The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gwarrg, 2023-07-04 21:43:53

จีนยูนาน

จีนยูนาน

Keywords: จีนยูนาน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ก คำนำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีเขตพื้นที่รับผิดชอบจำนวน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและอำเภอเวียงแหง ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบ 4,893 ตารางกิโลเมตร มีโรงเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ๑๕๓ โรงเรียน สถานศึกษาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตทุรกันดาร ห่างไกล ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ผู้รับบริการประกอบไปด้วยผู้คน หลากหลายเชื้อชาติทำให้มีความแตกต่างและมีความหลากหลายด้าน วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา อาหาร การแต่งกาย ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน อีกทั้งการติดต่อระหว่าง สถานศึกษาในเขตพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้ส่งเสริมการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาที่ได้กำหนดไว้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ได้จัดทำโครงการรักถิ่นฐานผูกพัน บ้านเกิด โดยได้คำนึงถึงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนที่มีความตระหนักรู้จักท้องถิ่นของตน สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงหวงแหนวัฒนธรรมประเพณี อันดีงามที่สืบทอดกันมา จึงจัดทำ องค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลสารสนเทศของท้องถิ่น ประกอบไปด้วยข้อมูลด้าน ๒ ด้าน คือด้านที่ ๑ ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑.สภาพทั่วไปของชุมชนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน ๒.ประวัติความเป็นมาของชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ ๓.สภาพเศรษฐกิจ ๔.สาธารณูปโภค ๕.แหล่งท่องเที่ยว ๖.แหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ ๗.หน่วยงาน รัฐ/เอกชน และด้านที่ ๒ ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑.ชนชาติ/ชาติพันธุ์ ในชุมชน ๒.ศิลปวัฒนธรรม ๓.ภาษา/วรรณกรรม ๔.ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้าน ๕.ประเพณี/พิธีกรรม/ งานเทศกาล ๖.ศาสนาและความเชื่อ ๗.ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ปราชญ์ท้องถิ่น คณะกรรมการจัดทำ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ร่วมจัดทำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นเรื่อง องค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ไว้ณ โอกาสนี้และหวังว่าเอกสารฉบับนี้จะเป็นแนวทางให้สถานศึกษาได้ นำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรท้องถิ่นของตนเอง ตามบริบทของสถานศึกษา ผู้จัดทำ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข บทนำ ค ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป ๓ ศิลปวัฒนธรรม ๔ ภาษา/วรรณกรรม ๒๐ ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน ๒๘ ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล ๓๙ ศาสนาและความเชื่อ ๗๒ ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน ๘๓ ภาคผนวก ๘7


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ก บทนำ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 ระบุไว้ว่า การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของ ตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 มาตรา 7 ระบุว่า กระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่ง ปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข รู้จักรักษา และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และของประเทศชาติ รวมทั้ง ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถใน การประกอบอาชีพ รู้จักตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าภารกิจในการจัดการศึกษา นอกจากต้องจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดความรู้คู่คุณธรรมแล้ว ยังต้องจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพของ ท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ชีวิตจริงของตนเองในท้องถิ่น เรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติความเป็นมา สภาพเศรษฐกิจ สังคมการดำรงชีวิต ภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ตลอดจนให้มีความรัก ความผูกพัน และ มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง รวมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เกิดประโยชน์ต่อ การประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตในสังคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีเขตพื้นที่รับผิดชอบจำนวน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและอำเภอเวียงแหง ครอบคลุม พื้นที่รับผิดชอบ 4,893 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ป่าไม้ และเป็นเขตชายแดน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เป็นแนวยาวมีระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร การจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีโรงเรียนที่อยู่ใน ความรับผิดชอบจำนวน 153 โรงเรียน การคมนาคมซับซ้อน และการติดต่อระหว่างสถานศึกษาเป็นไปด้วย ความยากลำบาก เนื่องจากสถานศึกษาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตทุรกันดาร ห่างไกล ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ผู้รับบริการ ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้มีความแตกต่างและมีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา อาหาร การแต่งกาย ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน นักเรียนส่วนใหญ่ในเขตพื้นที่เมื่อจบการศึกษาแล้ว จะเดินทางเข้าตัวเมืองเพื่อศึกษาต่อและประกอบอาชีพ คนวัยทำงานมีการย้ายถิ่นฐานเข้าไปในเมืองใหญ่ เนื่องจากแรงดึง (Pull force) ในด้านค่าตอบแทน ความเจริญในด้านเศรษฐกิจและสังคม ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ จึงได้ เล็งเห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ประเพณีทางสังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจและภาคภูมิใจในตนเอง ชุมชน สังคม วัฒนธรรม สามารถแสวงหาบทบาทใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ชุมชนท้องถิ่น นำไปสู่การคิดค้นหาแนวทางการพัฒนาหรือ แก้ปัญหา ช่วยสร้างพลังผลักดันให้ชุมชนขับเคลื่อนไปในทางที่ดีสอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง ของสังคมในปัจจุบัน โดยหลักสูตรท้องถิ่น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรัก ความหวงแหน และภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ได้คำนึงถึงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และส่งเสริมสนับสนุนให้ครูผู้สอน สามารถนําสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ก เกิดสัมฤทธิ์ผลบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง โดยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความตระหนักรู้จักท้องถิ่น ของตน สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงหวงแหนวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามที่สืบทอดกันมา จึงได้จัดทำโครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด เพื่อสำรวจ รวบรวมและจัดทำ ข้อมูลสารสนเทศของท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลสารสนเทศของท้องถิ่น ประกอบไปด้วยข้อมูลด้าน ๒ ด้าน คือ ด้านที่ ๑ ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป และด้านที่ ๒ ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑. ชนชาติ/ชาติพันธุ์ในชุมชน ๒.ศิลปวัฒนธรรม ๓.ภาษา/วรรณกรรม ๔.ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้าน ๕. ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล ๖.ศาสนาและความเชื่อ ๗.ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน รวมทั้งสภาพ ปัญหาในชุมชน เพื่อจัดทำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นที่สถานศึกษาสามารถนำสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ไปจัด ประสบการณ์ในหลักสูตรท้องถิ่นของตนเองตามบริบทของสถานศึกษา โดยครอบคลุม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การจัดทำองค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์นี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ในด้านความหลากหลาย ของชาติพันธุ์ จำนวน 15 ชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่รวมกันในพื้นที่อำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ เชียงดาว และ เวียงแหง โดยได้รวบรวมข้อมูลด้านชาติพันธุ์จากการสำรวจชุมชนของโรงเรียนต่างๆ ในสำนักงานเขต พื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 และตัวแทนครูจากทุกโรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 153 โรงเรียน ได้สังเคราะห์ข้อมูลในการจัดทำองค์ความรู้ดังกล่าว เพื่อเป็นหนังสือองค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ของสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 โดยโรงเรียนสามารถเลือก คัดสรร ในการนำองค์ความรู้ไปใช้ใน การจัดการเรียนการสอน และการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ต่อไป คณะผู้จัดทำ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑ การแต่งกายแบบจีนยูนนาน การสืบสานและเชิดชูวัฒนธรรมจีนยูนนาน ทั้งด้านการแต่งกาย ภาษา และเอกลักษณ์ ด้านอาหารจีนยูนนาน จีนยูนนาน ชนเผ่าจีนยูนนาน จีนภูเขา จีนมุสลิมหรือจีนฮ่อ เป็นชนเผ่า ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์ที่มีการสันนิษฐานที่มาอย่างหลากหลาย อาทิ เป็นกลุ่มคน ที่เดินทางค้าขายระหว่างจีนตอนใต้กับเมืองต่าง ๆ ในรัฐฉาน ล้านนา และพม่า หรือการอพยพเข้ามาหลังการปฏิวัติระบบจักรพรรดิของจีน มาเป็น คอมมิวนิสต์ โดยผู้นำการอพยพคือนายทหาร เข้ามาอยู่อาศัย ในเขตติดต่อไทยพม่า โดยชาวล้านนามักเรียกชนเผ่านี้ว่า “จีนฮ่อ” คำว่า “ฮ่อ” หมายถึง ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในมณฑลทางตอนใต้ของจีน อาจรวมถึงชาติพันธุ์อื่น ๆ ใกล้เคียงด้วย เป็นต้น ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของชาวจีนยูนนานนั้น มีทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน ซึ่งภาษาที่ใช้เป็นหลัก คือภาษาจีนกลาง หรือภาษา ตระกูลจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan) ควบคู่ไปกับการใช้ภาษาไทย เป็นภาษาที่สองในการสื่อสาร นอกจากนี้ชาวจีนยูนนานยังมี วรรณกรรมที่เน้นในเรื่องของความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ตลอดจนให้ ข้อคิดในการดำเนินชีวิตเรื่องต่างๆ อีกด้วย การแต่งกายของชาวจีนยูนนาน สมัยก่อนจะแต่งกายแบบจีน เรียกว่า "กี่เพ้า" หรือ "ฉงชำ" ทำด้วยผ้าเป็นดอกดวง ฉูดฉาด ผู้ชายจะ นิยมแต่งกางเกงหลวม ๆ เสื้อคอจีน (ชุมพล ศรีสมบัติ, 2011) ปัจจุบันเป็นแบบสมัยใหม่ทั่วไปทั้งชายและหญิง วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาวจีนยูนนาน มีหลากหลาย และสืบต่อกันรุ่นสู่รุ่น ได้แก่ เอกลักษณ์ทางด้านอาหาร ด้านประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อของชาวจีนยูนนาน ด้านเครื่องดนตรี ด้าน การละเล่น ตลอดจนภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนจีน เป็นต้น อย่างไรก็ตามความเป็นอยู่ของคนจีนยูนนานนั้นเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติประกอบอาชีพทางการเกษตร หรือค้าขายเป็น ส่วนใหญ่ ทั้งนี้ ชาวจีนยูนนานเป็นคนซื่อสัตย์ ชอบใช้ความคิด สุขุม รักพวกพ้อง ขยันในการงาน พูดน้อย เคร่งครัดต่อจารีตประเพณีและ มักถูกปลูกฝังให้ผูกพันอยู่ในวิถีชีวิต ทั้งคำสอน ความเชื่อ แม้จะมีการ ปรับเปลี่ยนไปบ้างตามยุคสมัย แต่ในด้านคุณค่าโดยเฉพาะความ กตัญญูรู้คุณต่อบรรพบุรุษนั้นมิได้เสื่อมคลายลงตามกาลเวลาเลย


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒ สืบสานความเป็นจีนยูนนาน การแสดงออกถึงเอกลักษณ์ชาวจีนยูนนาน ความเพลิดเพลินทางวัฒนธรรม 1. ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป ชนเผ่าจีนยูนนาน อาศัยและกระจายตัวอยู่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ในพื้นที่ของสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๓ อาศัยและกระจายในพื้นที่ ๕ อำเภอ ได้แก่อำเภอฝาง อำเภอ ไชยปราการ อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่อาย และอำเภอเวียงแหง อำเภอฝางได้แก่ หมู่บ้านหัวฝาย หมู่บ้าน เหมืองแร่ หมู่บ้านยาง หมู่บ้านป่าบง หมู่บ้านหนองอึ่ง หมู่บ้านสวนดอก หมู่บ้านต้นหนุน หมู่บ้านสันป่าไหน่ บ้านแม่ข่า หมู่บ้านดงป่าลัน หมู่บ้านคุ้ม หมู่บ้านป๊อกใต้หมู่บ้านหลวง หมู่บ้านห้วยเฮี่ยน หมู่บ้านปางปอย หมู่บ้านปางควาย หมู่บ้านสันมะกอกหวาน หมู่บ้านดอยป่าไผ่ หมู่บ้านใหม่ทุ่งเจริญ หมู่บ้านทุ่งหลุก หมู่บ้านใหม่ หลวง และหมู่บ้านหนองยาว อำเภอไชยปราการ ได้แก่ หมู่บ้านผาแดง หมู่บ้านต้นโชค หมู่บ้านใหม่หนองบัว หมู่บ้านถ้ำผาผึ้ง หมู่บ้านทา หมู่บ้านสินชัยและหมู่บ้านถ้ำงอบ อำเภอเชียงดาว ได้แก่ หมู่บ้านสามหมื่น หมู่บ้าน เชียงดาว หมู่บ้านหนองบัว หมู่บ้านรินหลวง หมู่บ้านใหม่ หมู่บ้านเมืองนะ หมู่บ้านแกน้อยและหมู่บ้านอรุโณทัย อำเภอแม่อาย ได้แก่ หมู่บ้านใหม่หมอกจ๋าม หมู่บ้านเอก หมู่บ้านปางต้นเดื่อ หมู่บ้านปางต้นฆ้อง หมู่บ้านดอย แหลม หมู่บ้านสุขฤทัย หมู่บ้านท่าตอน และหมู่บ้านเมืองงาม ส่วนอำเภอเวียงแหง ได้แก่ หมู่บ้านเปียงหลวง หมู่บ้านม่วงเครือ และหมู่บ้านห้วยไคร้ การตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าจีนยูนนานที่พบในประเทศไทยอพยพเข้ามาหลังการปฏิวัติระบบจักรพรรดิของ จีน มาเป็น คอมมิวนิสต์ โดยผู้นำการอพยพคือ นายทหารเข้ามาอยู่อาศัยในเขตติดต่อไทยพม่า ปัจจุบันพบชน เผ่าจีนยูนนานในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง และจังหวัดพะเยา ชนเผ่า จีนยูนนานในประเทศไทยถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ภัยทางการเมือง จีนยูนนานเป็นกลุ่ม ชนที่ในอดีตเคยเป็นทหารจีนคณะชาติ หนีการปราบปรามของฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์เข้ามาทางประเทศพม่า แล้ว อพยพเข้ามาในประเทศไทยในระหว่าง ปี พ.ศ.๒๔๙๓ – ๒๔๙๙ อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของไทยในเขตจังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนและเปรียบเสมือนแนวกันชนในการสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ ชาวจีนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากมณฑลยูนนาน ลงมาทางภาคเหนือของประเทศไทย ในรูปลักษณะของ พ่อค้าแร่ ที่ใช้ม้าต่างหรือ ฬ่อ เป็นพาหนะในการบรรทุกสินค้าผ่านมาทางฮ่องลึกหรือด่านแม่สาย เดินตาม ช่องทางนี้มาตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันชาวจีนยูนนานได้ตั้งถิ่นฐานประกอบอาชีพทางการเกษตรและค้าขายเป็นส่วน ใหญ่ โดยมีการผสมผสานวัฒนธรรมกับชนเผ่าอื่น ๆ ในประเทศไทย จนชนเผ่าจีนยูนนานเหล่านี้ได้รับสัญชาติ ไทยเชื้อสายจีน และตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ข้อมูลด้านสภาพทั่วไป


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓ การตัดเย็บผ้าของชาวจีนยูนนาน การแต่งกายของผู้หญิง อาหารสุกี้ยูนนาน 2. ศิลปวัฒนธรรม การแต่งกายของผู้ชาย ผู้ชายสวมหมวกกลม ๆ ไม่มีปีก แต่มียอดจุกอยู่ตรงกลางเรียกว่า “ กะน้าก้วย “ เสื้อหลายชั้นชิดต้นคอ ผ่าอกป้ายข้าง หรือผ่าอกกลาง เสื้อยาวใต้เอวเล็กน้อย แขนเสื้อกว้างยาวหุ้มข้อมือ นิยมใช้สีดำมากกว่าสีขาว ใช้ กระดุมผ้า กางเกงขากว้าง ภาพประกอบการแต่งกาย การแต่งกายของผู้หญิง ชุดกี่เพ้า สำหรับผู้หญิงจะแต่งกายด้วยชุดกี่เพ้า หรือ”ฉงชำ” ทำด้วยผ้าเป็นดอกดวง ฉูดฉาดดั้งเดิมกี่เพ้า จะเป็นทรงกว้างและมีลักษณะหลวม คลุมทั้งตัวของผู้สวมใส่โดยเว้นไว้เพียง หัว มือ และเท้า ในปัจจุบันชุดกี่เพ้า เป็นชุดที่ออกแบบไปตามแฟชั่นมากขึ้น แต่สีของชุดกี่เพ้าก็ยังคงเป็นสีแบบชุดกี่เพ้าโบราณ เช่น ชุดกี่เพ้าที่ใช้สี แดงสด สีเขียวสด สีฟ้าสดตัดกับสีแดงและสีดำ นอกจากนี้ยังมีการนำผ้าหลายชนิดมาใช้ในการตัดเย็บและมี ศิลปวัฒนธรรม


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔ รูปแบบหลากหลายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นชุดกี่เพ้าสั้น ชุดกี่เพ้ายาว ส่วนลวดลายบนชุดกี่เพ้ามาจากการปัก ลวดลาย ทั้งภาพดอกไม้ นก ลายมังกร หรือภาพอื่น ๆ ภาพประกอบการแต่งกายหญิง ผู้หญิงชาวจีนยูนนานใช้ผ้าเย็บเป็นถุงรัดเท้าให้เล็กตั้งแต่เด็กเพื่อไม่ให้เท้าโต เวลาเดินไปไหนมาไหนช้า และคล้ายๆ กับเดินแบบตุ๊กตา อันเป็นความเชื่อและขนบธรรมเนียมนิยมของชาวจีนยูนนานมาแต่โบราณกาล ชุดจื่อเหม่ยจวง (子妹裝) เป็นเสื้อผ้าที่มีสีโทนสบายตา ไม่ฉูดฉาดมีลักษณะเเถบกระดุมคอเสื้อเฉียงลงด้านข้าง ภาพเสื้อผ้าการแต่งกายของชาวจีนยูนนานบ้านใหม่หนองบัว


