The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 การสังเคราะห์ด้วยแสง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thanya Iew, 2022-10-08 07:23:28

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 การสังเคราะห์ด้วยแสง

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 การสังเคราะห์ด้วยแสง

47

48

ตารางเกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

ประเดน็ การ คณุ ลกั ษณะของนกั เรยี น
ประเมนิ
3 2 1
1. มวี ินยั
- มีความตรงต่อเวลา มคี วามซื่อสตั ย์ - มีความซือ่ สัตยส์ จุ รติ - มคี วามตง้ั ใจท่จี ะ
2. มีความ สุจริต - มีความตง้ั ใจท่ีจะทำงาน ทำงาน
ใฝเ่ รียนรู้ - มีความรับผิดชอบ มคี วามตั้งใจทีจ่ ะ - มคี วามรบั ผิดชอบ - รจู้ กั เสียสละ
ทำงาน - มีความอดทน - มีความซื่อสัตย์
- มีเคารพในสทิ ธิของผูอ้ น่ื ขยนั หมน่ั เพยี ร สุจริต
- มรี ะเบยี บและปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑ์ - รู้จกั เสียสละ
- เหน็ อก เห็นใจผอู้ น่ื - เหน็ อก เหน็ ใจผู้อน่ื - เข้าร่วมกิจกรรม
- มีความอดทนขยันหมั่นเพียร การเรยี นรู้ตา่ ง ๆ
- รู้จกั เสยี สละ รจู้ ักกาลเทศะ - เขา้ ร่วมกจิ กรรมการเรยี นรู้
- เอาใจใสแ่ ละมีความพยายามในการ ต่าง ๆ
เรียนรู้ - เอาใจใส่และมคี วาม
- ต้ังใจในการเรียนรู้ พยายามในการเรยี นรู้
- เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนร้ตู า่ ง ๆ -มกี ารบนั ทกึ ความร้ใู นระหว่าง
- มกี ารบนั ทึกความรู้ในระหวา่ งเรียน เรียน
- จดสรุปจากที่ครเู ขียน

3. มคี วาม - เอาใจใสต่ อ่ การปฏบิ ัตหิ น้าที่ที่ไดร้ บั - ทุ่มเท อดทน ไมย่ อ่ ทอ้ ต่อ - ทุ่มเท อดทน ไม่
ม่งุ ม่นั ในการ มอบหมาย ปัญหาในการทำงาน ย่อท้อต่อปัญหาใน
ทำงาน - มคี วามต้ังใจและรบั ผดิ ชอบในการ - มีการปรบั ปรงุ และ การทำงาน
ทำงานให้สำเรจ็ พฒั นาการทำงานด้วยตนเอง

- ทุม่ เท อดทน ไมย่ อ่ ท้อตอ่ ปัญหาใน - เอาใจใส่ต่อการปฏิบตั ิ
การทำงาน หน้าที่ที่ได้รบั มอบหมาย
- มกี ารปรับปรงุ และพัฒนาการทำงาน
ดว้ ยตนเอง

เกณฑ์การประเมิน ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70 มคี ะแนนมากกว่าหรือเทา่ กับ 7
คะแนน 9-8 คดิ เปน็ ร้อยละ 5 คะแนน ไม่ผา่ นเกณฑร์ อ้ ยละ 70 มคี ะแนนนอ้ ยกว่า 7
คะแนน 7 คดิ เป็นรอ้ ยละ 4 คะแนน
คะแนน 6-5 คิดเป็นร้อยละ 3 คะแนน
คะแนน 4 คิดเปน็ ร้อยละ 2 คะแนน
คะแนน 3 คิดเปน็ ร้อยละ 1 คะแนน

เกณฑ์คณุ ภาพ
3 คะแนน ดี
2 คะแนน พอใช้
1 คะแนน ปรบั ปรงุ

49

50

51

52

53

54

แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 20

กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 5

รายวิชา ชีววิทยา 3 รหัส ว 32243

หน่วยการเรียนรู้ที่ 11 การสังเคราะห์ด้วยแสง เวลา 14 ชัว่ โมง

เร่อื ง กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพชื (การตรงึ คารบ์ อน) เวลา 2 ชั่วโมง

ภาคเรยี นที่ 1/2565 ครผู ้สู อน นางสาวธญั ญาเรศ ทบอาจ

1. มาตรฐานการเรียนรู้ และผลการเรยี นรู้
สาระชีววิทยา 3 เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำของพืช การ

ลำเลียง ของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโต และการ
ตอบสนองของพชื รวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ผลการเรยี นรู้
13. อธบิ ายขน้ั ตอนท่เี กิดขนึ้ ในกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพืช C3

2. สาระสำคญั
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสงและการตรึง

คาร์บอนโดยปฏิกิริยาแสงจะเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานเคมีในรูปของโมเลกุล ATP และ
NADPH เพอื่ นำไปใชใ้ นการตรึงคารบ์ อน ได้ผลิตภัณฑ์เป็นนำ้ ตาลทม่ี คี าร์บอน 3 อะตอม คอื G3P

3. สาระการเรียนรู้
- การตรงึ คาร์บอน

4. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. ด้านความรู้ (K)
อธบิ ายกระบวนการตรึงคาร์บอนได้
2. ด้านทักษะกระบวนการ (P)
เขียนแผนผังสรปุ กระบวนการตรงึ คาร์บอนได้
3. ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
มีความกระตอื รอื รน้ และความอยากรอู้ ยากเหน็

55

5. กจิ กรรมการเรยี นรู้
รูปแบบการสอนที่ใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ คือ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 นักเรียนตอบคำถาม ที่ครูถามเพื่อนำเข้าสู่บทเรียนว่า “การใช้คาร์บอนไดออกไชด์

ของพืช ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงนี้เกิดข้ึนได้อย่างไร ประกอบด้วยกี่ขัน้ ตอน และมีการนำ
พลังงานทีเ่ ก็บไวใ้ น ATP และ NADPH ไปใช้ในข้ันตอนใดบา้ ง อยา่ งไร”

2. ข้นั สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 นกั เรียนศึกษาข้อมูลจากการทดลองของเมลวิน คลั วิน จากแผนภาพทค่ี รูนำมาและ

ร่วมกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมีการตรึงคาร์บอนไดออกไชด์
เกิดขน้ึ

การทดลองของเมลวนิ คัลวนิ

56

2.2 นักเรียนศึกษารูป 11.18 วัฏจักรคัลวิน ในหนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 3 ให้
นักเรียนทราบกระบวนการการเกิด PGA และ RuBP อย่างเป็นขั้นตอน และเพื่อให้เห็นว่าการตรึง
คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการที่พืชนำพลังงานเคมีที่ได้จากปฏิกิรยิ าแสงในรูปของ ATP และ NADPH
มาใช้ในการสร้างสารอนิ ทรยี ์ จากการสืบคน้ ขอ้ มลู ครูให้นักเรยี นอภปิ รายในประเดน็ ดงั ตอ่ ไปนี้

- กระบวนการนี้เกดิ ขน้ึ ทบ่ี ริเวณใดของคลอโรพลาสต์
- กระบวนการตรึงคารบ์ อนไดออกไชด์มกี ี่ขัน้ ตอน อะไรบา้ ง
- พลังงานทีเ่ กบ็ ไว้ที่ ATP และ NADPH นำไปสร้างพนั ธะของคาร์บอนไดอ้ ยา่ งไร

3. ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
3.1 นักเรียนและครูร่วมกนั อภปิ รายและสรปุ ว่า วัฏจกั รคัลวินเกิดข้ึนทส่ี โตรมาของ

คลอโรพลาสต์ ประกอบด้วย 3 ขน้ั ตอนหลัก ดงั น้ี
1. คาร์บอกซเิ ลชนั เปน็ ขั้นตอนท่ี RuBP ทำปฏกิ ิริยากับ CO2 เกดิ เป็นสารอนิ ทรยี ์

ทีม่ คี าร์บอน 3 อะตอม คือ PGA เป็นสารเสถยี รตัวแรกของวฎั จกั ร
2. รดี กั ชัน เปน็ ขน้ั ตอนที่ PGA รบั พลังงานจาก ATP และ NADPH จากปฏิกริ ิยา

แสงเปล่ยี นเป็น G3P หรือ PGAL เป็นน้ำตาลตัวแรกทีม่ ีคารบ์ อน 3 อะตอม
3. รเี จเนอเรชนั เป็นกระบวนการสรา้ ง RuBP ข้ึนมาใหม่เพื่อนำไปใช้ในการตรงึ

