The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1) เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบหมอนอิงผ้าปักมือกระเหรี่ยง
2) เพื่อสืบสานวัฒนธรรมการปักผ้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
3) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าปักมือกะเหรี่ยง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tawinandear456, 2021-03-09 01:58:37

หมอนอิงผ้าปักกะเหรี่ยงสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

1) เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบหมอนอิงผ้าปักมือกระเหรี่ยง
2) เพื่อสืบสานวัฒนธรรมการปักผ้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
3) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าปักมือกะเหรี่ยง

Keywords: หมอนอิงผ้าปักกะเหรี่ยงสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

หมอนองิ ผา้ ปักกะเหรีย่ งสมนุ ไพรเพ่อื สขุ ภาพ
Karen embroidered and Herbs for Health Pillow

Cushion

ทวนิ ันท์ ทเู ดอะ

โครงการน้ีเปน็ สว่ นหน่งึ ของการศกึ ษาตามหลักสูตร
ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพช้ันสูง

สาขาวชิ า การโรงแรม ประเภทวิชา อุตสาหกรรมท่องเท่ียว
วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาเชยี งใหม ปีการศึกษา 2563

หมอนอิงผ้าปกั กะเหร่ียงสมนุ ไพรเพือ่ สุขภาพ
Karen embroidered and Herbs for Health Pillow Cushion

ทวินันท์ ทเู ดอะ

โครงการนีเ้ ปน็ ส่วนหนงึ่ ของการศกึ ษาตามหลกั สูตร
ประกาศนยี บัตรวิชาชพี ช้ันสูง

สาขาวชิ า การโรงแรม ประเภทวิชา อตุ สาหกรรมท่องเท่ยี ว
วิทยาลัยอาชวี ศึกษาเชยี งใหม่
ปีการศกึ ษา 2563

กิตตกิ รรมประกาศ

โครงการเร่ือง หมอนอิงผ้าปักกะเหร่ียงสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ของนักศึกษาแผนกการโรงแรม
วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ ฉบับน้ีสาเร็จลุล่วงไปด้วยดี เนื่องจากได้รับ ความกรุณา ความ
อนุเคราะห์ การสนบั สนนุ และการให้คาแนะนาแนวทางในการดาเนินงานจากหลายท่าน

ขอบพระคุณ นายประภากร วัชราคม ผู้อานวยการวทิ ยาลัยอาชวี ศึกษาเชยี งใหม่
นายณรงค์ศักด์ิ ฟองสินธุ์ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการ นางอัปสร คอนราด หัวหน้าแผนกชิชาการ
โรงแรม

ขอบพระคุณ นางสาวนพรรณพ ดวงแก้วกุล ครูท่ีปรึกษาวิชาโครงการ ท่ีให้คาปรึกษา
โครงการ แนะนาและให้ข้อคิดต่าง ๆ ในโครงการ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่อง จนรายงานโครงการ
ฉบบั นเ้ี สร็จสมบูรณ์

ทวนิ ันท์ ทเู ดอะ

ช่อื : ทวินนั ท์ ทูเดอะ
ชอื่ โครงการ : หมอนอิงผา้ ปักกะเหรี่ยงสมนุ ไพรเพอ่ื สขุ ภาพ
สาขาวชิ า : การโรงแรม
ประเภทวิชา : อุตสาหกรรมท่องเทย่ี ว
หัวหน้าแผนกวชิ า : นางอัปสร คอนราด
อาจารยป์ ระจาวชิ า : นางสาวนพรรณพ ดวงแก้วกลู
ปีการศกึ ษา : 2563

บทคัดย่อ

โครงการเร่ือง หมอนอิงผ้าปักกะเหร่ียงสมุนไพรเพื่อสุขภาพ มีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษา
การพัฒนารูปแบบหมอนอิงผ้าปักมือกระเหร่ียง เพ่ือสืบสานวัฒนธรรมการปกั ผ้าให้เป็นท่ีรู้จักมากข้ึน
เพ่ือเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าปักมือกะเหร่ียง โดยมีในเครื่องมือในการศึกษาคือ แบบสารวจและ
แบบสอบถามความพึงพอใจ และวิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง คือ คณะครู/อาจารย์
และนักเรียน/นักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
จากผลการวิเคราะห์แบบสอบถามประเมนิ ความพงึ พอใจหมอนอิงผา้ ปักกะเหร่ียงสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
ได้ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลดงั นี้ จานวนกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ จานวน
50 คน คิดเป็นร้อยละ 100 เม่ือจาแนกตามเพศ ส่วนใหญเ่ ป็นเพศหญิง จานวน 42 คน คดิ เป็นร้อยละ
82 และเพศชาย จานวน 8 คนคิดเป็นร้อยละ 16 ด้านการจาแนกตามช่วงอายุ สว่ นใหญ่เป็นอยู่ในช่วง
อายุ 20-24 ปี จานวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 70 รองลงมา คือ ช่วงอายุ 15-19 ปี จานวน 12 คน
คดิ เป็นรอ้ ยละ 24 และนอ้ ยทีส่ ุดมจี านวนเทา่ กนั คอื ช่วงอายุ 30-34 ปี ชว่ งอายุ 35-39 ปี และ อายุ
40 ปีขึ้นไป จานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2 จากผลการวิเคราะห์การจัดลาดับความพึงพอใจ
ของผู้ประเมินแบบสอบถามความพึงพอใจหมอนอิงผ้าปักกะเหรี่ยง ได้ผลวิเคราะห์ โดยเรียงลาดับ
ผลการวิเคราะห์ พบวา่ คา่ เฉลย่ี มากที่สุด ( ̅=4.80) คือความพึงพอใจภาพรวมของหมอนองิ ค่าเฉล่ีย
รองลงมา ( ̅=4.58) คือ ลวดลายหมอนอิงมีความสวยงาม และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ( ̅=4.28) คือ
หมอนองิ สื่อถึงวฒั นธรรมความเปน็ เอกลักษณ์ผา้ ทอกะเหรีย่ ง ตามลาดบั

Name : Ms. Tawinan Thuder
Project name : Karen embroidered and Herbs for Health Pillow Cushion
Field of study : Hotel
Subject type : Tourism industry
Department Head : Mrs. Apsorn Conrad
Subject teacher : Ms. Naphannop Duangkaew Kool
School year : 2020

Abstract

Story project Herbal pillows Have a purpose To study the development of
hand-embroidered Karen cushions patterns In order to carry on the culture of
embroidery to be more well known To add value to the Karen hand embroidery In
which the educational tools are Surveys and satisfaction questionnaires And the
method for selecting the sample group was teachers / professors And
students / students of Chiang Mai Vocational College By the method of selecting a
specific sample. The results of the analysis of the satisfaction questionnaire were
obtained from the herbal Karen embroidery pillows for health. The results of the
analysis were as follows: The number of sample subjects who responded to the
satisfaction questionnaire of 50 people was 100% classified by sex The majority of
them were female, 42 people, 82 percent, and 8 percent of males, accounting for 16
percent. Most of them were in the age range 20-24 years, the number of 35 people,
70 percent, followed by the age of 15-19 years, the number of 12 people The
number of 24 percent and the lowest with the same number is between the ages of
30-34 years, the age range 35-39 years and the age of 40 years or more, 1 person,
accounting for 2 percent from the results of the analysis of satisfaction ratings. Of the
assessors satisfaction questionnaire with Karen embroidery cushions Get the analysis
result In order The results of the analysis showed that the greatest mean (x = 4.80)
was the overall satisfaction of the cushions. The next average (x = 4.58) is the

beautiful cushion pattern. And the lowest mean is (x = 4.28), which is the cushions
that represent the culture of uniqueness of the Karen weave, respectively

สารบญั หนา้

เรื่อง ข
ใบรับรองโครงการ ค
กติ ติกรรมประกาศ ง
บทคดั ยอ่ จ
สารบญั ตาราง
สารบัญภาพ 1
บทที่ 1 บทนา 2
2
1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา 2
1.2 วตั ถุประสงค์ของโครงการ 2
1.3 ขอบเขตโครงการ
1.4 ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะไดร้ บั 1
1.5 นิยามศัพท์ 12
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎีและงานศึกษาทเ่ี กยี่ วขอ้ ง 16
2.1 ความรเู้ ก่ยี วกับประวตั คิ วามเปน็ มาของผา้ ทอกะเหรี่ยง 21
2.2 ลวดลายของผ้าทอกะเหร่ยี ง
2.3 ชนดิ ของหมอนองิ 29
2.4 สมุนไพรยัดไสห้ มอน 29
บทท่ี 3 วิธีดาเนินการศกึ ษา 31
3.1 กลุ่มตัวอยา่ ง 31
3.2 เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการดาเนนิ โครงการ 32

3.3 ข้ันตอนการดาเนนิ โครงการ 34

3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 38

3.5 สถติ แิ ละการวิเคราะหข์ อ้ มูล

บทท่ี 4 ผลการศกึ ษา

4.1 ผลการเคราะหข์ ้อมลู แบบสารวจคิดเหน็ ความตอ้ งการ

รูปแบบหมอนองิ ผา้ ปักกะเหรีย่ งสมุนไพรเพ่ือสขุ ภาพ ประกอบไปดว้ ย 3 ส่วน

4.2 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลแบบสอบถามความพงึ พอใจใน
รูปแบบหมอนองิ จากผ้าทอกะเหร่ยี ง ประกอบไปดว้ ย 3 ส่วน

สารบญั (ตอ่ ) หน้า

เรือ่ ง 44
44
บทที่ 5 สรปุ ผล อภปิ รายและข้อเสนอแนะ 45
5.1 สรปุ ผล
5.2 อภิปรายผล
5.3 ผลการแสดงข้อเสนอแนะ

บรรณานกุ รม
ภาคผนวก

ภาคผนวก ก แบบนาเสนอโครงรา่ ง
ภาคผนวก ข เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ภาคผนวก ค รปู ภาพประกอบ
ภาคผนวก ง แบบสอบถามความพงึ พอใจ
ประวัติผจู้ ัดทา

สารบญั ตาราง

ตารางที่ หนา้

ตารางท่ี 1 ตารางแสดงผลการวเิ คราะห์ข้อมูลจานวน ร้อยละของกลมุ่ ตัวอยา่ งท่ตี อบ 34

แบบสารวจ โดยมีตัวแปรจาแนกตามเพศของผูต้ อบแบบสารวจ

ตารางท่ี 2 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจานวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสารวจ 35

โดยมตี ัวแปร

ตารางท่ี 3 ตารางแสดงข้อมูลจานวนร้อยละของกลุ่มตวั อย่างท่ีตอบแบบสารวจ โดยจาแนกตัวแปร 35

ตามการประกอบอาชพี ของผู้ตอบแบบสารวจจาแนกตามอายขุ องผู้ตอบแบบสารวจ

ตารางที่ 4 ตารางแสดงขอ้ มลู จานวนรอ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ งทตี่ อบแบบสารวจ โดยจาแนก 36

ตัวแปรตามระดับการศึกษาของผตู้ อบแบบสารวจ

ตารางท่ี 5 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู จานวนรอ้ ยละของกลุม่ ตัวอย่างท่ีตอบแบบสารวจ 37

ความคดิ เหน็ เกี่ยวกับการเลือกสีของหมอนองิ

ตารางท่ี 6 ตารางแสดงผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู จานวนร้อยละของกล่มุ ตวั อย่างทต่ี อบแบบสารวจ 37

ความคดิ เหน็ ของลวดลายการปกั หมอนองิ

ตารางที่ 7 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจานวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสารวจ 38

ความคดิ เหน็ ของรูปทรงของหมอน

ตารางท่ี 8 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจานวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบประเมิน 38

ความพึงพอใจหมอนองิ ผา้ ปักกะเหรี่ยงสมุนไพรเพอ่ื สุขภาพ โดยจาแนกตวั แปรตามเพศ

ตารางท่ี 9 ตารางแสดงผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลจานวน รอ้ ยละของกล่มุ ตวั อย่างที่ตอบแบบประเมนิ 39

ความพงึ พอใจ โดยจาแนกตวั แปรตามอายขุ องผูต้ อบแบบประเมนิ

ตารางท่ี 10 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลจานวน รอ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ งท่ีตอบแบบประเมิน 39

ความพงึ่ พอใจ โดยจาแนกตามสถานภาพของผตู้ อบแบบประเมนิ

ตารางที่ 11 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลจานวน ร้อยละของกลุ่มตัวอยา่ งทตี่ อบแบบสอบ 40

แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ โดยจาแนกตามระดับการศกึ ษาของผู้ตอบแบบประเมิน

ตารางที่ 12 ตารางวเิ คราะห์การจดั ลาลบั ความพึงพอใจของผู้ประเมินความพึงพอใจหมอนองิ ผา้ ปัก 41

กะเหรีย่ งสมนุ ไพรเพ่ือสุขภาพ โดยหาคา่ เฉลี่ย ( ) และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D) ความพึง่ พอใจ

ของผู้ประเมินความพึงพอใจหมอนองิ ผ้าปกั กะเหรยี่ งสมุนไพรเพ่ือสขุ ภาพ

ตารางที่ 13 ตารางแสดงการวิเคราะหก์ ารจัดลาดบั ความพึงพอใจของผู้ตอบแบบประเมนิ 42

หมอนอิงผา้ ปักกะเหรี่ยงสมนุ ไพรเพอ่ื สุขภาพ โดยการหาค่าเฉลีย่ ( ̅) และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน

(S.D.

สารบญั ภาพ

ภาพท่ี หนา้
ภาพที่ 1 ผา้ กะเหร่ียง 4
ภาพท่ี 2 เส้นใยฝา้ ย 6
ภาพท่ี 3 เส้นใยธรรมชาติและเสน้ ใยสงั เคราะห์ 7
ภาพท่ี 4 การยอ้ มด้วยขมน้ิ 9
ภาพที่ 5 การยอ้ มด้วยคราม 10
ภาพที่ 6 การทอผ้ากะเหรี่ยง 12
ภาพท่ี 7 ลายออ่ งก้ึยหรอื ลายจก แบบดัง้ เดมิ 14
ภาพที่ 8 ลายใหม่ 14
ภาพท่ี 9 การปกั ผา้ ดว้ ยลกู เดอื ย 15
ภาพที่ 10 เมด็ ลกู เดือย 15
ภาพท่ี 11 หมอนข้าง 16
ภาพท่ี 12 หมอนหนุนทศ่ี ีรษะและคอ 17
ภาพที่ 13 หมอนรปู ตวั U 17
ภาพที่ 14 หมอนรองหลัง 18
ภาพท่ี 15 หมอนรูปโดนทั 18
ภาพที่ 16 หมอนองิ รูปทรงสี่เหลีย่ ม 19
ภาพท่ี 17 หมอนอิงรปู ทรงสามเหลี่ยง 19
ภาพท่ี 18 หมอนอิงรปู ทรงกระบอก 20
ภาพท่ี 19 หมอนอิงรปู ทรงวงกลม 20
ภาพที่ 20 ใบชา 21
ภาพที่ 21 มะกรดู 23
ภาพท่ี 22 ตะไคร้ 24
ภาพท่ี 23 ใบเตย 25
ภาพที่ 24 แบบสารวจความต้องความคดิ เห็นหมอนองิ ผ้าปักกะเหร่ยี งสมุนไพรเพอื่
สุขภาพ
ภาพที่ 25 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบคุ คลของผู้ตอบแบบสารวจความตอ้ งการ
ภาพที่ 26 แบบสอบถามสขี องผ้าทอกะเหรี่ยงนามามาทอเป็นหมองอิงผ้าปักกะเหร่ยี ง
ภาพที่ 27 แบบสารวจความต้องการลวดลายของหมอนอิง

สารบญั ภาพ (ต่อ)

ภาพท่ี 28 รปู ทรงของหมอนอิง
ภาพท่ี 29 แบบสอบถามข้อเสนอแนะของผตู้ อบแบบสารวจความตอ้ งการ

บทท่ี 1
บทนา

1.1 ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา
กะเหรี่ยง เป็นกลุ่มชนเผ่ากลุ่มหน่ึงที่เรารู้จักกันอย่างคุ้นชินแบบช่ือท่ีเรียกกันในภาคกลาง

ของไทย กะเหร่ียงเปน็ ชนเผ่าที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเม่ือ 200 กวา่ ปีที่แล้ว นับว่าเป็น
กลุ่มชนเผ่าท่ีมีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย มีถ่ินท่ีอยู่อาศัยกระจายอยู่หลายพ้ืนที่ท้ังพ้ืนท่ีภูเขา
สูง และพ้ืนที่ราบกะเหรี่ยงท่ีพบในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มกะเหรี่ยงสะกอ
(หรือท่ีเรียกกันว่าปกากะญอ) กะเหร่ียงโปว์กะเหรี่ยงปะโอ และกะเหร่ียงบะเว และที่เรามักจะพบ
เห็นลักษณะการแต่งกายแบบชนเผ่า และเอกลักษณ์ผืนผ้าทอที่สะท้อนถึงทักษะความเช่ียวชาญ
ในด้านศิลปะการสร้างลวดลายบนผืนผ้าที่งดงามนั้น ส่วนมากจะพบเห็นอยู่ใน 2 กลุ่มใหญ่ นั่นคือ
กลุ่มกะเหรี่ยงโปว์และกลุ่มกะเหร่ียงสะกอหรือปกากะญอ ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงได้รับการกล่าวขาน
ว่าเป็นชนเผ่าผู้มีฝีมอในการทอผ้าที่เก่งที่สุดเผ่าหนึ่ง ด้วยจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ทักษะฝีมือ
การทอผ้ามาจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงในวัยประมาณ10 ปี ผู้หญิงชาวกะเหร่ียงมักจะทอ
เส้ือผ้าไว้ใช้สวมใส่ในชีวิตประจําวันท้ังของตนเองและสมาชิกในครอบครัว หรือ ทอเก็บไว้ใช้ใน
งานพธิ ีสาํ คญั เชน่ งานแตง่ งาน งานประเพณสี ําคญั ตา่ งๆ

ผา้ ทอกะเหรี่ยง มีลกั ษณะเปน็ ผ้าทอหน้าแคบท่ีใชเ้ ครอ่ื งมือทอแบบห้างหลัง หรือท่ีเรียกกันวา่
กเี่ อวผา้ ทีท่ อจะถูกกําหนดตามความต้องการใช้งานตัง้ แต่เริ่มต้นทอเช่นผ้าทอสําหรับเสื้อผ้าทอสําหรับ
ผ้าซิ่นผ้าทอสําหรับผ้าโพกศรีษะหรือผ้าทอสําหรับทําเป็นย่าม เป็นต้น ศิลปะลวดลายบนผืนผ้าของ
ชนเผ่ากะเหรี่ยง มีเอกลักษณ์โดดเด่นท่ีแสดงถึงตัวตนของชนเผ่ากะเหร่ียงที่สืบทอดมาจากบรรพบรุ ุษ
ลวดลายต่างๆ มักเกิดจากการสังเกต การใช้จินตนา การนําเอาลักษณะเด่นจากสิ่งที่พบเห็น
ในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ท้ังพืชพรรณ ดอกไม้ต้นไม้สัตว์น้อยใหญ่ข้าวของเครื่องใช้
ในชีวิตประจําวัน ตลอดไปจนถึงประเพณีและคตินิยมของชนเผ่ามาประยุกต์ถ่ายทอดลงสู่ลวดลาย
บนผืนผ้าได้อย่างงดงาม ด้วยเทคนิคการสร้างสรรค์ลวดลายที่หลากหลาย ท้ังการจก การทอยกดอก
การมดั หม่กี ารปกั ดว้ ยด้ายหรอื ไหมพรมหลากสีการปกั ประดบั ตกแต่งด้วยเมลด็ ลกู เดือย เป็นต้น

ผ้าทอกะเหร่ียง จัดเป็นงานช่างฝีมือประเภทผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า ที่นิยมทํากันมานาน
แล้วในชมุ ชนชาวเขาเผ่ากะเหร่ียงแทบทุกบ้านถือเป็นศิลปะพ้ืนบ้านชนิดหน่ึงโดยจะทอดว้ ยเครื่องทอ
ผ้าแบบก่ีเอวจะมีลักษณะ พิเศษสามารถเคลื่อนย้ายไปทอในท่ีต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายจากคําบอกเล่า
ของผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บา้ น ทําให้ทราบ ว่ามีมานานตง้ั แต่สมัยปู่ย่าตายายและไดถ้ ่ายทอดสืบต่อกันมา
ผ้าที่ทอนั้นล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมทั้งส้ิน นอกจากน้ียังนิยมใช้ลูกเดือย
ปักตกแต่งบนผืนผ้าอย่างสวยงาม สําหรับวัตถุดิบหลักท่ีนํามาใช้ในการทอผ้า คือ ฝ้าย ทั้งน้ี

2

เพราะดูดความช้ืนได้ง่ายผู้สวมใส่จะรู้สึกเย็นสบายเหมาะกับอากาศเมืองร้อน อีกท้ังยังปลูกได้ทั่วไป
นบั เปน็ เอกลกั ษณ์ของผา้ ทอพน้ื เมอื งชาวเขาเผ่ากะเหร่ียงอยา่ งแท้จรงิ

1.2 วัตถุประสงคข์ องโครงการ
1.2.1 เพอ่ื ศึกษาการพัฒนารูปแบบหมอนอิงผ้าปักมอื กระเหรีย่ ง
1.2.2 เพอ่ื สบื สานวฒั นธรรมการปกั ผ้าให้เปน็ ท่ีร้จู ักมากขึ้น
1.2.3 เพือ่ เพม่ิ มลู คา่ ให้กบั ผา้ ปักมือกะเหร่ยี ง

1.3 ขอบเขตโครงการ
1.3.1 เชงิ ปริมาณ
- หมอนอิงผา้ ปักกะเหร่ยี งสมนุ ไพรเพอื่ สุขภาพ จาํ นวน 15 ใบ
- กลุ่มตวั อย่าง คณะครู/อาจารย์ 50 ท่าน
1.3.2 เชงิ คุณภาพ
- หมอนองิ ผา้ ปกั กะเหรี่ยงมีความสวยงามประณตี ใชง้ านได้จริง
1.3.3 ระยะเวลาและสถานทใ่ี นการดําเนนิ งาน
ระยะเวลาดําเนนิ การ ตั้งแตว่ นั ที่ 27 พฤศจกิ ายน 2563 ถงึ วนั ที่ 28 กุมภาพนั ธ์
2564
สถานที่ดําเนนิ งาน - อาคารปฏบิ ัตกิ ารโรงแรม วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาเชยี งใหม่
- ทอ่ี ยู่อาศัยของผู้จดั ทาํ บ้านเลขท่ี 48ม.10 ต.สบเปงิ
อ.แมแ่ ตง จ.เชยี งใหม่ 50150

1.4 ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ บั
1.4.1 หมอนองิ สามารถใชใ้ นการผอ่ นคลายไดส้ ามารถสรา้ งเปน็ ของที่ระลกึ ในงานสําคญั

ตา่ งๆได้

1.5 นิยามศพั ท์
หมอนองิ ผา้ ปกั กะเหรีย่ งสมนุ ไพรเพ่อื สขุ ภาพ
เป็นการนาํ ผ้าทอกะเหรย่ี งมาประยกุ ต์ออกแบบเปน็ หมอนองิ ผ้าทอกระเหรี่ยงซ่งึ จะมกี ารปัก

ลวดลายท่ีสวยงามและในหมอนอิงจะมีการใส่สมนุ ไพรอบแหง้ เพิม่ กลิ่นหอมและยงั ดีต่อสุขภาพ

บทท่ี 2
แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานศกึ ษาทีเ่ กยี่ วข้อง

ในการศึกษาเรอ่ื งหมอนอิงผ้าปักกะเหรย่ี งสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ผู้จดั ทาโครงการได้รวบรวม
แนวคดิ ทฤษฎแี ละหลกั การตา่ ง ๆ จากเอกสารและงานศกึ ษาทเี่ กี่ยวข้อง ดงั น้ี

1. ประวตั คิ วามเป็นมาของผา้ ทอกะเหรยี่ ง
2. ลวดลายของผ้าทอกะเหรี่ยง
3. ชนิดของหมอนอิง
4. สมนุ ไพรยดั ไส้หมอน
5. งานศึกษา / งานวจิ ัยทเี่ กี่ยวขอ้

2.1 ความรู้เกี่ยวกบั ประวตั ิความเป็นมาของผ้าทอกะเหรีย่ ง

2.1.1 ชาวปกากะญอ หรือกะเหรย่ี ง นิยมใสเ่ สื้อผ้าฝาู ยทอมือมาแต่สมัยโบราณ ซง่ึ แตเ่ ดิมชาว
กะเหร่ียงจะปลูกฝูายเอง นาฝูายมาปั่นเป็นเส้นด้าย ย้อมด้วยสีธรรมชาติ สร้างลวดลายด้วยการทอ
การปักด้วยเสน้ ไหม และลกู เดอื ย สตรชี าวกะเหร่ยี ง จะถา่ ยทอดภูมิปัญญากระบวนการผลิตผ้าทอ แก่
บตุ รสาอายุ 12-15 ปี เร่มิ จากแบบงา่ ยๆ ฝึกฝนจนมีความชานาญ และสามารถออกแบบลวดลายดว้ ย
ตนเองได้สาหรับลวดลายผ้าทอของชาวกะเหรี่ยงนั้น เป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอทีไม่เหมือนใครการทอ
ผ้าทอกะเหร่ียง เป็นภูมิปัญญาการทอแบบ ก่ีเอว ด้วยเทคนิคท่ีมีเอกลักษณ์เฉพาะชาวกะเหรี่ยงเผ่าป
กากะญอ การกเ่ี อว ซึ่งเปน็ วิธีการทอผ้าทมี่ คี วามเป็นเอกลักษณ์สงู มกี ารสืบทอดมายาวนานกว่าร้อยปี
ถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะแห่งเดียวในโลกจึงต้องอนุรักษ์ไว้ให้อยู่ถึงลูกถึงหลานต่อไป ผ้าทอกะเหรี่ยง
จัดเป็นงานช่างฝีมือประเภทผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้าที่นิยมทากันมานานแล้วในชุมชนชาวเขาเผ่า
กะเหรยี่ งแทบทกุ บา้ นถือเป็นศลิ ปะพน้ื บา้ นชนดิ หนง่ึ โดยจะทอด้วยเคร่ืองทอผ้าแบบก่ีเอวจะมีลักษณะ
พเิ ศษสามารถเคล่ือนย้ายไปทอในท่ีตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างง่ายดาย จากคาบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บา้ น
ทาให้ทราบว่ามีมานานตั้งแต่สมัยปูุย่าตายายและได้ถ่ายทอดสืบต่อมาก่ีทอผ้าในยุคก่อนทาจากไม้สัก
เพราะเป็นไม้เน้ืออ่อนผ่าตัดแต่งเป็นรูปทรงง่าย ส่วนลวดลายผ้าท่ีทอนั้นก็มีลายดังนี้เช่น
ลายเมล็ดฟักทองลายดอกพริกลายแมงมุมและลายหัวเต่าซึ่งล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมท้ังสน้ิ นอกจากน้ียังนิยมใช้ลูกเดือย ปักตกแตง่ บนผืนผ้าอย่างสวยงาม สาหรับวัตถุดิบ
หลักท่ีนามาใช้ในการทอผ้า คือ ฝูาย ทั้งนี้เพราะดูดความช้ืนได้ ง่ายผู้สวมใส่จะรู้สึกเย็นสบายเหมาะ
กับอากาศเมืองร้อน อีกทั้งยังปลูกได้ท่ัวไป นับเปน็ เอกลักษณ์ของผ้าทอ พื้นเมืองชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง
อย่างแท้จริง ผ้าทอกะเหรี่ยงมีความสาคัญและมีคุณค่าต่อสังคม เป็นมรดกภูมิปัญญาทางศิลปะ
พ้นื บ้านชาวไทยกะเหรี่ยงท่ีสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและอารยธรรมของกลุ่มชนและท้องถ่ิน ซึ่งผ้า

4

ทอกะเหรี่ยงกบั การแตง่ กายจะบ่งบอกสถานภาพทางสังคม แสดงให้เห็นคุณวุฒิทางจริยธรรมและการ
ควบคมุ ความประพฤติของผู้สวมใส่ควบคู่กับความสวยงามของลวดลาย ปจั จุบนั ได้มีการส่งเสริมให้นา
ผ้ามาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การนามาใช้ในการสืบสานประเพณีกินข้าวห่อ การส่งเสริมให้
พัฒนาเป็นอาชีพเพ่ือสร้างรายได้ และการส่งเสริมให้เกิดการสืบทอดความรู้ให้อยู่กับชุมชน
สภาวการณ์ปัจจุบัน ผา้ ทอกะเหร่ียงไดร้ ับผลกระทบจากการเปลีย่ นแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม คือ
การขาดแคลนช่างทอผ้ากะเหร่ียงรุ่นใหม่ เพราะผู้ทอส่วนใหญ่มักจะเป็นสตรีสูงอายุเริ่มมีจานวนลด
น้อยถอยลง ทาให้ขาดช่วงการสืบทอดความรู้ การหมดความนิยมในการใช้ และกลายเป็นแค่
สัญลักษณ์ของคนกะเหร่ียงการขาดความต่อเน่ืองและขาดความริเร่ิมสร้างสรรค์ในการพัฒนาผ้าทอ
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงมีความจาเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องมีการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง
และหาทางปูองกันมิให้เสื่อมสูญ เพราะผ้าทอกะเหร่ียงมีคุณค่าในวัฒนธรรมประเพณี มีคุณค่าความ
งามที่แสดงลักษณะเฉพาะท้องถิ่น มีภูมิปัญญาการสร้างสรรค์ และมีคุณค่าในทางเศรษฐกิจท่ีจะ
ส่งเสริมการสร้างอาชีพในท้องถ่ิน จึงนับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีควรรักษาไว้และให้คงอยู่กับ
ลกู หลานชาวกะเหรี่ยงตอ่ ไป

รปู ที่ 1 ผ้ากะเหรี่ยง
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%

5

2.1.2 ปุยฝูายหรือเส้นใยฝูาย เป็นพืชเส้นใยที่มีความสาคัญอย่างย่ิงและเป็นที่นิยมใช้มาก
ที่สดุ ในโลก ฝูายมีถิ่นกาเนดิ อยู่ในอเมริกากลางและเอเชยี ตอนใต้ ฝูายถูกใชใ้ นการทาเคร่ืองนุ่งห่มหรือ
สิ่งทออืน่ ๆสาหรบั ในวิถชี ีวิต มีการปลูกฝูายมาต้ังแตโ่ บราณเพื่อประโยชน์ใชส้ อยในครอบครัว ปจั จุบัน
ประเทศมีความต้องการฝูายในภาพรวมมากข้ึน ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ท้ังการส่งออก
ผลิตภัณฑ์ส่ิงทอเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมส่ิงทอ ประเทศไทยต้อง
นาเข้าปุยฝูายจากต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล อีกทั้งการปลูกในประเทศต้องใช้ต้นทุนการผลิตสูง
เน่ืองจากค่าสารเคมีปูองกันกาจัดศัตรูพืช ซ่ึงทาให้ไม่ปลอดภัยต่อผู้ผลิต และเป็นปัญหาต่อ
สภาพแวดลอ้ ม ในขณะท่ยี ังมคี วามจาเป็นในการใชเ้ สน้ ใยจากพืชน้ีอยู่เส้นใยฝูายหรือปุยฝูายได้จากผล
ฝาู ย ทเี่ รียกวา่ สมอ เส้นใยคือเซลล์ผิว (epidermal cell) ของเปลือกเมล็ดซ่ึงมีรูปร่างยาวเหมือนเส้น
ผม การแยกเส้นใยออกจากเมล็ดฝูาย เรียกว่า การหีบฝูาย เส้นใยฝูายสามารถนาไปทาผลิตภัณฑ์ได้
นานาชนิด ต้ังแต่สาลี เส้นด้าย ทอเป็นผ้าฝูาย ผสมในกระดาษ และกระดาษพิมพ์ ส่วนขนปุยส้ันๆที่
ติดอยู่ท่ีเมล็ด ใช้ทาพรม โดยใช้พื้นรองพรมเป็นเส้นใยปอแก้วการเก็บฝูายในบ้านเรามักเก็บด้วยมือ
โดยเลือกผลฝูายที่แตกแล้ว ดึงเส้นใยออกจากสมอ ส่งไปโรงงานหีบฝูายเพ่ือแยกเมล็ดออก หลังจาก
นน้ั จะนาเสน้ ใยไปทาสาลี ปัน่ เป็นเส้นดา้ ย หรืออัดเปน็ แท่ง ส่วนเมล็ดฝูายท่ีแยกเอาเส้นใยออกไปแล้ว
นาไปสกัดน้ามัน เรียกว่าน้ามันเมล็ดฝูาย ฝูาย 10 กิโลกรัมให้เส้นใยประมาณ 3.5 กิโลกรัม และให้
น้ามันประมาณ 1 กิโลกรัม ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกฝูายเพื่อขายเชิงพาณิชย์เป็นหลักและ
ไม่ใช้พันธุ์พ้ืนบ้านท่ีปลูกกันในท้องถ่ิน จะเป็นพันธุ์ท่ีให้ปริมาณดอกฝูายมากให้ผลผลิตสูง แต่ก็ไม่
ทนทานตอ่ สภาพพืน้ ที่ จงึ ต้องใชส้ ารเคมีชว่ ยในการกาจัดศัตรูพืช เพ่ือให้ปริมาณฝูายไดม้ ากและคุ้มค่า
กับการลงทุน เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมปลูกฝูายแบบใช้สารเคมีช่วย เม่ือเป็นเช่นน้ีผลกระทบท่ี
เกดิ ขึ้นก็ตามมาเชน่ กัน ปุยฝูาย หรือ เสน้ ใยฝาู ย คือ เซลล์ผิวของเปลือกเมล็ดซ่งึ มีรปู รา่ งยาวคล้ายเส้น
ผม การแยกเส้นใยออกจากเมล็ดฝูาย จะเรียกว่า "การหีบฝูาย" เส้นใยฝูายท่ีได้น้ีสามารถนาไปใช้ผลิต
เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ การเก็บฝูายในบ้านเรามักเก็บด้วยมือ โดยเลือกจากผลฝูายท่ี
แตกแล้ว ดึงเส้นใยออกจากสมอ ส่งไปโรงงานหีบฝูายเพ่ือแยกเมล็ดออก หลังจากนั้นจะนาเส้นใยไป
ทาสาลี ปั่นเป็นเส้นด้าย หรืออัดเป็นแท่ง ส่วนเมล็ดฝูายท่ีแยกเอาเส้นใยออกไปแล้วจะนาไปสกัดเอา
น้ามันปุยฝูายหรือเส้นใยจากเมล็ด สามารถใช้ทอเป็นผ้าฝูาย เส้นด้าย สาลี ผสมในกระดาษ และ
กระดาษพิมพ์ ส่วนขนปุยสั้น ๆ ท่ีติดอยู่ท่ีเมล็ดจะนามาใช้ทาพรม โดยใช้พ้ืนรองพรมเป็นเส้นใยปอ
แก้ว (ฝาู ย 10 กิโลกรมั จะใหเ้ สน้ ใยประมาณ

3.5 กิโลกรัมเมล็ดใช้สกัดเอาน้ามันเรียกวา่ "น้ามันเมล็ดฝูาย" ฝูาย 10 กิโลกรัม จะให้น้ามัน
ประมาณ 1 กโิ ลกรมั

6

รปู ท่ี 1 เสน้ ใยฝาู ย
ที่มา https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%

2.1.3 เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic fibers) เป็นพอลิเมอร์ท่ีมนุษย์สังเคราะห์ขึ้นจาก
สารอนินทรีย์ หรือสารอินทรีย์ ซึ่งเกิดจากมอนอเมอร์ที่แตกต่างกัน 2 ชนิด ที่ไม่มีพันธะคู่อยู่ระหว่าง
อะตอมของคาร์บอน แต่เป็นมอนอเมอร์ที่มีหมู่ฟังก์ชันพิเศษ เช่น หมู่ไฮดรอกซิล (-OH) หมู่คาร์บอก
ซิล (-COOH) หรือหมู่อะมิโน (-NH2) โดยนามาทาปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบควบแน่น
(Condensation polymerization) เพื่อให้มีการเช่ือมต่อระหว่างมอนอเมอร์ต่างๆ ที่บริเวณหมู่
ฟงั กช์ ัน จนเกดิ เปน็ พอลเิ มอร์ของเสน้ ใยสงั เคราะห์ ซึ่งสามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ 3 ชนิดหลกั ๆ คือ

1. เส้นใยพอลเิ อสเตอร์ (Polyester) เปน็ พอลิเมอรท์ ่ีเกดิ จากการเกาะเกย่ี วระหวา่ งสารอะโร
มาติกท่ีเป็นกรดและสารแอลกอฮอล์ ด้วยพันธะหมู่เอสเตอร์ พบว่าเส้นใยสังเคราะห์ชนิดน้ีเป็นที่นิยม
ใชก้ ันมากท่ีสุด โดยเฉพาะท่ีมีช่ือทางการค้าว่า Dacron และ Kodel เน่ืองจากมีคุณสมบัติที่ดหี ลาย
ประการ คอื

(1) สมบัติทางกายภาพ ลักษณะเส้นใยมีสีขาว ผิวเรียบ มีความแข็งแรง ทนทานต่อการขัดถู
ได้ดีไม่ว่าอยู่ในสภาพแห้งหรือเปยี ก มีความยืดหยุ่นปานกลาง ความสามารถในการดูดซึมความช้ืนต่า
ทาใหผ้ ลิตภัณฑ์แห้งเร็ว รวมถงึ มีคา่ การคนื ตวั จากแรงอดั อยใู่ นระดับดี สง่ ผลใหผ้ ลิตภณั ฑ์ไมย่ บั งา่ ย

(2) สมบตั ิทางเคมี ทนทานต่อสารฟอกขาวทุกชนิด ทนตอ่ กรดอ่อนไดด้ ี แต่ละลายในกรด
กามะถนั เข้มข้นและรอ้ น ไมท่ นตอ่ ดา่ งแก่ นอกจากนีย้ งั ทนทานต่อราและแมลง รวมถึงแสงแดดได้ดี

(3) การใช้ประโยชน์ นิยมนามาใชต้ ัดเสื้อผ้าไดท้ ุกชนิด ทุกแบบ โดยเฉพาะที่ต้องการไม่ให้
ยับง่าย หรืออัดจีบถาวร ใช้ทาผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียง ผ้าม่าน เคร่ืองตกแต่งภายใน
ตา่ งๆ ท่ที าดว้ ยผา้ เชอื ก เส้นด้าย ใบเรอื อวน ผ้าห้มุ สายไฟ

7

รปู ที่ 2 เส้นใยธรรมชาตแิ ละเสน้ ใยสงั เคราะห์
ที่มา http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com

3. เส้นใยอะคริลิก (Acrylic) เป็นเส้นใยที่ผลิตจากโคพอลิเมอร์ (Copolymer) เกิดจากการ
สังเคราะห์อะคริโลไนไตรล์ (Acrylonitrile) เป็นส่วนใหญ่กับมอนอเมอร์ชนิดอื่นๆ ในสัดส่วนที่
แตกตา่ งกันซ่ึงเส้นใยอะคริลิกที่รู้จักกันอย่างกวา้ งขวางและนิยมนาใช้งาน ได้แก่ Orlon Acrilan และ
Creslan เนื่องจากมีคุณสมบตั ดิ ีเหมาะสาหรบั การนาไปใชป้ ระโยชนห์ ลายประการ คอื

(1) สมบัติทางกายภาพ ลักษณะเส้นใยมีสีขาว มีความแข็งแรงปานกลาง การคืนตัวจาก
แรงอดั อยู่ในระดับดี ทาใหไ้ ม่ยบั ง่าย รวมถึงมีความยืดหยุ่น และความสามารถในการดูดซมึ ความชื้น

(2) สมบัติทางเคมีทนทานต่อกรดไดแ้ ทบทุกชนิด ทนทานตอ่ สารละลายอินทรีย์ได้ดี สามารถ
ซักแห้งได้ ใช้กบั สารซักฟอกไดท้ กุ ชนดิ รวมถึงทนทานต่อราและแมลง แสงแดด และเหง่อื ได้ดี

(3) การใช้ประโยชน์ เส้นใยอะคริลิกสามารถนาไปใช้งานไดห้ ลากหลาย เน่ืองจากเป็นเส้นใย
ท่ีมีความอ่อนนุ่น พองฟู น้าหนักเบา มีการทิ้งตัวดี ดูแลรักษาง่าย สวยงามคล้ายขนสัตว์ การใช้งาน
ส่วนใหญ่โดยเฉพาะเส้นใยสั้นมักนามาใช้แทนขนสัตว์ธรรมชาติ เช่น ผ้าขนสัตว์เทียม เสื้อสเวตเตอร์
เสื้อโค้ท ซ่ึงมีราคาถูกและช่วยแก้ปัญหาการแพ้ขนสัตว์ได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถนามาใชผ้ ลิตเส้ือสูท
ชายหญงิ ผ้าห่ม พรม มา่ น

2.1.4 “การย้อมฝูายสีธรรมชาติวิถีกะเหร่ียง” ไดท้ าการศกึ ษา โดยมงุ่ เนน้ การย้อมสีธรรมชาติ
และเทคนิคการย้อมที่ไม่ใช้สารเคมีเป็นตัวช่วยย้อม แต่ใช้โคลน ขี้เถ้าจากใบแห้งของต้นกล้วย และ
สารส้ม มาใช้เป็นสารในการย้อมช่วยย้อมให้สีมีความเข้มขึ้น สาหรับเทคนิคการย้อมฝูายโดยใช้
ธรรมชาติล้วน ๆ นี้สามารถนาไปปฏิบัติได้เลย กะเหร่ียงจะมี ความชานาญในการย้อมสีเส้นด้ายด้วย

8

วสั ดุจากธรรมชาติ โดยจะกะด้ายให้เพียงพอในการข้นึ เครือ่ งทอแต่ละคร้ัง เพื่อให้ได้สีที่เหมือนกัน การ
ย้อมสีธรรมชาติมีวิธีแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับวัสดุท้่ีนามาใช้ แต่ทั้งนี้ถ้าอยากให้สีติดดีต้องนาด้าย
มาผา่ นกระบวนการละลายไขมัน โดยต้มน้้าเดือดประมาณคร่ึงช่ัวโมง แล้วซักดว้ ยน้าเย็นจนฝูายเป็นสี
ขาว ปัจจุบันชาวบ้านใช้วิธีซักด้วยผงซักฟอกแล้วล้างออก จากน้ันจึงนาไปย้อมสีขณะด้ายกาลังเปียก
สีในการย้อมและของตกแต่งผ้าทอกะเหร่ียงชาวปกากะญอการย้อมผ้าฝูายสีธรรมชาติ ใช้เปลือกไม้
เรียกวา่ ซาโก่แระ จะได้เป็นสีแดงแกมน้าตาล ใบฮอ่ ม เซอ หย่า เหล่า ให้สีน้าเงินแกมกรมท่าผลสมอ
ให้สีน้าตาลและผลมะขามปูอมให้สีเทาเป็นต้นชาวกะเหร่ียงสร้างสรรค์ลวดลายสีสันของผ้าทอจาก
ธรรมชาติ และสง่ิ แวดล้อมใกลต้ วั จึงมีความสวยงาม และคงไวซ้ ่ึงเอกลักษณ์โดดเด่นของชาวกะเหรี่ยง
มีการนาเมลด็ เดอื ย ซ่งึ เป็นวัชพืชปาุ ปกั บนผนื ผา้ สรา้ งเป็นลวดลายลกั ษณะเฉพาะ เป็นท่สี ะดดุ ตา
แก่บุคคลภายนอก ซึ่งสนใจซ้ือหาไปสวมใส่และเป็นของฝากทาให้สตรีชาวกะเหรี่ยงสร้างสรรค์
ผลติ ภัณฑผ์ ้าทอเพอื่ การจาหน่ายนอกเหนือจากการทอผ้าไวใ้ ช้ในครัวเรือนเป็นการสร้างรายไดเ้ พ่ิมอกี
ทางหน่ึงของผ้าทอกะเหรี่ยง ตามโครงการหนึ่งตาบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ได้รับการพัฒนาคุณภาพ
รูปแบบให้เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น สร้างงาน สร้างรายได้แก่ผู้ผลิต อย่างย่ังยืน ตลอดจนสืบ
สานภมู ิปญั ญาชาวกะเหลี่ยง เป็นผลิตภัณฑ์ท่ีมีเอกลักษณ์ของคนกะเหรี่ยง วัสดธุ รรมชาตทิ ี่นิยมใช้ใน
การย้องผา้ ไดแ้ ก่ ขมน้ิ คราม สมอปาุ แกนขนุน เปลือกเพกา ประดู่ไมแ้ ดง เงาะปาุ ตน้ ปุย

1. การย้อมด้วยขมิ้น ภาษากะเหรี่ยงว่า “เส่ยอ” ส่วนที่นามาใช้ เอาเฉพาะหัวที่แก่จัดเท่านั้น
เมอื่ ย้อมแลว้ จะใหส้ เี หลอื ง

วสั ดทุ ใ่ี ช้ มดี งั น้ี
(1) ขมิน้ 1/2 กิโลกรัม
(2) ดา้ ย 2 ไจ
(3) ปูนกินกบั หมาก หรอื ปนู ขาว 1 ช้อนชา
(4) นา้ 1-2 ลติ ร
วธิ กี าร
นาขมิ้นมาตาหรือบดให้ละเอียด ผสมกับน้าและปูน แล้วนาด้ายลงแช่ พร้อมทั้งนวดจนเปียก
จากนั้นตงั้ ไฟปานกลางให้เดือดประมาณ 20 นาที หลังจากตม้ เสร็จแล้วยกด้ายข้ึนตากแดด
จนแห้ง ถ้าต้องการให้สีมีความเข้ม และปูองกันสีตก ให้ใส่ปูนลงไปในน้าย้อมครั้งที่ 2 อีก
เล็กน้อย

9

รูปที่ 3 การย้อมดว้ ยขมิ้น
ท่มี า https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%

2. การย้อมด้วยคราม หรือ นอข่อ ส่วนที่นามาใช้ คือ ใบแก่ เมื่อย้อมแล้ว ให้สีน้าเงินเข้ม
หรือสกี รมท่า
วสั ดทุ ีใ่ ชย้ ้อม มีดงั น้ี

(1) คราม 2 ขีด
(2) ด้าย 2 ไจ
(3) ปนู 1 ไจ
(4) น้า 1-2 ลติ ร
(5) ข้าวสกุ 1 กามอื
(6) ข้เี ถา้ ไม้ขเ้ี หล็ก
วิธกี าร
ข้นั ตอนที่ 1 การทาน้าคราม นาใบคราม จากตน้ ที่มีอายุประมาณ 3 เดอื น (สงั เกตจากเรมิ่
ออกดอก) มาแช่นา้ จนใบเป่อื ย ใสป่ นู ขาว และขเี้ ถ้าไม้ข้เี หลก็ แช่ตอ่ อกี 2-3 คนื จากนนั้ กวน
น้าครามจนขน้ึ ฟองท้ิงไว้จนตกตะกอน เทนา้ ใสทงิ้ นาส่วนทต่ี กตะกอนมากรองด้วยผ้า จะได้
ครามเป็นกอ้ นเกบ็ ไวย้ อ้ มผ้าต่อไปได้
ข้นั ตอนท่ี 2 นาดา้ ยและครามมานวดรวมกนั จนผสมน้า พรอ้ มทั้งใสป่ นู ขาวลงไป แลว้ นามา
ตม้ กบั ไฟออ่ น ๆ ประมาณ 30 นาที นาดา้ ยขึ้นมาผึง่ ลมให้แหง้ แล้วย้อมซ้าหากสยี งั ไมเ่ ข้มพอ

10

ขั้นตอนที่ 3 นาด้ายและข้าวสกุ มา นวดพร้อมกบั ไฟออ่ น ๆ ประมาณ 30 นาที นาดา้ ยข้นึ มา
ผง่ึ ลมใหแ้ หง้ สนทิ แลว้ นามาใชท้ อเปน็ ผ้าต่าง ๆ ได้

รูปที่ 4 การยอ้ มด้วยคราม
ท่มี า http://mediastudio.co.th/2016/09/16/48798
2.1.5 อุปกรณ์ การทอผ้ากะเหรีย่ ง
1. แผ่นคาดหลงั (อยา่ กุงไผย)่ แตเ่ ดิมนั้นทามาจากหนังสตั ว์
2. ไม้พนั ผา้ (เคอ่ ไถ่ย) คือ ไมร้ ั้งผ้าสาหรบั รัง้ และพันผา้ ที่ทอแลว้
3. ไม้กระทบ (เนย่ บะ) คือ ไมก้ ระทบผ้า ทาจากไมม้ ะเกลือ ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร
4. ไมแ้ ยกด้าย (กงค)ู๊ ไมแ้ ยกดา้ ย ทาจากไมไ้ ผย่ าวประมาณ 60 เซนติเมตร
5. ไม้ไบห่ รือว้าบัง เพอ่ื แบ่งเส้นดา้ ยยืน
6. ทะคู่เถงิ คือ ไมไ้ ผเ่ จาะรทู ง้ั 2 ข้างสาหรับยึดเคร่อื งทอ
7. เสย่ ถึง คอื ไม้ใสด่ ้าย ทาจากไมก้ ลมหนาประมาณ 1 นว้ิ
8. ลุงทุ้ย คอื ไมม้ ว้ นด้ายพงุ่ ใชส้ าหรบั สอดด้ายพุง่
9. คองญา่ ยฆ่อง คอื ไม้สาหรบั ยันเท้าสาหรับควบคุมให้ด้ายยืนตงึ หรอื ย่อนในระหวา่ งทอ
2.1.6 ขน้ั ตอนการทอผ้ากะเหรย่ี ง
1. การเตรียมเครอื่ งทอผา้ กอ่ นทจ่ี ะทอผา้ จะตอ้ งมกี ารเตรยี มเครอื่ งทอผา้ ตัง้ แต่การป่ันด้าย
การกรอด้าย การตงั้ เคร่ืองทอผ้า การข้ึนด้าย มีข้ันตอนการทาดังนี้

11

1.1 การปน่ั ด้าย อปุ กรณใ์ นการปัน่ ดา้ ยผา้ ทอกะเหรี่ยงราชบุรี ประกอบดว้ ย หลอดกรอด้าย
และเครอื่ งมือกรอด้าย หลอดกรอด้าย เดมิ ชาวกะเหร่ียงใช้วิธีมว้ นด้ายดว้ ยมอื ใหเ้ ปน็ กอ้ น ปจั จุบันใช้
ทอ่ พลาสตกิ แทน มคี วามยาวขนาด 10 เซนติเมตร

1.2 การกรอดา้ ยขวาง ดา้ ยขวางเป็นด้ายทสี่ อดเข้าไประหวา่ งด้ายยืน ทาใหเ้ กิดลวดลายต่างๆ
เรยี กวา่ ลุงท้ยุ ใชด้ า้ ยพนั กับไม้ ขนาดยาวประมาณ 1 ฟตุ เส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 1 เซนติเมตร

1.3 ต้งั ไมเ้ ครอื่ งทอกีเ่ อว หลังจากป่นั ดา้ ยเสร็จเรยี บร้อยแลว้ กน็ าด้ายมาข้นึ ดา้ ย
1.4 การข้นึ ดา้ ย หรอื การขึ้นเครื่องทอกเ่ี อว เป็นการนาเอาเส้นดา้ ยมาเรียงตอ่ กนั อยา่ งมี
ระเบียบตามแนวนอน โดยพนั รอบกบั สว่ นประกอบของเครอ่ื งทอ และก่อนท่ีจะมีการขึน้ ด้ายจะตอ้ งมี
การเตรียมเสน้ ด้ายด้วยการปั่นด้ายการตั้งเคร่ืองทอ การเรียงเสน้ ด้าย การเปลีย่ นไม้เป็นเคร่อื งทอ
2. การทอผา้ มีขั้นตอนดังตอ่ ไปน้ี
1. เรมิ่ ตน้ คล้องดา้ ยลงท่ีหลักท่ี 1 สาวเสน้ ดา้ ยผา่ นหลักที่ 2,3,4,5,6,7 นาไปคลอ้ งที่หลกั ท่ี 8
และสาวมาคลอ้ งท่หี ลกั ที่ 1
2. ดงึ ดา้ ยท้ังหมดให้ตงึ เสมอกนั นามาพนั รอบหลกั ท่ี 2
3. ดึงดา้ ยให้ตงึ เสมอกันพาดผ่านดา้ นหนา้ ของไมห้ ลักที่ 3 ถงึ ไม้หลกั ที่ 4 เป็นจดุ แยกดา้ ย โดย
ใช้ด้ายสีขาวอีกกลุม่ หน่ึงเป็นเสน้ ดา้ ยตะกอสอดเข้าไประหว่างเส้นด้ายเป็น 2 สว่ นเท่าๆกัน ส่วนทไี่ ม่ได้
คล้องกบั ตะกอแยกเสน้ ด้ายผา่ นหลงั หลักที่ 4 และส่วนท่ีคลอ้ งตะกอ ดึงเสน้ ดา้ ยผา่ นดา้ นหน้าหลักท่ี 4
4. รวบด้ายท้ังสองส่วนเข้าด้วยกันใหต้ ึง พาดผ่านหลักท่ี 5,6 พันอ้อมหลกั ที่ 7
5. ดงึ ด้ายท้ังหมดใหต้ งึ พรอ้ มอ้อมหลักท่ี 8 และสาวให้ตงึ ดงึ กลับมาเร่มิ ตน้ ที่หลกั ท่ี 1 ใหม่
6. สอดไม้ทัง้ หมดออกจากเครอื่ งทอ และนาไม้ไบ่ 1 อัน สอดเขา้ ไปแทนไม้ใสต่ ะกอที่ 1 นาไม้
ไบ่ 2 อันเข้าสอดเปล่ียนไม้ใส่ตะกอท่ี 2 และไม้ใสต่ ะกอท่ี 3 ซึง่ ต้องใช้ช่วยแยกดา้ ยเวลาทอแกะดอก
ส่วนไม้ไบ่ที่ 2 ใส่กระบอกไมไ้ ผ่แทน 1 อนั การสรา้ งลวดลายบนผา้ ทอกะเหรย่ี งราชบุรี มเี ทคนคิ การ
ทอทีห่ ลากหลายสามารถสรา้ งลวดลายให้มีความสวยงาม แสดงอตั ลักษณข์ องผ้าทอกะเหร่ยี งราชบุรี
ได้อยา่ งเดน่ ชดั ซ่งึ สามารถแบง่ เทคนิคการทอและสรา้ งลวดลายออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื
1. การทอธรรมดาหรือทอพนื้ เปน็ การทอลายขัดมีโครงสรา้ งหลกั โดยการสอดด้ายขวางเขา้
ไประหวา่ งดา้ ยยนื สลับขึน้ 1 ลง 1 หรือขนึ้ 2 ลง 2 ตามจานวนเสน้ ดา้ ยทเ่ี รยี งไว้ขณะข้ึนเคร่อื งทอผ้า
ทไ่ี ดจ้ ะมีสเี ดียวตลอดท้ังผืน ผ้าเรยี บสมา่ เสมอ เป็นวธิ ีการทอขั้นพนื้ ฐานใช้สาหรบั ทอเย็บชุดเดก็ หญิง
เสอื้ ผู้หญงิ ทแี่ ตง่ งานแล้ว ย่ามกะเหร่ียง การทอธรรมดาแบบด้ายยนื และด้ายพงุ่ จะมีจานวนเทา่ กนั ทัง้
ผืน
2. การทอลายสลบั สี เปน็ การทอแบบธรรมดา คอื ใช้เสน้ ดา้ ยยืนและเสน้ ดา้ ยพุง่ ตามปกติ
แตแ่ ทรกดา้ ยสตี า่ งๆ สลับกนั เข้าไป ขณะเรียงเส้นด้ายยืน ส่วนการทอลายมดั หมจี่ ะใช้ด้ายทยี่ อ้ ม

12

บางส่วนเป็นด้ายยืนกอ่ นขึ้นเคร่ืองทอ ใชว้ ธิ ีการทอเหมอื นการทอผา้ พื้นลายมดั หม่เี ป็นลายทท่ี อเปน็ ตวั
ซน่ิ
3. การทอลายจกหรือลายแกะดอก เป็นวิธีการทอลวดลายท่ีมีเทคนิคการทอ ยากท่ีสุด ซ่ึงมีเส้นพุ่ง
พิเศษท่ีสร้างลาดลายควบคู่กันไปขณะท่ีทอ ด้วยการใช้น้ิวล้วงเข้าไปในด้ายยืน แล้วเอาด้ายสีต่างๆ
แทรกเข้าไปขณะท่ีทอสลับกับการสอดด้ายพุ่ง เม่ือทอเป็นผืนแล้ว ด้ายที่แทรกเข้าไปนั้น จะปรากฏ
เป็นลวดลายนูนบนผนื ผา้ ทง้ั ผืนไม่เหมือนกนั การทอลายนี้จะเห็นได้จากตนี ซิ่น แตล่ ะลวดลายมีวิธีการ
แกะดอกแตกต่างกนั ออกไป

รปู ท่ี 5 การทอผา้ กะเหรีย่ ง
ทมี่ า https://www.google.com/search?q=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%

2.2 ลวดลายของผ้าทอกะเหรย่ี ง

2.2.1 การประดิษฐ์ลวดลายในผืนผา้ ขณะทอ มขี ั้นตอนดงั นี้ ลายในเนื้อผา้ ลักษณะลวดลาย
จะปรากฏ เปน็ เส้นนูนตามแนวตั้ง หรอื แนวนอนกไ็ ด้หากเปน็ ลาย นนู ตามแนวต้งั การกาหนดลายจะ
ทาพรอ้ มกบั การเรียงดา้ ย คอื ใชจ้ านวนดา้ ยเพ่มิ ขึ้นกวา่ ปกตมิ นทีท่ ่ีต้องการ ใหเ้ ป็นลายนนู ส่วนดา้ ย
ขวางใชจ้ านวนเท่าปกตกิ ารทอวิธีนี้นิยมใช้ทอเส้ือผูช้ ายสูงอายขุ องเผ่ากะเหรีย่ ง ลวดลายสลับสี เปน็
การทอแบบธรรมดา คือใชด้ า้ ยยืนและดา้ ยขวางจานวนเทา่ ปกติแต่แทรกด้ายสี ตา่ งๆ สลบั เขา้ ไป
ขณะเรยี งดา้ ยยนื หรอื เมื่อสอดดา้ ยขวาง เช่น การทอผา้ ห่ม ยา่ ม และผา้ ถุงของหญงิ ท่ี แตง่ งานแลว้
ลวดลายผ้าถงุ ในบางทอ้ งถิ่นจะมีลกั ษณะพเิ ศษกวา่ การทอลายสลบั สธี รรมดาคือจะ ใช้ด้ายยอ้ ม มัดหม่ี
หรือย้อมแบบลายน้าไหลเป็นดา้ ยยืน บางคร้ังกะเหร่ียงจะทอลวดลาย สลบั สเี ปน็ ลายนูนในเนื้อผ้า
เช่น บริเวณเหนอื อกของชดุ เดก็ หญงิ กะเหรีย่ ง ลายจก เปน็ การทอลวดลายโดยการสอดดา้ ยสลบั ซ่ึง

13

ไม่ใชด่ า้ ยเส้นเดยี วกับด้ายขวางเขา้ ไปเปน็ บางสว่ นในเน้อื ผา้ ตามลวดลาย และสีในตา่ แหน่งที่ตอ้ งการ
การยกดา้ ยยืนจะไม่เปน็ ไปตามการยกตะกอ แตผ่ ู้ทอจะใชน้ วิ้ มอื หรอื ขนเมน่ ช่วยสอดยกดา้ ยขน้ึ ตาม
จานวนท่กี ะไว้และสอดดา้ ยสที ตี่ ้องการเขา้ ไป ระหว่างด้าย ยนื น้นั ฉะนน้ั ลวดลายทีป่ รากฏบนผืนผ้า
ท้ังผนื อาจไมเ่ หมอื นกนั ก็ได้ ๑๐ ลายขดิ คอื การทอผ้าโดยใหล้ วดลายที่ปรากฏเหมอื นกนั ท้งั ผนื
ลกั ษณะลายแบบยกดอกในตัว โดยกาหนดสีตามดา้ ยยืน การแยกด้ายยืนใชว้ ธิ นี บั เสน้ เปน็ ชา่ งๆ และ
สอดไม้เขา้ ไปเป็นตัวนาไม้จะชว่ ยแยกด้าย ให้ช่องระหวา่ งด้ายยืนกวา้ งเพอื่ ความสะดวกในการสอด
ด้ายขวางชาวกะเหร่ยี งนยิ มทอผ้าลายขิดเพอ่ื เยบ็ เป็น ผา้ ถุงสาหรับหญิงท่แี ตง่ งานแลว้ ผา้ ทอลาย
ของกะเหรย่ี งมลี กั ษณะคลา้ ยของชาวอสี านแตล่ วดลาย สลับซบั ซอ้ นนอ้ ย กวา่ และของอีสานไมน่ ิยม
ทอลายขิดพรอ้ มกบั การสลบั สีแต่ของกะเหรย่ี งนยิ มทอลายขิด และเลน่ ลายสลับสดี งั นนั้ ในผา้ ผนื เดยี ว
จงึ มที ั้งลวดลายยกดอกนูนขึ้นมาของลายขิดและลายเลน่ สสี ลบั กัน ทอประกอบลกู เดอื ย ปกตกิ ารปกั
ลูกเดอื ยประดับชายเส้ือผู้หญงิ จะใช้วิธปี กั หลงั จากเยบ็ ผา้ ประกอบเขา้ ไป พร้อมกนั ในขณะทอผ้า โดย
รอ้ ยลกู เดอื ยเข้ากบั เสน้ ดา้ ยขวางระหว่างด้ายยืน โดยให้ลูกเดือยลอยตัวอยู่บนผืน ผา้ เมอ่ื ประกอบ
เปน็ ลวดลายแล้วจึงปักทับด้าย สลับสีลงในช่องระหวา่ งลูกเดอื ยเหล่านน้ั เป็นการทาลวดลาย บนผืน
ผ้าใหส้ วยงามหลงั จากเย็บเปน็ เครื่องนงุ่ ห่มแล้ว ส่วนใหญ่ชาวกะเหรี่ยงจะนยิ มปักประดษิ ฐล์ วดลายบน
เสื้อผู้หญงิ แมเ่ รือน ลกั ษณะการประดับประดาจะใช้ด้ายหลากสปี กั สลับลกู เดอื น ซึง่ เป็นพืชทก่ี ะเหร่ยี ง
ตอ้ ง ปลูกไว้เพอ่ื ใช้ในกจิ กรรมนโี้ ดยเฉพาะ สลี ูกเดือยทีใ่ ช้ ได้แก่ สีดา แดง เหลอื ง และขาว โดยจะใช้
ทกุ สีและใหน้ ้า หนกั กับสีดา และสีแดง สว่ นสีเหลืองและสขี าวเปน็ สีตกแต่ง สีประกอบ ไดแ้ ก่ สชี มพู
นา้ เงนิ สม้ เขยี ว เปน็ กลมุ่ สที ่ีนามาใชภ้ ายหลงั และนิยมใชก้ ันมากขึน้ สว่ นใหญ่มักซอื้ ทยี่ ้อมเสร็จแล้ว
มาใชโ้ ดยใหเ้ หตุผลวา่ สสี วย และไมต่ ก

1. ลายอ่องกึ้ยหรือลายจก คือ ลวดลายที่เกิดจากการสอดด้ายสลับสีเข้าไปบางส่วนของ
เนอื้ ผา้ ตามลวดลายและสใี นตาแหนง่ ที่ต้องการ ซึ่งลายจกของชาวกะเหร่ียงที่พบมีทั้งลายด้ังเดิม และ
ลายที่ดดั แปลง ขึน้ มาใหม่ ดงั น้ี

1.1 ลายแบบด้ังเดิม เป็นลวดลายโบราณที่นิยม สืบทอดต่อกันมา ลักษณะลวดลายเป็น
รูปทรงเรขาคณิต ความสวยงามของลวดลายจกต้องจกลวดลายให้เต็มพื้นที่ มีความนูนออกมาอย่าง
เห็นได้ชัด นยิ มใช้สสี ดใส เช่น สีขาว สีเหลือง สีเขยี ว

1.2 ลายใหม่ คือ ลายท่ีเกิดจากคิดอะไรขึ้นมาใหม่หรือมีการประยุกตด์ ัดแปลงจากโครงสร้าง
ของลายเก่าใหเ้ ปน็ ลายใหมห่ รอื รายทเี่ กิดจากการทอผิดไปจากลวดลายเดิมแล้วเกดิ ขน้ึ เป็นลายใหม่

2. ลายอ่องทาหรือลายยกดอก คอื ลวดลายท่ที อให้เปน็ เสน้ นูนตามแนวตัง้ จึงต้องกาหนด
ลวดลายต้งั แต่ขบวนการข้นึ ดา้ ย สีสนั ของลายจะใส่สีทสี่ ดใส เช่น อ่วั (สีขาว) โว (สีแดง) บา่ ง (สี

14

เหลอื ง) ยี่ (สเี ขยี ว) ลายทอ ยกดอกน้เี ป็นลายหน่ึยคู้ คือลายเสรมิ ใหเ้ ตม็ บนผืนผา้ สลบั กบั การทอ
มัดหม่ี เพ่ือให้เกิดความสวยงาม

รูปภาพท่ี 6 ลายออ่ งกยึ้ หรอื ลายจก แบบดงั้ เดมิ
ที่มา https://souvenirbuu.wordpress.com/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%

รูปภาพที่ 7 ลายใหม่
ท่ีมา https://souvenirbuu.wordpress.com/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%

15

2.2.2 ผ้าปกั ประดบั “ลูกเดอื ย”เอกลักษณผ์ า้ ชนเผ่ากะเหรี่ยง
การปกั และประดบั บนผืนผ้าทอทห่ี ญงิ ชาวกะเหร่ียงบรรจงปักอยา่ งประณีต ด้วยการใชว้ สั ดุจาก
ธรรมชาติอยา่ ง“ลกู เดือย”ตกแตง่ เป็นลวดลายตา่ งๆอย่างงดงามนม้ี ีการสืบทอดกันมาต้งั แตบ่ รรพบุรุษ
และ ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผา้ ทอชนเผา่ กะเหรี่ยงอย่างหน่ึงทส่ี ะทอ้ นตัวตนของความเปน็ ชนเผา่
กะเหรย่ี งไดอ้ ย่างชดั เจน และยงั คงพบเห็นเครือ่ งแตง่ กายที่มีการปกั ประดบั ด้วยลูกเดอื ยสาหรบั หญิง
ชาวกะเหรย่ี งไดโ้ ดยทัว่ ไปในปัจจบุ ันลกู เดอื ย เป็นเมล็ดพชื ชนิดหนง่ึ ที่มีลกั ษณะเมลด็ กลม รี หรอื มน
มที งั้ สีขาว สเี กือบเหลอื ง เปน็ พชื ทสี่ ว่ นใหญ่ชนเผ่ากะเหร่ียงจะปลกู ไว้ในไรน่ าเพอ่ื ใช้เมลด็ ท่ีแกม่ าปัก
ประดับ ตกแตง่ เสอ้ื ผ้า เคร่อื งแตง่ กายโดยเฉพาะเสือ้ ของหญงิ ชาวกะเหร่ียง ถอื เปน็ เครอื่ งประดบั ชนิด
หนึ่งท่ใี ช้ในการตกแต่งเบนเสอื้ ผา้ เพ่อื ความสวยงาม (เสื้อผ้ชู ายกะเหร่ียงจะไมป่ ักลกู เดอื ย)

รูปภาพท่ี 8 การปกั ผา้ ด้วยลกู เดอื ย
ทมี่ า https://www.sacict.or.th/uploads/items/attachments/33267e5dc58fad346e9

รปู ภาพที่ 9 เมด็ ลกู เดอื ยทม่ี า
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%

16

2.3 ชนดิ ของหมอนองิ

2.3.1 หมอนเปน็ เครอื่ งนอนอยา่ งหนึ่งทีใ่ ช้ศีรษะหนนุ เวลานอน หรือใช้ประโยชน์อน่ื ๆเชน่
ใชก้ อด ใช้อิง หมอนถกู ประดิษฐขึน้ มาในหลากหลายรูปแบบ โดยหมอนท่ใี ช้สว่ นใหญ่ทาจากผ้าเปน็
รปู ทรงส่เี หลี่ยมผืนผ้าและยัดดว้ ยวสั ดเุ ชน่ นนุ่ ขนเปด็ หรือปจั จุบนั นยิ มใช้โพลเี อสเตอร์ ส่วนหมอน
ทใ่ี ชน้ อนกอด เรียกว่า หมอนขา้ ง เป็นรูปทรงกระบอก สาหรบั หมอนอิง มหี ลายแบบ เชน่ ทรง
สเ่ี หล่ยี มจัตุรสั ทรงกลมในประเทศไทย หมอนในแตล่ ะภมู ภิ าคกม็ เี อกลกั ษณ์ตา่ งๆกนั ไปเชน่ หมอน
สี่เหล่ียมทางภาคอสี าน หรอื หมอนขวานทางภาคกลาง การเลือกหมอนความทุกข์ของคนอาจจะเกดิ
จากเป็นโรค บางคนถ่ายไม่ได้หรือถา่ ยลาบากกท็ ุกข์ รบั ประทานมากเกนิ ไป หรือนอ้ ยเกนิ ไปกท็ ุกข์
การนอนไม่หลบั ก็เปน็ ทกุ ข์ โดยเฉพาะผสู้ ูงอายุ การนอนหลบั เปน็ การพักผ่อนทดี่ ีทีส่ ดุ เปน็ การพักผ่อน
ทั้งรา่ งกาย และจติ ใจหลงั จากท่ีได้ทางานหนัก ทงั้ กายและใจ การจะนอนให้หลับดตี อ้ งมอี งค์ประกอบ
หลายอย่าง การเลอื กหมอนทเี่ หมาะสม กอ็ าจจะทาใหน้ อนหลบั ดขี ้นึ และยังลดอาการของอาการปวด
หลงั หรอื ปวดคอ

2.3.2 หมอนหนุนที่เขา่ ซ่ึงสามารถหนนุ ไดส้ องรูปแบบ คอื นอนหงายแลว้ เอาหมอนหนนุ ใต้
เข่า หรือนอนตะแคงหมอนอยู่ระหว่างขา ท่านอนและการใช้หมอนท่านีจ้ ะชว่ ยลดอาการปวดหลัง
เน่อื งจากกล้ามเนือ้ หลังอกั เสบ หมอนทีใ่ ชค้ ือ หมอนขา้ ง

รปู ภาพท่ี 10 หมอนขา้ ง
ทมี่ า https://www.cbcotton.com/type-of-pillow/

17

2.3.3 หมอนหนนุ ท่ศี ีรษะและคอ หมอนที่ดคี วรจะรองต้ังแต่ตน้ คอจรดถึงศรี ษะ ความสูงของ
หมอนประมาณ 4-6 น้ิวโดยหมอนควรจะนุ่มเพ่ือท่ีส่วนท่ีรองศีรษะยุบ จนกระท่ังหมอนสามารรองรับ
บริเวณคอ หมอนชนิดนี้เหมาะสาหรับคนท่ีปวดต้นคอ หากหมอนสูงเกินไปเมื่อนอนหงายหรือนอน
ตะแคง กล้ามเนื้อคอจะถูกยืดมากเกินไป ทาให้ปวดกล้ามเน้ือคอ และที่สาคัญในทางนอนหงายหาก
หมอนสงู ไป จะทาให้ทางเดินหายใจแคบเกดิ อาการกรน

รปู ภาพที่ 11 หมอนหนุนทศี่ ีรษะและคอ
ที่มา https://www.cbcotton.com/type-of-pillow/
2.3.4 หมอนรูปตัว U เป็นหมอนทใี ชส้ าหรบั หนุนคอ ขณะเดนิ ทางโดยสารเพอื่ ปูองกันมิให้คอ
เอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง หรือหงายไปทางด้านหลัง เหมาะสาหรับนั่งหลับขณะโดยสารในรถหรือ
เคร่ืองบนิ

รูปภาพท่ี 12 หมอนรปู ตัว U
ที่มา https://www.cbcotton.com/type-of-pillow/

18

2.3.5 หมอนรองหลัง ใช้สาหรับหนนุ หลังส่วนเอว เหมาะสาหรับคนทต่ี ้องทางานนั่งนาน หรอื
ขับรถนาน เพอ่ื ลดอาการเกรง็ ของกล้ามเน้อื หลงั

รปู ภาพท่ี 13 หมอนรองหลัง
ทม่ี า https://www.cbcotton.com/type-of-pillow/
2.3.6 หมอนรูปโดนัท เหมาะสาหรับผู้ทมี่ ีกระดูกกน้ กบหัก เวลานัง่ จะไม่ปวดกน้

รปู ภาพที่ 14 หมอนรูปโดนัท
ท่ีมา https://www.cbcotton.com/type-of-pillow/

19

2.3.7 รูปทรงของหมอนองิ

รปู ภาพท่ี 15 หมอนองิ รูปทรงส่เี หล่ียม
https://www.ikea.com/th/th/cat/hm-n-ingaelapl-khm-n

รูปภาพที่ 16 หมอนองิ รปู ทรงสามเหล่ยี ง
ท่ีมา https://www.ikea.com/th/th/cat/hm-n-ingaelapl-khm-n

20

รปู ภาพท่ี 17 หมอนองิ รปู ทรงกระบอก
ทีม่ า https://www.ttam.com/th/th/cat/hm-n-ingaelapl-klm-nman

รปู ภาพท่ี 18 หมอนองิ รปู ทรงวงกลม
ทมี่ า https://www.google.com/search?q=%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%

21

2.4 สมนุ ไพรยดั ไส้หมอน

2.4.1 สรรพคณุ ของใบชา
1. ใบนามาต้มเคี่ยวเอาน้ากิน ช่วยกระตุ้นทาให้กระชุ่มกระชวย ไม่ง่วงนอน ทาให้ตาสว่าง

กระตุ้นให้หายเหน่ือย (ใบ)
2. ชว่ ยแก้อาการปวดศรี ษะ หน้ามืดตามวั (ใบ)
3. ใบชานามานึ่งแล้วหมักกบั เกลือ ทาเปน็ คา ๆ ใชอ้ ม จะช่วยทาให้คอชุม่ แกอ้ าการกระหายน้า

ไดด้ มี าก (ใบ)
4. ช่วยแกอ้ าการรอ้ นในกระหายนา้ (ใบ)
5. ใบชามสี รรพคณุ ชว่ ยบารุงหวั ใจใหช้ ุ่มชื่น (ใบ)
6. รากชามสี รรพคณุ ชว่ ยกระตุ้นให้หวั ใจบีบตวั แรงขนึ้ แก้โรคหัวใจบวมน้า (ราก)
7. ชว่ ยลดระดบั นา้ ตาลในเลือด (ใบ)
8. กงิ่ และใบมีสรรพคุณเป็นยาแกห้ ดื (ใบ,กงิ่ )
9. ใบมีฤทธิ์เปน็ ยาฝาดสมานใช้รักษาและลดอาการท้องรว่ ง (ใบ)
10. ใบใชเ้ ป็นยาแกบ้ ดิ (ใบ)
11. ใบแห้ง ใชช้ งใสน่ ้าตาล กนิ เปน็ ยารกั ษาอาการปวดท้อง (ใบ)
12. รากใช้เปน็ ยาแกท้ อ้ งเสยี (ราก)

รปู ภาพที่ 19 ใบชา
ที่มา https://www.google.com/search?q=%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%

22

2.4.2 สรรพคณุ ของมะกรดู

1. มะกรดู มีสารตอ่ ต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยเสรมิ สร้างภมู คิ มุ้ กนั ใหร้ า่ งกายแข็งแรงและ
ต้านทานโรค

2. ชว่ ยทาให้เจริญอาหาร
3. น้ามันหอมระเหยจากมะกรดู มสี รรพคณุ ช่วยผ่อนคลายความเครยี ด คลายความกังวล ทา

ให้จติ ใจสงบนิ่ง ด้วยการสดู ดมผิวมะกรูดหรอื นา้ มนั มะกรูดจะช่วยไดร้ ะดับหน่ึง แต่การ
ใชไ้ มค่ วรจะใชค้ วามเข้มขน้ มากกว่า 1% เพราะอาจจะทาให้เกิดการระคายเคอื งได้
4. ช่วยแกอ้ าการนอนไมห่ ลับ ดว้ ยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉยี งพร้า ขมน้ิ อ้อย ใน
ปรมิ าณเทา่ กนั นามาบดเป็นผง นามาชงละลายนา้ ร้อนหรอื ต้มเป็นน้าด่มื
5. ใช้เป็นยาบารุงหวั ใจ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชน้ิ เล็ก ๆ ประมาณ 1 ชอ้ นแกง
เตมิ การบรู หรอื พิมเสน 1 หยบิ มอื ชงด้วยน้าเดือด แชท่ ิง้ ไว้ แลว้ นาน้าทไ่ี ดม้ าด่ืม 1-2
ครงั้ (เปลือกผล)
6. ชว่ ยแก้ลม หนา้ มืด วงิ เวยี นศีรษะ ด้วยการใช้เปลือกมะกรูดฝานบาง ๆ ชงกบั นา้ เดอื ดใส่
การบูรเล็กนอ้ ย แล้วนามารบั ประทานแกอ้ าการ (เปลือกผล)
7. ชว่ ยแกอ้ าการไอ ขับเสมหะ ดว้ ยการใชผ้ ลมะกรดู นามาผ่าซีก เติมเกลือ นาไปลนไฟให้
เปลอื กนมิ่ แลว้ บบี นา้ มะกรูดลงในคอทลี ะนอ้ ย ๆ จะช่วยแกอ้ าการไอได้ สตู รน้ีกส็ ามารถ
ใชเ้ ปน็ ยาขบั เสมหะไดด้ ว้ ยเชน่ กัน
8. ใช้แก้อาเจยี นเปน็ เลอื ด แกช้ า้ ในได้อกี ดว้ ย
9. ชว่ ยฟอกโลหติ ด้วยการนาผลมะกรดู สดมาผ่าเปน็ 2 ซีกแล้วนาไปดองกับเกลอื หรอื น้าผ้ึง
ประมาณ 1 เดอื น แล้วรนิ เอาแตน่ า้ ดม่ื จะช่วยฟอกโลหิตได้เป็นอย่างดี
10. ใบมะกรดู มีสรรพคณุ ชว่ ยยับย้งั หรอื ชะลอการขยายตวั ของเซลล์มะเร็ง ชว่ ยตอ่ ต้านมะเรง็
ได้ เนอ่ื งจากใบมะกรูดน้นั อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน
11. ชว่ ยแก้เสมหะเป็นพิษ ดว้ ยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเปน็ ชนิ้ เลก็ ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง
เตมิ การบูรหรือพิมเสน 1 หยบิ มือ ชงดว้ ยน้าเดอื ด แชท่ งิ้ ไว้ แล้วนานา้ ที่ได้มาดื่ม 1-2
ครั้ง (เปลือกผล, ราก)
12. น้ามะกรูดใช้แก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้ โดยหลงั แปรงฟันเสรจ็ ให้ใชน้ า้ มะกรูดถู
บาง ๆ บรเิ วณเหงือก
13. ใช้ปรุงเปน็ ยาช่วยขบั ลมในลาไส้ แก้อาการจกุ เสยี ด ทอ้ งอืด แน่นท้อง ดว้ ยการใช้ผิว
มะกรดู สดฝานเปน็ ชิน้ เล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบรู หรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชง
ด้วยน้าเดอื ด แช่ท้ิงไว้ แล้วนานา้ ทีไ่ ดม้ าดม่ื 1-2 ครั้ง (เปลอื กผล)