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕ ภาพงานศิลปหัตถกรรมการเย็บปักผ้า ชาวจีนยูนนานบ้านใหม่หนองบัว ภาพงานศิลปหัตถกรรมการเย็บปักผ้า ชาวจีนยูนนานบ้านใหม่หนองบัว งานศิลปหัตถกรรม การเย็บปักผ้า ผู้หญิงชาวจีนยูนนานบ้านใหม่หนองบัว มีความเชื่อและค่านิยมหลังจากการว่างเว้นจาก การทำงาน ทำไร่ทำนา ทำงานบ้านจะมีการปักผ้า เพื่อใช้ในโอกาส งานมงคลต่างๆ หรือเพื่อเป็นสมบัติส่วนตน ในการนำไปทำเป็นของใช้ หลังจากการออกเรือน เช่นหมอน ผ้าห่ม ผ้าคลุม เสื้อผ้า ชุดต่าง ๆ มรดกงาน ศิลปหัตถกรรมการปักผ้าดั่งกล่าวจะถูกส่งมอบจากรุ่นสู่รุ่น เป็นของเเทนใจของบรรพบุรุษถึงลูกหลาน การปักผ้าแบบที่ ๑ มีลักษณะเหมือนการปักพรม ซึ่งเข็มชนิดนี้จะมีความแปลกและแตกต่างจากเข็มเย็บผ้าทั่ว ๆ ไปเป็นอย่างมาก โดยจะมีด้ามจับเป็นไม้ และยังมีแท่งเข็มที่มีรูกลวงตรงกลาง เพื่อใช้ในการสอดไหมพรม นอกจากนั้นที่ปลายเข็มก็ยังมีปลายที่แหลมคม และมีรูเล็กๆ ที่บริเวณปลายเข็มเพื่อทำการสอดใส่เส้นไหมพรม อีกด้วย โดยเข็มปักก็จะมีขนาดที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับขนาดของเส้นไหมพรม ซึ่งยิ่งเข็มมีขนาดเล็กมาก เท่าไหร่ก็จะได้งานที่มีความละเอียดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น โดยพบการปักลักษณะดังกล่าวในการทำ ผ้าคลุม หมอน เสื้อผ้า เป็นต้น โดยนิยมปักเป็นรูป หงส์ ดอกไม้ และลวดลายมงคลแบบจีน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖ การปักผ้าแบบที่ ๒ มีลักษณะการปักแบบหน้าเดียว โดย พบทั้งการปักบนเสื้อผ้า หมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าม่าน และ รองเท้า เป็นต้น ภาพงานศิลปหัตถกรรมการเย็บปักผ้า ชาวจีนยูนนานบ้านใหม่หนองบัว อาหาร ๑. ผักกาดดองจีนยูนนาน ผักกาดดองยูนนานอาหารที่ขาดไม่ได้สำหรับของคนจีนยูนนานที่อยู่ทางตอนเหนือของไทยโดย มักจะดอง เก็บไว้กินเป็นปีๆ นำมาเป็นเครื่องเคียงแกล้มอาหารได้หลายชนิด หรือจะผัดกับหมูสับ ปรุงรสให้ เปรี้ยวเค็มเผ็ด รับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ก็จะอร่อยมากผักกาดดอง สูตรยูนนาน รสชาติเข้มข้น สามารถ ทานคู่กับข้าวซอยไก่ ข้าวซอยน้ำเงี้ยว ข้าวต้ม ข้าวสวย หรือทำเป็นกับเมนูอาหาร ตามใจชอบ โดยมีสูตรการทำผักกาดดองยูนนาน ดังนี้ วัตถุดิบ/อุปกรณ์ 1. ผักกาดเขียว 2. มีด 3. รากหัวซู ( เหล่าปู้กัง ) 4. เขียง 5. เกลือป่น 6. กะละมัง 7. พริกป่น 8. ถังพลาสติก 9. แป้งข้าวจ้าว 10. ถุงพลาสติกใบใหญ่


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗ ขั้นตอนการทำผักกาดดอง 1. เด็ดผักกาดเขียวออกเป็นใบ ๆ นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอประมาณ 2. ล้างผักที่หั่นเสร็จแล้วให้สะอาด ( ล้าง 2 ครั้ง ) ในขณะที่ล้างให้นวดผักไปด้วย ประมาณ 10 - 20 นาที 3. นำรากหัวซูมาล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 3 ซม. 4. ต้มแป้งข้าวจ้าวทิ้งไว้ให้เย็นเพื่อจะนำน้ำมาเป็นส่วนผสมต่อไป 5. เทเกลือลงในผักกาดเขียวที่ล้างและนวดเรียบร้อยแล้ว ให้ออกรสเค็มนำ คลุกเคล้า เกลือให้เข้ากับผัก นำรากซูใส่ลงไปรวมกับผัก 6. เติมพริกป่น นอกจากนี้ให้เติมน้ำแป้งข้าวจ้าวที่เตรียมไว้คลุกเคล้าให้เข้ากัน (น้ำ แป้งข้าวจ้าวจะทำให้ผักกาดดองมีรสเปรี้ยวและอร่อยขึ้น) 7. บรรจุผักกาดดองที่เสร็จเรียบร้อยแล้วลงในถุงพลาสติกปิดปากถุง ทิ้งไว้ประมาณ 3 – 7 วัน 8. เมื่อครบกำหนดแล้วให้นำมารับประทานได้ หรือนำมาประกอบอาหารต่าง ๆ ตาม ความต้องการ ภาพประกอบผักกาดดองจีนยูนนาน 2. เต้าหูยี้หรือ เต้าฝู่ เป็นอาหารประเภทหมักของคนจีน โดยจะนำเต้าหู้ไปหมักกับเครื่องเทศ ตามแต่สูตรของแต่ละคน ส่วนมากจะเป็นเกลือและพริกป่น สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย หรือจะ กินเปล่า ๆ กับข้าวต้มก็อร่อยเช่นกัน ซึ่งเต้าหู้ยี้ที่นิยมก็เช่น เต้าหู้ยี้ขาวหมัก ภาพประกอบเต้าหูยี้


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘ 3. สุกี้ยูนนาน มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า “หยุ่นหนานโฮโก” หยุ่นหนาน หมายถึง “ยูนนาน” โฮ หมายถึง “ไฟ” และ โก หมายถึง “หม้อ” หยุ่นหนานโฮโกจึงหมายถึง “หม้อไฟยูนนาน” ซึ่งคนจีนนิยม รับประทานในฤดูหนาวเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย สุกี้ยูนนานแตกต่างจากสุกี้ที่เราคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง โดย หม้อไฟขนาดใหญ่ 1 หม้อ สามารถรับประทานได้ 8 คน และแบ่งเป็น 9 ชั้น ซึ่งเลข 9 เป็นเลขนำโชคของชาว จีน ตรงกลางใส่ถ่านเพื่อให้ความร้อนตลอดเวลา ถือเป็นอาหารเหลาพิเศษเมนูหนึ่ง ชั้นที่ 1 ล่างสุดของหม้อ “ผักกาดเขียว” รองด้วยผักเพราะป้องกันวัตถุดิบอื่น ๆ ติด ก้นหม้อ ผักกาดเขียวหนา ไม่ขาดง่าย เมื่อต้มนาน ๆ ช่วยเพิ่มความกลมกล่อมให้น้ำซุปได้ ชั้นที่ 2 “ไก่ดำ” คนจีนยูนนานเชื่อว่าไก่ดำช่วยบำรุงสุขภาพ ช่วยเรียกกำลังในวัน อ่อนเพลีย ไก่ดำในหมู่บ้านมีเลี้ยงเยอะ หาซื้อไม่ยาก สับไก่เป็นชิ้นทั้งกระดูก ผัดกับขิงให้เกือบสุกก่อนแล้วนำลง หม้อ ชั้นที่ 3 “เผือก” ช่วยให้น้ำซุปเข้มข้นกลมกล่อมมากขึ้น เผือกสุกยากจึงต้องนำไปนึ่ง ก่อนแล้วทอด การทอดช่วยป้องกัน ไม่ให้เผือกยุ่ยเกินไปเวลาตุ๋นอยู่ในหม้อ ชั้นที่ 4 “หน่อไม้แห้ง” หน่อไม้แห้งเก็บได้นานเป็นปี ซึ่งก่อนนำมาลงหม้อ ต้องแช่น้ำ ทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้คืนตัว แล้วนำไปตุ๋นในหม้อสุกี้ ชั้นที่ 5 “ฟองเต้าหู้” หนานุ่มมีประโยชน์ วางทับซ้อนหน่อไม้ ชั้นที่ 6 “แฮมยูนนาน” เป็นแฮมยูนนานนำเข้าจากประเทศจีน ชั้นที่ 7 “หมูชุบแป้ง” นำหมูไปปรุงรสแล้วชุบแป้งทอด แล้วจึงนำมาตุ๋นในหม้อสุกี้ ชั้นที่ 8 “ลูกชิ้นปั้น” ใช้หมูสับคลุกเคล้ากับเครื่องเทศจีน ใส่พริกไทยเพิ่มความหอม และเผ็ดร้อน ผสมกับไข่และเต้าหู้ขาว วางซ้อนทับหมูชุบแป้งทอด ชั้นสุดท้าย ชั้นที่ 9 “ไข่ม้วน” อยู่บนสุดของหม้อสุกี้ เรียงสวยงาม ไส้ในคือหมูสับปรุง รสด้วยเกลือ กุยช่าย น้ำขิง พริกไทยและเครื่องเทศจีน ห่อด้วยไข่เจียว แล้วนำไปแช่แข็งเพื่อให้นำมาหั่นได้ง่าย ภาพประกอบสุกี้ยูนนาน 4. ซุปไก่ดำตังกุย เป็นเมนูของชาวจีนที่มีมานานกว่าพันปี การรับประทานไก่ดำเริ่มย้อนไป ตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 - 8 ที่ชาวจีนบริโภคไก่ดำโดยยกย่องให้ไก่ดำเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางยา เป็นอาหารเพิ่ม พละกำลัง เสริมสมรรถภาพ อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารสูง ถือเป็นเมนูของชาววัง เป็นสำรับสำหรับฮ่องเต้ และ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙ มีสรรพคุณโดดเด่นเป็นเมนูลูกดก ตำรับยาจีนสำหรับบำรุงสตรีที่มีชื่อในสมัยราชวงศ์ชิง คือ อูจีไป๋เพิ้งหวาน ใช้คำ ว่า อูจี (ไก่ดำ) เป็นชื่อตำรับ เพื่อบ่ง บอกความหมายว่าเป็นยาบำรุงฮอร์โมนสตรี บำรุงเลือดลม เป็นอาหารหลัง คลอด ส่วนผสม 1. ไก่บ้าน (ไก่ไทย) หรือจะใช้ไก่ดำก็ได้ ขนาด 1.6 – 1.8 กิโลกรัม 2. ตังกุย (โกษฐ์เชียง) 9 กรัม 3. ชวนเกียง (โกษฐ์หัวบัว) 5 กรัม 4. อึ้งคี้ 5 กรัม 5. ลำไยแห้ง 5 กรัม 6. เหล้าจีนหรือเหล้าลำไย 2 ช้อนโต๊ะ 7. ขิงแก่ฝานเป็นแผ่นบาง 3 แผ่น 8. เกลือ 2 ช้อนชา 9. น้ำเปล่าสำหรับลวกไก่ 6 ถ้วย 10. เกลือเล็กน้อยสำหรับลวกไก่ 1 ช้อนชา 11. น้ำเปล่าสำหรับเคี่ยว 8 – 10 ถ้วย วิธีทำ 1. ล้างไก่ให้สะอาดและสับเป็นชิ้นขนาด 4 x 4 นิ้ว (ไม่ใช้ส่วนหัวและก้น) และล้างให้ สะอาดอีกครั้ง พักใส่ภาชนะไว้ 2. ต้มน้ำจนเดือด ใส่เกลือ แล้วเทลงไปลวกไก่และพักทิ้งไว้สักครู่ 3. จัดเรียงเครื่องยาจีนไว้ก้นหม้อ วางเนื้อไก่ลวกเรียงทับลงไปจนหมด 4. วางแผ่นขิงบนไก่ ใส่เกลือและโรยเหล้าจีนให้ทั่ว ใส่น้ำลงไปให้ท่วมเนื้อไก่ ปิดฝา และตุ๋นจนกว่าเนื้อไก่จะสุกนิ่มรับประทานขณะร้อนหรืออุ่นจึงจะได้ประโยชน์ โดยแบ่งรับประทาน 3 มื้อ เน้นซด น้ำมากกว่าการบริโภคเนื้อไก่ ภาพประกอบซุปไก่ดำตังกุย 5. ไส้อั่วยูนนาน เป็นการนำส่วนของเนื้อหมูบวกกับมันนิด ๆ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วหมักด้วย เครื่องเทศสารพัดของคนจีนเพื่อความหอมอร่อย จากนั้นนำส่วนของไส้หมูล้างให้สะอาดแล้วทำการยัดไส้ที่หมัก


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๐ ลงไปอย่างเบามือและมัดขนาดตามใจชอบแล้วนำแขวนที่อากาศถ่ายเท และที่สำคัญช่วงที่ตากจะเป็นต้นปีที่มี อากาศที่หนาวเย็นและแดดรำไรส่อง ทำให้การถนอมอาหารแบบนี้ไม่เสียและไม่เหม็นเน่าทั้งเวลานำมาประกอบ อาหารนั้นเป็นอาหารจีนที่มีรสชาติอร่อยอย่างมีเอกลักษณ์ มีรสชาติเค็ม ภาพประกอบไส้อั่วยูนนาน 6. หมูน้ำค้าง หมูน้ำค้างเป็นวัฒนธรรมร่วมที่ชาวจีนยูนนานยังคงรักษาไว้หมูน้ำค้างจะถูกชัก รอกขึ้นไปไว้บนที่สูงตลอดปี เมื่อจะใช้ปรุงอาหาร จึงชักรอกลงมาใช้มีดเฉือนออกมาเท่าที่ต้องการเสร็จแล้วจึง ชักรอกเอาเนื้อขึ้นไปเก็บในตำแหน่งเดิม หมูน้ำค้างกลายเป็นของกินของฝากอันเลื่องชื่อ “หมูน้ำค้าง” หรือหมูกังปา โดยมักจะเลือกใช้ส่วนที่เป็นชั้นจากท้องหมู ซึ่งมีไขมันแทรกอยู่ จำนวนมากเมื่อนำไปทำหมูน้ำค้าง ชั้นไขมันจะมีสีเหลืองสวย พร้อมกับปล่อยน้ำมันมาเคลือบหมูไว้ทั้งชิ้น ปัจจุบันนี้แทบจะเรียกได้ว่าหมูน้ำค้างเป็นที่นิยมมากกว่าเนื้อน้ำค้างเพราะว่าเมื่อทำออกมาแล้วทั้งรสชาติและ หน้าตาคล้ายกับแฮมที่คนทั้งโลกคุ้นเคยจะนำมาปรับปรุงอาหารก็รู้สึกคุ้นมือกว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนยูนนาน หรือไม่ก็ตามแถมยังให้รสเค็มกลมกล่อมพร้อมกลิ่นหอมของไขมันหมูและเครื่องเทศที่หมักมาเป็นอย่างดีหมู น้ำค้างจึงกลายเป็นอาหารติดครัวของชาวจีนยูนนานในแทบทุกมื้อ ภาพประกอบหมูน้ำค้าง ๗. ถั่วแขกผัดพริกกระเทียม ถั่วแขกผัดพริกกระเทียม หรือ “กันเปี่ยนซื่อจี้โต้ว” ถั่ว แขกเป็นพืชที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง คนจีนนิยมรับประทาน มีรสหวานกรอบ ฝักมีลักษณะ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๑ กลม หรือกลมแบนคล้ายกับถั่วฝักยาว ถั่วแขกยังมีสรรพคุณต่อร่างกาย ช่วยให้นอนหลับสนิท บรรเทาอาการ นอนไม่หลับได้ นอกจากนี้ถั่วฝักยาวยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงดวงตา ป้องกันโรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน วัตถุดิบ 1. ถั่วแขก 1/2 กิโล 2. กระเทียม 2 หัว 3. พริกแห้ง 1 กำมือ 4.พริกชี้ฟ้าเหลือง 6 เม็ด 5.น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ 6. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ 1. นำถั่วแขกไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 7 นาที 2. แล้วเทใส่กระชอน (เอาน้ำทิ้ง) ใส่น้ำแข็งลงไป เพิ่มความกรอบให้ตัวถั่ว แล้วพักไว้ 3. นำกระเทียม, พริกแห้ง และพริกชี้ฟ้าเหลือง ลงไปผัดในน้ำมันจนหอม 4. ใส่ถั่วแขกที่พักไว้ลงไป ผัดให้เข้ากัน 5. ใส่เกลือลงไปให้ทั่ว แล้วผัดให้เข้ากัน 6. ตักใส่ภาชนะ พร้อม รับประทาน ภาพประกอบถั่วแขกผัดพริกกระเทียม 8. ขาหมูตุ๋นยาจีน ขาหมูตุ๋นยาจีน นิยมกินในโต๊ะจีน เป็นเมนูอาหารที่จะทำกินในช่วงที่มี ประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ชาวจีนมีความเชื่อว่า หมู หมายถึง ความมั่งมี ความอุดมสมบูรณ์ เหลือกินเหลือใช้ และผสานไปด้วยคุณค่าคือ ขาหมูกับมัน จะช่วยบำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงเส้นเอ็น เมื่อนำไปต้มให้สุกและตุ๋นต่อ คอเลสเตอรอลก็จะลดลง สมุนไพรจีนอย่างเม็ดเก๋ากี้ช่วยบำรุงสายตา บำรุงไต ส่วนเห็ดหอมนั้นมีสารต้านอนุมูล อิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และเห็ดหอมยังหมายถึงชื่อเสียงขจรไกลอีกด้วย วัตถุดิบ 1. ขาหมูเยอรมัน 1 ขา 2. เครื่องตุ๋นยาจีน 1 ห่อ 3. รากผักชีโขลก 5 ราก 4. กระเทียมโขลก 30 กรัม 5. พริกไทยเม็ดบุบ 2 ช้อนชา 6. แครอทหั่นแว่น 40 กรัม 7. เห็ดหอม 30 กรัม 8. เม็ดเก๋ากี้ 2 ช้อนโต๊ะ 9. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ 10. ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ 11. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ 12. น้ำซุป 3 ถ้วยตวง


