจากขั้นความรู้
อันเกิดจากความจา นน่ั หมายถึงวา่ การสร้างความเข้าใจจักตอ้ งใหค้ วามรู้จนเกิดความจาเสียก่อน แล้วจึงจะถึง
ความเข้าใจ
การประชาสมั พันธ์
การประชาสัมพันธ์ (Public relations หรือ PR) คือ การทางานในการจัดการการส่ือสารระหว่าง
องค์กรและสาธารณะ การประชาสัมพันธ์นั้นช่วยทาให้องค์กรหรือบุคคล ได้แสดงสู่ผู้ชม ผู้อ่าน โดยใช้เร่ืองที่
เปน็ ทีส่ นใจของสาธารณะและใช้เป็นการรายงานข่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยตรง กิจกรรมโดยทั่วไป เช่น การ
พดู ในงานชุมนมุ การทางานรว่ มกบั แหลง่ ข่าว๘
การประชาสมั พนั ธ์ (Public Relation) เป็นการติดต่อสื่อสารจากองค์การไปสู่สาธารณชนที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและประชามติจากสาธารณชนท่ีมีต่อองค์การ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความ
เชื่อถือ ภาพลักษณ์ ความรู้และแกไ้ ขขอ้ ผิดพลาดในเรื่องใดเรื่องหนงึ่ ๙
การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คือ การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐอันได้แก่ กระทรวง
ทบวง กรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งอยู่ภายใต้การกากับดูแลของรัฐบาล โดยวิธีการกระจายข่าวสาร
เก่ยี วกับนโยบาย กิจกรรมและผลงานต่างๆ ของรัฐ เพื่อการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและชื่อเสียงเกียรติคุณ
ของรัฐ อันจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนในการสร้างสรรค์
ความสาเร็จแก่หน่วยราชการและประเทศชาตโิ ดยรวม
ลกั ษณะของการประชาสัมพันธ์มดี ังนี้๙
๑. การประชาสัมพันธ์เป็นการส่ือสารสองทาง (Two-way communication) เป็นการสื่อสารจาก
ผ้สู ง่ ไปยังผ้รู ับเก่ียวกับขา่ วสารขององค์การท่ีต้องการสอ่ื สารให้สาธารณชนรับทราบและเข้าใจ และยงั เปน็
การส่อื สารยอ้ นกลับจากผูร้ ับ คอื สาธารณชนไปยังองคก์ ารเกี่ยวกบั ความคดิ เห็นทเ่ี กยี่ วกบั องคก์ าร
๒. การประชาสัมพนั ธอ์ าจมกี ลุ่มเป้าหมายหลายกล่มุ (Multiple target group) เชน่ พนักงาน
ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ชุมชน รัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับวัตถุระสงค์ในการประชาสัมพันธ์ว่า
ต้องการประชาสัมพันธไ์ ปยงั กลุม่ เป้าหมายใดบ้าง
๓. การประชาสัมพันธเ์ ป็นการสอื่ สารเพอ่ื โนม้ นา้ วใจ ทง้ั นก้ี ารประชาสัมพันธ์ต้องต้ังอยู่บนหลักความ
จริง เพือ่ มุ่งใหเ้ กดิ ความเชื่อถือและปฏิบตั ิตามดว้ ยความสมัครใจ
๑๙๑
๔. การประชาสัมพนั ธเ์ ปน็ การดาเนนิ งานอย่างต่อเนือ่ งและสมา่ เสมอ โดยคาดหวังผลตอ่ เน่อื ง
ในระยะยาวเพื่อให้สาธารณชนมีความศรัทธาและมีความไวเ้ นอื้ เชื่อใจตอ่ องคก์ ารเพื่อให้องค์การสามารถดาเนิน
กิจการอยู่ในระยะยาวได้
๕. การประชาสัมพันธ์เป็นการดาเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยจะมีการวางแผน ควบคุมและ
ประเมินผลของการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้มั่นใจว่าการดาเนินการประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล
การประชาสมั พนั ธข์ องรัฐบาลมวี ัตถุประสงคด์ ังนี้๙
๑. เพ่ือให้สาธารณชนไดท้ ราบถงึ บริการหรอื หนว่ ยงานต่างๆ ของรัฐบาลที่มีอยู่ อนั จะสง่ ผลให้เกิด