คาร์บอนไดออกไซด์อกี และ G3P ซ่งึ เป็นผลิตภัณฑท์ ีเ่ หลอื ถกู นำไปสร้างกลูโคสหรือสารอนิ ทรยี อ์ นื่ ๆ
3.2 นักเรียนตอบคำถาม ดังน้ี ผลิตภณั ฑส์ ุดทา้ ยของการสงั เคราะห์ด้วยแสงมอี ะไรบ้าง
(แนวคำตอบ G3P แกส๊ ออกซเิ จน และน้ำ )
3.3 นกั เรยี นทำใบงาน เร่ือง การตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์

4. ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครอู ธบิ ายเพม่ิ เติมเพื่อเน้นว่าเมอ่ื สน้ิ สดุ กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงสารผลิตภณั ฑ์

ที่เกดิ จาก 1 รอบของวฏั จักรคลั วนิ คือ G3P 1 โมเลกลุ ซ่งึ เป็นนำ้ ตาลทมี่ ีคาร์บอน 3 อะตอม สำหรับ
ความรู้ที่นักเรียนเคยทราบและเข้าใจมาจากสมการเคมีโดยรวมของการสังเคราะห์ด้วยแสงซึ่งใน
สมการจะแสดงน้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) นั้น ครูอธิบายเพิ่มเติมว่ากลูโคสไม่ได้เป็นสารผลิตภัณฑ์
ของวัฏจักรคัลวิน แตไ่ ด้มาจากการนำ G3P ไปใชใ้ นการสังเคราะห์เปน็ กลโู คสรวมทงั้ สารอนิ ทรยี อ์ นื่ ๆ

5. ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
5.1 นกั เรียนเขยี นแผนผงั สรปุ กระบวนการตรึงคารบ์ อน
5.2 นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคำถามทีค่ รถู ามเพือ่ ประเมินความรู้ โดยใชค้ ำถามดังน้ี
- เมอ่ื สน้ิ สดุ กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงจะเกดิ ผลติ ภณั ฑ์อะไรบ้าง
(แนวคำตอบ G3P และ O2)

57

- ถ้าปฏิกิริยาในวฏั จักรคลั วินถูกยับยงั้ จะส่งผลตอ่ ปฏิกิริยาแสงดว้ ยหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ ถา้ ปฏิกริ ยิ าในวฏั จักรคลั วนิ ถกู ยับย้ังจะสง่ ผลตอ่ ปฏกิ ิรยิ าแสงเช่นกนั
เน่อื งจากไม่มีการใช้ NADPH และ ATP จงึ ไม่เกดิ NADP+ และ ADP ขนึ้ ซง่ึ ทั้ง NADP+ และ ADP น้ี
จะตอ้ งนำไปใช้ในการถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนของปฏิกริ ิยาแสง )

6. สอ่ื / แหล่งเรียนรู้
1. หนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่มิ เติม ชีววทิ ยาเล่ม 3
2. เพาเวอรพ์ อยต์ เรอ่ื ง กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช (การตรงึ คาร์บอน)
3. แผนภาพการทดลองของเมลวนิ คัลวิน

7. ชิ้นงาน/ภาระงาน
1. ใบงาน เรอื่ ง การตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์
2. เขยี นแผนผังสรุปกระบวนการตรึงคาร์บอน

58

8. การวัดและประเมินผล

จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวดั ผล เครอ่ื งมือวดั เกณฑก์ ารผา่ นจุดประสงค์
ระดับคุณภาพพอใช้ขึ้นไป
ดา้ นความรู้ (K)
ถือว่าผ่านเกณฑ์
อธิบายกระบวนการตรงึ คารบ์ อนได้ - สังเกตจากการตอบ ใบงาน เร่อื ง
คำถามและแสดง ระดับคณุ ภาพพอใช้
การตรงึ ข้นึ ไปถือว่าผ่านเกณฑ์
ความคิดเห็น คาร์บอนได
- ตรวจใบงาน เรอ่ื ง ออกไซด์
การตรงึ

คาร์บอนไดออกไซด์

ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)

เขียนแผนผังสรุปกระบวนการตรึง - ตรวจแผนผงั สรปุ แผนผงั สรุป

คารบ์ อนได้ กระบวนการตรงึ กระบวนการ

คาร์บอน ตรึงคารบ์ อน

ดา้ นคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ (A)

มีความซื่อสัตย์และกระตือรือร้นใน ประเมินคุณลักษณะ แบบประเมนิ ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 70
คณุ ลกั ษณะ ข้ึนไป
การทำงาน อันพงึ ประสงค์ อันพงึ ประสงค์

59

60

เกณฑ์การประเมนิ ผลการทำใบงาน

ประเดน็ การประเมนิ คาํ อธิบายระดบั คุณภาพ/ระดับคะแนน

4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน
ทำใบงานถูกตอ้ ง
ความถูกตอ้ ง ทำใบงานถูกตอ้ ง ทำใบงานถกู ตอ้ ง ทำใบงานถูกตอ้ ง นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 50
ร้อยละ 80 ข้ึนไป ร้อยละ 65 – 79 รอ้ ยละ 50 - 64
ทำใบงานเปน็
ทำใบงานมคี วามเป็น ทำใบงานมีความเปน็ ทำใบงานเปน็ ระเบียบ สะอาด
เรยี บร้อยพอใช้
ความเปน็ ระเบียบ ระเบยี บ สะอาด ระเบียบ สะอาด ระเบยี บ สะอาด ส่งใบงานล่าชา้ กว่า
ความตรงตอ่ เวลา เวลาท่ีกำหนด
เรยี บร้อยดมี าก เรียบรอ้ ยดี เรียบรอ้ ยปานกลาง มากกว่า 3 วัน

ส่งใบงานทันตาม ส่งใบงานลา่ ชา้ กว่า ส่งใบงานล่าชา้ กว่า

เวลาที่กำหนด เวลาท่ีกำหนดไป 1 วัน เวลาที่กำหนดไป 3

วนั

เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ ระดับคุณภาพ
ช่วงคะแนน ควรปรับปรุงอยา่ งยง่ิ
0-4
5-6 ควรปรับปรงุ
7-8 พอใช้
9 – 10 ดี
11 - 12
ดีมาก

เกณฑ์การผ่าน ระดบั คุณภาพพอใช้ข้นึ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์

61

62

เกณฑ์การประเมนิ ผลการทำแผนผัง

ประเดน็ การประเมิน คําอธบิ ายระดับคณุ ภาพ/ระดับคะแนน

4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน
ทำแผนผงั ถูกตอ้ ง
ความถูกต้อง ทำแผนผังถูกตอ้ ง ทำแผนผังถกู ตอ้ ง ทำแผนผงั ถูกตอ้ ง นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 50
ร้อยละ 80 ขึ้นไป ร้อยละ 65 – 79 รอ้ ยละ 50 - 64
ทำแผนผงั เปน็
ทำแผนผงั มคี วามเปน็ ทำแผนผงั มคี วามเป็น ทำแผนผงั เป็น ระเบยี บ สะอาด
เรียบรอ้ ยพอใช้
ความเป็นระเบยี บ ระเบียบ สะอาด ระเบียบ สะอาด ระเบียบ สะอาด สง่ แผนผังล่าช้ากว่า
ความตรงต่อเวลา เวลาท่ีกำหนด
เรียบรอ้ ยดมี าก เรยี บร้อยดี เรียบรอ้ ยปานกลาง มากกวา่ 3 วัน

ส่งแผนผังทันตาม ส่งแผนผังล่าช้ากวา่ สง่ แผนผังล่าช้ากวา่

เวลาท่ีกำหนด เวลาท่ีกำหนดไป 1 วัน เวลาท่ีกำหนดไป 3

วัน

เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ ระดบั คณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ควรปรับปรุงอยา่ งยง่ิ
0-4
5-6 ควรปรบั ปรงุ
7-8 พอใช้
9 – 10 ดี
11 - 12
ดมี าก

เกณฑ์การผ่าน ระดับคุณภาพพอใช้ข้นึ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์