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๒ 13. ผักชีสำหรับแต่งหน้า 14. ยอดผักคะน้าฮ่องกงลวก 7 ต้น 15. น้ำมันสำหรับทอด 6 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ 1. นำน้ำมันเทใส่ลงไปในหม้อรอให้ร้อน นำกระเทียม รากผักชี พริกไทยลงไปผัดจน กลิ่นหอมในหม้อ 2. เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และน้ำซุป แล้วคนให้เข้ากัน ตามด้วยเครื่องตุ๋นยาจีน และเก๋ากี๋ 3. พอน้ำเดือดอีกครั้งใส่ ขาหมูแครอทหั่นแว่น และเห็ดหอมลงไป ตุ๋นด้วยไฟอ่อน ประมาณ 1 ชั่วโมง หรือจนกระทั่ง ขาหมูเปื่อย 4. นำเครื่องตุ๋นยาจีนใส่ลงไปในน้ำซุปที่ปรุงรสไว้ 5. นำขาหมูที่เปื่อยได้ที่แล้วจัดใส่จาน พร้อมแครอทหั่นแว่น เห็ดหอมที่ตุ๋นในหม้อ และยอดผักคะน้าฮ่องกงลวก ราดด้วยน้ำตุ๋นขาหมู ภาพประกอบขาหมูตุ๋นยาจีน ภาพประกอบขาหมูตุ๋นยาจีน 9. ยินไฉ่ เหล่าปู้ถัง (หัวไชเท้าดอง) เป็นการถนอมอาหารอีกวิธีหนึ่งของชาวจีนยูนนาน โดยการนำหัวไชเท้า มาหั่นตากให้แห้ง แล้วนำมาปรุงรส ด้วยพริกป่น ฮวาเจียว เกลือ น้ำอ้อยต้ม สรรพคุณของ หัวไชเท้า ฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณ วิตามินซี ฟอสฟอรัส สังกะสี และวิตามินบีหัวไชเท้ายังช่วยรักษาผิวที่แห้ง เป็นผื่น เป็นฝ้ากระได้อีกด้วยช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่วนผสม 1. หัวไชเท้า 2 หัว 2. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย 3. น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วย 4. เกลือป่น 1 ช้อนชา 5. เม็ดพุดจีนบุบพอแตก 2 เม็ด 6.น้ำเปล่า 1 1/2 มิลลิลิตร วิธีทำ 1. ปอกเปลือกหัวไชเท้าหั่นเป็นท่อนยาวให้เท่ากับความสูงของขวดที่จะใส่ พักไว้ 2. ตั้งหม้อน้ำใช้ไฟกลาง ใส่เม็ดพุดจีน ต้มจนเดือดและได้สีตามชอบ กรองเอากากออก 3. ใส่น้ำส้มสายชู น้ำตาล และเกลือ คนให้น้ำตาลละลาย พักไว้ 4. เรียงหัวไชเท้าใส่ลงในขวดโหล เทน้ำดองใส่ ปิดฝา ดองไว้ 5 - 7 วัน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๓ 5. หั่นเป็นชิ้นเสิร์ฟกับข้าวซูชิ หรือทำเป็นไส้ข้าวซูซิ ภาพประกอบยินไฉ่ เหล่าปู้ถัง (หัวไชเท้าดอง) 10. หมี่ชิ่ง ขนมจีนเส้นเล็ก นำมาปรุงกับเต้าเจี้ยว ใส่หมูสับ ผักกาดดอง ตามด้วยน้ำมัน พริก และกุ้ยช่าย ภาพประกอบหมี่ชิ่ง 11. ยำออสุ่น ออสุ่นหรือผักกาดต้นหอม เป็นผักสลัดต้นที่นิยมทานส่วนลำต้นด้านในมากกว่า ส่วนใบ กลิ่นหอมคล้ายน้ำนมข้าว ผัด ยำ ต้มจืด คนจีนยูนนานบนดอยชอบนำมายำเป็นเมนูเด็ดโต๊ะจีนงานต่าง ๆ ภาพประกอบยำออสุ่น 12. หมูพันปี หมูพันปีเป็นการรวบรวมเอา เนื้อหมูสามชั้น ผักดอง และใบชาอูหลง วางทับ ซ้อน ๆ กัน และนึ่งเป็นเวลา 4 ชั่วโมง เป็นเมนูที่ได้รับอิทธิพลมาจากผู้อพยพชาวจีน ที่มาอาศัยอยู่บริเวณ ภาคเหนือของไทย


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๔ ภาพประกอบหมูพันปี 13. หมั่นโถว เป็นชื่ออาหารจีนอย่างหนึ่ง ทำด้วยแป้งสาลีนวด หมัก แล้วนึ่งหมั่นโถวแบบ ดั้งเดิมมีทั้งแบบที่มีไส้และไม่มีไส้ หมั่นโถวแบบไม่มีไส้เหมาะจะใช้กินกับอาหารอื่นหรือใช้ติดตัวยามเดินทางไกล เพราะเสียยากกว่าแบบที่มีไส้ มีรูปร่างลักษณะและรสชาติคล้ายซาลาเปา ต่างกันที่ซาลาเปาเป็นแป้งสาลีนึ่งทรง กลม ๆ และทำไส้สอดไว้ข้างใน ส่วนหมั่นโถวอาจทำแบบมีไส้หรือไม่มีไส้ก็ได้ และซาลาเปามักจับเป็นรูปจีบ ด้านบนส่วนหมั่นโถวทำผิวด้านบนให้เรียบและเนียนคล้ายกับผิวหน้าของคน โดยเหตุที่ซาลาเปาต้องมีไส้เสมอ ในสมัยหลัง ๆ หมั่นโถวจึงมักทำเป็นแบบไม่มีไส้เพื่อให้ต่างออกไป หมั่นโถวที่ทำขายในประเทศไทยก็ล้วนแต่เป็น แบบไม่มีไส้ ภาพประกอบหมั่นโถ 14. รากชูรากชูนำมาถนอมอาหารด้วยการดองกินเป็นเครื่องเคียง กรรมวิธีทำรากชูดอง คือ นำรากชูมาตากให้แห้ง แล้วเอามาดองใส่พริกกับเกลือ ไว้กินกับข้าวเป็นผักดองรสซ่าเผ็ด และด้วยสัมผัสรากชูที่มี ความหนึบเหนียวเฉพาะตัวการจะกินรากชูนุ่มๆ นอกจากต้องปรุงสุกให้พอดีในเมนูผัด ยังนิยมนำมาต้มกับไก่เป็น รากชูต้มไก่ ซดร้อน ๆ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๕ ภาพประกอบรากชู 15. ข้าวซอยจีน (จีนมุสลิม) ข้าวซอยแบบดั้งเดิมของชาวจีนยูนนานหรือจีนฮ่อมีลักษณะ เหมือน ปาปาซือ, ปาปาซอยหรือเออร์ (Erkuai) ซึ่งเป็นเส้นเอกลักษณ์ของชาวจีนยูนนานคือมีลักษณะเป็นเส้นที่ ทำจากข้าวเหนียว ซึ่งชาวไทใหญ่เรียกเส้นชนิดนี้ว่า “ข้าวซอยหนาก” ข้าวซอยดั้งเดิมมีน้ำซุปใสไม่ใส่น้ำกะทิ น้ำ ซุปได้จากการเคี่ยวกระดูกวัวหรือไก่ มีเนื้อวัวหรือไก่สับละเอียดผัดกับผักกาดดอง กินแนมกับผักกาดดองแบบ ยูนนาน แต่ข้าวซอยชนิดไม่ค่อยได้รับความนิยม ชาวจีนยูนนานชื่อ นายม้าฝ่าเม้ย พ่อค้าชาวจีนยูนนานมุสลิมที่ ซึ่งอพยพเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาได้ปรับสูตรให้มีความเข้มข้นขึ้นโดยใช้นมวัวและนม แพะมาทำน้ำแกง แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม อีกทั้งวัตถุดิบอย่างนมวัวและนมแพะในสมัยนั้นราคาแพงและหายาก จึงประยุกต์มาใช้กะทิผสมกับพริกแกงกะหรี่แทน ส่วนเส้นก็ใช้แป้งสาลีทำเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วใช้มีดหั่น จนเรียก ต่อ ๆ มาว่า “ข้าวซอย” ภาพประกอบข้าวซอยจีน 16. เกี๊ยวซ่า (餃子) เป็นอาหารจีนชนิดหนึ่ง ทำจากแป้งสาลีห่อไส้ที่ทำจากเนื้อสัตว์ แผ่นแป้งเป็นแป้งสาลีไม่ใส่ผงฟูหรือยีสต์ นำมาห่อไส้หมูแล้วทอด เกี๊ยวซ่าในภาษาไทยมาจากภาษาญี่ปุ่นว่า


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๖ เกียวซะ ญี่ปุ่นได้รับอาหารชนิดนี้มาจากชาวแมนจู ซึ่งนำไปทอดรับประทานเช่นกัน ชาวจีนทางเหนือรับอาหาร ชนิดมาจากชาวแมนจูเช่นกัน เรียกว่า เจี่ยวจือ นำมาต้มแล้วกินกับน้ำซุป อาหารชนิดนี้เป็นคนละชนิดกับเกี๊ยวซึ่ง คนไทยจะเรียกตามภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งจะตรงกับอาหารจีนกวางตุ้งที่เรียก “หวั่นทั้น” วัตถุดิบ 1. หมูบดแช่เย็นจัด 300 กรัม 2. กะหล่ำปลีสับหยาบ 120 กรัม 3. ต้นหอมญี่ปุ่นสับหยาบ 35 กรัม 4. ขิงขูด 1 ช้อนชา 5. กระเทียมขูด 1 1/2 ช้อนชา 6. พริกไทยป่น 1 ช้อนชา 7. ซอสหอยนางรม ตราโรซ่า 1 ช้อนโต๊ะ 8. โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ 9. น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนชา 10. น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ 11. แป้งเกี๊ยวซ่า 30 แผ่น 12. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ช้อนชา 13. น้ำเปล่า 1/2 ถ้วยตวง 14. น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ 15. จิ๊กโฉ่ว (ซอสเปรี้ยว) 16. กะหล่ำปลีซอย ขั้นตอนการทํา 1. ใส่หมูบด กะหล่ำปลี ต้นหอม ขิงขูด กระเทียมขูด น้ำมันงาลงในภาชนะ ปรุงรสด้วย โชยุ น้ำตาลทราย พริกไทยป่น ซอสหอยนางรม ตราโรซ่า คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักไว้ 30 นาที 2. ตักส่วนผสมไส้ใส่ลงในแผ่นแป้งเกี๊ยวซ่า จับจีบให้สวยงาม 3. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช พอเริ่มร้อน เรียงเกี๊ยวซ่าให้เต็มกระทะ ทอดจนก้นเหลือง 4. ผสมแป้งสาลีกับน้ำเปล่า คนให้ละลาย เทใส่ลงในกระทะ ปิดฝาให้แป้งสุก เปิดฝา ทอดต่อจนน้ำแห้งและเหลืองกรอบ 5. คว่ำใส่จาน เสิร์ฟพร้อมกะหล่ำปลีซอย และจิ๊กโฉ่ว ภาพประกอบเกี๊ยวซ่า 17. ก๋วยเตี๋ยวยูนนาน ก๋วยเตี๋ยวยูนนานเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวจีนยูนนาน ซึ่งมีลักษณะ เป็นเส้นบะหมี่ทำด้วยแป้งสาลีใส่ไข่ มีสีเหลือง มีน้ำซุบกระดูกหมูใส่เนื้อสัตว์ เช่น หมู หรือ ไก่ ใส่ผักสดที่หาได้ใน ท้องถิ่น เช่น ยอดถั่วลันเตาอ่อน ยอดฟักแม้ว ต้นหอมผักชี ที่สำคัญจะต้องใส่งาขาวที่ตำพอแหลกเพื่อเพิ่มความ หอมและทำให้อาหารมีความอร่อย


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๗ ภาพประกอบก๋วยเตี๋ยวยูนนาน 18. ขนมก้ามปูชาวจีนมุสลิมทำมาอย่างช้านาน นิยมทำมาแบ่งกันกินที่มัสยิด มีลักษณะเป็น ขนมแป้งทอดคล้ายกับขาปู ให้ชื่อว่า “ขนมขาปู” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ขนมก้ามปู” ในภายหลัง ซึ่งนิยมกิน คู่กับน้ำชาร้อน ๆ ภาพประกอบขนมก้ามปู 19. บัวลอยน้ำขิง บัวลอยน้ำขิง หรือ ยฺุเหวียนเซียว (元宵), ทังยฺเหวียน ( 湯圓) เป็น ขนมหวานที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน ทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมกับน้ำแล้วนำไปปั้นเป็นลูกกลม ๆ อาจสอดไส้ หรือไม่สอดไส้ก็ได้ ไส้ที่นิยมรับประทานคือไส้งาดำ จากนั้นนำไปต้มแล้วเสิร์ฟในน้ำขิง ในจีนลูกบัวลอยสามารถ ทำได้หลายขนาดหลายสีสันตามความต้องการ นิยมรับประทานในช่วงเทศกาลโคมไฟ ซึ่งเป็นเทศกาลฉลองใน วันที่ 15 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติ เป็นสัญลักษณ์ของวันสุดท้ายในการฉลองเทศกาลปีใหม่ของจีน หรือใน พิธีสำคัญอย่างงานแต่งงาน ภาพประกอบบัวลอยน้ำขิง


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๘ 20. น้ำชา ชาจัดเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมบริโภคในบุคคลทุกกลุ่ม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อาจจัดได้ว่าชามีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านการบริโภค นอกจากนำมาเป็นเครื่องดื่มแล้ว ยังใช้เป็นส่วนผสมของ อาหารคาว หวาน เนื่องจากในใบชาอุดมไปด้วยสารอาหารทางชีวภาพมากกว่า 200 ชนิด และยังมีสารอาหาร สำคัญอย่างคาเทชิน (Catechin) ซึ่งถือเป็นสารประกอบอันมีฤทธิ์ในการช่วยดักจับอนุมูลอิสระและยังมีธีอะนิน (Theanine) กรดอะมิโนที่มีฤทธิ์การทำงานสัมพันธ์กันกับเส้นประสาทร่างกาย ดื่มแล้วจึงทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ หากต้องการดื่มชาแบบให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด ควรดื่มขณะชง เสร็จร้อน ๆ ถึงจะดีที่สุด


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๑๙ บทกลอนคู่ “ตุ้ยเหลียน” ระบบเสียงรูปแบบจู้อิน วรรณกรรม “หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า” 3. ภาษา/วรรณกรรม ภาษา 1. ภาษาที่มีตัวเขียน ภาษาจีนจะมีการเขียนเป็น ๒ แบบ คือ แบบตัวเต็ม และแบบตัวย่อ ซึ่งภาษาจีนก็เหมือนกับ ภาษาไทย ที่มีทั้งภาษากลางและภาษาท้องถิ่น ซึ่งภาษากลางที่ใช้กันทั่วไปในหมู่ชนชาวจีน ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ จีนไต้หวัน หรือชาวจีนโพ้นทะเล ก็คือภาษาจีนกลางหรือแมนดาริน ซึ่งจะมีทั้งส่วนที่เป็นภาษาเขียนและภาษา พูด ส่วนภาษาท้องถิ่น เช่น กวางตุ้ง แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ ฯลฯ จะเป็นภาษาที่มีใช้และเข้าใจกันในกลุ่ม เฉพาะถิ่นเท่านั้น และเมื่อต้องการใช้ภาษาเขียน ก็จะเขียนเป็นอักษรจีนกลางเช่นกันซึ่ง ระบบเสียงและตัวอักษร จีนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโลก แบ่งออกเป็น ๒ ระบบ คือ ๑. ระบบเสียงจู้อิน(注音)หรือ กว๋อหยี่ว เป็นสัญลักษณ์เฉพาะที่ใช้อยู่เดิมใน การกำกับการออกเสียงในภาษาจีนเป็นแบบดั้งเดิมของจีนที่ใช้กันมาช้านาน เป็นที่นิยมใช้ในหมู่คนจีนที่ผ่าน การศึกษาในรุ่นก่อน ๆ ในประเทศจีนไต้หวัน เป็นต้น ตัวอย่าง ภาษาจีนที่ใช้ระบบตัวสะกดแบบจู้อิน ระบบเสียงรูปแบบจู้อิน หนังสือระดับชั้นประถมศึกษาที่มีระบบเสียงแบบจู้อิน ภาษา/วรรณกรรม


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๐ ๒. ระบบเสียงพินอิน(拼音)หรือ ฮั่นหยี่ว เป็นการใช้อักษรโรมันในการกำกับ การออกเสียงของภาษาจีน โดยดัดแปลงจากระบบ International Phonetic Alphabets เพื่อความสะดวกใน การเรียนรู้ภาษาจีนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษได้อยู่แล้วเป็นใหม่ที่ใช้ในระบบการศึกษา ของสาธารณะประชาชนจีน และจะพบเห็นได้ในเอกสารที่ตีพิมพ์ในยุคหลังๆ ตัวอย่าง ภาษาจีนที่ใช้รูปแบบระบบเสียงแบบพินอิน สำหรับระบบตัวอักษร ได้แก่ อักษรจีนตัวเต็ม(繁体字)หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ตัว เต็ม หมายถึง ตัวหนังสือจีนที่ใช้กันทั่วไปก่อนหน้าสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศใช้ อักษรจีนตัวย่อหรือ ตัวย่อ หรือตัวตัด (简体字) หมายถึง ตัวหนังสือจีนที่ถูกลดจำนวนขีดลงทำให้เขียนง่ายขึ้น เช่น คำว่า 龍 อ่านว่า ขีด เมื่อย่อแล้วกลายเป็น ๑๗ แปลว่า มังกร เดิมมี’หลง‘龙 เหลือเพียง ๕ ขีด อักษรจีนที่ผ่านการย่อนี้มีทั้งสิ้น ๒,๒๓๘ ตัว นอกเหนือจากนี้ ยังคงใช้อักษรตัวเดิม ๒. ภาษาที่ไม่มีตัวเขียน ภาษาที่ไม่มีตัวเขียนเป็นสำเนียงภาษาจีนยูนนาน และภาษาที่เพี้ยนมากถึง 26 ภาษา เช่น จีนม้ง จีนเย้า จีนเมี้ยน ฯลฯ ซึ่งภาษาดังกล่าวมีความเพี้ยนเนื่องมาจากการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนตามชาติพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านใหม่หนองบัว ที่มีการพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจในการสื่อสารกัน วรรณกรรมพื้นบ้าน จากการจากการสอบถาม นายวุฒิไกร ทวีอภิรดีภูมิ ผู้ใหญ่บ้านอรุโณทัย และเป็นบุตรหลาน ของอดีตทหารจีนคณะชาติ กองพล ๙๓ ท่านให้ข้อมูลด้านวรรณกรรม ซึ่งเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านด้านความเชื่อ ซึ่งเป็นวรรณกรรมประเภทมุขปาฐะ ที่เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ทำไมต้องเชิดสิงโตในวันตรุษจีน 1. ความเชื่อการเชิดสิงโตในวันตรุษจีน โดยคนจีนเรียกการแสดงเชิดสิงโตว่า ไซ่จื้อบู่ แปลง่าย ๆ ว่า ระบุลูกสิงโต จัดอยู่ใน หมวดการแสดงสวมหน้ากากสัตว์ จากบันทึกของราชวงศ์เหนือ...ใต้ (พ.ศ. ๘๕๐ – ๑๑๓๒) เมื่อชาวบ้านใน มณฑลกวางตุ้ง มีการแสดงเชิดสิงโตเพื่อไล่ผีที่เชื่อว่า มาลงกินผู้ชายและสัตว์เลี้ยง ก่อเกิดเป็นความเชื่อว่า


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๑ เชิดสิงโตช่วยไล่ภูตผีปีศาจได้ ก็เลยเข้าคู่กันเหมาะมากกับการจุดประทัดวันตรุษจีน การแห่มังกร ก็เริ่มจากใน สมัยราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน (พ.ศ. ๒๕๔ – ๓๓๙) จัดเป็นการแสดงเล็ก ๆ แล้วมาจัดเป็นโชว์ใหญ่ที่สวยตระการตาใน สมัยราชวงศ์ฮั่น (พ.ศ. ๓๓๗ – ๗๖๓) โดยเริ่มต้นจะมาจากตำนานปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูสวรรค์ก็จะ กลายเป็นปลามังกรมีฤทธิ์เดช โดยปลามังกรนี้ คือสัตว์ยิ่งใหญ่มีพลังอำนาจ ใครได้พบได้ชมก็จะได้รับพลังช่วย เสริมให้เจ้าตัวโชคดีทำมาหากินได้ผลบริบูรณ์ แต่เนื่องจากทั้งการเชิดสิงโตและแห่มังกรนี้ ผู้แสดงต้องมี ความสามารถพิเศษในเชิงกายกรรมต่อตัว การสมดุลตัว ที่สุดของการเชิดสิงโตคือการได้ซองอั่งเปา สุดยอดของ การแห่มังกรคือ การต่อตัวขึ้นไปเพื่อหยิบซองอั่งเปาบนไม้สูงที่เมื่อทำได้ ความหมายของการได้ซองอั่งเปานี้คือ การจะได้โชคดีกันถ้วน สำหรับเทศกาลตรุษจีนของไทยเชื้อสายจีนที่อยู่บ้านใหม่หนองบัวเรานั้น มีธรรมเนียมถือ ปฏิบัติอยู่ ๓ วัน ได้แก่ ๑. วันจ่าย คือก่อนจะถึงวันสิ้นปี จะออกไปหาซื้ออาหารและเครื่องดื่มเซ่นไหว้ต่าง ๆ มาเตรียมไว้ เพราะถ้าช้าเกินไปจะหาซื้อไม่ได้ เนื่องจากบรรดาร้านค้าทั้งหลายจะปิดยาวตลอดเทศกาล ๒. วันไหว้ แบ่งเป็น เช้ามืด - จะไหว้เทพเจ้าต่าง ๆ ตอนสาย - ไหว้บรรพบุรุษ และ ตอนบ่าย - ไหว้พี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว ๓. วันเที่ยว คือวันขึ้นปีใหม่ ที่จะต้องฉลองรื่นเริง ซึ่งนอกจากไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ แล้วก็ยังถือโอกาสไปกราบไหว้ขอพรญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถืออีกด้วย 2. วันตรุษจีนกับการไหว้บรรพบุรุษ 3 วัน การไหว้บรรพบุรุษของชาวบ้านในบ้านหลวงที่เชื้อสายจีน (ขึ้นอยู่กับปฏิทินจีน) วันที่ ๑ ในการไหว้บรรพบุรุษจะตรงกับวันที่ 30 ธันวาคม ของทุกปี จะเป็นการไหว้หมูวันที่ ๒ ในการไหว้ บรรพบุรุษจะตรงกับวันที่ ๑ มกราคม ของทุกปี ชาวจีนส่วนใหญ่จะมีประเพณีไหว้บรรพบุรุษ ตอนเช้าจะทำพิธี ไหว้บรรพบุรุษ การไหว้เจ (ใช้บัวลอยแบบคนจีนและคนจีนก็จะกินเจ) โดยการนำไก่ไปไหว้ทุก ๆ ปี หลังจากไหว้ เจ้าเสร็จแล้วทุกบ้านจะนำไก่ที่ไหว้แล้วมาปรุงอาหาร และสังเกต หัว ขา และกระดูกไก่ เพื่อเป็นการทำนายว่าปี นี้ครอบครัวแต่ละบ้าน เช่น การค้าขาย การเดินทาง การทำธุรกิจ และสุขภาพร่างกาย ดูภายใน 15 วัน ส่วน ผู้หญิงห้ามออกจากบ้านไปเข้าบ้านคนอื่น เพราะคนจีนเขาเชื่อว่าเป็นการผิดผี หากผู้หญิงออกจากบ้านแล้วไป เข้าบ้านคนอื่นต้อง ฆ่าไก่ 1 ตัว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด ส่วนผู้หญิงที่เป็นเด็กเข้าบ้านคนอื่นได้และวันที่ ๓ ในการ ไหว้บรรพบุรุษจะตรงกับวันที่ ๒ มกราคม ของทุกปี เมื่อครบรอบ 15 วัน ส่วนใหญ่จะตรงกับแรม 1 ค่ำ ชาวจีนนิยมฆ่าไก่อีก 1 ตัว นำไป ไหว้เจ้าและดูหัวดูขาและกระดูกไก่เพื่อทำนายล่วงหน้า อีก 1 รอบเพื่อดูคำทำนายทั้งปี ในช่วงตรุษจีนผู้หญิงทุก คนไม่ต้องทำงานถือเป็นวันว่าง 3. การไหว้พญานาค หรือพญามังกรของคนจีน ปัจจุบันประชากรบ้านหลวงจะนับถือพญานาค เพราะเชื่อว่าพญานาคอาศัยอยู่ในโลก บาดาลอันศักดิ์สิทธิ์ มีน้ำกินน้ำใช้ทั้งปี จากความเชื่อเรื่องดังกล่าวจึงเกิดเป็นประเพณีใหญ่ของคนที่อาศัยอยู่ ในหมู่บ้านหลวง คือ งานไหว้พญานาค ซึ่งจะจัดขึ้นบริเวรที่กักเก็บน้ำหรือบ่อน้ำที่ใช้ในการเก็บน้ำของหมู่บ้าน การไหว้พญานาคจะจัดในช่วงหลังวันตรุษจีนประมาณ 1 วัน ประเพณีจัดขึ้นเพื่อแจ้งให้ผู้ควบคุมน้ำ (พญานาค) ในการทำพิธีนี้เพื่อให้น้ำอุดมสมบูรณ์มีน้ำใช้ตลอดทั้งปีและเป็นการขอขมาต่อแม่น้ำคงคาให้ปกป้องคุ้มครอง ชาวบ้านทราบว่ามีสมาชิกในหมู่บ้านเพิ่มขึ้น ขอน้ำกินน้ำใช้และเพื่อขอพรให้คนในครอบครัวมีน้ำกินกินใช้ มีแหล่งทำกินที่ ก่อนจะถึงพิธีไหว้จะมีการจัดเตรียมหมูและไก่ ตามความเชื่อถ้าลูกหลานบ้านไหนเป็นเด็กผู้ชาย จะต้องจัดเตรียมหมู ส่วนบ้านไหนลูกหลานเป็นผู้หญิงก็จะจัดเตรียมไก่ตามจำนวนคน และบ้านไหนที่มีลูกชาย แต่กำลังทรัพย์มีอย่างจำกัดสามารถจัดเตรียมไก่แทนหมูได้ สิ่งของที่ใช้ในการไหว้พญานาคนี้นอกจาก หมูและไก่


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๒ ยังมีเพิ่มดังนี้ ธูป เทียน กระดาษเงินกระดาษทอง ต้นไม้ 1 ต้น (ไม่ใหญ่มาก) การปักต้นไม้ก่อนปักจะดูทิศทาง ในการปักและหลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรมจะต้องนำต้นไม้ไปเผา ซึ่งจากเรื่องเล่าที่ปราชญ์ชาวบ้านได้กล่าวถึง พญานาคจะเหมือนมังกร ตามความเชื่อของชาวจีนโบราณจะมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ 4 ชนิด คือ กิเลน หงส์ เต่า และ มังกร โดยชาวจีนมีความเชื่อว่ามังกรเป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้ง 4 ชนิด มังกรจีนหรือที่ชาวจีนเรียก กันว่า “เล้ง เล่ง หลง หลุง” จะมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะของการออกเสียงของแต่ละท้องถิ่น ชาวจีนถือ ว่ามังกรเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ และเพศชาย เนื่องจากมังกรจีนเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และเป็น สัตว์แห่งเทพเจ้าในสรวงสวรรค์ในสมัยโบราณชาวจีน 4. ไหว้บ๊ะจ่างกับการระลึกถึงบุคคลสำคัญ บ๊ะจ่างคืออะไร ก่อนที่จะไปฟังตำนาน เผื่อใครยังไม่รู้จัก บ๊ะจ่าง หรือ ขนมจ้าง บางคนบอกเป็นขนม บางคนบอกเป็นอาหารคาว (อันนี้คงต้องดูส่วนผสม) หลัก ๆ คือข้าวเหนียว หมู ถั่ว เม็ดบัว เครื่องปรุงต่าง ๆ นำมารวมผัด ๆ จนได้ที่แล้วก็นำไปห่อด้วยใบไผ่ รูปร่างก็มีหลากหลาย สามเหลี่ยมบ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง มัดให้ เรียบร้อยแล้วนำไปนึ่งให้สุกอีกครั้ง (แต่ละที่ก็จะมีไส้หรือเครื่องแตกต่างกันไป) บ๊ะจ่างกับตำนานสุดยิ่งใหญ่ ตามตำนานเล่าว่า ชีหยวน (ฉีเหยิง) ขุนนางตงฉิน ผู้ถือมั่น ในคุณธรรม ซื่อสัตย์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เขาเป็นขุนนางที่เป็นที่รักของชาวบ้าน แน่นอนว่าคนดีอยู่ยาก ขุนนาง อื่นเห็นคนแบบ ชีหยวน เลยอิจฉาพากันรุมกลั่นแกล้งจนถูกปลดตำแหน่ง ไม่พอยังโดนเนรเทศออกจากแคว้น อีก พอมีศึกภายในแบบนี้ รัฐอื่นเลยหาโอกาสเข้าโจมตี ซีหยวนไม่สามารถทำอะไรได้ แถมโดนไล่ออกมาอีกเลย กระโดดลงแม่น้ำเพื่อฆ่าตัวตาย แล้วตอนนั้นเป็นวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 พอชาวบ้านรู้ข่าวว่าขุนนางสุดที่รักกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย เลยอยากนำศพมาทำพิธี เลยพยายามล่องเรือหาศพ แต่ตอนนั้นก็กลัวว่าปลาจะกินศพของซีหยวนไปเสียก่อน เลยเตรียมข้าวปลาโปรยไป ในแม่น้ำ ให้ปลามากินแทน ทำแบบนี้อยู่ประมาณสองปี ในที่สุดก็มีชาวบ้านบอกว่า ซีหยวนได้มาเข้าฝันแล้วบอก ว่าอาหารเหล่านั้นถูกปลากินจนหมด เพราะมีปลาเยอะมาก เลยแนะนำให้ห่ออาหารด้วยใบไม้ ใบไผ่ก่อนโยนลง น้ำ ชาวบ้านเลยทำตามคำแนะนำ ซีหยวนก็มาเข้าฝันอีกบอกว่าได้กินแล้ว แต่ก็ยังโดน แย่งอยู่ดี งั้นเอาแบบนี้ เวลาจะนำอาหารไปโยนลงน้ำให้ทำเรือเป็นรูปมังกร สัตว์น้ำเห็นได้นึกว่าเป็นเครื่องเซ่น พระยามังกร จะได้ไม่กล้ากิน จากจุดนี้ก็กลายมาเป็น ประเพณีการไหว้บ๊ะจ่างพร้อมประเพณีแข่งเรือมังกรแบบ ที่เราเห็นในปัจจุบัน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๓ 5. ไหว้พระจันทร์ จากเรื่องเล่าจากปราชญ์ชาวบ้านของหมู่บ้านหลวงเกี่ยวกับการไหว้พระจันทร์ อ้างถึง สมัยมองโกลจะมีการทำศึกสงครามและความเป็นอยู่ของคนชนเผ่าในประเทศจีนสมันนั้นว่า จะมีการแบ่งกลุ่ม อาศัยอยู่เป็นบ้าน ในแต่ละบ้านจะมีหัวหน้าบ้าน 1 คน การใช้อุปกรณ์ทำครัวหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องไปใช้ ที่ส่วนรวมแล้วต้องเก็บไว้ที่เดิมให้เรียบร้อยด้วยความอึดอัดอยากเป็นอิสระของแต่ละบ้านจะคิดการติดต่อสื่อสาร ที่ไม่สามารถทำให้ผู้ที่ควบคุมจัดได้ จึงได้คิดวิธีการทำขนมขึ้นมา ขนมชนิดนี้ชื่อว่า ขนมเปี๊ยะ ลักษณะภายนอก กลมและมีไส้อยู่ข้างใน ซึ่งระหว่างทำขนมของแต่ละบ้านจะใส่จดหมายลงไปในขนมใช้ติดต่อสื่อสารเพื่อให้ผู้คุม ไม่รู้สึกสงสัย และครั้งสุดท้ายที่ทำขนมได้ใส่ข้อความนัดหมายในการฆ่าผู้คุมทั้งหมดเพื่อหลบหนีออกไป ผลจาก การติดต่อสื่อสารผ่านขนมเปี๊ยะประสบผลสำเร็จจึงทำให้ทุกคนเป็นอิสระ ดังนั้นคนจีนรุ่นหลังจึงทำพิธีไหว้ พระจันทร์ขึ้นมาเพื่อระลึกถึงวีรบุรุษสมัยมองโกลและขนมเปี๊ยะนี้ลักษณะคล้ายพระจันทร์เต็มดวง จึงใช้ไหว้ พระจันทร์ในวันที่ระลึกถึงบรรพบุรุษ 6. นิทานพื้นบ้านเรื่องหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า วันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินแบบจีน เรียกได้ว่าเป็นวันแห่งความรักของชาวจีน มีตำนานปรัมปราของจีน กล่าวถึงสถานที่ในภูเขาเพชร ที่ว่ากันว่าเป็นจุดที่นางฟ้าลงมาเล่นน้ำ และหนึ่งใน นางฟ้านั้น ได้พบรักกับมนุษย์ ตำนานความรักจีน หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า โดยตำนาน เล่าว่า มีหนุ่มเลี้ยงวัวคนหนึ่งชื่อ ” หนิวหลาง” บังเอิญไปพบนางฟ้าเจ็ดองค์ แอบลงมาจาก สวรรค์เพื่อมาเล่นน้ำในทะเลสาบ วัวของหนิวหลางได้กระซิบ บอกวิธีให้เขาไปขโมยเสื้อผ้าของพวกนางมา แล้วคอยเฝ้าดู เมื่อนางฟ้าทั้งเจ็ดองค์เล่นน้ำเสร็จแล้วหาเสื้อผ้าของตนไม่พบ จึงให้น้องสาวคนสุดท้องชื่อ ”จือหนี่” (แปลตรงตัวว่า หญิงทอ ผ้า) มาเจรจาขอเสื้อผ้าคืน หนิวหลางขอให้นางแต่งงานกับเขา และนางก็ยินยอม นางฟ้าผู้พี่ทั้งหมดจึงได้กลับคืนสู่สวรรค์ ส่วนจือหนี่ได้อาศัยอยู่กับหนิวหลาง และเป็นภรรยาที่ดียิ่ง หนิวหลางรักนางมาก ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 2 คน จือหนี่มีฝีมือ ในการทอผ้า ผ้าที่นางทอจะมีสีสันสวยงามไม่มีผู้ใดทัดเทียมได้ พวกเขานำไปขายได้เงินดีและมีชีวิตที่ดีเทียนกง หวงโฮ่ว ผู้เป็นบิดามารดาของเหล่านางฟ้า เมื่อได้ทราบว่าบุตรสาวของตนไปแต่งงานกับคนธรรมดาก็โกรธมาก


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๔ ออกคำสั่งให้จือหนี่กลับสู่สวรรค์ ฝ่ายหนิวหลางเมื่อกลับมาพบภรรยาของตนหายตัวไปก็เศร้าโศกเสียใจ ทันใด นั้นวัวของเขาก็เอ่ยคำพูดออกมาอีกครั้ง บอกให้หนิวหลางฆ่าตนเสีย แล้วเอาหนังคลุมร่างเพื่อจะได้ไปสวรรค์ตาม หาภรรยาได้ หนิวหลางฆ่าวัวด้วยน้ำตา ครั้นเมื่อเอาหนังมาคลุมร่างเขากับบุตรทั้งสองก็เหาะไปยังแดนสวรรค์ ตามหาจือหนี่ เทียนกงหวงโฮ่วพบพวกเขาขึ้นมาบนสวรรค์ก็โกรธอีก ดึงปิ่นปักผมของนางออกมาแล้วกรีดท้องฟ้า ออกกลายเป็นแม่น้ำกว้าง ทำให้คู่รักทั้งสองต้องแยกจากกันตลอดกาล (แม่น้ำนั้นบนโลก รู้จักในชื่อ ทาง ช้างเผือก) จือหนี่เฝ้าแต่ทอผ้าคอยอยู่ฟากหนึ่งของแม่น้ำอย่างเศร้าสร้อย ขณะที่หนิวหลางดูแลบุตรสองคนของ พวกเขา (คือดาวข้างเคียงในกลุ่มดาวเดียวกัน) ทว่ามีเพียงวันเดียวในรอบปี ที่เหล่านกกระเรียนจะมาเรียงตัวกัน ด้วยความเมตตาสงสาร เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเพื่อให้คนทั้งสองสามารถข้ามมาพบกัน (เรียกว่า Que Qiao ฉวี เฉียว หรือสะพานนกกระเรียน) สะพานทอดข้ามในกลุ่มดาวหงส์ ทำให้จือหนี่ หนิวหลาง และลูก ๆ มาพบกันได้ ในวันที่ 7 เดือน 7 ของปี เพียงวันเดียวเท่านั้นเล่ากันว่าหากมีฝนตกในคืนวันที่ 7 เดือน 7 นั่นคือ น้ำตาของ หนิวหลางและ จือหนี่ที่ร่ำไห้กับความรักของตน 7. เหลียงซานป๋อ กับ จู้อิงไถ รักข้ามชนชั้น กับจู้อิงไถ สมัยก่อนมีหญิงสาวที่ฉลาดงดงามนางหนึ่งชื่อว่า จู้อิงไถ ในสมัยโบราณไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าโรงเรียนเรียน แต่เพื่อให้ได้เรียน หนังสือจู้อิงไถและสาวใช้จึงปลอมตัวเป็นชาย ขออนุญาตจากพ่อแม่ แล้วออกเดินทางไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในเมืองหังโจว ในห้องเรียน จู้อิงไถได้พบกับบัณฑิตหนุ่มชื่อว่าเหลียงซานป๋อซึ่งเป็นคนเรียนเก่ง และสุภาพอ่อนโยน ต่อมาทั้งคู่จึงสาบานเป็นพี่น้องกันทำให้ทั้งคู่รัก และห่วงใยกันเป็นอย่างมาก 3 ปีต่อมา ทั้งคู่ได้สำเร็จการศึกษา จู้อิง ไถจึงอำลาอาจารย์และเพื่อน ๆ เพื่อกลับสู่บ้านเกิด ขณะนั้นลึก ๆ ใน ใจจู้อิงไถได้แอบหลงรักเหลียงซานป๋อแล้วแต่เหลียงซานป๋อไม่ทราบ ความในใจนี้ แต่ก็รู้สึกเลื่อมใสในตัวจู้อิงไถเหมือนกัน ทั้งคู่จำต้องจาก กันด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยิ่ง ก่อนจากกันจู้อิงไถแกล้งทำเป็นแม่ สื่อบอกให้เหลียงซานป๋อไปสู่ขอน้องสาวตน ต่อมาเหลียงซานป๋อได้ เดินทางไปบ้านจู้อิงไถ ทราบข่าวจากพ่อของนางว่าจะยกนางให้กับลูกชายเศรษฐีชื่อว่า หม่าเหวินฉาย เหลียง ซานป๋อกลับไปบ้านก็เฝ้าแต่คิดถึงจู้อิงไถจนไม่สบาย ต่อมาไม่นานก็ได้เสียชีวิตลง จู้อิงไถไม่สามารถขัดคำสั่งของ พ่อได้จึงถูกบังคับให้แต่งงานกับคุณชายหม่า ในวันที่ตระกูลหม่ามารับจู้อิงไถนั้น จู้อิงไถได้นั่งเกี้ยวเจ้าสาวผ่าน หลุมฝังศพของเหลียงซานป๋อ จึงขอลงไปคารวะศพเป็นครั้งสุดท้าย ทันใดนั้นท้องฟ้าแปรปรวนเกิดลมพายุพัด กระหน่ำ หลุมศพของเหลียงซานป๋อได้แยกออก จู้อิงไถกระโดดลงไปในหลุมด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้นพายุก็สงบลง ดอกไม้ก็ผลิบานวิญญาณของเหลียงซานป๋อ และจู้อิงไถก็ได้กลายเป็นผีเสื้อบินอยู่เคียงคู่กันท่ามกลางมวลดอกไม้ โบยบินตลอดไป เรื่องราวของเหลียงซานป๋อและจู้อิงไถได้พรรณนาให้เห็นถึงความกล้าหาญ ที่จะแสวงหาความ รักอันแท้จริงของหนุ่มสาวในสมัยโบราณ และได้สะท้อนให้เห็นถึงความหวังในการแสวงหาความรัก ที่อิสระ และ ความอัปยศของการคลุมถุงชน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๕ 8. นางพญางูขาว รักแหกมติสวรรค์ กับสวี่เซียน (พระเอกของเรื่อง) นางพญางูขาวปรากฏโฉมครั้งแรกในวรรณกรรม จองจำงู ขาวชั่วนิรันดร์ในเจดีย์เหลยเฟิง ในบันทึกจิ่งซื่อทงเหยียน ของเฝิง เมิ่ง หลง โดยบันทึกดังกล่าวค้นพบในระหว่างยุคราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 - ค.ศ. 1644) จึงถือได้ว่าตำนานได้เริ่มต้นโดยมีหลักฐานปรากฏในยุค นี้ นางพญางูขาว กล่าวถึงเรื่องราวของบัณฑิตหนุ่มที่ตกหลุม รักสตรีผู้โสภานางหนึ่ง สตรีผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นปิศาจงูขาวที่จำแลงกาย มา พระเถระมีความต้องการช่วยเหลือบัณฑิตหนุ่มให้พ้นจากการ ดูดกลืนวิญญาณของปิศาจงูขาว จึงได้ต่อสู้กับปิศาจงูขาว และจับนาง ไปจองจำไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิง (ฟ้าคำรณ) เมื่อกาลเวลาผ่านไป ได้มีการ เพิ่มเติมเสริมแต่งรายละเอียดต่าง ๆ มากขึ้น โดยนางพญางูขาวได้ กลายเป็นตำนานความรักอันลึกซึ้งระหว่างบัณฑิตหนุ่ม กับปีศาจงูขาว ซึ่งบำเพ็ญตบะมาเป็นระยะเวลากว่า 1,000 ปี ได้จำแลงกายเป็นมนุษย์ในรูปของหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตา งดงาม มีนามว่า ไป๋ซู่เจิน ความรักของทั้งสองถูกขัดขวางโดยพระเถระฝาไห่ (ธรรมสาคร) เนื่องจากความรัก ระหว่างคนกับปิศาจไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ เพราะผิดกฎสวรรค์ แต่ละเรื่องราวก็มีตอนจบและรายละเอียดอื่น ๆ แตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกัน เช่น บางเรื่องกล่าวว่างูขาวเป็นสัตว์เลี้ยงที่บัณฑิตเลี้ยงไว้ขณะยังเป็นร่ำเรียน หนังสือ หรือบางเรื่องก็เล่าว่าบัณฑิตหนุ่มถูกขับไล่จากสวรรค์ให้ลงมาเป็นมนุษย์ธรรมดา หรือแม้แต่บัณฑิตหนุ่ม เคยช่วยชีวิตงูขาวเอาไว้ งูขาวจึงจำแลงกายกลับมาตอบแทนบุญคุณ 9. ตำนานเต้าหูยี้ โดยจุดกำเนิดของเต้าหูยี้ตามตำนานจีนที่เล่าต่อ ๆ กันมากล่าวไว้ว่า มีหนุ่มชาวจีนคน หนึ่งชื่อว่า หวังจื้อเหอ เดินทางเข้าไปยังเมืองหลวงเพื่อไปสอบเข้ารับราชการแต่ไม่สามารถสอบเข้ารับราชการได้ ซ้ำยังเกิดปัญหามากมายเข้ามาในชีวิตจนไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ หวังจื้อเหอจึงตัดสินใจขายเต้าหู้เพื่อเป็น การหาเลี้ยงตัวเองและเป็นการรอสอบในครั้งต่อไปด้วย แต่ก็ใช่ว่าเต้าหู้จะขายหมดได้ทุก ๆ วัน พอเข้าช่วงฤดู ร้อน เต้าหู้ที่ขายไม่หมดเมื่อโดนความร้อนก็จะทำให้เน่าเสีย แต่จะให้นำไปทิ้งเลยก็เสียดายของ เขาจึงนำเต้าหู้มา ไปหมักกับเครื่องที่พอจะหามาได้ เช่น เกลือและพริกแล้วนำไปใส่ในไหเก็บไว้ สุดท้ายแล้วหวังจื้อเหอเกิดลืมไปว่า ได้หมักเต้าหู้ทิ้งไว้จนมาถึงฤดูใบไม้ร่วง เขาเกิดนึกขึ้นได้ว่าได้หมักเต้าหู้ทิ้งไว้ตั้งแต่ฤดูร้อนเลยไปเปิดโถออกแล้ว ก็พบว่า เต้าหู้หมักมีราขึ้นเต็มไปหมด แต่หวังจื้อเหอก็ยังคงเสียดายเลยนำมากิน แต่แล้วเขาก็พบว่า เต้าหู้ที่หมัก เอาไว้รสชาติดีอย่างไม่น่าเชื่อ เขาจึงนำไปให้เพื่อนบ้านได้ลองชิม ทุกคนก็ต่างชื่นชมว่า รสชาติดีเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นหวังจื้อเหอเลยล้มเลิกความตั้งใจสอบเข้ารับราชการหันมาทำเต้าหู้หลากหลายชนิดขายแทน หลังจาก นั้นเต้าหู้ยี้ตราหวังจื้อเหอก็กลายเป็นที่นิยมไปทั่วประเทศจีนนั่นเอง 10.ตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์ ยังมีอีกตำนานเล่าขานเกี่ยวกับวันไหว้พระจันทร์ ก็คือ ตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์ ตามตำนานกล่าวว่า มีอยู่ปีหนึ่งในเมืองปักกิ่งเกิดโรคอหิวาระบาดหนัก เมื่อเทพธิดาฉางเอ๋อซึ่งอยู่บนดวงจันทร์ได้


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๖ มองลงมาเห็น ก็ทำให้รู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างมาก จึงได้ส่งกระต่ายหยกข้างกายที่ปกติตำยาอยู่บนดวงจันทร์ ให้ลง มารักษาโรคชาวบ้าน กระต่ายหยกแปลงกายเป็นหญิงสาวไปรักษาผู้คนหายจากโรค ชาวบ้านรู้สึกซาบซึ้งใจ ในความช่วยเหลือ จึงได้ตอบแทนด้วยการให้สิ่งของ แต่กระต่ายหยกก็ไม่ยอมรับสิ่งใดเลย เพียงแค่ขอยืมชุด ชาวบ้านใส่เท่านั้น ไปถึงไหนก็จะเปลี่ยนชุดไปเรื่อย บางทีก็เห็นแต่งกายเป็นคนขายน้ำมัน บ้างก็เป็นหมอดูดวง บ้างแต่งกายเป็นชาย บ้างแต่งเป็นหญิง และเพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้คนได้มากขึ้น กระต่ายหยกจะขี่ม้าบ้าง กวางบ้าง สิงโตบ้าง หลังจากกำจัดโรคภัยให้ชาวเมืองเสร็จเรียบร้อย กระต่ายหยกก็กลับขึ้นไปยังดวงจันทร์ นับแต่นั้นมาชาวบ้านจึงได้กราบไหว้บูชาเทพเจ้ากระต่ายในวันไหว้พระจันทร์ด้วย 11.ตำนานวันตรุษจีน “ปีศาจเหนียน” เล่ากันว่า ในสมัยโบราณ ในป่าทึบแห่งหนึ่ง มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายและน่ากลัวมากตัวหนึ่ง ที่ถูกเรียกว่า “เหนียน” มันออกอาละวาดกินคนเป็นประจำ พระเจ้าจึงลงโทษมัน อนุญาตให้มันลงมาจากเขาได้ เพียงหนึ่งครั้งใน 365 วัน ตำนานวันตรุษจีน “ปีศาจเหนียน” ต้นกำเนิดการจุดประทัด ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวใกล้ จะผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาใกล้ เหนียน ก็จะออกมาทำร้ายผู้คน และเพื่อป้องกันการมาของ เหนียน ทุกๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสมเสบียงอาหาร และกับข้าวจำนวนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อถึงตอนค่ำของวันที่ 30 เดือน 12 ก็จะปิดประตูและหน้าต่างเอาไว้ ไม่หลับไม่นอนตลอดคืน เพื่อต่อสู้กับ เหนียน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็จะเป็นวัน แรม 1 ค่ำ เดือน 1 เมื่อ เหนียน กลับไปแล้ว ทุก ๆ ครัวเรือนก็จะเปิดประตูออกมาแสดงความยินดีต่อกัน ที่โชค ดีไม่ได้ถูก เหนียน ทำร้าย


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๗ ศึกษาปราชญ์ชาวบ้านกับการทำกัวซา วิธีการรักษาบำบัดโรคแบบ กัวซา โดยการขูด 4. ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านสาธารณสุข (การรักษาด้วยวิธีกัวซา แบบโบราณ) ๑. ความหมายของ กัวซา “กัวซา” คือ หนึ่งในภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้าน ที่ตกทอดมาตั้งแต่โบราณอีกหนึ่งอย่างของชาว จีน เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนทั่วไป เป็นการบำบัดด้วยการขูดผิวหนัง เพื่อขับพิษที่สามารถทำได้ ง่าย สะดวก เห็นผลเร็วและไม่มีผลข้างเคียง โดยเฉพาะคุณสมบัติเด่นในการรักษาอาการไข้แดดและไข้หวัดอย่าง รวดเร็ว โดยมีความหมาย ดังนี้ กัวซา คือ การถอนพิษด้วยการขูดผิวหนังเพื่อกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต ส่งเสริมการ ไหลเวียนของพลังปราณในร่างกาย และเป็นการถอนพิษที่ไม่ถูกจำกัดทั้งเวลาและสถานที่ สามารถทำได้ ทุกเวลาที่ต้องการ เพียงแต่เจียดเวลาวันละไม่กี่นาที ขูดจากศีรษะจนถึงเท้า ก็สามารถกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียน ได้ดีขึ้น กระตุ้นระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือสุขภาพที่แข็งแรง แก้ปัญหาการปวดเมื่อย ปวด หลัง ปวดเอว ปวดศีรษะได้ดี อาจารย์หยาง เผยเซิน ที่ปรึกษาสมาคมแพทย์แผนไทย และผู้ก่อตั้งบริษัทคลังไทสุขภาพ จำกัด ซึ่งเปิดสอนหลักสูตรกัวซา กล่าวถึง ความหมายของการการบำบัดด้วยกัวซา ว่า “กัวซา” เป็นวิธีการบำบัดด้วย การกระตุ้นจุดเส้นลมปราณ คล้ายการฝังเข็ม การนวด และการทายารักษาที่ผิวภายนอก รวมกันไปในคราว เดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการขับพิษ การบำบัดด้วยกัวซาจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิตภายใต้ผิวหนัง ขยายรูขุมขนให้เปิดกว้าง ทำให้ร่างกายผลัดเซลล์เก่าสร้างเซลล์ใหม่ และขับพิษออกทางต่อมเหงื่อ อวัยวะภายใน ได้รับการบำรุงเลี้ยงจากโลหิตอย่างเต็มที่ ทำให้ร่างกายมีการปรับสมดุล ช่วยฟื้นฟูสมรรถนะของระบบภูมิ ต้านทานโรคให้แข็งแรง ซึ่งโรคที่บำบัดด้วยกัวซาที่ได้ผลดีที่สุด คือ อาการเป็นไข้ตัวร้อน ปวดเมื่อย หรือชาตาม ร่างกาย ปวดประจำเดือน อวัยวะภายในทำงานไม่ปกติ” ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๘ 2. อุปกรณ์และวิธีการรักษา บำบัดโรคแบบ กัวซา 2.1 อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการกัวซา ไม้กัวซา ช้อน ชามขอบเรียบ เหรียญ ช่วยขูดถอนพิษร้อน ช่วยเอาพิษออกได้เร็ว ขี้ผึ้ง หรือน้ำมันสมุนไพร ถ้าป่วยจากภาวะร้อนเกินให้ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ขี้ผึ้งย่านาง น้ำมันเขียว ขี้ผึ้งเสลดพังพอน น้ำมันพืช หรือน้ำ ฯลฯ ถ้าป่วยจากภาวะเย็นเกินให้ใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น ขี้ผึ้ง ไพร น้ำมันงา ฯลฯ (ถ้าอากาศหนาว ๆ หรือช่วงอากาศเย็นในเวลากลางคืนอย่าใช้ขี้ผึ้งสมุนไพรฤทธิ์เย็น เพราะจะ ทำให้หนาวเข้ากระดูกได้) 2.2 วิธีการรักษาแบบ กัวซา วิธีการรักษาแบบ กัวซา มีหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่ละชุมชน จะประยุกต์นำมาใช้กัน อาจจะ แตกต่างกันในเรื่องของวิธีการ หรืออุปกรณ์ในการใช้ซึ่งแต่ละพื้นที่จะหาอุปกรณ์ที่หาง่ายในชุมชนของตนเอง แต่ จะมีรูปแบบการรักษาที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้ รูปแบบที่ 1 จัดไม้กัวซา ทำมุม 45 องศา ที่ตำแหน่งของกระดูกข้อต่อ สามารถขูดผ่านได้ โดยขูดไม่ลงน้ำหนักแรง พยายามขูดให้ได้พื้นที่ยาว (ส่วนหน้าอก ส่วนท้อง ส่วนใบหน้า ส่วนไหล่ จากนอกเข้าใน ส่วนอื่นๆ จากบนลงล่าง) ระดับของพิษสะสม จากการศึกษา พบว่าระดับของลมพิษจะแบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้ ๑. พิษสะสมอยู่ในระดับเซลล์เนื้อเยื่อ วิธีการขูดเอาพิษออก ให้ขูดผ่านผิวหนัง ได้เลย บริเวณผิวหนังเรียบ เช่น ขูดบริเวณแผ่นหลังที่เป็นผิวเรียบ ขูดบริเวณใบหน้า แขน ขา ฯลฯ 2. พิษสะสมอยู่ลึกไปถึงล่องกล้ามเนื้อ วิธีการขูดเอาพิษออก ให้ใช้วิธีแซะ เขี่ย ตามล่องกล้ามเนื้อ ตามล่องกระดูก ล่องซี่โครง เช่น ปวดตึงตรงบริเวณสะบักทั้ง 2 ข้าง (ที่อยู่แผ่นหลัง ให้อยู่ในท่าเอามือไขว้หลัง ใต้สะบักจะเห็นเป็นล่อง จะช่วยขูดแซะง่ายขึ้น) ๓. พิษสะสมอยู่ลึกไปถึงไขกระดูก เมื่อกระดูกเคลื่อนที่ผิดรูป พิษก็จะเข้าไป ฝังอยู่ในไขกระดูก เช่น ปวดที่กระดูกก้นกบมาก เราจะต้องกัวซาตรงรูกระดูกก้นกบ เพื่อขับลมพิษออก (สาเหตุมาจากนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน และไม่ออกกำลังกาย ยึดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ทำให้ของเสียไปค้างอยู่เวลานี้ มาก และทานอาหารไม่สมดุล) รูปแบบที่ 2 เริ่มขูดที่ชีพจรหลักก่อนไม่ว่าเป็นโรคอะไรก็ตาม จากนั้นจึงขูดจุดที่ป่วย (ชีพจรหลักอยู่ที่แนวกระดูกสันหลังทั้งแกน) เริ่มจากด้านซ้ายก่อนเสมอ ขูดจากแผ่นหลังตั้งแต่ต้นคอลงยาวมาจน ถึงเอวให้ลงน้ำหนักเท่าที่จะไม่เจ็บมากลงน้ำหนักสม่ำเสมอพอสมควรแล้วจึงย้ายมาขูดด้านขวาต่อ การใช้แรงขูด ต้องสม่ำเสมอ บนแนวชีพจรที่ขูดควรขูดจนเห็นรอยจุด (ซา) ปรากฏขึ้นมา จากนั้นจึงขูดตำแหน่งอื่นต่อไป (การ ขูดที่พอดีคือ ขูดให้ผิวมีสีแดงจนกว่าจะไม่แดงไปกว่านั้น) ปกติหลังจากขูดแล้ว 2-3 วัน ตำแหน่งโรคที่ขูดจะมี อาการเจ็บปวดปรากฏขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติหลังขูดจนซาออกหมดแล้ว ต้องรออีก 5-7 วันจึงจะสามารถขูดซ้ำ ได้อีก การขูดเพื่อสุขภาพสามารถขูดผ่านเสื้อผ้าได้ทุกวัน ถ้าตำแหน่งที่ขูดไม่ถูกต้องแม่นยำ หรือ เทคนิคการใช้ มือขูดไม่ถูกต้อง ก็ไม่ก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนแต่อย่างใด สามารถขูดได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ หลังขูดแล้วให้ดื่ม น้ำ แก้วใหญ่เพื่อช่วยระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย สถานที่ขูดกัวซาจะต้องไม่เป็นที่มีลมแรง เช่น หน้าพัดลม หรือในห้องที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำเนื่องจากจะทำให้เสียสมดุลของหยินและหยางสามารถทำการกัวซาหลังอาบน้ำไม่ น้อยกว่า ๑/๒ -1 ชั่วโมง (เพื่อให้รูขุมขนกลับสู่สภาพปกติ) หลังทำกัวซาควรเกิน 5-8 ชั่วโมงขึ้นไป จึงสามารถ อาบน้ำได้ หรือเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหลังกัวซา 30 นาที)