การสนบั สนนุ และไดร้ ับประโยชน์จากการใช้บรกิ ารหนว่ ยงานน้นั ๆ ได้อย่างเต็มท่ี
๒. เพื่อใหไ้ ด้รบั ความเห็นชอบจากสาธารณชนในการออกกฎหมายใหม่ๆ รวมถงึ การแกไ้ ขกฎหมาย
ตามสถานการณท์ เ่ี ปล่ียนแปลงไป
๓. เพื่อขจัดหรือลดความขดั แย้งต่างๆ ท่เี กดิ ขนึ้ กับงานใหม่ๆ ของรัฐบาล
๔. เพื่อให้สาธารณชนไดม้ โี อกาสในการเสนอความคิดเหน็ ตอ่ รฐั บาล
๕. เพอ่ื อธิบายเกี่ยวกับประชามตขิ องประชาชนตอ่ หนว่ ยงานราชการต่างๆ เพ่ือจะได้ดาเนนิ การให้
สอดคล้องกับความต้องการของสาธารณชน
๖. เพอื่ สรา้ งใหเ้ กดิ การสนบั สนนุ จากประชามติและความรว่ มมอื อันดจี ากสาธารณชน ดว้ ยการชแ้ี จง
ถงึ ความจาเป็นและความเข้าใจในกฎระเบียบต่างๆ ของหน่วยงานราชการ
๗. เพ่ือสรา้ งความนยิ มและความสมั พนั ธ์อันดีจากสาธารณชน
๘. เพ่ือเรียกร้องความร่วมมือและการสนับสนุนจากสาธารณชนในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
และการพัฒนาประเทศด้านตา่ งๆ
๙. เพื่อเผยแพร่ผลงานความก้าวหน้าต่างๆ ดา้ นการปกครองและการบริหารประเทศของรัฐบาล
การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท๙ ได้แก่ ๑) การประชาสัมพันธ์
ภายในประเทศ จะเก่ียวข้องกับงานด้านข่าวสารและการเผยแพร่เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาล
และประชาชน อันจะส่งผลให้เกิดการลดช่องว่างระหว่างกันได้ โดยประชาชนจะได้รับทราบข่าวสารความ
เคลื่อนไหวต่างๆ ของรัฐบาล อันได้แก่ นโยบาย การดาเนินงานและผลงานของโครงการต่างๆ เพื่อเรียกร้อง
การสนับสนุนจากประชาชนและป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิดของประชาชนท่ีมีต่อหน่วยงานของรัฐบาล
หน่วยงานราชการมักจะใช้การประชาสัมพันธ์ในกรณีต่อไปน้ี เม่ือเร่ิมโครงการใหม่หรือนโยบายใหม่ท่ีต้องการ
ความร่วมมือจากหลายฝ่าย เม่ือโครงการใหม่หรือนโยบายใหม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อ
ประชาชน เม่ือมีกฎหมายหรือระเบียบราชการใหม่ๆ ท่ีประชาชนควรทราบเพ่ือจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
เมื่อหน่วยงานราชการต้องการแถลงผลงานท่ีปฏิบัติไปแล้ว เม่ือมีเรื่องท่ีประชาชนเข้าใจผิดเก่ียวกับการ
ปฏิบัติงานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการ และเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ
๑๙๒
วิธีการในการประชาสัมพันธภ์ ายในประเทศอาจทาไดโ้ ดย (๑) การรณรงค์เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ของหน่วยงาน
ราชการและรัฐบาลที่ประชาชนควรทราบ เช่น การจัดตั้งหน่วยราชการใหม่ การดาเนินงานโครงการใหม่
การออกกฎหมายหรือการปรับปรุงกฎหมาย เป็นต้น (๒) การรณรงค์วางแผนระยะยาวหรือโครงการต่อเน่ือง
เพื่อชักจูงใจให้ประชาชนร่วมมือและสนับสนุน เช่น การรณรงค์ให้ประชาชนเสียภาษีอากร การรักษาความ
สะอาด เป็นต้น (๓) การเผยแพร่ความเคล่ือนไหวของทางราชการ เช่น ข่าวการส่งเสริมการท่องเท่ียว
ภายในประเทศการป้องกันการระบาดของโรคปากเท้าเป่ือย เป็นต้น ๒) การประชาสัมพันธ์ภายนอกประเทศ
เป็นการสรา้ งความเข้าใจ ความรู้จกั และความสัมพันธอ์ ันดีของประชาชนในประเทศต่างๆ อันจะนามาซ่ึงความ