63

64

ตารางเกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

ประเดน็ การ คณุ ลกั ษณะของนักเรียน
ประเมนิ
3 2 1
1. มวี ินยั
- มีความตรงต่อเวลา มคี วามซื่อสตั ย์ - มคี วามซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ - มคี วามตัง้ ใจท่จี ะ
2. มีความ สุจริต - มคี วามตั้งใจทีจ่ ะทำงาน ทำงาน
ใฝเ่ รียนรู้ - มีความรับผิดชอบ มคี วามตั้งใจทีจ่ ะ - มคี วามรบั ผิดชอบ - รจู้ กั เสียสละ
ทำงาน - มีความอดทน - มีความซอื่ สตั ย์
- มีเคารพในสทิ ธิของผูอ้ น่ื ขยันหม่ันเพยี ร สจุ ริต
- มรี ะเบยี บและปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑ์ - รจู้ ักเสียสละ
- เหน็ อก เห็นใจผอู้ น่ื - เหน็ อก เหน็ ใจผู้อน่ื - เข้าร่วมกิจกรรม
- มีความอดทนขยันหมั่นเพียร การเรยี นรูต้ ่าง ๆ
- รู้จกั เสยี สละ รจู้ ักกาลเทศะ - เข้าร่วมกจิ กรรมการเรียนรู้
- เอาใจใสแ่ ละมีความพยายามในการ ต่าง ๆ
เรียนรู้ - เอาใจใส่และมคี วาม
- ต้ังใจในการเรียนรู้ พยายามในการเรยี นรู้
- เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนร้ตู า่ ง ๆ -มกี ารบันทึกความรใู้ นระหวา่ ง
- มกี ารบนั ทึกความรู้ในระหวา่ งเรียน เรียน
- จดสรุปจากที่ครเู ขียน

3. มคี วาม - เอาใจใสต่ อ่ การปฏบิ ัตหิ น้าที่ที่ไดร้ บั - ทุ่มเท อดทน ไม่ย่อท้อต่อ - ทุ่มเท อดทน ไม่
ม่งุ ม่นั ในการ มอบหมาย ปญั หาในการทำงาน ย่อท้อต่อปัญหาใน
ทำงาน - มคี วามต้ังใจและรบั ผดิ ชอบในการ - มีการปรบั ปรงุ และ การทำงาน
ทำงานให้สำเรจ็ พฒั นาการทำงานด้วยตนเอง

- ทุม่ เท อดทน ไมย่ อ่ ท้อตอ่ ปัญหาใน - เอาใจใสต่ อ่ การปฏิบัติ
การทำงาน หนา้ ท่ที ่ีได้รบั มอบหมาย
- มกี ารปรับปรงุ และพัฒนาการทำงาน
ดว้ ยตนเอง

เกณฑ์การประเมิน ผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ 70 มีคะแนนมากกวา่ หรอื เท่ากับ 7
คะแนน 9-8 คดิ เปน็ ร้อยละ 5 คะแนน ไม่ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 70 มคี ะแนนน้อยกวา่ 7
คะแนน 7 คดิ เป็นรอ้ ยละ 4 คะแนน
คะแนน 6-5 คิดเป็นร้อยละ 3 คะแนน
คะแนน 4 คิดเปน็ ร้อยละ 2 คะแนน
คะแนน 3 คิดเปน็ ร้อยละ 1 คะแนน

เกณฑ์คณุ ภาพ
3 คะแนน ดี
2 คะแนน พอใช้
1 คะแนน ปรบั ปรงุ

65

66

67

68

69

70

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 21

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
รายวชิ า ชีววิทยา 3 รหสั ว 32243
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 11 การสังเคราะห์ด้วยแสง เวลา 14 ช่วั โมง
เรอ่ื ง โฟโตเรสไพเรชัน เวลา 1 ชั่วโมง
ภาคเรียนที่ 1/2565
ครผู ูส้ อน นางสาวธญั ญาเรศ ทบอาจ

1. มาตรฐานการเรียนรู้ และผลการเรยี นรู้
สาระชีววิทยา 3 เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำของพืช การ

ลำเลียง ของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโต และการ
ตอบสนองของพชื รวมทง้ั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ผลการเรียนรู้
13. อธิบายข้ันตอนทีเ่ กิดข้ึนในกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื C3

2. สาระสำคัญ
โฟโตเรสไพเรชันเป็นกระบวนการที่พืชตรึง O2 โดยเอนไซม์รูบิสโก ซึ่งจะทำให้พืชสร้าง

น้ำตาลจากวัฏจักรคัลวินได้ลดลง และมีการใช้ ATP ด้วย โฟโตเรสไพเรชันพบมากในพืช C3 แต่พืช
บางชนิดเช่น พืช C4 และพืช CAM มีกลไกในการเพิ่มความเข้มข้นของ CO2 ทำให้โฟโตเรสไพเรชัน
เกิดขน้ึ ไดน้ อ้ ยมากหรอื ไมเ่ กิดขึน้ เลย โดยพชื C4 จะตรงึ คาร์บอน 2 ครงั้ ซึ่งการตรึงแต่ละครั้งจะเกิดที่
เซลล์ต่างชนิดกัน สว่ นพชื CAM จะตรงึ คาร์บอน 2 คร้ังเช่นกัน โดยทง้ั 2 คร้งั เกิดขนึ้ ในเซลล์เดียวกัน
แต่เกิดตา่ งช่วงเวลา

3. สาระการเรียนรู้
- กระบวนการทพ่ี ืชตรึง O2 โดยเอนไซม์รบู ิสโก

4. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. ดา้ นความรู้ (K)
อธบิ ายการเกดิ โฟโตเรสไพเรชันได้
2. ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
สืบคน้ ข้อมลู และสรุปการเกิดโฟโตเรสไพเรชันได้
3. ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
มีวนิ ยั ใฝ่เรียนร้แู ละมงุ่ มั่นในการทำงาน

71

5. กิจกรรมการเรยี นรู้
รูปแบบการสอนทใ่ี ช้ในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ คอื การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5E
1. ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement)
1.1 นกั เรยี นตอบคำถาม โดยครูถามเกยี่ วกับบทบาทของ RuBP ในกระบวนการ

สังเคราะหด์ ว้ ยแสง ซ่ึงนกั เรียนสรปุ ไดว้ า่ RuBP ทำหน้าท่ตี รงึ CO2 ในวัฏจักรคลั วิน
1.2 นักเรียนดวู ีดิทัศนเ์ รือ่ ง การเปิด - ปดิ ของปากใบ ทีค่ รูเตรยี มมาและใช้คำถาม

เพื่อกระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี น ดังน้ี
- จากทนี่ กั เรยี นไดเ้ รียนรเู้ ร่ืองการคายน้ำของพชื หากพืชอยู่ในภาวะร้อนหรือแหง้

แล้งพชื จะตอบสนองอยา่ งไร
- เมื่อรปู ากใบของพืชปดิ จะส่งผลตอ่ ปริมาณ CO2 และ O2 อย่างไร
- ถ้ามี CO2 นอ้ ย RuBP จะสามารถตรึง CO2 ไดเ้ หมอื นเดมิ หรือไม่
- ถา้ RuBP สามารถตรงึ O2 ได้ จะมผี ลตอ่ กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงหรอื ไม่

(แนวคำตอบ พชื อยใู่ นภาวะร้อนหรือแหง้ แล้งจะมกี ารปดิ รปู ากใบซ่งึ ส่งผลต่อการ
แลกเปล่ยี นแก๊สของพืช ทำใหพ้ ืชได้รับ CO2 น้อยลง จึงทำใหพ้ ืชตรึง CO2 ได้น้อยลงและหาก RuBP
สามารถตรึง O2 ได้ ก็อาจทำให้เกดิ การตรึง O2 แทนการตรงึ CO2 ซงึ่ ทำให้มปี รมิ าณ RuBP นอ้ ยลงที่
จะตรึง CO2)

2. ขั้นสำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 นักเรยี นแบง่ กล่มุ ออกเป็น 4 กลมุ่ กลุ่มละ 4 คน ซึ่งครูแบ่งให้โดยคละความสามารถ

(อ่อน ปานกลาง เก่ง) แต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับโฟโตเรสไพเรชัน จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เช่น
หนังสือเรียน เพาเวอร์พอยต์ หรือจากใบความรู้เรื่อง โฟโตเรสไพเรชัน และสรุปขั้นตอนลงใน
กระดาษโฟชาร์ต ตกแต่งใหส้ วยงาม

2.2 นักเรียนทำแบบฝึกหัดเรื่อง โฟโตเรสไพเรชนั ในหนังสือเรยี นชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 3 หน้า
157

3. ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
3.1 นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ ออกมานำเสนอผลการสืบคน้ หนา้ ช้ันเรยี น
3.2 นกั เรียนและครูร่วมกันอภปิ รายและลงข้อสรุปจากการสืบคน้ ข้อมลู เก่ียวกบั โฟโตเรส

ไพเรชัน ได้ดังนี้ ในขณะที่พืชตรึง CO2 อาจมีการตรึง O2 เกิดขึ้นด้วย โดย RuBP มีบริเวณเร่งท่ี
สามารถจบั ได้ทั้งกับ CO2 และ O2 เมื่อมกี ารสะสมของ O2 มากขน้ึ RuBP มีโอกาสจับกบั O2 มากขึ้น
และจับ CO2 ได้น้อยลง กระบวนการที่ RuBP ตรึง O2 นี้เรียกว่า โฟโตเรสไพเรชัน ซึ่งจะทำให้พืช
สลายสารอนิ ทรยี แ์ ละสูญเสยี คาร์บอนโดยถกู ปล่อยออกมาในรปู CO2 ทำใหม้ ี PGA ทีน่ ำเข้าสู่วฏั จักร

72

คัลวินน้อยลง โดยในโฟโตเรสไพเรชันจะมีการใช้พลังงานจาก ATP อีกด้วย ซึ่งจะเห็นว่า โฟโต
เรสไพเรชันเป็นกระบวนการทค่ี ล้ายกับการหายใจระดบั เซลล์

4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับโฟโตเรสไพเรชนั ในพชื ว่า เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามปกติ

โดยในปัจจุบันมีการทดลองที่ทำใหน้ ักวิทยาศาสตรเ์ ชื่อว่าโฟโตเรสไพเรชันมคี วามจำเป็นต่อพืช ช่วย
ลดการเกิดอนุมูลอิสระเมือ่ อัตราการเกดิ ปฏิกิรยิ าระหว่างวัฏจักรคลั วินและปฏิกิริยาแสงไม่สมดุลกนั

5. ขนั้ ประเมิน (Evaluation)
นกั เรยี นรว่ มกันตอบคำถามทค่ี รถู ามเพื่อทดสอบความเข้าใจ โดยมแี นวคำถามดังนี้
- โฟโตเรสไพเรชนั สมั พนั ธก์ บั การสังเคราะหด์ ้วยแสงหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ โฟโตเรสไพเรชันมีความสัมพนั ธ์กบั การสงั เคราะห์ด้วยแสงโดยใชร้ บู ิสโก

เหมอื นกนั แตโ่ ฟโตเรสไพเรชนั ใช้รูบิสโกในการทำให้ RuBP ตรึง O2 หรอื เป็นการใช้ O2 สลาย RuBP
ส่วน การสังเคราะห์ด้วยแสงใช้รูบิสโกในการช่วยให้ RuBP ตรึง CO2 ซึ่งกระบวนการทั้งสองนี้จะ
เกดิ ข้ึนเมือ่ มแี สง)

- ถ้าพืชเกิดโฟโตเรสไพเรชนั มากจะเกดิ ผลอยา่ งไร
(แนวคำตอบ ถา้ พชื เกดิ โฟโตเรสไพเรชันมากจะทำใหค้ วามสามารถในการตรงึ CO2 ใน
วัฏจักรคัลวินลดลงเนื่องจากมี RuBP ลดลงเพราะ RuBP ส่วนหนึ่งจับกับ O2 ทำให้มี RuBP เหลือ
น้อยลงสำหรับการตรึง CO2 นอกจากนี้การใช้ RuBP เป็นสารตั้งต้นในการเกิดปฏิกิริยาใน
กระบวนการโฟโตเรสไพเรชนั จะได้ PGA น้อยกว่าการใช้ RuBP เป็นสารตั้งต้นในปฏิกิริยาในขั้นตอน
คาร์บอกซิเลชัน จึงไดส้ ารผลิตภัณฑ์ที่เปน็ น้ำตาลนอ้ ยกว่าด้วย)

6. ส่อื / แหล่งเรียนรู้
1. หนงั สอื เรียนรายวชิ าเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร์ชวี วิทยา เล่ม 3 ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 5 สสวท.
2. เพาเวอรพ์ อยต์ เรอื่ ง โฟโตเรสไพเรชนั
3. วีดทิ ศั น์เรอื่ ง การเปิด - ปดิ ของปากใบ

7. ชน้ิ งาน/ภาระงาน
1. แบบฝกึ หัดเรื่อง โฟโตเรสไพเรชัน ในหนงั สือเรียนชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 3 หน้า 157
2. สบื คน้ ขอ้ มลู เก่ียวกบั โฟโตเรสไพเรชัน สรปุ ขั้นตอนลงในกระดาษโฟชาร์ต

73

8. การวัดและประเมินผล

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วิธวี ดั ผล เคร่ืองมอื วดั เกณฑ์การผา่ น
จุดประสงค์
ด้านความรู้ (K) - สังเกตจากการ
อธิบายการเกิดโฟโตเรสไพเรชนั ได้ ตอบคำถามและ ระดบั คณุ ภาพพอใช้
ข้นึ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
แสดงความคิดเห็น แบบฝกึ หัดเรอ่ื ง
- ตรวจแบบฝกึ หดั โฟโตเรสไพเรชัน

เรอื่ ง โฟโตเรส
ไพเรชัน

ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)

สืบค้นข้อมูลและสรุปการเกิดโฟโต - สังเกตจากการ แบบประเมินการ ผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ 70
ทำงานเป็นกลุม่ ขนึ้ ไป
เรสไพเรชันได้ ตอบคำถามและ
แบบประเมนิ ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70
แสดงความคิดเหน็ คุณลกั ษณะอนั พึง ข้นึ ไป
ประสงค์
- การทำงานเปน็

กลุ่ม

- การนำเสนอ

ดา้ นคุณลักษณะท่พี งึ ประสงค์ (A)

มีวินัยใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่นในการ ประเมนิ

ทำงาน คณุ ลักษณะอันพงึ

ประสงค์

74

75

เกณฑก์ ารประเมนิ ผลการทำแบบฝึกหดั

ประเดน็ การประเมนิ คาํ อธบิ ายระดบั คณุ ภาพ/ระดับคะแนน

4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน

ความถูกตอ้ ง ทำแบบฝกึ หัดถูกต้อง ทำแบบฝึกหดั ถกู ต้อง ทำแบบฝกึ หัดถกู ต้อง ทำแบบฝึกหดั ถูกตอ้ ง
ร้อยละ 80 ข้ึนไป ร้อยละ 65 – 79 รอ้ ยละ 50 - 64 นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 50

ทำแบบฝึกหัดมีความ ทำแบบฝกึ หัดมีความ ทำแบบฝึกหัดเปน็ ทำแบบฝึกหดั เปน็
เปน็ ระเบียบ สะอาด ระเบยี บ สะอาด
ความเป็นระเบยี บ เรียบรอ้ ยดีมาก เปน็ ระเบยี บ สะอาด ระเบียบ สะอาด เรยี บรอ้ ยพอใช้
ความตรงต่อเวลา
ส่งแบบฝึกหดั ทันตาม เรียบรอ้ ยดี เรียบรอ้ ยปานกลาง สง่ แบบฝึกหดั ล่าช้า
เวลาท่ีกำหนด กว่าเวลาท่ีกำหนด
ส่งแบบฝึกหดั ล่าชา้ กว่า สง่ แบบฝึกหัดลา่ ชา้ มากกว่า 3 วัน

เวลาท่ีกำหนดไป 1 วนั กว่าเวลาท่ีกำหนดไป

3 วัน

เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ

0 - 4 ควรปรบั ปรงุ อยา่ งยงิ่

5 - 6 ควรปรบั ปรงุ

7 - 8 พอใช้

9 – 10 ดี

11 - 12 ดีมาก

เกณฑก์ ารผ่าน ระดับคณุ ภาพพอใช้ขนึ้ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์

76

77

เกณฑ์การให้คะแนนกระบวนการกลมุ่

ประเดน็ การ 3 คุณลกั ษณะของนักเรียน 0
ประเมนิ 21

1. ความสนใจ - ไมห่ ยอกล้อหรอื เลน่ - หยอกลอ้ หรอื เลน่ กนั - หยอกล้อหรอื - หยอกล้อหรอื
กนั ในขณะที่เพอื่ น ในขณะท่เี พอื่ นนำเสนอ เลน่ กันในขณะท่ี เล่นกันในขณะที่
2.ความมีใจ นำเสนองานและใน งานและในขณะที่ เพอ่ื นนำเสนอ เพื่อนนำเสนอ
กว้าง ขณะทน่ี ักเรยี นกำลังทำ นักเรยี นกำลังทำ และในขณะท่ี และในขณะที่
3. ความเพยี ร กิจกรรมของกลุ่มตนเอง กจิ กรรมของกล่มุ ตนเอง นกั เรียนกำลงั ทำ นักเรียนกำลังทำ
พยายาม ตอ้ งใหค้ รูเตอื น 1 ครง้ั กจิ กรรมของกลุ่ม กจิ กรรมของกล่มุ
- ทำงานเสร็จสมบูรณ์ จึงหยุดเล่น ตนเอง ต้องให้ครู ตนเอง ตอ้ งใหค้ รู
ภายในเวลาทก่ี ำหนด เตอื น 2 คร้ัง จงึ เตอื นเกิน 2 ครงั้
หรอื ชา้ กว่าไม่เกนิ 5 -ทำงานเสรจ็ สมบูรณช์ ้า หยดุ เลน่ จงึ หยุดเลน่
นาที กว่าเวลาที่กำหนด 5-10 หรือไมส่ นใจคำ
นาที - ทำงานเสร็จ เตอื นของครู
- ทำงานจนสำเรจ็ ไมย่ อ่ สมบูรณช์ า้ กว่า
ทอ้ เมอ่ื มีอปุ สรรค - ทำงานจนสำเร็จ ไมย่ อ่ เวลาที่กำหนด - ทำงานเสร็จ
สามารถแก้ปญั หาทุก ทอ้ เมื่อมีอุปสรรค 11-15 นาที สมบรู ณช์ า้ กว่า
คร้ังด้วยตนเอง สามารถแก้ปญั หาทุก เวลาทีก่ ำหนด
ครง้ั ด้วยตนเองโดยมคี รู - ทำงานจนสำเรจ็ เกิน 15 นาที
คอยกระตนุ้ บางครง้ั แตเ่ กิดความยอ่ หรอื ทำงานไม่
ท้อระหวา่ งการ เสรจ็
ทำงาน ครตู ้อง
คอยกระต้นุ บ่อย - ทำงานไมส่ ำเร็จ
ๆ จึงสามารถ ถึงแมจ้ ะมคี รคู อย
แกป้ ญั หาได้ กระตนุ้ เตอื นก็ไม่
พยายามจะ
แกป้ ญั หาที่
เกิดข้นึ

78

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนกระบวนการกลมุ่ (ตอ่ )

ประเดน็ การ คุณลักษณะของนักเรียน
ประเมิน
3 2 1 0
4. ความ
ซ่อื สัตย์ - ไมโ่ กหก ไม่ลอกงาน - ไมโ่ กหก ไม่ลอกงาน - ไม่โกหก ไม่ - โกหก ลอกงาน
เพอ่ื นกลุ่มอื่นมาสง่ ไม่ เพอื่ นกลุม่ อน่ื มาส่ง ทำ ลอกงานเพอื่ น เพอื่ นกลมุ่ อน่ื มา
5. ความ ทำผดิ ข้อตกลงท่กี ำหนด ผิดข้อตกลงที่กำหนดไว้ กลุม่ อ่นื มาสง่ ทำ ส่ง ทำผดิ
รับผดิ ชอบ ไว้ มีการตักเตือน 1 ครั้ง ผิดขอ้ ตกลงที่ ขอ้ ตกลงท่ี
แล้วหยุดพฤติกรรม กำหนดไว้ มกี าร กำหนดไว้ มกี าร
- เก็บอุปกรณก์ ารเรียน ตักเตอื น 2 คร้งั ตกั เตอื นมากกวา่
เก็บโตะ๊ เกบ็ เกา้ อี เศษ -ครเู ตอื น1ครั้ง ในเก็บ แลว้ หยุด 2 ครง้ั แลว้ หยดุ
ขยะกลุ่มตัวเอง อปุ กรณก์ ารเรยี นการเกบ็ พฤติกรรม พฤตกิ รรม
เรียบร้อย โต๊ะเกบ็ เก้าอี เศษขยะกลมุ่
ตวั เอง - ครเู ตือน 2 คร้ัง - ครูเตือน
ในเก็บอุปกรณ์ มากกวา่ 2 ครัง้
การเรยี น การเกบ็ ในเก็บอุปกรณ์
โต๊ะเก็บเก้าอี เศษ การเรียน การ
ขยะกลมุ่ ตวั เอง เก็บโตะ๊ เก็บเก้าอี
เศษขยะกล่มุ
ตวั เอง

เกณฑก์ ารประเมิน คดิ เป็นรอ้ ยละ 5 คะแนน
คะแนน 16-18 คดิ เปน็ รอ้ ยละ 4 คะแนน
คะแนน 13-15
คดิ เป็นร้อยละ 3 คะแนน
คะแนน 11-13 คิดเป็นร้อยละ 2 คะแนน
คะแนน 7-10
คิดเปน็ ร้อยละ 1 คะแนน
คะแนน 6 มคี ะแนนมากกวา่ หรือเทา่ กบั 13
ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70 มคี ะแนนต่ำกวา่ 12
ไมผ่ า่ นเกณฑร์ ้อยละ 70

เกณฑ์คุณภาพ
2 คะแนน ปรับปรุง
4 คะแนน พอใช้
5 คะแนน ดี

79

80

ตารางเกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

ประเด็นการ คณุ ลกั ษณะของนกั เรียน
ประเมิน
3 2 1
1. มวี นิ ัย
- มีความตรงตอ่ เวลา มีความซือ่ สตั ย์ - มคี วามซือ่ สตั ยส์ ุจรติ - มีความตั้งใจทจ่ี ะ
2. มีความ สจุ ริต - มีความตั้งใจท่ีจะทำงาน ทำงาน
ใฝเ่ รยี นรู้ - มีความรบั ผดิ ชอบ มีความตัง้ ใจท่จี ะ - มีความรับผิดชอบ - รจู้ กั เสียสละ
ทำงาน - มีความอดทน - มีความซ่ือสตั ย์
- มเี คารพในสทิ ธขิ องผู้อน่ื ขยนั หมน่ั เพยี ร สุจริต
- มรี ะเบียบและปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑ์ - รจู้ ักเสียสละ
- เห็นอก เหน็ ใจผ้อู ืน่ - เห็นอก เห็นใจผ้อู นื่ - เข้าร่วมกิจกรรม
- มคี วามอดทนขยันหมั่นเพยี ร การเรยี นรู้ตา่ ง ๆ
- รจู้ กั เสยี สละ รจู้ กั กาลเทศะ - เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้
- เอาใจใส่และมคี วามพยายามในการ ตา่ ง ๆ
เรยี นรู้ - เอาใจใสแ่ ละมีความ
- ต้งั ใจในการเรียนรู้ พยายามในการเรยี นรู้
- เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรตู้ า่ ง ๆ -มกี ารบนั ทกึ ความรใู้ นระหว่าง
- มีการบันทึกความรูใ้ นระหว่างเรียน เรียน
- จดสรุปจากทค่ี รเู ขยี น

3. มีความ - เอาใจใสต่ อ่ การปฏบิ ัติหน้าทท่ี ไ่ี ด้รับ - ทุ่มเท อดทน ไม่ยอ่ ทอ้ ต่อ - ทุ่มเท อดทน ไม่
ม่งุ มน่ั ในการ มอบหมาย ปัญหาในการทำงาน ย่อท้อต่อปัญหาใน
ทำงาน - มีความตงั้ ใจและรับผิดชอบในการ - มกี ารปรับปรงุ และ การทำงาน
ทำงานใหส้ ำเรจ็ พฒั นาการทำงานด้วยตนเอง

- ทมุ่ เท อดทน ไม่ยอ่ ท้อต่อปัญหาใน - เอาใจใสต่ อ่ การปฏิบตั ิ
การทำงาน หน้าทที่ ่ไี ดร้ ับมอบหมาย
- มีการปรับปรงุ และพฒั นาการทำงาน
ด้วยตนเอง

เกณฑ์การประเมิน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 มคี ะแนนมากกวา่ หรือเทา่ กบั 7
คะแนน 9-8 คดิ เปน็ รอ้ ยละ 5 คะแนน ไม่ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70 มคี ะแนนน้อยกว่า 7
คะแนน 7 คดิ เปน็ รอ้ ยละ 4 คะแนน
คะแนน 6-5 คิดเป็นรอ้ ยละ 3 คะแนน
คะแนน 4 คดิ เปน็ ร้อยละ 2 คะแนน
คะแนน 3 คดิ เปน็ ร้อยละ 1 คะแนน

เกณฑค์ ณุ ภาพ
3 คะแนน ดี
2 คะแนน พอใช้
1 คะแนน ปรบั ปรงุ

81

82

83

84

85

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 22

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5
รายวิชา ชวี วทิ ยา 3 รหสั ว 32243
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 11 การสังเคราะหด์ ้วยแสง เวลา 14 ช่ัวโมง
เรอื่ ง การเพมิ่ ความเข้มขน้ ของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ เวลา 2 ชว่ั โมง
ภาคเรยี นที่ 1/2565
ครูผสู้ อน นางสาวธญั ญาเรศ ทบอาจ

1. มาตรฐานการเรียนรู้ และผลการเรียนรู้
สาระชีววิทยา 3 เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำของพืช การ

ลำเลียง ของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโต และการ
ตอบสนองของพชื รวมทง้ั นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

ผลการเรยี นรู้
14. เปรียบเทียบกลไกการตรึงคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นพืช C3 พชื C4 และ พชื CAM

2. สาระสำคัญ
กระบวนการท่ีพชื ตรึง O2 โดยเอนไซม์รูบิสโก ซง่ึ จะทำให้พชื สร้างนำ้ ตาลจากวฏั จกั รคัลวินได้

ลดลง และมีการใช้ ATP ด้วย โฟโตเรสไพเรชันพบมากในพืช C3 แต่พืชบางชนิดเชน่ พืช C4 และพชื
CAM มกี ลไกในการเพ่ิมความเขม้ ข้นของ CO2 ทำใหโ้ ฟโตเรสไพเรชันเกิดขนึ้ ได้น้อยมากหรอื ไม่เกิดขึ้น
เลย โดยพืช C4 จะตรึงคาร์บอน 2 ครั้งซึง่ การตรึงแต่ละครั้งจะเกิดที่เซลลต์ ่างชนิดกัน ส่วนพืช CAM
จะตรึงคารบ์ อน 2 ครัง้ เชน่ กัน โดยทั้ง 2 คร้ังเกดิ ข้นึ ในเซลลเ์ ดยี วกันแตเ่ กดิ ตา่ งชว่ งเวลา

3. สาระการเรยี นรู้
- การเพิม่ ความเขม้ ขน้ ของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์

4. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. ดา้ นความรู้ (K)
1. อธบิ ายกลไกในการเพิ่มความเขม้ ข้นของ CO2 ของพืช C4 และพืช CAM ได้
2. เปรียบเทียบกลไกการตรงึ คาร์บอนในพชื C3 พชื C4 และพืช CAM ได้
2. ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
เขยี นแผนผังสรปุ กลไกในการเพิม่ ความเข้มขน้ ของ CO2 ของพืช C4 และพืช CAM

และกลไกการตรึงคาร์บอนในพชื C3 พชื C4 และพืช CAM ได้

86

3. ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
มคี วามรบั ผดิ ชอบต่องานท่ีไดร้ ับมอบหมายและมคี วามซื่อสตั ย์

5. กจิ กรรมการเรียนรู้
รูปแบบการสอนทใ่ี ชใ้ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ คอื การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
1. ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)
นักเรียนตอบคำถามที่ครูถามเพื่อนำเข้าสู่เรื่องการเพิ่มความเข้มข้นของ CO2 โดยครูใช้

คำถาม ดังน้ี
- หากไม่ตอ้ งการใหพ้ ชื เกดิ โฟโตเรสไพเรชัน นกั เรียนจะมีวิธีการอย่างไร
(แนวคำตอบ หากไมต่ อ้ งการใหพ้ ชื เกิดโฟโตเรสไพเรชนั จะต้องทำให้พชื อยใู่ นภาวะทีม่ ี

ความเขม้ ข้นของ CO2 สูงตลอดเวลา โดยครูอธบิ ายเพิ่มเติมว่ามพี ืชบางกลมุ่ ทส่ี ามารถทำเช่นนั้นได้ซึ่ง
ไดแ้ ก่ พืช C4 และพชื CAM)

2. ข้ันสำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 นักเรยี นตอบคำถามเพ่ือทบทวนความรูเ้ ก่ียวกับการตรึงคาร์บอนในวฏั จกั รคัลวินของ

พชื โดยครใู ช้คำถามดังน้ี สารทเ่ี สถยี รชนิดแรกทีเ่ กิดขน้ึ ในวัฏจักรคัลวนิ คอื อะไร
(แนวคำตอบ สารที่เสถียรชนิดแรกในวฏั จักรคลั วิน คอื PGA ซ่ึงเป็นสารทม่ี ี

คาร์บอน 3 อะตอม พืชที่ตรงึ คาร์บอนได้สารทีเ่ สถียรชนิดแรกเป็นสารทม่ี ีคาร์บอน 3 อะตอมนี้เรียกว่า
พชื C3 พชื สามารถสร้างสารทเี่ สถียรชนิดแรกที่เป็นสารประกอบคาร์บอน 4 อะตอม เรียกพืชกล่มุ น้วี ่า
พืช C4)

2.2 นักเรยี นดูภาพโครงสร้างภายในของใบพืช C3 และ พชื C4 จากเพาเวอรพ์ อยต์ เรอ่ื ง
การเพ่ิมความเข้มข้นของแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์และเปรียบเทยี บโครงสรา้ งภายในว่า ประกอบด้วย
เซลล์ชนดิ ตา่ ง ๆ เหมอื นหรือแตกต่างกันหรอื ไม่ และการจดั เรียงตัวของเซลล์ในชัน้ เนอ้ื เยอ่ื ต่าง ๆ เป็น
อยา่ งไร

87

2.3 นกั เรียนศึกษาแผนภาพการตรึงคาร์บอนในพืช C4 จากรปู 11.22 การตรงึ คาร์บอนใน
พืช C4 ในหนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 3 เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการตรึงคาร์บอนที่เกิดขึ้นในพืช
C4 ทแ่ี ตกต่างจากพืช C3 โดยครูใชค้ ำถามถามนกั เรยี นวา่ สารทเ่ี สถยี รชนิดแรกที่พบในพืช C3 และพืช
C4 นัน้ ได้แกอ่ ะไร (แนวคำตอบ สารทเ่ี สถยี รชนิดแรกท่พี บในพชื C3 คือ PGA ซง่ึ เปน็ สารท่ีมีคาร์บอน
3 อะตอม สารที่เสถยี รชนดิ แรกที่พบในพืช C4 คอื OAA ซึง่ เปน็ สารทม่ี ีคารบ์ อน 4 อะตอม)

3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
3.1 นกั เรยี นและครูรว่ มกันอภิปรายและลงขอ้ สรุปจากการเปรยี บเทยี บโครงสรา้ งภายใน

ของใบพืช C3 และใบพชื C4 ไดข้ อ้ สรปุ ดังน้ี พืช C3 ในชั้นมโี ซฟลิ ลอ์ าจพบเซลล์ 2 ชนิด คือ แพลิเซดมี
โซฟิลล์ มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกเรียงชิดกันแน่น และสปองจีมีโซฟิลล์ซึ่งจะเรียงกันอยู่อย่าง
หลวม ๆ ในเซลลท์ ั้ง 2 ชนดิ นี้จะมคี ลอโรพลาสตอ์ ยู่

ส่วนใบพืช C4 เซลล์ในชั้นมีโซฟิลล์ไม่ได้แบ่งอย่างชัดเจนออกเป็นแพลิเซดมีโซฟิลล์และ
สปองจีมีโซฟิลล์ นอกจากนี้รอบ ๆ กลุ่มท่อลำเลียงของใบพืช C4 มีเซลล์พาเรงคิมาล้อมรอบเรียก
บันเดิลชีท ภายในเซลล์บันเดิลชีทมีคลอโรพลาสต์อยู่ด้วย ส่วนใบพืช C3 อาจมีหรือไม่มีบันเดิลชีท
ล้อมรอบกลมุ่ ทอ่ ลำเลียง ถ้ามบี นั เดิลชีทจะไมเ่ หน็ คลอโรพลาสต์ท่ีชัดเจนภายในเซลล์

