46
• สารสนเทศ คือ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการประมวลผลข้อมูลดิบท่ีถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ ท่ีสามารถ
นำไป ประกอบการทำงาน หรือสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร ทำให้ผู้บริหารสามารถแก้ไข
ปัญหา หรือทางเลือกในการ ดำเนิน งานอย่างมีประสิทธิภาพ (ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ และไพบูลย์
เกียรตโิ กมล 2545 : 40)
• สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผล หรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและ คุณค่า
สำหรับผู้ใช้ (ทพิ วรรณ หลอ่ สวุ รรณรัตน์ 2545 : 9)
• สารสนเทศ คือ ผลลัพธ์ท่ีได้จากการประมวลผลของข้อมูลดิบ (Raw Data) ประกอบไปด้วย ข้อมูล
ต่างๆ ท่ีเป็น ตัวอักษร ตัวเลข เสียง และภาพ ที่นำไปใช้สนับสนุนการ บริหารและการตัดสินใจของ
ผบู้ รหิ าร (นิภาภรณ์ คำเจรญิ 2545 : 14)
สรุป สารสนเทศ คือ ข้อมูล ข่าวสาร ข่าว ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น หรือประสบการณ์ อยู่ในรูปแบบท่ี
แตกต่างกันออกไป เช่น ตัวอักษร ตัวเลข รูปภาพ เสียง สัญลักษณ์ หรือกล่ิน ท่ีถูกนำมาผ่านกระบวนการ
ประมวลผล ด้วยวิธีการที่ เรียก ว่า กรรมวิธีจัดการข้อมูล (Data Manipulation) และผลที่ได้อาจแสดงผล
ออกมาในรปู แบบของสือ่ ประเภทตา่ ง เช่น หนงั สือ วารสาร หนังสอื พมิ พ์ แผนที่ แผน่ ใส ฯลฯ และเป็นผลลพั ธ์
ทผ่ี ู้ใชส้ ามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ตรงและทันกบั ความต้องการ หรือ สารสนเทศ คือ ผลลพั ธท์ ่ีมี
ความถูกต้อง ตรงตามต้องการ และทันตอ่ ความต้องการของผู้ใช้ หรือผู้ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง เป็นผลลัพธ์ท่ีไดม้ าจากการ
นำข้อมูลมาประมวลผลด้วยกรรมวิธีจัดการข้อมูล หรือ สารสนเทศ คือ ผลลัพธ์ท่ีได้มาจากการนำข้อมูลมา
ประมวลผลดว้ ยกรรมวธิ จี ดั การข้อมูล ซ่ึงจะต้องเป็น ผลลัพธท์ ่ีมี คุณสมบัตถิ กู ต้อง ตรงตามต้องการ และทันต่อ
ความตอ้ งการของผูใ้ ช้ หรอื ผทู้ ่เี กย่ี วข้อง
2.10 หลักเกณฑ์การประเมินผลลพั ธ์ หรือผลผลติ (Criterias to Evaluated Outputs)
ข้อมูลของบางคนอาจเป็นสารสนเทศสำหรับอีกคนหน่ึง (Nickerson 1998 : 11) การท่ีจะบ่งบอกว่า
ผลผลติ หรือ ผลลัพธ์มีคุณค่า หรือสถานภาพเป็นสารสนเทศ หรือไม่นน้ั เราใช้หลกั เกณฑต์ ่อไปน้ีประกอบการ
พิจารณา
1. ความถกู ตอ้ ง (Accuracy) ของผลผลิต หรือผลลัพธ์
2. ตรงกับความต้องการ (Relevance/pertinent)
3. ทนั กบั ความต้องการ (Timeliness)
การพิจารณาความถูกตอ้ งดทู ี่เนือ้ หา (Content) ของผลผลิต โดยพิจารณาจากขนั้ ตอนของการประมวลผล
(Process; verifying, calculating) ข้อมูล สำหรับการตรงกับความต้องการ หรือทันกับความต้องการ มีผู้ใช้
ผลผลิตเป็น เกณฑ์ในการพิจารณา หากผู้ใช้เห็นว่าผลผลิตตรงกับความต้องการ หรือผลผลิตสามารถตอบ
ปัญหา หรือแก้ไขปัญหา ของผู้ใช้ได้ และสามารถเรียกมาใช้ได้ในเวลาที่เขาต้องการ (ทันต่อความต้องการใช้)
เราจงึ จะสรุปไดว้ า่ ผลผลติ หรอื ผลลพั ธน์ ้ันมสี ถานภาพ เป็นสารสนเทศ
คุณภาพ หรือคุณค่าของสารสนเทศ ขึ้นอยู่กับข้อมูล (Data) ที่นำเข้ามา (Input) หากข้อมูลท่ีนำเข้ามา
ประมวลผล เป็นข้อมูลท่ีดี ผลลัพธ์ท่ีได้ก็จะมีคุณภาพดี หรือมีคุณค่า ผู้ใช้ หรือผู้บริโภคสามารถนำมาใช้
47
ประโยชน์ได้ แตห่ ากข้อมูลที่ นำเข้ามาประมวลผลไมด่ ี ผลผลิต หรอื ผลลัพธ์ก็จะมีคณุ ภาพไม่ดี หรือไม่มคี ณุ ค่า
สมดั่งกับวลีที่วา่ GIGO (Garbage In Garbage Out) หมายความวา่ ถา้ นำขยะเข้ามา ผลผลติ (ส่ิงที่ได้ออกไป)
ก็คือขยะนั่นเอง
2.11 คณุ ลักษณะของสารสนเทศทด่ี ี (Characteristics of Information)
สารสนเทศที่ดีควรมีคุณลักษณะดังต่อไปน้ี (Alter 1996 : 170-175, Stair and Reynolds 2001 :
6-7, จิตติมา เทียมบุญประเสริฐ 2544 : 12-15, ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ และไพบูลย์ เกียรติโกมล 2545 : 41-
42 และทพิ วรรณ หลอ่ สวุ รรณรตั น์ 2545 : 12-15)
1. สารสนเทศทด่ี ตี ้องมคี วามความถกู ตอ้ ง (Accurate) และไมม่ ีความผดิ พลาด
2. ผู้ที่มีสิทธิใช้สารสนเทศสามารถเข้าถึง (Accessible) สารสนเทศได้ง่าย ในรูปแบบ และเวลาท่ี
เหมาะสม ตาม ความตอ้ งการของผใู้ ช้
3. สารสนเทศตอ้ งมีความชดั เจน (Clarity) ไมค่ ลมุ เครอื
4. สารสนเทศทด่ี ตี ้องมคี วามสมบูรณ์ (Complete) บรรจไุ ปดว้ ยข้อเทจ็ จริงทมี่ สี ำคัญครบถ้วน
5. สารสนเทศตอ้ งมคี วามกะทัดรัด (Conciseness) หรือรัดกมุ เหมาะสมกบั ผูใ้ ช้
6. กระบวนการผลิตสารสนเทศต้องมีความประหยัด (Economical) ผทู้ ่ีมหี น้าทต่ี ัดสินใจมักจะตอ้ งสร้าง
ดลุ ยภาพ ระหวา่ งคุณคา่ ของสารสนเทศกบั ราคาทใี่ ช้ในการผลิต
7. ตอ้ งมคี วามยดึ หยนุ่ (Flexible) สามารถในไปใช้ในหลาย ๆ เป้าหมาย หรือวตั ถปุ ระสงค์
8. สารสนเทศที่ดีต้องมีรูปแบบการนำเสนอ (Presentation) ที่เหมาะสมกับผใู้ ช้ หรือผ้ทู ี่เกยี่ วขอ้ ง
9. สารสนเทศทดี่ ตี ้องตรงกบั ความตอ้ งการ (Relevant/Precision) ของผูท้ ท่ี ำการตดั สนิ ใจ
10. สารสนเทศที่ดตี ้องมีความน่าเชื่อถอื (Reliable) เช่น เปน็ สารสนเทศที่ได้มาจากกรรมวิธรี วบรวมที่น่า
เช่อื ถือ หรอื แหลง่ (Source) ทนี่ า่ เชื่อถือ เปน็ ต้น
11. สารสนเทศที่ดคี วรมีความปลอดภัย (Secure) ในการเขา้ ถึงของผูไ้ ม่มีสิทธใิ ชส้ ารสนเทศ
12. สารสนเทศที่ดีควรง่าย (Simple) ไม่สลับซับซ้อน มีรายละเอยี ดที่เหมาะสม (ไม่มากเกินความจำเปน็ )
13. สารสนเทศทีด่ ตี ้องมคี วามแตกต่าง หรอื ประหลาด (Surprise) จากข้อมูลชนดิ อืน่ ๆ
14. สารสนเทศท่ีดีต้องทันเวลา (Just in Time : JIT) หรือทันต่อความต้องการ (Timely) ของผู้ใช้ หรือ
สามารถส่ง ถงึ ผู้รับไดใ้ นเวลาทผ่ี ู้ใช้ตอ้ งการ
15. สารสนเทศทดี่ ีตอ้ งเป็นปัจจบุ ัน (Up to Date) หรือมคี วามทนั สมยั ใหมอ่ ย่เู สมอ มิเช่นน้นั จะไมท่ ันต่อ
การ เปลยี่ นแปลงที่ดำเนินไปอยา่ งรวดเรว็
16. สารสนเทศท่ีดีต้องสามารถพิสูจน์ได้ (Verifiable) หรือตรวจสอบจากหลาย ๆ แหล่ง ได้ว่ามีความ
ถูกตอ้ ง
นอกจากน้ันสารสนเทศมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากสินค้าประเภทอื่น ๆ 4 ประการคือ ใช้ไม่หมด ไม่
สามารถ ถ่ายโอนได้ แบ่งแยกไม่ได้ และสะสมเพิ่มพูนได้ (ประภาวดี สืบสนธ์ 2543 : 12-13) หรืออาจสรุปได้
วา่ สารสนเทศ ที่ดตี ้องมีคุณลักษณะครบท้ัง 4 ดา้ น คือ ดา้ นเวลา (ทันเวลา และทันสมัย) ด้านเนอื้ หา (ถูกต้อง
สมบูรณ์ ยึดหยุ่น น่าเช่ือถือ ตรงกับ ความต้องการ และตรวจสอบได้) ด้านรูปแบบ (ชัดเจน กะทัดรัด ง่าย
รปู แบบการนำเสนอ ประหยัด แปลก) และด้าน กระบวนการ (เขา้ ถงึ ได้ และปลอดภยั )
48
2.12 คุณภาพของสารสนเทศ (Quality of Information/Information Quality)
คณุ ภาพของสารสนเทศ จะมีคณุ ภาพสูงมาก หรอื นอ้ ย พิจารณาท่ี 3 ประเด็น ดังน้ี (Bentley 1998 :
58-59)
1. ตรงกับความต้องการ (Relevant) หรือไม่ โดยดูว่าสารสนเทศนั้นผู้ใช้สามารถนำไปใช้เพิ่ม
ประสิทธิภาพได้ มากกว่าไม่ใช้สารสนเทศ หรือไม่ คุณภาพของสารสนเทศ อาจจะดูท่ีมันมีผลกระทบต่อ
กจิ กรรมของผู้ใช้ หรือไม่ อยา่ งไร
2. น่าเชื่อถือ (Reliable) เพียงใด ความน่าเช่ือถือมีหัวข้อท่ีจะใช้พิจารณา เช่น ความทันเวลา
(Timely) กับผู้ใช้ เม่ือ ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้มีสารสนเทศน้ัน หรือไม่ สารสนเทศท่ีนำมาใช้ต้องมีความถูกต้อง
(Accurate) สามารถพิสูจน์ (Verifiable) ได้ว่าเป็นความจรงิ ดว้ ยการวิเคราะหข์ ้อมลู ที่เกี่ยวขอ้ ง เปน็ ต้น
3. สารสนเทศนน้ั เขม้ แข็ง (Robust) เพียงใด พจิ ารณาจากการทสี่ ารสนเทศสามารถเคลื่อนตัวเองไป
พร้อมกับกาลเวลาที่เปล่ียนไป (Rigorous of Time) หรือพิจารณาจากความอ่อนแอของมนุษย์ (Human
Frailty) เพราะมนุษย์ อาจทำความผิดพลาดในการปอ้ นข้อมูล หรอื การประมวลผลข้อมูล เพราะฉะน้ันจะต้อง
มีการควบคุม หรือตรวจสอบ ไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดข้ึน หรือพิจารณาจากความผิดพลาด หรือล้มเหลวของ
ระบบ (System Failure) ท่ีจะส่งผล เสียหายต่อสารสนเทศได้ ดังนั้นจึงต้องมีการป้องกันความผิดพลาด (ที่
เน้ือหา และไม่ทันเวลา) ที่อาจเกิดข้ึนได้ หรือ พิจารณาจากการเปลี่ยนแปลง การจัดการ (ข้อมูล)
(Organizational Changes) ท่อี าจจะส่งผลกระทบ (สร้างความเสียหาย) ต่อสารสนเทศ เช่น โครงสร้าง แฟ้ม
ข้อมลู วธิ ีการเข้าถึงขอ้ มลู การรายงาน จักตอ้ งมีการปอ้ งกัน หากมีการ เปล่ยี นแปลงในเรือ่ งดังกล่าว
นอกจากนั้นซวาสส์ (Zwass 1998 : 42) กล่าวถงึ คุณภาพของสารสนเทศจะมีมากน้อยเพยี งใดขึ้นอยู่
กับ การ ทันเวลา ความสมบูรณ์ ความกะทัดรัด ตรงกับความต้องการ ความถูกต้อง ความเที่ยงตรง
(Precision) และรูปแบบที่เหมาะสม ในเรื่องเดียวกัน โอไบร์อัน (O’Brien 2001 : 16-17) กล่าวว่าคุณภาพ
ของสารสนเทศ พิจารณาใน 3 มติ ิ ดังนี้
1. มิตดิ า้ นเวลา (Time Dimension)
• สารสนเทศควรจะมีการเตรียมไว้ให้ทนั เวลา (Timeliness) กบั ความต้องการของผู้ใช้
• สารสนเทศควรจะตอ้ งมคี วามทันสมัย หรอื เป็นปจั จบุ นั (Currency)
• สารสนเทศควรจะต้องมคี วามถ่ี (Frequency) หรอื บ่อย เท่าทผี่ ู้ใชต้ ้องการ
• สารสนเทศควรมีเรื่องเกี่ยวกบั ช่วงเวลา (Time Period) ต้ังแตอ่ ดีต ปจั จุบนั และอนาคต
2. มติ ิด้านเน้อื หา (Content Dimension)
• ความถกู ต้อง ปราศจากขอ้ ผดิ พลาด
• ตรงกบั ความตอ้ งการใช้สารสนเทศ
• สมบรู ณ์ สิ่งทจ่ี ำเปน็ จะต้องมีในสารสนเทศ
49
• กะทัดรัด เฉพาะท่จี ำเปน็ เทา่ น้ัน
• ครอบคลุม (Scope) ท้ังด้านกว้างและด้านแคบ (ด้านลึก) หรือมีจุดเน้นท้ังภายในและ
ภายนอก
• มีความสามารถ/ศักยภาพ (Performance) ท่ีแสดงให้เห็นได้จากการวัดคา่ ได้ การบ่งบอกถึง
การพฒั นา หรือสามารถเพิม่ พนู ทรัพยากร
3. มิติด้านรูปแบบ (Form Dimension)
• ชดั เจน งา่ ยตอ่ การทำความเข้าใจ
• มีทัง้ แบบรายละเอียด (Detail) และแบบสรปุ ยอ่ (Summary)
• มกี ารเรยี บเรียง ตามลำดับ (Order)
• การนำเสนอ (Presentation) ทห่ี ลากหลาย เช่น พรรณนา/บรรยาย ตัวเลข กราฟิก และอื่น
ๆ
• รูปแบบของสือ่ (Media) ประเภทตา่ ง ๆ เชน่ กระดาษ วีดิทศั น์ ฯลฯ
ส่วนสแตร์และเรย์โนลด์ (Stair and Reynolds 2001 : 7) กล่าวถึง คุณค่าของสารสนเทศข้ึนอยู่กับ
การท่ี สารสนเทศน้ัน สามารถช่วยให้ผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจทำให้เป้าหมายขององค์การสัมฤทธ์ิผลได้มากน้อย
เพียงใด หาก สารสนเทศ สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายขององค์การได้ สารสนเทศนั้นก็จะมีคุณค่าสูงตามไป
ด้วย
2.13 ความสำคัญของสารสนเทศ
สารสนเทศแท้จริงแล้วย่อมมีความสำคัญต่อทุกส่ิงที่เก่ียวข้อง เช่น ด้านการเมือง การปกครอง ด้าน
การศกึ ษา ดา้ น เศรษฐกิจ ด้านสังคม ฯลฯ ในลักษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ทำให้ผู้บริโภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเข้าใจ (Understanding) ในเร่ือง
ดงั กล่าว ขา้ งตน้
2. เมื่อเรารู้และเข้าใจในเรื่องท่ีเกี่ยวข้องแล้ว สารสนเทศจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจ (Decision
Making) ใน เรอ่ื งตา่ งๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. นอกจากน้ันสารสนเทศ ยังสามารถทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหา (Solving Problem) ที่เกิดข้ึนได้
อยา่ ง ถูกตอ้ ง แมน่ ยำ และรวดเรว็ ทันเวลากบั สถานการณต์ า่ งๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้
2.14 บทบาทของสารสนเทศ (Role of Information)
การนำสารสนเทศไปใช้ 3 ด้าน ดังนี้ (จิตติมา เทียมบุญประเสริฐ 2544 : 5) ด้านการวางแผน ด้าน
การตัดสนิ ใจ และ ด้านการดำเนินงาน นอกจากนน้ั สารสนเทศยังมีบทบาท ในเชงิ เศรษฐกิจ ดังนี้ (ประภาวดี
สบื สนธ์ 2543 : 7-8)
1. ช่วยลดความเส่ียงในการตัดสินใจ (Decision) หรือช่วยช้ีแนวทางในการแก้ไขปัญหา (Problem
Solving)
50
2. ช่วย หรือสนับสนุนการจัดการ (Management) หรือการดำเนินงานขององค์การ ให้มีประสิทธิภาพ
และเกดิ ประสทิ ธิผลมากขึน้
3. ใช้ทดแทนทรัพยากร (Resources) ทางกายภาพ เช่น กรณีการเรียนทางไกล ผู้เรียนท่ีเรียนนอก
ห้องเรียน จริง สามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆ เช่นเดียวกับ ห้องเรียนจริง โดยไม่ต้องเดินทางไปเรียนท่ี
ห้องเรยี นนนั้
4. ใชใ้ นการกำกบั ติดตาม (Monitoring) การปฏบิ ัตงิ านและการตัดสนิ ใจ เพือ่ ดูความก้าวหนา้ ของงาน
5. สารสนเทศเป็นชอ่ งทางโน้มน้าว หรอื ชกั จงู ใจ (Motivation) ในกรณขี องการโฆษณาท่ีทำใหผ้ ูช้ ม, ผู้ฟัง
ตัดสนิ ใจ เลือกสนิ ค้า หรือบรกิ ารน้ัน
6. สารสนเทศเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษา (Education) สำหรับการเรียนรู้ ผ่านส่ือประเภท
ต่างๆ
7. สารสนเทศเป็นองค์ประกอบสำคัญท่ีส่งเสริมวัฒนธรรม และสันทนาการ (Culture & Recreation)
ในดา้ น ของการเผยแพรใ่ นรปู แบบตา่ งๆ เช่น วดี ิทศั น์ โทรทศั น์ ภาพยนตร์ เปน็ ตน้
8. สารสนเทศเปน็ สนิ ค้าและบริการ (Goods & Services) ทสี่ ามารถซือ้ ขายได้
9. สารสนเทศเป็นทรัพยากรท่ีต้องลงทุน (Investment) จึงจะได้ผลผลิตและบริการ เพื่อเป็นรากฐาน
ของการ จัดการ และการดำเนินงาน
2.15 องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ระบบ คือ กลุ่มขององค์การต่างๆ ท่ีทำงานร่วมกันเพ่ือจุดประสงค์อันเดียวกัน ระบบอาจจะ
ประกอบด้วยบุคคลากร เคร่ืองมือ เครื่องใช้ พัสดุ วิธีการ ซ่ึงทั้งหมดนี้จะต้องมีระบบจัดการอันหน่ึงเพ่ือให้
บรรลุจุดประสงคอ์ นั เดยี วกนั
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลท่ีผ่านการวิเคราะหห์ รือประมวลผลแลว้ พร้อมจะใชง้ าน
ได้ทันที โดยไมต่ ้องแปล หรือตคี วามใด ๆ อีก
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการประมวลผล เพ่ือให้ได้สารสนเทศ
ตามทตี่ อ้ งการ
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศน้ันอาจกลา่ วได้ว่าประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลกั คือ เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีส่ือสารโทรคมนาคม สำหรับรายละเอียดพอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยีมี
ดงั ตอ่ ไปนคี้ ือ
51
2.15.1 เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์
ภาพที่ 2.8 เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์
ท่มี า : https://sites.google.com/site/noojinza2556/sara-snthes-hmay-thung-xari
คอมพวิ เตอร์เป็นเคร่ืองอเิ ล็กทรอนกิ ส์ท่ีสามารถจดจำข้อมูลต่าง ๆ และปฏิบตั ติ ามคำส่งั ที่บอก เพ่ือให้
คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหน่ึงให้ คอมพิวเตอร์น้ันประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมกันเรียกว่า
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอปุ กรณ์ฮาร์ดแวร์น้ีจะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรอื ท่ีเรียกกันว่า
ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 2546: 4)
ฮารด์ แวร์ ประกอบด้วย 5 สว่ น คอื
1. อุปกรณ์รับข้อมูล (Input) เช่น แผงแป้นอักขระ (Keyboard), เมาส์, เคร่ืองตรวจกวาดภาพ
(Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครื่องอ่านบัตรแถบ
แม่เหล็ก (Magnetic Strip Reader), และเครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader)
2. อุปกรณ์ส่งข้อมลู (Output) เชน่ จอภาพ (Monitor), เครื่องพมิ พ์ (Printer), และเทอรม์ ินลั
3. หน่วยประมวลผลกลาง จะทำงานร่วมกบั หนว่ ยความจำหลกั ในขณะคำนวณหรือประมวลผล
โดยปฏิบตั ิหน้าท่ีตามคำส่ังของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดงึ ข้อมูลและคำสั่งท่ีเก็บไว้ไว้
ในหนว่ ยความจำหลกั มาประมวลผล
4. หน่วยความจำหลัก มีหน้าที่เก็บข้อมูลท่ีมาจากอุปกรณ์รับข้อมูลเพื่อใช้ในการคำนวณ และ
ผลลัพธ์ของการคำนวณก่อนท่ีจะส่งไปยังอุปกรณ์ส่งข้อมูล รวมท้ังการเก็บคำส่ังขณะกำลัง
ประมวลผล
5. หน่วยความจำสำรอง ทำหน้าท่ีจัดเก็บขอ้ มูลและโปรแกรมขณะยังไม่ได้ใช้งาน เพ่ือการใช้ใน
อนาคต
ซอฟตแ์ วร์ เป็นองค์ประกอบที่สำคญั และจำเป็นมากในการควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คอื
1. ซอฟต์แวร์ระบบ มีหน้าท่ีควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นตัวกลาง
ระหว่างผู้ใชก้ บั คอมพวิ เตอรห์ รอื ฮารด์ แวร์ ซอฟตแ์ วร์ระบบสามารถแบ่งเป็น 3 ชนดิ ใหญ่ คอื
52
1. โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใช้ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พ่วงต่อกับ
เครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน เช่น UNIX, DOS, Microsoft
Windows
2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ในระหว่าง
การประมวลผลข้อมูลหรือในระหวา่ งท่ีใช้เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมท่ีนิยมใช้กัน
ในปจั จบุ ัน เช่น โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor)
3. โปรแกรมแปลภาษา ใช้ในการแปลความหมายของคำส่ังท่ีเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ใน
รูปแบบท่ีเครือ่ งคอมพวิ เตอร์เข้าใจและทำงานตามท่ผี ใู้ ช้ตอ้ งการ
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะด้านตามความต้องการ ซึ่ ง
ซอฟตแ์ วร์ประยุกตน์ ้สี ามารถแบ่งเป็น 3 ชนดิ คอื
1. ซอฟตแ์ วร์ประยุกตเ์ พอื่ งานท่วั ไป เปน็ ซอฟต์แวร์ท่ีสรา้ งขึน้ เพอ่ื ใชง้ านทวั่ ไปไมเ่ จาะจงประเภท
ของธุรกิจ ตัวอย่าง เช่น Word Processing, Spreadsheet, Database Management
เปน็ ตน้
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็นซอฟต์แวร์ท่ีสร้างขึ้นเพ่ือใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่
วัตถปุ ระสงคข์ องการนำไปใช้
3. ซอฟต์แวร์ประยุกต์อื่น ๆ เป็นซอฟต์แวร์ท่ีเขียนขึ้นเพ่ือความบันเทิง และอื่น ๆ
นอกเหนือจากซอฟต์แวร์ประยุกต์สองชนิดข้างต้น ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal
Information Management และซอฟตแ์ วร์เกมต่าง ๆ เปน็ ตน้
สำหรับกระบวนการการจัดการระบบสารสนเทศ เพ่ือให้ได้สารสนเทศตามต้องการอย่างรวดเร็ว
ถูกต้อง แม่นยำ และมคี ณุ ภาพ ดงั แผนภาพต่อไปนีค้ อื
ภาพที่ 2.9 ระบบสารสนเทศ
ทมี่ า : https://sites.google.com/site/elearningkrujames/ict-unit1
2.16 เทคโนโลยสี ่ือสารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสอ่ื สารโทรคมนาคม ใชใ้ นการติดต่อส่ือสารรับ/ส่งข้อมูลจากท่ไี กล ๆ เป็นการส่งของขอ้ มูล
ระหว่างคอมพิวเตอรห์ รือเคร่ืองมือทอี่ ยู่ห่างไกลกัน ซึ่งจะชว่ ยใหก้ ารเผยแพร่ขอ้ มูลหรือสารสนเทศไปยงั ผู้ใชใ้ น
แหล่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซ่ึงรูปแบบของข้อมูลท่ีรับ/ส่งอาจ
เปน็ ตัวเลข (Numeric Data) ตวั อักษร (Text) ภาพ (Image) และเสยี ง (Voice)
53
เทคโนโลยีท่ีใช้ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคมท้ัง
ชนดิ มีสายและไรส้ าย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วทิ ยกุ ระจายเสียง, วทิ ยโุ ทรทศั น์ เคเบ้ิลใย
แก้วนำแสง คล่ืนไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นต้น
สำหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพ้ืนฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหล่งของ
ข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ
(Sink/Decoder) ดงั แผนภาพต่อไปนี้ คือ
ภาพท่ี 2.10 เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
ที่มา : https://sites.google.com/site/elearningkrujames/ict-unit1
2.16.1 เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 6 รูปแบบ ดังนี้
ต่อไปน้ี คือ
1. เทคโนโลยีทใี่ ช้ในการเกบ็ ข้อมูล เช่น ดาวเทียมถา่ ยภาพทางอากาศ, กล้องดิจทิ ัล, กล้องถ่ายวี
ดที ัศน์, เครอื่ งเอกซเรย์ ฯลฯ
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็นส่ือบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก, จาน
แมเ่ หลก็ , จานแสงหรือจานเลเซอร์, บัตรเอทเี อม็ ฯลฯ
3. เทคโนโลยีท่ีใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ และ
ซอฟต์แวร์
4. เทคโนโลยที ใี่ ช้ในการแสดงผลข้อมลู เช่น เครอื่ งพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
5. เทคโนโลยที ี่ใช้ในการจดั ทำสำเนาเอกสาร เช่น เครื่องถา่ ยเอกสาร, เคร่อื งถา่ ยไมโครฟิล์ม
6. เทคโนโลยสี ำหรับถ่ายทอดหรือส่ือสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์,
วทิ ยกุ ระจายเสยี ง, โทรเลข, เทเลก็ ซ์ และระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอรท์ ้ังระยะใกลแ้ ละไกล
2.16.2 ลกั ษณะของขอ้ มูลหรอื สารสนเทศท่สี ง่ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์และการส่ือสาร ดังนี้
ขอ้ มลู หรือสารสนเทศท่ีใช้กนั อยทู่ ั่วไปในระบบส่ือสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมลี ักษณะของสัญญาณ
เป็นคลื่นแบบต่อเน่ืองท่ีเราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไป เพราะระบบ
คอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกัน เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง เรียกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่ง
ข้อมูลเหล่าน้ันจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหน่ึงไปยังเครื่องอื่น ๆ
ผ่านระบบโทรศพั ท์ ก็ตอ้ งอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลงสัญญาณเสมอ ซึง่ มีชอ่ื เรียกว่า "โมเดม็ " (Modem)
54
2.17 ความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
สามาร ถอธิบายความสำคัญ ของเทคโน โลยีสารสน เทศใน ด้าน ท่ีมีผลกระ ทบต่อกา ร เปลี่ยน แปลง
พฤตกิ รรมด้านตา่ ง ๆ ของผู้คนไว้หลายประการดังตอ่ ไปน้ี (จอหน์ ไนซบ์ ติ ต์ อา้ งถงึ ใน ยนื ภู่วรวรรณ)
• ประการท่ีหนึ่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็น
สังคมสารสนเทศ
• ประการท่ีสอง เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปล่ียนจากระบบแห่งชาติไปเป็น
เศรษฐกิจโลก ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเช่ือมโยงของ
เครือข่ายสารสนเทศทำใหเ้ กิดสงั คมโลกาภวิ ฒั น์
• ประการที่สาม เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบ
แนวราบมากขนึ้ หน่วยธุรกิจมีขนาดเลก็ ลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอ่ืนเป็นเครือข่าย
การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนนุ เพ่ือให้เกิดการแลกเปล่ียนขอ้ มูล
ไดง้ ่ายและรวดเรว็
• ประการท่ีสี่ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยแี บบสุนทรียสัมผัส และสามารถตอบสนอง
ตามความตอ้ งการการใชเ้ ทคโนโลยีในรปู แบบใหม่ทีเ่ ลอื กได้เอง
• ประการที่ห้า เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทุก
เวลา
• ประการท่ีหก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขึ้น อีกท้ัง
ยังทำให้วถิ ีการตัดสินใจ หรือเลอื กทางเลือกได้ละเอยี ดขนึ้
กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่สำคัญในทุกวงการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลก
ด้านความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการ
วจิ ยั และการพัฒนาตา่ ง ๆ
2.18 ปจั จัยทที่ ำให้เกิดความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
จากงานวจิ ัยของ Whittaker (1999: 23) พบว่า ปัจจัยของความล้มเหลวหรือความผิดพลาดท่ีเกิดจาก
การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชใ้ นองคก์ าร มสี าเหตหุ ลกั 3 ประการ ไดแ้ ก่
1. การขาดการวางแผนท่ีดีพอ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการวางแผนจัดการความเสี่ยงไม่ดีพอ ยิ่ง
องค์การมีขนาดใหญ่มากข้ึนเท่าใด การจัดการความเสี่ยงย่อมจะมีความสำคัญมากขึ้นเป็นเงา
ตามตวั ทำให้คา่ ใชจ้ า่ ยด้านนเี้ พมิ่ สงู ขน้ึ
2. การนำเทคโนโลยีท่ีไม่เหมาะสมมาใช้งาน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์การ
จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจหรืองานท่ีองค์การดำเนินอยู่ หาก
เลือกใช้เทคโนโลยีท่ีไม่สอดรับกับความต้องการขององค์การแล้วจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ
ตามมา และเปน็ การสิ้นเปลอื งงบประมาณโดยใชเ่ หตุ
55
3. การขาดการจัดการหรอื สนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง การท่ีจะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้า
มาใช้งานในองค์กร หากขาดซ่ึงความสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงแล้วก็ถือว่าล้มเหลว
ต้ังแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น การได้รับความมั่นใจจากผู้บริหารระดับสูงเป็นก้าวย่างท่ีสำคัญและ
จำเปน็ ทจ่ี ะทำให้การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชใ้ นองค์การประสบความสำเร็จ
สำหรับสาเหตขุ องความล้มเหลวอื่น ๆ ทพ่ี บจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เช่น ใช้เวลาในการ
ดำเนินการมากเกนิ ไป (Schedule overruns), นำเทคโนโลยีที่ล้ำสมยั หรือยงั ไม่ผ่านการพิสจู น์มาใช้งาน (New
or unproven technology), ประเมินแผนความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ถูกต้อง, ผู้จัดจำหน่าย
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ที่องค์การซื้อมาใช้งานไม่มีประสิทธิภาพและขาดความรับผิดชอบ และ
ระยะเวลาของการพัฒนาหรอื นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จนเสร็จสมบรู ณ์ใช้เวลานอ้ ยกว่าหนง่ึ ปี
นอกจากนี้ ปัจจยั อ่ืน ๆ ทีท่ ำใหก้ ารนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ไม่ประสบความสำเรจ็ ในดา้ นผู้ใช้งาน
น้นั อาจสรปุ ได้ดงั นี้ คือ
1. ความกลัวการเปล่ียนแปลง กล่าวคือ ผู้คนกลัวที่จะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
รวมท้ังกลัวว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาทและความสำคัญในหน้าท่ีการงานที่
รบั ผดิ ชอบของตนให้ลดนอ้ ยลง จนทำให้ตอ่ ตา้ นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
2. การไม่ติดตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ เน่ืองจากเทคโนโลยี
สารสนเทศเปล่ียนแปลงรวดเร็วมาก หากไม่ม่ันติดตามอย่างสม่ำเสมอแล้วจะทำให้กลายเป็น
คนลา้ หลงั และตกขอบ จนเกิดสภาวะชะงกั งนั ในการเรยี นรู้และใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
3. โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไม่ท่ัวถึง ทำให้ขาดความ
เสมอภาคในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใช้กระจุกตัวเพียงบางพ้ืนท่ี ทำให้เป็น
อปุ สรรคในการใช้งานดา้ นตา่ ง ๆ ตามมา เช่น ระบบโทรศพั ท์ อนิ เทอรเ์ น็ตความเรว็ สงู ฯลฯ
2.19 ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เม่ือประมาณห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ
ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเคร่อื งคำนวณ แตต่ อ่ มาไดม้ ีความพยายามพฒั นาให้คอมพิวเตอร์
เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เม่ือเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถ
สรา้ งคอมพิวเตอรท์ ่ีมีขนาดเล็กลง แต่ประสทิ ธภิ าพสงู ข้ึน สภาพการใช้งานจึงใช้งานกนั อยา่ งแพรห่ ลาย ผลของ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่าง
กวา้ งขวาง ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศโดยรวมกล่าวไดด้ งั น้ี
• การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสาร
โทรคมนาคม เพ่ือตดิ ต่อส่ือสารใหส้ ะดวกข้ึน มีการประยกุ ตม์ าใชก้ ับเครื่องอำนวยความสะดวกภายใน
บ้าน เชน่ ใช้ควบคมุ เครอ่ื งปรับอากาศ ใช้ควมคมุ ระบบไฟฟา้ ภายในบา้ น เปน็ ต้น
• เสริมสรา้ งความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยสี ารสนเทศทำให้เกดิ การกระจาย
ไปท่ัวทุกหนแห่ง แม้แต่ถ่ินทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอการการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียน
56
การสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากน้ีในปัจจุบันมีความพยายามท่ีใช้
ระบบการรกั ษาพยาบาลผา่ นเครือข่ายสื่อสาร
• สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และ
เคร่อื งมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เชน่ วีดิทศั น์ เครอ่ื งฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์
ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพ่ือให้ผู้บริหารได้
ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศในโรงเรยี นมากข้นึ
• เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้
สารสนเทศ เช่น การดแู ลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถา่ ยดาวเทียม การติดตามข้อมูล
สภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะส่ิงแวดล้อมเพ่ือปรบั ปรุงแก้ไข การเก็บ
รวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัด
ระยะไกลมาชว่ ย ท่ีเรยี กว่าโทรมาตร เปน็ ต้น
• เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธ
ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เก่ียวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย
ระบบเฝา้ ระวังท่ีมีคอมพิวเตอร์ควบคมุ การทำงาน
• การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม
จำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มี
การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจดั การ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการใหบ้ ริการกับ
ลกู ค้า เพื่อให้ซ้อื สนิ ค้าไดส้ ะดวกขน้ึ
2.20 เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการใชช้ ีวิตในสังคมปัจจุบัน
ภาพที่ 2.11 เทคโนโลยีสารสนเทศ
ท่มี า : http://5711011802036.msci.dusit.ac.th/?page_id=283
57
ในภาวะปจั จบุ ันนั้นสารสนเทศได้กลายเป็นปัจจัยพน้ื ฐานปัจจัยทีห่ ้า เพิ่มจากปจั จยั สี่ประการท่มี นุษย์
เราขาดเสยี มิได้ในการดำรงชีวติ ประจำวนั ไม่ว่าจะเป็นสารสนเทศทจี่ ำเปน็ ในการประกอบธุรกิจ ในการค้าขาย
การผลิตสินค้า และบริการ หรือการให้บริการสังคม การจัดการทรัพยากรของชาติ การบริหารและปกครอง
จนถงึ เร่อื งเบา ๆ เร่ืองไรส้ าระบ้าง เช่น สภากาแฟท่ีสามารถพบได้ทุกแห่งหนในสงั คม เรื่องสาระบนั เทงิ ในยาม
พักผ่อน ไปจนถึงเรื่องความเปน็ ความตาย เชน่ ข่าวอทุ กภยั วาตภัย หรอื การทำรัฐประหารและปฏวิ ัติ เปน็ ต้น
ในความคิดเห็นของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ต้ังแต่นักวิชาการ นักธุรกิจ นักสังคมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์
จนกระท่ังผู้นำต่าง ๆ ในโลก ดังเช่น ประธานาธิบดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของ
สหรัฐอเมริกา สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่สำคัญท่ีสุดอย่างหน่ึงในปัจจุบัน และในยุคสังคมสารสนเทศแห่ง
ศตวรรษท่ี 21 สารสนเทศจะกลายเป็นทรัพยากรทส่ี ำคัญท่ีสุดเหนือสิ่งอ่ืนใด กลา่ วกันสั้น ๆ สารสนเทศกำลัง
จะกลายเป็นฐานแหง่ อำนาจอันแท้จรงิ ในอนาคต ทง้ั ในทางเศรษฐกจิ และทางการเมือง
ในสมัยสงั คมเกษตรนั้น ปจั จัยพืน้ ฐานในการผลติ ที่สำคัญ ได้แก่ ทด่ี นิ แรงงาน และทนุ ทรพั ย์ ตอ่ มาใน
สังคมอุตสาหกรรม การผลิตต้องพ่ึงพาปัจจัยพ้ืนฐานเพิ่มเติม ได้แก่ วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอย่างย่ิง
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรมต้องพ่ึงพาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อันได้แก่ ท่ีดิน
พลังงาน และวัสดุ เป็นอยา่ งมาก และผลของการใช้ทรัพยากรเหลา่ น้นั อย่างฟุ่มเฟือยและขาดความระมดั ระวัง
ก็ได้สร้างปัญหาส่ิงแวดล้อมที่รุนแรงมาก ซ่ึงกำลังคุกคามโลกรวมทั้งประเทศไทย ต้ังแต่ปัญหาการแปรปรวน
ของสภาพดนิ ฟา้ อากาศ ภัยธรรมชาติท่ีนับวันจะเพมิ่ ความถี่และรุนแรงข้ึน ปัญหาการบ่อนทำลายความสมดุล
ทางนิเวศวิทยาท้ังป่าดงดิบ ป่าชายเลน ป่าต้นน้ำลำธาร ความแห้งแล้ง อากาศเปน็ พิษ แมน่ ้ำลำคลองที่เต็มไป
ดว้ ยสารพษิ เจือปน ตลอดจนถงึ ปัญหาวกิ ฤตทิ างจราจรและภยั จากควนั พิษในมหานครทุกแหง่ ท่ัวโลก
ในทางตรงกันข้าม ขบวนการผลิต การเก็บ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศัยการใช้วัสดุและพลังงาน
น้อยมาก และไม่มีผลเสียต่อภาวะแวดล้อมหรือมีเพียงเล็กน้อยมาก ย่ิงกว่าน้ันสารสนเทศจะสามารถช่วยให้
กิจกรรมการผลิตและการบริการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถช่วยให้การผลิตทาง
อุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะน้อยลง แต่สินค้ามีคุณภาพดีข้ึนคงทนมากข้ึน ปัญหา
วกิ ฤติทางจราจรในบางดา้ นกส็ ามารถผ่อนปรนได้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ในการช่วยติดต่อส่อื สารทาง
ธรุ กิจต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยตนเองดังเช่นแต่ก่อน จึงอาจกล่าวได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศจะมี
สว่ นอย่างมาก ในการนำสังคม สู่วิวฒั นาการอีกระดบั หนึ่ง ท่ีอาจเรยี กได้ว่าเป็นสังคมสารสนเทศ อันเป็นสังคม
ท่ีพงึ ปรารถนาและยัง่ ยนื ย่ิงขน้ึ
นัน่ จงึ เปน็ เหตุผลที่วา่ สงั คมต่าง ๆ ในโลก ต่างจะต้องก้าวสู่สังคมสารสนเทศอยา่ งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เร็ว
ก็ช้า และน่ันหมายความว่าสังคมจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างแนน่ อน ไม่ว่าเราจะยอมรับหรอื ไมก่ ็
ตาม มิใชเ่ พียงแตเ่ พ่ือสรา้ งขีดความสามารถในเชงิ แข่งขนั ในสนามการค้าระหว่างประเทศ แต่เพอ่ื ความอยู่รอด
ของมนษุ ยชาติ และเพอ่ื คณุ ภาพชีวิตท่ีดขี ึ้นอีกตา่ งหากด้วย
เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีคู่โลกในต้นศตวรรษท่ี 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเป็นปัจจัย
รองรบั ขบวนการโลกาภิวัตน์ ทก่ี ำลงั ผนวกสงั คมเศรษฐกิจไทยเขา้ เปน็ อนั หนง่ึ เดยี วกนั กับสังคมโลก
58
อันที่จริงเทคโนโลยีสารสนเทศมีใช้ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เป็นต้นว่า เรามีการใช้
โทรศัพท์ต้ังแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือปี พ.ศ. 2414 เพียงแต่ว่าการใช้
เทคโนโลยนี ้ยี ังไม่แพรก่ ระจายทว่ั ประเทศและยังไม่อยใู่ นระดบั สงู เมือ่ เทยี บกับอีกหลาย ๆ ประเทศในโลก
กลา่ วกนั อยา่ งสน้ั ๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศ คอื เทคโนโลยีที่เกีย่ วข้องกับการจัดหา วิเคราะห์ ประมวล
จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรอื แลกเปล่ียน และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ใน
รูปแบบของรูป เสยี ง ตัวอักษร หรือภาพเคลอ่ื นไหว รวมไปถงึ การนำสารสนเทศและข้อมลู ไปปฏิบัตติ ามเนอื้ หา
ของสารสนเทศน้ัน เพื่อใหบ้ รรลเุ ป้าหมายของผู้ใช้ การจัดหา วิเคราะห์ ประมวล และจดั การกับขา่ วสารข้อมูล
จำนวนมหาศาล จึงขาดเทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ เสียมิได้ ส่วนการแสวงหาและแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร อยา่ ง
รวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีโทรคมนาคม และ
ท้ายสุดสารสนเทศที่มี จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะต้องการและอย่าง
ประหยัดท่ีสุด ก็ต้องอาศัยทั้งสองเทคโนโลยีข้างต้นในการจัดการและการส่ือหรือขนย้ายจากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศ สผู่ ู้บรโิ ภคในที่สุด
ฉะน้ัน เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่ คอมพิวเตอร์ท้ัง
ฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วร์ และฐานขอ้ มูล โทรคมนาคมซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีระบบสอื่ สารมวลชน (ได้แก่ วิทยุ และ
โทรทัศน์) ทงั้ ระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถงึ เทคโนโลยีดา้ นอิเลก็ ทรอนิกส์ตา่ ง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทัศน์
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เส้นใยแก้วนำแสง (fibre optics)
สารกึ่งตัวนำ (semiconductor) ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) อุปกรณ์อัตโนมัติสำนักงาน
(office automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในบ้าน (home automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในโรงงาน (factory
automation) เหล่านี้ เปน็ ตน้
นอกจากการเป็นเทคโนโลยที ่ไี ม่ทำลายธรรมชาติหรอื สรา้ งมลภาวะ (ในตวั ของมนั เอง) ต่อส่ิงแวดล้อม
แล้ว คุณสมบัตโิ ดดเด่นอ่ืน ๆ ทที่ ำให้มันกลายเป็นเทคโนโลยี ยทุ ธศาสตร์สำคญั แหง่ ยุคปจั จุบันและในอนาคตก็
คือ ความสามารถในการเพ่ิมประสิทธิภาพและสมรรถภาพในเกอื บทกุ ๆ กิจกรรม อาทโิ ดย
1. การลดตน้ ทนุ หรอื คา่ ใช้จา่ ย
2. การเพ่มิ คุณภาพของงาน
3. การสร้างกระบวนการหรือกรรมวธิ ใี หม่ ๆ
4. การสรา้ งผลติ ภณั ฑ์และบริการใหม่ ๆ ขน้ึ
ฉะนน้ั โอกาสและขอบเขตการนำ เทคโนโลยีน้มี าใช้ จึงมหี ลากหลายในเกอื บทกุ ๆ กจิ กรรมก็วา่ ได้ ไม่
ว่าจะเป็นการปกครอง การให้บรกิ ารสงั คม การผลิตทั้งภาคเกษตร อตุ สาหกรรม และบริการ รวมถึงการค้าทั้ง
ภายในและระหว่างประเทศอกี ด้วย โดยพอสรุปไดด้ งั ตอ่ ไปนี้
ภาคสังคม การบรหิ ารและปกครอง การให้บริการพ้ืนฐานของรัฐ การบริการสาธารณสุข การบริการ
การศึกษา การให้บริการข้อมูลและสาระบันเทิง การอนุรักษ์สงิ่ แวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การ
บรรเทาสาธารณภัย การพยากรณ์อากาศและอุตุนิยม ฯลฯ
59
ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การป่าไม้ การประมง การสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและ ก๊าซธรรมชาติ
การสำรวจแร่และทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนและใต้ผิวโลก การก่อสร้าง การคมนาคมท้ังทางบก น้ำ และ
อากาศ การค้าภายในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกิจการ
ท่องเทย่ี ว การเงิน การธนาคาร การขนสง่ และ การประกนั ภัย ฯลฯ
ผลประโยชน์ต่างๆ จากการประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยีดังกล่าว ล้วนเกิดจากคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ
ประการของเทคโนโลยีกลุ่มนี้ อันสืบเน่ืองจากการพัฒนาของ เทคโนโลยีท่ีมีอัตราสูงและอย่างต่อเน่ืองตลอด
หลายทศวรรษทผี่ ่านมา ววิ ัฒนาการทางเทคโนโลยีน้สี ่งผลให้
• ราคาของฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ รวมทั้งค่าบริการ สำหรับการเก็บ การประมวล และการ
แลกเปลี่ยนเผยแพร่สารสนเทศมีการลดลงอยา่ งต่อเนอ่ื งและรวดเรว็
• ทำให้สามารถนำพาอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งคอมพิวเตอร์และ โทรคมนาคมติดตามตัวได้ เน่ืองจาก
ได้มีพัฒนาการการย่อส่วนของช้ินส่วน (miniaturization) และพัฒนาการการส่ือสารระบบ
ไร้สาย
• ประการท้าย ท่ีจัดว่าสำคัญท่ีสุดก็ว่าได้คือ ทำให้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยี
คอมพวิ เตอรแ์ ละการสอื่ สารมุ่งเข้าสู่จุดที่ใกล้เคียงกนั (converge)
ประเทศอุตสาหกรรมในโลกได้เล็งเหน็ ถงึ ศักยภาพของเทคโนโลยียทุ ธศาสตร์กลมุ่ น้ี จงึ ให้ความสำคัญ
ต่อเทคโนโลยีน้ีมากกว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จัดเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์สำคัญอีกหลายกลุ่ม ดังเช่นกลุ่ ม
ประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ
ศักยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลุ่มสำคัญในปัจจุบัน คือ เทคโนโลยชี ีวภาพ เทคโนโลยีวัสดใุ หม่ เทคโนโลยี
อวกาศ เทคโนโลยีนิวเคลยี ร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ ในประเดน็ ผลกระทบสำคญั 5 ประเดน็ ไดแ้ ก่
(1) การสร้างผลติ ภณั ฑแ์ ละบริการใหม่ ๆ
(2) การปรับปรุงกระบวนการผลิตผลติ ภณั ฑ์และบรกิ าร
(3) การยอมรบั จากสงั คม
(4) การนำไปใชป้ ระยุกต์ในภาค/สาขาอนื่ ๆ
(5) การสร้างงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการยอมรับในศักยภาพ
สูงสดุ ในทกุ ๆ ประเดน็
2.21 ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
ปจั จบุ ันเทคโนโลยสี ารสนเทศได้รับความสนใจนำมาใช้งานในหลายลักษณะและเกือบทุกธุรกิจ โดยท่ี
พฒั นาการของเทคโนโลยีสารสนเทศไดส้ ่งผลกระทบในวงกว้างไปทุกวงการท้ังภาคเอกชนและราชการ ระบบ
สารสนเทศชว่ ยสรา้ งประโยชนต์ ่อการดำเนินงานขององค์กรได้ดังนี้
60
1. ชว่ ยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศท่ีต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์เนอ่ื งจากข้อมูล
ถกู จัดเก็บและบริหารอย่างเป็นระบบ ทำใหผ้ ู้บริหารสามารถเข้าถึงขอ้ มูลไดอ้ ย่างรวดเรว็ ในรูปแบบทเี่ หมาะสม
และสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชนท์ นั ต่อความตอ้ งการ
2. ชว่ ยในการกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์และการวางแผนปฏิบัติการ โดยผู้บริหารสามารถนำข้อมูลที่ได้
จากระบบสารสนเทศมาช่วยในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานเนื่องจากสารสนเทศถูก
รวบรวมและจดั การอย่างเป็นระบบ ทำให้มีประวัตขิ องขอ้ มลู อย่างต่อเนือ่ ง สามารถที่จะบ่งช้แี นวโน้มของการ
ดำเนนิ งานว่านา่ จะเปน็ ไปในลกั ษณะใด
3. ช่วยในการตรวจสอบการดำเนินงาน เมื่อแผนงานถูกนำไปปฏิบัติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้ควบคุม
จะต้องตรวจสอบผลการดำเนนิ งานโดยนำขอ้ มูลบางส่วนมาประมวลผลเพื่อประกอบการประเมิน สารสนเทศที่
ได้จะแสดงใหเ้ ห็นผลการดำเนินงานว่าสอดคลอ้ งกบั เป้าหมายทตี่ อ้ งการเพียงไร
4. ช่วยในการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตูของปัญหา ผู้บริหารสามรถใช้ระบบสารสนเทศประกอบ
การศึกษาและการค้นหาสาเหตุ หรือข้อผิดพลาดท่ีเกิดข้ึนในการดำเนินงาน ถ้าการดำเนินงานไม่เป็นไปตาม
แผนที่วางไว้ โดยอาจจะเรียกข้อมูลเพ่ิมเตมิ ออกมาจากระบบ เพ่ือให้ทราบว่าความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน
เกิดขึน้ จากสาเหตใุ ด หรือจัดรูปแบบสารสนเทศในการวเิ คราะหป์ ัญหาใหม่
5. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรืออุปสรรคท่ีเกิดข้ึน เพ่ือหาวิธีควบคุม ปรับปรุงและแก้ไข
ปญั หา สารสนเทศท่ีได้จากการประมวลผลจะช่วยให้ผู้บริหารวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานในแตล่ ะทางเลือกจะ
ช่วยแก้ไขหรือควบคุมปัญหาท่ีเกิดขึ้นได้อย่างไร ธุรกิจต้องทำอย่างไรเพ่ือปรับเปล่ียนหรือพัฒนาให้การ
ดำเนนิ งานเป็นไปตามแผนงานหรอื เป้าหมาย
6. ชว่ ยลดค่าใชจ้ ่าย ระบบสารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพชว่ ยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน และคา่ ใช้จ่ายใน
การทำงานลง เนื่องจากระบบสารสนเทศสามารถรับภาระงานท่ีต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ตลอดจนช่วยลด
ขั้นตอนในการทำงาน ส่งผลให้ธุรกิจสามารถลดจำนวนคนและระยะเวลาในการประสานงานให้น้อยลง โดย
ผลงานทีอ่ อกมาอาจเทา่ หรือดกี ว่าเดมิ ซึ่งจะเปน็ การเพมิ่ ประสิทธิภาพและศกั ยภาพในการแขง่ ขันของธุรกิจ
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าระบบสารสนเทศมีความสำคัญในการบริหารจัดการภายในองค์กร เพราะ
ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างย่ิงในปัจจุบันสิ่งแวดล้อมโลกมีการเปล่ียนแปลงอยู่
ตลอดเวลาและมีการแข่งขันทางธุรกิจสูงองค์กรท่ีมีระบบการบรหิ ารงานที่มีประสิทธภิ าพและเข้าถึงข้อมูลได้
เร็วเท่าน้ันถึงจะอยู่รอดไดใ้ นปัจจบุ ันดังน้ันผู้บรหิ ารขององคก์ รนับว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทในการท่ีจะพัฒนาระบบ
สารสนเทศของตนเองให้มคี วามทันสมัยและนำมาใชไ้ ด้อย่างมปี ระสิทธิภาพเพราะปัจจบุ ันการนำเอาเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใช้ในวงการธรุ กจิ ก็เพื่อลดต้นทุนการผลติ สนบั สนุนการตัดสินใจในการบริหารงานและใช้ในการ
แข่งขันทางธุรกิจ เพ่ือก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆสำหรับองค์กร นอกจากน้ียังสร้างความแข็งแกร่ง
ทางด้านธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนำไปสู่
เศรษฐกิจยุคใหม่ตอ่ ไปในอนาคต
61
ภาพที่ 2.12 ระบบสารสนเทศ
ท่มี า : https://sites.google.com/site/elearningkrujames/ict-unit1
62
บทที่ 3
เรอื่ ง เทคโนโลยีเพอื่ การเรยี นรู้
3.1 คอมพิวเตอรแ์ ละอินเทอร์เนต็ กับเทคโนโลยสี ารสนเทศ
3.1.1ความหมายของอินเตอรเ์ นต็
อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ท่ีมีขนาดใหญ่ เคร่ืองคอมพิวเตอรท์ ุกเครื่อง
ทั่วโลก สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ โดยใช้มาตรฐานในการรับส่งข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว หรือท่ีเรียกว่า
โปรโตคอล (Protocol) ซึ่งโปรโตคอล ท่ีใช้บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีช่ือว่า ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP :
Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
ภาพท่ี 3.1 เครอื ขา่ ยอินเตอรเ์ น็ต
ท่ีมา : https://computer.bcnnv.ac.th/hnwy-kar-reiyn-ru2
3.1.2 พฒั นาการของอินเทอร์เนต็
ปี พ.ศ. 2500 (1957) โซเวียดได้ปล่อยดาวเทียม Sputnik ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ตระหนกั ถึงปัญหาท่ี
อาจจะเกิดข้ึน ดังน้ัน ค.ศ. 2512 (1969) กองทัพสหรัฐต้องเผชิญหน้ากับความเส่ียงทางการทหาร และความ
เปน็ ไปได้ในการถูกโจมตี ด้วยอาวธุ ปรมาณู หรอื นิวเคลียร์ การถกู ทำลายลา้ ง ศนู ย์คอมพวิ เตอร์ และระบบการ
ส่ือสารข้อมูล อาจทำให้เกิดปัญหาทางการรบ และในยุคนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ ท่ีมีหลากหลายมากมายหลาย
แบบ ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และโปรแกรมกันได้ จึงมีแนวความคิด ในการวิจัยระบบท่ี
สามารถเชื่อมโยงเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ และแลกเปล่ียนข้อมูล ระหว่างระบบที่แตกต่างกันได้ ตลอดจนสามารถ
รบั สง่ ข้อมูลระหวา่ งกนั ได้อยา่ งไม่ผดิ พลาด แมว้ ่าคอมพิวเตอรบ์ างเครอ่ื ง หรอื สายรับส่งสัญญาณ เสียหายหรือ
ถูกทำลาย กระทรวงกลาโหมอเมริกัน (DoD = Department of Defense) ได้ให้ทุนที่มีชื่อว่า DARPA
(Defense Advanced Research Project Agency) ภายใต้การควบคุมของ Dr. J.C.R. Licklider ได้ทำการ
ทดลอง ระบบเครือข่ายที่มีช่ือว่า DARPA Network และต่อมาได้กลายสภาพเป็น ARPANet (Advanced
Research Projects Agency Network) และต่อมาได้พัฒนาเปน็ INTERNET ในท่สี ุด
63
ภาพท่ี 3.2 ระบบเครือข่ายอินเตอรเ์ น็ต
ท่ีมา : https://computer.bcnnv.ac.th/hnwy-kar-reiyn-ru2
3.1.3 อนิ เทอร์เน็ตในต่างประเทศ
อินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นโครงการของ ARPAnet (Advanced Research Projects Agency Network)
ซ่งึ เปน็ หนว่ ยงานทส่ี ังกัด กระทรวงกลาโหม ของสหรฐั (U.S.Department of Defense – DoD)
- ค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) ARPA ได้ถกู ก่อต้งั และได้ถกู พฒั นาเรื่อยมา
- ค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) ARPA ได้รบั ทุนสนันสนนุ จากหลายฝา่ ย ซงึ่ หน่ึงในผูส้ นับสนุนก็คือ Edward
Kenedy และเปลี่ยนช่อื จาก ARPA เป็น DARPA(Defense Advanced Research Projects Agency) พรอ้ ม
เปลยี่ นแปลงนโยบายบางอย่าง และในปีค.ศ.1969(พ.ศ.2512)นเี้ องที่ได้ทดลองการเชอื่ มต่อคอมพิวเตอร์คนละ
ชนิด จาก 4 แห่งเข้าหากนั เป็นคร้ังแรก คอื มหาวิทยาลยั แคลิฟอร์เนีย สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัย
แคลฟิ อร์เนีย และมหาวทิ ยาลยั ยทู าห์ เครอื ข่ายทดลองประสบความสำเรจ็ อย่างมาก ดังน้ันในปคี .ศ.1975(พ.ศ.
