แบบฝกึ ทักษะทางวชิ าการ
เพอ่ื ยกระดับผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
ภาคเรียนที่ 2 ประจ�ำปี 2563
ระดับประถมศกึ ษา
หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
สำ� นกั งานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจงั หวดั เลย
ส�ำนกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย
ส�ำนักงานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
คำ� น�ำ
เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบุคคล ฉบับนี้ เปน็ เอกสารทจ่ี ัดท�ำขึ้น โดยมวี ตั ถุประสงค์เพอ่ื ให้ผ้เู รียน
ไดศ้ กึ ษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ใหเ้ กดิ การพัฒนาทกั ษะทางวิชาการ และยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นในการเรียนรู้ตาม
หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 มรี ายละเอยี ดสรปุ เนอื้ หาตามสาระการเรยี นรู้
แบบทดสอบหลังเรียนและแบบบันทึกการพัฒนาทักษะวิชาการผู้เรียนรายบุคคล เพ่ือให้ผู้เรียนได้ประเมินและพัฒนา
ตนเองอยา่ งตอ่ เนอ่ื งให้มพี ้ืนฐานความรเู้ พียงพอกับการศึกษาตามระดับ
คณะผู้จัดท�ำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา ในการศึกษาเรียนรู้ตามหลักสูตร
การศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช2551 และขอขอบคณุ ทกุ ทา่ นทม่ี สี ว่ นรว่ มในการทำ� เอกสาร
เลม่ น้ใี ห้ส�ำเรจ็ ลลุ ่วงดว้ ยดี
ส�ำนกั งาน กศน.จงั หวัดเลย
สารบัญ
หนา้
ค�ำนำ�
สารบัญ
คำ� ชแ้ี จงการใช้เอกสารพัฒนาทกั ษะวิชาการผูเ้ รยี นรายบุคคล
ระดบั ประถมศึกษา ปีการศึกษา 2563
รายวิชาทักษะการเรยี นรู้ ทร11001
สรุปเนื้อหาสำ� คัญจากบทเรียน
1
แบบทดสอบรายวิชาทกั ษะการเรยี นรู้ ทร 11001 3
รายวิชาภาษาไทย พท11001
สรุปเนอ้ื หาสำ� คญั จากบทเรียน
5
แบบทดสอบรายวิชาภาษาไทย พท 1001 7
รายวชิ าภาษาองั กฤษพน้ื ฐาน พต 11001
สรุปเนื้อหาส�ำคญั จากบทเรยี น 9
แบบทดสอบรายวชิ าภาษาองั กฤษพื้นฐาน พต 11001 12
รายวชิ าคณติ ศาสตร์ พค 11001
สรปุ เนื้อหาสำ� คญั จากบทเรียน 14
แบบทดสอบรายวชิ าคณิตศาสตร์ พค 11001 1 6
รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ พว 11001
สรปุ เน้อื หาส�ำคัญจากบทเรียน
แบบทดสอบรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ พว 11001 18
21
รายวชิ าช่องทางการเขา้ สู่อาชีพ อช11001
สรุปเนอื้ หาสำ� คญั จากบทเรียน
แบบทดสอบรายวชิ าชอ่ งทางการเขา้ สู่อาชพี อช 11001 23
25
รายวชิ าทกั ษะการประกอบอาชีพ อช 11002
สรปุ เน้ือหาส�ำคัญจากบทเรยี น
แบบทดสอบรายวชิ าทกั ษะการประกอบอาชีพ อช 11002 27
30
รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง ทช 11001
สรุปเน้ือหาส�ำคญั จากบทเรยี น
32
แบบทดสอบรายวชิ าเศรษฐกจิ พอเพยี ง ทช 11001 34
รายวชิ าพฒั นาอาชพี ใหม้ ีอย่มู กี ิน อช 11003
สรปุ เนอ้ื หาส�ำคญั จากบทเรยี น
36
แบบทดสอบรายวชิ าพัฒนาอาชีพให้มีอยมู่ ีกนิ อช 11003 38
สารบญั
หนา้
รายวิชาสขุ ศึกษา พลศกึ ษา ทช 11002 40
สรปุ เน้ือหาส�ำคญั จากบทเรียน
แบบทดสอบรายวชิ าสุขศกึ ษา พลศกึ ษา ทช 11002 42
รายวชิ าศลิ ปศึกษา ทช 11003
สรปุ เนือ้ หาส�ำคญั จากบทเรยี น
44
แบบทดสอบรายวชิ าศลิ ปศกึ ษา ทช 11003 46
รายวิชาสังคมศึกษา สค 11001
สรปุ เนือ้ หาสำ� คัญจากบทเรยี น 48
แบบทดสอบรายวชิ าสังคมศกึ ษา สค 11001 51
รายวิชาศาสนาและหนา้ ทพ่ี ลเมอื ง สค 11002 53
สรุปเนื้อหาส�ำคัญจากบทเรียน
แบบทดสอบรายวชิ าศาสนาและหนา้ ท่ีพลเมอื ง สค11002 54
รายวิชาการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม สค 11003 56
สรปุ เนื้อหาสำ� คัญจากบทเรยี น 57
แบบทดสอบรายวชิ าการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม สค 11003
เฉลยแบบทดสอบ 59
แบบบันทึกการพัฒนาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบุคคล ระดบั ประถมศึกษา
เกณฑ์การประเมนิ ผลการพัฒนาทักษะวิชาการผูเ้ รยี นรายบคุ คล ระดับประถมศกึ ษา 61
บรรณานุกรม 62
คณะผจู้ ัดท�ำ 63
64
ค�ำช้ีแจงการใชเ้ อกสารพัฒนาทักษะวิชาการผูเ้ รยี นรายบุคคล
ระดับประถมศกึ ษา ปกี ารศึกษา 2563
เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการผู้เรียนรายบุคคล ระดับประถมศึกษา ปีการศึกษา 2563 เล่มน้ี จัดท�ำขึ้น
เพอื่ พฒั นาผเู้ รยี น ให้มคี วามรู้ความสามารถทางดา้ นวิชาการในรายวิชาบงั คับ ตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบ ระดับ
การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
ในการศกึ ษาเอกสารเลม่ นผ้ี เู้ รยี นควรปฏิบัติ ดังน้ี
1. ผ้เู รียนสำ� รวจวิชาที่ตนเองลงทะเบยี นเรียนในปีการศกึ ษา 2563
2. ผู้เรยี นศึกษาเนอื้ หารายวิชาท่ีตนเองลงทะเบียนเรยี น หรือรายวชิ าอน่ื ๆ ที่ตอ้ งการเรยี นรู้
3. หลังจากศกึ ษาในรายวิชาน้ัน ๆ แล้วผู้เรียนตอ้ งท�ำแบบทดสอบ แล้วนำ� มาเฉลยแบบทดสอบ
4. ผเู้ รียนบันทกึ คะแนนผลการทดสอบรายวชิ าในแบบบันทึกการพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล
(อยทู่ ้ายเล่ม)เพ่อื เป็นแนวทางในการพฒั นาตนเองตอ่ เนือ่ ง
5. ให้ผเู้ รียนศึกษาเพิม่ เติมในรายวชิ าต่างๆไดจ้ ากแบบเรยี นตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ระดบั ประถมศึกษา แหล่งเรียนรู้ และสื่อออนไลนอ์ นื่ ๆ
สรปุ เนอ้ื หาสำ� คญั จากบทเรียน รายวิชาทักษะการเรียนรู้ รหสั วชิ า ทร11001
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. สามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้
2. รู้จกั เห็นคณุ ค่าและใช้แหล่งเรียนรไู้ ด้ถกู ตอ้ ง
3. เขา้ ใจความหมาย กระบวนการชุมชน และศักยภาพของชมุ ชนในการปฏบิ ตั ิและ ทำ� ตามกระบวนการจดั การ
ความร้ใู นชมุ ชนได้
4. สามารถอธิบายกระบวนการคดิ เปน็ และทักษะในการใช้กระบวนการคดิ เปน็ ในการแก้ปัญหาการเรียนรแู้ ละ
การประกอบอาชีพได้
5. เขา้ ใจความหมายและรวบรวมข้อมลู วิเคราะหข์ ้อมลู และสรปุ ผลการเรยี นรใู้ นการประกอบอาชพี ได้
บทท่ี 1 การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning : SDL)
การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ท่ีบุคคลควร
พัฒนาตนเองในด้านการเรียนรแู้ ละรเู้ ท่าทนั การเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ ขึน้ และความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยี
1. การเรียนรทู้ �ำใหเ้ กดิ การเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรม
2. การเรยี นรเู้ ปน็ ผลจากการฝึกฝน
3. การเรียนรู้เปน็ การเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมที่คอ่ นข้างถาวรจนเป็นนสิ ยั
4. การเรยี นรู้ไมอ่ าจสังเกตไดโ้ ดยตรง แตท่ ราบจากการกระทำ� ทีเ่ ป็นผลจากการเรยี นรู้
บทท่ี 2 การใช้แหล่งเรยี นรู้
แหล่งเรยี นรู้ หมายถึง ถิน่ ที่อยู่ บริเวณ ศนู ย์รวม บอ่ เกดิ แห่ง หรือท่มี คี วามรู้หรอื เรียกว่า องค์ความรู้ทีป่ รากฏ
อยรู่ อบตวั ของมนษุ ย์ เพอ่ื ไดร้ บั ขอ้ มลู ความรจู้ ากประสาทสมั ผสั ตา่ งๆ ทงั้ หู ตา จมกู ลน้ิ กาย และใจแลว้ จะเกดิ ความรู้
ความเขา้ ใจ และรู้เทา่ ทันความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้
ความส�ำคญั และประโยชนข์ องแหลง่ เรียนรู้
1. เป็นแหลง่ ข้อมลู ความรู้ เปน็ ส่ือการเรยี นร้ ู
2. เปน็ แหล่งสง่ เสริมความสมั พันธ์อนั ดี ระหวา่ งคนในท้องถิ่นกบั ผเู้ ข้าศกึ ษา
บทท่ี 3 การจัดการเรยี นรจู้ ากแหล่งการเรียนรู้
แนวคิดในการจัดการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ เน้นให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ มีส่วนร่วมใน
การจดั การเรยี นรู้
1. การจัดการเรียนรเู้ นน้ ผูเ้ รียนเปน็ ส�ำคญั ในกระบวนการเรยี นรู้
2. ใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรดู้ ว้ ยการฝกึ ทกั ษะการใชก้ ระบวนการคดิ การวเิ คราะห์ การสงั เกต การรวบรวมขอ้ มลู และ
การปฏบิ ตั ิจริง ท�ำได้ คิดเป็น ทำ� เปน็
3. ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการเรียนรู้ท้ังระบบ
4. ปรับเปล่ียนพฤติกรรมผ้สู อนใหม้ าเป็นผู้รับฟัง ผเู้ สนอแนะ ผ้รู ่วมเรยี นรู้ เปน็ ทป่ี รึกษา
5. ต้องการใหเ้ รยี นรู้ในส่งิ ท่มี ีความหมายตอ่ ชีวติ
6. ให้ผเู้ รียนไดม้ ีโอกาสจดั กจิ กรรมได้เรยี นรตู้ ามความตอ้ งการ
7. ปลกู ฝงั สอดแทรกคณุ ธรรมจรยิ ธรรมค่านิยมท่ีดงี าม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพื่อยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 1
ภาคเรียนท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
บทที่ 4 การคดิ เป็น
การคดิ เปน คือการคดิ อย่างรอบคอบ มีเหตุผล มคี วามพอประมาณ ไมโลภ ไมเ บียดเบียนผูอ น่ื การคิดดีนาํ ไป
สกู ารปฏบิ ตั ทิ ด่ี ี ถา ในสงั คมผคู นปฏบิ ตั ดิ ตี อ กนั สงั คมกอ็ ยู รว มกนั อยา งมคี วามสขุ การสอนแบบคดิ เปน ไมม กี ารสอนแบบ
สําเร็จรปู ข้นึ อยกู บั บรบิ ทและสงิ่ แวดลอ ม คนที่คดิ เป็นจะรูจกั ปรับตนเอง และสภาพแวดลอ มใหเ ขา กนั ไดอ ยางดี เปนคน
ทอ่ี ยใู นสงั คมไดอ ยา งมคี วามสขุ สมรรถภาพของการเปน คนคดิ เปน สามารถเผชญิ ปญ หาและแกป ญ หาในชวี ติ ประจาํ วนั
ได้อยา งมีระบบ สามารถแสวงหาและใชขอ มลู หลาย ๆ ดา นในการคิดแกไขปญ หา รูจัก คณุ คา และตัดสินใจหาทางเลอื ก
ใหสอดคลองกับคา นยิ มความสามารถและสถานการณหรือเงอื่ นไขสว นตวั และระดบั ความเปนไปไดของทางเลอื กตางๆ
บทท่ี 5 การวิจัยอย่างงา่ ย
การวิจัยอยางงาย หมายถึง การศึกษา คนควา เพื่อหาคําตอบของคําถามท่ีสงสัย หรือหาคําตอบมาใชใน
การแกป ญ หา โดยใชวิธีการ และกระบวนการตา งๆ อยางเปนระบบ เพื่อให้ไดค ําตอบท่ีนา เช่อื ถอื
ความสำ� คญั ของการท�ำวิจัยอยา่ งง่าย
1. ทําใหผวู จิ ยั ไดรับความรูใหม ๆ
2. ชว ยหาคําตอบทผ่ี วู ิจยั สงสยั หรือแกป ญ หาของผวู ิจัย
3. ใหผ ูวิจยั ทราบผลการดําเนนิ งาน และขอ บกพรอ งระหวา งการดาํ เนินงาน
4. ใหผ ูวจิ ัยไดแนวทางพฒั นาการทํางาน
5. ใหผูวจิ ยั ทํางานอยา งมีระบบ
6. ใหผูวิจัยเปน คนชางคิด ชา งสงั เกต
ประโยชนของการวิจัยอยางงาย การวิจัยเกิดประโยชนตอผูวิจัยและชุมชน ขั้นตอนของการวิจัยอยางงาย
ประกอบดว ย 5 ขั้นตอน ดงั นี้
1. ขั้นตอนการระบุปญหาการวจิ ยั
2. ข้นั ตอนการเขียนโครงการวจิ ยั
3. ขน้ั ตอนการดําเนินการวจิ ยั เปนการดําเนนิ การวจิ ัยตามแผนทกี่ าํ หนดไวในโครงการวิจยั
4. ข้ันตอนการรายงานผลการวิเคราะหขอ มลู เปน การกลาวถงึ ผลของการวจิ ัย
5. ขน้ั ตอนการสรุปผลการวจิ ัยและขอ เสนอแนะ
หมายเหตุ : ให้นกั ศกึ ษา ได้ศึกษาเพมิ่ เตมิ จากหนงั สือแบบเรียนรายวชิ าทักษะการเรียนรู้ ทร11001
2 แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพื่อยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวชิ าทักษะการเรียนรู้ ทร11001
จงเลือกคำ� ตอบที่ถูกต้องท่สี ุดเพยี งค�ำตอบเดยี ว 5. การประเมินผลการเรียนร ู้ ขอ้ ใดถกู ต้องทีส่ ุด
1. การเรยี นร้ดู ้วยตนเอง คอื ขอ้ ใด ก. ครูเปน็ ผปู้ ระเมนิ ผลการเรยี นของผูเ้ รียน
ก. การเรียนรูท้ ี่ผเู้ รยี นต้องศกึ ษาเรียนรู ้ ดว้ ยตนเอง ข. ครเู ป็นผปู้ ระเมนิ ผลการเรียนของผู้เรยี นเปน็
ข. การเรยี นรทู้ ผี่ เู้ รยี นรเิ รมิ่ ตามทคี่ รหู รอื ผอู้ นื่ บอกหรอื สว่ นใหญ่และเปิดโอกาสให้นักศกึ ษาได้ประเมิน
แนะน�ำ ตนเองด้วย
ค. กระบวนการเรียนรู้ทผ่ี ู้เรยี นท�ำการศกึ ษาคน้ คว้า ค. มีการประเมินโดยครู ตัวผู้เรียนเองและเพอื่ น
ด้วยตนเอง ง. ผู้เรยี นเปน็ ผปู้ ระเมินการเรียนของตนเอง
ง. กระบวนการเรยี นรูท้ ผี่ ู้เรียนรเิ ริ่มการเรียนรดู้ ้วย 6. ในการสง่ เสรมิ ทกั ษะในการแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง
ตนเองตามความสนใจ ความต้องการ ความถนดั ผเู้ รียนควรฝึกตนเองอย่างไร ข้อใดไม่ถูกต้อง
2. การเรยี นรู้ด้วยตนเองมีความส�ำคญั อย่างไร ก. ฝกึ ใหม้ นี สิ ัยรกั การอา่ น
ก. เป็นการเรยี นรทู้ ี่ดีทสี่ ดุ ของการเรยี นรู้ทงั้ หมด ข. ฝึกให้รูจ้ ักการค้นควา้ หาความรู้
ข. เป็นการเรียนรู้ท่ีสามารถตอบสนองความต้องการ ค. ฝกึ ให้ร้จู กั การลอกเรยี นแบบ
ของแตล่ ะบุคคล สู่การเรยี นรตู้ ลอดชีวิต ง. เป็นคนช่างสงั เกต
ค. เปน็ การเรยี นรู้ จำ� เป็นตอ้ งเกิดในสถานศึกษา 7. “ภูมปิ ัญญาไทย”เปน็ แหล่งเรยี นรูป้ ระเภทใด
เท่านั้น ก. แหลง่ เรยี นรปู้ ระเภทสอ่ื
ง. เปน็ การเรยี นรทู้ ท่ี ำ� ใหผ้ เู้ รยี นเปน็ ผทู้ มี่ คี วามสามารถ ข. แหล่งเรียนรู้ประเภทธรรมชาติ
โดยไมต่ ้องพึง่ พาใคร ค. แหลง่ เรยี นรปู้ ระเภทบุคคล
3. ขอ้ ใดเปน็ การดำ� เนนิ การเรียนท่ีถกู ตอ้ งที่สุด ง. แหลง่ เรยี นร้ปู ระเภทกิจกรรม
ก. ผเู้ รียนด�ำเนนิ การเรียนตามแนวทางท่ีครกู ำ� หนด 8. แหล่งเรียนรู้มีความสำ� คญั ตอ่ ผู้เรียนในข้อใดมากทส่ี ุด
ข. ผเู้ รยี นด�ำเนินการเรยี นตามแนวทางทีค่ รูกำ� หนด ก. เปน็ สอ่ื การเรียนรูส้ มัยใหม ่
แลว้ ให้ผเู้ รียนปรบั ใช้ ข. เปน็ แหล่งปลูกฝังนิสัยรักการอา่ นและ
ค. ผเู้ รยี นดำ� เนนิ การเรยี นตามแนวทางทผ่ี เู้ รยี นรว่ มกบั แสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง
ครูก�ำหนด ค. ช่วยให้เรียนรดู้ ว้ ยตนเองตลอดเวลา
ง. ผ้เู รียนด�ำเนินการเรยี นตามก�ำหนดของตนเอง ง. เป็นแหลง่ ท่ใี ห้ขอ้ มลู ความรู้ทก่ี ว้างไกลกวา่ เดิม
4. ข้อใดเปน็ การแสวงหาแหลง่ ทรัพยากรการเรียน 9. ถ้าจะศกึ ษาค้นคว้าเรือ่ ง “ผู้ประดษิ ฐเ์ ครอ่ื งจักรไอนำ�้ ”
ก. ครูเปน็ ผจู้ ัดการแหลง่ ทรพั ยากรการเรยี นให้ ควรศกึ ษาจากแหลง่ ใดที่รวดเรว็ และให้ข้อมูลมากท่สี ุด
ผเู้ รยี น ก. ห้องสมุด
ข. ครเู ป็นผ้จู ัดหาแหลง่ ทรพั ยากรการเรียนแลว้ ให้ ข. นกั วทิ ยาศาสตร์
ผูเ้ รยี นเลอื ก ค. อนิ เทอร์เน็ต
ค. ผเู้ รยี นร่วมกับครูหาแหล่งทรัพยากรการเรียน ง. พิพธิ ภัณฑ์แหง่ ชาติ
รว่ มกัน 10. ข้อใดเปน็ แหลง่ เรียนร้กู ลมุ่ ขอ้ มลู ท้องถ่ิน
ง. ผู้เรียนเปน็ ผู้หาแหลง่ ทรัพยากรการเรียนเอง ก. ศูนยก์ ารเรียน ข. สวนสาธารณะ
ค. วิทยุชุมชน ง. ภมู ปิ ญั ญา
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น 3
ภาคเรียนท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
11. ข้อใดคอื วตั ถุประสงคข์ องศนู ย์การเรียนชุมชน 17. วธิ กี ารปฏบิ ัตทิ สี่ ่งผลเปน็ เลิศ (best parctice) ถอื
ก. เพือ่ สร้างเสรมิ กระบวนการเรียนรู้ชุมชน เปน็ หลกั การส�ำคญั ในการจัดการความร้ดู ้านใด
ข. เพ่อื ใหช้ มุ ชนมีสว่ นรว่ มในการบรหิ ารจดั การ ก. ใหค้ นหลายๆทกั ษะ หลากหลายวธิ ีคดิ ทำ� งาน
ค. เพือ่ สร้างโอกาสการเรียนรูส้ �ำหรับชุมชน ร่วมกนั อย่างสรา้ งสรรค์
ง. ถกู ทกุ ข้อ ข. รว่ มกนั พัฒนาวธิ กี ารท�ำงานในรูปแบบใหม่ๆ
12. ขอ้ ใดเป็นแหล่งเรยี นรู้กลุ่มนันทนาการ ค. ทดลองและการเรยี นรู้
ก. หอกระจายข่าว ง. นำ� เขา้ ความรู้จากภายนอกอย่างเหมาะสม
ข. แหลง่ ท่องเทย่ี ว 18. รปู แบบการจดั การความรตู้ าม “โมเดลปลาท”ู สว่ น
ค. โทรทศั น ์ ใดที่เน้นการแลกเปล่ียนวิธีการท�ำงานที่ประสบผลส�ำเร็จ
ง. สวนสาธารณะ โดยไม่เน้นทตี่ ัวปัญหา