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๒๙ ภาพวิธีการรักษาบำบัดโรคแบบ กัวซา โดยการขูด ที่มา : http://health.kapook.com/view14806.html. รูปแบบที่ 3 วิธีการทำกัวซาอย่างถูกวิธี 1. ทุกครั้งที่จะกัวซาควรเริ่มขูดที่ชีพจรหลักก่อน จากนั้นจึงขูดจุดที่ป่วย (ชีพ จรหลักอยู่ที่แนวกระดูกสันหลังทั้งแกน) 2. การขูดต้องใช้แรงที่สม่ำเสมอกัน บนแนวชีพจรที่ขูดควรขูดจนเห็นรอยจุด (ซา) ปรากฏขึ้นมา จากนั้นจึงขูดตำแหน่งอื่นต่อไป 3. ปกติหลังจากขูดแล้ว 2-3 วัน ตำแหน่งโรคที่ขูดจะมีอาการเจ็บปวด ปรากฏขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติหลังขูดจนซาออกหมดแล้ว ต้องรออีก 5-7 วันจึงจะสามารถขูดซ้ำได้อีก การขูด เพื่อสุขภาพสามารถขูดผ่านเสื้อผ้าได้ทุกวัน 4. ถ้าตำแหน่งที่ขูดไม่ถูกต้องแม่นยำ หรือเทคนิคการขูดไม่ถูกต้อง ก็ไม่ ก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนแต่อย่างใด 5. หลังขูดแล้วให้ดื่มน้ำแก้วใหญ่ เพื่อช่วยระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย 6. สถานที่ขูดกัวซาจะต้องไม่มีลมแรง เช่น หน้าพัดลม หรือในห้องที่เปิดแอร์ เย็นฉ่ำ เนื่องจากจะทำให้เสียสมดุลของหยินและหยาง ๓. ประโยชน์ของการรักษา บำบัดโรคแบบ กัวซา การรักษาบำบัดโรคแบบ กัวซา มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้ ๑. ขับพิษร้อนในร่างกาย ช่วยลดอาการปวดหัวตัวร้อน เป็นไข้เป็นหวัด ไอเรื้อรัง ๒. คลายกล้ามเนื้อที่เครียดตึง เพิ่มประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ๓. กระตุ้นเซลล์โดยการเพิ่มออกซิเจน และระบายของเสียในเซลล์ กระตุ้นระบบ เมตาบอลิซึมของร่างกาย ๔. เป็นการตรวจสอบความผิดปกติของอวัยวะภายใน ๕. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๐ ๖. ทำให้ร่างกายแข็งแรง ลดโอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ ค้นพบสาเหตุของโรคได้ง่าย ๗. เสริมความงาม ชะลอความแก่ ทำให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น สุขภาพดีขึ้น ๘. แก้ปัญหาอาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว ๙. ช่วยในการไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกาย ทำให้ช่วยระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ๑๐. ช่วยบำบัดอาการของโรคต่าง ๆ ๑๑. ทำให้ค้นพบสาเหตุของโรคต่าง ๆ ๑๒. สามารถบอกตำแหน่งของโรคที่เกิดขึ้น ๑๓. ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ ๑๔. ทำให้สุขภาพดีขึ้น ๔. จุดเด่นของ กัวซา 1. วิธีนวดบำบัดง่าย เรียนรู้ได้ง่าย 2. สามารถทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ 3. ไม่มีผลข้างเคียงจากการบำบัด 4. สามารถบำบัดได้แม้สวมเสื้อผ้าอยู่ ๕. ความเชื่อเกี่ยวกับประโยชน์ของกัวซา แม้ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สามารถระบุกลไกของกัวซาที่อาจส่งผลดี ต่อสุขภาพ แต่มีการศึกษาบางส่วนได้กล่าวถึงประโยชน์ของกัวซาไว้ ดังนี้ ๑. ปวดกล้ามเนื้อ จากการทดลองโดยมีผู้เข้าร่วมการทดลองซึ่งล้วนแต่มีสุขภาพดี 11 คน พบว่า การทำกัวซาเป็นเวลา 25 นาที ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการปวด ได้ โดยอาสาสมัครทดลองเพศหญิงตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าเพศชาย และไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ แต่งาน ทดลองนี้เป็นเพียงการศึกษานำร่องขนาดเล็กเท่านั้น จึงจำเป็นต้องค้นคว้าประสิทธิภาพที่ชัดเจนของกัวซา เพิ่มเติมต่อไป ๒. ปวดต้นคอ จากการศึกษาพบว่า หลังจากรักษาด้วยกัวซา 1 ครั้ง ผู้ที่มีอาการปวด ต้นคอเรื้อรังมีอาการดีขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยแผ่นแปะบรรเทาอาการปวด แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวเป็น เพียงการบรรเทาอาการปวดในระยะสั้นเท่านั้น ควรมีการศึกษาประสิทธิผลของกัวซาในระยะยาวต่อไป ๓. ปวดหลัง จากการศึกษานำร่องชิ้นหนึ่ง พบว่าผู้สูงอายุที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ชนิดเรื้อรังมีอาการดีขึ้นหลังจากรักษาด้วยกัวซา อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้สูงอายุ และอาจ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการรักษาโดยใช้แผ่นประคบร้อน อย่างไรก็ตาม งานค้นคว้านี้เป็น ผลจากการศึกษานำร่องเท่านั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาประสิทธิภาพของกัวซาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ๔. อาการก่อนมีประจำเดือน จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่มีอาการก่อนมีประจำเดือน เมื่อรับการรักษาด้วยกัวซาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที ร่วมกับการรักษาแบบมาตรฐานเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออก ปวดศีรษะ อาการชาคล้ายเข็มทิ่ม นอนไม่หลับ เมื่อยล้า หงุดหงิด และ ซึมเศร้าน้อยกว่าผู้ที่รักษาแบบมาตรฐานเพียงอย่างเดียว และยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ๕. เต้านมคัดหลังการตั้งครรภ์ จากหลักฐานการทดลองสนับสนุนว่า กัวซาอาจ มีประสิทธิภาพบรรเทาอาการเต้านมคัดของผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตร โดยเฉพาะเมื่อทำกัวซาพร้อมด้วยการ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๑ พยาบาลดูแลตามมาตรฐานอย่างไรก็ตาม แม้การศึกษาบางส่วนจะแสดงถึงประสิทธิผลทางการรักษาของกัวซา แต่ยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมยิ่งขึ้น เพื่อยืนยันประสิทธิภาพ กลไกการรักษา และความปลอดภัยในการทำกัวซา ผลข้างเคียงของการทำกัวซา กัวซาเป็นแพทย์ทางเลือกรูปแบบหนึ่งที่มีความปลอดภัยหากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในสถานพยาบาลที่สะอาดเหมาะสม แต่ไม่ควรใช้กัวซาแทนการรักษาพยาบาลตามมาตรฐาน และควรปรึกษา แพทย์ก่อนตัดสินใจทำกัวซาเสมออย่างไรก็ตาม วิธีการทำกัวซาใช้อุปกรณ์กดและขูดตามร่างกาย จึงอาจทำให้ เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น เกิดรอยช้ำตามผิวหนัง โดยปกติรอยช้ำเหล่านั้นจะดีขึ้นหลังทำกัวซา ไปแล้วประมาณ 2- 3 วัน แต่หากเป็นรอยฟกช้ำร่วมกับมีอาการปวด มีไข้ หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ รักษาผิวไม่เรียบ มีรอยหยักหรือรอยบุ๋ม มีเลือดออกเล็กน้อย ข้อควรรู้ก่อนการตัดสินใจทำกัวซา ก่อนตัดสินใจทำกัวซา ควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลที่เปิดให้บริการทำกัว ซา หรือแพทย์ที่ทำการรักษา เพราะกัวซาควรทำโดยแพทย์ฝังเข็มหรือผู้ประกอบโรคศิลป์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง ลดความเสี่ยงการเกิดแผลฟกช้ำ อาการปวดอย่างรุนแรงหลังทำกัวซา และ หากเป็นสถานพยาบาลที่ไม่ถูกสุขอนามัยหรือไม่ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ก่อน อาจทำให้เสี่ยงเกิดโรคติดต่อทางเลือด เช่น โรคเอดส์จากการติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น ส่วนผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว มี อาการป่วยอย่างเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำกัวซาเสมอเพราะกัวซาอาจ ไม่ส่งผลดีแก่ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่กำลังรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ผู้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่เพิ่งผ่าตัดในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน (โรงเรียนบ้านใหม่หนองบัว) 1. ด้านการสาธารณสุข คือ ผู้มีความรู้ ความสามารถมีประสบการณ์ด้านการใช้ยาสมุนไพร การรักษาโรคแผนโบราณ การรักษาสุขภาพอนามัยร่างกาย การสืบสานตำราสมุนไพร หมอนวดแผนโบราณ ปราชญ์ชาวบ้านด้านสมุนไพรรักษาโรค ชื่อ นายหมั่งหมิง แซ่เฉ่า เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2499 อายุ 67 ปี ประสบการณ์เกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรค 49 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 603 หมู่ 6 ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๒ ความชำนาญด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความรู้ ประสบการณ์และความชำนาญด้านสมุนไพรจีนและสมุนไพรไทย ในการรักษาโรค ให้กับชาวบ้านในชุมชน ได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน หมู่ 10 บ้านใหม่หนองบัว เรื่องหมอสมุนไพร เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมและการดำรงชีพให้ลูกหลานได้รู้จักบุคคลที่มีคุณค่าต่อ หมู่บ้านและเป็น แหล่งสืบค้นข้อมูลต่อไป ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น : การใช้ยาสมุนไพร ลักษณะภูมิปัญญา : การใช้ยาสมุนไพรไทย สมุนไพรจีนในการรักษาโรค 2. ด้านหัตถกรรม คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีผลงานในสิ่งที่ทำด้วยมือ เช่น การจักสาน ทอ การช่าง การทอผ้า การแกะสลัก เป็นต้น ปราชญ์ชาวบ้าน ด้านการช่างทำโลงศพจีน ชื่อ นายชิงเหว่ย แซ่ม้า เกิดเมื่อวันที่ - - พ.ศ. 2521 อายุ 45 ปี ประสบการณ์การทำงาน 25 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 8/ช ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ความชำนาญด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความรู้ ความสามารถในด้านการช่างทำโลงศพแบบจีน โดยรับการ สืบทอดวิธีการมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น โดยการประกอบโลงศพ จะใช้ไม้ในการตอกและทำสลักไม้สำหรับ ปิดโลงศพ โดยไม่ใช้เหล็กหรือตะปูในการประกอบโลงศพ ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น : ช่างฝีมือ ช่างไม้ ลักษณะภูมิปัญญา : ช่างไม้ต่อโลงศพจีน ปราชญ์ชาวบ้าน ด้านการทอผ้าและทำรองเท้าจีน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๓ ชื่อ นางเป่าเฟือง แซ่จู เกิดเมื่อวันที่ - - พ.ศ. 2493 ประสบการณ์การทำงาน 50 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 1391 หมู่ 10 ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ความชำนาญด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความรู้ ความสามารถในด้านการทอผ้า และการทำรองเท้าจีน โดยรับ การสืบทอดวิธีการมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น โดยอุปกรณ์สำหรับทอผ้าจะประกอบขึ้นเอง และอุปกรณ์ ใน การทำรองเท้าจีนจะใช้กาบไผ่เป็นพื้นรองเท้า และใช้มือในการเย็บรองเท้า และพัฒนามาใช้จักรเย็บผ้า ในการ เย็บรองเท้าด้วย โดยภูมิปัญญาในการวัดขนาดของรองเท้าจะใช้เชือกวัดรอบอุ้งเท้าก็จะได้ขนาดความยาวของ รองเท้า ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น : งานทอผ้า และการเย็บรองเท้าจีน ลักษณะภูมิปัญญา : ช่างทอผ้าและช่างทำรองเท้าจีน การวัดขนาดความยาวเท้า 3. ด้านประติมากรรม คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และฝีมือในการปั้น แกะสลัก การหล่อ เช่น หล่อพระพุทธรูป ปั้นโอ่ง สลักลวดลาย ประดับต้นเทียน สิ่งก่อสร้าง ปราชญ์ชาวบ้าน ด้านการแกะสลักตัวหนังสือจีนบนหิน ชื่อ นายฉ่งกวง แซ่หลี่ เกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2521 อายุ 45 ปี ประสบการณ์การทำงาน 20 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 205/3 หมู่ 4 ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๔ ความชำนาญด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความรู้ ความสามารถในด้านการแกะสลักตัวหนังสือจีนบนหินชนิดต่างๆ ตลอดจนการวาดภาพและลวดลายบนหินและฝาผนัง ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น : ช่างฝีมือ ช่างแกะสลักหิน ลักษณะภูมิปัญญา : แกะสลักตัวหนังสือจีนบนหิน วาดภาพบนฝาผนัง ป้ายฮวงซุ้ย 4. ด้านอาหาร การถนอมอาหาร คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการแปรรูปอาหาร ถนอม อาหารโดยใช้สมุนไพรจีนและกรรมวิธีแบบโบราณผสมผสานยุคสมัย ปราชญ์ชาวบ้าน ด้านการถนอมอาหารจีน ชื่อ นางส่วย ลุงจาย เกิดเมื่อวันที่ - - พ.ศ. 2509 อายุ 57 ปี ประสบการณ์ทำงาน 35 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 228 หมู่ 5 ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ความชำนาญด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความรู้ ความสามารถในด้านการถนอมอาหาร ได้แก่ การทำเต้าหู้ยี้ การ ทำไส้อั่วจีน การทำผักกาดดอง การทำเหล่าปู้กัง การทำหมูเปรี้ยว การทำหมูน้ำค้าง ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น : การถนอมอาหารด้วยวิธีการหมักดอง


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๕ ลักษณะภูมิปัญญา : การถนอมอาหาร ได้แก่ การทำเต้าหู้ยี้ การทำใส้อั่วจีน การทำผักกาดดอง การทำเหล่าปู้กัง การทำหมูเปรี้ยว การทำหมูน้ำค้าง ปราชญ์ชาวบ้าน (โรงเรียนบ้านสินชัย) ๑. นางจุ่งเหม่ย แซ่ม้า สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์การทอผ้าด้วยมือ ๒. นายอิ่น ลุงจัย สร้างมูลค่าเพิ่มแก่งานจักสานไม้ไผ่ ๓. นางอรชุมา ทวีอภิรดีเพชร สร้างมูลค่าเพิ่มแก่การท่องเที่ยว การแสดงของชนเผ่า ปราชญ์ชาวบ้าน (โรงเรียนสันติวนา) ๑. นายฉ่งเต๋อ แซ่หลี่ ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านด้านการรักษาคนป่วยตาม วิถีชาวบ้านโบราณ ๒. นางจิงชิว แซ่หวู่ ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านด้านศิลปะการแสดงของคน จีนบ้านถ้ำงอบ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๖ ๓. นางอาชุ่ย แซ่โจว ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านด้านอาหารจีนยูนนาน ๔. นายหยิ่งกวาง แซ่ยอ ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านด้านช่างซ่อมงานทั่วไป ๕. นายอาเซิง แซ่หลี่ ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านด้านงานประดิษฐ์สิ่งของเพื่อ นำไปเผาให้คนที่ล่วงลับไปแล้ว ๖. นายอาฉั่ง แซ่จ้าว ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านด้านการก่อสร้างทำฮวงซุ้ย ของคนจีนในหมู่บ้าน ภูมิปัญญา เครื่องใช้ต่างๆ ในอดีต ปราชญ์ชาวบ้าน (โรงเรียนสุขฤทัย) ปราชญ์ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้สูงอายุในชุมชน คือ คุณพ่อเหวินหัว แซ่หวัง ที่เป็นผู้ให้ความรู้ และเผยแพร่วัฒนธรรมของชาวจีนยูนนานให้บุคคลรุ่นหลังได้รับรู้และรับทราบถึงวัฒนธรรมของชาวจีนยูนนาน ปราชญ์ชาวบ้าน คุณพ่อเหวินหัว แซ่หวัง