2518) จึงได้เปล่ียนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายท่ีใช้งานจริง ซึ่ง DARPA ได้โอนหน้าท่ีรับผิดชอบ
โดยตรง ให้แก่ หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency – ปัจจุบันคือ
Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบัน Internet มีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหาร
เครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture
Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ใน Internet, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒ นา
มาตรฐานท่ใี ชก้ ับ Internet ซึง่ เป็นการทำงานโดยอาสาสมัคร ท้งั ส้ิน
- ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) DARPA ตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet
Protocal) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ทำให้เป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่าย
Internet จนกระท่ังปัจจุบัน จึงสังเกตุได้ว่า ในเคร่ืองคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะต่อ internet ได้จะต้องเพ่ิม
TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะ TCP/IP คือข้อกำหนดทที่ ำใหค้ อมพวิ เตอร์ทั่วโลก ทุก platform คุยกันรู้เรื่อง และ
ส่ือสารกันไดอ้ ย่างถกู ต้อง
- การกำหนดช่ือโดเมน (Domain Name System) มีข้ึนเมื่อ ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) เพื่อสร้าง
ฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distribution database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service
Provider) ช่วยจดั ทำฐานข้อมูลของตนเอง จึงไมจ่ ำเปน็ ต้องมีฐานขอ้ มลู แบบรวมศนู ย์ เหมือนแต่กอ่ น เชน่ การ
เรียกเว็บ http://www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อน้ี หรือไม่ ที่http://www.thnic.co.th ซ่ึงมี
ฐานข้อมูลของเว็บที่ลงท้ายด้วย th ท้ังหมด เป็นต้น- DARPA ได้ทำหน้าท่ีรับผิดชอบดูแลระบบ internet
เรื่อยมาจนถึง
64
- ค.ศ.1980 (พ.ศ.2533) และให้ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation
NSF) เขา้ มาดูแลแทนรว่ ม กับอีกหลายหนว่ ย
3.1.4 อนิ เตอรเ์ น็ตในประเทศไทย
- พ.ศ. 2530 ประเทศไทยได้มีการเช่ือมโยงเครือข่ายเตอร์เน็ตครง้ั แรก โดยมีจดุ ประสงคเ์ พ่ือเช่ือมโยง
กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ท้ังในประเทศ และต่างประเทศ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบัน
เทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในออสเตรเลีย แต่ไม่ได้รับความนิยมเทา่ ท่ีควร
เนือ่ งจากการส่งข้อมูลลา่ ชา้
- พ.ศ. 2535 ศนู ยเ์ ทคโนโลยีอิเล็กทรอนกิ ส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Nectect) ร่วมกบั จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลยั สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รว่ มมือกนั เชา่ สายโทรศัพท์เพ่ือต่อพ่วงคอมพิวเตอรแ์ ต่ละสถาบันเขา้ ด้วยกัน โดย
เรยี กเครอื ขา่ ยสมยั น้ันว่า “เครือข่ายไทยสาร“
- พ.ศ. 2537 เครือข่ายไทยสารเติบโตข้ึนเร่ือยๆ และมีหน่วยงานตา่ งๆของราชการเขา้ มาเชื่อมต่อใน
เครือข่ายม าก ข้ึน เรื่อยๆ และต่ อมาท างห น่ วยงาน เอ ก ชน มี ความต้ อ งก ารใช้บ ริก ารม าก ขึ้น
การสื่อสารแห่งประเทศไทย จึงไดร้ ่วมมือกบั บริษทั เอกชนเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่บิษัทต่างๆ หรือบุคคล
ทั่วไปที่สนใจ โดยเรียกบริษัทเอกชนท่ีให้บริการทางอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ว่า ISP (Internet Service
Provider) ใความเป็นจริง ไมม่ ีใครเป็นเจ้าของ internet และไม่มีใครมีสทิ ธขิ าดแต่เพียงผู้เดยี ว ในการกำหนด
มาตรฐานใหมต่ ่าง ๆ ผตู้ ดิ สินวา่ สิง่ ไหนดี มาตรฐานไหนจะได้รับการยอมรับ คือ ผูใ้ ช้ ท่ีกระจายอยู่ทว่ั ทกุ มุมโลก
ท่ไี ดท้ ดลองใชม้ าตรฐานเหลา่ น้ัน และจะใชต้ อ่ ไปหรือไม่เท่านัน้ ส่วนมาตรฐานเดิมทีเ่ ป็นพ้ืนฐานของระบบ เช่น
TCP/IP หรือ Domain name ก็จะต้องยึดตามนั้นต่อไป เพราะ Internet เป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การ
จะเปลีย่ นแปลงระบบพน้ื ฐาน จึงไมใ่ ช่เรอ่ื งงา่ ยนัก
3.1.5 หลักการทำงานของอินเทอรเ์ นต็
การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะมีโปรโตคอล (Protocol) ซ่ึงเป็นระเบียบวิธีการส่ือสารที่เป็น
มาตรฐานของการเช่ือมต่อกำหนดไว้ โปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานสำหรับการเช่ือมต่ออินเทอร์เน็ต คือ TCP/IP
(Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
เคร่ืองคอมพิวเตอร์ทุกเคร่อื งที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตจะตอ้ งมหี มายเลขประจำเครื่อง ท่ี
เรียกว่า IP Address เพ่ือเอาไว้อ้างอิงหรือติดต่อกับเคร่ืองคอมพิวเตอร์อ่ืนๆ ในเครือข่าย ซึ่ง IP ในท่ีน้ีก็คือ
Internet Protocol ตัวเดียวกับใน TCP/IP น่ันเอง IP address ถูกจัดเป็นตัวเลขชุดหนึ่งขนาด 32 บิต ใน 1
ชดุ นี้จะมตี ัวเลขถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพ่ือ
ความงา่ ยแล้วเขียนโดยคนั่ แต่ละส่วนด้วยจุด (.) ดงั น้นั ในตัวเลขแต่ละส่วนน้ีจงึ มีค่าได้ไมเ่ กนิ 256 คือ ตงั้ แต่ 0
จนถงึ 255 เท่านนั้ เช่น IP address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของสถาบนั ราชภัฎสวนดุสิต คือ 203.183.233.6
ซ่ึง IP Address ชุดนจ้ี ะใช้เปน็ ทอี่ ยเู่ พ่ือตดิ ต่อกบั เครอ่ื งพิวเตอรอ์ ื่นๆ ในเครือข่าย
65
ภาพท่ี 3.3 การสือ่ สารข้อมลู ดว้ ยคอมพิวเตอร์
ทม่ี า : https://sites.google.com/a/saschool.ac.th
3.1.6 บริการบนอินเตอร์เน็ต
3.1.6.1 บริการค้นข้อมลู World Wide Web
การนำเสนอข้อมูลในระบบ WWW (World Wide Web) พัฒนาข้ึนมาในช่วงปลายปี 1989 โดย
ทมี งานจากห้องปฏิบัติการทางจุลภาคฟสิ กิ ส์แหง่ ยุโรป (European Particle Physics Labs) หรือท่ีรจู้ กั กนั ใน
นาม CERN (Conseil European pour la Recherche Nucleaire) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้มี การ
พัฒนาภาษาที่ใช้สนับสนุน การเผยแพร่เอกสารของนักวิจัย หรอื เอกสารเว็บ (Web Document) จากเครื่อง
แม่ข่าย (Server) ไปยังสถาน ท่ีต่างๆ ในระบบ WWW เรียกว่า ภาษา HTML (Hypertext Markup
Language) การเผยแพรข่ ้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ผา่ นสื่อประเภทเว็บเพจ (WebPage) เป็นที่นิยมกันอย่าง
สูงในปัจจุบัน ไม่เฉพาะข้อมูลโฆษณาสินค้า ยังรวมไปถึงข้อมูลทางการแพทย์ การเรียน งานวจิ ัยต่างๆ เพราะ
เขา้ ถงึ กลุ่มผู้สนใจไดท้ ่ัวโลก ตลอดจนข้อมูลที่นำเสนอออกไป สามารถเผยแพร่ ได้ท้ังขอ้ มูลตวั อกั ษร ขอ้ มูลภาพ
ข้อมูลเสียง และภาพเคล่ือนไหว มีลูกเล่นและเทคนิคการนาเสนอ ที่หลากหลาย อันส่งผลให้ระบบ WWW
เติบโตเป็นหน่ึง ในรูปแบบบริการ ท่ีได้รับความนิยมสูงสุดของ ระบบอินเทอร์เน็ต ซ่ึงลักษณะเด่นของการ
นำเสนอข้อมูลเว็บเพจ คือ สามารถเช่ือมโยงข้อมลู ไปยังจุดอื่นๆ บนหน้าเว็บได้ ตลอดจนสามารถเช่ือมโยงไป
ยังเว็บอ่ืนๆ ในระบบเครือข่าย อันเป็นท่ีมาของคำว่า HyperText หรือข้อความท่ีมีความสามารถ มากกว่า
ข้อความปกติน่ันเอง จึงมีลักษณะคล้ายกับว่าผู้อ่านเอกสารเว็บ สามารถโต้ตอบกับเอกสารนั้นๆ ด้วยตนเอง
ตลอดเวลาทม่ี ีการใชง้ าน
ภาพท่ี 3.4 World Wide Web
ท่มี า : https://www.sanook.com/campus/1394633/
66
3.2 ความรูเ้ บือ้ งตน้ เกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศและสังคมสารสนเทศ
3.2.1 ความหมายและองค์ประกอบเทคโนโลยีสารสนเทศ
จากการที่เทคโนโลยีสารสนเทศมอี ิทธพิ ลตอ่ การดำรงชวี ิตของมนษุ ย์ในสงั คมปัจจบุ ัน ดังน้นั การเรียนรู้
และทำความเข้าใจถึงเทคโนโลยีสารสนเทศถือเป็นส่ิงที่มีความจำเป็น เพ่ือที่จะสามารถนำไปปรับใช้ในการ
ดำรงชวี ติ ท้ังในด้านการศึกษาเลา่ เรยี นและการทำงาน ก่อนอ่ืนควรทำความเขา้ ถึงความหมายและองคป์ ระกอบ
ของเทคโนโลยีสารสนเทศ ดงั นี้
1. ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง ทุกส่ิงทุกอย่างที่เกี่ยวกับการผลิต การสร้าง การใช้สิ่งของ
กระบวนการหรอื วธิ กี ารดำเนินงานรวมไปถึงอปุ กรณ์ท่ไี ม่มใี นธรรมชาติ
สารสนเทศ หรือสารนิเทศ เป็นศัพท์บัญญัติของคำว่า “Information” ราชบัณฑิตสถานกำหนดให้
ใช้ได้ทั้งสองคำ ในวงการคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร และธุรกิจ นิยมใช้คำว่า “สารสนเทศ” ส่วนในวงการ
บรรณารักษศาสตร์ สารนิเทศศาสตร์ ใช้ว่า “สารนิเทศ” ความหมายกว้าง ๆ หมายถึง ข้อมูล ข่าวสาร
ความรตู้ ่าง ๆ ที่มกี ารบันทึกอย่างเปน็ ระบบตามหลกั วิชาการ เพ่ือนำมาเผยแพร่ และใช้ในงานต่าง ๆ ทกุ สาขา
ไม่ว่าจะเป็นเรองของการค้า การผลิต การบริการ การบริหาร การแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษา การ
คมนาคม การทหาร และอ่ืน ๆ
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หมายถึง เทคโนโลยีทุกด้านท่ีเข้ามาร่วมกันใน
กระบวนการจัดเก็บ สรา้ ง และส่ือสารสารสนเทศ ดังนนั้ จึงครอบคลุมเทคโนโลยี ต่าง ๆ ที่ใชใ้ นกระบวนการ
ข้างตน้ เชน่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บขอ้ มลู บันทึกและคืนค้น เครือข่ายสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์สอื่ สารและ
โทรคมนาคม เป็นต้น รวมทั้งระบบทค่ี วบคุมการทำงานของอุปกรณ์เหล่าน้ี เช่น ระบบปฏิบัตกิ ารคอมพิวเตอร์
และระบบส่ือสาร เป็นต้น
นอกจากน้ีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในขณะน้ีเป็นไปอย่างแพร่หลายมากมายนับไม่ถ้วนในทุก
กจิ การ จนแทบจะกล่าวได้ว่ายุคน้ีไม่มีใครไม่เคยไม่ได้ยนิ คำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศหรือท่ีนิยมเรียกกันย่อ ๆ
ว่า ไอที (IT) กันแล้ว ดังจะเห็นว่าในหมู่ผู้รู้และนักวิชาการหลายท่านได้อธิบายถึงความหมายของคำว่า
เทคโนโลยสี ารสนเทศไว้มากมายและคล้ายคลงึ กัน อาทิเชน่
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (2538: 4) ทรงอรรถาธิบายว่า คำว่า เทคโนโลยี
สารสนเทศ หรือ Information Technology ที่มักเรียกว่า ไอที (IT) นั้น จะเน้นที่การจัดการกระบวนการ
ดำเนินงานสารสนเทศหรือสารนิเทศ ในข้ันตอนต่างๆ ต้ังแต่การเสาะแสวงหา การวิเคราะห์ การจัดเก็บ การ
จดั การ และการเผยแพร่เพื่อเพม่ิ ประสิทธิภาพ ความถกู ตอ้ ง ความแม่นยำ และความรวดเรว็ ทันตอ่ การนำไปใช้
ประโยชน์
ไพรัช ธัชยพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า
เทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นเทคโนโลยีท่ีเกยี่ วกับการติดต่อเชื่อมโยง การจดั หา จดั เกบ็ จดั การและเผยแพรข่ อ้ มูล
ข่าวสาร หรือท่ีเรียกว่าสารสนเทศให้เกิดประโยชน์ในรูปของสื่อต่าง ๆ ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง
เทคโนโลยีสารสนเทศจะประกอบด้วยเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ การสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีอืน่ ๆ ที่
เกีย่ วข้องกบั การนำข้อมูลข่าวสารมาใช้
ครรชิต มาลัยวงศ์ (2538: 24) อธิบายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วยเทคโนโลยีสำคัญสอง
สาขา ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีส่ือสารโทรคมนาคม กล่าวคือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะ
ช่วยทำงานด้านการจัดเก็บ บันทึก และประมวลผลข้อมูลให้รวดเร็วและถูกต้อง ส่วนเทคโนโลยีสื่อสาร
โทรคมนาคมจะช่วยส่งผลลัพธ์ของการใช้งานคอมพิวเตอร์ไปยังผู้ใช้ท่ีอยู่ห่างไกลได้อย่างรวดเร็วและสะดวก
67
อยา่ งไรก็ตาม ถ้าเป็นสมัยกอ่ น ๆ ยุคคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศจะหมายถึง เทคโนโลยีการพิมพ์ กล้อง
ถา่ ยรปู เครือ่ งพมิ พ์ดีด โทรเลขและโทรศพั ท์
ปัจจุบันได้มีนักวิชาการบางท่านได้เปล่ียนช่ือเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่เป็น เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสาร (Information and Communication Technology: ICT) ขณะเดียวกันทางองค์การศึกษา
วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) กลับเรียกเทคโนโลยีเหล่านี้ว่า
"Informatics" หรือสนเทศศาสตร์ ซึ่งหมายถึง วชิ าที่ศึกษาเกยี่ วกับสารสนเทศ และการคำนวณเพ่ือคาดการณ์
เหตุการณใ์ นอนาคต (ทักษณิ า สวนานนท์ และ ฐานศิ รา เกยี รตบิ ารมี 2546: 348)
สุเมธ วงศ์พานชิ เลิศ และนิตย์ จันทรมงั คละศรี อธิบายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยี
ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหา วิเคราะห์ ประมวล จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรือแลกเปลี่ยน และเผยแพร่
สารสนเทศ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของภาพ ภาพเคล่ือนไหว เสียง ข้อความ หรือ
ตัวอักษร รวมไปถึงการนำสารสนเทศและข้อมูลไปปฏิบัติตามเนื้อหาของสารสนเทศนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ของผู้ใช้
Moll (1983 อา้ งถงึ ใน Jimba 1999: 80) ให้นยิ ามความหมายของคำวา่ “เทคโนโลยีสารสนเทศ” ว่า
เป็นเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้างสรรค์ (Creation), จัดหา (Acquisition), จัดเก็บ (Storage), เผยแพร่
(Dissemination), ค้นคืน (Retrieval), จัดการ (Manipulation), และ ถ่ายทอด (Transmission) ข้อมูลหรือ
สารสนเทศ
อาจกล่าวสรุปอย่างง่าย ๆ ได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) หรือ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (Information and Communication Technologies: ICTs) ก็คือ
เทคโนโลยสี องด้านหลกั ๆ ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยรี ะบบคอมพวิ เตอร์ และ เทคโนโลยสี ื่อสารโทรคมนาคมท่ี
ผนวกเข้าด้วยกัน เพอ่ื ใช้ในกระบวนการจัดหา จัดเก็บ สร้าง และเผยแพรส่ ารสนเทศในรูปตา่ ง ๆ ไมว่ ่าจะเป็น
เสียง ภาพ ภาพเคล่ือนไหว ข้อความหรือตัวอักษร และตัวเลข เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความ
แมน่ ยำ และความรวดเร็วใหท้ นั ต่อการนำไปใช้ประโยชน์
Souter (1999: 408) ให้ทรรศนะว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICTs จะช่วยอำนวย
ความสะดวกในการพฒั นาประเทศใน 3 ลักษณะ ไดแ้ ก่
1. การลงทนุ ภายในประเทศของธุรกจิ ระหว่างประเทศ บรษิ ัทธุรกิจระหวา่ งประเทศจะเลือกตัดสินใจ
เข้ามาลงทุนในประเทศที่พรอ้ มด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นลำดับแรก โดยอาศัยเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสือ่ สารเปน็ ตวั เช่ือมโยงหน่วยธรุ กจิ ในจุดตา่ ง ๆ ทว่ั โลก
2. การพัฒนาธุรกิจของกิจการภายในประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารจะสนับสนุนการ
ดำเนินธุรกิจของเจ้าของธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงเจ้าของธุรกิจส่งออก ในด้านการตลาดข้ามพรมแดน
ระหว่างภมู ิภาค (Regional cross-border markets) และการจา้ งงาน
3. การรวมกลุม่ กันทางสังคมและวัฒนธรรม การแลกเปล่ียนทรัพยากรสารสนเทศระหว่างบคุ คลและ
ชุมชน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำใหบ้ ุคคล และชุมชนสามารถเข้าถึงสารสนเทศอย่างไร้ขอบเขต
สามารถใช้สารสนเทศตามความต้องการอย่างมีประสิทธิผล สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องในเร่ืองนโยบายการ
วางแผนและการพัฒนา ตลอดจนสามารถร่วมมือกับผู้อื่นในการดำเนินการในเรื่องท่ีเห็นตรงกันหรือมี
จุดประสงค์ร่วมกับความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมี 5 ประการ (Souter 1999: 409)
ได้แก่
ประการแรก การสอื่ สารถือเป็นส่งิ จำเป็นในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ส่ิงสำคัญท่ีมีส่วนใน
การพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ประกอบด้วย Communications media, การส่ือสารโทรคมนาคม
68
(Telecoms), และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ตัวอย่าง เช่น การสร้างภูมิกันโรคให้กับพลเมืองจะมี
ประสิทธิภาพย่งิ ข้ึน หากมกี ารบันทกึ ขอ้ มูลประวัตผิ ู้ป่วยหรือข้อมลู อ่ืน ๆ ไว้ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์
ประการท่ีสอง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักท่ีมากไปกว่า
โทรศัพทแ์ ละคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์, อินเทอร์เน็ต, อีเมล์ ทำให้สารสนเทศเผยแพร่หรือกระจายออกไปในที่
ต่าง ๆ ได้สะดวก และส่ิงเหล่านี้ถือเป็นบริการสำคัญของการสื่อสารโทรคมนาคม ท่ีทำให้การใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารมมี ากยง่ิ ข้ึน
ประการทส่ี าม เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมีผลให้การใชง้ านด้านตา่ ง ๆ มีราคาถูกลง เช่น
การใช้แฟกซ์และอีเมล์จะถูกกว่า น่าเช่ือถือกว่า และรวดเร็วกว่าการใช้บริการไปรษณีย์แบบเดิม (Post and
courier) ทั้งนี้หน่วยงานภาคธุรกิจ รัฐบาล และบุคคลท่ัวไปต่างนิยมใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
มากขนึ้ เพราะชว่ ยประหยดั เวลาและเงิน รวมทง้ั ทำใหม้ ีผลติ ผล (Productivity) เพิ่มขึ้น
ประการที่ส่ี เครือข่ายสื่อสาร (Communication networks) ได้รับประโยชน์จากเครือข่ายภายนอก
เน่ืองจากจำนวนการใช้เครือข่าย จำนวนผู้เช่ือมต่อ และจำนวนผู้ที่มีศักยภาพในการเขา้ เช่ือมต่อกับเครือข่าย
นบั วันจะเพม่ิ สงู ข้นึ
ประการสดุ ท้าย เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำให้ฮาร์ดแวร์คอมพวิ เตอร์ และต้นทุนการใช้
ICT มีราคาถูกลงมาก แม้ว่าการเป็นเจ้าของคู่สายโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ยังเป็นส่ิงฟุ่มเฟือยสำหรับคนใน
สงั คมส่วนใหญ่ แต่ประชาชนจำนวนมากก็เรม่ิ มีกำลงั หามาใช้ได้เองแล้ว เช่น เจ้าของธรุ กจิ ขนาดเล็ก
2. องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ
พื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศสืบเน่ืองมาจากการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ข องอุปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ใยแก้วนำแสง ดาวเทียมส่ือสาร ระบบเครือข่าย ซอฟต์แวร์
และมัลติมีเดีย กอปรกับราคาของอปุ กรณ์ฮาร์ดแวร์ทถ่ี ูกลง แต่มีขีดความสามารถในการทำงานที่เพ่ิมมากขึ้น
เรือ่ ย ๆ ทำใหแ้ นวโน้มการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาประยกุ ต์ใชง้ าน ตา่ ง ๆ น้ันมีมากข้ึนเปน็ ลำดบั
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศน้ันอาจกล่าวได้ว่าประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสอง สาขาหลักคือ
เทคโนโลยคี อมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม สำหรับรายละเอียด พอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยี
มีดังตอ่ ไปน้ีคอื
2.1 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เป็นเคร่ืองอิเล็กทรอนิกส์ท่ีสามารถจดจำข้อมลู ต่าง ๆ และปฏิบตั ิตามคำสั่งท่ีบอก เพ่ือให้
คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหน่ึงให้ คอมพิวเตอร์น้ันประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเช่ือมกันเรียกว่า
ฮารด์ แวร์ (Hardware) และอปุ กรณ์ฮาร์ดแวรน์ ี้จะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรอื ท่ีเรียกกันว่า
ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2546: 4)
ฮารด์ แวร์ ประกอบด้วย 5 ส่วน คอื
อุปกรณ์รับข้อมูล (Input) เช่น แผงแป้นอักขระ (Keyboard), เมาส์, เครื่องตรวจกวาดภาพ
(Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เคร่ืองอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก
(Magnetic Strip Reader), และเครอื่ งอ่านรหสั แทง่ (Bar Code Reader)
อุปกรณ์สง่ ขอ้ มูล (Output) เชน่ จอภาพ (Monitor), เคร่อื งพมิ พ์ (Printer), และเทอรม์ ินัล
หน่วยประมวลผลกลาง จะทำงานร่วมกับหน่วยความจำหลักในขณะคำนวณหรือประมวลผล โดย
ปฏิบัติหน้าท่ีตามคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดงึ ขอ้ มูลและคำส่งั ท่ีเก็บไวไ้ วใ้ นหน่วยความจำหลัก
มาประมวลผล
69
หนว่ ยความจำหลัก มีหน้าท่ีเก็บขอ้ มูลที่มาจากอปุ กรณ์รับข้อมูลเพื่อใช้ในการคำนวณ และผลลพั ธ์ของ
การคำนวณก่อนทจ่ี ะสง่ ไปยงั อุปกรณส์ ง่ ขอ้ มลู รวมท้งั การเกบ็ คำสง่ั ขณะกำลงั ประมวลผล
หนว่ ยความจำสำรอง ทำหนา้ ท่ีจัดเก็บขอ้ มลู และโปรแกรมขณะยงั ไม่ได้ใชง้ าน เพ่ือการใช้ในอนาคต
ซอฟตแ์ วร์ เปน็ องค์ประกอบท่ีสำคัญและจำเป็นมากในการควบคุมการทำงานของเครอื่ งคอมพิวเตอร์