13. ขอ้ ใดคอื แหลง่ เรยี นรใู้ นชมุ ชนทม่ี ที รพั ยากรสารสนเทศ ก. สว่ นที ่ 1 หัวปลา
หลากหลายที่สดุ ข. สว่ นที่ 2 ตวั ปลา
ก. ปราชญช์ าวบ้าน ค. ส่วนท่ี 3 หางปลา
ข. ศูนย์ศกึ ษาธรรมชาติ ง. สว่ นท ี่ 4 ครีบปลา
ค. ศูนย์วิทยาศาสตร ์ 19. งานเขียนทีม่ ีการกระจายความรใู้ หเ้ ป็นประโยชน์เพื่อ
ง. หอ้ งสมดุ แลกเปล่ยี นเรยี นรกู้ ับผคู้ นในสงั คมนัน้ ถอื เป็นการ
14. แก้วตาต้องการสืบค้นข้อมูลเพ่ือมาท�ำรายงานเรื่อง ฝึกทักษะเพ่ือการเรียนรู้ในด้านใด
“พอ่ ขนุ รามค�ำแหงมหาราช” ควรปฏิบตั อิ ยา่ งไร ก. ฝกึ ต้งั คำ� ถาม
ก. ไปหอ้ งสมดุ สบื ค้นหนังสือดว้ ยบัตรชื่อเรอื่ ง ข. ฝึกแสวงหาค�ำตอบ
พ่อขนุ รามคำ� แหงมหาราช ค. ฝกึ บันทึก
ข. สืบค้นจากโปรแกรมบริการงานหอ้ งสมดุ (PLS) ง. ฝึกการเขยี น
ค. สืบค้นทางอนิ เทอรเ์ น็ต 20. ข้อใดกล่าวไม่ถกู ต้องเก่ียวกับ “ชมุ ชนนักปฏบิ ัติ”
ง. ถูกทกุ ขอ้ ก. เปน็ กล่มุ เลก็ ๆท�ำงานรว่ มกันมเี ปา้ หมายร่วมกัน
15. การจดั การความรู้ เรยี กสัน้ ๆ วา่ อะไร ข. การท�ำงานจะมเี พยี งกลุม่ เดยี วเพอื่ ต้องการเรยี นรู้
ก. KM ข. MK รว่ มกนั
ค. LO ง. QA ค. เปน็ การเรียนรู้ร่วมกนั โดยอาศัยหลักการทำ� งาน
16. การจัดการความรู้ หมายถงึ อะไร ในเชงิ ปฏิบตั กิ าร
ก. กระบวนการในการสง่ั งาน คมุ งาน ดำ� เนนิ งาน ง. เปน็ กลุ่มที่รวมกันในลักษณะทไ่ี ม่เปน็ ทางการ
เพ่อื ใหเ้ ขา้ ถงึ ความรู้ มากกว่าการรวมตวั กนั เป็นทางการ
ข. ส่งิ ทส่ี ั่งสมมาจากการศกึ ษาเล่าเรียนค้นคว้า
หรอื ประสบการณ์ควบกับการปฏิบตั ิ
ค. การจดั การกบั ความรแู้ ละประสบการณม์ าแบง่ ปนั
ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อตนเองและองค์กร
ง. การประมวลเพอ่ื กลัน่ กรองความรู้การจัดการ
ความรูใ้ หเ้ ป็นระบบ
4 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
สรปุ เนอื้ หาส�ำคัญจากบทเรยี น รายวชิ าภาษาไทย รหสั วชิ า พท11001
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายรายละเอียดของการฟง และการดูได
2. อธบิ ายการพูดและการอานในสถานการณต าง ๆ ได
3. เขียนไดถกู ตองตามหลักภาษา
4. ใชห ลกั การใชภาษาไดถ ูกตอง
5. อธิบายความหมาย คุณคา และประโยชนข องนิทาน นิทานพน้ื บา น วรรณกรรมทอ งถ่ิน และวรรณคดบี าง
เรื่องได
บทท่ี 1 การฟงั และการดู
การฟงั และการดเู ปน็ การเรยี นรเู้ รอ่ื งราวตา่ งๆ จากแหลง่ เสยี งและภาพ ทงั้ จากแหลง่ จรงิ และ ผา่ นสอ่ื ตา งๆ เชน
วิทยุ โทรทศั น ภาพยนตร คอมพิวเตอร หนงั สือเปนตน
การฟง และการดู มหี ลกั การ ดังน้ ี
1. การฟงและการดอู ยา งต้งั ใจ จะไดร บั เนอ้ื หาสาระถกู ตองและครบถว น
2. มีจุดมุงหมายในการฟงและการดู เพ่ือจะชวยใหการฟงและการดูมีประโยชนและมีคุณคาเพ่ิมความรูและ
ประสบการณท ่จี ะนาํ ไปใชประโยชนไ ดใ นชวี ติ ประจาํ วัน
3. ไมค วรเดนิ เขา หรอื เดินออกขณะทีผ่ ูพดู กําลงั พดู หรือกําลงั แสดงหากจาํ เปน จริงๆ
บทที่ 2 การพูด
หลักการพูด การพูดดวยภาษาและถอยคําที่สุภาพ ใหเกียรติผูฟงและพูดใหตรงประเด็น ใชภาษาที่งายตอ
การเขา ใจ
จดุ มงุ หมายของการพดู เพือ่ สอ่ื สารใหผอู ืน่ เขาใจความตอ งการของผูพูด เพือ่ แสดงความรคู วามสามารถของตน
เองใหผ อู น่ื ไดร ับทราบและนาํ ไปใชป ระโยชนได และ เพอ่ื แสดงความคิดเหน็ ในเร่ืองใดเรือ่ งหน่ึงของตนเองแกผูอ่ืน
บทท่ี 3 การอาน
1. หลกั การอาน ควรมีจุดมุงหมายในการอาน เลอื กอา นหนังสือตามความสนใจอานถูกตอ งตามอกั ขรวธิ ี
ออกเสียง ร และ ล ชัดเจน รวมท้งั การเวน วรรคทีถ่ ูกตอ ง
2. ความสําคญั ของการอา น ไดค วามรู ทักษะและประสบการณท น่ี ําไปใชประโยชนไ ด
3. จุดมุงหมายของการอา น
3.1 เพอ่ื ใหเ กดิ ความรู ตามท่ผี ูอานตองการเลอื ก เพราะสามารถอานได
3.2 เพือ่ ใหเพลดิ เพลนิ โดยการอา นประเภทจรรโลงใจ เชน นิทาน นิยาย นวนิยาย
3.3 เพอ่ื นําความรู ไปประยกุ ตใชโ้ ดยศึกษาจากเน้ือหาสาระ
3.4 เพื่อใหเ ปนบคุ คลทนั สมยั ทนั เหตกุ ารณ มีความรรู อบดาน
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน 5
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
บทท่ี 4 การเขยี น
1. หลกั การเขยี นขอความท่เี ขยี นเรียบรอยและสะอาด เขียนถูกตอ งตามหลักภาษา มีจุดมุงหมายในการเขียน
เขยี นดว ยความรแู ละความสามารถทีถ่ ายทอดความรู
2. ความสาํ คญั ของการเขยี น เปน การเผยแพรค วามรใู หผ อู นื่ ไดท ราบ เปน การบนั ทกึ สาระสาํ คญั เพอื่ เปน หลกั ฐาน
และนําไปใชประโยชน
บทที่ 5 หลกั การใชภ าษา พยัญชนะมี 44 ตัว สระมี 21 รปู วรรณยุกตม ี 4 รูป
คาํ หมายถงึ เสยี งทเ่ี ปลงออกมาแลว มีความหมาย จะมกี พ่ี ยางคก็ได
พยางค หมายถึง เสยี งที่เปลง ออกมาครัง้ หนึง่ จะมีความหมายหรือไมม กี ไ็ ด
ชนดิ ของคาํ คาํ ทีใ่ ชใ นภาษาไทยมี 7 ชนิด คอื คํานาม คาํ สรรพนาม คํากรยิ า คําวิเศษณ
คาํ บพุ บท คาํ สนั ธาน และคําอทุ าน ซงึ่ คําแตละชนดิ มหี นาทแ่ี ตกตา งกนั ดงั น้ี
คำ� นาม คือค�ำทใ่ี ชเ้ รียกชอ่ื คน สัตว์ สิง่ ของ
คําสรรพนาม คือ คําที่ใชแทนคํานามหรือขอความท่ีกลาวมาแลวในกรณีท่ีไมต องการกลา วคําน้ันซ�้ำทําหนาที่
เชน เดียวกับคาํ นาม
คาํ กรยิ า คอื คาํ ทแ่ี สดงการกระทาํ อยา งใดอยา งหนงึ่ ของคาํ นาม คาํ สรรพนาม หรอื แสดงการกระทาํ ของประธาน
ในประโยค ใชวางตอ จากคําทเ่ี ปน ประธานของ
คาํ วเิ ศษณ คอื คาํ ทใี่ ชป ระกอบคาํ นาม คาํ สรรพนาม และคาํ กรยิ า เพอื่ บอกลกั ษณะหรอื รายละเอยี ดของคาํ นนั้ ๆ
คําวเิ ศษณส ว นมากจะวางอยหู ลงั คําทีต่ องการบอกลกั ษณะหรอื รายละเอยี ด
คำ� บุพบท คอื คาํ ทแ่ี สดงความสมั พันธระหวางประโยคหรอื คําหนา กับประโยค หรือคําหลัง
คาํ สันธาน คอื คําท่ใี ชเช่ือมขอความหรือประโยคใหเปนเรอ่ื งเดยี วกัน
คําอุทาน คอื คาํ ทเี่ ปลงออกมา แสดงถงึ อารมณหรอื ความรูสึกของผูพดู มกั อยหู นา ประโยค และใชเ ครอื่ งหมาย
อัศเจรีย( ! ) กาํ กบั หลังคําอทุ าน
ประโยค คอื ถอ ยคําทีเ่ รียบเรียงข้นึ ไดใจความสมบรู ณใหร ูวา ใคร ทําอะไร อยา งไร ในประโยค อยา งนอยตอ ง
ประกอบดวยประธานและกริยา
โครงสรา งของประโยค ประโยคจะสมบรู ณไดจะตอ งค์ประกอบดวย 2 สวน คอื สวนทเ่ี ปน ภาคประธาน และ
สวนท่เี ปน ภาคแสดง
บทที่ 6 วรรณคดีและวรรณกรรม ความหมายของวรรณคดี และวรรณคดีท่ีนาศึกษา
1. ความหมายของวรรณคดี วรรณคดหี มายถงึ เรอื่ งแตง ทไี่ ดร บั ยกยอ งวา แตง ดี เปน ตวั อยา ง ดา นภาษา แสดง
ใหเหน็ ถงึ วฒั นธรรมความเปน อยูในยคุ นนั้ ๆ แตง โดยกวีท่ีมีช่อื เสียง เชน วรรณคดีเรื่องขนุ ชางขุนแผน พระอภัยมณี และ
สังขท อง เปนตน
2. วรรณคดีที่นาศกึ ษาสําหรับระดบั ประถมศกึ ษานี้มวี รรณคดีท่แี นะนําใหศ ึกษา 3 เรื่อง คอื สังขท อง ซง่ึ เปน
กลอนบทละคร พระอภยั มณเี ปน กลอนนทิ าน และขุนชา งขนุ แผนเปน กลอนเสภา
หมายเหตุ : ให้นักศกึ ษา ได้ศึกษาเพ่มิ เตมิ จากหนังสือแบบเรียนรายวชิ าภาษาไทย พท11001
6 แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวิชาภาษาไทย พท11001
จงเลอื กคำ� ตอบท่ถี ูกต้องท่สี ดุ เพียงค�ำตอบเดยี ว 9. ขอ้ ใดคือคำ� สรรพนาม
1. ผ้เู รยี นมีหลักการฟังและการดูอยา่ งไร ก. ค�ำทใี่ ช้เชื่อมขอ้ ความหรอื ประโยคใหเ้ ปน็ เรื่อง
ก. การฟังและการดูอย่างตั้งใจ จะได้รับเน้ือหาสาระ เดยี วกนั
ถกู ต้องและครบถ้วน ข. ค�ำทใ่ี ชแ้ ทนค�ำนามหรอื ขอ้ ความทก่ี ล่าวมาแลว้ ใน
ข. หาขอ้ มลู เพม่ิ เติมการดูมาก่อนจะได้ช่วยให้เขา้ ใจ กรณที ี่ไม่ต้องการกลา่ วคำ� นั้นซ้ำ� อีก
เน้ือหาสาระไดเ้ รว็ ขนึ้ ค. ค�ำทแ่ี สดงความสัมพันธ์ระหว่างประโยคหรือ
ค. ต้ังใจฟัง จดบันทกึ สงสัยใหร้ ีบถาม ค�ำหนา้ กับประโยคหรือค�ำหลงั
ง. ก่อนเดินเข้าหรือเดินออกขณะท่ีผู้พูดก�ำลังพูด ควร ง. ค�ำท่ใี ช้ประกอบค�ำนามค�ำสรรพนามและค�ำกริยา
จะทำ� ความเคารพประธานก่อน เพ่ือบอกลักษณะหรือรายละเอยี ดของค�ำนน้ั ๆ
2. ข้อใดคือหลกั การพูด 10. ขอ้ ใดคือค�ำวิเศษณ์
ก. การสื่อสารให้เขา้ ใจตรงกัน ก. จะวางอยหู่ ลงั คำ� ทตี่ อ้ งการบอกลกั ษณะหรอื รายละเอยี ด
ข. พูดใหต้ รงประเดน็ และใช้ภาษาทงี่ า่ ยต่อการเขา้ ใจ ข. ค�ำทใ่ี ชแ้ ทนคำ� นามหรือขอ้ ความท่กี ล่าวมาแลว้ ใน
ค. ได้รบั ความเพลดิ เพลนิ กรณที ไ่ี มต่ อ้ งการกลา่ วคำ� นน้ั ซ้ำ� อกี ท�ำหน้าท่ี
ง. ใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ได้ เช่นเดยี วกับคำ� นาม
3. ข้อใดคือจุดม่งุ หมายของการอา่ น ค. ค�ำที่แสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างประโยคหรือ
ก. เพื่อผอ่ นคลาย คำ� หนา้ กับประโยคหรือค�ำหลัง
ข. ใชเ้ วลาให้เกิดประโยชน์ ง. ค�ำท่ีใชป้ ระกอบคำ� นามค�ำสรรพนามและค�ำกริยา
ค. เพ่อื ให้เกิดความรู้ ตามทผี่ ้อู า่ นต้องการเลือก เพือ่ บอกลกั ษณะหรอื รายละเอยี ดของคำ�
ง. เพือ่ ความเพลิดเพลนิ 11. ข้อใดคอื ความสำ� คญั ของการพดู
4. ข้อใดคอื ความสำ� คญั ของการเขียน ก. ใชใ้ นการสอ่ื สารใหเ้ ขา้ ใจตรงกนั นำ� ไปใชป้ ระโยชนไ์ ด ้
ก. ใช้เวลาใหเ้ กิดประโยชน์ ข. เพื่อผ่อนคลาย
ข. การฝึกสมาธิ ค. เพ่อื ความเพลิดเพลนิ
ค. เปน็ การสื่อสารทจ่ี ะแจ้งให้ผูอ้ ่นื ไดท้ ำ� งานหรอื ง. ใชเ้ วลาใหเ้ กดิ ประโยชน์
ปฏบิ ตั ติ ามเปน็ การเผยแพร่ความรูใ้ ห้ผู้อน่ื ได้ทราบ 12. ข้อใดคอื คำ� กรยิ า
และนำ� ไปใช้ประโยชน์ ก. ค�ำท่ีแสดงการกระทำ� อย่างใดอย่างหนึ่งของค�ำนาม
ง. การจดบันทกึ กันลืม ค�ำสรรพนามหรือแสดงการกระท�ำของประธานใน
5. เสยี งพยญั ชนะมีก่เี สียง ประโยคใชว้ างตอ่ จากคำ� ทเ่ี ปน็ ประธานของประโยค
ก. 4 เสียง ข. 5 เสียง ค. 21 เสยี ง ง. 44 เสยี ง ข. ค�ำที่ใช้แทนค�ำนามหรือข้อความที่กล่าวมาแล้วใน
6. เสียงสระมกี เ่ี สยี ง กรณีที่ไม่ต้องการกลา่ วคำ� นนั้ ซำ�้ อกี ทำ� หนา้ ที่
ก. 21 เสยี ง ข. 32 เสยี ง ค. 34 เสยี ง ง. 44 เสียง เชน่ เดยี วกบั ค�ำนาม
7. เสยี งวรรณยุกตม์ ีกี่เสียง ค. ค�ำท่ีแสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประโยคหรือ
ก. 4 เสียง ข. 5 เสียง ค. 21 เสียง ง. 44 เสยี ง คำ� หนา้ กบั ประโยคหรอื คำ� หลัง
8. ค�ำที่ใช้ในภาษาไทยมีกีช่ นิด ง. คำ� ทใ่ี ช้ประกอบคำ� นามค�ำสรรพนามและค�ำกริยา
ก. 4 ชนิด ข. 5 ชนดิ เพอ่ื บอกลกั ษณะหรือรายละเอยี ดของคำ�
ค. 7 ชนดิ ง. 44 ชนดิ
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพอ่ื ยกระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 7
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
13. ข้อใดคอื คำ� บพุ บท ง. เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง จะมีความหมายหรือ
ก. ค�ำที่แสดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งประโยคหรอื ไมม่ กี ไ็ ด้
คำ� หน้า กับประโยคหรือค�ำหลัง 17. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ตอ้ งเกี่ยวกบั ประโยค
ข. ค�ำท่แี สดงการกระท�ำอย่างใดอย่างหน่ึงของค�ำนาม ก. ค�ำท่ีเรียงกันต้ังแต่ 2 ค�ำขึ้นไป สื่อความได้ แต่ยัง
ค�ำสรรพนาม หรือแสดง การกระท�ำของประธาน ไมส่ มบูรณ์ ไมเ่ ป็นประโยคกลุ่มคำ� สามารถท�ำ
ในประโยคใช้วางต่อจากค�ำท่ีเป็นประธานของ หนา้ ท่เี ปน็ ประธาน กรยิ า หรือกรรมของประโยค
ประโยค ข. ค�ำที่ใช้เชื่อมข้อความหรือประโยคให้เป็นเรื่อง
ค. จะวางอยหู่ ลังค�ำทต่ี อ้ งการบอกลกั ษณะหรือ เดียวกัน
รายละเอยี ด ค. จะตอ้ งมอี งคป์ ระกอบด้วย 2 ส่วน คอื ค�ำนามและ
ง. ค�ำทีใ่ ช้แทนค�ำนามหรอื ข้อความที่กลา่ วมาแลว้ คำ� กริยา
ในกรณที ไี่ ม่ต้องการกล่าวคำ� นนั้ ซ�ำ้ ทำ� หนา้ ที่ ง. ถ้อยค�ำที่เรียบเรียงข้ึนได้ใจความสมบูรณ์ ให้รู้ว่า
เชน่ เดยี วกับคำ� นาม ใคร ท�ำอะไร อย่างไร ในประโยคอยา่ งนอ้ ยตอ้ ง
14. ข้อใดคือค�ำสันธาน ประกอบด้วยประธานและกริยา
ก. ค�ำทแ่ี สดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประโยคหรือ 18. ขอ้ ใดกล่าวถูกตอ้ งเกยี่ วกบั ความหมายของวรรณคดี
คำ� หนา้ กบั ประโยคหรือคำ� หลงั ก. เรื่องแต่งท่ีได้รับยกย่องว่าแต่งดีเป็นตัวอย่างด้าน
ข. ค�ำท่เี รยี งกนั ตง้ั แต่ 2 คำ� ขน้ึ ไปส่อื ความไดแ้ ต่ยงั ภาษาแสดงใหเ้ หน็ ถงึ วฒั นธรรมความเปน็ อยใู่ นยคุ นน้ั ๆ
ไม่สมบูรณ์ ไม่เปน็ ประโยคกลุ่มค�ำสามารถทำ� ข. เรอื่ งสนกุ สนาน ใหข้ ้อคิด ขอ้ เตอื นใจ ที่ไม่ลา้ สมัย
หนา้ ทเี่ ปน็ ประธาน กรยิ า หรอื กรรมของประโยคได้ ค. ใช้ภาษาได้ไพเราะ และมีความหมายดี น�ำไปเป็น
ค. จะวางอยูห่ ลังค�ำที่ต้องการบอกลกั ษณะหรือ ตัวอยา่ งของการแตง่ คำ� ประพันธ์ได้
รายละเอยี ด ง. ใช้ภาษาได้ไพเราะ และมีความหมายดี น�ำไปเป็น
ง. คำ� ทใ่ี ชเ้ ชอ่ื มขอ้ ความหรอื ประโยคใหเ้ ปน็ เรอ่ื งเดยี วกนั ตวั อย่างของการแตง่ ค�ำประพนั ธ์ได้
15. ขอ้ ใดคือค�ำอุทาน 19. ขอ้ ใดกลา่ วถูกตอ้ งเกี่ยวกบั ความหมายของพยางค์
ก. ค�ำทแี่ สดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งประโยคหรือ ก. คำ� ท่เี รยี งกันต้ังแต่ 2 คำ� ข้นึ ไป สอื่ ความได้ แต่ยังไม่
ค�ำหนา้ กบั ประโยคหรือคำ� หลงั สมบูรณ์ ไมเ่ ปน็ ประโยคกลมุ่ ค�ำสามารถทำ� หนา้
ข. ค�ำท่ีเปล่งออกมาแสดงถึงอารมณ์หรือความรู้สึก ทเ่ี ปน็ ประธาน กริยา หรอื กรรมของประโยคได้
ของผู้พดู มักอยหู่ นา้ ประโยคและใช้เครือ่ งหมาย ข. เสยี งทีเ่ ปลง่ ออกมาแลว้ มีความหมาย จะมีก่พี ยางค์
อศั เจรยี ์ ก็ได้
ค. จะวางอยหู่ ลงั คำ� ทตี่ อ้ งการบอกลกั ษณะหรอื รายละเอยี ด ค. เสยี งทเี่ ปลง่ ออกมาครงั้ หนง่ึ จะมคี วามหมายหรอื ไมม่ ี
ง. ค�ำที่ใชเ้ ช่ือมข้อความหรอื ประโยคให้เป็นเรือ่ ง กไ็ ด้
เดยี วกนั ง. เสียงทเ่ี ปล่งออกมาคร้ังหนง่ึ
16. กลุม่ คำ� วลี คอื ข้อใด 20. ขอ้ ใดกลา่ วถูกตอ้ งเกีย่ วกับความหมายของค�ำ
ก. ถ้อยคำ� ท่เี รียบเรยี งข้นึ มีใจความสมบูรณ์ ให้รู้วา่ ใคร ก. เสียงท่ีเปลง่ ออกมาแล้วมีความหมาย จะมีกี่พยางค์
ทำ� อะไร อยา่ งไร ในประโยคอยา่ งนอ้ ยตอ้ งประกอบ ก็ได้
ด้วยประธานและกรยิ า ข. คำ� ทเี่ ปลง่ ออกมา แสดงถงึ อารมณห์ รอื ความรสู้ กึ ของ
ข. ค�ำที่เรียงกันตั้งแต่ 2 ค�ำขึ้นไป สื่อความได้ แต่ยัง ผพู้ ดู มักอยหู่ น้าประโยค
ไมส่ มบรู ณ์ ไม่เป็นประโยค กลมุ่ ค�ำสามารถท�ำ ค. เสยี งทเ่ี ปลง่ ออกมาครงั้ หนง่ึ จะมคี วามหมายหรอื ไมม่ ี
หนา้ ทเ่ี ปน็ ประธาน กรยิ า หรอื กรรมของประโยคได้ กไ็ ด้
ค. เสยี งท่ีเปลง่ ออกมาแล้วมีความหมาย จะมีกพ่ี ยางค์ ง. ไมม่ ขี อ้ ใดถกู
ก็ได้
8 แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพอ่ื ยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
ภาคเรียนท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
สรุปเนอื้ หาส�ำคญั จากบทเรยี น รายวิชาภาษาอังกฤษ รหัสวชิ า พต11001
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. เพอื่ ให้ผเู้ รียน ฟงั พูด อ่าน เขยี นภาษาอังกฤษ เพ่อื การสือ่ สารในชวี ิตประจำ� วันได้
2. เพอ่ื ให้ผูเ้ รยี นยอมรบั และเห็นคณุ ค่าภาษาอังกฤษเพอื่ การสือ่ สารในชีวิตประจ�ำวัน
3. เพ่ือให้ผูเ้ รยี นมีทักษะในการสอ่ื สารตามหลักภาษาและวัฒนธรรมของเจา้ ของภาษา
บทท่ี 1 การทกั ทายและการตอบรับคําทักทาย (Greeting)
Good morning สวัสดีตอนเช้า (หลงั เทย่ี งคืน ถงึ เทยี่ งวัน)
Good afternoon สวัสดตี อนบ่าย (หลงั เที่ยงวัน ถึงเวลา 18.00 น.)