23

รูปภาพที่ 20 มะกรดู
ทม่ี า https://medthai.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0

2.4.3 สรรพคณุ ของตะไคร้
1. รากตะไคร้ สรรพคณุ ของรากตะไคร้ ชว่ ยบารุงธาตุ ขบั ปสั สาวะ แกข้ ัดเบา แกน้ ่ิว แกป้ วดกระเพาะ
รวมถึงรกั ษากลากเกลือ้ นไดอ้ ีกด้วย
2. ลาต้นตะไคร้ สรรพคณุ ของ ลาต้นตะไคร้นามาใช้แก้ปวด จากการปวดข้อและฟกชา้ แก้โรค
ทางเดนิ ปัสสาวะ แก้ประจาเดือนมาไมป่ กติ รวมถึงชว่ ยให้เจริญอาหาร แก้ท้องเสยี แก้ท้องอืด แก้
จกุ เสียด แนน่ ท้อง ขบั ลมในลาไส้ วธิ ีใช้คอื รับประทานสด หรือผงึ่ แห้งแล้วนามาใช้ต้มดมื่
3. ใบตะไครส้ รรพคุณ ช่วยลดความดนั โลหิตสูง นามาใช้สกดั ทาน้ามันหอมระเหยแม้วา่ ตะไคร้จะเปน็
พืชที่ใช้ประกอบอาหาร แตก่ ม็ สี รรพคุณทางสมนุ ไพร หากคุณต้องการใชต้ ะไครแ้ ห้งเพ่ือมาต้มน้าดื่ม
เปน็ ยา เว็บไซตโ์ ครงการอนุรักษพ์ นั ธกุ รรมพชื อันเน่อื งมาจากพระราชดาริฯ ไดอ้ ธิบายวธิ ีและปรมิ าณ
การใช้ประโยชนต์ ะไคร้ ไว้ดังนใี้ ชต้ ะไคร้แกอ้ าการทอ้ งอดื จุกเสยี ดอาการปวดท้องท่ีมาจากการแน่น
ทอ้ ง จกุ เสียด แนน่ เฟูอ ใชต้ ะไครแ้ กท่ บุ แหลก 1 กามือ (ขนาดประมาณ 40 - 60 กรมั ) ตม้ น้าด่มื หรอื
นามาประกอบอาหาร ใช้ตะไคร้ 5 ต้น สับเปน็ ทอ่ น ตม้ กบั เกลอื โดยตม้ ใหเ้ หลอื 1 ใน 3 จากน้าที่ตม้
หลงั จากนั้นด่ืม 1 แกว้ ตดิ ต่อกนั 3 วนั จงึ จะคลายปวดทอ้ งใชต้ ะไคร้แกอ้ าการขัดเบา ปัสสาวะไม่
คลอ่ ง (ไม่มอี าการบวม)
2.4.4 ลกั ษณะทวั่ ไปตะไคร้ ตะไครเ้ ป็นพืชลม้ ลกุ วงศ์เดยี วกบั หญ้า มกั มีอายุมากกวา่ 1 ปี (ข้ึนอยูก่ ับ
ปจั จัยทางสภาพแวดล้อม)ลาตน้ ตะไคร้มเี หง้าใตด้ ิน ลาตน้ มีลกั ษณะตัง้ ตรง รปู ทรงกระบอก มีความสูง
ไดถ้ ึง 1 เมตร (รวมทงั้ ใบ) สว่ นของลาต้นที่เรามองเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบท่ีออกเรยี งช้อนกนั แนน่
โคนต้นมลี กั ษณะกาบใบหุม้ หนา ผิวเรียบ และมีขนอ่อนปกคลมุ ส่วนโคนมรี ปู รา่ งอ้วน มสี มี ่วงออ่ น
เลก็ นอ้ ย และค่อยๆเรยี วเลก็ ลงกลายเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นปลอ้ งแขง็ ส่วนนีส้ งู ประมาณ
20-30 ซม. ขึ้นอยกู่ ับความอุดมสมบูรณข์ องดนิ และพนั ธ์ุ และเป็นสว่ นท่นี ามาใช้สาหรบั ประกอบ

24

อาหาใบตะไคร้ประกอบดว้ ย 3 ส่วน คือ ก้านใบ (ส่วนลาตน้ ทกี่ ลา่ วข้างตน้ ) หใู บ (ส่วนต่อระหว่างกาบ
ใบ และใบ) และใบ ใบตะไคร้ เป็นใบเด่ยี ว มสี เี ขียว มลี กั ษณะเรยี วยาว ปลายใบโคง้ ลู่ลงดิน โคนใบ
เช่อื มตอ่ กับหใู บ ใบมรี ปู ขอบขนาน ผิวใบสากมอื และมีขนปกคลมุ ปลายใบแหลม ขอบใบเรยี บ
แตค่ ม กลางใบมเี ส้นกลางใบแขง็ สขี าวอมเทา มองเหน็ ตา่ งกับแผ่นใบชดั เจน ใบกวา้ งประมาณ
2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร ตะไครเ้ ปน็ พืชท่อี อกดอกยาก จงึ ไม่คอ่ ยพบเหน็ ดอกตะไคร้
ดอกจะออกดอกเป็นชอ่ กระจาย มกี ้านชอ่ ดอกยาว และมกี า้ นชอ่ ดอกยอ่ ยเรยี งเปน็ คู่ๆ ในแต่ละคู่จะมี
ใบประดับรองรบั มีกลิ่นหอมดอกมขี นาดใหญค่ ล้ายดอกอ้อ

รปู ภาพที่ 21 ตะไคร้
ทมี่ า https://www.disthai.com/16913433/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%
2.4.5 ต้นเตยหอม จัดเปน็ ไมย้ ืนตน้ พุ่มเล็ก ข้นึ เป็นกอ มีใบเปน็ ใบเดี่ยวเรยี งสลบั เวียนเปน็ เกลยี วจนถงึ
ยอดใบ ลักษณะของเปน็ ทางยาว สีเขียวเปน็ มัน ใบค่อนขา้ งแขง็ มีขอบใบเรียบ ซง่ึ เราสามารถนา
ใบเตยมาใชไ้ ด้ทงั้ ใบสดและใบแห้งในใบเตยจะมีกลิน่ หอมของนา้ มนั หอมระเหย
(Fragrant Screw Pine) โดยกล่นิ หอมของใบเตยนน้ั มากจากสารเคมีท่ีชื่อวา่ 2-acetyl-1-pyrroline
ซึง่ เปน็ กลน่ิ เดียวกันกับที่ไดใ้ น ข้าวหอมมะลิ ขนมปงั ขาว และดอกชมนาด
ประโยชนข์ องใบเตย
- ใบเตยใบเตยหอม สรรพคณุ ชว่ ยบารงุ หวั ใจใหช้ ุ่มชืน่ และช่วยลดอัตราการเต้นของหวั ใจ (น้าใบเตย)
- การด่ืมน้าใบเตยจะชว่ ยดบั กระหายคลายรอ้ นไดเ้ ป็นอย่างดี เพราะใบเตยมีกลน่ิ หอมเย็นทานแล้วจงึ
รู้สกึ สดช่นื ผอ่ นคลาย

25

- รสหวานเยน็ ของใบเตย ช่วยชูกาลังได้
- การดม่ื น้าใบเตยชว่ ยแก้อาการอ่อนเพลยี ของรา่ งกายได้
- ช่วยปรบั สมดลุ ในร่างกาย
- ผทู้ ี่มธี าตเุ จา้ เรือนเป็นไฟนั้นการรับประทานอาหารทีป่ รุงจากใบเตยจะชว่ ยทาให้รสู้ ึกเย็นสบายสดชนื่
ได้
- ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ชว่ ยควบคมุ ระดบั น้าตาลในเลือดซง่ึ ตารับยาไทยได้มีการนาใบเตยหอม 32
ใบ ใบของของต้นสัก 9 ใบ นามาห่ันตากแดด แลว้ นามาชงเป็นชาดม่ื อยา่ งน้อย 1 เดอื น หรือจะใชร้ าก
ประมาณ 1 กามอื มาต้มกับนา้ ด่ืมตอนเชา้ เยน็ ก็ไดเ้ หมอื นกัน (ใบ,ราก)
- ช่วยลดความดนั โลหติ (สารสกัดนา้ จากใบเตย)
- ช่วยปอู งกันการแข็งตวั ของหลอดเลอื ด
- ใบเตย สรรพคุณช่วยบรรเทาอาการอาการและดับพษิ ไข้ได้
- ใบเตยช่วยดับพิษร้อนภายในไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
- ประโยชน์ของใบเตยใชร้ ักษาโรคหดื (ใบ)
- สรรพคณุ ใบเตยใชเ้ ป็นยาแก้กระษยั (ตน้ ,ราก)
- ใชเ้ ป็นยาขบั ปัสสาวะ ดว้ ยการใชต้ น้ 1 ต้นหรอื จะใชร้ ากครึง่ กามือก็ได้ นามาต้มกบั นา้ ดืม่ (ราก,ต้น)
- สรรพคณุ ของใบเตยใช้รกั ษาโรคหัดได้
- ใบเตยสดนามาตาใช้พอกรกั ษาโรคผิวหนังได้
- ประโยชนใ์ บเตย มกี ารนาใบเตยมาใช้แต่งกลนิ่ อาหารอย่างหลากหลาย ไมว่ ่าจะเปน็ ของหวานต่าง ๆ
อยา่ ง ขนมลอดช่อง ขนมชน้ั รวมไปถึงเค้กและสลดั เปน็ ต้น

รปู ภาพที่ 22 ใบเตย
ทีม่ า https://www.google.com/search?q=%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B

26

2.5 งานศึกษา / งานวิจัยทเี่ กี่ยวขอ้

ธีร์ คันโททอง นิฤมล หิรัญวิจิตร ภรณ์คนึงนิจ ติกะมาตย์ (2563) บทความวิจัย
เรื่องการศึกษาสภาพปัญหาผ้าทอน้าแร่เพ่ือเป็นแนวทางการส่งเสริมด้านการเล่าเร่ืองเพื่อการสื่อสาร
การตลาดของจังหวัดลาปางนี้เป็นส่วนหน่ึงของงานวิจัยเร่ืองการเล่าเรื่องเพ่ือส่ือสารการตลาดผ้าทอ
น้าแร่จังหวดั ลาปาง ซ่ึงเป็นงานวิจัยเชงิ คุณภาพ (Qualitative Research) โดยผู้วิจัยได้เก็บรวบรวม
ข้อมูลจากการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) โดยเข้าไปทาการสังเกตและ
เฝูาดูพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่มทอผ้าน้ามอญแจ้ซ้อน ชุมชนบ้านศรีดอนมูล ตาบลแจ้ซ้อน อาเภอ
เมืองปาน จังหวัดลาปาง ประกอบกับการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก
(In-depth Interview) โดยใช้หลักการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) ตาม
คุณสมบัติผู้ให้ข้อมูลที่ได้กาหนดไว้แล้ว ได้แก่ แกนนากลุ่มทอผ้าน้ามอญแจ้ซ้อน ผู้ทรงคุณวุฒิหรือ
นักวิชาการด้านการสื่อสารการตลาด หน่วยงานพัฒนาชุมชน หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น รวมไป
ถึงผู้บริโภคท่ีเคยซ้ือผลิตภัณฑ์ทอผ้าน้าแร่รวมจานวนทั้งส้ิน 54 คนผลการวจิ ัยพบว่า สภาพปญั หาท่ี
ทาให้ผ้าทอน้าแร่จังหวดั ลาปางยังไม่ไดร้ ับความนิยมสวมใส่กันมากนักนั้นมีท้ังหมด 8 ประการ ไดแ้ ก่
1) ลายผ้าที่ยังไม่โดดเดน่ 2) การสวมใส่ลดน้อยลงในวนั ปกติ3) การดแู ลรักษายาก 4) การตัดเย็บที่
ไม่ได้มาตรฐานและการออกแบบไม่ทันสมัย 5) ราคาท่ีสูงเกินไป 6) กระบวนการผลิตใช้เวลานาน
เกินไป 7) ขาดการเล่าเร่ืองที่ดี ซ่ึงเป็นหัวใจสาคัญของการท่ีจะทาให้ผ้าทอน้าแร่ไดร้ ับความสนใจจาก
ผู้บริโภคมากข้ึน โดยการเล่าเรื่องแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การเล่าเร่ืองจากกระบวนการผลิต และการ
เล่าเรอื่ งจากเทคนิคของการทาลายผ้าหรอื ประวตั ิศาสตร์ของผ้า และ 8) ขาดการสอ่ื สารการตลาดที่ดี

บญุ ชู บญุ ลิขิตศิริ ภรดี พนั ธุภากร (2562) การวจิ ัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพ่ือ หาอัตลักษณ์
รปู แบบ สญั ลกั ษณ์ท่ีมีคุณค่า ของชาติพันธ์ชนเผ่า ในการออกแบบเลขศิลปแ์ ละพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่ม
ความคิดสร้างสรรค์ สาหรับการออกแบบร่วมสมัยผลิตภัณฑ์ของของท่ีระลึกตามแนวนิยมในปัจจุบัน
ในหมู่บ้านรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ทาการสารวจ และนามาวิเคราะห์
เปรียบเทียบลักษณะที่โดดเด่นของแต่ละชนเผ่า มาผสมผสานกับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยให้มี
ลักษณะที่เรียบง่าย ที่ยังสื่อถึงความงาม แสดงถึงลักษณะเด่นของศิลปะผ้าชนเผ่าแบบด้ังเดิม
เครื่องมือท่ีใช้ ได้แก่แบบสัมภาษณ์ ผู้เชีย่ วชาญด้านภูมิปญั ญาชนเผ่า แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้าน
การออกแบบเรขศิลป์ และออกแบบผลิตภัณฑ์และแบบประเมินผู้บริโภคและรสนิยมในด้านรูปแบบ
ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบเรขศิลป์ และการออกแบบ อัตลักษณ์ กลุ่มสินค้าชาติพันธุ์ผล
การศึกษาที่เกี่ยวกับการออกแบลวดลายผ้าของชาติพันธ์ชนเผ่าได้ทาการศึกษาลวดลายผ้าท่ีเป็น
ลวดลายโบราณด้ังเดมิ และลายผ้าท่ีมีการประยุกตล์ วดลาย รวม จานวน 55 ลาย แจงเป็น 1.กระเหร่ี
ยง จานวน 21 ลาย 2.ม้ง จานวน 12 ลาย 3.อาข่า (อีก้อ) จานวน 22 ลาย ซึ่งวิเคราะห์ความหมาย
ออกแบบลวดลายทั้ง 55 แบบ สามารถจัดหมวดหมู่ตามความเช่อื ของการออกแบบลวดลายได้ เป็น