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๗ ปราชญ์ชาวบ้าน (โรงเรียนบ้านเมืองนะ) ๑. พ่อหมอเล่าเอ๋อ เป็นหมอพื้นบ้านชาวจีน หมอตำแย สามารถจัดยาสมุนไพรรักษา โรคได้ ๒. แม่ชุนเหมย หมอตำแย มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กทารกที่เพิ่งคลอด มีความรู้ เกี่ยวกับยาบำรุงสำหรับผู้ที่มีบุตรยาก ปราชญ์ชาวบ้าน (โรงเรียนบ้านยาง) 1. คุณแสงสุรีย์ บัวผิน ให้ความรู้เรื่อง วัฒนธรรมอาหารจีนยูนนาน 2. คุณอุษา แซ่ม้า ให้ความรู้เรื่อง วัฒนธรรมอาหารจีนมุสลิม 3. คุณกวางวู่ แซ่จาง ให้ความรู้เรื่อง ประวัติความเป็นมาของชนชาติจีนในหมู่บ้าน บ้านยาง 4. คุณกิตติพงค์ ยาวุฒิ ให้ความรู้เรื่อง ประวัติและบุคคลสำคัญของหมู่บ้านบ้านยาง 5. คุณจันทน์ฉาย เหลืองสุด ให้ความรู้เรื่อง การกัวซา ปราชญ์ชาวบ้าน (โรงเรียนรัฐราษฎร์อุปถัมภ์) ๑. นายไพบูลย์ พูลสวัสดิ์ ปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น การเชิดสิงโต ๒. นายฝูเซิง แซ่เซีย ปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น การแสดงรำพัดจีน ๓. นางซาวเหม่ย แซ่หลี่ ปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น การทำไส้อั่วจีน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๘ เทศกาลแขวนโคม เชิดสิงโต เทศกาลตรุษจีน 5. ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล 5.1 การเกิด/การตาย 5.1.1 การเกิด การเกิดชนเผ่าจีนยูนนานเด็กเกิดมาครบสามเช้าด้วยการอาบน้ำให้เด็ก และ เป็นการอาบน้ำในอ่างครั้งแรกของเด็กเอาหอมแดงโปะที่ศีรษะให้ความหมายว่าให้เด็กเฉลียวฉลาด ของเซ่นไหว้ ได้แก่ - ไข่ย้อมสีแดง ลูกชายใช้จำนวนเลขคี่ ลูกหญิงใช้จำนวนเลขคู่ - เส้นหมี่ซั่วหรือหมี่แห้ง ผู้ที่เตรียมของเหล่านั้นคือ คุณยายของทารก แล้วนำไปเซ่นไหว้ที่บ้านบุตรเขย ทารกอายุครบ สามสิบวัน หรือ หนึ่งเดือน จะทำพิธีโกนผมไฟ แล้วนำผมไฟไปทิ้งหรือแขวนไว้ที่ข้างเตียงนอน บางท้องถิ่นจะ เป็นวันที่มารดาอุ้มบุตรออกจากห้องคลอดไปยังห้องอื่น ๆ ได้ บิดามารดาหรือญาติจะนำเอาล็อกเก็ตทำด้วยเงิน เป็นรูปสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนนานและความเป็นสิริมงคลและขอให้ร่ำรวย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มาสวม คอให้เด็ก เมื่ออายุครบหนึ่งร้อยวัน จะทำพิธีตั้งชื่อ ทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น เมื่อเด็กทารกอายุครบหนึ่งปี จะทำพิธี ทดสอบว่าอนาคตของเด็กจะประกอบอาชีพอะไรที่เรียกว่า จัวโจว (抓周) ของที่วางไว้รอบตัวเด็ก ได้แก่ ที่ประทับตรา หนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนา กระดาษ ลูกคิด เหรียญ เพชรพลอย ดอกไม้ อาหาร ตุ๊กตา ช้อน ด้าย ขนม พู่กันจีน ปากกา กรรไกร ไม้บรรทัด ลูกแอปเปิล ลูกบอลยาง เป็นต้น ถ้าเด็กหยิบที่ประทับตราแสดงว่าจะทำราชการ ถ้าเด็กหยิบหนังสือหรือปากกา แสดงว่ารักการ อ่าน ถ้าเด็กหยิบไม้บรรทัดแสดงว่าอนาคตคงเป็นช่าง ถ้าหยิบตุ๊กตาแสดงว่าเด็กชอบเล่น เมื่อเด็กอายุครบ 1 เดือนจะจัดงานเลี้ยงฉลองญาติจะมาเยี่ยม โดยนำไข่ไก่ ข้าวซอย และไก่ดำ ประเพณี/พิธีกรรม/งานเทศกาล


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๓๙ มารดาที่คลอดทารกในช่วง 1 เดือนแรก ในช่วงระยะเวลานี้จะห้ามสำหรับมารดาและทารก หลายข้อ ได้แก่ สห้ามมารดาและเด็กออกนอกบ้าน ห้ามหญิงตั้งครรภ์เข้าเยี่ยม ห้ามทำอะไรเอง ห้ามรับประทานอาหารรสจัด 15 วันแรกห้ามสระผม มารดาจะต้องอาบและอบสมุนไพรจีนเท่านั้น และเมื่อ ทารกอายุครบสามสิบวัน หรือหนึ่งเดือน จะทำพิธีโกนผมไฟแล้วนำผมไฟไปทิ้งหรือแขวนไว้ที่ข้างเตียงนอน ตามประเพณีการเกิดของชาวจีนฮ่อมุสลิม โดยทั่วไปสตรีมุสลิมฮ่อจะทำคลอดบุตร ที่โรงพยาบาลสมัยใหม่ตามขั้นตอนวิธีการของโรงพยาบาล แต่พิธีกรรมอยู่ที่หลังการคลอดบุตรออกมา คือ จะมี การป่าวร้องชื่อของพระเจ้า (อัลลอฮฺ) ข้างหูขวาและหูซ้าย เพื่อให้ทารกได้ยินเป็นเสียงแรกหลังจากคลอด หลังจากนั้นจะเป็นการเลี้ยงงานบุญการเกิด กรณีการได้บุตรชาย จะมีการเลี้ยงฉลองแสดงการต้อนรับการลืมตา ดูโลก โดยการเชือดพลีแกะหรือแพะสองตัวสำหรับทำอาหารเลี้ยงฉลองผู้คนในหมู่บ้าน กรณีได้บุตรสาวทาง ครอบครัวจะเชือดพลีแกะหรือแพะหนึ่งตัวเป็นการเลี้ยงฉลอง ในงานบุญนี้จะมีการเชิญโต๊ะอิหม่าม เครือญาติ ได้ร่วมรับประทานอาหารและเยี่ยมชมสมาชิกใหม่ที่ได้ลืมตาดูโลก หลังจากนั้นโต๊ะอิหม่ามจะทำพิธีเปิดปากด้วย น้ำผึ้ง อินทผาลัม และสวดขอพรขอความประเสริฐให้แก่ทารก 5.1.2 การตาย ชาวจีนให้ความสำคัญกับพิธีกรรมงานศพเป็นอย่างมาก เพื่อแสดงถึงความเคารพ นับถือและแสดงความอาลัยต่อบรรพบุรุษเป็นครั้งสุดท้าย อีกทั้งยังแสดงออกถึงความกตัญญูของลูกหลาน ในตระกูลอีกด้วย พิธีกรรมมี 2 แบบ คือ แบบฝังและแบบเผา แบบฝัง จะใช้กับผู้ตายที่ป่วย หรือมีญาติพี่น้อง ส่วนแบบเผา จะใช้กับผู้ตายที่เกิดอุบัติเหตุ หรือไม่มีญาติ โดยงานจะจัดเป็นเวลา 3, 5, 7 วัน แล้วแต่ความ สะดวกของแต่ละครอบครัว โดยในพิธี จะมีหมอผีมาทำพิธีกรรม ชาวจีนฮ่อจะมีการตั้งศพไว้ในบ้าน ถึงแม้จะมีวัดไทยในหมู่บ้านก็ตาม โดยในช่วงเย็น หรือค่ำ ชาวบ้านจะมาร่วมกันทำพิธีไหว้ศพและมีการสวดศพแบบจีน จะมีการจัดพิธี กงเต๊ก โดยมีการรวมญาติ พี่น้องและลูกหลาน เพื่อนบ้านจะมาร่วมในพิธีเผากระดาษเงิน-กระดาษทอง เพื่อให้ผู้ตายนำมาใช้ในปรโลกหรือ โลกหน้า และลูกหลานพี่น้องจะทำพิธีกงเต๊ก ส่งวิญญาณตามคติ ความเชื่อของลัทธิขงจื้อ เช่นเดียวกันกับการ อธิษฐานจิต ส่วนประเพณีการฝังศพ ชาวบ้านจะมีประเพณีแห่ศพแล้วนำศพไปฝังที่สุสานสาธารณะของหมู่บ้าน สำหรับผู้ที่มีฐานะดี ร่ำรวย บรรดาลูกหลานและญาติพี่น้องจะนำศพไปฝัง จีนฮ่อที่มีฐานะร่ำรวยมั่งคั่งสุสานก็จะ ใหญ่โต ครอบครัวของผู้ตายก็จะจารึกชื่อของผู้ตาย หรือหิ้งบูชาของบรรพบุรุษจะถูกตั้งขึ้นในบ้านลูกหลานก็จะ เกิดความอบอุ่นใจว่า ถึงแม้บรรพบุรุษจะสิ้นชีวิตไปนานแล้ว แต่ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ยังช่วยคุ้มครอง ปกปักรักษา ห่วงใย และดูแลลูกหลานต่อไป


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๐ ขั้นตอนการจัดพิธีศพโดยทั่วไปของคนจีน เนื่องจากพิธีศพ เป็นพิธีสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดพิธีหนึ่งในชีวิตของคนจีน ทำให้ทุกครั้ง ที่มีการจัดงานศพ ผู้เกี่ยวข้องกับผู้ตาย จำเป็นจะต้องมาร่วมงานเพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย อีกทั้งยัง เป็นการแสดงความเคารพต่อตัวผู้ตาย จึงถือได้ว่างานศพของคนจีนจะเป็นงานที่รวมญาติของผู้ตายไว้มากที่สุด มากกว่างานวันเกิด งานแต่งงาน หรืองานไหน ๆ และพิธีศพของจีนที่ปฏิบัติกันในปัจจุบันก็จะมีความคล้ายคลึง กับพิธีศพของคนไทยในบางขั้นตอน แต่สำหรับบางขั้นตอนนอกเหนือจากนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อต่าง ๆ ของคน ภายในครอบครัวที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1. ติดต่อประสานงานผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดงาน ขั้นตอนแรกโดยทั่วไปของการทำพิธีศพก็คือ ติดต่อซินแสหรืออาจารย์, ติดต่อ นิมนต์พระเพื่อมาทำพิธี, ติดต่อร้านโลงศพต่างๆ ให้เรียบร้อย, ติดต่อผู้ใหญ่ที่นับถือเพื่อมาทำการตอกตะปูโลงศพ , ติดต่อวัดเพื่อจัดสวดอภิธรรม ซึ่งเป็นสิ่งเริ่มต้นพื้นฐานก่อนจะเริ่มทำพิธีศพที่คล้าย ๆ ลักษณะพิธีของคนไทย 2. จัดแจงศพผู้ตายให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ขั้นตอนต่อมาคือ จะต้องตรวจสอบสภาพศพให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เสมือน กับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถ้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุโดยขาดความสมประกอบ ก็จะมีการตกแต่งศพให้กลับมา ใกล้เคียงสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด จากนั้นก็จะทำการแต่งกายศพให้อยู่ในรูปลักษณ์ที่สวยงาม นำชุดโปรดของ ผู้ตายมาสวมใส่ มีการป้อนข้าว ป้อนน้ำให้กับศพเพื่อให้อิ่มท้อง เพราะคนจีนมีความเชื่อว่า การจะนำศพลงไป บรรจุในโลง เปรียบเสมือนการพาศพไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ เพราะฉะนั้นการให้ความสำคัญในด้านข้าวปลา อาหาร หรือเครื่องแต่งกายที่สวยงาม รวมไปถึงโลงศพที่บรรจุ จึงถือเป็นเรื่องที่จำเป็น 3. ป้อนข้าว ป้อนน้ำแก่ผู้ตาย ขั้นตอนของการป้อนข้าว ป้อนน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกหลานผู้ตายจะต้องเป็น ผู้กระทำ ซึ่งในขณะที่ใช้ตะเกียบคีบข้าว เข้าปากผู้ตายนั้น ผู้ป้อนก็จะต้องกล่าวคำขอบคุณผู้ตายเพื่อเป็นการ ระลึกถึงบุญคุณต่าง ๆ ที่ผ่านมาเมื่อครั้งยังมีชีวิต จากนั้นให้นำกิ่งทับทิมแตะน้ำมนต์แล้วไปสัมผัสปากของผู้ตาย เพื่อให้ผู้ตายเสมือนได้ดื่มน้ำมนต์ของพระพุทธองค์ โดยขั้นตอนนี้ลูกหลานของผู้ตายจะต้องเวียนมาทำให้ครบ ทุกคน เริ่มจากลูกชายคนโตสุด สะใภ้ และลูกสาว 4. จุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่ก่อนบรรจุศพใส่โลง ขั้นตอนของการบรรจุศพใส่โลงนั้น ผู้ทำพิธีจะต้องจุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่ ก่อนที่จะบรรจุศพลงไป เพราะโลงศพเปรียบเสมือนบ้านหลังใหม่ของผู้ตาย เมื่อผู้ตายกำลังจะย้ายเข้าไปอยู่ก็ต้อง


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๑ มีการบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางก่อน หลังจากบอกกล่าวกับเจ้าที่เจ้าทางเสร็จแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการยกผู้ตาย บรรจุในโลง ขั้นตอนนี้ให้ลูก ๆ ของผู้ตายแต่ละคน ช้อนไหล่ของผู้ตายด้านหลังศีรษะ พร้อมกล่าวคำขอบคุณ ที่ผู้ตายเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย 5. ยกศพผู้ตายบรรจุลงในโลง พร้อมวางกระดาษเงินกระดาษทองและของใช้ จากนั้นก็ทำพิธีบรรจุศพลงโลง โดยเจ้าหน้าที่จะเข้ามายกร่างของผู้ตายลงไป ในโลงศพ แล้วให้ลูกหลาน จัดการวางกระดาษเงินกระดาษทองลงในโลง พร้อมเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งขั้นตอนนี้มาพร้อมความเชื่อของคนจีนตรงที่ว่า ทิศทางในการวางสิ่งของต่าง ๆ ของลูกหลานแต่ละคน จะ ส่งผลเกี่ยวข้องกับความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตภายภาคหน้าของพวกเขาด้วย และเมื่อจัดการวางสิ่งของต่าง ๆ ลงใน โลงเสร็จแล้วก็เข้าสู่ขั้นตอนการปิดฝาโลง เพื่อนำไปทำพิธีในขั้นตอนต่อไป 6. เคลื่อนศพมาตั้งไว้ที่ศาลาเพื่อเตรียมพิธีสวดอภิธรรม ขั้นตอนหลังจากปิดฝาโลง ส่วนใหญ่คนจีนก็จะมีพิธีกรรมในการปฏิบัติ ที่คล้าย ๆ กับคนไทย นั่นก็คือการเคลื่อนศพมาไว้ที่ศาลาเพื่อเชิญพระมาสวดอภิธรรมศพ โดยก่อนที่พระจะเริ่ม สวดนั้น จะมีการเคาะโลงศพเพื่อเรียกผู้ตายมาฟังพระสวด ซึ่งการนิมนต์พระมาสวดในงานศพของคนจีนใน ปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างจากแบบของไทย เพราะเป็นบทสวดอภิธรรมในแบบเดียวกัน ที่ว่าด้วยการ พิจารณาคนตายว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยง ให้เกิดความเข้าใจกับสัจธรรมของชีวิต และบอกกล่าวแก่ญาติโยมของผู้ตาย ให้นำเอาหลักคำสอนนี้ไปใช้ประกอบชีวิตในภายภาคหน้า 7. ทำพิธีฌาปนกิจหรือฝังศพ ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ เรื่องของการเผาหรือเก็บศพเอาไว้หลังจากสวดเสร็จนั้น ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละครอบครัว บ้านที่มีความเชื่อเรื่องฮวงซุ้ย และมีที่ในการฝังศพ ก็อาจจะยังคงยึดถือวิธี ฝังอยู่ ส่วนบางบ้านที่เป็นความเชื่อแบบไทย ก็จะนำศพไปประกอบพิธีฌาปนกิจในวันสุดท้ายของพิธี พิธีกงเต๊ก (功德) กงเต๊กหมายถึง การที่ลูกหลานทำบุญกุศลทั้งทำแทนตัวผู้ตายและทำให้ผู้ตายด้วย เพื่อให้ผู้ตายได้กุศลผลบุญมากพอที่จะไปขึ้นสวรรค์ คำว่า กงเต๊ก เป็นคำสองคำประกอบกัน กง (功) แปลว่า ทำ เต๊ก (德) แปลว่า บุญกุศล ดังนั้น กงเต๊ก ในพิธีศพของคนจีนนั้นจะมีพิธีที่เรียกว่า “กงเต๊ก” เข้าไปเป็นส่วน สำคัญในธรรมเนียมปฏิบัติ โดยกงเต๊กนั้นมีความหมายในภาษาจีนว่า “บุญกุศล” ซึ่งถือเป็นพิธีที่ลูกหลานจะได้ ส่งผลบุญกุศลต่าง ๆ ไปให้กับผู้ตาย ถือเป็นพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาช้านาน และปัจจุบันนี้ก็ยังปฏิบัติกันอยู่ ซึ่งขั้นตอนในการทำพิธีนั้นก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ความต้องการของผู้จัดพิธี รวมไปถึงชาติกำเนิดของผู้ตาย ที่มีเชื้อสายจีนแบบใด กล่าวคือ พิธีกงเต๊กของคนจีนกวางตุ้ง, คนจีนแต้จิ๋ว, คนจีนฮกเกี้ยนและคนจีนแคะ จะมี ความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รายละเอียดของการจัดพิธีในส่วนต่าง ๆ ก็จะมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน ทั้งการ แต่งกายของลูกหลาน รวมไปถึงพิธีการกินน้ำแดงซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้ตายเป็นเพศชายหรือหญิง การทำพิธีกงเต๊กนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นได้ทั้งวันแรกของพิธีศพ หรือวันสุดท้าย แล้วแต่ว่าผู้จัดพิธีต้องการในลักษณะใด ซึ่งหลังจากการสวดต่าง ๆ เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ใจความสำคัญของ การทำกงเต๊กที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ พิธีกรรมในการข้ามสะพานของลูกหลาน ซึ่งถือเป็นการส่งดวงวิญญาณของ ผู้ตายไปสู่ภพภูมิที่ดี โดยมีลูกหลานทั้งหลายผู้กตัญญูรู้คุณต่อผู้ตาย ตามมาส่งดวงวิญญาณด้วย โดยลูกหลานทุก คนที่ข้ามสะพานจะต้องโยนสตางค์ลงในอ่างน้ำ เพื่อเป็นการซื้อทางให้แก่ผู้ตายและตนเอง แต่มีข้อยกเว้นสำหรับ ลูกสาวที่กำลังมีประจำเดือนคือ ห้ามข้ามสะพานในพิธีกรรมนี้เด็ดขาด