Good evening สวัสดีตอนเย็น/ค่ำ� (หลงั 18.00 น. ถึงเที่ยงคืน)
Good night ราตรสี วัสด์ิ
บทที่ 2 การแนะนําตนเองและผูอน่ื (Introducing oneself and others)
เรอ่ื งที่ 1 การแนะน�ำตนเอง (introducing oneself) คำ� ทกั ทายเมอ่ื พบกันคร้งั แรก How do you do?
Nice to meet you. I’m glad to meet you. Nice to know you. คำ� ตอบรบั เช่น Very well, thank you.
(สบายดี ขอบคณุ )
เรอ่ื งที่ 2 การแนะนาํ บุคคลอ่ืนใหร ูจกั กัน (Introducing Others)
บทท่ี 3 การกลาวลาและการตอบรับการกลาวลา(Leave Taking)
ตวั อย่างประโยค Miss Suda: See you later. Mr.Tom: Yes, see you later.
Miss Cathy : Give my regards to Mr. A.J. Miss Suda : Yes, I will.
บทท่ี 4 การเขียน การอา่ น พยัญชนะ สระและประสมค�ำ
เร่ืองท่ี 1 การเขยี นพยัญชนะ
ตวั พิมพใ์ หญแ่ ละตวั พิมพเ์ ลก็ A a เอ B b บ ี C c ซี D d ดี E e อี F f เอฟ G g จี H h เอช I I ไอ
J j เจ K k เค L l แอล M m เอม็ N n เอ็น O o โอ P p พี Q q คิว R r อาร์ S s เอส T t ที U u ย ู
V v วี W w ดบั เบลิ ยู X x เอ็กซ์ Y y วาย Z z ซี
เรอ่ื งที่ 2 การออกเสยี งสระแทและสระประสม
บทที่ 5 จำ� นวนนบั และล�ำดับท่ี
เรือ่ งท่ี 1 การอา่ นและเขียนจำ� นวนนบั
อ่านตัวเลขท่ีนบั จากหลกั หนว่ ย 1-9 1. = one (วัน) 2. = two (ทู) 3. = three (ทร)ี 4. = four (โฟร)์ 5. = five (ไฟว)์
6. = six (ซิกส์) 7. = seven (เซเวน่ ) 8. = eight (เอท็ ) 9. = nine (ไนน์)
เรอ่ื งที่ 2 การอา นและเขยี นลาํ ดบั ท ี่ การนบั เลขจากหลกั รอ้ ย จะใชห้ ลกั การแบบหลกั หนว่ ย หลกั สบิ เหมอื นกนั
แต่จะใช้ and ด้วยเชน่ 101 one hundred and one 111 one hundred and eleven 199 one hundred and
ninety-nine 200 two hundred 1,000 one thousand 1,001 one thousand and one 2,000 two thousand
1,000,000 one million (a million) 2,000,000 two million
เรือ่ งที่ 3 การเขยี นประโยคทมี่ จี ํานวนนับ หรอื ลาํ ดบั ที่ Ordinal numbers คอื ตัวเลขทีบ่ อกล�ำดับท่ี จาก 1
เปน็ ตน้ ไป การบอกลำ� ดับที่จะใช้คำ� เหมอื นกบั เลขจำ� นวนนบั ยกเว้นบางลำ� ดับ
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพือ่ ยกระดับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 9
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
บทท่ี 6 คํานามและคําศัพทหมวดตางๆ 11
คำ� นามมี 2 ลกั ษณะคือ คำ� นามนบั ได้(Countable noun) และค�ำนามนบั ไม่ได(้ Uncountable noun) คำ� นาม
แนลบั ะไดใช้ ค้คอื�ำนเปนานน็ำ�มาหพมaนหท,า้พู น่ีaนจnับานจมเไ์ ม�ำดtน่ือ้hเไวชeมน่น่เเไฉมดdพ่ือ้oนาตgะาอ้sมเ,งจทtกาa่มีาะbรจรี lเปูeงฉแsรพ,ล่าาcงะะaนใtเชับจs้คาเปาะน็นจางชห้นิ แนลเ้าปะนสน็ าาอมมันาtไhรดeถ้ แทเลม�ำะเื่อปจตน็ะ้อใพงชกห้คาูพำ� รนจเฉน�ำพห์ไดาน้ะา้เเชนจ่นาามะdจaoง,gaแsn,ลtะเaสมbา่ือlมไeมาsรเ่,ฉถcพทaาtาsะเจาะจง
บทท่ี 7บสทญั ท่ีล7ักสษัญณลักษณ
IC บ กปบS Iโ’’ทtาmmAรททoรระUpศททตโssTยพั.อo่ีี่oIค89SOบทrrrrขiขIปกปเEGpรGเเฉ์tNyy’เฉบปกรรอxบัอราmhรiรุก..id่อืือ่vพvทiารรอื่ระะโotIเIปeoงงeทตาเ้อฉรทโโงะndชsfCททา้ยยะwอษงนิoขWoโ่ีe2่นoWยAผคคี่ี่8บยทrnrอ13เnเ้พูUagคขกFrชsรเเaตAคี่ม.yกรeyรiร’เอiาากิTับน่กปgyrรือ.lากtคาอ่ื่ืออสtรeรniาIาอ่ืรสใgOนรIางงkอเอ้ัง่ใPรวงหรtะงhชาขรททหTdnโใoNองlพาเย้โททหต่นteอe่ีี่2oท้กoชยกมคเ3ูด1รอdร้าaปรl/่นชnwาคาคAeกะ่ศAะงเอsบo้าน่ปก’งขรขำ�ดlpาeพัวCtงlย iรItารสออgอรl’ mhังียPhoทเับรkะmh oอกง่ัรตโ ErอolพemEnวฉ์โทitอ้อy eาpxือแgยเกnxoุกดู ชรiกasษง/heaeนลคtihewเคoอAtDs่นคnntแฉขะใขRoทehrอ.lํaหาทsพินลอกrอleาtmOeากtสNywnส้รohะราาโบrhqงr.คง่ัFท.ะgio้องรp่ังกeeeegKอeuไIieาวอตษงrแh.eฟาwr.อefepสังแra.ออwลรSntแoRไAsoกnง่ัr.ขตกลtหะบลTrEtoeilortsNgnอกอ rะแeะมlรkDqhbwแei pedoโาgกบบัl.ลก ใ้eualtEทลe.ceรhEหoeาผะรneาnppะตใtษtSrรwntwmกบัโ้มrน.gosdรr.กhiอตทคidttoาeiขcข.กขnYาบoอใรdร่ะrobdแอPรานeอdnoบอรศขดosflลoEรโตlsับoกโeefhรัพอโทฉิelพะwR.ทอmwmบัeาทoโRันaทกษพใeดูบรทncษน.cseษyาไs์แใคบพอt.รษeมkPนรtคกsrจรไับอhกrดูitต่ทlา่กcฟะi้งบัwrecกoาrขรอiารiดไtcรaผssRคmพaอบรหาihิตtskฉoมesำ�พโบดูรiมeeoอoัhทnนสลsบัอูดคอ้ใwบcensงั่wษืมหไอขำ�tนัk.มรrosมทhมโ้กอaตv(บั.ตทสีrr่aทesคสีำ�โeอkiร(sำ�ทhรsกsaา.เำ�dรบkานศชeษสนาsผsายtคน่พัวอPรpั่งhมมบวds่ะนมบทันaeeสีนขรpOคiสีใrsc้าแ์sตIาะอใeน’k.าheาiนนนจKรวmโficนตกineทง้าว.งักeidาfวอยsgไนษAdาiRisฟรน.esบใรlคoทeรพhrนdใฟiพรnirคะsนี่จegดูกr้าับeดูว่hiyะกอsปาtnดrังผ..thาดvรรไูด.มIรIพeeฟtร’ะ’YพลhmmdถูดโฟEeeมืeดูยเm้าsaPฉทคsl.ดeraพaoาคelูดaritกrาerำk�errgาะirสyEln.eรiผ.mงe่ัsgขบnพู้iIrเg’อา้ecชทmกิnsนโyrน่จ่ีiา)gทgอeรlCnษpaดn)ohNทtร cemo oีม่ถy .nาNeสeohายseEiคrxgeniะ่ t.
เรื่องที่ 1 ประโยคความเดยี วเพอ่ื เลา เร่ืองเกี่ยวกบั ตนเอง โดยใช Present Simple Tense ประโยคความเดียว
เช่น My name is Suda. ฉนั ชอ่ื สดุ า I am Suda. ฉันคอื สุดา
เรอื่ งท่ี 2 การสรา งประโยคความเดยี วเพอื่ เลา เรอ่ื งเกย่ี วกบั ตนเองโดยใชP้ resent Continuous Tens เหตกุ ารณ์
เช่น She is goingto the office at the moment.
เรอื่ งที่ 3 การสรา งประโยคความเดยี วเพอ่ื เลา่ เรอื่ งเกย่ี วกบั ตนเอง โดยใช้ Future Simple Tense เมอื่ พดู ถงึ
บhเรบหปูeรุทตกษุ,กทุ รsทาhร่ี ่ีร1มe2ณ0,บTเyร(ห์eiOทt่ือoปรn,ทbงuอืswรท่ีjกe9ะบเeี่ หาcโ1ุร,ปรเเปเtตยษุ รรรtก)รุกร คhืื่อ่ืออทระ ะPาeงคงะสงโ่ีโรrทยท3yทยทรoํณาคี่่ีคร่ีำ�ถnเh23์1คพทปคเoาeชวกวนจ่ี็นกuมป,น่าาาะาคาnsมรมรเมรhำ�Sปกะเสเสทสดh(eดดิโรรครรียeใี่ย.ยีขาะ�ำชารวiควงน้ึสtiโง้แพsปคยเใปรท,นชนรgรวครtนน่ะoาอพาhะคมโบiนมnนeโMยํใคุยาเgาyคานyตดคคคtมครoียตอลคn)วูปวหวบatาเปคhเชาmมรพือรeมน่ือคเะื่eคอดเสoํธIดีำ�ยเาiิ่งfลสาswีทยวfขนiารเวใี่Sciอพlชเเeรulงร(พ่ือแ้Sพdgใื่อaื่ทเอนuoaลtงนเนbก.เาลttากฉาjคoเh่eารม่ีรยัน�ำeเcื่อพtรนวชthงื่อmคดูก)่อืาเeงกัมสํสบmoาเ่ียbุดนบเกตmพeวาaที่ยุพน,ือ่กenวนIเhบหัnบkอกaาetลตทัmบงมt.roีกนี,ตโm3เเแSดhนลอuลiยoี่ยเบงmอdโใะrงรุดraชงก,คษุo .ยา wํคPฉtใราhชคโอืrนั.กดe้ePณุ(คลsฉยบrmอืา่eeนัใรุศวสnชs,จษุ ถพัeุดt้oะทงึnFาSทuไหuี่tปir1mtร Cธu อื นopไเrแปดenาleท้แน็คtSiนกาคnTimรต่สำ�ueใสัว่ิงonนpทผรusวlรeeพู้ี่รsนั พู้ ดูพIน,รIา,yงุ่ มนowใ)้ีuนe,
10 tTภแoeบาmnคบsเฝoรeึกrยี rทนoเักทwมษ่ี 2ื่.อะทปพารูด(งะฉวถจันชิ ำ�ึงาจปเกะหี า2ไตร5ป6ุกเธพ3นาอื่ รรายะคณกดาร์บัหระปใรดนรืบัอวะผกถนั ลมาสพศรัมกึรกฤุ่งษรนทาะธ)ี้ ทท์ิ าางทก่ีจาระเรเกยี ินดขึ้นในอนาคต เช่น I will go to the bank
บทที่ 10 ประโยคคาถาม ประโยคคาตอบ คาสรรพนาม คาบพุ บท และคาคุณศพั ท
เรอ่ื งท่ี 1 Pronoun (คาสรรพนาม) คือคาที่ใช้แทนคานามเพื่อหลกี เล่ยี งการกล่าวถึงหรือแทนส่ิง
เรอ่ื งที่ 2 คำ� บพุ บท (Preposition) คำ� บพุ บท (Preposition) หมายถงึ คำ� ทใี่ ชน้ ำ� หนา้ คำ� นาม หรอื คำ� ทที่ ำ� หนา้ ท่ี
เหมือนค�ำนามในประโยคเพื่อขยายความให้ชดั เจนยิง่ ข้ึน in ใช้กบั เดือน ปี และฤดู on ใช้กบั วัน at ใชก้ บั เวลา (บอก
เวลาตามนาฬิกา และบอกช่วงของนาฬกิ า) with ด้วย, กับ
เร่ืองท่ี 3 ค�ำคุณศพั ท์ Adjective เป็นค�ำขยายค�ำนามท่ใี ช้ลักษณะต่างๆของคนสตั วส์ งิ่ ของหรือสถานท ี่
เรอื่ งที่ 4 ประโยคค�ำถาม และประโยคค�ำตอบ ประโยคคำ� ถามที่ข้ึนตน้ ดว้ ย Wh-questions ไดแ้ ก่
1. Who (ใคร) เป็นคำ� ถามทีต่ ้องการคำ� ตอบเปน็ บคุ คลเป็นประธานของประโยค
2. Whom (ใคร) เป็นค�ำถามที่ตอ้ งการคำ� ตอบเป็นบคุ คลเปน็ กรรมของประโยค
3. Whose (ของใคร) เปน็ ค�ำถามท่ีต้องการคำ� ตอบเปน็ บคุ คลทเี่ ปน็ เจ้าของ
4. What (อะไร) เป็นคำ� ถามทตี่ ้องการค�ำตอบเป็นสง่ิ ของ เวลาความคดิ ฯลฯ
5. Which (สงิ่ ไหน อันไหน) เป็นค�ำถามทต่ี อ้ งการคำ� ตอบท่ีเฉพาะเจาะจง
6. Why (ทำ� ไม) เป็นคำ� ถามที่ตอ้ งการคำ� ตอบเป็นเหตผุ ลโดยมากมกั จะตอบ because Why do you
come late?
7. Where (ท่ีไหน) เปน็ คำ� ถามทต่ี อ้ งการค�ำตอบ เกี่ยวกบั สถานที่ Where will you go next week?
อาทิตย์หน้าคุณจะไปไหน
8. When (เมือ่ ไร) เปน็ ค�ำถามท่ตี อ้ งการค�ำตอบเป็นวนั และเวลา When will you go to Japan?
คุณจะไปประเทศญ่ีปุน่ เมอ่ื ไร I will go to Japan next week. ฉันจะไปประเทศญป่ี ่นุ อาทติ ยห์ น้า
9. How (อยา่ งไร) เปน็ คำ� ถามทีต่ อ้ งการคำ� ตอบเป็นอาการ หรอื วิธีการ
หมายเหตุ : ให้นักศกึ ษา ได้ศกึ ษาเพ่มิ เติมจากหนังสือแบบเรียนรายวชิ าภาอังกฤษพืน้ ฐาน รหสั วชิ า พต11001
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน 11
ภาคเรียนท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวิชาภาษาอังกฤษ พต11001
จงเลอื กค�ำตอบท่ถี ูกต้องทสี่ ดุ เพียงคำ� ตอบเดียว 7. Linda: Tom ,this is Kens woods.
1. A: Thank you. Tom: How do you do Sir?
B: ……………………… a. I’m fine
a. sorry b. I’m sorry b. I’m sorry
c. o.k. d. you’re welcome c. how are you
2. A: ……………………… d. yes, alright
B: That’s all right 8. A: Fine ,thank . And you.?
a. I’m fine b. I’m sorry B:……………..
c. how are you d. yes, alright a. Not bad
3. A: I live in Ratchaburi. Where do you live.? b. Good morning
B: ………………….. c. Good afternoon
a. I live in Ratchaburi, too d. yes, alright
b. you are welcome 9. Louis : Hi Laura, how are you.?
c. Thankyou Laura : Hi! Louis. I’m not so well……
d. yes, alright a. I have a fever
4. A: Good morning. b. I have a good luck.
B: ………………… c. I have a new friend
a. Good afternoon d. I call you later
b. I’m fine 10. A: I am a nurse. What’s your occupation?
c. Good night B: …………………..
d. Good morning a. I live in Petchaburi
5. A: How are you? b. I am a teacher
B: ………………….. c. I am a woman
a. How are you.? d. yes, alright.
b. I’m fine ,thank 11 My name is…………………….. I’m……………..years.
c. and you a. 17,suda
d. I’m sorry b. Yes, I will
6. Bill : Tom, this is Bob. c. Pechaburi
Tom : Nice to meet you Bob…………….. d. Suda, 17
a. I’m fine 12. Miss Suda: See you later.
b. Nice to meet you too Mr. Tom…………..
c. how are you a. See you
d. yes, alright b. Yes , thank you
c. Yes. You’ are welcome
d. I have
12 แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพอ่ื ยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
13. Miss Cathy: Give my regards to Mr. A.j. 18. Mr. Ken : what a nice party!
Miss Suda:……………. Miss Suda :……………………
a. Yes, I do a. Thank for coming
b. yes, I will b. You’re welcome
c. yes, alright c. Thank you for inviting me
d. you wish d. I’m glad you like it.
14. Miss Carolyn: Hope to see you soon, bye. 19. Mr. Ken : Thank you for the meal.
Mr.Dan:………….. Miss Suda :……………………
a. Yes, I will b. yes, I hope a. That’s all right
c. yes, thank you d. Good bye. b. I’m glad you liked it
15. Miss Aliz: I wish you luck. c. it’s nice of you to say so
Mr.Bob:…………..,Good bye. d. all right
a. you too b. you will 20. A: What’s your job?
c. You wish d. Yes I will B: I am ……………..
16. Miss cathy : well , thank for the information. a. teacher
Mr. Dan : ………..Good bye. b. a cat
a. I call you later c. a man
b. Yes, I hope so d. dog
c. Thanks.
d. You’ are welcome
17. Miss Kate : I look forward to hearing from you.
Mr.Danael :……………
a. I’m much obliged to you
b. I’ll speak to you tomorrow
c. I look forward to hearing from
you, too
d. That’s all right
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพือ่ ยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 13
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
สรปุ เน้อื หาส�ำคญั จากบทเรียน รายวชิ าคณติ ศาสตร์ รหสั วชิ า พค11001
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. ประมาณคา่ เปน็ จ�ำนวนเต็มได้
2. บวก ลบ คณู และหาร จำ� นวนนบั ได้
3. แยกตัวประกอบของจ�ำนวนนับได้
4. หา ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ของจำ� นวนนบั ทก่ี �ำหนดใหไ้ ด้
บทที่ 1 จํานวนและการดําเนนิ การ
1. การอ่านและเขียนตัวเลข แทนจาํ นวน คา่ ประจําหลกั และค่าของ ตัวเลข
2. การเขยี นในรปู การกระจาย การเรยี งลาํ ดับจาํ นวน การประมาณคา่
3. สมบัติของจาํ นวนนบั และการนําไปใชใ้ นการแก้ปญั หา
4. การบวก ลบ คูณ หาร จาํ นวนนับและการแกป้ ญั หา
5. ตัวประกอบของจาํ นวนนับ และการหาตัวประกอบ จาํ นวนเฉพาะและตัวประกอบเฉพาะ
6. การแยกตวั ประกอบ ห.ร.ม. และ ค.ร.น.
บทท่ี 2 เศษสว่ น
1. ความหมาย ลกั ษณะของ เศษส่วน และการอา่ นเศษสว่ น
2. การเขยี นเศษสว่ นให้อยู่ ในรปู เศษสว่ นอย่างต�่ำจํานวนคละ และเศษเกิน
3. การเปรียบเทียบเศษส่วน
4. การบวก ลบ เศษส่วน และโจทย์ปัญหา
5. การบวก ลบ คณู หาร เศษสว่ นระคน และ โจทย์ปญั หา
บทที่ 3 ทศนยิ ม
1. ความหมายของทศนยิ มการเขยี นและการอา่ น
2. คา่ ประจําหลักและคา่ ของตวั เลขในแต่ละหลกั ของทศนยิ ม
3. การเขยี นทศนิยมในรูปการกระจาย การเปรยี บเทยี บและเรยี งลําดับทศนิยม
4. ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งทศนยิ มและเศษส่วน
5. การประมาณค่าใกลเ้ คียงทศนยิ ม การบวก ลบ ทศนยิ ม และโจทย์ปญั หา
6. การคณู หาร ทศนยิ มและโจทย์ปัญหา
บทท่ี 4 รอ้ ยละ
1. ความหมายของรอ้ ยละ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างเศษส่วนและร้อยละ
2. โจทย์ปญั หา การคูณ การหาร (บญั ญัตไิ ตรยางศ)์ และการประยุกต์
บทที่ 5 การวดั
1. การวดั ความยาว และระยะทางการเลอื กเครอื่ งวดั และหนว่ ยวดั ความยาวความสงู หรอื ระยะทางทเ่ี หมาะสม
2. การเปลีย่ นหนว่ ยการวัดมาตราสว่ น โจทยป์ ัญหาเกี่ยวกบั การวัดความยาว ความสงู และระยะทาง เลือก
หนว่ ยการช่งั การตวงท่ีเปน็ มาตรฐานให้เหมาะสม เปลี่ยนหนว่ ยการชั่ง การตวง
3. หาพื้นที่และความยาวรอบรูปของรูปเรขาคณิต
14 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพือ่ ยกระดบั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
4. การเขียนและการอา่ นจํานวนเงนิ การเปรยี บเทียบจํานวนเงินและแลกเปลีย่ นเงินตรา การแกโ้ จทยป์ ญั หา
เก่ียวกบั เงนิ การอา่ นและบันทึกรายรับ-รายจา่ ย
5. การวัดอุณหภมู เิ ปน็ องศาฟาเรนไฮต์ และองศาเซลเซียส การเปลี่ยนหน่วยการวัด
6. บอกและเขยี นเวลาจากหน้าปดั นาฬกิ า การอ่านตารางเวลาและการบันทึกเหตกุ ารณ์
บทที่ 6 เรขาคณติ
1. ชนิดของรูปเรขาคณติ สองมิตแิ ละสามมติ ิ
2. การประดิษฐร์ ูปเรขาคณติ สองมิติ หรือสามมติ ิ
บทท่ี 7 สถิติ
1. การเกบ็ รวบรวมข้อมูลการจําแนกขอ้ มลู โดยการสังเกต และการสาํ รวจ
2. การอ่าน การเขียนและเปรยี บเทียบแผนภูมิรูปภาพ และแผนภมู ิแทง่ การอ่านและการเขยี นกราฟเสน้
3. การอา่ นแผนภมู ริ ปู วงกลมความนา่ จะเป็นเบ้อื งตน้ โอกาสและเหตกุ ารณท์ จี่ ะเกิดขน้ึ แนน่ อนหรือ
อาจจะเกดิ ขึ้นหรอื อาจจะไมเ่ กดิ ขน้ึ หรือเป็นไปไมไ่ ด้
บทที่ 8 ความนา่ จะเปน็ เบ้อื งตน้
โอกาสและเหตุการณ์ท่ีจะเกดิ ขนึ้ แน่นอนหรอื อาจจะเกิดขนึ้ หรืออาจจะไม่เกดิ ข้นึ หรอื เปน็ ไปไม่ได้
หมายเหตุ : ใหน้ กั ศึกษา ได้ศกึ ษาเพมิ่ เติมจากหนังสือแบบเรียนรายวชิ าคณติ ศาสตร์ รหัสวิชา พค11001
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน 15
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวิชาวิชาคณติ ศาสตร์ พค11001
จงเลอื กคาํ ตอบทถ่ี กู ต้องที่สดุ เพียงคําตอบเดยี ว 8. จงหา ค.ร.น. ของ 8, 10, 12
1. เก่งซื้อสมุดเล่มละ 18 บาท ดินสอแท่งละ12 บาท ก. 121 ข. 122
ไม้บรรทดั อนั ละ 9 บาท ให้นกั เรียน 82 คน เกง่ จะตอ้ ง ค. 120 ง. 170
เ เ2 12จทต...งร่ามเเยีเมไตลกราคกคกมารลอืกค่ง....ลเียซยังก..1313ัยมิน้ือม3ค33,5,ม18เสอีเ,,00าํงเี1800งมยงตินิน0000บบิน่าุดออ00 าางเ 2บย2ลนทท5่าท5่มอ้ ง5 5ถ่ีลยนกูะบกอ้บตีบ่ายา1ทอ้าทก8ทงี่บใทใบ งงขชาช..สี่า.ท้ไ้ไทป13ดุ3ปแ4,เ,9บ2ดพ15100นิ2บ2ีย0บ00ส0งทขาอค .บบทดแาํ 1าาสตท3ททออง่5ลบบมมบะาเารด1าลลาท2ยีัยัยยวเเบ วหหาิชลลทอือืาเเคไงงมินนิณงข้บเ..ทิตร33ร่าศ,,ท9ไ92าร0ัด.0ส0อ0ต ัน กค รล..×์ะพ13429ค บ =1า1ท0ใ0ห1้นกั เขงร..ียน313282 คน เก่งจะตอ้ ง
จ3 4 2 34 ..ะ, 0.. กไเบ0เกดดบรดกคกค9ารเ้ะอืากกคคกคอืง....ทะเทนบนิ...น...ท1313เททเาเ3111316,6,ทยีขเท77ทยี,63ข,65แ่ี02มแี่า7711่าม0020าลจแล1157แไบบจแ้วระห้ว57ลบบบบาาะสบบหเสง้้วททาาาาหเบบมาาง้กมหนทททท ลกททชาาโิ ชลําลือททิโา าเือล ยกเงยงเกินมรงมินรมัไนิีเเีปงัมงลทเนิทินลซะ ง ่าะ้อืา่.ไ133รไต11ร8,,446เู้ 8สบ553้อื 66บาบผทาขงขบาา้บท...ถทราา313าา้ททถ,ค6,ข77้าเ1าา1ข1เดยด8า61บอื ไือย,ดนาบ7บนไท้น5ดา9าน ท0หี้้ท้ีหก9า โาิ ไกลไดดิโก้อล้อรกีกมักี งงงขขขร2......มั ,1311130,46จ,631 1 อ 1 071117 53ะ15102ร91 0121 ไท...8...บบ 6ดบบบถ เทจัยกคคกเถจทาาป้เาาบปา้ากคกคกบงงสร....งทท้ารททอคทหนิาอ.....งหาค5858งระทสาท528รเ58สบะา0005แทเ์แค่ีเเ์02005ซคี่เแ.%.%ไหซล2น2่าหาํ%..%ดน็าํน22็นว้ลไ25ตน ลต้ตรน25น ี่ยูกต 1 อย่ีเอ ์ตเาํมบ6์บ มตบเม็0มางม็ม 3ขศนิุม3ุมคข2อกฉ2ไฉอะ.ปง์เ.า3แาง3มวซก5วกน5ชิต้ือิชกนาร+กต+าภขงงขววภู้เ..อ4า้..าส4า้ า57รง5ษ59้อืง5ษท05.00าผ3.737า.%ัยอ.%2า้32อ3เสงัรเ8ม2 งัมก-อา -ต กตคฤบ22รฤษรา7ไ7ษดย.1ย.เ88ท้าปเ,า7วป=ี่น็ว=5็น 424002เเม00มต0ตครระคสแะสงูนแงู นน2ขงงขข2..น... 57เ529มอ05030ต.%ร%.22ลทร82กูยั มบสีปาอรศบิมกไา
เมตร คม.ปี 2ร0มิ าลตูกรบเทาศา่ ไกรเ์ มตร ง. 25 ลกู บาศก
5. จงหาผลลพั ธข์ อง : 51+32
2253 1 ส 111 3ต543.า...นงขคงกขงคกจนนคคกคกกกค..า......งาา์ย...ิโ...24ห2424ยย24อลทX45X46553า62507ชทยก57อคุมาอเเลบร==ลบลบลบมมงาํกพงบัมบูกากูกูกูใาาาตตตใท10บทลบาาทททบบบบอ7รรรททสซาาาาบกิซกิ57า777ศ่งือ้ศศศต้อืต0บข775ถ505กถกกกนัถนั0อ5ว่วัก์เา่ส์เ์เ์เสสส่าา่มงเมมมนรสสต44หนสตถตตตตตัมตมตต11าลมา่าามารรรรง1า2าานงงงือกาน คงงคคค รง5ากากคค์5์์ ์ไารยโิิโป์์เคลลขเช5ขขากก่งมุ(เา่งรรขพคยXัมัมคง่ ิดล-2ดิ เลส221ปเะ่ง55เป0น็มถเ00็นทตเ)ัว่ งเกกา่เร+งนิหไรรกินิ รลัมัม1ต2ือ203นั ง33=ไ43ปบ86บขา00าทายกท7ทโิ ล57งขงขงข้งั ...ก5...หX46รX47มสมั56ดเ=ตเ=มมเบ5าบทต2ต0ง-าา่า1รครท0ทไกิิก์ รอกต7ต7ยรนั5นั5มัา
ก. 13 ข. 13
15 16
ค. 13 ง. 13
17 18
66..118กค84กค..4..22÷÷2224248 8มคี ม่าีคเ ทา่ เา่ ทไร่าไร ข. 23 ข.
ง. 25 ง.
77.จ.จงงหหาาหห.ร.ร.ม.ม..ขขอองง2244,,6600,,3366
กก. .1155 ข. 12 ข. 1216. ลูกตุ้มมีเสน้ ผา่ ศูนย์กลาง 24 เซนตเิ มตร จะมปี ริมาตรและพน้ื ท่ีผิวเ
คค. .1122 ง. 17 ง. 17 ก. 5,241.14 ตาราง ซม. ข. 6,241.14 ตา
8. จงหา ค.ร.น. ของ 8, 10, 12 ค. 241.14 ตาราง ซม. ง. 8,241.14 ตา
ก. 121 ข. 12127. ต้อยอายนุ ้อยกว่าโตง้ 3 ปี ถา้ โต้งอายุ 15 ปี ตอ้ ยมีอายเุ ท่าไร
ค. 120 ง. 170 ก. ตอ้ ยอายุ 11 ปี ข. ต้อยอายุ 12
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพอ่ื ยกระดับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ค. ต้อยอายุ 13 ปี ง. ตอ้ ยอายุ 14
16 ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา รูปเรขาคณิตสองมติ ิในขอ้ ใดท่ีไมม่ ีมุม
18.
ก. รูปวงกลม ข. รปู สีเ่ หล่ียม
14. นายชุมพลส่งถั่วเหลืองไปขาย 2 เมตริกตัน 480 19.
กิโลกรมั 500 กรัม ครัง้ หลังสง่ ไปอีก 3 เมตรกิ ตัน 930
กิโลกรัม 750 กรัม นายชุมพลส่งถั่วเหลืองไปขาย
ท้งั หมดเทา่ ไร
ก. 5 เมตริกตัน 411 กโิ ลกรัม 250 กรัม
ข. 7 เมตรกิ ตนั 411 กโิ ลกรัม 250 กรมั
ค. 6 เมตรกิ ตัน 412 กโิ ลกรมั 250 กรมั จากรปู ประกอบเป็นทรงเรขาคณิตชนดิ ใด
ง. 6 เมตริกตนั 411 กโิ ลกรัม 250 กรัม ก. ปรซิ มึ สามเหล่ยี ม
15. จงหาคาํ ตอบของสมการ 5( X- 10 ) + 10 = 60 ข. ปรซิ มึ หา้ เหลย่ี ม
ก. X = 1 ข. X = -1 ค. กรวย
ค. X = 0 ง. X = 2 ง. พรี ะมิดฐานห้าเหลยี่ ม
16. ลกู ตุ้มมีเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลาง 24 เซนตเิ มตร จะมีปรมิ าตร 20. นกั ศกึ ษาชาย 5 คนมีเงินฝากธนาคารคนละ 40 บาท
และพน้ื ที่ผวิ เท่าไร นักศกึ ษาหญิง 4 คน ฝากคนละ 25 บาท และครมู ีเงนิ ฝาก
ก. 5,241.14 ตาราง ซม. 70 บาท จงหาคา่ เฉล่ียเลขคณติ
ข. 6,241.14 ตาราง ซม. ก. 37 ข. 38
ค. 241.14 ตาราง ซม. ค. 39 ง. 40
ง. 8,241.14 ตาราง ซม.
17. ต้อยอายุน้อยกว่าโต้ง 3 ปี ถ้าโต้งอายุ 15 ปี ต้อย
มีอายุเทา่ ไร
ก. ตอ้ ยอายุ 11 ป ี ข. ตอ้ ยอายุ 12 ปี
ค. ต้อยอายุ 13 ปี ง. ต้อยอายุ 14 ปี
18. รปู เรขาคณิตสองมิตใิ นขอ้ ใดท่ไี มม่ มี มุ
ก. รปู วงกลม ข. รปู ส่เี หลยี่ ม
ค. รูปสามเหล่ยี ม ง. รูปหกเหลย่ี ม
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 17
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
สรุปเนอ้ื หาส�ำคัญจากบทเรียน รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา พว11001
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. เพ่อื ใช้ความรูแ้ ละกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดํารงชีวติ ได้อยา่ งเหมาะสม
2. เพอ่ื จาํ แนกสงิ่ มชี วี ติ ในแหลง่ ทอี่ ยู่ อธบิ ายความสมั พนั ธข์ องกลมุ่ สงิ่ มชี วี ติ ในระบบนเิ วศ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
สภาพแวดล้อมกับการดํารงชีวติ ของสิ่งมีชวี ิตในชมุ ชนและทอ้ งถ่นิ
3. อธบิ ายความหมายประเภทของทรพั ยากรธรรมชาติ การใชแ้ ละการดแู ลรกั ษา ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
ในชุมชนและท้องถิน่ ได้ อธิบายเกีย่ วกบั ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและการพยากรณท์ างอากาศ
4. อธบิ ายเกย่ี วกบั สมบตั ขิ องสาร การแยกสาร สารในชวี ติ ประจาํ วนั และการเลอื กใชส้ ารไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม
และปลอดภยั
5. เพือ่ อธบิ ายเกี่ยวกับพลงั งานในชวี ติ ประจาํ วันและการนาํ ไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนไ์ ด้
6. เพอ่ื อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหว่างดวงอาทติ ยโ์ ลกและดวงจนั ทรไ์ ด้
บทที่ 1 กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วทิ ยาศาสตร์ คอื การศกึ ษาหาความรเู้ รอื่ งราวหรอื ปรากฏการณธ์ รรมชาตอิ ยา่ งมรี ะบบขน้ั ตอนโดยใชก้ ระบวนการ
ทักษะทางวทิ ยาศาสตร์
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ข้ันตอนการเสาะหาความรู้อย่างมีเหตุมีผลมีขั้นตอนอย่างเป็นระบบ
กระบวนการวธิ ีทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้ 5 ขั้นตอน ดงั นี้
1.ระบปุ ญั หา 2.การต้ังสมมติฐาน 3.รวบรวมขอ้ มูล 4.วเิ คราะห์ขอ้ มูล 5.สรุปผล
เทคโนโลยี หมายถึง การนาํ ความรูด้ า้ นวทิ ยาศาสตรไ์ ปประยุกต์ใช้และอาํ นวยความสะดวกใหก้ ับมนุษย์ เช่น
ยานอวกาศ โทรศพั ท์ คอมพวิ เตอร์ เปน็ ตน้
บทที่ 2 โครงงานวทิ ยาศาสตร์
ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์ มี 4 ประเภท คอื
1. โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง
2. โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทการสาํ รวจ
3. โครงงานวทิ ยาศาสตรป์ ระเภทสิ่งประดิษฐ์
4. โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททฤษฎี
บทที่ 3 สิง่ มชี วี ติ
ลกั ษณะของสง่ิ มีชีวติ คือ สิง่ ตา่ งๆ ท่ีเราพบเห็นอยู่ทวั่ ไป ทุกคนคงสามารถแยกได้ว่าส่ิงใดเปน็ สงิ่ มีชีวติ ซากของ
ส่งิ มชี ีวติ หรือสง่ิ ไม่มีชีวติ ทงั้ นเ้ี พราะส่งิ มชี ีวิตจะตอ้ งมลี กั ษณะ และกระบวนการของชวี ิต
บทท่ี 4 ระบบนเิ วศ
ระบบนเิ วศ (Ecosystem) หมายถงึ ความสมั พนั ธข์ องกลมุ่ สง่ิ มชี วี ติ ในแหลง่ ทอ่ี ยแู่ ละมคี วามสมั พนั ธซ์ ง่ึ กนั และกนั
ระบบนิเวศทใ่ี หญท่ ีส่ ุดในโลกเรียกว่า โลกของสิง่ มชี วี ิต
18 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพื่อยกระดบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
บทท่ี 5 ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมในท้องถิ่น
ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง ส่งิ ต่าง ๆ ทเ่ี กิดขึน้ เองตามธรรมชาติ และมนุษย์สามารถนาํ มาใช้ ประโยชนไ์ ด้
สงิ่ แวดลอ้ ม หมายถึง สง่ิ ต่าง ๆ ท่อี ยูล่ ้อมรอบตัวเรา ทง้ั สง่ิ ท่ีมชี ีวติ และไมม่ ีชีวิต รวมทง้ั สงิ่ ทเี่ กดิ ข้ึนเอง ตามธรรมชาติ
และสิง่ ทม่ี นุษย์สร้างขนึ้ มา
บทที่ 6 ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
1. การเกดิ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
1.1 เมฆ (Clouds) “เมฆ”
1.2 หมอก
1.3 นำ้� ค้าง
1.4 ฝน
1.5 ลูกเหบ็ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาตใิ นอนาคต เช่น การคาดหมายสภาพอากาศของวันน้ีและพรุ่งน้ี
บทที่ 7 สารและสมบตั ขิ องสาร
สาร หมายถึง ส่ิงทม่ี ตี ัวตน มีมวล ตอ้ งการทอ่ี ยู่ และสมั ผสั ได้ สารแต่ละชนิดจะมีลักษณะ เฉพาะตัว หรือ สมบตั ิ
ของสาร
สมบัตขิ องสารแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. สมบตั ิทางกายภาพ หมายถงึ สมบตั ิของสารท่แี สดงให้เห็นลกั ษณะภายนอก
2. สมบัติทางเคมี หมายถงึ สมบตั ิของสารทแ่ี สดงลักษณะการเปลย่ี นแปลงทางเคมี
บทท่ี 8 การแยกสาร
สารเนอ้ื เดยี ว หมายถงึ สารทม่ี ลี กั ษณะเปน็ เนอ้ื เดยี วกนั เมอ่ื นำ� สว่ นใดสว่ นหนงึ่ ไปทดสอบจะมสี มบตั เิ หมอื นกนั
เชน่ นำ�้ กลน่ั นำ�้ โซดา นำ้� เช่อื ม น้�ำเกลอื เป็นต้น
สารเนอ้ื ผสม หมายถงึ สารผสมทไ่ี มผ่ สมเปน็ เนอ้ื เดยี วกนั สามารถมองเหน็ สารเดมิ ไดด้ ว้ ยตาเปลา่ สารแตล่ ะชนดิ
จะมีสมบตั ขิ องสารแตกต่างกัน เช่น น�ำ้ แปง้ นำ�้ โคลน ยาเคลอื บกระเพาะ เปน็ ตน้
บทที่ 9 สารในชวี ิตประจําวนั
จําแนกประเภทของสารท่ีใช้ในชวี ติ ประจําวันออกเปน็ ประเภท ไดด้ ังน้ี
1. สารท่ีมีสมบัตเิ ปน็ กรด สารประเภทนี้มีรสเปรย้ี ว สารท่ีมีสมบัติเป็นเบส เปน็ สารที่มรี สฝาด
2. สารทีส่ มบตั ิเป็นกลาง เปน็ สารทท่ี ดสอบกับกระดาษลิตมสั แลว้ ไมม่ กี ารเปล่ยี นแปลง
บทที่ 10 แรงและการเคลือ่ นท่ี
แรง หมายถงึ อาํ นาจภายนอกท่ีสามารถทําใหว้ ัตถุเปลยี่ นสถานะได ้ เชน่ ทาํ ใหว้ ัตถุท่อี ยูน่ ิ่ง เคลื่อนทไ่ี ป ทํา
ใหว้ ัตถทุ ่ีเคลอ่ื นทอี่ ยูแ่ ล้วเคล่ือนทเี่ รว็ หรือช้าลง
การเคล่ือนท่ี (Motion) หรือการเปลี่ยนตำ� แหนง่ ของวตั ถุ โดยมอี งค์ประกอบทส่ี �ำคัญ ไดแ้ ก่
1. ระยะทาง (Distance) คอื ระยะทางท่ีวตั ถเุ คลอ่ื นท่จี รงิ
2. การก�ำจดั (Displacement) คือระยะทางท่สี ้ันที่สุดหรือความยาวของเสน้ ตรงสมมติท่ีลากจากจดุ เริ่มตน้ ถงึ
จดุ สิ้นสุด
3. เวลา (Time) คอื ระยะเวลาทวี่ ัตถุใชเ้ ดินทางจากจดุ หน่ึงไปยงั อีกจดุ หนง่ึ
4. อตั ราเร็ว (Speed) คือระยะทางทีว่ ัตถุเคลื่อนทีไ่ ดใ้ นหน่ึงหนว่ ยเวลา โดยในการเคลือ่ นท่ีแต่ละชว่ งเวลา วตั ถุ
อาจไมไ่ ดเ้ คล่อื นท่ดี ว้ ยอตั ราเร็วคงทเ่ี สมอไป
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพื่อยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 19
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
5. ความเรว็ (Velocity) คอื อตั ราการเปล่ียนแปลงของต�ำแหนง่ ต่อหนว่ ยเวลา
6. อัตราเร่ง (Magnitude of Acceleration) คืออัตราเร็วที่เปล่ียนแปลงไปในหน่ึงหน่วยเวลา เป็นปริมาณ
สเกลารม์ ีหนว่ ยเปน็ เมตรตอ่ วินาท2ี
7. ความเร่ง (Acceleration) คือความเร็วท่เี ปล่ยี นแปลงไปในหนึ่งหนว่ ยเวลา
บทท่ี 11 พลังงานในชวี ติ ประจําวนั และการอนรุ ักษ์
พลงั งาน คอื ความสามารถในการทาํ งาน มอี ยหู่ ลายรปู แบบ สามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ 2 กลมุ่ ใหญๆ่ ไดแ้ ก่ พลงั งาน
ที่ทํางานได้ และพลงั งานที่เกบ็ สะสมไว้
บทที่ 12 ดาราศาสตร์เพอ่ื ชวี ติ ความสมั พันธ์ระหว่างดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจันทร์
1. ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
1.1 การเกดิ กลางวนั และกลางคนื
1.2 การเกิดข้างข้นึ - ข้างแรม
1.3 การเกิดสุริยุปราคาและจนั ทรปุ ราคา สรุ ยิ ปุ ราคา หรือ สรุ ิยคราส
หมายเหตุ : ใหน้ ักศกึ ษา ไดศ้ กึ ษาเพมิ่ เตมิ จากหนงั สอื แบบเรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา พว11001
20 แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวิชาวิทยาศาสตร์ พว11001
จงเลือกคำ� ตอบทีถ่ ูกตอ้ งท่สี ุดเพยี งคำ� ตอบเดยี ว 7. สว่ นประกอบใดของดอกที่ทำ� ให้เกดิ การสบื พนั ธุ์
1. วิทยาศาสตร์ หมายถงึ อะไร ก. เกสรตัวผู้ – เกสรตวั เมีย
ก. ความรทู้ แี่ สดงหรอื พสิ จู นไ์ ดว้ า่ ถกู ตอ้ งเปน็ ความจรงิ ข. เกสรตวั ผู้ - กลีบดอก
ข. ความรทู้ ี่ได้จกการสังเกตและคน้ ควา้ จนได้เปน็ ค. เกสรตัวเมีย – กลีบดอก
หลักฐานและเหตุผล ง. กลบี เลย้ี ง – กลีบดอก
ค. ความท่ีไดจ้ ากการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติ 8. การสร้างอาหารของพืชไม่ตอ้ งอาศัยขอ้ ใด
ซ่ึงพสิ จู นไ์ ดว้ ่าถกู ตอ้ ง แล้วจดั เข้าเปน็ ระเบยี บ และ ก. ก๊าซคาร์บอนไดออกไชด ์
หมวดหมู่ ข. ก๊าซออกซเิ จน
ง. ถกู ทุกข้อ ค. แสงแดด
2 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ "การสังเกต การต้ังปัญหา ง. น้ำ�
การตัง้ สมมตฐิ าน การทดลองและการสรุปผล" 9. การแลกเปลี่ยนก๊าซเกิดขน้ึ ทส่ี ว่ นใดของต้น
ก. วิธกี ารทางวิทยาศาสตร ์ ก. ราก ข. ใบ
ข. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ค. ลำ� ต้น ง.ดอก
ค. เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ 10. ใบไมเ้ ปรียบไดก้ ับห้องใดภายในบา้ น
ง. ไมม่ ขี อ้ ใดถกู ก. ห้องนอน ข. ห้องน้ำ�
3. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ นั้ ตอนใดทจี่ ะนำ� ไปสกู่ าร ค. ห้องครวั ง. ห้องน่งั เล่น
สรุปผลและการศกึ ษาต่อไป 11. ข้อใดไมใ่ ชป่ ัจจัยในการเจรญิ เตบิ โตของพืช
ก. การรวบรวมขอ้ มูล ก. นำ�้ ข. อากาศ
ข. การตง้ั สมมตฐิ านและการออกแบบการทดลอง ค. แรธ่ าตุ ง. วัชพชื
ค. การสังเกต 12. พืชใช้กา๊ ซใดในการหายใจ
ง. การหาความสมั พนั ธข์ องข้อเทจ็ จริง ก. คารบ์ อนไดออกไซด์
4. ขอ้ ใดไม่ใช่ประสาทสมั ผสั ทงั้ 5 ข. ไนโตรเจน
ก. หู จมูก ข. ผิวกาย ตา ค. ออกซเิ จน
ค. ปาก ตา ง. หู ลิ้น ง. ไฮโดรเจน
5. ข้อใดไมใ่ ชข่ ้ันตอนของ "กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์" 13. ข้อใดเปน็ การตอบสนองตอ่ สิง่ เร้า
ก. การแกป้ ัญหา ก. กบจำ� ศีลในฤดหู นาว
ข. การตง้ั สมมติฐาน ข. นกเป็ดนำ�้ อพยพจากไซบเี รยี
ค. การทดลอง ค. ใบไมยราพหบุ เมือ่ ถกู กระทบ
ง. การสรปุ และแปลความหมาย ง. นกเคา้ แมวออกหากนิ ในเวลากลางคนื
6. ข้อใดไม่เปน็ วทิ ยาศาสตร์ 14. เพราะเหตุใดขณะเป็นหวัดจึงรู้สึกรับประทานอาหาร
ก. โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย ์ ไมอ่ รอ่ ย
ข. น�้ำเกดิ จากก๊าชไฮโดรเจนและออกซเิ จนรวมตัวกัน ก. ไม่ไดก้ ล่ินอาหาร ข. น้�ำยอ่ ยไม่ทำ� งาน
ค. แมเ่ หล็กข้ัวเดยี วกนั เกิดแรงผลักกัน ค. ล้ินหมดความร้สู กึ ง. นำ�้ ลายไมท่ ำ� งาน
ง. คนทำ� ดี ตายแลว้ จะไดข้ ้ึนสวรรค์
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพอื่ ยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 21
ภาคเรียนท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
15. ข้อใดไมใ่ ชข่ อ้ มลู ท่ไี ด้จากการสังเกตไข่ไก่ 19. ถ้าโซอ่ าหารในธรรมชาตถิ กู ท�ำลาย จะเกดิ ผลอยา่ งไร
ก. ไขไ่ กม่ ีรปู เปน็ วงรี ก. เกิดมลพิษทางอากาศ
ข. เปลอื กไข่ไก่มสี ีนำ้� ตาล ข. ธรรมชาติเสียสมดลุ
ค. เปลือกไข่ไก่เป็นสารพวกแคลเซียม ค. คนจะไมม่ ที ีอ่ ยอู่ าศัย
ง. ผวิ เปลือกไขไ่ ก่มลี ักษณะลื่นและขรขุ ระ ง. เกดิ อุทกภัยร้ายแรง
16. ขอ้ ใดทีเ่ ป็นปจั จัยในการเปล่ยี นน้ำ� และก๊าซ 20. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ตอ้ งทสี่ ดุ
คารบ์ อนไดออกไซด์เปน็ อาหารของพืช ก. โลกหมนุ รอบดวงอาทติ ย์ 1 รอบ เป็นเวลา 365 วนั
ก. คลอโรฟิลล ์ ข. แสงแดด กับอีก 6 ชว่ั โมง
ค. ออกซิเจน ง. แร่ธาตุ ข. ดวงจนั ทรห์ มุนรอบตัวเองหน่ึงรอบกนิ เวลา
17. การจ�ำแนกว่าสัตว์ชนิดใดเป็นสัตว์น้�ำจืดหรือสัตว์น�้ำ ประมาณ 28 วัน
เคม็ สังเกตจากข้อใด ค. ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลกหนง่ึ รอบใช้เวลาประมาณ
ก. แหล่งน้ำ� ท่สี ตั วอ์ าศัยอย ู่ 30 วนั
ข. การกนิ อาหารของสัตว์ ง. โลกไดร้ ับพลงั งานจากดวงจันทร์ท�ำใหโ้ ลกเกดิ
ค. รูปร่างของสตั ว ์ ฤดกู าล
ง. สผี วิ ของสตั ว์
18. รุ้งกินน�้ำท่ีเกิดข้ึนในเวลาบ่ายเราจะสังเกตเห็นรุ้งใน
ทศิ ใด
ก. ทิศใต้ ข. ทศิ ตะวันออก
ค. ทศิ เหนือ ง. ทศิ ตะวันตก
22 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพอ่ื ยกระดับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
สรุปเน้ือหาสำ� คัญจากบทเรยี น รายวิชาชองทางการเขาสูอาชีพ รหสั วิชา อช11001
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. เพ่อื ให้ผู้เรยี นเข้าใจความหมาย ความสําคัญ วิเคราะหลกั ษณะงาน ขอบขายการงานอาชพี ในชุมชนสงั คม
ประเทศ และภมู ภิ าค 5 ทวีป
2. เพอื่ ให้ผูเ้ รยี นอธบิ ายเหตปุ จจัยความจําเปน ในการตัดสินใจเลือกอาชพี ที่เหมาะสมกบั ศักยภาพ ของตนได
3. เพ่ือให้ผเู้ รยี นยอมรบั และเห็นคณุ คา ในอาชีพที่ตัดสนิ ใจเลอื กและปฏบิ ตั ิการวิเคราะหต ดั สนิ ใจเลือกอาชพี ได้
บทที่ 1 การงานอาชพี
เรอื่ งที่ 1 ความสําคัญและความจําเปนในการประกอบอาชีพ
อาชีพ หมายถึง การประกอบการท่ีมีรายไดตอบแทนโดยใชแรงงาน ความรูทักษะอุปกรณเครื่องมือ สถานท่ี
วธิ กี าร ตอ งเปน อาชพี สจุ รติ และไมม ผี ลเสยี ตอ ชมุ ชน สงั คม และ ประเทศชาติ มนษุ ยเ ราจาํ เปน ตอ งมปี จ จยั ตา งๆ เพอ่ื ตอ งการ
ดาํ รงชวี ติ
เรื่องที่ 2 อาชพี ในชมุ ชน คนตองมอี าชีพ เพื่อใหม ีรายไดเ ล้ียงตนเอง ครอบครวั การมีอาชพี ของตนเองตอ ง
อาศยั ปจ จยั หลายอยา ง เชน ความรคู วามสามารถ เงนิ ทใ่ี ชใ นการลงทนุ มสี ถานท ี่ มตี ลาดรองรบั อาชพี เหลา นไี้ ดแ ก งานบาน
งานเกษตร งานประดษิ ฐแ ละงานธุรกจิ
เรือ่ งท่ี 3 การประกอบอาชีพในภมู ิภาค 5 ทวปี
ภมู ิภาคของโลกประกอบดวย 5 ภมู ภิ าค ไดแ ก เอเชีย อเมรกิ า ยุโรป ออสเตรเลยี แอฟรกิ า
บทท่ี 2 ชองทางการเขาสอู าชพี
เรอ่ื งท่ี 1 ความจําเปน ในการมองเห็นชองทางการประกอบอาชพี
การศึกษากระบวนการผลิต กระบวนการตลาดและอ่ืนๆ ท่ีเกี่ยวของ นํามาพิจารณาวา อาชีพนี้จะสามารถ
ยึดมาเปนอาชีพของตนเอง ไดหรือไม การมองเห็นชองทางการประกอบอาชีพ เทากับการมีวิสัยทัศนกวางไกล
จะทําใหสามารถลดความเส่ียงในการประกอบอาชีพในอนาคตได้
เร่ืองที่ 2 ความเปนไปไดในการเขาสอู าชีพ
ความเปน ไปไดในการเขาสูอาชีพของบุคคลทัว่ ไป ควรคํานึงถงึ ปจจยั ตอ ไปนี้
1. การจัดการการผลิต เปนการเตรียมความพรอมในการผลิตสินคาหรือการบริการ การวางแผนเพ่ือเตรียม
ความพรอมในกิจกรรมการผลิต แผนการใช้แรงงาน แผนการใชเงินทุนเพ่ือการผลิตสินคา/บริการตางๆเปนไปอยางมี
ประสิทธภิ าพ ไดส ินคาท่มี คี ณุ ภาพตรงตามความตองการของตลาด
2. การจดั การการตลาด หมายถงึ การวเิ คราะห การวางแผน การปฏบิ ตั งิ าน และการควบคมุ การดาํ เนนิ งานการ
ตลาดจากผูผลติ ถึงผบู รโิ ภค โดยมผี ลประโยชนจ ากการแลกเปลย่ี นกบั กลมุ ผซู ือ้
เรอ่ื งที่ 3 การลาํ ดับอาชีพและเหตผุ ล เมอื่ ผเู รยี นไดศ ึกษาองคประกอบและปจจยั สําคญั ของความเปนไปไดใ น
การประกอบอาชพี ของตนในชมุ ชน สังคม ท่ีตนอยอู าศัย
บทที่ 3 การตัดสนิ ใจเขา้ สู่อาชพี
เร่ืองท่ี 1 ตัดสนิ ใจเขาสูอ าชีพดวยปรัชญาคดิ เปน
ปรชั ญา “คดิ เปน ” กระบวนการคดิ เปน เปน็ การคดิ โดยมฐี านขอ มลู ดา นวชิ าการ ดา นสงั คมและสงิ่ แวดลอ มและ
ขอมลู ของตนเองมาเปน ตัวการในการชว ยตัดสนิ ใจ จงึ เลือกหนทางในการดําเนนิ ชวี ติ ก็จะเกดิ ความสขุ จากการตัดสนิ ใจ
ถกู ตอ ง
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 23
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
หลกั ของการคดิ เปน เปน็ การนำ� ขอมูลมาประกอบการตัดสนิ ใจ 3 ประการ คอื ขอ มูลเกย่ี วกบั ตนเอง สังคม
และวชิ าการเมอ่ื ไดต ดั สนิ ใจแกไ ขปญ หาดว ยการไตรต รองรอบคอบแลว ยอ มกอ ใหเ กดิ ความพอใจในการตดั สนิ ใจและควร
รับผิดชอบตอ การตดั สนิ ใจเพือ่ ใหก้ ารคิดตดั สินใจเหมาะสมกบั สภาพและสถานการณท เ่ี ปล่ียนไป
สมรรถภาพของคนคดิ เปน สามารถเผชิญปญหาในชวี ิตประจาํ วันอยางมรี ะบบ แสวงหาและใชขอมูลหลาย ๆ
ดาน ในการคดิ แกไขปญ หา รจู กั ชง่ั น�้ำหนกั คณุ คา และตดั สนิ ใจหาทางเลอื กใหสอดคลอ งกบั คา นยิ ม ความสามารถ และ
สถานการณห รอื เงอ่ื นไขสวนตวั และระดับความเปน ไปไดของทางเลือกตา งๆ
เรอ่ื งท่ี 2 การตัดสินใจเขาสูอ าชพี ดว ยการวเิ คราะหศ ักยภาพ
การตัดสินใจทีจ่ ะดําเนนิ การสิง่ ใดสง่ิ หน่ึง มวี ิธกี ารหลากหลาย เชน ทําการวจิ ัย ทดลองทํา กอ นลงมือทําจริง
การใชกระบวนการคดิ เปน
บทท่ี 4 ความพรอมในการเขาสอู าชีพ
ตรวจสอบความเปน ไปไดใ นการประกอบอาชพี เมอื่ ตดั สนิ ใจวา จะประกอบอาชพี ใดแลว เพอ่ื ใหเ กดิ ความมนั่ ใจ
และเชอ่ื มนั่ วา อาชพี ทเ่ี ลอื กนนั้ จะสามารถดาํ เนนิ การได จาํ เปน ตอ งวเิ คราะหอ์ ยา งรอบคอบ แมว้ า จะไดข้ อ มลู 3 ดา น จาก
กระบวนการคิดเป็นแลว ควรตรวจสอบอีกครั้งหนึง่ ในดานตา งๆ ทม่ี ีสว นทําใหธุรกจิ ลมเหลวได ไดแก ครอบครวั สงั คม
ชุมชน ตลาด ความพรอมของปจ จยั การผลติ ความยาก งายในการดําเนินงาน
หมายเหตุ : ใหน้ ักศกึ ษา ไดศ้ ึกษาเพิ่มเติมจากหนงั สอื แบบเรียนรายวชิ าช่องทางการเข้าสูอ่ าชพี
รหัสวชิ า อช11001
24 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวิชาชอ งทางการเขาสอู าชีพ รหสั วชิ า อช11001
จงเลือกคำ� ตอบที่ถกู ตอ้ งท่สี ดุ เพยี งค�ำตอบเดียว 7. อากาศรอนชื้นและอบอุน ประชากรจะนิยมเลี้ยง
1. อาชีพ หมายถึงขอ้ ใด สตั วเ พ่อื การบรโิ ภคและการสงออกเปน็ สินคา้
ก. การประกอบอาชพี ทม่ี กี ารแลกเปลย่ี นระหวา่ งสนิ คา้ ไดแ้ กอ ะไรบา้ ง
กบั เงนิ ก. โค กระบือ ข. แพะ แกะ
ข. การประกอบอาชีพทม่ี รี ายไดต้ อบแทนโดยใช้ ค. ปลา ตะพาบน้ำ� ง. สกุ ร ไก่ เปด็
แรงงาน 8. ขอ้ ต่อไปนี้ลักษณะของคนคดิ เป็น 8 ประการ ในขอ้ ที่
ค. การประกอบอาชพี ทเี่ ราทำ� แลว้ เกดิ ผลกำ� ไรมรี ายได ้ 8 ข้อใดถกู ต้อง
ง. การประกอบอาชพี ท่ีเราทำ� เป็นประจ�ำทุกวัน ก. สนใจทจ่ี ะวเิ คราะหข์ อมูลอยเู สมอ
2. อาชีพด้ังเดิมท่ีคนไทยด�ำเนินชีวิตต้ังแต่อดีตจนถึง ข. รจู กั ชัง่ นำ้� หนักคณุ คา
ปจั จบุ นั คอื ขอ้ ใด ค. รูว าการกระทำ� ของตนมผี ลตอสงั คม
ก. คา้ ขาย ข. เลยี้ งสตั ว์ ง. แกปญหาชวี ติ ประจ�ำวนั อยา่ งมีระบบ
ค. เกษตรกรรม ง. อุตสาหกรรม 9. กจิ กรรมใดไม่อยใู่ นการจดั การการตลาด
ก. การแลกเปลีย่ นซื้อขาย
3. การประกอบอาชีพในภูมิภาคมีทง้ั หมดก่ที วีป ข. การกระจายสินคา้ เก่ียวข้องกบั การขนสง่
ก. 2 ทวปี ข. 3 ทวปี ค. การอำ� นวยสะดวกทางการตลาดเชน่ ข้อมูล
ค. 4 ทวีป ง. 5 ทวปี ง. แหลง่ เงินทนุ หมนุ เวยี น
10. การศึกษาชอ่ งทางในการเขา้ ส่อู าชพี เปน็ อย่างไร
4. ในทวปี ยุโรปควรปลูกพืชชนิดใดจงึ จะเหมาะสม ก. ท�ำใหม้ ีวิสัยทัศนก์ ว้างไกล
ก. อ้อย กลว้ ย ข. กาแฟ โกโก้ ข. ทำ� ใหร้ เู้ ทา่ ทนั การตลาดและบรหิ ารจดั การอาชพี ได้
ค. ข้าวโพด ขา้ วฟา่ ง ง. ข้าวสาลี ขา้ วโอต๊ ค. ลดความเสยี่ งในการประกอบอาชพี ในอนาคตได ้
ง. ท�ำให้ประกอบอาชพี ไดผ้ ลกำ� ไรดี
5. ข้อใดไมเ่ ป็นสง่ิ สำ� คญั ในการทำ� ธรุ กจิ 11. เหตุใดในเขตเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ นิยมเล้ียงสัตว์
ก. การพงึ พอใจของลูกค้า เป็นอาชีพ
ข. การตอบรับของตลาด ก. เพราะพน้ื ทมี่ ฝี นตกตลอดป ี
ค. การใช้เงนิ ลงทุนสูงสุด ข. เพราะพนื้ ทีไ่ มก่ ว้างดูแลได้ทั่วถึง
ง. การมีเทคโนโลยี ค. เพราะพน้ื ท่มี แี หลง่ อาหารท่สี มบูรณ ์
6. กลุ่มอาชีพใดที่ต้องค�ำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ ง. เพราะพ้ืนท่ีเปน็ ทุ่งหญา้ กึง่ ทะเลทราย
กับลักษณะภมู ิอากาศ ลกั ษณะภูมิประเทศและ 12. อาชีพใดเหมาะสมที่จะน�ำไปประกอบอาชีพเมื่อเข้า
ทรพั ยากรมนษุ ยม์ ากที่สุด สู่ AEC
ก. เกษตรกรรม ข. อตุ สาหกรรม ก. ครู ข. ต�ำรวจ
ค. พาณิชยกรรม ง. ศลิ ปกรรม ค. ค้าขาย ง. บริการ/ท่องเที่ยว
13. ประชากรไทยส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพใด
ก. บรกิ าร ข. เกษตรกรรม
ค. อตุ สาหกรรม ง. พาณชิ ยกรรม
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพอื่ ยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 25
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
14. อาชีพของประชาชนมคี วามส�ำคญั ต่อประเทศในเร่ือง 18. ขอ้ ใดเปน็ ประโยชนข์ องการประกอบอาชพี เกษตรแบบ
ใด ผสมผสาน
ก. รายได้ของชาวบ้าน ก. ลดตน้ ทนุ การผลิต
ข. ความมัน่ คงของประเทศ ข. ลดการใช้แรงงาน
ค. ความเป็นอยูข่ องชาวบา้ น ค. ลดเทคนคิ การผลติ
ง. เศรษฐกจิ และรายไดข้ องประเทศ ง. ลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช
15. ขอ้ ใดคือประโยชนข์ องการบญั ชี 19. ส่งิ ใดเกีย่ วขอ้ งกับปจั จัยการผลิตมากท่ีสดุ
ก. เพื่อทราบรายจ่ายทจ่ี ่ายไป ก. ความถนัด ความสามารถ
ข. เจา้ ของกิจการรทราบว่าธุรกจิ มีก�ำไรหรอื ขาดทนุ ข. สง่ิ แวดลอ้ ม บคุ คลใกลต้ วั
ค. เพ่อื ทราบราคาสินค้าทีซ่ อ้ื เพื่อเปรยี บเทยี บกับ ค. ความชอบ ความจริงใจ
รา้ นอ่ืน ง. เงนิ ทุน ทด่ี ิน แรงงาน
ง. เพื่อทราบว่าแต่ละวนั ตอ้ งซื้อวัสดุ อุปกรณ์ จ�ำนวน 20. ลกั ษณะของคนคิดเปน็ ขอ้ ใดไมถ่ กู ตอ้ ง
เทา่ ใด ก. มีความเชื่อว่าปญหาทเ่ี กิดขนึ้ เปน็ สงิ่ ธรรมดา
16. ขอ้ ใดไมใ่ ชค่ วามจำ� เปน็ ในการประกอบอาชพี ทถี่ กู ตอ้ ง สามารถแกไขได้
ก. เพ่อื ให้ครอบครวั มีหนา้ มีตาในสงั คม ข. การคดิ ทีด่ ีตอ งใชข อ มูลหลายๆ ดา้ น (ตนเอง สังคม
ข. เพื่อให้ครอบครัวมคี วามเปน็ อยทู่ ด่ี ีขน้ึ วชิ าการ)
ค. เพ่อื ให้มรี ายได้มาใชใ้ นการดำ� เนินชวี ิต ค. รวู ่าขอมูลเปลี่ยนแปลงอยูเ สมอ
ง. เพือ่ ทำ� ให้ชมุ ชนเข้มแขง็ และมีความเจรญิ รุ่งเรือง ง. เป็นคนประหยัด
17. ข้อใดคือความสำ� คัญของการประกอบอาชีพ
ก.ใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน ์
ข. มงี านท�ำทเ่ี หมาะสมกบั ฐานะ
ค. มรี ายไดใ้ ช้จ่ายในชีวิตประจ�ำวัน
ง. สร้างความน่าเช่อื ถือจากคนในสงั คม
26 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพื่อยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
สรปุ เนอื้ หาสำ� คญั จากบทเรยี น รายวิชาทกั ษะการประกอบอาชพี รหัสวชิ า อช11002
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจ ทกั ษะทเ่ี กย่ี วกบั กระบวนการผลติ กระบวนการตลาดทใ่ี ชน วตั กรรม เทคโนโลยี ในอาชพี
ทตี่ ัดสนิ ใจเลือกได
2. เพื่อให้ผู้เรยี นยอมรับและเหน็ คณุ คาในการฝกทักษะการเขา สอู าชีพ
3. เพอื่ ใหผ้ ูเ้ รียนปฏิบัติการวิเคราะหทกั ษะในอาชพี ทตี่ ัดสนิ ใจเลอื ก
4. เพ่ือให้ผเู้ รียนอธบิ ายความหมาย ความสาํ คญั ของการจดั การอาชีพได
5. เพอ่ื ให้ผู้เรียนดาํ เนินการจัดทําแผนธุรกิจดานการจดั การการผลิตหรือการบริการ และดา นการจัดการ
การตลาดและการขบั เคล่อื นธุรกจิ ตามแนวคดิ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงได
6. เพ่ือให้ผู้เรียนยอมรบั และเหน็ คณุ คา ในการจัดการเขาสธู รุ กิจอยา งมีคุณธรรม
7. เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนปฏบิ ัติการจัดทาํ แผนและโครงการเขาสูอ าชพี ได
บทที่ 1 ทักษะในการเขา้ สู่อาชีพ
ความหมาย ความสาํ คญั ของการจดั การอาชพี
อาชพี หมายถงึ หนา้ ทกี่ ารงานทพ่ี งึ ประสงคต์ อ่ สงั คม และสรา้ งผลตอบแทนทเ่ี ปน็ รายได้ ตรงตามความตอ้ งการ
เพื่อการดํารงชวี ิต
การจัดการ หมายถงึ กระบวนการในการบริหารงาน โดยอาศัยบคุ คลอน่ื ทาํ งาน เพ่ือใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์ทต่ี ง้ั
ไว้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
การจัดการอาชีพ หมายถึง กระบวนการในการจัดกิจกรรมงานอาชีพนับต้ังแต่การวางแผน การจัดองค์การ
การตัดสนิ ใจ การสงั่ การ การควบคุม การติดตามผล เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลผลติ หรอื บริการท่ีเป็นท่ีต้องการของลูกค้า และไดร้ ับ
การยอมรับจากสังคมแหล่งเรียนร้แู ละสถานทฝี่ ึกอาชพี
แหลง่ เรยี นรู้ หมายถงึ แหลง่ ข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ทสี่ นับสนนุ ส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นใฝเ่ รยี น
ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ และเรยี นรดู้ ้วยตนเองตามอธั ยาศยั อยา่ งกวา้ งขวาง
การวางแผนในการฝกึ ทกั ษะอาชพี การวางแผนในการฝกึ ทกั ษะอาชพี จดั เปน็ สง่ิ จาํ เปน็ ทผ่ี เู้ รยี นควรจะพจิ ารณา
โดยการกาํ หนดสงิ่ ตา่ งๆ ตอ่ ไปนี้ ความรแู้ ละทกั ษะ ทต่ี อ้ งฝกึ อาชพี วธิ กี ารฝกึ แหลง่ ฝกึ วนั เวลา ในการฝกึ และเราสามารถ
ใชข้ ้อมูลเพ่ือการวางแผนในอนาคตได้
บทท่ี 2 การทําแผนธรุ กจิ เพอ่ื การเขา้ สูอ่ าชีพ
การวเิ คราะหช์ มุ ชน การดาํ เนนิ การวเิ คราะหช์ มุ ชนโดยทว่ั ไปนยิ มใชเ้ ทคนคิ SWOT ในการประเมนิ เพราะเปน็
เทคนิคสําหรับการวิเคราะห์
S (Strengths) จดุ แขง็ หมายถงึ ความสามารถ หรอื สถานการณภ์ ายในชุมชนทเี่ ป็นเชิงบวก W (Weaknesses)
จดุ ออ่ น หมายถงึ สถานการณภ์ ายในชุมชนทเี่ ป็นเชิงลบ
O (Opportunities) โอกาส หมายถงึ ปัจจยั และสถานการณภ์ ายนอกชมุ ชน ทีเ่ อื้อประโยชนใ์ นการทํางานให้
บรรลุวตั ถปุ ระสงค์
T (Threats) อุปสรรค หมายถึง ปัจจัยและสถานการณ์ภายนอกชุมชน ที่ขัดขวางหรือไม่สนับสนุนต่อการ
ทํางานให้บรรลวุ ตั ถุประสงค์
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพื่อยกระดบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น 27
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
บทที่ 3 การจดั การการผลติ และการบริการ
การจดั การเกยี่ วกบั การควบคมุ คณุ ภาพ ในการประกอบอาชพี เปน็ เรอ่ื งการตดั สนิ ใจเรมิ่ ตน้ และนาํ ไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ
การจัดการเกยี่ วกับคณุ ภาพของสินคา้ ทกุ ขัน้ ตอนใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐาน ขอ้ กําหนด และมีขอ้ ควรปฏิบตั ิ ดงั นี้
1. การสรา้ งความคิดในการทาํ ผลติ ภณั ฑ์
2. เลือกผลิตภณั ฑ์หรืออาชพี
3. การทดสอบผลิตภัณฑ์
4. มาตรฐานของผลิตภัณฑ์
การใชน้ วัตกรรมเทคโนโลยใี นการผลิต
นวัตกรรม หมายถึงส่ิงประดิษฐ์ท่ีคิดค้นขึ้นมาใหม่ เพื่อช่วยเหลืออํานวยความสะดวกพัฒนางาน ให้ดีข้ึนทั้ง
คณุ ภาพ และปริมาณ ตรงตามความต้องการของตัวเอง และผู้รับบริการ
เทคโนโลย ี หมายถงึ การนําความรู้ ทักษะ และทรพั ยากรมาสร้างวิธีการหรือส่ิงของเครือ่ งใชห้ รือการนาํ วิธีการ
โดยผ่านกระบวนการเพ่อื แกป้ ญั หา สนองความตอ้ งการหรือเพิ่มความสามารถในการทาํ งานการลดตน้ ทุนการผลิตและ
การบริการ
การจัดทาํ แผนการจัดการการผลิตหรือการบรกิ าร
1. ปจจัยการจดั ทําแผนการจดั การการผลติ หรอื การบริการ ไดแก
1.1 การเลือกทําเลท่ีต้งั ของโรงงาน แหลง วัตถุดบิ แรงงาน การขนสง
1.2 สง่ิ อํานวยความสะดวก และสาธารณูปโภคตาง ๆ
1.3 กลมุ ลกู คา ชองทางการจาํ หนา ยสนิ คา โดยทว่ั ๆ ไป
1.4 กฎหมายและระเบยี บขอ บงั คบั การเลอื กทาํ เลทต่ี ง้ั ตอ งศกึ ษากฎหมายและระเบยี บขอ บงั คบั ตา งๆ
ที่เก่ยี วของเพ่อื ไมใ หเกดิ การขดั แยง
2. เงินทุน หมายถึง เงินท่ีองคกรจัดหามาเพื่อใชลงทุนและดําเนินการประกอบกิจการเพ่ือหวังผลกําไรจาก
การลงทุน ซึง่ เปน ปจจัยสําคัญในการดําเนินธุรกิจตั้งแตเ ร่มิ ลงทนุ ประกอบกิจการ และใชจ า ยระหวางดาํ เนินกิจการ
บทที่ 4 การจดั การการตลาด
การตลาด หมายถึง การดําเนินกิจกรรมตางๆ ที่จะทําใหสินคาหรือบริการจากผูผลิตไปสู่ผูบริโภคหรือผูใช
โดยมีวัตถุประสงคเ พือ่ ความพึงพอใจของผูบ รโิ ภค
การจัดการการตลาด คือ การสรา งการรับรรู ะหวา งผูขายกับผูซ้อื เพ่อื กระตุ้นใหล้ ูกคาเกดิ ความตอง การสนิ คา
และตดั สนิ ใจซอ้ื
การจดั ทาํ แผนการจดั การการตลาด เปน การคาดการณเ หตกุ ารณต า งๆ ในอนาคตและตดั สนิ ใจเลอื กแนวปฏบิ ตั ทิ ด่ี ี
บทที่ 5 การขับเคลอ่ื นสรางธรุ กจิ เพือ่ เขาสอู าชีพ
การพฒั นาแผนปฏบิ ตั กิ าร เปน การนาํ ผลการวเิ คราะหค วามเปน ไปไดข องแผนปฏบิ ตั กิ ารของผปู ระกอบการมา
ตอยอดเพอ่ื พฒั นางานอาชพี ในธุรกิจของตนใหด าํ เนินงานไดด ยี ิง่ ขึ้น
ขนั้ ตอนการขบั เคลอ่ื นการสรา งธรุ กจิ เปน็ ขนั้ ตอนการขบั เคลอื่ นเพอื่ สรา งธรุ กจิ ใหเ กดิ ขนึ้ จากนนั้ นาํ ขอ บกพรอ ง
ในการดําเนนิ งานมาวเิ คราะหเพ่อื จะไดป รับปรงุ แกไข ใหแผนปฏบิ ัติการสมบรู ณ
ปญหา อุปสรรค และแนวทางแกไข ในการปฏิบัติงานมักจะมีปญหาและอุปสรรคเขามาเก่ียวของทําใหธุรกิจ
ไมสามารถ ดาํ เนินงานไปตามแผนปฏิบัติการท่วี างไวสว นใหญป ญหาจะเกดิ จากส่งิ ทีไ่ มสามารถควบคมุ ได เชน ปญหา
จากภัยธรรมชาติ ปญหาการตลาด ปญ หาแหลง เงินทุน ปญ หาการขาดการควบคุมการผลติ
28 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
บทที่ 6 โครงการเขาสูอาชพี
ความสําคัญของการทาํ โครงการประกอบอาชีพ
โครงการประกอบอาชีพ เปนการทํางานเพ่ือนําไปสูอาชีพ และการมีรายได โดยกําหนดวิธีการ ทํางานและ
ระยะเวลาลวงหนา
ขน้ั ตอนการเขียนโครงการ กอ นการปฏิบัตจิ ริงควรมกี จิ กรรม ดงั น้ี
1. การรว มกันศกึ ษาตัวอยา งโครงการประเภทตาง ๆ
2. การรวมกลุมคนที่มีความสนใจตรงกนั มคี วามมงุ มั่นในการทาํ งานรว มกัน
3. การสํารวจความสนใจ และความตองการของทอ งถิ่น
4. การตัดสินใจ
5. การประชมุ กลุม
6. ผใู หค าํ ปรกึ ษา
7. การประสานงาน
การเขยี นแผนปฏบิ ตั กิ าร เปน การนาํ กจิ กรรมตา งๆในโครงการมาเขยี น เพอื่ นาํ เขา สกู ารปฏบิ ตั โิ ดยมกี ารกาํ หนดงาน
ระยะเวลาและผูป ฏิบตั ิหรือผูรบั ผดิ ชอบไว้
การตรวจสอบโครงการ หมายถึง การตรวจสอบความคืบหนาของโครงการตลอดอายุของโครงการ คําถามท่ี
สาํ คญั สําหรับผทู ําโครงการ ไดแ ก
- โครงการนี้คืบหนา ตามกาํ หนดเวลาหรือไม
- โครงการนี้จะเสร็จภายในงบประมาณท่ีกาํ หนดหรอื ไม
- ผลงานจะเปน ไปตามวัตถปุ ระสงคห รอื ไม
หมายเหตุ : ใหน้ ักศกึ ษา ไดศ้ กึ ษาเพมิ่ เตมิ จากหนงั สือแบบเรียนรายวิชาทักษะการประกอบอาชีพ
รหสั วชิ า อช11002
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพอื่ ยกระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน 29
ภาคเรียนท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวชิ าทักษะการประกอบอาชีพ อช11002
จงเลอื กคำ� ตอบทถ่ี ูกต้องท่ีสุดเพียงคำ� ตอบเดยี ว 7. จงเรียงลำ� ดับขั้นตอนของการจดั ทำ� แผนการปฏิบตั กิ าร
1. ขอ้ ใดมีความหมายตรงกบั ค�ำว่า อาชพี
ก. ส่งิ ทจี่ ำ� เปน็ ต่อการด�ำเนนิ ชีวติ ข้อใดถกู ต้อง
1. การวางแผน
ข. การหาเลี้ยงชพี ด้วยวธิ ีการตา่ งๆ
ค. ส่ิงทท่ี ำ� แล้วแรกกบั คา่ ตอบแทนโดยใชแ้ รงงาน 2. การกำ� หนดเปา้ หมาย
ง. ไมม่ ีขอ้ ใดถูกต้อง 3. การกำ� หนดกจิ กรรมด�ำเนินงาน
4. การตรวจสอบแผน
2. ขอ้ ใดเปน็ พน้ื ฐานของการประกอบอาชีพ 5. การปฏบิ ตั ติ ามแผน
ก. ปจั จยั การผลิต
ข. การคำ� นวณสตู รปยุ๋ ก. 1 2 3 4 5 ข. 1 2 5 4 3
ค. 1 3 5 4 2 ง. 1 5 2 3 4
ค. ความรกั และความหว่ งใย 8. ข้อใดมิใช่หัวข้อในการก�ำหนดคุณภาพของสินค้าตาม
ง. ความถนัดของแตล่ ะบุคคล
3. คำ� ว่า “ตลาด” หมายถึง ขอ้ ใด มาตรฐาน
ก. การสร้างความคิดในการทำ� ผลิตภัณฑ์
ก. ปัจจยั การผลิต ข. เลอื กผลิตภัณฑห์ รืออาชีพ
ข. คูแ่ ข่งขนั ทางธุรกจิ
ค. สถานท่ปี ระกอบอาชพี ค. การทดสอบผลิตภณั ฑ ์
ง. การคดั เลอื กแรงงาน
ง. การเตรียมสถานทร่ี ับรองสินค้า 9. ข้ันตอนการเขียนโครงการ ก่อนการปฏิบัติจริงมีก่ี
4. ขอ้ ใดไม่ใช่ปัจจัยในการผลิต
ก. เงนิ ทนุ ข. วัตถดุ ิบ กจิ กรรม
ก. 5 กิจกรรม ข. 6 กิจกรรม
ค. แรงงาน ง. สังคม ชุมชน ค. 7 กิจกรรม ง. 8 กจิ กรรม
5. ขอ้ ใดเปน็ อาชพี ตามความช�ำนาญ
ก. ช่างไม้ 10. ปัญหาและอุปสรรคที่เข้ามาเกี่ยวข้องท�ำให้ธุรกิจไม่
สามารถดำ� เนนิ งานไปตามแผนปฏบิ ตั กิ ารทว่ี างไวส้ ว่ นใหญ่
ข. ช่างไฟฟ้า ปัญหาจะเกิดจากส่ิงที่เราไม่สามารถควบคุมได้คือปัญหา
ค. ชา่ งประปา
ง. ถกู ทุกข้อ ในขอ้ ใด
6. การดำ� เนนิ การวเิ คราะหช์ มุ ชน โดยทวั่ ไปนยิ มใชเ้ ทคนคิ ก. ปญั หาจากภยั ธรรมชาติ
SOWT ข้อใดแปลความหมายไดถ้ กู ต้อง ข. ปญั หาจากการตลาด
ค. ปญั หาจากแหลง่ เงินทุน
ก. S (Strengths) / W (Weaknesses) / ง. ถกู ทกุ ขอ้
O (Opportunities) / T (Threats)
ข. จุดแข็ง / จุดออ่ น / โอกาส / อปุ สรรค 11. หลกั การอาชีพทส่ี ำ� คญั คอื ขอ้ ใด
ก. มมี นษุ ยส์ มั พนั ธท์ ดี่ สี ามารถสอื่ สารไดด้ มี ปี ระสทิ ธภิ าพ
ค. ไมม่ ขี อ้ ใดถกู ข. ต้องรู้วา่ ตนเองมคี วามร้คู วามสามารถความถนดั ใน
ง. ขอ้ ก. และ ข. ถูก
อาชีพนนั้ ๆ
ค. มกี ารติดตามขา่ วสารและแสวงหาความรู้อยูเ่ สมอ
ง. ประกอบอาชีพด้วยความซอื่ สัตยส์ จุ รติ
30 แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
12. ข้อใดไมใ่ ชป่ ัจจยั หลักในการจดั การอาชพี 17.ขอ้ ใดเป็นวตั ถปุ ระสงคข์ องแหลง่ เรยี นรู้
ก. คน ข. เงิน ก. เป็นแหล่งพกั ผอ่ นสมอง
ค. ประชาสัมพนั ธ์ ง. วัตถุส่ิงของ ข. เปน็ สถานท่ที สี่ ร้างแรงบนั ดาลใจ
13. ก่อนตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพควรค�ำนึงถึงส่ิงใด ค. เปน็ สถานที่ให้คำ� ตอบตา่ งๆแกผ่ ใู้ ฝร่ ู้
เป็นอนั ดบั แรก ง. เปน็ สถานที่ส�ำหรับการศกึ ษาของทุกคน
ก. กลา้ ได้กลา้ เสีย 18. ขอ้ ใดเปน็ แหลง่ เรยี นรู้ที่มนษุ ยส์ รา้ งขึ้น
ข. สังคมเกิดการยอมรับ ก. สวนสมุนไพร
ค. ความชำ� นาญการในอาชพี ข. แหลง่ น้�ำและสัตวป์ า่
ง. ใชเ้ งนิ ทนุ นอ้ ยก�ำไรมาก ค. ปรากฏการณ์ธรรมชาต ิ
14. เพราะเหตใุ ดจงึ ตอ้ งมีการฝึกทกั ษะอาชีพ ง. ผู้เช่ียวชาญในอาชพี แขนงต่างๆ
ก. เพ่ือพัฒนาตนเอง 19. ในการวางแผนการฝกึ ทกั ษะอาชพี ขอ้ ใดเปน็ สงิ่ จำ� เปน็
ข. เพื่อพัฒนายอดขาย ล�ำดับแรก
ค. เพ่ือพัฒนาผลิตภณั ฑ์ ก. แหล่งฝกึ
ง. เพ่ือพฒั นาการบรกิ าร ข. วิธกี ารฝึก
15. เพราะเหตใุ ดจึงต้องมกี ารฝึกทักษะอาชีพ ค. วันและเวลาในการฝึก
ก. เพื่อเตรียมคนเขา้ สอู่ าชีพ ง. ความร้แู ละทักษะท่ตี ้องฝึก
ข. เพื่อฝกึ อาชพี ใหก้ ับแรงงานไร้ฝมี ือ 20. เหตใุ ดจึงตอ้ งจดบนั ทึกกิจกรรมของงานอาชีพที่สนใจ
ค. เพื่อฝึกอาชีพให้กับผู้ที่ไม่มีทักษะในการประกอบ ก. เพือ่ ฝึกการจดบันทึก
อาชพี นน้ั ๆ ข. เพ่อื การกรองข้อมลู
ง. เพ่ือพัฒนาความรู้ความสามารถความช�ำนาญให้ ค. เพอ่ื ทดสอบความแม่นยำ�
เกิดทกั ษะในการประกอบอาชีพ ง. เพ่อื เป็นฐานข้อมลู ในการตดั สนิ ใจ
16. ขอ้ ใดเปน็ แนวทางการแกป้ ัญหาดา้ นแหลง่ เงินทุน
ก. ขอกู้เงินจากสถาบันการเงนิ
ข. ขอสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ
ค. เปิดใหส้ มาชิกในชุมชนเข้ารว่ มลงทนุ
ง. ดำ� เนินธรุ กจิ ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 31
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
สรปุ เน้ือหาส�ำคัญจากบทเรยี น รายวชิ าพัฒนาอาชีพใหมีอยูมีกิน รหสั วิชา อช11003
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจความหมาย ความสาํ คญั ความจาํ เปน ในการพฒั นาอาชพี ใหม สี นิ คา้ หรอื งานบรกิ ารสรา ง
รายไดพอเพยี งตอการดาํ รงชวี ติ
2. เพื่อใหผ้ เู้ รยี นวิเคราะหศกั ยภาพธุรกจิ การตลาด การผลิตหรือบริการแผนธุรกิจเพ่ือสรางธุรกจิ ใหมอี ยูม ีกนิ
3. เพ่อื ให้ผู้เรียนยอมรับและเหน็ คณุ คา ในการพฒั นาอาชพี ใหมอี ยูมกี ิน
4. เพ่ือให้ผ้เู รียนปฏบิ ัติการทาํ แผนและโครงการพัฒนาอาชีพใหมีอยูมีกิน
บทท่ี 1 ศกั ยภาพธรุ กจิ
เร่ืองท่ี 1 ศักยภาพของธรุ กิจ
เรื่องท่ี 2 ความจําเปนและคุณคา การวเิ คราะหศ ักยภาพธุรกิจ
เรอ่ื งท่ี 3 การวิเคราะหต าํ แหนงธุรกิจ
เรอ่ื งท่ี 4 การวิเคราะหศักยภาพธรุ กิจบนเสนทางของเวลาตามศักยภาพของแตล ะพืน้ ที่
บทท่ี 2 การจดั ทําแผนพฒั นาการตลาด
เรอื่ งที่ 1 การกาํ หนดทศิ ทางการตลาด มอี งคป ระกอบทสี่ าํ คญั 3 สว นประกอบดว้ ย ผผู ลติ สนิ คา หรอื การบรกิ าร
และผูบรโิ ภคหรือผรู ับบริการ
เร่ืองท่ี 2 การกําหนดเปาหมายการตลาด หมายถึง ตามทิศทางการผลิตสินคาหรืองานบริการ การกําหนด
เปา หมายการเพมิ่ สินคา สตู ลาดอกี 25 %
เรื่องท่ี 3 การกาํ หนดกลยทุ ธส ูเปาหมาย เปน็ กลยุทธ เปน การหาวิธกี ารทจี่ ะทาํ ใหจ าํ นวนลกู คาทม่ี ีอยกู อ นแลว
เพิ่มจาํ นวนซ้อื ใหม ากกวาเดมิ
เรื่องที่ 4 การวิเคราะหกลยุทธ เปนกระบวนการคิดวิเคราะหอยางเปนระบบ เพื่อยกระดับความรูใหสูงขึ้น
ใหสอดคลอ งกับสภาพการเปลีย่ นแปลงของเศรษฐกิจ สงั คม ทม่ี ีการเปลย่ี นแปลง
เรื่องท่ี 5 กิจกรรมและแผนพฒั นาการตลาด
บทท่ี 3 การจัดทําแผนพัฒนาการผลิตหรอื การบรกิ าร
เรอ่ื งที่ 1 การกาํ หนดคุณภาพผลผลติ หรือการบรกิ าร
เรอื่ งที่ 2 การวเิ คราะหทุนปจจัยการผลิตหรือการบริการ
เร่ืองที่ 3 การกําหนดเปาหมายการผลิตหรือการบรกิ าร
เรอ่ื งท่ี 4 การกําหนดแผนกิจกรรมการผลติ หรอื การบริการ
เรือ่ งท่ี 5 การพฒั นาระบบการผลติ หรือการบรกิ าร
บทที่ 4 การพัฒนาธุรกิจเชงิ รกุ
เรอ่ื งที่ 1 ความจาํ เปน และคณุ คาของธุรกิจเชิงรกุ
เรอื่ งที่ 2 การแทรกความนยิ มเขา สูความตอ งการของผูบรโิ ภค
เรอ่ื งที่ 3 การสรางรูปลกั ษณคุณภาพสนิ คา ใหม
เรื่องที่ 4 การพัฒนาอาชพี ใหม คี วามม่นั คง
32 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพือ่ ยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
บทท่ี 5 โครงการพฒั นาอาชีพใหมีอยมู กี ิน
เรอื่ งที่ 1 การวิเคราะหค วามเปน ไปไดข องแผน
เรื่องท่ี 2 การเขียนโครงการพัฒนาอาชพี ใหมอี ยูมกี ิน
เร่ืองท่ี 3 การตรวจสอบความเปนไปไดของโครงการ
เรื่องที่ 4 การปรับปรุงโครงการพฒั นาอาชีพ
หมายเหตุ : ให้นักศกึ ษา ไดศ้ กึ ษาเพิม่ เติมจากหนังสือแบบเรยี นรายวชิ าพฒั นาอาชพี ใหม้ อี ยมู่ ีกนิ
รหสั วิชา อช11003
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพอ่ื ยกระดบั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน 33
ภาคเรียนท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวชิ าพัฒนาอาชพี ใหม อี ยมู กี ิน รหัสวชิ า อช11003
จงเลอื กคำ� ตอบทีถ่ ูกต้องท่สี ุดเพียงคำ� ตอบเดยี ว 8. การก�ำหนดเปา้ หมายการตลาด หมายถึงขอ้ ใด
1. การวเิ คราะห์ต�ำแหน่งทางธุรกิจมี่กร่ี ะยะ ก. การกำ� หนดทิศทางการผลิตสน้ิ ค้าและงานบรกิ าร
ก. 1 ระยะ ข. 2 ระยะ การกำ� หนดเปา้ หมายทเี่ ปน็ ไปได้
ค. 3 ระยะ ง. 4 ระยะ ข. การกำ� หนดทศิ ทางการผลติ สิ้นค้าหรอื งานบริการ
2. การวิเคราะหต์ �ำแหนง่ ทางธรุ ะกิจระยะที่ 1 คืออะไร การก�ำหนดเป้าหมายทม่ี ีความเส่ียงสูง
ก. 1 ระยะเร่ิมตน้ ค. การก�ำหนดทิศทางการผลติ สิ้นค้าหรอื งานบริการ
ข. 2 ระยะสรา้ งตวั การกำ� หนดเปา้ หมายที่มคี วามเสีย่ งตำ่�
ค. 3 ระยะทรางตัว ง. ถูกทกุ ข้อ
ง. 4 ระยะตกต่�ำหรือสูงขน้ื 9. การพฒั นาอาชพี ใหม้ ีความมั่นคงยึดหลักะไรบา้ ง
3. การกำ� หนดทิศทางการตลาดประกอบด้วองค์ประกอบ ก. การลดความเสีย่ งในการผลิต
ท่สี �ำคญั อะไรบ้าง ข. ความมงุ่ มั่นพฒั นาอาชพี
ก. 1 ส่วน ข. 2 สว่ น ค. การยึดหลกั คณุ ธรรม
ค. 3 ส่วน ง. 4 สว่ น ง. ถูกทุกขอ้
4. การก�ำหนดทิศทางการตลาดประกอบไปด้วยองค์ 10. การพัฒนาอาชพี ใหม้ ีความมัน่ คงมีหลกั การกีข่ อ้
ประกอบท่สี �ำคัญอะไรบ้าง ก. 1 ขอ้ ข. 2 ข้อ
ก. ผู้ผลิต/ ผูบ้ ริโภค /ผูพ้ ฒั นาการตลาด ค. 3 ข้อ ง. 4 ขอ้
ข. ผู้ผลิต / ผู้บรโิ ภค /สน้ิ คา้ หรือการบรกิ าร 11. ขอบเขตเนื้อหาของวชิ านใ้ี นบทท่ี 5 ใหค้ วามรู้ในเร่ือง
ค. ผผู้ ลติ / ส้ินค้าหรือการบรกิ าร / ผบู้ รโิ ภคหรอื อะไร
ผู้รับบริการ ก. การจดั ท�ำแผนพัฒนาการผลิตหรอื การบริการ
ง. ผผู้ ลติ / ผบู้ รโิ ภคหรอื ผรู้ บั บรกิ าร / ผพู้ ฒั นาการตลาด ข. การพฒั นาธุรกจิ เชิงรกุ
6. ขอ้ ใดเปน็ ผลดีของการประกอบอาชีพ ค. โครงการพฒั นาอาชพี ใหม้ ีอยู่มีกิน
ก. มีรายได้เลีย้ งตนเองและครอบครวั ง. ศักยภาพธุรกิจ
ข. มผี ูค้ นใหค้ วามนับถือ 12. ขอบเขตของวิชาน้ีในบทที่ 3 ให้ความรู้ในเรื่องอะไร
ค. มีสนิ ค้าออกส่ทู ้องตลาด ให้ความร้ใู นเร่ืองอะไร
ง. มชี ือ่ เสียงโดง่ ดงั ก. การจัดทำ� แผนพัฒนาการผลิตหรอื บรกิ าร
7. ก่อนการเขียนโครงการจะต้องท�ำความเข้าใจหาข้อมูล ข. การพฒั นาธุรกกจิ เชงิ รกุ
อะไรบา้ ง ค. โครงการพัฒนาอาชีพใหม้ ีอยมู่ ีกิน
ก. ข้อมลู ทส่ี รา้ งขนื้ มาเอง ง. ศกั ยภาพธุรกจิ
ข. ขอ้ มลู ท่ถี ูกต้อง 13. จากหัวข้อทก่ี �ำหนดให้ ข้อใดเรียงตำ� แหนง่ ใหถ้ ูกต้อง
ค. ข้อมลู ท่บี อกต่อกนั มา 1 ระยะเริ่มต้น 2 ระยะสรา้ งตวั 3 ระยะทรงตวั
ง. ไม่มีขอ้ ใดถกู 4 ระยะต�ำต่ำ� หรือสงู ขนื้
ก. 1 2 3 4 ข. 1 2 4 3
ค. 1 3 4 2 ง. 1 4 2 3
34 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
14. การวิเคราะห์ทุนปัจจัยการผลิตหรือการบริการอะไร 17. การก�ำหนดเป้าหมายการตลาดมีกี่ขอ้
บ้าง ก. 1 ข้อ ข. 2 ข้อ
ก. ทนุ วัตถุดบิ ค. 3 ข้อ ง. 4 ขอ้
ข. ทุน แรงงาน 18. ขอ้ ใดคือการกำ� หนดเป้าหมายการตลาด
ค. ทนุ ตน้ ทนุ การผลติ ก. กลยทุ ธส์ ูเ่ ปา้ หมาย
ง. ถูกทุกข้อ ข. แผนพัฒนการตลาด
15. ขอ้ ใดไมใ่ ชก่ ารกำ� หนดทิศทางการตลาด ค. ถูกทง้ั ก และ ข
ก. ผ้ผู ลติ ง. ไมม่ ีข้อใดถกู ต้อง
ข. สนิ คา้ หรือการบริการ 19. อาชีพใดคืออาชพี อิสระ
ค. ผู้บรโิ ภคหรือผ้รู บั บริการ ก. ต�ำรวจ ข. ครู
ง. ผูบ้ ริโภคและแรงงาน ค. พยาบาล ง. เกษตรกร
16. ตัวสินคา้ หรอื รูปแบบการใหบ้ รกิ ารแก่ลกู คา้ มี 20. ข้อใดคอื ปญั หาของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมท่ี
ความจ�ำเป็นหรือไม่ทจี่ ะต้องมีการพัฒนาตลอดเวลา ไม่สามารถควบคมุ ได้
ก. มีความจ�ำเป็น เพื่อให้ทันสสมัยต่อความต้องการ ก. ภยั ธรรมชาต ิ
ของลกู คา้ ข. การท�ำแบบอยา่ งกนั
ข. มคี วามจำ� เปน็ เพอื่ ใหท้ นั สมยั ตอ่ ความตอ้ งการของ ค. การใชเ้ ทคโนโลยสี มัยใหม ่
ผู้ผลติ ง. การตลาด
ค. มคี วามจำ� เปน็ เพอ่ื ใหท้ นั สมยั ทนั ตอ่ ความตอ้ งการ
ของพ่อค้าคนกลาง
ง. มคี วามจำ� เปน็ เพอ่ื ใหท้ นั สมยั ตอ่ ความตอ้ งการของ
โรงงาน
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 35
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
สรปุ เนอ้ื หาสำ� คัญจากบทเรยี น รายวิชาเศรษฐกจิ พอเพยี ง รหสั วชิ า ทช11001
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั ศึกษาสามารถบอกความเป็นมา ความหมาย และแนวคิดของหลกั แนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพียงได้
2. นักศกึ ษามคี วามรคู้ วามเข้าใจในแนวคิดของหลกั เศรษฐกจิ พอเพยี ง
ขอบเขตเนอ้ื หา
การพฒั นาประเทศตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง การวเิ คราะหส์ ถานการณโ์ ลก ความสำ� คญั ของการพฒั นา
ประเทศในกระแสโลกาภิวตั น์ การเลือกแนวทางของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงมาประยุกตใ์ ชไ้ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม
บทที่ 1 ความพอเพียง
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมมี ิติ 4 ด้าน
1. มติ ิดา้ นเศรษฐกจิ : เศรษฐกจิ พอเพยี งเปน็ เศรษฐกิจแบบพออยู่พอกนิ ให้มีความขยันหมนั่ เพยี ร ประกอบ
สมั มาอาชพี เพ่อื ให้พึ่งตนเองได้ให้พ้นจากความยากจน
2. มติ ิดา้ นจติ ใจ : ยึดเส้นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) เนน้ ทจี่ ติ ใจท่รี จู้ ักพอ คอื พอดี พอประมาณ และพอใจ
ในส่งิ ทม่ี ี
3. มิติดา้ นสังคม : สงั คมทม่ี คี วามสขุ สงบ ประชาขนมีความเมตตาเอ้อื อาทรช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั
4. มิตดิ า้ นวฒั นธรรม : เศรษฐกจิ พอเพยี งมงุ่ ให้เกดิ วฒั นธรรมหรอื วถิ ชี ีวติ ทปี่ ระหยดั อดออม มชี ีวติ ท่เี รียบงา่ ย
ไมฟ่ ุ่มเฟอื ย
บทท่ี 2 ชุมชนพอเพยี ง
การบริหารจัดการชมุ ชน หมายถงึ การนำ� วิธีการต่างๆมาใช้เพือ่ ช่วยในการด�ำเนนิ งานในชุมชนเป็นไปตามแผน
ชมุ ชนทีก่ �ำหนด เนน้ การดำ� เนินการดงั นี้
1. การมสี ่วนรว่ มของประชาชน
2. การปฏิบัตเิ พือ่ กระทำ� ส่งิ ต่าง ๆ
3. การวัดผลความสำ� เร็จของชุมชน
บทที่ 3 การแกป้ ัญหาชุมชน
ปัญหาชุมชน แต่ละชุมชนจะมีปัญหาท่ีแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับบริบทของชุมชนเช่น ด้านการศึกษาด้าน
สขุ ภาพอนามยั ดา้ นสงั คมการเมอื งการปกครองดา้ นสงิ่ แวดลอ้ มและทรพั ยากรธรรมชาต ิ และดา้ นศาสนาศลิ ปวฒั นธรรม
การพฒั นาชมุ ชน เปน็ การแกป้ ญั หาชมุ ชนทเี่ ปน็ รปู แบบและขน้ั ตอน ชมุ ชนจะตอ้ งมคี ณะทำ� งาน ทม่ี าจากหลายภาคสว่ น
เขา้ มามสี ว่ นร่วมในการแก้ปัญหาของชุมชนด้วยตนเอง
บทท่ี 4 สถานการณ์ของประเทศกับความพอเพยี ง
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มุ่งเน้นให้เกิดการพิจารณาอย่างรอบคอบ มคี วามรอบครอบ ระมัดระวงั ในการ
วางแผน และการด�ำเนินงานทกุ ขั้นตอน เพื่อมใิ ห้เกดิ ความเสียหายตอ่ การพัฒนา
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับทุก
ขนั้ ตอน โดยยดึ หลกั รว่ มกนั คดิ รว่ มกนั ทำ� และรว่ มกนั รบั ผดิ ชอบในลกั ษณะเปน็ เครอื ขา่ ยการพฒั นายดึ หลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียงเปน็ ปรัชญาน�ำทางในการพัฒนาประเทศให้เข้าสู่สงั คมที่ยดึ หลักทางสายกลาง แบ่งเปน็ 4 ด้าน ไดแ้ ก่
ดา้ นสงั คมดา้ นเศรษฐกจิ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม และดา้ นการบริหารจดั การทรัพยากร
36 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพอื่ ยกระดบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
ภาคเรียนท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
บทที่ 5 สถานการณ์โลกกับความพอเพยี ง
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งเปน็ ปรชั ญาทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช(ร.9) ทรงชแี้ นวทาง
ในการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหก้ บั ประชาชน ใหด้ ำ� เนนิ ชวี ติ แบบพออยพู่ อกนิ พอใช้ รจู้ กั พงึ่ ตนเอง เปน็ การดำ� รงชวี ติ ในทางสายกลาง
ด้วยการน�ำทรพั ยากรทม่ี อี ย่มู าใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์สูงสุด
1. การประยุกตใ์ ชเ้ ศรษฐกิจพอเพยี งระดับชมุ ชน
2. การประยุกต์ใชเ้ ศรษฐกิจพอเพยี งระดับเกษตร
3. การประยุกตใ์ ช้เศรษฐกิจพอเพียงระดบั นกั ธรุ กิจ
บทท่ี 6 การประกอบอาชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการสร้างรายได้อย่างม่ันคง
และย่งั ยนื
การประกอบตามหลักเศรษฐกิจพอเพยี ง เพอ่ื การสรา้ งรายได้ อย่างม่นั คง ม่ังคัง่ และยั่งยืน มุง่ เนน้ ให้ผเู้ รียนมี
การพจิ ารณาอย่างรอบดา้ น มีความรอบคอบ และระมดั ระวงั ในการวางแผน ในการดำ� เนนิ งานทุกข้นั ตอน เพ่อื มิให้เกดิ
ความเสยี หายตอ่ การพฒั นา ขอ้ ควรคำ� นงึ ในการตดั สนิ ใจประกอบอาชพี การตดั สนิ ใจประกอบอาชพี โดยใชข้ อ้ มลู อยา่ งเหมาะสม
มีความร้วู ชิ าชีพนนั้ ๆ มที นุ แรงงาน และสถานท่ ี มีวิธีการปฏิบตั งิ านและจดั การอาชพี มีกลวิธีการขาย การตลาด มี
การจดั การการเงนิ การจดั ทำ� บญั ชี รายรบั –รายจา่ ย เพ่อื ให้ทราบผลการประกอบการ มมี นุษยส์ มั พนั ธ์และมีจิตบริการ
มีคุณธรรมในการประกอบอาชีพ แนวทางการประกอบอาชีพใหป้ ระสบผลส�ำเรจ็ มีความรู้ คอื ต้องรอบรู้ รอบคอบและ
ระมัดระวงั มคี ณุ ธรรมทีส่ ่งเสรมิ การประกอบอาชีพใหป้ ระสบความสำ� เร็จ คอื ความซ่อื สตั ย์ สุจรติ ขยนั อดทน
หมายเหตุ : ใหน้ กั ศกึ ษา ไดศ้ ึกษาเพิม่ เติมจากหนังสือแบบเรียนรายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง
รหัสวชิ า ทช11001
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพือ่ ยกระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 37
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวชิ าเศรษฐกิจพอเพียง ทช11001
จงเลือกค�ำตอบทถี่ ูกต้องทส่ี ดุ เพยี งค�ำตอบเดยี ว 7. ข้อใดคือวิธีการจัดสรรเงินหรือวางแผนการใช้จ่ายที่ดี
1. เศรษฐกจิ พอเพยี งเป็นเร่ืองเกย่ี วกบั อะไร ทีส่ ุด
ก. การเกษตร ข. การค้าขาย ก. จดั สรรจ่ายใหเ้ ทา่ กบั รายได้
ค. การด�ำเนนิ ชีวิต ง. การอุตสาหกรรม ข. การบันทกึ รายรับ-รายจ่าย
2. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการ ค. ปรึกษาเพื่อนบา้ นก่อนซือ้
ดำ� เนนิ ชวี ิตของคนกลมุ่ ใด ง. เปรยี บเทียบคาํ โฆษณาตามหนังสือพมิ พ์
ก. พอ่ ค้า นักธุรกจิ 8. ข้อใดถูกตอ้ งที่สดุ ในการจดบันทกึ รายรบั -รายจา่ ย
ข. นักเรยี น นกั ศกึ ษา ก. จดทกุ คร้ัง ข. จดทุกวันเวน้ วัน
ค. ข้าราชการ นักการเมือง ค. จดทุกเดอื น ง.จดทุกอาทิตย์
ง. ประชาชนทกุ คน 9. การใช้จ่ายท่ีเหมาะสมกับฐานะความเป็นอยู่หรือความ
3. เปา้ หมายหลักแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพียงคือขอ้ ใด สามารถของตนตรงกบั สาํ นวนในขอ้ ใด
ก. พ่ึงพาตนเองเป็นหลกั ก. มือใครยาวสาวไดส้ าวเอา
ข. ชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกัน ข. นกน้อยสร้างรังแต่พอตัว
