สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๖ พระทำพิธีสวดมนต์จนถึงตอนที่ลูกหลานต้องทำการไหว้ อาหารให้บรรพบุรุษ เมื่อไหว้สำรับกับข้าวบนโต๊ะแล้ว ก็ตามด้วยการไหว้กระดาษเงิน กระดาษทอง การไหว้หีบเสื้อผ้าให้บรรพบุรุษ ซึ่งจำนวนหีบเสื้อผ้านั้น จะไม่ถูกกำหนดไว้ตายตัว โดยจะนับตามจำนวนของลูกใน คือ คนในแซ่ จึงได้แก่ฝ่ายชายและสะใภ้ส่วนลูกนอกคือลูกสาวถือว่าแต่งงานไป แล้วใช้แซ่อื่น คือไปเป็นคนในตระกูลอื่นก็จะไม่ไหว้และไม่ฝากหีบเสื้อผ้าไปให้ แต่ถ้าบ้านใดรู้สึกผูกพันอยากไหว้ ก็ไม่ใช่ว่าผิด แต่การไหว้หีบเสื้อผ้าให้ก็ต้องเสียสตางค์ซื้อมา ถ้าเราอยากเสียเงินเพิ่มก็เป็นสิทธิของเรา เสร็จจาก การไหว้บรรพบุรุษจะเป็นพิธี “ซึงกิมซัว” แปลว่า ทลายภูเขาทอง เพื่อเป็นนัยอวยพรให้ลูกหลานรุ่งเรือง โดยเป็น การแสดงรำธงของพระจีนปลอม คือผู้ชายใส่ชุดพระสีแดงพร้อมหมวกพระจีนออกมาแล้วแสดงโชว์เป็นธรรม เนียมเฉพาะของคนจีนอำเภอเตี้ยเอี้ย และเป็นธรรมเนียมว่าลูกสาวที่ออกเรือนแล้วจัดมาไหว้บุพการีให้ได้ชมก่อน จะถึงพิธีกรรมการพาข้ามสะพานกงเต๊กไปไหว้พระพุทธในแดนสวรรค์ ก่อนเริ่มพิธีจะต้องมีการไหว้บูชา โดยลูกสาวที่ออกเรือนแล้วเท่านั้นมาจุดธูปไหว้ บอก ผู้ตายว่าจะไหว้ “ซึงกิมซัว” โชว์ ที่หน้าโต๊ะไหว้ ที่ตั้งพิเศษอัญเชิญภาพปฏิมาขององค์อมิตาภพระพุทธเจ้ากับของ พิเศษอย่างหนึ่ง น่าสนใจมาก เป็นถาดใส่ข้าวสาร ขันน้ำมนต์ เหรียญสตางค์ พร้อมซองอั่งเปา นับตามจำนวนลูก ของผู้ตาย ซึ่งถ้าลูกชายคนโตมีลูกชายคนโต ก็ต้องนับเพิ่มอีกหนึ่ง การข้ามสะพานกงเต๊ก พิธีกรรมข้ามสะพานของลูกหลาน คือการที่พระพาดวงวิญญาณมาส่งยังเขตแดน สวรรค์ โดยมีลูกหลาน กตัญญูตามมาส่งด้วย นั่นเอง ส่งเสร็จก็ข้ามกลับโดยทุกครั้งที่ข้ามสะพานลูกหลานทุกคน ต้องโยนสตางค์ลงในอ่างน้ำ ประหนึ่งเป็นการซื้อทางให้แก่ผู้ตายและตนเอง แต่จะมีข้อสำคัญว่า ถ้าลูกหลาน ที่เป็นผู้หญิงใครมีประจำเดือนจะไม่ให้ข้ามสะพานก่อนเริ่มพิธีลูกชายคนโตจะถูกต้องไปไหว้บูชาสะพานไหว้ธูป 2 ดอก ขนม และกระดาษเงินกระดาษทอง พิธีเริ่มจากการสวดมนต์ของพระที่ปะรำหน้าศพ สวดจนได้จังหวะของบทตอน พระ ทั้งหมดก็จะเดินขบวน โดยพระรูปที่ 2 จะเป็นผู้ถือโคมวิญญาณ ต่อจากแถวพระคือขบวนลูกหลาน โดยจะไล่ ตามศักดิ์ และอาวุโส ลูกในที่นี้คือลูกชายนำหน้า ลูกชายคนโตคือหัวขบวน ตามด้วยลูกชายคนต่อ ๆ มา ถ้าลูก ชายคนโตมีลูกชายตามศักดิ์แล้วลูกชายคนโตของลูกชายคนโตเท่านั้น ก็จะมาต่อท้าย เป็นลูกชายคนเล็ก แล้วจึง ตามด้วยลูกสะใภ้ แล้วตามด้วยลูกสาว ตามด้วยลูกเขย แล้วตามด้วยชั้นหลาน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๗ การข้ามสะพานจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงข้ามไปและช่วงข้ามกลับ ช่วงแรกจะ เป็นการพาดวงวิญญาณข้ามไปส่งแดนสวรรค์ เมื่อข้ามไปถึงพระจะหยุดขบวน พระจะวางโคมวิญญาณลงกับที่ เหล่าพระทั้งหมดล้วนก้มกราบพระพุทธ มีการจุดธูป 3 ดอก ให้ลูกชายคนโตไหว้ เพื่อเป็นการไหว้พระพุทธแทน ตัวผู้ตาย แล้วปักธูปลงในกระถางธูปของผู้ตายเอง จากนั้นขบวนพระก็จะพาขบวนลูกหลานข้ามกลับมายังโลก มนุษย์ โดยจะไม่ถือโคมวิญญาณกลับมาด้วย และขากลับจะต้องข้ามสะพานสวนทางกับขาไป ข้ามไปกี่รอบก็ต้อง ข้ามกลับจำนวนรอบเท่าเดิมเมื่อถึงโลกมนุษย์ ขบวนพระก็หยุด ลูกชายคนโตจะนำกระถางธูปไปวางไว้ที่ปะรำ หน้าศพ เจ้าหน้าที่จะนำหีบเสื้อผ้าของผู้ตายมาวางโดยมีโคมวิญญาณวางซ้อนบนหีบเสื้อ ผ้าอีกที จากนั้น ลูกหลานนั่งฟังพระสวดต่อ จนจบหนังสือมนต์เล่มสุดท้าย ซึ่งทุกครั้งที่มีการสวดมนต์จบเล่ม พระจะต้องนำ หนังสือมนต์นี้มา ให้ลูกชายเปิดดู แล้วยกสวดมนต์นั้นขึ้นจบถวาย เล่มสุดท้ายก็เช่นกันเสร็จพิธี ลูกหลานจะกราบ หน้าศพ 4 ครั้ง แล้วเหี่ยมหีบเสื้อผ้ากับโคมวิญญาณเพื่อนำไปเผา เช่นเดียวกับบรรดาของกงเต๊กอื่น ๆ ทั้งหมด ลูกหลานต้องช่วยกันเหี่ยมโดยมีหลักการว่าคนอื่นอาจช่วยยกของได้ แต่ลูกหลานเท่านั้นที่ต้องเป็นผู้เหี่ยมของ กงเต๊กทั้งหลาย และต้องเหยี่มทุกชิ้นไม่ขาดตกสิ่งใด ** หมายเหตุ ในการจัดงานศพแบบจีน ขณะที่แขกคารวะศพ ลูกหลาน ของผู้ตายจะนั่ง 2 ฝั่ง (ลูก ชายจะนั่งอยู่ด้านซ้ายและลูกสาวจะนั่งอยู่ ด้านขวาของประรำหน้าศพ) โดยเรียงตามศักดิ์ ลูกในลูกนอกเฉพาะใน ฝั่ง ของผู้หญิงลูกสะใภ้จะนั่งอยู่หัวแถว เพราะถือว่าลูกสะใภ้เป็นลูกใน และ ลูกสาวที่แต่งงานออกไปเป็นลูกนอก หลังจากนั้นจึงต่อด้วยขบวนหลานๆ ตามลำดับ เพื่อก้มศีรษะขอบคุณแขกที่มาร่วมงาน รวมของที่ใช้ในงานกงเต๊ก เช่น ม้า นก โคม และห้องน้ำ ธรรมเนียมการกราบ 1. พระ กราบ 3 ครั้ง 2. คนตาย (แบบไทย) กราบ 1 ครั้งแบบไม่แบมือ 3. คนตาย (แบบจีน) กราบ 4 ครั้งแบบแบมือ - กราบแบบคุกเข่า โดยเอามือจับหัวเข่าแล้วก้ม คำนับ 3 ครั้ง (กรณี ที่ผู้ตายมีอายุมากกว่า) - ยืนคำนับ โดยการเอามือไว้ข้างลำตัวแล้วโน้มตัว คำนับ 3 ครั้ง (กรณีที่ผู้ตายมีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากัน) หมายเหตุ กราบ 4 ครั้งหมายถึง พ่อ-แม่ พ่อ-แม่ มี ความเชื่อว่าถ้ากราบ 4 ครั้งแล้วลูกหลานจะโชคดีทุกเวลา การจัดพิธีศพของชาวจีนฮ่อมุสลิม ชาวจีนฮ่อมุสลิม เมื่อถึงแก่เสียชีวิต ผู้นำหรือคณะกรรมการประจำมัสยิดจะมีการประกาศเสียง ตามสายให้ชุมชนและคนทั่วไปที่มาละหมาดในมัสยิดรับทราบ มีการประสานติดต่อญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลหรือ ที่อื่น ๆ คนในชุมชนจะมีหน้าที่ในการบอกต่อ ๆ กัน เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบอย่างทั่วกัน มุสลิมจะฝังศพภายในแปดชั่วโมง หรือ ไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงหลังจากการเสียชีวิต หน้าที่การ ดำเนินการต่าง ๆ จะเป็นญาติและผู้นำศาสนา รวมทั้งคณะกรรมการฝ่ายกุโบร์ (สุสาน) จะประสานกับกลุ่มไปขุด หลุมฝังศพรอที่กุโบร์หรือสุสานอิสลาม (บ้านฮ่อ) แสงตะวัน ตั้งอยู่ใกล้กับสี่แยกแสงตะวัน ในขณะที่ญาติและผู้นำ พิธีจะนำศพไปที่สุสานอิสลามบ้านฮ่อเพื่ออาบน้ำศพและชำระให้ศพสะอาด หลังจากนั้นนำศพมาไว้บนผ้าขาว
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๘ สามชั้นให้มือศพอยู่ระดับอก เมื่อทำการห่อศพเป็นเรียบร้อยทางมัสยิดบ้านฮ่อจะประกาศเวลาละหมาด ทุกคนที่ เป็นญาติพี่น้องสมาชิกมัสยิดหรือมุสลิมอื่นในละแวกนั้นไปรวมตัวกันที่สุสานเพื่อเข้าร่วมละหมาดศพ (มายัต) เมื่อ ทำการละหมาดขอพรเสร็จแล้วจึงนำศพลงหลุมที่ขุดเตรียมไว้ ทุกคนจะตามส่งศพไปยังหลุมฝังศพเพื่อเป็นการ อาลัยและส่งศพเป็นครั้งสุดท้ายจึงถือว่าเสร็จพิธีศพ ในภาคค่ำหลังละหมาดประมาณสองทุ่ม ที่มัสยิดจะมีการอ่านคัมภีร์พร้อมสวดขอพรอุทิศสวน กุศลไปให้กับผู้เสียชีวิต พิธีกรรมสวดไว้อาลัยนี้จะทำขึ้นเป็นเวลาสามวัน คนที่มาร่วมบุญงานศพ (มายัต) ประกอบด้วยเครือญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง เด็ก ๆ ในชุมชน ทำให้เห็นบรรยากาศที่ครึกครื้น ทุกคนจะได้ฟังการ เทศนาธรรมและร่วมสวดบทในคัมภีร์อัลกุรอ่าน หลังจากนั้นจะมีการรับประทานอาหารค่ำด้วยกันพิธีทั้งหมดจะ เป็นการไว้อาลัยและแสดงความเสียใจต่อญาติผู้เสียชีวิต ข้อควรรู้ในการทำพิธีศพของคนจีน เนื่องด้วยความเชื่อต่าง ๆ ของคนจีน ทำให้การประกอบพิธีศพนั้น มาพร้อมกฎเกณฑ์ และข้อปฏิบัติ รวมไปถึงข้อห้ามหลาย ๆ อย่างที่ไม่ควรทำ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อในตระกูลหรือในครอบครัว ที่สืบต่อกันมาว่าจะเคร่งครัดมากน้อยแค่ไหน อันประกอบไปด้วยข้อปฏิบัติและข้อต้องห้ามดังต่อไปนี้ 1. ในระหว่างการเคลื่อนศพผู้ตาย ให้ลูกหลานก้มหน้าคุกเข่าบริเวณหน้าโลงศพผู้ตาย เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อตัวผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย 2. เมื่อมีการเคลื่อนโลงศพผ่าน ให้แขกเหรื่อในงานที่มาร่วมพิธีหันหน้าไปทางอื่น หรือ หันหลังให้กับโลงศพ 3. บางความเชื่อกล่าวไว้ว่าหากผู้ตายเป็นพ่อแม่ สามีภรรยา หรือญาติพี่น้องที่ใกล้ชิด จะมีการเก็บศพเอาไว้ในช่วงไว้ทุกข์ เป็นเวลา 49 วัน ก่อนจะนำไปฝังหรือเผา 4. คนจีนมีช่วงเวลาไว้ทุกข์ต่างกัน สั้นที่สุดคือ 49 วัน นานที่สุดคือ 3 ปี โดย ครอบครัวคนจีนที่เคร่งมาก ๆ จะจุดธูปเคารพผู้ตายทุก ๆ 7 วัน ในระหว่างช่วงเวลาของการไว้ทุกข์ 5. หากคนใกล้ชิดตาย คนจีนที่มีความเคร่งทางด้านความเชื่อมาก ๆ จะไม่ไปร่วมงาน มงคลใด ๆ ในช่วงหลังจากพิธีศพเป็นเวลา 1 ปี หรือมากที่สุด 3 ปี 6. ลูกหลานในช่วงพิธีศพจะต้องสวมใส่ชุดขาวบริสุทธิ์เพื่อไว้อาลัยให้กับผู้ตาย 7. ความเคร่งครัดในธรรมเนียมปฏิบัติต่าง ๆ ของพิธีศพคนจีน แตกต่างกันไปแล้วแต่ ครอบครัว แล้วแต่ตระกูล บางตระกูลที่เป็นจีนแท้จะมีกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติในพิธีศพที่ซับซ้อน แต่หากเป็น งานศพคนจีนที่มีเชื้อสายไทย อาจจะมีความยุ่งยากน้อยกว่า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้จัดหรือเจ้าภาพ ด้วย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๔๙ 5.2 การเจ็บป่วย ชาวจีนยูนนานใช้การรักษาแบบแพทย์สมุนไพร ทั้งไทยและจีน รวมถึงการรักษาแบบการแพทย์ สมัยใหม่ในกรณีที่เจ็บป่วยไม่สบายมาก แต่ถ้าเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อยก็จะใช้การซื้อยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จ และยาสมุนไพรมารักษา โรคประจําตัวส่วนใหญ่ คือ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มักจะใช้วิธีการขูดด้วยเหรียญ (กัวซา) ลูก หลาน ญาติจะพาไปหาหมอกรณีเวลาไม่สบาย เช่น โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลอ่างขาง โรงพยาบาลฝาง หรือคลินิกเอกชน การรักษาแบบการแพทย์สมัยใหม่ การกัวซา 5.3 การบวช คนจีนไม่นิยมทำพิธีบวชหรืออุปสมบท 5.4 การสู่ขวัญ ประเพณีสู่ขวัญ (เชิญขวัญ เรียกขวัญ) ที่อีสานเรียกว่า 'บาศรี' หรือ 'บายศรี' นั้น พ้องกับการ 'ร้องขวัญ-เรียกขวัญ' ของจีน ภาษาจีนเรียกว่า 'เจี้ยวเฮวิ๋น' หรือ 'จาวฮวิ่น' มักใช้สีแดงผูกข้อมือเพื่อเป็นสิริมงคล การเรียกขวัญของไทยและจีนมีความแตกต่างกัน คนไทยเดิมนอกจากมีพิธีส่งขวัญและงานศพแล้ว มักจะทำพิธีสู่ ขวัญหรือบายศรีต่าง ๆ เช่น สู่ขวัญข้าว ขวัญควาย ขวัญเจ้านาย ขวัญเด็ก ขวัญเรือน แต่คนจีนทำพิธีเรียกขวัญ เวลาเจ็บป่วย และส่งขวัญเวลาตายเท่านั้น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๐ 5.5 การแต่งงาน พิธีการแต่งงานของชาวจีนยูนนาน บิดามารดาชาวจีนยูนนานมักหมั้นเด็กของเขาไว้แต่เล็ก บาง ทีคู่หมั้นอยู่ต่างเมืองไม่เคยเห็นหน้าตากันเลย บางทีเป็นคนเมืองเดียวกัน ชาวฮ่อไม่มีสิทธิ์เสรีในการเลือกคู่ครอง สุดแล้วแต่บิดามารดาจะเห็นควร ที่หมั้นเมื่อโตเป็นหนุ่มสาวแล้วก็มี โดยมีแม่เสื่อคอยทำการติดต่อชักนำ และ เจรจาตกลงสู่ขอการแต่งงานมีขนบประเพณีแบบจีน คือ แต่งที่บ้านเจ้าสาวเลี้ยงน้ำร้อน น้ำชา สุรา อาหารแก่ แขก เจ้าบ่าวไปรับเอาเจ้าสาวไปอยู่บ้านตน เอาเจ้าสาวนั่งในเกี้ยวมีคนหาม ตลอดทางยิงปืนขึ้นบนท้องฟ้า ถ้า ใครยิงปืนมาก ถือว่าเป็นผู้มีเงินมีเกียรติพอถึงบ้านพ่อผัวแม่ผัว เจ้าสาวเข้าไปกราบไหว้กล่าวฝากเนื้อฝากตัว ขอให้เอ็นดู คิดเสมอเป็นธิดาในไส้ของตน ถ้ามีลูกแล้วบรรดาญาติพี่น้องจะทำพิธีผูกมือและนำเงินมาให้เป็น ของขวัญ หลังจากที่ได้แต่งงาน หรือหลังจากไหว้บรรพบุรษและญาติพี่น้องในวันตรุษจีน ฝ่ายชายจะต้อง “รวม ญาติ” คือ การเชิญญาติพี่น้องฝ่ายหญิงมาร่วมรับประทานอาหารร่วมกับญาติฝ่ายชายที่บ้านฝ่ายชาย ซึ่งถือเป็น มารยาทสำคัญที่ฝ่ายชายพึงกระทำ ในสมัยก่อนการที่เจ้าสาวจะแต่งงานต้องมีผ้าแดงคลุมหน้าไว้ เมื่อเข้าสู่ห้องหอแล้วเจ้าบ่าวจะ เป็นคนเปิดผ้าคลุมด้วยตัวเอง โดยมีที่มาจากตำนานว่า ในตอนที่จักรวาลเพิ่งถือกำเนิดขึ้น มีเพียงเทพบุตรและ เทพธิดาเท่านั้น เพื่อที่จะให้กำเนิดมนุษย์ พวกเขาจะต้องแต่งงานกันเสียก่อน แต่ด้วยความกระดากอาย เทพบุตร และเทพธิดาจึงอธิษฐานต่อฟ้า หากฟ้าเห็นด้วยกับการแต่งงานของพวกเขา ก็ขอให้เมฆมารวมกัน เมื่อสิ้นเสียง อธิษฐาน เมฆก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวมารวมกันเป็นก้อน เมื่อได้แต่งงานเทพธิดารู้สึกเขินอาย จึงนำพัดสานมาบังหน้า แต่ในเวลาต่อมาจึงนำผ้าคุลมสีแดงมาแทนเพราะสวยงามกว่า หลังจากเข้าห้องหอแล้ว เจ้าบ่าวจะใช้คันชั่งเปิดผ้า คลุมสีแดงของเจ้าสาวออก ซึ่งหมายถึง การสมปรารถนา บางตระกูลจะให้พ่อของเจ้าบ่าวเป็นผู้ใช้คันชั่งเปิดผ้า คลุมหน้าของเจ้าสาวออก ความหมายคือความเท่าเทียมกันของพ่อแม่เจ้าบ่าวและเจ้าสาว ตอนที่เปิดผ้าคลุมก็ไม่ ควรลืมที่จะนำผ้าคลุมสอดเข้าไปในอ้อมอกของแม่เจ้าบ่าว เพราะความหมายคือเจ้าสาวและแม่เจ้าบ่าวมีใจ ตรงกัน คันชั่งเป็นดั่งตัวแทนมังกร ส่วนมงกุฎที่เจ้าสาวสวมอยู่เป็นดั่งตัวแทนของหงส์ ดังนั้นการใช้คันชั่งเปิดผ้า คลุมของเจ้าสาวจึงหมายถึงมังกรเลือกหงส์ พิธีการแต่งงานสำหรับชาวจีนยูนนาน เมื่อร้อยปีที่แล้วสมัยการอพยพเข้ามาของพ่อค้าจีนยูน นาน พบว่าคนเหล่านี้มีแต่ผู้ชายที่เชี่ยวชาญในด้านการค้าและการสู้รบ เมื่อปักหลักในเชียงใหม่คนเหล่านี้ได้ แต่งงานกับผู้หญิงท้องถิ่น จากการบอกเล่าของ ดร.