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๒ การเตรียมงาน 1. ติดต่อซินแส หรืออาจารย์ (กรณีที่ต้องการให้มีการดูวันดี) หรือติดต่อวัดในสังกัด คณะสงฆ์จีนนิกาย 2. ติดต่อเขตที่ผู้ตายอาศัยอยู่เพื่อออกใบมรณะบัตร 3. ติดต่อร้านโลงศพ เกี่ยวกับเรื่องโลงศพ พิธีบรรจุศพ การเคลื่อนศพ ฯลฯ 4. นิมนต์พระ เพื่อสวดใบพิธีบรรจุศพ 5. ติดต่อวัดเพื่อจัดสวดพระอภิธรรม 6. ติดต่อสมาคมจีนเพื่อให้ทางสมาคมช่วยในการดำเนินพิธีการต่าง ๆ 7. ติดต่อคนรับจัดของเซ่นไหว้ 8. ติดต่อผู้ใหญ่ที่นับถือให้เป็นผู้ตอกตะปูโลงศพ 9. ติดต่อพระเรื่องฝังศพ เพื่อสวดมนต์ในระหว่างพิธีฝังศพ 10. ติดต่อสุสานที่ต้องการจะนำศพไปฝัง 11. ติดต่อของว่างหรืออาหารในระหว่างสวดพระอภิธรรมศพ การเตรียมของให้สำหรับผู้ตาย เมื่อญาติผู้ใหญ่เสียชีวิตลง สิ่งที่ลูกหลานจะต้องเตรียมมี ดังต่อไปนี้ 1. ผ้าคลุมศพ หรือ ทอลอนีป๋วย 2. ใบเบิกทาง หรือ อวงแซจิ้ 3. ภาพของผู้ตายใส่กรอบสำหรับตั้งหน้าโลงศพ 4. ของใช้ส่วนตัว เช่น 4.1 เสื้อผ้าเย็บกระเป๋าทุกใบแบบไม่มีปม (ให้เลือกชุดที่ผู้ตายชอบ) 4.2 ไม้เท้า 4.3 แว่นตา (ถ้ามี) 4.4 ฟันปลอม (ถ้ามี) 4.5 รองเท้า 5. ดอกบัว 3 ดอก 6. ยอดทับทิม 7. เอกสารประจำตัวผู้ตาย เช่นบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เพื่อออกในมรณะบัตร 8. เงินสด (ค่าใช้จ่ายกรณีเสียชีวิตที่โรงพยาบาล) 9. ซองอั่งเปาหรือซองแดง (กรณีเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเป็นเงินตอบแทนให้กับ พยาบาล ที่ช่วยอาบน้ำและแต่งตัวให้ศพ) 10. เตี๊ยบ (มีเฉพาะของผู้หญิง เป็นเสมือนใบประวัติของผู้ตาย) หมายเหตุ เย็บกระเป๋าทุกใบ เพราะกระเป๋าถือเป็นแหล่งทรัพย์สมบัติความเจริญรุ่งเรืองที่จะทิ้งเอาไว้ให้ ลูกหลาน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๓ เครื่องแต่งกายของลูกหลานในงาน ลูกชาย 1. ลูกชายของผู้ตายทั้งหมดและรวมหลานชายคนแรกที่เกิดจากลูกชายคนโต 2. หลานชายคนแรกที่เกิดจากลูกชายคนโต ถือว่าเป็นลูกคนสุดท้ายของผู้ตาย 3. ใส่ชุดผ้าดิบด้านใน 4. ชุดกระสอบ ประกอบด้วย เสื้อ หมวกทรงสูง ถ้าลูกชายคนใดแต่งงานแล้วจะมีผ้า สี่เหลี่ยมเล็กสีขาว ส่วนคนที่ยังไม่แต่งงานจะเป็นสีแดงติดที่หมวก เชือกคาดเอวที่มีถุงผ้าเล็ก ๆ ห้อยไว้ และมีไม้ไผ่ (เสียบไว้ที่เอว) หมายเหตุ ไม้ไผ่เปรียบเสมือนคบเพลิง เพื่อส่องทาง และ ป้องกันอันตรายขณะ เดินทางไปฝังศพ ลูกสาวที่แต่งงานแล้วและลูกสะใภ้ 1. ใส่ชุดผ้าดิบด้านใน 2. ชุดกระสอบ ประกอบด้วย เสื้อ กระโปรง หมวกสามเหลี่ยม จะมีผ้าสี่เหลี่ยมสีขาว เล็กติดที่หมวก เชือกคาดเอวที่มีถุงผ้าเล็ก ๆ ห้อยไว้ (กรณีของคนที่ตั้งท้อง จะไม่ใช้เชือกคาดเอวคาดไว้แต่ให้ผูก ถุงเล็กๆไว้ที่ด้านขวาของ ชุดกระสอบบริเวณเอว) ลูกสาวที่ยังไม่แต่งงาน 1. ใส่ชุดผ้าดิบด้านใน 2. ชุดกระสอบ ประกอบด้วย เสื้อ หมวกสามเหลี่ยม จะมีผ้าสี่เหลี่ยมสีแดงเล็กติดที่ หมวก เชือกคาดเอวที่มีถุงผ้าเล็ก ๆ ห้อย ลูกเขย 1. ใส่ชุดเสื้อผ้าสีขาว 2. ผ้าผืนยาวสีขาวสำหรับพันรอบ เอว และเหน็บชายผ้าทั้งสองข้างไว้ข้างเอว 3. หมวกเหมือนลูกชายแต่เป็นสีขาว หลาน 1. ใส่ชุดเสื้อผ้าสีขาว 2. หมวกผ้าสามเหลี่ยม - กรณีที่เป็นหลานใน (ลูกของลูกชาย) หมวกจะเป็นสีขาว - กรณีที่เป็นหลานนอก (ลูกของลูกสาว) หมวกจะเป็นสีน้ำเงิน - ถ้าหลานคนใดยังไม่แต่งงานจะมีผ้าสี่เหลี่ยมสีแดงเล็ก ๆ ติดอยู่ ส่วนหลาน คนใดแต่งงานแล้วจะเป็นผ้าสี่เหลี่ยมสีขาว เหลน 1. ใส่ชุดเสื้อผ้าสีขาว 2. หมวกผ้าสามเหลี่ยมสีฟ้า ขนาดในการทำพิธีกงเต๊ก ขนาดในการทำพิธีกงเต๊กจะใหญ่ หรือเล็กขึ้นอยู่กับจำนวนพระที่นิมนต์มาสวด ถ้าเป็น กงเต๊กใหญ่จะต้องนิมนต์พระมาสวด 5 รูป ขึ้นไปอาจเป็น 5, 7, 9 หรือ 11 รูป หรือ 21 รูป ก็ได้หากนิมนต์ พระ 5 หรือ 7 รูป มาสวดเรียกว่า “จับอ๊วง” หรือ “จับอ๊วงฉ่ำ”หมายถึง การขอขมากรรมต่อ พระยายมราช


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๔ ทั้ง 10 ซึ่งเป็นนินมานรกายของพระพุทธและพระโพธิสัตว์ หากนิมนต์รพระ 9 รูปมาสวด เรียกว่า “โชยฮุดฉ่ำ” หมายถึงขอขมาต่อพระพุทธเจ้าพันพระองค์ หากนิมนต์พระ 11 รูปมาสวด เรียกว่า “เทียงโค่วฉ่ำ” หมายถึงการ ขอขมาต่อบรรดาพระพุทธและพระโพธิสัตว์ทั่วทุกสารทิศ กรณี นิมนต์พระมาสวดรูปเดียว เรียกว่า “คุยหมั่ง โหล่ว” จะสวดในเวลานำศพใส่โลง นิมนต์พระมาสวด 3 รูป เรียกว่า “จุยฉ่ำ” หมายถึงการสวดขอขมาระลึกถึง พระบารมีขอพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ เพื่อขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ คำว่า “ฉ่ำ” แปลว่า ขอขมา คือ การสวดมนต์ขอขมาต่อพระพุทธและพระโพธิสัตว์นั่นเอง การทำพิธี ช่วงเตรียมของกงเต๊กนี้ พระจีนจะเป็นผู้เขียน “ใบส่งของ” ให้เหมือนเป็นการจ่าหน้า ซองจดหมาย เพื่อให้รู้ว่าผู้รับของคือใคร ผู้ส่งคือใคร ใบกระดาษบอกชื่อผู้ส่งผู้รับนี้ ต้องปิดบนของกงเต๊กทุกชิ้น เช่นเดียวกับที่ลูกหลานต้องเอาเสื้อของผู้ตาย เลือกตัวที่ผู้ตายชอบมากที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ตายน่าจะจำลายผ้า ได้ เนื่องจากเสื้อผ้าจะต้องถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพื่อแปะติดไปกับของทุกชิ้น เพื่อที่ผู้ตายจะได้รู้ว่ากองของ กงเต๊กที่เผาไปนี้เป็นของท่านและเพื่อ ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาเอาของผิดกองเช่นกัน เพราะแต่ละวันแต่ละวัดจะมี พิธีกงเต๊กซ้อนกันหลายงาน จากนั้นพระจะประจำที่เพื่อเริ่มพิธีสวดมนต์ ลูกหลานจะใส่ชุดกระสอบเต๊กชุดใหญ่ นั่งประจำหน้าที่พระพุทธ ลูกชายนั่งหน้าสุด ลูกสะใภ้ลูกสาวนั่งแถวสอง ชั้นเขยและชั้นหลานนั่งแถวหลังตามมา ที่เบื้องหน้าลูกชายมี ม้ากงเต๊ก พิธีเริ่มด้วยการเปิดกลอง 3 ตูมดัง ๆ ปี่พาทย์มโหรีบรรเลงรับพระสวด ประสาน มนต์ที่หน้าพระพุทธ และพระโพธิ์สัตว์ พิธีกรรมช่วงนี้ เรียกง่าย ๆ ว่า สวดเปิดมณฑลสถาน คืออัญเชิญ พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายมาเป็นสักขีพยานในการประกอบพิธีให้บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์และเป็น สิริมงคล ในช่วงระหว่างพิธีสวด หลังจากที่พระอ่านเอกสารเรียกว่าฎีกา (ภาษาจีนรียกส่อบุ่ง) ที่ระบุชื่อผู้ตาย ที่อยู่ที่เมืองจีน ที่อยู่เมืองไทยบ้านเลขที่ ซอย ถนน เวลาเกิด เสีย ของผู้ตาย และบรรดาชื่อลูกหลาน และระบุว่า ในขณะนี้กำลังจะประกอบพิธีใดที่ไหน เวลาอะไร แล้วก็จะนำเอาฎีกานั้นมาใส่ที่ม้ากงเต๊กพร้อมด้วยการทำพิธี ที่ม้า ท่านจะเอาธูป 3 ดอก และเทียนเล่มหนึ่งมาเขียนยันต์ที่หัวม้า พร้อมสวดคาถา และพรมน้ำมนต์จากถ้วย เล็ก ๆ ด้วยนิ้วอย่างมีลีลาน่าดู แล้วใช้ใบทับทิมพรมตามอีกที จากนั้นพระจะสั่งให้ลูกชายคนโตยกม้ากงเต๊กขึ้น จบเพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปเผา ระหว่างพิธีตอนนี้พระรูปอื่นก็ยังสวดมนต์อยู่ หลังจากสวดมนต์เปิดมณฑลสถาน เสร็จพระสงฆ์จะพาลูกหลานมายังหน้าโต๊ะไหว้ ผู้ตาย (เลงไจ้ ที่สถิตย์ของวิญญาณ)เพื่อทำพิธีสวดเชิญวิญญาณ ของผู้ตามให้มาร่วมพิธี ในระหว่างที่สวด พระสงฆ์จะทำการเปิดรัศมี (ไคกวง)โคมวิญญาณซึ่งมีชื่อผู้ตายและ เสื้อผ้าของผู้ตายสวมอยู่ กระถางธูปหรือป้ายวิญญาณ รูปถ่าย ของผู้ตาย เพื่อให้เป็นที่สถิตย์แห่งวิญญาณของ ผู้ตาย หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะก็นำบรรดาของไหว้คือ 1. ข้าว 1 ชาม 2. เหล้า 1 แก้ว 3. น้ำชา 1 แก้ว 4. กับข้าว 3 อย่าง 5. ซาแซ 1 ชุด (หมู ไก่ เป็ด ปลา ตับ) 6. ผลไม้ 5 อย่าง 7. ชกก๊วย 1 อัน สีขาว และให้ลูกหลานจบถวาย เมื่อพระสวดเสร็จลูกหลาน กราบพระ 3 ครั้ง


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๕ พิธีต่อมา คือ การเชิญวิญญาณผู้ตายมาร่วมพิธีชำระดวงวิญญาณ (มก-ยก) มักทำ ในช่วงบ่ายต้น ๆ พระและลูกหลานย้ายมาที่บริเวณหน้าศพ มีการนำห้องน้ำกงเต๊กมาวาง ภายในห้องน้ำมีอ่าง ขาวใส่น้ำสะอาด และผ้าขนหนูสีขาว ขั้นแรก พระสงฆ์จะสวดเจริญพุทธมนต์เชิญดวงวิญญาณมาร่วมในพิธีและ อ่านฎีกา เพื่อขอนำวิญญาณผู้ตายมายังสถานที่ประกอบพิธี หลังจากนั้นจะนำฎีกา ใส่ยังนกกงเต๊ก ให้ลูกชาย ยกขึ้นจบแล้วเจ้าหน้าที่เอาไปเผา และยกโคมวิญญาณมาให้พระท่านถือไว้ถูกย้ายมาตั้งด้านหน้า พิธีกรรมในช่วง นี้คือ การสวดเชิญวิญญาณมาเข้าพิธี ต่อมาเจ้าหน้าที่จะเอาเสื้อผ้ากงเต๊กมาให้ลูกชายไหว้จบ เพื่อเอาไปเผา หลังจากพระสวดไปได้ครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่จะเชิญ ลูกชายคนโต มาเชิญกระถางธูปหรือป้ายวิญญาณ (ในกรณีธรรม เนียมกวางตุ้ง) ไปยังห้องน้ำ และพระสงฆ์จะสวดมนต์และทำน้ำพระพุทธมนต์ ให้เจ้าหน้าที่นำไปประพรม กระถางธูปหรือป้าย พร้อมกับเทน้ำพระพุทธมนต์ส่วนหนึ่งลงไปในอ่างน้ำที่เตรียมไว้ หลังจากนั้น พระสงฆ์ จะสวดมนต์ครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็จะให้ลูกคนโตเชิญกระถางธูปมายังโต๊ะที่พระสงฆ์สวดมนต์อยู่ เพื่อให้พระสงฆ์ ทำการประพรมน้ำพระพุทธมนต์อีกครั้ง และจากนั้นพระสงฆ์จะนำลูกหลานเดินไปยังหน้าปะรำพระพุทธ โดยลูก ชายคนโตจะเชิญกระถางธูป และลูกชายคนรองถือโคมวิญญาณตามไปด้วย แล้วพระสงฆ์จะสวดขอขมากรรม แทนผู้ตาย ในช่วงนี้ลูกหลานจะต้องกราบพระแทนวิญญาณผู้ตาย หลังจากนั้น พระจะพาเดินกลับไปยังหน้าโต๊ะ ผู้ตายอีกครั้ง เพื่อเชิญกระถางธูปกลับที่ เป็นอันจบพิธี ซึ่งในพิธีมีความหมายเพื่อชำระอกุศลกรรมขอผู้ตาย ที่ในช่วงที่มีชีวิตอยู่อาจได้กระทำกรรมใดไว้โดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ บันนี้ลูกหลายของผู้ตาย อาศัยความกตัญญู ขอขมากรรมเหล่านั้นแทนท่าน เมื่อเสร็จพิธี ลูกสะใภ้จะถูกตามตัวให้ยกอ่างน้ำในห้องน้ำกงเต๊กไปเททิ้งตาม ธรรมเนียมที่ลูก สะใภ้ต้องปรนนิบัติพ่อแม่สามี ถ้าไม่มีสะใภ้ก็เป็นหน้าที่ลูกสาวไปแทน ช่วงบ่ายแก่ ๆ เป็นการ ไหว้ใหญ่แก่บรรพบุรุษ ของไหว้ประกอบด้วย 1. ข้าวสวย 6 ชาม 2. เหล้า 6 แก้ว 3. น้ำชา 6 แก้ว 4. กับข้าว 5 อย่าง แบ่งเป็น 10 ชุด 5. ซาแซ 1 ชุด 6. ผลไม้ 5 อย่าง 1 ชุด 7. ฮกก๊วยสีแดง 1 อัน 8. อั่งถ่อก๊วย 12 อัน 9. ข้าวสาร 5 กิโลกรัม 1 ถุง 10. ส้ม 24 ใบ 11. ขนมจันอับ 1 กิโลกรัม จำนวนถ้วยข้าว ตะเกียบ จะมี6 ชุด ที่ปักธูปชุดที่ 1 วางกลาง คือชุดปักธูปไหว้อากง - อาม่า หรือบิดามารดา ที่ปักธูปชุดที่ 2 อยู่ขวา เป็นชุดปักธูปไหว้พ่อตาแม่ยายของคุณพ่อ มีคำจีนเรียกว่า หวั่วกง หวั่วม่า ที่ปักธูปชุดที่ 3 ตั้งทางซ้าย เป็นชุดปักธูปไหว้พี่น้องของคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว


Click to View FlipBook Version