ซอฟตแ์ วร์สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คอื
ซอฟต์แวร์ระบบ มีหน้าท่ีควบคุมอปุ กรณต์ ่าง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นตัวกลางระหว่าง
ผใู้ ช้กับคอมพวิ เตอรห์ รอื ฮารด์ แวร์ ซอฟต์แวรร์ ะบบสามารถแบ่งเป็น 3 ชนิดใหญ่ คอื
1. โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใช้ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พ่วงต่อกับเครื่อง
คอมพวิ เตอร์ ตวั อย่างโปรแกรมทนี่ ยิ มใชก้ ันในปจั จุบนั เชน่ UNIX, DOS, Microsoft Windows
2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ในระหว่างการ
ประมวลผลข้อมูลหรือในระหว่างท่ีใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน เช่น
โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor)
3. โปรแกรมแปลภาษา ใช้ในการแปลความหมายของคำส่งั ที่เปน็ ภาษาคอมพิวเตอรใ์ ห้อยู่ในรูปแบบท่ี
เคร่ืองคอมพวิ เตอรเ์ ขา้ ใจและทำงานตามท่ีผใู้ ชต้ ้องการ
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมท่ีเขียนข้ึนเพื่อทำงานเฉพาะด้านตามความต้องการ ซ่ึงซอฟต์แวร์
ประยกุ ต์นีส้ ามารถแบง่ เปน็ 3 ชนดิ คอื
1. ซอฟต์แวร์ประยุกต์เพ่ืองานท่ัวไป เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างข้ึนเพ่ือใช้งานท่ัวไป ไม่เจาะจงประเภท
ของธุรกจิ ตัวอย่าง เชน่ Word Processing, Spreadsheet, Database Management เปน็ ต้น
2. ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์เฉพาะงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขนึ้ เพอ่ื ใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่วัตถุประสงค์
ของการนำไปใช้
3. ซอฟต์แวร์ประยุกต์อ่ืน ๆ เป็นซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นเพ่ือความบันเทิง และอ่ืน ๆ นอกเหนือจาก
ซอฟต์แวร์ประยุกต์สองชนิดข้างต้น ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal Information Management และ
ซอฟตแ์ วร์เกมตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
สำหรับกระบวนการการจัดการระบบสารสนเทศ เพ่ือให้ได้สารสนเทศตามต้องการอย่างรวดเร็ว
ถูกต้อง แม่นยำ และมีคุณภาพ จะเร่ิมด้วยการคัดเลือก การจัดหา การวิเคราะห์เนื้อหา และการค้นคืน
สารสนเทศ ซ่ึงกระบวนการจัดการหรือจัดทำสารสนเทศเพื่อให้สามารถผลิตสารสนเทศสนองความต้องการ
ของผู้ใช้ได้นั้น จะประกอบด้วยกรรมวิธี 3 ประการ คือ การนำเข้าข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการ
แสดงผลข้อมูล และกระบวนการทั้ง 3 ขั้นตอนน้ีจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
ทำงานร่วมกัน
70
ภาพที่ 3.5 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
ท่ีมา : https://sites.google.com/site/kroonom/khwam-hmay-khxng-thekhnoloyi
3.2.2 เทคโนโลยสี ่ือสารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีส่ือสารโทรคมนาคม ใช้ในการตดิ ตอ่ ส่ือสารรับ/สง่ ข้อมลู จากท่ีไกล ๆ เปน็ การสง่ ของข้อมูล
ระหวา่ งคอมพิวเตอร์หรอื เครื่องมอื ทีอ่ ยู่หา่ งไกลกัน ซึ่งจะช่วยใหก้ ารเผยแพร่ขอ้ มลู หรือสารสนเทศไปยังผู้ใชใ้ น
แหล่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซ่ึงรปู แบบของข้อมูลท่ีรับ/สง่ อาจ
เป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice) ตัวอย่าง เช่น การส่งข้อมูล
ตา่ ง ๆ ของยานอวกาศทอี่ ยู่นอกโลกมายงั เคร่อื งคอมพิวเตอรบ์ นโลก เพ่อื ทำการคำนวณและประมวลผล ทำให้
ทราบปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีท่ีใช้ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีท่ีใช้ในระบบโทรคมนาคมทั้ง
ชนิดมีสายและไรส้ าย เช่น ระบบโทรศัพท,์ โมเดม็ , แฟกซ์, โทรเลข, วทิ ยุกระจายเสียง, วิทยโุ ทรทศั น์ เคเบิ้ลใย
แก้วนำแสง คลนื่ ไมโครเวฟ และดาวเทยี ม เปน็ ตน้
สำหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพ้ืนฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหล่งของ
ข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ
(Sink/Decoder)
นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใชง้ านได้เป็น 6 รูปแบบ ดังน้ตี ่อไปน้ี
คือ
1. เทคโนโลยีท่ีใชใ้ นการเก็บข้อมลู เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กลอ้ งดจิ ิทัลกล้องถ่ายวีดที ัศน์,
เครื่องเอกซเรย์ ฯลฯ
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็นส่ือบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก,
จานแสงหรือจานเลเซอร์, บตั รเอทีเอม็ ฯลฯ
3. เทคโนโลยีที่ใชใ้ นการประมวลผลขอ้ มลู ได้แก่ เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ท้งั ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
4. เทคโนโลยที ่ีใช้ในการแสดงผลขอ้ มูล เช่น เคร่อื งพมิ พ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
5. เทคโนโลยที ่ใี ชใ้ นการจดั ทำสำเนาเอกสาร เชน่ เคร่ืองถ่ายเอกสาร, เคร่อื งถา่ ยไมโครฟิล์ม
6. เทคโนโลยีสำหรับถ่ายทอดหรือส่ือสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ ,
วิทยุกระจายเสยี ง, โทรเลข, เทเลก็ ซ์ และระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอรท์ งั้ ระยะใกลแ้ ละไกล
เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างส่ิงใหม่ให้กับสังคมปัจจุบันที่เรียกว่าเป็นสังคม ไร้พรมแดนหรือสังคม
โลกาภิวัตน์ (Globalization) ไว้มากมาย เช่น อินเทอร์เน็ต (Internet), ทางด่วนข้อมูล (Information
Superhighway), ระบบทีวีตามความต้องการ (Video On Demand), การประชุมผ่านทางจอภาพ (Video
Conference), พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce), ระบบการเรียนทางไกล (Tele Education), โทรเวช
71
(Tele Medicine), ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ไปรษณีย์ภาพ (Video Mail), โทรทัศน์แบบมีการ
โต้ตอบ (Interactive TV), ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (E-library), ห้องสมุดเสมือน (Virtual Library) เป็นต้น
(รอม หิรญั พฤกษ์ 2544: 254-256)
ภาพที่ 3.6 เทคโนโลยีส่อื สารโทรคมนาคม
ท่ีมา : https://sites.google.com/site/kroonom/khwam-hmay-khxng-thekhnoloyi
3.2.3 ววิ ัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศจากยุคอนาลอกสู่ยุคดิจิตอลนั้น มีความเป็นมาที่ยาวนาน
มากกว่าท่ีจะมาเป็นเทคโนโลยีท่ี ใชง้ านกันอยู่ในปัจจบุ ันนี้ บางชว่ งใช้เวลาในการค้นคิดนานเป็นพนั ปีโดยไม่มี
การเปลี่ยนแปลง บางช่วงก็เรว็ มาก หากสังเกตจะเหน็ ว่าในปัจจุบันการค้นคิดเทคโนโลยเี หลา่ นี้เปล่ียนไปอย่าง
เร็วมากจนผู้ใช้แทบจะตามไม่ทนั ซง่ึ ความร้คู วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั วิวฒั นาการของเทคโนโลยสี ารสนเทศจะชว่ ยทำ
ใหม้ องภาพในอนาคตของเทคโนโลยีเหล่านไี้ ด้
การวิวัฒนาทางด้านเทคโนโลยีแบ่งเป็น 2 ด้านท่ีควบคู่กันมา คือ วิวัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์
และวิวัฒนาการทางด้านการสื่อสาร ซึ่งจะหมายรวมถึงลักษณะของข้อมูลหรือสารสนเทศท่ีใช้ในการส่ือสาร
รายละเอียดของวิวัฒนาการของแต่ละเทคโนโลยีสามารถศกึ ษาได้จากรูปภาพต่อไปน้ี
เม่ือมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์และการสื่อสารในยุคต่าง ๆ แล้ว ควรมีความ
เขา้ ใจเกี่ยวกบั ลักษณะของข้อมลู หรือสารสนเทศทีส่ ง่ ผา่ นระบบคอมพิวเตอร์และการส่อื สาร ดังนี้
ข้อมลู หรือสารสนเทศที่ใช้กันอยทู่ ่ัวไปในระบบสื่อสาร เชน่ ระบบโทรศพั ท์ จะมลี ักษณะของสัญญาณ
เป็นคล่ืนแบบต่อเนื่องที่เราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไป เพราะระบบ
คอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกัน เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง เรียกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่ง
ข้อมูลเหล่านั้นจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เคร่ืองหนึ่งไปยังเครื่องอ่ืน ๆ
ผ่านระบบโทรศพั ท์ กต็ ้องอาศัยอุปกรณช์ ่วยแปลงสญั ญาณเสมอ ซ่ึงมชี อ่ื เรียกวา่ "โมเดม็ " (Modem)
3.2.4 ความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศหรอื ไอทีนัน้ มีความสำคัญมากกว่าเทคโนโลยอี ื่นใดที่มนษุ ย์ เคยคิดคน้ ข้ึน แม้โดย
พืน้ ฐานแลว้ เทคโนโลยีสารสนเทศจะไม่ทำให้เกดิ อนั ตรายรา้ ยแรงอย่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ไมท่ ำให้โลกร่ำรวย
ด้วยอาหารเหมือนเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร และไม่อาจทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวไม่เจ็บป่วยเหมือน
เทคโนโลยีการแพทย์ แต่เทคโนโลยีทั้งหลายท่ีระบุมานี้ล้วนแล้วแต่พัฒนาก้าวหน้ามาถึงระดับน้ีได้ เพราะมี
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นรากฐาน หากขาดซึ่งเทคโนโลยีสาร สนเทศแล้ว เทคโนโลยีต่าง ๆ จะไม่มี
ความกา้ วหน้ามากดงั ที่เปน็ ในปจั จุบนั (ครรชติ มาลยั วงศ:์ 4-5)
72
เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหก้ ารกระจายขอ้ มูลขา่ วสารเป็นไปอยา่ งรวดเร็ว และมีลกั ษณะการกระจาย
แบบทุกทิศทาง และมีระบบตอบสนองอย่างรวดเร็ว และยังสื่อสารแบบสองทิศทาง ด้วยเหตุน้ีผลกระทบต่อ
การเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมจึงแตกต่างจากในอดีตมาก ดังจะเห็นได้จาก
วกิ ฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจจากประเทศหนึง่ มผี ลกระทบตอ่ ประเทศอื่น ๆ อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ซึ่ง
สามารถอธิบายความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านท่ีมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้าน
ต่าง ๆ ของผ้คู นไวห้ ลายประการดงั ตอ่ ไปน้ี (จอห์น ไนซบ์ ติ ต์ อ้างถึงใน ยืน ภวู่ รวรรณ)
ประการที่หน่ึง เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปล่ียนจากสังคมอุตสาหกรร มมาเป็น
สังคมสารสนเทศ แต่เดิมสภาพของสังคมโลกเคยเปล่ียนแปลงมาแล้วสองครั้ง จากสังคมความเป็นอยู่แบบ
เรร่ ่อนมาเป็นสังคมเกษตรท่ีรู้จกั กับการเพาะปลกู และสร้างผลิตผลทางการเกษตร ทำให้มีการสรา้ งบ้านเรือน
เป็นหลักแหล่ง ต่อมามีความจำเป็นต้องผลิตสินค้าให้ได้ปริมาณมากและต้นทุนถูก จึงต้องหันมาผลิตแบบ
อตุ สาหกรรม ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของมนุษยเ์ ปลี่ยนแปลงมาเป็นสังคมเมือง มีการรวมกลุ่มอยู่อาศัยเป็น
เมือง มีอุตสาหกรรมเป็นฐานการผลิต สังคมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน และปัจจุบันย่างก้าว
เขา้ สู่สังคมสารสนเทศ ลักษณะวถิ กี ารดำเนินกจิ กรรมต่าง ๆ ของมนษุ ย์อาศัยเครอื ข่ายเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีส่ือสารโทรคมนาคมมากข้ึนเรื่อย ๆ ไม่วา่ จะเป็นการพูดคุย การซื้อสินค้าและบริการ และการ
ทำงานท่ีทำให้เกิดสภาพที่เสมือนจริง เช่น ห้องสมุดเสมือนจริง ห้องเรียนเสมือนจริง ที่ทำงานเสมือนจริง
เป็นตน้
ประการที่สอง เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปล่ียนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจ
โลก ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเช่ือมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิด
สงั คมโลกาภิวัฒน์ ระบบเศรษฐกิจซง่ึ แตเ่ ดิมมีขอบเขตจำกัดภายในประเทศ ก็กระจายเปน็ เศรษฐกิจโลกทั่วโลก
มีกระแสการหมนุ เวียนแลกเปล่ียนสินค้าและบริการอย่างแพร่หลายและรวดเร็ว เครอื่ งมือสำคัญทเี่ ออ้ื อำนวย
ใหก้ ารดำเนนิ การดังกล่าวมีขอบเขตกวา้ งขวาง และเชื่อมโยงกันแนบแน่นมากข้นึ กค็ ือ เทคโนโลยีสารสนเทศ
ประการที่สาม เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน หน่วยงานภายในเป็นแบบ
เครอื ข่ายมากขน้ึ แต่เดมิ การจัดองค์กรมีการวางเปน็ ลำดบั ขั้น มีสายการบังคับบญั ชาจากบนลงลา่ ง แต่เม่ือการ
ส่อื สารแบบสองทางและการกระจายขา่ วสารดีขึ้น มีการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรผูกพันกันเป็น
ลักษณะกลุ่มงาน มีการเพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดโครงสร้างขององค์กรจึง
ปรบั เปลย่ี นจากเดมิ องค์กรกลายเป็นเครอื ข่ายที่มีลักษณะการบงั คับบัญชาแบบแนวราบมากข้นึ หนว่ ยธรุ กจิ มี
ขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย สถานะภาพขององค์กรได้ปรับเปลี่ยนไปตาม
กระแสของเทคโนโลยีสารสนเทศ การดำเนินธุรกิจจึงลดความสำคัญในเร่ืองของขนาด แต่แข่งขันกันความเร็ว
โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพ่ือให้เกิดการ
แลกเปลยี่ นข้อมูลได้งา่ ยและรวดเร็ว
ประการท่ีสี่ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัส และสามารถตอบสนองตาม
ความต้องการการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ท่ีเลือกได้เอง กล่าวคือ หากเราต้องการชมภาพยนตร์ หรือ
โทรทัศน์ เราต้องเปิดเคร่ืองรับโทรทัศน์ และไม่สามารถเลือกตามความต้องการได้ ถ้าสถานีส่งสัญญาณใดมา
เราก็จะต้องชมตามนั้น หรือเมื่อต้องการฟังรายการวทิ ยุ ก็ตอ้ งเปิดวิทยจุ ะมเี สยี งดังขึน้ ทันที หากไม่พอใจก็ทำ
ได้เพียงเลือกสถานีใหม่ แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าการเปล่ียนแปลงในลักษณะ “ตามท่ีเราต้องการ” หรือ “On
Demand” มากขึ้น ๆ เรามี TV On Demand มีวิทยุแบบตามความต้องการ เมื่อต้องการชมภาพยนตร์เร่ือง
ใดก็เลือกชม และดูได้ตั้งแต่ต้นรายการ หากจะศึกษาหรือเรียนรู้ก็มี Education On Demand คือสามารถ
เลือกบทเรยี นได้ตามอัธยาศัย
73
ประการท่ีห้า เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา เมื่อ
การสื่อสารแบบสองทางก้าวหน้าและแพร่หลายขึ้น การโต้ตอบผ่านเครือข่ายทำให้เสมือนมีปฏิสัมพันธ์ได้จริง
เชน่ การประชมุ ทางไกลผ่านจอภาพ หรอื วดี ีโอคอนเฟอเรนซ์ ระบบ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม พาณิชย์
อเิ ล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ลักษณะของการดำเนินกิจกรรมเหล่าน้ีทำให้การทำงาน ขยายขอบเขตไปทุกหนทุกแห่ง
และสามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา สำหรบั ตัวอย่างทเี่ กดิ ขนึ้ นานแลว้ เช่น ระบบเอทเี อม็ ช่วยให้การเบิกจา่ ย
สะดวกและทำได้ทุกเมื่อ และกระจายไปใกลต้ ัวผู้รบั บริการมากขน้ึ แต่ทว่าด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศที่ก้าวหน้า
มากขน้ึ การบรกิ ารจะกระจายย่ิงขนึ้ จนถงึ ทบ่ี ้าน ดังจะเห็นได้ว่าในขณะน้ีผ้คู นสามารถทำงานบางอย่างได้จาก
ท่ีบ้านหรือท่ีใด ๆ ก็ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยลด
อปุ สรรคเรื่องสถานทแี่ ละเวลาในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์
ประการที่หก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกดิ การวางแผนการดำเนินการระยะยาวข้ึน อีกทั้งยังทำให้
วถิ ีการตดั สนิ ใจ หรือเลือกทางเลือกไดล้ ะเอียดขึน้ แต่เดิมการตัดสินปัญหาอาจมหี นทางให้เลือกได้นอ้ ย เช่น มี
คำตอบเดยี ว ใช่ และ ไม่ใช่ แต่ด้วยข้อมูลข่าวสารที่สนบั สนุนการตดั สินใจ ทำให้วิถีความคิดในการตัดสินปญั หา
เปล่ียนไป ผู้ตัดสนิ ใจมีทางเลือกได้มากข้นึ มคี วามละเอียดออ่ นในการตดั สินปัญหาได้ดีขึ้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยสี ารสนเทศมีบทบาทท่ีสำคัญในทุกวงการ มผี ลต่อการเปลี่ยนแปลงโลก
ดา้ นความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการ
วิจัยและการพัฒนาต่าง ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศโดยตัวของเทคโนโลยีเองไม่ทำลายธรรมชาติหรือสร้าง
มลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และนับว่ามีคุณสมบัติเด่นพิเศษที่ทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศกลายเป็นเทคโนโลยี
ยทุ ธศาสตรแ์ ห่งยคุ ปัจจบุ ันและอนาคต เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถช่วยเพิ่มประสิทธภิ าพและสมรรถภาพใน
กิจกรรมหลายอย่าง เนอื่ งจากเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถช่วยลดตน้ ทุนหรอื คา่ ใช้จา่ ย เพม่ิ คุณภาพของงาน
สร้างกระบวนการหรือกรรมวิธีใหม่ ๆ และสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ขึ้นด้วย (สุเมธ วงศ์พานิชเลิศ
และนิตย์ จนั ทรมงั คละศรี 2538)
3.2.5 เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการใช้ชีวิตในสงั คมปจั จบุ ัน
ในภาวะปัจจบุ ันนั้นสารสนเทศได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานปัจจัยท่หี ้า เพ่ิมจากปัจจยั สีป่ ระการที่มนุษย์
เราขาดเสียมไิ ดใ้ นการดำรงชีวติ ประจำวัน ไมว่ ่าจะเปน็ สารสนเทศทจี่ ำเปน็ ในการประกอบธุรกจิ ในการคา้ ขาย
การผลิตสินค้า และบริการ หรือการให้บริการสังคม การจัดการทรัพยากรของชาติ การบริหารและปกครอง
จนถึงเร่อื งเบา ๆ เรอ่ื งไร้สาระบ้าง เช่น สภากาแฟท่ีสามารถพบไดท้ ุกแหง่ หนในสงั คม เรื่องสาระบนั เทงิ ในยาม
พกั ผอ่ น ไปจนถงึ เรือ่ งความเปน็ ความตาย เชน่ ขา่ วอทุ กภยั วาตภัย หรอื การทำรัฐประหารและปฏวิ ัติ เป็นต้น
ในความคิดเห็นของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ต้ังแต่นักวิชาการ นักธุรกิจ นักสังคมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์
จนกระทั่งผู้นำต่าง ๆ ในโลก ดังเช่น ประธานาธิบดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของ
สหรัฐอเมริกา สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่สำคัญท่ีสุดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน และในยุคสังคมสารสนเทศแห่ง
ศตวรรษที่ 21 สารสนเทศจะกลายเป็นทรัพยากรท่ีสำคัญท่ีสุดเหนือส่ิงอื่นใด กล่าวกันสั้น ๆ สารสนเทศกำลัง
จะกลายเปน็ ฐานแหง่ อำนาจอันแท้จรงิ ในอนาคต ทั้งในทางเศรษฐกิจ และทางการเมอื ง
ในสมยั สงั คมเกษตรนนั้ ปัจจัยพนื้ ฐานในการผลติ ทีส่ ำคัญ ได้แก่ ท่ดี นิ แรงงาน และทุนทรัพย์ ต่อมาใน
สังคมอุตสาหกรรม การผลิตต้องพ่ึงพาปัจจัยพ้ืนฐานเพิ่มเติม ได้แก่ วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อันได้แก่ ที่ดิน
พลงั งาน และวัสดุ เป็นอย่างมาก และผลของการใช้ทรัพยากรเหลา่ น้ันอยา่ งฟุ่มเฟือยและขาดความระมดั ระวัง
กไ็ ด้สร้างปัญหาส่ิงแวดล้อมที่รุนแรงมาก ซ่ึงกำลังคุกคามโลกรวมทั้งประเทศไทย ต้ังแต่ปัญหาการแปรปรวน
ของสภาพดนิ ฟา้ อากาศ ภัยธรรมชาติที่นบั วันจะเพ่ิมความถ่ีและรุนแรงขึ้น ปญั หาการบอ่ นทำลายความสมดุล
74
ทางนิเวศวิทยาทัง้ ป่าดงดิบ ป่าชายเลน ปา่ ต้นน้ำลำธาร ความแห้งแล้ง อากาศเป็นพิษ แม่น้ำลำคลองท่ีเตม็ ไป
ด้วยสารพิษ เจือปน ตลอดจนถงึ ปัญหาวกิ ฤตทิ างจราจรและภยั จากควันพษิ ในมหานครทกุ แห่งทัว่ โลก
ในทางตรงกันข้าม ขบวนการผลิต การเก็บ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศัยการใช้วัสดุและพลังงาน
น้อยมาก และไม่มีผลเสียต่อภาวะแวดล้อมหรือมีเพียงเล็กน้อยมาก ยิ่งกว่านั้นสารสนเทศจะสามารถช่วยให้
กิจกรรมการผลิตและการบริการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถช่วยให้การผลิตทาง
อุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะน้อยลง แต่สินค้ามีคณุ ภาพดีข้นึ คงทนมากข้ึน ปัญหา
วกิ ฤติทางจราจรในบางดา้ นก็สามารถผ่อนปรนไดด้ ้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ในการช่วยติดต่อสอื่ สารทาง
ธรุ กิจต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยตนเองดังเช่นแต่ก่อน จึงอาจกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะมี
สว่ นอย่างมาก ในการนำสงั คม ส่วู ิวัฒนาการอีกระดบั หน่ึง ที่อาจเรยี กได้วา่ เปน็ สงั คมสารสนเทศ อันเป็นสังคม
ที่พึงปรารถนาและย่ังยนื ยิง่ ขึน้
น่นั จงึ เป็นเหตผุ ลทว่ี ่าสังคมตา่ ง ๆ ในโลก ต่างจะต้องกา้ วส่สู ังคมสารสนเทศอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ ไม่เร็ว
กช็ ้า และน่ันหมายความว่าสงั คมจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็
ตาม มใิ ชเ่ พียงแตเ่ พ่ือสร้างขีดความสามารถในเชงิ แข่งขันในสนามการค้าระหวา่ งประเทศ แต่เพอ่ื ความอยู่รอด
ของมนษุ ยชาติ และเพอื่ คณุ ภาพชีวติ ทีด่ ีขึน้ อีกตา่ งหากด้วย
เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีคู่โลกในต้นศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเป็นปัจจัย
รองรับ ขบวนการโลกาภิวัตน์ ท่ีกำลังผนวกสงั คมเศรษฐกิจไทยเขา้ เป็นอันหน่ึงเดยี วกนั กบั สังคมโลก
อันที่จริงเทคโนโลยีสารสนเทศมีใช้ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เป็นต้นว่า เรามีการใช้
โทรศัพท์ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือปี พ.ศ. 2414 เพียงแต่ว่าการใช้
เทคโนโลยีนยี้ ังไมแ่ พรก่ ระจายทวั่ ประเทศและยงั ไมอ่ ยใู่ นระดบั สงู เม่ือเทียบกบั อกี หลาย ๆ ประเทศในโลก
กลา่ วกันอยา่ งส้นั ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวขอ้ งกบั การจัดหา วเิ คราะห์ ประมวล
จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรือแลกเปล่ียน และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ใน
รูปแบบของรูป เสียง ตัวอกั ษร หรือภาพเคลอ่ื นไหว รวมไปถงึ การนำสารสนเทศและข้อมลู ไปปฏิบัติตามเนอื้ หา
ของสารสนเทศนั้น เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายของผู้ใช้ การจัดหา วิเคราะห์ ประมวล และจัดการกับข่าวสาร
ขอ้ มูลจำนวนมหาศาล จึงขาดเทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ เสียมไิ ด้ สว่ นการแสวงหาและแลกเปลี่ยนขอ้ มูลข่าวสาร
อย่างรวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีประสทิ ธิภาพ ก็จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีโทรคมนาคม และ
ท้ายสุดสารสนเทศท่ีมี จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะต้องการและอย่าง
ประหยัดท่ีสุด ก็ต้องอาศัยทั้งสองเทคโนโลยีข้างต้นในการจัดการและการส่ือหรือขนย้ายจากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศ สู่ผบู้ ริโภคในท่สี ดุ
ฉะนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่ คอมพิวเตอร์ทั้ง
ฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วร์ และฐานข้อมูล โทรคมนาคมซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีระบบส่อื สารมวลชน (ไดแ้ ก่ วทิ ยุ และ
โทรทศั น)์ ทงั้ ระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถงึ เทคโนโลยีดา้ นอิเลก็ ทรอนิกส์ต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทัศน์
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เส้นใยแก้วนำแสง (fibre optics)
สารกึ่งตัวนำ (semiconductor) ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) อุปกรณ์อัตโนมัติสำนักงาน
(office automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในบ้าน (home automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในโรงงาน (factory
automation) เหลา่ นี้ เป็นต้น
นอกจากการเปน็ เทคโนโลยีทไี่ ม่ทำลายธรรมชาติหรอื สร้างมลภาวะ (ในตวั ของมันเอง) ต่อสิ่งแวดลอ้ ม
แลว้ คุณสมบัตโิ ดดเด่นอื่น ๆ ทีท่ ำใหม้ ันกลายเป็นเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์สำคัญแหง่ ยุคปัจจบุ นั และในอนาคตก็
คอื ความสามารถในการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพและสมรรถภาพในเกอื บทุก ๆ กจิ กรรม อาทิโดย
75
1. การลดต้นทุนหรือคา่ ใช้จ่าย
2. การเพิม่ คณุ ภาพของงาน
3. การสรา้ งกระบวนการหรือกรรมวิธใี หม่ ๆ
4. การสรา้ งผลติ ภณั ฑแ์ ละบริการใหม่ ๆ ขึ้น
ฉะนัน้ โอกาสและขอบเขตการนำ เทคโนโลยนี ี้มาใช้ จงึ มหี ลากหลายในเกือบทุก ๆ กจิ กรรมกว็ า่ ได้ ไม่
วา่ จะเป็นการปกครอง การให้บริการสังคม การผลิตท้ังภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ รวมถึงการค้าท้ัง
ภายในและระหว่างประเทศอกี ด้วย โดยพอสรุปได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
ภาคสังคม การบริหารและปกครอง การให้บริการพื้นฐานของรฐั การบริการสาธารณสุข การบรกิ าร
การศึกษา การให้บริการข้อมูลและสาระบันเทิง การอนุรักษ์สงิ่ แวดล้อม การจดั การทรัพยากรธรรมชาติ การ
บรรเทาสาธารณภัย การพยากรณ์อากาศและอุตุนยิ ม ฯลฯ
ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การป่าไม้ การประมง การสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและ ก๊าซธรรมชาติ
การสำรวจแร่และทรัพยากรธรรมชาติท้ังบนและใต้ผิวโลก การก่อสร้าง การคมนาคมท้ังทางบก น้ำ และ
อากาศ การค้าภายในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกิจการ
ทอ่ งเท่ียว การเงิน การธนาคาร การขนส่ง และ การประกนั ภยั ฯลฯ
ในปจั จุบันเศรษฐกิจและสังคมของไทยมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นยงิ่ ขน้ึ กับสังคมโลก ประมาณการ
ว่า ในปี พ.ศ. 2536 การส่งออกมีมูลค่าขยายตัวถึงร้อยละ 12.8 ท่ี 920 พันล้านบาท ขณะท่ีการนำเข้ามี
อัตราขยายตัวถึงร้อยละ 12.7 ด้วยมูลค่า 1,150 พันล้านบาท การส่งออกท่ีมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 13.2 ของ
ผลผลิตมวลรวมของประเทศในปี พ.ศ. 2515 ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องจนมีขนาดเป็นร้อยละ 37.9 ในปี พ.ศ.
2535 ย่อมชใ้ี ห้เห็นถึงความสำคญั ของการคา้ ระหว่างประเทศ และในทำนองเดยี วกันของ เทคโนโลยีกลุ่มน้ี ต่อ
เศรษฐกจิ และสังคมของประเทศ
ท้ังน้ี สืบเน่ืองจากกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศคือ การอาศัยการแลกเปล่ียนข้อมูลสารสนเทศ
จำนวนมากมายน่ันเอง ตัง้ แต่การสืบและสอบถามสนิ คา้ และราคา การเจรจาตกลงราคา การหาวตั ถุดิบสำหรับ
การผลิต การว่าจ้างและการรับชว่ งผลิต การว่าจ้างขนส่งสินคา้ การประกนั วินาศภัย การแจ้งหรือการส่งมอบ
สินค้า และรายละเอียดเที่ยวบินหรือเรือเดินสมุทรท่ีขนย้ายสินค้า รวมถึงการดำเนินการทางพิธีการศุลกากร
จนถึงการโอนเงนิ ระหว่างประเทศ ฯลฯ การแลกเปลี่ยนข้อมลู จำนวนมาก ระหวา่ งองค์กรหลากหลายในแตล่ ะ
ครั้งของการซ้ือขาย จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยข้อมูลที่
แม่นยำ และในอัตราค่าบรกิ ารท่ตี ำ่ เพ่ือลดต้นทนุ และเพมิ่ ขดี ความสามารถในเชงิ แข่งขนั ระหว่างประเทศ
ผลประโยชน์ต่างๆ จากการประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยีดังกล่าว ล้วนเกิดจากคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ
ประการของเทคโนโลยีกลุ่มน้ี อันสืบเนื่องจากการพัฒนาของ เทคโนโลยีท่ีมีอัตราสูงและอย่างต่อเน่ืองตลอด
หลายทศวรรษทผี่ ่านมา วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีน้สี ง่ ผลให้
1. ราคาของฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ รวมท้ังค่าบริการ สำหรับการเก็บ การประมวล และการ
แลกเปลีย่ นเผยแพรส่ ารสนเทศมกี ารลดลงอย่างต่อเน่ืองและรวดเร็ว
2. ทำให้สามารถนำพาอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งคอมพิวเตอร์และ โทรคมนาคมติดตามตัวได้ เนื่องจากได้มี
พัฒนาการการย่อส่วนของช้นิ สว่ น (miniaturization) และพัฒนาการการสื่อสารระบบไรส้ าย
3. ประการท้าย ที่จัดว่าสำคญั ทสี่ ุดก็ว่าได้คือ ทำให้เทคโนโลยีต่าง ๆ เชน่ เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์และ
การสื่อสารมุ่งเข้าสูจ่ ดุ ที่ใกลเ้ คยี งกนั (converge)
ประเทศอตุ สาหกรรมในโลกได้เล็งเหน็ ถึงศกั ยภาพของเทคโนโลยียทุ ธศาสตร์กล่มุ นี้ จงึ ให้ความสำคัญ
ต่อเทคโนโลยีนี้มากกว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ ท่ีจัดเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์สำคัญอีกหลายกลุ่ม ดังเช่นกลุ่ม
76
ประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ
ศักยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลมุ่ สำคัญในปัจจุบัน คือ เทคโนโลยีชวี ภาพ เทคโนโลยวี ัสดุใหม่ เทคโนโลยี
อวกาศ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในประเดน็ ผลกระทบสำคัญ 5 ประเดน็ ไดแ้ ก่
1. การสร้างผลติ ภัณฑแ์ ละบริการใหม่ ๆ
2. การปรบั ปรงุ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และบรกิ าร
3. การยอมรบั จากสงั คม
4. การนำไปใช้ประยกุ ตใ์ นภาค/สาขาอ่ืน ๆ
5. การสร้างงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการยอมรับในศักยภาพ
สงู สดุ ในทกุ ๆ ประเด็น
ในสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน มีการศึกษาวิเคราะห์ถึงขีดความสามารถในเชิงแข่งขันเปรียบเทียบกับ
ประเทศญี่ปนุ่ ในเทคโนโลยีกลุ่มไฮเทคที่สำคัญต่อประเทศ 11 ชนดิ ด้วยกนั ปรากฏวา่ 8 ชนิดจากท้ังหมด 11
ชนิด จัดเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งโดยตรงหรือเป็นส่วนประกอบ จะยกเว้นเพียง 3 ชนิดคือ เวชภัณฑ์ยา
เครื่องบิน และวัสดุใหม่เท่านั้น ประเทศเหล่าน้ีจึงมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างจริงจัง และได้ทุ่ม
งบประมาณมากมายมหาศาล เพ่ือการพัฒนาน้ี จึงเป็นที่คาดกันว่าวิวัฒนาการของ เทคโนโลยีสารสนเทศใน
อนาคตอันใกล้น้จี ะเปน็ ไปอย่างรวดเรว็ และรนุ แรงมาก
3.2.6 เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการพัฒนาสงั คม
เทคโนโลยีสารสนเทศจัดว่ามบี ทบาทสำคัญอย่างยงิ่ ตอ่ การพัฒนาประเทศของทกุ ประเทศก็วา่ ได้ ไม่ว่า
จะเป็น ประเทศทพ่ี ัฒนาแล้ว หรือประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะแม้ว่าเทคโนโลยนี ้ีจะยังไม่มีบทบาทโดดเด่นใน
การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและการค้าในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่ก็มี
ความสำคญั อย่างยิง่ ยวดในด้านการพัฒนาสังคมและคุณภาพชวี ิตของประชาชน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในด้านการ
จัดให้บริการสังคมพ้ืนฐาน (การศึกษาและ การสาธารณสุข ฯลฯ) ในการบริหารประเทศ และในการใช้
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสทิ ธิภาพและย่ังยืน
ในปจั จุบนั อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นอุตสาหกรรมผลิตท่ีมีขนาดใหญ่ท่ีสุดในโลก
มีการประมาณการว่าตลาดโลกสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ท้ังฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ โทรคมนาคม และ
ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอ่ืน ๆ จะมีขนาด 1,600 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 1994 ด้วยอัตราการเติบโตเฉล่ียถึง
รอ้ ยละ 20 ตอ่ ปี
แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกท่ีได้ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจจากการเป็นผู้ผลิต
ดังกล่าว แตด่ ้วยศกั ยภาพของเทคโนโลยดี งั ทีก่ ลา่ วมา นานาประเทศ ตา่ งสามารถรบั ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
จากการเปน็ ผูใ้ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศทั้งส้ิน
ฉะน้ัน การลงทุนในด้านเทคโนโลยีดังกล่าว จึงย่อมส่งผลท้ังทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจของ
นานาประเทศ จากผลการศึกษาใน 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซ่ึงมีท้ังประเทศท่ีถือว่าพัฒนาแล้ว
พฒั นาใหม่ และกำลังพัฒนา
ในช่วงทศวรรษท่ีแล้ว หลายประเทศมีความวิตกว่าเทคโนโลยีนี้จะลดการว่าจ้างงาน และทำให้เกิด
ปญั หาการตกงานอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ
ของการใช้เทคโนโลยีนี้ในการสร้างขดี ความสามารถในการแข่งขันและในการสรา้ งกิจกรรมใหม่ ๆ จนกล่าวได้
ว่าในทางสังคมแล้ว เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพ่ิมการจ้างแรงงานโดยรวมมากกว่าจะลดตามที่เข้าใจกัน ปัจจุบัน
77
ประเทศกำลังพฒั นาต่างเร่ิมตระหนกั ถึง บทบาทของเทคโนโลยีนตี้ ่อการพัฒนาสงั คมตามประเทศที่พฒั นาแล้ว
และเลง็ เหน็ ว่ามันสามารถจะก่อเกิดประโยชน์ต่าง ๆ นานา เป็นตน้ ว่า ดงั นี้
• ทำให้การบริการที่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐให้แก่ประชาชนมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้น และ
ตน้ ทนุ ตำ่ ลง
• ลดต้นทุนการบริการสาธารณสุขขณะที่เพ่ิมปริมาณและคุณภาพของบริการสู่ประชาชนที่ยังไม่ได้รับ
บริการอย่างทว่ั ถงึ
• สร้างโอกาสใหป้ ระชาชนทุกหมเู่ หลา่ และทกุ วัยได้รบั การศกึ ษาและฝึกอบรมอยา่ งกวา้ งขวาง ฯลฯ
เป็นท่ีประจักษ์ว่าการใช้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถจะเพ่ิมผลิตภาพ (productivity) ในด้านต่าง ๆ
แม้วา่ หากมองเฉพาะในขอบเขตของงานน้ันๆ ระบบคอมพวิ เตอร์ อาจจะลดปริมาณการว่าจ้างงานเปรยี บเทยี บ
กับเมื่อไม่ใช้เทคโนโลยี แต่หากมองโดยรวมแล้ว การท่ีเทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนสำคัญ ช่วยให้เกิดการ
เจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจในอัตราสูง ย่อมส่งผลให้เกิดการสร้างงานท่ีเพิ่มตามมา ข้อมูลในประเทศสหรัฐฯ
ตลอดกวา่ ศตวรรษที่ผ่านมา พบว่าการจา้ งงานมไิ ดล้ ดลงจากการใช้เทคโนโลยี เร่ิมต้นจากเครอื่ งจักรไอน้ำจวบ
จนเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน แต่กลับเพ่ิมถึง 10 เท่าตัว จาก 12 ล้านคนในปี
1870 เปน็ 116 ล้านในปี 1985 คิดเป็นอัตราสว่ นจากร้อยละ 31 เปน็ ร้อยละ 48 ของประชากรทงั้ หมด อีกท้ัง
บริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ท่ีกำลังเกิดขึ้นหรือจะเกิดในอนาคตสืบเน่ืองจากเทคโนโลยีน้ีก็ยังจะนำไปสู่การ
สร้างงานใหม่ ๆ ตามมามากมายอกี ด้วย เป็นต้นวา่ ผู้เช่ียวชาญไดค้ าดการณ์วา่ บริการโทรคมนาคมไร้สายต่างๆ
ทกี่ ำลังเตบิ โตอยา่ งรวดเร็วในประเทศสหรฐั ฯ จะสามารถสร้างงานเพิ่มขนึ้ ถึง 3 แสนคน ภายในระยะ 10-15 ปี
ขา้ งหนา้
เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะเลือกใช้มัน
อยา่ งไร ในโลกปัจจุบันแรงผลักดนั ทางเศรษฐกิจมกั จะมบี ทบาทสูง ในการกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีเปน็ ท่ี
ทราบกนั ดีว่าเทคโนโลยีการสือ่ สารท้ังในอดีตและปัจจุบนั ได้เปลย่ี นโฉมไปอย่างมาก ในอนาคตธุรกจิ บันเทิงจะ
เปน็ ธรุ กิจอีกประเภทหนึ่งทีจ่ ะทำเงินให้แก่ผู้ประกอบการทางดา้ นการส่ือสารโทรคมนาคม เนอ่ื งจากเป็นธรุ กิจ
ที่มีอิทธิพลอย่างสูงกับแนวความคิด ความอ่านของผู้คนในสังคม เพราะเป็นวิถีทางหน่ึงท่ีผู้ร่วมบันเทิงได้รับ
อิทธพิ ลทางความคิดจากผู้อ่ืนท่ีรว่ มอยู่ในวงบันเทงิ และยอมรบั สถานภาพว่าตนก็เป็นสว่ นหน่ึงของสงั คมนั้นๆ
การถ่ายทอดแนวความคดิ ระหวา่ งบุคคลในสงั คมน้นั กเ็ ปน็ สง่ิ ที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมนนั่ เอง
แตก่ ารเปล่ียนแปลงเทคโนโลยีในระยะต่อไปจะเปดิ โอกาสให้มีการส่อื ข่าวสารจากจดุ ต่าง ๆ ได้เพมิ่ ขึ้น
จากเดิมมากดังท่ีไดก้ ล่าวมาแล้ว เพราะฉะน้ันจึงเปน็ ท่คี าดกนั ไวว้ า่ จะมีผลกระทบตอ่ วัฒนธรรมอกี ครั้งหนงึ่ เรา
อาจจะได้ความหลากหลายกลับคืนมา แต่ความหลากหลายน้ีคงจะมีลักษณะแตกต่างจากท่ีเคยมีอยู่เดิมอย่าง
แน่นอน
78
ภาพที่ 3.7 เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาดา้ นดา้ นสังคม
ท่ีมา : https://sites.google.com/site/jeethitapa/thekhnoloyi
3.2.7 สรุป
ในปัจจุบนั ประเทศไทยได้ตระหนักถงึ ศักยภาพอนั มหาศาลของเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังจะเห็นได้วา่ มี
การพัฒนาเครือข่ายและบริการโทรคมนาคมอย่างจริงจัง ซ่ึงเปรียบเสมือนทางหลวงสำหรับการขนถ่าย
แลกเปลย่ี นสารสนเทศ อันเป็นโครงสรา้ งพื้นฐานทีจ่ ะขาดแคลนหรอื ลา้ สมัยมิได้ โครงการหลาย ๆ โครงการทมี่ ี
มลู ค่ารวมกัน เป็นแสนๆ ลา้ นบาท จงึ ได้รับการผลกั ดันใหเ้ กิดขึน้ ในทส่ี ุด อาทิ โครงการขยายเครือข่ายโทรศัพท์
3 ลา้ นเลขหมาย โครงการดาวเทียมสื่อสารไทยคม ดวงที่ 1 และ 2 โครงการเครือข่ายบริการร่วมระบบดิจิตอล
(ISDN) โครงการเสน้ ใยแกว้ นำแสงตามทางรถไฟทั่วประเทศ โครงการเส้นใยแก้วนำแสงใต้นำ้ หลายโครงการ ท่ี
จะเชอ่ื มโยงประเทศไทยกบั ประเทศอาเซียน เช่ือมโยงกับฮ่องกงผ่านเวยี ดนาม และเชื่อมโยงกบั ประเทศยุโรป
ผ่านประเทศตะวนั ออกกลาง เป็นต้น รวมถงึ การเปิดโอกาส ให้ภาคเอกชนมีส่วนในการพัฒนาในบางโครงการ
ดังกล่าว และการใหส้ ัมปทานแก่เอกชนในการใหบ้ ริการมูลคา่ เพ่ิม (value-added services) อาทิ บริการวิทยุ
ติดตามตัว บริการโทรศัพท์มือถือ (cellular telephones) บริการเครือข่ายข้อมูลคอมพิวเตอร์ (data
communications) และบริการ Cable-TV ฯลฯ อีกทั้งกระทรวงคมนาคมยังมีแผนที่จะขยายเครือข่าย
โทรศัพท์อีก 6 ลา้ นเลขหมาย รวมถึงการติดตงั้ โทรศัพท์สาธารณะให้ครบทัว่ ทุกหมูบ่ า้ นภายในชว่ งแผนพฒั นาฯ
ฉบับที่ 8 อีกดว้ ย
แม้ว่าประเทศไทยมีเจตนารมณ์และความมุ่งม่ันที่จะพัฒนาในด้านน้ีอย่างชัดเจน อย่างน้อยในด้าน
โครงสร้างพื้นฐาน และบริการโทรคมนาคม หากแต่ผลประโยชน์ท่ีตามมา จะมากน้อยเพียงไร และการก้าวสู่
สังคมสารสนเทศจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร ยังเป็นส่ิงท่ีไม่ค่อยชัดเจนนักในปัจจุบัน ดังตัวอย่างท่ีว่าใน
ปจั จุบันเพียงไม่ถึง 2,000 ตำบล จากท้ังส้ิน 5,300 กว่าตำบลเท่าน้ันท่ีมีโทรศัพท์สาธารณะใช้ ที่เหลืออีกกว่า
3,000 ตำบล และอีกกวา่ 50,000 หมูบ่ ้าน จะต้องทยอยรอกันถงึ ปี พ.ศ. 2544 เปน็ อย่างเร็ว จึงจะมีโทรศัพท์
ประจำหมู่บ้านใช้อย่างถ้วนหน้า หากเปรียบเทียบเกาหลีใต้แล้ว กว่า 24,000 หมู่บ้านท่ัวประเทศที่มีผู้อาศัย
กวา่ 10 ครวั เรอื น ตา่ งมโี ทรศัพทใ์ ช้แลว้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เปน็ ต้นมา
เน่ืองจากในปัจจุบันมีความขาดแคลนอย่างมากทางเครอื ข่ายโทรคมนาคมขนั้ พน้ื ฐาน (เชน่ โทรศัพท์)
ใน นานาประเทศท่ัวโลก ดังเช่นในประเทศไทยที่มีผู้ย่ืนขอคู่สาย โทรศัพท์เกือบ 2 ลา้ นเลขหมายในนครหลวง
และหัวเมืองใหญ่ ๆ ขณะที่โทรศัพท์สาธารณะชมุ ชนยงั ครอบคลุมไดเ้ พยี งเสยี้ วหนง่ึ ของพนื้ ท่ีทั่วประเทศเทา่ นั้น
ดังนั้น แนวความคิดท่ีว่าบริการโทรคมนาคมเปิดเสรีมิได้ แต่เป็นกิจกรรมท่ีจำเป็นต้องให้สิทธิผูกขาดตาม
ธรรมชาติ (natural monopoly) เช่นเดียวกับสาธารณูปโภคอ่ืน ๆ อาทิ ไฟฟ้า และประปา เพ่ือท่ีผู้ให้บริการ
จะสามารถสนองความต้องการของประชาชนผู้ใช้ ไดอ้ ยา่ งเท่าเทียมท่ัวถึงและเป็นธรรม (universal services)
จึงน่าจะเปน็ ความคดิ ที่ไมค่ อ่ ยถูกต้อง
79
กระแสการปฏิรูปไมว่ ่าจะเป็นการแปรสถานภาพของรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมไปสู่บริษัทมหาชน การ
เปิด ตลาดเสรี ในบริการโทรคมนาคมบางชนิด จนถึงการเปิดเสรีเต็มที่ (market liberalization) ท่ีรวมท้ัง
บริการและเครือข่ายทุกชนิด ได้เร่ิมมีการยอมรับและนำไปปฏิบั ติมากขึ้นในหลายประเทศ อาทิเช่น
อารเ์ จนตนิ า เมก็ ซิโก เวเนซุเอลา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซแี ลนด์ ญ่ีปุน่ และมาเลเซีย ฯลฯ กรณีของ
ประเทศเล็กมากอย่างนิวซีแลนด์ที่มีความสำเร็จสูงในการเปิดตลาดเสรีอยา่ งเต็มรูปแบบที่สุด เป็นกรณีศึกษา
อย่างดี
ประเทศไทยมีแนวความคิดแก้ไขปัญหาบางส่วนด้วยรูปแบบของ BTO (build-transfer-operate)
โดยการให้สัมปทานติดต้ังโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมายแก่บริษัทเอกชน 2 ราย แต่นั่นเป็นเพียงมาตรการ
แก้ปัญหาการขาดแคลนเฉพาะหน้าเท่าน้ัน ยังไม่ได้มีการปรับโครงสร้างของธุรกิจโทรคมนาคมอย่างแท้จริง
แม้วา่ เอกชนจะได้รับ สมั ปทานไปกจ็ ริง แตต่ ามกฎหมายแล้วรัฐบาลกย็ ังมีอำนาจผูกขาดในธุรกจิ น้ีอยู่
ประเด็นนโยบายที่ค้างคารอการตัดสินใจของรัฐท่ีจะยื่นมือเข้ามาจัดการในอนาคต จึงยังมีมากมาย
หลายประการ โดยเฉพาะในเรอ่ื งแนวทางการเปิดตลาดเสรี ของบริการโทรคมนาคม การแปรรูปรัฐวิสาหกจิ ที่
เก่ียวข้อง ตั้งแต่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย จนถึงองค์การสื่อสารมวลชน
แห่งประเทศไทย การแยกอำนาจหน้าที่การควบคุมและกำกับ (regulation) ออกจากหน้าท่ีการให้บริการ
(operation) อำนาจหน้าท่ีการบรหิ ารความถี่วทิ ยุ และท้ายสุด การแก้ไขกฎหมายท่ีเก่ียวข้องให้สอดคล้องกับ
นโยบายดงั กล่าวข้างต้น เพือ่ ใหป้ ระเทศรกั ษาสถานภาพเปน็ ส่วนสำคญั ส่วนหนึ่งในสังคมโลก เป็นประเทศเปิด
ท่ีสามารถ จะแข่งขันกับประเทศอนื่ ได้ เป็นศูนยก์ ลางในหลาย ๆ ด้านตามเจตนารมณ์ของแผนพัฒนาประเทศ
และหากประชาชนต้องการสังคมเปิดที่สามารถจะรับรู้ข่าวสารอย่างท่ัวหน้าแล้ว เราคงจะปฏิเสธ
ทางเลือก ใหม่ที่จะเป็นสงั คมสารสนเทศมิได้ เพยี งแต่ว่าเราจะเลือกเดนิ ไปใน อนาคตอย่างไร เร็วหรือช้า ด้วย
ราคาที่เทียบกับผลประโยชน์แบบไหน และท้ายสุด สังคมพร้อมท่ีจะยอมรับในการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ การ
ตอบคำถามเหลา่ น้ี จงึ ขนึ้ กบั โจทย์ท่ีว่า “คุณภาพชวี ิตจะดีข้นึ หรอื ไมใ่ นสงั คมสารสนเทศ” อย่างหลกี เล่ียงไมไ่ ด้
3.3 สื่อสำหรบั การเรยี นรู้
ความหมายของสอื่ การเรยี นรู้
คำว่า "สื่อ" (Media) เป็นคำท่ีมาจากภาษาละตินว่า "medium" แปลว่า "ระหว่าง" หมายถึง ส่ิงใดก็
ตามที่บรรจุข้อมูลเพ่ือให้ผู้ส่งและผู้รับสามารถสื่อสารกันได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เม่ือมีการนำสื่อมาใช้ใน
กระบวนการเรียน การสอนก็เรยี กส่ือนั้นว่า "ส่ือการเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถึง สอื่ ชนิดใด
ก็ตามท่ีบรรจุเนื้อหา หรือสาระการเรียนรู้ซ่ึงผู้สอนและผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้เนื้อหา หรือ
สาระนน้ั ๆ
การเรียนการสอนในภาพลกั ษณ์เดมิ ๆ มักจะเป็นการถ่ายทอดสาระความร้จู ากผู้สอนไปยังผูเ้ รียน โดย
ใช้ส่ือ การเรียนการสอนเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณ์ให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ ปัจจุบันเป็นท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปแล้วว่าการเรียนรู้ไม่ได้จำกัด อยู่ เฉพาะในห้องเรียน หรือใน
โรงเรียน ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากสื่อต่าง ๆ อย่างหลากหลาย สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาและทุก
สถานท่ี สื่อที่นำมาใช้เพ่ือการเรียนรูต้ ามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงเรียกว่า "สือ่ การเรียนรู้" ซึง่ หมายถึง
ทุกสิ่ง ทุกอย่างท่ีมีอยู่รอบตัวไม่ว่าจะเป็นวัสดุ ของจริง บุคคล สถานที่ เหตกุ ารณ์ หรือความคิดก็ตาม ถือเป็น
สือ่ การเรียนร้ทู ้ังสน้ิ ขน้ึ อย่กู บั ว่าเราเรยี นรู้จากสิ่งน้นั ๆ หรือนำสงิ่ น้ัน ๆ ขา้ มาสู่การเรยี นรู้ของเราหรอื ไม่
80
3.4 การจำแนกประเภทของสอื่ การเรียนรู้
ส่อื การเรยี นรู้สามารถจำแนกออกตามลกั ษณะไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คือ
1. ส่ือส่ิงพิมพ์ หมายถึง หนังสือและเอกสารส่ิงพิมพ์ต่าง ๆ ที่แสดงหรือเรยี บเรียงสาระความรตู้ ่าง ๆ
โดยใช้ตัว หนังสือที่เป็นตัวเขียนหรือตัวพิมพ์เป็นสื่อในการแสดงความหมาย ส่ือสิ่งพิมพ์มีหลายชนิด ได้แก่
เอกสาร หนังสอื เรียน หนังสอื พมิ พ์ นิตยสาร วารสาร บันทึก รายงาน ฯลฯ
2. สื่อเทคโนโลยี หมายถึง ส่ือการเรียนรู้ทผ่ี ลิตข้ึนใช้ควบคกู่ ับเคร่ืองมือโสตทศั นวัสดุ หรือเครื่องมือท่ี
เป็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น แถบบันทึกภาพพร้อมเสียง (วิดีทัศน์) แถบบันทึกเสียง ภาพน่ิง ส่ือคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน นอกจากน้ีส่ือเทคโนโลยี ยังหมายรวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการนำเทคโนโลยีมา
ประยุกต์ใช้ใน กระบวนการเรียนรู้ เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตเพ่ือการเรียนรู้ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
เปน็ ตน้
3. สื่ออ่ืน ๆ นอกเหนอื จากสื่อ 2 ประเภทที่กล่าวไปแล้ว ยังมีส่ืออื่น ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรขู้ องผู้เรียน
ซึง่ มี ความสำคัญไม่ย่ิงหยอ่ นไปกว่าสอื่ สิง่ พมิ พ์และสือ่ เทคโนโลยี สอ่ื ทีก่ ลา่ วน้ี ได้แก่
3.1 บุคคล หมายถงึ บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ซ่ึงสามารถ
ถ่ายทอด สาระความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ไปสู่บุคคลอื่น เช่น บุคลากรในท้องถิ่น แพทย์ ตำรวจ นัก
ธรุ กิจ เป็นตน้
3.2 ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง ส่ิงมีอยู่ตามธรรมชาตแิ ละสภาพแวดลอ้ มตัวผู้เรียน เช่น
พชื ผกั ผลไม้ ปรากฏการณ์ ห้องปฏบิ ัตกิ าร เป็นต้น
3.3 กิจกรรม / กระบวนการ หมายถึง กิจกรรม หรอื กระบวนการที่ผู้สอนและผู้เรียนกำหนดขึ้น
เพื่อสร้างเสริม ประสบการณ์การเรียนรู้ ใช้ในการฝึกทักษะซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การปฏิบัติ การเผชิญ
สถานการณ์และ การประยุกต์ความรู้ของผู้เรียน เช่น บทบาทสมมติ การสาธิต การจัดนิทรรศการ การทำ
โครงงาน เกม เพลง เปน็ ต้น
3.4 วัสดุ เครื่องมือและอุปกรณ์ หมายถึง วัสดุท่ีประดิษฐ์ขึ้นใช้เพ่ือประกอบการเรียนรู้ เช่น
หุ่นจำลอง แผนภูมิ แผนท่ี ตาราง สถิติ รวมถึงสื่อประเภทเคร่ืองมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการ
ปฏิบัติงานต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ เคร่ืองมอื ชา่ ง เปน็ ตน้
3.5 หลักการและแนวคดิ ของสอื่ การเรยี นร้ตู ามหลักสตู ร
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานและหลักสูตรสถานศึกษา มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียน
เรียนรู้ ด้วยตนเอง เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวติ และใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ รวมท้ังมีความยดื หยุ่น สนอง
ความ ต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทุกประเภท รวมทั้งเครือข่าย
การเรยี นรู้ ตา่ ง ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ชุมชนและแหล่งอื่น ๆ สื่อทจ่ี ะนำมาใช้เพือ่ จดั การเรยี นรู้ตามหลักสูตรจะมี
ลกั ษณะ ดงั นี้
1. เนน้ ส่ือเพอ่ื การคน้ ควา้ หาความรูด้ ้วยตนเองท้ังของผเู้ รียนและผู้สอน
2. ผู้เรยี นและผู้สอนสามารถจัดทำหรือพัฒนาสื่อการเรยี นรู้ข้นึ เอง รวมท้ังนำสื่อท่ีมีอยู่รอบตวั มาใชใ้ น
การเรยี นรู้
3. รูปแบบของส่ือการเรียนรู้ควรมีความหลากหลาย เพ่ือส่งเสริมให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณค่า
กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนรู้จกั วธิ กี ารแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนร้อู ย่างกวา้ งขวางและต่อเนอื่ งตลอดเวลา
81
3.6 สือ่ กับผูเ้ รียน
1. เป็นส่ิงท่ีช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเน้ือหา
บทเรียน ที่ยุง่ ยากซับซ้อนได้ง่ายขึ้นในระยะเวลาอันสน้ั และสามารถช่วยให้เกิดความคดิ รวบยอดในเรอื่ งน้ันได้
อยา่ งถกู ต้อง และรวดเรว็
2. ส่ือจะช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ทำให้เกิดความสนุกและไม่รู้สกึ เบ่ือหน่ายการ
เรยี น
3. การใชส้ ือ่ จะทำให้ผเู้ รียนมีความเข้าใจตรงกนั และเกดิ ประสบการณร์ ว่ มกันในวิชาท่ีเรียน
4. ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้นทำให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดี ใน
ระหวา่ งผู้เรยี นด้วยกนั เอง และกับผู้สอนด้วย
5. ช่วยสร้างเสริมลักษณะที่ดีในการศึกษาค้นควา้ หาความรชู้ ่วยให้ผู้เรียนเกิดความคดิ สร้างสรรค์ จาก
การใช้ส่อื เหล่านน้ั
6. ชว่ ยแกป้ ัญหาเรอ่ื งของความแตกต่างระหวา่ งบุคคลโดยการจัดให้มีการใช้ส่ือในการศึกษารายบคุ คล
3.7 สือ่ กบั ผสู้ อน
1. การใช้ส่ือวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการเรียนการสอน เป็นการช่วยให้บรรยากาศในการสอน
น่าสนใจย่ิงขึ้น ทำใหผ้ สู้ อนมคี วามสนุกสนานในการสอนมากกว่าวธิ ีการท่ีเคยใช้การบรรยายแต่เพียงอยา่ งเดียว
และเปน็ การสรา้ ง ความเช่อื ม่ันในตัวเองให้เพิ่มขนึ้ ด้วย
2. ส่ือจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมเน้ือหาเพราะบางคร้ังอาจให้ผู้เรียนศึกษา
เน้อื หาจากสอ่ื ได้เอง
3. เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนต่ืนตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอน
ตลอดจนคิดคน้ เทคนคิ วิธกี ารตา่ ง ๆ เพอ่ื ใหก้ ารเรียนรนู้ า่ สนใจยงิ่ ขน้ึ
3.8 หลกั การออกแบบสือ่ เพ่อื การเรยี นรู้
ปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy – KBE) งานต่างๆ
จำเป็นตอ้ งใชค้ วามรู้มาสรา้ งผลผลติ ใหเ้ กิดมลู ค่าเพิ่มมากย่ิงข้ึน การจัดการความรู้เป็นคำกว้างๆ ที่มคี วามหมาย
ครอบคลุมถึง เทคนิค กลไกตา่ งๆ มากมาย เพื่อสนับสนุนใหก้ ารทำงานในองคก์ ร มีประสิทธิภาพย่ิงขึน้ ในการ
รวบรวมความรูท้ ่ีกระจัดกระจายอย่ทู ตี่ า่ งๆ มารวมไวท้ ่ีเดียวกัน ซ่ึงช่องทางบนเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตนับเปน็ อีก
ช่องทางหน่ึงท่ีสามารถตอบสนองในการเป็นเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปัน นำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ที่
ยั่งยนื
ก่อนการออกแบบสื่อเพื่อการเรียนรใู้ นแต่ละประเภท ผู้ออกแบบจะตอ้ งคำนงึ ถึงองค์ประกอบ เพอ่ื ให้
ไดส้ ่ือการเรียนรทู้ ่เี หมาะสมตอ่ กระบวนการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง
หลักการออกแบบส่ือเพื่อการเรยี นรปู้ ระกอบด้วย 9 ขนั้ ตอน ดังนี้
ขน้ั ตอนท่ี 1 เรา้ ความสนใจ (Gain Attention)
ขัน้ ตอนที่ 2 บอกวตั ถปุ ระสงค์ (Specify Objectives)
ขนั้ ตอนที่ 3 ทวนความรูเ้ ดมิ (Activate Prior Knowledge)
ขั้นตอนที่ 4 การเสนอเนือ้ หา (Present New Information)
ขั้นตอนที่ 5 ชแ้ี นวทางการเรยี นรู้ (Guide Learning)
ขน้ั ตอนท่ี 6 กระต้นุ การตอบสนอง (Elicit Responses)
ขนั้ ตอนท่ี 7 ให้ขอ้ มูลย้อนกลบั (Provide Feedback)
ขน้ั ตอนท่ี 8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
82
ขัน้ ตอนที่ 9 การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
1. เรา้ ความสนใจ (Gain Attention)
สื่อการเรียนรู้ ตอ้ งมีลักษณะท่เี รา้ ความสนใจและดึงดูดความสนใจของผเู้ รียน เพื่อเป็นการกระตุน้ และ
เกิดแรงจงู ใจให้ผเู้ รยี นมคี วามตอ้ งการท่ีจะเรยี น ส่งิ ทต่ี อ้ งพิจารณาเพ่ือเร้าความสนใจของผ้เู รยี น มีดงั นี้
1. ใช้กราฟกิ เกยี่ วขอ้ งกบั สว่ นเน้ือหา ควรมีขนาดใหญ่ ชัดเจน ไมซ่ ับซ้อน
2. ใช้ภาพเคลือ่ นไหว (Animation) หรอื เทคนคิ อ่ืนๆ เพ่ือแสดงการเคล่ือนไหวท่คี วรสนั้ และง่าย
3. ควรใชส้ ีเข้าชว่ ยโดยเฉพาะสเี ขยี ว นำ้ เงนิ หรอื สเี ขม้ อนื่ ๆ ที่ตัดกับพน้ื ชดั เจน
4. ใชเ้ สียงให้สอดคลอ้ งกับกราฟกิ
5. กราฟกิ ควรจะใชเ้ ทคนิคทแี่ สดงผลได้อย่างรวดเรว็
6. กราฟิกท่ใี ช้ต้องเก่ยี วข้องกบั เนื้อหาและเหมาะสมกบั วัยของผูเ้ รยี น
2. บอกวตั ถปุ ระสงค์ (Specify Objectives)
การบอกวตั ถปุ ระสงค์แก่ผ้เู รียน เพ่ือเปน็ การใหผ้ เู้ รียนได้ทราบถงึ เป้าหมายในการเรยี นหรือสิ่งที่ผเู้ รยี น
สามารถทำไดห้ ลังจากทเี่ รยี นจบบทเรยี น สงิ่ ที่ต้องพจิ ารณาในการบอกวัตถปุ ระสงค์ มดี ังน้ี
1. ใชค้ ำสน้ั ๆ และเข้าใจไดง้ ่าย
2. หลีกเลย่ี งคำท่ยี ังไมเ่ ป็นท่ีรู้จักและเป็นท่ีเข้าใจ โดยทวั่ ไป
3. ไมค่ วรกำหนดวตั ถุประสงค์หลายขอ้ เกินไปในเนือ้ หาแต่ละสว่ น
4. ผู้เรยี นควรมีโอกาสที่จะทราบวา่ หลงั จบบทเรยี นเขาสามารถนำไปใชท้ ำอะไรไดบ้ ้าง
5. หากบทเรียนน้ันยังมีบทเรยี นย่อย ๆ ควรบอกจุดประสงค์กว้าง ๆ และบอกจดุ ประสงค์เฉพาะส่วน
ของบทเรยี นยอ่ ย
3. ทวนความรเู้ ดิม (Activate Prior Knowledge)
ลักษณะของการทวนความรู้เดิมของผเู้ รียน เป็นการทบทวนหรอื การเช่ือมโยงระหว่างความรู้เดิม เพื่อ
เชอ่ื มกับความร้ใู หม่ สง่ิ ท่ีจะตอ้ งพจิ ารณาในการทบทวนความรู้เดิม มีดังนี้
1. ไมค่ วรคาดเดาเอาว่าผู้เรยี นมีความรู้พื้นฐานก่อนแล้วจึงมาศึกษาเนอื้ หาใหม่ ควรมีการทดสอบหรือ
ให้ความรเู้ พ่อื เป็นการทบทวนให้พร้อมท่ีจะรับความรใู้ หม่
2. การทดสอบหรือทบทวนควรใหก้ ระชบั และตรงตามวตั ถุประสงค์
3. ควรเปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นออกจากแบบทดสอบหรอื เน้อื หาใหมเ่ พื่อไปทบทวนไดต้ ลอดเวลา
4. หากไม่มีการทดสอบ ควรมกี ารกระตุน้ ใหผ้ เู้ รยี นกลบั ไปทบทวนหรือศึกษาในสง่ิ ที่เกี่ยวข้อง
4. การเสนอเน้ือหา (Present New Information)
การเสนอเนื้อหาใหม่เป็นการนำเสนอเน้ือหาโดยใช้ตัวกระตุ้นท่ีเหมาะสม เป็นส่ิงสำคัญสำหรับการ
เรียนการสอนเพ่ือให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งิ ท่ีจะต้องพิจารณาในการนำเสนอเนื้อหาใหม่ มี
ดงั นี้
1. ใชภ้ าพน่ิงประกอบการเสนอเนื้อหา โดยเฉพาะส่วนเนอื้ หาท่ีสำคัญ
2. พยายามใช้ภาพเคลือ่ นไหวในเนื้อหาท่ียาก และทมี่ ีการเปลี่ยนแปลงตามลำดบั ใชแ้ ผนภมู ิ แผนภาพ
แผนสถิติ สญั ลกั ษณห์ รือภาพเปรยี บเทียบประกอบเนื้อหา
3. ในเน้ือหาที่ยากและซับซ้อนให้เน้นข้อความเป็นสำคัญ ซ่ึงอาจเป็นการตีกรอบ ขีดเส้นใต้ การ
กระพริบ การทำสใี ห้เดน่
83
5. ชแ้ี นวทางการเรยี นรู้ (Guide Learning)
การชี้แนวทางการเรยี นรู้ เป็นการใช้ในช้ันเรียนตามปกติ ซ่งึ ผูส้ อนจะยกตัวอย่างหรือตั้งคำถามชแี้ นะ
แบบกว้าง ๆ ให้แคบลง เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์เพื่อค้นหาคำตอบ สิ่งท่ีจะต้องพิจารณาในการชี้แนวทางการ
เรียนรู้ มดี ังนี้
1. แสดงให้ผู้เรียนได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเน้ือหาและช่วยให้เห็นสิ่งย่อยน้ันมีความสัมพันธ์กับส่ิง
ใหม่อยา่ งไร
2. แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสมั พันธข์ องสงิ่ ใหม่กับสิง่ ที่ผู้เรียนมคี วามรู้หรอื ประสบการณ์มาแลว้
3. พยายามให้ตวั อย่างท่ีแตกตา่ งกันออกไป เพอ่ื ชว่ ยอธิบายความคิดใหมใ่ ห้ชัดเจนข้นึ
6. กระตนุ้ การตอบสนอง (Elicit Responses)
การกระตุ้นใหเ้ กิดการตอบสนองจากผู้เรียน เม่ือผู้เรียนได้รับการชี้แนวทางการเรียนรู้แล้ว ต้องมีการ
กระตุ้นให้เกดิ การตอบสนองโดยกจิ กรรมต่าง ๆ ส่ิงทตี่ อ้ งพิจารณาในการกระตุน้ การตอบสนอง มดี งั น้ี
1. พยายามใหผ้ ู้เรยี นได้ตอบสนองดว้ ยวิธีใดวิธหี น่งึ ตลอดการเรยี น
2. ควรให้ผเู้ รยี นได้มีโอกาสพมิ พค์ ำตอบหรือขอ้ ความเพ่ือเรา้ ความสนใจ แต่ก็ไม่ควรจะยาวเกนิ ไป
3. ถามคำถามเปน็ ชว่ ง ๆ ตามความเหมาะสมของเน้ือหา เพอื่ เรา้ ความคดิ และจินตนาการของผู้เรยี น
7. ให้ขอ้ มลู ยอ้ นกลับ (Provide Feedback)
หลังจากท่ีผู้เรียนได้รับการทดสอบความเข้าใจของตนในเนื้อหารวมทั้งการกระตุ้นการตอบสนองแล้ว
จำเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องให้ข้อมูลย้อนกลับหรือการให้ผลกลับไปยังผู้เรียนเกี่ยวกับความถูกต้อง การให้ผล
ย้อนกลับถือเป็นการเสริมแรงอย่างหน่ึง การให้ข้อมูลย้อนกลับสามารถแบ่งข้ันตอนได้เป็น 4 ประเภทตาม
ลักษณะทีป่ รากฏได้ดงั น้ี
1. แบบไม่เคลื่อนไหว หมายถึง การเสริมแรงด้วยการแสดงคำ หรอื ข้อความ บอกความ ถูก หรือผิด
และรวมถึงการเฉลย
2. แบบเคลื่อนไหว หมายถึงการเสริมแรงด้วยการแสดงกราฟิก เช่น ภาพหน้าย้ิม หน้าเสียใจ หรอื มี
ขอ้ ความประกอบให้ชดั เจน
3. แบบโต้ตอบ หมายถึง การเสริมแรงด้วยการให้ผู้เรียนได้มีกิจกรรมเชิงโต้ตอบกับบทเรียน เป็น
กิจกรรมท่จี ดั เสรมิ หรือเพื่อเกดิ การกระตุ้นแกผ่ ้เู รยี น เชน่ เกมส์
4. แบบทำเครอื่ งหมาย หมายถงึ การทำเครื่องหมายบนคำตอบของผเู้ รยี นเมอ่ื มกี ารตอบคำถาม ซงึ่ อยู่
ในรปู ของวงกลม ขีดเสน้ ใต้ หรือใชส้ ีทแี่ ตกตา่ ง
สิ่งท่ีตอ้ งพิจารณาในการให้ข้อมูลยอ้ นกลบั มีดงั น้ี
1) ใหม้ ีการแสดงยอ้ นกลบั ทันทีหลังจากผู้เรยี นโต้ตอบ
2) ถา้ ใช้ภาพย้อนกลับ ควรเป็นภาพทีง่ ่าย เกย่ี วขอ้ งกับเน้ือหา
3) บอกใหผ้ ้เู รียนทราบวา่ ถกู หรือผดิ โดยแสดงในเฟรมเดียวกนั
8. ทดสอบความรู้ (Access Performance)
การทดสอบความรู้หลังเรียน เพ่ือเป็นการประเมินผลว่าผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย
หรือไมอ่ ย่างไร สิง่ ทีต่ อ้ งพจิ ารณาในการออกแบบทดสอบหลงั บทเรียน มีดงั น้ี
1. ต้องแน่ใจว่าส่ิงทตี่ ้องการวดั นนั้ ตรงกับวตั ถุประสงค์
2. ขอ้ ทดสอบ คำตอบและ Feedback อยู่ในเฟรมเดยี วกัน
3. หลีกเลี่ยงการใหพ้ มิ พ์คำตอบทยี่ าวเกนิ ไป
4. ให้ผูเ้ รียนตอบครั้งเดยี วในแตล่ ะคำถาม
84
5. อธบิ ายให้ผู้เรยี นทราบวา่ ควรจะตอบด้วยวิธีใด
6. ควรมรี ปู ภาพประกอบดว้ ย นอกจากข้อความ
7. คำนงึ ถงึ ความแม่นยำและความน่าเช่ือถือของแบบทดสอบดว้ ย
9. การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
สิ่งสุดท้ายสำหรับการสอน การจำและนำไปใช้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีความคงทนในการจำ
ข้อมลู ความรู้ ต้องทำให้ผู้เรียนตระหนักว่าข้อมลู ความรู้ใหม่ที่ไดเ้ รยี นรไู้ ปนนั้ มคี วามสัมพนั ธ์กับความรู้เดิม หรือ
ประสบการณ์เดิม โดยการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ เพื่อการเช่ือมโยงข้อมูล
ความรู้เดิมกบั ความรู้ใหม่ รวมทัง้ การนำไปใชก้ ับสถานการณ์ สงิ่ ทค่ี วรพิจารณาในการจำและนำไปใช้ มีดังน้ี
1. ทบทวนแนวคิดทีส่ ำคญั และเนอื้ หาทเี่ ป็นการสรุป
2. สรุปให้ผู้เรียนได้ทราบว่าความรู้ใหม่มีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมหรือประสบการณ์ท่ีผ่านมา
อยา่ งไร
3. เสนอแนะเนอ้ื หาทเ่ี ป็นความร้ใู หม่ซึง่ จะนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
ภาพท่ี 3.7 การออกแบบระบบการเรียนการสอน
ท่มี า : https://sites.google.com/site/rmeannii206/addie-model
3.9 การออกแบบและพัฒนางานกราฟิก
ในการสร้างส่ือการเรยี นการสอน กราฟิก ถือเปน็ องค์ประกอบเบื้องตน้ ทส่ี ำคญั ในการสรา้ งสื่อพ้ืนฐาน
ตา่ งๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการสอน สื่อประชาสมั พันธ์ต่างๆ ท้ังใบปลิว แผ่นพับ จดหมายข่าว จนถึงแผ่นป้าย
โฆษณา ท่ีแม้วา่ ปัจจุบันต้นทุนในการสร้างป้ายด้วยไวนิล จะมีราคาไม่สูง แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการออกแบบ
ดงั นั้นโปรแกรมการออกแบบงานกราฟิก จงึ เปน็ โปรแกรมการออกแบบสื่อการศึกษาทส่ี ำคัญ
ภาพที่ 3.8 ออกแบบกราฟิก
ทีม่ า : https://www.spu.ac.th/fac/sdm/th/program/25/
3.9.1 แนวทางการออกแบบและพฒั นางานกราฟกิ
งานกราฟิกนบั เปน็ หัวใจสำคัญของการออกแบบการพัฒนาสอ่ื การเรียนรใู้ นเกือบทุกประเภท ไม่วา่ จะ
เป็นการออกแบบข้อความ ตกแต่งภาพน่ิง หรือสร้างงานภาพเชิงเส้น สำหรับนำไปสร้างส่ืออ่ืนๆ ท้ัง
85
ภาพเคลื่อนไหว เอกสารหนังสือสื่อส่ิงพิมพ์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นชิ้นส่วนในส่ือวิดีทัศน์ ในหน้าเอกสาร
เว็บ และอนื่ ๆ อีกมากมาย
ภาพกราฟิก (Graphics) เป็นส่ือในการนำเสนอท่ีดี เน่ืองจากมีสีสรร มีรูปแบบทีน่ ่าสนใจ สามารถส่ือ
ความหมายได้กวา้ ง ประกอบด้วย ภาพบิตแมพ (Bitmap)เป็นภาพท่มี ีการเก็บข้อมูลแบบพิกเซล หรือจุดเล็กๆ
ท่ีแสดงค่าสีดงั น้ันภาพหน่ึงๆ จงึ เกิดจากจุดเล็กๆ หลายๆ จุดประกอบกัน (คล้ายๆ กับการปักผ้าครอสตกิ ) ทำ
ให้รปู ภาพแตล่ ะรูป เกบ็ ข้อมูลจำนวนมากเมอ่ื จะนำมาใช้ จงึ มีเทคนิคการบบี อดั ขอ้ มลู
ฟอรแ์ มตของภาพบิตแมพ ทรี่ จู้ กั กนั ดี ไดแ้ ก่ .BMP, .PCX, .GIF, .JPG, .TIF
3.9.2 หลกั การออกแบบงานกราฟกิ ทัว่ ไป
การออกแบบงานกราฟิกทต่ี อ้ งคำนึงถงึ รายละเอียดดงั นี้
1. ความสมดุลจอหน้าจอ ผู้ออกแบบจะต้องให้มีความสมบูรณ์แบบแบ่งครึ่งซ้ายขวาเท่ากัน หรือการ
จดั วางหรือองค์ประกอบท่ีซ้ายขวาไมเ่ ท่ากนั แตด่ ูแล้วสมดลุ กันก็ได้
2. ความเรียบร้อย เป็นสมบัติสำคัญของการออกแบบสื่อทุกประเภท ซึ่งออกแบบได้ไม่ยากแต่การ
ออกแบบให้มคี วามเรียบง่ายและน่าสนใจด้วยน้นั ทำได้ ยากโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การออกแบบข้อความ ปจั จบุ ัน
การออกแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์จะมีองค์ประกอบของกราฟิกในรูปแบบต่าง ๆ กัน เกี่ยวข้องด้วย เช่น
ภาพน่ิง ภาพเคล่ือนไหว ภาพวาด และอื่น ๆ โดยยังมีข้อความเป็นองค์ประกอบหลัก “ความเรียบร้อย”
หมายถึง การออกแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์ท่ีผู้ออกแบบได้จัดผสมผสานองค์ประกอบร่วมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
เพื่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างผู้เรียนและคอมพิวเตอร์อย่างมี ระบบ อ่านง่าย เข้าใจง่าย และผู้เรียนได้รับ
ความรู้เกดิ การเรยี นรูอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
3.9.3 องคป์ ระกอบด้านภาพและกราฟิก
ลักษณะ ของภาพและกราฟิกท่ีใช้ประกอบการเรียนคอมพิวเตอร์ สามารถศึกษาและอธิบายได้ใน
ภาพรวม หรืออาจแยกอธิบายตามเฉพาะของภาพแต่ละประเภทได้ Dwyer (กรมวิชาการ ,2544,หน้า 59) ได้
ศึกษาการรับรู้ภาพและค้าของกลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก และมีข้อสรุปเก่ียวกับการรับรู้จากภาพต่าง ๆ ซึ่งมี
ความเหมือนจริงต่างกันทั้งภาพสีและขาว-ดำ พบว่าภาพสีเหมือนจริงให้การรบั รู้ไดด้ ีที่สุด ในขณะที่ภาพขาว-
ดำเหมือนจริง ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในกลุ่มขาว-ดำ ด้วยกัน ส่วนในกลุ่มภาพสี ภาพสีเหมือนจริงยังให้
ประสิทธิภาพต่อการเรยี นรู้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกภาพประกอบการสอนจึงสำคัญต่อผู้เรียนอย่างย่ิงด้วยการ
พัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีคมนาคม การใช้ภาพน่ิงและภาพเคล่ือนไหวต่าง ๆ มี
ความสะดวกรวดเร็วมาขึน้ แมจ้ ะเปน็ การส่อื สารและการเรยี นร้ผู ่านเครอื ขา่ ยใด ๆ ก็ตาม
3.9.4 กระบวนการออกแบบงานกราฟิก
1. วิเคราะห์โจทย์ ท่ีมีมาใหแ้ ก้ไข (Program Analysis)
จุดเร่มิ ต้นของงานออกแบบคือ มปี ัญหา มโี จทย์ จึงมีการออกแบบแก้ไข โจทยท์ วี่ ่านนั้ มคี วาม
ยากง่ายต่างกันแล้วแต่ชนิดของงาน แต่โจทย์ไม่มีทางออก-แบบได้ ถ้าปราศจากการวิเคราะห์ท่ีถูกต้อง การ
วิเคราะห์หลกั ๆ สำหรบั โจทยง์ านกราฟิกมกั จะเป็นดงั นี้
What เราจะทำงานอะไร ?
กำหนดเป้าหมายของงานที่จะทำ ซึ่งเป็นเรื่องเบ้ืองตน้ ในการออกแบบท่ีเราจะต้องรู้ก่อนว่า จะกำหนดให้งาน
ของเราบอกอะไร (Inform) เชน่ เผยแพรป่ ระชาสัมพันธ์ บอกทฤษฎี หรอื หลกั การ เพ่อื ความบันเทิงเปน็ ต้น
Where งานของเราจะนำไปใชท้ ่ีไหน ?
เชน่ งานออกแบบผนังร้านหนังสอื ที่สยามสแควร์ที่เต็มไปด้วยร้านค้าแหล่งวัยรุ่น คงต้องมีสสี ันฉดู ฉาดสะดุดตา
มาก-กว่ารา้ นแถวสลี ม ซง่ึ สถานท่ใี นเขตคนทำงาน ซ่งึ มอี ายุมากข้นึ
86
Who กลุ่มเป้าหมายเปน็ ใคร
กลุ่มเป้าหมาย (User Target Group) เป็นเร่ืองสำคัญท่ีสุดในการวิเคราะห์โจทย์เพ่ือการออกแบบ เพราะ
ผู้ใช้งานเป้าหมายอาจเป็นตัวกำหนดแนวความคิดและรูปลักษณ์ของงานออกแบบได้เช่น งานออกแบบ
โปสเตอร์สำหรับผู้ใหญ่ เราต้องออกแบบโดยใช้สีจำนวนไม่มากไม่ฉูดฉาด และต้องใช้ตัวอักษรท่ีมีขนาดใหญ่
รวมถงึ จดั วางอย่างเรียบง่ายมากกวา่ ผูใ้ ช้ในวยั อื่น ๆ
How แล้วจะทำงานช้นิ น้อี ยา่ งไร ?
การคิดวิเคราะห์ในข้ันสุดท้ายนี้อาจจะยากสักหน่อย แต่เป็นการคิดที่รวบรวมการวิเคราะห์ท่มี ีมาท้ังหมดกล่ัน
ออกมาเปน็ แนวทาง
2. สรา้ งแนวคดิ หลักในการออกแบบใหไ้ ด้ (Conceptual Design)
งานที่ดีต้องมีแนวความคิด (Concept) แต่ไมไ่ ดห้ มายความว่างานที่ไมม่ ีแนวความคิดจะเป็น
งานทไ่ี ม่ดีเสมอไป งานบางงานไม่ได้มีแนวความคิด แต่เป็นงานออกแบบทีตอบสนองต่อกฎเกณฑก์ ารออกแบบ
(Design Criteria) ทีม่ อี ยกู่ ็เป็นงานทด่ี ีได้เช่นกัน เพยี งแตถ่ ้าเราลองเอางานท่ีดมี าวางเทียบกัน 2 ช้นิ เราอาจจะ
ไม่รู้สึกถึงความแตกต่างอะไรมากมายนักในตอนแรก แต่เม่ือเรารวู้ ่า งานชิ้นท่ีหน่ึงมีแนวความคดิ ท่ดี ี ในขณะท่ี
อกี ชิน้ หน่ึงไม่มี งานช้นิ ท่มี ีแนวความคดิ จะดูมีคุณคา่ สูงขึน้ จนเราเกดิ ความรูส้ กึ แตกตา่ ง
3. ศึกษางานหรอื กรณตี วั อยา่ งท่ีมอี ยแู่ ล้ว (Case Study)
การศึกษากรณีตัวอย่างเป็นการวิเคราะห์ขอ้ ดีข้อเสียของงานที่มอี ยู่แลว้ เพ่ือนำมาประยุกตใ์ ช้
ออกแบบในงานของเรา สำหรับผมการทำกรณีศึกษานับเป็นเร่ืองสำคัญมากทีเดียวในงานออกแบบ เพราะ
เปรยี บเสมอื นตัวชแี้ นะหนทางในการออกแบบหรือแก้ไขปัญหาของเราได้ แต่จงระวังวา่ อย่าไปติดกับรูปแบบท่ี
ช่ืนชอบมากเพราะ อาจจะทำใหเ้ ราตดิ กบั กรอบความคิด ตดิ กับภาพที่เห็นจนบางคร้งั ไมส่ ามารถสรา้ งสรรค์งาน
ใหม่ ๆออกมาได้ ซึ่งการติดรปู แบบหรอื ภาพมากเกินไปน้เี อง มันจะซึบซบั มาสู่งานของเรา จนกลายเป็นการตบ
แบบหรือลอกแบบชาวบา้ นมานั่นเอง
4. ออกแบบรา่ ง (Preliminary Design)
การออกแบบร่างเป็นเรื่องสำคัญท่ีหลายคนมักมองข้าม การออกแบบร่างคือ การออกแบบ
รา่ งเอาแนวความคิดทเี่ รามีออกมาตีความเป็นแบบ ซึ่งส่วนใหญ่เวลาทำงานเรามักจะสเก็ตงานด้วยมือออกมา
เปน็ แบบร่างก่อน (สเกต็ ด้วยมอื ไม่ได้สวยอะไรมาก ให้เราเข้าใจคนเดียว หรือเพอ่ื นท่ีร่วมงานกับเราเข้าใจก็พอ)
เพราะการสเก็ตจากมือคือการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในสมองของเรา สิ่งท่ีเป็นนามธรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรม
ความคิดออกมาจากสมองกลายเป็นส่ิงที่เห็นได้ จับต้องไดบ้ นกระดาษ แล้วจับไอน้ ่ีทีเ่ ราสเกต็ หรือแบบร่างน่ัน
แหละ ไปทำต่อ โดยนำไปออกแบบในโปรแกรมท่ีตนถนัด ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Illustrator หรือ
Freehand ฯลฯ ซึ่งก็แลว้ แต่คนออกแบบแต่ละคน
5. ออกแบบจรงิ (Design)
ออกแบบจริงจากแบบร่างท่ีมีอยู่ จากแบบร่างทั้งหมดที่เราคัดเลือกแล้ว คราวนี้แหละที่เรา
ตอ้ งเลือกเอามาออกแบบในโปรแกรมท่ีเราถนัด ซึ่งขัน้ ตอนนี้คงจะไม่บอกว่าทำอย่างไรเพราะเป็นเร่ืองต่อไปที่
ให้ได้ศกึ ษากนั
3.10 แหลง่ เรียนรแู้ ละเครือขา่ ย เพือ่ การเรยี นรู้
แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ท่ีสนับสนุนส่งเสริมให้
ผู้เรียนใฝ่เรียน ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย อย่างกว้างขวางและต่อเน่ือง เพ่ือ
เสรมิ สรา้ งให้ผู้เรียนเกดิ กระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุคคลแห่งการเรยี นรู้
3.10.1 แหลง่ เรยี นรทู้ ีส่ ำคัญ
87
➢ แหลง่ การศึกษาตามอัธยาศยั
➢ แหลง่ การเรยี นรู้ตลอดชวี ติ
➢ แหล่งปลูกฝังนสิ ัยรกั การอ่าน การศกึ ษาค้นควา้ แสวงหาความรูด้ ้วยตนเอง
➢ แหล่งสร้างเสริมประสบการณ์ภาคปฏบิ ตั ิ
➢ แหลง่ สร้างเสรมิ ความรู้ ความคดิ วทิ ยาการและประสบการณ์
3.10.2 ความหมายเครือข่ายการเรียนรู้
เครือขา่ ยการเรียนรู้ (Learning Network) หมายถงึ การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ข้อมูลข่าวสาร
ประสบการณ์ และการเรียนรู้ระหวา่ งบุคคล กลุ่มบุคคล องคก์ าร และแหลง่ ความรู้ทีม่ ีส่วนร่วมในกระบวนการ
เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จนเป็นระบบที่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่และการประยุกต์ความรู้ใหม่ๆ เพ่ือ
วัตถุประสงค์ทางวชิ าชีพหรือทางสังคม
3.10.3 ความหมาย เครอื ข่ายการเรียนรสู้ ่วนบคุ คล
การเรียนรู้ของบุคคลจึงเป็นกระบวนการที่แต่ละบุคคลต้องดำเนินการเอง เพราะกระบวนการสร้าง
ความหมายเปน็ กระบวนการเฉพาะตน ตระหนกั ถึงปญั หาและการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ทเี่ อือ้ ต่อการสรา้ ง
เสรมิ ประสบการณ์ การถา่ ยทอดข้อมลู ข่าวสารซงึ่ กันและกัน จนทำให้เกิดการเรยี นรู้
ภาพที่ 3.9 แหล่งเรียนรแู้ ละเครอื ขา่ ย เพือ่ การเรยี นรู้
ที่มา : https://woradchara.wordpress.com
3.10.4 ประเภทแหล่งเรยี นรู้และเครอื ข่ายการเรียนรู้
1. จัดตามลักษณะของแหลง่ การเรยี นรู้
แหล่งการเรียนรู้ตามธรรมชาติ เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะหาความรู้ได้จากส่ิงที่มีอยู่แล้วตาม
ธรรมชาติ เชน่ แมน่ า้ ภเู ขา ปา่ ไม้ ลาธาร กรวด หิน ทราย ชายทะเล เป็นตน้
แหล่งการเรยี นรทู้ ่ีมนุษย์สร้างขึ้น เพ่ือสืบทอดศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเทคโนโลยีทางการศึกษาท่ีอา
นวยความสะดวกแกม่ นุษยเ์ ช่น โบราณสถาน พพิ ธิ ภณั ฑ์ หอ้ งสมุดประชาชน สถาบันการศกึ ษา สวนสาธารณะ
ตลาด บ้านเรอื น ทีอ่ ยู่อาศัย สถานประกอบการ เปน็ ต้น
บุคคล เป็นแหล่งการเรียนรู้ท่ีถ่ายทอดความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม การสืบสาน
วฒั นธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ท้ังด้านประกอบอาชีพ ตลอดจนนักคิด นักประดิษฐ์ และผมู้ ีความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์
88
2. จดั ตามแหล่งที่ต้งั ของแหล่งการเรียนรู้
แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียน เดิมมีแหล่งการเรียนรู้หลัก คือ ครู อาจารย์ ต่อมามีการพัฒนาเป็น
หอ้ งปฏิบัติการตา่ งๆ เช่น ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบตั ิการทางภาษา ห้องปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์
ห้องโสตทัศนศึกษา ห้องจริยธรรม ห้องศิลปะ ตลอดจนอาคารสถานท่ีและส่ิงแวดล้อมในโรงเรียน เช่น
ห้องอาหาร สนาม หอ้ งน้า สวนดอกไม้ สวนสมุนไพร แหลง่ น้าในโรงเรียน เปน็ ตน้
แหล่งการเรียนร้ใู นทอ้ งถิ่นครอบคลุมท้งั ด้านสถานท่ีและบุคคล ซ่ึงอาจอยใู่ นทอ้ งถ่ินใกล้เคียงโรงเรยี น
ทอ้ งถิ่นท่ีโรงเรียนพาผูเ้ รยี นไปเรียนรู้ เชน่ แม่น้า ภูเขา ชายทะเล สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ทงุ่ นา สวนผกั สวน
ผลไม้ วดั ตลาด ร้านอาหาร ห้องสมุดประชาชน สถานีตำรวจ สถานีอนามยั ดนตรีพ้นื บ้าน การละเล่นพ้นื เมือง
แหลง่ ทอผา้ เทคโนโลยชี าวบ้าน เทคโนโลยีในชวี ิตประจาวนั แหลง่ ข้อมลู ขา่ วสารตา่ งๆ
2.1 ตัวอย่างเครอื ขา่ ยการเรียนรู้
เครือข่ายไทยสาร เป็นเครือข่ายเช่ือมโยงสถาบันการศึกษาต่างๆ ระดับมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกันกว่า
50 สถาบัน เรม่ิ จดั สร้างในปพี .ศ.2535
เครือข่ายยูนิเนต็ (UNINET) เป็นเครือข่ายเพื่อการเรียนการสอนที่สำคัญในยุคโลกา ภิวัตน์ จดั ทำโดย
ทบวง มหาวทิ ยาลยั ในปี พ.ศ. 2540
สคูลเน็ต (SchoolNet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพ่ือโรงเรียนไทย ไดร้ ับการดูแลและสนับสนุนโดย
ศูนย์ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เครือข่ายนี้เช่ือมโยงโรงเรียนในประเทศไทยไว้กว่า
100 แหง่ และเปดิ โอกาสให้โรงเรยี นอื่นๆ และบคุ คลท่ีสนใจเรยี กเขา้ เครือข่ายได้
เครือขา่ ยนนทรี เป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ นับเป็นเครือข่ายท่ีสมบูรณ์แบบและใช้
เทคโนโลยีชั้นสูง สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของนิสิต อาจารย์ ข้าราชการ ตลอดจนการรองรับ
ทางดา้ นทรัพยากรเซอรเ์ วอรอ์ ยา่ งพอเพยี ง
เครือข่ายกระจายเสียงวทิ ยุ อสมท. จะรวมผังรายการวิทยุในเครือข่าย อสมท. มีไฟล์เสียงรับฟังทาง
อินเทอร์เน็ตได้.
เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง เป็นเครือข่ายท่ีใช้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นต่าง ๆ ทาง
การเมอื ง และบทวเิ คราะหด์ า้ นการเมอื ง
ThaiSafeNet.Org เป็นเครือข่ายผู้ปกครองออนไลน์ มีพันธกิจด้านการเช่ือมโยงครู ผู้ปกครอง นัก
การศกึ ษา โครงการพฒั นาเครอื ขา่ ยผปู้ กครองออนไลน์ พนั ธกิจ : ฝึกอบรมครู ผ้ปู กครอง
เครือข่ายพุทธิกา ( สนใจ ติดต่อสอบถาม : เครือข่ายพุทธิกา ) รวมตัวอย่างหนังสือ เครอื ข่ายพุทธิกา : เพื่อ
พระพทุ ธศาสนาและสังคม 90 ซ.อยอู่ อมสิน ถ.จรญั สนิทวงศ์ 40
3.10.5 ความสำคัญของแหล่งเรียนรู้และเครือข่ายการเรียนรู้
การเรยี นรตู้ ลอดชีวติ ควรเร่ิมจากการมีส่วนร่วมของบคุ คล องค์กรและชุมชนในการตระหนักถึงปัญหา
และการสร้างบรรยากาศการเรยี นรูท้ ี่เอ้อื ต่อการสรา้ งเสริมประสบการณ์ การถ่ายทอดข้อมลู ข่าวสารซ่ึงกันและ
กนั จนทำใหเ้ กิดการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้สรุปหลกั การสำคัญของเครือข่ายการ
เรียนรไู้ ว้ ดงั น้ี
1. บทความบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็
ปัจจุบันการศกึ ษาของไทยมีการนำเทคโนโลยเี ข้ามามีบทบาททางการศึกษามากขึน้ เพราะเทคโนโลยีมี
ความสำคัญต่อการจดั การศึกษาในยุคสังคมสารสนเทศเป็นอย่างมาก การเรียนรู้และการจัดการเรียนการสอน
เน้นกระบวนการจัดการเรยี นการสอนที่มคี อมพิวเตอร์ ระบบเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ เข้ามามีสว่ นในการจัดการ
เรยี นการสอน หลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2544 บัญญัติไวว้ ่าผเู้ รียนมีสทิ ธไิ ด้รับการพัฒนาขีด
89
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเท่าท่ีทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะที่จะใช้เทคโนโลยีเพ่ือ
การแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิตและใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ มีความยืดหยุ่น
สนองความต้องการของผู้เรียนผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าได้ด้วยตนเอง ผู้สอนสามารถจดั ทำและพัฒนาสื่อ
การเรียนรู้ขน้ึ เพ่ือนำมาใชใ้ นการเรยี นการสอนได้หรือนำส่งิ ต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวและในระบบสารสนเทศมาใช้ใน
การเรียนการสอน รวมถงึ จัดทำและพัฒนาแหลง่ เรียนร้เู พอ่ื ใช้ในการเรียนการสอนให้กับผูเ้ รียน
การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่าย
อนิ เทอรเ์ น็ตบนพ้นื ฐานของหลกั และวิธกี ารออกแบบการเรียนการสอนอยา่ งมีระบบ มีการนำสื่อต่างๆ มาเป็น
ตัวกลางในการถ่ายทอดเน้ือหาความรู้ให้กับผู้เรียนโดยอาศัยเว็บไซต์ ในการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอรเ์ น็ตนนั้ ผเู้ รยี นสามารถเรียนเวลาใดกไ็ ด้ จากสถานทีใ่ ดก็ไดข้ ้ึนอยู่กับความพร้อมของผู้เรยี น ผเู้ รียนไม่
จำเป็นต้องเรียนในห้องเรยี นเท่านั้น เพียงแค่ผู้เรียนสามารถเชื่อมต่ออนิ เทอร์เน็ตได้ ผู้เรยี นก็สามารถเข้าไป
ศกึ ษาเน้ือหาในเร่อื งทีต่ นเองสนใจได้ นอกจากน้ันแล้วผู้เรียนยังสามารถติดต่อสือ่ สาร สนทนา อภิปรายกับ
ผูเ้ รียนด้วยกนั หรอื กับผู้สอนได้อีกด้วย
ภาพท่ี 3.10 เครอื ข่ายอนิ เตอรเ์ นต็ WBI
ที่มา : http://pamkodchapron.blogspot.com/p/wbi-wbi-web-based-instruction-
wbiweb.html
3.10.6 ความหมายของบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หมายถึง การเรียนการสอนผ่านเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตโดยมีการ
จดั สภาพการเรยี นการสอนที่มีการออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยคุณสมบัติและทรัพยากรของเวิล์ดไวด์
เว็บมาเป็นส่ือกลางในการถ่ายทอดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ ในการ
จัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนต็ นั้นอาจจัดการเรียนการสอนท้ังกระบวนการหรอื นำมาใช้เพียง
สว่ นใดส่วนใดส่วนหน่ึงของกระบวนการก็ได้ การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือเป็นวิธีการเรียน
แบบใหม่ท่ีช่วยพัฒนาให้เกิดการเรยี นรู้และช่วยขจัดปัญหาอปุ สรรค์ของการเรียนในเรื่องของเวลาและสถานท่ี
เพราะในการเรยี นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้นั ผเู้ รียนสามารถเรียนไดท้ ุกที่ทกุ เวลา ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรยี น
ในห้องเรียนเท่านนั้ ขอเพยี งผู้เรยี นสามารถเชื่อมโยงกับอินเทอรเ์ นต็ ได้ ผู้เรียนก็สามารถเรียนได้ โดยในการ
เรยี นบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตผูเ้ รียนและผู้สอนสามารถมีปฏสิ ัมพันธ์กันโดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอรท์ ี่
เชอื่ มโยงถงึ กนั
3.10.7 องคป์ ระกอบของบทเรียนบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
ในการจัดทำบทเรยี นบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ นนั้ มอี งค์ประกอบในการจดั ทำบทเรยี นไดแ้ ก่
1. องค์ประกอบของหนา้ เวบ็ ประกอบดว้ ยขอ้ ความ พนื้ หลงั และภาพ
ขอ้ ความท่ีใช้ในบทเรียนตอ้ งเลือกขนาดให้เหมาะสมโดยขอ้ ความส่วนที่เป็นหัวขอ้ หลักต้องมี
ขนาดใหญ่กว่าข้อความที่เป็นหัวข้อย่อย สีข้อความที่ใช้ต้องไม่กลมกลืนกับสีพ้ืนหลังพื้นหลังท่ีใช้ไม่ควรมี
ลวดลายเพราะจะทำใหเ้ ป็นทีส่ นใจมากกวา่ ตัวหนังสือซึ่งเป็นเน้ือหา สีพ้นื หลังที่ใช้ไม่ควรใชส้ ีเข้มเกนิ ไป ควร
90
ใช้สีอ่อนๆ ท่ีดูแล้วสบายตา ภาพที่ใช้มีหลายชนิดทั้งภาพท่ีเป็นภาพน่ิงและภาพเคลื่อนไหว การใช้ภาพใน
บทเรียนจะช่วยดึงดูดให้ผุ้เรียนเกิดความอยากเรียนมากข้ึนแต่ไม่ควรใช้ ภาพ เคล่ือนไหวใน หน้าของเนื้ อหา
เพราะจะทำใหผ้ ู้เรยี นสนใจแตภ่ าพไม่สนใจเน้ือหาในบทเรยี น
2. องคป์ ระกอบเว็บเพจ ประกอบด้วย
โฮมเพจ คือ หน้าแรกของเวบ็ ไซต์เป็นหน้าทบ่ี อกให้ทราบถงึ หัวขอ้ เรื่องของบทเรียน เว็บเพจ
แนะนำ คือ เว็บเพจทแ่ี นะนำวธิ ีการใชบ้ ทเรยี น และรายละเอียดของเนื้อหาทเ่ี รยี น
เว็บเพจแสดงเนื้อหา คือ เว็บเพจที่แสดงเน้ือหาของแต่ละบทเรียนโดยจะมีคำอธิบาย
เกยี่ วกบั หนว่ ยการเรยี น วิธกี ารเรยี น วตั ถปุ ระสงค์ และเนือ้ หาของบทเรยี นแตล่ ะบทเรยี น
เวบ็ เพจแสดงแบบฝึกหัด คอื เวบ็ เพจแสดงแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรียนรวมถึงเว็บ
เพจเฉลยคำตอบของบทเรียน
เว็บเพจสนทนา คือ เว็บเพจท่ีใช้แสดงความคิดเห็นหรือใช้สนทนาแลกเปล่ียนความรู้กัน
ระหว่างผ้เู รยี นกบั ผูเ้ รียนหรือผู้เรยี นกับผ้สู อน
เวบ็ เพจแสดงประวัติ คอื เวบ็ เพจแสดงขอ้ มูลส่วนตัวผู้สอน
เว็บเพจแบบประเมนิ คือ เว็บเพจทแ่ี สดงแบบประเมินเพ่อื ให้ผเู้ รียนประเมินผลการสอน
เว็บเพจประกาศข่าว คือ เว็บเพจท่ีผู้สอนใช้ในการประกาศข้อความต่าง ๆ ซึ่งอาจจะ
เกีย่ วขอ้ งหรอื ไมเ่ ก่ยี วข้องกบั การเรยี นก็ได้
เว็บเพจคำถามคำตอบ คือ เว็บเพจท่ีแสดงคำถามและคำตอบที่เก่ียวกับเนื้อหาวิชา
โปรแกรมการเรียน และเร่อื งท่ีเกีย่ วขอ้ ง
องคป์ ระกอบของบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในรปู แบบของเว็บเพจควรมีการออกแบบ
ให้มีองค์ประกอบต่างๆ ให้ครบถ้วน ซ่ึงในการออกแบบควรคำนึงถึงองค์ประกอบการออกแบบบทเรียนบน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในลักษณะของการสนับสนุนการเรียนการสอน เพ่ือจะได้บทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอรเ์ นต็ ทม่ี ีคณุ ภาพและมีความสวยงามมากข้นึ
3.10.8 ประเภทของบทเรยี นบนเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็
บทเรยี นบนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ แบ่งไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื
1. บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบรายวิชาเดียว คือ บทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตที่มีการบรรจุเน้ือหาหรือเอกสารในรายวิชาเพื่อการสอนเพียงอย่างเดียว มีลักษณะการส่ือสาร
แบบทางเดียว
2. บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบสนับสนุนรายวิชา คือ บทเรียนบนเครือข่าย
อนิ เทอร์เน็ตท่ีมีการส่อื สารผ่านระบบคอมพิวเตอร์เป็นการสือ่ สารสองทางที่มปี ฏิสัมพันธก์ ันระหว่างผู้สอนและ
ผ้เู รยี น
3. บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบศูนย์การศึกษา คือ บทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตท่ีมีรายละเอียดเนื้อหาทางการศึกษารวมถึงมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อ่ืนๆ และยังรวมข้อมูล
เก่ียวกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพ่ือให้บริการกับผู้เรียนรวมถึงเป็นแหล่งสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ทาง
การศึกษาอีกด้วย
91
3.10.9 หลกั การออกแบบบทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต
ในการออกแบบบทเรียนบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ ควรยึดหลักการดังตอ่ น้ี
1. การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียน ในการออกแบบบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตควร
ออกแบบให้เร้าความสนใจกบั ผู้เรยี นโดยการใช้ ภาพเคลือ่ นไหว สีและเสียงประกอบท่ีนา่ สนใจเพ่ือกระตุ้นให้
ผเู้ รยี นอยากเรียนรู้
2. กำหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการเรียนใหช้ ดั เจน
3. มกี ารทบทวนความรู้เดิมให้กับผู้เรียนเพ่ือเป็นการเตรียมความพรอ้ มให้ผู้เรียนสำหรับรับ
ความรูใ้ หม่
4. กระต้นุ ใหผ้ เู้ รียนมคี วามกระตือรือรน้ ที่จะเรยี นรู้ กระตุน้ ใหผ้ ู้เรยี นรจู้ กั คดิ
5. เปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนมีสว่ นร่วมในกิจกรรมการเรียน
6. มีการทดสอบความรู้เพ่ือให้แน่ใจว่าผู้เรียนได้รับรู้ถึงพัฒนาการทางการเรียนของตนเอง
และเป็นการเปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนสามารถประเมนิ ผลการเรยี นของตนเอง
7. ผ้เู รียนสามารถนำความรทู้ ่ีไดจ้ ากการเรียนไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจำวนั ได้
3.10.10 หลักการออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ข้ันตอนในการออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ผู้สอนต้องคำนึงถึงมี 5
ขั้นตอน คือ
1. ข้ันการวิเคราะห์ เป็นข้ันตอนแรกในการออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอนผ่าน
เครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ ท่ีผู้ออกแบบนควรใหค้ วามสำคัญเน่อื งจากเป็นพื้นฐานสำหรับการวางแผนในข้นั ตอนอน่ื ๆ
ในการวิเคราะห์ผู้ออกแบบต้องวิเคราะห์ ความต้องการของผู้เรียน เน้ือหาที่จะเรียน รวมถึงวิเคราะห์
ทรพั ยากรตา่ งๆ ทเี่ กีย่ วขอ้ งดว้ ย
2. ขั้นการออกแบบ เป็นการนำผลทไ่ี ด้จากกรวิเคราะห์มาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบการ
เรียนการสอน โดยเร่ิมจากเขยี นวตั ถุประสงค์ กำหนดเน้ือหา กิจกรรมการเรียนการสอน วิธกี ารประเมินผล
รวมถึงวางโครงสรา้ งของบทเรยี นใหน้ า่ สนใจด้วย
3. ขั้นการพัฒนา เป็นขั้นดำเนินการผลิตบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยใช้โปรแกรม
ต่างๆ เช่น Macromedia Dream weaver เป็นตน้
4. ข้ันการนำไปใช้ เป็นการนำบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่พัฒนาแล้วไปใช้ในการ
เรยี นการสอน
5. ข้ันการประเมินและปรับปรุง เป็นข้ันตอนสุดท้ายท่ีจะช่วยให้บทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตได้รับการพฒั นาให้มีประสิทธภิ าพดีขน้ึ โดยการประเมนิ จากการนำไปใชว้ า่ มีประสทิ ธภิ าพเพยี งใด
และยงั มสี ่วนใดบา้ งที่ตอ้ งปรบั ปรุงแก้ไข
3.10.11 หลกั การพน้ื ฐานของการจดั การเรียนการสอนผ่านเวบ็ เครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
หลักการพนื้ ฐานในการจดั การเรยี นการสอนผ่านเว็บเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตมีดังน้ี
1. ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้
ตลอดเวลา เพ่อื สนทนาแลกเปล่ียนความรูซ้ ่งึ กันและกนั
2. ในการจัดการเรียนการสอน ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นคนกระตือรือร้นและรู้จักคิดหา
คำตอบ
3. ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ให้ผู้เรียนเป็นผู้ขวนขวายใฝ่หา
ความรตู้ า่ งๆ ดว้ ยตนเอง
92
4. ผู้เรียนควรทราบผลการเรยี นรขู้ องตนโดยทันทีจากการทำแบบทดสอบ
5. เป็นการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่ไม่มีขีดจำกัดสำหรับผู้ท่ีต้องการแสวงหา
ความรู้
3.10.12 การออกแบบระบบการเรยี นการสอนบนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต
ในการจดั ทำบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตต้องมีการอกแบบระบบการเรยี นการสอนของบทเรียน
ตามข้นั ตอน ดงั น้ี
1. ศึกษาผู้เรียนและเนื้อหาของบทเรียนเพ่ือกำหนดวัตถุประสงค์และหาแนวทางในการ
จัดการเรยี นการสอน
2. ศึกษาเน้ือหาของบทเรียนเพื่อออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกบั เนอื้ หา
3. กำหนดโครงสร้างของบทเรยี น
4. ออกแบบการเรียนการสอน
5. พัฒนาบทเรยี นบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต
6. นำบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตไปใช้
7. ประเมนิ ผลการใชง้ านบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เนต็
1. ข้นั ตอนการจดั การเรียนการสอนบนเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็
ในการจัดการเรียนการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ ควรมีข้ันตอนดังน้ี
1. กำหนดวตั ถุประสงค์ของการเรยี นการสอน
2. การวเิ คราะห์ผ้เู รยี น
3. การออกแบบเน้อื หารายวชิ า
4. กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกบั เน้ือหาท่จี ะสอน
5. เตรียมเครื่องคอมพิวเตอรแ์ ละอินเทอร์เนต็ ใหพ้ รอ้ มใช้ในการเรียนการสอน
6. แจง้ วัตถุประสงค์ เน้อื หา และวิธกี ารเรียนการสอนผูเ้ รียนทราบ
7. สำรวจความพรอ้ มของผเู้ รยี น
8. จดั การเรียนการสอนตามรปู แบบทผ่ี สู้ อนกำหนดไว้
9. ประเมินผลการเรียนการสอน
2. ขั้นตอนการเรียนด้วยบทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
1. อ่านคำแนะนำและวิธีการใช้บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เขา้ ใจ ก่อนทำการเรียน
ในบทเรยี น
2. คลิกเข้าสู่ บทเรียน
3. ทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิก่อนเรยี น
4. คลิกเขา้ สบู่ ทเรียน บทท่ี 1, 2, 3, ......ไปเรอ่ื ยจนจบบทเรียน
5. ทำแบบทดสอบก่อนเรียนในบทเรยี นท่กี ำลงั จะเรียน
6. เขา้ สูบ่ ทเรยี นเพอ่ื เรยี นเน้ือหาในบทตา่ งๆ
7. ทำแบบทดสอบหลงั เรยี นในบทเรียนทเ่ี รียนจบ
3.10.13 ประโยชนข์ องการเรียนการสอนบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต
การเรยี นการสอนบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เน็ตมปี ระโยชน์ ดงั น้ี
1. ผู้เรียนสามารถเรยี นรู้ได้ทุกท่ีทุกเวลาอาจเรยี กได้ว่าเป็นการเรียนท่ีสามารเรียนรู้ได้ตลอด
24 ชว่ั โมง
93
2. ในการเรียนนั้นไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนเท่านั้นและไม่จำเป็นต้องเรียนเฉพาะใน
เวลาเรยี นเท่านั้น
3. การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลได้
เรียน
4. การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันทาง
การศกึ ษา
5. การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตเป็นการส่งเสรมิ การศึกษาตลอดชีวิต
6. ผู้เรียนสามารถแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ กนั ได้
7. ผู้เรียนสามารถทบทวนเนอื้ หาไดเ้ ม่ือผู้เรียนไมเ่ ข้าใจโดยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนเวลาเรียน
ของเพอ่ื นรว่ มหอ้ ง
8. สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้เพราะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเรียนการ
สอนทำให้นักเรยี นไม่รสู้ กึ เบ่ือกับการเรียน
9. การสอนบนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าเรยี นได้
10. ผเู้ รียนสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตได้
11. เกิดความสะดวกสบายกับผู้เรียนท่เี รยี นไปดว้ ยทำงานไปดว้ ย
12. ผู้เรียนสามารถแลกเปล่ียนความคิดเห็นระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอน
หรอื ผ้เู ชยี่ วชาญได้
13. ผเู้ รยี นเกดิ ความกระตือรือร้นในการเรยี น
14. ผู้เรียนไมต่ อ้ งเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเรยี น
15. ผูเ้ รียนสามารถเลอื กเรยี นในเนอ้ื หาวชิ าทีต่ นเองสนใจได้
3.10.14 ขอ้ จำกดั ของบทเรียนบนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็
1. งบประมาณท่ใี ชใ้ นการสรา้ งบทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ คอ่ นขา้ งสงู
2. ผู้เรยี นไม่ทราบเทคนิควธิ ีการในการปฏิสัมพันธก์ บั ผู้อน่ื
3. บุคลากรทม่ี ีความสามารถในการพฒั นาสื่อมีไม่เพียงพอ
4. ความเร็วของอินเทอร์เน็ตบางสถานท่ีไม่เพียงพอต่อการใช้งานบทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอร์เนต็
5. เนื้อหาของการเรียนการสอนไม่มีขอบเขต
6. ขาดการวางแผนในการเรียนการสอน
7. บทเรยี นทม่ี กี ารใชม้ ัลติมเี ดยี มากเกินไปจะทำใหเ้ ข้าเรยี นในบทเรียนได้ช้า
3.10.15 ทฤษฎที ี่เก่ียวขอ้ งกับบทเรยี นบนเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็
ทฤษฎีทเี่ ก่ียวข้องกับการจัดทำบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตมีหลายทฤษฎีโดยมีผูก้ ลา่ วถงึ ทฤษฎที ี่
เกย่ี วขอ้ งกบั บทเรียนบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ ไว้ ดงั น้ี
1. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ทฤษฎีนี้เช่ือว่าพฤติกรรมของมนุษย์นั้นเกิดจากการเรียนรู้และเชื่อว่าการ
เสรมิ แรงจะช่วยให้เกดิ พฤตกิ รรมตามตอ้ งการ
2. ทฤษฎีปัญญานิยม ทฤษฎีนี้มีแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ว่าการเรียนเป็นการผสมผสานระหว่าง
ข้อมูลขา่ วสารเดมิ กับขอ้ มลู ข่าวสารใหม่ ผเู้ รยี นมีวิธกี ารเรยี นรู้และการนำความรู้ไปใชแ้ ตกตา่ งกนั
3. ทฤษฎีสร้างความรูใ้ หมโ่ ดยผู้เรยี นเอง การเรียนรคู้ ือการแก้ปัญหาซึ่งข้นึ อยูก่ ับการค้นพบของผเู้ รียน
แต่ละบุคคล ครจู ะตอ้ งจัดใหส้ อ่ื การเรียนการสอนและจดั สภาพแวดล้อมทกี่ ระต้นุ ให้ผ้เู รียนเกิดการอยากเรียนรู้
94
4. ทฤษฎีการประมวลสารสนเทศเปน็ ทฤษฎกี ารเรียนรทู้ ี่ใหค้ วามจำกัดความของการเรียนรวู้ ่าเป็นการ
เปล่ยี นความรูข้ องผู้เรยี นทง้ั ปริมาณและวธิ ีการประมวลสารสนเทศ
5. ทฤษฎีโครงสร้างความรู้ เช่ือว่ามนุษย์จะรับรู้ได้โดยการนำความรู้ใหม่มารวบกับความรู้เก่า
นอกจากนั้นแล้วในการเรยี นการสอนบนเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ ตอ้ งอาศัยการเรยี นรู้ การจำ ซงึ่ ในการจำนนั้ ตอ้ ง
มีหลักในการจำ ครูผู้สอนต้องอาศัยการควบคุมและการถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนโดยต้องคำนึงถึงความ
แตกต่างของนกั เรยี นและต้องมีแรงจูงใจท่ีจงู ใจใหผ้ ู้เรียนสนใจท่จี ะเรยี นดว้ ย
6. ทฤษฎีรูปแบบจำลอง S M C R Model เป็นทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการเป็น
ผรู้ บั และผู้สง่ ส่อื
7. ทฤษฎีการเรียนรู้ การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นสิ่งท่ีมนุษย์เสาะแสวงหาเมื่อตนเองต้องการรู้ในเรือ่ ง
นนั้ ๆ
8. ทฤษฎีการเรียนรโู้ ดยการค้นพบ ทฤษฎีนี้ครูจะเป็นผู้จัดส่ิงแวดล้อมและให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับ
สิง่ ที่จะให้นกั เรียนเรยี นรแู้ ต่นักเรียนจะเป็นผ้คู น้ หาคำตอบดว้ ยตนเอง
3.10.16 สรุป
การจัดการเรียนการสอนบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีท่ผี สมผสานกันอย่าง
ลงตวั และถกู นำมาช่วยในการพฒั นาระบบการศึกษา การพัฒนาบทเรียนบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ เพื่อนำมาใช้
ในการจัดการศึกษาทำให้การศึกษาของไทยมีความน่าสนใจมากข้ึน ผู้เรียนมีคว ามสนใจเรียนมากข้ึน
นอกจากนนั้ แล้วยังทำใหป้ ระสทิ ธภิ าพทางการเรยี นของผเู้ รยี นดีข้นึ อกี ดว้ ย
การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายอย่างมี
ระบบโดยมีการนำส่ือหลายมิติมาใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้ให้กับผู้เรยี นโดยอาศัยเวบ็ ไซต์ ในการเรียน
การสอนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้เรียนเกิดความสะดวกสบาย รวดเร็วรวมถึงสามารถ
เรยี นได้ตลอดเวลาโดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา ผู้เรยี นไมจ่ ำเป็นต้องเรยี นในหอ้ งเรียนเท่าน้ัน ผเู้ รียนสามารถ
เรียนรู้ได้ขอเพียงแต่เช่ือมต่อกบั อินเทอร์เน็ตได้ และผู้เรียนสามารถแลกเปลยี่ นความรู้กับผู้เรียนดว้ ยกันและ
แลกเปลีย่ นความรู้กับผูส้ อนได้ นอกจากนั้นแล้วการเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เนต็ ยงั เป็นการขยายโอกาสทาง
การศึกษาให้กับผู้เรียนท่ีอยู่ห่างไกลได้อีกด้วย ในการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นผู้เรียน
สามารถเลอื กเรยี นบทเรียนไดต้ ามความสนใจและความความถนดั ของผ้เู รยี น
3.11 การค้นหาขอ้ มลู ความรู้ผ่านเครือข่ายอนิ เตอร์เนต็
ภาพท่ี 3.11 การคน้ หาขอ้ มูลความรู้ผา่ นเครอื ขา่ ยอนิ เตอร์เน็ต
ทม่ี า : https://sites.google.com/a/nongki.ac.th/25236nongki
95
3.12 การสืบคน้ ขอ้ มูลบนอนิ เทอร์เนต็
ในโลกไซเบอรส์ เปซมีขอ้ มูลมากมายมหาศาล การที่จะค้นหาขอ้ มูลจำนวนมากมายอย่างนี้เราไม่อาจจะ
คลิกเพื่อค้นหาข้อมูลพบได้ง่ายๆ จำเป็นจะต้องอาศัยการค้นหาข้อมูลด้วยเครื่องมือค้นหาที่เรียกว่า Search
Engine เข้ามาช่วยเพ่ือความสะดวกและรวดเร็ว เว็บไซต์ท่ีให้บริการค้นหาข้อมูลมีมากมายหลายที่ทั้งของคน
ไทยและ ถ้าเราเปิดไปทีละหน้าจออาจจะต้องเสียเวลาในการค้นหา และอาจหาข้อมูลที่เราต้องการไม่พบ
การที่เราจะค้นหาข้อมูลให้พบอย่างรวดเร็วจึงต้องพ่ึงพา Search Engine Site ซ่ึงจะทำหนา้ ที่รวบรวมรายช่ือ
เว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อท่ีต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือ
ข้อความของหัวข้อน้ันๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา เท่าน้ัน รอสักครู่ข้อมูลอย่างย่อๆ และรายชื่อ
เวบ็ ไซตท์ เี่ ก่ียวขอ้ งจะปรากฏใหเ้ ราเขา้ ไปศึกษาเพ่มิ เติมไดท้ ันที
การคน้ หาขอ้ มลู มกี ่วี ธิ ี ?
1. การคน้ หาในรปู แบบ Index Directory
2. การคน้ หาในรูปแบบ Search Engine
3.12.1 การค้นหาในรปู แบบ Index Directory
วิธีการค้นหาข้อมูลแบบ Index นี้ข้อมูลจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าการค้นหาข้อมูลด้วย วิธี
ของ Search Engine โดยมันจะถูกคัดแยกข้อมูลออกมาเป็นหมวดหมู่ และจัดแบ่งแยก Site ต่างๆออก เป็น
ประเภท สำหรับวิธใี ช้งาน คุณสามารถท่ีจะ Click เลือกข้อมูลทต่ี ้องการจะดูไดเ้ ลยใน Web Browser จากน้ัน
ทห่ี น้าจอก็จะแสดงรายละเอียดของหัวข้อปลกี ยอ่ ยลกึ ลงมาอกี ระดับหนึ่ง ปรากฏข้นึ มาให้เราเลือกอีก ส่วนจะ
แสดงออกมาให้เลือกเยอะแค่ไหนอันน้ีก็ขึ้นอยู่กับขนาดของฐานข้อมูลใน Index ว่าในแต่ละประเภท จัด
รวบรวมเก็บเอาไว้มากนอ้ ยเพียงใด เมอื่ คุณเข้าไปถงึ ประเภทยอ่ ยท่ีคุณสนใจแลว้ ท่เี ว็บเพจจะแสดงรายชอ่ื ของ
เอกสารท่ีเก่ียวข้องกบั ประเภทของข้อมูลน้ันๆออกมา หากคุณคดิ ว่าเอกสารใดสนใจหรือตอ้ งการอยากท่ีจะดู
สามารถ Click ลงไปยัง Link เพื่อขอเช่ือต่อทางไซต์ก็จะนำเอาผลของข้อมูลดังกล่าวออกมาแสดงผลทันที
นอกเหนือไปจากน้ี ไซต์ที่แสดงออกมานั้นทางผู้ให้บริการยังได้เรียบเรียงโดยนำเอา Site ท่ีมีความเก่ียว ข้อง
มากทส่ี ดุ เอามาไว้ตอนบนสดุ ของรายช่อื ทีแ่ สดง
3.12.2 การค้นหาในรปู แบบ Search Engine
วิธีการอีกอย่างที่นิยมใช้การค้นหาข้อมูลคือการใช้ Search Engine ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่กว่า 70% จะใช้
วธิ กี ารค้นหาแบบนี้ หลกั การทำงานของ Search Engine จะแตกต่างจากการใช้ Indexลักษณะของมันจะเป็น
ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มหาศาลที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป บน Internet ไม่มีการแสดงข้อมูลออกมาเป็นลำดับ
ข้นั ของความสำคัญ การใช้งานจะเหมือนการสืบค้นฐานข้อมูล อื่นๆคือ คุณจะต้องพิมพ์คำสำคัญ (Keyword)
ซงึ่ เป็นการอธิบายถึงข้อมูลทีค่ ุณต้องการจะเข้าไป ค้นหานน้ั ๆเข้าไป จากนนั้ Search Engine กจ็ ะแสดงข้อมูล
และ Site ต่างๆทเี่ กยี่ วขอ้ งออกมา
**** ขอ้ แตกต่างระหว่าง Index และ Search Engine
คำตอบก็ คือวิธีในการค้นหาข้อมูลแบบ Index เค้าจะใช้คนเป็นผจู้ ัดรวบรวมและทำระบบฐานข้อมูล
ขึน้ มา ส่วนแบบ Search Engine นัน้ ระบบฐานขอ้ มลู ของมันจะได้รบั การจัดสรา้ งโดยใช้ Software ทีม่ ี หน้าที่
เกี่ยวกับงานทางด้านนโ้ี ดยเฉพาะมาเปน็ ตัวควบคมุ และจัดการ ซ่ึงเจา้ Software ตวั นีจ้ ะมี ชือ่ เรียกวา่ Spiders
การทำงานข้องมันจะใช้วิธกี ารเดินลดั เลาะไปตามเครอื ข่ายต่างๆท่ีเช่ือมโยงถึง กนั อยู่เต็มไปหมดใน Internet
เพื่อค้นหา Website ที่เกิดข้ึนมาใหม่ๆ รวมทั้งยังสามารถตรวจสอบหาความเปล่ียนแปลงของ ข้อมูลใน Site
เดิมที่มีอยู่ ว่าท่ีใดถูกอัพเดตแล้วบ้าง จากน้ันมันก็จะนำเอาข้อมูลท้ังหมดที่สำรวจเข้ามา ได้เก็บใส่เข้าไปใน
ฐานข้อมูลของตนอัตโนมัติ ยกตัวอยา่ งของผู้ให้บริการประเภทนี้เช่น Excite , Lycos Infoserch เป็นตน้ การ