The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ratchada.rak064, 2022-01-28 22:15:48

Chapter2update

Chapter2update

120

3.1 หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) หมายถึง ในการปฏบิ ตั ิ
ราชการควรมีการมอบอำนาจและกระจายความรับผดิ ชอบในการตดั สินใจและการดำเนินการให้แก่
ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในระดบั ตา่ งๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม รวมท้งั มีการโอนถา่ ยบทบาทและภารกิจให้แก่องค์การ
ปกครองสว่ นท้องถนิ่ หรือภาคสว่ นอ่นื ๆ ในสงั คม

3.2 หลกั การมีสว่ นรว่ ม/การม่งุ เน้นฉันทามติ (Participation/Consensus
Oriented) หมายถึง ในการปฏบิ ัตริ าชการตอ้ งรบั ฟังความคดิ เห็นของประชาชน รวมท้ังเปิดโอกาส
ให้ประชาชนมีส่วนรว่ มในการรบั รู้ เรยี นรู้ ทำความเขา้ ใจ รว่ มแสดงทัศนะ ร่วมเสนอปัญหา/ประเดน็ ท่ี
สำคัญที่เก่ียวข้องร่วมคิดแก้ปัญหา ร่วมในกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินงาน และร่วม
ตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ต้องมีความพยายามในการแสวงหาฉันทามติหรือข้อตกลงร่วมกัน
ระหว่างกลุ่มผมู้ ีสว่ นไดส้ ่วนเสียท่ีเก่ยี วข้อง โดยเฉพาะกลมุ่ ทไ่ี ด้รับผลกระทบโดยตรงจะต้องไม่
มขี อ้ คัดค้านทห่ี าขอ้ ยุติไม่ได้ในประเดน็ ท่สี ำคญั

4. ความรบั ผิดชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
4.1 หลกั คุณธรรม/จริยธรรม (Morality/Ethics) หมายถึง ในการปฏิบตั ิ

ราชการต้องมีจิตสำนึก ความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าท่ีให้เป็นไปอย่างมีศีลธรรม คุณธรรม และ
ตรงตามความคาดหวังของสังคม รวมทั้งยึดม่ันในค่านิยมหลักของมาตรฐานจริยธรรมสำหรับผู้ดำรง
ตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนและจรรยาบรรณ
วชิ าชพี ตลอดจนคุณลักษณะท่ีพงึ ประสงคข์ องระบบราชการไทย 8 ประการ (I AM READY) ได้แก่

I - Integrity ซ่ือสัตย์และกล้ายืนหยัดในส่ิงทถ่ี ูกต้อง
A – Activeness ทางานเชิงรกุ คดิ เชงิ บวก และมจี ติ บรกิ าร
M - Morality มีศีลธรรม คุณธรรมและจรยิ ธรรม
R - Responsiveness คำนึงถงึ ประโยชน์สุขของประชาชนเปน็ ท่ตี ัง้
E - Efficiency มุ่งเน้นประสิทธภิ าพ
A - Accountability ตรวจสอบได้
D – Democracy ยดึ ม่ันในหลกั ประชาธิปไตย
Y – Yield มงุ่ ผลสัมฤทธ์ิ
จากการศกึ ษาองคป์ ระกอบของการบรหิ ารตามหลกั ธรรมาภบิ าลจาก
หลาย ๆ องค์ประกอบทำให้พบว่าหลักการที่สำคัญของธรรมภิบาล คือ การให้ความสำคัญกับการมี
ส่วนร่วมของทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมให้มีการดำเนินงาน
ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แต่หากมองในหลักการอื่นจะพบว่าความเห็นจากองค์การระหว่าง
ประเทศ นักวิชาการท้ังในประเทศไทยและต่างประเทศ ต่างก็ให้แนวคิดในองค์ประกอบของธรรมาภิ
บาลไม่เหมอื นกันทุกประการ นั่นเป็นเพราะการดำเนินงานแต่ละภาคส่วนมีความแตกต่างกัน จึงทำให้

121

หลักธรรมาภิบาลแต่ละท่ีแตกต่างกันไปบา้ ง แต่ก็ยังคงหลักการซงึ่ เป็นหวั ใจสำคัญของการบริหารตาม
หลกั ธรรมาภิบาล คอื การมีส่วนร่วม ความรบั ผดิ ชอบ ความโปรง่ ใสสามารถตรวจสอบได้ หลักนิตธิ รรม
เพราะทุกองค์การมีแนวคิดหลักประชาธิปไตยอยู่เบ้ืองหลังการดำเนินงาน สนับสนุนให้ประชาชนมี
ส่วนร่วมในการบริหาร ทำให้เกิดการบริหารท่ีมคี วามโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และบริหารโดยอย่บู น
ฐานของการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงการดำเนินงานด้วยความคุ้มค่ามีประสิทธิภาพในการบริหาร
และเกดิ ประสิทธิผลที่ดี

หลักธรรมาภิบาลกบั การบริหารสถานศกึ ษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2553, น. 41-42) ได้
กล่าวถึงการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ท่ีมุ่งเน้นการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพ้ืน
การศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน รวมท้ังการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองชุมชน ภาคเอกชน
และทกุ ภาค ส่วน มรี ะบบบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล ซ่งึ ประกอบด้วย
1. การกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาให้กบั สถานศกึ ษาและเขต
พนื้ ทีก่ ารศกึ ษา
2. พฒั นาระบบบรหิ ารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลใหเ้ กิดประสิทธภิ าพ
3. พฒั นาการบริหารจดั การเพ่ือเพ่ิมโอกาสทางการศกึ ษาอย่างมีคุณภาพ
4. พฒั นาระบบบรหิ ารจัดการเพอ่ื สง่ เสรมิ สนับสนนุ การมีส่วนร่วมของประชาชน
ภาคเอกชน และทกุ ภาคส่วนในการจัดการศกึ ษาและสนับสนุนการศึกษาและเรียนรู้ใหม้ ากขนึ้ ไดแ้ ก่

4.1 ส่งเสริมการมีสว่ นรว่ มของบุคคล ครอบครวั ชุมชน องค์กรชุมชน
เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นในการ
จดั การศกึ ษาและสนับสนุนการศึกษาให้มากขนึ้

4.2 ส่งเสรมิ บทบาทองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ิน (อปท.) ใหเ้ ข้ามาร่วมจดั
และสนบั สนุนการจดั การศึกษามากขึ้น

5. พัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการศึกษาให้มีประสิทธิภาพหลัก
ธรรมาภบิ าลกับการศกึ ษา การกระจายอำนาจการมีสว่ นร่วมทางการศึกษานับเป็นปัจจัยท่ีสำคัญที่สุด
ในการปฏิรูปการศึกษา ตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 เพราะจะช่วยใหม้ ีคณะบุคคลเขา้ มามีส่วนร่วมในการ จัด
การศึกษา หน่วยงานทางการศึกษา และบริหารจัดการโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ อาทิ การสร้าง
หลักสูตรท่ีเหมาะสมกับท้องถิ่นที่ทันสมัย ทันโลก ผสมผสานกับภูมิปัญญาของท้องถ่ินสอดคล้องกับ
ความต้องการของผู้เรียนและชุมชน ทำให้เกิดการประหยัดการใช้ทรัพยากรในด้านต่าง ๆ เช่น
ทรัพยากรบุคคล งบประมาณ เพราะทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาโดยเข้ามามีส่วนร่วมในความรับผิดชอบ

122

เพ่ือยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ผลจากการเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ มีผลทำ
ใหก้ ารจดั การศกึ ษาในทอ้ งถิน่ ดขี ึ้น

ธรี ะ รุญเจริญ (2540, น.174 อา้ งถงึ ใน สันทนา ศรไี พรบัว, 2556, น.16) กลา่ วไว้ว่า
การจัดการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการระหว่างหน่วยงาน 3 ระดับ คือ ระดับกระทรวง
ระดับเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษา และระดับสถานศึกษา ในแตล่ ะระดับก็มีบทบาทอำนาจหน้าทโี่ ดยเฉพาะ ซึ่ง
ในสามระดับนี้สถานศึกษาเป็นหน่วยจัดการศึกษาอย่างแท้จริง ด้วยภาวะเศรษฐกิจ สังคมและ
การเมืองที่เปล่ียนแปลงไป ซ่ึงส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อคนในสังคม ดังน้ัน หน่วยงานการบริหารจัด
การศึกษา ซงึ่ เป็นองคก์ รท่ีสำคญั ยงิ่ ทจ่ี ะตอ้ งนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารจดั การศึกษาอย่าง
หลีกเล่ยี งไมไ่ ด้ เนือ่ งมาจากการเปลี่ยนแปลงและความเคล่ือนไหวหลายประการ คอื

ประการที่ 1 รัฐบาลไดอ้ อกพระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยหลักเกณฑ์และวิธกี ารบรหิ าร
กิจการบ้านเมืองทีด่ ี พุทธศักราช 2542

ประการท่ี 2 การบรหิ ารจัดการฐานโรงเรียน (School Based Management :
SBM) มาใชใ้ นการศึกษาขนั้ พื้นฐานซึง่ หลักการบริหารโรงเรียนสอดคล้องกบั หลกั การของธรรมาภิบาล
เกือบทั้งหมด จึงเป็นการสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการ
บ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546

ประการที่ 3 ตามท่ีมพี ระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 และ
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พุทธศักราช 2545 มาตรา 39 ซ่ึงบัญญัติไว้ว่า มาตรา 39 กำหนดให้
กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การ
บริหารงานบุคคลและการบริหารท่ัวไป ไปยังคณะกรรมการและสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา และ
สถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง และในพระราชบัญญัติระเบยี บบริหารกระทรวงศึกษาธิการ
พุทธศักราช2546 มาตรา 35 บัญญัติไว้ว่า “สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐานตามมาตรา 34 (2)
เฉพาะท่ีเป็นโรงเรียนของรัฐ เป็นนิติบุคคล เมื่อมีการยุบเลิกสถานศึกษาตามวรรคหนึ่ง ให้ความเป็น
นิตบิ คุ คลสิ้นสุดลง” ดังภาพต่อไปนี้

123

ภาพท่ี 8 ภาพรวมของหลกั ธรรมาภิบาลกบั การบรหิ ารสถานศกึ ษา
ทม่ี า : กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2546 ข, น. 31

จากภาพเป็นการแสดงภาพรวมของหลักธรรมาภบิ าลกับการบรหิ ารสถานศึกษา
เพื่อให้การดำเนินงานในสถานศึกษาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตามกรอบแนวคิดของกระทรวงศึกษาธิการ
(2546 ข, น. 32-75) อย่างมีประสิทธภิ าพ ประกอบดว้ ยการบริหารสถานศกึ ษาทัง้ 4 งาน คอื

1. การบรหิ ารงานวชิ าการ เป็นภารกจิ หลักของสถานศึกษาทพี่ ระราชบัญญตั ิ
การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 มุ่งให้
กระจายอำนาจในการบริหารจัดการไปให้สถานศึกษามากท่ีสุด ด้วยเจตนารมณ์ท่ีจะให้สถานศึกษา
ดำเนินการได้โดยอิสระคล่องตัว รวดเร็วสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน
และการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วยเสียทุกฝ่าย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้สถานศึกษามีความ
เข้มแข็งในการบริหารจัดการ สามารถพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนการวัด
ประเมินผลรวมทั้งการวัดปัจจัยเกื้อหนุนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ชุมชน ท้องถิ่นได้อย่างมีคุณภาพ
และประสทิ ธภิ าพ โดยมวี ัตถปุ ระสงค์

1.1 เพอื่ ใหส้ ถานศึกษาบรหิ ารงานด้านวิชาการไดโ้ ดยอสิ ระ คล่องตวั
รวดเรว็ และสอดคล้องกบั ความต้องการของนักเรยี น สถานศึกษา ชุมชนและท้องถ่นิ

1.2 เพื่อให้การบริหารและการจดั การศึกษาของสถานศึกษาได้มาตรฐาน
และมีคุณภาพ สอดคล้องกับระบบประกันคุณภาพการศึกษาและการประเมินคุณภาพภายในเพ่ือ
พัฒนาตนเอง และการประเมนิ จากหนว่ ยงานภายนอก

1.3 เพื่อให้สถานศึกษาพัฒนาหลกั สตู รและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจน

124

ปจั จยั เกอื้ หนุนการพัฒนาการเรยี นรทู้ ี่สนองความตอ้ งการของผ้เู รียน ชมุ ชนและท้องถิ่น โดยยึดผู้เรยี น
เป็นสำคัญได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ เพื่อให้สถานศึกษาได้ประสานความร่วมมือในการ
พฒั นาคุณภาพการศกึ ษาของสถานศกึ ษา และของบคุ คล ครอบครัว องค์กร หน่วยงานและสถาบนั อื่น
ๆ อยา่ งกวา้ งขวาง โดยมขี อบขา่ ย/ภารกิจ ดังน้ี

1.1 การพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษา
1.2 การพัฒนากระบวนการเรียนรู้
1.3 การวดั ผลประเมินผลและเทยี บโอนผลการเรียน
1.4 การวจิ ัยเพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา
1.5 การพฒั นาสอื่ นวตั กรรมและเทคโนโลยีเพ่ือการศกึ ษา
1.6 การพัฒนาแหลง่ การเรียนรู้
1.7 การนิเทศการศึกษา
1.8 การแนะแนวการศึกษา
1.9 การพฒั นาระบบการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศึกษา
1.10 การส่งเสรมิ ความร้ดู ้านวิชาการแก่ชุมชน
1.11 การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอ่ืน
1.12 การสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ งานวิชาการแกบ่ คุ คล ครอบครัว องค์กร
หนว่ ยงานและสถาบนั อื่นที่จดั การศกึ ษา
2. การบรหิ ารงานงบประมาณ เปน็ ภารกิจที่มุ่งเน้นความเปน็ อิสระในการบรหิ าร
จัดการ มีความคล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยึดหลักการบริหารมุ่งเน้นผลสัมฤทธ์ิ และบริหาร
งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ให้มีการจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา รวมทั้ง
จัดหารายได้มาใช้บริหารจัดการเพ่ือประโยชน์ทางการศึกษา ส่งผลให้เกิดคุณภาพที่ดีขึ้นต่อผู้เรียน
วัตถปุ ระสงค์
2.1 เพอื่ ใหส้ ถานศกึ ษาบรหิ ารงานด้านงบประมาณมคี วามเป็นอสิ ระ

คลอ่ งตวั โปร่งใสตรวจสอบได้

2.2 เพื่อใหเ้ กดิ ผลผลิต ผลลัพธ์ เป็นไปตามข้อตกลงให้บริการ
2.3 เพอื่ ให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการทรัพยากรท่ีได้อย่างเพยี งพอ
และมปี ระสิทธภิ าพ โดยมีขอบขา่ ย/ภารกิจ ดังนี้

2.2.1 การจดั ทำและเสนอของบประมาณ
2.2.2 การจัดสรรงบประมาณ
2.2.3 การตรวจสอบ ติดตามประเมินผล และรายงานผลการใชเ้ งนิ
และผลการดำเนินงาน

125

2.2.4 การระดมทรัพยากรและการลงทนุ เพื่อการศึกษา
2.2.5 การบริหารการเงนิ
2.2.6 การบริหารบัญชี
2.2.7 การบริหารพสั ดุและสนิ ทรัพย์
3. การบรหิ ารงานบคุ คลในสถานศกึ ษาเป็นภารกจิ สำคญั ทีม่ งุ่ ส่งเสรมิ ใหส้ ถานศึกษา
สามารถปฏบิ ตั ิงานเพ่ือตอบสนองภารกิจของสถานศึกษา เพ่ือดำเนนิ การด้านการบริหารงานบุคคล ให้
เกิดความคล่องตัว อิสระ ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ข้าราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถ มีขวัญกำลังใจ ได้รับการยกย่องเชิดชู
เกียรติ มีความม่ันคงและก้าวหน้าในวิชาชีพ ซ่ึงจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน
เป็นสำคัญ มีวัตถุประสงค์ คอื
3.1 เพอ่ื ให้การดำเนนิ งานด้านการบรหิ ารงานบุคคลถูกต้อง รวดเร็วเป็นไป
ตามหลักธรรมาภิบาล
3.2 เพ่ือส่งเสรมิ บุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และมีจติ สำนึก ในการ
ปฏิบัตภิ ารกิจทรี่ บั ผดิ ชอบให้เกิดผลสำเร็จตามหลกั การบริหารแบบม่งุ ผลสมั ฤทธ์ิ
3.3 เพื่อส่งเสรมิ ให้ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาปฏบิ ัตงิ านเต็มตาม
ศักยภาพ โดยยดึ มนั่ ในระเบียบวินยั จรรยาบรรณอยา่ งมมี าตรฐานวชิ าชพี
3.4 เพอ่ื ให้ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาทปี่ ฏบิ ัติงานได้ตามมาตรฐาน
วิชาชีพได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ มีความม่ันคงและความก้าวหน้าในวิชาชีพ ซ่ึงจะส่งผลต่อการ
พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาของผ้เู รียนเป็นสำคญั โดยมขี อบขา่ ย/ภารกจิ ดังน้ี

3.4.1 การวางแผน
3.4.2 อัตรากำลงั และกำหนดตำแหน่ง
3.4.3 การสรรหาและบรรจแุ ต่งตงั้
3.4.4 การเสริมสรา้ งประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ัติราชการ
3.4.5 วนิ ยั และการรักษาวนิ ัย
3.4.6 การออกจากราชการ
4. การบรหิ ารท่วั ไป เป็นงานท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั การจดั ระบบบรหิ ารองค์กรให้
บริหารงานอ่ืน ๆ บรรลุตามมาตรฐาน คุณภาพ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยมีบทบาทหลักในการ
ประสานงาน ส่งเสริมสนับสนุน และการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการให้บริการการศึกษาทุก
รูปแบบ มุ่งพัฒนาสถานศึกษาให้ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ส่งเสริมในการบริหาร
และการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ตามหลักการบริหารงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธ์ิของงานเป็นหลัก

126

โดยเน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของบุคคล ชุมชนและ
องคก์ รทีเ่ กยี่ วข้อง เพ่อื ใหก้ ารจดั การศึกษามปี ระสทิ ธภิ าพและมีประสิทธิผล มวี ัตถุประสงค์คือ

4.1.1 เพ่อื ใหบ้ ริการ สนบั สนนุ ส่งเสริม ประสานและอำนวยการ
ให้ปฏิบัตงิ านของสถานศกึ ษาเป็นไปด้วยความเรยี บรอ้ ย มปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ล

4.1.2 เพอื่ ประชาสัมพันธ์เผยแพรข่ ้อมูลข่าวสารและผลงานของ
สถานศึกษาต่อสาธารณชน ซึ่งก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เจตคติที่ดี เล่ือมใสศรัทธา และให้การ
สนับสนุนการจัดการศึกษา โดยมีขอบข่าย/ภารกิจ ดังนี้ 1. การดำเนินงานธุรการ 2. งานเลขานุการ
คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 3. การพัฒนาระบบและเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ 4. การ
ประสานและพัฒนาเครือข่ายการศึกษา 5. การจัดระบบการบริหารและพัฒนาองค์กร 6. งาน
เทคโนโลยีสารสนเทศ 7. การส่งเสริมสนับสนุนด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร และ บริหารทั่วไป
8. การดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม 9. การจัดทำสำมะโนผู้เรียน 10. การรับนักเรียน
11. การส่งเสริมและประสานงานการจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย 12. การ
ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา 13. การส่งเสริมกิจการนักเรียน 14. การประชาสัมพันธ์งานการศึกษา
15. การส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานการจัดการศึกษาของบคุ คล ชมุ ชน องค์กร หน่วยงาน และ
สถาบันสังคมอ่ืนท่ีจัดการศึกษา 16. งานประสานราชการฅกับเขตพื้นท่ีการศึกษาและหน่วยงานอ่ืนๆ
17. การจัดระบบการควบคุมภายในหน่วยงาน 18. งานบรกิ ารสาธารณะ 19. งานท่ีไม่ได้ระบุไว้ในงาน
อ่ืน ๆ

สรุปไดว้ า่ จากแนวคิดหลักธรรมาภิบาลกับการบริหารสถานศกึ ษา สถานศกึ ษา
สามารถนำหลักธรรมาภิบาล คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม
หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานทั้ง 4 งาน คือ งาน
วชิ าการ งานแผนงานงบประมาณ งานบริหารงานบคุ คล และงานบริหารท่ัวไป เช่น หลักนิติธรรม คือ
บริหารงานโดยยึดตัวบทกฎหมาย รวมทั้งการออกระเบียบ ข้อบังคับ เช่น งานวิชาการ คือ การ
กำหนดนโยบายพัฒนาการเรียนการสอนไว้ชัดเจน ใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช
2542 และแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2545 มาพัฒนาการศึกษา ออกระเบียบว่าด้วย การวัดผลและ
ประเมินผลการเรียน วางหลักการประกันคุณภาพภายในอย่างเป็นระบบ วางระบบนิเทศภายในเพ่ือ
การพัฒนาการเรียนการสอน งานบริหารงบประมาณ ได้แก่ กำหนดผู้รับรับผิดชอบการเงินบัญชีและ
พัสดุชัดเจน จัดซ้ือจัดจ้างตามระเบียบกฎหมายท่ีเกี่ยวข้อง จัดระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุล งาน
บริหารงานบุคคล ได้แก่ นำกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับสำหรับใช้ปฏิบัติงานร่วมกัน นำกฎ ก.ค.ศ. ว่า
ด้วยการเล่ือนข้ันมาใช้อย่างเคร่งครัด ประเมินผลงานบุคลากรตามระเบียบ กฎหมายกำหนด ออก
คำส่ังมอบหมายงานให้บุคลากรได้ปฏิบัติไว้ชัดเจน การงานบริหารท่ัวไป กำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ

127

เป้าประสงค์ไว้ชัดเจน มีการสรรหาคณะกรรมการสถานศึกษาตามกฎเกณฑ์ สรรหาคณะ
กรรมการบริหารหลักสูตรฯ ตามกฎเกณฑ์ วางระเบียบว่าด้วยการเทียบโอนการศึกษาของผู้จบจาก
สถานศึกษาอื่นท่ีย้ายเขา้ มาเรยี นไวป้ ฏบิ ตั ิ หลักคุณธรรม ได้แก่ สถานศึกษาส่งเสริมให้นำคุณธรรมมาสู่
การปฏิบัติ มีการประเมินผลจากการทำความดีของนักเรียน ผู้บริหาร และครูเป็นแบบอย่างที่ดีแก่
นักเรียน เป็นต้น หลักความโปร่งใส งานวิชาการ ได้แก่ การแจ้งหลักเกณฑ์การเรียนการผ่าน
จดุ ประสงค์ใหน้ ักเรียนไดท้ ราบ รายงานผลการเรียนให้นักเรียนได้ทราบทุกภาคเรยี น งานงบประมาณ
คือ แจ้งงบประมาณท่ีโรงเรียนได้รับจัดสรรให้ผู้เก่ียวข้องได้รับทราบ งานบริหารงานบุคคล คือ ใช้
พระราชบญั ญัติขอ้ มลู ข่าวสาร พทุ ธศักราช 2540 ในการบริหารสถานศกึ ษา หลกั การมีสว่ นร่วม ได้แก่
การบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เช่น เปิดโอกาสให้ครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษาผู้ปกครอง และ
ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และมีการทำงานเป็นทีม เป็นต้น หลักความรับผิดชอบ
คอื กำหนดมาตรฐานภาระงานให้แก่ครู บุคลากรได้รับผิดชอบ ออกคำสั่งมอบหมายงานในหน้าท่ีเป็น
ลายลักษณ์อักษรเพ่อื ให้บคุ ลากรไดถ้ ือปฏิบัติอย่างถูกต้อง หลักความคมุ้ ค่า เช่น มีกิจกรรมส่งเสริมการ
ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟฟ้า รณรงค์ให้ครูนักเรียนได้ใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่า ท้ังสื่อการเรียนการสอน
งบประมาณ และทรัพยากรท่ีมีอยู่ในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรแหล่งเรียนรู้ ทรัพยากรท่ีได้รับ
จัดสรรจากราชการ เป็นต้น ในการบริหารสถานศึกษาตามหลัก ธรรมาภิบาลดังกล่าว มีจุดหมาย
ปลายทางเพื่อให้นักเรียนเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ สามารถอยู่ในสังคม
อย่างมคี วามสุขน่ันเอง

การใช้หลกั ธรรมาภิบาลในการบริหารงาน
สำหรับการวจิ ยั ครง้ั นี้ ผวู้ จิ ัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยเพอ่ื ศึกษา ธรรมาภิบาล
ในการบริหารงานของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาเอกชนจังหวัดภูเก็ต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยศึกษา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหาร กิจการ
บ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ.2542 โดยมีรายละเอียด ประกอบด้วยหลักธรรมาภิบาลในการบริหาร 6
ด้าน ดังนี้
1. หลกั นติ ิธรรม (Rule of Law)
มตุ ตา คงคืน (2551, น. 21) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ ่า การบรหิ ารตามหลักนิตธิ รรม
หมายถึง การใช้ความยุติธรรม ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการดำเนินการตามระเบียบหรือ
ข้อตกลงท่ีเป็นบรรทัดฐานในการปกครองโดยได้มาซ่ึงข้อตกลงรว่ มกันของผบู้ รหิ าร ครูนักเรียน และผู้
มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นท่ียอมรับของคนภายในและภายนอกสถานศึกษามีการบริหารบุคลากรที่

128

เสมอภาคกันทุกชาติ ศาสนาและฐานะ ไม่ถือพวกพ้องหรือเลือกท่ีรักมักที่ชังในการพิจารณาความดี
ความชอบ

วภิ าส ทองสุทธิ์ (2551, น. 125) ได้ให้ความหมายไวว้ ่า หลักนติ ธิ รรม หมายถึง
การตรากฎหมายที่ถูกตอ้ ง เปน็ ธรรม การบังคบั การให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำหนดกฎ กตกิ า
และการปฏิบัตติ ามกฎ กตกิ าท่ีตกลงกนั ไวอ้ ย่างเคร่งครดั โดยคำนงึ ถึงสทิ ธิ เสรีภาพความยตุ ิธรรม
ของสมาชิก

ทกั ษิณา เหลอื งทวผี ล (2551, น.52) ได้กลา่ ววา่ หลกั นิตธิ รรม หมายถงึ การปฏบิ ัติ
ตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎเกณฑ์มิใช่ตาม
อำเภอใจหรืออำนาจของบุคคล จะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและความยุติธรรม รวมท้ังรัดกุมและ
รวดเร็วด้วย

อรทยั แสงทอง (2551, น. 14) ได้ใหค้ วามหมายไว้ว่า หลกั นิตธิ รรม หมายถึง
ระเบยี บและหลักเกณฑท์ ใ่ี ช้เป็นขอ้ ตกลงของหนว่ ยงานโดยทร่ี ะเบียบ และหลักเกณฑ์การบงั คับใช้น้ัน
ต้องเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับจากสมาชิก ระเบียบและหลักเกณฑเ์ หล่านั้นต้องนำมาซึ่งความเสมอภาค
ของสมาชิกในหนว่ ยงาน และผูร้ บั บรกิ าร รวมท้ังเอ้ืออำนวยต่อการควบคุม และพฒั นาผรู้ บั บริการ
ดว้ ยการกำหนด และปฏบิ ตั ิตามกฎ กตกิ าท่ตี กลงกันไวอ้ ยา่ งเครง่ ครดั

ถวิล อรัญเวศ (2552, น.3 - 8) การบริหารงานบุคคลตามหลักนิติธรรม หมายถึง
ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูและบุคลากรได้ประพฤติปฏิบัติตนตามวินัยของข้าราชการ รู้จัก
พัฒนาตนเองตามมาตรฐานท่ีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้
กำหนดแนวปฏิบัติเอาไว้ มีกฎ ระเบียบหรือข้อบังคับสำหรับใช้ปฏิบัติงานร่วมกัน นำกฎ ก.ค.ศ. ว่า
ด้วยการเล่ือนข้ันมาใช้อย่างเคร่งครัด ประเมินผลงานบุคลากรตามระเบียบกฎหมายที่กำหนด ออก
คำสง่ั มอบหมายงานใหบ้ คุ ลากรได้ปฏิบตั ิไว้ชัดเจน เปน็ ตน้

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (2552, หน้า 9) ได้ใหค้ วามหมายไว้ว่า
หลักนิติธรรม (Rule of law) หมายถึง การใช้อำนาจของกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับในการ
บรหิ ารราชการดว้ ยความเป็นธรรม ไมเ่ ลอื กปฏิบัติ และคำนึงถงึ สิทธเิ สรีภาพของผมู้ีส่วนได้สว่ นเสีย

สรุปได้ว่า การบริหารงานตามหลักนิตธิ รรม หมายถึง การกำหนดกฎระเบียบชดั เจน
ถูกต้อง มีเหตุผล บุคลากรมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มีขอบเขตการใช้อำนาจ
อย่างชัดเจน การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคลากรมีความผูกพันต่อกฎหมาย การมอบหมายสั่ง
การมีความเป็นธรรม มีการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และการพิจารณาเร่ืองใด ๆ ยึดกฎ ระเบียบ
ข้อบังคับกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียมกันและท่ัวถึง โดยไม่เลือกปฏิบัติมีการกำกับ ดูแล และ
ส่งเสรมิ ให้ประพฤติปฏิบัติอยา่ งเคร่งครัด ปรับปรุงหลกั เกณฑ์การปฏิบัตงิ านให้ทันสมยั และสอดคล้อง
กับสภาวการณ์ทเี่ ปลีย่ นแปลง

129

2. หลักคณุ ธรรม (Morality)
วิภาส ทองสุทธิ์ (2551, น. 126) ได้ใหค้ วามหมายไวว้ า่ หลกั คุณธรรม หมายถึง
การยึดมั่นในความถูกตอ้ งดงี าม การส่งเสริมสนับสนนุ ให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกนั เพอื่ ให้คน
ไทยมีความซื่อสัตย์ จรงิ ใจ อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชพี สจุ ริตจนเป็นนสิ ัยประจำชาติ
อรทัย แสงทอง (2551, น. 14) ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ ่า หลกั คุณธรรม หมายถึง
หลักปฏิบัติในการทำในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยความซ่ือสัตย์ จริงใจ ยึดม่ันในความถูกต้อง ดีงามบน
พนื้ ฐานของศีลธรรม จรยิ ธรรม ภายใต้ระเบียบและขอ้ บงั คบั ของผู้รับบรกิ าร และยังประโยชน์
ต่อสังคมและประเทศชาติ
อรทัย แสงทอง (2552, น.5) ไดก้ ลา่ วว่าหลกั คุณธรรมหมายถงึ หลักปฏิบตั ิในการทำ
ในสิ่งท่ีถูกต้องด้วยความซ่อื สัตย์จริงใจยึดม่นั ในความถูกต้องดงี ามบนพ้ืนฐานของศีลธรรมจรยิ ธรรม
ภายใตร้ ะเบยี บและข้อบังคบั ของผู้รับบริการและยังประโยชน์ตอ่ สังคมและประเทศชาติ
ธนันชยั รตั น์ไตรแกว้ (2550, น. 84 อ้างถึงใน พจณยี ์ บพุ รงั , 2559, น. 25) ได้
กล่าวว่า หลักคุณธรรม หมายถึง การปฏิบัติงานโดยการยึดม่ันในความถูกต้องดีงามการส่งเสริมให้
บุคลากรนำหลักคุณธรรมมาใช้ในการปฏิบัติหน้าท่ี การส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาตนเอง เพื่อให้มี
ความซอ่ื สตั ย์ จริงใจ ขยัน อดทน มรี ะเบียบวินัย จนเป็นตวั อย่างทด่ี ีของสังคม
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน (2547, น.5 อ้างถงึ ใน ชาญชยั พงิ
ขุนทด, 2552, น.30) กล่าวว่าหลักคุณธรรม คือ การบริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานตามการบริหาร
กิจการบ้านเมืองท่ีดีให้หลักคุณธรรมว่าจะต้องยึดม่ันในความถูกต้องดีงามในการการปฏิบัติหนา้ ท่ีเป็น
ตัวอยา่ งทด่ี แี กส่ งั คม มคี วามซ่ือสตั ย์ จริงใจ ขยัน อดทน และประกอบอาชีพสจุ รติ
วชิ ติ บุญสนอง (2554, น. 5) ได้ใหค้ วามหมายไว้วา่ หลักนติ ิธรรม (The rule of
law) คือ การบงั คับใชก้ ฎหมายอย่างเป็นธรรม โดยการคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพและความยุติธรรมของ
ประชาชน
สุรศักดิ์ ชะมารมั ย์ (2554, น. 10) ได้ใหค้ วามหมายไว้ว่า หลักนิติธรรม (Rule of
law) หมายถึง การดำเนินงานที่ยึดถือกฎระเบียบ ข้อบังคับเป็นหลัก ในการดำเนินงาน ด้วยความ
เป็นธรรมบังคับใช้อย่างเสมอภาคโดยไม่เลือกปฏิบัติ และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของเจ้าหน้าที่และ
ประชาชนผมู้ าติดตอ่ ขอรับบริการ
ฐติ ิรัตน์ เอี่ยมสกลุ (2555, น. 28) ไดใ้ หค้ วามหมายไว้ว่า การบรหิ ารสถานศึกษา
ตามหลักคุณธรรม หมายถึง การบริหารงานด้วยการยึดม่ันในความถูกต้องดีงาม มีความละอาย เกรง
กลัวต่อบาป วางตัวเป็นกลาง มีน้ำใจ รู้จักเสียสละและรู้จักกระทำตนเป็นแบบอย่างท่ีดี มีความ
ซอื่ สัตย์ต่อตนเองและผู้อ่นื รวมถงึ การพฒั นาปรับปรุงเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอนั พงึ ประสงค์ในดา้ น

130

ความรบั ผิดชอบต่อตนเอง เป็นผนู้ ำในการจดั โครงการเชิงคณุ ธรรมจริยธรรม
สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ (2555, น. 22) ได้ให้ความหมายไว้

ว่าคุณธรรม/ จริยธรรม (Morality/ ethics) หมายถึง ในการปฏิบัติราชการต้องมีจิตสำนึก ความ
รบั ผิดชอบในการปฏิบตั ิหน้าทีใ่ ห้เป็นไปอยา่ งมีศลี ธรรม คุณธรรมและตรงตามความคาดหวงั ของสังคม
รวมท้ังยึดม่ันในค่านิยมหลักของมาตรฐานจรยิ ธรรมสำหรับผูด้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมืองและเจา้ หนา้ ท่ี
ของรฐั ประมวลจรยิ ธรรมข้าราชการพลเรอื นและจรรยาบรรณวิชาชีพตลอดจนคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของระบบราชการไทย 8 ประการ (I AM READY)

สิทธิชัย กจิ ถาวร (2555, น. 15) ได้กลา่ วไวว่า การบริหารสถานศกึ ษาตามหลกั นิติ
ธรรมผู้บริหารสถานศึกษาต้องให้ความเป็นธรรมกับบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษา ตัดสินให้
คุณหรือโทษตามระเบียบข้อบงั คับทเ่ี ท่าเทยี มกัน กฎเกณฑแ์ ละมาตรฐานทเ่ี สมอภาคและเหมาะสม
ไมถ่ ือพวกพ้องหรอื เลอื กทรี่ กั มักท่ชี งั

สำนักงานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ (2555, น. 21) ได้ให้ความหมายไว้
ว่าหลักนิติธรรม (Rule of law) หมายถึง ในการปฏิบัติราชการต้องใช้อำนาจของกฎหมาย กฎ
ระเบียบข้อบังคับในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด ด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติและคำนึงถึง
เสรภี าพของประชาชนและผูม้ ีสว่ นได้สว่ นเสียฝา่ ยต่าง ๆ

สรปุ ไดว้ ่า การบรหิ ารงานตามหลักคุณธรรม หมายถึง กรอบหรือแนวทางให้
บุคลากรประพฤติปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนอย่างมีคุณธรรม มีความซ่ือสัตย์สุจริต ยึดหลักความ
เป็นธรรม ความเสมอภาคในการปฏบิ ัตงิ าน กล้ายนื หยัดในความถูกต้อง ไม่มีผลประโยชน์ด้านการเงิน
ท่ีขัดแย้งกับการปฏิบัติหน้าท่ี มีความเสมอภาคยุติธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชา มีความสุภาพอ่อนโยน
และมนุษยสมั พนั ธ์ท่ดี ี รจู้ ักการเสยี สละอทุ ศิ ตนเพ่ือใหบ้ รรลุเป้าหมายของหน่วยงานทีก่ ำหนดไว้ มใี จ
เป็นกลางยอมรับฟงั ความคิดเห็น ส่งเสริมและยกย่องบุคลากรทีป่ ฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในสงั คม มี
การสรา้ งขวัญและกาลงั ใจแกผ่ ้รู ่วมงานด้วยความจริงใจ

3. หลกั ความโปร่งใส (Accountability)
สมาน รงั สิโยกฤษฎ์ (2541, น. 1 อ้างถึงใน พระศรีพรรณ โชตปิ ญฺโญ (สวุ รรณแสง),
2556, น.47) ได้ให้ความคิดเห็นว่า ความสุจริตและโปร่งใสการบริหารราชการท่ีมีความสุจริตและ
โปร่งใสรวมถึงการมีระเบียบและการดำเนินงานท่ีเปิดเผยตรงไปตรงมาประชาชนสามารถเข้าถึงและ
ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี เป็นธรรม ถูกต้องและมีประสิทธิภาพซึ่งหมายถึง การที่ผู้เกี่ยวข้อง
ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าท่ีกำกับดูแลหรือประชาชนสามารถเข้าตรวจสอบและติดตาม
ผลได้
พรหมเมศว์ คาผาบ (2550, น. 37) หลกั ความโปรง่ ใส ไดแ้ ก่ การสร้างความไว้วางใจ

131

ซ่ึงกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์การทุกวงการ ให้มีความโปร่งใส
ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและเข้าใจง่าย และมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบ
ความถูกตอ้ งชัดเจนได้

จุฬา ศรีบุตตะ (2550, น. 1) กล่าววา่ ความโปร่งใสเป็นระบบหรือกระบวนการ
ตรวจสอบและประเมินผลทมี่ ีประสิทธิภาพซ่ึงจะเป็นการสร้างความไว้วางใจซง่ึ กันและกัน และช่วยให้
การทำงานของภาครฐั และภาคเอกชนปลอดจากการทุจรติ คอรัปชน่ั

มุตตา คงคืน (2551, น. 23) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ ่า การบรหิ ารสถานศึกษาตามหลกั
ความโปร่งใส คือ การสร้างความไว้วางใจ ความมั่นใจ และความโปร่งใสในการบริหารงานของ
ผู้บริหารสถานศึกษาในด้านงบประมาณ การบริหารงานบุคคล การบริหารท่ัวไป และการบริหารงาน
วิชาการ โดยมีการทำหลักฐานเอกสารข้อมูล และเปิดเผยต่อสาธารณชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนใน
สถานศึกษา ปรับปรุงกลไกการทำงานขององคก์ รทุกส่วนให้มีความโปรง่ ใส สามารถตรวจสอบได้

วภิ าส ทองสทุ ธ์ิ (2551, น. 127) ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ ่า หลักความโปร่งใส หมายถึง
การสร้างความไว้วางใจซึง่ กันและกนั ของคนในชาติ

เสรมิ เกือ้ สังข์ (2551, น. 10) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ า่ หลกั ความโปร่งใส เป็นการ
สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของบุคลากรในสถานศึกษา โดยปรับปรุงกลไกการทำงานของ
สถานศึกษาให้มีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารท่ีเป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วย
ภาษาท่ีเขา้ ใจง่าย บคุ ลากรเขา้ ถึงข้อมูลขา่ วสารไดส้ ะดวกและมีกระบวนการให้บุคลากร
ตรวจสอบความถูกต้องไดช้ ดั เจน

อรทัย แสงทอง (2551, น. 4) ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ ่า การสรา้ งความไว้วางใจซงึ่ กัน
และกันของหน่วยงานและผู้รับบริการ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรให้มีความโปร่งใส
ตรวจสอบได้

บวรศักด์ิ อวุ รรณโณ (2544 อา้ งถงึ ใน ฐติ ริ ตั น์ เอ่ยี มสกุล, 2555, น. 29) กลา่ วไว้
วา่ ความโปรง่ ใสในระดบั การบรหิ ารนั้น กระบวนการทั้งหลายต้องเป็นกระบวนการที่เปิดเผยบุคลากร
ของสถานศึกษาต้องสามารถเข้าไปสอบถามได้ถึงการดำเนินงาน การเงิน ทรัพย์สินและการบริหาร
ของผบู้ ริหาร

สรุปได้ว่า การบรหิ ารงานตามหลักความโปรง่ ใส หมายถึง การมีระบบการตรวจสอบ
ข้อมูลข่าวสาร ที่สะดวก รวดเร็ว มีกระบวนการพิจารณาความดีความชอบประจำปีเป็นไปอย่าง
เปดิ เผย มีการเผยแพรข่ ้อมลู ขา่ วสารให้แก่บคุ ลากร หน่วยงานและชุมชนอย่างต่อเนอ่ื ง

3. หลกั ความมสี ่วนร่วม (Participation)
มตุ ตา คงคนื (2551, น. 25) ได้ใหค้ วามหมายไวว้ ่า การบริหารสถานศึกษาตาม

132

หลักการมสี ว่ นรว่ ม หมายถึง การเปดิ โอกาสให้ครนู กั เรียน และผเู้ กยี่ วขอ้ งได้มสี ่วนร่วม และเสนอ
ความคดิ เหน็ ในการตัดสนิ ใจรว่ มกันตามความเหมาะสม เปิดให้ทุกคนเสยี สละร่วมกันในการพฒั นา
สถานศึกษา รว่ มปฏบิ ตั ิ และร่วมประเมนิ ผลด้วยความยตุ ิธรรม โดยผ้บู รหิ ารตอ้ งสร้างบรรยากาศ
แห่งการมีส่วนร่วมในสถานศึกษาให้มีความไว้วางใจกัน มีความผูกพัน เป็นอิสระที่จะรับผิดชอบ
ร่วมกันดว้ ยวฒั นธรรมองคก์ ารแบบประชาธิปไตย และทำงานเป็นทมี โดยการส่ือสารแบบกัลยาณมติ ร

วชิ ติ บญุ สนอง (2554, น. 5) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ ่า หลักการมีสว่ นร่วม
(Participation) คือ การให้โอกาสประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและบริหาร
จัดการชุมชนการแสดงความคิดเห็นในการวางแผนและร่วมปฏิบัติงาน ตลอดจนการควบคุมโดยตรง
จากประชาชน

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (2555, น. 22) ไดใ้ หค้ วามหมายไว้วา่
การมีสว่ นร่วม/ การพยายามแสวงหาฉันทามติ (Participation/ consensus oriented) หมายถึง
ในการปฏิบัติราชการต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมท้ังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ในการรับรู้ เรียนรู้ทำความเข้าใจ ร่วมแสดงทัศนะ ร่วมเสนอปัญหา/ ประเด็นที่สำคัญท่ีเก่ียวข้องร่วม
คดิ แก้ไขปัญหา ร่วมในกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินงาน และร่วมตรวจสอบผลการปฏิบัตงิ าน
ท้งั นี้ ตอ้ งมีความพยายามในการแสวงหาฉันทามตหิ รือข้อตกลงร่วมกันระหวา่ งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ทีเ่ ก่ียวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มท่ีไดร้ ับผลกระทบโดยตรงจะตอ้ งไม่มีข้อคดั ค้าน ทห่ี าข้อยุตไิ ม่ไดใ้ นประเด็น
ท่ีสำคญั

สรุปได้ว่า การบริหารงานตามหลกั ความมีสว่ นรว่ ม หมายถึง สถาน ศึกษามกี ารให้
ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนและสังคมรวมถึงผู้เกี่ยวข้อง มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
ภายนอก เปดิ โอกาสให้บุคลากร ประชาชน และสังคมมีส่วนรว่ มในการวางแผน ร่วมตัดสินใจ ส่งเสริม
สนับสนุนใหค้ รูจดั ทำแผนงานโครงการต่าง ๆ และตระหนักถงึ ความสำคญั ในการกาหนดนโยบายและ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันเป็นระยะ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมให้แก่บุคลากรในสถานศึกษา
สง่ เสรมิ ให้บุคลากรมคี วามรว่ มมอื กนั ในการปฏบิ ัติงานของสถานศึกษา

4. หลกั ความรับผดิ ชอบ (Responsibility )
มตุ ตา คงคืน (2551, น. 26) ไดใ้ หค้ วามหมายไว้วา่ การบรหิ ารสถานศึกษาตามหลัก
ความรับผิดชอบ หมายถึง การสร้างความตระหนักในสิทธิหน้าท่ีความสำนึกในความรับผิดชอบของ
ผู้บริหารสถานศึกษาท่มี ตี ่อครู นักเรียน ผูป้ กครองและผมู้ สี ่วนเกยี่ วขอ้ งกบั สถานศึกษามคี วามมงุ่ มนั่ ใน
การปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถให้บรรลุผลสำเร็จ ใส่ใจต่ออุปสรรค ปัญหาและข้อบกพร่องท่ี
เกิดข้ึนในสถานศึกษาโดยมีความกระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหา กล้าท่ียอมรับผลดีผลเสียจากการ
ตัดสินใจดำเนินการบางอย่างทงั้ ท่ีมาจากตนเองหรือผใู้ ตบ้ ังคับบญั ชา
วภิ าส ทองสุทธ์ิ (2551, น. 132) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ า่ หลักความพรอ้ มรับผดิ ชอบ

133

หมายถึง ความตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหา
สาธารณะของบ้านเมือง การกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนเคารพในความคิดเห็นท่ีแตกต่าง
และมีความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสยี จากการกระทำของตน

อรทัย แสงทอง (2551, น. 4) ไดใ้ หค้ วามหมายไว้ว่า หลักความรับผิดชอบ
หมายถงึ ความมุ่งมนั่ และต้ังใจในการปฏิบตั งิ านอยา่ งเต็มความสามารถให้บรรลุความสำเรจ็ สอดคลอ้ ง
ตามกฎระเบียบของทางราชการที่เก่ียวข้อง ปฏิบัติงานอย่างมีสำนึกต่อหน้าที่ สังคม ประชาชนและ
ประเทศ โดยคำนงึ ถงึ ประโยชนข์ องผู้รับบริการและสว่ นรวมเป็นสำคัญ รวมทัง้ ยอมรบั ผลท่เี กดิ ข้ึนจาก
การปฏิบัติงานดังกล่าว ท้ังที่เป็นผลดีและผลเสีย ตลอดจนพร้อมแสดงข้อเท็จจริงในการประกอบ
ภารกิจตอ่ สาธารณชน สามารถชีแ้ จงเหตผุ ลไดแ้ ละพร้อมต่อการตรวจสอบจากสาธารณะ

สำนักงานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ (2552, น. 9) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ ่า
หลักภาระรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่และ
ผลงานต่อเปา้ หมายที่กำหนดไว้ โดยความรบั ผิดชอบนั้น ควรอยใู่ นระดับท่ีสนองต่อความคาดหวังของ
สาธารณะ รวมท้งั การแสดงถึงความสำนกึ ในการรับผดิ ชอบต่อปญั หาสาธารณะ

วิชิต บุญสนอง (2554, น. 5) ไดใ้ หค้ วามหมายไว้ว่า หลกั ความรับผิดชอบ
(Responsibility) หมายถึง การสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน ทอ้ งถน่ิ การใส่ใจปญั หาและ
การกระตอื รือรน้ ในการแก้ไขปญั หาสาธารณะ การเคารพในความคิดเหน็ ทีแ่ ตกต่างและ
กลา้ ทจี่ ะยอมรบั ผลดีและผลเสยี จากการกระทำของตนเอง

สุรศักด์ิ ชะมารมั ย์ (2554, น. 9) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ า่ หลักภาระรับผิดชอบ
(Accountability) หมายถึง การแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานในหน้าที่โดยมีความ
กระตือรือร้นและใส่ใจต่อการแก้ปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน ตลอดจน
ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและรับผิดชอบร่วมกันและมีระบบการติดตามและประเมินผลการ
ปฏิบัติงานที่ชัดเจน นา่ เชื่อถอื และทำการควบคุมตรวจสอบอย่างสมำ่ เสมอ

สำนกั งานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (2555, น. 21) ไดใ้ หค้ วามหมายไว้วา่
ภาระรับผิดชอบ/ สามารถตรวจสอบได้ (Accountability) หมายถึง ในการปฏิบัติราชการต้อง
สามารถตอบคำถามและช้ีแจงได้เมื่อมีข้อสงสัย รวมทั้งต้องมีการจัดวางระบบการรายงาน
ความก้าวหน้าและผลสัมฤทธ์ิตามเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ต่อสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
และการให้คุณใหโ้ ทษ ตลอดจนมกี ารจดั เตรยี มระบบการแก้ไขหรอื บรรเทาปัญหาและผลกระทบใด ๆ
ทอี่ าจจะเกดิ ขน้ึ

อทิ ธิพล บุญเดช (2555, น. 28) ไดก้ ล่าวว่า การบริหารตามหลักความรบั ผิดชอบ
คือการทผ่ี ู้บรหิ ารสถานศกึ ษามอบหมายงานในความรับผดิ ชอบให้กบั บคุ ลากรไดช้ ่วยกนั รบั ผดิ ชอบ

134

และมอบงานให้ตามความรู้ความสามารถ ความถนัดและประสบการณ์ในการทำงาน ส่งเสริมครูและ
บคุ ลากรใหย้ ดึ มัน่ ในจรรยาบรรณวิชาชพี

สภุ าพร คำสำแดง (2556, น. 32) ได้ให้ความหมายไว้ว่า หลักความรับผิดชอบ
หมายถึงการพยายามทำให้ทุกคนทุกฝ่ายตระหนักในสิทธิหน้าที่ มีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อ
บทบาทหนา้ ที่ของตนแก่สถานศกึ ษา และการเอาใจใสใ่ นปัญหาสาธารณะ รวมท้ังมีความกระตือรือรน้
ในการแกไ้ ขปญั หา ตลอดจนการเคารพในความคดิ เหน็ ท่แี ตกตา่ งโดยพยายามหาทางออกที่ทุกฝา่ ย
สามารถยอมรบั ร่วมกนั ได้ และกล้ายอมรับผลจากการกระทำของตน

สรุปไดว้ า่ การบริหารงานตามหลกั ความรับผิดชอบ หมายถึง มกี ารกำหนดนโยบายและ
เป้าหมายในการปฏิบัติงานไว้อย่างชัดเจน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและไว้วางใจกัน ทำให้การ
บริหารงานเป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ มีระบบติดตามประเมินผลเพื่อให้องค์กรมีความเข้มแข็ง มีการ
มอบหมายภารกิจของงานให้บุคลากรได้ปฏิบัติอย่างชัดเจน มีความมุ่งม่ันในการปฏิบัติงานให้มี
ความสำเร็จโดยไมล่ ะท้ิงงาน มีการนเิ ทศ กำกับ ติดตามผลการปฏิบัตงิ านของบุคลากรอย่างเป็นระบบ
และสมำ่ เสมอ

6. หลกั ความคมุ้ ค่า (Cost – Effectiveness or Economy)
ปาริชาต เทพอารักษ์ (2550, น.50 - 51) สรปุ วา่ องค์ประกอบของธรรมาภบิ าล
หลักความคุ้มค่า (Effectiveness) คือการพัฒนาท่ีย่ังยืนจะต้องบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่
อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สงู สุดแก่สว่ นรวมคำนึงถงึ ความประหยัด ความคุ้มค่าสร้างสรรค์สินค้าและ
บริการท่ีมีคณุ ภาพ
สรุ ชัย ขวญั เมอื ง (2550, น.29) กล่าววา่ หลกั ความคุ้มคา่ หรอื หลกั ประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล (effectiveness and efficiency) มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธผิ ล และใช้ทรพั ยากรอย่างคมุ้ ค่า โดยยึดถอื ประโยชน์สงู สุดของสังคมและประเทศชาติ
ธีรยุทธ บุญมี (2551, น.5) กล่าววา่ หลักความคุ้มค่า ผู้บริหารต้องตระหนักวา่ มี
ทรพั ยากรค่อนข้างจำกดั ดังนัน้ ในการบริหารจัดการจำเป็นตอ้ งยดึ หลักความประหยดั และความคุ้มค่า
ซง่ึ จำเป็นจะตอ้ งต้ังจดุ ม่งุ หมายไปทผ่ี ู้รบั บริการหรือประชาชนโดยส่วนรวม
สรปุ ไดว้ ่า การบรหิ ารงานบุคคลตามหลักความคุ้มคา่ หมายถึง การบรหิ ารจัดการใช้
ทรัพยากร การประหยัด และความสามารถในการแข่งขัน มีผลตอบแทนบุคลากรให้เป็นไปอย่าง
เหมาะสม ส่งเสริมให้บคุ ลากรใช้วัสดุอุปกรณ์ในทอ้ งถ่ินมาจัดทำส่ือประกอบการเรียนการสอนส่งเสริม
ให้บุคลากร ครู นักเรียน และชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมและธรรมชาติในสถานศึกษา และ
ส่งเสริมให้พัฒนาบุคลากรสามารถพัฒนาตนเอง พัฒนางานอย่างต่อเนื่องตามความรู้ความสามารถ
ความชำนาญในงานท่ีรับผิดชอบ ลดข้นั ตอนการปฏิบตั ิงาน แตม่ ุง่ เน้นคุณภาพและผลงานเปน็ สำคัญ

135

บริบทสถานศึกษาเอกชนในจังหวัดภูเก็ต สงั กัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศกึ ษาเอกชน

บรบิ ทของสำนักงานคณะกรรมการสง่ เสรมิ การศกึ ษาเอกชน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) (Office of the Private
Education Commission : OPEC) เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร เดมิ มี
ชอื่ ว่า "สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน"
ในปี พ.ศ. 2545 ได้มีพระราชบัญญัติปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.
2545 ทำให้ สช. ถูกควบรวมกับหลายหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเปล่ียนเป็น สำนักงาน
คณะกรรมการส่งเสรมิ การศกึ ษาเอกชน
ในวันท่ี 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ราชกิจจานุเบกษา ได้มีการเผยแพร่คำส่ัง
หัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 8/2559 ซ่ึงมีสาระสำคัญคือให้โอนอำนาจหน้าที่ของ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในส่วนของการอาชีวศึกษาไปสังกัด สำนักงาน
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา อันมีผลทำให้สถาบันอาชีวศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนถูกควบรวมเข้า
ด้วยกนั โดยมีผลตง้ั แตว่ ันที่ 13 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2559
วสิ ัยทัศน์
“ผู้เรียนเป็นพลเมืองดี มีความรู้และทักษะที่จำเป็น เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ด้วยระบบ
การศึกษาทมี่ ีคณุ ภาพไดม้ าตรฐาน”
พันธกจิ
1. พัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นพลเมืองท่ีมีศักยภาพตามเป้าหมายการพัฒนาคน
ของประเทศด้วยกระบวนการจดั การเรียนรู้ทีม่ คี ุณภาพไดม้ าตรฐาน
2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เข้าถึงโอกาสในการศึกษาอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ด้วย
ระบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษาท่ีสะท้อนคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการศึกษาและ
ความตอ้ งการจำเป็นทีแ่ ตกตา่ งกนั
3. พัฒนาคณุ ภาพของโรงเรยี นเอกชนใหไ้ ด้มาตรฐานและมีศักยภาพในการแข่งขนั
4. พัฒนาการบริหารราชการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
ให้เป็นหน่วยงานท่ีมีศักยภาพสูงในการทำหน้าที่กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนการศึกาาเอกชนให้
บรรลุเป้าหมายของการพฒั นา
เป้าหมาย
1. ด้านคุณภาพของผู้เรียน ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย มีจิตสาธารณะมี
ทศั นคตแิ ละพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามบรรทดั ฐานที่ดีของสังคม มีความรกั ในสถาบันหลักของชาติ มี

136

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้ึน มีทักษะท่ีจำเป็นในศตวรรษท่ี 21 เรียนรู้ได้ตลอดชวี ิตเพื่อพัฒนาทักษะ
ความรแู้ ละคุณภาพชวี ติ

2. ด้านโอกาสของผู้เรียน ผู้เรียนได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา
ภายใต้ระบบการจัดสรรทรัพยากรท่ีเป็นธรรมและเหมาะสมสำหรับการเรียนในระดับการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐานที่มีคุณภาพมาตรฐาน สะท้อนตามความต้องการจำเป็นที่แตกต่างกันของผู้เรียนและโรงเรียน
รวมทง้ั ไดร้ ับการส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชวี ิต

3. ด้านประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน โรงเรียนเอกชนมีการบริหารจัด
การศึกษาท่ีมีประสิทธิภาพ อยู่บนหลักความรับผิดชอบ สามารถปรับตัวเพื่อแข่งขันได้จัดการศึกษาที่
แตกตา่ งเพือ่ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและการพัฒนาประเทศ

4. ด้านการมีส่วนร่วมในการจัดและสนับสนุนการศึกษาเอกชน การศึกษาเอกชนมี
บทบาทเพ่ิมข้ึน มีศักยภาพในการให้บริการด้านการศึกษาในระดับนานาชาติ และมีเครือข่ายความ
รว่ มมอื ในประเทศและต่างประเทศเพื่อสง่ เสรมิ และพัฒนาคุณภาพการศึกษาเอกชน

5. ด้านระบบการบริหารจัดการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีการบริหารราชการท่ีมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ทันสมัย และอำนวยความ
สะดวก มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ทำหน้าท่ีกำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนการจัด
การศึกษาเอกชนได้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของพระราชบญั ญัติโรงเรียนเอกชน
ยุทธศาสตร์การพฒั นาของแผนพัฒนาการศกึ ษาเอกชน พ.ศ. 2560 – 2564

ยุทธศาสตรท์ ี่ 1 การพฒั นาหลกั สูตร การเรยี นการสอน การวดั และประเมนิ ผล
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 2 การปฏริ ูประบบทรพั ยากรเพอ่ื การศกึ ษาเอกชน
ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 การเสรมิ สร้างประสทิ ธิภาพการจดั การศึกษาของโรงเรยี นเอกชน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสง่ เสริมการมีสว่ นร่วมในการจัดและสนับสนนุ การศกึ ษา
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 5 การสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบเพอื่ สร้างสงั คมแหง่ การเรียนรู้
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 6 การพัฒนาการศึกษาเอกชนในพ้ืนที่จงั หวัดชายแดนภาคใต้
ยทุ ธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาระบบการบรหิ ารจัดการส่งเสริมการศกึ ษา

อำนาจหนา้ ท่ี
สำนักงานคณ ะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มีอำนาจหน้าท่ีตาม
พระราชบัญญัติโรงเรยี นเอกชน พ.ศ. 2550 ดังตอ่ ไปน้ี
1. รบั ผิดชอบงานธรุ การและสนบั สนนุ การดำเนนิ งานของคณะกรรมการ
2. เสนอแนะนโยบายยทุ ธศาสตร์ แผนพัฒนาการศกึ ษาเอกชนตอ่ คณะกรรมการ

137

3. ส่งเสริม สนับสนุนด้านวิชาการ การประกันคุณภาพ การวิจัยและพัฒนาเพ่ือ
ประกนั คณุ ภาพการศึกษาเอกชน

4. รบั ผิดชอบการดำเนินการเกย่ี วกับกองทนุ
5. ดำเนินการจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาเอกชนตามมาตรการท่ีคณะกรรมการ
กำหนดตามมาตรา 13 (4)
6. เป็นศูนย์ส่งเสริมสนับสนุนข้อมูล และทะเบียนกลางทางการศึกษาเอกชน
ตลอดจนตดิ ตามตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศกึ ษาเอกชน
7. ปฏิบัตหิ น้าท่อี น่ื ตามท่ีคณะกรรมการมอบหมาย
สำนักงานศึกษาธกิ ารจงั หวดั ภูเกต็

ประวัตคิ วามเป็นมา
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง
ศกึ ษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ ต้ังขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย (ฉบับช่ัวคราว) พุทธศักราช 2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาหัวหน้าคณะรักษา
ความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 19/2560 เร่ืองการปฏิรูป
การศึกษาในภูมภิ าคของกระทรวงศึกษาธกิ ารสัง่ ณ วนั ท่ี 3 เมษายน พทุ ธศักราช 2560

โครงสร้างองค์กร
สำนักงานศกึ ษาธิการจงั หวัดภูเกต็ เป็นหนว่ ยงานในสงั กัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ มีกลมุ่ งานภายใน 8 กลุ่ม และมีศกึ ษาธิการจังหวัดภเู ก็ตเป็นหัวหน้าส่วนราชการ
รายละเอียดตามโครงสรา้ งดังนี้

138

ภาพท่ี 9 โครงสรา้ งองค์กรของสำนกั งานศกึ ษาธิการจังหวัดภูเกต็
ทีม่ า : สำนกั งานศกึ ษาธกิ ารจังหวัดภูเก็ต สำนกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

ค่านิยมองค์กร สำนักงานศึกษาธิการจงั หวดั ภูเกต็ S M A R T
S : Service Mind การมีจิตมุ่งบริการ หมายถึง บุคลากรให้บริการแก่ทุกคน
ที่มาติดต่อด้วยความเต็มใจ ย้ิมแย้มแจ่มใส มีใจในการให้บริการด้วยกัลยาณมิตร มีการประสาน
สัมพนั ธ์กันในองคก์ ร พร้อมใจบริการเพอื่ ความพึงพอใจผู้ใชบ้ รกิ าร
M : Modern การเป็นองค์กรที่ความทันสมัย หมายถึง เป็นองค์กรท่ีพร้อมปรับตัว
ตลอดเวลาเพ่ือให้สอดรับกับส่ิงแวดล้อมและโลกภายนอกที่เปลี่ยนไป มีการนำนวัตกรรมและ
เทคโนโลยดี จิ ทิ ัลมาสนับสนุนในการทำงาน พรอ้ มเขา้ สู่ยุคของดิจิทัลทรานฟอรเ์ มชนั่
A : Animation การท ำงาน แ บ บ มี ชีวิตชี วา ห มายถึง บุ คลากรมีความ
กระตอื รอื รน้ อยเู่ สมอ มีความสขุ กับการทำงาน รู้สึกมคี ุณค่ากบั องคก์ รและงานท่ีทำ

139

R : Responsibility การมีความรับผิดชอบในหน้าท่ี หมายถึง การมีความมุ่งม่ัน
ต้ังใจปฏิบัติหน้าท่ีการงานให้บรรลุความสำเร็จตามความมุ่งหมายยอมรับผลการกระทำน้ัน และ
พยายามปรับปรุงการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีให้ดยี ่ิงขน้ึ

T : Transparency การมีความโปร่งใสในการทำงาน หมายถึง การมีระบบงาน
และข้ันตอนการทำงาน ระเบียบ วิธีการ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ชัดเจน มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารท่ี
ถูกต้องเป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่เข้าใจงา่ ย เพ่ือผู้รับบริการ หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง
และประชาชนจะได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยสะดวก และสามารถตรวจสอบความถูกต้องในการ
ทำงานได้

อำนาจและหน้าที่ศึกษาธกิ ารจงั หวัดภูเกต็
ตามคำส่ังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูป
การศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธกิ าร ลงวันท่ี 3 เมษายน 2560
ข้อ 12 ได้กำหนดให้มีศึกษาธิการจังหวัด เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน
ราชการ และลูกจ้างในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศึกษาธิการภาค มี
อำนาจหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าท่ี
ตามที่กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดให้เป็นอำนาจหน้าท่ี
ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาและผู้อำนวยการสำนักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษามัธยมศึกษาเฉพาะงานที่เก่ียวกับ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาและ อ.ก.ค.ศ.
เขตพื้นทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา และใหม้ รี องศกึ ษาธิการจงั หวดั เพ่ือช่วยเหลอื งานศกึ ษาธิการจงั หวัด
ให้ศึกษาธิการจังหวัด รองศึกษาธิการจังหวัด และข้าราชการท่ีปฏิบัติงานใน
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ทั้งนี้ ให้ศึกษาธกิ ารจังหวัด
ดำรงตำแหนง่ เทยี บกบั ข้าราชการพลเรอื นสามญั ประเภทอำนวยการระดับสูง
ข้อ 13 การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษาในจังหวัดหรือ
กรุงเทพมหานครตามมาตรา 53 (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2551 ให้ศึกษาธิการจังหวัดโดยความเห็นชอบของ กศจ.เป็นผู้มี
อำนาจสั่งบรรจุและแต่งตง้ั
สำนักงานศกึ ษาธิการจงั หวดั ภูเกต็
ตามความในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแหง่ ชาติที่ 19/2560 เร่ือง การปฏิรูป
การศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันท่ี 3 เมษายน 2560 ข้อ 11 ได้กำหนดให้มี
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ เพ่ือ
ปฏิบัติภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการบริหารและการจัดการศึกษาตามที่กฎหมาย

140

กำหนดการปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าท่ี นโยบาย และยุทธศาสตร์ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่
มอบหมายและใหม้ ีอำนาจหนา้ ทีใ่ นเขตจงั หวัด ดงั ต่อไปนี้

(1) รับผิดชอบงานธุรการของ กศจ. อกศจ. คณะอนุกรรมการบริหารราชการเชิง
ยุทธศาสตร์คณะอนุกรรมการเก่ยี วกบั การพฒั นาการศกึ ษา คณะอนุกรรมการและคณะทำงาน รวมทั้ง
ปฏบิ ตั งิ านราชการทีเ่ ปน็ ไปตามอำนาจและหน้าทข่ี อง กศจ. และตามท่ี กศจ. มอบหมาย

(2) จัดทำแผนพฒั นาการศึกษาและแผนปฏิบัติการ
(3) ส่ังการ กำกับ ดูแล เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วน
ราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นไปตามนโยบายของ
กระทรวงศึกษาธิการ
(4) จัดระบบ ส่งเสริม และประสานงานเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยี
ดิจิทัลเพอ่ื การศกึ ษา
(5) ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาเพ่ื อคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มี
ความสามารถพเิ ศษ
(6) ดำเนินงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา
(7) ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเก่ียวกบั งานด้านวิชาการ การนเิ ทศ และแนะ
แนวการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท รวมท้ังติดตามและประเมินผลระบบบริหารและการจัด
การศกึ ษา
(8) ดำเนินการเก่ียวกับการตรวจสอบด้านการบริหาร การเงิน และการบัญชีของ
ส่วนราชการหรอื หน่วยงานและสถานศึกษาในสงั กดั กระทรวงศกึ ษาธิการ
(9) ส่งเสริมและประสานงานการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อ
การศึกษา
(10) ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเก่ยี วกบั การจัดการศึกษาเอกชน
(11) ปฏิบัตภิ ารกิจตามนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธิการหรือตามท่ีได้รบั มอบหมาย
รวมทั้งปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวงศึกษาธิการ และประสานงานต่าง ๆ
ในจงั หวัด

141

สถานศึกษาเอกชนในระบบประเภทโรงเรียนสามัญในจังหวัดภูเก็ต สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

ตารางที่ 2 สถานศึกษาเอกชนในระบบ ประเภทสามัญ ในจังหวัดภูเก็ต สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการสง่ เสรมิ การศึกษาเอกชน

ลำดบั ท่ี สถานศกึ ษา
1 โรงเรียนขจรเกยี รติศึกษา
2 โรงเรียนขจรเกียรติเชิงทะเล
3 โรงเรียนอนบุ าลลากนู า่ ภูเก็ต
4 โรงเรยี นถลางวทิ ยา
5 โรงเรียนบำรงุ ผกาภูเกต็
6 โรงเรียนขจรเกียรติถลาง
7 โรงเรียนตาริกยพฒั น์
8 โรงเรียนมสุ ลิมวทิ ยา
9 โรงเรียนภเู กต็ ไทยหัวอาเซยี นวิทยา
10 โรงเรียนกาญจนวัฒน์วิทยา
11 โรงเรียนดาวรุ่งวิทยา
12 โรงเรยี นเทพอำนวยวิทยา
13 โรงเรียนพทุ ธมงคลนมิ ติ
14 โรงเรยี นวทิ ยาสาธิต
15 โรงเรียนอนบุ าลกาญจนวฒั น์วทิ ยา
16 โรงเรียนอนุบาลถลางวทิ ยา
17 โรงเรยี นอนบุ าลบุษบง
18 โรงเรียนกาละพัฒน์
19 โรงเรียนดาราสมุทรภเู กต็
20 โรงเรียนอนุบาลกนกขวญั

142

ลำดับท่ี สถานศึกษา
21 โรงเรียนอนบุ าลกรนี เฮาท์ ภเู ก็ต
22 โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ฒั นา
รวม 22 แห่ง

ทมี่ า : ข้อมลู ครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สำนักงานศกึ ษาธิการจงั หวัดภูเกต็ สำนกั งาน
ปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2564

งานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้อง

งานวิจยั ในประเทศ
ประคอง รศั มแี ก้ว (2551, บทคดั ยอ่ ) ศึกษาเรือ่ ง “คุณลักษณะผู้นำของผูบ้ รหิ ารใน
สถานศึกษาที่มีคุณภาพ”พบว่า องค์ประกอบคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารในสถานศึกษาที่มีคุณภาพ
ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหาร 2) การครองตนของ
ผู้บริหาร 3) ความสามารถในการปฏบิ ตั งิ านของผ้บู รหิ าร และ 4) บคุ ลิกภาพของผู้บรหิ าร
ปรเมษฐ์ โมลี วิจัยเรอ่ื ง (2552, บทคดั ยอ่ )“การวเิ คราะหร์ ูปแบบความสมั พนั ธ์
โครงสร้างเชิงสาเหตุของปัจจัยท่ีส่งผลต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนท่ีประสบความสำเร็จ” การ
วิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือวิเคราะห์ปัจจัยท่ีส่งผลต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนที่ประสบ
ความสำเร็จ วิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำของ
ผู้บริหารโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จและวิเคราะห์เปรียบเทียบขนาดอิทธิพลทางตรง อิทธิพล
ทางอ้อม และอิทธิพลรวมของปัจจัยท่ีส่งผลต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนท่ีประสบความสำเร็จ
รูปแบบที่พัฒนาข้ึนประกอบไปด้วยตัวแปรท้ังสิ้น 24 ตัว แปรแฝง 5 ตัว และตวั แปรสังเกตได้ 19 ตัว
ประชากรประกอบด้วยบุคลากรท่ีเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนที่ได้รับรางวัล
พระราชทานในปี พ.ศ. 2550 ถึง ปี พ.ศ. 2551 จำนวน 74 โรงเรียน รวม 413 คน เคร่ืองมือท่ีใช้
ประกอบด้วย แบบสอบถามจำนวน 1 ชุด มี 7 ตอน วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นโดยค่าสถิติพื้นฐานด้วย
โปรแกรม SPSS 17.0 และผู้วิจัยตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิง
สาเหตุดว้ ยโปรแกรมลสิ เรล 8.72 ผลการวิจยั พบวา่ ปัจจัยทสี่ ง่ ผลต่อภาวะผูน้ ำของผู้บริหารโรงเรียนท่ี
ประสบความสำเร็จท่ีได้จากการวิจัยประกอบด้วย ปัจจัย 4 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านคุณลักษณะของ
ผู้นำ องค์ประกอบด้านสถานการณ์ของผู้นำ ปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้นำและปัจจัยด้านบทบาทของ
ผู้นำ ผลการวิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุของปัจจัยท่ีส่งผลต่อภาวะความเป็น

143

ผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนท่ีประสบความสำเร็จ พบว่า ปัจจัยทั้ง 4 ปัจจัย คือปัจจัยด้านคุณลักษณะ
ของผนู้ ำ องค์ประกอบด้านสถานการณ์ของผู้นำ ปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้นำและปัจจัยด้านบทบาท
ของผู้นำ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อภาวะผู้นำทุกปัจจัย ขนาดและทิศทางของอิทธิพลทางตรงและ
ทางอ้อมของรูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนท่ีประสบความสำเร็จ พบว่าปัจจัยทางตรงและ
ทางอ้อมเชิงบวกต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จมี 4 ปัจจัย เรียงตามลำดับ
ของความมีอิทธิพล ดังนี้คือปัจจัยด้านคุณลักษณะผู้นำ ด้านบทบาทของผู้นำ ด้านพฤติกรรมของผู้นำ
และสถานการณ์ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง

พชั ราณี ฟักทองพรรณ (2553, บทคัดยอ่ ) วจิ ัยเร่ือง “แนวโนม้ คุณลักษณะผนู้ ำที่พงึ
ประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนสตรีเอกชน” การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือหาแนวโน้มคุณลักษณะ
ผู้นำที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนสตรีเอกชน จากการคาดการณ์ในช่วงปี พ.ศ. 2554 - 2559
โดยใช้ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ มีข้ันตอนการศึกษาดังต่อไปนี้ 1) การวิจัย
เอกสารเพื่อสร้างกรอบแนวคิดการวิจัย 2) การวิจัยอนาคตแบบ (Ethnographic Delphi Futures
Research) EDFR ทำโดยการสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญที่เป็นนักวิชาการและผู้ที่รอบรู้ด้านภาวะผู้นำ
จำนวน 21 คน นำข้อมูลจากการสัมภาษณ์มาสังเคราะห์เป็นแบบสอบถาม พร้อมแสดงคะแนน
ค่าความถ่ีที่ได้จากการสัมภาษณ์ในแต่ละข้อส่งกลับเพ่ือประเมิน วิเคราะห์การกระจายของข้อมูลด้วย
คา่ มัธยฐาน (Median) และคา่ พสิ ัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range) 3) นำขอ้ มูลท่ีได้จากการ
ทำ EDFR ไปใช้เป็นสังเคราะห์เป็นแบบสอบถามเพื่อหาความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องกับ
โรงเรยี นสตรเี อกชน (Stakeholder) ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรยี นสตรีเอกชนท่วั ประเทศ ตัวแทนครู
ผู้ปกครอง และนักเรียนเก่า จำนวน 381 คน 4) นำข้อมูลท่ีได้จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง
กับโรงเรียนสตรีเอกชน มาวิเคราะห์ทางสถิติ ด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) แล้วนำผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย
ระดับความคิดเห็นมาเปรียบเทียบกัน พบว่า แนวโน้มคุณลักษณะผู้นำท่ีพึงประสงค์ของผู้บริหาร
โรงเรียนสตรีเอกชน ในปี พ.ศ. 2554 – 2559 ประกอบด้วย คุณลักษณะผู้นำ 5 ด้าน คือ (1) ด้าน
ความรู้ (2) ด้านทักษะ (3) ด้านทัศนคติ (4) ด้านคุณธรรมจริยธรรม (5) ด้านบุคลิกภาพ โดย
ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญกับคุณลักษณะผู้นำ ด้านบุคลิกภาพสูงสุด รองลงมาเป็นด้านคุณธรรม
จริยธรรม ส่วนผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องให้ความสำคัญกับ ด้านคุณธรรมจริยธรรมสูงสุด รองลงมาเป็นด้าน
ทัศนคติ ในภาพรวมทั้งสองกลุ่มให้ความสำคัญกับ คุณลักษณะด้านคุณธรรมจริยธรรมมากกว่า ด้าน
อ่ืน ๆ โดยที่คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของผู้บริหาร โรงเรียนสตรีเอกชนจะต้องประกอบด้วย
คุณลักษณะด้านความรู้ในการพัฒนาหลักสูตร สำหรับ กุลสตรีไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย ทักษะการใช้
จิตวิทยาและการปกครองนักเรียนหญิง ทัศนคติที่ดีในการพัฒนาการศึกษาของสตรี การปลูกฝัง
คุณธรรมจรยิ ธรรม และความเป็นไทย

144

วโิ รจน์ สารรตั นะ (2557, น. 27-28) ซึ่งกล่าวถึงการมีอทิ ธิพลอยา่ งมีอดุ มการณไ์ วว้ ่า
ผทู้ ำหน้าท่ีเป็นต้นแบบสำหรับผูต้ ามที่ต้องการเป็นเหมอื นผู้นำ ผ้นู ำเป็นที่ยกย่อง เคารพนับถือ ศรัทธา
ไว้วางใจและทำให้ผู้ตามเกิดความภาคภูมิใจเมื่อได้ร่วมงานกัน สิ่งท่ีผู้นำต้องปฏิบัติเพ่ือบรรลุ
คุณลักษณะน้ีคือ ต้องมีวิสัยทัศน์และสามารถถ่ายทอดไปยังผู้ตาม มีความสามารถในการควบคุม
อารมณ์ได้ในสถานการณ์วิกฤติ เป็นที่ไว้ใจได้ว่าทำในส่ิงที่ถูกต้อง เป็นผู้มีศีลธรรมและจริยธรรมสูง
หลีกเลี่ยงการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ประพฤติตนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นและ
ประโยชน์ของกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดความมีสมรรถภาพ ความตั้งใจ ความเช่ือมั่นใน
ตนเอง ความ แน่วแน่ในอุดมการณ์ความเช่ือและค่านิยมแห่งตน เสริมความภาคภูมิใจ ค วาม
จงรักภักดี และความม่ันใจของผู้ตาม ทำให้ผู้ตามมีความเป็นพวกเดียวกันกับผู้นำโดยอาศัยวิสัยทัศน์
และมจี ดุ ประสงค์ร่วมกัน ช่วยสร้างความรสู้ กึ เป็นหนง่ึ เดยี วกนั เพ่ือการบรรลุเป้าหมายที่ตอ้ งการ

รัชนี บุญกล่ำ (2563, น. 335) ได้ศึกษาภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงในการบริหาร
โรงเรียนประถมศึกษาอย่างยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของ
ผู้อำนวยการโรงเรียนท่ีส่งผลต่อการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนา
ผู้เรียน ผลการศึกษาพบว่าภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของผู้อำนวยการโรงเรียนของผู้อำนวยการ
โรงเรียนประถมศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ ด้านการจูงใจ ด้านการสร้างทีมท่ี
เข้มแข็ง ด้านการสร้างวิสัยทัศน์อย่างมีอุดมการณ์ และด้านการกระตุ้นทางปัญญาตามลำดับ และมี
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการจูงใจมากที่สุด การบริหารโรงเรียนประถมศกึ ษาใหเ้ กิดความยั่งยืน
ในการพัฒนาผูเ้ รยี นในภาพรวมอยู่ในระดับมากในทกุ ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการ
พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน ด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านการวัดผลประเมินผลตามลำดับ
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้อำนวยการโรงเรียนด้านการสร้างทีมที่เข้มแข็ง ส่งผลต่อการบริหาร
โรงเรยี นประถมศึกษาด้านการจัดการเรยี นการสอนให้เกิดความยงั่ ยนื

วรรณดี เกตแก้ว (2552, ไมป่ รากฏหมายเลขหน้า) วจิ ยั เร่ือง “การศึกษา
องค์ประกอบคณุ ลกั ษณะของผู้นำสตรที างการศึกษาในภาคใต้” มวี ตั ถปุ ระสงค์ เพื่อ 1) ศึกษา
องค์ประกอบคณุ ลักษณะของผู้นำสตรที างการศกึ ษาในภาคใต้ และ 2) วเิ คราะห์ คุณลักษณะของผู้นำ
สตรีทางการศึกษาในภาคใต้ที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารจัดการสถานศึกษา คุณลักษณะของ
ผู้นำสตรีทางการศกึ ษาในภาคใต้ มี 2 ด้าน คือคุณลักษณะสว่ นบุคคล และคุณลักษณะด้านพฤติกรรม
ผนู้ ำ ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. ผลการศกึ ษาองคป์ ระกอบคุณลักษณะของผู้นำสตรีทางการศึกษาในภาคใตโ้ ดย
ใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจพบคุณลักษณะของผู้นำสตรีทางการศึกษาในภาคใต้
ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ 41 ตัวบ่งช้ี หลังการหมุนแกนพบว่าองค์ประกอบทั้ง 6 ประกอบกัน
สามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวบ่งชี้ทั้งหมดได้ร้อยละ 58.160 ประกอบด้วย 1) ดา้ นความเป็น

145

ผนู้ ำแบบรว่ มมอื 2) ด้านความเป็นผู้นำทางวชิ าการ 3) ด้านการเอาใจเขามาใส่ใจเรา 4) ด้านความเป็น
ผนู้ ำแบบเปลย่ี นสภาพ 5) ด้านการพฒั นาตนเอง 6) ด้านบุคลิกภาพ

2. ผลการวิเคราะห์คณุ ลักษณะของผู้นำสตรีทางการศกึ ษาในภาคใต้ทีส่ ่งผลต่อ
ความสำเร็จในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยพิจารณาจากตัวบ่งชี้ท่ีผู้นำสตรกี ลุ่มสูงมีสูงกวา่ ผู้นำ
สตรีกลุม่ ต่ำอย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั .05 พบว่า มีจำนวน 12 ตวั บ่งช้ี ประกอบด้วย 1) การให้
อิสระในการทำงานกับครูในโรงเรียน 2) การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติด้านการสอนที่เป็นที่
ยอมรับ 3) การปฏิบัติเป็นแบบอย่างด้านการสอนให้แก่ครูในโรงเรียน 4) การหาโอกาสให้ข้อมูล
ย้อนกลับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของครูเพ่ือปรับปรุงการสอน 5) การดำเนินการจัดประชุมเพื่อพูดคุย
กับครูเกี่ยวกับการสอน หลังการสังเกตการสอน 6) การแสดงความเช่ือม่ันในตนเองในการทำงานให้
ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็น 7) การมีบุคลิกที่ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกศรัทธา 8) การอธิบายทิศทางและ
เป้าหมายของโรงเรียนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจและเห็นคุณค่า 9) การเข้าร่วมศึกษาหรือสัมมนาใน
หลักสูตรหรือโปรแกรมการศึกษาเพ่ือพัฒนาวิชาชีพที่จัดโดยสถาบันต่าง ๆ 10) การยึดผู้มีความรู้
ความรู้ ประสบการณ์และความสำเร็จสูงเป็นแม่แบบในการทำงาน 11) การเปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้
ประสบการณ์และความสำเร็จสูงให้ข้อมูลย้อนกลับในการทำงานและ 12) การมุ่งมั่นในการทำงาน
เพอ่ื ให้งานสำเรจ็

นิพนธ์ ศศิธรเสาวภา (2552, บทคดั ยอ่ ) วิจัยเรอื่ ง “ความสำเรจ็ ของอาชีพผ้บู รหิ าร
สตรีสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน” มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษาความสำเร็จ
ของอาชีพผู้บริหารสตรีสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้าน
ทุนมนุษย์ของผู้บริหารสตรีสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) เพื่อศึกษา
ความสัมพันธร์ ะหว่างปัจจัยดา้ นทุนมนุษย์กับความสำเร็จของอาชีพผู้บรหิ ารสตรี ประชากรทีใ่ ช้ในการ
วจิ ัยคร้ังนี้ ได้แก่ ผู้บรหิ ารสตรีสังกดั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานท่ัวประเทศ 19 เขต
รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,179 คนเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนโดยได้ผ่าน
การตรวจสอบความแม่นตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเช่ือมั่น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรม
สมองกลอิเลคทรอนิกส์ วเิ คราะห์สถติ ิพื้นฐานโดยใชส้ ถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ยส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด อันดับ และทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามด้วยการ
เขียน Syntax ทดสอบสหสัมพันธ์คาโนนิคอล (Canonical Correlation) ในชุดคำส่ัง MANOVA ท่ี
นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะทุนมนุษย์ในคุณลักษณะส่วนบุคคลของ
ผู้บริหารสตรีสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ในด้านการศึกษา ส่วนใหญ่จาก
การศึกษาระดับปริญญาโทคิดเป็นร้อยละ 76.5 ด้านประสบการณ์ทำงาน ส่วนใหญ่มีประสบการณ์
ทำงานระหว่าง 21 -30 ปีคิดเป็นร้อยละ 46.8 และด้านสถานภาพสมรส ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส
แล้วและอยู่ด้วยกันกับคู่สมรส คิดเป็นร้อยละ 62.5 คุณลักษณะทุนมนุษย์ด้านบุคลิกภาพ โดย

146

บุคลิกภาพในแรงดึงดูดทางกายภาพมีค่าเฉลี่ย 4.04 และบุคลิกภาพในแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิมีค่าเฉลี่ย
4.14 ส่วนคุณลักษณะทุนมนุษย์ด้านสถานภาพทางครอบครัว โดยสถานภาพทางครอบครัวในความ
ทุ่มเทต่อครอบครัวในแรงสนับสนุนจากครอบครัวมีค่าเฉล่ีย 4.45 ความสำเร็จในอาชีพด้านวัตถุวิสัย
ของผู้บริหารสตรีเงินเดือนร้อยละ 49.5 เงินเดือนอยู่ระหว่าง 26,001-35,000 บาท ในตำแหน่งร้อย
ละ 74.6 อยู่ในระดับ (C-8) และจำนวนชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ ร้อยละ 71.1 ทำงาน 40-50 ชั่วโมง
ส่วนความสำเร็จในอาชีพด้านจิตวิสัย ในความพึงพอใจในอาชีพมีค่าเฉลี่ย 4.35 ความสำเร็จในอาชีพ
ด้านจิตวิสัยในความพึงพอใจในงานมีค่าเฉลี่ย 4.17 การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะทุน
มนุษยก์ ับความสำเร็จของอาชีพด้านวัตถุวิสัยของผู้บริหารสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พืน้ ฐานพบว่าความสำเร็จในอาชีพด้านวัตถุวสิ ัยที่ได้รับอทิ ธิพลจากคุณลักษณะทุนมนุษย์มากที่สุด คือ
ระดับรายได้ หรือเงินเดือนที่ได้รับสูงถึงร้อยละ 84.20 ซ่ึงมีความสัมพันธ์กันสูงมาก (0.912) ส่วน
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะทุนมนุษย์กับความสำเร็จของอาชีพด้านจิตวิสัยที่ได้รับอิทธิพลจาก
คุณลักษณะทุนมนุษย์มากท่ีสุด คือ ความพึงพอใจในอาชีพสูงถึงร้อยละ 85.60 ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน
สูงมาก (0.925) และความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะทุนมนุษย์กับความสำเร็จในอาชีพ พบว่า
ความสำเร็จในอาชีพด้านจิตวิสัยได้รับอิทธิพลจากคุณลักษณะทุนมนุษย์มากท่ีสุดร้อยละ 38.1 ซึ่งมี
ความสัมพันธ์กันสูงมาก (0.617) ตามลำดับ ผลการวิจัยสรุปได้ว่าคุณลักษณะทุนมนุษย์ท้ัง 3 ด้านนั้น
มีอิทธิพลต่อความสำเร็จ ในอาชีพ โดยเฉพาะอย่างย่ิงความสำเร็จในด้านจิตวิสัยของผู้บริหารสตรี
สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ซึ่งให้ความสำคัญแก่ความพึงพอใจในอาชีพ
มากกว่าความพึงพอใจในงาน

การณุ ันทน์ รัตนแสนวงษ์ (2555, บทคดั ยอ่ ) ศึกษา ภาวะผนู้ ำของผู้บรหิ ารสตรี
มหาวิทยาลัยภาครัฐและภาคเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะ
ผู้นำของผู้บริหารสตรี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยด้านจิต
สังคม ปัจจยั ด้านสภาพแวดล้อมภายนอกองคก์ ารกับภาวะผ้นู ำของผู้บรหิ ารสตรีและ 3) ศึกษาปัจจัยที่
ส่งผลต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีมหาวิทยาลัยภาครัฐภาคเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร ผล
การศึกษาพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีมหาวิทยาลัยภาครัฐและภาคเอกชนในเขต
กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมมีระดับภาวะผู้นำ อยู่ในระดับมาก โดยตัวชี้วัดที่ได้รับคะแนนมากที่สุด
คือ ผู้นำต้องเน้นการวัดและการประเมินท่ีมีความสำคัญต่อผลสำเร็จของการพัฒนาองค์การ
2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยด้านจิตสังคม ปัจจัยด้าน
สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีพบว่าปัจจัยรายย่อย 11 ตัวชี้วัดมี
ความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำของ
ผู้บริหารสตรี พบวา่ มี 5 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ 2) ลักษณะของความเป็นผู้นำดา้ นภาวะ
ผ้นู ำและการมอบอำนาจ 3) การมสี ่วนร่วม 4) สถานภาพและบทบาทสตรี และ 5) ลักษณะของความ

147

เป็นผู้นำด้านความเป็นผู้นำ และวิสัยทศั น์ส่วนปัจจัยที่ไม่ส่งผลต่อภาวะผู้นำของผู้บรหิ ารสตรี พบว่ามี
6 ตัวช้ีวัด ได้แก่ 1) คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพ 2) ลักษณะของความเป็นผู้นำด้านอำนาจและอิทธิพล
3) ลักษณะของความเป็นผู้นำด้านจริยธรรมและขอบเขตของอำนาจ 4) ความฉลาดทางอารมณ์ 5)
ความเช่อื ในอำนาจตนและ 6) นโยบายสตรี

ฐอรกาญจณ์ ฉายโชตธิ ัญเจริญ (2560, บทคดั ย่อ)ศึกษาคุณลกั ษณะผู้นำของ
ผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของประเทศในกลุ่มอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
คุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของประเทศในกลุ่มอาเซียน และ ศึกษา
คุณลักษณะผู้นำท่ีมีประสิทธิภาพของผู้บริหารสตรี ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศในกลุ่ม
อาเซียน ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ของประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้ง 3 ด้านมีดังนี้ 1) คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพทั่วไป (General
Personality Traits) ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริตและความน่าเช่ือถือไว้วางใจ การแสดงออกอย่าง
เหมาะสม ความม่ันใจในตนเอง การไม่ถือตัวอ่อนน้อมถ่อมตน ความสุภาพอ่อนโยน การปรับเปลี่ยน
ได้ไว การมีทัศนคติบวกหรือการมองโลกในแง่ดี และความอบอุ่น 2) คุณลักษณะดา้ นความสัมพันธ์กับ
งาน (Task – related Traits) ได้แก่ความกล้า ความเฉลียวฉลาดรอบรู้ การเปิดรับสิ่งใหม่ ความ
มุ่งมั่น ความรับผิดชอบ การรับฟังและเข้าใจผู้อ่ืน ความอดทนไม่ย่อท้อ ขยันขันแข็งและเข้มแข็ง
ความละเอียดรอบคอบและการมีระเบียบวินัย ความมั่นคงแน่นอน และการส่งเสริมสนับสนุน 3)
คุณลักษณะด้านสังคม (Sociability Traits) ได้แก่ การเอาใจใส่ ความเป็นมิตร ความเห็นอกเห็นใจ
การให้ความเคารพ การเข้าถึงได้ง่าย การส่ือสารที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม และความเมตตา 2.
ผลการศึกษาเรื่องคุณลักษณะผู้นำที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของ
ประเทศในกลุ่มอาเซียนท้ัง 3 ด้าน ท่ีได้จากการสังเคราะห์ได้แก่ 1) คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพท่ัวไป
(General Personality Traits) ซ่ึงประกอบด้วยคุณลักษณะความอบอุ่น ความสุขุมเยือกเย็น การ
แสดงออกอย่างเหมาะสม ความมั่นใจ ความน่าเช่ือถือ ความซ่ือสัตย์สุจริต การประนีประนอม การ
ปรับตัวได้ไว การมองโลกในแง่ดีหรือการมีทัศนคติบวก การไม่ถือตัว (ความอ่อนน้อมถ่อมตน) และ
ความสุภาพอ่อนโยน 2) คุณลักษณะด้านความสัมพันธ์กับงาน(Task – related Traits) คือ
คุณลักษณะกล้า ความฉลาดรอบรูแ้ ละการเปิดรับสิ่งใหม่ ความมุ่งม่ันในการปฏิบัติหน้าท่ี ความอดทน
ไม่ย่อท้อ ความขยันขันแข็ง ความเข้มแข็ง การตระหนักรู้ ความม่ันคงแน่นอน คงเส้นคงวา และการ
ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ความรับผิดชอบ ความละเอียดรอบคอบและมีระเบียบวินัย การสร้างแรง
กระตุ้น การสนบั สนุนสง่ เสริม การเปดิ ใจรับฟงั และเขา้ ใจผู้อื่น 3) คณุ ลักษณะด้านสงั คม (Sociability
Traits) คือ คุณลักษณะให้การใส่ใจผู้อื่น ความเห็นอกเห็นใจ ห่วงใยผู้อ่ืนมีความเมตตา การเข้าถึงได้
ง่าย ความเป็นมติ ร การให้ความเคารพ ให้ความเคารพตนเองและผู้อื่นการสื่อสารอย่างมปี ระสิทธิภาพ

148

(สามารถส่ือสารได้หลายภาษา สื่อสารอย่างเหมาะสม) มีทัศนคติที่ดีต่อความหลากหลาย ยอมรับ
ความหลากหลายเชอ้ื ชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม

มัณฑนา ภัคคณุ านนท์ และคณะ (2561) ศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผ้บู รหิ าร
สตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557 - 2567) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บรหิ ารสตรีโรงเรียนประถมศกึ ษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557 –
2567) ผลการวิจัย พบว่า แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาจากการศึกษา
เอกสารตามประเด็นตั้งต้น ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำท่ีมีองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้าน
คุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 28 ข้อ 1.2) ด้านพฤติกรรม มีประเด็นย่อย 20 ข้อ
1.3) ด้านตามสถานการณ์ มีประเด็นยอ่ ย 25 ข้อ 1.4) ด้านการสรา้ งความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 15
ข้อ 1.5) ด้านการเปล่ียนแปลง มีประเด็นย่อย 20 ข้อ และ 1.6) ด้านการผุดเกิด มีประเด็นย่อย 16
ขอ้ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีมีประเด็นย่อย 21 ข้อในประเด็น
ย่อยทั้งหมดหมดนี้ผู้เช่ียวชาญ มีความเห็นเป็นฉันทามติว่า มีความจำเป็นในระดับมากและมากท่ีสุด
ผู้วิจัยนำ ประเด็นย่อยมาวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยใช้แนวคิดไทย (Thai Mind) ได้แนวโน้มภาวะ
ผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษา ในบริบทสังคมไทย ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำท่ีมี
องค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านความเป็นสตรีไทย มีประเด็นย่อย 17 ข้อ 1.2) ด้านวิถีไทย มี
ประเด็นย่อย 17 ข้อและ 1.3) ด้านความเป็นผู้บริหาร ประกอบด้วย ภาวะผู้นำ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.3.1)
คุณลักษณะ และความเช่ียวชาญ มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3.2) พฤติกรรมการบริหาร มีประเด็นย่อย
17 ข้อ1.3.3) การบริหารตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 11 ข้อ 1.3.4) การสร้างความสัมพันธ์ มี
ประเด็นย่อย12 ข้อ 1.3.5) การเปล่ียนแปลง มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 1.3.6) การผุดเกิด มี
ประเดน็ ย่อย 17 ข้อรวมเป็นประเด็นย่อยทั้งหมด 93 ข้อ และ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนา
ภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 19 ข้อ อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียน
ประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้าที่ได้จากผลการวิจัย คือภาพที่ผู้เชี่ยวชาญมีฉันทามติว่ามี
แนวโน้มเปน็ ภาพอนาคตทด่ี ี

สุจิตรา มีจำรัส (2550)เรื่องการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร
สถานศึกษาพบว่า การพัฒนาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาให้ประสบผลสำเร็จน้ัน
ผบู้ รหิ ารและผ้ทู ี่มสี ่วนได้ส่วนเสีย ตอ้ งระดมความคดิ เห็นและร่วมกันวางกรอบแนวปฏิบตั ิ ข้อบังคับให้
เป็นทย่ี อมรับจากทุกฝา่ ย

ศักรนิ ทร์ และล้าเลศิ (2553, น.141 - 145) ไดศ้ กึ ษาวจิ ัยเร่ือง การบริหารงานบคุ คล
ตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สังกัดเทศบาลในจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า ระดับ
ความคิดเห็นต่อการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา สังกัดเทศบาลจังหวัด
สมุทรสาคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทยี บการบริหาร งานบุคคลตามหลักธรรมาภิ

149

บาลของสถานศึกษา สังกัดเทศบาลจังหวัดสมุทรสาคร จำแนกตามอายุ วุฒิการศึกษา และโครงสร้าง
องค์กรของเทศบาล พบว่า มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนก
ตามเพศ พบวา่ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ปัญหา อปุ สรรคและข้อเสนอแนะ พบว่า การ
กำหนดตำแหน่ง การสรรหาครู ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ ขาดความเสมอภาค
ในการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของครู ควรมีการวางแผนการบริหารงานบุคคลในรูปแบบ
คณะกรรมการอย่างต่อเนื่อง และมีการกำกับ ติดตาม ประเมินผล เพื่อวางแผนการพัฒนาให้มี
ประสิทธิภาพมากย่งิ ขึน้

สุรพล เคยบรรจง (2554, น.91 - 92) ได้ศึกษาการบริหารงานบุคคลโดยใช้หลัก
ธรรมาภิบาล สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาเพชรบุรีและประจวบคีรีขุนธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ความ
คิดเห็นของผู้บรหิ ารสถานศึกษาที่มีต่อการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล ของสำนักงานเขต
พ้นื ที่การศกึ ษาเพชรบุรีและสำนักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประจวบคีรีขันธ์ ในภาพรวม อยใู่ นระดับมาก
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ด้านท่ีมี
ค่าเฉล่ียสูงสุด ได้แก่ ด้านหลักความโปร่งใส รองลงมา ได้แก่ ด้านหลักนิติธรรม และด้านที่มีค่าเฉล่ีย
ต่ำสุด ได้แก่ ด้านหลักความคุ้มค่า 2. ผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมีประสบการณ์การทำงานต่างกันมีความ
คิดเห็นเก่ียวกับการบริหารบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล ในภาพรวมของสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยกลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมีประสบการณ์การ
ทำงานมากว่า 10 ปี มีความคิดเห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษาใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน
บุคคลสูงกว่ากลุ่ม ผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมีประสบการณ์การทำงานน้อยกว่า 7 ปี และผู้บริหาร
สถานศึกษาที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นเก่ียวกับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิ
บาล ในภาพรวมของสำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาไม่แตกตา่ งกนั

ดุจดาว จิตใส (2554, น.97 - 98) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การใช้หลักธรรมาภิบาลของ
ผู้บริหารกับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสังกัดเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 5 พบว่า 1.
การใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถ่ินที่ 5 โดย
ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสังกัดเทศบาล กลุ่ม
การศึกษาท้องถ่ินท่ี 5 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3. การใช้หลักธรรมาภิบาลของ
ผู้บริหารกับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสังกัดเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถ่ินท่ี 5 มี
ความสัมพนั ธ์กนั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .01

สมคดิ มาวงศ์ (2554) ได้ศกึ ษาเรือ่ งการบรหิ ารงานตามหลักธรรมาภบิ าลของ
ผู้บริหารโรงเรียนตามความคดิ เห็นของครสู ังกัดโรงเรียนเทศบาล ในจังหวัดระยอง จนั ทบุรี และตราด
ผลการวิจัยพบวา่ 1) การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บรหิ ารโรงเรียน ตามความคดิ เห็นของ
ครู สังกัดโรงเรยี นเทศบาล จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด โดยภาพรวมอยู่ในระดบั มากเรียงลำดับ

150

จากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก ดังนี้ ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักความรับผิดชอบและด้านหลัก
ความโปร่งใส 2) การเปรียบเทียบการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนตาม
ความคิดเห็นของครูสังกัดโรงเรียนเทศบาลในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราดจำแนกตาม
ประสบการณ์ โดยรวม พบว่า ทุกด้านไม่แตกต่างกัน จำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่าโดยรวม
แตกต่างกันโดยโรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาด
ใหญ่ แตกต่างกันสำหรับโรงเรยี นขนาดเล็กกบั โรงเรียนขนาดใหญ่ แตกต่างกันจำแนกตามท่ีต้ังจงั หวัด
พบว่า โดยรวม แตกต่างกัน โดยที่ต้ังจังหวัดระยองกับท่ีตั้งจังหวัดจันทบุรีแตกต่างกัน สำหรับท่ีตั้ง
จงั หวดั ระยองกับทต่ี งั้ จังหวดั ตราด และทีต่ ้งั จังหวดั จันทบุรกี บั ทตี่ งั้ จังหวดั ตราด แตกต่างกัน

วิวน ตะนะ (2554, น.50) เร่ืองการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนใน
อำเภอเชียงคาน จังหวัดเชียงราย โดยพบว่าการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน
ด้านหลักนิติธรรมร้อยละ 100 ได้มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่บุคลากรทุกคนยอมรับ ได้กำกับให้
บุคลากรปฏิบัติตนตามกฎข้อบังคับ สามารถใช้ศิลปะเพื่อโน้มน้าว สูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานให้
เป็นไปตามกฎ รวมทั้งยังปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย เป็นแบบอย่างท่ีดีแก่บุคลากรให้คำแนะนำ
แนวทางปฏบิ ัตติ นตามกฎ ระเบียบข้อบงั คับให้บุคลากรมคี วามเขา้ ใจตรงกัน

ฐติ ิรัตน์ เอยี่ มสกุล (2555) ไดศ้ ึกษาเรือ่ ง พฤติกรรมการบริหารตามหลักธรรมา
ภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครแหลมฉบัง ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการบรหิ าร
ตามหลักธรรมาภบิ าลของผูบ้ ริหารโรงเรยี นสังกดั เทศบาลนครแหลมฉบัง โดยรวมอยใู่ นระดับมาก
เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) พฤติกรรมการบริหารตามหลัก
ธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครแหลมฉบัง จำแนกตามตำแหน่ง สถานภาพและ
ประสบการณ์ทำงานไม่แตกต่างกัน 3) ความต้องการพฤติกรรมการบรหิ ารตามหลักธรรมาภิบาลของ
ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครแหลมฉบัง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้หลักคุณธรรม
หลกั นิติธรรม หลกั ความโปร่งใส หลกั ความรบั ผดิ ชอบ หลักการมสี ่วนร่วมและหลักความคมุ้ คา่

สิทธชิ ัย กจิ ถาวร (2555) ไดศ้ กึ ษาเรื่อง พฤติกรรมการบริหารสถานศกึ ษาตามหลัก
ธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอบางปะอิน สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการบริหารสถานศึกษาตาม
หลักธรรมาภิบาลของผบู้ ริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับบางครัง้ เม่ือพิจารณารายด้านพบว่ามี 2
ด้าน ท่ีอยู่ในระดับบางคร้ังและอยู่ในระดับค่อนข้างบ่อย 4 ด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉล่ียจากมากไป
น้อย ได้แก่ ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความ
รับผิดชอบ ด้านหลักความค้มุ ค่า และด้านหลกั นิติธรรม 2) พฤติกรรมการบรหิ ารสถานศึกษาตามหลัก
ธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง โดยรวมมีความแตกต่างกัน 3) พฤติ
กรรมการบรหิ ารสถานศึกษาตามหลกั ธรรมาภบิ าลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์

151

โดยรวมไม่แตกต่างกัน 4) พฤติกรรมการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร
สถานศึกษาจำแนกตามขนาดของโรงเรียน โดยรวมไม่แตกต่างกัน

อทิ ธพิ ล บญุ เดช (2555) ได้ศึกษาเรื่อง การบริหารงานตามหลกั ธรรมาภิบาลของ
ผู้บริหารในสถานศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ผลการวิจัยพบว่า สภาพการ
บริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านหลักความคุ้มค่ามีค่าเฉล่ียมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านหลักนิติธรรม
และนอ้ ยทีส่ ุดคอื ด้านหลักความโปรง่ ใส ปญั หาการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารใน
สถานศกึ ษา ภาพรวมอยูใ่ นระดับปานกลาง เมอ่ื พิจารณารายดา้ นพบวา่ ด้านทมี่ ปี ัญหามากทสี่ ดุ คอื
ดา้ นหลกั ความโปร่งใส ด้านหลกั คุณธรรม ด้านการมีส่วนร่วม และดา้ นหลกั นิติธรรม ตามลำดบั

บริมาส กัลยา (2556) ไดศ้ กึ ษาเรอื่ ง การมีส่วนรว่ มในการบริหารสถานศึกษา ของ
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วม โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับมากเมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่าการมีส่วนร่วมในการบริหารงานด้านบริหารงานทั่วไปอยู่ใน
ระดับมากที่สุดรองลงมาคือการมีส่วนร่วมในการบริหารงานด้านวิชาการการมีส่วนร่วมในการ
บริหารงานด้านงบประมาณตามลำดับและการมีส่วนร่วมในการบริหารงานด้านบุคคลมีส่วนร่วมน้อย
ทส่ี ดุ

พระศรีพรรณ โชติปญฺโญ (สุวรรณแสดง) (2556, น.100 - 104) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง
การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน มัธยมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัด
อุบลราชธานี ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน
มธั ยมศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากเม่ือพิจารณารายด้านพบว่าอยใู่ นระดับมากทุกข้อเรียงจากมากไป
หาน้อยดา้ นหลักนติ ิธรรม ด้านหลักคณุ ธรรม ด้านหลักการมีสว่ นร่วม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลัก
ความคุ้มค่า ด้านหลักความรับผิดชอบ 2. เปรียบเทยี บระดับความคิดเห็นของผู้บริหารและครเู ก่ยี วกับ
การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลโรงเรียนมัธยมศึกษาจำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา ไม่
แตกต่างกัน อายุ ประสบการณ์ทำงานและขนาดโรงเรียนแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.05 โดยผู้บริหารท่ีมีโรงเรียนขนาดเล็ก มีการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลมากกว่า
ผู้บริหารที่มีโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ 3. ผลการศึกษาพบว่า ควรมีแนวทางการบริหารงาน
บคุ คลตามหลักธรรมาภิบาลโรงเรียนมัธยมศึกษา 3.1 ผู้บริหารควรส่งเสริมบุคลากรในการพัฒนาด้วย
ความยุติธรรมต่อเน่ือง 3.2 ผู้บริหารเปิดโอกาสให้บุคลากรแสดงความคิดเห็นในการแสดงความ
ต้องการพัฒนาของแต่ละบุคลากร และ 3.3 ผู้บริหารควรส่งเสริมบุคลากรให้เจริญก้าวหน้าตำแหน่ง
ตามความรูค้ วามสามารถแตล่ ะบคุ คล

152

พิชากรณ์ นาคเนียม (2556, น.90 - 95) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการใช้หลักธรรมาภิบาล
ของผบู้ ริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกดั สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ยะลา เขต 1 พบว่า 1. ระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัด
ยะลา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดย
หลักนิติธรรมมีคา่ เฉล่ยี สงู สุด รองลงมาคือหลักความโปร่งใส ส่วนหลกั การมีส่วนร่วมท่ีมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด
2. การเปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา
ตำแหน่งและขนาดของโรงเรียนพบว่า บุคลากรทางการศึกษาท่ีมีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง
และปฏิบัติงานอยู่ในขนาดโรงเรียนท่ีแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการใช้หลักธรรมาภิบาลของ
ผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ยะลา เขต 1 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 3. ปัญหาในการใช้หลักธรรมาภิบาล
ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษายะลา เขต 1 คือ ผบู้ ริหารขาดการอ้างอิงข้อกฎหมายหรือระเบียบที่เก่ียวข้องในการออก
คำส่ังของ โรงเรียน บุคลากรขาดขวัญและกำลังใจในการปฏิบตั ิงาน ผู้บริหารปฏิบัติกบั บุคลากรไม่เท่า
เทียมกัน ขาดการประชุมเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องในการทำงาน ร่วมกันอย่างจริงจัง
บุคลากรขาดความรู้และความใส่ใจที่จะนำวัสดุเหลือใช้หรือที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำหรือดัดแปลง
บุคลากรปฏิบัติงานไม่เต็มความสามารถ ข้อเสนอแนะในการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร
สถานศกึ ษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1
คือ ผู้บริหารควรบริหารงานบนพ้ืนฐานของหลักธรรมาภิบาลให้ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน เพ่ือสร้างกลไก
สำคัญท่ีจะทำให้การดำเนินงานของสถานศึกษา ท้ัง 4 ด้านมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทและรูปแบบ
การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การบริหารด้วยความเอาใจใส่ ส่งเสรมิ ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการ
ปฏิบตั ิงาน การตัดสินใจและการตรวจสอบ

พระสกล ฐานธมฺโม (อินทร์คล้าย) (2556, น.64) ได้ศึกษาการบริหารสถานศึกษา
ตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็น
ของผู้บริหารและครูผูส้ อนต่อการบริหารสถานศกึ ษาตามหลักธรรมาภิบาลของผ้บู รหิ ารสถานศึกษาใน
จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลัก
ธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
โดยเรียงตามลำดับดังน้ี ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักการมีส่วนร่วม
ด้านหลกั ความคุ้มค่า ดา้ นหลักคุณธรรม และด้านหลักนติ ธิ รรม

สันทนา ศรีไพรบัว (2556, น.80) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การใช้หลักธรรมาภิบาลในการ
บริหารงานบุคคลของสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา

153

นครปฐม เขต 1 พบว่า 1. การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาขั้น-
พน้ื ฐาน สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษานครปฐม เขต 1 อยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผล
การเปรียบเทียบระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 จำแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล
ด้านเพศและวุฒิการศึกษา ทั้งในภาพรวมและรายด้านพบว่า มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน สำหรับ
ด้านตำแหน่งหน้าท่แี ละประสบการณก์ ารทำงาน ในภาพรวมพบวา่ มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกนั เม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. แนว
ทางการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขต
พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ควรให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานโดยยึดหลัก
ประชาธิปไตย และการมอบหมายงานต้องมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

มาโนชญ์ ปานพรหม (2556) ได้ทำการศกึ ษาคุณภาพการบรกิ ารสาธารณะตาม
หลักการบริหารจัดการท่ีดี: กรณีศึกษา เทศบาลตำบลในพ้ืนท่ีบริเวณภาคเหนือตอนล่าง การวิจัยครั้ง
น้ีมีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษาระดับคุณภาพการบริการสาธารณะประกอบด้วย 7 ด้าน คือ ด้านการ
นำองค์การ ด้านการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ด้านการให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและมี
ส่วนได้ส่วนเสีย ด้านการวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ ด้านการมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล
ด้านการจัดการกระบวนการ และด้านผลลัพธ์การดำเนินการโดยทำการศึกษาเทศบาลตำบลในพื้นท่ี
ภาคเหนือ ตอนล่าง 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารจัดการที่ดี ประกอบด้วย 10 หลัก คือ หลักนิติ
ธรรม หลักคุณธรรมหลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความพร้อมรับผิด หลักความคุ้มค่า
หลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หลักองค์กรแห่งการเรียนรู้ หลักการบริหารจัดการ และหลักการ
เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยทำการศึกษาเทศบาลตำบลในพื้นที่บริเวณภาคเหนือตอนลา่ ง 3) เพ่ือศึกษา
ปจั จัยดา้ นการบรหิ ารจดั การท่ดี ที ่ีมีผลตอ่ คุณภาพการบริการสาธารณะโดยทำการศึกษาเทศบาลตำบล
ในพื้นท่ีบริเวณภาคเหนือตอนล่าง 4) เพื่อสร้างรูปแบบคุณภาพการบริการสาธารณะตามหลักการ
บริหารจัดการท่ีดีของเทศบาลตำบลในเขตพื้นท่ีบริเวณภาคเหนือตอนล่างประชากรที่ใช้ในการวิจัย
ครั้งนี้ คือ ผู้บริหารของเทศบาลตำบลในพ้ืนท่ีบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ท่ีอยู่ในพ้ืนที่จังหวัด
กำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวดั นครสวรรค์ จังหวัดพิจติ ร จงั หวดั พิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จงั หวัด
สุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดอุทัยธานีผลการวิเคราะห์คุณภาพการบริการสาธารณะของ
เทศบาลตำบลในพ้ืนที่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง โดยรวมมีระดับความสำเร็จมาก เมื่อพิจารณา
คณุ ภาพการบริการสาธารณะเป็นรายด้าน อันดับแรก คอื ด้านการนำองค์การ รองลงมา คือ ด้านการ
ใหค้ วามสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีสว่ นไดส้ ่วนเสยี และข้อท่มี ีค่าเฉลย่ี น้อยทสี่ ดุ คอื ด้านการวางแผน
เชิงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ผลการวิเคราะห์การบริหารจัดการท่ีดีของเทศบาลตำบลในพ้ืนท่ีบริเวณ
ภาคเหนือตอนล่าง โดยรวมมีระดับการปฏิบัติถ่ายทอดเรียนรู้ทั้งองค์การ เม่ือพิจารณาการบริหาร

154

จัดการที่ดีเป็นรายด้าน อันดับแรก คือ ด้านหลักความโปร่งใส รองลงมา คือ ด้านหลักความพร้อมรับ
ผิด และข้อที่มีค่าเฉล่ียน้อยที่สุด คือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการ
ถดถอยเชิงพหุคูณ(Multiple Regression) พบว่า ปัจจัยสำคัญท่ีสามารถอธิบายคุณภาพการบริการ
สาธารณะของเทศบาลตำบลในพ้ืนท่ีบริเวณภาคเหนือตอนล่างประกอบด้วย ด้านหลักคุณธรรมด้าน
หลักความโปร่งใสด้านหลักความคุ้มค่า ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้
และด้านการเทคโนโลยีสารสนเทศ

ยุทธนา อิศรางกูร ณ อยุธยา (2557, น.54) ได้ศึกษาวิจัยเรือ่ ง การบริหารงานบุคคล
ตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
พบว่า 1. ข้าราชการครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลภาพรวม
อยู่ในระดับมาก โดยที่ด้านหลักนิติธรรมมีค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมาด้านหลักคุณธรรม และด้าน
หลักการมีสว่ นรว่ มกับดา้ นหลักความรับผดิ ชอบมีคา่ เฉล่ียต่ำสุด 2. ผลการเปรยี บเทยี บการบริหารงาน
บุคคลตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี
เขต 1 ตามประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษา พบว่า 1) ข้าราชการครู ที่มีประสบการณ์
ทำงานต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษาใน
ภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยท่ีด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้าน
หลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความรับผิดชอบ และด้านหลักความคุ้มค่ามีความแตกต่างกันอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ข้าราชการครูท่ีทำงานอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มี
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษาในภาพรวมและราย
ด้านไม่แตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ

ชมยั ภรณ์ ถนอมศรีเดชชยั (2558) ได้ทำการศึกษา การบรหิ ารงานตามหลกั ธรรมาภิ
บาลขององค์การบริหารส่วนตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี การศึกษาครั้งน้ีมี
วัตถุประสงคเ์ พ่ือศกึ ษา (1) ปัญหาการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบล
บึงกาสามและ (2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วน
ต ำ บ ล บึ ง ก า ส า ม โด ย ใช้ ห ลั ก ธ ร ร ม า ภิ บ า ล ข อ ง ก า ร บ ริ ห า ร กิ จ ก า ร บ้ า น เมื อ ง ท่ี ดี ข อ ง ส ำ นั ก ง า น
คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษาซ่ึงการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิง
สำรวจที่ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นประชาชนที่
อาศัยอยู่ในเขตพ้นื ที่องคก์ ารบริหารสว่ นตำบลบึงกาสาม จำนวน 381 คน สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิจัย
ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยผลการศึกษาพบว่า (1) ปัญหาสำคัญท่ีสุดของ
การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล คือ องค์การบริหารส่วนตำบลบึงกาสามไม่ได้กำหนดแผน
และเป้าหมายการปฏิบัติงานท่ีชัดเจนและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน รวมถึงให้บริการ
เฉพาะประชาชนบางกลุ่ม และ (2) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการท่ีสำคัญตามหลักธรรมาภิ

155

บาล คือ องค์การบริหารส่วนตำบลบึงกาสามควรใหบ้ ริการแก่ประชาชนทกุ กลุ่มในทุกชุมชนอย่างเท่า
เทยี มกนั รวมถงึ ปฏิบัติหน้าทดี่ ว้ ยความซ่อื สตั ย์สจุ ริตเพอ่ื ประโยชน์สุขแกป่ ระชาชน

จุฑามาส นาคปฐม (2559, น.74) ได้ศึกษาการบริหารการศึกษาตามหลักธรรม
ภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนเทศบาลอินทปัญญา วัดใหญ่อินทาราม เทศบาลเมืองชลบุรี ผลการวิจัย
พบว่า ครูมีความคิดเห็นต่อการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนเทศบาล
อนิ ทปญั ญา วัดใหญ่อนิ ทาราม เทศบาลเมืองชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดบั มาก เม่อื พิจารณาเป็นรายด้าน
เรียงตามลำดับ ดังน้ี 1) ด้านหลักความรบั ผิดชอบ 2) ดา้ นหลักการมีส่วนรว่ ม 3) ด้านความโปร่งใส 4)
ด้านหลักความคุ้มคา่ 5) ด้านหลักคุณธรรม และ 6) ด้านหลกั นติ ธิ รรม

จันธิดา ผ่านผ่อง (2553, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเร่ืองความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงกับประสิทธิผลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาร้อยเอ็ด พบวา่ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน เขต
พ้ืนที่การศึกษาร้อยเอ็ด โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉล่ียสูงสุดลงมาคือ ด้านการมี
อิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ หรือภาวะผู้นำเชิงบารมี ด้านการกระตุ้นทางปัญญา ด้านการสร้าง แรง
บันดาลใจ และด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ประสิทธิผลการทำงานของผู้บริหาร โดยรวม
และรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุดลงมาคือ ด้านความสามารถในการพัฒนา
นักเรียนให้มีทัศนคติทางบวก ด้านความสามารถในการปรับเปล่ียน และพัฒนาโรงเรียน ด้าน
ความสามารถในการแก้ปัญหาภายในโรงเรียน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา มี
ความสัมพันธ์ทางบวก ในระดับสูงกับประสิทธิผลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 โดยสรุป ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษามี
ความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ดังนั้น ผู้บริหาร
การศึกษาและผ้มู ีส่วนเกี่ยวขอ้ งจงึ ควรนำผลการวิจัยคร้ังน้ีไปใช้เปน็ สารสนเทศในการพัฒนาภาวะผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลยิ่งขนึ้

อัครพล กันทะดง (2554, น. 121-142) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหวา่ งภาวะผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับการบริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน
สังกัดสำนักงานคิดพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู
และผู้บริหารโรงเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารวิชาการโรงเรียนของผู้บริหาร
โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ตามความคิดเห็นของ
ข้าราชการครูและผู้บริหารโรงเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะ
ผู้นำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารกับการบริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่