27

6 กลุ่ม ไดแ้ ก่ ลายท่ีได้รับแรงบันดาลใจมาจากสัตว์,ลายท่ีได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ,ลายท่ี
ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเช่ือลายท่ีได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงเรขาคณิตลายท่ีไดร้ ับแรง
บันดาลใจมาจากมนษุ ยล์ ายท่ีไดร้ บั แรงบันดาลใจมาจากสิ่งของในชีวิตประจาวนั

เพียงดาว สภาทอง ภัทรวรรธน์ จีรพัฒน์ธนธร ปานเทพ ลาภเกสร (2559) งานวิจัยน้ี
มวี ัตถุประสงค์ เพื่อ 1) รวบรวมสารสนเทศเกี่ยวกับวัฒนธรรมและอาชีพการทอผ้าทอไทยวนของศูนย์
วิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านโนนกุ่ม และ 2) เพื่อศึกษาการบริหารงานในเชิงธุรกิจของศูนย์วิสาหกิจ
ชุมชนทอผ้าบา้ นโนนกุ่ม อาเภอสีค้ิว จังหวัดนครราชสีมา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ประธาน
ศนู ยว์ สิ าหกจิ ชมุ ชนทอผ้าบา้ นโนนก่มุ ครโู รงเรียนสีค้ิวสวัสดผิ์ ดุงวทิ ยา ที่มีการจัดกิจกรรมการสืบทอด
วฒั นธรรมและอาชพี การทอผ้าทอไทยวน จานวน 1 คน และนักเรยี นทีม่ ปี ระสบการณก์ ารเข้ารว่ มการ
สืบทอดวัฒนธรรมและอาชีพการทอผ้าทอไทยวน จานวน 6 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคือแบบ
สัมภาษณ์ วิธกี ารประชุมกลุ่มย่อยวเิ คราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ทัศนะของผู้เก่ียวข้องจากเอกสาร
ตารา หนังสือบทความและฐานข้อมูลบนเครือข่ายท่ีเก่ียวข้องกับงานวิจัย นาข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์
ประกอบกันหลังจากทาการวิเคราะห์เน้ือหาท้ังหมดจนได้เป็นข้อสรุปของผลการวิจัยและเขียน
ผลการวิจัยในลักษณะของความเรียง เพื่อให้ผลงานวิจัยมีความสมบูรณ์มากท่ีสุด ผลการวิจัยพบว่า
ศูนย์วสิ าหกิจชุมชนทอผ้าบ้านโนนกุ่มมีแนวทางในการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมและอาชีพการทอผ้าทอ
ไทยวนโดยการเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาศึกษาดูงานท่ีศูนย์การเรียนรู้ได้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน
ภาครัฐบาลหรือภาคเอกชน และมีการสืบทอดผ่านทางโรงเรียน มีการจัดการเรียนการสอนเก่ียวกับ
การทอผ้าทอไทยวนและการบริหารงานในเชิงธุรกิจของศูนย์วิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านโนนกุ่มนั้นได้มี
การจัดตาแหน่งต่างๆให้สมาชิกแต่ละคนดูแลในส่วนนั้นๆและยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและ
ภาคเอกชนในสว่ นของงบประมาณต่างๆ เคร่ืองมือ และการออกแบบของบรรจุภัณฑ์

พัชราภรณ์ หงส์สิบสอง (2563) งานวจิ ัยน้ีมีวตั ถุประสงค์เพื่อ 1.) เพ่ือศึกษาสภาพ และความ
หลากหลายของผ้าทอมือลายโบราณ 2.) เพื่อออกแบบและประเมินเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด3.) เพ่ือ
ศึกษาผลการใชแ้ ละความพึงพอใจของผู้ใชเ้ ทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด 4.) เพ่ือเผยแพร่องค์ความรู้ผ้าทอมือ
ลายโบราณในรูปแบบหนังสือเล่มเล็ก โดยพฒั นาระบบเปน็ เว็บแอปพลเคชัน่ ใช้ภาษา PHP เป็นหลัก
ในการพัฒนา และ MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล ผลการศึกษาสภาพความหลากหลายของ
กลุ่มผ้าทอมือลายโบราณ พบว่าผลิตภัณฑ์ผ้าทอลายคาเคิบของกลุ่มฯ ได้ผ่านการคัดสรรให้เป็น
ผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาวในระดับภาคและปัจจุบันผ้าทอมือลายโบราณท่ีสามารถสร้างชือ่ เสียงเป็นที่
รู้จัก ไดแ้ ก่ ผา้ ลายคาเคบิ , ผ้าลายเชียงแสน, ผ้าลายน้าไหล, ผ้าลายม่าน, ผ้าลายปล้อง และผ้าลายตนี
จก เป็นต้น ผลการออกแบบและประเมินระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 คน และประเมินความพึง
พอใจโดยผู้ใช้งานทั่วไป จานวน 50 คน พบว่าการประเมินคณุ ภาพระบบโดยผเู้ ชยี่ วชาญมีค่าเฉล่ียรวม
เท่ากับ 4.05 ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.55 ซ่ึงแสดงว่าระบบมีคุณภาพการใช้งาน

28

อยู่ในระดับดี และการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.33 ค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.61ซ่ึงแสดงว่าผู้ใช้งานทั่วไปมีความพึงพอใจต่อระบบอยู่ในระดับดีมาก สามารถ
สรุปไดว้ ่าระบบมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างการประชาสัมพันธ์เผยแพร่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้าทอมือ
โบราณพาดผี า้ ทอได้

อัษฎากรณ์ ฉัตรานันท์ (2563) บทความวิจัยน้ีมีวตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาคติความเช่ือเร่ืองผ้า
ทอในพระพุทธศาสนา รูปแบบผ้าทอที่ใชใ้ นพระพุทธศาสนาของชาวไทล้ือเชยี งคา และความเชื่อเรื่อง
ผ้าทอทีใ่ ช้ในพระพุทธศาสนาของชาวไทลื้อเชียงคา การวจิ ัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสารและเชิงคุณภาพ
ซ่ึงได้ค้นคว้าจากข้อมูลปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎก และข้อมูลทุติยภูมิ คือ เอกสารบทความวิชาการ
หนังสือ ตารา เป็นต้น นอกจากน้ี ได้เก็บข้อมูลด้วยการถ่ายภาพ สัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่มจาก
กลุ่มตัวอย่างท่ีเช่ียวชาญผ้าทอไทล้ือ คือ พระภิกษุ สามเณร ปุูอาจารย์ ผู้อาวุโส ช่างทอ กลุ่มละ
5 รูป/คน ในพ้นื ท่ี 10 หมู่บ้าน จานวน 4 ตาบล ผลการวจิ ัยพบว่า ผ้าทอท่ีปรากฏในพระไตรปิฎก
มี 5 ลกั ษณะ คอื ผ้าทีบ่ อกวัสดุใช้ทอ ผ้าท่ีบอกแหล่งทม่ี า ผา้ ที่พระภิกษใุ ชน้ ุ่งห่ม ผ้าบริขารใช้สอยของ
พระภิกษุ และผ้าถวายเป็นเคร่ืองสักการะ ส่วนรูปแบบผ้าทอท่ีใช้ในพระพุทธศาสนาของชาวไทล้ือ
มี 5 ประเภท คือ ผา้ ทอสาหรับพระพุทธ ผ้าทอสาหรบั พระธรรม ผ้าทอสาหรับพระสงฆ์ ผ้าทอสาหรับ
เป็นเครื่องสักการะ และผ้าทออื่น ๆ เช่น ผ้าปกหน้าพระเจ้า ในด้านความเช่ือเรื่องผ้าทอท่ีใช้ใน
พระพุทธศาสนาพบว่า มีความเกี่ยวขอ้ งกบั ศรัทธาในพระรตั นตรัยว่า เป็นที่พึง่ อย่างแท้จริง ซ่ึงสะท้อน
มาจากผา้ ท่ีสรา้ งข้นึ เพือ่ ถวายเปน็ พทุ ธบชู า ธรรมบชู า และสงั ฆบูชา ผนวกเข้ากับความเช่ือเรื่องการให้
ทาน อันถือเป็นการสร้างและสั่งสมบุญกุศลให้แก่ตนเอง และเร่ืองการอุทิศบุญกุศลแก่ญาติพ่ีน้องท่ี
ลว่ งลับไปแล้ว ซึ่งเป็นคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่ยังคงมีอิทธพิ ลตอ่ ชาวไทล้ือเชียงคาตราบเท่า
ปัจจุบนั

บทท3่ี
วิธดี าเนินการศึกษา

ในการดาเนนิ โครงการหมอนอิงผ้าปักกะเหร่ียงสมนุ ไพรเพอ่ื สขุ ภาพ มวี ตั ถุประสงคเ์ พื่อ 1. เพื่อ
ศกึ ษาการพัฒนารูปแบบหมอนองิ ผา้ ปักมอื กระเหรยี่ ง 2. เพอ่ื สืบสานวัฒนธรรมการปกั ผ้าใหเ้ ป็นที่รู้จกั
มากขน้ึ 3. เพอื่ เพิม่ มลู คา่ ใหก้ บั ผา้ ปกั มอื กะเหรย่ี ง ซึ่งผจู้ ดั ทาโครงการไดด้ าเนนิ การศกึ ษาดงั น้ี

3.1 กลมุ่ ประชากร
3.2 เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นดาเนินโครงการ
3.3 ขนั้ ตอนการดาเนินโครงการ
3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
3.5 สถิติและการวิเคราะหข์ อ้ มูล
3.1 กลุม่ ตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างผู้ทดลองใช้ ครู นักเรียน-นักศึกษา สาขาวิขาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษา
เชียงใหม่ 50 คน โดยวิธกี ารเลอื กกลุ่มตัวอยา่ งแบบเจาะจง
3.2 เคร่ืองมือที่ใช้ในการดาเนินโครงการ
3.2.1 แบบสารวจ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม และข้อมูลเก่ียวกับการตอบ
แบบสอบถามความคดิ เหน็ ในรูปแบบของหมอนองิ ผ้าปกั กะเหร่ียงสมนุ ไพรเพอ่ื สขุ ภาพ
3.2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจ ผู้ทดลองใช้ครู นักเรียน-นักศึกษา สาขาการโรงแรม วทิ ยาลัย
อาชีวศึกษาเชียงใหม่ผู้จัดทาโครงการใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือเพื่อรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง
เพื่อสอบถามความคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจาการสารวจความคิดเห็นเก่ียวกับรูปแบบ
ของหมอนอิง และแบบสอบถามความพึงพอใจของหมอนอิงผ้าปักกะเหรี่ยงสมุนไพรเพ่ือสุขภาพ โดย
ผูจ้ ดั ทาโครงการไดแ้ ยกแบบสารวจและแบบสอบถามความพงึ พอใจ

แบบสารวจ แบง่ ออกเปน็ 2 สว่ น
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยสอบถามเกี่ยวกับ เพศ อายุ สถานภาพ
ระดับการศกึ ษา
ส่วนท่ี 2 ข้อมูลเก่ียวกับการตอบแบบสอบถามความคิดเห็น สีของผ้าทอ ลวดลาย และรูปทรง
ของหมอน

30

แบบสอบถามความพึงพอใจ ประกอบไปดว้ ย 3 สว่ น
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยสอบถามเกี่ยวกับเพศ อายุ รายได้ โดยที่
ผูต้ อบตามความเป็นจริง (Chech-list)
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเก่ียวกับการตอบแบบสอบถามความคิดเห็น ผู้จัดทาโครงการไดใ้ ชม้ าตราวัดแบบ
Rating scale 5 ระดับ ตามมาตราวัดแบบลิเคิร์ท (Likert’s Scale) อ้างจาก บุรินทร์ รุจจนพนั ธ์ุ (2553)
ในการวัดระดบั ความพึงพอใจ ดังนี้
5 หมายถึง มากท่สี ดุ
4 หมายถึง มาก
3 หมายถึง ปานกลางหรอื พอใช้
2 หมายถึง น้อยหรอื ต่ากวา่ มาตรฐาน
1 หมายถงึ น้อยทสี่ ดุ หรือต้องปรับปรงุ แก้ไข
เกณฑ์การประเมินแบบสอบถามความคิดเห็น มี 5 ระดบั โดยผู้จัดทาโครงการได้เลือกวธิ ีการของ
เร็นสิส เอ ลเิ คิร์ท ดงั นี้ (Likert, Rensis A. 2504)
4.50 – 5.00 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยอย่รู ะดบั มากท่ีสุด
3.50 – 4.49 หมายถงึ เหน็ ด้วยอยู่ระดับมาก
2.50 – 3.49 หมายถงึ เหน็ ด้วยอย่รู ะดบั ปานกลาง
1.50 – 2.49 หมายถงึ เห็นด้วยอยู่ระดับน้อย
1.00 – 1.49 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยอยู่ระดับน้อยมาก

ส่วนที่ 3 ขอ้ เสนอแนะซงึ่ เปน็ คา้ ถามปลายเปิดเพอ่ื ใหผ้ ู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น
การสรา้ งเคร่อื งมือในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู คร้ังนี้ โดยมกี ารสรา้ งเคร่อื งมอื ดงั น้ี
1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเก่ียวกับรูปแบบของหมอนอิง และความพึงพอใจและความคิดเห็นของ
ผู้ตอบแบบสอบถาม
2) ผูจ้ ัดทาโครงการไดจ้ ดั ท้าแบบสารวจการออกแบบเก่ียวกับรปู แบบของหมอนอิง
3) นาแบบสอบถามท่ีจัดทาข้ึนให้กับครูประจาวิชา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามเนื้อหาและ
นามาปรับปรุงแกไ้ ขใหส้ มบรู ณ์

31

4) นาแบบสอบถามท่ีปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อครูประจาวิชาอีกคร้ัง เพื่อตรวจสอบ ความ
เทย่ี งตรงของเนอ้ื หาพรอ้ มพจิ ารณาความถกู ตอ้ งชัดเจนของภาษาทใี่ ช้

3.3 ข้นั ตอนการดาเนนิ โครงการ
1) การวางแผน (P)
- กาหนดชื่อเรอ่ื งและศึกษารวบรวมขอ้ มลู ปญั หา ความสาคัญของโครงการ
- เขยี นแบบเสนอโครงการ
- ขออนมุ ัตโิ ครงการ
2) ขน้ั ตอนการดาเนนิ การ (D)
- ศึกษารูปแบบลวดลายขันตอนในการทาผา้ ทอกะเหรี่ยงจากคนในทอ้ งถ่นิ และทาง

อินเตอรเ์ นต็
- ทาการสารวจออกแบบลวดลายขนาด ความกว้าง ความยาว
- แจกแบบสารวจเพ่อื ทาการสารวจและสรปุ ผลการสารวจ
- ดาเนินการทาหมอนอิงจากผา้ ทอกะเหรี่ยง

3) ข้นั ตอนการตรวจสอบ (C)
- ใหก้ ล่มุ ผทู้ ่ีเขา้ มาพักหรือมาใช้บริการ อาคารปฏิบัตกิ ารโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษา

เชียงใหมท่ ดลองใชห้ มององิ ผ้าปกั กะเหรยี่ งสมุนไพรเพ่ือสุขภาพ
4) ขน้ั ตอนประเมนิ ติดตามผล (A)
- สรุปผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของผู้ทม่ี าใช้บริการหอ้ งพกั อาคารปฏบิ ัติการโรงแรม
- จัดทาเลม่ โครงการ
- นาเสนอและเผยแพรใ่ หก้ บั หม่บู า้ นผาแตก ต.สบเปิง อ.แม่แตง จ.ชยี งใหม่

3.4 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ผู้จัดทาโครงการไดด้ าเนนิ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลการทาโครงการน้ี อยา่ งเปน็ ขั้นตอนดงั น้ี
3.4.1 ผู้จัดทาโครงการทาแบบสารวจรูปแบบของหมอนอิง และออกแบบรูปแบบ ของหมอนองิ

โดยวธิ กี ารแสกนคิวอาร์โคด๊ ให้ผตู้ อบแบบสอบถามออนไลน์ตอบแบบสอบถามด้วย ตนเอง

32

3.4.2 ผู้จัดทาโครงการท้าการแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างคณะครู นักเรียน-นักศึกษา
ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ โดยวิธีการแสกนคิวอาร์โค๊ด ให้ผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์
ตอบแบบสอบถามดว้ ยตนเอง

3.4.3 การรวบรวมแบบสอบถาม ผู้จดั โครงการได้รวบรวมแบบสอบถามดว้ ยตนเอง
3.4.4 ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม เพื่อนาขอ้ มูลไปวเิ คราะหท์ างสถิติ
3.5 สถิตแิ ละการวิเคราะหข์ ้อมูล
ข้อมูลท่ีได้จากการรวบรวม ผู้จัดทาโครงการได้ท้าการตรวจสอบความเรียบร้อยสมบูรณ์ของ
แบบสอบถาม และนาขอ้ มูลมาประมวลผลวิเคราะห์ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ าเร็จรูปสาหรบั การคิดค่า
รอ้ ยละ การหาคา่ เฉล่ยี (Mean) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D) ดังน้ี
3.5.1 การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนท่ี 1 ข้อมูลส่วนบุคคลในการวิเคราะห์ ได้แก่ การหาค่าความถ่ี
(Frequency) และคา่ ร้อยละ (Percentage)

สูตรการหาคา่ ร้อยละ

เม่ือ P แทน ร้อยละ
F แทน ความถี่ทีต่ ้องการแปลค่าให้เป็นรอ้ ยละ
n แทน จานวนข้อมลู ทั้งหมด

3.5.2 การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนที่ 2 แบบสอบถามความพึงพอใจของรูปแบบหมอนอิง ผู้ทดลองใช้
ครู นกั เรยี น-นักศกึ ษา สาขาการโรงแรม วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาเชียงใหม่ 50 คน

ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การหาคา่ เฉลย่ี (Mean) และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D)
สูตรการหาค่าเฉล่ีย

เมอ่ื x แทน ค่าเฉล่ยี

33

∑x แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ คูณ คะแนน
N แทน ผลรวมทงั้ หมดของความถ่ีซึ่งมคี ่าเท่ากบั จานวนขอ้ มูลทง้ั หมด
สตู รการหาสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน

เมอ่ื S.D. แทน ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน
N แทน จานวนคู่ทัง้ หมด
X แทน คะแนนแต่ละตวั ในกลุ่มข้อมูล
∑x แทน ผลรวมของความแตกตา่ งของคะแนนแตล่ ะคู่

3.5.3 การวเิ คราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ซ่ึงเปน็ คาถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้ตอบ
แบบสอบถามความพึงพอใจเก่ียวกับผลิตภัณฑ์หมอนอิงผ้าปักกะเหรี่ยงสมุนไพรเพ่ือสุขภาพได้
ตอบแบบสอบถาม โดยผู้จัดทาโครงการได้วิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบเชิงพรรณนาบรรยายตาม
เหตุผลของผตู้ อบแบบสอบถาม

บทที่ 4

ผลการศกึ ษา

จากการศึกษางานตามโครงการ หมอนอิงผ้าปักกะเหรยี่ งสมุนไพรเพ่ือสุขภาพซงึ่ มีวัตถุประสงคเ์ พอื่

ศึกษาลวดลายการปักผ้าของผ้าทอกะเหรี่ยง เพื่อสืบสานวัฒนธรรมความเป็นเอกลักษณ์ผ้าทอกะเหร่ียง

และเพ่ือเพ่ิมมูลค่าให้กับผ้าทอกะเหร่ียง ซึ่งผู้จัดทาโครงการได้ดาเนินการศึกษาดังน้ีสามารถแสดงผล

การศกึ ษาและวิเคราะหข์ ้อมูลไดด้ งั น้ี

4.1 ผลการเคราะห์ข้อมูลแบบสารวจคิดเห็น ความต้องการ รูปแบบหมอนอิงผ้าปักกะเหรี่ยง

สมนุ ไพรเพอ่ื สุขภาพ ประกอบไปดว้ ย 3 สว่ น

สว่ นที่ 1 ข้อมลู ส่วนบคุ ลของผตู้ อบแบบสารวจ

สว่ นที่ 2 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ข้อมูลการสารวจคิดเหน็ เกี่ยวกับรปู แบบ สี ลวดลายและ

รปู ทรงของหมอนอิง

ส่วนที่ 3 ขอ้ มลู เก่ียวกับการแสดงความคดิ เหน็ และข้อเสนอแนะ

4.2 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู แบบสอบถามความพงึ พอใจในรปู แบบหมอนอิงจากผา้ ทอ

กะเหรย่ี ง ประกอบไปดว้ ย 3 ส่วน

ส่วนท่ี 1 ข้อมูลสว่ นบุคคลของผู้ตอบแบบประเมิน

ส่วนท่ี 2 ระดับความพึงพอใจรปู แบบหมอนอิง

สว่ นท่ี 3 การแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสารวจความคิดเห็น ความต้องการ รูปแบบหมอนอิง

ประกอบไปด้วย 3 สว่ น

สว่ นท่ี 1 ข้อมลู เกย่ี วกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสารวจ

ตารางท่ี 1 ตารางแสดงผลการวเิ คราะห์ข้อมลู จานวน รอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่างทต่ี อบ

แบบสารวจ โดยมีตวั แปรจาแนกตามเพศของผตู้ อบแบบสารวจ

เพศ จานวน(คน) รอ้ ยละ

ชาย 20 40

หญิง 30 60

รวม 50 100

35

จากตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสารวจ โดยมี
ตัวแปรจาแนกตามเพศ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 60 และเพศชาย
จานวน 20 คน คดิ เป็นร้อยละ 40

ตารางที่ 2 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจานวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสารวจ

โดยมตี ัวแปรจาแนกตามอายุของผตู้ อบแบบสารวจ

อายุ จานวน(คน) รอ้ ยละ

15 – 19 ปี 8 16

20 – 24 ปี 37 74

25 – 29 ปี 2 4

30 – 34 ปี 1 2

35 – 39 ปี 1 2

40 ปขี นึ้ ไป 1 2

รวม 50 100

จากตารางท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลส่วนบคุ คลของกลุ่มตวั อย่างที่ตอบแบบสารวจ โดยจาแนก

ตวั แปรตามอายุ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในชว่ งอายุ 20-24 ปี จานวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 74 อายุช่วง

15-19 ปี จานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 16 และ อายุ 40 ปขี ้ึนไป จานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2

ตามลาดบั

ตารางที่ 3 ตารางแสดงขอ้ มูลจานวนรอ้ ยละของกลุม่ ตวั อย่างท่ตี อบแบบสารวจ โดยจาแนก

ตวั แปรตามการประกอบอาชีพของผูต้ อบแบบสารวจ

สถานภาพ จานวน(คน) รอ้ ยละ

นกั เรยี นและนกั ศกึ ษา 45 90

ครูและบุคลากร 2 4

พนกั งานบริษทั 1 2

บุคคลท่วั ไป 1 2

พนกั งานเอกชน 1 2

รวม 50 100

36

จากตารางท่ี 3 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสารวจ โดยมีตัว
แปรจาแนกตามการประกอบอาชีพ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและนักศึกษา จานวน 45 คน คิดเป็น
ร้อยละ 90 ครูและบุคคลกร จานวน 2 คน คิดเปน็ ร้อยละ 4 และน้อยที่สุดมีจานวนเท่ากัน คือ พนักงาน
บรษิ ัท พนกั งานเอกชนและบุคคลท่ัวไป จานวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 2 ตามลาดับ

ตารางท่ี 4 ตารางแสดงขอ้ มลู จานวนร้อยละของกลุม่ ตัวอยา่ งท่ีตอบแบบสารวจ โดยจาแนก

ตัวแปรตามระดับการศกึ ษาของผ้ตู อบแบบสารวจ

การศึกษา จานวน(คน) ร้อยละ

ปวช. 2 4

ปวส. 33 66

ปรญิ ญาตรี 14 28

ปรญิ ญาโท/ปรญิ ญาเอก 1 2

รวม 50 100

จากตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบคุ คลของกลุ่มตวั อย่างท่ีตอบแบบสารวจ โดยจาแนก

ตว้ แปรตามลาดับการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นระดับ ปวส. จานวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 66 ปริญญา

ตรี จานวน 14 คน คิดเปน็ ร้อยละ 28 ปวช. จานวน 2 คน คิดเปน็ ร้อยละ 4 และปริญญาโท/ปริญญาเอก

จานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2

ส่วนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลการสารวจคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบ สี ลวดลายและ
รูปทรงของหมอนอิง

ตารางที่ 5 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลจานวนร้อยละของกลุม่ ตวั อย่างทต่ี อบแบบสารวจ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกสขี องหมอนองิ

37

สี จานวน(คน) ร้อยละ

สมี ว่ ง 23 46

สีชมพู 3 6

สีโอรส 8 16

สีฟา้ 6 12

สีดา 4 8

สีแดง - -

สเี หลือง 3 6

สเี ขยี วออ่ น 3 6

รวม 50 100

จากตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจานวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสารวจความ

คิดเห็นสีของหมอนองิ พบว่า สมี ว่ งเป็นสีทมี่ ีผู้ตอบแบบสารวจมากท่สี ุด จานวน 23 คน คิดเปน็ ร้อยละ 46

สีรองลงมา คือ สีโอรส จานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 16 และน้อยท่ีสุดมีจานวนเท่ากัน คือ สีชมพู

สีเหลือง และสเี ขียวออ่ น จานวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 2 ตามลาดบั

ตารางที่ 6 ตารางแสดงผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู จานวนรอ้ ยละของกลมุ่ ตัวอยา่ งท่ตี อบแบบสารวจ

ความคดิ เห็นของลวดลายการปักหมอนอิง

ลวดลาย จานวน(คน) ร้อยละ

ลายดอกกุหลาบ 18 36

ลายดอกทานตะวัน 20 40

ลายแมงมมุ 5 10

ลายดอกหางนกยงุ 7 14

รวม 50 100

จากตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจานวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสารวจความ

คิดเห็นของลวดลายการปักหมอนอิง พบว่า ลวดลายทานตะวัน เป็นลายที่มีผู้ตอบแบบสารวจมากท่ีสุด

จานวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 40 รองลงมา คือ ลายดอกกุหลาบ จานวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 36

และนอ้ ยที่สดุ คือ ลายแมงมมุ จานวน 5 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 10 ตามลาดบั

38

ตารางที่ 7 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู จานวนรอ้ ยละของกลุม่ ตัวอย่างทตี่ อบแบบสารวจ

ความคิดเห็นของรูปทรงของหมอน

รูปทรงของหมอน จานวน(คน) รอ้ ยละ

รปู ทรงส่เี หล่ียม 26 52

รูปทรงกระบอก 17 34

รปู ทรงวงกลม 2 4

รูปทรงสามเหลยี่ ม 5 10

รวม 50 100

จากตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจานวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสารวจความ

คิดเห็นของรูปทรงของหมอน พบว่า รูปทรงส่ีเหล่ียม เป็นรูปทรงที่มีผู้ตอบแบบสารวจมากท่ีสุด จานวน

26 คน คิดเป็นร้อยละ 52 รองลงมา คือ รูปทรงกระบอก จานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 34 และน้อย

ทีส่ ุด คอื รปู ทรงวงกลม จานวน 5 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 10 ตามลาดับ

สว่ นท่ี 3 ขอ้ มลู เกี่ยวกบั การแสดงความคิดเหน็ และขอ้ เสนอแนะ
สรุปความคิดเห็นของ ผู้ตอบแบบสารวจลักษณะหมอนอิงผ้าปักกะเหรี่ยงสมุนไพรเพ่ือสุขภาพ
มคี วามคดิ เห็นวา่ ควรมกี ารเพ่มิ เติมเรอื่ ง ขนาด ความกว้าง ความยาว และควรเพม่ิ ลวดลายใหม้ ากขนึ้

4.2 แบบประเมินความพึงพอใจในรปู แบบหมอนอิงจากผ้าทอกะเหรยี่ ง ประกอบไปด้วย 3 ส่วน

สว่ นที่ 1 ขอ้ มลู เกีย่ วกับสถานภาพของผู้ตอบแบบประเมนิ ความพงึ พอใจหมอนองิ ผ้าปัก

กะเหรี่ยงสมุนไพรเพอื่ สุขภาพ

ตารางที่ 8 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจานวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบ

ประเมินความพงึ พอใจหมอนอิงผา้ ปักกะเหรี่ยงสมนุ ไพรเพอื่ สขุ ภาพ โดยจาแนกตัวแปรตามเพศ

เพศ จานวน(คน) ร้อยละ

ชาย 8 16

หญงิ 42 84

รวม 50 100

39

จากตารางท่ี 8 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสารวจ โดยมี
ตวั แปรจาแนกตามเพศ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 84 และเพศชาย
จานวน 8 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 16 ตามลาดับ

ตารางท่ี 9 ตารางแสดงผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู จานวน รอ้ ยละของกลุม่ ตัวอยา่ งทตี่ อบแบบ

ประเมนิ ความพงึ พอใจ โดยจาแนกตัวแปรตามอายขุ องผ้ตู อบแบบประเมิน

อายุ จานวน(คน) ร้อยละ

15 – 19 ปี 12 24

20 – 24 ปี 35 70

25 – 29 ปี 1 2

30 – 34 ปี - -

35 – 39 ปี 1 2

40 ปีขึน้ ไป 1 2

รวม 50 100

จากตารางท่ี 9 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลจานวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสารวจโดยมี

ตัวแปรจาแนกตามอายุ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นอยู่ในชว่ งอายุ 20 – 24 ปี จานวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ

70 รองลงมา คือ 15 – 19 ปี จานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 24 และน้อยที่สุดมีจานวนเท่ากัน คือ ชว่ ง

อายุ 25 – 29 ปี , 35 – 39 ปี และ 40 ปขี ึน้ ไป จานวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 2 ตามลาลบั

ตารางที่ 10 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมลู จานวน รอ้ ยละของกลุ่มตัวอยา่ งท่ตี อบแบบ

ประเมนิ ความพ่ึงพอใจ โดยจาแนกตามสถานภาพของผู้ตอบแบบประเมนิ

สถานภาพ จานวน(คน) รอ้ ยละ

นกั เรยี นและนกั ศกึ ษา 46 92

ครแู ละบคุ ลากร 4 8

รวม 50 100

จากตารางที่ 10 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู จานวน รอ้ ยละของกลมุ่ ตัวอย่างทีต่ อบแบบสารวจโดยมี

ตวั แปรจาแนกตามสถานภาพ พบวา่ สว่ นใหญเ่ ป็นนักเรียนและนกั ศกึ ษา จานวน 46 คิดเปน็ รอ้ ยละ 92

ครูและบุคลากร จานวน 4 คนคดิ เปน็ รอ้ ยละ 8 ตามลาดับ


Click to View FlipBook Version