3.2 ครูอธิบายจากการตรึงคาร์บอนของพืช C4 ในแผนภาพสามารถสรุปเป็นขั้นตอนได้
ดงั นี้

- พืช C4 มีการตรึงคาร์บอน 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดในสโตรมาของเซลล์มีโซฟิลล์ มีการตรึง
คารบ์ อนในรูป HCO3- โดยสารประกอบ PEP ซ่ึงมีคาร์บอน 3 อะตอม ทำใหเ้ กิด OAA ซ่ึงเป็นสารที่มี
คาร์บอน 4 อะตอม สารนี้เป็นสารท่ีเสถียรชนิดแรกที่ไดจ้ ากการตรึงคาร์บอนจงึ เรียกพืชกลุม่ นี้ว่าพชื
C4 จากนัน้ OAA จะถกู เปลย่ี นเป็นกรดมาลิกซ่งึ เปน็ สารท่มี ีคารบ์ อน 4 อะตอม

- กรดมาลิกจะถูกลำเลยี งจากเซลลม์ โี ซฟิลล์ผ่านพลาสโมเดสมาตาเขา้ ไปใน
เซลล์บันเดิลชีทแลว้ มีการสลายให้กรดไพรวู ิกซึ่งเป็นสารท่ีมีคาร์บอน 3 อะตอมและปล่อยคารบ์ อนท่ี
เหลอื อกี 1 อะตอมในรปู ของ CO2 ให้แก่ RuBP ในวฏั จักรคัลวินเป็นการตรึงคารบ์ อนครงั้ ทส่ี อง

- กรดไพรวู กิ จะถูกลำเลยี งผา่ นพลาสโมเดสมาตากลับเขา้ ไปในเซลล์มโี ซฟิลล์
แล้วเปลย่ี นเปน็ PEP โดยอาศยั พลังงานจาก ATP เพื่อกลับไปใช้ในการตรึงคารบ์ อนตอ่ ไป

88

4. ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 นักเรียนตอบคำถาม โดยครูใช้คำถามดังนี้ การที่พืช C4 มีความสามารถในการตรึง

คารบ์ อน 2 คร้งั มีผลต่อพืชอยา่ งไร
(แนวคำตอบ การตรงึ คารบ์ อน 2 ครง้ั ในรปู แบบนีท้ ำใหส้ ามารถเพ่ิมความเขม้ ข้น

ของ CO2 ในบันเดิลชีททำให้มีปริมาณ CO2 สูงกว่า O2 มาก และในพืช C4 จะพบรูบิสโกเฉพาะใน
บันเดลิ ชีท ทำให้รบู สิ โกในพืช C4 มีโอกาสน้อยมากทจ่ี ะทำปฏิกริ ิยากับ O2 จงึ เป็นการลดการเกดิ โฟโต
เรสไพเรชนั )

4.2 ครูอธิบายเพ่มิ เติมวา่ พืช CAM มกี ารตรึงคาร์บอนในเวลากลางคืนโดยปากใบเปดิ ให้
CO2 เข้าไป สรา้ ง OAA แล้วสะสมไว้ในรูปของกรดมาลิกในแวควิ โอลในเวลากลางคนื กรดมาลิกน้ีจะ
สลายได้ CO2 ในเวลากลางวัน ทำให้ปฏิกิริยาการตรึง CO2 ในวัฏจักรคัลวินของพืช CAM เกิดขึ้นได้
และพืชทมี่ กี ารตรงึ คารบ์ อนแบบน้ีพบเป็นคร้งั แรกในพชื วงศ์ Crassulaceae การตรึงคารบ์ อนของพืช
กลุ่มนี้จึงเรียกว่า Crassulacean Acid Metabolism; CAM ซึ่งทำให้เรียกพืชกลุ่มนี้ว่าพืช CAM
ปัจจุบันพบว่ามีพืชในวงศ์อื่นอีกหลายชนิดที่มีการตรึงคาร์บอนที่จัดอยู่ในกลุ่มพืช CAM เช่น
กระบองเพชร แก้วมงั กร เศรษฐีพันล้าน สับปะรดสี นมตำเลยี ล้นิ มังกร เป็นต้น

5. ข้นั ประเมิน (Evaluation)
5.1 นักเรียนทำแบบฝึกหัดตรวจสอบความเข้าใจ เรอ่ื ง การเพมิ่ ความเขม้ ข้นของแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ในหนงั สือเรียนชีววิทยา ม.5 เลม่ 3 หนา้ 161 และเขยี นแผนผังสรุปกลไกในการ
เพิม่ ความเขม้ ขน้ ของ CO2 ของพืช C4 และพืช CAM และกลไกการตรึงคาร์บอนในพืช C3 พชื C4 และ
พืช CAM
5.2 ครูให้นกั เรยี นเปรยี บเทยี บพืช C3 และพชื C4 ในแง่ของโครงสรา้ งและกลไกในการ
สังเคราะห์ด้วยแสง

89

5.3 นกั เรียนร่วมกนั ตอบคำถามท่ีครถู ามเพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจ โดยใชค้ ำถามดงั น้ี
- พชื C3 พชื C4 และพชื CAM ที่นกั เรยี นรู้จัก ได้แกอ่ ะไรบา้ ง ยกตัวอยา่ งมาอย่าง

น้อยกลุ่มละ 2 ชนดิ
(แนวคำตอบ - ตวั อย่างพืช C3 เชน่ ข้าว ขา้ วสาลี มะม่วง กล้วย เงาะ ทเุ รยี น
- ตัวอย่างพืช C4 ได้แก่ พืชเมืองร้อน เช่น อ้อย ข้าวโพด ข้าวฟ่าง หญ้าแพรก บานไม่รู้โรย

หญ้าแห้วหมู
- ตัวอย่างพืช CAM ได้แก่ พืชที่สามารถเจริญเติบโตในที่แห้งแล้ง หรือพืชอิงอาศัย

(epiphyte) เชน่ กระบองเพชร สบั ปะรด สบั ปะรดสี ศรนารายณ์ กหุ ลาบหิน กล้วยไม้)
5.4 ครอู ธิบายเพิ่มเตมิ กลไกการตรงึ คารบ์ อนของพชื C3 พชื C4 และพืช CAM โดย

เปรียบเทียบในประเด็นต่าง ๆ ดงั น้ี

6. สอื่ / แหลง่ เรียนรู้
1. หนังสอื เรียนรายวิชาเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร์ชีววิทยา เลม่ 3 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 5 สสวท.
2. เพาเวอรพ์ อยต์ เรอื่ ง การเพ่ิมความเข้มขน้ ของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์

7. ชนิ้ งาน/ภาระงาน
1. แบบฝกึ หดั ตรวจสอบความเข้าใจ เรอ่ื ง การเพมิ่ ความเข้มข้นของแก๊ส

คารบ์ อนไดออกไซด์ในหนงั สือเรียนชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 3 หน้า 161
2. เขยี นแผนผงั สรุปกลไกในการเพ่ิมความเขม้ ข้นของ CO2 ของพชื C4 และพชื CAM

และกลไกการตรงึ คารบ์ อนในพืช C3 พืช C4 และพชื CAM

90

8. การวัดและประเมนิ ผล

จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัดผล เครื่องมือวดั เกณฑก์ ารผา่ นจดุ ประสงค์

ดา้ นความรู้ (K)

1. อธิบายกลไกในการเพิ่มความ - การตอบคำถาม แบบฝึกหดั ระดับคุณภาพพอใช้ขึ้นไป
เข้มข้นของ CO2 ของพืช C4 และแสดงความ ตรวจสอบความ ถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
และพืช CAM ได้ คิดเห็น เข้าใจ เร่ือง การ
2. เปรียบเทียบกลไกการตรึง - ตรวจแบบฝกึ หดั เพิ่มความเขม้ ข้น
คาร์บอนในพืช C3 พืช C4 และ ของแกส๊
พชื CAM ได้ ตรวจสอบความ คาร์บอนไดออกไซด์

เขา้ ใจ เรื่อง การเพ่ิม

ความเขม้ ขน้ ของแก๊ส

คาร์บอนไดออกไซด์

ด้านทักษะกระบวนการ (P)

เขียนแผนผังสรุปกลไกในการ ตรวจแผนผังสรปุ แผนผังสรุปกลไกใน ระดับคณุ ภาพพอใช้

เพิ่มความเข้มข้นของ CO2 ของ กลไกในการเพม่ิ การเพ่มิ ความ ขนึ้ ไปถอื ว่าผ่านเกณฑ์

พืช C4 และพืช CAM และกลไก ความเขม้ ข้นของ เขม้ ข้นของ CO2
CO2 ของพชื C4 และ ของพืช C4 และพชื
การตรึงคาร์บอนในพืช C3 พืช พืช CAM และกลไก CAM และกลไก
C4 และพชื CAM ได้ การตรงึ คาร์บอนใน การตรึงคาร์บอนใน

พืช C3 พชื C4 และ พืช C3 พืช C4 และ

พืช CAM พืช CAM

ด้านคณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์

(A) ประเมินคณุ ลักษณะ แบบประเมนิ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70

มคี วามรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ อันพงึ ประสงค์ คณุ ลักษณะอนั พึง ขึ้นไป

มอบหมายและมีความซื่อสตั ย์ ประสงค์

91

92

เกณฑก์ ารประเมนิ ผลการทำแบบฝึกหดั

ประเดน็ การประเมนิ คําอธิบายระดบั คณุ ภาพ/ระดับคะแนน

4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน

ทำแบบฝกึ หัดถูกต้อง ทำแบบฝึกหดั ถกู ต้อง ทำแบบฝกึ หัดถกู ต้อง ทำแบบฝึกหดั ถูกตอ้ ง

ความถกู ตอ้ ง ร้อยละ 80 ข้ึนไป รอ้ ยละ 65 – 79 รอ้ ยละ 50 - 64 นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 50

ทำแบบฝึกหดั มีความ ทำแบบฝกึ หัดมีความ ทำแบบฝึกหัดเปน็ ทำแบบฝึกหดั เปน็
ระเบยี บ สะอาด
ความเป็นระเบียบ เป็นระเบยี บ สะอาด เป็นระเบยี บ สะอาด ระเบียบ สะอาด เรยี บรอ้ ยพอใช้
ความตรงตอ่ เวลา
เรียบรอ้ ยดมี าก เรยี บร้อยดี เรียบรอ้ ยปานกลาง สง่ แบบฝึกหดั ล่าช้า
กว่าเวลาท่ีกำหนด
ส่งแบบฝึกหดั ทันตาม ส่งแบบฝึกหดั ล่าชา้ กว่า สง่ แบบฝึกหัดลา่ ชา้ มากกว่า 3 วัน

เวลาที่กำหนด เวลาท่ีกำหนดไป 1 วนั กว่าเวลาท่ีกำหนดไป

3 วัน

เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ

ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ

0 - 4 ควรปรบั ปรงุ อยา่ งยงิ่

5 - 6 ควรปรบั ปรงุ

7 - 8 พอใช้

9 – 10 ดี

11 - 12 ดีมาก

เกณฑ์การผ่าน ระดบั คณุ ภาพพอใช้ขน้ึ ไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์

93

94

เกณฑก์ ารประเมินผลการทำแผนผัง

ประเดน็ การประเมนิ คําอธบิ ายระดบั คุณภาพ/ระดับคะแนน

4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน

ทำแผนผงั ถกู ตอ้ ง ทำแผนผังถูกตอ้ ง ทำแผนผงั ถูกตอ้ ง ทำแผนผงั ถูกตอ้ ง
นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 50
ความถกู ตอ้ ง ร้อยละ 80 ข้ึนไป ร้อยละ 65 – 79 รอ้ ยละ 50 - 64

ทำแผนผังมคี วามเป็น ทำแผนผงั มคี วามเปน็ ทำแผนผงั เป็น ทำแผนผงั เปน็
ระเบยี บ สะอาด
ความเป็นระเบียบ ระเบยี บ สะอาด ระเบียบ สะอาด ระเบียบ สะอาด เรียบรอ้ ยพอใช้
ความตรงตอ่ เวลา
เรียบร้อยดมี าก เรยี บร้อยดี เรียบร้อยปานกลาง สง่ แผนผังล่าช้ากว่า
เวลาท่ีกำหนด
สง่ แผนผังทันตาม สง่ แผนผงั ล่าช้ากวา่ สง่ แผนผังล่าช้ากวา่ มากกวา่ 3 วัน

เวลาที่กำหนด เวลาท่ีกำหนดไป 1 วนั เวลาท่ีกำหนดไป 3

วัน

เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ

ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ

0 - 4 ควรปรับปรุงอยา่ งยิ่ง

5 - 6 ควรปรบั ปรงุ

7 - 8 พอใช้

9 – 10 ดี

11 - 12 ดมี าก

เกณฑก์ ารผ่าน ระดับคุณภาพพอใช้ขน้ึ ไปถือว่าผา่ นเกณฑ์

95

96

ตารางเกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

ประเด็นการ คณุ ลกั ษณะของนกั เรียน
ประเมิน
3 2 1
1. มวี นิ ัย
- มีความตรงตอ่ เวลา มีความซือ่ สตั ย์ - มคี วามซือ่ สตั ยส์ ุจรติ - มีความตั้งใจทจ่ี ะ
2. มีความ สจุ ริต - มีความตั้งใจท่ีจะทำงาน ทำงาน
ใฝเ่ รยี นรู้ - มีความรบั ผดิ ชอบ มีความตัง้ ใจท่จี ะ - มีความรับผิดชอบ - รจู้ กั เสียสละ
ทำงาน - มีความอดทน - มีความซ่ือสตั ย์
- มเี คารพในสทิ ธขิ องผู้อน่ื ขยนั หมน่ั เพยี ร สุจริต
- มรี ะเบียบและปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑ์ - รจู้ ักเสียสละ
- เห็นอก เหน็ ใจผ้อู ืน่ - เห็นอก เห็นใจผ้อู นื่ - เข้าร่วมกิจกรรม
- มคี วามอดทนขยันหมั่นเพยี ร การเรยี นรู้ตา่ ง ๆ
- รจู้ กั เสยี สละ รจู้ กั กาลเทศะ - เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้
- เอาใจใส่และมคี วามพยายามในการ ตา่ ง ๆ
เรยี นรู้ - เอาใจใสแ่ ละมีความ
- ต้งั ใจในการเรียนรู้ พยายามในการเรยี นรู้
- เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรตู้ า่ ง ๆ -มกี ารบนั ทกึ ความรใู้ นระหว่าง
- มีการบันทึกความรูใ้ นระหว่างเรียน เรียน
- จดสรุปจากทค่ี รเู ขยี น

3. มีความ - เอาใจใสต่ อ่ การปฏบิ ัติหน้าทท่ี ไ่ี ด้รับ - ทุ่มเท อดทน ไม่ยอ่ ทอ้ ต่อ - ทุ่มเท อดทน ไม่
ม่งุ มน่ั ในการ มอบหมาย ปัญหาในการทำงาน ย่อท้อต่อปัญหาใน
ทำงาน - มีความตงั้ ใจและรับผิดชอบในการ - มกี ารปรับปรงุ และ การทำงาน
ทำงานใหส้ ำเรจ็ พฒั นาการทำงานด้วยตนเอง

- ทมุ่ เท อดทน ไม่ยอ่ ท้อต่อปัญหาใน - เอาใจใสต่ อ่ การปฏิบตั ิ
การทำงาน หน้าทที่ ่ไี ดร้ ับมอบหมาย
- มีการปรับปรงุ และพฒั นาการทำงาน
ด้วยตนเอง

เกณฑ์การประเมิน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 มคี ะแนนมากกวา่ หรือเทา่ กบั 7
คะแนน 9-8 คดิ เปน็ รอ้ ยละ 5 คะแนน ไม่ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70 มคี ะแนนน้อยกว่า 7
คะแนน 7 คดิ เปน็ รอ้ ยละ 4 คะแนน
คะแนน 6-5 คิดเป็นรอ้ ยละ 3 คะแนน
คะแนน 4 คดิ เปน็ ร้อยละ 2 คะแนน
คะแนน 3 คดิ เปน็ ร้อยละ 1 คะแนน

เกณฑค์ ณุ ภาพ
3 คะแนน ดี
2 คะแนน พอใช้
1 คะแนน ปรบั ปรงุ


Click to View FlipBook Version