พันทวี ลูกของชาวจีนยูนนานฮ่อรุ่นแรก กล่าวว่า การแต่งงาน กับสาวเหนือของชาวจีนยูนนานในครั้งนั้น ไม่ได้มีพิธีรีตองมากมายอาศัยสินสอดเล็กน้อยและมีผู้นำพิธี พยานใน การทำพิธีแต่งงาน เป็นพิธีเรียบง่ายไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนของศาสนาเท่าใดนัก นอกจากนี้การแต่งงานไม่ได้ ประสงค์จะปักหลักที่นี่แต่ต้องการพาภรรยากลับไปยังยูนนาน แต่ด้วยทำเลที่เหมาะสมและสามารถทำรายได้จาก การค้า อีกทั้งการได้รับการยอมรับจากเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงทำให้คาราวานเหล่านี้ตัดสินใจปักหลักอยู่เชียงใหม่ สำหรับชาวจีนยูนนานรุ่นที่สอง ส่วนใหญ่จะเน้นการแต่งงานในกลุ่มมุสลิมมากกว่า เนื่องจาก ครอบครัวชาวจีนยูนนานมีลูกสาว ลูกชาย บ้างก็จัดแต่งในเครือญาติกันหรือแต่งกับมุสลิมปากีสถาน บังกลาเทศ ซึ่งช่วงนี้เป็นการแต่งงานเพื่อรักษาวงศ์ตระกูล ธุรกิจและที่สำคัญคือการรักษาศาสนา เนื่องจากชุมชนจีนยูนนาน เริ่มขยายจำนวนมากขึ้น ในยุคนี้การแต่งงานจะจัดพิธีใหญ่โตตามธรรมเนียมศาสนาและวัฒนธรรมจีน คือ การทำ พิธีที่มัสยิด ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้นำพิธี อิหม่ามหรือตัวแทน มีพ่อ ญาติผู้ใหญ่ล้อมรอบเป็นวงกลม โดยมีเจ้าบ่าว สินสอด อยู่ตรงกลางกับผู้นำพิธีและจะมีการกล่าวบทเทศนาผ่านไมโครโฟนที่ดังกึงก้องในอาคารมัสยิด หลังจาก นั้นจะมีการกล่าวให้เจ้าบ่าวปฏิญาณตนตอบรับเจ้าสาว โดยที่เจ้าสาวที่นั่งอยู่ด้านนอกพร้อมกับญาติฝ่ายหญิง เมื่อได้ยินคำถามจากผู้นำพิธีที่ถามว่า “...เจ้าชื่อ.... จะรับผู้ชายคนนี้เป็นสามีหรือไม่...” ทางเจ้าสาวจะตอบรับ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๑ ผ่านไมโครโฟนให้ผู้เป็นพยานทุกคนได้ยินหลังจากนั้นจะมีการเลี้ยงอาหารตามวัฒนธรรมจีนที่จัดเตรียมไว้สำหรับ ญาติ แขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานเช่น มีหมั่นโถว แกงเนื้อ แกงข้าวแป้ง ขนมหวาน พิธีข้างต้นนี้ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของหลักปฏิบัติ 5 ข้อปฏิบัติ คือประกอบด้วย หนึ่งเจ้าบ่าว สองวะลีย์ (ผู้ปกครองของเจ้าสาว) ซึ่งต้องเป็นผู้ปกครองทางฝ่ายหญิงที่เป็นผู้ชาย เช่น พ่อ พี่ชาย ญาติที่เป็นชาย สามพยานสองคน ต้องเป็นผู้ชายที่มีคุณธรรม คือ ผู้ที่เคร่งครัดทางศาสนา สี่คำกล่าวเสนอของวะลีย์ ห้าคำตอบ รับของเจ้าบ่าว หกสินสอด (มะฮฺฮัร) ข้อปฏิบัติในพิธีการแต่งงานเพียงหกข้อนี้ ทำให้ชายหญิงได้แต่งงานเป็นสามี ภารยากันอย่างถูกต้องตามหลักการอิสลาม การแต่งงานของจีนยูนนานเจ้าสาวจะต้องแต่งเข้าบ้านฝ่ายชายตามวัฒนธรรมจีน ที่จะเน้นชาย เป็นใหญ่ เจ้าสาวจะต้องเตรียมตัวเพื่อเข้าบ้านฝ่ายชายและหลังแต่งงานต้องเดินสายเข้าทำความรู้จักกับญาติพี่ น้องฝ่ายชาย แต่ทั้งนี้ เมื่ออยู่ประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับฝ่ายหญิงเป็นอย่างมาก ทำให้ทางฝ่ายชายต้อง เดินสายเข้าเยี่ยมทำความรู้จักญาติฝ่ายหญิงด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ชาวจีนฮ่อจึงให้เกียรติญาติของทั้งสองฝ่าย อย่างเท่าเทียมกัน ลำดับพิธีแต่งงานแบบจีน 1. ดูฤกษ์แต่งงาน คนจีนก็เหมือนคนไทย ที่ก่อนจะทำการสิ่งใดต้องมีการดูฤกษ์ดูชัย สำหรับคนไทยนั้นจะมีฤกษ์ มงคลสมรสออกมาทุกปี หรือบางครอบครัวอาจจะเอาวัน เดือน ปี เกิด ของคู่บ่าวสาวไปให้พระกำหนดฤกษ์ให้ คนจีนก็มีเหมือนกันกัน แต่คนจีนจะไม่ได้ไปหาพระ ปาป๊าและมาม้าของคู่บ่าวสาวจะนำวัน เดือน ปี เกิด ไปให้ ซินแสตรวจ เพื่อหาฤกษ์สำหรับวันจัดพิธีแต่งงานหรือวันรับตัวเจ้าสาว 2. พิธีหมั้น และยกขบวนขันหมาก ในวันหมั้น ทางฝ่ายเจ้าบ่าวจะจัดขบวนยกขันหมากและสินสอดทองหมั้นมาที่บ้านเจ้าสาว ตรง ขั้นตอนนี้จะเหมือนพิธีแบบไทย เจ้าบ่าวจะต้องผ่านด่านประตูเงิน – ประตูทองให้ได้ เพื่อไปหาเจ้าสาว หลังจาก ที่เจ้าบ่าวเจอเจ้าสาวแล้ว จะเข้าสู่ลำดับพิธีการถัดไป พ่อ-แม่ทางฝั่งเจ้าสาวจะเช็คสินสอดทองหมั้น เมื่อเรียบร้อย แล้ว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะสวมแหวนหมั้นให้กับเจ้าสาว ญาติผู้ใหญ่ต่างแสดงความยินดีและอวยพรเพื่อความเป็นสิริ มงคล ปิดท้ายด้วยการกินเลี้ยงเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีหมั้น แต่ก่อนกลับนั้น ฝ่ายเจ้าสาวจะเก็บเครื่องขันหมากไว้ ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะคืนให้กับเจ้าบ่าว รวมทั้งจะนำสิ่งที่ทางเจ้าสาวเตรียมไว้มอบให้กับเจ้าบ่าว นั่นก็คือ เอี๊ยมแต่งงาน ห่อเมล็ดพืชพร้อมเสียบปิ่นทอง กล้วย ส้มเช้ง และหัวใจหมู 3. พิธีร่ำลาครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาว เช้าวันแต่งงานและส่งตัวเจ้าสาว เจ้าสาวจะแต่งตัวสวยที่สุดในชุดกี่เพ้าสีแดง ปักปิ่นเงิน ปิ่น ทองและใบทับทิมที่แม่เจ้าสาวมอบให้ ห้ามใส่สีชมพูเด็ดขาด เพราะคนจีนมองว่าการที่เจ้าสาวใส่ชุดกี่เพ้าสีชมพู แสดงว่าเจ้าสาวแต่งงานเป็นครั้งที่สอง หรือไปเป็นเมียน้อยเจ้าบ่าวนั่นเอง หลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าสาวจะมาไหว้ฟ้าดิน ไหว้บรรพบุรุษและทานอาหารร่วมกับครอบครัว โดยพ่อหรือแม่จะคีบอาหารมงคลให้ เจ้าสาว เพื่อเป็นการอวยพรให้กับลูกเป็นครั้งสุดท้าย อาหารมงคลประกอบไปด้วย 1. เส้นหมี่อวยพรให้ลูกและคนรักมีอายุยืนยาวและรักกันยาวนานเป็นหมื่น ๆ ปี 2. ปลา ขอให้ลูกและคนรักมีกินมีใช้เหลือเฟือ 3. ไก่ขอให้ลูกและคนรักมีความกล้าหาญและเที่ยงตรง 4. ตับหมูขอให้ลูกและคนรักมีแต่ความเจริญก้าวหน้า 5. หัวใจหมูขอให้หัวใจของลูกและคนรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๒ 6. ไส้หมูและกระเพราะหมูถ้าเจอการเปลี่ยนแปลง ก็ขอให้มีการเปลี่ยนแปลงไปใน ทิศทางที่ดี 7. ปูขอให้ทั้งคู่มีแต่ความขยัน คล่องแคล่วว่องไว 8. เห็ดหอม ขอให้ชีวิตคู่หอมหวานเหมือนดั่งเห็ดหอม 9. ผักกุ้ยช่าย ขอให้ทั้งคู่ครองคู่กันยาวนานตราบชั่วนิจนิรันดร์ 10. ผักเกาฮะไช่ขอให้ลูกและคนรักเป็นคู่รักที่รักกันมาก 4. พิธีส่งตัวเจ้าสาว เมื่อได้ฤกษ์ ทางเจ้าบ่าวจะเดินทางมาที่บ้านเจ้าสาว เพื่อรับตัวเจ้าสาว ในระหว่าง ที่เจ้าสาวรอ เจ้าบ่าวมารับอยู่นั้น จะนั่งถือพัดแดงรอเจ้าบ่าวในห้องและให้ญาติๆ เจ้าสาวเป็นผู้ต้อนรับเจ้าบ่าว เมื่อเจ้าบ่าว เข้ามาถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว จะต้องไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ และไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่า ตนเองและเจ้าสาวเป็นครอบครัวเดียวกัน จากนั้นเจ้าบ่าวจะเข้าไปรับตัวเจ้าสาว มอบช่อดอกไม้ให้ และนั่งรับประทานขนมอี๊สีชมพู ด้วยกัน เมื่อทานขนมเสร็จ ทั้งสองจะกราบลาพ่อแม่ของเจ้าสาว เพื่อเดินทางกลับบ้านของเจ้าบ่าว ซึ่งในการ เดินทางครั้งนี้ เจ้าสาวจะต้องนำสิ่งของที่เตรียมไว้นำไปด้วย คุณพ่อของเจ้าสาวจะพาเจ้าสาวขึ้นรถพร้อมอวยพร ส่วนญาติทางฝั่งเจ้าสาวที่เป็นคนถือ ตะเกียง สามารถนั่งรถไปคนเดียวกับเจ้าสาวหรือแยกไปคนละคันก็ได้ เมื่อถึงบ้านเจ้าบ่าวแล้ว ญาติผู้นี้จะนำ ตะเกียงไปวางไว้ห้องนอนของคู่บ่าวสาว พร้อมจุดทิ้งไว้ทั้งคืน เมื่อคู่บ่าวสาวเข้ามาในบ้านเรียบร้อยแล้ว คู่บ่าวสาวจะคำนับฟ้าดินหนึ่งครั้ง คำนับบรรพบุรุษ หนึ่งครั้ง และคำนับกันเองหนึ่งครั้ง เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่าทั้งสองแต่งงานกันแล้ว ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน 5. พิธีปูเตียงเรียงหมอนแบบจีน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๓ พิธีปูเตียงเรียงหมอนแบบจีนนั้น คล้าย ๆ กับพิธีปูเตียงเรียงหมอนแบบของไทยเลย ต้องให้คู่สามี-ภรรยาที่มีคุณธรรม มีลูกหลานอยู่ครบ เป็นคนทำพิธีให้เหมือนกัน ลำดับพิธีการจะคล้าย ๆ กัน แต่ จะต่างตรงที่สิ่งของใช้ในพิธี ประกอบไปด้วย 1. ผ้าปูที่นอนสีแดง 2. หมอนหนุน 2 ใบพร้อมปลอกหมอนสีแดง 3. ส้ม 4 ผล 4. โหง่วเจ๋งจี้ถุงใส่เมล็ดพันธ์ุ 5 ชนิด พร้อมวางยอดทับทิมไว้ด้านบน 5. แผ่นกระดาษอักษรมงคล ไว้สำหรับติดหน้าบ้าน หน้าห้องหอ และหัวเตียง 6. ตัวอักษรซังฮี้สีแดงตัวใหญ่ สำหรับติดไว้ตรงหัวเตียงและกระจกโต๊ะเครื่อง แป้ง เมื่อทำพิธีปูเตียงเสร็จเรียบร้อย จะนำส้ม 4 ผลไปวางไว้ตรงมุมเตียง 4 ด้าน และอีก 4 ผลที่เหลือ วางไว้ในจานที่มีตัวอักษรซังฮี้สีแดงติดอยู่ จากนั้นนำไปวางไว้กลางเตียงพร้อมกับโหงวเจ๋งจี๊ แต่กระดาษซังฮี้ที่ติดไว้ตรงหัวเตียงและกระจกโต๊ะเครื่องแป้งอย่างเพิ่งเอาออก ให้เจ้าสาวเป็นคนแกะออกเมื่อกิน เลี้ยงตอนค่ำเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับเข้ามาในห้องหออีกครั้ง สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะถือเคล็ดว่า ถ้าในห้อง หอมีกระจกเงาให้นำตัวอักษรสีแดงมาปิดไว้กันการสะท้อนเงาของหญิงอื่น เจ้าบ่าวจะต้องมีเจ้าสาวคนเดียว เท่านั้น 6. พิธียกน้ำชา พิธียกน้ำชาหรือพิธีซังเต๊ ซึ่งตามพิธีแบบดั่งเดิม จะจัดขึ้นในวันรุ่งขึ้น โดยพิธีนี้เป็นพิธีที่แสดง ความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมพิธีจะต้องนั่งเรียงลำดับตามความอาวุโส โดยญาติฝ่ายชายจะอยู่ ซ้ายมือและคนที่เป็นคู่สามี-ภรรยาจะต้องนั่งติดกันด้วยกัน บ่าวสาวจะนั่งคุกเข่ารินน้ำชาใส่ถ้วยวางบนถาด ใช้สองมือยกถาดขึ้นพร้อมกัน และส่งให้ผู้ใหญ่ดื่มจนหมดถ้วย ซึ่งหมายถึงการยอมรับเจ้าสาวเข้าเป็นสมาชิกใหม่ ในครอบครัว จากนั้นญาติผู้ใหญ่จะอวยพรและให้ซองอั่งเปาเป็นของขวัญ ซึ่งทางคู่บ่าวสาวจะให้ของตอบแทน เป็นของรับไหว้ 7. พิธีคำนับฟ้าดิน ไหว้บรรพบุรุษเพื่อแจ้งให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ว่าครอบครัวนี้กำลังมีสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ ในบ้าน และเพื่อขอพรให้อยู่กันอย่างราบรื่น เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องทำการคำนับสามครั้ง คือ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๔ คำนับฟ้าดิน คำนับพ่อแม่ คำนับซึ่งกันและกัน การจัดงาน การจัดงานจะจัดงาน 2 วัน โดยวันแรกจะจัดที่บ้านผู้หญิง วันที่สองจัดที่บ้านผู้ชาย การแต่งกายจะนิยมแต่งกายด้วยสีแดง สีชมพู สีทอง สีน้ำเงิน และสีขาว สิ่งที่เจ้าบ่าวต้องเตรียม โดยครอบครัวเจ้าบ่าวมีหน้าที่ต้องเตรียมเครื่องขันหมากและสินสอดทองหมั้นให้ครบ ดังนี้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๕ 1. ส้มเช้ง จำนวนลูกส้มแล้วแต่ฝ่ายเจ้าสาวเป็นคนกำหนด แต่ต้องเป็นจำนวนคู่เท่านั้น ผลส้มที่นำมาจะต้องมีตัวหนังสือซังฮี้สีแดงติดไว้ทุกผล โดยเชื่อกันว่าจะมีความโชคดีเข้ามาในชีวิต 2. กล้วย 1 เครือ ต้องใช้กล้วยดิบสีเขียวเครือใหญ่ ในหนึ่งเครือต้องมีจำนวนหวีเป็น เลขคู่เพื่อความมงคล ก้านเครือพันด้วยกระดาษสีแดง ส่วนผลกล้วยให้ติดตัวหนังสือสีแดงซังฮี้ไว้เช่นกัน สาเหตุที่ ต้องใช้กล้วยทั้งเครือ เพราะชาวจีนเชื่อว่า คู่บ่าวสาวจะมีลูกหลานมากมายสืบเชื้อสายสกุล ที่สำคัญหลังเสร็จสิ้น พิธีมงคลสมรสแล้ว เจ้าบ่าวจะต้องนำกล้วยเครือนี้กลับบ้านไปด้วย 3. ต้นอ้อย 1 คู่ ด้วยความที่น้ำอ้อยมีรสชาติที่หวาน ดังนั้น ต้นอ้อย 1 คู่นี้ จึงแสดงถึง ความรักของคู่บ่าวสาวที่หวานชื่น 4. ชุดหมูสด จะต้องจัดเตรียมชุดหมู 3 ถาด โดยชิ้นส่วนของหมูทุกชิ้นจะต้องติด ตัวหนังสือซังฮี้สีแดง - ถาดแรก ประกอบไปด้วย หัวหมู1 หัว เท้า 4 ข้าง และหาง 1 หาง - ถาดที่สอง ประกอบไปด้วย ขาหมูสด 4 ขา - ถาดที่สาม ประกอบไปด้วย เนื้อหมูส่วนท้องของแม่หมูที่เรียกว่า “โต้ว เตี๊ยบะ” เพื่ออวยพรให้ฝ่ายเจ้าสาวท้องลูกผู้ชาย 5. ชุดขนมหมั้นและขนมแต่งงาน (ขนมจันอับ) ทางเจ้าบ่าวจะต้องจัดชนิดและจำนวน ชุดขนมหมั้นและขนมแต่งงานตามที่ทางฝ่ายเจ้าสาวกำหนดมา ซึ่งในพิธีแต่งงานจีนจะใช้ขนม 4 สี หรือที่เรียกว่า “ซี้เส็กหม่วยเจี๊ยะ” หรือบางบ้านจะใช้ขนม 5 สี ที่เรียกว่า “โหงวเส็กทึ้ง” ได้แก่ - ขนมเปี๊ยะโรยงา เพื่อความสิริมงคล - ขนมถั่วตัด อวยพรให้คู่บ่าวสาวมีชีวิตที่ดี เจริญงอกงาม - ขนมข้าวพองทุบ ขอให้มีแต่ความสุข ความเจริญ - ขนมเหนียวเคลือบงา ให้ความรักของคู่บ่าวสาวเหนียวแน่นตัดไม่ขาด - ขนมโก๋หมายถึง ความร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา 6. เงินสินสอดและทอง เงินสินสอดและทองนี้ขึ้นอยู่กับฝ่ายเจ้าสาวจะเรียกเท่าไหร่ โดยครอบครัวเจ้าสาวจะเป็นคนรับสินสอดไว้ ส่วนทองนั้นครอบครัวเจ้าสาวจะให้เจ้าสาวเก็บไว้และใส่ในพิธี แต่งงาน ทองที่ว่าไม่ใช่ก้อนทองคำแต่อย่างไร แต่หมายถึง ทอง 4 อย่าง ได้แก่ สร้อยทอง กำไลทอง เข็มขัดทอง และต่างหูทอง 7. ของเซ่นไหว้บ้านเจ้าสาว ควรเตรียมไว้ 2 ชุด สำหรับไว้เจ้าที่เจ้าทางและสำหรับ ไหว้บรรพบุรุษ โดยส่วนมากของเซ่นไหว้จะต้องประกอบไปด้วย ของคาว อาหาร 10 อย่าง ขนมหวาน ผลไม้ เหล้า ธูปเทียน และดอกไม้ 8. เถ้าแก่นำขบวนขันหมาก ควรเรียนเชิญผู้ใหญ่ที่น่านับถือ และมีชีวิตครอบครัว ที่ราบรื่นมีแต่ความสุข เพื่อความเป็นสิริมงคล
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๖ สิ่งที่เจ้าสาวต้องเตรียม ตามธรรมเนียมจีนแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวที่จะต้องไปอยู่บ้านเจ้าบ่าว จะต้องเตรียมสิ่งของ เครื่องใช้ต่าง ๆ ติดตัวไปด้วย รวมทั้งสิ่งของที่ต้องใช้ในงานพิธี ซึ่งมีดังนี้ 1.เอี๊ยมแต่งงาน เป็นเอี๊ยมผ้าแพรสีแดง มีกระเป๋าเล็กๆ ตรงอกเสื้อ ปักคำว่า “แป๊ะนี้ ไห่เล่า” ซึ่งแปลว่า อยู่กินกันจนแก่เฒ่า 2. เชือกแดงผูกเอี๊ยม ติดตัวหนังสือสีแดงซังฮี้ และมีแผ่นหัวใจสีแดงสำหรับติด เครื่องประดับเพชรหรือทอง 3. ห่อเมล็ดพืช 5 ชนิด พร้อมเสียบปิ่นทอง และต้นชุงเฉ้า 2 ต้น ใส่ไว้ในช่องกระเป๋า เอี๊ยมแต่งงาน ซึ่งเมล็ดพืชนี้ สื่อถึง ความเจริญงอกงามและมีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง 4. พัดสีแดง ไว้สำหรับให้เจ้าสือตอนส่งตัว 5. กล้วย 1 เครือ ใช้กล้วยดิบสีเขียวเครือใหญ่ ในหนึ่งเครือต้องมีจำนวนหวีเป็นเลขคู่ เพื่อความมงคล ก้านเครือพันด้วยกระดาษสีแดง ส่วนผลกล้วยให้ติดตัวหนังสือสีแดงซังฮี้ไว้เช่นกัน หลังเสร็จงาน พิธีแล้วยกให้ฝ่ายเจ้าบ่าวนำกลับบ้าน 6. ส้มเช้งเขียว ตามจำนวนที่เป็นเลขคู่ ติดตัวอักษรสีแดงซังฮี้ทุกลูก หลังเสร็จสิ้นพิธีให้ เจ้าบ่าวนำกลับบ้านเช่นกัน 7. ชุดหมูสด โดยฝ่ายเจ้าสาวเตรียมแค่ถาดเดียว ภายในถาดประกอบไปด้วย หัวใจทั้ง ยวงที่มีทั้งปอดและตับติดไปด้วย หลังเสร็จพิธีแต่งงาน ฝ่ายเจ้าสาวจะแบ่งหัวใจหมูครึ่งหนึ่งให้กับเจ้าบ่าว เพื่อนำ กลับไปทำอาหาร เพื่อสื่อถึงคู่บ่าวสาวมีหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน 8. ของใช้ส่วนตัว ที่ต้องนำติดตัวไป ได้แก่ ถังน้ำสีแดง 2 ใบ กะละมังสีแดง 2 ใบ กระป๋องน้ำสีแดง 2 ใบ กระโถน ถาดสีแดง กรรไกร ด้าย เข็ม และกระจก อย่างละ 2 ชิ้น 9. ชุดเครื่องนอน ถ้าเป็นสีแดงยิ่งดี ต้องเตรียมไปทั้ง ผ้าปูที่นอน หมอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และหมอนข้าง อย่างละ 2 ชุด 10. หวี 4 เล่ม ซึ่งคนจีนเชื่อว่าจะได้มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล 11. กาและถ้วยน้ำชา สำหรับทำพิธียกน้ำชา 12. คนรับพานขันหมาก 2 คน 13. คนกั้นประตูเงิน – ประตูทอง จำนวนเป็นคู่ 14. คนแจกของชำร่วย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๗ 15. คนถือตะเกียงนำขบวนรถส่งตัวเจ้าสาว ซึ่งต้องเป็นญาติผู้ชาย เพื่อเป็นเคล็ดให้ เจ้าสาวมีบุตรชาย 5.6 เทศกาล/ประเพณี 5.6.1 ประเพณีการไหว้เจ้า ประเพณีการไหว้เจ้า ในเทศกาลตรุษจีนและสารทจีน เทศกาลตรุษจีน เป็นวันขึ้นปี ใหม่ของชาวจีน ก่อนถึงวันตรุษจีน ชาวจีนจะทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ ก่อนวันตรุษจีนหนึ่งวันจะเป็น วันจ่าย ต้องซื้อหาเตรียมข้าวของทุกอย่างในวันนี้ ในวันไหว้ต้องไหว้เจ้าในตอนเช้า ไหว้บรรพบุรุษตอนสาย และ วันถือ คือวันตรุษจีน โดยถือว่าทุกวันนี้ทุกคนจะพูดและกระทำแต่สิ่งที่ดีงามเป็นมงคล ไม่มีว่าให้ร้ายกันแต่จะกล่าวคำ อวยพรที่ว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้” หมายความว่า “ขอให้โชคดีปีใหม่” ในวันนี้จะไม่มีการทำงานใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น ห้ามกวาดบ้านเพราะจะเป็นการกวาดสิ่งดี ๆ ออกไป และนำสิ่งไม่ดีเข้าบ้าน การแต๊ะเอีย จะกระทำในบ้าน ที่มีฐานะค่อนข้างดี นายจ้างจะให้ลูกจ้าง และให้กันเองในครอบครัว พ่อแม่มอบให้ลูกหลานโดยการนำเงินที่ แต๊ะเอียใส่ซองแดง และถ้าเป็นไปได้เงินที่ให้จะต้องมีเลขที่เป็นสิริมงคลของจีน คือ เลข ๔ การเล่นไพ่ในวัน ตรุษจีน ภายในครอบครัวจะตั้งวงเล่นไพ่ โดยเฉพาะการเล่นไพ่ยี่อิดซึ่งจะถือเป็นการเสี่ยงทาย ถ้าเล่นได้ คือ ความเฮง (โชคดี) ตลอดปี 5.6.2 ประเพณีตรุษจีน วันตรุษจีน ตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฎิทินจันทรคติ เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไป ว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่าง ๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูกทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่าง หน้าบ้าน ยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็น สีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูกประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืน เป็นต้น ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว วันจ่าย คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และ เครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๘ วันไหว้คือตอนเช้ามืดจะไหว้ “ป้ายเล่าเอี๊ย” (拜老爺 / 拜老爷) เป็นการ ไหว้เทพเจ้าต่าง ๆ เครื่องไหว้ ประกอบด้วย ของคาว หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา แล้วแต่ว่าจะไหว้มากหรือน้อย ไหว้ 3 อย่าง เรียกว่า ชุดซาแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่ ไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า ชุดโหงวแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา ขนมไหว้ ฮวกก้วย หรือ ขนมถ้วยฟู คักท้อก้วย หรือ ขนมกุยช่าย (เป็นไส้ชนิดใดก็ได้) ขนมจับอัน ซาลาเปา ขนมไหว้นี้ต้องมีสีชมพู หรือมีแต้มจุดสีแดง ขนมไหว้พิเศษ ขนมเข่ง ขนมเทียน ต้องมีอยู่เป็นหลักผลไม้ มีส้ม กล้วยทั้งหวีเลือกเขียว ๆ องุ่น แอปเปิล ชมพู่ ลูกพลับ เครื่องดื่ม น้ำชา 5 ที่ ถ้าหากมีของคาวจะไหว้เหล้า ด้วยก็ได้ โดยจัด 5 เช่นกัน กระดาษเงิน กระดาษทอง ชุดไหว้เจ้าที่ จำนวนธูปไหว้คนละ 5 ดอก จำนวนชนิดของ ขนมไหว้ นิยมให้สอดคล้องกับของคาว เช่นไหว้ของคาว 3 อย่าง ขนม 3 อย่าง ผลไม้ 3 อย่าง ตอนสาย จะไหว้ “ป้ายแป๋บ้อ” (拜父母) คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่ น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะ ประกอบด้วยของคาว หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา แล้วแต่ว่าจะไหว้มากหรือน้อย ไหว้ 3อย่าง เรียกว่า ชุดซาแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่ ไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า ชุดโหงวแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา กับข้าว นิยม 8 อย่าง หรือ 10 อย่าง โดยให้มีของน้ำ 1 อย่าง ข้าว ข้าวสวยใส่ชามพร้อมตะเกียบ จำนวนชุดตามจำนวนบรรพ บุรุษ นิยมนับถึงแค่รุ่นปู่ย่า ขนมไหว้ ฮวกก้วย หรือ ขนมถ้วยฟู คักท้อก้วย หรือ ขนมกุยช่าย (เป็นไส้ชนิดใดก็ได้) ขนมจับอัน ซาลาเปา ขนมไหว้นี้ต้องมีสีชมพู หรือมีแต้มจุดสีแดง ขนมไหว้พิเศษ ขนมเข่ง ขนมเทียน ต้องมีอยู่ เป็นหลัก ผลไม้ มีส้ม กล้วยทั้งหวีเลือกเขียว ๆ องุ่น แอปเปิล ชมพู่ ลูกพลับ เครื่องดื่ม น้ำชา 5 ที่ ถ้าหากมีของ คาวจะไหว้เหล้าด้วยก็ได้ โดยจัด 5 เช่นกัน กระดาษเงิน กระดาษทอง ต้องมีอ่วงแซจิ่ว สำหรับใบเบิกทางให้ บรรพบุรุษลงมารับของไหว้ ทองแท่งสำเร็จรูป แบงค์กงเต็ก ค้อซี ฯลฯ จะมากหรือน้อยแล้วแต่เรา จำนวนธูปไหว้ คนละ 3 ดอก หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็น เวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหาร ร่วมกัน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๕๙ ตอนบ่าย จะไหว้ “ป้ายฮ่อเฮียตี๋”(拜好兄弟) เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไป แล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุด ประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเพื่อเป็นสิริมงคล วันเที่ยว คือ “วันตรุษจีน” หรือวันปีใหม่จีน ผู้คนจะเดินทางไปเที่ยวพร้อมครอบครัว หรือไปพบปะผู้ใหญ่ที่เคารพ ถือเป็นวันแห่งสิริมงคล การแต่งกาย เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ อั่งเปา (ซองแดง) – ประเพณีการให้ของคนจีน คำว่า “อั่งเปา” ในภาษาจีนกลางเรียกว่า “หงเป่า” หรือเรียกอีกว่า “หงเฟิงเปา” ที่กวางตุ้ง ฮ่องกง ละมาเก๊า เรียกว่า “ลี่ซื่อ” เป็นของขวัญเล็ก ๆ โดยเอาเงินใส่ในซองสีแดงแล้วปิด การใช้สีแดง นั้นเนื่องจากสีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีชีวิตชีวาความสนุกสนานและความโชคดี การให้อั่งเปานิยมให้กับ ผู้น้อยที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ (ตามทรรศนะของคนจีน คนที่แต่งงานแล้วถือว่าเป็นผู้ใหญ่) แสดงถึงการนำสิ่งดี ๆ ความ ปรารถนาดีและโชคลาภมาให้แก่พวกเขา การให้อั่งเปาไม่เพียงแค่ทำให้เด็ก ๆ มีความสุข เบิกบานใจ ที่สำคัญ อยู่ที่กระดาษแดง เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ด้วยเหตุนี้ การเปิดซองอั่งเปาต่อหน้าผู้ใหญ่หรือผู้ให้ ถือ เป็นเรื่องไม่มีมารยาท การคารวะตรุษจีน หรืออวยพรปีใหม่นั้น ผู้ใหญ่จะเตรียมเงินแต๊ะเอีย 压岁钱 ให้ พร้อมเพื่อให้แก่ผู้น้อย กล่าวกันว่า เงินแต๊ะเอียสามารถใช้สะกดสิ่งชั่วร้ายได้ ด้วยเสียงคำว่า “ซุ่ย 岁” พ้อง เสียงกับคำว่า “祟” เมื่อผู้น้อยได้รับเงินแต๊ะเอียแล้วจะมีความสงบสุขไปตลอดปี เงินแต๊ะเอียมีสองประเภท ประเภทที่หนึ่งนำเหรียญจีนร้อยเป็นพวงยาวเหมือนมังกร วางไว้ที่ท้ายเตียง เรื่องนี้มีการบันทึกในบันทึกเวลาที่ เอี้ยนจิง อีกประเภทหนึ่งเป็นแบบที่พบเห็นกันบ่อย กล่าวคือ เป็นเงินที่ผู้ใหญ่นำมาใส่ไว้ในซองสีแดงแล้วมอบให้ เด็ก เงินแต๊ะเอียเป็นเงินที่ผู้ใหญ่ให้ตอนผู้น้อยไปเยี่ยมคารวะ หรืออวยพรตรุษจีน หรืออาจจะให้เด็ก ๆ ตอนนอน หลับในคืนสุดท้ายของปี โดยผู้ใหญ่จะแอบ ๆ เข้าไปในห้องนอนแล้ววางไว้ใต้หมอนของเด็ก ๆ ในคืนนั้นชาวบ้าน เข้าใจว่าการให้เงินแต๊ะเอียแก่เด็ก ๆ ขณะที่ภูตผีปิศาจชั่วร้าย หรือเหนียน มาทำร้ายเด็ก ๆ เด็ก ๆ สามารถใช้เงิน เหล่านี้เป็นสินบนแก่พวกเขา สามารถกลับร้ายเป็นดีได้ ในบทกลอนของกวีจีน “ยาซุ่ยเฉียน” ของกวีนามว่า อู๋ม่านเหวิน ได้เขียนไว้ว่า “เงินเหรียญร้อยเรียงด้วยเชือกสี แบ่งที่มีเก็บออมซุกหมอนหนุน ซื้อประทัดต่อรอง ราคาทุน มีลูกชายอีกคนเพิ่มครื้นเครง ด้วยเหตุนี้ “ยาซุ่ยเฉียน” ถือเป็นการเชื่อมโยงจิตใจเด็ก ๆ และเงินเหล่านี้ เด็ก ๆ สามารถนำไปซื้อสิ่งที่ตนต้องการได้ เช่น ประทัด ของเล่นหรือลูกอม เป็นต้น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๐ ปัจจุบันประเพณีการที่ผู้ใหญ่ให้แต๊ะเอียแก่ผู้น้อย ยังเป็นที่นิยมกันมาก เงินที่ใส่ในแต๊ะเอียมีตั้งแต่ไม่กี่บาทจนถึง หลายร้อยบาท เงินแต๊ะเอียเหล่านี้เด็ก ๆ จะใช้ซื้อหนังสือหรือเครื่องเรียนเครื่องเขียน และยุคสมัยใหม่นี้ได้เพิ่ม ค่านิยมของการให้เงินแต๊ะเอีย อั่งเปา มีมาตั้งแต่เมื่อไรกันแน่กล่าวกันว่าการให้อั่งเปานิยมแพร่หลายมานานแล้ว แต่คนสมัยนั้นใช้กระดาษแดงสดสื่อนัยสิริมงคล ห่อประโยคอวยพรที่เขียนไว้ใบหนึ่ง ส่งไปอวยพรญาติสนิทมิตร สหาย เพื่อแสดงน้ำใจ เมื่อถึงก่อนปี ค.ศ.300 คนเราปรับเปลี่ยนกระดาษสีแดงเหลี่ยม ๆ ห่อเงินเหรียญปิดไว้ เรียกว่า “ลี่ซื่อ” เป็นถุงอั่งเปาแบบแรก ๆ ประมาณปี ค.ศ.1900 เทคนิคการพิมพ์ใช้กันแพร่หลาย สมัยนั้นมีวิธี ทำซองอั่งเปาง่าย ๆ เพียงแค่ใช้กระดาษแดงแล้วใช้เนยพิมพ์ไว้ด้านบน แล้วโรยผงทองบนเนย ผลใกล้เคียงกับ ซองอั่งเปาที่พิมพ์ทองในปัจจุบัน และรูปลายก็ง่าย แล้วใส่คำมงคลลงไปด้วย การให้อั่งเปาเป็นประเพณีแต่ดั้งเดิม ของจีน ที่พบบ่อยมักจะให้กันในวาระโอกาสเฉลิมฉลองมงคลต่าง ๆ เช่น เทศกาลตรุษจีน งานแต่งงาน งานวัน เกิด ซึ่งจะใช้เงินเป็นการส่งของกำนัลให้แก่ผู้อื่น จำนวนเงินที่ใส่ในอั่งเปามักจะเป็นเลขมงคล เช่น แปด หรือไม่ ก็เลขคู่สองตัวลงท้าย เป็นต้น ซองอั่งเปาดั้งเดิมเป็นกระดาษแดงแผ่นหนึ่งห่อเงิน ต่อมามีการพัฒนาซองใส่อั่งเปา แต่หลายปีมานี้ได้มีการผลิตด้วยเครื่องจักร เป็นซองปิดเล็ก ๆ ก่อนเทศกาลตรุษจีน หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ก็มีการทำซองอั่งเปาเองเพื่อส่งให้แก่ลูกค้า ในประเทศจีนประเพณีการให้อั่งเปาโดยทั่วไปจะให้กันระหว่างญาติ สนิทมิตรสหายเท่านั้น ส่วนที่ไต้หวันนิยมให้อั่งเปากับคนที่ไม่ได้ทำงาน หรือคนที่เพิ่งทำงานหรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีงาน ทำ เป็นต้น การให้อั่งเปาค่อนข้างจะกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น เด็ก ๆ ของเพื่อนบ้าน ระหว่างเพื่อนร่วมงานที่คบ กันทั่วไป ก็สามารถให้ฮั่งเปากันได้ แต่อั่งเปาลักษณะนี้จำนวนเงินมักไม่มาก บางคนใส่เพียงห้าหยวนหรือสิบ หยวนเท่านั้น ทุกวันนี้คนจำนวนมากคุ้นเคยกับการใช้เงินธนบัตรใหม่ ๆ มาใส่ในซองฮั่งเปาประเทศจีน บางคน เห็นว่านอกจากดูสวยแล้วยังมีนัยว่า “เก่าไปใหม่มา” ด้วยเหตุนี้ก่อนเทศกาลตรุษจีน ธนาคารหลายแห่งต้อง เตรียมเงินธนบัตรจำนวนมากไว้เพื่อให้ลูกค้าแลก โรงกษาปณ์ก็ต้องมีการพิมพ์ธนบัตรใหม่ ในปี ค.ศ.2006 รัฐบาลฮ่องกงและมาเก๊าได้สนับสนุนให้ประชาชนนำธนบัตรเก่ามาห่อเป็นอั่งเปาแทน การให้อั่งเปานอกจากนิยม ให้กันในเทศกาลตรุษจีนแล้ว ยังมีการให้ในโอกาสอื่น เช่น งานแต่งงาน การเปิดร้านใหม่ เป็นต้น และนิยมใส่ซอง สีแดงปิดผนึกไว้ เนื่องจากจำนวนเงินในอั่งเปามักจะไม่น้อย ด้วยเหตุนี้คนจีนไม่น้อยเมื่อได้รับการ์ดแต่งงาน มักจะพูดเล่นอยู่เสมอว่า เจอระเบิดสีแดง (หงเซ่อจ้าต้าน) มีความหมายว่าต้องเจียดเงินออกมาเป็นค่าอั่งเปาใน งานแต่งงาน คนฮ่องกงและมาเก๊าเรียกว่า “จั้วฉิงเหยิน” (เป็นคนรัก) ปัจจุบันที่ชาวไทยเชื้อสายจีน เมื่อถึง เทศกาลตรุษจีนนิยมให้อั่งเปากัน โดยจะเตรียมซองอั่งเปาในคืนวันสุดท้ายของปี และจะมอบให้กันในวันแรกของ ปีใหม่ (วันตรุษจีน) ขณะเดียวกันถือโอกาสอวยพรไปด้วย ผู้น้อยที่ไปคารวะหรือสวัสดีปีใหม่ผู้ใหญ่ ซึ่งผู้ใหญ่จะ มองและอวยพรว่า “ซินเจียยู้อี้ ซินหนี้ฮวดไช้ อั่งเปาตั่วตั่วไก้” (สวัสดีปีใหม่ ปีใหม่ร่ำรวย อั่งเปาใบใหญ่ๆ)” ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน ในวันตรุษจีนทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปีเก่า ๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่ เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่ 1. หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปีดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ ปฏิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน 2. การแต่งกายและความสะอาดในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผม เพราะนั่นจะหมายถึง เราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่ง ความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่ง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๑ ให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี 3. วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมาก ๆ ก่อนออกจากบ้าน เพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะ ไปเพื่อเป็นความเป็นสิริมงคล 4. บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่ง ให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี 5. การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษการเข้าห้องนอนผู้อื่นในวันตรุษจีน ถือเป็น โชคร้ายมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยหรือปกติ ก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก 6. ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษ เพราะชาวจีนเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมา แต่ทุกคนก็ยังคงยึดถือและปฏิบัติตาม เพราะสิ่ง เหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีนตระหนักดีว่า การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่ เก่าก่อน เป็นการแสดงถึงความเป็นครอบครัวและเอกลักษณ์ของตน 5.6.3 ประเพณีเช็งเม้ง เช็งเม้ง 清明节 หรือ ชิงหมิง (清明节) (ชาวจีนยูนนานอำเภอเวียงแหง เป็น เทศกาลไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน เพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยก่อนวันพิธีจะมีการทำความสะอาดหลุม ฝังศพของบรรพบุรุษ หลังจากนั้นในวันพิธีจะมีการเซ่นไหว้อาหารหวานคาว ที่หลุมฝังศพ เพื่อเป็นการรำลึกถึง คุณงามความดีของบรรพบุรุษ และเป็นการส่งอาหารให้ทุกปี เพื่อมิให้อดอยาก เมื่อไปอยู่อีกภพหนึ่ง คนจีนส่วน ใหญ่ จะหยุดงานมาร่วมพิธีกัน พร้อมหน้าพร้อมตา หรือถือว่าเป็น วันรวมญาติ ของคนจีนก็ว่าได้ นอกจากนี้ ประโยชน์ของการไปไหว้บรรพบุรุษ วันเช็งเม้ง ยังประกอบไปด้วย 1. เพื่อรำลึกถึงคุณความดีที่บรรพบุรุษของเราได้กระทำไว้ ได้ดูแลเรา ลำบากเพื่อให้ เรามีความเป็นอยู่ที่ดี เป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต “เราสบาย เพราะพ่อแม่ บรรพบุรุษลำบาก” 2. เป็นศูนย์รวมตระกูล ผังตระกูล โดยทั่วไป การไหว้ที่ดีที่สุด ต้องนัดหมายไปไหว้ พร้อมกัน (วันและเวลาเดียวกัน) ทำให้ลูกหลานที่อยู่กระจายกันไป ได้มาพบปะสังสรรค์กันพร้อมหน้า เป็นการ สร้างความสามัคคี สร้างจุดศูนย์รวม กล่าวได้ว่าเป็น “วันรวมญาติ”
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๒ 3. เป็นกรอบถนนชีวิตของลูกหลานทุกคน “พ่อแม่ตายแล้ว ยังกำหนดชะตาชีวิต ลูกหลาน” เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต เน้นความกตัญญูที่มีต่อบุพการีและลูกหลานควรปฏิบัติตาม 4. เป็นการเตือนสติตน ความตายต้องเกิดขึ้นกับทุกคน และเป็นธรรมดาของมนุษย์ ปุถุชน 5.6.4 ประเพณีไหว้พระจันทร์ ประเพณีไหว้พระจันทร์หรือเรียก เป็น ภาษาจีนว่า จงชิว (中秋节) ก็จะปฏิบัติ เช่น เดียวกัน คือทุกปีในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดชาวจีนจะตั้งโต๊ะจัดของสักการะบูชาพระจันทร์ เพื่อเป็นการขอ พรให้กับครอบครัวและให้กับชีวิตของ ตนเอง ของแต่ละอย่างบนโต๊ะก็จะมีความหมายต่าง ๆ กันไปหากวิธีการ จัดโต๊ะของแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสิ่งของที่หาได้และผลไม้ ในประเทศที่มีซึ่งโดยปกติก็จะไม่ ฟันธงกำหนด ตายตัว หากแต่ผลไม้ที่ใช้ก็จะเน้นให้เป็นผลกลมเพื่อความกลมกลึงของชีวิตและหมายถึงความกลม ของพระจันทร์ แต่ที่จะขาดไม่ได้เลยคือขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งจะเป็นขนมอบใส่ไส้ผลไม้กวนหรือถั่วแดงกวน เม็ดบัว และไข่เค็มเฉพาะไข่แดง สิ่งของอย่างอื่น ๆ บนโต๊ะก็จะประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ที่มีความ หมายแตกต่างกันไปอย่างเช่น ขนมอี้ ซึ่งเป็นแป้งลูกกลม ๆ สีแดงสดใสใส่ในน้ำเชื่อมหวาน ซึ่งเปรียบเหมือนชีวิต ที่หวานสดชื่น ขนมโก๋ ที่เป็นแป้งหวานสีขาว รูปทรงต่าง ๆ ลวดลายสวยงามเพื่อเป็นการขอผิว พรรณที่ขาวสวย ผลไม้ต่าง ๆ 5 ชนิดที่มีผลกลม เหมือนพรที่ขอเพื่อให้ชีวิตสุขสดชื่นรวมไปถึง ชีวิต ครอบครัวที่มีความสุขความ สามัคคี ในบ้านเจดีย์น้ำตาล เป็นตัวแทนของ ปราสาทแห่งสวรรค์ถั่วหวานขนมหวาน เคลือบน้ำตาล ขนมเปี๊ยะที่มีอักษรมงคล ประทับสีแดงอยู่กลางขนม ของประดับอื่น ๆ ก็จะมีกระดาษรูปเซียน 8 องค์ คำกลอน ต่าง ๆ ในกระดาษสีแดงสดใส เทียนดอกใหญ่ สีแดงที่เขียนคำขอพรไว้ กิ่งหลิว ดอกไม้สีสันสดสวย อ้อยต้นโต เพื่อนำมาทำ เป็นซุ้มประตู โคมไฟลวดลายงามตา การตั้งโต๊ะจะต้องตั้งให้เรียบร้อยก่อน พระจันทร์จะลอยสูงเกิน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๓ ขอบฟ้า และเก็บก่อนที่ พระจันทร์จะเลยหัวไปหรือเมื่อเทียนดอก ใหญ่ดับลง หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออก โดยเริ่มด้วยซุ้มประตูที่ทำจากต้นอ้อยผูกโคมไฟ ไว้กับต้นอ้อย ให้สวยงามวางกระถางธูป เทียนไว้ด้าน หน้าสุด ดอกไม้วางไว้สองข้าง ขนมอี้ใส่ถ้วยแล้วแต่ พื้นที่บนโต๊ะจะอำนวย 5 - 8 ถ้วยก็ได้วางถัดมา แล้วนำ เจดีย์น้ำตาล วางไว้สองข้างถัดจาก ขนมอี้ ขนมเปี๊ยะใส่ จานจัดไว้ถัดมา ใต้เจดีย์อาจนำคำกลอนในกระดาษ แดงมาวางก็ได้ผล ไม้ 5 ชนิดจัดวางตาม ความ สวยงาม ต่อด้วยขนมไหว้พระจันทร์ที่จัดเป็น เรียงชั้นๆ ขนมโก๋ และขนมหวาน เคลือบน้ำตาลต่าง ๆ รอบโต๊ะวางประดับประดาด้วยกระดาษลวดลาย ต่าง ๆ ที่มี อย่างไรก็ดีการจัดตั้งโต๊ะนั้นไม่ ตายตัวเสมอไป แล้วแต่ใครมีวิธีการที่ต่างกันไปเน้นความสวยงามเป็น หลักดังนั้น ใครคิดว่าจัดอย่างไรจึงสวยที่สุด ก็ให้จะจัด กันตามนั้น ทุกวันนี้วันไหว้พระจันทร์มีความหมายที่ เปลี่ยนไปแล้ว สำหรับบางคน ในวันนี้เป็นวันที่ ครอบครัว ซึ่งได้ห่างจากกันไป ลูกสาวที่แต่งออกจากบ้าน บุตรหลานที่โยกย้ายออกไปมีบ้านใหม่ ก็จะกลับมา เยี่ยมเยียนให้พร้อม หน้าพร้อมตา กินขนมหวาน ชมพระจันทร์ในคืนที่มี ความสุกสว่างกลมโตที่สุดในรอบปีไม่แน่ คืนนี้คุณ อาจเห็นนางฟ้าผู้งดงามที่อาศัยอยู่ในพระจันทร์กำลัง มองลงมาที่คุณก็ได้ การจัดโต๊ะหมู่บูชา นำของกิน ขนมหวาน และขนมไหว้พระจันทร์มาเซ่นไหว้ พระจันทร์ ที่ในวันนี้จะสวยงามกลมใหญ่และส่งแสง สว่าง เป็น พิเศษเหมือนจะเล่าเรื่องราวของนางใน พระจันทร์ ให้แก่ลูกหลานที่เฝ้ามองความงามของดวงจันทร์ที่ทอแสงสาด ส่องทำให้พื้นโลกได้เรืองรอง ไปด้วยแสงเหลืองนวล เรื่องราวของนางในพระจันทร์เป็นเหมือนนิทานที่แปรเปลี่ยน ไปตามกาลเวลา ซึ่งมีหลาย Version และนี่คือหนึ่งในจำนวนนั้นกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อสมัยที่โลกยังคง มี ดวงอาทิตย์ สิบดวงล้อมรอบผลัด เปลี่ยนหมุนเวียน ให้แสงสว่างและความร้อน พื้นพิภพเต็มไปด้วยจอมยุทธ์ และผู้กล้า ผู้คน อาศัยอยู่กันอย่างสงบสุขจน ทำให้เป็นที่อิจฉาของเหล่าเซียนเทวดา และพวกเขาก็มีรู้สึกว่าผู้คน เริ่มไม่ให้ความเคารพนับถือ จึงพากันฉุดรั้ง ดวงอาทิตย์ทั้งสิบดวงให้สาดส่อง แสงอันแรงกล้าลงมายังพื้นโลก พร้อมกัน ทำให้โลกร้อนระอุและเผาไหม้เป็นไฟ เพื่อหวังที่จะให้ผู้คนขอร้องและกลับมาเกรงกลัวเหล่าเซียนอีก ครั้ง แต่แผนการก็ต้องล้มเหลวเมื่อมีชายหนุ่มนักแม่นธนูนาม ฮัวหยี่ อาสาที่จะช่วยเหลือโดยยิงธนูเพื่อดับ ดวง อาทิตย์และฮัวหยี่ก็ทำได้สำเร็จโดยยิงดวง อาทิตย์ไปเก้าดวง เหลือดวงที่สิบไว้เพียงดวงเดียว เพื่อยังคงส่งแสง สว่างให้แก่โลก ทำให้พื้นพิภพ กลับมาสงบสุขอีกครั้งผู้คนต่างร่ำร้องสรรเสริญ ฮัวหยี่ว่าเป็นวีรบุรุษและแต่งตั้งให้ เขาเป็นฮ่องเต้ แต่ก็โชคร้ายเหลือเกินอาทิตย์ดวงที่เก้าที่เขายิงตกเป็นราชบุตรขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ พระ จักรพรรดิ แห่งสวรรค์ ซึ่งทรงกริ้วและเสียพระทัยกับการสูญเสียราชบุตรสุดรักไป จึงสั่งให้นางกำนัลแห่งสวรรค์ นาม ฉางอี นำยาพิษไปให้ ฮัวหยี่ โดยให้หลอกว่าเป็นยาอายุวัฒนะหากกินก็จะทำให้สามารถมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ ฉางอีได้รับคำสั่ง จึงนำยาไปมอบให้แก่ ฮัวหยี่ แต่เมื่อนาง เห็นหน้าชายหนุ่มก็เกิดความรักและเห็นใจ ฮัวหยี่ก็ เช่นกันเมื่อได้เห็นความงามของ ฉางอีก็เกิด ความรักขึ้น แต่นางฉางอีก็คงส่งมอบยาให้แก่ฮัวหยี่ตามคำสั่งที่ได้รับ มาหากแต่บอกว่ายานี้ จะยังไม่สามารถกินได้จนถึง วันที่ 15 ค่ำเดือนแปด ด้วยความหวังว่านางอาจจะสามารถ หาวิธีที่ทำ ให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัย หรือหาวิธีช่วยชีวิตชายคนรักได้ นางใช้ชีวิตอยู่กับ ฮัวหยี่ถึง 7 วัน จนเมื่อถึงวันที่ 15 ค่ำตามที่นางได้กล่าวไว้กับ ฮัวหยี่ นางก็ยังคงไม่สามารถคิดหาวิธีช่วย ชีวิตฮัวหยี่ได้ ดังนั้น ในคืนวันที่ 15 ค่ำเดือนแปดก่อนที่ฮัวหยี่จะ ไว้ทันกินยาพิษ นางจึงตัดสินใจ ชิงกินยาพิษเม็ดนั้น แทนสามีสุดรัก แต่ยากลับไม่ได้ทำให้นางตาย ชั่วอึดใจนางก็รู้สึกว่าตัวของนางเบาและเริ่มล่อง ลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าเบื้องบน ลอยสูง จนไปถึงดวงจันทร์ ด้วยความตื่นตระหนกนางเริ่มที่จะหายใจไม่ออก และเริ่มไอ ซึ่งทำให้ยาหลุดออกมาจากลำคอ ของนาง ด้วยนางนั้นไม่สามารถบินได้อีกนาง จึงไม่สามารถลอยกลับลงมายังโลกได้อีก และนี่คือ เหตุผลว่าทำไม ชาวจีนจึงนับถือนางในพระจันทร์ กราบไหว้เพื่อให้ความดี ความงามของนางได้สาดส่องลงมายังโลกมนุษย์ ให้ เกิดความสงบสุขไป ทั่วหล้า ทำให้มนุษย์ที่เป็นหญิงได้มีรูปโฉมที่งดงามเช่นนาง และขอให้ความดีงามของนาง ปกปักรักษา คุ้มครอง โลกมนุษย์ต่อไป
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๔ 5.6.5 ประเพณีการเชิดสิงโต ในอดีตประเทศจีนมีการจัดตั้งคณะสิงโตขึ้นโดยคณะใหญ่ ๆ จะมีผู้เข้าร่วมอยู่ในคณะ ระหว่าง 70 - 80 คน โดยต้องใช้เวลาในการ ฝึกฝนการเชิดสิงโตไม่น้อยกว่า 3 ปี 6 เดือน จึงจะออกแสดงได้ ทั้งในคณะสิงโตก็ไม่ได้ ฝึกฝนการเชิดสิงโตแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีการหัดมวยจีน กระบอง มีดสั้น ทวน ง้าว และ อื่น ๆ เวลาออกแสดง ในแต่ละครั้งต้องใช้ลานที่มีความกว้างขวางมาก ๆ เพราะต้องทำการแสดงจับคู่ต่อสู้กัน ซึ่งการแต่งตัวนั้นก็ยังมีความแตกต่างกัน ที่สำคัญคณะสิงโตของจีนมีการพันแข้ง ที่เรียกว่า คาเกี๊ยว มัดตั้งแต่ข้อ เท้า แล้วยังมีผ้าคาดเอวอีกด้วย ดังนั้นคณะสิงโตของชาวจีนในอดีตก็คือ คณะมวยหรือสำนักมวย ที่เรียกว่า “กุ่งอ๊วง” ซึ่งหัวสิงโตที่นำมาใช้ในการเชิดนั้น มีหัวเป็นสีเขียว คิ้วสีขาว ภาษาจีนเรียกว่า “แชไซแปะไบ๊” สิงโต แบบนี้เมื่อถูกนำไปเล่นในที่ต่างถิ่นมักถูกเจ้าของถิ่นลองดี โดยการส่งนักมวยจีนหรือนักกระบี่กระบองมาขอซ้อม มือ ซึ่งถ้าเกิดต้องพ่ายแพ้แก่เจ้าของถิ่น ผู้มาเยือนก็ต้องได้รับความอับอายเขา จนต้องรีบเดินทางกลับสำนักมวย ของตน แต่ถ้าหากรักจะเล่นก็ต้องส่งตัวแทนไปคำนับหัวหน้าคณะมวยเจ้าของถิ่นเสียก่อน จึงจะทำให้สามารถ แสดง 1. ชาวจีนที่อยู่ในเมืองทางเหนือของแม่น้ำฉางเจีย (แม่น้ำแยงซีเกียง) จะแสดง เลียนแบบอากัปกิริยาของสุนัข 2. ชาวจีนที่อาศัยอยู่ทางใต้ของแม่น้ำฉางเจีย ได้นำเอากิริยาของแมวมาเป็นต้นแบบ การเชิดสิงโตในยุคแรกใช้ลีลาการร่ายรำเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า ระบำสิงโต แต่หลังจากสมัยของราชวงศ์ชิง จึงค่อย ๆ ถูกหลอมรวมเข้ากับหลักวิทยายุทธ์ การเชิดสิงโตให้ดูสง่างดงาม มีชีวิตชีวา ต้องมีพื้นฐานในการ เคลื่อนไหวที่แม่นยำ และมั่นคง คนเชิดสิงโตต้องรู้จังหวะการยกเท้า คือ เมื่อยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นก็จะเหลือหลักไว้ ยืนเพียงเท้าข้างเดียว ในขณะที่อากัปกิริยาของสิงโตหรือราชสีห์ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด กลิ้งเกลือกหรืออื่น ๆ ก็ตาม หากผู้เชิดสิงโต ขาดความแข็งแกร่งของร่างกายส่วนล่าง ก็ย่อมไม่สามารถที่จะเชิดสิงโตให้ดูน่าเกรงขาม ว่องไว ปราดเปรียว ซึ่งท่วงท่าของการย่างเท้าที่ใช้ในการเชิดสิงโต ก็คือหลักของการใช้เท้าในการฝึกการต่อสู้ของ จีน หรือ มวยจีนนั่นเองยังมีตำนานความเป็นมา การเชิดสิงโตอีกเรื่องหนึ่งได้กล่าวว่า หลายร้อยปีมาแล้วได้มีสัตว์ ยักษ์ตัวหนึ่งตัวยาว 8 ฟุต มีหัวที่น่าเกลียดมาก ได้มากินข้าวในนา ที่มณฑลกวางตุ้งในวันตรุษจีน ชาวบ้านจึง ร่วมมือกันคิดหาวิธีขับไล่สัตว์ร้ายนั้นไป โดยไม่คิดทำอันตรายแก่สัตว์ร้ายแต่อย่างใด โดยนำเอาไม้ไผ่ทำเป็นโครง เอากระดาษสีปะสร้างเป็นรูปสิงโตขึ้นมาแล้วให้ชาวบ้านหลบเข้าไปซ่อนอยู่ด้านในของสิงโตจำลองจวบจนถึงเวลา กลางคืน สิงโตที่ชาวบ้าน สร้างจำลองขึ้นมาได้ออกไปเผชิญหน้ากับสัตว์ยักษ์ สัตว์ยักษ์เมื่อได้เห็นสิงโตจำลองที่ กระโดดโลดเต้นและมีเสียงดัง อันเกิดจากการที่ชาวบ้านได้เอาเครื่องมือที่ใช้ในการ ทำครัวมาตีกระทบกัน ทำให้ สัตว์ยักษ์เกิดความหวาดกลัวหลบหนีไป ชาวนาจึงไม่ถูก สัตว์ยักษ์มากินข้าวในนาของตนต่อไป และเพื่อระลึกถึง บุญคุณของสิงโตจำลอง พวกชาวนาจึงจัดให้มีการเชิดสิงโตเป็นประจำทุกปีในช่วงตรุษจีน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๕ ว่า การเชิดสิงโตจะมีจุดกำเนิดมาจากเทศกาลตรุษจีน สิงโตเป็นสัตว์ในนวนิยายหรือจินตนาการของประเทศจีน โดยชาวจีนได้มีจินตนาการว่า สิงโตมีกำเนิดมาจากสัตว์ 3 ประเภท ได้แก่ 1. แรด (เพราะมีนอที่หน้าผากตรง ตามนิทานพื้นบ้านของจีน) 2. ม้า (เพราะมีลำตัวเป็นม้าที่มีเขาเดียวอยู่บนหัว)ถือว่าเป็นสัตว์มงคล ซึ่งจะปรากฎ ตัวเมื่อมีซินแสเกิดหรือมีนักปราชญ์ผู้ทรงธรรมขึ้นครองบัลลังก์ 3. สุนัข (ท่าทางการเต้นของสิงโตนั้น เลียนแบบ มาจากท่าทางสุนัขล่าเนื้อของทิเบต หรืออาจจะเป็นสุนัขพันธ์ปักกิ่งและสุนัขพันธ์จู) ชาวจีนให้การนับถือสิงโตมาก เพราะเชื่อว่าสิงโตมีความศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งมีอิทธิฤทธิ์ที่ จะบันดาลโชคลาภมาให้ คอยช่วยปกป้องและปัดเป่าโพยภัยต่าง ๆ ไม่ให้มารังควานผู้คนได้ ด้วยเหตุนี้จึงถือได้ว่า ประเทศจีนนั้นเป็นต้นกำเนิดตำนานในการเชิดสิงโต ซึ่งตามตำนานของจีนกล่าวว่า สิงโตและการเชิดสิงโต เกิดขึ้นในรัชสมัย ของพระเจ้าเคี่ยนหลงกุน หรือ เคี่ยนล่งกุ๋น หรือเคียนลุง หรือ เขียนหลง(หลี่ซื่อหมิน) แห่งราชวงศ์ชิง หรือเช็ง ซึ่งเสวยราชย์อยู่ระหว่างพ.ศ. 2297 – 233 (ตรงกับสมัยอยุธยา ตั้งแต่ปีที่ 5 แห่ง รัชกาลของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จนถึงปีที่ 4 ในรัชกาลที่1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของประเทศไทย)ในวันหนึ่ง ขณะพระเจ้าเคี่ยนหลงกุ๋นหรือจักรพรรดิเฉียนหลงเสด็จออกท้องพระโรงมีข้าราชบริพารมาเข้าเฝ้าก็ได้เกิด เหตุการณ์ท้องฟ้ามืดสลัวลง พร้อมกับปรากฏสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายกับสุนัขตัวใหญ่มีขนปุกปุยลอยลงมาจาก ก้อนเมฆทางทิศตะวันออก ทั้งมีเสียงดนตรีประโคมกึกก้อง สัตว์ประหลาดได้ลอยลงมาหยุดตรงหน้าที่ประทับ แล้วหมอบลงก้มศีรษะทำความเคารพต่อพระองค์ 3 ครั้ง ก่อนลอยหายไปทางทิศเหนือ หลังจากเกิดเหตุการณ์ได้ มีขุนนางผู้เฒ่าคนหนึ่งได้กราบทูลว่าสัตว์ที่มาถวายบังคมต่อพระองค์นั้นเป็นสัตว์ประเสริฐ ที่ประกอบด้วย มงคล อย่างสูง มีนามว่า สิงโต (หม่งไซ หรือ ไซ) สัตว์ชนิดนี้ยากที่มนุษย์สามัญจะได้ พบเห็นแต่การที่สัตว์นั้นมาถวาย มงคลพระองค์เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงบุญญานุภาพ สิงโตจึงมาถวายบังคม เพื่อมาแสดงความจงรักภักดี และ อวยพรแด่พระองค์ พระเจ้าเคี่ยนล่งกุ๋นได้ฟังก็เกิดปิติโสมนัส พร้อมตรัสสรรเสริญสิงโต ต่อมาเมื่อราษฎรได้ทราบ เหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้พากันจัดหารูปสิงโตมาตั้งเคารพบูชาไว้ที่บ้านของตน ต่อมา มีชาวจีนสกุลโง้ว (แซ่โง้ว) ได้คิดทำหัวสิงโตขึ้นมาใช้แทนสิ่งที่เคยลอยลงมาจากฟ้าหา เครื่องดนตรีประกอบให้มีที่เสียงเร้าใจ ชวนให้ สนุกสนาน โดยใช้คนจับหัวเชิด แสดงคาราวะต่อผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ถือว่าเป็นมิ่งมงคลแก่ผู้รับการคาราวะ เปรียบเสมือนเป็นพระเจ้ากรุงจีน สิงโตจึงเกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 3. ประเภทของสิงโต สิงโตของชาวจีนสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ สิงโตเหนือ สิงโตใต้ ดังนี้ 1. สิงโตเหนือ เป็นการนำเอาสุนัขพันธุ์ปักกิ่งมาใช้เป็นต้นแบบในการสร้างหุ่น สิงโตให้มีขนยาว ขาเล็ก ร่างเล็ก ซึ่งผู้เชิดสิงโตต้องสวมชุดสิงโตที่มีขนยาวปกคลุม การเชิดสิงโตเหนืออาจ เชิดคนเดียวหรือสองคนก็ได้ สิงโตเหนือ เรียกว่า สิงโตปักกิ่ง 2. สิงโตใต้ นิยมนำมาเชิดกันอย่างแพร่หลายในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) กว่างซี และฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) แต่ต่อมาภายหลังชาวจีนที่เคยอาศัยอยู่ทางใต้ของประเทศจีน รวมทั้งชาวจีนที่เคย ฝึกหัดการเชิดสิงโต โดยเฉพาะผู้ที่เคยอยู่อาศัยภายในมณฑลกว่างตงหรือกวางตุ้งได้อพยพไปอยู่ยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก สิงโตกวางตุ้งจึงได้รับการรู้จักกันอย่างแพร่หลายแม้แต่ในประเทศไทยเองก็ได้รับรูปแบบการเชิดแบบ กวางตุ้งมาใช้เชิดอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้การเชิดสิงโตยังสามารถแบ่งออกตามรูปร่างลักษณะของหัวสิงโตที่กลุ่มชาว จีนแต่ละกลุ่มเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น ได้แก่ 1. สิงโตของชาวจีนแคระ หัวสิงโตมีลักษณะคล้ายกับบุ้งกี๋ ใบหน้าจะทาสีให้ เป็นลายเขียว เหลือง แดง มีฟันซี่โต
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๖ 2. สิงโตกวางตุ้ง หัวสิงโตแบบนี้ อาจจะประดับประดากระจกที่หน้ามีการ เขียนสีสันลวดลายลงบนหัว มีนอ ที่หน้าผาก และมีเคราที่คาง 3. สิงโตไหหลำ กลุ่มชาวจีนไหหลำได้มีการสร้างรูปหัวเสือขึ้นมาใช้แทนรูปหัว สิงโต ทำให้รูปหัวสิงโตของกลุ่มชาวจีนไหหลำมีลักษณะแตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ อย่างเด่นชัด 4. สิงโตแต้จิ๋วหรือสิงโตปักกิ่ง หรือสิงโตกวางเจา มีลักษณะคล้ายกับหมาจู มีขนปุกปุย ตาโต มีโบว์ ที่ศีรษะ และติดกระดิ่งไว้ที่ใต้คาง เวลาที่ทำการแสดงอาจจะทำการแสดงสองตัวขึ้นไป วันสำคัญทางความเชื่อต่าง ๆ ย่อมมีเทพเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเทพเจ้าประจำเทศกาลสารท จีน หรือ เทศกาลจงหยวน คือ เทพเจ้าจงหยวน หรือ ตี้กวนต้าตี้ อธิบดีแห่งคืนเพ็ญกลาง อีกทั้งในวันนี้ยังเป็นวัน เทวสมภพของท่าน เทพจงหยวนมีหน้าที่คอยคุมดูแลเทพมหาบรรพตทั้งห้า คุ้มครองภูเขา และ แม่น้ำ จึงเปรียบเสมือนเจ้าที่ประจำเมืองของทุกเมือง โดยหน้าที่ของท่านจะเกี่ยวข้องกับผู้คน ไม่ว่าจะเป็น ตรวจดูโชค – เคราะห์ของสรรพสัตว์ ตรวจบัญชีความดี – ชั่วของมนุษย์ การให้อภัยแก่ผู้สำนึกผิด นอกจากนี้ ท่านยังเป็นประธานดูแลการไหว้วิญญาณไร้ญาติ รับหน้าที่ไปเจรจากับราชาของ วิญญาณเหล่านี้ เพื่อควบคุมบริวารไม่ให้มาทำร้ายมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เองผู้คนในประเทศจีน และ ไต้หวันจึงมีการ กินเจ เซ่นไหว้ท่าน แต่สำหรับประเทศไทยจะนิยมไหว้เจ้าที่ประจำบ้านภายใต้บัญชาของเทพจงหยวน หรือที่ เรียกว่า ตี่จู่เอี๊ย นั่นเอง วันมงคลที่ผู้คนมักจะทำการบูชาท่าน คือ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ซึ่งเป็นวันที่ท่านจะลง มาตรวจบัญชีความดี - ชั่ว ของมนุษย์ 5.6.6 วันสารทจีน วันสารทจีน จะแบ่งการไหว้ออกเป็น 3 ช่วง เพื่อไหว้ 3 สิ่งอันประกอบด้วย เจ้าที่ บรรพบุรุษ และ สัมภเวสี เริ่มจาก ช่วงเช้า สาย และ บ่ายตามลำดับ สำหรับการไหว้เจ้าที่ และ บรรพบุรุษของที่ใช้ในการไหว้จะคล้ายกัน พื้นฐานคือ ขนม เทียน ขนมเข่ง และ ของมงคลต่าง ๆ อาจเพิ่มเติมตามสะดวกของแต่ละบ้าน แต่การไหว้บรรพบุรุษจะเพิ่มเติม เสื้อผ้าชุดใหม่ หรือ ของใช้ที่จะส่งให้กับบรรพบุรุษ ส่วนการไหว้สัมภเวสีนั้น จะเน้นที่ของคาวหวาน และ จะต้องไหว้นอกตัวบ้านเท่านั้น และเพื่อเสริมความสิริมงคล เพิ่มโชคลาภ ให้ชีวิตก้าวหน้ายิ่งขึ้น ก็ไม่ควรพลาดกับอาหารคาว - หวาน หรือ ผลไม้ ซึ่งนำมาเป็นของไหว้ที่มีความหมายที่ดี ส่งเสริมด้านต่าง ๆ ของชีวิต เช่น 1. ไก่ – สื่อถึงความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ควรใช้ทั้งตัวห้ามตัดส่วนใดออก
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๗ 2. เป็ด – สื่อถึงความบริสุทธิ์ ควรเลือกตัวที่หัวสวย และ หนังเป็นสีขาว 3. ปลา – สื่อถึงเงินทอง ควรเลือกตัวที่ตาใส และ มีเกล็ดเรียงสวย 4. หมูสามชั้น – สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ควรเลือกหมูที่มีเนื้อสีชมพู ธรรมชาติ 5. แอปเปิลแดง – สื่อถึงสุขภาพที่แข็งแรง ควรเลือกที่มีผิวเรียบสวย ไม่มี ร่องรอยถลอก 6. กล้วยหอม – สื่อถึงความเป็นครอบครัว และ ความราบรื่น ควรเลือกกล้วย ที่มีเปลือกสีเหลืองทอง และ มีความโค้ง 7. แก้วมังกร – สื่อถึงความมั่งคั่ง และ ความเฮง ควรเลือกแก้วมังกรที่มี เปลือกสีแดงเข้ม ไม่มีสีเขียว ข้อห้ามของเทศกาลสารทจีน ดังที่ได้กล่าวไปว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่มีความเชื่อว่าประตูนรกเปิด ทำให้มีเหล่าวิญญาณ มากมายเดินทางออกมาสู่โลกของเรา ซึ่งจะมีทั้งดี และ ร้ายปะปนกันไป ดังนั้นจึงมีข้อควรระวังไม่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันสารทจีน เพื่อความปลอดภัยของท่าน 1. ห้ามออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงช่วงดึก และ ห้ามขานรับเสียงเรียก แปลก ๆ เพราะ เป็นเวลาที่วิญญาณไร้ญาติจะออกมาหาส่วนบุญ และ อาจตามเรากลับมาได้ 2. ห้ามเหยียบกระดาษเงินกระดาษทอง เพราะ เป็นสิ่งของที่เรามอบให้กับ บรรพบุรุษ 3. ห้ามแต่งงานในเดือนนี้ เพราะ เป็นเดือนปล่อยผี ทำให้ถูกนับว่าเป็นเดือน ที่ไม่มงคล 4. ห้ามเดินทางบ่อยหรือเดินทางไกล ๆ เพราะ มีวิญญาณอยู่มากมายทําให้มี โอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ 5. ห้ามซื้อบ้าน ย้ายบ้าน หรือ เริ่มกิจการใหม่ เพราะ วิญญาณอาจไปสิงอยู่ ในที่เหล่านั้นในขณะที่มันว่างอยู่ 6. ห้ามเริ่มงานก่อสร้างใด ๆ เพราะ อาจรบกวนวิญญาณของบรรพบุรุษที่อยู่ ที่บ้านได้ 7. ห้ามร้องเพลงและผิวปาก เพราะ มีวิญญาณมากมายที่อิจฉาความสุขของ มนุษย์ และ อาจตามมาหลอกเราได้ 5.6.7 วันเทศกาลจงหยวน วันเทศกาลจงหยวน หรือ โห่ป้เจ๋ ส่วนมากจะนิยมกันในอำเภอเวียงแหง จะมีขึ้น ระหว่างวันที่ 13 - 15 เดือน 7 ตามปฏิทินเกาของจีน ประชาชนจีนนิยมเรียกเทศกาลนี้วา “กวยเจี๋ย” มีความหมายวา “เทศกาลผี” ทุก ๆ ครัวเรือนจะตอนรับวิญญาณบรรพบุรุษใหกลับมาที่บาน คําวา “ผี” ในที่นี้ หมายถึง วิญญาณของบรรพบุรุษผูลวงลับ ชาวจีนยูนนานจะประกอบพิธีเซนไหวดวยอาหารที่ดี เชน เหลา ขนมที่ ทําจากแปงขาวเหนียว บะหมี่ ขาวสวย และอาหารนานาชนิดที่มีอยูโดยปกติจะนิยมเซนไหวอยางนอยวันละ หนึ่งมื้อ บางครอบครัวอาจประกอบพิธีเซนไหววันละสองหรือสามมื้อขึ้นอยูกับฐานะและความสะดวกของตนเอง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๘ 5.6.8 เทศกาลตวนอู่ (端午节) หรือเทศกาลขนมบ่ะจาง เทศกาลบ๊ะจ่าง ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติ เป็นเทศกาลไหว้ขนม บ๊ะจ่างเพื่อแสดงความเคารพบูชา เทพเจ้ามังกร มีการนำเอาอาหารใส่ลงกระบอกไม้ไผ่ หรือห่อด้วยใบไม้แล้วโยน ลงน้ำ ให้เทพเจ้ามังกรช่วยปกป้องคุ้มครองลูกหลาน บ๊ะจ่าง เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารให้เก็บไว้ทานได้นาน ด้วยการนำ ข้าวเหนียวมาห่อใส่ใบไผ่ และนำไปต้ม ไส้ของบะจ่าง มีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ของประเทศจีน เช่น ทางเหนือ จะทำไส้ถั่วแดง, พุทราแดง ส่วนทางใต้ จะมีส่วนผสมมากมาย ทั้ง เนื้อ, ไข่แดง, เห็ด, แปะก๊วย แต่ ลักษณะการห่อจะเหมือนกันคือ รูปทรงสามเหลี่ยม ทำพิธีไหว้บ๊ะจ่างตอนไหน การไหว้บ๊ะจ่างจะทำในช่วงเช้าเท่านั้น ทั้งไหว้เจ้าที่ ไหว้ บรรพบุรุษ นอกจากนั้นแล้วยังประกอบด้วยธูป 5 ดอก สื่อถึงพ่อแม่ ครูอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเข้าหลัก ธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ทอง ไม้ ไฟ 5.6.9 เทศกาลกินเจ เทศกาลกินเจ ตรงกับวันที่1-9 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ เป็นเทศกาลทานอาหาร เจ ไม่ทานเนื้อสัตว์และอาหารที่มีกลิ่นฉุน (吃斋节 ชรือ จาย แจ๋, 九皇斋节 จิ่ว หวาง จาย แจ๋) ความเป็นมาของเทศกาลกินเจในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนเทศกาลกินเจที่คนไทยเชื้อสาย จีนปฏิบัติมาเป็นเวลาช้านานนั้น ถือเป็นประเพณีอันดีงาม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสุขภาพและจรรโลงใจ เพื่อนมนุษย์ให้งดเว้นจากการ ฆ่าสัตว์ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทว่า ความเป็นมาของเทศกาลนี้ก็กลับเริ่มไม่เป็นที่รู้จัก จนคนรุ่นใหม่หรือแม้กระทั่งคนที่มีอายุมากก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๖๙ การกินเจในช่วงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ถึงขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 (ตามปฏิทินจันทรคติ) จุดประสงค์หลักสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้ 1. กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไป ช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจาก ร่างกายได้ ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ 2. กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อ ของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจ และที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา 3. กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการ ฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่น ก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย (ถ้าไม่ฆ่าไม่ขายก็ไม่มีคนกิน) กรรมที่สร้างนี้จะ ติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อผู้หยั่งรู้เรื่อง กฎแห่งกรรมนี้จึงหยุดกินหยุดฆ่าหันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ ความอร่อยช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี ถึงแม้การกินเจจะมีวัตถุประสงค์ คลาดเคลื่อนจากของเดิมอย่างมาก แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทุกวันนี้เทศกาลกินเจกลายเป็นประเพณีที่สร้าง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวไทยเชื้อสาย จีนและชาวไทย เพราะถือเป็นคุณค่าต่อสุขภาพและจิตใจในเวลา เดียวกัน 5.6.10 วันไหว้บัวลอย ตรงกับวันที่ 22 หรือ 23 ธันวาคม เป็นเทศกาลไหว้บัวลอย คือ วันเปลี่ยนเทศกาลเป็นฤดูหนาว มีลักษณะเป็นวันที่พระอาทิตย์จะส่องแสงสั้นที่สุด หรือวันที่เป็นจุดสูงสุดในฤดูหนาว โดยเทศกาลไหว้ขนมบัวลอยถือเป็นเทศกาลสุดท้ายของชาวไทยเชื้อสายจีน ในรอบหนึ่งปีปฏิทิน ซึ่งในเทศกาลนี้จะมีการทำขนมบัวลอย หรือขนมอี๋ มาไหว้ฟ้าดิน ปึงเถ่ากง ตี่จู่เอี้ย (เจ้าที่) เพื่อขอบคุณที่ได้ช่วยให้การดำรงชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัวสามารถดำรงมาได้อย่างราบรื่นตลอดปี ที่ผ่านมา และเพื่อขอพรให้ช่วยคุ้มครองคนในครอบครัวด้วย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๐ สำหรับขนมบัวลอย หรือขนมอี๋ ที่ใช้ในการไหว้ จะทำจากแป้งข้าวเหนียวนวดกับน้ำ ต้มสุกจนเข้าที่และปั้นเป็นเม็ดกลม ๆ เล็ก ๆ นิยมผสมสีชมพูและสีขาว เมื่อปั้นเสร็จแล้วจึงนำลงไปต้มในน้ำเดือด คล้ายกับการทำบัวลอยน้ำกะทิของคนไทย แต่ขนมอี๋จะใช้น้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลทรายแดงแทนกะทิ ที่สำคัญจะต้องมีขนมอี๋ลูกใหญ่ที่เรียกว่า อีโบ้ ใส่ลงไปในถ้วยขนมอี๋ที่จะไหว้ถ้วยละ 1 ลูกด้วย คนจีนมีความเชื่อว่า เมื่อทานขนมบัวลอยแล้วคนในครอบครัวจะรักผูกพันกันยิ่งขึ้น วันเทศกาลขนมบัวลอย เป็นวันสิ้นปีของคนจีนทุกคนในครอบครัวจะกลับมากินข้าวและทานขนมบัวลอยด้วยกัน การได้ทานขนมบัวลอยเชื่อว่าเป็นมงคลเพราะอายุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปีอันที่จริงเทศกาลขนมบัวลอยมีความสำคัญพอ ๆ กับตรุษจีน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๑ พุทธศาสนากับลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ ศาลเจ้าบ้านยาง อ.ฝาง การนับถือเทพเจ้าต่างๆ 6. ศาสนาและความเชื่อ ๑. ด้านศาสนา ชาวจีนยูนนาน เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากเมืองจีนหลายระลอก นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นมานับเป็นกลุ่มคนจำนวนมากที่สุดที่อพยพมาจากประเทศอื่น และยังคงรักษาความเชื่อ และประเพณี ของตนไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะปรับตัว หรือถูกกลืนไปกับวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมในสังคมไทย ชาวจีนยูนนานในอำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ เชียงดาว และเวียงแหง ด้านศาสนาและ ความเชื่อ แบ่งเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ชาวจีนยูนนานที่นับถือพุทธ คริสต์ นับถือศาลเจ้า บูชาบรรพบุรุษ และ ชาวจีนยูนนานที่นับถืออิสลาม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จีนมุสลิม ดังนี้ 1. ศาสนาพุทธศาสนามหายาน ศาสนาพุทธศาสนามหายานจะชี้ทางเพื่อการพ้นทุกข์เหมือนคำสอนของพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาทยังมีการผสมผสานกับความเชื่ออื่น ๆ มีพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ จำนวนมากมาย พระพุทธเจ้า องค์สำคัญที่สุด คือ พระอมิตาภะ และพระโพธิสัตว์องค์สำคัญที่สุด คือ พระอวโลกิเตศวร หรือกวนอิม หัวใจ การปฏิบัติธรรม คือ ต้องมีทั้งปัญญาและกรุณาควบคู่กันไป เน้นการละความเห็นแก่ตัวและทำประโยชน์แก่ ส่วนรวม ซึ่งเป็นที่มาขององค์กรการกุศลต่าง ๆ เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โรงพยาบาลหัวเฉียว ถนน ศาลา โรงธรรม เป็นต้น โดยศาสนาพุทธศาสนามหายาน มีความผสมผสานกันของลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ และการ นับถือเทพเจ้าเข้าไปด้วย ลัทธิขงจื๊อ เป็นลัทธิที่มีคำสอนที่มีความสำคัญ ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคน ในสังคมไว้อย่างชัดเจน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกหลาน ความสัมพันธ์ระ หว่างสามีภรรยา ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง หรือผู้ใหญ่กับผู้เยาว์ ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับครอบครัว นอกนั้นยังมี รายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้คนในระดับต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ การเน้นความกตัญญูกตเวที ต่อพ่อแม่และบรรพบุรุษ ลัทธิเต๋า เป็นคำสอนทางปรัชญา ที่ว่าด้วยชีวิตกับธรรมชาติ สอนให้บุคคลดำเนินชีวิต โดยไม่ฝืนธรรมชาติ รู้จักตนเอง เอาชนะตนเอง รู้จักพอ สอนให้รู้จักสันโดษ สอนว่า การปกครองที่ดีนั้นไม่ควรใช้ อำนาจมาก ไม่ควรมีกฎระเบียบมาก ให้เป็นไปโดยธรรมชาติ เหมือนชีวิตในครอบครัวเดียวกัน ต่อมาเต๋าได้ ปรับตัวผสมผสานกับพุทธศาสนานิกายมหายานในจีนทำให้เกิดมีซั่มเมง (ไตรสุทธิ) หรือพระผู้บริสุทธิ์ทั้งสาม คือ เล่าจื๊อ พ่อนโกสี(เทพผู้สร้างโลก) และเง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นต้น การนับถือเทพเจ้าเป็นความเชื่อที่เก่าแก่ที่สุดที่ ศาสนาและความเชื่อ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๒ บรรพบุรุษได้ถ่ายทอดมา มีเทพเจ้าประจำสถานที่ ทะเล ภูเขา ป่า แม่น้ำ บ้านเรือน ประจำอาชีพ เทพเจ้า ชั้นสูงที่มีคุณธรรมเป็นเลิศ ได้แก่ เทพเจ้ากวงอู เจ้าแม่ทับทิม เป็นต้น เทพเจ้าชั้นสูงสุด ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าที่ถือว่า เป็นเซียนต่าง ๆ เช่น โป๊ยเซียน เป็นต้น จะมีศาลเจ้าขนาดต่าง ๆ สร้างไว้ ในชุมชน หรือสถานที่ต่าง ๆ เพื่อสักการะ การนับถือศาสนาพุทธที่ผสมผสานกันระหว่างพุทธศาสนากับลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ การนับถือเทพเจ้าต่าง ๆ 2. ศาสนาคริสต์ กลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์ มีโบสถ์ เป็นศาสนสถานที่ใช้เพื่อทำพิธีกรรมในหมู่บ้าน และความเชื่อ เรื่องสิ่งสักการบูชา ๕ ประการ ได้แก่ ฟ้า ดิน กษัตริย์ บิดา มารดา และครู การนับถือพระเยซู
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๓ 3. ศาสนาอิสลาม กลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลาม มีมัสยิด หรือสุเหร่า เพื่อประกอบพิธี ศาลเจ้าบ้าน บ้านยาง ชาวจีนยูนนานที่นับถืออิสลาม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จีนมุสลิม เป็นมุสลิมสายซุนนี่ สำนักคิดฮานาฟี คนเหล่านี้เป็นผู้สืบทอดแนวคิดมาจากอิสลามในจีนหรือในมณฑลยูนนานซึ่งมีที่มาทางศาสนา จากเอเชียกลางในยุคสมัยรางชวงศ์มองโกลตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา คนมุสลิมจากเอเชียกลาง ภายใต้การปกครองของมองโกลสามารถเดินทางค้าขายไปทั่วราชอาณาจักรทั้งแผ่นจีนเอเชียกลาง เปอร์เซีย เมื่อ ชาวเอเชียกลางเหล่านี้ได้เข้ามาปักหลักลงในจีนได้นำชุดความรู้ทางศาสนาวิธีปฏิบัติ ตามแนวคิดของสำนักคิดฮา นาฟีมาใช้ แนวคิดของสำนักคิดฮานาฟี เป็นหนึ่งในสี่สำนักคิดหรือสำนักทางนิติศาสตร์ของชาวมุสลิม ได้แก่ หนึ่ง สำนักคิดมาลีกี สองสำนักคิดฮัมบาลี สามสำนักคิดชาฟีอี และสี่สำนักคิดฮานาฟี สำนักคิดเหล่านี้เป็นสถาบันทาง กฎหมายและแนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวันของชาวมุสลิมซึ่งการนับถือนั้นแตกต่างกันออกไปตามภูมิภาค เช่น สำนักแนวคิดฮานาฟีเป็นที่นิยมในภูมิภาคเอเชียกลาง ตุรกี อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และมุสลิมในจีน สำนักคิดฮานาฟี ก่อตั้งขึ้นโดย อบูหะนีฟะ ที่เมืองกูฟะ ประเทศอิรัก มีฐานแนวคิด และกฎเกณฑ์ในการวิเคราะห์ตีความศาสนาคือ หนึ่งอาศัยบทอัลกุรอาน สุนนะฮฺ (คำสอนและวิถีปฏิบัติท่าน ศาสดา) เป็นลำดับแรก และสองใช้ทัศนะของบรรดาเศาะหาบะฮฺ (สาวกศาสดา) ในการให้คำชี้ขาดด้าน นิติศาสตร์เป็นหลักตามลำดับ วิธีการนี้เป็นที่มาของการตีความในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับมุสลิม โดยมี กฎเกณฑ์ว่าด้วย “ฮาลาล (อนุมติ) และ ฮาราม” (ไม่อนุมัติ) ฐานแนวคิดของฮานาฟีข้างต้น ได้สะท้อนออกมาจากคำกล่าวของเขา ดังที่บันทึกได้ กล่าวว่า “ฉันจะปฏิบัติตามอัลกุรอาน ตราบใดที่ฉันพบว่ามีระบุอยู่ในนั้น หากไม่แล้วฉันก็จะปฏิบัติตามที่ระบุอยู่ ในสุนนะฮฺ (แบบอย่างและวัจนะศาสดา) หากฉันไม่พบอยู่ในทั้งสอง ฉันก็จะปฏิบัติตามทัศนะของบรรดาเศาะ หาบะฮฺ ฉันจะเลือกเอาทัศนะที่ฉันพอใจและเห็นด้วยและจะทิ้งทัศนะอื่นๆ ที่ตรงข้าม ฉันจะไม่มองข้ามทัศนะ ของพวกเขาเหล่านั้นและหันไปเอาทัศนะของคนอื่นเป็นอันขาด แต่เมื่อมีทัศนะด้านนิติศาสตร์ที่มาจากอิบรอฮิม อันนะเคาะอีย์ อัชชะอฺบีย์ อิบนุสีรีน อะอฺฏออฺ สะอีด บิน มุสัยยับ ฉันจะไม่ปฏิบัติตามพวกเขา แต่จะพยายาม วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเสมือนกับที่พวกเขาได้กระทำไว้” มีคนถามท่านว่า “เมื่อคำพูดของท่านเกิดค้าน กับอัลกุรอาน แล้วจะทำอย่างไร” ท่านตอบว่า “พวกเจ้าจงละทิ้งคำพูดของฉัน” มีคนถามอีกว่า “แล้วถ้าคำพูด ของท่านค้านกับสุนนะฮฺล่ะ” ท่านตอบว่า “พวกเจ้าจงละทิ้งคำพูดของฉันเสีย” มีคนถามอีกว่า “แล้วถ้าคำพูด ของท่านค้านกับทัศนะของบรรดาเศาะหาบะฮฺล่ะ” ท่านตอบว่า ”จงละทิ้งคำพูดของฉันเสีย”
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๔ นอกจากนี้ ยังมีหลักการวิเคราะห์คำสอนที่ไม่แน่ชัด เรียกว่า “เคาะบัรวาหิต” ยังมี หลักการกียาส หรือการเปรียบเทียบข้อกฎหมาย และหลักการเปิดกว้างในทางนิติศาสตร์หรือข้อกฎหมาย เรียกว่า อิสติหฺซาน หลักการหิยัล คือ การหลีกเลี่ยง หรือการหาช่องโหว่ของหลักกฎหมายอิสลาม (ชุมพล สืบค้น จากบล็อก มุสลิมภาคเหนือ) เนื้อหาข้างต้น เป็นแนวคิดและวิธีการปฏิบัติของชาวจีนยูนนานที่ได้รับมรดก ทางหลักปฏิบัติทางกฎหมายมาจากบรรพบุรุษในอดีต แนวคิดนี้ยังดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของลูกหลานชาวจีนฮ่อ ตั้งแต่การละหมาด ข้อปฏิบัติทางศาสนา หลักการบริโภค มารยาทและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม วิถีชีวิตเหล่านี้ จะพบเห็นได้ในบริเวณมัสยิดบ้านฮ่อ ตั้งแต่การละหมาด การเลี้ยงอาหารในวันศุกร์ การทักทาย ลักษณะอาหาร การกิน ความสะอาด การสวดขอพร ซึ่งข้อสังเกตเหล่านี้จะมีลักษณะแตกต่างและคล้ายคลึงกับมุสลิมภาคใต้ที่ถือ สำนักคิดชาฟีอีย์ เป็นต้น (บินมูซา blog 2551 ) ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของชุมชนชาติพันธุ์จีนยูนนาน : สำหรับมุสลิมจะมีหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่สำคัญ คือ การปฏิบัติศาสนกิจหรือ ละหมาด 5 เวลา โดยการละหมาดจะมีตารางเวลาที่กำหนดตามการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ โดยในที่นี้ จะประมาณเวลาเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ได้แก่ หนึ่งเช้าตรู่ 04.30 น. สองเวลา 12.30 น. สามเวลา 16.00 น. สี่เวลา 18.30 น. และ ห้าเวลา 19.45 น. การละหมาดโดยมีมัสยิดเป็นพื้นที่กลางในการละหมาดร่วมกันของมุสลิม ในรอบ สัปดาห์ทุกวันศุกร์มีการทำละหมาดใหญ่ ในเวลา 12.00-13.00 น. มุสลิมทุกคนจะต้องมาร่วมฟังเทศนาธรรม รวมถึงมีการละหมาดร่วมกัน ในกิจกรรมนี้จะมีผู้นำศาสนาหรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งทำหน้าที่ในการ บรรยาย โต๊ะอิหม่าม (ผู้นำศาสนา) คอเต็บ (ผู้บรรยายธรรม) เป็นผู้ให้ความรู้ตักเตือนแนะนำ ร่วมระลึกถึงคุณ งามความดี การปฏิบัติให้ถูกต้องในหนทางของหลักศาสนาให้กับสมาชิกในชุมชน ฉะนั้นทุกวันศุกร์จึงเป็นวันแห่ง การรวมตัวกันของมุสลิมทั้งหมดในชุมชน จีนยูนนาน ถือข้อปฏิบัติทางกฎหมายสำนักคิดฮานาฟี ดังที่ได้กล่าวมาในหัวข้อศาสนา และความเชื่อซึ่งมีรายละเอียดของข้อปฏิบัติและข้อห้ามที่เขียนไว้ในตำรากฎหมาย อย่างไรก็ตามจีนยูนนานมี การปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่พบเห็นได้เป็นเบื้องต้นดังนี้ ข้อห้าม 1. ห้ามศรัทธาหรือกราบไหว้บูชาสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ (พระเจ้า) 2. ห้ามเชื่อในดวงชะตา ราศี หมอดู โชคลางของขลัง ไสยศาสตร์ทั้งหลาย 3. ห้ามดื่มสิ่งมึนเมา การพนัน หวย 4. ห้ามกินสัตว์ตาย ห้ามกินหมู เลือดและสัตว์ที่ไม่เชือดด้วยนามของพระเจ้า 5. ห้ามผิดประเวณี ข่มขืนและอบายมุข 6. ห้ามค้าขายสิ่งผิดกฎหมายของรัฐ ห้ามทุจริต กักตุนสินค้า 7. ห้ามทำแท้ง รักร่วมเพศ 8. ห้ามทรพีต่อบิดามารดา 9. ห้ามฆ่าตัวตาย ฆ่าผู้อื่นหรือทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น 10. ห้ามให้ความเท็จ บิดพลิ้วสัญญา 11. ห้ามกินและเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๕ 12. ห้ามใช้ทรัพย์สินของส่วนกลางเพื่อประโยชน์ส่วนตน ข้อปฏิบัติ 1. ปฏิบัติตามกฎข้อบัญญัติทางศาสนาตามหลักศรัทธาและหลักปฏิบัติ 2. ละหมาดห้าเวลา ถือศีลอด พิธีฮัจญ์และต้องเผยแพร่ศาสนาและสัจธรรม 3. ดูแล ทำดีต่อพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ผู้นำศาสนา เด็กกำพร้าและคนอื่น ๆ 4. จงรักษาคำมั่นสัญญา 5. ดื่มกินในภาชนะและอย่าให้เหลือฟุ่มเฟือย 6. ชักชวนให้ทำความดี แนะนำสิ่งดีให้กับผู้คนและสังคม 7. ต่อสู้เพื่อสัจธรรมและความยุติธรรม 8. ดูแลเรื่องความสะอาด 9. ให้เกียรติผู้อื่น สุสานและเยี่ยมเยียนผู้ป่วย จากข้อปฏิบัติและข้อห้ามทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันทั่วไปของชาวจีน ฮ่อเชียงใหม่ อย่างไรก็ตามบางคนอาจจะปฏิบัติมากกว่าตามข้อที่กล่าวมาข้างต้น หรือบางคนอาจจะปฏิบัติได้ ไม่ครบถ้วนขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ข้อควรปฏิบัติ สำหรับในชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อหรือมุสลิมอื่น ๆ จะมีข้อห้ามชัดเจนเกี่ยวกับการกินหมู เหล้าเบียร์หรือ การเลี้ยงสุนัข และให้ความสำคัญกับการแต่งกายให้สุภาพในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สังเกตว่า ในชุมชนบ้านฮ่อ จะไม่มีการเลี้ยงสุนัขหรือขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉะนั้นการเข้าในชุมชนมุสลิมห้ามนำสัตว์ เลี้ยงเช่นสุนัขเข้าในชุมชนหรือในบ้านของมุสลิมและไม่นำอาหารเครื่องดื่มที่กล่าวข้างต้น เช่น เนื้อหมู เหล้าเบียร์ และแขกที่เป็นคนต่างศาสนิกต้องการเข้าเยี่ยมมัสยิดหรือพื้นที่ศาสนา จำเป็นต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย คือ สำหรับใส่กางเกงต่ำกว่าหัวเข่า สำหรับสตรี ต้องแต่งกายปกปิดให้เรียบร้อย คือ กางเกงหรือกระโปรงขายาว สวมเสื้อผ้าที่สุภาพ ผู้นำพิธี/ผู้ประกอบพิธีของชุมชนชาติพันธุ์จีนยูนนาน : ในสังคมมุสลิมทั่วไป ผู้นำพิธีกรรมในการปฏิบัติศาสนากิจ จะถูกเสนอแต่งตั้งเป็น ตำแหน่ง “อิหม่าม” คือ ผู้นำศาสนา มีหน้าที่รับผิดชอบในการนำพิธีกรรมทางศาสนาทุกประเภท เช่น นำละหมาด เปิดพิธีกรรม นำสวดขอพร และรับหน้าที่ในการตัดสินใจเกี่ยวการงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาทั้งหมด ในชุมชน อีกทั้งแก้ไขปัญหากรณีพิพาท ถูกผิด และการนำชุมชนเพื่อสานสัมพันธ์กับชุมชนอื่น ๆ โดยรอบ อย่างไรก็ตาม บทบาทเหล่านี้ของผู้นำ สามารถมอบหมายงานต่าง ๆ ให้กับรองและผู้ช่วย โดยมีหนึ่ง คอเต็บ คือ ตำแหน่งผู้บรรยายธรรม หรือ สอง บิลาล เป็นตำแหน่งผู้ประกาศของมัสยิด โดยที่อิหม่าม สามารถ มอบหมายงานต่าง ๆ ให้กับรองและผู้ช่วยในการทำหน้าที่แทนอิหม่ามได้ โดยเฉพาะในกรณีที่อิหม่ามติดภารกิจ หรือเจ็บไข้ได้ป่วย เพื่อเป็นผู้นำทางพิธีกรรมหรือดูแลแก้ปัญหาทางศาสนาในชุมชน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๖ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนชาติพันธุ์จีนยูนนาน : ในชุมชนมุสลิมมีพื้นที่ทางศาสนาหรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับชุมชนพุทธหรือคริสต์ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในชุมชนมุสลิม คือ มัสยิด และรองลงมา คือ สุสาน (กุโบร์) หนึ่ง มัสยิด หมายถึง บ้านของพระเจ้า เป็นพื้นที่ประเสริฐที่มุสลิมเข้ามาละหมาด ขอพร รำลึกถึงและขออภัยโทษ ขอความดีต่าง ๆ จากอัลลอฮฺ นอกจากนี้เป็นพื้นที่ทางสังคม คือ เป็นศูนย์กลาง ของชุมชนและเป็นที่รวมกิจกรรมต่าง ๆ ของมุสลิมจีนฮ่อ สอง สุสาน (กุโบร์) เป็นสถานที่ฝังศพของมุสลิม เป็นพื้นที่สาธารณะที่ได้รับการบริจาค จากสมาชิกในชุมชน โดยสถานที่ตั้งของสุสานจะห่างจากชุมชนเล็กน้อยหรืออาจอยู่ท้ายชุมชน ในหลักศาสนา อิสลามมีกรอบกำหนดให้มุสลิมให้เกียรติต่อสุสาน โดยมีข้อปฏิบัติ เช่น กรณีการเดินทางผ่านสุสาน สมควรให้ สาลามหรือทักทายเป็นภาษาอาหรับ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นบทขอพรให้กับผู้ล่วงลับในสุสาน การเยี่ยมเยือนสุสาน เพื่อระลึกและขอพรต่อพระเจ้าให้กับเครือญาติที่ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการทบทวนการกระทำของตนเองว่า อยู่ในหนทางอิสลามหรือไม่ เนื่องจากสุสานเป็นพื้นที่ที่มีสถานะ เสมือนประตูสู่โลกหน้า (โลกอาคีเราะห์) นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่หวงห้ามต่ออบายมุขและความสกปรกทั้งหลาย เช่น ห้ามส่งเสียงดัง หรือเปิดเพลง ห้ามเผาหญ้าใบไม้ ห้ามบูชา ห้ามแบ่งสันปันส่วนที่สุสาน ห้ามนำสัตว์เลี้ยงไป สุสาน ห้ามปัสสาวะ อุจจาระในบริเวณสุสาน เป็นต้น มัสยิดอัลเอี๊ยะซาน ๒. ด้านความเชื่อ ลักษณะความเชื่อทางศาสนาของชาวจีน ผสมผสานความเชื่อของพุทธศาสนา การบูชา บรรพบุรุษ ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ และการนับถือเทพเจ้า ชาวจีนจะนิยมไหว้เจ้า และไหว้บรรพบุรุษ ในขณะเดียวกันก็ทำบุญตักบาตร หรือให้ลูกบวชเรียนในพุทธศาสนา โดยไม่ถือว่ามีความขัดแย้งกันโดยส่วนใหญ่ คนจีนฮ่อจะนับถือศาสนาพุทธศาสนามหายาน ชาวจีน เชื่อในเรื่องสิ่งของมงคล โดยคนจีนจะมีสิ่งของมงคลหลายอย่าง ซึ่งสามารถเห็นและ คุ้นตาตามห้างร้าน หรือบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของคนไทยเชื้อสายจีน ตัวอย่างสิ่งของมงคลของจีน ๑. ฮก ลก ซิ่ว เทพเจ้าจีน ๓ องค์ ซึ่งเป็นบุคคลในอดีตของจีน และ นับถือกันต่อมาจนถึง ปัจจุบัน โดย ฮก ลก ซิ่ว เป็นวัตถุมงคลที่สื่อถึง ความสำเร็จ ความมั่งคั่ง และอายุยืน ว่ากันว่าถ้าหากใครบูชาไว้ จะช่วยให้เจริญรุ่งเรือง มีความสุข และ สุขภาพดี ซึ่งเทพทั้งสาม องค์จะถือเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ดังนั้นจึง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๗ ต้องบูชาให้ครบ ห้ามเลือกบูชาแค่องค์ใดองค์หนึ่ง โดยการตั้งเทพเจ้าจีน ๓ องค์ให้วางทั้ง ๓ องค์เรียงข้างกัน เริ่มด้วยซิ่วอยู่ทางซ้าย ลกอยู่ตรงกลาง และฮกอยู่ทางขวา เนื่องจากสมัยก่อน ตัวอักษรจีนเขียน จากขวาไปซ้าย นั่นเอง อย่างไรก็ตามทุกวันนี้จีนเปลี่ยนมาอ่านจากซ้ายไปขวาแล้ว ก็อาจจะวางเรียงสลับตามแบบสมัยใหม่ได้ ส่วนตำแหน่งที่เหมาะจะตั้ง ฮก ลก ซิ่ว คือ บริเวณทิศตะวันออกของห้องนั่งเล่นหรือห้องกินข้าว โดยให้วางสูง เหนือจากพื้น ประมาณ ๕ ฟุต และหันหน้าเข้าในบ้าน ห้ามหันออกประตูหรือหน้าต่าง และห้ามหันไปหน้า ห้องน้ำหรือจุดอัปมงคล เช่น มุมที่มีกองขยะ 2. ตี่จู่เอี้ย เทพเจ้าแห่งธาตุดิน เป็นเทพเจ้าประจำบ้าน ที่คนจีนเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าเป็นเทพเจ้า ที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด โดยประวัติความเป็นมาของตี่จู่เอี้ยมีมาตั้งแต่สมัย โบราณที่ชาวจีนเริ่มหาที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ จึงต้องการให้เทพเจ้าช่วย ปกป้องคุ้มครอง เลยนำกระดาษมาเขียน ตัวอักษรว่า “ตีจู่ซิ่งอุ่ย” ซึ่งหมายถึง ที่สถิตของเทพเจ้า และก็มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนกลายเป็น ศาลตี่จู่เอี้ยทุกวันนี้ โดยเชื่อว่ากันว่า ถ้าหากบ้านไหนมีศาลตี่จู่เอี้ยบูชาไว้ ก็เหมือนมีเทพเจ้าคอยดูแล คุ้มครอง ทำให้มีแต่ความสุข และช่วยเสริมโชคลาภและสิริมงคลในชีวิต โดยการตั้งศาลตี่จู่เอี้ยควรวางให้ติดดิน ด้านหลัง ไม่ควรอยู่ใกล้ประตู บันได ห้องน้ำ ห้องครัว ด้านหน้าควรโล่ง กว้าง และสว่าง ด้านบนไม่ควรมีคานหรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์อื่น และด้านล่างควรเป็นพื้นธรรมดาไม่มีฐานรอง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๘ 3. เรือสำเภาจีน ถือเป็นของมงคลศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้าน และ คู่ออฟฟิศของคนจีน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในกลุ่มนักธุรกิจ เนื่องจากสมัยก่อน ผู้คน นิยมใช้เรือสำเภาในการค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการค้าขายกับ ต่างประเทศ ทำให้เวลาเรือแล่นกลับบ้าน ก็จะขนเงินทอง หรือสินค้ามาเต็มเรือ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ความมั่งคั่ง ร่ำรวยนั่นเอง ดังนั้นจึงมีความเชื่อส่งต่อกันมาว่า ถ้าหากบ้านไหน ประดับเรือสำเภาจีนไว้ ก็ช่วยนำ โชคลาภทางการเงินเข้ามาสู่ผู้คนในบ้าน ซึ่งการนำเอาเรือสำเภามาตั้งประดับไว้ทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน ควรวาง ในทิศตะวันออกหรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเป็นทิศของธาตุไม้ และเรือทำมาจากไม้ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญ ที่สุด คือ ต้องวางหัวเรือหันเข้ามาข้างในบ้าน ซึ่งหมายถึง การรับเข้า ถ้าหากวางหันออกจะเหมาะกับออฟฟิศ ซึ่งหมายถึง การเจรจาธุรกิจ โดยอย่าลืมใส่เหรียญเงิน เหรียญทองเข้าไปเป็นการเสริมมงคลด้วย 4. สิงห์คู่ หรือ สิงโตคู่ เป็นสัตว์ผู้พิทักษ์ตามความเชื่อของชาวจีน โดยมีประวัติความเป็นมา ยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ เชื่อกันว่าผู้ที่มีอำนาจและเงิน ทองจะวางสิงห์คู่ประดับไว้หน้าประตูทางเข้า เพื่อช่วย ปกปักรักษา ทรัพย์สิน และ คนในบ้าน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกวันนี้เรา ถึงเห็นสิงห์คู่เฉพาะในวัด สำนักงานรัฐ และบ้านของตระกูลใหญ่เท่านั้น โดยลักษณะของสิงห์คู่ที่ดีควรมีทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพราะตัวผู้จะเหยียบโลกไว้ใต้ อุ้งเท้าขวา เปรียบเสมือนการป้องกันบ้านและอาณาจักร ส่วนตัวเมียจะเหยียบลูกไว้ใต้อุ้งเท้าซ้าย เปรียบเสมือน การป้องกันจากสัญชาตญาณแม่ โดยตำแหน่งที่เหมาะจะวางสิงห์คู่มากที่สุด คือ บริเวณหน้าประตูบ้าน โดยให้ตัว เมียอยู่ทางซ้าย ตัวผู้อยู่ทางขวา (มองจากข้างนอกเข้าไปข้างใน) เพื่อให้สิงห์คู่ช่วยปกป้องและคุ้มครองคนในบ้าน ให้ปลอดภัย และเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจกับคนที่ผ่านเข้า-ออกบ้าน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๗๙ 5. ปี่เซียะ เป็นสัตว์มงคล และ วัตถุมงคล ยอดนิยมของคนจีน มีลักษณะคล้ายสัตว์ ๕ ชนิด รวมกัน ได้แก่ สิงโต มังกร กวาง แมว และนก โดยมีเรื่องเล่าว่าปี่เซียะทำผิดกฎสวรรค์จึงถูกลงโทษให้กินแต่เงิน และทองพร้อมทั้งปิดรูทวารไม่ให้ถ่ายออก จึงทำให้ปี่เซียะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ร่ำรวย เนื่องจาก ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นการ “ดูดทรัพย์เข้า กักทรัพย์ออก” หากบูชาไว้จะ ช่วยให้เงินทองไหลมาเทมา เก็บทรัพย์ สมบัติไม่ให้รั่วไหล ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง และดึงดูดโชคลาภเข้ามาในชีวิตนั่นเอง โดยการวางปี่เซียะควรตั้งให้ เห็นชัด ไม่อยู่ต่ำเกินไป ไม่อยู่สูงกว่าพระ และไม่อยู่รวมกับของมงคลอื่น ซึ่งเราสามารถตั้งได้ทั้งบนตู้เซฟ โต๊ะทำงาน ห้องรับแขก และใกล้ประตูบ้าน โดยให้หันหน้าเข้าหาประตู ที่สำคัญควรตั้งคู่กัน ให้ตัวเมียอยู่ด้านขวา (ตัวที่ก้าวเท้า ขวาไปข้างหน้า) ตัวผู้อยู่ด้านซ้าย (ตัวที่ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า) และมีน้ำเปล่าวางไว้ 1 แก้ว ส่วนทิศที่เหมาะสมที่สุด คือ ทิศตะวันออกหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 6. คางคกสามขาคาบเหรียญ หรือเซียมซู เป็นสิ่งของมงคลศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยเสริมเรื่องความมั่ง คั่ง ร่ำรวย โดยมีตำนานเล่าว่าเป็นสัตว์เลี้ยงข้างกายของหลิวไห่ฉาน หรือ หลิวไห่ (Liu Hai) เซียนผู้ประทานเงิน ทองสุดโด่งดังแห่งลัทธิเต๋า ฉะนั้นผู้คนจึงเชื่อว่าถ้าหากใครบูชาเซียมซูติดบ้านไว้จะ ช่วยนำเงินทอง และ รายได้ เข้ามาสู่ผู้คนในบ้าน โดยควรวางเซียมซูประดับไว้บริเวณหน้าประตูบ้าน หรือ ตรงข้ามประตูบ้าน แบบทแยงมุม เพื่อช่วยดึงดูดโชคลาภจากภายนอกเข้ามาสู่ภายใน และควรตั้งให้หันหน้าเข้ามาข้างในบ้าน (บางตำราบอกว่า สามารถหันออกข้างนอกบ้านได้) อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการวางตรงข้ามกับประตูพอดีเพราะจะทำให้พลัง ชี่หน้าบ้านแข็งแรงมากเกินไป รวมถึงห้ามวางบนพื้นเด็ดขาดด้วย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๐ 7. ไฉ่ซิงเอี้ย เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ โดยมีความเชื่อว่าองค์เทพไฉ่ซิงเอี้ยจะมายังโลกมนุษย์ เพียงปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งก็คือ วันตรุษจีน จึงทำให้คนส่วนใหญ่จะตั้งโต๊ะหมู่บูชาองค์ไฉ่ซิงเอี้ยเป็นองค์แรกของวัน ตรุษจีน เพราะเชื่อว่าจะนำความมั่งมีศรีสุข โชคลาภเงินทอง ความสุขสมหวัง และ ความร่ำรวยมาสู่ผู้คนในบ้าน นั่นเอง ซึ่งในการตั้งโต๊ะบูชาองค์เทพไฉ่ซิงเอี้ยของแต่ละปี ก็จะแตกต่างกัน ออกไป สำหรับการบูชาในบ้านให้ตั้ง องค์เทพหันหลังไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรับพลังดีตามหลักฮวงจุ้ยหรือจะวางไว้บนโต๊ะทำงานหรือตู้ เซฟก็ได้ แต่ระวังอย่าวางไว้ต่ำเกินไปและต้องไม่วางสูงกว่าพระพุทธรูปด้วย 8. ภาพม้า 8 ตัว “ม้า” หรือนักษัตร “มะเมีย” จะตรงกับช่วงพลัง “ธาตุไฟ” หรือช่วงพลัง หยางสูงสุด เช่น ช่วงกลางวัน หรือช่วงฤดูร้อน ของจีน คนจีนจึงนำเอาม้าซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความกระฉับกระเฉง ว่องไว แข็งแรงทรงพลัง เป็นตัวแทนของพลังหยางสูงสุด แสดงถึง ความเป็นมงคลโดยเฉพาะในเรื่องของการ ค้าขายให้ได้ราบรื่น รวดเร็ว ฉับไว หรือช่วยเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สมบูรณ์โดยตามศาสตร์ฮวงจุ้ยใน ระบบวิชาการก็ถือว่าหากท่านสามารถติดภาพม้า 8 ตัวใน “ทิศใต้” ได้ก็จะเสริมพลังฮวงจุ้ยในมุมนั้น มากขึ้นไป อีก และจะส่งผลดีเป็นพิเศษกับผู้ที่เกิดในปี “มะเส็ง” “มะเมีย” และ “มะแม”
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๑ 9. มังกร เป็นสัตว์ในตำนานตามหลักความเชื่อของจีน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสัตว์เทพทั้งสี่ที่มีมา ตั้งแต่โบราณ (มังกรเขียว หงส์แดง เสือขาว และเต่าดำ) และเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิจีนด้วย โดยเชื่อกันว่า ถ้าหากใครมีมังกรอยู่ที่บ้านจะช่วยเสริมเรื่องความ มั่งคั่ง พลังอำนาจ และความโชคดี เนื่องจากมังกรสื่อถึงคน ที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ร่ำรวย และแข็งแกร่งนั่นเอง นอกจากนี้ยังเชื่อว่า มังกรสามารถเสริมพลังชี่ให้กับตัวบ้านได้ อีกด้วย ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยมังกรควรตั้งประดับไว้ทางทิศตะวันออกหรือทางด้านซ้ายของบ้าน (หากมองออกมา จากด้านใน) หรือบริเวณที่เป็นห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว และห้องทำงาน ห้ามวางไว้ในบริเวณที่มีพลังงานต่ำ เช่น ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว หรือโรงจอดรถเด็ดขาด เนื่องจากมังกรเป็นสัตว์ที่ชอบน้ำมาก ดังนั้นถ้าหากบ้านของใคร มีแหล่งน้ำหรือรูปภาพน้ำ ก็สามารถวางมังกรให้หันหน้าเข้าหาน้ำได้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๒ การแสดงระบำพัด การเต้นกว่างหวู่ กีฬาพื้นเมืองลูกข่าง (โตโล) 7. ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน 1. ดนตรีพื้นบ้าน เสียงดนตรีของจีนคิดขึ้นมาอย่างมีระบบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับธรรมชาติและ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เสียงดนตรีของจีนเกิดขึ้นมาจากเสียงพื้นฐานเพียง ๑ เสียง เรียกว่า huang chung เกิดจากการเป่าลมผ่านท่อไม้ไผ่ ๑ ฟอน เสียงอื่น ๆ (ใบ) ขึ้นมาจากการตัดไม้ไผ่ด้วยความยาว ต่าง ๆ กัน โดยใช้ระบบการวัดที่มีอัตราส่วนแน่นอนเหมือนกับสูตรทางคณิตศาสตร์ จากเสียงพื้นฐานเพียง ๑ เสียง จะนำไปสร้างให้เกิดเสียงต่าง ๆ อีกจนครบ ๑๒ เสียง หรือ ๑๒ ใบ นักวิชาการทางดนตรีเชื่อว่า เสียงทั้ง ๑๒ เสียงของจีนที่เกิดขึ้นมานั้น มีความเกี่ยวพันกับราศี ๑๒ ราศี เดือน ๑๒ เดือน ชั่วโมงของเวลากลางวันและ กลางคืน รวมทั้งการแบ่งเพศชายและหญิงด้วย ระบบเสียง ๕ เสียง ที่พบในดนตรีจีนถือสารเลือกเสียง ๑๒ เสียง ที่เกิดขึ้น นำไปจัดรูปแบบใหม่ให้เป็นบันไดเสียงที่ต้องการเพื่อนำไปใช้สร้างเพลงต่าง ๆ ต่อไป เครื่องดนตรีของ ชาวจีนยูนนาน ได้แก่ 1. ผีพา เป็นเครื่องดนตรีที่จีน ประเภทสาย ที่มีเสียงกังวานไพเราะ ผู้เล่นสามารถเรียบเรียง จังหวะและบรรเลงออกมาให้มีความโดดเด่นได้ แต่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและทักษะ 2. ตี๋ เป็นเครื่องเป่าจำพวกขลุ่ยของจีนที่ทำจากเลาไม้ไผ่มีสองประเภทหลัก ๆ คือ ขลุ่ยที่ เป่าลมจากปลายยอดด้านบน และขลุ่ยที่ผิวลมจากรูด้านข้าง ด้วยข้อแตกต่างของวิธีการเป่านี้เอง ทำให้ลักษณะ การตั้งเลาขลุ่ยต่างกัน คือมีแบบตั้งกับแบบขวาง 3. เอ้อหู หรือ ซออู้(Erhu) ซอสองสายเป็นเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบในวงงิ้วโดยตลอด ซอสองสายมีโครงสร้าง ง่ายมาก มีคันซอที่ทำด้วยไม้ด้ามเล็กๆ ยาวประมาณ 80 ซม. บนคันซอมีสายซอ 2 สาย ใต้คันมีกระบอกเสียง ของซอรูปร่างแบบถ้วยน้ำชา นอกจากนี้ ยังมีคันซักซอที่ทำด้วยหางม้า เวลาบรรเลง ผู้บรรเลงจะใช้ท่านั่ง มือซ้าย ถือตัวซอ มือขวาถือคันซักซอ ระดับเสียงของซอสองสายจะกว้างถึง 3 ช่อง เสียงของซอสองสายสามารถแสดงถึง อารมณ์ความรู้สึกได้เต็มเปี่ยม ซอสองสายมีเสียงคล้ายเสียงคน จึงเป็นเครื่องดนตรีที่มีลักษณะเหมือน การร้อง ดนตรี/นาฏศิลป์/การละเล่นพื้นบ้าน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๓ เพลง บางคนขนานนามว่าเป็น”ไวโอลินจีน” เนื่องจากเสียงซอมีความเศร้า ในตัว จึงมักเอามาบรรเลงเพลงที่ เน้นอารมณ์ซาบซึ้ง 4. ปี่โหว หรือ ปี่ไม้ไผ่ เป็นปี่ 2 ลิ้นชนิดหนึ่ง โครงสร้างของปี่ไม้ไผ่เป็นแบบง่าย ๆ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ลิ้นปี่ ตัวปี่และปากแตร ลิ้นปี่ทำด้วยหลอดต้นอ้อหรือต้นกก โดยปากค่อนข้างกว้าง ลิ้น ปี่ 2 ชิ้นค่อนข้างหน้า ตัวปี่ทำด้วยไม้ไผ่ ไม้ดำ ไม้แดง ไมัธรรมดา หลอดพลาสติกหรือหลอดโลหะ ปี่ไม้ไผ่มีเสียงดี ที่สุด ในตัวเลาปี่ มีรู 7 รู ข้างล่างของตัวปี่เป็นปากแตรที่ทำด้วยทองเหลืองบางๆ เพื่อขยายเสียงและประดับปี่ ด้วยเสียงของปี่โหหรือปี่ไม้ไผ่คล้ายๆเสียงของปี่ธรรมดา เสียงทุ้มต่ำ ฟังเหมือนมีเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย มักจะ บรรเลงด้วยกันกับซอเสียงกลางและซอเสียงต่ำ เพื่อเสริมเสียงกลางและเสียงต่ำในวงดนตรี 5. ฉิ่งจวือ หรือ ฉวิ่งจวือ เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านของชาวจีนยูนนานประเภทเครื่องสาย มี 3 สาย ลักษณะคล้ายเครื่องดนตรีพื้นเมืองของภาคเหนือ แต่ใช้การดีดสายเหมือการเล่นกีตาร์ มีคันทวน ลูกปิด และกะโหลกเสียง ใช้เล่นในการให้จังหวะเพลงในการเต้นต่าโกว คือการเต้นตามจังหวะ และประกอบการ ขับรอง ซึ่งเล่นในโอกาสงานมงคลและอวมงคล
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๔ 2. นาฏศิลป์พื้นบ้าน นาฏศิลป์จีนมีประวัติความเป็นมาเหมือนทุกชาติในตะวันออก คือ เกิดจากการประกอบพิธีทาง ไสยศาสตร์ จนพัฒนามาเป็นละครแบบต่าง ๆ ในราชสำนัก จนท้ายที่สุดเกิดเป็นอุปรากรจีน (งิ้ว) นับเป็นศิลปะ ที่มีแบบแผนระดับชาติที่ชาวจีนได้พัฒนา และอนุรักษ์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนมีลักษณะเป็นศิลปะประจำ ชาติ นาฏศิลป์ของจีนมีมากมาย เช่น 1. งิ้ว อุปรากรจีน (戏曲/戲曲: xìqǔ) เป็นการแสดงที่ผสมผสานการขับร้องและการ เจรจาประกอบกับลีลาท่าทางของนักแสดงให้ออกเป็นเรื่องราว 2. การแสดงระบำพัดจีน เป็นนาฏศิลป์การแสดงที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมมาจากประเทศจีนประวัติเริ่มแรกของการ แสดงระบำพัดของจีนนั้น มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเฉลิมฉลอง การล่าสัตว์ จับปลา หาอาหารของชาวพื้นเมืองเผ่า ต่างๆ ของประเทศจีน และมักจะแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมจีนเข้าไปด้วย การแสดงระบำพัด จีนนั้นจะใช้เพลงประกอบที่เป็นภาษาจีนเพลงต่าง ๆ แล้วแต่คนทำการแสดงจะเลือกมาแสดง ท่าทางในการ แสดงจะเป็นลักษณะของการเคลื่อนไหวร่างกายไปมาประกอบกับการถือพัดจีนในการแสดงอย่างสง่างาม 3. เชิดสิงโต เป็นประเพณีการเต้นรำอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมจีน ผู้แสดงเลียนแบบการเคลื่อนไหว ของสิงโตในชุดสิงโต การเชิดสิงโตปกติจะแสดงในเทศกาลตรุษจีนและในเทศกาลทางประเพณี วัฒนธรรม อื่น ๆ การเชิดสิงโตอาจแสดงในโอกาสสำคัญ เช่น งานเปิดตัวธุรกิจ การเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ หรืองานสมรส หรือ อาจใช้เชิดชูเกียรติแขกพิเศษในชุมชนของชาวจีน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๕ 4. การเต้นกว่างหวู่ เป็นการเต้นประกอบจังหวะตามเพลง นิยมใช้เต้นในงานรื่นเริง 5. การเต้นต๋าโก การเต้นรำ หรือ ภาษาจีนยูนนาน เรียกว่า “ต๋าโก” คือ การเต้นเป็นจังหวะประกอบ ดนตรี โดยเต้นเรียงกันเป็นแถว เต้นเดินเป็นวงกลม ผู้ชายจะเล่นเครื่องดนตรีฉิ่งจวือให้จังหวะเพลงเดินนำไปเป็น แถวชายล้วนก่อน จากนั้นผู้หญิงก็เต้นตามจังหวะเต้นเรียงกันเป็นแถว จังหวะการเต้นเป็นจังหวะเรียบง่ายคือ ก้าวซ้าย ขวา ซ้าย ชิด จากนั้น เริ่ม ก้าว ขวา ซ้าย ขวา ชิด สลับวนไปแบบนี้ นอกจากนี้มีการหน้าไปด้านหน้า อีกจังหวะหันหน้าเข้าวงด้านใน การเต้นรำนี้มีความพร้อมเพรียงกันดูสวยงาม สามารถเพิ่มจังหวะช้าเร็วได้ตาม จังหวะดนตรี ส่วนมากจะเต้นเมื่อมีงานแต่งงาน เต้นตั้งแต่ประมาณ 2 ทุ่ม ถึง ประมาณตี5 ของอีกวันหนึ่ง ถือ เป็นประเพณีที่ชาวจีนยูนนานปฏิบัติสืบต่อกันมา 3. การละเล่นพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้านโดยชาวจีนอยู่นานมีการเล่นที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานเป็นการละเล่น ลูกข่าง การโยนลูกช่วงหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ลิวเปา” เป็นการละเล่นของหนุ่มสาวที่มาเล่นในวันงานตรุษจีน เพื่อเป็นการเกี้ยวพาราสีในการหาคู่ในวันนี้ด้วย และการละเล่น “ต้าหม่าเจี๋ยว” หรือไพ่นกกระจอกซึ่งจะพบเจอ ในพิธีสำคัญทางศาสนาของชาวจีนยูนนาน ภาพที่ 3 ต๋าโกของชายชาวจีนยูนนาน ที่มา : https://citly.me/epOuz
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๖ 1. กีฬาพื้นเมืองลูกข่าง (โตโล) “ลูกข่าง (โตโล)” หนึ่งในสี่รายการที่ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ ชาติ สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย โดยลูกข่างเป็นกีฬาพื้นเมืองนิยมเล่นกันในหลายท้องถิ่น สำหรับลูกข่างของชาวจีน ยูนนานนั้นมีลักษณะเฉพาะที่แสดงอัตลักษณ์ที่ทำจากไม้ฝรั่งหรือไม้มะยม มีรูปร่างกลมรีหัวโต ก้นเล็กคล้ายผล ฝรั่ง ที่ก้นตรงปลายสุดจะมีเดือยตะปูโผล่ออกมา อุปกรณ์การเล่นที่ต้องมี คือ เชือก โดยเชือกต้องยาวพอพัน ลูกข่างจากปลายเดือยถึงกลางตัวลูกข่างได้ปลายเชือกด้านหนึ่งผูกด้วยไม้ ซึ่งวิธีการเล่นลูกข่างนั้นมีหลากหลาย ทั้งขว้างตีใส่ฝ่ายตรงข้าม ขว้างให้หมุนนาน เป็นต้น จะมีทุกปี ช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นการเล่นกีฬาเพื่อความ สนุกสนาน หลังจากทำงานมาตลอดทั้งปีเป็นการแข่งขันกันระหว่างหมู่บ้านต่าง ๆ 2. ไพ่นกกระจอก (หมาเจี้ยง) การเล่นไพ่นกกระจอกเป็นวัฒนธรรมอยู่คู่คนจีนเชื้อสายยูนนานมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยไพ่นกกระจอก ถือว่าเป็นการละเล่นเพื่อพักผ่อน สร้างความสงบ ฝึกสมาธิแก่คนจีนทั่วไป ส่วนมากนิยมเล่น กันในช่วงเทศกาลตรุษจีนหรือวันปีใหม่จีน ในค่ำคืนเฉลิมฉลอง ทั้งฉลองปีใหม่และการรวมตัวของคนใน ครอบครัว ญาติมิตรที่พร้อมใจกลับมาบ้าน การเล่นไพ่นกกระจอกเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวนิยมทำไม่ใช่แค่เพียง สร้างความสนุกสนาน ยังแฝงไปด้วย “แสงแห่งความหวังและการขอพร” ผ่านไพ่ ไพ่นกกระจอกจะมีไพ่ทั้งหมด 5 ชุดมาตรฐานด้วยกัน ได้แก่ ชุดท้ง ชุดเสาะ ชุดบ่วง ชุดทิศทั้งสี่ และชุดมังกร ผู้เล่นไพ่นกกระจอกบางกลุ่ม อาจจะมีทั้ง 7 ชุดด้วยกัน โดยชุดที่เพิ่มมานั่นคือ ชุดดอกไม้และชุดฤดูกาล
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๗ ภาคผนวก
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๘
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๘๙
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๐
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๑
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๒
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๓
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๔
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต ๓ โครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ๙๕