นิยมชมชอบและมิตรภาพอันดรี ะหว่างประเทศ โดยรัฐบาลจะทาการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกทราบถึงนโยบาย
วัตถุประสงค์และการดาเนินงานของรัฐบาล เพ่ือป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิด สนับสนุนนโยบาย
ตา่ งประเทศของรัฐบาลในด้านตา่ งๆ รวมถึงเพอื่ เผยแพรศ่ ลิ ปวัฒนธรรมอนั ดีของประเทศ
สรุป การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นการเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐ เพื่อการ
เสรมิ สรา้ งความเข้าใจอันดีและช่อื เสียงเกียรตคิ ุณของรฐั อันจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมและ
การสนับสนุนจากประชาชนในการสร้างสรรค์ความสาเร็จแก่หน่วยราชการและประเทศชาติโด ยรวม,
เม่ือการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นการเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐ ลองตามไปดูให้รู้
“การเผยแพร่ข่าวสารของหนว่ ยราชการ” ว่าเป็นอยา่ งไร
การประชาสัมพันธ์กับการเผยแพร่ โดยการเผยแพร่เป็นเพียงส่วนหน่ึงของการประชาสัมพันธ์
(การเผยแพร่ (publicity) หมายถึง การเผยแพร่หรือการกระจายข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับองค์การผ่านสื่อ
ทีเ่ หมาะสมไปยังกลุ่มประชาชนเป้าหมาย) ซ่ึงนักประชาสัมพันธ์นิยมใช้การเผยแพร่มาเป็นเคร่ืองมืออย่างหน่ึง
เพอื่ ชว่ ยใหง้ านประชาสัมพันธ์มีประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขึ้น นอกจากน้ียังมีคาที่อยู่ในหมวดใกล้เคียงกันท่ีก่อให้เกิด
ความสับสน เข้าใจผิดคิดว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การสารนิเทศ (information) ซึ่งหมายถึง การ
ให้บรกิ ารขา่ วสารหรือข้อมลู ตา่ ง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนเพ่ือสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจแก่ประชาชนหรือ
ผู้ท่ีมาติดต่อองค์การ โดยบางองค์การมีการต้ังเป็นศูนย์สารนิเทศ (information center) หรือศูนย์บริการ
ข่าวสาร (information service center) และอีกคาท่ีทาให้เกิดความสับสนคือการประกาศ
(announcement) ซึ่งเป็นการบอกกล่าวแพร่กระจายข่าวสารต่าง ๆ ให้ประชาชนหรือผู้ท่ีเก่ียวข้องได้ทราบ
มักจะทาเป็นครั้งคราวตามโอกาสหรือความจาเป็นแต่ละกรณี๑๐ ความหมายอ่ืนที่ใกล้เคียงกับการ
ประชาสัมพันธ์ ๑) การเผยแพร่ (Publicity) คือการกระจายข่าวสารต่างๆ ของแหล่งความรู้ไม่สู่บุคคลทั่วไป
๒) สารสนเทศ (Information) คือ การให้บริการข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่คนท่ัวไป เพ่ือให้
ความรู้ รับทราบข้อมูลและสร้างความเข้าใจ ๓) การโฆษณา (Advertising) คือ การเผยแพร่ สื่อสาร ชักจูงใน
เร่ืองที่เก่ียวข้องกับสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยใช้ส่ือโฆษณาต่างๆ เป็นตัวกลางในการเผย แพร่
๔) การประกาศ (Announcement) คือการบอกกล่าวแพร่กระจายข่าวสารต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปหรือ
ผู้เกย่ี วข้องไดทราบในเรือ่ งใดเรอื่ งหนงึ่ ๑๑
๑๙๓
สื่อหรือเครือ่ งมือในด้านการประชาสมั พันธ์ที่ทางภาครัฐจะนิยมใช้ คือส่ือวิทยุโทรทัศน์และกิจกรรม
คือการจัดเหตุการณ์พิเศษ (Special Events) ซึ่งมีหลายประเภท คือ ๑) การจัดวันและสัปดาห์พิเศษ