156

การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .01

อัฐพงศ์ จารุทรัพย์สดใส (2554, น. 143-155) ได้ศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง
คุณลักษณะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 มี
คุณลักษณะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ คือ ด้านการ
เน้นคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการปฎิบัติงานให้เกิดความก้าวหน้าอย่าง
ต่อเนื่อง ด้านการมีความเช่ือว่าองค์กรเป็นแหล่งเรียนรู้ท่ีสำคัญหรือองค์กรแห่งการเรียนรู้ ด้านการ
ส่ือสารและการเป็นนักฟังที่ดี และด้านการใช้หลักการบริหารความเสี่ยง 2) การบริหารงานวิชาการ
ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 พบว่ามีการ
บริหารงานวิชาการโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ คือ ด้านการวัดผล
ประเมินผลและเปรียบเทียบโอนผลการเรียน ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการพัฒนา
ระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนงาน
วิชาการแก่บุคคล ครอบครวั องค์กร และสถาบันอน่ื ท่ีจดั การศึกษา ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการ
แนะแนวการศึกษา ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอ่ืน ด้านการ
ส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน และด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3) คุณลักษณะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
ทางบวก อย่างนยั สำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .01

วาสนา ปิยะมาดา (2554, น. 73-77) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพน้ื ฐานในจังหวัดยะลา มีวัตถุประสงคเ์ พื่อศกึ ษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ระดับ
การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานใน
จังหวัดยะลา และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการ
ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานในจังหวัดยะลา กลุ่มตัวอย่างในการ
วิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และหัวหน้าฝ่ายบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานในจังหวัดยะลา ปีการศึกษา 2551 จำนวน 210 คน เคร่ืองมือทใ่ี ช้
เป็นแบบสอบถาม ค่าความเชื่อม่ันเท่ากับ .980 สถิติท่ีใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ค่าส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสทิ ธส์ิ หสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบวา่ ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ของผูบ้ ริหารโรงเรียน สังกดั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานในจังหวดั ยะลา โดยรวมอยู่

157

ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านปรากฏว่า ด้านการสร้างบารมี ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ
ด้านการกระตุ้นเชาว์ปัญญา และการคำนึงถึงเอกบุคคล อยู่ในระดับมากเช่นกัน ส่วนระดับการ
บริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานในจังหวัดยะลา
โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ปรากฏว่า ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
ด้านการพัฒนากระบวนการเรยี นรู้ ด้านการวดั ผลประเมนิ ผล และเทยี บโอนผลการเรยี น ด้านการวิจัย
เพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้านการ
พัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในถานศึกษา และด้านส่งเสริม
ชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ อยู่ในระดับมากทุกด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการ
เปล่ียนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานในจงั หวัดยะลา โดยรวมความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ
.01 โดยมคี วามสัมพันธ์กันในระดบั ปานกลาง

อัฐพงศ์ จารุทรัพย์สดใส (2554, น. 143-155) ได้ศึกษาเร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่าง
คุณลักษณะผู้นำการเปล่ียนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 มี
คุณลักษณะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ คือ ด้านการ
เน้นคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการปฎิบัติงานให้เกิดความก้าวหน้าอย่าง
ต่อเนื่อง ด้านการมีความเชื่อว่าองค์กรเป็นแหล่งเรียนรู้ท่ีสำคัญหรือองค์กรแห่งการเรียนรู้ ด้านการ
ส่ือสารและการเป็นนักฟังท่ีดี และด้านการใช้หลักการบริหารความเสี่ยง 2) การบริหารงานวิชาการ
ของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 พบว่ามีการ
บริหารงานวิชาการโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ คือ ด้านการวัดผล
ประเมินผลและเปรียบเทียบโอนผลการเรียน ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการพัฒนา
ระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ด้านการพัฒนาส่ือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนงาน
วชิ าการแก่บุคคล ครอบครวั องค์กร และสถาบันอ่ืนท่ีจัดการศึกษา ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการ
แนะแนวการศึกษา ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอื่น ด้านการ
ส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน และด้านการวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3) คุณลักษณะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ทางบวก อยา่ งนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดบั .01

ทองคำ พิมพา (2556, น. 96) ได้ศกึ ษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผูบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดอ่างทอง กลุ่ม

158

ตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครูและผู้บริหารในกลุ่มโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัด อ่างทอง
จำนวน 226 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5
ระดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยูในระดับมาก และเม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังน้ี การ
เผยแพร่วิสัยทัศน์ การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ และการสร้างวิสัยทัศน์ตามลำดับ 2) ระดับภาวะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยูในระดับมาก และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
อยูในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การมีอิทธิพลอย่างมี
อุดมการณ์ การคำนึงถึงปัจเจกบุคคล การสร้างแรงบันดาลใจและการกระตุ้นทางปัญญา ตามลำดับ
3) การบรหิ ารงานวิชาการของผู้บรหิ ารสถานศึกษาโดยรวมอยูในระดับมาก และเม่อื พิจารณาเป็นราย
ด้าน พบว่า อยูในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการพัฒนาสื่อ
นวตั กรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้านการนเิ ทศการศกึ ษา ด้านการวัดผล ประเมินผลและเทียบ
โอนผลการเรียน ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษา และด้านการวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตามลำดับ 4) วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร
โรงเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบรหิ ารวิชาการในระดบั ปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .01 5) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหาร
วชิ าการในระดบั ปานกลาง อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .01

ปรัชญา มะลิหวล (2556) ไดศ้ ึกษาเรื่อง ความสัมพันธร์ ะหว่างภาวะผนู้ ำการ
เปลยี่ นแปลงกบั ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จงั หวัด
นครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงกับประสิทธิผลการบริหารงาน
วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยภาพรวมของ
ผู้บริหารในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดนครราชสีมา อยู่ในระดับมาก ประสิทธิผลการ
บรหิ ารงานวิชาการของผบู้ ริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอย่ใู นระดับมาก ความสัมพนั ธร์ ะหว่างภาวะ
ผู้นำการเปล่ียนแปลงกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารในสังกัดสำนักงาน
อาชวี ศึกษา จังหวัดนครราชสมี า มคี วามสัมพนั ธ์กนั เชิงบวก อยู่ในระดบั สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิท่ี
ระดับ .01

ราชัญ สมทบ (2556. บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการใช้หลัก
ธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลของการบริหารงานในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองกาญจนบุรี จังหวัด
กาญจนบุรี ผลการวิจัยพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้หลักธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลของการ
บริหารงานในโรงเรยี น สังกดั เทศบาลเมืองกาญจนบรุ ี จงั หวัดกาญจนบรุ ี พบว่า ภาพรวมและรายด้าน
มีความสัมพันธ์ในลักษณะที่คล้อยตามกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 อยู่ในระดับสูง โดย

159

การใช้หลักธรรมาภิบาลด้านหลักนิติธรรมกับประสิทธิผลของการบริหารงานในโรงเรียน มี
ความสมั พนั ธ์ในลกั ษณะที่คล้อยตามกัน อย่ใู นระดับสงู อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .01

อรอุมา บญุ ศาสตร์ (2557, น. 138) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผนู้ ำการ
เปล่ียนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 20 ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
โดยรวมอยู่ในระดับมาก และรายได้อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย 3
ลำดับ ดังนี้ ดา้ นการกระตุ้นทางปญั ญา ดา้ นการสร้างแรงบันดาลใจ และด้านการมีวิสัยทัศน์ 2) ระดับ
ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากและรายได้อยู่ใน
ระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการจัดการเรียน อรอุมา บุญ
ศาสตร์ (2557, น. 138) ไดศ้ ึกษาความสมั พันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการ เปล่ียนแปลงกับการบริหารงาน
วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกดั สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 ผลการวิจัย
พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ
รายได้อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านการกระตุ้น
ทางปญั ญา ดา้ นการสรา้ งแรงบันดาลใจ และด้านการมีวิสัยทัศน์ 2) ระดับประสทิ ธิผลการบริหารงาน
วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากและรายได้อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดย
เรยี งลำดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย ดงั น้ี ด้านการจัดการเรยี น

จีรนันท์ เกิดม่วง (2558, น. 89-97) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงกับบทบาทการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ผลการศึกษา พบว่า 1) ภาวะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
พระนครศรอี ยธุ ยา เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรยี งตามลำดบั คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ
ด้านการกระตุ้นทางปัญญา ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์และด้านการคำนึงถงึ ความเปน็ ปัจเจก
บุคคล 2) บทบาทการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด
สำนกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
โดยเรียงลำดับจากมาก 3 ลำดับ ดังน้ี ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองเข้าใจแนวทางการจัดการเรียนรู้
ของสถานศึกษา ศึกษาวิเคราะห์เอกสารอื่น ๆ ที่เก่ียวข้องกับการจัดการเรียนรู้เพื่อการขับเคลื่อน
กระบวนการเรียนรู้ และประชุมวิเคราะห์สรุปการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันของสถานศึกษา 3) ภาวะ
ผู้นำการ เปล่ียนแปลงกับบทบาทการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนรู้ข องผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 มี
ความสมั พนั ธ์กนั อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .01 โดยมคี วามสัมพันธก์ ันสูง (r = .882)

160

พจนีย์ บุพรัง (2559, น.105 - 110) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การศึกษาความสัมพันธ์
ระหว่างการใชห้ ลักธรรมาภิบาลกบั การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศกึ ษา ตามการรบั รู้ของครู
สังกดั สำนักงานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 31 ผลการวิจัย พบว่า 1. การใชห้ ลักธรรมาภิบาล
ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 31
พบว่า โดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน
ด้านทม่ี ีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านค่านยิ มประชาธิปไตย รองลงมา ดา้ นประชารฐั ดา้ นความรับผิดชอบ
ทางการบริหารและด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำท่ีสุด คือ ด้านการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ 2.การ
บริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต 31 พบว่า โดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า
อยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด ได้แก่ ด้านการออกจากราชการ รองลงมาด้านการ
วางแผนอัตรากำลังและการกำหนดตำแหน่ง ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ
ด้านวินัยและการรักษาวินัยและด้านท่ีมีค่าเฉล่ียต่ำที่สุด คือ ด้านการสรรหาและการบรรจุแต่งต้ัง 3.
การศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัด
สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 31 เมื่อจำแนกตามสถานภาพ พบว่า โดยภาพรวมและ
รายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ทุกด้าน และเม่ือจำแนกตามประสบการณ์
ในการปฏิบัติหน้าที่ พบว่า ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี ระดับ
.05 ทุกด้าน

ฟาตอนะห์ นิและ (2561, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ การ
เปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือ
พิจารณาเปน็ รายด้าน พบว่า ทกุ ด้านอยู่ในระดับมาก โดยดา้ นทมี่ ีค่าเฉลย่ี สูงสุด คือ ด้านการมีอิทธิพล
อย่างมีอุดมการณ์ รองลงมา คือ ดา้ นการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล
และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา การบริหารงานวิชาการของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 ในภาพรวมอยใู่ นระดับ
มาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านท่ีมี ค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ด้าน
การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน รองลงมา คือ ด้านการวัดผล ประเมินผลและดำเนินการ
เทียบโอนผลการเรียน ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ด้านการพัฒนาระบบ
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และด้านท่ีมีค่าเฉล่ียน้อย
ที่สุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ตามลำดับ ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา

161

ประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 โดยภาพรวมและ รายด้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r =
.85**) อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .01

วุฒิภัทร มัธยม และพงษ์ศักด์ิ รวมชมรัตน์ (2562, น. 303-304) ได้ศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารทรัพยากร
บุคคลของสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของ
ผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้บริหาร
สถานศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวม
อยู่ในระดบั มาก เม่อื พจิ ารณาเปน็ รายด้าน พบว่า ภาวะผู้นำแบบเปล่ยี นแปลงอยู่ในระดับมากทุกด้าน
เรียงตามค่าเฉล่ีย คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา ด้านการสร้างบารมี
ด้านการคำนึงถึงการเป็นปัจเจกบุคคล ตามลำดับ 2) การบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้บริหาร
สถานศึกษา โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติ
อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามค่าเฉลี่ย คือ ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการธำรงรักษาบุคลากร
ด้านการสรรหาบุคลากร ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการวางแผนบุคลากร ตามลำดับ 3)
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารทรัพยากรบุคคลของสถานศึกษา
โดยภาพรวมมคี วามสัมพันธ์กนั ทางบวกอยู่ในระดับสงู (r=0.85) อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .01

งานวิจยั ต่างประเทศ
ยูกล์ (Yukl. 1992) ที่ไดท้ ำการปรับปรงุ ขยายแนวคิดจากการศึกษาที่มหาวิทยาลยั
แห่งรัฐโอไฮโอและท่ีมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่เน้นเพียงสององค์ประกอบ เพิ่มขึ้นอีกหน่ึงองค์ประกอบ
คือ พฤติกรรมของผู้นำทีเ่ กีย่ วกบั การเปล่ียนแปลง(Change-oriented Leadership)
บิเชยี ร์ (Besheara, 1996) ไดศ้ ึกษาวิจยั เร่อื ง ผู้บริหารสตรีในระดบั ประถมศกึ ษา
และมัธยมศึกษาผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสตรีในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มีบุคลิกภาพ
ความเปน็ ผนู้ ำที่แตกต่างกัน และไมม่ ีปัจจัยท่ีแตกต่างกันในการยึดบุคลิกภาพภาวะผู้นำ การแก้ปัญหา
ความขัดแยง้ การตดั สนิ ใจ ท้ังนกี้ ารคาดหมายว่าผู้บรหิ ารประถมศกึ ษา อาจอาศัยลักษณะการเป็นผู้นำ
เป็นตัวช่วยพร้อมกับนิสัยพื้นฐานของสตรีในระดับท่ีมากกว่าผู้บริหารมัธยม แต่การวิจัยพบว่า ไม่มี
ลักษณะท่ีแตกต่างกัน ผู้บริหารสตรีได้ยึดบุคลิกภาพแบบภาวะผู้นำยุทธวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ยุทธวธิ ีการตดั สินใจ
Ved P.Nanda (2003, อา้ งถงึ ใน บังอร กนั สุข, 2554, หน้า 52-53)ไดท้ ำการวจิ ัย

162

เรื่องธรรมาภิบาล ผลการวิจัยพบว่า ยังไม่มีการสร้างหลักธรรมาภิบาลตามความหมายอย่างแท้จริง
ตลอดระยะเวลา ค.ศ. 1980-1990 บรรดาประเทศหรือสถาบันที่ให้การสนับสนุนมีแนวโน้มว่าจะให้
การช่วยเหลือการปฏิรูปประเทศท่ีรับการช่วยเหลือเหล่าน้ันเพิ่มมากข้ึน แต่ส่วนใหญ่แล้ว ประเทศ
ผู้รับการช่วยเหลือยังขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซ่ึงจะนำไปสูก่ ารเปล่ียนแปลงนโยบายในครั้ง
นี้และในอนาคตอันใกล้นี้การใช้ความช่วยเหลือเร่ิมปรากฏชัดเจนย่ิงข้ึน เรง่ อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ
แล้วยังไรผ้ ลและยังมีการเลือกปฏบิ ตั ิอยู่ ตามที่เราเขา้ ใจกันปัญหาเหล่าน้ปี ระเทศที่ให้การช่วยเหลือจะ
เรียกร้องให้ประเทศท่ีรับการช่วยเหลือ แสดงปัญหาที่ยุ่งยากในการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม ให้ท่ี
ประชุมได้รับทราบเพื่อหาสาเหตุแท้จริงและนำไปสู่การแก้ไข จากการศึกษาวิจัยได้พบว่าปัญหาต่าง ๆ
ท่ีเกิดขึน้ กบั ประเทศที่รบั การช่วยเหลือคอื ไมม่ ีวตั ถุประสงค์ในการดำเนินงานและพอจะเป็นมาตรฐาน
ในการตัดสินใจดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลได้ซ่ึงจะรวมถึงการขาดเสถียรภาพทางการเมือง หลัก
กฎหมาย หลกั การควบคมุ การทุจริตและหลกั ความรับผดิ ชอบที่ยังไมม่ ีผลในทางปฏิบัติ และการศึกษา
วจิ ัยยังพบอีกว่า ถึงแม้จะมีการดำเนนิ งานตามหลักธรรมาภิบาลในประเทศกำลังพัฒนาแต่ระดับความ
ยากจนของประเทศเหล่านั้นก็ยังมีอยู่สูง ตลอดถึงการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพก็ยังเป็นประเด็น
ปัญหาหลักในการใช้หลักธรรมาภิบาลในองค์กร ซึ่งจะเชื่อมไปหาประชาชนและการเลือกปฏิบัติเป็น
เร่ืองที่แก้ไขยากพอสมควร เพราะเป็นเรื่องบริบททางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของประเทศท่ีรับการ
ชว่ ยเหลอื

เอิกลี และคณะ (Eagly and others. 2003) ได้ทำการวจิ ัยและพบวา่ ผนู้ ำหญงิ มี
แนวโนม้ ท่ีจะแสดงภาวะผนู้ ำการเปล่ยี นแปลง (transformational leadership) สอดคล้องกับทฤษฎี
ภาวะผนู้ ำแบบทีอารซ์ ี (TRC Leadership Theory) ท่ีได้จากผลการศึกษาวจิ ัยเกีย่ วกับพฤตกิ รรมผู้นำ
ท้ังท่ีมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอและท่ีมหาวิทยาลัยมิชิแกน แม้จะใช้คำศัพท์เรียกช่ือประเภท
พฤติกรรมผู้นำท่ีแตกต่างกัน แต่โดยสาระแล้วมีความคล้ายคลึงกัน กล่าวคือแต่ละการศึกษาต่างเน้น
การแบ่งประเภทพฤติกรรมของผู้นำออกเป็น 2 ด้าน ดังนั้น บางคร้ังจึงเรียกว่าทฤษฎีสองมิติ หรือสอง
องค์ประกอบ (Two-factor Theory) คือ ด้านเก่ียวกับงานกับด้านที่เก่ียวกับคนซึ่งเป็นทฤษฎีท่ีเน้น
พฤติกรรมในแง่การเปล่ียนแปลง (Change-oriented Leadership) ที่สอดคล้องกับภาวะแวดล้อม
ปจั จุบนั ย่งิ ข้นึ

Kimmet (2005, p. 2-A) ได้ศึกษาการนำหลกั ธรรมาภบิ าลมาใชใ้ นระบอบการเมือง
ปกครองในอาเซียน 4 ประเทศ พบว่า ในประเทศท่ีพัฒนาแล้วหลักธรรมาภิบาลได้ถูกนำไปใช้ใน
เชิงกลยุทธ์ทางการเมืองมากว่าการนำเนื้อหาสาระไปประยุกต์ใช้นโยบาย4 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์
ไทย มาเลเซีย และอินโดนิเซีย โดยพิจารณาเป็นประเทศและเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาโดยศึกษาว่า
ประเทศเหล่าน้ีมีการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้อย่างไรบ้าง รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของหลักธรรมาภิ
บาลในการเลือกตั้งปี 2004 ซ่ึงพบว่า หลักธรรมาภิบาลได้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง และเป็น

163

ประเด็นสำคญั ในการปฏริ ูปรูปแบบปกครอง นอกจากนั้นประเทศในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้กลา่ ว
มาน้ี ยังได้เรียนรู้ในการนำหลกั ธรรมาภิบาลเพื่อพฒั นาการเมือง การปกครอง โดยเนน้ การนำหลักธรร
มาภิบาลไปใช้พัฒนาบ้านเมือง การปกครอง โดยเฉพาะอย่างย่ิงสภาวะที่บ้านเมืองมีความไม่แน่นอน
เศรษฐกิจฝืดเคือง เพราะหลักธรรมาภิบาลเป็นรูปแบบการบริหารแนวใหม่ ซ่ึงก่อให้เกิดการพัฒนาใน
ดา้ นตา่ ง ๆ เม่ือนำไปใช้ ซึ่งนัน่ ก็คอื จุดประสงค์สำคัญของหลกั ธรรมาภบิ าลประกอบด้วย หลกั นติ ิธรรม
หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความคุ้มค่าและหลักความรับผิดชอบ ใน
การพฒั นาระบอบการเมืองการปกครองในอาเซียน 4 ประเทศ

Macella (2005) ไดท้ ำการศกึ ษาเกย่ี วกบั โครงสร้างคณะผู้บริหารโรงเรียนของเขต
การศึกษาMorongo กลุ่มตัวอย่างของคณะผู้บริหารโรงเรียนในเมือง San Bernadino มลรัฐ
แคลิฟอร์เนียใต้เจตนาเพื่อค้นคว้าหาว่าการปฏิบัติหน้าท่ีประจำจะส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อการ
บริหารงานโรงเรียนอย่างไรบ้าง ซ่ึงในอดีตการทำงานที่มีประสิทธิภาพคือการทำงานอย่างมีระเบียบ
แบบแผนงานวิจัยนี้จึงทำเพื่อวิเคราะห์ จำแนก หาค่าเชิงพรรณนา ศึกษาความได้เปรียบในการดึง
คณะบริหารโรงเรียนมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดกับนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า ผู้มีส่วน
เก่ียวข้องมีความเข้าใจบทบาทหนา้ ท่ใี นการบรหิ ารโรงเรยี นของตนมากกวา่ คณะทำงานในอดตี น่คี ือ
การเปลี่ยนแปลงทีเ่ กิดขึน้ กับการศกึ ษาของเขตการศึกษา Morongo ข้อมลู ไดเ้ ปรียบเทยี บให้เห็นว่า
ไมว่ ่าจะใช้ลกั ษณะพเิ ศษอันไหนในหลักธรรมาภบิ าลก็จะส่งผลเหมือนกันคอื ทำให้การดำเนนิ งาน
ภายใต้เง่ือนไขต่าง ๆ ตามหลักธรรมาภิบาลประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน ผลการวิจัยบอกว่าคณะ
บริหารโรงเรียนควรมีภาวะผู้นำและยึดความต้องการของนักเรียนเป็นศูนย์กลางด้วยก็จะทำให้ระดับ
ความสำเร็จในการบริหารงานสูงมากขนึ้ อีก เพราะฉะน้ันคณะผู้บริหารโรงเรียนควรปรบั โครงสรา้ งใหม่
จะได้เกิดการเปล่ียนแปลงใหม่ทำให้การทำงานบรรลุวัตถุประสงค์และนำไปสู่ความสำเร็จของการ
บริหารการศึกษาท่ดี ขี ้นึ ตอ่ ไป

เบอร์นาร์ด (Bernard, 2006, pp. 277-293 อ้างใน สินีนาฏ โพธิจิญญาโน, 2554,
น. 65) ได้ทำวิจัยเร่ืองการทบทวนภาวะผู้นำและการเปล่ียนแปลง กรณีศึกษาภาวะผู้นำที่ประสบ
ความสำเร็จและผลกระทบในการเปล่ียนสภาพโรงเรียน เป็นกรณีศึกษาโรงเรียนฟิลิก ฮอล์ท (Felix
Holt School) โดยวิธีการเก็บข้อมูลจากรายงานขององค์กรรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพ
แหง่ ชาติ (Ofsted) และเอกสารประเภทอื่นๆ ทเ่ี ก่ียวข้องตงั้ แต่ปี ค.ศ. 1986 ถึง ค.ศ.2003 และปีค.ศ.
1999 และ ค.ศ. 2003 ผู้วิจัยได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นท่ีปรึกษาของโรงเรียน และได้ทำการสัมภาษณ์
กลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการในพื้นท่ี คณะครูและพนักงานฝ่ายปกครอง นอกจากน้ียังได้ทำการ
สังเกตการเรียนการสอนและจัดทำรายงานนำเสนอครูใหญ่และเขตพ้ืนที่การศึกษา เพ่ือที่ค้นหาว่า
โรงเรียนฟิลกิ ฮอร์ท มีการเพิ่มประสิทธภิ าพในทุกดา้ นอยา่ งตอ่ เนื่องภายใต้การบริหารของครูใหญ่คน
ปัจจุบันด้วยการใช้ภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลง จากกรณีศึกษาได้ข้อค้นพบว่า โรงเรียนฟิลิก ฮอล์ท

164

สามารถเปล่ียนแปลงจากสภาพเดิมได้อย่างแตกต่าง ดูได้จากในระยะเวลา 12 ปี ของการขับเคล่ือน
โดยภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลง จำนวนนักเรียนที่สอบผ่านข้อสอบมาตรฐานแห่งชาติในระดับ A
Level เพ่ิมจาก 20 % เป็น 50 % และมีจำนวนนักเรียนสมัครเข้าเรียนเพ่ิมข้ึนเป็น 2 ถึง 3 เท่า
พบวา่ เนือ่ งมาจากคุณลักษณะภาวะผู้นำการเปลีย่ นแปลงที่มีอิทธิพลตอ่ บรรยากาศและวัฒนธรรมของ
การทำงานขององคก์ ร

โอเพลทกา (Oplatka, 2006) ได้สำรวจภาวะผู้นำของสตรใี นระบบการศึกษา
ภายในประเทศที่กำลังพัฒนาโดยการทบทวนงานวิจัยในปัจจุบันเกี่ยวกับผู้หญิงในการบริหาร
การศึกษา ภายในประเทศท่ีกำลังพัฒนาซึ่งหมายถึงประเทศที่นอกเหนือจากยุโรปและอเมริกาเหนือ
และยกเว้นประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่นและอิสราเอล สำหรับวิธีการที่ใช้คือใช้การศึกษา
ทบทวน บทความภาษาอังกฤษจำนวน 14 เรื่อง ซึ่งได้รับบการตีพิมพ์ในวารสารที่มีพิชญพิจารณ์
(PeerReview) ท้ังในสาขาการบริหารการศึกษา เพศภาวะศึกษาในวงการศึกษาและการศึกษา
เปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่าผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนาใน 3 ประเทศคือ ตุรกี ทรินิแดด และ
โทบาโก และประเทศสิงคโปร์มีการใช้ภาวะผู้นำแบบหญิงอย่างเด่นชัดโดยมีคุณลักษณะด้านการดูแล
เอาใจใส่ ห่วงใยเกยี่ วกับความสัมพันธ์อย่างเหนียวแน่นของผู้รว่ มงาน อดทน เข้าใจและยกระดับขวัญ
กำลงั ใจครูสรา้ งบรรยากาศแหง่ ความเปน็ มิตรมากกว่า โดยการใช้เวลามากกว่าในการฟังปัญหาส่วนตัว
ของครแู ละตระหนกั ถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคล

ทีซเี กย์ (Tsegay, 2012) ศกึ ษาเรอ่ื ง “การรับรู้ของผู้นำสตรีบางคนในประเทศ
เอธิโอเปียของผู้นำเอธิโอเปีย” เป็นการสำรวจผลการปฏิบัติงานของผู้นำสตรีใน 3 ด้าน เก่ียวกับ
คุณสมบัติ ของผู้นำโดยสำรวจผู้นำสตรี 45 คน จากองค์กรภาครัฐ องค์กรท่ีไม่หวังผลกำไร และ
ภาคเอกชน 15 องค์กรคณุ สมบัติ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความกระตือรือร้น ความห่วงใย ความไม่ย่อท้อ
ความม่ันใจในตนเองการมีวิสัยทัศน์ ความม่ันคงแน่นอน ความสามารถ และความมีชีวิตชีวา พบว่า
คุณสมบตั ขิ องผู้หญิงในแต่ละองคก์ รมีความแตกตา่ งกนั

เซอรย์ านิ (Suryani, 2014) ศึกษาเรอื่ ง “รูปแบบผู้นำในประเทศอินโดนีเซีย” เป็น
การวิจัยรูปแบบคุณลักษณะผู้นำโดยใช้แบบสอบถามท่ีประกอบด้วยคุณลักษณะผู้นำที่มีผู้ศึกษาจาก
ทวั่ โลก และเลือกคณุ ลักษณะผู้นำอีก 49 ข้อจากแบบสอบถามของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พบว่า ผู้นำ
สาธารณรัฐอินโดนีเซียมีองค์ประกอบ 2 องค์ประกอบ คือ เป็นการผสมผสานรูปแบบผู้นำอดีตกับ
ปัจจุบัน และรูปแบบผู้นำที่เน้นการทำงานเป็นทีม โดยมีคุณลักษณะความรับผิดชอบ ความเฉลียว
ฉลาด การมีจริยธรรม การสร้างความไว้วางใจ การพัฒนาตนเอง การให้คำแนะนำ มีความกล้าเป็น
ประชาธิปไตยมีวินัย มีจิตวิญญาณของการต่อสู้ มีความซื่อสัตย์ กล้าเผชิญกับความล้มเหลว มีความ
ยืดหยุ่น มีความทะเยอทะยาน ต้องการการเปลี่ยนแปลง เปิดรับประสบการณ์ เน้นคน มีความ
ตระหนักรู้ตนเองควบคุม ตนเอง พัฒนาตนเอง การกระตุ้นตนเอง การมองไปข้างหน้า การอดทนต่อ

165

ความเครียดการให้การสนับสนุน โปร่งใส การมีจริยธรรม มีทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมที่
หลากหลาย

McKinsey. (อา้ งถงึ ใน มทั นา วงั ถนอมศกั ดิ์. 2558) โดยผลการสำรวจ ผู้บรหิ าร
จำนวน 684 คน พบว่า ผู้นำเพศหญิงแสดงพฤติกรรม 5 ประการต่อไปน้ีมากกว่าผชู้ ายอยา่ งเห็นไดช้ ัด
คือ พฤติกรรมการพัฒนาคน การแสดงความคาดหวังและการให้รางวัลการเป็นแบบอย่างท่ีดี การ
ตัดสนิ ใจแบบมีสว่ นรว่ มสว่ นพฤติกรรมที่ผนู้ ำเพศชายแสดงออกมากกวา่ ผู้หญงิ คอื การตดั สินใจ
ด้วยตนเอง การควบคุมและการลงมือแก้ไขข้อผิดพลาด ส่วนพฤติกรรมที่ผู้นำเพศหญิงและเพศชาย
แสดงออกเท่า ๆ กนั คอื การกระตุน้ ทางสติปญั ญา และการตดิ ตอ่ ส่ือสารอยา่ งมีประสิทธิภาพ

เซ็นเจอร์ และโฟล์คแมน(Zenger and Folkman. 2015) ได้ทำการศึกษาผู้นำของ
องค์กร ต่าง ๆ ทั่วโลกจำนวน 16,000 คน ซึ่ง 2 ใน 3ของผู้นำเหล่านั้นเป็นชายและผลการประเมิน
แบบ 360 องศา ทำโดยหัวหน้า เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา พบว่า ผู้บริหารหญิงได้รับการ
ประเมินว่ามีประสิทธิผลในการปฏิบัติงานสูงกว่าผู้บริหารชาย โดยผู้บริหารหญิงมีสมรรถนะในการ
ปฏิบัติงานสูงกว่าผู้บริหารชายในด้านความคิดริเร่ิมในการทำกิจกรรม (takes initiative) การฝึก
พัฒนาตนเอง (practices self-development)การแสดงออกซ่ึงความซื่อตรงและความซื่อสัตย์
(display high integrity and honesty)

โทเจล และบาซู (Professor Togel and Barsoux. 2015) ไดเ้ สนอแนวคิดว่าผู้หญิง
ท่ีต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำนั้น ผู้หญิงต้องผสมผสานระหว่างพฤติกรรมแบบผู้ชาย
และผู้หญิงเข้าด้วยกัน เช่น สามารถพูดจาตรงไปตรงมาแต่แสดงความเอาใจใส่อารมณ์และความรู้สึก
ของผู้อื่นได้ สามารถปรับพฤติกรรมตนเองให้เข้ากับสถานการณ์หรือบุคคลได้ เช่นเม่ือทำงาน
ผู้บังคับบัญชาผู้นำที่ต้องแสดงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับปัญหา และการตัดสินใจอย่างเด็ด
เด่ียว แต่เมื่อทำงานกับผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นำต้องแสดงความเอาใจใส่และให้การสนับสนุนช่วยเหลือ
รวมถึงแสดงความเป็นมิตรและเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือความวิตกกังวลของผู้ใต้บังคับบัญชา
นอกจากน้ี ผู้หญิงควรมีความม่ันใจในตนเองว่าตนเองมีความสามารถและมีศักยภาพที่ไม่ด้อยไปกว่า
ผู้ชาย หน้าทีร่ บั ผิดชอบถูกมอบหมายตามความสามารถไมใ่ ชเ่ พศสภาพ

เลน (Lane, 2016) ศึกษาเร่ือง การตรวจสอบความสัมพนั ธ์ระหวา่ งภาวะผู้นำ
ผ้บู ริหารและบรรยากาศโรงเรยี น วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรยี น และบรรยากาศโรงเรียน การศกึ ษาน้ีพบว่า (a) มีความสัมพันธ์
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่าง 6 ปัจจัยของภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลง และปัจจัยในการตัดสินใจ
ผู้นำของโรงเรียน และ(b) ปัจจัยของภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงมีอิทธิพลต่อปัจจัยของบรรยากาศ
โรงเรียน และ (c) ท่ีตง้ั ของโรงเรยี นน้ันคอื ตัวแปรสำคัญทีส่ ุดของบรรยากาศโรงเรยี น

โกทาร์ด (Gothard, 2015) ศึกษาเร่ือง ภาวะผนู้ ำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน

166

มัธยม: ภาวะผู้นำท้ัง 4 ด้านสำหรับการพัฒนาโรงเรียน การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
ความสามารถในการเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมในเขตชนบทชานเมืองและ
โรงเรยี นในเมืองในเขตวิสคอนซินท่มี ปี ระชากรหนาแน่น รปู แบบแนวคิดไดร้ บั การพฒั นาเพื่อสนบั สนุน
ภาวะผู้นำทางวิชาการและการปรับปรุงโรงเรียนอย่างต่อเน่ือง โมเดลประกอบด้วยขอบเขตสี่ประการ
สำหรับการเป็นผู้นำและการปรับปรุงโรงเรียน: วิสัยทัศน์ โครงสร้าง การสนับสนุนและความ
รับผิดชอบ การศึกษาคร้ังน้ีพบว่ามีการกำหนดวิสัยทัศน์ท่ีแข็งแกร่งโดยการแสวงหาข้อมูลผู้มีส่วนได้
เสียท่ีเกี่ยวข้องกับนักเรียนและเจ้าหน้าที่ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมรายงานว่าทีมผู้นำของโรงเรียนมี
จุดประสงค์ที่ชัดเจนมีการให้เวลาร่วมกันในการทำงานและได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้นำในหมู่เพื่อน
ผู้บริหารให้การสนับสนุนทางการเงินและกลยุทธ์ที่สนับสนุนเป้าหมายการปรับปรุงโรงเรียนสำหรับ
พนักงาน ความรับผิดชอบทำให้มน่ั ใจได้ว่ามีความมงุ่ ม่ันในเป้าหมายกลยุทธแ์ ละความคาดหวังร่วมกัน
สำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนผู้วิจัยเสนอให้ผู้บริหารใช้เวลาและทรัพยากรในการพัฒนาทีมผู้นำ
ระดับสูงในโรงเรียนท่ีประกอบด้วยหัวหน้าครูและผู้บริหาร นอกจากนี้ภาวะผู้นำควรอุทิศให้กับการ
สร้างข้อตกลงที่มุ่งให้ข้อเสนอแนะกับครูอย่างสม่ำเสมอโดยมีการเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่างกลยุทธ์
การปรับปรุงโรงเรียนและการสงั เกตการณ์

ครุซ (Cruz, 2016) ศึกษาเร่อื ง การปฐมนิเทศภาวะผู้นำของผู้บริหารที่สมั พนั ธ์กับ
การจำแนกโรงเรียนในรัฐนิวเจอร์ซีย์ การศึกษาในคร้ังนี้เป็นตรวจสอบความสัมพันธ์ของการเป็นผู้นำ
ของผู้บริหารกับการจำแนกโรงเรียนในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ในขณะที่บทบาทของผู้บริหารขยายตัวในช่วง
หลายปีที่ผ่านมาผู้บริหารโรงเรียนยังคงมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโรงเรียน การศึกษาคร้ังน้ีเป็น
การศึกษาเชิงปริมาณนี้มุ่งเน้นไปท่ีความเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนจากโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ
สูงสุดและต่ำสุดของรัฐนิวเจอร์ซีย์ การศึกษาในครั้งน้ีใช้กรอบแนวคิดของ Bolman and Deal’s
Four Leadership Frames ในการพิจารณาว่าทิศทางการเป็นผู้นำของผู้บริหารเก่ียวข้องกับการ
จำแนกประเภทของโรงเรียนหรือไม่ ผลการวิจัยพบว่าผู้บริหารท่ีมีคะแนนความเป็นผู้นำสูงกว่าคือ
โรงเรียนท่ีมีประสิทธิภาพสูงผลการวิจัยพบว่าผู้บริหารท่ีมีคะแนนความเป็นผู้นำสูงกว่าคือโรงเรียนท่ี
จัดว่ามีประสิทธิภาพสูงข้อค้นพบที่สำคัญสามข้อสำหรับการศึกษาครั้งนี้คือ 1) ผู้บริหารโรงเรียนท่ี
ได้รับรางวัลพบว่ามีคะแนนการปฐมนิเทศผู้นำในแต่ละเฟรมสูงกว่า Priority School principals/
2) ผู้บริหารโรงเรียนท่ีได้รับรางวัลถูกพบว่าใช้กรอบความเป็นผู้นำมากกว่า Priority School
principals 3) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในกรอบความเป็นผู้นำหลักที่ใช้โดยผู้บริหาร
โรงเรียนที่ได้รับรางวัลและผู้บริหารPriority School principals ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ข้อเสนอแนะท่ีได้
จากการศึกษาคร้ังน้ีคือ 1 พัฒนาโปรแกรมการให้คำปรกึ ษาท่ีมีส่วนร่วมท้ังโรงเรียนท่ีไดร้ ับรางวัลและ
Priority School principals 2 พัฒนาการสนับสนุนการพัฒนาอย่างมืออาชีพโดยใช้ Bolman และ
กรอบความเปน็ ผนู้ ำทง้ั สี่ของดลี

167

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องดังกล่าว ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การบริหาร
จัดการสถานศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิด
ประสิทธิผลสูงสุดต่อภารกิจของสถานศึกษา ผู้บริหารสตรีจะต้องมีภาวะผู้นำ ประกอบด้วย การมี
อิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงความเป็น
ปัจเจกบุคคล ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์ และสง่ ผลต่อการบริหารงานในสถานศึกษา โดยเฉพาะการ
ใช้หลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบรหิ ารงาน เพ่ือให้สถานศึกษาในสังกัดสามารถตอบสนองภารกจิ การ
จดั การศึกษาได้อยา่ งมีคณุ ภาพ

กรอบแนวคิดการวิจัย

ตวั แปรที่ 2

ตัวแปรที่ 1 การบรหิ ารงานตามหลักธรรมาภิบาลตาม
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรวี า่ ดว้ ยการสร้าง
ภาวะผู้นำสตรี โดยใช้แนวคดิ ระบบบรหิ ารกจิ การบ้านเมอื งและสงั คมทด่ี ี
ทฤษฎภี าวะผู้นำการเปลย่ี นแปลงของ พ.ศ. 2542
แบสส์ และ อโวลอโอ
(1) การสร้างบารมี หรือการมอี ทิ ธิพล (1) การใช้หลักนิติธรรมในการบริหารงาน
ทเี่ ป็นอดุ มคติ
(2) การสร้างแรงบันดาลใจ (2) การใช้หลกั คณุ ธรรมในการบริหารงาน
(3) การกระตนุ้ เชาวนป์ ญั ญา
(4) การคำนึงถึงเอกบคุ คล (3) การใช้หลักความโปร่งใสในการบริหารงาน

(4) การใช้หลักการมสี ่วนร่วมในการบรหิ ารงาน

(5) การใช้หลักความรับผิดชอบในการบริหารงาน

(6) การใช้หลักความคุ้มคา่ ในการบรหิ ารงาน

ภาพท่ี 10 กรอบแนวคดิ ทใ่ี ช้ในการวิจัย

168


Click to View FlipBook Version