ค. มอี าชีพเกษตรกรรมทุกครอบครัว ค. ฝนท่ังใหเ้ ป็นเขม็
ง. ใชจ้ า่ ยแต่สิ่งจาํ เป็นต่อการดำ� เนนิ ชวี ติ ง. น�ำ้ ข้นึ ให้รบี ตกั
4. คําว่า “เดินทางสายกลาง” ตามแนวคิดเศรษฐกจิ 10. ข้อใดสมั พันธก์ ับ “เกษตรทฤษฎใี หม่” มากท่ีสดุ
พอเพยี ง หมายถึงการด�ำเนินชีวิต แบบใด ก. การบรหิ ารจัดการเกษตรกรทย่ี ากจน
ก. รจู้ ักคาํ วา่ พอดี พอประมาณ ข. การจดั ระบบวิถชี ีวิตของเกษตรกรใหม่
ข. ลดรายจา่ ย และเพ่ิมรายไดใ้ หส้ มดุล ค. การเกษตรผสมผสานในท่ีดนิ ท่ีมอี ย่จู ํากดั
ค. ประหยดั รายจา่ ยให้มากที่สดุ เทา่ ท่ีจะท�ำได้ ง. การบรหิ ารจดั การทด่ี นิ ให้เกิดประโยชน์สูงสดุ
ง. ด�ำเนินชีวิตแบบใดก็ได้ขอเพยี งแตใ่ ห้มีความสุข 11. แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จ
5. การเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเผชิญผลกระทบและการ พระเจา้ อยู่หัว ทรงพระราชทานในปี พ.ศ.ใด
เปล่ียนแปลงดา้ นต่าง ๆ หมายถึงข้อใด ก. พ.ศ.2539 ข.พ.ศ.2540
ก. การมีประสบการณ ์ ค. พ.ศ.2541 ง.พ.ศ.2542
ข. การมีความรู้ ความสามารถ 12. หลักเศรษฐกิจพอเพียง มีคุณลักษณะ ๓ ประการ
ค. มีภมู ิคมุ้ กันทดี่ ีในตัว ไดแ้ ก่ข้อใด
ง. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม ก. ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคมุ้ กนั
6. ขอ้ ใดคอื เง่อื นไขทีส่ �ำคัญของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ท่ีดใี นตวั
ก. มคี วามรู้ มีคณุ ธรรม ข. ความพอประมาณ ความมเี หตุผล ความมีวนิ ัย
ข. มีคณุ ธรรม จริยธรรม ค. ความมเี หตุผล ความมีวินัย ความสามคั คี
ค. มีเหตุผล มีความรอบคอบ ง. ไมม่ ขี ้อถกู
ง. มีภมู ิคุม้ กนั ในตัวท่ีดี มเี หตุผล
38 แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
13. เงอื่ นไขทสี่ ำ� คญั 2 ประการ ของหลกั เศรษฐกจิ พอเพยี ง 17.ความพอประมาณ เปน็ องคป์ ระกอบของข้อใด
น้นั ตรงกับข้อใด ก.ความหมายของ เศรษฐกจิ พอเพยี ง
ก. แดงเป็นคนที่มีความซ่ือสัตย์สุจริต มีความอดทน ข. ความเปน็ มาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
รอบรู้ และใชส้ ตปิ ัญญาในการด�ำเนนิ ชวี ติ ค.หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ข. ด�ำเป็นคนเก่งในการใช้เทคโนโลยีในการวางแผน ง.ถูกทุกขอ้
และมีช้นั เชงิ ต่อรองในเรือ่ งต่างๆ 18.ความมเี หตมุ ผี ล เปน็ องค์ประกอบของข้อใด
ค.เขยี วเป็นคนมีอิทธพิ ลและรวยจึงมเี งินในการลงทุน ก. ความหมายของ เศรษฐกจิ พอเพียง
ตา่ งๆในหมู่บ้าน ข. ความเป็นมาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ง. ขาวเปน็ คนเรียนเก่งจงึ นำ� ความรู้มาใช้ในการเอารดั ค. หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
เอาเปรยี บผู้อ่นื อย่เู สมอ ง. ถูกทุกขอ้
14. ความพอดีทีไ่ มม่ ากหรือน้อยเกนิ ไป โดยไม่เบียดเบยี น 19.ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของสหกรณ์
ตนเองและผู้อื่น เป็นความหมายของข้อใด ก. ชว่ ยขจดั ปญั หาพ่อคา้ คนกลาง
ก. ความมเี หตุผล ข. ความพอประมาณ ข. ชว่ ยให้สมาชิกมีความประหยัด
ค. การมภี ูมคิ มุ้ กนั ทด่ี ใี นตัว ง. การมวี ินัย ค. ชว่ ยให้สมาชกิ มีความคดิ สร้างสรรค ์
15. ทุกการตัดสินใจ การกระท�ำ การลงทุน ต้องเป็นไป ง. ชว่ ยแก้ปญั หาทางดา้ นเศรษฐกจิ
อย่างมีเหตุมีผล ค�ำนึงถึงเหตุปัจจัยท่ีเก่ียวข้องและผลท่ี 20. ข้อใดคือแนวทางการแก้ไขให้รอดพ้นและด�ำรงอยู่ได้
คาดวา่ จะเกิดขนึ้ อยา่ งรอบคอบ คือความหมายของขอ้ ใด อย่างมน่ั คงภายใต้การเปลยี่ นแปลงตา่ ง ๆ
ก. ความมีเหตุผล ก. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ข. ความพอประมาณ ข. เศรษฐกิจพอเพียง
ค. การมภี ูมิคุ้มกนั ท่ีดีในตัว ค. หลกั การเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ง. การมีวินยั ง. แนวคิดทฤษฎใี หม่
16 ผู้คิดค้นหลกั การเศรษฐกจิ พอเพยี งคือบุคคลใด
ก. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั ภูมพิ ลอดยุ เดช
ข. สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
ค. พลเอกเปรม ติณสลู านนท์
ง. กรมหลวงราชบุรีดเิ รกฤทธ์ิ
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพอื่ ยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 39
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
สรปุ เนือ้ หาส�ำคญั จากบทเรยี น รายวิชาสขุ ศึกษา พลศึกษา รหัสวชิ า ทช11002
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักศกึ ษาสามารถอธบิ ายกระบวนการทำ� งานของระบบอวัยวะในรา่ งกายทส่ี ำ� คญั 5 ระบบ ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
2. นักศึกษาวางแผน และปฏิบัติตนตามแผนเพอ่ื สร้างเสรมิ พัฒนาการของตนเองและครอบครัวได้
3. นกั ศึกษาสามารถอธิบายวธิ กี ารจัดการกบั อารมณ์และความต้องการทางเพศไดอ้ ย่างเหมาะสม
4. นักศึกษาวิเคราะหค์ วามเชื่อผิดๆ เรือ่ งเพศท่สี ่งผลต่อสขุ ภาพทางเพศได้
5. นักศึกษาระบุกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศ และกฎหมายคุ้มครองเด็กและสตรไี ด้
6. นกั ศกึ ษาอธิบายปัญหา สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคขาดสารอาหารได้
7.นกั ศกึ ษาบอกหลกั การ และปฏิบัตติ นตามหลักสุขาภบิ าลอาหารได้อย่างเหมาะสม
8. นกั ศึกษาสามารถจัดโปรแกรมอาหารที่เหมาะสมสำ� หรับครอบครวั ผสู้ ูงอายุ และผ้ปู ว่ ยได้
9. นกั ศกึ ษามสี ่วนร่วมในกจิ กรรมสรา้ งเสริมสุขภาพของชุมชนอยา่ งสม�่ำเสมอ
10. นักศึกษาสามารถอธิบายวิธกี ารของการออกก�ำลงั กายเพอื่ สุขภาพได้อย่างถกู ต้อง
บทท่ี 1 ระบบตา่ งๆ ของรา่ งกาย
ระบบมคี วามส�ำคัญตอ่ การด�ำรงชีวิตของมนษุ ย์ จึงควรสร้างเสรมิ และดำ� รงประสทิ ธภิ าพการท�ำงานของระบบ
ตา่ งๆ ใหท้ ำ� งานอย่างมีประสิทธภิ าพการพัฒนาการทางด้านรา่ งกายตั้งแต่ในวัยเด็กจนถึงวยั ผ้ใู หญ่ การเรียนรธู้ รรมชาติ
ส่ิงแวดล้อมความเปล่ียนแปลงต่างๆ สามารถสอนให้มนุษย์ เรียนรู้ การปรับตัวท่ีจะอยู่ร่วมกัน สามารถปรับตัวให้อยู่
ในสงั คมได้ การพฒั นาการของชวี ติ อย่าเหมาะสม และมพี ฤติกรรมถูกต้องในดา้ นตา่ งๆ สอดแทรกไปกับการส่งเสรมิ
พฒั นาการดา้ นอนื่ ๆ การดำ� รงชพี ใหเ้ หมาะสม ตลอดไปถงึ การดแู ลสขุ ภาพรา่ งกายใหแ้ ขง็ แรงหมนั่ ออกกำ� ลงั กายอยเู่ สมอ
บทที่ 2 การดูแลส่งเสริมสขุ ภาพอนามยั
ธรรมชาติของมนุษย์ประกอบไปด้วยการเกิด แก่ เจบ็ ตาย ซึง่ เปน็ ธรรมดาของชีวิตท่ที ุกคนหลีกไมพ่ ้น ดงั นั้น
ควรเรยี นรแู้ ละปฏิบตั ติ นด้วยความไมป่ ระมาท ดว้ ยการดูแลส่งเสรมิ สขุ ภาพอนามัย
- การเกิด การแก่ การเจ็บ และ การตาย
- การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการตามวยั การเจริญเตบิ โตและพัฒนาการของมนษุ ย์ จะเริ่มต้งั แต่เกิด ซึง่ แบง่ ได้
เปน็ 5 ชว่ งวยั การเจรญิ เตบิ โต หมายถงึ การเปลยี่ นแปลงในขนาดรปู รา่ ง สดั สว่ นตลอดจนกระดกู กลา้ มเนอื้ และอวยั วะ
ทุกส่วนของร่างกายตามล�ำดบั ขั้น
พฒั นาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของมนุษยแ์ บ่งเป็น 5 ช่วงวัย ดังน้ี
- วยั ทารก ต้งั แต่เกิดถงึ 2 ปี เดก็ ในวยั นจ้ี ะมพี ฒั นาการทางดา้ นรา่ งกายที่รวดเรว็ มากในขวบปแี รกเป็น 2 เท่า
จากแรกเกดิ ปีถดั มาพฒั นาการจะเพิ่มข้นึ เพยี ง 30 %
- วยั เด็ก ตัง้ แต่ 2 - 12 ป ี การเจริญเติบโตในวัยนสี้ ว่ นใหญเ่ ปน็ เรื่องของกระดกู กล้ามเนื้อ และการประสาน
กับระบบต่างๆในร่างกาย ความแตกต่างระหว่างบุคคลและเพศตรงกันข้ามจะปรากฏชัดเจน โดยวัยเด็กแบ่งออกเป็น
3 ช่วง ดงั นี้
1. วยั เด็กตอนตน้ (2-5 ปี) รู้จกั ใช้ภาษา หดั พดู กนิ ข้าว ล้างมือ รจู้ กั สงั เกต อยากรู้ อยากทดลองและเล่น
2. วยั เดก็ ตอนกลาง (6-9 ปี) เร่ิมไปโรงเรยี นตอ้ งปรบั ตัวเขา้ กับคนแปลกหนา้ และท�ำความเขา้ ใจกบั ระเบียบของ
40 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพื่อยกระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
โรงเรียน รูจ้ กั เลอื กตดั สินใจ รบั ผิดชอบการท�ำงานของตนเองได้
3. วยั เด็กตอนปลาย (10-12 ปี) เพศชาย-หญิง จะแสดงความแตกต่างชัดเจนในด้านพฤตกิ รรมและความสนใจ
เดก็ หญงิ จะโตกว่าเดก็ ชาย มที ักษะการใช้ภาษาทด่ี ีข้นึ ทำ� ตามคำ� สงั่ ได้ เรียนรู้บทบาททีเ่ หมาะสมกบั เพศของตน และจะ
เลน่ เฉพาะกลุ่มท่เี พศเดียวกนั
- วยั รนุ่ อายรุ ะหวา่ ง 20 ป ี วยั นเ้ี ปน็ ชว่ งหวั เลยี้ วหวั ตอ่ ของชวี ติ เนอื่ งจากเปน็ วยั ทม่ี กี ารเปลยี่ นแปลงทางรา่ งกาย
จติ ใจและตอ้ งปรบั ตวั เขา้ กบั สงิ่ ใหมๆ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ รวมทงั้ ปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั สงั คม บางครง้ั ทำ� ใหเ้ กดิ ปญั หาตา่ งๆ ขน้ึ โดยเฉพาะ
ปญั หาทางเพศ เรมิ่ ใหค้ วามสนใจกบั เพศตรงกนั ขา้ ม เรม่ิ มองอนาคต คดิ ถงึ การมอี าชพี ของตน คดิ ถงึ ครอบครวั อยากร ู้
อยากเห็น อยากแสดงความสามารถ บางคร้ังแสดงออกในทางที่ไม่ถกู ต้อง จึงทำ� ใหเ้ กิดปญั หาขน้ึ ผู้ปกครองหรือผใู้ หญ่
ควรใหแ้ นะนำ� ท่เี หมาะสม
- ผใู้ หญ่ อายรุ ะหว่าง 60 ปี วัยน้ีรา่ งกายเจรญิ เติบโตเตม็ ทแี่ ล้ว มีรูปรา่ งสมส่วน ร่างกายแข็งแรง แตเ่ นอื่ งจาก
ความเจริญเติบโตและพัฒนาการทางกาย และใจของแต่ละคนตา่ งกัน เช่นคนทเ่ี ป็นลูกคนโต ตอ้ งดูแลนอ้ งๆ กอ็ าจจะ
เปน็ ผใู้ หญเ่ รว็ กวา่ นอ้ งคนเลก็ หรอื คนทก่ี ำ� พรา้ พอ่ แม่ กย็ อ่ มเปน็ ผใู้ หญเ่ รว็ กวา่ คนทม่ี พี อ่ แมอ่ ยใู่ กลช้ ดิ สรปุ ไดว้ า่ วยั นี้ เปน็
วัยทีม่ คี วามเจรญิ ดา้ นต่างๆ ทั้งด้านความสนใจ ทศั นคติ และค่านยิ ม โดยเฉพาะเรอื่ งอาชีพ การเลอื กค่คู รอง และการมี
ชวี ติ ครอบครวั เป็นวัยท่ีมีพละกำ� ลัง มีความสามารถในการท�ำงานมากที่สดุ เพราะเปน็ วัยท่ีตอ้ งรับผิดชอบในหน้าท่ี เพอ่ื
ครอบครัวและประเทศชาติ
- วยั ชรา อายุ 60 ปขี ึน้ ไป วัยนเี้ ป็นวัยทมี่ กี ารเปลีย่ นแปลงทางดา้ นรา่ งกาย จิตใจ อารมณ์ รวมท้งั สมองในทาง
เล่ือมลง จงึ ประสบปญั หาสขุ ภาพมากกวา่ วัยอนื่ มอี าการหลงลมื มกั จะจำ� เร่ืองราวในอดตี เหมาะที่จะเปน็ ท่ปี รกึ ษาให้
ค�ำแนะนำ� แกผ่ อู้ น่ื เพราะเปน็ ผ้ทู ปี่ ระสบการณ์มาก่อน วยั น้มี กั มีอารมณ์ค่อนขา้ งเครียด โกรธ และน้อยใจง่าย
หมายเหตุ : ให้นักศกึ ษา ไดศ้ กึ ษาเพมิ่ เติมจากหนงั สือแบบเรียนรายวิชาสุขศึกษาพลศกึ ษา รหสั วิชา ทช11002
แบบฝึกทกั ษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 41
ภาคเรียนท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดบั ประถมศกึ ษา
แบบทดสอบรายวชิ าสขุ ศึกษา พลศกึ ษา ทช11002
จงเลอื กคําตอบท่ถี ูกต้องท่สี ดุ เพียงคําตอบเดียว 8. อวัยวะใดท่ีช่วยย่อยอาหารให้เล็กย่อยอาหารต่อจาก
1. วัฏจกั รชีวติ คอื กระเพาะอาหารจนอาหารมขี นาดเล็ก พอท่จี ะดดู ซึมเข้าสู่
ก. เกิด แก่ ทํางาน ตาย กระแสเลือด เพอื่ นาํ ไปเลี้ยงส่วนตา่ งๆของรา่ งกาย
ข. เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ก. ตบั ข. ลาํ ไสใ้ หญ่
ค. เกดิ ทาํ งาน เจบ็ ค. ม้าม ง. ลาํ ไส้เลก็
ง. เกดิ แก่ ดําเนินชีวติ 9. หนา้ ทส่ี าํ คัญของไต คือ
2. พฒั นาการแบ่งได้กช่ี ว่ งวัย ก. กรองของเสียออกจากเลอื ดแดง
ก. 5 ชว่ งวัย ข. 6 ช่วงวยั ข. ฟอกเลอื ด
ค. 7 ชว่ งวัย ง. 8 ช่วงวัย ค.ระบบขับถ่าย
3. วัยใดที่มีการเปล่ียนแปลงและต้องการเรียนรู้ด้านเพศ ง. ระบบหายใจ
มากท่ีสดุ 10. การดแู ลสายตาทําได้งา่ ยๆคือ
ก. เดก็ ข. วัยรุ่น ก. อา่ นหนงั สือในทีแ่ สงนอ้ ย
ค. วยั ทํางาน ง. วัยผู้ใหญ่ ข. อ่านหนังสือในที่แสงสว่างเพียงพอ
4. อวัยวะแบง่ ได้ก่ีประเภท ค. อา่ นหนงั สือในหอ้ ง
ก. 2 ประเภท ง. อ่านหนังสอื เปิดไฟสวา่ งจา้
ข. 3 ประเภท 11. ขอ้ ใดอธบิ ายถงึ ส่วนประกอบของหูได้ถกู ตอ้ ง
ค. 4 ประเภท ก. ถ้าหผู ิดปกตกิ ็ไมอ่ าจไดย้ นิ เสียงใดๆ
ง. 5 ประเภท ข. ท�ำให้รวู้ า่ เสียงที่ได้ยนิ คอื เสยี งอะไร
5. อวัยวะใดท่ีสามารถแสดงออกถงึ อารมณ์ได้ ค. มี 3 ส่วน ชัน้ นอก ชัน้ กลาง และชัน้ ใน
ก. ใบหน้า ง. คลืน่ เสยี งผา่ นประสาทรบั เสยี งส่งไปยังสมอง
ข. หวั ใจ 12. ขอ้ ใดอธิบายถึงไซนสั ได้ถกู ตอ้ ง
ค. ดวงตา ก. เปน็ สว่ นท่ีเหน็ จากภายนอกกระดกู ออ่ น
ง. รมิ ฝปี าก ข. เปน็ ทางผ่านของอากาศหายใจเขา้ – ออก
6. อวัยวะใดที่มีหน้าทฟี่ อกเลอื ด ค. ท�ำหน้าที่กรองฝุน่ และเช้อื โรคไม่ให้เข้า
ก. ตับ สู่ปอด
ข. หวั ใจ ง. เป็นโพรงอากาศรอบจมูกในกะโหลกศีรษะ
ค. ม้าม มี 4 คู่
ง. ปอด 13. ขอ้ ใดกล่าวถึงฟนั ชุดแรกได้ถกู ตอ้ ง
7. โดยปกตหิ ัวใจของคนเราจะเต้นกคี่ รั้งใน 1 นาที ก. มี 20 ซ ่ี
ก. 30-40 ครัง้ ข. มี 32 ซ่ี
ข. 50-60 คร้งั ค. ฟนั บน 12 ซี่ ฟนั ล่าง 12 ซ่ี
ค. 70-80 ครง้ั ง. ฟันบน 16 ซี่ ฟันล่าง 16 ซี่
ง. 90-100 ครงั้
42 แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจำ� ปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา
14. ขอ้ ใดบอกประโยชนข์ องผิวหนงั ไดถ้ กู ต้อง 18. อวัยวะใดไม่มีส่วนเกย่ี วขอ้ งกบั ระบบทางเดนิ หายใจ
ก. ทำ� ใหร้ ้สู ึกเจบ็ เวลาถกู ต ี ก. ปอด
ข. กินมะเขือเทศเพือ่ ช่วยใหผ้ ิวดี ข. ถงุ ลม
ค. เป็นแหลง่ รวมเซลล์ประสาทรับความรู้สกึ ค. กระบงั ลม
ง. ระบายความร้อนภายในรา่ งกายผ่านทางรเู หงื่อ ง. ล�ำไส้ใหญ่
15. ข้อใดคอื สว่ นประกอบของผวิ หนัง 19. อวยั วะใดคืออวัยวะภายนอก
ก. หนังแท้ ก. ตับ
ข. หนงั กำ� พรา้ ข. จมูก
ค. หนังกำ� พรา้ และหนังแท ้ ค. ม้าม
ง. ขีไ้ คล หนงั ก�ำพร้า และหนังแท้ ง. ปอด
16. ข้อใดเป็นส่วนประกอบท่ีอยใู่ นชัน้ หนงั แท้ 20. กรดไขมนั ชนดิ ใดไมอ่ ม่ิ ตวั หรอื ไขมนั ดพี บมากในอาหาร
ก. ข้ีไคล ประเภทใด
ข. ตอ่ มเหงื่อ ก. ไขมนั สตั ว์
ค. ต่อมไขมัน ข. มะพร้าว
ง. เซลลป์ ระสาท ค. นำ�้ มันหม ู
17. อวัยวะใดที่ดดู ซึมสารอาหารไปใชใ้ นรา่ งกาย ง. นำ้� มนั พชื
ก. กระเพาะ
ข. ลำ� ไสเ้ ลก็
ค. ล�ำไสใ้ หญ ่
ง. หลอดอาหาร
แบบฝึกทักษะทางวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น 43
ภาคเรยี นท่ี 2 ประจ�ำปี 2563 ระดับประถมศกึ ษา