(Special Days and Weeks) ๒) นิทรรศการ (Exhibitions) ๓) การจัดงานวันครบรอบปี (Anniversaries)
๔) การจัดประชุม (Meetings and Conferences) ๕) การให้รางวัลพิเศษ (Special Awards) ๖) การเปิดให้
เย่ียมชมองค์กร (Open Houses) ๗) การจัดงานประกวด (Contest) ๘) การจัดขบวนแห่ (Parades and
Pageants) ๙) การอุปถัมภง์ านของชุมชน (Sponsored Community Events)๑๑
สรปุ ภาพรวม “การรับรู้ การประชาสมั พันธแ์ ละการสรา้ งความเข้าใจ”
สงิ่ เรา้ การรบั รู้ การตอบสนอง
กระบวนการรับรู้ การรสู้ ึกทเ่ี กิดขึ้น
สิ่งเรา้ ภายนอก กระบวนการรบั สมั ผสั
ส่งิ เราภายใน
การเรยี นรู้
การประชาสัมพนั ธข์ องรัฐบาล การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วย เพอ่ื การเสริมสร้างความเข้าใจอันดี
ราชการของรฐั และชือ่ เสยี งเกยี รตคิ ณุ ของรัฐ
อนั จะสง่ ผลให้เกิด
๑) ความรู้ ความเข้าใจ ความนิยม
๒) การสนบั สนุนจากประชาชน
๑๙๔
ตัวอย่าง แผนการสร้างการรับรู้ตามแผนการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจระดับยุทธศาสตร์
กิจกรรม ประกอบด้วย ๑) การสัมมนาเชิงบูรณาการส่ือมวลชนภาครัฐสร้างการรับรู้ขับเคล่ือนไทยไปด้วยกัน
กลุ่มจงั หวัด ๒) การพบปะพัฒนาสัมพนั ธ์เครือข่ายมวลชนสรา้ งการรับรู้ ๓) การสัมมนาเชิงบูรณาการเครือข่าย
สอื่ สงั คมออนไลน์ ๔) การพบปะพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายนักจัดรายการวิทยุกระจายเสียง ๕) การพบปะพัฒนา
สัมพนั ธ์ส่วนราชการและสื่อมวลชน จะเห็นได้ว่า “ชื่อแผนเป็นการสร้างการรับรู้” ซ่ึงการสร้างการรับรู้ภายใต้
กระบวนการส่ิงเร้า การรับรู้และการตอบสนอง อันทาให้เกิดการเรียนรู้ “ตามแผนการประชาสัมพันธ์”
นั่นหมายถึง เป็นการดาเนินการกรอบแนวคิดการประชาสัมพันธ์ (การประชาสัมพันธ์ของรัฐเป็นการเผยแพร่
ข่าวสารของหนว่ ยราชการของรัฐ เพ่ือเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและชื่อเสียงเกียรติคุณของรัฐ อันจะส่งผลให้
เกิด ๑) ความรู้ ความเข้าใจ ความนิยม และ ๒) การสนับสนุนจากประชาชน) “เพ่ือสร้างความเข้าใจ”
เป็นกรอบทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม โดยมีขั้นตอนของกิจกรรมจักต้องผ่านข้ันตอนท่ี ๑ ขั้นความรู้อันเกิดจาก
ความจา และข้ันที่ ๒ ขั้นความเข้าใจ ในความจริงเป็นเช่นน้ันหรือไม่ หากดูแผนน้ีเป็นการบูรณาการคือ
บรู ณาการ ๓ เรือ่ งเขา้ ดว้ ยกนั (การรบั รู้ การประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้) สุดปลายทางกลุ่มเป้าหมาย
ท่ีเข้าร่วมกิจกรรม ๑) จะเกิดการรับรู้เพียงใด ๒) มีความรู้ ความเข้าใจ ความนิยมเพียงใด ๓) การสนับสนุน
จากประชาชนเพียงใด ๔) เกิดความเข้าใจเพียงใด
ยุติธรรมเคลื่อนที่ที่ยะลา กิจกรรมคือ “ประชาสัมพันธ์” “แจกเอกสาร” ถ้าใช้คาว่า
“ประชาสมั พนั ธ์” นั่นคอื การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คือ การเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยราชการของรัฐอัน
ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซ่ึงอยู่ภายใต้การกากับดูแลของรัฐบาล โดยวิธีการ
กระจายข่าวสารเก่ียวกับนโยบาย กิจกรรมและผลงานต่างๆ ของรัฐ เพ่ือการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและ